WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 2, 2011

นิติราษฏร์ ฉบับ ๓๐ จาก อ.สาวตรี สุขศรี

ที่มา Voice TV

นิติราษฏร์ ฉบับ ๓๐ จาก อ.สาวตรี สุขศรี

ดูเหมือนฝุ่นที่ถูกตีกวนจนฟุ้งกระจายจากข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๔ จางหายไปแล้วในสื่อกระแสหลัก บทความจาก นิติราฏร์ ฉบับ ๓๐ อ.สาวตรี สุขศรี

เกริ่นนำ

ดูเหมือนฝุ่นที่ถูกตีกวนจนฟุ้งกระจายจากข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ตั้งแต่วัน ที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๔ จางหายไปแล้วในสื่อกระแสหลัก (ยังมีบางสำนักเท่านั้นที่เล่นต่อไม่ปล่อย เช่น ไทยโพสต์) แต่ถ้าดูให้ดี ๆ จะพบว่าแท้จริงแล้วเรื่องนี้ยังไม่จบ เพียงแต่ถูกย้ายฐานเข้าไปตลบอบอวลอยู่ในเคเบิ้ลทีวี วิทยุชุมชน อินเทอร์เน็ต และเครือข่ายออนไลน์อย่างเฟสบุ๊กหรือทวิตเตอร์ อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นฝุ่นจากเรื่องเดียวกัน แต่เนื้อหาของฝุ่นในสื่อทั้งสองประเภทดูค่อนข้างแตกต่าง ลักษณะการวิพากษ์วิจารณ์ การให้เหตุผล การมีส่วนร่วมของผู้รับสื่อ ราวกับอยู่กันคนละโลก ปรากฏการณ์นิติราษฏร์ครั้งนี้สะท้อนอะไรบ้างเกี่ยวกับสื่อมวลชนไทย

ปรากฎการณ์นิติราษฎร์

คืนวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๔ คณะนิติราษฏร์ ตัดสินใจตั้งโต๊ะแถลงข้อเสนอทางวิชาการ ๔ ข้อ ใน วันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโอกาสที่อีกหนึ่งวันจะครบรอบ ๑ ปีก่อตั้งคณะนิติราษฏร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันรัฐประหารยึดอำนาจจากมือประชาชนเมื่อ ๕ ปีก่อน วัตถุประสงค์เพียงเพื่อสรุปสิ่งที่นิติราษฏร์ทำมาแล้วในรอบปี กับเสนอประเด็นใหม่เพื่อให้เกิดการถกเถียงทางวิชาการ และให้สังคมได้นำไปขบคิดต่อ แต่พลันที่นิติราษฏร์แถลงข้อเสนอออกไป ปฏิกิริยาต่อข้อเสนอดังกล่าวทั้งในสื่อกระแสหลักและสื่อทางเลือกคึกคัก ดุเดือด นอกเหนือความคาดหมายของสมาชิกในกลุ่ม อย่างไรก็ตาม สัปดาห์แรกภายหลังแถลงข้อเสนอ ประเด็นเดียวที่ถูกหยิบจับขึ้นวิพากษ์อย่างร้อนแรงตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็คือ ข้อ ๑ เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

ประเด็นที่ ๑
การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และยังเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ดังต่อไปนี้

๑. ประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และการกระทำใดๆที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๒. ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๓. ประกาศให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อาศัย อำนาจตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข (คปค.) และคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลยุติธรรมที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาที่เกิดจากการเริ่มกระบวนการ โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๔. ประกาศให้เรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นเจ้าหน้าที่ และเรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นศาล ที่เกิดจากการเริ่มเรื่องโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นอันยุติลง

๕. การประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาตามข้อ ๒ และการยุติลงของกระบวนการตามข้อ ๓ ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษหรือการล้างมลทินแก่บุคคลที่ถูก กล่าวหาว่ากระทำความผิด และไม่ใช่เป็นการลบล้างการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิด ดังนั้น หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่ก็สามารถกระทำไปตามกระบวนการทาง กฎหมายปกติได้

๖. เพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมและนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ.

ทั้งพาดหัว และเนื้อข่าวซึ่งมาจากการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่มีต่อข้อเสนอ นักข่าวเขียนเองเชิงรายงานข้อเท็จจริง รวมทั้งบทวิเคราะห์วิจารณ์ของคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ กว่า 80 % เป็นไปในทางโจมตีโดยมีประเด็นหลักร่วมกันว่า คณะนิติราษฏร์เสนอให้ลบล้างความผิดของทักษิณ ชินวัตร ต้องการช่วยคนเพียงคนเดียว และเป็นการรับงาน/รับเงิน ชื่อ นิติราษฏร์ ถูกเปลี่ยนเป็น นิติเรด นิติราด ไปจนถึงนิติทรราชย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ผู้เป็นกำลังหลักในคณะนิติราษฏร์ ถูกเปลี่ยนเป็นวรเรด วรเชษฐา(ของทักษิณ) วรแจ็ค(ผู้ฆ่ายักษ์) กระทั่งวรนุช ภาพลักษณ์ของคณะนิติราษฏร์ซึ่งประกอบด้วยนักกฎหมาย 7 คน กลายเป็นผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านเสื้อแดง กลุ่มก่อความวุ่นวาย ไปจนถึงขบวนการผีอีเม้ย

