ที่มา thaifreenews
โดย ขวดเปล่า
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, October 2, 2011
ปากคำ"บ่อนไก่" ที่นี่15ศพ"พค.เลือด"
ที่มา ข่าวสด
วิภาวี จุฬามณี
เมื่อ พูดถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 หลายคนนึกถึงย่านราชประสงค์ วัดปทุมวนาราม สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน และแยกคอกวัว
แต่ถ้าสำรวจความเสียหาย และความสูญเสียกันจริงๆ แล้ว จะพบอีกพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ ที่เจ้าหน้าที่ปะทะกับประชาชน ได้แก่ "ย่านบ่อนไก่-พระราม 4" ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าด่าน ก่อนจะผ่านไปยังศูนย์กลางที่ราชประสงค์
ตัวเลขจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 (ศปช.) ระบุว่า การเผชิญหน้าบริเวณนี้ตั้งแต่วันที่ 13-16 พ.ค.2553 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย
ได้แก่ 1.ชาติชาย ชาเหลา คนขับรถแท็กซี่ ถูกยิงที่ศีรษะ 2.นายบุญมี เริ่มสุข ชาวชุมชนบ่อนไก่ ถูกยิงเข้าช่องท้อง 3.นายอินแปลง เทศวงศ์ คนขับรถแท็กซี่ ถูกยิงที่หน้าอก 4.นายเสน่ห์ นิลเหลือง คนขับรถแท็กซี่ อาศัยอยู่แฟลตตำรวจลุมพินี ถูกยิงที่หน้าอก 5.นายมานะ แสนประเสริฐ ชาวชุมชนบ่อนไก่ อาสาสมัครป่อเต็กตึ๊ง ถูกยิงที่ศีรษะ
6.นายวารินทร์ วงศ์สนิท ชาวสมุทรปราการ ถูกยิงด้านหลังทะลุหัวใจ 7.นายพรสวรรค์ นาคะไชย พนักงานโรงแรมย่านสุขุมวิท ถูกยิงเข้าช่องท้อง 8.นายวงศกร แปลงศรี ชาวศรีสะเกษ ถูกยิงที่หน้าอก 9.นายสมชาย พระสุวรรณ ชาวยโสธร ถูกยิงที่ศีรษะ 10.นายวุฒิชัย วราห์คำ ช่างซ่อมรถยนต์ ถูกยิงหลังทะลุท้อง
11.นายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระสกุล คนขับจักรยานยนต์รับจ้าง ถูกยิงใต้ราวนม 12.นายประจวบ ประจวบสุข ถูกยิงเข้าหน้าอก 13.นายเฉลียว ดีรื่นรมย์ พนักงานขับรถถูกยิงใต้ราวนม 14.นายสมัย ทัดแก้ว รปภ.อาศัยอยู่ในชุมชนบ่อนไก่ ถูกยิงเข้าด้านหลัง และ 15.นายสุพรรณ ทุมทอง ชาวศรีสะเกษ ถูกยิงที่ศีรษะ
และต่อไปนี้คือปากคำของชาวแฟลตบ่อนไก่ ผู้เผชิญกับเหตุการณ์ครั้งนั้น และต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
นางนันทพร เริ่มสุข ภรรยา ลุงบุญมี เริ่มสุข ชาวแฟลตบ่อนไก่ ที่ถูกสไนเปอร์ยิงหน้าร้านอาหารระเบียงทอง ถนนพระราม 4 เมื่อบ่ายวันที่ 14 พ.ค.2553 เล่าว่า วันนั้นสามีออกไปกินก๋วยเตี๋ยว เสร็จแล้วจะไปออกกำลังกายที่สวนลุมฯ เห็นเขามุงอะไรกันก็ไปดูด้วย จู่ๆ ก็ถูกยิงที่สีข้าง ทั้งที่กำลังจะเดินกลับบ้าน ไม่รู้เรื่องอะไร กระสุนทะลุลำไส้ รักษาตัวอยู่เกือบ 2 เดือน จึงเสียชีวิต
"เราอยู่ที่นี่มา 30 กว่าปีแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าจะมาปะทะกันแถวนี้ วันที่ลุงบุญมีถูกยิง เป็นวันแรกที่เริ่มปะทะกัน ตอนนั้นคนในซอยยังเดินจับจ่ายใช้สอยกันปกติ สักพักทีวีออกข่าวว่าข้างนอกออกไปไม่ได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. เขาตัดไฟเป็นอาทิตย์ กลางคืนเงียบมาก วัยรุ่นในชุมชนจัดเวรยามช่วยกันดูไม่ให้มีการลักขโมย ขณะที่ทหารก็ตรึงกำลังอยู่ข้างนอก คนที่กลัวเขาก็ออกไปอยู่ที่อื่น แต่เราไม่ไปไหน ข้างในไม่มีเหตุอะไร แต่จะเหม็นควันไปที่เผายางกันปากซอย"
ป้านันทพร บอกว่า หลังสามีเสียชีวิต ต้องมีชีวิตอย่างยากลำบาก บริษัทการเกษตรของสามีที่ศรีสะเกษต้องปิดตัวลง เพราะบริหารงานต่อไม่เป็น จากที่เคยมีรายได้กลายเป็นไม่มี เงินเก็บร่อยหรอลงทุกที ขณะที่ต้องส่งเสียค่าเล่าเรียนให้หลานสาวที่พ่อแม่แยกทางกันอีก
"เราสุขภาพไม่ดี คล้ายกับตรอมใจตั้งแต่ตอนลุงบุญมีเสีย ตอนหลังเห็นเจ้าของแผงขายหมูในแฟลตบ่อนไก่ ลูกเขาก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เหมือนกัน ก็ได้คุยปรับทุกข์กัน ตอนหลังแม่น้องเกด (นางพะเยาว์ ฮัคฮาด) พยาบาลอาสาที่ถูกยิงในวัดปทุมฯ มาชวนไปร่วมเรียกร้องความเป็นธรรม ชวนไปทำกิจกรรม ทำบุญให้ผู้เสียชีวิต เราก็ไปร่วมกับเขาด้วย" นันทพร เล่าถึงการรวมตัวของกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตหลังเหตุการณ์พฤษภาเลือด
เจ้าของแผงขายหมูในแฟลตบ่อนไก่ ที่ป้านันทพรได้อาศัยเป็นเพื่อนปรับทุกข์ คือ นางนารี แสนประเสริฐศรี แม่ของ นายมานะ แสนประเสริฐศรี หรือ "เบิร์ด" อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง วัย 25 ปี ถูกยิงศีรษะ ขณะเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บในซอยงามดูพลี แยกบ่อนไก่ เมื่อค่ำวันที่ 15 พ.ค.2553
นารี บอกว่า อยู่บ่อนไก่มา 20 กว่าปี ไม่ใช่คนเสื้อแดง ไม่เคยไปร่วมชุมนุม ได้แต่นั่งดูผ่านทีวี เพราะอาชีพหาเช้ากินค่ำ ทำให้ไม่มีเวลาว่างจะไปไหน ช่วงที่เกิดเหตุก็ขายหมูอยู่ที่แผง ข้างนอกมีทหารยืนเป็นแถว ตนเองกับเพื่อนแม่ค้าต้องเดินเลาะฝ่ากระสุนไปซื้อของมาขาย เพราะคนนอกไม่กล้าเอาของมาส่งแล้ว
