WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 30, 2011

Design by นิติราษฎร์

ที่มา ประชาไท

อีกครั้งที่ประเด็นทางการเมืองกลับสะท้อนอย่างอื่นออกมาให้แจ้งคาตา แล้วบอกว่ามันอาจไม่ใช่ปัญหาการเมืองในความหมายที่พวกผู้ใหญ่เชยๆมักกล่าว เตือนในความสกปรกของมัน จนเด็กดีๆอย่างเราควรไปสนใจทำอย่างอื่นเสียดีกว่า ซึ่งข้าพเจ้าก็เชื่อฟังมาจนทุกวันนี้ ยิ่งนานวันก็ยิ่งพบว่าสิ่งนั้นมิได้ทั้งสกปรกหรือสะอาด ชะรอยว่ามันอาจมิใช่ปัญหาหรือปริศนาทางการเมืองเสียทีเดียวอีกตะหาก

ข้อเสนอของนิติราษฎร์มิใช่การประกาศข้อโต้แย้งทางการเมืองของความคิดฟาก ฝั่งใด(ในความหมายที่ว่ามันมีอยู่แค่ 2 ฟากในแบบปัจจุบัน) แต่มันเป็นผลงานการออกแบบโดยนักกฏหมาย ที่productของมันคือกฏเกณฑ์ข้อตกลงทางสังคม

ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่า เหตุหนึ่งที่มันเขย่าการถกเถียงได้อย่างอึกทึก ก็อาจเพราะตัววิธีการคิดแบบใช้ creativity นำหน้าเข้าไปทลายกฏเกณฑ์ และบางอย่างที่คล้ายกระบวนการออกแบบนั้นเอง ที่อาจเป็นสิ่งใหม่สำหรับระเบียบวิธีก่อร่างสร้างกฏของวงการกฏหมายแบบไทยๆ ที่คงจะยังมีpatternตามจารีตบางอย่างกำหนดไว้

กฏหมายอีกนัยหนึ่งก็คือจารีตที่แข็งตัว ว่ากฏก็คือกฏ จะเปลี่ยนอะไรต้องอยู่ในกรอบของกฏเดิมที่ใหญ่กว่า, ศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่กว่า นิติศาสตร์ดูเป็นอาชีพที่น่าเบื่อ ที่เข้าไปเรียนท่องกฏหมาย และไม่เคยมีหนังไทยเรื่องไหนมีบทสนทนามันส์ๆบนฉากการโต้กันระหว่าง ทนาย-อัยการ-ศาลเท่าหนังอเมริกันอย่าง JFK หรือ A few good men เป็นต้น

ผู้เขียนจะลองไล่ทีละประเด็นโดยเปรียบเทียบวิธีคิดที่แสดงออกมาในข้อเสนอ ของนิติราษฎร์ กับกระบวนการออกแบบ เท่าที่สมองมนุษย์เคยคิดค้นวิธีการหรือจดบันทึกกันเอาไว้ โดยละเนื้อหาของข้อเสนอไว้ในฐานที่เข้าใจว่าได้อ่านและฟังกันมาแล้ว (และเข้าใจเท่าที่ประชาชนเข้าใจ ไม่ใช่อย่างนักเทคนิคทางกฏหมาย)

หนึ่ง เมื่อสิ่งใดๆเริ่มใช้การได้ไม่ดี ไม่สะดวก ไปจนถึงเป็นอันตราย มนุษย์ก็จะเริ่มออกแบบสิ่งนั้นๆใหม่ ไม่ว่าจะโดยผู้ออกแบบผู้มีชื่อเสียงหรือนิรนามก็ตาม

อันนี้ท่านคงพอเข้าใจได้เอง ว่าการใช้การได้ของกฏหมาย หรือกระบวนการยุติธรรมไทยในช่วง 5ปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ผลิตอะไรเพิ่มให้แก่สังคมนอกจากจำนวนมาตรฐานและคดีหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ นั่นหมายความว่ามันมีสิ่งผิดปกติที่สมควรเปลี่ยนแปลงหรือได้รับการออกแบบ เสียใหม่ นักออกแบบอาจมองเห็นอะไรแบบนี้ในระดับการโค้งงอของแปรงสีฟันในปาก แต่เหล่าท่านอ.นิติราษฎร์เห็นขี้ฟันที่ตกค้างอยู่ในซอกหนึ่งหรือหลายซอกของ กฏหมายรัฐธรรมนูญ เนื่องเพราะรูปร่างของแปรงสีฟันและยาสีฟันที่ใช้ หรือแม้กระทั่งท่าทีและนิสัยของตัวผู้ใช้ เป็นต้น

ข้อนี้มีทั้งผู้ที่ตระหนักว่ารัฐประหารนั้นเป็นขี้ฟัน ส่วนบางท่านยังคิดว่ามันเป็นทองที่เลี่ยมฟัน(ปกปิดฟันผุ ฟันหลอ)จึงมิควรต้องทำการออกแบบใดๆ เลยไม่อ่านผลงานออกแบบให้เข้าใจ เขวี้ยงแบบทิ้งแล้วปากไวด่าเลย (เสียหมาปลาหมอไปหลายท่าน)

สอง ในกระบวนการออกแบบ หลังการค้นพบในข้อที่หนึ่ง สิ่งที่ทำต่อไปคือการสร้างทางเลือกหรือทำ alternative design เพราะเราอยู่ในยุคสมัยที่รู้ว่าพระเจ้าหรือกษัตริย์จะไม่ส่งนิมิตหรือคำตอบ จากสวรรค์เพียงคำตอบเดียวมาสู่ศิลปินอีกต่อไปแล้ว เราก็จะร่างsketchรูปแบบทางเลือก แล้วทำการวิเคราะห์แจกแจงข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกจนมันเหลือน้อยที่สุด จนประกอบร่างใหม่เป็นแบบที่ต้องการนำเสนอที่คิดว่าเข้าท่าที่สุด

อาจกล่าวได้ว่าเราทุกคนเหมือนติดกับดักกันอยู่ในข้อที่หนึ่ง เราพูดถึงภาวะไม่น่าสบาย แล้วก็มีเพียงคำ”ปรองดอง”เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ ราวกับว่าสวดคำนี้ออกมาบ่อยๆแล้วมันจะบรรเทาทุกสิ่ง ทำให้ขี้ฟันหายไปฟันไม่ผุโดยไม่ต้องทำการแปรงฟัน ยิ่งสวดก็ยิ่งเหม็นขี้ฟัน...แล้วคนที่คิดออกว่าจะเริ่มทำอะไรก็อาจเป็นเพราะ เลิกหมกมุ่นวิเคราะห์กับคำนี้ แต่สำรวจจ้องมองเรื่อง “รัฐประหาร”และสิ่งที่รายรอบมัน

ข้อเสนอนิติราษฎร์เป็นเหมือนการทำ alternative design sketch ที่ยังมิได้ทำการผลิตออกมาเป็นproduct (และก็เสนอกระบวนการเพื่อที่จะผลิตมันออกมาในขั้นต่อไป) เขาออกมาเสนอแนวความคิดหลักแต่สังคมคุณพ่อรู้ดีก็รีบตอบรับความแหลมคมทาง ความคิดด้วยการทิ่มมันกลับไปหาคนคิด หรือวิธีการเก่าๆที่ว่าแค่เพียงความคิดก็เป็นภัยต่อความมั่นคง(ทาง ใจ)บางอย่างไปต่างๆนานาเสียแล้ว เช่น เสนอมาแล้วสังคมจะแตกแยก, ทักษิณกำลังจะคืนชีพ, อ. ฉลาดๆอย่างอ.วรเจตน์จะได้เป็น สสร.(มันน่ากลัวตรงไหน(ฟระ)?)

สาม การพบว่าโจทย์ในการออกแบบนั่นแหละคือปัญหา และกฏที่มีอยู่ต่างหากที่เป็นอุปสรรค แล้วนำไปสู่แนวความคิดหลักในการออกแบบหรือข้อเสนอของเขา

อาการ panicดังกล่าวยืนยันว่าเรามีปัญหาในข้อที่หนึ่ง ซึ่งมันคือตัวโจทย์เองกำลังบอกเราว่า...เรามีปัญหาใหญ่หลวงให้แก้ แต่ห้ามคิดหรือทำอะไรใหม่ๆ(ที่ไปแตะ 1 2 3 4....) มาร่วมแก้โจทย์กันเถิด?.... หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการตั้งโจทย์ลักษณะนี้ขึ้นมานี่แหละที่ทำให้การแก้ ปัญหานั้นๆเป็นไปไม่ได้ และนั่นก็หมายความว่าต้องทลายโจทย์แบบนี้ทิ้งเสียก่อน! ...

นิติราษฎร์เลือกเสนอalternativeที่ทลายกฏเดิม(ที่เป็นกฏหมายจริงๆ! ) หรือที่จริงแล้วมันลวง เพราะมันคือกฏหมายที่อุปโลกน์ตัวเอง ประกาศว่าตัวฉันเองคือกฏหมายจริงนะ เสนอลบทิ้งกฏหมายลวง(ประกาศนิรโทษกรรมตัวเองคณะปฏิวัติ) ที่ล็อคกฏหมายตัวที่ลวงต่อๆกันมาทิ้งเสียก่อน (บนการมีฐานคิดที่ว่ารัฐประหารเป็นตัวปัญหา ไม่ใช่แก้ปัญหาเสียก่อน แล้วไล่ตรรกะเชื่อมโยงกันมา)

มันทลายกฏเดิมและขยายจินตนาการความเป็นไปได้ออกไปได้อย่างไร?...อ่านราย ละเอียดแถลงการณ์ ในประเด็นเช่น ความไม่เป็นรัฐาธิปัตย์ของรัฐประหารนั้น หลายคนไม่อาจทลายความคิดนี้ด้วยเหตุที่รู้ว่าใครสนับสนุนรัฐประหาร ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อว่าอำนาจประชาชนนั้นสูงสุด (เหตุผลแบบนี้อาจเป็นคุณสมบัติแปลกๆ แต่ดำรงอยู่จริงและมีความงามอย่างไทย!), ประเด็นที่ว่าโดย logicของข้อเสนอนี้เองควรปรับใช้กลับไปเยียวยาผลกระทบของรัฐประหารที่ผ่านมา ทุกครั้ง เช่น กรณี6ตุลา ที่คนผู้ยังไม่เคยได้รับการเยียวยาพูดกันอยู่เงียบๆอย่างสิ้นหวังมาตลอด35ปี ว่าคดีหมดอายุความ และได้รับ(แผลเป็น)นิรโทษกรรมกันไปหมดแล้ว เป็นต้น)

สี่ แกเป็นใครจึงมาเสนอแบบร่างในการออกแบบ? ต้องมีผู้ว่าจ้างแกมาแน่ๆ

ผู้เขียนไม่มีความรู้ทางกฏหมายแต่จับใจความได้ว่า วงการนิติศาสตร์ไทยไม่ต้อนรับ”การคิดค้น“ หรือข้อเสนอแก้ไขกฏหมายใดๆที่ไม่ได้มาตามลำดับขั้นตอน เช่น ความคิดสร้างสรรค์ทางกม.นั้นอาจจะควรไหลมาจากทิศทางมาตรฐาน เช่นองค์กรสมาคมทนายความที่มีอยู่, รัฐสภา, คณะทำงานที่รัฐบาลตั้งให้ศึกษาชงเรื่อง, ฯลฯ ซึ่งก็อาจไม่มีอะไรที่น่าสนใจไหลออกมาอย่างเป็นเรื่องปกติกันไปเสียแล้ว นอกจากนี้ผู้เขียนก็ยังประหลาดใจที่ว่า ถ้าไม่ใช่นักวิชาการทาง นิติศาสตร์ที่น่าจะเป็นคนที่เสนอนวัตกรรมทางกฏหมายเสียแล้ว มันควรจะเป็นใคร? เราไม่ควรถามว่าเขาไปรับเงินใคร แต่ควรถามว่าสังคมแบบไหนกัน ปล่อยให้เขาต้องทำงานเหล่านี้กันโดยไม่ได้เงิน แถมโดนป้ายสีว่าอาจมีคุณสมบัติตามสูตรผู้ร้ายทั้งมวลอีกตะหาก?