ไม่ควรต้องปฏิเสธหรือออกมาปัดป้องกันให้วุ่นวายว่า การเสนอข่าวหรือการขายข่าวโดยสื่อมวลชนเช่นนั้น (จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) เป็นการเสนอขายข้อที่ไม่เป็นความจริง หรือถ้าจะโต้ว่านำเสนอข้อเท็จจริงก็เป็นไปอย่างไม่ครบถ้วน หลายกรณีที่สื่อและผู้ให้สัมภาษณ์คิดจินตนาการเอาเองอย่างขาดความเข้าใจ บิดข้อเท็จจริงเพื่อทำให้ข้อเสนอดูสุดโต่งน่ากลัว หากจะกล่าวให้หนัก ก็คือ การใส่ร้ายป้ายสีอย่างลอย ๆ โดยไร้พยานหลักฐาน แน่นอนว่าเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งในทางเนื้อหาข้อเสนอ และทั้งเจตนารมณ์ของคณะนิติราษฏร์ เกิดข้อกังขาทั้งในประเด็นการเมือง และเรื่องส่วนตัว แต่แทบไม่มีพื้นที่ให้ประเด็นในหลักการทางกฎหมาย และการถกเถียงด้วยปัญญา ที่น่าสนใจยิ่ง ก็คือ คำถามต่าง ๆ เกิดขึ้นเสมือนหนึ่งว่าคณะนิติราษฎร์ไม่เคยจัดแถลงและอธิบายรายละเอียดของ ข้อเสนอมาก่อนเลย หรือมิเช่นนั้นก็เสมือนผู้ตั้งคำถาม คนให้สัมภาษณ์ คนเขียนข่าว คอลัมนิสต์ไม่ได้อ่านข้อเสนอของนิติราษฏร์ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว ในประเด็นที่สงสัย

การพร้อมใจกันเสนอข่าวโจมตีไปในแนวเดียวกันในช่วงสัปดาห์แรก ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคมไทยมากอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน มีบุคคลและองค์กรสาธารณะทั้งในและนอกวงการกฎหมายกระโจนเข้าวิพากษ์คัดค้าน แต่มีเพียงน้อยนิดที่ยืนอยู่บนตรรกหลักการและเหตุผล จนในที่สุดนิติราษฏร์จำเป็นต้องเปิดแถลงข่าวเพื่อตอบคำถามสื่อมวลชนและบรรดาผู้คัดค้านอีก ครั้งในวันอาทิตย์ถัดมา คือวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๔ สัปดาห์หลังจากนั้น สื่อมวลชนจำนวนหนึ่งเสนอข่าวที่มีรายละเอียดของข้อเสนอ และคำอธิบายข้อเสนอครบถ้วนขึ้น แม้สื่อบางสำนักจะยังไม่เปลี่ยนแปลงความคิดเห็นและลักษณะการเสนอข่าวของตน แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าบทวิเคราะห์วิจารณ์ของสื่ออีกหลายสำนักเป็นไปอย่าง มีเหตุมีผล บางสำนักมีท่าทีเปลี่ยนไปจากสัปดาห์แรกอย่างชัดเจนราวเหวกับฟ้า (ตัวอย่างเช่น เดลินิวส์) (ดูปฏิริยาต่อข้อเสนอนิติราษฏร์ที่ "นิติราษฏร์ Effect - ปฏิกิริยาต่อข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฏร์" ของเว็บไซท์ http://www.siamintelligence.com)

แม้ว่าในท้ายที่สุด ด้วยเหตุแห่งการใส่สีกวนตีประเด็นโดยสื่อมวลชน จะยังผลให้แนวคิดสำคัญที่ว่าด้วย "การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร" ซึ่ง เป็นเรื่องใหม่และยังไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย เป็นที่รับรู้และสนใจในวงกว้าง เป็นคุณูปการต่อประชาชนและต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์เอง แม้ผลจากการแถลงข่าวครั้งที่สองของนิติราษฏร์จะทำให้เกิดบรรยากาศแห่งการถก เถียงที่เป็นวิชาการยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนเข้าใจข้อเสนอได้ถูกต้องขึ้น ก็ตาม แต่อันที่จริงแล้วการแถลงข่าวครั้งที่สองของนิติราษฏร์คงไม่จำเป็นต้องเกิด ขึ้นเลย ประชาชนทั่วไปน่าจะเข้าใจข้อเสนอได้ตั้งแต่ครั้งแรก หากสื่อมวลชนไทยทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้น

สื่อมวลชน อำนาจที่สี่แห่งรัฐสมัยใหม่ !

