WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 1, 2011

พท.ตอก อภิสิทธิ์ ไม่ควรใช้เวทีรัฐฯจัดรายการ

ที่มา Voice TV

พท.ตอก อภิสิทธิ์ ไม่ควรใช้เวทีรัฐฯจัดรายการ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยและรองโฆษกพรรค ระบุ พรรคฝ่ายค้านไม่ควรใช้เวทีของรัฐบาล ช่อง NBT ในการจัดรายการ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยและรองโฆษกพรรค แถลงข่าวถึงกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จัดรายการ"รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" ผ่านสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จะขอเวลาออกทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยว่า

เรื่องนี้ส่วนตัวนั้น ตนไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายค้านจะมาใช้เวทีของรัฐบาล เนื่องจากสมัยรัฐบาลชุดที่แล้วที่ ตนเป็นฝ่ายค้านเคยเรียกร้องไปหลายครั้ง ในการให้เวลาออกอากาศกับทางฝ่ายค้านบ้าง ก็ได้วาทะกรรมจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ว่าไม่มีฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

นายจิรายุ กล่าวว่า เมื่อช่วงต้นปี2554ตนและคณะได้เดินทางไปสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีหรือช่อง11 ในการที่จะขอออกอากาศในฐานะฝ่ายค้าน แต่ก็โดนปฏิเสธ ส่วนตัวเห็นว่ากรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่เผยแพร่และติดตามการทำงานของรัฐบาล จึงไม่อยากให้ผู้นำฝ่ายค้านมาใช้เวทีของรัฐ

จุลสิงห์ วสันตสิงห์ เคลียร์ปมไม่ฎีกา คดีเลี่ยงภาษีหุุ้น"ชินคอร์ป"...ตัดสินไม่ได้มองชื่อคน

ที่มา มติชน


มติชน 30 กันยายน 2554

หมายเหตุ - นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด (อสส.) ให้สัมภาษณ์และตอบคำถามถึงเหตุผลที่ไม่ฎีกาคดีการหลีกเลี่ยงภาษีหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป ภายหลังนายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมทีมกฎหมาย ปชป. เข้ายื่นหนังสือถึงนายจุลสิงห์ เพื่อขอสำเนาเอกสารคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 กันยายน

นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ เปิดประเด็นว่า ผมพร้อมให้ความร่วมมือกับคณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ความเห็นทางกฎหมายแตกต่างกันได้ และถ้าได้พูดจาทำความเข้าใจกันแล้วทำให้เกิดความปรองดองได้ โดยการขอสำเนาเอกสารต่างๆ นั้นไม่ขัดข้อง และจะให้คำตอบได้ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งคงไม่ช้าเกินไป เพราะในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ คณะกรรมาธิการองค์กรอิสระของวุฒิสภาได้เชิญไปชี้แจงและให้เหตุผลถึงคำสั่ง ไม่ฎีกาคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปในประเด็นที่หลายคนยังสงสัยอยู่ พร้อมจะไปชี้แจงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์และความโปร่งใส

- คำพิพากษาศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ต่างกัน เหตุใดคดีนี้จึงไม่ให้ศาลฎีกาตัดสิน

ปัญหาข้อกฎหมายแตกต่างกัน ทำไมศาลมี 3 ศาล ทำไมไม่มีศาลฎีกาศาลเดียวแล้วจบไปเลย เอาศาลอุทธรณ์ไปทิ้งไว้ไหน ถ้าทุกอย่างจะต้องไปศาลฎีกาหมด จะมีศาลอุทธรณ์ไว้ทำไม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 255 พนักงานอัยการมีดุลพินิจอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ ความเห็นหยุดที่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ก็มี แต่ยอมรับว่าบางเรื่องคดีสำคัญต้องไปที่ศาลฎีกา

- ให้ความมั่นใจกับสังคมได้หรือไม่ว่า ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อส่วนรวมไม่ใช่ปกป้องใคร

แน่นอน และเป็นความชอบธรรมของ ปชป.ที่จะสงสัย

- คดีนี้ไม่ใช่มีคำพิพากษาที่แย้งกันระหว่างศาลอุทธรณ์กับศาลชั้นต้น แต่ยังมีความเห็นของอธิบดีศาลและความเห็นที่เป็นมติของคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ให้อัยการยื่นฎีกาในคดีนี้

อธิบดีศาลเห็นพ้องกับผม ส่วนที่เห็นว่าโทษของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ไม่ควรมีการบรรเทาโทษนั้น ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาศาลชั้นต้นลงโทษ ศาลอุทธรณ์ลงโทษ เพียงแต่รอหรือไม่รอ อัยการไม่ฎีกาก็ตกไป

- เพราะอัยการไม่ฎีกาจึงตกไปทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอัยการตัดตอนกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

หน่วยงานที่รับรองความเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ คือ ศาลกับอัยการ ทำไมจึงไม่สงสัยศาลอุทธรณ์บ้าง กล้าว่าหรือไม่ ทำไมศาลอุทธรณ์ตัดสินไม่ถูกต้อง มีใครกล้าพูดบ้าง สำนักงานอัยการก็รับรองความเป็นอิสระเหมือนกันทำไมถึงพูดถึงแต่อัยการ ผมก็อ่านยึดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นหลักและก็เห็นพ้องด้วย

- ถ้าคดีนี้จำเลยไม่ใช่คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะตัดสินคดีในลักษณะนี้หรือไม่

การตัดสินไม่ได้ มองชื่อคน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจำเลยจะชื่อใดทั้งสิ้น ทุกอย่างเป็นไปตามการพิจารณาของอัยการทุกขั้นตอน ไม่มีการเร่งรัด มีคณะทำงานพิจารณาตามสายงาน ดุลพินิจในการสั่งคดีที่เป็นลายลักษณ์อักษรของผมยึดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นหลัก

- การสั่งไม่ฎีกาคดีภาษีหุ้นคาบเกี่ยวกับการสั่งไม่ฟ้องนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จึงถูกมองว่าอัยการเปลี่ยนไปตามการเมือง

คดีนายนพดล อัยการสูงสุดเร่งสอบถามพยานชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นคณะทำงานของคณะกรรมการมรดกโลก (ยูเนสโก) ไปยังประเทศฝรั่งเศสถึง 3 ครั้ง แต่ช่วงเวลาตรงกันพอดี ซึ่งผมมีหน้าที่อธิบายให้ประชาชนเข้าใจและหายสงสัย โดยคดีดังกล่าวความเห็นของชาวฝรั่งเศสถือเป็นหลักฐานสำคัญในคดี และเป็นพยานที่ตรงประเด็นมากที่สุด ซึ่งเมื่อส่งความเห็นมาอัยการก็มีหน้าที่ส่งความให้ ป.ป.ช.พิจารณา แต่การพิจารณาว่าช้าหรือเร็วในการตอบกลับมานั้น อัยการไม่สามารถควบคุมได้ การที่อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง แต่ ป.ป.ช.เห็นต่างและมอบหมายให้สภาทนายความยื่นฟ้องเองก็ถือเป็นกระบวนการตาม หลักกฎหมายที่ทำได้

- สิ่งที่ตัดสินใจเป็นการทำลายศรัทธาประชาชนที่มีต่อองค์กรอัยการหรือไม่

อัยการเวลาจะสั่งคดีต้องถามใครหรือไม่ ผมจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง อุทธรณ์หรือไม่อุทธรณ์ต้องถามใคร และประชาชนศรัทธาอะไร ศรัทธาในความเป็นอิสระของอัยการใช่หรือไม่ เวลาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ต้องไปถามรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือจำเลยหรือไม่ ในเมื่อรัฐธรรมนูญรับประกันความเป็นอิสระ เราหวงแหนเราก็ได้มาแล้ว ศรัทธาของประชาชนหมายถึงอัยการสูงสุดต้องฎีกาทุกเรื่องหรืออย่างไร