เมื่อตอนไอน์สไตน์คิดทฤษฎีสัมพันธภาพก็ไม่มีใครจ้างแกซักหน่อย อย่าลืมว่าคนแบบนี้ยังมีอยู่ในโลก และอยู่กันอย่างเป็นปกติทั้งที่ดังและไม่ดังเท่าไอน์สไตน์ แต่มนุษย์อย่างกลุ่มนิติราษฎร์กลับกลายเป็นของแปลกของวงการกฏหมายไทยที่ เสือกเกิดมามีและใช้ความสามารถสร้างสรรค์ในทางกฏหมายโดยไม่มีคนจ้าง

หรือมันอาจมีลำดับชั้นบางอย่างในวงการนี้ ที่ความสร้างสรรค์ของนิติราษฎร์กระโดดข้ามหัวสังคมorganic หรือผิดสิ่งที่มักอ้างกันว่ามันคือ กาละเทศะ

ห้า ข้อเสนอของนิติราษฎร์ยังเป็นsketch design ไม่ใช่ Product บังคับซื้อบังคับใช้แบบที่ประกาศคณะปฏิวัติทำไว้กับเรา หรือสร้างจารีตการบังคับใช้productที่เรียกว่ากฏหมายเอาไว้กับเรา มันไม่ใช่ของแจกฟรีโดยพวกเราไม่ต้องออกแรงใดๆอีกต่อไป มันจะใช้การได้หรือไม่(หรือจะได้ถูกเอามาใช้ไหม)”ควร”ขึ้นอยู่กับการตัดสิน ใจของผู้ใช้ และแน่นอนที่ว่ากฏหมายนั้นเครียด ละเอียดอ่อนและแหลมคมกว่าขนแปรงสีฟัน ที่หากแค่สวยก็มีsupplierอยากซื้อแบบไปผลิตได้ทันที productใดๆมักผ่านการทำแบบร่างทางเลือกเป็นร้อยพันครั้ง ไม่นับว่าบางตัวผลิตออกมาเป็นseriesดัดแปลงไปตามผลตอบรับผู้ใช้ หรือบ้างก็งอกออกมาเป็นหลายversionในหนึ่งรุ่น เช่น แค่จะขายของอย่างชุดเก้าอี้พลาสติกของphillippe starkเขายังคิดกันหัวแตกเป็นปีๆ แต่สำหรับข้อเสนอขนาดเรื่องของกฏหมายรัฐธรรมนูญขนาดนี้ สังคมไทยห้าวเป้ง จ้องล้มschemeกันได้ตั้งกะยังไม่เข้าใจแบบกันเลยทีเดียว

นิติราษฏร์เสนอผ่านสาธารณะว่าให้นำข้อเสนอนี้ไปให้เหล่า สสร.ในอนาคตใคร่ครวญ ผลักดันมันออกมาเป็นการทำประชามติซะ ว่าประชาชนต้องการมีproductนี้ไว้ใช้ในครัวเรือนกันอย่างสามัญชนหรือไม่ คือเอาความคิดไปทดสอบกับผู้ใช้โดยตรง(ซึ่งคือประชาชนมิใช่ผู้รู้ ผู้อาวุโสมากบารมีใดๆ) คล้ายกับทำmarket test

และในระหว่างกระบวนการแบบสาธารณะนี้ หากมันจะทำให้เกิดไอเดียเป็นalternativeใหม่ๆที่แตกออกมาจากคนอื่นๆก็ยิ่งจะ ดีเข้าไปใหญ่เสียด้วยซ้ำ นิติราษฎร์เขาเสนอทางเลือกและประเด็น ไม่ได้ประกาศกฏหมายหรืออุปโลกน์ตัวเองเป็นผู้ประกาศกฏหมาย

การรับ-ไม่รับข้อเสนอนี้ในอนาคตก็ไม่ใช่เพื่อการพิสูจน์ฟาดฟันเอาชนะทาง ความคิดของฟากไหนทั้งสิ้น เสียงส่วนใหญ่อาจไม่รับ แล้วถึงแม้ถ้าคนคิดเขาจะเอาแบบกลับไปปรับใหม่ มาเสนอใหม่ก็น่าจะดำเนินกันต่อไปได้มิใช่หรือ? ทำไมความคิดสร้างสรรค์จึงจะกลายเป็นสิ่งน่ารังเกียจไม่สมควร หรือคู่ควรแก่การรับรู้ของสาธารณะล่ะหรือ? มีแต่วิถีแบบนี้เท่านั้นจึงจะเป็นสังคมที่เราเรียกว่าเปิดกว้างและเป็น ประชาธิปไตยไปพร้อมๆกับมีความปรองดองแบบที่ท่านโหยหากันมิใช่หรือ?

หก และแน่นอนวันใดที่มันเสื่อมประโยชน์ใช้สอย สินค้าใหม่ หรือกฏกติกาที่ทันสมัยกว่าย่อมสมควรถูกผลิตมาเสนอทดแทนวนเวียนไปจนกว่าโลกจะ แตก ผู้เขียนจึงไม่เข้าใจจริงๆว่าข้อตอบโต้ที่ไม่เป็นวิชาการ แต่แตกตื่นกับความคิดของนิติราษฎร์จะตกใจอะไรกันนักหนา เช่น ถ้าเราจะมีสสร.ที่เป็นนักนิติศาสตร์ที่ฉลาดๆกันเสียที ก็เป็นเรื่องน่ายินดีเป็นโชคแก่ประเทศชาติเสียยิ่งกว่าการได้นายกคนก่อน หรือได้สสร.เกรียนๆในชุดก่อนอย่างสมคิดเสียด้วยซ้ำ

แน่นอนที่สุดว่าสังคมไม่ได้ต้องการแค่ความคิดสร้างสรรค์จากนิติศาสตร์ เหาะลงมาช่วยเราปรองดอง....แต่แค่ต้องการเงื่อนไขที่ยอมให้ความคิดสร้าง สรรค์ไม่ว่าจะของศาสตร์ไหนๆเกิด...มีชีวิต...และแก่ตายไปจนกว่าจะมีอันใหม่ มาเกิด

ไม่ใช่สังคมที่ทำแท้งมันเสียตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิเป็นแบบร่าง

นักปรัชญาชายขอบ: นิติราษฎร์กับคำถามท้าทายสังคมไทย

ที่มา ประชาไท

น่าสังเกตว่า “ปฏิกิริยา” ต่อข้อเสนอ 7 ข้อ เพื่อล้างรัฐประหารของนิติราษฎร์ แทนที่จะถกเถียงใน “ประเด็นหลัก” กลับไปถกเถียง “ประเด็นรอง” เช่น เรื่องเทคนิคทางกฎหมายว่าจะทำได้หรือไม่ จะเอื้อประโยชน์แก่ทักษิณหรือไม่ จะทำให้เกิดความแตกแยก เป็นชนวนให้เกิดรัฐประหารรอบใหม่หรือไม่ ระบอบทักษิณ และลัทธิรัฐประหารอะไรเลวกว่ากัน กระทั่งเสียดสีว่านิติราษฎร์ คือ “นิติเรด” ฯลฯ