"ฉันสงสัยจังเลยว่าบ่อนไก่ทำอะไรให้ ทำไมเอาทหารมายืนเป็นแถว แล้วก็ถือปืนยิงมาทางนี้ ทั้งๆ ที่ไม่มีเสื้อแดงเลย และราชประสงค์ก็อยู่ห่างกันตั้งเยอะ ไม่จริงว่าตรงนี้เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ราชประสงค์ เพราะทหารยืนกั้นไปหมด ไม่ควรมายิงพวกเรา ไม่มีเสื้อแดงสักคน มีแต่ชาวบ้านทั้งนั้นที่ออกไปดู"
"เหตุการณ์ตอนนั้นน่ากลัวมาก มีข่าวมือที่ 3 จะเผาแฟลต ชาวบ้านก็มานอนอยู่ข้างถนน เอาหินมาขวางไม่ให้ทหาร หรือใครเข้ามา ใครมาก็ช่วยกันเอาไฟฉายส่องดู บางคนก็หนีออกไป ไม่กล้าอยู่ พอเหตุการณ์ยุติ บ้านช่องเละไปหมด หมูที่ตุนไว้ในตู้เย็นหมื่นกว่าบาทเน่าหมด เพราะเขาตัดไฟสิบวัน โต๊ะเพิ่งทำใหม่ ก็โดนแบกไปทำเชื้อฟืน ทำบังเกอร์ เคยเรียกร้องค่าเสียหายจาก กทม. ไปแล้วก็เงียบ" อีกปากคำของผู้สูญเสีย
หลังเหตุการณ์ ป้านารีบอกว่าคนที่ไม่เคยรู้จักกัน ก็มารู้จักกัน เพราะมีคนในครอบครัวเสียชีวิต หรือบาดเจ็บเหมือนกัน เฉพาะที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้มีผู้เสียชีวิต 4-5 ราย คนหนึ่งเป็นอัมพาต นอนป่วยไปไหนไม่ได้มาถึงทุกวันนี้
รวมไปถึง นางอุบลวดี จันทร พี่สาว นายเสน่ห์ นิลเหลือง คนขับแท็กซี่ ที่ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงตัดขั้วหัวใจ หน้าปั๊มน้ำมันปตท. แยกบ่อนไก่ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2553 ร่วมบอกว่า เป็นอาสาสมัครหน่วยสันติวิธีของ น.พ.เหวง โตจิราการ ส่วนน้องชายไม่เคยมาร่วมชุมนุมเลย แต่กลับถูกยิงขณะเดินทางมาหาที่แฟลตตำรวจ สน.ลุมพินี
นางอุบลวดี บอกว่า หลังน้องชายตาย ยังมีระเบิดตกลงมาที่แฟลตนับสิบลูก ลูกหนึ่งตกลงหลังคาลานจอดรถ มีรถเสียหาย 7-8 คัน อีกลูกตกที่ห้องพักชั้น 4 อาคาร 5 มีผู้บาดเจ็บ 3-4 คน
"คนที่สูญเสียเหมือนๆ กัน เราได้รู้จักกันตอนไปเดินเรื่องทวงถามความเป็นธรรม บางคนมาคุยให้ฟังว่า คิดถึงลูกที่ตายไป อยากฝากรัฐบาลใหม่ ทำความจริงให้ปรากฏเสียที รัฐบาลชุดก่อนต้องรับผิดชอบที่มีคนตาย คุณเป็นรัฐบาลอยู่ คุณต้องรับผิดชอบ คนที่ทำให้หลายครอบครัวสูญเสียคนที่รักไป ต้องได้รับการลงโทษเสียที"
นี่คือส่วนหนึ่งในปากคำ และข้อเรียกร้องของชาวบ่อนไก่ผู้สูญเสีย
"ปู"ลุ้นทดสอบ วิกฤตน้ำท่วม
ที่มา ข่าวสด
ประชาชนสังเวยไปแล้วเกือบ 200 ชีวิต พืชผลการเกษตร การปศุสัตว์ บ้านเรือนเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้าน
ไม่นับรวมความเสียหายด้านสุข ภาพร่างกายและจิตใจของผู้ประสบเคราะห์กรรมนับแสนคน ที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเลขได้
ขณะที่วิกฤตภัยธรรมชาติยังไม่มีวี่แววจะยุติ
เพราะ มีข่าวพายุจ่อคิวถล่มไทยไม่หยุดหย่อน จากไห่ถาง มาเนสาต เขื่อนใหญ่ทั่วประเทศปริมาณน้ำไหลเข้าจนเกินลิมิตที่จะรับไว้ได้ ต้องรีบเร่งระบายออก
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณ ภัยเตือนวิกฤต 42 จังหวัดทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ให้ระวังน้ำป่าดินโคลนถล่มอีกหลายระลอก
พื้นที่ ราบลุ่มภาคกลางไล่มาตั้งแต่ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยาแปรสภาพเป็นเมืองบาดาล ลามถึงจังหวัดปริมณฑล ปทุมธานี นนทบุรี
เป็นสัญญาณว่าแม้แต่กรุงเทพ มหานครพื้นที่ไข่แดงของประเทศ ก็อาจจะป้องกันตัวเองจากภัยพิบัติครั้งนี้ไว้ไม่อยู่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงความเสียหายด้านเศรษฐกิจจะยิ่งเพิ่มพูนกว่านี้หลายเท่า ตัว
ดูจากเชียงใหม่เมืองหลวงภาคเหนือเป็นตัวอย่าง น้ำปิงทะลักล้นเข้าท่วมตัวเมืองแค่ 2 วัน เศรษฐกิจเจ๊งพินาศไปแล้วกว่า 5 พันล้าน
บาง จังหวัดคนเฒ่าคนแก่บอกว่าตั้งแต่เกิดมามีครั้งนี้ที่เดือดร้อนหนักที่สุด พื้นที่ไหนไม่เคยท่วมก็ท่วม พื้นที่ไหนเป็นจุดท่วมซ้ำซากครั้งนี้ยิ่งเสียหายหนักเป็นทวีคูณ
การระบายน้ำที่ไปกระทบกับจังหวัดอื่นที่อยู่ติดกันทำให้ความขัดแย้งระหว่างประชาชนมีให้เห็นมากขึ้น
จากวิกฤตอุทกภัยรุนแรงยาวนานและยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด
ซ้ำเติมประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า กลายเป็นคิวแทรกด่วนทดสอบฝีมือรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แบบเต็มๆ
ซึ่ง ยังเป็นอะไรที่วางใจไม่ได้กับผลสำรวจ สวนดุสิตโพลเมื่อปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมา พบประชาชน พึงพอใจสื่อมวลชนในการช่วยเหลือน้ำท่วมมากที่สุด รองลงมาเป็นรัฐบาล น้อยที่สุดคือฝ่ายค้าน
จุดเด่นที่ประชาชนพอใจมากสุด คือภาครัฐและเอกชนต่างให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยได้รวดเร็วมากขึ้น รองลงมาคือการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ อาทิ การบริจาคเงิน อาหาร เสื้อผ้า ของใช้จำเป็น
ความมีน้ำใจของคนไทย การได้รับความช่วยเหลือจากคนไทยด้วยกัน สื่อมวลชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือมาก ทั้งการนำเสนอข่าวสาร การตรวจสอบและพยายามเข้าถึงพื้นที่ถูกตัดขาด
ส่วนคำถามว่าแก้ไขน้ำ ท่วมอย่างไรจึงถูกใจประชาชน ส่วนใหญ่ต้องการให้ชดเชย เยียวยาและฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ประสบภัยไม่ให้เกิดความ เครียดหรือซึมเศร้า