อาจกล่าวได้ว่า นอกเหนือจากสามอำนาจหลักในหลักการแบ่งแยกอำนาจ กล่าวคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แล้ว สื่อ เปรียบเสมือนอำนาจที่สี่ แห่งรัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐในยุคข้อมูลข่าวสาร (ผู้เขียนตั้งใจไม่ใช้ว่า สื่อ คือ "ฐานันดรที่ 4" เพราะเป็นคนละกรณีกัน เรื่องฐานันดรเป็นการพูดถึงสื่อที่เน้นไปในเชิงกลุ่มที่มีอภิสิทธิ์ เพิ่มเติมจาก 3 ฐานันดรเดิม คือ กษัตริย์ ศาสนา และรัฐสภา) หากเราให้คำนิยาม "สื่อ" หรือ Media ว่า หมายถึง การส่งสาร หรือข้อมูลใด ๆ สู่มวลชนโดยไม่จำเพาะเจาะจง ไม่จำกัดรูปแบบของสารที่ส่ง ตัวหนังสือ ภาพ และ/หรือ เสียง รวมทั้งไม่สำคัญว่าตัวรับ-ตัวส่งมีหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ควรต้องกล่าวว่า "สถานะความเป็นอำนาจที่สี่" ของสื่อ เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง มิใช่เพิ่งเกิดในยุคมิลเลนเนี่ยมที่ได้เครื่องมือชิ้นใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ กับอินเทอร์เน็ตมาช่วยกระจายข้อมูลข่าวสาร

ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า นานมาแล้วที่หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ไม่ได้ทำเฉพาะหน้าที่พื้น ๆ อย่างการเป็น "ตัวกลาง" ในการส่งผ่าน (Medium) "ข้อเท็จจริง" หรือ "ความเห็นของผู้อื่น" สู่ประชาชน เท่านั้น แต่มันยังเป็น "ตัวจักร" (Factor) สำคัญที่มีอิทธิพลต่อความคิดเห็นของประชาชน กระทั่งเป็น "ตัวสร้าง" อุดมการณ์ ความคิดเห็นของประชาชนให้เกิดขึ้น (ในทางหนึ่งทางใด) เสียเอง ถ้าว่ากันที่เรื่องทางการเมืองการปกครอง สื่อเป็นทั้งตัวเชื่อมโยงประชาชนกับอำนาจรัฐ และทั้งตัว "ถ่วงดุล" อำนาจ รัฐทั้งสาม และด้วยพลังอำนาจ และความทรงประสิทธิภาพของสื่อเช่นนี้เอง ในด้านหนึ่ง สื่อจึงไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือ หรือตกอยู่ภายใต้ "อำนาจรัฐ" ทั้งปวง รวมทั้งของ "อำนาจอื่น ๆ" ในรัฐ (เช่น ทุน, ความจงรักภักดี ฯลฯ) และถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมี "กฎหมาย" คุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ควรมีเครื่องมือในการ "ตรวจสอบ" บทบาทและการทำหน้าที่ของสื่อ

เสรีภาพสื่อ คือ เสรีภาพประชาชน ?

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาการเรียกร้อง "เสรีภาพ" ในเรื่องที่เกี่ยวกับสื่อที่เกิดขึ้นในเมืองไทย จำนวนมากมักเป็นการเรียกร้องความคุ้มครองจากรัฐ โดยอาศัย "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร" (Freedom of Speech and Information) เป็นมูลฐาน ซึ่งถือเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" เป็นกรณีที่ "ประชาชนสู้กับอำนาจรัฐ" ไม่ ให้รัฐปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร หรือทำลายพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น (หลายครั้งที่คนทำสื่อเองก็เข้ามาเรียกร้องในเหตุผลนี้ แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่งไม่ใช่ในฐานะคนทำสื่อ) และโดย "สถานภาพแห่งตัวมันเอง" ที่เป็นถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน รัฐจึงมีหน้าที่ต้องให้ "ความคุ้มครอง" แก่ประชาชนในเรื่องนี้เสมอ ลักษณะการเรียกร้องเช่นนี้ อันที่จริงแล้วจะแตกต่างจากกรณีของการเรียกร้องโดยอาศัยเหตุผลในเรื่อง "เสรีภาพสื่อ"(Freedom of the Press) มาเป็นฐาน เพราะเป็นเรื่องระหว่าง สื่อหรือคนทำงานสื่อสู้กับอำนาจรัฐ (หรือ อำนาจอื่นใด) เป็นการต่อสู้เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องทำงานด้วยเจตจำนงค์ที่ไม่เป็นอิสระ ตัวอย่าง เช่น การต่อสู้ของไอทีวีในยุคจะถูกควบกลืนโดยรัฐ รวมทั้งการต่อสู้ของ "พนักงาน" ไอทีวีในยุคที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

สิ่งที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเสรีภาพประการแรกกับประการหลัง ก็คือ เสรีภาพประการหลังนี้ ซึ่งอาจเรียกเต็มๆ ว่า"เสรีภาพ (ในการจัดการ) สื่อ (สารสู่มวลชน)" ไม่ ได้มีสถานะเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ที่ต้องได้รับ "ความคุ้มครอง" โดยตัวของมันเอง และอย่างเสมอไป แต่ "ความคุ้มครอง" จะมาพร้อมกับ "การทำหน้าที่" เท่านั้น กล่าวอีกอย่าง ก็คือ "สิ่งที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง" ในกรณีนี้ไม่ใช่ "ตัวสื่อหรือตัวคนทำสื่อ" แต่คุ้มครอง "บทบาทและการทำหน้าที่ของสื่อ" ต่างหาก ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายเบื้องหลังเพื่อให้ "การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน“ ได้รับประกันความเสรีอย่างแท้จริง ได้รับข้อมูลทุกแง่มุม ไม่ถูกปิดบัง หรือต้องถูกบิดเบือนไปเพราะความไม่อิสระของสื่อ หรือเพราะการใช้อำนาจในทางมิชอบของสื่อเอง