ยิ่งกว่านั้นเหตุผลคัดค้านของบรรดาสื่อ นักการเมือง ทหาร นักวิชาการ นักกฎหมาย ทนาย หรือบรรดาผู้อ้างว่ารักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ทั้งหลาย ทำให้เรารู้สึกได้ชัดแจ้งว่า สำหรับประเทศนี้การลบล้างรัฐประหารเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญกว่าการล้ม ประชาธิปไตยอย่างเทียบกันไม่ได้
ประเด็นหลักที่นิติราษฎร์เสนอคือ “การล้างรัฐประหาร 19 กันยายน 2549” เป็นการล้างรัฐประหารบนจุดยืนที่ว่า รัฐประหารล้มระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ผิดในตัวของมันเอง ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดๆ ก็ตาม เช่น อย่างที่ สัก กอแสงเรือง อ้างว่า รัฐประหาร 19 กันยาเป็นรัฐประหารขจัดการโกงชาติบ้านเมือง ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่ควรยอมรับ เพราะหากมีการโกงชาติบ้านเมืองจริงก็ต้องขจัดการโกงนั้นตามกระบวนการ ยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่แก้ด้วยรัฐประหาร
ถ้าจะโต้ข้ออ้างแบบสัก กอแสงเรือง โดยไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนนัก แค่เรามองตามข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ถ้าทักษิณโกงชาติบ้านเมืองจริงตามที่คณะรัฐประหารและฝ่ายสนับสนุนกล่าวหา ถามว่าผลเสียหายจากการโกงของทักษิณ กับผลเสียหายที่ตามมาหลังใช้วิธีรัฐประหารขจัดทักษิณ อันไหนเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองมากกว่า
ความแตกแยกและความรุนแรงทางสังคมที่เกิดขึ้นกว่า 5 ปีที่ผ่านมา เราจะโยนความผิดให้ทักษิณคนเดียวได้อย่างไร ฝ่ายที่ใช้วิธีรัฐประหารขจัดทักษิณจะรับแต่ “ชอบ” ไม่ยอมรับ “ผิด” ใดๆ เลยเช่นนั้นหรือ?
ที่สำคัญในเชิงหลักการ หากถือว่ารัฐประหารควรเป็นวิถีทางที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ประเทศของเราจะไม่ต้องทำรัฐประหารเป็นรายปีงบประมาณกันเลยหรือ?
แต่ประเด็นของนิติราษฎร์ ไม่ใช่การชวนถกเถียงว่ารัฐประหารกับทักษิณใครผิดกว่า มันเป็นข้อเสนอที่ “ฟันธง” ไปเลยว่า แม้ทักษิณจะผิดจริงตามข้อกล่าวหาของคณะรัฐประหาร การกระทำรัฐประหารนั้นก็เป็นสิ่งที่ผิด และสมควรถูกลบล้างไป โดยให้ถือเสมือนว่าการทำรัฐประหารและการเอาผิดทางการเมืองกับฝ่ายที่ถูกทำ รัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น คือไม่มีสถานะและอำนาจที่ชอบธรรมทางกฎมายของรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร หรือสภาพนิติรัฐ นิติธรรมภายใต้ระบบอำนาจที่มาจากรัฐประหารอยู่จริง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่า คดีที่ดินรัชดา คดียึดทรัพย์ทักษิณก็ไม่มีผลทางกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าทักษิณไม่ได้เคยทำผิดในทางความเป็นจริง ฉะนั้น ข้อกล่าวหาในเรื่องดังกล่าวของทักษิณจึงสามารถนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ปกติในระบอบประชาธิปไตยได้ ทักษิณก็ไปสู้คดีภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่มีความเป็นกลางต่อไป
ฉะนั้น ข้อเสนอของนิติราษฎร์จึงเป็นการชวนให้สังคมมาตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดในทาง สังคมการเมือง คือคำถามที่ว่า สังคมเราควรจะอยู่ร่วมกันภายใต้ระบบสังคมการเมืองแบบไหน และภายใต้ระบบสังคมการเมืองแบบนั้น เราจะอยู่ร่วมกันด้วยกฎกติกาอะไร จึงจะถือว่ายุติธรรมแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม
แน่นอนว่า ข้อเสนอให้ล้างรัฐประหาร หรือปฏิเสธรัฐประหารอย่างถาวร ก็คือข้อเสนอที่ว่าเราต้องอยู่ร่วมกันภายใต้ระบบสังคมการเมืองที่เป็น ประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของราษฎรอย่างแท้จริง และภายใต้ระบบสังคมการเมืองเช่นนี้ กฎหมายหรือกติกาใดๆ ที่ถือเป็นข้อผูกพันที่สมาชิกของสังคมการเมืองทุกคนต้องปฏิบัติร่วมกัน จะต้องเป็นกฎหมายหรือกติกาที่สร้างขึ้นบน “หลักความยุติธรรม” (the principles of justice) ที่เป็นธรรมแก่ทุกคน นั่นคือหลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาค อันเป็นหลักการพื้นฐานของระบบนิติรัฐประชาธิปไตย
รัฐประหารคือการล้มนิติรัฐประชาธิปไตย กฎหมายหรือกติกาใดๆ ที่คณะรัฐประหารกำหนดขึ้น และการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการเอาผิดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย จึงไม่ได้ยึดโยงอยู่กับหลักความยุติธรรมอันเป็นพื้นฐานของนิติรัฐ ประชาธิปไตย ฉะนั้น ถ้าเรายืนยันว่าสังคมของเราควรเป็นสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตย ก็หมายความว่าเรายืนยันหลักความยุติธรรมหรือนิติรัฐประชาธิปไตย เมื่อยืนยันเช่นนี้ การล้างรัฐประหารจึงเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ
ความจริงไม่ใช่แค่การล้างรัฐประหารเท่านั้นที่เป็นสิ่งจำเป็น ต้องทำ กฎหมายหรือกติกาใดๆ ที่ขัดแย้งกับหลักเสรีภาพ และหลักความเสมอภาค เช่น ม.112 เป็นต้น ก็ต้องถูกยกเลิกหรือแก้ไขปรับปรุงด้วย
ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. บอกว่า “กฎหมายมาตรา 112 ไม่ผิด แต่คนละเมิดกฎหมายดังกล่าวต่างหากที่ผิด” แสดงว่า เขาไม่เข้าใจว่ากฎหมายดังกล่าวลิดรอนเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ บุคคลสาธารณะของประชาชน จึงเป็นกฎหมายที่ผิด เพราะเป็นกฎหมายที่ขัดกับหลักความยุติธรรมคือหลักเสรีภาพ และหลักความเสมอภาค ส่วนที่ว่าคนผิดนั้น เพราะกฎหมายไปบัญญัติให้การกระทำที่ถูก (ตามหลักเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ) ของประชาชนกลายเป็นการกระทำที่ผิด ฉะนั้น กฎหมายที่ผิดเช่นนี้ (เป็นต้น) จึงควรยกเลิก หรือแก้ไขปรับปรุงไม่ให้ขัดต่อหลักความยุติธรรมแห่งนิติรัฐประชาธิปไตย
ปรากฏการณ์ “คณะนิติราษฎร์” ไม่ว่าจะเรื่องรณรงค์ให้แก้ไข ม.112 หรือข้อเสนอ 7 ข้อ เพื่อล้างรัฐประหาร ถึงที่สุดแล้วก็คือการตั้งคำถามกับสังคมนี้ว่า เราจะอยู่ร่วมกันภายใต้ระบบสังคมการเมืองที่เป็นนิติรัฐประชาธิปไตยไหม หากจะอยู่เราจำเป็นต้องปฏิเสธรัฐประหารให้เด็ดขาด ซึ่งจำเป็นต้องล้างรัฐประหาร และให้มีกฎหมายเอาผิดผู้ที่กระทำรัฐประหารได้ เมื่อฝ่ายทำรัฐประหารนั้นๆ หมดอำนาจไป หรือบ้านเมืองคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตย
ข้อเสนอดังกล่าวนี้ จึงเป็นการบังคับอยู่ในตัวของมันเองว่า ฝ่ายที่คัดค้านข้อเสนอจะกลายเป็นฝ่ายที่เอารัฐประหาร หรือสนับสนุนรัฐประหารไปโดยปริยาย และฝ่ายที่สนับสนุนข้อเสนอนี้คือฝ่ายที่เอาระบบสังคมการเมืองที่เป็นนิติรัฐ ประชาธิปไตยโดยปริยาย มันจึงไม่ใช่คณะนิติราษฎร์จะไปกล่าวหาฝ่ายคัดค้านว่าสนับสนุนรัฐประหาร แต่หลักการของข้อเสนอมันบังคับอยู่ในตัวของมันเองว่าต้องเป็นเช่นนั้น
โดยข้อเสนอนี้ไม่เกี่ยวโดยตรงกับเรื่องเอา-ไม่เอาทักษิณอีกแล้ว เพราะแม้คดีที่ดินรัชดาและคดียึดทรัพย์จะไม่มีผลทางกฎหมาย แต่การกระทำของทักษิณที่ถ้าเป็นความผิดจริงก็ยังสามารถดำเนินการตามกระบวน การยุติธรรมปกติในระบอบประชาธิปไตยต่อไปได้
ถามว่าทักษิณได้ประโยชน์ไหม ก็ได้ประโยชน์ในแง่ว่าได้รับโอกาสที่จะต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมที่ เป็นกลางจริงๆ ซึ่งโอกาสดังกล่าวนี้ก็เป็นโอกาสที่ทุกคนพึงได้รับอยู่แล้ว ภายใต้หลักความเสมอภาคตามกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย
โดยสรุป หากสังคมเราไม่ใช่สังคมหลอกตัวเอง หรือไม่ถูกทำให้ติดกับดักการหลอกตัวเอง แต่เป็นสังคมที่ชัดเจนแล้วว่า เราจะอยู่ร่วมกันภายใต้ระบบสังคมการเมืองแบบนิติรัฐประชาธิปไตย ก็ไม่มีใครสามารถมีเหตุผลเพียงพอที่จะปฏิเสธหรือคัดค้าน “ประเด็นหลัก” ของข้อเสนอแห่งคณะนิติราษฎร์ได้
เมื่อเรายอมรับ “ประเด็นหลัก” ร่วมกันได้ “ประเด็นรอง” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย (น่าโมโหไหมที่เวลาเกิดรัฐประหารแล้วบรรดา “เนติบริกร” ต่างเสริฟ “เทคนิคทางกฎหมาย” แก่คณะรัฐประหารอย่างเอาการเอางาน) หรือเรื่องทักษิณ (และ ม.112 ฯลฯ) ก็เป็นเรื่องที่สามารถปรับ หรือแก้ไขให้สอดคล้องกับประเด็นหลักได้อยู่แล้ว

"ใจ อึ๊งภากรณ์" ตอบโจทย์ "สมคิด เลิศไพฑูรย์"

ที่มา ประชาไท

คำถามเรื่องการต่อสู้นอกระบบกฎหมายเพื่อเอาอำนาจรัฐคืนจาก "สมคิด เลิศไพฑูรย์" อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อ่านย้อนหลัง)

ใจ อึ๊งภากรณ์ขอตอบ....

ถาม: ถ้านาย ก.ทำรัฐประหารและได้อำนาจรัฐมา. เราจะต่อสู้นอกระบบกฏหมายเพื่อเอาอำนาจรัฐกลับคืนมาได้หรือไม่?

ตอบ: ต้องดูว่ากฏหมายมาจากไหนและมีความเป็นธรรมและส่งเสริมประชาธิปไตยหรือไม่ ในระบบประชาธิปไตยการต่อสู้นอกรัฐสภา เช่นการนัดหยุดงานหรือการประท้วงมีความชอบธรรมเต็มที่ และนอกจากนี้กลุ่มนิติราษฏร์กำลังสู้ในกรอบกฏหมาย

ถาม: ถ้านาย ข. ได้อำนาจรัฐมาโดยถูกต้อง แต่ต่อมานาย ข.เป็นเผด็จการ ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ไม่มีหนทางตามกฏหมายจะเอานาย ข. ออกจากตำแหน่งได้ เราจะต่อสู้นอกระบบกฏหมายเพื่อเอาอำนาจรัฐกลับคืนมาได้หรือไม่"?

ตอบ: เราจะใช้ทุกวิธีทางในกรอบอุดมการณ์ประชาธิปไตย เช่นรณรงค์ไม่เลือกในการเลือกตั้งครั้งต่อไป การเดินขบวน และการนัดหยุดงาน โดยเป้าหมายคือประชาธิปไตย แต่การทำรัฐประหารเป็นเรื่องอื่น เพราะไม่ได้สร้างประชาธิปไตย ตรงข้ามกัน

ในกรณีทักษิณ คนที่ไม่เห็นด้วยสามารถรณรงค์ตามกรอบประชาธิปไตยได้ แต่ปรากฏว่าพวกนักวิชาการเสื้อเหลืองมองว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกไทยรัก ไทย "โง่" "เข้าไม่ถึงข้อมูล" และ "ถูกจูงเหมือนควาย" ซึ่งเป็นการป้ายร้ายประชาชนไทย และมันนำไปสู่ความคิดว่าควรลดเสียงประชาชนตามสูตรพันพธมิตรฯ หรือการแต่งตั้ง สว. ครึ่งหนึ่งโดยทหาร

สมคิด เลิศไพฑูรย์ กำลังขยันแก้ตัวสำหรับการทำรัฐประหาร 19 กันยา และคัดค้านข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฏร์

000

เบื้องหลังพวกเสื้อเหลืองที่คัดค้านข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฏร์

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

กลุ่มพลังหลักที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา ประกอบไปด้วย กลุ่มที่ไม่พอใจกับประชาธิปไตย โดยเฉพาะในกองทัพ เครือข่ายองค์มนตรี หมู่ข้าราชการชั้นสูง นักธุรกิจที่โกรธทักษิณ และปัญญาชนกับนักการเมืองเสรีนิยม กลุ่มพลังที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหารมีจุดร่วมในการดูถูกและเกลียดชังคนจน สำหรับเขา การมีประชาธิปไตย “มากไป” ให้อำนาจ“มากเกินไป”กับคนจน ที่ลงคะแนนเสียงและส่งเสริมให้รัฐบาลใช้เงินอย่าง “ไม่ระมัดระวัง” ในการให้สวัสดิการ สำหรับคนเหล่านี้ที่สนับสนุนรัฐประหาร ประเทศไทยแบ่งแยกระหว่าง “ชนชั้นกลางที่มีจิตสำนึกประชาธิปไตย” และ “คนจนในชนบทและเมืองที่โง่และขาดความรู้” แต่ความจริงตรงกันข้าม คนจนเข้าใจและสนับสนุนประชาธิปไตย ในขณะที่คนที่ใครๆ เรียกว่าเป็นคนชั้นกลางใช้ทุกวิถีทางที่จะปกป้องอภิสิทธิ์ของตนเอง พวกที่เรียกหารัฐประหารหลงคิดว่าตัวเองคือ “ชาติ” โดยดูถูกและหันหลังให้พลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ

สิ่งที่แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยมนี้ไม่พอใจคือ การขึ้นมาเป็นรัฐบาลของไทยรักไทย ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางการเมือง โดยที่ไทยรักไทยทำสัญญาทางสังคมกับประชาชนว่าจะมีนโยบายที่เป็นประโยชน์กับ ประชาชนเป็นรูปธรรม เช่นนโยบาย “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” นโยบาย “กองทุนหมู่บ้าน” และนโยบายที่พักหนี้เกษตรกร ซึ่งรัฐบาลไทยรักไทยนำมาทำจริงๆ หลังจากที่ชนะการเลือกตั้ง เป้าหมายของไทยรักไทยคือการพัฒนาเศรษฐกิจกับสังคมไทย เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันในเวทีโลกได้ โดยเฉพาะหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลแรกที่มองว่าคนจนควรจะเป็น “ผู้ร่วมพัฒนา” โดยไม่มองว่าคนจนเป็น “ภาระ” หรือเป็น “คนโง่” สรุปแล้ว ไทยรักไทย สามารถทำแนวร่วมประชาธิปไตยกับประชาชนส่วนใหญ่ และครองใจประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน อย่างไรก็ตาม พรรคไทยรักไทย ไม่ใช่พรรคสังคมนิยม เพราะเป็นพรรคของนายทุนใหญ่ และเป็นพรรคที่มองว่าทุนนิยมไทยจะได้ประโยชน์จากการดึงประชาชนส่วนใหญ่เข้า มามีส่วนร่วมมากขึ้นทางเศรษฐกิจ

