WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 29, 2011

เปิดตัว ‘จ่าเฉยอัจฉริยะ’ ติดกล้องที่ตาซ้าย-มีเรดาร์ที่หน้าอก

ที่มา ข่าวสด


พล.ต.ต.ภาณุ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ที่มีผู้สนับสนุนสร้างจ่าเฉยตั้งตามจุดต่างๆ เพื่อแบ่งเบาภาระตำรวจจราจรเวลาพักเวร ซึ่งช่วยให้คนที่ขับขี่รถบนท้องถนนได้ระมัดระวังมากขึ้น ไม่กล้าทำผิดกฎจราจร ต่อจากนี้ไปจ่าเฉยจะไม่เฉยอีกต่อไปแล้ว แต่จะเป็นจ่าเฉยอัจฉริยะ ด้วยการนำกล้องวีดีโอ กับกล้องตรวจจับความเร็วมาติดตั้งที่จ่าเฉย เพื่อตรวจจับการขับขี่ผิดกฎจราจร ซึ่งมี สวทช.เป็นผู้ให้ทุนในการผลิต ความคาดหวังจากจ่าเฉยอัจฉริยะก็เพื่อจะลดการทำผิดกฎจราจร โดยการตั้งจ่าเฉยอัจฉริยะจะทำนำร่องก่อน 13 จุด ตามที่มีการร้องเรียนเรื่องการจราจรและตามจุดเสียงอุบัติเหตุตามแยก คอสะพาน และบริเวณเส้นทึบ ซึ่งน่าจะใช้ได้ผลดีเหมือนกับเรดไรท์ ซึ่งมื่อใครฝ่าไฟแดงกล้องก็จะจับภาพเลขทะเบียนรถและส่งใบสั่งไปถึงบ้าน ทำให้การฝ่าฝืนไฟลงลดลงอย่างเห็นได้ชัด และการทำงานของจ่าเฉยอัจฉริยะก็เช่นเดียวกับ ไม่ว่าจะเรื่องตรวจจับความเร็ว การขับเบียดเส้นทึบ เบียดคอสะพาน และการทำผิดกฎจราจรในรูปแบบต่างๆ

โดยการทำงานของของ “จ่าเฉยอัจฉริยะ”จะมีการติดตตั้งกล้องจำนวน 2 ตัว โดยตัวแรก ที่บริเวณลูกตาทางด้านซ้าย จะติดกล้องความละเอียดสูง สามารถที่จะปรับได้ตามต้องการ ส่วนตัวที่ 2 จะติดกล้องปืนเรดาร์จับความเร็วที่บริเวณหน้าอก และสื่อสารแบบไร้สายสามารถส่งสัญญาณภาพในรัศมี 2-5 กิโลเมตร โดยจะส่งเข้าโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน หรือแท็ปเล็ต ไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำจุดต่างๆ หรือจะส่งมายังบก.จร.ก็ได้ แล้วแต่จะมีการกำหนด ส่วนการทำงานของจ่าเฉย อัจฉริยะ จะทำงานในตอนเช้าและออกเวรในตอนเย็น จากนั้นจะให้ทางเจ้าหน้าที่ นำไปเก็บรักษา ไว้ เนื่องจาก ราคาสูงถึง 1แสนบาท และมีการผลิตมาแล้วจำนวน 4ตัว และจะนำมาทดลองใช้ในเร็ววันนี้

รู้จักไว้ซะ! 2P 2R อาวุธลับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบบูรณาการ

ที่มา มติชน



รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 29ก.ย.54 เวลา 13.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบบูรณาการตามนโยบาย 2P 2R ( P แรก คือ Preparation ด้านการเตรียมการ P ที่สองคือ Prevention การป้องกันล่วงหน้า R ที่หนึ่งคือ Response คือ การเผชิญเหตุ และ R สุดท้าย คือ Recovery การฟื้นฟู )

ขณะนี้ได้ผลมากน้อยเพียงใดว่า การทำงานในลักษณะ 2P 2R นั้น เป็นกลไกที่ใช้เรียกในการทำงาน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในด้านของการทำงานแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ(One-Stop Service) ซึ่งหมายถึงว่าการทำงานแบบลักษณะ 2P 2R จะเป็นการเน้นให้มีเจ้าภาพรับผิดชอบชัดเจนในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้ในทุกขั้นตอนมีผู้รับผิดชอบในการทำงานแบบบูรณาการรวม และเป็นการเตรียมกระบวนการของการทำงานเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว มากขึ้น


ส่วนได้ผลเป็นอย่างไรนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าว วันนี้เนื่องจากการขับเคลื่อนผ่านกลไกทั้งหมดทั่วประเทศต้องใช้เวลา จึงต้องค่อยๆ เคลื่อนจากในส่วนของศูนย์อำนวยการและบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) ซึ่งได้มีการตั้งอย่างเป็นรูปธรรมแล้วในการติดตามแก้ไขสถานการณ์ และจากในส่วนของศูนย์บัญชาการที่จะมีผู้รับผิดชอบในแต่ละกระบวนการหลัก ๆ แล้ว ในแต่ละขั้นตอนก็จะมีการกระจายลงไปในส่วนของภูมิภาคต่อไป


พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกรณีที่มอบหมายให้รัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชนที่ประสบ ปัญหาอุทกภัยและให้พักค้างในพื้นที่ด้วยว่า ตรงนี้แยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนการทำงานที่เรามีการบูรณาการในเรื่องของ 2P 2R นั้น เป็นการเตรียมการเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็จะไม่ลืมในการแก้ไขปัญหา ส่วนที่ให้รัฐมนตรีลงไปในพื้นที่และพักค้างในต่างจังหวัดโดยเฉพาะใน 12 จังหวัดที่ประสบปัญหาน้ำท่วมนั้น เพื่อที่จะได้ทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในการสนับสนุน และรายงานกลับมายังนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว อีกทั้งเพื่อเป็นตัวแทนของนายกรัฐมนตรี ในการลงไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจกับประชาชนในพื้นที่ด้วย เพราะบางครั้งไปอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้นอาจจะไม่สามารถครอบคลุม พื้นที่ได้ จึงได้ขอความร่วมมือคณะรัฐมนตรี ลงไปพักค้างแรมในพื้นที่เพื่อที่จะได้มีโอกาสได้พบปะประชาชนมากขึ้น


ส่วนกรณีของจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้มีการแจ้งเตือนภัยและเฝ้าระวังไว้ แล้วแต่ยังมีปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นอีกสาเหตุมาจากอะไรนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ที่ได้มีการหารือกันในส่วนของการทำงานของจังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นข้อ คิดอย่างดี เพราะจากเดิมที่เราได้มีการประชุมทางไกลผ่านระบบ VDO Conference นั้น ทางจังหวัดเชียงใหม่ก็ทราบปัญหาและได้มีการเตรียมการรองรับแล้ว แต่อย่างไรก็ตามคงต้องไปดูว่าจากที่ได้เตือนภัย ปริมาณน้ำเป็นไปอย่างที่วางแผนไว้หรือไม่ และความสูงของเขื่อนเพียงพอหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปวิเคราะห์ร่วมกับผู้ว่า ราชการจังหวัดแล้ว


ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นมีปัญหาในเรื่องของการป้องกันภัยหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องของการป้องกันภัยจะต้องไปดูว่า การเตือนถูกต้องหรือไม่ และอยู่ในระยะเวลาที่เตรียมการเรียบร้อยหรือไม่ ขณะเดียวกันเมื่อมาถึงขั้นตอนของการเตรียมการในพื้นที่ก็ต้องไปดูว่าได้ทำ ตามการตรวจสอบรายกิจกรรม(check list)ที่ส่งไปให้ครอบคลุมหรือไม่ เพราะบางครั้งเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นอาจจะทำไม่ครบขั้นตอนก็อาจจะทำให้การ เตือนภัยช้าลง รวมถึงกรณีการคำนวณปริมาณน้ำเพื่อทำคันกั้นน้ำอาจไม่สอดคล้องกับปริมาณน้ำ ที่จะไหลมาจริง เป็นต้น เพราะบางครั้งจะมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้หลายส่วนเราจึงนำข้อคิดตรงนี้กลับไป ทบทวนในส่วนคณะที่ทำงานใน 2P 2R ด้วย

สำหรับการเตรียมการรับมือกับพื้นที่วิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของพื้นที่วิกฤตได้มีการประชุมและสั่งการเพิ่มเติม โดยเฉพาะทางด้านการป้องกันล่วงหน้า (Prevention) ให้กลับไปดูทบทวนในส่วนของการพยากรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งให้กลับไปดูในเรื่องของกระบวนการเตรียมการของแต่ละจังหวัด ซึ่งตรงนี้จะเน้นในพื้นที่มากขึ้น

นิติราษฎร์

ที่มา มติชน



โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 28 กันยายน 2554)

กระแสโจมตีกลุ่มนักวิชาการ "นิติราษฎร์" หลังจากเสนอล้างผลปฏิวัติ 19 กันยาฯ ถือว่าหนักพอสมควร

ประเด็นโจมตีไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่ทำให้ข้อเสนอ 4 ข้อ เป็นเรื่องการเมืองไป

ด้วยการระบุว่า ผู้ที่จะได้ประโยชน์จากข้อเสนอของนิติราษฎร์ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผูกโยงไปถึงพรรคเพื่อไทย ฯลฯ

และกลุ่มนิติราษฎร์อาจได้ประโยชน์ในอนาคต เช่น เป็นกรรมการ คอ.นธ. เป็น ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฯลฯ

บ้างก็สรุปรวบให้เลยว่า ทำเพื่อคนคนเดียว

ซึ่งความจริงจะใช่หรือไม่ใช่ กลุ่มนิติราษฎร์บอกชัดว่า ไม่ได้สนใจ

เป็น คำตอบที่เข้าใจได้ เพราะกลุ่มนี้ ย้ำจุดยืนทางวิชาการของตนเองมาตลอด และมักเสนอในเชิง "ระบบ" ที่มุ่งมองปัญหาโครงสร้าง มากกว่าเรื่องของคน และตัวละครในระบบ

ถ้าติดตามนิติราษฎร์ ซึ่งมีเวทีอยู่ที่เว็บไซต์ www.enlightened-jurists.com จะเห็นความสนใจ และการทำงานที่ต่อเนื่องของกลุ่มนี้

โดยภาพรวม หัวข้อที่นักวิชาการนิติราษฎร์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือปัญหาสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรม

ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบกว้างขวาง และเป็นมูลเหตุหนึ่งของความแตกแยกร้าวฉานในประเทศไทย

วิธี คิดของกลุ่มนี้ ตามตำราเรียกว่าเป็นสำนักกฎหมายฝ่ายธรรมชาติ เป็นเสรีนิยมและเชิดชูหลักนิติธรรม อันเป็นทรรศนะที่ไปกันได้กับระบอบประชาธิปไตย

เป็นคนละแบบกับแนวคิดที่เรียกว่าปรัชญากฎหมายฝ่ายบ้านเมือง ที่มักจะไปตั้งต้นความชอบธรรมที่ "ผู้มีอำนาจ"

แนวคิดตามตำรับตำราเหล่านี้ เมื่อมาอยู่ในสถานการณ์การเมืองอย่างปัจจุบัน ก็หนีไม่พ้นข้อหาง่ายๆ ว่า เป็น "ฝ่ายทักษิณ" หรือ "ฝ่ายไม่เอาทักษิณ" เท่านั้นเอง

ถ้าประเมินจากปฏิกิริยา และอาการตระหนกตกใจยิ่งกว่าเกิดปฏิวัติเสียอีก

เรื่องที่จะตามมาหลังจากนี้ กลุ่มนิติราษฎร์คงตกเป็นเป้า ถูกจับตามากขึ้น

การทำงานอาจจะยากขึ้น มีแรงเสียดสีมากขึ้น เพราะบางกลุ่มชูป้ายต้านไปแล้ว

ขณะเดียวกัน ประชาชนที่เข้าใจ และมองเห็นคุณค่าของข้อเสนอ ก็จะออกมาโอบอุ้ม

ต้อง ยอมรับว่า การออกมาแสดงความคิดเห็นใหม่ๆ ระดมประสบการณ์ชุดใหม่ๆ ใช้ประโยชน์จากแนวคิดต่าง เพื่อหาทางออกจากวิกฤตการเมืองที่จมปลักกันมาหลายปี เป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากสังคมไทยในขณะนี้

ความพยายามที่จะแก้ความขาดหายนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

ทำนองเดียวกับที่ คอป.นำเอานักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ เข้ามาช่วยงานปรองดองสมานฉันท์

หลัง จากนี้ น่าจะมีนักวิชาการ หรือผู้รักประชาธิปไตย ออกมาร่วมวงแลกเปลี่ยน ถกเถียง และแสดงจุดยืนให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความคิดที่งอกเงยออกไปอีก

อย่าง น้อยๆ ก็เพื่อให้เห็นว่า บ้านเมืองเรานี้ ไม่ได้มีแค่ฝ่ายทักษิณ กับฝ่ายไม่เอาทักษิณ อย่างที่บางคนตั้งหน้าตั้งตาเชื่อเอาเสียจริงๆ