ที่ ยังวางใจไม่ได้ก็เพราะถึงแม้ประชาชนจะค่อนข้างพอใจรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำ ท่วม แต่ก็เป็นการสำรวจเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ขณะที่สถานการณ์แปรเปลี่ยนรุนแรงขึ้นทุกวัน
หากรัฐบาลมัวงุ่มง่ามตามไม่ทันปัญหา ก็เป็นไปได้ว่าคะแนนนิยมอาจลอยหายไปกับสายน้ำ
ต่อ ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สไกป์เข้ามาชี้แนะแนวทางการแก้ปัญหาให้รัฐบาลของน้องสาว แต่ก็เป็นเพียงการบังคับบัญชาจากแดนไกล ไม่ได้สัมผัสปัญหาด้วยตัวเองใกล้ชิด
จึงไม่แปลกที่ผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ยังฝากความหวังไว้ที่แม่ทัพหญิงอย่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
แต่ ทั้งนี้ต้องไม่ลืมความจริงที่ว่ารัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียงเดือนเศษ แต่ต้องมาเจอกับภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาแก้ยากที่สุดปัญหาหนึ่ง
ความขลุกขลักจึงเป็นเรื่องปกติ
อย่างไรก็ตามในยามฉุกละหุกต้องถือว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ตั้งรับได้ไว
อย่าง น้อยเห็นได้จากการนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม หรือศอส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกวันผ่าน วิดีโอคอนเฟอเรนซ์
เร่งรัดงานช่วยเหลือตามแผน 2 พี 2 อาร์ เน้นความรวดเร็วคล่องตัวในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยทั้งในรูปของเงิน ชดเชย และสิ่งของบริจาค
ทั้งยังให้กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุตุฯ ร่วมกันราย งานพยากรณ์อากาศ สัญญาณเตือนภัยต่างๆ และการคำนวณปริมาณน้ำ
แจ้งเตือนประชาชนทุกพื้นที่ก่อนเกิดเหตุอย่างเข้มข้น สร้างคันกั้น น้ำป้องกันเบื้องต้น และอพยพประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย
นายกฯ ยังเปิดวอร์รูมบ้านพิษณุโลก
เรียก ประชุมรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบเกาะติดสถานการณ์ราย จังหวัด เป็นตัวแทนนายกฯ ลงไปนอนค้างคืนในพื้นที่ เพื่อทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ และเยี่ยม เยียนให้กำลังใจประชาชน
เพราะลำพังนายกฯ ไม่สามารถลงตรวจเยี่ยมพื้นที่ได้ครอบคลุมทั้งหมด
นอกจากนี้การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชน ผู้ประสบภัยเป็นอันดับแรก ผลพลอย ได้ก็คือทำให้เกมการเมืองต่างๆ เบาลง
การทำอะไรก็แล้วแต่ที่เป็น การมุ่งเตะตัดขานายกฯ และรัฐบาลตอนนี้ คนทำอาจโดนกระแสตีกลับเอาได้
ขณะ ที่ฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์ต้องเจอกับ "งานเข้า" เต็มไปหมด ไหนจะต้องเคลียร์ตัวเองจากกรณี "กล้องกลวง" ต่อเนื่องปม "เจรจาลับ" กับนายกฯ กัมพูชา
ทั้งยังต้องแบ่งเวลาไปเปิดศึกกับคณะนิติราษฎร์และอัยการสูงสุด ขณะที่คดี 91 ศพเริ่มขยับคืบหน้าใกล้ตัวเข้ามาทุกที
ล่า สุดการโยกย้ายบิ๊กข้าราชการเริ่มทยอยลงตัว โผกองทัพได้รับโปรดเกล้าฯ ลงมาเรียบร้อย นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากเลขาธิการสมช. ไปนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษานายกฯ เต็มตัว
ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง
ส่ง ผลให้รัฐบาลมีสมาธิเต็มที่ในการลุยแก้น้ำท่วม ถ้ายังรักษามาตรฐานระดับนี้ไว้ได้ด้วยการเอาประชาชนและการทำงานเป็นตัวตั้ง โดยไม่สำลักเรื่องทุจริตเสียก่อน
ก็เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถแปรวิกฤตน้ำท่วม เป็นโอกาสทำคะแนนนิยมได้ไม่ยาก
Saturday, October 1, 2011
"นายกฯสอบผ่าน" จัดรายการครั้งแรก
ที่มา Voice TV
การจัดรายการของนายกรัฐมนตรีสามารถเรียกเสียงตอบรับจากประชาชนได้เป็นอย่างดี
การจัดรายการของนายกรัฐมนตรีเพื่อชี้แจงการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนความเห็น กับประชาชน ชื่อ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" ทางสถานีวิทยุการจายเสียงแห่งประเทศไทยครั้งแรกในวันนี้(1 ต.ค. 54) สามารถเรียกเสียงตอบรับจากประชาชนได้เป็นอย่างดี ขณะที่ประชาชนบางรายก็ยังไม่ทราบแม้แต่เวลาออกอากาศ และช่องทางการติดตามรับฟัง
เสียงสะท้อนจากประชาชน ย่านตลาดเทเวศร์ ที่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า แค่เทปแรกก็สอบผ่านแล้ว หลังจากได้ฟังการออกอากาศรายการ“รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน” ที่ดำเนินรายการโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยในวันนี้
ช่วงระหว่างดำเนินรายการวันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงประชาชนเรื่องสถานการณ์อุทกภัยและแนวทางแก้ไขปัญหาตามหลัก 2 พี 2 อาร์ และแนวทางการช่วยเหลือ ที่ได้อนุมัติงบประมาณผ่านกระทรวงต่างๆไปแล้ว อีกทั้งยังกล่าวถึงนโยบายต่างๆที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว ทั้งนโยบายด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก ที่เป็นการกระตุ้นและส่งเสริมเศรษฐกิจ รวมทั้งนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300บาท และ เงินเดือนข้าราชการปริญญาตรี 15000 บาท ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัตไปแล้ว