นี่คือสาเหตุที่ไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง และยังชนะจนถึงทุกวันนี้ภายใต้ชื่อพรรคเพื่อไทย การครองใจประชาชนด้วยนโยบายตามกระบวนการประชาธิปไตยนี้ คือสิ่งที่พวกนักวิชาการชนชั้นกลาง พวกเอ็นจีโอ พวกทหาร พวกข้าราชการชั้นสูง พวกนายทุนหัวเก่า และพรรคประชาธิปัตย์รับไม่ได้ ความไม่พอใจของแนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยม ไม่สามารถนำไปสู่การคัดค้าน ไทยรักไทย ด้วยวิธีประชาธิปไตยได้ เพราะถ้าจะทำอย่างนั้นสำเร็จ พวกนี้จะต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาที่เสนอประโยชน์กับคนจนมากกว่าที่ ไทยรักไทย เคยเสนออีก คือต้องเสนอให้เพิ่มสวัสดิการและเร่งพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ ด้วยการเพิ่มงบประมาณรัฐและการเก็บภาษีจากคนรวย แนวร่วมเผด็จการอนุรักษ์นิยมนี้ เคยชินมานานกับการมีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ผ่านเครือข่าย “ผู้มีอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ” เช่นทหาร องค์มนตรี เจ้าพ่อ และนายทุนใหญ่ หรือผ่านระบบการเลือกตั้งที่ใช้เงินซื้อเสียงอย่างเดียว โดยไม่มีการเสนอนโยบายอะไรเป็นรูปธรรม และไม่มีการให้ความสนใจกับคนจนแต่อย่างใด

วัฒนธรรมดั้งเดิมของชนชั้นปกครองไทย คือ “วัฒนธรรมคอกหมู” ที่มีการร่วมกันหรือพลัดกันกินผลประโยชน์ที่มาจากการขยันทำงานของประชาชน ชั้นล่างล้านๆ คน เวลาอำมาตย์ คนชั้นกลาง หรือพันธมิตรฯ พูดถึง “การคอร์รับชั่น” “การผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์” “การมีผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือ “การใช้อำนาจเกินหน้าที่” ของทักษิณ เขาไม่ได้พูดถึงการเอารัดเอาเปรียบประชาชนธรรมดาที่มีมานาน หรือการที่ประชาชนไม่เคยมีส่วนร่วมเท่าที่ควร หรือการโกงกินของนักการเมืองทุกพรรค หรือของทหาร เขาหมายถึงปัญหาเฉพาะหน้าของพวกอภิสิทธิ์ชนที่เริ่มถูกเขี่ยออกจากผล ประโยชน์ในคอกหมูมากกว่า นี่คือสาเหตุที่เขาทำรัฐประหาร แล้วแก้รัฐธรรมนูญจากที่เคยเป็น เพื่อลดอำนาจของรัฐบาลและพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมาก เขาอยากหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุค “ประชาธิปไตยคอกหมู”

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนสนับสนุนทักษิณหรือไทยรักไทย เพราะรัฐบาลทักษิณนอกจากจะไม่ยอมกระจายรายได้สู่คนส่วนใหญ่เท่าที่ควร ผ่านระบบรัฐสวัสดิการและการเก็บภาษีจากคนรวยแล้ว ยังเป็นรัฐบาลที่ใช้ความรุนแรง และละเมิดสิทธิมนุษยชน ในภาคใต้และสงครามยาเสพติด แต่การทำลายประชาธิปไตยของพวกที่สนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยาและผลพวงทั้งหมดที่ตามมา ทำให้เราไม่สามารถกำจัดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการคอร์รับชั่นในสังคมไทยไป อีกนาน ทำให้ประชาชนเสื้อแดงถูกฆ่าตายอย่างเลือดเย็นเมื่อเรียกร้องประชาธิปไตย อย่างสันติ และเป็นการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคมืดแห่งเผด็จการและอิทธิพลของโจรในกองทัพ

ทำงานสังคมสงเคราะห์ ยกไว้ขึ้นหิ้ง: อนาคต “ซูจี” หลังเลือกตั้งพม่า

ที่มา ประชาไท

-09-29 19:57

เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปีของเหตุการณ์ปฏิวัติชายจีวร คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า (กรพ.) และมูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า ร่วมกับ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Alternative ASEAN on Burma (ALTSEAN-Burma) ได้ จัดบรรยายสาธารณะหัวข้อ "รัฐบาลใหม่ใต้เสื้อคลุมพลเรือน, ออง ซาน ซูจี : อนาคตเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมพม่า" เมื่อ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ ห้อง 301 ชั้น 3 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โดยมีวิทยากรประกอบด้วย ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Ko Zaw Aung หลัก สูตรการพัฒนาระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสุภลักษณ์ กาญจนขุนดีผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ดำเนินรายการโดย ดร.นฤมล ทับจุมพล, กรรมการ กรพ. และผู้อำนวยการหลักสูตรการพัฒนาระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยในช่วงท้ายของการเสวนา สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ได้อภิปรายถึงอนาคตทางการเมืองของออง ซาน ซูจีหลังรัฐบาลทหารพม่าจัดการเลือกตั้งเมื่อ 7 พ.ย. 2553 โดยสุภลักษณ์เสนอว่าทหารพม่าพยายามที่จะยกออง ซาน ซูจี “ขึ้นหิ้ง” เป็น “ลูกสาววีรบุรุษแห่งชาติ ทำงานสังคมสงเคราะห์” และอภิปรายเรื่องทิศทางที่กองทัพพม่ามีต่อกองกำลังชนกลุ่มน้อยในประเทศ โดยประชาไทจะทยอยนำเสนอการอภิปรายทั้งหมดต่อไป ในส่วนการอภิปรายช่วงท้ายของสุภลักษณ์มีรายละเอียดดังนี้

000





สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี

สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่อนุญาตให้ออง ซาน ซูจี เข้าไปมีบทบาทในทางการเมืองในฝ่ายบริหารอีกต่อไปแล้ว ซึ่งสถานภาพแบบนี้ ความจริงก็มีไอเดียมากในหมู่คณะทหารว่า ทหารพม่านะ ทหารไทยเล่าให้ฟัง ฟังหูไว้หูละกัน ทหารพม่าถ่ายทอดเรื่องนี้มาผ่านทหารไทย ผ่านรัฐบาลไทยมาถึงหูนักข่าวไทยว่า สิ่งที่เขาต้องการจะเห็นจากออง ซาน ซูจี คือฐานะของลูกสาววีรบุรุษแห่งชาติ ทำงานสังคมสงเคราะห์ ยกไว้ขึ้นหิ้ง นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ

ออง ซาน ซูจี ซึ่งผมเข้าใจว่าในระยะหลังๆ เธอก็ประนีประนอมกับแนวความคิดนี้ไม่น้อย คือออง ซาน ซูจี ดื้อเรารู้ เพราะคนอายุมากกว่าแม่เราดื้อทั้งนั้นแหละ แต่ว่าความดื้อรั้นเช่นว่านั้น อาจจะไม่สามารถ คือเนื่องจากด้วยวัยวุฒิที่ผ่านเลยไปมาก และก็ Back Up (ผู้ สนับสนุน) ของออง ซาน ซูจีคือพรรค NLD (พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD) ก็ถูกทำลายมากและไม่เข้มแข็งพอ นี่ไม่นับว่าในกองทัพระบบราชการของพม่าเองมีใครบ้างอยากให้ออง ซาน ซูจี บริหารประเทศ

เพราะฉะนั้นมองในแง่นี้ แน่ล่ะ ในการคุย 1 ชั่วโมงกับเต็ง เส่ง ผมไม่คิดว่าเขาแค่ยิ้มให้กัน Yes No OK How are you? คง ไม่ คงพูดมากกว่านั้น อย่างน้อยที่สุดคงพูดว่า จะ Engage กับบริบทสังคม การเมืองพม่าอย่างไร ถึงจะสมฐานะ และสมศักดิ์ศรี และมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีในสังคมเพียงพอ โดยที่ไม่สร้างความกระทบกระเทือนให้โครงสร้างทางอำนาจของระบอบทหาร หรือระบอบราชการ และ Arrangement ทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สภาพที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้คือการหาดุลยภาพระหว่างความสัมพันธ์ ของออง ซาน ซูจีกับกลุ่มอำนาจว่าจะทำอย่างไร ซึ่งบทบาทที่อาจจะเป็นไปได้ "Senior Citizen" (ราษฎรอาวุโส) เป็นยังไง อะไรประมาณนั้น ฟังดูคุ้นๆ แต่ออง ซาน ซูจี อาจจะมีบทบาทมากกว่านั้น เพราะออง ซาน ซูจี มีนานาชาติพยายามจะให้บทบาทออง ซาน ซูจี อย่างน้อยเท่าๆ กัน ถ้าดูสุ้มเสียงคือทุกคนไปพบเต็ง เส่งและออง ซาน ซูจี ขณะที่เมื่อก่อนนี้รัฐบาลพม่าไม่ให้พบออง ซาน ซูจี

เดี๋ยวอีกหน่อยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) ก็จะไปพบออง ซาน ซูจีเช่นกัน คงไปขอบคุณที่ออง ซาน ซูจีที่พูดจาสนับสนุนเธอ

แต่นั่นเป็นสัญลักษณ์ว่าการ Request พบออง ซาน ซูจี เป็นการบอกอย่างหนึ่งว่าทุกคนที่ Engage กับพม่า พยายาม Establish ฐานะอย่างใดอย่างหนึ่งในทางการเมืองให้ออง ซาน ซูจีรับได้ ทั้งในแง่ผู้อยู่ในอำนาจ ตัวออง ซาน ซูจี และสังคมพม่า ว่าจะจัดความสัมพันธ์แบบนี้กันอย่างไร

ต่อสภาพแบบนี้ผมเข้าใจว่าความพยายามที่จะรื้อฟื้นความแข็งแกร่งของพรรค NLD คง ไม่มี อาจจะไม่จำเป็น หรือถ้าหากพรรค NLD จะทำในอนาคตอาจจะแยกตัวเองจากออง ซาน ซูจีให้ขาดกันไปเลยว่า การดำเนินงานของพรรค NLD ในฐานะพรรคการเมืองซึ่งก็ประสงค์อำนาจรัฐในที่สุด ก็ต้องดำเนินการเหมือนพรรคการเมืองทั่วๆ ไป ซึ่งมีจำนวนมากในพม่า แต่มีขนาดเล็กมาก นี่คือสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ผมอาจจะผิด แต่ผมตัดสินในการวิเคราะห์จากสภาพที่เป็นอยู่ หรือออง ซาน ซูจี อาจจะอยากเป็นประธานาธิบดีก็ได้ แต่รัฐธรรมนูญห้ามไว้ ต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน ประธานาธิบดีคนต่อไป ถ้าเต็ง เส่งไม่ลงสมัยที่สอง อาจจะเป็นฉ่วย มาน (ประธานรัฐสภาพม่า) เขาเล็งกันไว้ขนาดนั้นแล้ว หรืออาจจะเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด นี่ก็จะเป็นการวาง Arrangement (ข้อตกลง) ทางอำนาจ เพราะฉะนั้นไม่มีออง ซาน ซูจีในสมการทางอำนาจหลังการเลือกตั้ง

หรือช่วงนี้ไม่มีแน่ หลังการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีไหม ถ้าสมมติว่ามันราบรื่นถึงขั้นนั้น เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหาของออง ซาน ซูจี