"นิติราษฎร์"โต้"สมคิด"อ่านไม่แตก ฉะคนเดือดร้อนเอี่ยวรัฐประหาร ยันข้อเสนอไม่สุดโต่ง นปช.ออกโรงหนุน

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะแกนนำคณะนิติราษฎร์ ให้สัมภาษณ์ "มติชน" กรณีนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาวิจารณ์ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ว่า คงไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนายสมคิด เพราะขณะนี้มีคนตอบชี้แจงแทนคณะนิติราษฎร์อยู่แล้ว และคำถามของนายสมคิดโดยส่วนตัวเห็นว่ามีเพียงข้อแรกเท่านั้นที่เกี่ยวกับ ประเด็นกฎหมายที่ถามว่า จะสามารถยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2549 ที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่ นายสมคิดยังอ่านข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไม่แตกชัดและยังไม่เข้าใจ เพราะข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไม่ได้ให้ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2549 แต่เสนอให้ประกาศให้รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 มาตรา 36 และมาตรา 37 เสียเปล่าให้ถือว่าโมฆะไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมายไม่ได้ให้ยก เลิกรัฐธรรมนูญ 2549 แต่อย่างใด


"มาตรา 37 ยังเป็นผลต่อเนื่องมาถึงมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และยังเป็นฐานรับรองให้บรรดาการกระทำใดๆ ของคณะรัฐประหารพ้นผิดยังคงอยู่ มาตรา 37 ยังไม่ได้สิ้นผลไปในระบบกฎหมาย ที่ผ่านมาศาลเคยยกฟ้องคดีที่ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร เคยฟ้องคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เป็นกบฏ แต่เนื่องจากมาตรา 37 รองรับให้นิรโทษกรรม คมช.ไว้ซึ่งโยงมาถึงมาตรา 309 ด้วย ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ต้องการให้ฆ่าแค่ มาตรา 37 กับมาตรา 309 ไม่ได้ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ" นายวรเจตน์กล่าว


นายวรเจตน์กล่าวว่า ส่วนใหญ่คนที่เดือดร้อนกับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เป็นผู้ที่เคยเกี่ยวข้อง การรัฐประหาร 2549 ทำไมคนเหล่านี้ต้องเดือดร้อน ถามว่าคนเหล่านี้จะมีสิทธิพูดได้อีกหรือไม่ ส่วนที่มีการพาดพิงว่าตนจะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นั้น ตนไม่เคยพูดว่าจะเป็น ส.ส.ร. แม้จะมีคนถามเยอะ แต่เคยบอกเพียงว่า ถ้าเป็น ส.ส.ร.แล้วสามารถผลักดันความคิดของคณะนิติราษฎร์ได้ทำไมตนต้องไม่เป็น ส.ส.ร. ส่วนจะได้เป็นหรือไม่ ทำไมหลายคนจะต้องกลัวด้วย หากจะเป็น ส.ส.ร. ทั้งนี้ ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไม่ได้สุดโต่ง แต่เสนอไปโดยคำนึงถึงประโยชน์สุจริต มีข้อเสนออยู่แล้วหากสามารถผลักดันได้ เพราะสุดท้ายจะต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่แล้ว และจะบัญญัติว่าประเด็นใดควรลบล้างประเด็นใดไม่ควรลบล้างไม่ได้สุดโต่ง โดยประชาชนจะต้องลงประชามติในท้ายที่สุด


นายวรเจตน์กล่าวว่า ข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ต้องการให้ประกาศการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการกระทำใดๆ ที่มาจากประกาศ คปค.ตั้งแต่วันที่ 19-30 กันยายน 2549 ไม่เคยเกิดขึ้นหรือไม่มีผลทางกฎหมาย จึงไม่ได้เป็นเหตุให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญ 2550 เสียไปด้วย ข้อเสนอไม่ได้สุดโต่ง ไม่ได้ต้องการให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกฎหมายต่างๆ แล้วเสียเปล่า ขณะนี้คณะนิติราษฎร์คงยังไม่มีประเด็นใดที่จะชี้แจงอีก แต่ต้องรอให้สังคมโต้เถียงกันก่อน เพราะข้อเสนอนี้เป็นเรื่องใหม่ยังไม่เคยเกิดมาก่อน ความคิดนี้จะเสนอสู่สังคม สุดท้ายประชาชนจะเป็นผู้ชี้ว่าเห็นด้วยกับฝ่ายใด


ขณะที่นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะอดีต ส.ส.ร.2540 ตอบคำถาม 15 ประเด็นของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ อาทิ กรณีจะสามารถยกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่ เช่นการยกเลิก รัฐธรรมนูญ 2549 ตอบว่า คณะนิติราษฎร์ไม่ได้เสนอให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2549 แต่ให้ถือว่าการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ทำรัฐประหารตามมาตรา 37 ไม่เกิดผลตามกฎหมาย ส่วนประชาชนจะลงมติแก้รัฐธรรมนูญที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่ ตอบว่าข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ไม่ใช่การแก้รัฐธรรมนูญที่ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่เป็นการยกเลิกเพิกถอนผลของการกระทำที่เกิดจากรัฐธรรมนูญที่เป็นผลพวงของ การรัฐประหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หัวใจเผด็จการ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ในประเด็นการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

กลายเป็นเส้นแบ่งทางความคิดของคนในสังคมระหว่างฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยกับฝ่ายสนับ สนุนเผด็จการ

ใครอยู่ในหมวดหมู่สนับสนุนฝ่ายใด เกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมาบุคคลเหล่านั้นได้เปิดเผยโฉมหน้าตนเองออกมาแล้วให้ สังคมได้เห็นกันแล้วชัดเจน

ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยยืนอยู่บนหลักการสำคัญที่ว่า

ถ้าเราปฏิเสธการรัฐประหารก็ต้องปฏิเสธผลของรัฐประหารนั้นด้วย ในทางกลับกันถ้าเรายอมรับผลของรัฐประหาร ก็เท่ากับยอมรับการรัฐประหารด้วย

ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ "กล่องดวงใจ" ของรัฐประหารที่จำเป็นต้องลบล้าง คือกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับการรัฐประหารที่บรรจุไว้ในมาตรา 36 และ 37 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549

อย่างไรก็ตามคณะนิติราษฎร์ยอมรับว่า ประเด็นการลบล้างผลพวงของรัฐประหารที่ถูกโยนขึ้นมานั้น ถือเป็นของใหม่มากในระบบกฎหมายไทย

แต่ถ้าทำสำเร็จเชื่อว่าจะเป็นเกราะป้องกันทำให้การรัฐประหารเกิดขึ้นได้ยากมาก หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย

ตรงนี้เองน่าจะเป็นคำตอบว่า ทำไมคนบางกลุ่มที่ประกอบไปด้วยนักการเมือง นักวิชาการ นักกฎหมาย นักสื่อสารมวลชน ฯลฯ

ถึงได้ต่อต้านแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ ด้วยการสร้างผีขึ้นมาหลอกคน กล่าวหาคณะนิติราษฎร์ทำไปเพื่อต้องการลบล้างความผิดให้คนเพียงคนเดียวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นั่นก็เพราะกลุ่มคนเหล่านั้นล้วนได้ประโยชน์จากรัฐประหาร ไม่ว่าในรูปแบบการเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือองค์กรอิสระหลายแห่ง

หรือแม้แต่กับบางคนถ้าหากไม่มีรัฐประหารก็ยากจะไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองได้

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 คือเครื่องยืนยันอย่างดีว่าหากเล่นกันตามกติกาประชาธิป ไตยแล้ว ใครบางคนก็มีแต่แพ้กับแพ้

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กลุ่มคนเหล่านั้นจะร่ำร้องโหยหวนกับแถลงการณ์ของคณะนิติราษฎร์

นักเรียนเชียงใหม่แต่งชุดเผด็จการนาซีก็เพราะเป็นเด็กรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ผิดกับผู้ใหญ่บางกลุ่ม-นักการเมืองบางพรรคที่สวมใส่เสื้อคลุมประชาธิปไตยแต่หัวใจฝักใฝ่รัฐ ประหาร

แถมยังไม่ยอมให้ใครมาลบล้างอีกต่างหาก

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 29/09/54 ลีลา..ขัดแข้งขัดขา

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


นโยบาย ดีดี เริ่มมีผล
พวกสัปดน ก็ระแวง ขัดแข้งขา
ใครเป็นใคร เริ่มโผล่หาง อำพรางตา
เห่าเหมือนหมา..พวกสิ้นคิด จิตโสมม....


จ้องถอดถอน อ้อนตีน ลิ้นสองแฉก
หวังชำแรก เร่งรัด อัดทับถม
ก็แค่พวก เหิมเกริม เติมอารมณ์
พ่นอาจม ประสงค์ร้าย ทำลายกัน....


พวกสลิ่ม ตัวแสบ มันแอบจ้อง
ชะเง้อมอง นโยบาย เร่งขายฝัน
ผลพลอยได้ กลับเงียบกริบ หยิบแบ่งปัน
สันดานมัน โคตรระยำ ต่ำสิ้นดี....


เพิ่มเงินเดือน ค่าแรง ยิ้มแฉ่งทั่ว
ไม่มีมั่ว ให้เก็บกด ลดภาษี
บ้านหลังแรก รถคันงาม ตามทันที
มอบสิ่งดี กลับบ้าคลั่ง หวังทำลาย....


คิดขัดแข้ง ขัดขา จนหน้ามืด
เผยกำพืด สร้างระยำ ทำฉิบหาย
ใช้วาจา ฮึกเหิม เพิ่มวุ่นวาย
หวังหลอกฟาย พวกเดียวกัน ให้ฟั่นเฟือน....


๓ บลา / ๒๙ ก.ย.๕๔

ใบตองแห้ง...ออนไลน์: ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ปี 4

ที่มา ประชาไท

เห็นคุณสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ, อ.กิตติศักดิ์ ปรกติ และ อ.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียงหน้าออกมาโต้นิติราษฎร์แล้ว ก็รู้สึกครั่นคร้ามอยู่ไม่น้อย อะโห แต่ละท่านมีเกียรติมีศักดิ์ศรีมีวิชามีสถาบัน ผมมันเรียนไม่จบปริญญา อย่าว่าแต่ไม่จบนิติศาสตร์ ปริญญาตรีเงินเดือน 15,000 ยังไม่จบกะเขาเลย จะแสดงความเห็นดีหรือเปล่าหนอ

แต่ก็พอดี๊มี อ.พนัส ทัศนียานนท์, คุณกฤติกร วงศ์สว่างพานิช และคุณพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล จัดให้คนละดอก ผมก็เลยโล่งอก ขอเป็นผู้ตาม แบบไม่ต้องตอกย้ำประเด็นกฎหมายมากนัก เอาประเด็นแบบบ้านๆ ก็แล้วกัน

สำหรับ อ.พนัสเนี่ยยกให้เลย นอกจากเป็นอดีตคณบดีนิติ มธ. สมัยเป็น สว.เลือกตั้ง ท่านยังเป็นคู่ซี้ อ.แก้วสรร วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณ แต่ท่านมีหลักมีเกณฑ์ ยึดมั่นประชาธิปไตย เป็นผู้ใหญ่ที่ควรคารวะ (อ.แก้วสรรคงไม่ว่าท่านรับจ๊อบ)

แต่คุณกฤติกรบอกเองว่าไม่ใช่นักกฎหมาย ส่วนคุณพุฒิพงศ์ ยังเป็นนักศึกษากฎหมาย ถามไปถามมาได้ยินว่ายังเรียนปี 4

คริคริ เด็กสมัยนี้สุดยอดเลย ถ้าไม่บอกเป็นนักศึกษาผมคงเรียก อ.พุฒิพงศ์ไปแล้ว นิติราษฎร์ยังไม่ต้องโต้ซักคำ เอ้า สมคิด-กิตติศักดิ์กดคำตอบแข่งเด็กปี 4 หน่อย....กริ๊ง

รอฟังอยู่นะครับ รอฟัง ท่านอธิการบดีเขียนอะไรอีกหน่อย อย่าปล่อยให้ผมเชื่อ อ.พุฒิพงศ์มากกว่า

หน้าหอรัฐประหาร

ในบรรดาท่านที่เอ่ยนาม คุณสักน่าสงสารที่สุด เพราะไม่ยักมีใครโต้แกเลย ทั้งที่อุตส่าห์แถลงในนามนายกสภาทนายความ (อ้าว เหรอ นึกว่าแกโต้ในนามอดีต คตส.) ซึ่งน่าจะตีความแบบบ้านๆ ได้ว่า สภาทนายความที่มีสมาชิก 5 หมื่นคน การันตีคำแถลงคุณสัก ไม่ใช่แค่ความเห็นของแกคนเดียว แต่ทนายทั้งประเทศร่วมหัวจมน้ำด้วย