หลังวันที่ 5 ตุลาคม จะอ่านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้ฟัง คำพิพากษาวางหลักกฎหมายได้ดีที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่ออ่านคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์แล้วหักล้างเหตุผลของศาลชั้นต้น ก็เป็นสิ่งที่อัยการจะฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เหตุผลที่นำมาพิจารณาไม่มีอะไรที่นอกสำนวน แค่เปิดคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ แล้วพิจารณาว่า พอใจเหตุผลของศาลอุทธรณ์ที่ตัดสินหรือไม่

ในยามที่บ้านเมืองมีสองฝักสองฝ่าย ถ้าสั่งไปในทางที่ฝ่ายหนึ่งพอใจ ฝ่ายที่สองก็อยากจะถอดถอน ผมเคยถูกทั้งสองฝ่ายต่อว่า ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือความเป็นกลาง ใครที่ทำไม่ดีก็ต้องออกจากองค์กรนี้ไป ผมจะรักษาไว้ซึ่งความเป็นอิสระและเที่ยงธรรม ถ้ามีใครบอกว่าคดีใดวิ่งเต้นได้ก็แจ้งมา จะดำเนินการให้ คดีอาญาหรือกระบวนการยุติธรรมมีธงไม่ได้ว่าเรื่องนี้อยากให้ฟ้อง อยากอุทธรณ์ ฎีกา การจะฟ้องต้องดูสำนวนการสอบสวน การจะอุทธรณ์ต้องดูคำพิพากษาศาลชั้นต้น การจะฎีกาหรือไม่ต้องดูคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ มีกระบวนการ

- ขอถามย้ำถึงเหตุผลที่ไม่ฎีกา

เชื่อในเหตุผลของศาลอุทธรณ์ เชื่อในความเห็นของคณะทำงานที่เสนอผ่านรองอัยการสูงสุดมา เรื่องนี้นอกจากเนื้อกฎหมายแล้วว่าควรฎีกาหรือไม่ ยังต้องดูหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ที่ทุกองค์กรต้องปฏิบัติ ใครอยากจะฎีกาหรือไม่ฎีกาต้องอ่านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ก่อน และเมื่ออ่านเหตุของผมแล้วค่อยพิจารณาว่าควรจะดำเนินการอย่างไรหรือไม่ ความเห็นทางกฎหมายเห็นต่างกันได้ ขอให้การวินิจฉัยเป็นไปอย่างสุจริต มีเหตุผลประกอบ ถ้าทำไม่ดี ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ก็ถอดถอนได้ หากพิจารณานอกสำนวนหรือไปฟังหลักฐานจากที่อื่นใดนอกเหนือจากคำพิพากษาศาล อุทธรณ์ ก็ยื่นถอดถอนได้เลย

- คนกำลังมองว่าอัยการทำตัวเป็นศาลฎีกาเสียเอง

คนมองก็มอง ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าคุณบอกว่าผมเป็นศาลฎีกาเสียเอง ก็จะถามหน่อยว่ามีศาลอุทธรณ์ไว้ทำไม ถ้าทุกอย่างต้องไปที่ศาลฎีกาหมด ตามรัฐธรรมนูญทุกเรื่องไม่ต้องไปศาลฎีกา ถ้าอะไรที่ไม่เป็นสาระ คดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง สั่งไม่อุทธรณ์มันก็จบได้ ซึ่งเป็นกฎหมาย นอกจากนี้กฎหมายไม่ได้บังคับให้อัยการต้องฎีกาในคดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาล ชั้นต้นเห็นแย้งกัน ตอนนี้ไม่อยากให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาวุ่นวายกับกระบวนการยุติธรรม ถ้าข้อข้องใจสอบถามได้ ควรปล่อยให้ผู้อยู่ในหน้าที่ใช้ดุลพินิจ ไม่อยากให้รบกวนดุลพินิจ ถ้าใช้ดุลพินิจไปแล้วมาอธิบายทำความเข้าใจกัน หลังชี้แจงวุฒิสภาจะตอบทุกคำถาม

- กรณีอัยการเข้าร่วมเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจอาจเป็นช่องให้ถูกมองว่าเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน

รัฐธรรมนูญให้อัยการเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจได้ โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการอัยการ (กอ.) แต่ถ้าเราเข้าไปเป็นบอร์ดแล้วรู้สึกว่าทำงานไม่ได้ ก็ออกมา ที่สำคัญอัยการตั้งตัวเองไม่ได้ รัฐบาลหรือผู้ถือหุ้นเป็นผู้ตั้ง ทุกรัฐบาลมีอำนาจตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ถ้าอย่างนี้จะบอกได้หรือไม่ว่าเป็นกลาง ไม่ใช่เปลี่ยนรัฐบาลแล้วเปลี่ยนตัว ผมไม่ต้องการให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น

การฟ้องคดีไม่ใช่วัตถุประสงค์ของอัยการ ฟ้องหรือไม่ฟ้องอยู่ที่สำนวนการสอบสวน หลายคดีศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินยกฟ้อง แต่ศาลฎีกาลงโทษ ไม่ใช่ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินผิด นี่คือกระบวนการยุติธรรม

รัฐบาล "ปู"นิ่ม กับ กับดักคอร์รัปชั่น ระวัง ยกกำลัง 2

ที่มา มติชน


(ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 1 ต.ค.2554 หน้า3)


ถูก ต้องแล้วที่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อาศัยมติที่ประชุมบอร์ด ธ.ก.ส.ยกเลิกกระบวนการประมูลบัตรเครดิตเกษตรกร

เมื่อมี "กลิ่น" ไม่ดีก็ต้องทำใหม่

อาจล่าช้าไปบ้าง แต่ภาษิตฝรั่งโบราณก็บอกเอาไว้มิใช่หรือว่า สโลว์ บัท ชัวร์ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

"กลิ่น" ในที่นี้หมายถึงความไม่ชอบมา พากล

ต้อง ยอมรับว่า ความไม่ชอบมาพากลอันทำให้เกิดความคลางแคลงใจอย่างมีนัยสำคัญเป็นอย่างมาก คือ ความไม่ชอบมาพากลในเรื่องของทุจริต คอร์รัปชั่น

ปรากฏขึ้น ณ ที่ใด ณ แห่งนั้นก็ฉาว

ทั้งมิได้เป็นการฉาวอย่างธรรมดา ตรงกันข้าม ล่อแหลมเป็นอย่างยิ่งที่จะถูกกระพือจนเหม็นโฉ่ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

รัฐบาล "อื่น" ที่ได้รับการอุ้มชูจาก "อำนาจ" และ "กลไก" พิเศษทางการเมือง อาจไม่ต้องระวังหลัง แต่กล่าวสำหรับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องระมัดระวังอย่างเป็นพิเศษ

เผลอไม่ได้ "เงาหัว" อาจไม่มี



ไม่เพียงแต่ความเฉลียวอย่างทันการณ์ในกรณีบัตรเครดิตเกษตรกรจาก นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เท่านั้น

หากแม้เสียงท้วงติงในเรื่องโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญ

ไม่ ว่าจะเป็นเสียงเตือนจาก นายอัมมาร สยามวาลา ไม่ว่าจะเป็นเสียงเตือนจาก นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ไม่ว่าจะเป็นเสียงเตือนจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

ต้องล้างหู น้อมรับฟัง

น่า ยินดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ดื้อดึงดัน น่ายินดีที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อ่อนน้อมถ่อมตัวอย่างยิ่ง น่ายินดีที่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำเสนอมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างค่อนข้างรัดกุมผ่านกระบวนการ ธ.ก.ส.