ปัญหาชนกลุ่มน้อย ผมคิดว่าอาจารย์ดุลยภาพ อาจจะลังเลเวลาวิเคราะห์ว่า พวก Hardliner (สาย แข็ง) กับพวก Reformer (นิยมปฏิรูป)จะจัดการอย่างไร ผมเข้าใจว่ามันเป็นอย่างนี้มานานแล้วล่ะคือเป็น "Carrot and Stick" ตลอดเวลาสำหรับพวกนี้ พวกที่แข็งขืนไม่ยอมวางอาวุธก็เล่นมัน แล้วก็แบ่งแยกพวกที่ยอมวางอาวุธและสวามิภักดิ์ อาจจะใช้สูตรขิ่น ยุ้นต์ แต่มีการวิจารณ์กันมากว่าขิ่น ยุ้นต์โมเดลไม่ทำงานในบางกรณี ในบางกรณีไม่ทำงาน แต่ในแง่การเมืองมันทำงานนะ ทำให้ชนกลุ่มน้อยได้อภิสิทธิ์บางอย่างในโซนของเขา เช่น พวกคะฉิ่น เป็นพวกที่เคยได้ ได้กลุ่มแรกเลย ได้สัมปทาน ในกิจการหยกและพลอย พวกว้าเคยได้ ไทใหญ่บางกลุ่มเคยได้ แต่เมื่อสิ้นขิ่น ยุ้นต์ ความคิดที่จะให้พวกนี้อยู่ก็เปลี่ยน คือพวกชนกลุ่มน้อยเมื่อปกครองตัวเองในเขตตัวเอง อย่างเช่นว้า ไม่ยอมพูดภาษาพม่า ไม่ใช้เงินจ๊าต คือพูดภาษาจีน ใช้เงินหยวน คุณคิดว่าในฐานะที่เป็นรัฐคุณยอมได้หรือเปล่า คุณยอมไม่ได้ คะฉิ่นก็เหมือนกันสนิทกับฝั่งจีนกว่าฝั่งพม่าอีก

เพราะฉะนั้น ความพยายามที่จะจัดการเรื่องนี้ อาจจะทำในหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน เราอาจจะมองว่านี่เป็นความแตกแยกในวิธีคิดนายพล แต่นี่เป็นวิธีหนึ่งที่จะ Ultimate Goal (เป้าหมายสูงสุด) ให้ชนกลุ่ม น้อยสยบยอม ความคิดความฝันที่จะทำเรื่องเขตปกครองตนเองอาจเหลืออยู่ไม่มากนัก อาจจะเหลืออยู่ในคนรุ่นเก่าๆ หรือพวกที่ได้รับการถ่ายทอดจากศูนย์กลางอำนาจการต่อสู้อาจจะมี แต่ไกลออกไปอาจจะไม่มีก็ได้

สูตรที่ออง ซาน ซูจีเสนอคือปางโหลง 2 ที่มีการนำเสนอช่วงหลังเลือกตั้งใหม่ๆ ผมก็ดีใจไปกับเขาด้วยนะ ที่เขามีการแอบพบกันระหว่างตัวแทนพรรค NLD กับชนกลุ่มน้อย และออง ซาน ซูจีให้สัมภาษณ์อย่างมีความหวังราวตัวเองชนะการเลือกตั้งมา เสนอการประชุมปางโหลง 2 แต่เรื่องนี้หายไปกับสายลม เข้าใจว่าออง ซาน ซูจียังคงซีเรียสกับเรื่องนี้อยู่ ผมถามนักการทูตหลายคน ที่ไปพบออง ซาน ซูจีก็บอกว่ายังพูดเรื่องนี้ ไอเดียยังมีอยู่ แต่จังหวัดที่จะ Implement (ทำให้มีผล) อันนี้ ถ้าไม่ได้รับความเห็นดีเห็นงามจากผู้มีอำนาจ ซึ่งผมไม่ได้ยินใครพูดเลย เต็ง เส่งก็ไม่เคยพูด เถ่ง เท (Thein Htay) รัฐมนตรีกระทรวงชายแดนก็ไม่เคยพูดเลยว่าปางโหลง 2 เป็นไปได้ไหม และใครจะเป็นตัวแทนใครในปางโหลง 2 ซึ่งยากในหมู่ชนกลุ่มน้อยด้วยกัน

ถ้าจะให้เดา ผมคิดว่ารัฐบาลจะจัดการกับชนกลุ่มน้อยไปเรื่อยๆ ถ้ายอมวางอาวุธก็กลับเข้าเป็น BGF (กองกำลังพิทักษฺ์ชายแดน) ถ้าไม่วางอาวุธก็ลุยกัน พอพม่ามีความมั่นใจว่าเขาลุยได้แน่ ซึ่งเขาก็ทำว่าเขาลุยได้แน่ เขาก็จะทำ

เปิดใจคนเขียน “สุภาพบุรุษไพร่”

ที่มา ประชาไท

เปิดใจคนเขียน “สุภาพบุรุษไพร่”

“สุภาพบุรุษไพร่” เป็นหนังสือจากค่ายมติชนที่กำลังจะวางแผงทั่วประเทศ แม้ว่าเจ้าของเรื่อง “ณัฐวุฒ ใสยเกื้อ” จะเกริ่นไว้ในหนังสืออย่างถ่อมตัวว่า “มันจะขายได้หรือ” แต่กวาดตาดูแฟนคลับเสื้อแดงแล้ว เชื่อแน่ว่าว่าหนังสือเล่มนี้จะต้องขายดีอย่างยิ่ง

ประชาไทคุยกับ “ฟ้ารุ่ง ศรีขาว” ผู้สื่อข่าวประจำกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เจ้าของงานเขียนเล่มนี้ ถึงข้อสังเกตของเธอต่อแกนนำเสื้อแดงและขบวนการประชาธิปไตยไทยในช่วงเวลาอัน ใกล้ ทำไมเธอจึงทำหนังสือเล่มนี้ และทำไมเลือกเขียนเรื่องของ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดงที่อายุน้อยที่สุด รากเหง้าทางการเมืองสั้นที่สุดในบรรดาแกนนำเสื้อแดง

“เพราะณัฐวุฒิรับสาย(โทรศัพท์)ง่ายที่สุด แต่คนอื่นไม่ค่อยรับสาย ฮ่าๆๆ” เจ้าของหนังสือกล่าวกลั้วหัวเราะ เหมือนพูดเล่น แต่ในฐานะนักข่าวด้วยกัน เราทราบดีว่า นั่นคือเรื่องจริง ที่ว่าณัฐวุฒินั้นเป็นแหล่งข่าวที่เข้าถึงง่ายมาก แม้แต่เมื่อเปรียบเทียบกับแกนนำด้วยกันเอง ก่อนที่เธอจะกล่าวตอบคำถามต่อไปอย่างจริงจัง

ทำไมณัฐวุฒิ?

เพราะเราเห็นความขัดแย้งกันระหว่างจุดเริ่มต้นที่เขาเริ่มจากความเป็นตลก ที่ไม่มีราคา คนไม่สนใจ คนไปสนใจจักรภพ (เพ็ญแข) วีระ (มุสิกพงศ์) เพราะความอาวุโสหรือบทบาทก่อนหน้านั้น ขณะที่เรารู้สึกว่าเราฟังวีระไม่เข้าใจ เราไม่ได้เห็นในยุคที่คุณวีระยิ่งใหญ่ ต่อมาหลังจากณัฐวุฒิ พูดเรื่องไพร่ อำมาตย์ ก็เลยรู้สึกว่าการนำของณัฐวุฒิเปลี่ยนไปจากความตลกมาสู่ทฤษฎีที่เราเคยเรียน ตอนเป็นนักศึกษา (รัฐศาสตร์ มธ.) มันคงเกี่ยวกับแบกกราวด์ความรู้สึกของเราด้วยตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัย และครูบาอาจารย์ก็ชอบพูดประชดประชันทำนองภูมิใจในความเป็นไพร่ ก็เลยแปลกใจว่าถ้าจักรภพพูดเราก็เฉยๆ เพราะเขาจัดว่าเป็นปัญญาชน แต่ณัฐวุฒิ เหมือนคนตลก ขำๆ บางทีก็ดุดันแล้วมาพูดในเนื้อหาที่เรารู้สึกอยู่เป็นทุนเดิม ก็เลยสนใจเขา

และจากการรู้จักกันโดยส่วนตัวก็เห็นความเปลี่ยนแปลง เช่น หลังจากเหตุการณ์หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ เราก็ตามไปคุยกับเขาหลังแถลงข่าว โดยถามว่าในฐานะแกนนำจะรับผิดชอบอย่างไรที่คนบาดเจ็บและทรัพย์สินคนอื่นเสีย หาย แต่ณัฐวุฒิเหมือนคนมีความรู้สึกไม่ดีกับเราและเสียงแข็งใส่เราว่า ใครจะอยากให้มวลชนเจ็บตัว คือ เขาไม่เก็บความรู้สึกว่าเขาไม่อยากให้เป็นแบบนี้

ต่อมาเราก็ไปทำข่าวสายอื่น ไม่ได้มาตามม็อบทุกวันเหมือนช่วงตั้งเวทีสนามหลวง เมื่อฝ่ายเสื้อแดงได้เป็นรัฐบาล มีช่วงที่ไม่ได้ทำข่าวณัฐวุฒิ มาเจออีกทีตอนที่มีเวทีผ่านฟ้า เจอกันหลังเวที ณัฐวุฒิก็คุยกับเราแล้วถามว่ามีอะไรจะคอมเมนต์ หรือวิจารณ์เขาไหม และท่าทีเหมือนใจเย็นลง รู้สึกว่าจากปี 2550 มาปี 2553 เขาเปลี่ยนไปในระยะเวลาไม่กี่ปี เปลี่ยนทั้งในแง่ที่คนอื่นคิดกับเขาและทั้งที่ตัวเรารู้สึกว่าเขาเปลี่ยน แปลง

เปิดใจคนเขียน “สุภาพบุรุษไพร่”

ความประทับใจจากการทำหนังสือเล่มนี้

ตอนที่เขาคิดว่าจะตอบตกลงกับเราที่จะเขียนเรื่องราวของเขา เราคิดว่าเขาไม่ได้มั่นใจว่าเราจะเขียนถึงเขาในทางบวกหรือลบ ที่ประทับใจมากคือเขาบอกว่าให้เขียนได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นตัวตลกหรือผู้ร้ายก็ให้สะท้อนออกมาตามที่เรามอง "เป็นหนังสือของน้อง ให้ใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนในการทำงาน" ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาพูดระหว่างที่เขาอยู่ในห้องขัง เราเดาว่าเขาไม่มั่นใจว่าเราจะเขียนถึงเขาอย่างไร เพราะเราก็ไม่ใช่คนสนิทกับเขาในความหมายที่ว่าจะทำให้เขามั่นใจได้ว่าจะเข้า ข้างเขา

อีกอย่างที่ประทับใจคือ (หัวเราะ) ระหว่างที่เรากำลังทำหนังสือเล่มนี้ คือช่วงเวลาที่ณัฐวุฒิอยู่ในคุก และมีหลายคนถามเราว่า “มันมีค่าขนาดนั้นเลยหรือ”

อีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจคือ เพื่อนๆ สื่อมวลชนให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล ขณะที่การเมืองไทย “ความจริง” เป็นสิ่งที่รัฐบอกว่าอยากจะหาออกมาให้ได้ มีการตั้งคณะกรรมการและงบประมาณใหญ่โตมโหฬาร เหมือนสังคมนี้โหยหาความจริง ขณะที่เพื่อนนักข่าวหลายคนเล่าความจริงให้เราฟังโดยไม่มีเงื่อนไขอะไร ไม่มีอะไรต้องเอามาแลกเปลี่ยนกัน เราได้ฟังเหตุการณ์จริงโดยที่ไม่ต้องเสียงบประมาณรัฐไม่ต้องผ่านกระบวนการ อะไรอันซับซ้อน แต่แน่นอนการให้คุณค่าข้อเท็จจริงอันเดียวกันคนที่มีพื้นฐานความคิดต่างกัน ก็คงจะแปรความหรือให้น้ำหนักต่อข้อเท็จจริงนั้นต่างกันไป