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึง การสร้างความปรองดองในประเทศว่า รัฐบาลเห็นความสำคัญของเรื่องนี้เนื่องจากเป็นตัวช่วยให้เกิดความเชื่อถือใน การลงทุน พร้อมขอให้ทุกฝ่ายเร่งสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศ ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ และเรื่องยาเสพติดนั้นรัฐบาลจะเร่งแก้ไขและดำเนินการเพื่อนำความสุขกลับคืน ให้ประชาชนในพื้นที่
ขณะที่เสียงสะท้อนจากประชาชนส่วนหนึ่ง ที่พลาดโอกาสการติดตามรายการของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในวันนี้ต่างเรียกร้องให้มี การประชาสัมพันธ์ถึงเวลาการออกอากาศ และช่องทางการรับฟัง พร้อมทั้งต้องการให้มีการจัดรายการทางโทรทัศน์เหมือนรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา เพราะรู้สึกมีความใกล้ชิด และติดตามได้สะดวกมากกว่า
นอกจากขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดีแล้ว ความรอบคอบในสิ่งเล็กน้อยแม้แต่ชื่อรายการก็ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ในขณะที่ออกอากาศนายกรัฐมนตรีแนะนำว่าชื่อ "รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" แต่ด้านสถานีโทรทัศน์ที่เชื่อมต่อสัญญาณออกอากาศกลับขึ้นชื่อ ซ้อนภาพว่า "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ คุยกับประชาชน" นับเป็นความผิดพลาดที่เล็กน้อย ที่อาจกลายเป็นช่องทางถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามได้ง่าย
โจรไซเบอร์! กวาดเงิน 114พันล้านUS/ปี
ที่มา Voice TV
"นอร์ตัน" เผยความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ทั่วโลก มีผู้ตกเป็นเหยื่อกว่า 431ล้านคน มูลค่าความเสียหายสูงกว่าการค้ายาเสพติดในตลาดมืด
"นอร์ตัน" ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและความปลอดภัย เผยผลสำรวจเกี่ยวกับความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งมีมูลค่าเฉลี่ย 114พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากรวมมูลค่าความสูญเสียของผู้ตกเป็นเหยื่อกว่า 431ล้านคนทั่วโลก มูลค่าจำนวนเงินและเวลาที่สูญเสียทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 388พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มูลค่าของอาชญากรรมออนไลน์ทั่วโลกสูงกว่ามูลค่าของการค้าเฮโรอิน โคเคน และกัญชารวมกันในตลาดมืด ซึ่งมีมูลค่า 288พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากผลสำรวจปี 2553 อาชญากรรมออนไลน์ของนอร์ตันระบุว่า มากกว่า 2ใน 3ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นวัยผู้ใหญ่ประมาณ 69%ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ถึง 14คนต่อวินาที ส่งผลให้มีเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์มากกว่า 1ล้านคนทุกวัน ทั้งนี้ ผลสำรวจเกี่ยวกับการป้องกันภัยคุกคามบนอินเทอร์เน็ต ฉบับที่ 16รายงานว่า จำนวนของอุปกรณ์สื่อสารไร้สายที่มีความเสี่ยงต่อภัยคุกคามออนไลน์เพิ่มขึ้น กว่า 42%ในปี 2553เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2552นับเป็นสัญญาณเตือนว่าอาชญากรออนไลน์กำลังพุ่งความสนใจและเป้าหมายมายัง อุปกรณ์สื่อสารไร้สาย
โดยรายงานจำนวนระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์สื่อสารไร้สายใหม่ๆ ที่ได้รับภัยคุกคามเพิ่มขึ้นจาก 115ชนิด ในปี 2552เป็น 163ชนิด ในปี 2553
นอกจากนี้ ผลการศึกษาระบุว่า ผู้ชายอายุระหว่าง 18-31ปี กว่า 80% ที่ใช้อินเทอร์เน็ตจากอุปกรณ์สื่อสารไร้สายมักตกเป็นเหยื่อ โดยทั่วไป ไวรัสในคอมพิวเตอร์และมัลแวร์นับเป็นอาชญากรรมออนไลน์ที่สามารถป้องกันได้ มากที่สุด ซึ่ง 54%ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่าพวกเขามีประสบการณ์ในเรื่องเหล่านี้ ทั้งนี้ อาชญากรรมออนไลน์ต่อมาคือ การหลอกลวงออนไลน์ 11%และข้อความฟิชชิ่ง 10%โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา
ผลสำรวจเกี่ยวกับการป้องกันภัยคุกคามบนอินเทอร์เน็ต ฉบับที่ 16ของนอร์ตัน พบว่ามีซอฟต์แวร์แปลกปลอมที่มีเอกลักษณ์และมีความหลากหลายกว่า 286ล้านชนิด จากปี 2552 ที่มีเพียง 240ล้านชนิด คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 19%อย่างไรก็ตาม จากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียง 16%ที่ติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่อัพเดทล่าสุด
Source : thairath/security.symantec.com (Image)
2012จะมีการล้างโลกจริงหรือ.mp4
ที่มา infocomm1mju
ลวงตาสอนธรรม พระอาจารย์วรงกต วิริยธโร (หลวงตาม้า) วัดถ้ำเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สัมภาษณ์โดย : รศ.ดร.วิทยา ดำรงเกียรติศักดิ์ คณะสารสนเทศและการสื่อสาร
กรุสมบัติ "ครม.-ส.ส." บัญชีการันตีปลอดโกง?