ส่วนตัวผมชอบคุณสัก เคยสัมภาษณ์แก 2 ครั้ง (มั้ง) แถมตอนเป็น คตส.แกยังจัดงานราตรีใบตองแห้ง โดยบอกว่าสาเหตุที่ตั้งชื่อนี้เพราะอ่านเจอคอลัมน์ว่ายทวนน้ำในไทยโพสต์ นั่นแปลว่าแกก็อ่านที่ผมเขียนอยู่เหมือนกัน และเท่าที่ติดตามบทบาทมาตลอด ผมเชื่อว่าแกเป็นพวกปากกับใจไม่ตรงกัน อ้าว! ไม่ใช่ด่า คือพวกที่สนับสนุนและร่วมมือกับรัฐประหารมีจำนวนไม่น้อย ที่ใจจริงรักประชาธิปไตย แต่เลือกข้างไปแล้ว ก็จำเป็นต้องตะแบง ปากอย่างใจอย่าง

ฉะนั้นด้วยความสงสารคุณสัก ผมก็ต้องเริ่มด้วยการแสดงความเห็นใจแกซักหน่อย ว่าสาเหตุประการสำคัญที่ไม่มีใครเขาโต้คุณสัก เพราะแกซื่อมาก ไม่เนียนเหมือนคนอื่นๆ

แค่ลงท้ายว่า “การโกงบ้านโกงเมืองนั้นเลวร้ายยิ่งกว่ารัฐประหาร ที่มุ่งทำลายความเลวของนักการเมืองบางคน และกระทำการเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ที่ประชาชนให้การรับรอง”

แค่นั้นคุณสักก็พาสภาทนายความที่มีสมาชิก 5 หมื่นคนลงน้ำไปเรียบร้อยแล้ว มิพักต้องไปโต้แย้งอะไรมาก

คนอื่นๆ ที่ตอบโต้เขายังเนียนกว่าคุณสัก คือไม่กล้ายอมรับตรงๆ ว่าสนับสนุนรัฐประหาร (มุ่งทำลายความเลวของนักการเมืองบางคน แต่ล้มล้างอำนาจอธิปไตยของปวงชนเนี่ยนะ) เขาเลี่ยงฮุ้นไปโต้ประเด็นอื่น เช่นคำพิพากษาลบล้างไม่ได้ หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ตั้งโดย คมช.ฯลฯ เขาไม่ “ซื่อ” เหมือนคุณสักหรอก

ร้ายกว่านั้น คุณสักยังลงท้ายให้ประชาชนติดตามตรวจสอบพฤติกรรมของกลุ่มนิติราษฎร์ พูดยังกะนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่ตอนต้นคุณสักบอกว่าจะ “แสดงความเห็นทางกฎหมาย”

“ความเห็นทางกฎหมาย” ของคุณสักตั้งแต่ข้อ 1-7 ผมอ่านแล้วเหนื่อยใจ นี่ถ้าผมโดนคดีอะไรซักอย่าง คงไม่กล้าขอคุณสักเป็นทนาย เพราะคุณสักตีความไม่แตก แย้งไม่ตรงประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง (แกล้ง?) ไม่เข้าใจว่านิติราษฎร์เสนอให้ “เสียเปล่า” เฉพาะประกาศ คปค.ตั้งแต่วันที่ 19-30 ก.ย.2549 และรัฐธรรมนูญ 2549 มาตรา 36,37 คุณสักกลับไปพูดเหมือนไม่ใช่นักกฎหมายว่ารัฐบาล รัฐสภาปัจจุบัน ต่างมีที่มาจากกระบวนการที่ต่อเนื่องจากรัฐประหารทั้งสิ้นไม่ควรให้สิ้นผล

คุณสักสอบตกทั้งสำนวนภาษาและการจับประเด็น เพราะข้อ 1 ขึ้นต้นมาบอกว่า “สภา ทนายความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารที่ล้มล้างรัฐบาลที่ใช้อำนาจบริหารโดย ชอบธรรม เนื่องจากเป็นการทำให้ระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องสะดุดและต้องเริ่มต้นใหม่ตลอดมาถึง 17 ครั้ง” แต่ต่อมาก็บอกว่า “การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็มีเหตุผลเช่นเดียวกัน” (อะไรคือเช่นเดียวกัน) จากนั้นก็บอกว่า “สภาทนายความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ใช้อำนาจบริหารในขณะนั้นได้ใช้อำนาจ เงินครอบงำพรรคการเมืองอื่น จนสามารถรวบรวมเป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจเด็ดขาดในรัฐสภา ใช้อำนาจบริหารและอำนาจเงินครอบงำสื่อสารมวลชน และองค์กรอิสระ จนทำให้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไม่บรรลุผลตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และมีการทุจริต ประพฤติมิชอบ เพื่อหาประโยชน์แก่ตนเอง และพวกพ้อง จนกระทั่งเป็นเหตุให้มีการรัฐประหาร”

ตกลงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เนื้อความขัดแย้งกันเอง (กระทั่งมาชัดเจนในข้อ 7)

ข้อ 1 บอกว่ารัฐประหารทำให้ประชาธิปไตยต้องสะดุดถึง 17 ครั้ง แต่พอข้อ 6 คุณสักกลับบอกว่า
“ระบบการเมืองในประเทศไทยที่สถาบัน พระมหากษัตริย์ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ปวงชนชาวไทยโดยมิได้มีการ เสียเลือดเนื้อและไม่เคยมีการทำร้ายเข่นฆ่ากันแต่อย่างใด เพียงแต่มีนักการเมืองบางคนที่สืบทอดเจตนารมณ์ทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยนั้น ทุจริตคิดมิชอบต่อทรัพย์สินของรัฐอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุให้มีการรัฐประหารช่วงชิงอำนาจกันตลอดมา”

แปลว่าอะไร แปลว่าคุณสักไม่ใช่แค่เห็นด้วยกับรัฐประหาร 2549 แต่เห็นว่ารัฐประหาร 17 ครั้งจำเป็น เพราะนักการเมือง(บางคน)ทุจริตคอร์รัปชั่น อย่างนั้นหรือ

ข้อเดียวกันคุณสักยังต่อท้ายว่า “พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยได้ต่อสู้กับอริราชศัตรูอย่างยากลำบาก จนสามารถก่อตั้งประเทศขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ ได้เสียดินแดนเพื่อเสริมสร้างอิสรภาพเพื่อให้ทุกคนได้อยู่อย่างร่มเย็นเช่น ทุกวันนี้ ด้วยพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ที่สืบทอดตลอดมา”

มึนตึ้บ ผมไม่เข้าใจ คุณสักเอามาต่อท้ายข้อนี้ทำไม เนื้อความไม่เกี่ยวกันเลยกับเรื่องรัฐประหาร-ประชาธิปไตย ถ้าจะเอาไปต่อท้ายข้อ 3 ที่คุณสักคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 ยังพอเข้าใจได้

เอ๊ะ หรือว่าคุณสักจะอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาสนับสนุนรัฐประหาร หรืออ้างว่ารัฐประหารทำเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ก็อ้างอย่างก้ำๆ กึ่งๆ ยังไงไม่รู้ ไม่เข้าใจตุ้ม

ผมยังงงอยู่ว่าคุณสักแกเขียนเองหรือใช้ทนายฝึกหัดตัดแปะ แต่สรุปได้ว่าคำแถลงนี้นอกจากเลอะเทอะทางความคิดอุดมการณ์แล้ว ยังสอบตกเรื่องการทำสำนวน การใช้ภาษา การเรียงลำดับ สับสนไปมา

บอกแล้วว่าถ้าผมโดนคดีคงไม่กล้าขอสภาทนายความ ฉะนั้น ฝากเตือน คปค.ด้วย ถ้าถูกลากคอขึ้นศาล อย่าเอาสภาทนายความแก้ต่างให้เชียว มีหวังติดคุกหัวโต

ย้อนกลับไปที่ข้อ 2 ความจริงข้อนี้ข้อเดียวคุณสักก็จบเห่แล้ว เพราะเป็นการ defend คตส.โดยนายกสภาทนายความ รอบหน้าท่านคงไปแถลงในฐานะ ส.ว.ลากตั้ง ภาษากฎหมายเขาเรียกว่าท่านเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ถ้าจะตอบโต้ก็ควรประชุมอดีต คตส.แล้วให้คุณหญิงจารุวรรณนั่งหัวโต๊ะตอบโต้ไปเลย ไม่มีใครเขาว่าหรอก

ยังดีกว่าแอบไปใช้องค์กรโน้นองค์กรนี้

คำแถลงข้อ 3 ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะกระแสปัจจุบัน แม้แต่ คอป.ก็ยังเห็นว่ามาตรา 112 มีปัญหาเรื่องการบังคับใช้ (ไม่อยากอ้างวิกิลีกส์ ที่ว่าในหลวงทรงเตือนอภิสิทธิ์เรื่องการใช้ ม.112) แต่สภาทนายความกลับแสดงความเห็นสุดโข่งล้านปีแสง เหมือน ผบ.ทบ.กับพวกสลิ่มในเว็บบอร์ดเสรีไทย

คือถ้าท่านเป็นสมาคมฌาปนกิจอะไรซักอย่าง จะแถลงอย่างนี้ก็ไม่ว่ากัน แต่อย่าลืมว่า “สภาทนายความพึงเป็นสถาบันของสังคมในการส่งเสริมการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย สภาทนายความเป็นแถวหน้าของผู้เรียกร้องการปกครองระบอบประชาธิปไตย ต่อต้านอำนาจนิยมและผลักดันให้มีกฎหมายที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน” อย่างที่พวกทนายเด็กๆ เข้าชื่อถอนหงอกเขาพูดไว้ หรือสภาทนายความจะเห็นว่าการดำเนินคดีแบบใครก็แจ้งความได้ ใครเป็นผู้ต้องหาไม่มีสิทธิประกัน ขังลืมไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน มีโทษหนักเกินสมควรแก่เหตุ และปิดกั้นสิทธิประชาธิปไตยในการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต เป็นกฎหมายที่ถูกต้องชอบธรรมแล้ว

แต่อย่างว่า สภาทนายที่ควรส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็เป็นอย่างนี้มา 5 ปีแล้ว ตั้งแต่เรียกร้อง ม.7 และเข้าไปร่วมมือกับรัฐประหาร จะเป็นเดชอุดม ไกรฤทธิ์, สัก กอแสงเรือง หรือเสรื สุวรรณภานนท์ ก็ไม่ต่างกัน นี่มันยุคอะไรของสภาทนายความ


ศาลนาซีกับตุลาการภิวัตน์

ในบรรดาผู้ออกมาโต้แย้งนิติราษฎร์ รายที่น่าฟังเห็นจะเป็นกิตติศักดิ์ ปรกติ สาเหตุเพราะ หนึ่ง กิตติศักดิ์ (คนรุ่น 6 ตุลาเพื่อนผม) โต้แย้งในประเด็นกฎหมาย และสอง กิตติศักดิ์ไม่เคยรับตำแหน่งใดๆ ในรัฐประหารหรือในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่ได้เป็น คตส.ไม่ได้เป็น ส.ส.ร.และไม่ได้เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ แม้จะเป็นกระบอกเสียงให้ตุลาการภิวัตน์ตลอดมา (โฆษกศาลประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

กิตติศักดิ์เลี่ยงไม่โต้เรื่องการลบล้างนิรโทษกรรมรัฐประหาร หรือลบล้างประกาศ คปค.แถมยังขึ้นต้นอย่างนุ่มนวลว่าขอคารวะนิติราษฎร์ที่กล้าคิดกล้าแสดงความ เห็น (คุณสักไม่รู้จักเนียนแบบนี้มั่ง) กิตติศักดิ์เลือกโต้เรื่องการลบล้างคำพิพากษา 2 ประเด็นหลักๆ คือ โต้ว่ากรณีที่นิติราษฎร์ยกเรื่องลบล้างคำพิพากษาในยุคนาซีของเยอรมนีและ ฝรั่งเศสนั้น นำมาเทียบกับศาลไทยไม่ได้ ศาลไทยไม่ใช่ศาลนาซี ซึ่งฟังดูเหมือนมีน้ำหนักในสายตาคนทั่วไป แต่กรณีนี้ต้องแยกว่า หนึ่ง นิติราษฎร์ก็ไม่ได้บอกว่าเหมือนกัน เพียงแต่นิติราษฎร์ชี้ให้เห็นว่าการลบล้างคำพิพากษาให้เสียเปล่านั้น เป็นไปได้ในหลักกฎหมาย ไม่ใช่จะต้องยึดถือคำพิพากษาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลบล้างไม่ได้ ซึ่งนิติราษฎร์ไม่ได้ยกตัวอย่างแค่เยอรมนี ฝรั่งเศส แต่รวมถึงตุรกี ที่มีการรื้อฟื้นเอาผิดรัฐประหาร