ภายใต้แนวคิดเช่นนี้ จึงย่อมเป็นเรื่องเข้าใจได้ว่า สื่อที่ไม่ทำหน้าที่แห่งสื่อที่แท้จริง สื่อที่ไม่มีจรรยาบรรณ นำเสนอความจริงไม่ทั้งหมด บิดเบือนเฉือนข่าว เต้าข่าว มุ่งหมายให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ฯลฯ จึงมีโอกาสถูกตรวจสอบ หรือควรต้องถูกตรวจสอบโดย "ประชาชนผู้รับสื่อ" กรณีที่แย่คือ ถูกจำกัดความคุ้มครองลง หรือกระทั่งถูกลงโทษได้ ทั้งนี้โดยอาศัยมาตรการทางกฎหมาย หรือมาตรการทางสังคม (ไม่ซื้อ ไม่อ่าน ไม่ดู ฯลฯ) เพราะสื่อแบบนี้ แท้ที่จริง ก็คือ ตัวการทำลายเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนเสียเอง ดัง นั้น คำว่า "เสรีภาพสื่อ" ในที่นี้จึงเป็น "ภาพสองมิติ" ที่นอกจากนัยของการ "คุ้มครองสื่อจากอำนาจรัฐ" (สื่อ vs. รัฐ) แล้ว ยังหมายถึง "คุ้มครองผู้รับสื่อจากอำนาจสื่อ" (ประชาชน vs. สื่อ) ด้วย

อย่างไรก็ตาม นับว่าน่าเสียดายที่ในเมืองไทย คำ ๆ นี้มักถูกจำกัดให้แคบ และแสดงให้เห็น หรือเน้นที่ภาพมิติแรกเพียงมิติเดียว คือ การคุ้มครองสื่อจากอำนาจรัฐ เท่านั้น สำหรับประเด็นที่เป็นสาธารณะแล้ว การต่อสู้เพราะมีการ "คุกคามสื่อ" จึงย่อมมีมากกว่า การต่อสู้เพราะ "ถูกสื่อคุกคาม" ซึ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพราะความสับสนระหว่าง สิทธิขั้นพื้นฐาน กับสิทธิของสื่อ คนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่าเหมือนกัน หรือกระทั่งเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่า "สื่อน้ำเน่าหรือสื่อน้ำดี" ก็ล้วนมีระดับความคุ้มครองเท่าเทียมกัน เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน การกล่าวสโลแกน "เสรีภาพสื่อ คือ เสรีภาพของประชาชน" โดย ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม แสดงให้เห็นความปนเปในเรื่องนี้ได้อย่างดี ความสับสนนี้รุนแรงขึ้นอีกในยุค Web 2.0 และ "สื่อพลเมือง" ก่อกำเนิด ทำให้เส้นแบ่งระหว่างประชาชน (คนรับสื่อ) กับสื่อ (คนทำสื่อ) พร่าเลือนไป แต่เอาเข้าจริงแล้ว "สองเสรีภาพ" ที่กล่าวถึงนี้โดยตัวมันเองมีจุดเหลื่อมซ้อนกัน ดังกล่าวไปแล้วว่าถ้าคนทำสื่อไม่มีอิสระ ผลที่เกิดขึ้นก็คือความเสรีในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนถูกกระทบ กระเทือน สุดท้ายมิติที่สองที่ประชาชนเองต้องตรวจสอบสื่อด้วยจึงถูกมองข้ามไป

ประชาชนต้องรู้เท่าทัน และทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของสื่อ

แม้ไม่ใช่ประเด็นหลักในการเรียกร้อง แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนคนไทยจำนวนหนึ่งเริ่มถามหาจรรรยาบรรณของสื่อ อย่างจริงจังมากขึ้น เพราะสื่อของบางสำนักแสดงอิทธิฤทธิ์และอำนาจในทางลบได้แจ่มชัด แต่ปัญหาที่ต้องคิดต่อ ก็คือ จนถึงปัจจุบันประชาชนไทยมีเครื่องมือตรวจสอบการทำงานของสื่อแล้วหรือยัง