ที่มา มติชน
โดย จำลอง ดอกปิก
การ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อ ป.ป.ช. ทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่ง หรือพ้นจากตำแหน่งแล้วแต่กรณี ภายในกำหนดระยะเวลา เป็นหมวดหนึ่งของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 259
เป็นอีกหนึ่งมาตรการ ในการป้องกัน ตรวจสอบ การฉ้อราษฎร์บังหลวง โทษฐานการไม่ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริง หรือจงใจยื่นข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบนั้นคือ ต้องพ้นจากตำแหน่ง
หรือ ต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งใดในพรรคการเมือง 5 ปี สำหรับในรายผู้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ จะถูกริบทรัพย์สินส่วนเพิ่มตกเป็นของแผ่นดิน
เจตนารมณ์เรื่องนี้นั้น เป็นแนวคิดก้าวหน้าในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอีกระดับขั้น ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นฉบับแรก เพียงแต่ว่าในขั้นตอนปฏิบัติ ไม่สามารถนำฐานข้อมูลนี้มาใช้ตรวจสอบ การฉ้อราษฎร์บังหลวงได้อย่างแท้จริง 10 กว่าปีที่ผ่านมา นำมาใช้เป็นเครื่องมือจับเท็จ-เอาผิดนักการเมืองได้น้อยรายแค่ไม่กี่คน
อุปสรรค นั้นมีหลายข้อ อาทิ แค่ฐานข้อมูลเริ่มแรกที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกรอก และยื่นต่อ ป.ป.ช. แค่นี้ก็ตรวจสอบได้ยากยิ่งว่า เป็นทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริงหรือไม่
จริงในทีนี้ หมายถึงการไม่ได้เข้าไปตรวจเช็กรายละเอียดรายการต่างๆ ที่แสดงไว้ว่า ตรงกับการยื่นไว้หรือไม่ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีทรัพย์สินและหนี้สินอยู่เท่านั้นจริงๆ หรือว่าได้ยักย้ายถ่ายเทนำไปซุกฝากไว้ที่ใดเพื่อไม่ให้ใครรู้ เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ได้มามิชอบหรือไม่
เมื่อ ป.ป.ช.ไม่มีข้อมูลแท้จริง ก็จำเป็นต้องอาศัยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สินที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อยาก) แสดง มีอยู่เท่านั้นจริงๆ ทั้งที่อาจเป็นข้อมูลเท็จเป็นฐานการตรวจสอบ
การบัญญัติให้เปิดเผย ข้อมูลบัญชีทรัพย์สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อสาธารณะแทนการเก็บไว้ ในแฟ้มข้อมูลอย่างเดียวเหมือนในอดีต และจะเปิดดูก็ต่อเมื่อมีผู้ร้องเรียน ด้านหนึ่งก็เพื่อให้ผู้ทราบข้อมูล เบาะแส แจ้งเรื่องการซุกซ่อนอำพรางให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบความมีอยู่จริง และที่มาทรัพย์สินนั้น แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะมีใครล่วงรู้ข้อมูลภายในส่วนบุคคล
โดย เฉพาะข้อมูลนักการเมือง ที่มีวิธีการแยบยล สลับซับซ้อน ในการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน หุ้น เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบความมีอยู่จริง และหรือแม้แต่การหลบเลี่ยงการเสียภาษี
ไม่เพียงทรัพย์สิน อันมีอยู่แล้วเท่านั้น หากทรัพย์สินที่ได้มาใหม่ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ ของหมวดการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในอันที่จะป้องกันและตรวจสอบการฉ้อราษฎร์บังหลวง ด้วยการนำไปเปรียบเทียบกับบัญชีที่ได้แจ้งไว้
ชั้นเชิงการได้มาจาก แหล่งมิชอบก็พัฒนาเทคนิคอีกหลายระดับขั้น จนกระบวนการตรวจสอบเอาผิดตามกฎหมายปกติ ป.ป.ช.หรือฉบับอื่นๆ ไม่อาจจับได้ไล่ทัน และไม่ต้องกล่าวถึงกรณีได้มาแล้วจะตามตรวจสอบพบ นำไปฝากซ่อนไว้แห่งใด จึงอย่าได้หวังว่าจะตรวจสอบพบทรัพย์สินงอกเงย ผิดปกติที่ได้มาโดยมิชอบได้ด้วยวิธีการนี้
นักการเมืองมากหน้าหลายตา มีข่าวพัวพันการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง เบียดบังหาประโยชน์จากงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโจ๋งครึ่ม ใช้ชีวิตประจำวันฟุ้งเฟ้อ หรูหรา ขับรถยนต์ราคาแพงไม่ซ้ำคันซ้ำวัน แต่กลไก ป.ป.ช.ไม่สามารถตรวจสอบ ลงโทษทัณฑ์ได้ ยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งใด ก็ไม่พบรายการที่เพิ่มขึ้น หรือผิดปกติ
นักการเมืองจึงยิ่งย่ามใจ ตัวเลขการทุจริต คอร์รัปชั่นเพิ่มสูงขึ้นทุกปี
ไม่ สามารถป้องกันและตรวจสอบการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ไม่พอ กระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดย ป.ป.ช.นี้ ยังเท่ากับเป็นการฟอกนักการเมือง การันตีเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องอีกต่างหาก
จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องยกเครื่อง ทบทวนคิดหาวิธีการใหม่ ที่คาดหวังผลได้ มากกว่ามาตรการบังคับให้แสดงทรัพย์สิน แบบรวย-จนหลอกๆ
ขรก.เฮเงินเดือนใหม่-ปวช.ได้หมื่นกว่า
ที่มา ข่าวสด
ปรับระบบ กว่า2ล.คน เริ่มมค.55
ข้า ราชการรอเฮ ก.พ.-คลังเคาะแล้วปรับเงินเดือนทั้งระบบ ให้สอดคล้องเงินเดือนใหม่วุฒิปริญญาตรี 15,000 บาท เริ่ม 1 ม.ค.2555 ปวช.ทำงาน 1 ปีภายใน 2 ปี ได้เงินเดือน 10,690 อายุงาน 10 ปี รับ 17,110 ปวส.รับ 12,010 ถึง 19,810 ปริญญาตรีรับ 16,310 ถึง 23,810 ปริญญาโท 18,710 ถึง 26,610 ปริญญาเอก 24,810 ถึง 33,210 โดยปีแรกใช้งบเพิ่มอีก 8 พันล้าน ปีที่ 2 ใช้อีก 15,000 ล้าน เพิ่มเติมจากปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ที่ใช้งบ 18,800 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 29 ก.ย. มีรายงานข่าวเปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และผู้เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต่างๆ เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปร่วมกันถึงการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการที่มีวุฒิปริญญาตรีเข้า ใหม่ เดือนละ 15,000 บาท ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติไปเมื่อ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ที่ประชุมจะนำเสนอแนวทางการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบเข้า สู่การพิจารณาของครม. วันที่ 4 ต.ค.นี้ ซึ่งไม่ใช่การปรับขึ้นแค่ 6% ตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ เพราะการขึ้น 6% เป็นตัวเลขของการปรับขึ้นเงินเดือนทั้งระบบราชการในแต่ละปี