ตอนที่ชอบที่สุดในหนังสือคือ “สว่างแสงชาดอาภรณ์” ซึ่งเป็นเรื่องราวช่วงท้ายของการชุมนุม ขณะที่ลูกสาวของณัฐวุฒิ “ชาดอาภรณ์” ถือกำเนิดขึ้นมาในเช้าวันที่ 10 พ.ค. 2553 ที่ชอบเพราะว่ามันเหมือนฉากในหนังดีน่ะ เพราะในช่วงเวลาเดียวกันเขาต้องคิดทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว แต่อีกแง่หนึ่งก็มีเรื่องขบวนการ นึกภาพตัดไปตัดมา ระหว่างที่ชุมนุมกับโรงพยาบาล ขณะเดียวกันก็ได้รับโทรศัพท์ว่าเจ้าหน้าที่รัฐรู้แล้วว่าคุณอยู่ตรงไหน ทำให้เขาต้องหนี

วันนั้นมีอีกคู่ความสัมพันธ์ที่ไปกันไม่ได้คือ แกนนำกับแกนนำ

อุปสรรคของงานเขียน

เวลา เรามีงานประจำต้องทำ ตอนทำไม่มีใครรู้เยอะ ในแง่การเขียนการเรียบเรียงยากตอนวางโครงเรื่องที่เราต้องตัดสินใจว่า เรื่องอะไรน่าจะบ่งบอกเรื่องราวของคนเสื้อแดงและณัฐวุฒิ อีกอย่าง เวลาที่จะคุยกับเขาก็มีระยะเวลาจำกัด เพราะเขาอยู่ในเรือนจำ ก็เพิ่งมาทราบภายหลังว่าคุณศิริสกุลและญาติๆ แกนนำแต่ละคนเป็นคนระบุว่าให้เยี่ยมเวลานี้ทุกวัน ทั้งที่ครอบครัวสามารถเปลี่ยนได้ตามสะดวก แต่คุณศิริสกุลเห็นว่าคนเสื้อแดงมาเยี่ยม ก็จะได้รู้ตรงกันว่ามาตอนกี่โมง เราก็เลยไปเยี่ยมพร้อมๆ คนเสื้อแดงจำนวนมาก ต้องก้มผ่านซี่กรง เราก็เกรงใจคนเสื้อแดงที่เขาอยากจะคุยกับแกนนำด้วยว่าเขาอุตส่าห์มาไกลก็ อยากจะคุย เราไม่ได้คิดจะถือตัวว่าเรามาเขียนหนังสือให้เขาต้องได้อภิสิทธิ์ เพราะคนที่มาเยี่ยมก็เท่ากันหมดคือทุกคนอยากสื่อสารกับแกนนำ

มีคนแซวไหมว่าหลงเสน่ห์แกนนำหรือรับตังค์เขามาเขียน

(หัวเราะร่วน) มีคนแซวเหมือนกัน เพราะพี่เต้นแกเคยแซวว่าเราเป็นแฟนเก่าแก แต่คนฟังไม่รู้ที่มาที่ไป จริงๆ คือแกเคยปล่อยมุก แซวเพราะแกเคยเห็นเราตัวเล็กกว่านี้ แกเลยแซวว่า เราเป็นแฟนเก่าแต่ถูกผู้ใหญ่กีดกัน พอแกไปแต่งงานกับพี่แก้มเราเลยเสียใจจนตัวโตขนาดนี้ เดาว่าบุคคลที่สามได้ยินก็เลยเอาไปตีความใหญ่โต จริงๆ คือแกจะเล่นมุกว่าเราเปลี่ยนไปคือตัวโตขึ้นมาก

ส่วนเรื่องเงิน เราตกลงกับณัฐวุฒิตอนที่ขอเขียนเรื่องเขาว่าเขาจะคิดค่าเรื่องหรือเปล่า เขาบอกว่า “ถ้าขายได้ก็เป็นความสำเร็จของน้อง เป็นผลงานของน้อง” ส่วนค่าเรื่องนี่ หนังสือพิมพ์เสร็จแล้วเรารับเงินค่าเรื่องจากสำนักพิมพ์มติชน

เปิดใจคนเขียน “สุภาพบุรุษไพร่”

นัยยะสำคัญทางการเมืองของหนังสือเล่มนี้

วิธีการเล่าของเราคือไม่ตัดสินคุณค่าว่าถูกผิด ดีเลว เป็นสิ่งที่เราได้มาจากการเรียนหนังสือในสายคิดที่ให้ความสำคัญกับการแสวงหา ความจริง แต่ไม่ได้บอกว่าความจริงมีชุดเดียว เพราะแค่การพูดถึงข้อเท็จจริง ว่าสิ่งนั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่มันก็ยากแล้ว ยังไม่ต้องไปพูดเรื่องการชี้วัดตัดสิน

หนังสือเล่มนี้คงไม่สร้างแรงกระเพื่อมอะไรมากไปกว่าคนที่ไม่เคยรู้ประ วัติของณัฐวุฒิได้รู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเขา เพราะเราตั้งใจจะมองเรื่องด้วยความเป็นคนธรรมดา เหมือนชีวิตคนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของการเมืองในสเกลใหญ่ แต่เราก็ไม่ใช่คนโรแมนติก หรือมีอุดมการณ์ขนาดที่ประชาไททำหนังสือ “คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต” เวลาเราพูดถึงณัฐวุฒิเราก็ยังลังเลว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ คือเป็นคนธรรมดาที่ไม่ถูกให้ราคา หรือเขาเป็นคนระดับนำอยู่แล้ว ตั้งแต่ความเป็นนักการเมืองท้องถิ่น คงพูดได้แค่ว่าเขาเป็นปัจเจกบุคคลที่อยู่ในส่วนประกอบของเหตุการณ์ใหญ่ แต่เขาเป็นคนธรรมดาหรือเปล่าเราก็ไม่แน่ใจ

แต่ท้ายที่สุดก็คงไม่พ้นที่เราจะเลือกให้คุณค่าด้านใดด้านหนึ่งเพราะที่ สุดแล้วเราก็เลือกชื่อหนังสือ “สุภาพบุรุษไพร่” ที่บอกอยู่แล้วว่าบวกหรือลบ

คุณเคยบอกว่า การติดตามขบวนการเสื้อแดงมาตลอดทำให้มุมมองคุณเปลี่ยนไป ถึงวันนี้มองขบวนการเสื้อแดงอย่างไร

มีหลายคู่ความสัมพันธ์ว่าระหว่างแกนนำกับทักษิณเขารับเงินกันหรือเปล่า เราก็ไม่ได้ไปเจาะ เพราะไม่ใช่ประเด็นที่เราสนใจ แต่อาจเป็นประเด็นของนักข่าวที่ชอบสืบสวนสอบสวนเขาคงสนใจ แต่เรามองว่ามีคู่ความสัมพันธ์อื่นๆ อีกที่น่าสนใจ เช่น คู่ความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำกับมวลชน ซึ่งในสายสัมพันธ์อันนี้มวลชนกับแกนนำเขาผูกพันกันด้วยความคิดร่วมกัน บางอย่างอันนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าใครรับเงินจากใคร เพราะว่าต่อให้ทักษิณใช้เงินจ่ายให้แกนนำจริงหรือใช้เงินหว่านกับมวลชนจริงๆ ต่อให้เป็นอย่างนั้น เราคิดว่าถ้าพวกเขาไม่มีความคิดความเชื่อบางอย่างร่วมกัน เขาก็คงไม่อดทนเดินในขบวนนี้ที่ต้องเผชิญการดูถูกดูแคลนสารพัดข้อกล่าวหา ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงจุดไหนของขบวนการก็ตาม

"สมคิด" ลบเกลี้ยง-โพสต์พาดพิงนิติราษฎร์-ปรีดี

ที่มา ประชาไท

"สมคิด เลิศไพฑูรยฺ์" ลบความเห็นที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอของนิติราษฎร์ และบทสนทนาระหว่างทายาทปรีดี พนมยงค์แล้ว โดยให้เหตุผลว่าเคารพต่อปรีดีและครอบครัวเสมอ "ผมไม่ยอมให้ใครเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นเล่นกันครับ"

ตามที่ ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ตั้งคำถาม 15 ข้อหลังการแถลงข่าวของกลุ่มนิติราษฎร์ และตอนหนึ่งมีข้อความพาดพิงนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร "...ถ้าเรายกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้ เราจะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด สุจินดา ถนอม ประภาศ สฤษฏ์ จอมพล ป. อ.ปรีดี หรือจะลงโทษเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำต่อนายกทักษิณ" จนนางดุษฎี บุญทัศนกุล บุตรีของนายปรีดีต้องเข้ามาตั้งคำถามนั้น (อ่านข่าวย้อนหลัง [1], [2], [3])

ล่าสุดมติชนออนไลน์ รายงานว่า ข้อความสนทนาโต้ตอบระหว่าง ศ.ดร.สมคิดกับนางดุษฎี รวมทั้งข้อความคำถาม 15 ข้อถึงคณะนิติราษฎร์ และข้อความสนทนาเกี่ยวกับประเด็นทางวิชาการที่สืบเนื่องจากข้อเสนอของคณะ นิติราษฎร์อื่นๆ ได้ถูกลบทิ้งออกจากหน้ากระดานเฟซบุ๊กของอธิการบดีธรรมศาสตร์เกือบทั้งหมด

ในคืนวันที่ 29 กันยายน นายวินัย ผลเจริญ อาจารย์ประจำวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ตั้งคำถามบนหน้ากระดานเฟซบุ๊กของนายสมคิดว่า

"ท่านอธิการบดีครับ ท่านหรือผู้ที่ดูแล facebook ของท่าน (ถ้ามี) ได้ลบโพสต์บางโพสต์ที่อยู่ในกระดานข้อความ FB ของท่านทิ้งไปหรือครับ เพราะผมสังเกตเห็นว่าโพสต์ที่ ดร.อลงกรณ์ (นายอลงกรณ์ อรรคแสง อาจารย์ประจำวิทยาลัยการเมืองการปกครอง ม.มหาสารคาม - มติชนออนไลน์) ได้โพสต์ถามท่านซึ่งผมร่วมแสดงความเห็นด้วยนั้นหายไป และโพสต์ที่ อ.ดุษฎี บุญทัศนกุล โพสต์ไว้ก็หายไปเหมือนกัน ถ้าลบจริง ผมอยากทราบเหตุผลครับ เพราะผมเชื่อว่าการคงไว้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางวิชาการมากกว่าครับ"

ซึ่งนายสมคิดได้เข้ามาตอบคำถามของนายวินัยว่า "ผมลบเองครับ เพราะเป็น face ของผม ถ้าคุณวินัยยังสนุกอยู่ก็เอาประเด็นไปตั้งที่ face ของคุณวินัยเองก็ได้ครับ ผมเคารพอ.ปรีดีและครอบครัวท่านเสมอ ผมไม่ยอมให้ใครเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นเล่นกันครับ"

นายวินัยจึงตั้งคำถามต่อว่า "แต่เรื่องที่ ดร.อลงกรณ์ถามก็ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับ อ.ปรีดีนะครับ" นายสมคิดชี้แจงว่า "ผมต้องตอบใช่ไหมครับ"

นายวินัยจึงพิมพ์ข้อความเพิ่มเติมว่า "ผมไม่ได้มองว่ามันสนุกหรอกครับ แต่ผมอยากตามความคิดเห็นของคนอื่นๆ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาสติปัญญาครับ และคนอื่นก็หวังอย่างผมเหมือนกันครับ" "ท่านอาจจะไม่ตอบก็ได้ แต่ท่านน่าจะเปิดให้คนอื่นได้แสดงความเห็นกันต่อไปครับ"

นายสมคิดจึงเข้ามาตอบอีกครั้งว่า "อ.น่าจะรู้ว่าทุกอย่างมีขอบเขต และผมเข้าใจตอนนี้มันเลยขอบเขตไปแล้ว แทนที่จะทำให้ความเข้าใจที่ดีต่อกัน มันกลับเป็นตรงกันข้าม" สุดท้ายนายวินัยจึงตอบว่า "ครับ ผมจะพยายามเข้าใจครับ"

มติชนออนไลน์ รายงานด้วยว่า เมื่อกลับมาตรวจสอบหน้ากระดานเฟซบุ๊ก ของอธิการบดีธรรมศาสตร์อีกครั้งในช่วงบ่ายของวันที่ 30 กันยายน ปรากฏว่าข้อความสนทนาโต้ตอบระหว่างนายสมคิดกับนายวินัยได้ถูกลบทิ้งไปเช่น กัน

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 30/09/54 อัศวินผู้กล้า..กับขี้ข้าเผด็จการ

ที่มา blablabla

โดย



อัศวิน ผู้กล้า เปิดหน้าสู้
ให้โลกรู้ พวกคนระยำ ทำรัฐประหาร
คือผลพวง ความชั่วช้า สุดสามานย์
สืบสันดาน อมนุษย์ สุดแสนเลว....