หาก 3 คนนี้ร้องเพลงเดียวกัน ก้าวเดินด้วยจังหวะเดียวกัน ก็มีหลักประกันระดับหนึ่งว่า ช่องโหว่รอยว่างอาจเกิดขึ้นได้ลำบาก

เมื่อ "หัว" ไม่ส่ายเสียแล้ว "หาง" ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง

จำ ใส่ในหัวใจเลยว่า รัฐบาล "อื่น" เขามีภูมิคุ้มกันทางการเมือง ทางการทหารค่อนข้างสูง แต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีประชาชนเท่านั้นเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก

เผลอ "ทุจริต" เมื่อใด ก็ยากยิ่งที่ "เงาหัว" จะเหลือ

รัฐมนตรี ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องสำเหนียกให้จงหนักว่าจะลอยเหลิงลมและถลำลงไปในปลักแห่งการทุจริตคิด มิชอบมิได้อย่างเด็ดขาด

ปัจจัย 1 เพราะว่า 15.7 ล้านเสียงคอยจับตาดูอยู่

ขณะเดียวกัน ปัจจัย 1 เพราะมีพรรคประชาธิปัตย์อันเป็นพรรคการเมืองที่สันทัดเป็นอย่างสูงในบทบาทฝ่ายค้านจับตาดูอยู่

จับตาดูพร้อมกับพลังทางสังคมอื่นๆ ที่หวาดระแวงต่อพรรคเพื่อไทย

เพราะพรรคเพื่อไทยสืบทอดมาจากพรรคพลังประชาชน และต่อยอดความสำเร็จมาจากพรรคไทยรักไทย

พรรคไทยรักไทยอันมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค

เห็นหรือยังว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย รัฐบาลที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูก แสงแห่งสปอตไลต์ฉายจับอย่างเข้มข้น เพียงใด

"ลูก ชาย" รัฐมนตรีช่วยบางคนในบางกระทรวงที่ "แอบ" เรียกเงินและหากินในการโยกย้ายข้าราชการ ต้องยุติพฤติการณ์อันชั่วร้ายนั้นเสีย หากเรื่องนี้ตกไปอยู่ในมือพรรคประชาธิปัตย์ "บิดา" ของท่านมีสิทธิ คอขาด

"คนเสื้อแดง" อันเป็นฐานเสียงอย่างสำคัญให้กับพรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องเกาะติดเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและด้วยความรับผิดชอบเป็นอย่างสูง



ประชาชนให้ความเชื่อมั่นต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี มากขึ้นเป็นลำดับ

สิ่ง เหล่านี้มิใช่ได้มาเพราะโชคช่วย หากแต่เพราะการทุ่มเทอุทิศเวลาให้กับการทำงาน "รัฐมนตรี" ในคณะรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยิ่งต้องเพิ่มการทุ่มเทอุทิศเวลาทำงานเป็นทวีคูณ

"เผลอ" ไปอยู่ในหลุมแห่ง "อาจม" เมื่อใด เน่าเมื่อนั้น

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 01/10/54 หน่วยกล้าตาย

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



นิติราษฎร์หน่วยกล้า...ยอมตาย
วิชาการมั่นหมาย...มุ่งแก้
ลิ่วล้อกวาดทวนกราย...กรีดกราด
แสดงตัวกร่างแท้...หน่อเนื้อ เผด็จการ



ทหารทะเหรี่ยร้อง...อย่าแหยม
ตัวแค่แมงหวี่แวม...หิ่งห้อย
รัฐประหารเยี่ยมแย้ม...หยันขู่
ประสานเสียงติดต้อย...ร่วมต้าน ‘ธิปไตย



นิติราษฎร์ ประกาศสู้... พวกหมาหมู่ เห่าหอนใหญ่
ล้วนพวก ที่ร่วมใจ...ลงขันใส่ ไล่ทักษิณ



เหตุผล ทนไม่ได้...ที่จะให้ รากหญ้ากิน
ได้ดี มีทรัพย์สิน...ทางหากิน ด้วยตัวเอง



ปลดหนี้ ไม่ต้องกู้...นายทุนผู้ ขู่ข่มเหง
ไม่ต้อง หนีนักเลง...ไม่ต้องเกรง ใครย่ำยี



กองทุน หมู่บ้านออก...ไม่กลัวดอก ทบต้นจี้
โอทอป ตำบลมี...ค้าขายดี มีทางไป



ทักษิณ มันชั่วช้า...ทำขี้ข้า พ้นจากไพร่
ไล่ฟัด ยัดขี้ให้...ทำท่าไหน ไม่ตายพ้น



จำต้อง รัฐประหาร...เพื่อล้างผลาญ แค่หนึ่งคน
ประเทศ ต้องอับจน...ประชาชน ทุกข์รันทด



ตราชั่ง ก็พังสิ้น...ทั้งแผ่นดิน บิ่นเบี้ยวหมด
สัมพันธ์ ประเทศหด...เพราะไล่ล่า ฆ่าคนเดียว



นิติราษฎร์ บังอาจขืน...มารื้อฟื้น ให้หวาดเสียว
ดาหน้า มากันเชียว...กลัวเรื่องเลี้ยว เฉี่ยวเข้าตัว



บรรจงเรียงร้อย คำนิราศ วันนี้โดย ท่านห้าบี (BBBBBFC)
ขอบคุณครับ

เปิดใจหญิงยิงฮ. ‘จ๋า-นฤมล วรุณรุ่งโรจน์’ หากเอาปืนเอารถถังออกมาก็จะสู้เหมือนเดิม!

ที่มา ข่าวสด




ข่าวสดออนไลน์

สัมภาษณ์พิเศษ

จ๋า-นฤมล วรุณรุ่งโรจน์
สุภาพสตรี วัย 50 ปี เป็นประชาชนคนไทยอีก 1 คน ที่ตกเป็นเหยื่อคำสั่งปราบปรามผู้ชุมนุมทางการเมือง ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553
ทั้งยังถูกตั้งข้อหาหนัก
มีอาวุธสงครามสารพัดชนิดในครอบครองและหาญกล้ายิงเฮลิคอปเตอร์ทหาร ซึ่งออกบินโปรยแก๊สน้ำตาสลายม็อบคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553
เป็นเหตุให้ จ๋า-นฤมล ต้องเข้าไปติดคุกนาน 1 ปี 4 เดือน 2 วัน ก่อนที่ศาลจะยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา!