ในหลักกฎหมาย คำพิพากษาจึงลบล้างได้ แล้วจึงค่อยมาเทียบเคียงกับกรณีของเราอีกครั้ง

สอง ในกรณีของเรา ศาลไทยไม่ใช่ศาลนาซีก็จริง แต่ตุลาการมีส่วนร่วมกับการรัฐประหารอย่างผิดสังเกต ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์รัฐประหาร 17 ครั้งของการเมืองไทย ตุลาการเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี เป็น คตส. สนช. ส.ส.ร.ซึ่งก็ร่างรัฐธรรมนูญให้ตุลาการเข้ามาฮุบองค์กรอิสระ กระทั่งทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อสถาบันตุลาการ คำพิพากษาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงไม่ได้รับความเชื่อถือ

คำพิพากษาเหล่านี้ควรถูกลบล้าง และเริ่มนับหนึ่งใหม่หรือไม่

ประเด็นนี้ผมอาจพูดล้ำไปในข้อเท็จจริงมากกว่าข้อกฎหมาย เพราะข้อกฎหมาย อ.กฤติกรกับ อ.พุฒิพงศ์ตอบโต้ไว้แล้ว อ.พุฒิพงศ์เขียนชัดเจนว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองต้องยึดสำนวน ของ ป.ป.ช. (กรณีนี้ คตส.ทำหน้าที่แทน ป.ป.ช.)เป็นหลัก โดยผู้พิพากษาส่วนใหญ่มีทัศนะว่า ป.ป.ช.(คตส.) มีสถานะเหมือน “ศาลไต่สวน” เราจะใช้ความเข้าใจทั่วไปว่า คตส.เป็นเหมือนตำรวจหรืออัยการในคดีอาญาปกติไม่ได้ (ไม่ใช่ตำรวจกับศาลอย่างที่สมคิดยกตัวอย่าง)

คตส.เป็นศาลไต่สวน แล้วศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองเป็นศาลตัดสิน ศาลไทยไม่ใช่ศาลนาซีก็จริง แต่ที่มาและความชอบธรรมของ คตส.ส่งผลต่อคำพิพากษาสูงกว่าคดีอาญาปกติอย่างมาก ซึ่งเมื่อรวมกับข้อเท็จจริงที่เด็กอมมือก็ดูออก ว่าตุลาการภิวัตน์ร่วมมือกับรัฐประหารอย่างไร

คำพิพากษาเหล่านี้ควรถูกลบล้างและเริ่มนับหนึ่งใหม่หรือไม่

ถามกิตติศักดิ์อีกที ถ้าในปี 2524 มีนักวิชาการนิติศาสตร์เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 6 ตุลา ลบล้างนิรโทษกรรมคนที่เข่นฆ่าเพื่อนเรา ลบล้างคำพิพากษาที่อ้างประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน กิตติศักดิ์จะเห็นด้วยหรือไม่

ประเด็นที่สองที่กิตติศักดิ์โต้แย้งคือ อ้างว่าอำนาจอธิปไตยของปวงชนลบล้างคำพิพากษาไม่ได้ โดยหลังจากทำหน้าที่โฆษกศาลยกย่องสดุดีผู้พิพากษาจนไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาที่มี กิเลสตัณหาอย่างพวกเราแล้ว กิตติศักดิ์ก็ยกตัวอย่างคดีเพอรรี vs คนเหล็กอาร์โนลด์ ชวาเซนเนกเกอร์ (ตอนเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย) ซึ่งศาลสูงสุดพิพากษาว่า การลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐแคลิฟอร์เนียห้ามพวกรักร่วมเพศแต่งงาน กันนั้น ขัดต่อหลักความเสมอภาคและรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา โดยกิตติศักดิ์ชี้ว่า ศาลตัดสินขัดต่อมติมหาชน แต่เมื่อเสียงส่วนมากใช้ไปในทางที่ผิด ศาลซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยก็ชี้ถูกชี้ผิดได้

อ.กฤติกรวิจารณ์ว่า อ.กิตติศักดิ์เทียบเคียงผิดฝาผิดตัว ใช่เลยครับ ศาลสูงสุดของอเมริกาพิพากษาเช่นนั้นก็เพื่อปกป้องหลักความเสมอภาค ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ปกป้องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย ชายกับชาย หญิงกับหญิง เขาจะแต่งงานกันมันหนักหัวใคร นี่คือสิทธิที่จะเอาเสียงข้างมากหรืออำนาจใดๆ มาลิดรอนไม่ได้

ศาลตัดสินขัดต่อมติมหาชนก็จริง แต่ยังอิงรัฐธรรมนูญ อิงหลักการประชาธิปไตย ซึ่งตรงกันข้าม ถ้าเรามองศาลไทยบ้าง เหตุใดศาลไทยจึงยอมรับรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ยอมรับประกาศรัฐประหารเป็นกฎหมาย และเหตุใดศาลไทยจึงไม่ยึดหลักสิทธิเสรีภาพ ยึดหลักการประชาธิปไตย หรือหลักนิติรัฐ โต้แย้งอำนาจรัฐประหาร ซึ่งเป็นอำนาจที่ได้มาจากการใช้กำลัง แย่ยิ่งกว่า “กฎหมู่” ของเสียงข้างมากอย่างที่กิตติศักดิ์อ้างเสียอีก

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น คดียุบพรรคไทยรักไทย เหตุใดตุลาการเสียงข้างมากจึงยอมรับเอาประกาศ คปค.มาลงโทษ 111 กรรมการบริหารพรรคย้อนหลัง ทั้งที่ขัดต่อหลักกฎหมายไม่ให้มีผลย้อนหลังในกรณีที่เป็นโทษ

เรื่องนี้ผมจำได้ว่า อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ก็เคยไม่เห็นด้วยกับตุลาการรัฐธรรมนูญ (ฉะนั้นที่สมคิดอ้างว่าปริญญาก็ไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ ต้องแยกแยะดีๆ นะครับ)

ตัวอย่างที่กิตติศักดิ์ยกมาจึงเทียบเคียงได้ในกรณีที่เป็นการลงประชามติ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักนิติรัฐ ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย สมมติเช่น ลงประชามตินิรโทษกรรมทักษิณ นี่ทำไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าเป็นการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่พร้อมบัญญัติหมวดว่าด้วยการลบล้างผล พวงรัฐประหาร ลบล้างประกาศ คปค.ที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ และคำพิพากษาที่เป็นผลพวง กรณีนี่ทำได้แน่นอน


อาจารย์กับเด็ก

คราวนี้มาว่าถึงกรณีของ ด.ช.สมคิด ซึ่งเขียนคำถามมา 15 ข้อ อ.วรเจตน์บอกว่ามีประเด็นกฎหมายให้ตอบข้อเดียวคือข้อแรก

ข้อเดียวจริงๆ นอกนั้นเป็นการกระแนะกระแหน เหมือนเด็กพาโล หวงของเล่นของตัวเอง

ข้อแรก วรเจตน์โต้ไปแล้ว ข้อสอง สมศักดิ์ เจียมฯ โต้ซะหงายไปแล้ว ข้ออื่นๆ ก็กวนซะมากกว่าใช้หลักกฎหมาย เช่นคดีซุกหุ้น สมคิดก็รู้ไม่ใช่หรือว่า วรเจตน์ก็วิพากษ์วิจารณ์มาด้วยกัน สมคิดเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับศาสตราจารย์ ทำไมต้องทำเป็นไม่เข้าใจเจตนาของนิติราษฎร์ว่าการลบล้างผลพวงรัฐประหาร ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เช่น จะลบล้างสิ่งที่รัฐบาลสุรยุทธ์ทำไปทั้งหมดไม่ได้ ลบล้างกฎหมายที่ สนช.ออกไปทั้งหมดไม่ได้ และถ้าจะลบล้างรัฐประหารย้อนหลังไปอีกก็ทำได้ แต่ต้องแยกแยะทีละประเด็นเพราะเหตุการณ์มันผ่านมานานแล้ว ผลกระทบต่อสังคมและประชาชนมีกว้างขวาง (แต่ถ้าจะลบล้างทีละประเด็นได้ เช่นรื้อฟื้นการสอบสวนเหตุการณ์ 6 ตุลา)

ที่น่าเกลียดมากคือสมคิดตั้งคำถามเรื่องลงโทษคณะรัฐประหาร โดยยกสุจินดา ถนอม ประภาส สฤษฏ์ จอมพล ป. แล้วลงท้ายด้วย อ.ปรีดี ผู้ก่อการปฏิวัติประชาธิปไตย ขอย้อนถามว่านี่หรือคือจิตสำนึกของคนเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณเอาผู้ประศาสน์การซึ่งก่อการปฏิวัติยึดอำนาจอธิปไตยมาให้ปวงชนชาวไทย ไปเปรียบกับผู้ที่ก่อรัฐประหารยึดอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชน

นี่หรือคืออธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมคิดออกอาการปกป้องรัฐธรรมนูญที่ตัวเองร่าง อย่างมีอารมณ์มากกว่าสาระ อ้างประชามติ (ซึ่งนิติราษฎร์ชี้แล้วว่าจอมปลอม ไม่มีตัวเปรียบเทียบ) อ้างบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ (สิทธิเสรีภาพกับผีอะไร ตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพมากที่สุด) แต่ไม่ยักเอาบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพไปใช้กับมาตรา 112 (กวนซะอีกว่าถ้า 112 ขัดกับรัฐธรรมนูญ 50 แล้วจะยกเลิก 50 ทำไม ความจริงนิติราษฎร์ชี้แล้วว่าขัดตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 40 ที่บัญญัติหลักความสมควรแก่เหตุไว้)

ลงท้าย สมคิดก็ยังตีรวนไม่ให้วรเจตน์เข้าไปเป็น ส.ส.ร.อ้างเลอะเทอะว่าถ้า คมช.เลว ส.ส.ร.ชุดที่แล้วเล้ว รธน.2550 เลว รัฐบาลก็ต้องเลวด้วย

รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามกลไกประชาธิปไตยครับ ซึ่งไม่ว่ารัฐธรรมนูญเลวฉบับไหนก็จำใจต้องให้มีการเลือกตั้ง ส่วนที่เลวคือมันตั้งกลไกสกัดขัดขวาง บิดเบือนล้มล้างอำนาจอธิปไตยของปวงชน แล้ว ส.ส.ร.ชุดนี้ถ้าจะมี รัฐบาลก็ประกาศไว้แล้วว่าต้องมาจากการเลือกตั้ง ร่วมกับการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิโดยรัฐสภา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ชอบธรรมกว่ารัฐประหาร

ตอนรัฐประหารไร้ความชอบธรรมกว่านี้ สมคิดยังอ้างว่า ในฐานะที่เรียนและสอนเรื่องรัฐธรรมนูญตลอดมา เมื่อถึงเวลาร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องเข้าร่วมเพื่อให้เนื้อหาออกมาเป็น ประชาธิปไตยมากที่สุด

ตอนนี้ สมคิดตีกันวรเจตน์เฉยเลย

อ.พุฒิพงศ์จึงบอกว่าไม่แปลกใจเลยที่รัฐธรรมนูญ 50 ร่างได้ห่วยแตก มักง่าย เมื่อได้เห็นวิธีการตั้งคำถามและมองประเด็นของสมคิด ซึ่งไม่ได้ใช้สติปัญญาทางวิชาชีพ พร้อมกับเรียกร้องความกล้าหาญให้อธิบายเป็นเนื้อความ

ในเฟซบุ๊กซึ่งสมคิดลากอาจารย์อีกหลายคนให้ก้นร้อนไปด้วย (อาจารย์เหล่านี้จำต้องเขียนความเห็นนะครับ ไม่เขียนก็จะถูกสังคมมองว่าไม่กล้าหาญ) ผมชอบใจความเห็นของนักศึกษา 3 คนที่เรียกร้องให้ผู้ไม่เห็นด้วยแสดงความเห็นทางวิชาการ ซึ่งทำให้เราเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่มีความคิดอ่านน่าเลื่อมใสเพียงไร

“Bird Jakkit ด้วยความเคารพต่ออาจารย์นะครับ ผมมองว่า การที่กลุ่มนิติราษฎร์กล้าเสนอข้อเสนอครั้งนี้ถือเป็นความกล้าทางวิชาการ อย่างมาก แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงตรงไหน

มันสำคัญอยู่ที่ว่าการเป็นนัก กฎหมายเราจะต้องยึดมั่นในหลักวิชาที่เราเรียนมา การที่อาจารย์คณะเราคนอื่นซึ่งไม่เห็นด้วยไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกคนมีเสรีภาพทางความคิด แต่ที่ไม่เห็นด้วยจะต้องบอกเหตุผลว่าเพราะอะไร ตัวคำอธิบายหรือหลักการที่กลุ่มนิติราษฎร์เสนอมามีปัญหาในทางวิธีคิดอย่างไร หรือมีการบิดเบือนในทางกฎหมายอย่างไร

การบอกว่าไม่เห็นด้วยไม่ใช่เรื่อง ยาก แต่ที่ยากคือการให้เหตุผลประกอบที่มีน้ำหนักในทางวิชาการ การที่จะวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มนิติราษฎร์ ผมว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ควรที่จะวิพากษ์วิจารณ์ที่สารัตถะของข้อเสนอ ไม่ใช่เอาเรื่องอารมณ์ความรู้สึกมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะสิ่งที่สำคัญประการหนึ่งของนักกฎหมายคือการโต้เถียงกันในทางเหตุผล เพื่อให้เกิดผลในทางสติปัญญาไม่ใช่หรือครับ

Natpakhan Latcharojana ผมอยากรู้จังเลยครับอาจารย์ ว่า อ.สุรศักดิ์ อ.เอกบุญ อ.อุดม อ.สุรพล อ.วิจิตรา อ.ไพโรจน์ อ.กิตติพงศ์ อ.ทวีเกียรติ อ.สมเกียรติ อ.วีรวัฒน์ อ.กิตติศักดิ์ อ.ปริญญา…..ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของนิติราษฎร์ ท่านอาจารย์เหล่านี้มีเหตุผลทางกฎหมายอย่างไร ?