รัฐธรรมนูญ เยอรมันบัญญัติหลักความคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดง ความคิดเห็นของประชาชน (Meinungs- und Informationsfreiheit) กับ เสรีภาพสื่อ (Medienfreiheit) ไว้ในมาตราเดียวกัน แต่คนละประโยค นอกจากศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันจะเคยตีความว่า "เสรีภาพสื่อ" หมายรวมทั้ง การคุ้มครองสื่อจากรัฐ และ คุ้มครองประชาชนจากสื่อ แล้ว เยอรมันยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับ (เรียกรวม ๆ ว่า Medienrecht) ที่กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับ "บทบาทและการทำหน้าที่ของสื่อ" ส่วนในกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาเยอรมัน นอกจากบทที่ว่าด้วย การคุ้มครองคนทำงานสื่อจาก "อิทธิพล" ต่าง ๆ (รัฐ, ทุน ฯลฯ) แล้ว ยังมีบทลงโทษที่เกี่ยวกับการทำงานสื่อ อาทิ ห้ามนำหมิ่นประมาทบุคคลอื่น ห้ามนำเสนอข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน ห้ามโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ลัทธิการเมืองหัวรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน (Volksverhetsung) ยั่วยุ ปลุกปั่นความรุนแรง ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้วยการใช้เนื้อหา หรือถ้อยคำที่ชัดเจนในเชิงปฎิปักษ์ หรือโดยอาศัยความแตกต่างกันระหว่าง ความเชื่อ เชื้อชาติ ศาสนา มาว่าร้าย ด่าทอประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยความมุ่งหมายเพื่อสร้างความเกลียดชังกันเองในหมู่ประชาชน หรือเพื่อทำลายสันติภาพในสังคมโดยรวม (มาตรา ๑๓๐ ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน)

ใช่ว่าบทบัญญัติต่าง ๆ ในทำนองเดียวกับที่กล่าวมาจะไม่มีเสียเลยในประเทศไทย แต่ปัญหาคือ เครื่องมือที่มีอยู่ยังดูบิดเบี้ยว ไม่สมบูรณ์สำหรับรัฐประชาธิปไตยปกติ เครื่องมือตรวจสอบไม่ว่าจะเป็น พรบ.จดแจ้งการพิมพ์, พรบ.วิทยุคมนาคม, พรบ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์, พรบ.ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ หรือพรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยส่วนใหญ่ไม่ใช่เครื่องมือของประชาชนเพื่อตรวจสอบการทำงานของสื่อ แต่เป็นเครื่องมือของรัฐในการควบคุมสื่อ กฎหมาย เหล่านี้นอกจากควบคุมในแง่เงื่อนไขการประกอบการ และคุณสมบัติของผู้ประกอบการแล้ว บางฉบับยังก้าวล่วงคุม "เนื้อหา" ในสื่อด้วย รัฐสามารถเซ็นเซอร์ได้ทั้ง "ก่อน" และ "หลัง" การเผยแพร่ รวมทั้งมีบทลงโทษทางอาญากำกับ ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายสื่อสารมวลชน (อย่างน้อย ๆ ก็) ในเยอรมัน ที่กำหนด สิทธิและหน้าที่ของสื่อมวลชนไว้เพียงที่เกี่ยวกับเงื่อนไขการประกอบการ สิทธิการเข้าถึงแหล่งข้อมูล ภาระในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน การต้องเสนอข่าวสารทุกแง่มุม รวมทั้งหลักเกณฑ์ในเรื่องเงินทุนดำเนินการ โฆษณา และจะไม่ก้าวล่วงคุม "เนื้อหา" ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดห้ามรัฐเซ็นเซอร์ "ก่อนการเผยแพร่" (Vorzensur) การเซ็นเซอร์ภายหลังนั้นแม้ทำได้ แต่ก็โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ชัดเจนเท่านั้น บทลงโทษที่เกี่ยวกับ "เนื้อหา" สื่อ จะไปกำหนดในกฎหมายอื่น เช่น แพ่ง พาณิชย์ อาญา ทรัพย์สินทางปัญญา เด็กและเยาวชน จึงเท่ากับเป็นอำนาจและหน้าที่ของประชาชนโดยตรงที่จะต้องคอยถ่วงดุลตรวจสอบ การทำงานของสื่อ แม้กับเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง และเรื่องส่วนรวม โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเองโดยตรงอย่างกรณีของการถูกหมิ่นประมาท

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ประเทศไทยจะมีมาตรา ๑๑๕, ๑๑๖ และ ๑๑๗ ประมวลกฎหมายอาญา กำหนดความผิดที่เกี่ยวกับสื่อ คือ การกระทำด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด ในลักษณะยุยง ปลุกปั่นประชาชน ตำรวจ ทหาร แต่บทบัญญัติเหล่านี้ล้วนมีขึ้นเพื่อป้องกัน "ความกระด้างกระเดื่องของประชาชน" ที่อาจมีผลเสียต่อ "อำนาจรัฐ" เองทั้งสิ้น หาใช่มุ่งหมายคุ้มครอง "สันติภาพ" ในหมู่ประชาชนด้วยกันเองโดยตรงไม่ (ต่างจากเยอรมัน) ถ้อยคำหรือบทบัญญัตห้ามพูดจาบิดเบือน เร้าความรุนแรง ยุยงให้ประชาชนตั้งกลุ่มเกลียดชังต่อสู้กันเอง จึงไม่ปรากฎให้เห็น หรือมิเช่นนั้นก็สร้างบทบัญญัติคุ้มครองบุคคลจนเกิน "หลักความพอสมควรแก่เหตุ" (ตามมาตรา ๒๙ รัฐธรรมนูญแ่ห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐) อย่างมาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา ที่กำลังเป็นปัญหาถกเถียงกันอยู่

ตรวจสอบสื่อ ตรวจสอบความเป็นกลางทางการเมือง ?

อาจเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้และยังไม่ยุติ แต่โดยส่วนตัว ผู้เขียนเห็นว่า “ความเป็นกลางทางการเมือง” ไม่เคยมีอยู่จริงในสังคมไทย ทั้งนี้ไม่ว่าในวงการใดก็ตาม รวมทั้งวงการสื่อสารมวลชน และไม่ว่าสื่อพลเมือง หรือสื่ออาชีพ เพียงแต่วงการเหล่านั้นจะยอมรับความจริงในเรื่องนี้หรือไม่เท่านั้น การพาดหัวข่าว การเขียนข่าว คำถามที่ใช้สัมภาษณ์แหล่งข่าว การวิเคราะห์ข่าว แม้กระทั่งการวาดการ์ตูน หากพิจารณาให้ดีย่อมแสดงถึงแนวคิด ทัศนคติที่มีต่อโลกและสังคม และอุดมการณ์ทางการเมืองของตัวผู้นำเสนอ

คงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก หรืออาจทำไม่ได้เลย ที่ประชาชนทั่วไป นักวิชาการ นักการเมือง บุคคลสาธารณะ รวมทั้งคณะนิติราษฏร์จะเรียกร้อง “ความเป็นกลางทางการเมือง” หรือร้องขอให้บรรดาสื่อปรับเปลี่ยน “อุดมการณ์ทางการเมือง” ของตนเอง แต่น่าจะถือเป็นเรื่องชอบธรรมอย่างเต็มที่ ที่สื่อจะถูกเรียกร้องได้เสมอว่าต้องทำหน้าที่เสนอ “ข้อเท็จจริง” ให้ครบถ้วน ไม่บิดเบือนเฉือนแต่ง จนทำให้ประชาชนผู้รับสื่อเข้าใจผิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่สื่อนั้นเลือกที่จะนำเสนอสู่สาธารณชนแล้ว เพราะนั่นคือการทำหน้าที่รักษาเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยรวม อันเป็นฐานของการได้มาซึ่งเสรีภาพในการนำเสนอข่าวของสื่อ

ปัจจุบัน หากเราเชื่อมั่นในวิจารณญาณของประชาชน การเลือกนำเสนอข่าวสารที่เทน้ำหนักไปยังข้างใดข้างหนึ่งตามอุดมการณ์ทางการ เมืองของสื่อ อาจไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอีกต่อไป ตราบใดที่รัฐเปิดพื้นที่การเสนอข่าวให้กับสื่อของทุก ๆ ฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน และปล่อยให้ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณในการเลือกเอง แต่ย่อมเป็นเรื่องหนักหนาและไม่อาจยอมรับได้หากสื่อเหล่านั้น นอกจากไม่เป็นกลางแล้ว ยังปิดกั้นข้อมูล บิดเบือนข้อเท็จจริง ใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้าม กระทั่งเต้าข่าว หวังสร้างหรือกำหนดทิศทางความคิดเห็นของประชาชนเพื่อบรรลุเป้าหมายของพวกตน และนี่คือประเด็นสำคัญที่สื่อต้องถูกประชาชนตั้งคำถามและปรับเปลี่ยน

มิติในเรื่อง "เสรีภาพสื่อ" โดยมี "ประชาชนเป็นผู้ตรวจสอบสื่อ" (ย้ำว่า ไม่ใช่เรื่อง รัฐตรวจสอบหรือควบคุมสื่อ) นี้น่าจะมีความสำคัญและจำเป็นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในหลายเรื่องของประเทศไทย ทั้งการเมืองการปกครอง การเรียกร้องความเป็นธรรม รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านรัชสมัย จริงอยู่ที่สื่อใหม่อย่างอินเทอร์เน็ต เครือข่ายออนไลน์ วิทยุชุมชน รวมทั้งเคเบิ้ลท้องถิ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งยังช่วยคานอำนาจการนำเสนอข้อมูลข่าวสารโดยสื่อกระแสหลัก หรือสื่อประเภทดั้งเดิมทั้งหลายได้ แต่ก็ยังมิอาจต้านทานแนวคิด อุดมการณ์ที่สื่อกระแสหลักพยายามกำหนดสร้าง หรือยัดเยียดลงสู่สังคมได้ทั้งหมด ปรากฎการณ์ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อีกทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของนิติราษฏร์อย่างไร้เหตุผลในช่วงสัปดาห์ แรก จนนิติราษฏร์กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในคนทุก ๆ กลุ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน (ทั้งที่นิิติราษฏร์ก่อตั้งมาแล้วกว่า ๑ ปี) น่าจะยืนยันได้ว่าสื่อดั้งเดิมยังทรงอิทธิพลอยู่มาก