ภายหลังได้รับอิสรภาพ เดินออกจากเรือนจำท่ามกลางการต้อนรับอันอบอุ่นของคนเสื้อแดง นฤมลได้ให้สัมภาษณ์สื่อหลายสำนักต่างกรรมต่างวาระ
ยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง
พร้อมกับยอมรับว่ามีแนวคิดต่อต้านการรัฐประหาร19กันยาฯ2549 ซึ่งส่งผลสะเทือนทำให้ธุรกิจที่ทำอยู่พังทลาย เพราะรัฐบาลชุดที่ตั้งขึ้นมาโดยผลพวงจากรัฐประหารไม่สามารถฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจได้ จึงตัดสินใจเริ่มเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองเรื่อยๆ มา

โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญจากเวที ‘คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ’ ที่สนามหลวง จากนั้นก็ร่วมชุมนุมมาต้านรัฐประหารและเรียกร้องประชาธิปไตยมาเรื่อยๆ กับคนเสื้อแดง ทั้งในยุคแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

กระทั่งถูกจับกุมด้วยคำให้การของ “พยาน” ล้วนๆ โดยไร้หลักฐานรองรับ ว่า นฤมลสะสมอาวุธสงครามมากมหาศาล
จากวันต่อสู้-สูญสิ้นอิสรภาพ-และรอดพ้นพันธนาการคุก แต่ต้องออกมากลายเป็นคนไร้บ้าน อาศัยเช่านอนตามห้องพักรายวันราคาถูกหรืออาศัยนอนบ้านเพื่อนไปวันๆ

จ๋า-นฤมล ได้บอกเล่าเสี้ยวชีวิตและความคิดบางส่วนกับ “ข่าวสดออนไลน์” ดังนี้

ม้ศาลจะมีคำสั่งยกฟ้อง และได้รับการปล่อยตัวมาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา
แต่ยังต้องเข้ารายงานตัวต่อศาลทุก 3 เดือน

ตอนนี้ทนายที่ดูแลคดีให้บอกว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่รัฐบาลเก่าอาจยื่นอุทธรณ์คดี โดยขณะนี้กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอยู่ ซึ่งจะรอดูท่าที และต่อสู้จนถึงที่สุดเช่นกัน
ที่ผ่านมาโดนยัดข้อหาสารพัด แต่จะต่อสู้ให้ถึงที่สุดจนกว่าจะได้ประชาธิปไตย

จะเดินหน้าสู้ต่อไปตามกระบวนการยุติธรรม
หากเอาปืนออกมา เอารถถังออกมาก็จะสู้เหมือนเดิมให้ถึงที่สุด

หากจะมีการอุทธรณ์ก็ให้หาข้อมูลหลักฐานมาสู้ เหตุที่ศาลยกฟ้องก็เพราะพนักงานสอบสวน กับ พนักงานจับกุม ให้ข้อมูลไม่ตรงกัน
ส่วนตัวนั้นไม่มีหลักฐานข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เหลือแต่ ‘ใจ’ ที่จะมาสู้กับพวกเขา เพราะตอนนี้ที่บ้านไม่เหลืออะไรแล้ว หลักฐานไม่มีต่อไปสู้

วันที่ตำรวจ-ทหารเข้าไปจับกุมก็รื้อค้นของมีค่าไม่เหลืออะไรเลย
แล้วยังใช้อาวุธสงครามจ่อหัวพาตัวไปที่ ‘ราบ 11’
อยากถามว่า ราบ 11 เป็นที่สอบสวนคดีหรืออย่างไร

เจ็บใจมากที่ถูกกล่าวหาว่า มีอาวุธสงคราม
ถามหน่อยว่าอาวุธแบบนั้นเดินถือเดินแบกได้หรือ
มันไม่ใช่ไม้จิ้มฟัน
ประชาชนจะเดินถือได้อย่างไร!

ฤมล ยังเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เม.ย. ปีที่ผ่านมาด้วยว่า
อยู่กับเพื่อนที่บริเวณสะพานผ่านฟ้า
ยังวิ่งหลบ ‘แก๊สน้ำตา’ ที่ทหารโยนลงมาจากเฮลิคอปเตอร์จ้าละหวั่น
ยืนยันว่าไม่ได้ใช้อาวุธยิงใส่เฮลิคอปเตอร์แน่นอน แต่ที่ถูกจับเพราะพยานคนหนึ่งไปให้การกับดีเอสไอ ว่าเห็นตนกับพวกจอดรถอยู่หลังเวทีตรงสะพานผ่านฟ้า แลัวหยิบปืน 2 กระบอก ขึ้นมายิงใส่เฮลิคอปเตอร์ ซึ่งมันจะเป็นไปได้อย่างไร

“อาวุธสงครามไม่ใช่กิโล สองกิโล หรือเป็นขีด แล้วแรงที่ยิงมันต้องแรงขนาดไหนถึงจะขึ้นไปถึงเฮลิคอปเตอร์ได้ การที่พยานอ้างแบบนั้นมันไม่เป็นความจริง ยังไงก็ยืนยันว่าไปร่วมชุมนุม แต่ไม่มีอาวุธปืนไม่มีอาวุธสงครามไปยิงทหารเหมือนที่ถูกกล่าวหาแน่นอน หลังจากนี้จะทำทุกทางเพื่อจะนำคนผิด-คนที่บงการสั่งฆ่าประชาชนขึ้นสู่ศาลโลกให้ได้” นฤมล บอกหนักแน่น

ช่วงที่อยู่ในคุกเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน 2 วัน นฤมลเล่าว่า ก้าวแรกเข้าไปก็ได้รับคำถามจากผอ.เรือนจำ ที่กล่าวหาว่าเป็นพวกล้มล้างสถาบัน อยากถามว่าเอาสมองส่วนไหนคิด
และเมื่อเข้าไปถึงก็โดนควบคุมตัวอีกชั้นหนึ่ง กักไว้ไม่ให้เดินไปไหน ให้นั่งเฝ้าพระพุทธรูป
จะเดินไปเข้าห้องน้ำ อาบน้ำก็มีคนคุม
นั่งเหยียดขาไม่ได้ หาว่าไม่มีมารยาท

“เวลาเจ้าหน้าที่เดินมา เราต้องนั่งลงคุยกับเจ้าหน้าที่ ก็ต้องนั่งลงไม่ให้ยืนค้ำหัว ส่วนเวลาที่ใครจะไปเยี่ยมจะถูกส่งชื่อให้ดีเอสไอหมด เวลาพุดคุยกับใครก็ถูกดักฟัง เป็นการริดรอนสิทธิกันเกินไป พอได้รับการปล่อยตัวความรู้สึกแรก คือ รู้สึกว่าได้ก้าวออกมา แต่ความเคียดแค้นยังอยู่ และจะจองล้างจองผลาญทุกชาติไป!”

อาจฟังดูเป็นถ้อยคำที่รุนแรง-ก้าวร้าว-ระคายหูคนทั่วไป..
แต่ก็เป็นการกลั่นออกมาจากใจผู้หญิงที่เชื่อมั่นว่า ถูกจองจำโดยอย่างอยุติธรรมเป็นเวลาเนิ่นนานนับปี

บราณว่า ‘เวลา’ สามารถช่วยเยียวยารักษาหัวใจคน และลบล้างความเกลียดชังให้หมดสิ้นไป..
แต่สำหรับ จ๋า-นฤมล วรุณรุ่งโรจน์ ดูเหมือนคงมีแต่ ‘ความยุติธรรม’ เท่านั้นที่จะช่วยได้!!