Wanut Kosasu ผมว่านะครับ ความจริงถ้าอาจารย์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดหรือการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่ม อาจารย์คณะนิติราษฎร์ ผมคิดว่า อาจารย์ก็น่าจะออกมาแสดงความเห็นทางวิชาการบ้าง ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็นบ่อยนักในช่วง 4-5 ปีหลังการรัฐประหารนี้นะครับ (อันนี้ผมหมายถึงเฉพาะการที่นักวิชาการทากฎหมายซึ่งมีความเห็นต่างกันจะมาถก กันเอง)

ตรงนี้ผมมองว่า ถ้าผมเป็นอาจารย์ผมคงไม่มาคอยห่วงหรือพะวงเรื่องชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย หรอกครับ จริงอยู่การที่อาจารย์เป็นอธิการบดีอาจทำให้ภาพลักษณ์ถูกโยงไปที่เรื่องของ การเคลื่อนไหวของธรรมศาสตร์ทั้งมหาวิทยาลัย แต่ในเมื่อเรายึดถือสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง แล้วทำไมจะต้องเอากรอบอย่างอื่นมาเป็นที่ตั้งเพื่อขัดขวางการแสดงความคิด เห็นซึ่งเป็นการกระทำที่สุจริตด้วยล่ะครับ

คำกล่าวที่ว่า "ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว" มันมีข้อยกเว้นว่าเพราะเป็นอธิการบดีธรรมศาสตร์ เสรีภาพมันจึงมีเหมือนคนอื่นไม่ได้อย่างนั้นหรือครับ ผมเกรงว่า ผมจะเศร้าเสียใจมากกว่านี้ หากความแหลมคมทางวิชาการมันถูกบดบังโดยอคติบางอย่างซึ่งเราไม่รู้ตัว มัวแต่กลัวนั่นกลัวนี่ จนลืมทำหน้าที่รักษาความถูกต้องตามความเชื่อของตนเอง และโดยเฉพาะความแหลมคมทางวิชาการด้านนิติศาสตร์ที่ต้องมีการถกเถียงกัน แต่อีกฝ่ายกลับเป็นฝ่ายเงียบเฉยไม่ทราบว่ารออะไร

มาวันนี้ผมอยากเห็น "ความกล้าหาญทางวิชาการ" จากผู้ชายคนที่ชื่อ สมคิด เลิศไพฑูรย์อีกครั้งครับ

ในฐานะที่เป็นคนสนใจกฎหมายมหาชน คนหนึ่ง ผมอยากทราบเหตุผลมากจริงๆ ครับ เป็นไปได้ไหมครับอาจารย์ที่ท่านอาจารย์เหล่านี้จะออก “แถลงการณ์” ชี้แจงเหตุผลทางกฎหมายมาหักล้างเหตุผลของกลุ่มนิติราษฎร์

ถ้าสามารถทำเช่นนี้ได้จริงๆ ผมจะยินดีมากๆ เลยละครับ แต่ขอเป็นเหตุผลทางกฎหมายเพียวๆ นะครับ เหตุผลเช่นที่ว่า รับงาน รับเงิน ใช้สถานที่ของคณะนิติศาสตร์ ผมว่าเหตุผลแบบนี้มันไม่ใช่แค่ไร้น้ำหนัก แต่ถึงขั้นไร้สาระเลยละครับ”

ก้นร้อนไหมละครับ ถ้าคุณแน่ ออกแถลงการณ์มาเลย ตามที่เด็กมันเรียกร้อง หรืออยากจัดแถลงแสดงความเห็นโต้กัน ท่านอธิการก็จัดได้เลย จัดเอง ไม่ต้องกลัวคนเสื้อแดงจะเข้าไปขว้างปาโห่ฮาเหมือนหมอตุลย์ (ซึ่งแน่นอนผมยอมรับว่ามวลชนเสื้อแดงยังไม่ใช่ผู้ฟังที่ดี แต่ถ้าท่านอยากโต้ก็มีอีกหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องอ้างเรื่องนี้)

หลักวิชาไม่ได้เอาชนะกันที่จำนวนคน ดีกรี หรือยศถาบรรดาศักดิ์ ถ้าจะเอาจำนวนคนนั่นมันนักเลงยกพวกตีกัน นักวิชาการต้องวัดกันด้วยหลักการเหตุผล ไม่ใช่ดูว่าใครมีคนเข้าชื่อสนับสนุนมากกว่า พูดเหตุผลมาแล้วสังคมจะตัดสิน ไม่ว่าจะเป็นศาสตราจารย์หรือนักศึกษาปี 4

อย่า “กลวง” อย่างที่เด็กมันปรามาสก็แล้วกัน คริคริ

ใบตองแห้ง
29 ก.ย.54

รัฐประหาร-ทักษิณ-นิติราษฎร์: 3 คำเตือนที่คนไทยต้องรู้

ที่มา ประชาไท

การปะทะความคิดที่เปิดฉากโดยคณะนิติราษฎร์นั้น ร้อนแรงยิ่งกว่าศึกแข้งกระชับมิตรที่ไทยชนะกัมพูชาไป 10 ประตูต่อ 7 ทั้งยังชิงพื้นที่ความคิดเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วมซึ่งดูจะขาดความเป็น ประชาธิปไตยและนิติรัฐไม่น้อยไปกว่า “การประหารประชารัฐ” อันเป็นหัวข้อของบทความนี้

ผู้ที่น่าจะร้อนตัวมากที่สุดเวลานี้ น่าจะได้แก่ ฝ่ายผู้ทำรัฐประหาร ฝ่ายระบอบทักษิณ และฝ่ายตุลาการ แต่หากสำรวจรอยปะทะที่ผ่านมา ตัวละครเอกกลับเป็นนักการเมืองและประชาชน ซึ่งนอกจากขาประจำยังรวมถึงนักกฎหมายระดับอดีตอธิการบดีไปถึงอธิการบดีและ นักศึกษารุ่นใหม่ไฟแรง มีทั้งสภาทนายความและทนายความในสภา ไม่เว้นแต่พนักงานสอบสวนและพระคุณเจ้าในวัด นักการเมืองเองก็ยึดมาตรฐานคงที่ คือ ฟังแล้วเจ็บแต่จับใจความได้ไม่เกินครึ่งบรรทัดว่า ไม่เอาทักษิณ หรือ ไม่เอารัฐประหาร และไม่มีอะไรลึกซึ้งไปกว่านั้น (ผู้สนใจโปรดดูตัวอย่างความเห็นที่ http://on.fb.me/qnvM3F)

เมื่อฝุ่นเริ่มจางหลังน้ำลายแตกฟองไปพักหนึ่ง ผู้เขียนพึงฉายคำเตือน 3 ประการเพื่อต่อยอดความคิดที่ใหญ่และใกล้เสียจนอาจมองไม่ออก ดังนี้

เตือนข้อที่ 1: ผู้ไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ ไม่จำเป็นต้องเกลียดทักษิณ ทักษิณต่างหากที่จะเกลียดนิติราษฎร์

การถกเถียงแทบทั้งหมดที่ผ่านมา เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่ปฏิเสธ “ลัทธิรัฐประหาร” กับอีกฝ่ายที่เกลียดชัง “ระบอบทักษิณ” ที่จำใจยอมรับ “ลัทธิรัฐประหาร” เพื่อโค่น “ระบอบทักษิณ” เพราะฝ่ายตนมองว่า “ระบอบทักษิณ” เป็นภัยต่อประชาธิปไตยไทยยิ่งกว่า “ลัทธิรัฐประหาร” เสียอีก

ในบทความนี้ผู้เขียนไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าอะไรชั่วร้ายกว่าอะไร แต่สมมติ (arguendo) ว่าหาก “ระบอบทักษิณ” ชั่วร้ายจริง “ระบอบทักษิณ” ย่อมไม่ต้องการให้ข้อเสนอของนิติราษฎร์เกิดขึ้น เพราะหากล้างผลคำพิพากษาจาก “ลัทธิรัฐประหาร” (ซึ่งวันนี้ “ระบอบทักษิณ” อ้างได้เต็มปากว่าไม่ชอบธรรมหรือเป็นเผด็จการ ฯลฯ) แล้วไซร้ ข้อเสนอนิติราษฎร์ก็จะนำภัยมาสู่ “ระบอบทักษิณ” ที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นไปอีก

กล่าวคือ นิติราษฎร์เสนอให้ล้มล้างระบอบคำพิพากษาที่รับลัทธิรัฐประหาร และกล่าวในแถลงการณ์ ข้อ 5 ว่า “หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่ก็สามารถกระทำไปตามกระบวนการทาง กฎหมายปกติได้”

แม้นิติราษฎร์ใช้ถ้อยคำหลวมซึ่งฟังเหมือนจะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่การประกันว่า “ระบอบทักษิณ” จะต้องถูกตรวจสอบว่าผิดหรือไม่อีกรอบนั้น นอกจากจะควรถูกบังคับตามกฎหมายแล้ว ยังเป็นเงื่อนไขบังคับทางข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือ หากไม่สามารถวางหลักประกันดังกล่าว กลุ่มอำนาจที่ต้าน “ระบอบทักษิณ” ก็จะไม่มีทางยอมให้ล้าง “ลัทธิรัฐประหาร” ได้ ซึ่งผู้เขียนก็ไม่เห็นว่าการประกันดังกล่าวจะเป็นปัญหาต่อนิติราษฎร์และผู้ ไม่เอา “ลัทธิรัฐประหาร” แต่อย่างใด คือ สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

ผลที่ตามมาก็คือ “ระบอบทักษิณ” จะถูกบังคับให้กลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในยามปกติ และหาก “ระบอบทักษิณ” (ที่เชื่อกันว่าชั่วร้ายอย่างชัดแจ้ง) ได้ถูกตัดสินว่าผิดซ้ำอีกรอบ ย่อมเป็นการปิดฝาโลง “ระบอบทักษิณ” ถาวรว่าไม่ต้องมาอ้างอีกแล้วว่าถูกกลั่นแกล้ง ไม่ต้องมาอ้างอีกแล้วว่าจะไม่รับโทษเพราะคำพิพากษาที่ไม่ยุติธรรม ฯลฯ

ในทางตรงกันข้าม หากไม่มีข้อเสนอนิติราษฎร์ หนทางสู่ “การนิรโทษกรรม” ในคราบการปรองดองที่ปลอกและดองกติกาด้วยอำนาจในสภาของ “ระบอบทักษิณ” ก็จะคล่องสะดวก โดยอาจใช้วิธีนิรโทษกรรม “ระบอบทักษิณ” ผู้ถูกกระทำ พร้อมประกันว่า ผู้กระทำ “ลัทธิรัฐประหาร” (คมช. คตส. ฯลฯ) ก็ไม่ต้องรับผิดดังเดิม กล่าวคือ เข้าสู่ระบอบ “เกี้ยเซี้ย” ระหว่างที่ผู้มีอำนาจไม่ว่าฝ่ายไหนก็ไม่ผิด หรือยิ่งกว่านั้นคือ “ระบอบทักษิณ” ล่อให้รัฐประหารอีกรอบโดยรอสวนหมัดล้มอำนาจเสี้ยนหนามให้เด็ดขาด ส่วนประชาชนที่ล้มตายจากการชุมนุม หรือที่อดอยากจากการโกงกิน ก็แค่ไปเลือกตั้งใหม่ครั้งต่อไปตามที่เทวดาท่านใคร่ให้ไปเวียนว่ายในนรกตาม เดิม

ดังนั้น ประชาชนคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่ต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” จึงพึงพิเคราะห์ให้ดีว่า การที่คุณทักษิณและคนใกล้ตัวกลับเงียบและไม่ออกมาเห็นดีเห็นงามกับนิติ ราษฎร์นั้นเพราะอะไร และผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ ไม่จำเป็นต้องเกลียดทักษิณ แต่ทักษิณต่างหากที่อาจจะเกลียดนิติราษฎร์เป็นที่สุด!