พอคิดแพ้ แล้วพาล..เหมือนมารขย้ำ
กี่ระยำ ที่เร่งรุด ฉุดลงเหว
ใช้เขี้ยวเล็บ รุกไล่ สุมไฟเปลว
จนแหลกเหลว นิติรัฐ ขัดคุณธรรม....


พวกขี้ข้า เผด็จการ พวกมารสถุน
รุ่นสู่รุ่น หวังจงใจ ใฝ่ถลำ
อย่าถามหา สัจจะชน คนใจดำ
แค่เพ้อพร่ำ ซ้ำซาก ทาสกากเดน....


ผ่านกี่ยุค กี่สมัย ใครเหลวแหลก
สร้างแตกแยก กี่สมัย ใครก็เห็น
สร้างระยำ กี่สมัย ใครเบี่ยงเบน
สร้างทุกข์เข็ญ กี่สมัย ใครรุกราน....


ให้กำลังใจ นิติราษฎร์ ผงาดสู้
ยืนหยัดอยู่ เพื่องัด พวกรัฐประหาร
ประชาชน พร้อมสนอง ตามต้องการ
ล้างบางมาร จนดับดิ้น หมดสิ้นไป....


๓ บลา / ๓๐ ก.ย.๕๔

นปช.ยุโรปหนุนคณะนิติราษฎร์

ที่มา Thai E-News

เชิญเข้าร่วมกิจกรรม มั่นใจคนไทยเกิน 1 ล้านสนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ทางเฟซบุ๊ค(คลิ้กเพื่้อเข้าไปกดถูกใจ)

โดย นปช.สหภาพยุโรป

พวกเราในนามของ UDD THAI OF EUROPE หรือ นปช.อียู ซึ่งได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินที่เป็นประชาธิปไตยโดยแท้จริง ถีงแม้นว่าเราจะมีความสุขสบายภายในประเทศเหล่านี้ แต่พวกเราไม่เคยลืมถิ่นกำเนิด ทั้งยังรักและหวงแหนยิ่ง

พวกเรารู้สึกเจ็บปวด และอับอาย ต่อนานาอารยประเทศ ในเหตุการณ์ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยกลุ่มบุคลที่เรียกตัวเองว่า คณะ คมช ซึ่งกลุ่มดังกล่าว ได้อ้างเหตุผลในการทำรัฐประหาร อย่างไร้สำนึกของความเป็นชายชาติทหาร โดยการกล่าวเท็จ ใส่ร้าย รัฐบาลที่มาจากเสียงของประชาชนในขณะนั้น ที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารประเทศด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เพียงเพือหวังความชอบธรรมในการก่อการรัฐประหารของตน โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนในประเทศ และไม่อับอายต่อสายตาของชาวโลกที่รับรู้การกระทำอันน่ารังเกียจนี้

ผลพวงจากการรัฐประหารครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับอัปยศที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศ และมีปัญหาตามมามากมาย อันนำมาสู่การสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสูญเสียชีวิต การบาดเจ็บของประชาชนผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและทรัพย์สินอีกจำนวนมหาศาล ดังที่ปรากฏและรับทราบโดยทั่วกันแล้ว

พวกเราคนไทยในภาคพื้นยุโรป (UDD THAI OF EUROPE ) ติดตามผลงานของท่านมาตลอด และรู้สึกชื่นชมความเป็นนักวิชาการที่กล้าหาญ เป็นตัวของตัวเอง เคารพในวิชาชีพไม่เกรงกลัวต่ออำนาจใดๆ การที่ท่านได้นำปัญหาอันเป็นผลพวงจากการรัฐประหารปี พ.ศ. 2549 มาวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นข้อเสนอ 4 ประการ ในแถลงการณ์ฉบับล่าสุดนั้น ย่อมแสดงถึงจิตใจอันงดงามของนักวิชาการที่ไม่ทำงานเฉพาะหน้าที่ให้ความรู้ใน มหาวิทยาลัย เท่านั้น แต่ยังนำความรู้มาใช้เชิงสร้างสรรค์ในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและ สังคมโดยรวมอีกด้วย

ดังนั้น พวกเราจึงขอขอบคุณในความกล้าหาญของคณะนิติราษฎร์ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นการจุดประกายความหวังให้กับคนไทยผู้รักประชาธิปไตย ความถูกต้อง ความยุติธรรม และเชื่อว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนให้กับประเทศด้วย

แม้ว่า ข้อเสนอทั้ง 4 ข้อดังกล่าว อาจจะใช้เวลานานในการบรรลุเป้าหมาย แต่พวกเราเชื่อว่าท่านจะนำพวกเราฝ่าฟันไปได้ พวกเราไทยเรดอียูขอสนับสนุนและเป็นกำลังใจ

“ ไม่มีพลังอะไรจะยิ่งใหญ่กว่าพลังของประชาชน “

UDD THAI OF EUROPE

ภาพประกอบ:การ์ตูนเซีย ไทยรัฐ

5ปีสามัญชนผู้ยิ่งใหญ่ขับTAXIขยี้รถถัง

ที่มา Thai E-News


ที่มา เฟซบุ๊ค Bus Tewarit

วันนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว "แท้กซี่ขยี่รถถัง" วันแห่งการต่อสู้เชิงสัญญาลักษณ์ เมื่อรถแท็กซี่ สัญญลักษณ์สามัญชนผู้ให้บริการประชาชน ชนรถถังผู้ยึดอำนาจประชาชน 30 กันยายน พ.ศ. 2549
นาย นวมทอง ไพรวัลย์ ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กรุงเทพมหานคร ของบริษัท สหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัด พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ และได้รับบาดเจ็บสาหัส

หลังจากนั้น พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ได้ปรามาสลุงไว้ว่า
"ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้"

1 เดือนต่อมา คืนวันที่ 31 ตุลาคม นายนวมทองผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค.

ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ด้านหน้า เป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ และ ด้านหลัง เป็นบทกวีของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ข้อความว่า
"อันประชา สามัคคี มีจัดตั้ง เป็นพลัง แกร่งกล้า มหาศาล แสนอาวุธ แสนศัตรู หมู่อันธพาล ไม่อาจต้าน แรงมหา ประชาชน"

เพลงวันของเรา โดยจิ้น กรรมาชน ซึ่งจิ้น ได้จึงส่งผ่านบทเพลง ‘วันของเรา’ ให้ประชาไท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตยกับลุงนวมทอง และเพื่อจะบอกว่า ‘วันของเรา’ ไม่ควรจะต้อง ‘รอ’ อีกต่อไป ฟังเพลงที่ http://www.youtube.com/watch?v=ibRwZ1ApIeI&feature=player_embedded



ฟังเสียงลุงนวมทอง(ก่อนเสียชีวิต)



รำลึกลุงนวมทอง



source : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=inthedark&month=31-10-2007&group=22&gblog=20

งานถ้อยคำรำลึก " ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ "

31 ตุลาคม นี้ เวลา · 8:00 - 22:00

[เช้า]สะพานลอยไทยรัฐ - [เย็น]อนุสรณ์สถาน14ตุลา
สร้างโดย
Thailand Mirror
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/event.php?eid=171482992930658

หมายเหตุไทยอีนิวส์:หลังลุงนวมทอง ได้เสียสละเพื่อประชาธิปไตยไป 5 วัน ไทยอีนิวส์ได้ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2549 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานภารกิจสามัญชนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเป็นการอุทิศให้แก่วีรประชาชนท่านนี้

*********


เขาชื่อ..นวมทอง

นวมทองขอพลีชีพ จุดประทีปแห่งสมัย
เกิดมาเื่พื่อรับใช้ พิทักษ์ไว้อุดมการณ์

เชื่อมั่นต่อจุดยืน เขาลุกขึ้นอย่างกล้าหาญ
คัดค้านเผด็จการ รัฐประหารน่าชิงชัง

เป็นเพียงสามัญชน พุ่งรถยนต์ชนรถถัง
หนึ่งคนมิอาจยั้ง เกินกำลังจะประลอง

วีรชนไม่ตายเปล่า หากปลุกเร้าเราทั้งผอง
คนซื่อชื่อนวมทอง จักเรียกร้องความเป็นธรรม


ด้วยจิตคารวะ
จิ้น กรรมาชน
2 พ.ย. 2549

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:35ปีเก้าอี้รีเทิร์น

ที่มา Thai E-News

35ปีเก้าอี้ตัวนั้นรีเทิร์น-35ปี ที่แล้วด้วยการปลุกเร้ามวลชนให้มองนักศึกษา-ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย"เป็น อื่น"ที่ไม่ใช่คนไทยด้วยกัน ทั้ง คอมมิวนิสต์คิดร้ายทำลายชาติ,เป็นพวกญวนแฝงตัวมา ทำให้เกิดโศกนาฎกรรม 6 ตุลา 2519 ในพ.ศ.นี้การปลุกเร้าผ่าน"วิทยุยานเกราะ-นสพ.ดาวสยามยุคใหม่"และมวลชน ลส.ชบ.ออนไลน์ เครือข่ายนวพลอินเตอร์เน็ต และพ.อ.อุทารยุคดิจิตัลเต็มคลื่นเต็มหน้าปัทม์เต็มจอไปทุกด้านให้มองเห็นคน เสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตย"เป็นอื่น" เราจะหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมซ้ำรอยกันอย่างไร....?

โดย นักข่าวชา่วรากหญ้า
30 กันยายน 2554

30 กันยายน-คาราวาน นปช. ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
นำ โดย แกนนำ นปช. ครบทีม จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ, นพ.เหวง โตจิราการ, พายัพ ปั้นเกตุ, ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, วรชัย เหมะ พร้อมแกนนำทุกคน
รถ ออกจากตึกกองทุนยุติธรรม ถนนงามวงศ์วาน หลังสถานีรถไฟบางเขน 08.00 น วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2554.ไปที่ สิงห์บุรี และลพบุรี สงสัยติดต่อ ข้าวเหนียว 086-0937706, คุณนิด 085-953-0227 หรือ คุณจุ๋ม 088-531-7557 แผนที่ตึกกองทุนยุติธรรมตามนี้ครับ
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150307654450759&set=a.365083640758.167085.692245758&type=1&theater***



คลิปน้ำท่วมเชียงใหม่ 29 ก.ย. โดยชมรมร่มบินเชียงใหม่

1ตุลาคมคอนเสิร์ต+ทอล์กโชว์ช่วยน้ำท่วม

วัน เสาร์ที่1 ตุลาคมนี้ อิมพีเรียล (ลาดพร้าว) ชั้น5 ฮออล์ เวลา 13.00-20.00น บ่ายโมงตรงถึงสองทุ่ม พบคอนเสริต์และทอล์คโชว์ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม นำโดย นักร้องคุณภาพ ป้อม กรองทอง อดิศร เพียงเกษ ทอม ดันดี พระมหาโชว์ (เทศน์ธรรมะ) เต้ มดแดง
อ้น ชัยนรินทร์ ( รายได้และการบริจาคสิ่งของนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย) ***