สำหรับ แนวทางการปรับฐานเงินเดือนนั้น ทางก.พ.จะเสนอครม.ปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบในช่วง 2 ปี เริ่ม 1 ม.ค. 2555 เหมือนกับข้าราชการปริญญาตรีเข้าใหม่ คาดว่าปีแรกใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 8,000 ล้านบาท เหตุที่ใช้น้อย เพราะเหลือปีงบประมาณเพียง 9 เดือน ส่วนปีที่ 2 ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีก 15,000 ล้านบาท ตรงนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมจากการปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ที่ใช้งบประมาณ 18,800 ล้านบาท
"ตอนแรกแนวคิดในการปรับ ฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบจะดำเนินการ 4 ปี เหมือนข้าราชการปริญญาตรีเข้าใหม่ แต่จะปรับเปลี่ยนใหม่ให้เหลือ 2 ปี เพื่อให้เห็นผลเร็ว และเป็นการซื้อใจข้าราชการทั้งระบบกว่า 2 ล้านคน แต่การปรับขึ้น 2 ปีจะเป็นภาระงบประมาณมากกว่า หากเป็นการปรับขึ้นในช่วง 4 ปี ปีแรกจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท ปีที่ 2 อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท ปีที่ 3 อยู่ที่ 4,000 ล้านบาท และปีที่ 4 อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท" รายงานข่าวระบุ
สำหรับข้อเสนอการปรับฐานเงินเดือนนี้จะเริ่มตั้งแต่ ข้าราชการวุฒิปวช.-ปริญญาเอก โดยในส่วนข้าราชการวุฒิปวช.ที่มีเงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 6,400 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 14,000 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนสำหรับผู้ทำงานมา 1-3 ปี ในวันที่ 1 ม.ค.2555 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นปีแรกจะได้ปรับขึ้นเงินเดือน 1,200 บาท ในปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,380 บาท ส่วนข้าราชการวุฒิปวช.ที่ทำงานมา 3-4 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,000 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,000 บาท ทำงานมา 5-6 ปี ปีแรกปรับขึ้น 800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 700 บาท ทำงานมา 7-8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 600 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 400 บาท ทำงานมา 9-10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 400 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 100 บาท
รายงานข่าวเปิดเผย อีกว่า ส่วนกลุ่มวุฒิปวส.นั้น เงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 7,670 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 16,710 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนคือ หากทำงานมา 1-2 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,290 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,590 บาท ทำงานมา 3-4 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,000 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,200 บาท ทำงานมา 5-6 ปี ปีแรกปรับขึ้น 800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 900 บาท ทำงานมา 7 ปี ปีแรกปรับขึ้น 600 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท ทำงานมา 8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 400 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 300 บาท ทำงานมา 9-10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 200 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 100 บาท
ส่วน กลุ่มวุฒิปริญญาตรี เงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 9,140 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 19,910 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนคือ หากทำงานมา 1 ปี ปีแรกปรับขึ้น 2,540 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 3,320 บาท ทำงานมา 2-3 ปี ปีแรกปรับขึ้น 2,100 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,800 บาท ทำงานมา 4 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,700 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,300 บาท ทำงานมา 5-6 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,300 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,800 บาท ทำงานมา 7-8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 900 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,300 บาท ทำงานมา 9 ปี ปีแรกปรับขึ้น 500 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 800 บาท ทำงานมา 10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 100 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 300 บาท