เตือนข้อที่ 2: ผู้ไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ ไม่ได้แปลว่ายอมรับรัฐประหารเสมอไป

ข้อเสนอกลุ่มนิติราษฎร์มีลักษณะกล้าหาญและน่านับถือ และถูกต้องแล้วที่ทางนิติราษฎร์กล่าวว่าเป็นข้อเสนอเชิงหลักการให้นำไปถก เถียงกันต่อ แต่พึงระวังว่าผู้ใดจะเห็นด้วยกับนิติราษฎร์โดยทันทีหรือไม่นั้น โดยตรรกะแล้วไม่ได้ตัดสินว่าผู้นั้นเห็นด้วยกับการรัฐประหารหรือไม่

ที่ผ่านมามีผู้สนับสนุนกลุ่มนิติราษฎร์ปล่อยคำทำนองว่า หากท่านไม่เห็นด้วยกับเรา ก็แสดงว่าท่านเห็นด้วยกับรัฐประหาร ซึ่งนอกจากจะเป็นตรรกะที่ผิดเพี้ยนแล้ว ยังเป็นการด่วนสรุปให้ร้ายทางความคิดที่ขาดความเยือกเย็นทางวิชาการ ซ้ำยังส่งผลร้ายแบ่งฝ่ายว่าการต่อสู้กับ “ลัทธิรัฐประหาร” จะมีเฉพาะฝ่ายเห็นด้วย กับฝ่ายไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ ซึ่งอาจเป็นการทำลายพันธมิตรจำเป็นของนิติราษฎร์เสียเอง

หากจะอธิบายตรรกะให้ชัด ก็ขอยกตรรกะของสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ท่านหนึ่งที่กล่าวในการแถลงว่า ตนนั้นแม้จะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่ในคืนวันที่ 19 กันยายน ตนก็มิได้ออกไปต่อสู้กับรถถัง เพราะรู้ว่าสู้ตอนนั้นย่อมสู้ไม่ได้ แต่บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้สิ่งที่ผิดให้กลับมาถูก ซึ่งผู้เขียนก็เห็นด้วยกับตรรกะดังกล่าว คือ การต่อสู้ใดๆ ไม่ได้อยู่แค่ที่หลักการ แต่ต้องอยู่ที่จังหวะและโอกาส การยอมจำนนใน “สนามรบ” เพื่อเก็บโอกาสไปชนะใน “สงคราม” ไม่ใช่เรื่องแปลก

ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ทันที ไม่ใช่ว่าไม่ต้องการสู้ “สงคราม” เดียวกันเคียงข้างนิติราษฎร์ เพียงแต่อาจยังไม่แน่ใจใน “สนามรบ” เฉพาะหน้า ว่าสบโอกาสให้ชนะ “สงคราม” ได้หรือไม่ เช่น

  • หลักประกันการตรวจสอบ “ระบอบทักษิณ” หลังการลบล้างคำพิพากษานั้น มั่นคงชัดเจนเพียงใดที่จะไม่กลายเป็นช่องโอกาสในการล้างผิดหรือลอยนวลอันอาจ นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงอีกรอบ?
  • จังหวะเวลาของกระบวนการปรองดองที่เน้นการค้นหาความจริงและเยียวยาผู้เสียหายที่ดำเนินการอยู่นั้น จะถูกกระทบหรือไม่อย่างไร?
  • ขุมพลังทางอำนาจและปัญญาอันจำเป็นต่อการปฏิรูปสถาบันทหารและสถาบัน ตุลาการนั้นมีเพียงพอแล้วหรือไม่ และเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้ (backlash) โดยสถาบันตัวแทนอำนาจเหล่านี้หรือไม่อย่างไร?
  • แม้ผู้เขียนจะไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์หรือนักประวัติศาสตร์ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเงื่อนไขและจังหวะในการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย เพื่อล้าง “ลัทธิรัฐประหาร” นี้ สอดรับกับปัญหาเศรษฐกิจโลกหรือการสืบราชบัลลังก์หรือไม่อย่างไร?

ฯลฯ

กล่าวอีกทางก็คือ ข้อเสนอนี้สุกงอมด้วย สาระ วาระและโอกาสเพียงใดที่จะไม่ถูกฉวยไปใช้เป็นดาบสองคมที่ทิ่มแทงทหารกล้าผู้ ตีดาบขึ้นเสียเอง!

ผู้สนับสนุนนิติราษฎร์โปรดมีกำลังใจเถิดว่า ยังมีประชาชนอีกมากที่ไม่ยอมรับ “ลัทธิรัฐประหาร” และพร้อมจะสู้สงครามเคียงข้างท่านเพื่อทำลายกรงขังทางความคิด แต่กรงนี้ไม่ได้มีเพียงชั้นเดียว และประตูกรงก็อาจมีหลายประตู หากรีบออกผิดช่อง ก็อาจไปติดในอีกชั้นที่ออกยากขึ้น

ดังนั้น ประชาชนคนไทยที่ประสงค์ร่วมสงครามสู้กับ “ลัทธิรัฐประหาร” จึงควรจัดเรียงภารกิจใหม่ว่า “สนามรบ” ที่สำคัญอย่างน้อยในสองสามปีข้างหน้า (ซึ่งอาจพ้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปแล้ว) คือการประคับประคองขัดเกลาข้อเสนอนิติราษฎร์ให้ตกผลึกและรอบด้านยิ่งขึ้น มีพันธมิตรยิ่งขึ้น และผู้ที่ต่อต้าน “ลัทธิรัฐประหาร” เองจะต้องไม่กลายมาเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการดังกล่าว ไม่ว่าโดยการตะเบ็งน้ำเสียงแห่งเหตุผลจนอู้อี้และเหือดแห้ง หรือโดยความถือตัวหมั่นไส้ริษยาไร้ไมตรีจิต อันเป็นต้นเหตุที่ทำลายกลุ่มปัญญาชน-พลังประชาชนมาแล้วนักต่อนัก

เตือนข้อที่ 3: เลิกเถียงกันเสียทีว่า “ลัทธิรัฐประหาร” กับ “ระบอบทักษิณ” อันไหนชั่วร้ายกว่ากัน เพราะหากชั่วทั้งคู่เราต้องไม่เลือกทั้งคู่

ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ “ทำใจไม่ได้” (คือคิดไม่ตกผลึก) ว่าจะเลือกทางแก้ปัญหาแบบใด จะแก้แบบผู้ที่ยังไงก็ไม่เอา “ระบอบทักษิณ” (ข้อ 1) หรือจะแก้แบบผู้ที่ยังไงก็ไม่เอา “ลัทธิรัฐประหาร” (ข้อ 2)

นอกจากนี้นักการเมือง นักวิชาการและปัญญาชนทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่แทบทั้งหมดต่างใช้เวลามานำทฤษฎี และหลักการทั้งปวงมาหักล้างกันว่าทางเลือกของตนนั้นดีกว่าทางเลือกอีก ฝ่ายอย่างไร

ผู้เขียนเตือนว่า จงอย่าปล่อยให้ผู้ใดตีกรอบให้เราถูกติดกับทางความคิดดังกล่าว เพราะ “ระบอบทักษิณ” กับ “ลัทธิรัฐประหาร” ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง! แต่ต้องไม่เลือกทั้งคู่!

ผู้เขียนเสนอให้ประชาชนคนไทยจัดกรอบความคิดใหม่เพื่อมองให้ถึงแก่นว่า “ระบอบทักษิณ” ไม่ได้ถูกโค่นล้มโดย “ลัทธิรัฐประหาร” อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ตรงกันข้าม “ระบอบทักษิณ” ต่างหากที่เป็นผลพวงจาก “ลัทธิรัฐประหาร”! ดังที่อธิบายเป็นขั้นดังนี้

ขั้นที่ 1 ความหมายของ “ระบอบทักษิณ”

“ระบอบทักษิณ” (ที่บทความนี้สมมติ arguendo ว่าชั่วร้ายจริง) นั้น ไม่ได้รวมแค่เฉพาะคุณทักษิณ ชินวัตรและระบอบการโกงกินรวบอำนาจที่ทำลายประชาธิปไตยเท่านั้น แต่หมายถึงระบอบของผู้มีอำนาจในสังคมไทยในอดีตและอนาคตที่เคยทำหรือจะทำ เหมือนแบบที่คุณทักษิณทำ

เช่น แม้ในสมัยก่อนจะไม่มีการขายหุ้นโทรศัพท์มือถือปลอดภาษีหรืออนุมัติให้ภรรยา ประมูลที่ดินจากหน่วยงานของรัฐ แต่ก็อาจมีการอนุมัติสัมปทานโทรศัพท์บ้านให้เอกชนและอนุมัติตัดถนนผ่าน ที่ดินซึ่งซื้อไว้แล้ว ฯลฯ

สภาพแวดล้อมทางสังคมรวมถึงบทบาทของเทคโนโลยีและสื่อมวลชนทำให้เราเห็นภาพ การทำงานของ “ระบอบทักษิณ” ยุคนี้ชัดกว่ายุคก่อน และวันนี้หากเรามองไปรอบๆ บนท้องถนน ตามมหาวิทยาลัย หรือในสำนักงาน เราก็อาจเห็น “ตัวเก็ง” สมาชิก “ระบอบทักษิณ” ที่กำลังจะเข้าไปใช้อำนาจเพื่อตนและพวกพ้องโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย แม้จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิธีการรุนแรงแยบคายอย่างไร แต่ก็ชั่วร้ายเหมือนกันทั้งหมดทุกยุคสมัย

ขั้นที่ 2 สาเหตุของ “ระบอบทักษิณ” คือ “ลัทธิรัฐประหาร”

หากกล่าวอย่างรวบรัด “ระบอบทักษิณ” (arguendo) เกิดขึ้นจากสาเหตุสำคัญสองประการ คือ
เหตุที่ 1 ประชาชนส่วนใหญ่เลือกคนไม่ดีมาบริหารประเทศ

เหตุที่ 2 คนดีส่วนน้อยที่ถูกเลือกเข้ามาไม่อาจต่อสู้กับคนไม่ดีที่เป็นข้างมาก จนในที่สุด ก็ยอมกลายเป็นคนไม่ดีหรือออกไป และคนอื่นที่ดีก็จะไม่เสนอตนให้ประชาชนเลือก สุดท้ายประชาชนก็จำใจเลือกคนที่เลวน้อยกว่าอีกคน แม้จะเลวทั้งคู่ก็ตาม

สาเหตุของ “ระบอบทักษิณ” ทั้งสองข้อนี้มีต้นตอจาก “ลัทธิรัฐประหาร” ซึ่งก็คือ “ลัทธิอำนาจนิยม” ที่ประกันว่าผู้ที่มีอำนาจย่อมทำอะไรก็ได้หรือแทบทั้งหมด กล่าวคือ

ต้นตอของเหตุที่ 1 ที่ประชาชนไม่เลือกคนไม่ดีมาบริหารประเทศ ไม่ใช่เพราะประชาชนจงใจ แต่เป็นเพราะประชาชนหลงเชื่อหรือตัดสินใจผิด ไม่ว่าจะเพราะถูกหลอก หรือถูกซื้อเสียง แต่ประชาชนจะไม่มีทางรู้ตัวเลยว่าตนได้ตัดสินใจผิด เพราะ “ลัทธิรัฐประหาร” ได้ทำการบังคับตัดตอนให้แทนแล้วว่า คนที่ตนเลือกนั้นเป็นคนไม่ดี แม้ประชาชนต้องจำยอมกับอำนาจ “ลัทธิรัฐประหาร” แต่ก็ยังฝังใจเชื่อว่าตนเลือกคนดีเข้ามาแล้ว และคนที่ตนเลือกย่อมไม่เป็น “ระบอบทักษิณ” ตามที่ถูกกล่าวหา

ในทางกลับกัน หากไม่มี “ลัทธิรัฐประหาร” เข้าแทรก สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ประเทศชาติเกิดความเสียหายจาก “ระบอบทักษิณ” แต่เมื่อความเสียหายนั้นปรากฏชัดและกระทบถึงคนส่วนใหญ่ในประเทศ ก็จะนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีขึ้น กล่าวคือ ประชาชนรู้ทันและจับได้ว่าถูก “ระบอบทักษิณ” หลอก ชีวิตความเป็นอยู่ ปัญหาความยากจน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจไม่ได้ดีอย่างที่ตนหลงเชื่อ และเป็นเหตุบังคับให้คนส่วนใหญ่ต้องตัดสินใจได้ดีขึ้นในเวลาต่อมา

ต้นตอของเหตุที่ 2 ที่คนดีข้างน้อยไม่อาจต่อสู้กับคน ไม่ดีข้างมาก จนในที่สุด ก็จะกลายเป็นคนไม่ดีหรือยอมจากไปนั้น ก็เพราะ “ลัทธิรัฐประหาร” ฝังรากว่าใครมีอำนาจผู้นั้นย่อมชนะ คนดีไม่มีอำนาจย่อมไม่อาจสู้ด้วยหลักการหรือกติกา และคนไม่ดีย่อมต้องปกป้องตนเองโดยดิ้นรนสร้างตนให้กลายเป็น “ระบอบทักษิณ” เพื่อมีอำนาจรวบรัดเพียงพอที่จะต่อสู้กับ “ลัทธิรัฐประหาร” ก็คืออำนาจอื่นที่จะมาโค่นล้มตน ส่วนคนดีที่รู้ตัวว่าตนไม่มีอำนาจ ก็จำใจเลือกสองอย่าง ระหว่างเข้าร่วมกับอำนาจที่ชั่วร้าย หรือเลือกที่จะแสวงหาความสุขโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจการเมือง จนไม่มีคนดีเหลือให้ประชาชนเลือก