“มีชัย” ไม่เข้าใจข้อเสนอกลุ่มนิติราษฎร์

ที่มา ข่าวสด


วันที่ 30 ก.ย. ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับข้อเสนอลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยาฯ 49 ของกลุ่มนิติราษฎร์เป็นวงกว้าง ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบเข้าไปในเว็ปไซต์ “มีชัย ไทยแลนด์ ดอทคอม” (www.meechaithailand.com) ของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พบว่า มีผู้ใช้นามว่า "คุณชัย" ตั้งคำถามถึงความคิดเห็นอย่างไรต่อข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ ที่เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลยและการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย ภายหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะดูเหมือนประเด็นนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงของสังคมในขณะนี้ และอาจารย์คิดว่าข้อเสนอนี้จะมีผลต่อบ้านเมืองอย่างไรทั้งในทางกฎหมายและการเมือง ซึ่งนายมีชัยได้ตอบว่า “ไม่มีความเห็น เพราะอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ” ลงวันที่ 29 ก.ย. 2554

อาวุธไม่คม

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ยังเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่อง

กรณีแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ในประเด็นลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

เนื่องจากหลักการการลบล้างดังกล่าวถือเป็น 'ของใหม่' ในระบบกฎหมายไทยตามที่นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ระบุ

แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์จึงไม่เพียงเป็นการต่อสู้ทางความคิดระหว่างฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยกับฝ่ายรับใช้เผด็จการเท่านั้น

แต่ยังเป็นการต่อสู้อย่างแหลมคมทางความคิดของบุคคลในแวดวงนักวิชาการด้านกฎหมายอีกด้วย

ท่ามกลางการต่อสู้ทางความคิดดังกล่าว เป็นที่กล่าวถึงมากก็คือการปะทะถาม-ตอบระหว่างนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ กับนายพนัส ทัศนียานนท์

ซึ่งถือเป็นมวยถูกคู่

คนแรกปัจจุบันเป็นอธิการบดีธรรมศาสตร์ เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550

ส่วนคนหลังเป็นอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งชุดแรก

ก่อนจะแลกกันหมัดต่อหมัด

เริ่มต้นจากนายสมคิด เป็นฝ่ายตั้งคำถามถึงคณะนิติราษฎร์ 15 ข้อผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

แต่ยังไม่ทันที่นักวิชาการคณะนิติราษฎร์จะตอบ ปรากฏว่าคนนอกอย่างนายพนัส ได้ออกมาตอบแทนเสียก่อนครบถ้วนทั้ง 15 ข้อ

ทางคณะนิติราษฎร์เลยไม่จำเป็นต้องออกมาตอบคำถามของนายสมคิดอีกให้เมื่อยปาก เพราะนายพนัสตอบไว้ชัดเจนแจ่มแจ้งดีแล้ว

หลายคนบอกว่าอ่านคำตอบแล้ว เหมือนนายพนัสกลับไปสวมบทอาจารย์นิติศาสตร์ กำลังตอบคำถามให้นักศึกษากฎหมายฟัง มากกว่าเป็นการตอบคำถามอธิการบดีธรรมศาสตร์เสียอีก

ขณะที่หลายคนเช่นกันบอกว่าอ่านในส่วนคำถามทั้ง 15 ข้อแล้ว ทำให้หายสงสัยไปเลยว่าทำไมประชาธิปไตยประเทศไทยถึงได้สามวันดีสี่วันไข้ พัฒนาไปไม่ถึงไหน

แล้วทำไมการรัฐประหารถึงเกิดขึ้นกับประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่มีอะไรมาทำให้เข็ดหลาบ

กระนั้นก็ตามบางคนกลับมองไปอีกแง่ว่า คำถามทั้ง 15 ข้อของนักวิชาการกฎหมายระดับอธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวแถวของประเทศสะท้อนให้ เห็นถึงบางอย่าง

นั่นก็คือท่ามกลางการต่อสู้ทางความคิดของนักวิชาการด้านกฎหมาย

อาวุธความคิดของบางคนก็ไม่ได้ 'แหลมคม' เสมอไป

ปริศนา 15 ข้อ ถึง "นิติราษฎร์" "สมคิด-อธิการ มธ." ถาม แต่ "พนัส ทัศนียานนท์" ตอบ

ที่มา มติชน

ภายหลังจากออก "แถลงการณ์ 4 ข้อเสนอ" เนื่องในวาระครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร 19 กันยาฯ
โดยประเด็นที่ถูกสื่อเน้นเป็นพิเศษ คือ การลบผลพวงของรัฐประหารดังกล่าว

กระทั่งโดน "จัดหนัก" ว่า "รับงาน" จาก "ทักษิณ"

นักวิชาการ "คณะนิติราษฎร์" จึงต้องตั้งโต๊ะชี้แจงแถลงการณ์
และหลักการทำงานของพวกตนอย่างละเอียด เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา

หลังจากนั้น เริ่มมีนักวิชาการ-นักกฎหมายบางส่วน
ได้ออกมาแสดงความเห็นโต้แย้งแถลงการณ์ของ "นิติราษฎร์" ผ่านทางพื้นที่สาธารณะ

"สมคิด เลิศไพฑูรย์" อธิการบดีธรรมศาสตร์
ฝากคำถาม 15 ข้อถึง "นิติราษฎร์" ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

ก่อนที่จะได้รับคำตอบอย่างฉับพลันทันที

เพียงแต่คำตอบดังกล่าว มิได้มาจากนักวิชาการ "คณะนิติราษฎร์"
ทว่ามาจาก "พนัส ทัศนียานนท์" อดีตคณบดีนิติฯ มธ., ส.ส.ร.2540 และ ส.ว.เลือกตั้งชุดแรก

มติชนสุดสัปดาห์
ขออนุญาตเรียบเรียงคำถาม-คำตอบ บางส่วนของ "สมคิด" และ "พนัส" มานำเสนอดังนี้



สมคิด - เราสามารถยกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่ เช่น การยกเลิก รธน.2549 ?

พนัส - นิติราษฎร์ไม่ได้เสนอให้ยกเลิก รธน. 2549 แต่ให้ถือว่าการนิรโทษกรรม
ให้แก่ผู้ทำรัฐประหารตามมาตรา 37 ไม่เกิดผลตามกฎหมาย

สมคิด - ถ้าตำรวจจับคนร้ายที่ทำผิดจริงมา แต่ไม่ได้สอบสวนโดยละเอียด
ต่อมาคนร้ายถูกฟ้องศาล มีการโต้แย้งว่ากระบวนการของตำรวจไม่ถูกต้อง
แต่ศาลเห็นว่าไม่เป็นไร ศาลก็พิพากษาไป ตกลงคำพิพากษาของศาลใช้ได้หรือไม่?

พนัส - ตาม ป.วิอาญา การสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ย่อมมีผลทำให้การฟ้องคดีของอัยการไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย
ซึ่งโดยหลักการพิจารณาคดีก็ต้องถือว่าไม่ชอบทั้งหมด
แต่ศาลไทยบอกไม่เป็นไร หากพิจารณาว่าจำเลยกระทำผิดจริง ก็ลงโทษจำเลยได้
ซึ่งก็เหมือนกับการยอมรับว่าการรัฐประหาร (การกระทำความผิดฐานกบฏ)
เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหากทำสำเร็จนั่นเอง

สมคิด - ถ้ามีคนเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในช่วง คมช. ไม่ถูกต้อง ก็ให้ดำเนินการใหม่
คนอีกกลุ่มเห็นว่าการตัดสินคดีซุกหุ้น ศาลตัดสินผิดโดยสิ้นเชิง
คนกลุ่มหลังจะขอให้ยกเลิก รธน.2540 ตั้งศาล รธน. ใหม่ แล้วพิพากษาคดีซุกหุ้นใหม่ จะได้หรือไม่?

พนัส - ศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดีซุกหุ้นของทักษิณ เกิดจาก รธน.2540
ที่มิได้มีที่มาจากการรัฐประหารเหมือน รธน.2550
หากมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าศาลตัดสินผิด ก็น่าจะมีการออกกฎหมายมาให้รื้อฟื้นคดีใหม่ได้
โดยไม่ต้องยกเลิก รธน.2540 ซึ่งมิได้เกิดขึ้นจากการกระทำผิดกฎหมายฐานกบฏ (การทำรัฐประหาร)

สมคิด - ประชาชนจะลงมติแก้ รธน. ที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่?