ปรากฎการณ์นิติราษฏร์ทำให้เห็นปัญหาของสื่อไทยได้ชัดขึ้น

ในงานแถลงข่าวรอบสองของนิติราษฎร์ สื่อจำนวนหนึ่งที่เขียนโจมตีไปในสัปดาห์แรกไม่มาร่วมงาน ไม่มารับฟังข้อมูลที่เป็นจริง และยังตั้งหน้าตั้งตาเขียนข่าวตามความเชื่อของตนต่อไป สื่อจำนวนหนึ่งในงานกล่าวได้น่าเห็นใจว่า ช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยอันต่อเนื่องยาวนาน สื่อถูกรังแก ถูกกระทำจากทุกฝ่ายมาโดยตลอด ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศที่คู่ขัดแย้งมักไม่ลงที่สื่อ แต่ปัญหาก็คือ คำกล่าวนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ “สื่อไม่เคยตรวจสอบการทำหน้าที่ของตัวเอง” หากสอบทานให้ดีเราอาจพบว่า เอาเข้าจริงแล้ว สื่อเมืองไทยเล่นบทผู้ลงมือกระทำให้เกิดความขัดแย้ง เท่ากับหรือเผลอๆ จะมากกว่า บทผู้ถูกรังแก หรือโดนกระทำจากความขัดแย้ง

นับเป็นเรื่องน่าสนใจเมื่อเราพบว่า เส้นทางของขบวนการต่อสู้ของสื่อหัวก้าวหน้าในต่างประเทศแม้ในประเทศใกล้ เคียงอย่าง มาเลเซียและฟิลิปปินส์ คือ การต่อต้านเผด็จการ สู้เพื่อหลักการประชาธิปไตย และช่วยยืนยันสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ขบวนการสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อกระแสหลักในบ้านเราดูเหมือนไม่เป็นแบบนั้น จริงอยู่คงมิอาจเหมารวมได้ว่าสื่อที่ออกข่าวโจมตีข้อเสนอนิติราษฎร์เป็นสื่อ ที่ยินดีหรือเห็นด้วยกับการรัฐประหาร (สื่อบางสำนักแสดงให้เห็นว่าเห็นด้วยกับรัฐประหารจริง) แต่สื่อเหล่านี้ย่อมตกอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยได้ว่าไม่ชัดเจนหรืออาจไม่ เห็นด้วยนักกับแนวทางประชาธิปไตย เหตุใดสื่อรังเกียจและทำท่ารับไม่ได้อย่างออกนอกหน้าต่อการนิรโทษกรรมให้คน ๆ เดียว (ซึ่งไม่ใช่ข้อเสนอของนิติราษฏร์ด้วย แต่สื่อคิดเองเออเอง) ในขณะที่ไม่แสดงอาการเดียดฉันหรือตั้งคำถามต่อการออกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเอง โดยคณะผู้ทำรัฐประหาร ? ด้วยเหตุผลกลใด หรือด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดกัน ที่ทำให้สื่อไม่รู้สึกยินดี หรืออย่างน้อยพยายามทำความเข้าใจกับข้อเสนอที่เสนอให้เอาตัวผู้ทำรัฐประหาร มาลงโทษ แต่กลับตั้งหน้าตั้งตาเบี่ยงประเด็นจนอาจกลายเป็นการช่วยปกป้องคนยึดอำนาจ ประชาชน ?

ข้อเสนอของนิติราษฏร์ในประเด็นลบล้างผลพวงรัฐประหาร วางอยู่บนหลักการที่ไม่ยอมรับการทำรัฐประหารไม่ว่ารัฐประหารนั้นจะเกิดขึ้น แล้ว หรือยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ชัดเจนตั้งแต่การเสนอในครั้งแรกว่า ให้ผลที่สำคัญ ๒ ประการคือ

๑. ทำให้บท “นิรโทษกรรมตัวเอง” ของผู้ก่อรัฐประหารสิ้นผล เป็นโมฆะ เพื่อจะนำคนทำรัฐประหารมาลงโทษตามกฎหมาย ยืนยันว่าเป็นการกระทำความผิดในระบอบประชาธิปไตย และซึ่งแน่นอนการทำเช่นนี้ย่อมให้ผลเป็นการป้องกันการทำรัฐประหารในอนาคตไป ด้วยในตัว

๒. ลบล้างกฎหมาย หรือประกาศที่ออกโดยผู้ทำรัฐประหาร รวมทั้งล้างคำตัดสินของศาลที่เริ่มต้น หรือเกี่ยวพันโดยตรงจากการทำรัฐประหาร เช่น รับคำร้องจากคตส. หรือใช้ประกาศคปค.เป็นฐานในการตัดสิน โดยไม่ใช่การลบล้างความผิด หรือนิรโทษกรรมให้กับใคร ความผิดยังคงอยู่ และเมื่อลบล้างแล้ว ให้เริ่มการพิจารณาความผิดของผู้นั้นใหม่ตามกระบวนการยุติธรรม

แต่เรากลับหาข้อเท็จจริง ๒ ประการนี้ได้ยากยิ่งจากการเสนอข่าวของสื่อทั้งหลายในสัปดาห์แรก ถ้าเราเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร สังคมจะแตกแยกได้อย่างไรหากข้อเสนอของนิติราษฎร์ถูกนำเสนอโดยครบถ้วนต่อ สาธารณชน ไม่ถูกบิด ถูกเฉือน หรือถูกเลือกนำเสนอเพียงบางด้าน ในกรณีที่หนักหนา คือ สิ่งที่ถูกนำเสนอในนามนิติราษฏร์ กลับไม่ใช่สิ่งที่นิติราษฏร์ต้องการนำเสนอ