ในทางกลับกัน หากไม่มี “ลัทธิรัฐประหาร” เข้าแทรก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผลที่เกิดในข้อแรก คือ ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศเจ็บตัวและรู้ทัน “ระบอบทักษิณ” และแสวงหาตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า ย่อมเป็นแรงจูงใจให้คนดีข้างน้อยต่อสู้ต่อไปเพื่อได้เป็นรัฐบาล อีกทั้งยังจูงใจให้คนดีคนอื่นเสนอตัวเข้ามาเป็นตัวเลือกแทนที่ “ระบอบทักษิณ”

ขั้นที่ 3 การกำจัด “ระบอบทักษิณ-ลัทธิรัฐประหาร” ต้องอาศัย “ทฤษฎีกระบวนการทางประชาธิปไตย”

ประเด็นสำคัญที่สุดของบทความนี้ คือ “ทฤษฎีกระบวนการทางประชาธิปไตย” ซึ่งอธิบายว่า “ระบอบทักษิณ” ไม่ได้ถูกโค่นล้มโดย “ลัทธิรัฐประหาร” อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ตรงกันข้าม “ระบอบทักษิณ” ต่างหากที่เป็นผลพวงจาก “ลัทธิรัฐประหาร” ดังนั้น หากเราเลือกกำจัด “ระบอบทักษิณ” โดยใช้ “ลัทธิรัฐประหาร” ก็จะไม่สามารถกำจัด “ระบอบทักษิณ” ได้

ในทางกลับกัน วิธีเดียวที่จะกำจัด “ระบอบทักษิณ” ก็คือการกำจัด “ลัทธิรัฐประหาร” ซึ่งเป็นโคนรากของปัญหา โดยมีหลักการอธิบายดังนี้

หลักที่ 1 ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่สันนิษฐานว่า เสียงส่วนใหญ่ย่อมตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง

หลักที่ 2 แต่การตัดสินใจของเสียงส่วนใหญ่ ต้องไม่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเสียงส่วนน้อย

หากหลักดังกล่าวเป็นจริง คำถามก็คือ เหตุใดเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนคนไทยจึงได้เลือกผู้แทนและรัฐบาลที่คดโกงและ นำมาสู่ “ระบอบทักษิณ” หลายต่อหลายครั้ง ทั้งที่ “ระบอบทักษิณ” (arguendo) ได้โกงกินรวมอำนาจและทำลายประชาธิปไตยอันเป็นภัยต่อเสียงส่วนใหญ่เสียเอง

คำตอบอันแสนตื้นเขินที่มักได้ยินก็คือ เพราะเสียงส่วนใหญ่ของประเทศยังโง่เขลาและไร้การศึกษา เข้าไม่ถึงข้อมูลและข้อเท็จจริงที่จะทำให้เขาหล่านั้นเลือกคนดีมาบริหาร ประเทศ อีกทั้งยากจนแร้นแค้นจนยึดปากท้องตนเองในระยะสั้นเป็นหลัก

คำตอบนี้หากสมมติ (arguendo) ว่าถูก ก็ถูกได้แค่ครึ่งเดียว เพราะคำตอบที่ครบถ้วนนั้น ต้องอาศัย “ทฤษฎีกระบวนการทางประชาธิปไตย” ซึ่งอธิบายหลักการเพิ่มว่า

หลักที่ 3 แม้เสียงส่วนใหญ่ย่อมตัดสินใจเลือก “สิ่งที่ดีที่สุด” สำหรับตนเอง แต่การจะค้นพบว่า “สิ่งที่ดีที่สุด” คืออะไรนั้น ไม่อาจข้ามขั้นตอนของเวลาและประสบการณ์ทางประชาธิปไตยที่ลองผิดลองถูก ไม่มีใครเกิดมาฉลาดทันทีหรือวิ่งได้โดยไม่เคยล้ม และความล้มเหลวผิดพลาดของตนเอง (โดยไม่มีผู้ใดมาตัดตอนคิดและตัดสินใจแทน) ย่อมเป็นเหตุสำคัญที่จะทำให้เรียนรู้ จำ และ เข้าใจ แม้จะต้องใช้เวลา

เช่น ประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกคนไม่ดีจนเกิด “ระบอบทักษิณ” นั้น เมื่อถูกหลอกจึงจำต้องเรียนรู้ให้ทันไม่ให้ถูกหลอก และคนดีอื่น (ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน นักการเมืองหน้าใหม่ หรือแม้แต่คนดีที่แฝงตัวอยู่ในรัฐบาลที่พร้อมจะชิงอำนาจจากหัวหน้า “ระบอบทักษิณ”) ก็จะสบโอกาสเสนอตัวเข้ามาแทน ผ่านการคัดค้านโจมตีและใช้เวลาพิสูจน์ความไม่ดีของ “ระบอบทักษิณ”

ในทางตรงกันข้าม หากรัฐประหารตัดตอนโค่น “ระบอบทักษิณ” เสียงส่วนใหญ่ก็จะยังปักใจยึดมั่นในการตัดสินใจของตน เพราะยังไม่ทันได้ทราบกับตนว่า “ระบอบทักษิณ” ชั่วอย่างไร และยังเพิ่มความชอบธรรมหรือความเห็นใจที่จะเลือก “ระบอบทักษิณ” กลับเข้ามาอีกครั้ง

หลักที่ 4 เมื่อเสียงส่วนใหญ่ในประเทศไม่อาจรู้ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ดีที่สุดในทันที เสียงส่วนใหญ่จึงย่อมไม่อาจออกกฎหมายเพื่อกำหนด “สิ่งที่ดีที่สุด” ได้ กฎหมาย (รัฐธรรมนูญ) จึงต้องมุ่งเป็นเครื่องสนับสนุนกลไกการเรียนรู้และตัดสินใจเพื่อให้เสียง ส่วนใหญ่สามารถค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเองด้วยตนเอง

เช่น กฎหมายไม่อาจกำหนดลักษณะ “ความดี-ความชั่ว” ของนักการเมืองได้ แต่ต้องแก้ปัญหาโดยการสนับสนุนและคุ้มครอง “กระบวนการการเรียนรู้” ที่เอื้อการตรวจสอบ ทบทวน และตีแผ่ “ความอาจดี-อาจชั่ว” ของนักการเมือง เพื่อให้ผู้เลือกตั้งส่วนใหญ่ตัดสินใจได้ดีขึ้นในครั้งต่อไป “กระบวนการ” เหล่านี้ย่อมได้แก่ สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นหรือประท้วงรัฐบาล สิทธิการเข้าถึงข้อมูลและข่าวสาร สิทธิในการมีวิทยุชุมชน สิทธิในการมีส่วนร่วมและสิทธิทางศาล ตลอดจนสิทธิในสวัสดิการที่เป็นธรรม ฯลฯ

หลักการนี้คือหัวใจของทฤษฎี กล่าวคือ สมมติฐานของหลักทั้งหมดก็คือ การเชื่อว่าประชาชนคนไทยไม่ได้โง่เง่าและแผ่นดินไทยย่อมไม่สิ้นพลังความดี (โดยไม่อาศัย “ลัทธิรัฐประหาร”) ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการรวบรัดสถาปนา “ระบอบทักษิณ” อย่างเบ็ดเสร็จต่อเนื่องนานจนประชาชนอดอยากล้มตายหรือชาติล่มสลายได้ และหลักสำคัญที่จะประกันความเชื่อมั่นดังกล่าว ก็คือ การอาศัยกฎหมายที่คุ้มครองและสนับสนุน “กระบวนการการเรียนรู้” ที่กล่าวมานี้เอง

หากสงสัยว่าเหตุใดต้องให้ประเทศชาติเสี่ยงต่อการเรียนรู้ที่เจ็บตัว ตอบในขั้นแรกก็คือ หากสำรวจประชาธิปไตยทั่วโลกจะพบว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญย่อมแลกด้วยบทเรียน ที่ประชาชนได้มาอย่างแสนแพง อาทิ เมื่อสหรัฐฯ รบชนะอังกฤษ แต่ฝ่ายเหนือกับใต้ก็กลับมาสังหารกัน ประชาชนในฝรั่งเศสอดอยากจนลากกษัตริย์มาตัดหัว สงครามโลกได้เปลี่ยนขั้วความคิดของเยอรมันนีและญี่ปุ่น หรือแม้แต่ความขุ่นหมองของชนเผ่าที่เป็นรากฐานของรัฐในแอฟริกา ฯลฯ และในขั้นที่สอง ไม่มีอะไรประกันว่า “ลัทธิรัฐประหาร” จะไม่สร้างความรุนแรงหรือสูญเสียน้อยไปกว่าการยอมเจ็บตัวจากการเรียนรู้ตาม กระบวนการ อีกทั้งความฉลาดและปัญญาของคนไทยก็อาจทำให้การเรียนรู้ไม่แย่อย่างที่คิด

หลักที่ 5 การอาศัยเสียงส่วนน้อย (ที่ไม่ได้ถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน) มาตัดตอนกระบวนการเรียนรู้และการตัดสินใจของเสียงส่วนใหญ่ แม้จะอ้างว่าถูกต้องหรือมีคุณธรรมกว่าก็ตาม (เช่น การชี้นำว่าคุณธรรมของนักการเมืองที่ดีต้องเป็นแบบใด ฯลฯ) ย่อมเป็นการทำลายกระบวนการทางประชาธิปไตยที่มุ่งรักษาประโยชน์ของเสียงส่วน ใหญ่และส่วนน้อยในที่สุด และก็จะนำไปสู่ “ลัทธิรัฐประหาร” และ “ระบอบทักษิณ” ในที่สุด

เช่น กฎหมายไม่อาจให้อำนาจเสียงส่วนน้อยมาล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ แม้รัฐบาลนั้นจะแย่หรือชั่วเพียงใด ตราบใดที่รัฐบาลนั้นไม่พ้นจากอำนาจตามกฎหมายหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของ เสียงส่วนน้อย (เช่น กฎหมายจะยอมให้เสียงข้างมากออกกฎหมายละเมิดสิทธิในร่างกาย อาทิ บังคับให้ชาวไทยที่แปลงเพศทุกคนต้องแปลงเพศกลับไม่ได้)

ในทางตรงกันข้าม หากเรายอมให้เสียงส่วนน้อยมาล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ ก็เท่ากับเปิดช่องให้ “ลัทธิรัฐประหาร” เกิดขึ้นต่อไป เช่น ขอเพียงให้มีคนกลุ่มน้อยในประเทศที่ยึดถือว่าตนมีคุณธรรมสูงกว่าเป็นผู้ใช้ อำนาจโค่นผู้ที่ถูกเลือกมาโดยเสียงข้างมาก ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ถูกเลือกมาโดยเสียงข้างมาก ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากสร้างตนให้เป็น “ระบอบทักษิณ” เพื่อต่อต้านไม่ให้ตนถูกยึดอำนาจโดย “ลัทธิรัฐประหาร”

ขั้นที่ 4 อำนาจตุลาการต้องยึด “ทฤษฎีกระบวนการทางประชาธิปไตย”

“ลัทธิรัฐประหาร” หรือ “ลัทธิอำนาจนิยม” นี้ไม่ได้อาศัยเพียงความชั่วหรือความโลภ หรือ วัฒนธรรมอำนาจอุปถัมภ์ในสังคมไทยเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยโครงสร้างของสถาบันอำนาจในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันทหาร หรือ สถาบันตุลาการซึ่งเอื้ออำนวยให้ “ลัทธิรัฐประหาร” สืบพันธุ์มาอยู่ได้ถึงวันนี้

ที่ว่าตุลาการเอื้อ “ลัทธิรัฐประหาร-อำนาจนิยม” นั้น ต้องให้ความเป็นธรรมในขั้นต้นว่า ตุลาการไทยไม่ใช่ผู้ที่หลับหูหลับตายอมรับ “ลัทธิรัฐประหาร” ว่าเป็นพระเจ้าผู้ชอบธรรม หากแต่ตุลาการไทยได้สร้างบรรทัดฐานทางคุณค่าบางประการขึ้นมา เช่น ศาลฎีกาแต่ในอดีตเคยปฏิเสธอำนาจผู้ทำรัฐประหารว่าขัดต่อจารีตรัฐธรรมนูญ เพราะก้าวล่วงความเป็นอิสระของตุลาการอันทำให้เกิดการยึดทรัพย์ที่ไม่เป็น ธรรม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 931/2535) แต่หากตุลาการพอใจ ก็ดำเนินการได้ และหลักการดังกล่าวก็สืบทอดต่อมาในสมัยปัจจุบัน แม้จะมีเสียงข้างน้อย เช่น ท่านกีรติ กาญจนรินทร์ที่อาจหาญปฏิเสธลัทธิดังกล่าวก็ตาม (ผู้สนใจโปรดดู http://on.fb.me/peaZtY)