พนัส - เป็นคำถามประเด็นเดียวกันกับคำถามที่ 1 คำตอบก็คือ
ไม่ใช่การแก้รัฐธรรมนูญที่ถูกยกเลิกไปแล้ว
แต่เป็นการยกเลิกเพิกถอนผลของการกระทำที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ
ที่เป็นผลพวงของการรัฐประหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สมคิด - รธน.2550 ได้รับการลงประชามติโดยประชาชน
ในทางกฎหมายเราจะพูดได้หรือไม่ว่า ประชาชนลงมติโดยไม่ถูกต้อง
หรือ รธน.2550 ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของประชาชน?

พนัส - พูดได้ เพราะมีการหลอกลวงขู่เข็ญบังคับให้ประชาชนลงมติ
จึงเป็นการลงประชามติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สมคิด - คตส. ตั้งโดย คมช.
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตั้งโดย คมช. ใช่หรือไม่?

พนัส - คตส. ตั้งโดย คมช. แน่นอน
ส่วนศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองก็เกิดจาก รธน.2550
ซึ่ง คมช. เป็นผู้ให้กำเนิดเช่นกัน
ดังนั้น เมื่อการกระทำรัฐประหารของ คมช. เป็นการกระทำ
ที่ละเมิดบทบัญญัติมาตรา 63 แห่ง รธน.2540
และเป็นความผิดฐานกบฏตาม ป.อาญามาตรา 113
ทั้ง คตส. และศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง
จึงเป็นองค์กรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยกันทั้งคู่

สมคิด - การดำเนินการตามแนวคิดของนิติราษฎร์
ไม่มีผลทางกฎหมายต่อนายกทักษิณเลยใช่หรือไม่?

พนัส - ตามที่นิติราษฎร์แถลง มีผลโดยตรงแน่นอน คือ
ต้องพิจารณาคดีใหม่โดยกระบวนการยุติธรรม ที่ชอบด้วยหลักนิติธรรม
ถ้ากระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหาก็ต้องถูกลงโทษ

สมคิด - ความเห็นของนักกฎหมายที่เห็นไม่ตรงกับนิติราษฎร์
แต่ดีกว่านิติราษฎร์ รัฐบาลนี้จะรับไปใช่หรือไม่?

พนัส - ช่วยเสนอให้หน่อยว่าความเห็นของท่านที่ดีกว่าของนิติราษฎร์ คือ
อย่างไร ถ้าดีกว่าจริงจะขอสนับสนุนเต็มที่เลย ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายด้วยกัน

สมคิด - ศาล รธน. ช่วยนายกฯ ทักษิณ คดีซุกหุ้นถือว่าใช้ได้
แต่ไม่ช่วยคดียึดทรัพย์ถือว่าใช้ไม่ได้ เป็นตุลาการภิวัตน์ใช่หรือไม่?

พนัส - ตุลาการภิวัตน์ คือตุลาการที่ยอมตนเป็นเครื่องมือและอาวุธ
ให้แก่ผู้มีอำนาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ใช้เพื่อประหัตประหาร
และทำลายล้างศัตรูของตน
ตุลาการศาลทั้งในคดีซุกหุ้นและคดียึดทรัพย์ทักษิณ จึงเป็นตุลาการภิวัตน์ด้วยกันทั้งสิ้น
เพียงแต่ว่าในคดีซุกหุ้นตุลาการภิวัตน์เป็นฝ่ายแพ้

สมคิด - บทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนตาม รธน.2550
แย่กว่า รธน.2540, 2475 ที่นิติราษฎร์จะนำมาใช้ใช่หรือไม่?

พนัส - บทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพตาม รธน.2550
และฉบับอื่นทุกฉบับ ไม่มีความหมายอะไรเลย ไม่มีฉบับใดดีกว่ากัน
ตราบใดที่ตุลาการไทยยังยอมรับว่ารัฏฐาธิปัตย์คือ
ผู้ที่ได้อำนาจอธิปไตยมาโดยรถถังและปืน และอำนาจอธิปไตยไม่ใช่อำนาจของประชาชน

สมคิด - คมช. เลว ส.ส.ร. ที่มาจาก คมช. ก็เลว รธน.2550 ที่มาจาก ส.ส.ร. ก็เลว
แต่รัฐบาลที่มาจาก รธน. เลว เป็นรัฐบาลดีใช่หรือไม่
ส.ส.ร. ที่มาจากรัฐบาลชุดนี้ และที่ อ.วรเจตน์ จะเข้าร่วม ก็เป็น ส.ส.ร. ที่ดีใช่หรือไม่?

พนัส - ไม่ใช่เรื่องใครดีใครเลว
แต่เป็นเรื่องของหลักการในทางนิติศาสตร์
ที่จะต้องมีการยืนยันว่าระหว่างอำนาจรัฐกับเสรีภาพของประชาชน
และระหว่างระบอบเผด็จการกับระบอบประชาธิปไตย

นักกฎหมายควรจะยืนอยู่ข้างใดมากกว่า

"สมาคมนักกฎหมายแคนาดา" โวยโรเบิร์ต อัมฯ โดน "อภิสิทธ์-สุเทพ"ข่มขู่!

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554 สมาคมนักกฎหมายแคนาดา (The Law Soceity of Upper Canada)
ได้เขียนหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแห่งประเทศไทย พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก
และแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของทนายความ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมแจ้งว่า
ถูกอดีตนายกรัฐมนตรีและเลขาพรรคประชาธิปัตย์นายสุเทพ เทือกสุบนรรณข่มขู่
และแทรกแซงการทำงานเป็นที่ปรึกษาฎหมายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและคนเสื้อแดง

แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง
แต่ทางสมาคมได้เรียกร้องให้รัฐบาลประกันความปลอดภัย
ในการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
ตามที่สหประชาชาติได้บัญญัติไว้ในมาตรา 16
เรื่องหลักการทั่วไปของบทบาทของนักกฎหมายว่า
รัฐบาลจะต้องรับประกันว่านักกฎหมายจะสามารถทำหน้าของตนได้
โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกข่มขู่ ขัดขวาง กลั่นแกล้ง
หรือถูกแทรกแซงอย่างไม่ถูกต้อง
ทนายจะต้องสามารถเดินทางเพื่อไปให้คำปรึกษาแก่ลูกความของตนเองได้อย่างเสรี
และไม่ต้องทนทุกข์
หรือถูกคุกคามด้วยการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี การบริหารของรัฐ เศรษฐกิจ
หรือการแทรกแซงอื่น
เนื่องจากการทำหน้าที่ทางกฎหมายตามมาตราฐานและศีลธรรม


http://www.go6tv.com/2011/10/blog-post_01.html

เขียนให้อากง SMS ทนาย และกองเชียร์ (ขี้เกียจตั้งชื่อ)

ที่มา thaifreenews

โดย Friend-of-Red


30 กันยายน 2554 ณ ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญารัชดาผมบอกตัวเองว่าถ้านานๆ ได้ร้องไห้กับเรื่องราวของคนอื่นบ้างอาจทำให้ชีวิตตัวเองชุ่มชื้นมากขึ้น เวลาดูหนังซึ้งๆ เราก็ร้องไห้ได้ ดังนั้น หากเป็นเรื่องจริงที่หนักหนากว่าในหนังมากปรากฏอยู่ตรงหน้า การเสียน้ำตาบ้างคงไม่ตุ๊ดเกินไป

ผมติดตามคดี “อากง SMS” มาสักระยะในฐานะที่เป็นคดีมาตรา 112 ที่ดราม่าที่สุดคดีหนึ่ง ซึ่งผมมักจะใช้เล่ายกตัวอย่างให้กับคนที่ไม่เข้าใจปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย อาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ได้ฟัง