สำหรับ กลุ่มวุฒิปริญญาโท เงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 12,600 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 23,110 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนคือ หากทำงานมา 1 ปี ปีแรกปรับขึ้น 2,700 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,300 บาท ทำงานมา 2 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,000 บาท ทำงานมา 3-4 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,500 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,700 บาท ทำงานมา 5 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,200 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,400 บาท ทำงานมา 6 ปี ปีแรกปรับขึ้น 900 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,100 บาท ทำงานมา 7 ปี ปีแรกปรับขึ้น 600 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 900 บาท ทำงานมา 8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 300 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท ทำงานมา 9-10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 100 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 300 บาท
ส่วนกลุ่มวุฒิ ปริญญาเอก เงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 17,010 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 28,110 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนคือ หากทำงานมา 1-2 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,690 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,800 บาท ทำงานมา 3-5 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,200 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,200 บาท ทำงานมา 6-8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท ทำงานมา 9-10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 400 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท
ทั้งนี้หลังจากปรับฐานเงินเดือนในปีที่ 2 แล้วนั้น ข้าราชการเก่าที่จบปวช.ที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 10,690 บาท ส่วนที่ทำงานมา 10 ปี อยู่ที่ 17,110 บาท วุฒิปวส.ที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 12,010 บาท ส่วนที่ทำงานมา 10 ปี จะอยู่ที่ 19,810 บาท วุฒิปริญญาตรีที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 16,310 บาท ส่วนที่ทำงาน 10 ปี จะอยู่ที่ 23,810 บาท
วุฒิปริญญาโท ที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 18,710 บาท ส่วนที่ทำงาน 10 ปี จะอยู่ที่ 26,610 บาท วุฒิปริญญาเอก ที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 24,810 บาท ส่วนที่ทำงาน 10 ปี จะอยู่ที่ 33,210 บาท
ตรวจสอบ"เงินเดือนใหม่ขรก." ปรับระบบกว่า2ล้านคน จบปวช.ได้หมื่นกว่า เริ่มมค.55
ที่มา มติชน
ข้าราชการรอเฮ ก.พ.-คลังเคาะแล้วปรับเงินเดือนทั้งระบบ ให้สอดคล้องเงินเดือนใหม่วุฒิปริญญาตรี 15,000 บาท เริ่ม 1 ม.ค.2555 ปวช.ทำงาน 1 ปีภายใน 2 ปี ได้เงินเดือน 10,690 อายุงาน 10 ปี รับ 17,110 ปวส.รับ 12,010 ถึง 19,810 ปริญญาตรีรับ 16,310 ถึง 23,810 ปริญญาโท 18,710 ถึง 26,610 ปริญญาเอก 24,810 ถึง 33,210 โดยปีแรกใช้งบเพิ่มอีก 8 พันล้าน ปีที่ 2 ใช้อีก 15,000 ล้าน เพิ่มเติมจากปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ที่ใช้งบ 18,800 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2554 มีรายงานข่าวเปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และผู้เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต่างๆ เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปร่วมกันถึงการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการที่มีวุฒิปริญญาตรีเข้า ใหม่ เดือนละ 15,000 บาท ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติไปเมื่อ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ที่ประชุมจะนำเสนอแนวทางการปรับฐานเงินเดือน ข้าราชการทั้งระบบเข้าสู่การพิจารณาของครม. วันที่ 4 ต.ค.นี้ ซึ่งไม่ใช่การปรับขึ้นแค่ 6% ตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ เพราะการขึ้น 6% เป็นตัวเลขของการปรับขึ้นเงินเดือนทั้งระบบราชการในแต่ละปี
"กาย" ลูกชาย มท.1 เล่าเรื่องน้ำตาของ "พ่อ" เทียบ "ทักษิณ-ยงยุทธ" เป็นราชินีคู่นางสนมใน "สตาร์วอร์"
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ สุภาพบุรุษที่เคียงข้างคู่กายของ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้ครอบครองตำแหน่งใหญ่อันดับสอง รองจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คือ "ลูกกาย" ประชาชาติธุรกิจ-สนทนากับลูกไม้ใต้ต้นของ หัวหน้าสำนักพรรคสีแดง ทั้งเรื่องแรงบันดาลใจ และงานใหม่ ไม่ใช่หน้าที่ของ "ลูก" แต่เป็นงานในตำแหน่ง "เลขานุการส่วนตัว" เจ้าของรหัส มท.1 ระหว่างวันที่ "มท.1" รับแขกการเมือง "กาย" ฝึกงานด้วยการเสิร์ฟน้ำชา กาแฟ ตั้งแต่เด็ก ๆ "กาย" ใฝ่ฝันเสมอว่าต้องทำงานการเมือง แต่เขาไม่รู้เลยว่าเส้นทางนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เริ่มต้นจากตรงไหน เพราะตัวเขาไม่อยากมีทางเดินที่ซ้ำรอยกับลูกนักการเมืองคนอื่น มีพ่อเป็นนักการเมือง แล้วลูกก็เดินตามเส้นทางซึ่งพ่อ "กรุยทาง" ไว้ให้ กาย-บอกตัวเองว่า "น่าจะไปเป็นรุ่นน้องของคุณพ่อที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แล้วมันก็เป็นไปตามนั้น มันคงเป็นก้าวแรกที่ผมเริ่มทางการเมือง" ระหว่างที่เป็น "สิงห์ดำ" ตัวใหม่ของคณะรัฐศาสตร์ รุ่น 49 ความฝันทางการเมืองของ "กาย" เริ่มชัดขึ้น หลังเรียนจบระดับปริญญาตรีเขาเดินทางไปเรียนต่อถึงระดับปริญญาเอกด้านปรัชญา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ความเชี่ยวชาญทฤษฎีการเมืองที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีชีวิตไป ๆ กลับ ๆ เมืองไทย ฝรั่งเศส นานถึง 13 ปี ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เขาจึงเห็นว่าประเทศเกิดวิกฤต และเขาคงอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ ชีวิต "กาย" แทรกอยู่ในทุกอณูการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ไทยรักไทย มาสู่ยุคพลังประชาชน กระทั่ง "พ่อ" ขึ้นเป็น "หัว" เพื่อไทย "หลังจากพรรคมีมติเลือกพ่อเป็นหัวหน้าพรรค นาทีนั้นก็เริ่มมีเอกสาร เริ่มทำงาน สถานการณ์บังคับทำให้ผมต้องเริ่มงานกับพ่อทันที จากจุดตั้งใจเดิมกรุยทางทางการเมืองด้วยตัวเอง ผมจึงไม่มีตัวเลือกอื่น จึงต้องมายืนเคียงข้างหัวหน้าพรรคเพื่อไทย" ลูกชาย-หัวหน้าเพื่อไทย ยอมรับว่าช่วงหาเสียงเป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด ลำบากที่สุด เพราะเกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือต่าง ๆ มากมาย ทั้งข่าวทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคเพื่อไทย กายเล่าถึงประสบการณ์ตลอด 2 เดือน ช่วงหาเสียงว่า "สิ่งเดียวที่เห็นช่วงเวลานั้นคือตารางนัดหาเสียง ผมเตรียมแผนหาเสียงไปจนกระทั่งรักษาความปลอดภัยให้กับหัวหน้าพรรค คาดการณ์อะไรไม่ได้ เห็นแต่ตารางนัดและการเดินทาง งานเอกสาร" "วันที่ผมไปส่งคุณพ่อรายงานตัวการเป็น ส.ส.ที่รัฐสภา ตอนนั้นเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง คุณพ่อกระซิบบอกว่าอีกไม่นานพ่อจะมาส่งลูกที่รัฐสภา เพื่อมอบตัวลูกเป็น ส.ส." ตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยและรองนายกรัฐมนตรี ที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" พี่ชายนายกรัฐมนตรีมอบหมาย คือภารกิจของ "พ่อ" ที่ "กาย" และคนการเมืองในพรรค เชื่อว่ามาจากการตอบแทนยามสุขร่วมสุข ยามทุกข์ร่วมต้าน "ตอนที่ท่านยิ่งลักษณ์กระซิบบอกคุณพ่อในที่ลับตาคนว่าจะได้เป็นรัฐมนตรี คุณพ่อร้องไห้ พอท่านยิ่งลักษณ์เห็นก็เข้ามากอดแล้วร้องไห้ตามไปด้วย ทั้งสองคนก็ร้องไห้ด้วยกันทั้งคู่ คุณพ่อเดินลงมากอดผมแล้วเริ่มร้องไห้อีกรอบ บอกว่าพ่อได้เป็นรัฐมนตรี" แม้หลายคนในตระกูล "วิชัยดิษฐ" จะชื่นชมว่าการได้รับตำแหน่งของ "ยงยุทธ" เป็นการสร้างเกียรติประวัติมาให้กับวงศ์ตระกูล แต่ "กาย" กลับมองว่า ไม่ว่าผู้เป็นพ่อจะเป็นเพียงคนขายพวงมาลัย เป็นคนขับรถแท็กซี่ แต่ความภูมิใจที่มีแต่พ่อคนนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกัน แม้หลายคนจะมองว่า "ยงยุทธ" เป็นหัวหน้าพรรคตัวปลอม "ทักษิณ" เป็นตัวจริง และกุมชะตาพรรคเพื่อไทยไว้ทั้งหมด แต่ผู้เป็นลูกคนนี้กลับมองในอีกมุม โดยเปรียบ "ทักษิณ" และพ่อของเขาคือตัวละครในภาพยนตร์อมตะเรื่อง "สตาร์วอร์" "มีตัวละครตัวหนึ่งชื่อ ราชินีอมิดาลา แห่งเมืองนาบู ที่มีนางสนมอยู่คู่กาย เมื่อถึงช่วงวิกฤต ตัวจริงที่เป็นราชินีจะสลับตัวกับนางสนม และนางสนมก็กลายมาเป็นราชินี จนในที่สุดก็ชนะสงครามมาได้ และในภาคที่สองคนที่รับเคราะห์แทนราชินีอมิดาลาตัวจริงก็คือนางสนมที่ปลอม ตัวมานั่นเอง" กายเล่าเรื่องพ่อเทียบกับตัวเอกของสตาร์วอร์ว่า "ในเวลาวิกฤตมันอาจมีการสลับตัวกันอยู่ และยังมีความซับซ้อนอย่างมาก บางทีรัฐมนตรีก็พูดในแบบรัฐมนตรีเองว่าในความเป็นตัวจริงก็มีความเป็นตัว ปลอมอยู่ และในความเป็นตัวปลอมก็ยังมีความเป็นตัวจริงอยู่" "และตัวปลอมในเวลาวิกฤตคำสั่งของหัวหน้าพรรคก็มีความหมาย คนในพรรคก็ปฏิบัติตาม คนในพรรคก็คิดว่าเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริง ยิ่งเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ดังนั้น การที่วิกฤตมีตัวสลับกันได้หลายตัว มันเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะรอดในช่วงเวลาที่วิกฤต คุณยงยุทธคือตัวปลอมที่จะทำให้พ้นวิกฤต" และตัว "กาย" เองก็คือ ตัวสลับของ "ยงยุทธ" เหมือนกับ "อมิดาลา" กับ "นางสนม" แต่สิ่งที่เขาคิดว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเขามากกว่าคำว่า "ตัวสลับ" หรือ "เงา มท. 1" คือคำว่า "ลูกชาย" ในฐานะเลขานุการส่วนตัวของ มท.1 จ็อบดิสคริปชั่นของเขาคือ 1.ทำเพื่อความรักประชาธิปไตย และเพื่อนร่วมอุดมการณ์ 2.ทำทุกอย่างไม่เคยเกี่ยงงาน ตั้งแต่ถ่ายเอกสารไปจนถึงเสิร์ฟน้ำ 3.ถ้าทำแล้วคนอื่นจะเห็นความสามารถ "กาย" เชื่อว่าถ้าทำ 3 ส่วนนี้แล้ว ประชาชน ผู้ร่วมงาน คนอื่น ๆ ก็จะยอมรับและมอบอนาคตให้กับเขาเอง และจะไม่กลัวคำครหาว่าเป็นลูกนักการเมืองอีกคนที่มาเล่นการเมืองบนรอยเท้า ผู้เป็นพ่อ ที่สำคัญหลายคนทักเขาว่าเหมือน "Chris Delivery" พิธีกรรายการภาษาอังกฤษชื่อดัง แม้แต่ "นพดล ปัทมะ" ก็ยังทักทายไว้เช่นนั้น ฉะนั้นอนาคตเขาจึงฝันว่า เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง เขาอยากให้คนที่พบ "Chris" ที่ไหน ก็จะต้องพูดว่าเหมือน "กาย วิชัยดิษฐ" ก่อนจบการสนทนา ผู้สื่อข่าวย้อนถามถึง "คนต้นเรื่อง" ที่เป็นผู้หญิงซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เขาได้เป็น "คนการเมือง" กาย-ไม่ตอบ แต่ส่งรูปถ่ายคู่กับเขาในชุดรับปริญญา พร้อมกล่าวว่า "เธอเป็นโรคที่สถิติ 0.006 ของโลกเขาเป็นกัน เป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันไม่สามารถแยกสิ่งแปลกปลอมภายนอกกับร่างกายตัวเองได้ เม็ดเลือดขาวทำลายสมอง เป็นเจ้าหญิงนิทรา ตัวผมเองทำงานเพื่อตัวเองและส่วนของตัวเธอด้วย สิ่งเดียวที่ผมสามารถทำให้เธอมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปได้ก็คือการได้พูด ถึงและระลึกถึงเขา"
"กาย วิชัยดิษฐ" ลูกชายรองนายกรัฐมนตรี-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ฝันใฝ่ในอาชีพนักการเมืองตั้งแต่เริ่มศึกษาตำรารัฐศาสตร์เล่มแรกใน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กายเล่าว่า "ผมเริ่มเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตกหลุมรักเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ได้แบ่งปันความฝันที่จะทำงานด้านการเมืองแก่ผม ระหว่างที่เราคบกัน ความฝันของเธอก็กลายมาเป็นความฝันของผมไปด้วยว่าผมก็ฝันที่จะทำงานด้านการ เมือง"
งานของ "กาย" ไม่ใช่แค่วอลเปเปอร์ติดตัว "มท.1" แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ตื่น จนถึงเข้านอนพร้อม "พ่อ"
วันที่ได้รับตำแหน่ง "กาย" เห็น "พ่อร้องไห้" ถึง 3 ครั้ง