ยิ่งลักษณ์พบประชาชนประเดิมออนแอร์1ตุลาคม


น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะจัดรายการพบประชาชน เบื้องต้นคาดว่าจะใช้ชื่อ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" เริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 -09.00 น. โดยจะออกอากาศทางวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ในวันเสาร์ที่ 1 ต.ค. นี้ ทั้งนี้ในช่วงเวลาเดียวกันทางโทรทัศน์ช่อง 11 ก็จะมีการปล่อยเสียงของนายกรัฐมนตรี ด้วย โดยจะเผยแพร่ภาพภาระกิจของนายกฯขึ้น แทนภาพในการจัดรายการ***

2 ตุลาคม วันอาทิตย์สีแดงกับทนายเ้สื้อแดง


คุยกันวันอาทิตย์สีแดง วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2554 ชั้น 5 อิมพีเรียลลาดพร้าว พบกับสมบัติ บุญงามอนงค์-อานนท์ นำภา ทนายคนเสื้อแดง ร่วมพูดคุยในรายการ Sunday Talk "คุยกันวันอาทิตย์สีแดง" ครั้งเดียวที่เขาจะพูด***

3 ตุลาฯเจ๊ดา-ผู้หญิงแกร่งมอบตัวสู้คดี อาจารย์จรัลอาจมอบตัวช่วงเดียวกัน
สาว ผมแดง-เจ๊ดา ดารณี กฤตบุญญาลัย สา่วไฮโซผู้ไม่เพียงสร้างสีสันอันสดใสให้แก่เวทีเสื้อแดง แต่เป็นหญิงแกร่งหัวใจน่ากราบที่รอดตายจากสมรภูมิราชประสงค์ วันที่19พฤษภา53เธอใส่ชุดขาวเพื่อเตรียมตัวตาย แต่สถานการณ์พลิกผันให้ต้องไปเป็นนักเรียนนอกมาปีเศษ จะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉินที่สน.ลุมพินี

ช่วงเดียว กันนี้มีรายงานข่าวอาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย นักวิชาการนักสิทธิมนุษยชนแกนนำคนเสื้อแดงเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมขอประกันตัวสู้คดีต่อไป สำหรับกี้ร์-อริสมันต์ยังไม่ชัีดเจน ส่วนจักรภพ เพ็ญแข ขอเ้ป็นนักเรียนนอกต่อไปพลางๆ***

6 ตุลาคม กิจกรรมรำลึก 35 ปี 6 ตุลา”





ปีนี้เป็นครบวาระ 35 ปี แห่งการถูกล้อมปราบ สังหารโหดในปีนี้ ทางคณะกรรมการกำหนดจัดงาน ในวาระ 35 ปี 6 ตุลาที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ดูคลิปแถลงข่าวรายละเอียดงาน และไปพบกับUNSEEN 6 ตุลาฯ รวมภาพถ่ายที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนในรอบ 35 ปี

ขอเชิญร่วมงานสัปดาห์รำลึก 35 ปี 6 ตุลา ระหว่างวันที่ 1-14 ตุลาคม 2554

จัดโดย องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์)
โครงการกำแพงประวัติศาสตร์:ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
และเครือข่ายเดือนตุลา
ร่วมกับ กลุ่มประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน(CCP)
กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ(TCAD)
กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย(LLTD)
กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์(LKS)
กลุ่มประชาคมมหิดลเสรีเพื่อประชาธิปไตย(FMCD)

กำหนดการ สัปดาห์รำลึก 35 ปี 6 ตุลา ประชาธิปไตยประชาชน ณ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


1-14 ตุลา นิทรรศการภาพจิตรกรรมการเมือง ณ หอสมุดปรีดี พนมยงค์

2 -9 ตุลา สัปดาห์ “ ตุลารำลึก” หนังสือการเมือง และ นิทรรศการหนังสือต้องห้าม ณ บริเวณ ลานโพธิ์ ติดประตูท่าพระจันทร์

วันอังคารที่ 4 ตุลา ณ ลานโพธิ์
13.00 น. “ละครแขวนคอ” ชนวนเหตุอาชญากรรมรัฐ 6 ตุลา 19 โดย ประกายไฟการละคร

วันพุธที่ 5 ตุลา ณ หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์
14.00 น. - 16.30 น. ละครเวที “ แค้น” โดย กลุ่มละครกุหลาบแดง
16.30 น. - 18.00 น. เสวนา “จากพ่อจารุพงษ์ ถึง แม่น้องเกด” ดำเนินรายการโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด)
18.00 น. - 22.00 น. คอนเสิร์ตรำลึกวีรชนเดือนตุลา
21.00 น. – 22.00 น. ละคร “อุโมงค์ตึกโดม” โดย ประกายไฟการละคร

วันพฤหัสที่ 6 ตุลา ณ สวนประวัติศาสตร์ หน้าหอประชุมใหญ่
05.00 น. - 06.00 น. ละครสะท้อนความจริงเช้ามืดของวันที่ 6 ตุลา 2519 “ ก่อนอรุณจะร่วง” โดยประกายไฟการละคร
07.00 น.- 07.30 น. พิธีตักบาตรพระสงฆ์ 36 รูป
07.30 น.– 09.00 น. พิธีวางพวงมาลา ณ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม และ กล่าวสดุดี โดยตัวแทนฝ่ายต่างๆ
- กรรมการญาติวีรชน
- ตัวแทน 18 ผู้ต้องหา
- องค์กรประชาธิปไตย
- อมธ. สภานักศึกษา
- ตัวแทนองค์กรร่วมจัดงาน ฯลฯ
09.00 น. - 10.00 น. กวี และนาฏลีลา รำลึกวีรชน 6 ตุลา
10.00 น. - 11.30 น. ปาฐกถาพิเศษ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ณ ห้องจี๊ด คณะนิติศาสตร์

11.30 น. - 12.30 น. การแสดง ณ สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ละครเรื่อง "เก้าอี้"จากกลุ่มประกายไฟ และ Action ของนักศึกษาจากกลุ่มต่างๆ อ่านบทกวี ร้องเพลง และโปรยดอกกุหลาบ
13.00-14.30 เสวนา มุมมองของนักศึกษากับเหตุการณ์6ตุลาฯ ห้อง จี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
- เสกสรร อานันทศิริเกียรติ - นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- รักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาอังกฤษอเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14.30-17.00 เสวนาจากนักวิชาการ "จาก19-54 เส้นทางความยุติธรรมของสังคมไทย"
(วิทยากรอยู่ในระหว่างติดต่อ) ***

15 ตุลาคม เชิญแดงชิคาโก้รวมใจช่วยภัยน้ำท่วม

ชมรมผู้รักประชาธิปไตยร่วมกับ ชาวเสื้อแดงแห่งนครชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์
อีกครั้งหนึ่ง จัดฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของคนไทยทั่วโลก

ในวาระการคืนสู่ระบบประชาธิปไตย ของประเทศไทย

เชิญ พบและสนทนาทาง SKYPE กับ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม พงศ์เทพ เทพกาญจนา และดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส. พรรคเพื่อไทย แถลงความจริงหลาย ๆ อย่างที่น่าสนใจ ปัญหาการจัดตั้งรัฐบาล ฯ

ร่วมรับประทานอาหาร และร้องเพลง เต้นรำ วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พุทธศักราช 2554 ขอเชิญร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสพอุทกภัยในเมืองไทย ตามกำลังและอัธยาศัย

ที่ มณีไทย 3558 N. Pulaski. Chicago เวลา 17.00 - 01.00 น. ค่าอาหารท่านละ 25.00 เหรียญ

ติดต่อ ปรีชา ชิคาโก 1-708-903-2216
สมศักดิ์ 847-708-7198
นิวัตร์ 1-773-656-3817
วันนี้ ได้โทรศัพท์ไปที่ศูนย์ เยียวยา นปช ชั้น 5 อิมพีเรียล ผมได้แจ้งความจำนง ว่า ผมคือพยานผู้เห็นและอยู่ในเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่รัฐฆ่าประชาชน ในจำนวนคดี 13 ศพ ที่เจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง และได้บอกเจ้าหน้าที่ว่าผมพร้อมที่จะให้ข้อมูลกับตำรวจ เพื่อความเป็นธรรมกับชีวิตของครัวครัวผู้เสียชีวิต บาดเจ็บเหล่านั้น

ผม อยากเห้นวันที่ฆาตกรโดนดำเนินคดี ผมอยากให้คนที่ตายในวันนั้นข้างๆผมได้รับรู้ว่า ผมจะคอยช่วยนาย เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้นายได้รับความเป็นธรรม ผมจะทำให้ดีที่สุด เพื่อรักษาไว้แห่งประชาธิปไตย และอุดมการณ์อันแน่วแน่ของพวกเรา ตอนนี้นายคงอยู่บนสวรรค์แล้ว ขอให้นนายรับรู้ว่า เพื่อนนายคนนี้ จะทำให้คนที่ฆ่านายได้รับกรรม เราสัญญา

.............แด่นาย ชาติชาย ซาเหลา........วีรชนผู้กล้า (ที่มา:เฟซบุ๊ค ทหารของประชาชน ทหารแตงโม)

เปิดตัวโครงการเส้ินทางสีแดง 3 ประเทศ 27 จังหวัด


ลักษณะโครงการ (Project Characteristic) : กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมเพื่อมนุษยธรรมโดยคณะปั่นจักรยานทางไกลของคนเสื้อแดง เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจคนเสื้อแดง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมมุ่งเน้นที่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้พิการ และเด็กกำพร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม


เป้าหมาย (Targets) : 1. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินคดีกับผู้สังหารประชาชน 2. เพื่อสนับสนุนนโยบายปรองดองของคนในชาติ 3. เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับมิตรประเทศ

เส้นทาง (Project Routes) : ราชประสงค์ - สปป.ลาว - ราชอาณาจักรกัมพูชา (3 ประเทศ 27 จังหวัด)

ระยะเวลา ระยะทาง : 35 วัน 2,500 กม.

13 พย. สมุทรปราการ 14 พย. ฉะเชิงเทรา 15 พย. ปราจีนบุรี 16 พย. นครนายก/สระบุรี (อ.มวกเหล็ก) 17 พย. นครราชสีมา (อ.ด่านขุนทด) 18 พย. นครราชสีมา (อ.พิมาย/อ.บัวใหญ่) 19 พย. ชัยภูมิ 20 พย.ขอนแก่น (อ.ชุมแพ) 21 พย. ขอนแก่น 22 พย. มหาสารคาม 23 พย. ร้อยเอ็ด 24 พย.กาฬสินธุ์ 25 พย. อุดรธานี (อ.วังสามหมอ) 26 พย. อุดรธานี 27 พย. หนองคาย 28 พย. สปป.ลาว นครเวียงจันทร์ 29 พย. หนองคาย (อ.ปากคาด) 30 พย. บึงกาฬ(อ.เมือง/อ.ศรีวิไล) 1 ธค. สกลนคร (พังโคน) 2 ธค. สกลนคร (เมืองหรือภูพาน) 3 ธค. นครพนม (อ.ธาตุพนม) 4 ธค.มุกดาหาร 5 ธค. อำนาจเจริญ 6 ธค. ยโสธร 7 ธค. ศรีษะเกษ (อ.ราศรีไศ) 8 ธค.ศรีษะเกษ 9 ธค. ศรีษะเกษ (อ.กันทรารมย์) 10 ธค. ศรีษะเกษ (อ.ขุนหาญ) 11 ธค.เขาพระวิหาร 11-18 ธค. กัมพูชา (เสียมเรียบ นครธม นครวัด พนมเปญ)

ท่านที่สนใจจะร่วมกิจกรรม ทั้งร่วมปั่นจักรยาน หรือร่วมเดินทางไปกับกิจกรรม หรือต้องการต้อนรับกิจกรรมในจังหวัดต่างๆ กรุณาติดต่อที่ E-mail : red_truth_only@hotmail.co.th / Facebook : ฟอร์ด เส้นทางสีแดง หรือเส้นทางสีแดงเพื่อวีรชน (กลุ่ม) / skype : ford2511 / โทร 081-5836964 ***