สภาพของตุลาการไทยดังกล่าวจะมองว่าดีหรือชั่วอย่างไรนั้น ไม่อาจอภิปรายให้ครบ ณ ที่นี่ และต้องนำไปพิจารณาให้ตกผลึก เช่น อาจมองว่าเป็นการตีความที่ยึดตุลาการเป็นสำคัญ คือ ใครจะโค่นล้มฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารอย่างไรก็ทำได้ ตราบที่ไม่มายุ่งกับศาล กระนั้นหรือ? ฯลฯ แต่สภาพปัญหาของตุลาการไทย คือสิ่งที่นิติราษฎร์ต้องการจะแก้ไขยิ่งไปกว่าเพียงแค่ผลคำพิพากษา ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าการแก้ค่านิยมความเชื่อของสถาบันที่ประกอบด้วยตุลาการ ผู้มีใจอันเป็นธรรมและสติปัญญานั้น ย่อมมีทางสำเร็จได้

สรุปคำเตือน: การกำจัด “ระบอบทักษิณ” และ “ลัทธิรัฐประหาร” ต้องโค่นที่ “ลัทธิรัฐประหาร”

การละเมิดกระบวนการทางประชาธิปไตย (โดย ทหาร ตุลาการ ปัญญาชนผู้ทรงคุณธรรม ฯลฯ) คือการเสริมพลังให้ “ลัทธิรัฐประหาร” ซึ่งเป็นต้นเหตุของ “ระบอบทักษิณ” และเมื่อ “ระบอบทักษิณ” เกิดขึ้น ก็จะต้องสลับแย่งชิงอำนาจกับ “ระบอบทักษิณถัดไป” หรือผู้ทำรัฐประหารชั่วคราวอย่างไม่มีสิ้นสุด การใช้ “ลัทธิรัฐประหาร” โค่น “ระบอบทักษิณ” ไม่เพียงแต่เป็นการตัดหญ้าที่ปลายใบ แต่ยังเป็นการฝังรากปัญหาโดยการตัดตอนกระบวนการเรียนรู้ทางประชาธิปไตยจนผู้ คนเกิดความชินชาที่จะเรียนรู้หรือเรียกร้องสิทธิในที่สุด

ซ้ำร้ายคนดีก็จะไม่เสียสละเข้ามายุ่งเกี่ยวกับลัทธิอำนาจนิยมดังกล่าว หรือแม้ยอมเข้ามา ก็เข้ามาในลักษณะที่จำกัด เช่น เป็นตุลาการที่ไม่เคยได้รับเลือกจากประชาชน หรือ เป็นสมาชิกสภาหรือคณะกรรมการพิเศษชั่วคราวที่เพียงแต่เสนอแนะความรู้โดยไม่ ต้องปฏิบัติจริง หรือแบบใหม่ล่าสุด คือ การเป็นผู้ทรงคุณธรรมที่ยึดอำนาจไว้ชั่วคราวเพื่อส่งต่อให้รัฐบาลใหม่แต่ไม่ รับผิดชอบใดๆ ไม่ว่าประเทศชาติจะขัดแย้ง ประชาชนจะล้มตาย หรือ “ระบอบทักษิณ” จะกลับมา

ส่วนประชาชนก็จะพบกับ “ระบอบทักษิณ” สลับกับ “ลัทธิรัฐประหาร” ในรูปแบบที่ทันสมัยแปลกตาแต่ต่ำช้าไม่ผันแปร จึงสมแก่โอกาสสำหรับทั้งคนไม่ชอบ “ระบอบทักษิณ” และ “ลัทธิรัฐประหาร” ที่จะนำข้อเสนอนิติราษฎร์มาถกเถียงให้ลึกซึ้งและถูกประเด็นมากขึ้น และเน้นที่ “กระบวนการ” มากกว่า “คุณธรรมค่านิยม” เพื่อประชาชนจะได้ชม “ปฏิวัติ” นัดจริงกันเสียที

บทส่งท้าย

ประการแรก บทความนี้เสนอแนวคิดที่ไม่สมบูรณ์แบบบนข้อสันนิษฐานเชิงสมมติ (arguendo) เพื่อเป็นทางเลือกของแนวคิดอื่นที่พูดกันมากแต่ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบเช่นกัน และหากคุณทักษิณไม่ใช่ “ระบอบทักษิณ” ที่สมมติ ก็มิพักต้องกังวลในความบริสุทธิ์และความนิยมชมชอบแต่อย่างใด ทั้งนี้ แนวคิดที่เสนอมีฐานจากการศึกษาค้นคว้า ผู้เขียนขอน้อมรับฟังทุกความเห็นไปพัฒนาความคิด ผู้สนใจโปรดดูรายละเอียดเพิ่มที่ Thesis (LL.M.)--Harvard Law School ที่ http://discovery.lib.harvard.edu/?q=verapat และตำราสำคัญชื่อ Democracy and Distrust โดย John Hart Ely

ประการที่สอง การแก้ปัญหาประชาธิปไตยต้องเดินหน้า ต่อสู้กับสิ่งผิดไม่น้อยไปกว่าการย้อนหลังเพื่อรักษาสิ่งที่ถูก สิ่งที่นิติราษฎร์เสนอนั้นเป็นการกลับไปรักษาสิ่งที่ถูก เพื่อเป็นรากฐานสำหรับการเดินหน้าต่อสู้กับสิ่งผิด แต่มีหลายสิ่งที่ประชาชนคนไทยร่วมกันเดินหน้าต่อสู้กับสิ่งผิดได้แม้ข้อเสนอ ของนิติราษฎร์จะยังไม่บรรลุ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมโดยเริ่มจากการสำรวจข้อบกพร่องของ “ความเป็นไทย” อันเป็นรากฐานของลัทธิอำนาจนิยม รวมไปถึงการปฏิรูปทหารให้ฟังผู้บังคับบัญชาที่มาจากประชาชน และปฏิรูปให้ตุลาการต้องอธิบายกฎหมายให้ประชาชนเข้าใจ ตลอดจนเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยรับผิดชอบหน้าที่การนำอภิปราย ศึกษา ค้นคว้าปัญหาอย่างเป็นระบบมากไปกว่าการยิ้มเยาะหรือชินชาต่อกลุ่มอาจารย์ เพียงเจ็ดคน

ส่วนการเอาผิดกับผู้ทำรัฐประหารนั้น แม้อาจยังทำไม่ได้ในทางกฎหมาย แต่วันนี้ก็ทำได้ในทางข้อเท็จจริง เช่น ใช้อำนาจนิติบัญญัติ อาศัยช่องทาง อาทิ รัฐธรรมนูญ มาตรา 50 และ 56 จัดให้มีกระบวนการ “ศึกษาและตีแผ่ข้อเท็จจริง” เกี่ยวกับกระบวนการรัฐประหารยึดอำนาจ ตรวจสอบทรัพย์สินหลังการพ้นตำแหน่งและบทบาทผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร ครั้งล่าสุด โดยแม้ยังไม่มีนัยทางกฎหมายจะลงโทษได้ แต่ผู้กระทำการเหล่านี้จะหลุดพ้นจาก “กระบวนการการจดจำและรับรู้” ของประชาชนไม่ได้ ฯลฯ

ประการสุดท้าย ผู้เขียนจบบทความด้วยความคาดหวังว่าสังคมไทยกำลังก้าวออกจากยุคมืดทาง นิติศาสตร์ แม้เรายังขาดนักกฎหมายที่ผสานหลักการและความเป็นจริงพร้อมเชื่อมโยงตนกับ ประชาชนได้อย่างลงตัว แต่อย่างน้อยกลุ่มนิติราษฎร์ที่ชำนาญทฤษฎีภาคพื้นยุโรปย่อมทราบดีถึงวลีอมตะ ที่ว่า การค้นหากติกาการปกครองที่แน่นอนและเป็นธรรมนั้น พึงแสวงจาก “มนุษย์ดังที่เป็นและกฎหมายดังที่ควรเป็น” (en prenant les hommes tels qu'ils sont, et les lois telles qu'elles peuvent être) วันนี้นิติราษฎร์ได้จุดประกาย “กฎหมายดังที่ควรเป็น” แต่งานสำคัญที่เราประชาชนทุกคนต้องร่วมทำพร้อมกันก็คือ การค้นพบและทบทวนตัว “มนุษย์ดังที่เป็น” เพื่อแสวงหาว่ากติกาการปกครองที่แน่นอนและเป็นธรรมของเราอยู่ที่ใด!

วิวาทะลึ่งอธิการมธ.นำปรีดีเทียบเท่าเผด็จการทหาร

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

วิวาทะร้อนผ่านเฟซบุ๊คข้างต้นมีปฐมเหตุจากสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เรื่องการลบล้างรัฐ ประหาร 19 กันยายน 2549 ให้เป็นโมฆะ โดยแสดงความเห็นตอนหนึ่งว่า
"ถ้า เีราจะยกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้ เราจะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด สุจินดา ถนอม ประภาส สฤษดิ์ จอมพลป. อ.ปรีดี หรือเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำต่อนายกฯทักษิณ"

ทำให้ดุษฎี บุญทัศกุล บุตรีของนายปรีดี พนมยงค์ ออกมาแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊คของนายสมคิดว่า อาจารย์เข้าใจผิดอะไรหรือเปล่าคะ ที่พูดพิงถึงนายปรีดีเกี่ยวกับรัฐประหาร โปรดอธิบายด้วย

นายสมคิดตอบว่า ผมเข้าใจท่านปรีดีครับ การรัฐประหารการปฏิวัติแตกต่างกันครับ แต่อยากให้ผู้คนได้คิดหาเหตุผลตรึกตรองเรื่องต่างๆ

บุตรีนายปรีดีตอบว่า กลับไปอ่านบทสัมภาษณ์ของอาจารย์ต่อสาธารณชนก่อนคะ ขอบคุณค่ะที่นำปรีดีมาเทียบเท่า สุจินดา ถนอม ประภาส สฤษดิ์

ทั้งนี้ปรีดีเป็นผู้นำคนสำคัญในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ต่อมาถูกทำรัฐประหารโค่นล้มลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี2490 โดยคณะรัฐประหารอ้า่งกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 เป็นเหตุ ต่อมาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2492 นายปรีดีก่อรัฐประหารที่เขาเรียกว่า "ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์"หรือที่นิยมเรียกกันว่า"กบฎวังหลวง"แต่ ล้มเหลว ถูกปราบปรามลงสิ้นเชิง ผู้ร่วมขบวนการหลายรายถูกฝ่ายรัฐบาลเผด็จการในเวลานั้นสังหาร และตามกวาดล้างสิ้นซากในเวลาต่อมาอีกหลายปี นายปรีดีลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศตลอดชีวิตที่เหลืออีก 36 ปี และอสัญกรรมในฝรั่งเศส

ปรีดีถูกจดจำในแง่เป็นผู้นำการปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มากกว่าผู้นำรัฐประหารที่ล้มเหลวในปี 2492 แต่ความแตกต่างของปรีดีกับผู้นำรัฐประหารรายอื่นๆที่สมคิดไม่ได้อธิบายคือ ขณะที่ปรีดีล้มเหลวกลายเป็นกบฎไม่เคยได้รับนิรโทษกรรม ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกรณีสวรรคตและอสัญกรรมในต่างแดน

แต่ผู้นำรัฐประหารรายอื่นประสบความสำเร็จ ได้มีอำนาจ ได้รับนิรโทษกรรม ได้รับเกียรติยศอย่างสูงสุดจากอำนาจฝ่ายจารีตนิยมจนถึงวันตายเป็นส่วนใหญ่

ปรีดียังเป็นผู้ให้กำเนิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่นายสมคิดเป็นอธิการบดีใน ปัจจุบัน อย่างไรก็ดีในระยะหลังฝ่ายจารีตนิยมเข้า่มามีอิทธิพลเหนือมหาวิทยาลัยแห่ง นี้ นายสุเมธ ตันติเวชกุล เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย มีอำนาจในการแต่งตั้งถอดถอนอธิการบดี(ดูรายละเอียด) นั่นอาจจะทำให้อธิการบดีของธรรมศาสตร์ในระยะหลังมีแนวโน้มเป็นพวกจารีตนิยมอนุรักษ์นิยม และยืนข้างฝ่ายเผด็จการ

โหย!ลวกเพี่ย:น้ำท่วมน้องว่าดีกว่าฝนแล้ง

ที่มา Thai E-News


น้ำท่วมเชียงใหม่ : ร้านเกมส์แถวๆหนองหอย ตอนนี้น่าจะถึงจอละ

ที่มา:เฟซบุ๊ค Krairit Unet
น้องๆ เขาคงใช้เวลา่ให้คุ้มค่าอ่ะ เพราะใกล้เปิดเทอมแล้ว เดี๋ยวจะอดเล่น แต่ตอนนี้หลายโรงเรียนในเชียงใหม่เลื่อนเปิดเทอมเพราะน้ำท่วม เช่น กรณีประกาศข้างต้นนี้(ที่มา:เฟซบุ๊ค)