คนที่ เราเรียกว่า “อากง” หรือ นายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) ถูกจับเมื่อกลางปี 2553 หลังเหตุการณ์การชุมนุมของเสื้อแดงได้ไม่นาน เป็นคดีผลงานคดีเดียวที่ตำรวจไล่จับตามที่อ้างว่าพวกเสื้อแดงมีขบวนการ หมิ่นฯ ล้มล้างสถาบันฯ และออกแถลงข่าวใหญ่โต ข้อหาคือการส่งSMS เข้ามือถือเลขาฯนายกรัฐมนตรี เป็นข้อความผิดกฎหมาย 4 ข้อความ ซึ่งแอบดูมาเห็นว่าหนักทีเดียว เป็นข้อความที่แรงและหยาบคายที่สุดสำหรับการฟ้องร้องคดีหมิ่นฯ ทั้งในยุคนี้และยุคก่อน

คดีนี้มีชื่อเสียง นอกจากจะเพราะตำรวจแถลงข่าวใหญ่โตแล้ว ยังมีเรื่องราวเป็นนัยน่าสนใจมากมายเพราะอากงเป็นคนแก่ที่ไม่ได้ถนัด เทคโนโลยี แกบอกว่าแกไม่เคยส่ง SMS แกส่งไม่เป็น อากงไม่ได้ประกันตัว แกมีโรคประจำตัวและแกก็เครียดจนไม่สบายหนักในช่วงที่โดนจับใหม่ๆ งานของผมบังคับให้ผมต้องติดตามคดีนี้ ทั้งที่หากผมประกอบอาชีพอื่นและนอนดูทีวีอยู่บ้านผมก็อาจจะนึกสาปแช่งอากงไป แล้ว ไม่ต่างจากที่หลายๆ คนอาจเคยทำ


ผมไม่เคยรู้จักอากงมาก่อน รู้ตามสื่อว่าแกเคยไปชุมนุมกับเสื้อแดง และเสื้อเหลืองแกก็ไปร่วมกับเขาเหมือนกัน ผมเคยเข้าเยี่ยมอากงในคุก 1 ครั้ง ไปกับคนอื่นแบบไม่ได้ตั้งใจ คุยกับอากงไม่กี่คำก็สามารถเชื่อเหมือนที่หลายๆ คนเชื่อได้ ผมเห็นอากงซึ่งเป็นคนแก่ อายุ 61 ปี แม้จะไล่ๆ กับแม่ผม แต่แกดูแก่มาก เดินช้า หลังค่อม ผมขาว สายตาฝ้าฟาง พูดจาสุภาพกับทุกคน พูดภาษาไทยไม่ชัดติดสำเนียงจีน แกเหมือนชาวบ้านที่ใส่ซื่อ ยากจนและหวาดกลัว แกยิ้มแย้มอย่างมีกำลังใจเสมอเมื่อพบคนที่มาเยี่ยม แต่ข่าวทุกสายบอกว่าอากงไม่สบายและก็แอบนอนร้องไห้บ่อยๆ ในห้องกรง

อา กงไม่รู้เรื่องอะไรเลย แกบอกว่าไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งข้อความ ไม่รู้ว่าทำไมตำรวจมีหลักฐานทางคอมพิวเตอร์โยงมายังมือถือของแกได้ ไม่รู้จักเบอร์โทรศัพท์ที่ส่งถึง ไม่รู้ๆๆๆๆ รู้แต่ว่าไม่ได้ทำ ทีมทนายความก็ไม่รู้จะตั้งประเด็นในการต่อสู้คดีอย่างไร ที่จริงทีมทนายไม่รู้ด้วยว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร อัยการก็ไม่รู้ ตำรวจที่มาเบิกความก็ไม่รู้ ศาลก็ไม่รู้ ผมเองก็ไม่รู้ ... แต่เรารู้ว่าต่อให้แกทำจริง ก็เป็นการเกินไปที่คนอย่างแกต้องเผชิญหน้ากับโทษจำคุกสูงสุดหกสิบปีเพียง ลำพัง

หลังอัยการส่งฟ้อง ศาลอ่านข้อความที่ถูกฟ้องแล้วคงรู้สึกไม่ต่างจากคนไทยหลายต่อหลายคนจึงสั่ง ไม่ให้ประกันตัว อากงนอนอยู่ในห้องขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รวมแล้วเกือบหนึ่งปี ก่อนจะได้รับการพิจารณาความถูกผิด และในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน 2554 สายตาจำนวนมากก็จดจ้องมาที่บัลลังก์พิจารณาคดีของศาลอาญา

ตามบันทึก การประชุม ในฐานะสมาชิกเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนผมอยู่ในคดีนี้ด้วย แต่ไม่ได้รับผิดชอบเต็มๆ ผมเพิ่งได้เข้าร่วมประชุมกับทีมทนายความในช่วงใกล้ๆ วันสืบพยานทำให้เห็นว่างานนี้ไม่ง่าย หลายคนอาจรู้สึกว่าคดีนี้ไร้สาระทีเดียว เพราะไม่มีทางมีใครเห็นอากงหยิบโทรศัพท์มากดส่ง SMS ไปเบอร์นั้นเบอร์นี้ แต่เมื่อตำรวจนำส่งหลักฐานเป็นข้อมูลการใช้โทรศัพท์จากผู้ให้บริการ ขณะที่อากงก็ไม่รู้อย่างเดียว ไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้เพื่อต่อสู้ ไม่มีนิทานชักใยถึงตัวผู้กระทำผิดจริงมาบอกศาล คดีนี้จึงหินโคตรๆ

ทนาย ความอายุน้อยทั้งสามคนที่มีแต่ใจไม่มีความรู้อะไรพยายามเปิดประเด็นต่อสู้ เรื่องหลักฐานทางเทคโนโลยีในวันแรกๆ แต่ก็โดนตอกกลับจากพยานฝั่งโจทก์ซึ่งเป็นคนจากDTAC True และตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่เตรียมกันมาอย่างดี ประกอบกับเมื่อผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้ยินว่าเป็นคดีหมิ่นฯ ก็ไม่มีใครกล้ามาเบิกความเป็นพยานเข้าข้างจำเลย พยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดที่ฝั่งจำเลยมีอยู่ คือ ตัวอากงเอง บุคลิกสุภาพ ยิ้มแย้มกับความใสซื่อของคนแก่ที่สุขภาพไม่แข็งแรงอาจเป็นสิ่งเดียวที่ยืน ยันได้ว่า แกทำความผิดที่ร้ายแรงขนาดนี้หรือไม่

30 กันยายน 2554 ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญารัชดา เวลา 9.00 น. เป็นวันที่อากงจะขึ้นเบิกความต่อศาลเอง หลังจากที่พยานหลักฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีและกระบวนการสืบสวนที่อากงฟังไม่ เข้าใจได้ถูกนำสืบไปหมดแล้ว

ผมรู้ว่าผมเป็นคนอินกับอะไรค่อนข้างง่าย และก็ชอบ dramaticise ข้อเท็จจริงให้ emotional มากขึ้น แต่เรื่องราวของคดีนี้มันดราม่ามาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และก็ดราม่าในวันสืบพยานทุกวันที่อากงแกจะนั่งมองศาลอย่างเหม่อลอย และร้องไห้กอดกับหลานๆ ก่อนถูกนำตัวกลับเรือนจำ

วันนี้ กองเชียร์เข้ามาเต็มห้อง ส่วนหนึ่งเป็นนักกฎหมายสิทธิเพื่อนๆ ทีมทนาย ส่วนหนึ่งเป็นนักข่าว ส่วนหนึ่งเป็นคนเสื้อแดงที่ไม่ได้รู้จักอะไรกับอากงมาก่อน ป๊าอุ๊ ภรรยาสุดรักที่อากงเรียกว่า “แฟนผม” และหลานๆ 4-5 คนที่อากงเลี้ยงมาเองกับมือ

อากงเริ่มเรื่องให้มันดราม่าตอนที่สาบาน ตัว และแกมองไม่เห็นแผ่นคำสาบานจึงต้องให้ทนายอ่านให้ เมื่อศาลถามชื่อ ที่อยู่ และถามอาชีพ แกก็ตอบเต็มปากเต็มคำ “เลี้ยงหลานครับ” สร้างเสียงฮาปนสะเทือนใจให้กับกองเชียร์ ก่อนแกอธิบายว่าเคยขับรถขนส่งแต่สุขภาพไม่ดีเลิกทำงานมาสิบกว่าปีแล้ว จึงมีหน้าที่เลี้ยงหลาน ไปส่ง ไปรับ ไปโรงเรียน

อากงตอบคำถามอย่าง ฉะฉาน ด้วยสำเนียงไทยปนจีน เล่าถึงชีวิตประจำวันแก ประวัติการใช้มือถือ เมื่อถามว่าบ้านที่แกอยู่เป็นยังไง คือ ทนายตั้งใจจะให้บอกว่าอยู่กันหลายคน แกก็มองรอบๆ ทำหน้างงๆ แล้วตอบว่า “ประมาณครึ่งนึงของห้องนี้” (ห้องพิจารณาคดี 801) พร้อมทำมือประกอบ

ทนายความถามแกไปตามสูตรที่เตรียมมา ถามว่ากรณีที่ถูกฟ้องนี้แกทำจริงหรือเปล่า
“ผมไม่ได้ทำครับ” อากงเงยหน้ามองศาล พูดอย่างฉะฉาน

ทนายความถามว่าเบอร์โทรศัพท์ของเลขาฯนายกนี้อากงรู้ไหมว่าเป็นเบอร์ของใคร
“ผมไม่รู้ครับ” อากงตอบฉะฉานเช่นเดิม

แล้ว ทนายก็มีคำถามที่เราไม่ได้เตรียมร่วมกันมาก่อน โดยเอาข้อความที่ถูกฟ้อง ซึ่งเป็นถ้อยคำหยาบคายมาเปิดให้แกดู ทนายพูนสุข ถามอากงว่า “พยานเห็นข้อความนี้แล้วรู้สึกอย่างไร”

อากงตอบไม่ฉะฉานแล้ว เสียงแกสั่นเครือ “ผมเสียใจมากครับ ... ก็เค้าด่าในหลวง” มองจากข้างหลังเห็นคอแกแดงก่ำ แกร้องไห้ นาทีนั้นทั้งห้องเงียบกริบ

ทนายบอกว่า ใจเย็นๆ ค่ะ แล้วพยานมีความรู้สึกอย่างไรต่อในหลวงคะ?

“ผมรักในหลวงครับ” อากงยังร้องไห้อยู่ ตอบเต็มปากเต็มคำอย่างช้าๆ

หลัง จากนั้นอากงยังเล่าให้ศาลฟังว่า ตอนในหลวงป่วยก็ไปเยี่ยมที่ศิริราช เคยไปลงนามถวายพระพร ไปร่วมงานเฉลิม และ “งานที่วางดอกไม้จันทร์ ผมก็ไป” อากงเสียใจมากที่ถูกฟ้องคดีนี้เพราะอากงรักในหลวง ตลอดการกล่าวถึงประวัติของแกกับสถาบันฯ คนแก่อายุ 61 ยังคงร้องไห้ต่อหน้าบัลลังก์ศาลและต่อหน้าทุกคน ถ้าอากงกำลังโกหก นักแสดงฮอลลีวู้ดรางวัลออสการ์คงต้องกลับมาให้อากงสอนใหม่

ผมเห็นสี หน้าของศาลอ่อนโยนลงบ้าง ศาลผู้หญิงยกมือขึ้นปิดปาก อัยการรุ่นใหม่ 3 คนที่ก่อนหน้านี้ยังทำเสียงดุขู่ทนายจำเลยนั่งซุบซิบกันด้วยแววตาที่บ่งบอก ถึงความเป็นมนุษย์ ช่วงระยะเวลาหนึ่งผมเริ่มบกพร่องในหน้าที่ ตาผมเริ่มฝ้าฟาง สมาธิหลุดและไม่ค่อยได้ฟังการสืบพยาน

“กลั้นเองๆ อย่าเอาทิชชู่เช็ด” พี่หน่อย พรเพ็ญ ที่นั่งติดกันกระซิบบอกผม ขณะที่แกก็นั่งก้มหน้าอยู่เหมือนกัน น้องข้างหลังสะกิดขอทิชชู่ผมสักแผ่นแต่ผมไม่ได้ยิน เพราะผมไม่กล้าหันไปมองกองเชียร์ที่อ่อนไหวข้างหลังนั่น ทนายความหันมายิ้ม ให้กับหมู่กองเชียร์ สักพักน้องอีกคนวิ่งหนีออกไปจัดการความรู้สึกนอกห้องพิจารณา ก้อนความรู้สึกที่พุ่งเข้ามาปะทะกับความเป็นมนุษย์ของคนกว่า 30 ชีวิตในนาทีนั้นคงไม่ต่างกัน

อากงเบิกความจบอย่างรวดเร็วมาก เพราะไม่ได้มีประเด็นข้อต่อสู้อะไรนอกจาก “ผมไม่ได้ทำครับ”
และ “ผมไม่รู้ครับ” อากงลุกขึ้นยกมือไหว้ศาลทั้งสามคนที่อายุรวมกันแล้วคงไม่มากกว่าอายุของแก นัก บอกว่า “ขอบคุณมากครับ” แกยังเชื่อมั่นของแกเสมอ หลานๆ วิ่งเข้าไปคุกเข่ากอดอากง (ในห้องพิจารณาคดีถ่ายรูปไม่ได้) ศาลนัดฟังคำพิพากษา 23 พฤศจิกายนนี้

ก่อนเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะพาอา กงขึ้นรถกลับไปยังเรือนจำ อากงเดินเข้าไปไหว้ลาอัยการอายุรุ่นราวคราวลูก บอกว่า “ขอบคุณครับ ขอบคุณมากครับ” อากงยกมือไหว้กองเชียร์ที่ไม่เคยรู้จักกัน ไหว้ผมด้วย ป๊าอุ๊ก็ไหว้ผม ก่อนอากงจะเดินอย่างเชื่องช้าไปไหว้ทนายทั้งสามคนที่อายุรวมกันแล้วคงไม่ มากกว่าอายุของแกนักเช่นกัน

หลานๆ เดินไปส่งแกถึงประตูทางลงไปยังห้องขังใต้ถุนศาล ผมแอบถ่ายรูปไว้ เพื่อให้ดราม่าเพิ่มขึ้น



ปริศนา ของคดีนี้ยังไม่มีใครรู้ความจริง ใครเป็นคนส่งข้อความ? ส่งทำไม? และทำไมหลักฐานถึงโยงมาว่าเป็นอากง? ทนายความได้ใช้ความเป็นมนุษย์เข้าต่อสู้กับหลักฐานทางคอมพิวเตอร์อย่างดีที่ สุดแล้ว มีคนคนเดียวที่รู้คำตอบนี้นั่นคือ ตัวอากงเอง และวันนี้อากงได้ใช้โอกาสเดียวที่มีบอกความจริงกับโลกแล้ว

http://blogazine.in.th/blogs/groomgrim/post/3310