ด้วยเหตุนี้เอง แม้สื่อบางสำนักจะอ้างว่าตนมีอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่ย่อมไม่อาจหลุดพ้นจากคำตำหนิไปได้ เพราะดูเหมือนพวกเขาไม่ทำการบ้าน ไม่หาข้อมูล ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเสนอข่าว เขียนข่าวมักง่าย ฉาบฉวย เสี้ยมแหล่งข่าว โดยมุ่งหวังขายข่าวหวือหวาน่าติดตามแต่ถ่ายเดียวโดยขาดความรับผิดชอบ และด้วยวิธีการทำงานแบบนี้ของสื่อ สื่อเองใช่หรือไม่ที่กำลังเล่นบทเป็น “ตัวการหรือตัวจักร” ทำให้สังคมแตกแยก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างคนที่เกลียดกลัว กับไม่เกลียดกลัวผีทักษิณ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับข้อเสนอของนิติราษฏร์

ภายหลังการแถลงข่าวรอบที่สองของนิติราษฏร์ เริ่มมีนักวิชาการทั้งด้านกฎหมายและอื่น ๆ แสดงความคิดเห็นแย้งและสนับสนุน แม้จำนวนหนึ่งจะยังคงดึงดันโต้ตอบโดยไร้เหตุผลไม่ต่างอะไรกับเด็กอมมือ แต่ก็มีบางกรณีที่พยายามหาเหตุผลมาเสนอแย้ง บรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนทางวิชาการกระเตื้องขึ้น นักวิชาการทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่งัดข้อกฎหมายขึ้นซัดกันนัวและน่าสนุก แต่สิ่งที่น่าเสียดาย ก็คือ เรื่องราวเหล่านี้ไม่ปรากฎในหน้าสื่อกระแสหลักฉบับที่เคยเขียนโจมตีนิติรา ษณฎร์อีกต่อไปแล้ว มันเป็นเรื่องของโลกออนไลน์ มันเป็นความเคลื่อนไหวในกลุ่มเฟสบุ๊ก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสื่อกระแสหลักไม่สนใจเล่น หรือให้พื้นที่ข่าวกับเรื่องที่เป็นเนื้อหาสาระจริงจัง ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่การดูแคลนศักยภาพของสื่อใหม่ สื่อใหม่อย่างเครือข่ายออนไลน์อาจมีบทบาทในการนัดพบ ขับเคลื่อนประเด็น

คณิตแนะสังคมไทยเปิดใจฟังข้อเสนอนิติราษฎร์

ที่มา Voice TV

คณิตแนะสังคมไทยเปิดใจฟังข้อเสนอนิติราษฎร์

ประธานคอป.ปัดวิจารณ์นิติราษฎร์ อ้างไม่ทราบรายละเอียด ระบุสังคมไทยควรรับฟังความเห็นวิชาการให้มากขึ้น

นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เปิดเผยถึงกรณีที่กลุ่มนิติราษฎร์ได้ออกแถลงการณ์ข้อเสนอเพื่อนำไปสู่ความ ปรองดอง และลบล้างความผิดให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดมากนักว่าทุกข้อเป็นอย่างไร และก็ไม่ได้เป็นนักกฎหมายมหาชน เหมือนนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ หรือกลุ่มนิติราษฏร์ จึงไม่ขอออกความคิดเห็นมากนัก แต่ทราบว่ามีการนำบทเรียนการใช้กฎหมายในลักษณะดังกล่าวจากต่างประเทศ เช่น ประเทศเยอรมันนีมาเพื่อปรับใช้กับในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งก็ควรรับฟังในข้อเสนอของเขา
"สังคมไทยควรจะทำจิตให้ว่าง เปิดใจรับฟังข้อเสนอเหล่านี้ให้มากขึ้น โดยพิจารณาในลักษณะของวิชาการ และรับฟังเหตุและผลของแต่ละฝ่ายให้มากกว่าเดิม ซึ่งคอป.เองก็จะรับฟัง และอาจนำไปปรับใช้เพื่อเป็นแนวทาง ตามข้อเสนอของคอป.ต่อไป"นายคณิตกล่าว
ส่วนที่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรรับจะนำข้อเสนอของคอป.ไปปรับใช้นั้น นายคณิตกล่าวว่าถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะคอป.เองมีการพูดคุย กับคู่ขัดแย้งหลายฝ่าย และได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์เองหลายครั้ง ถ้านำไปใช้บ้างก็อาจเป็นประโยชน์กับสังคมไทย ทั้งนี้ ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้จะมีข้อเสนอส่วนที่สอง ของคอป.ออกมาเสนอต่อสังคมเพิ่มเติม

บันทึกเบื้องหลังภาพชุดเจ๊อยากตาย:ภาพทักษิณในต่างประเทศ คือ ภาพฟ้องแผ่นดินไทยที่ไม่เป็นธรรม

ที่มา Thai E-News

กรี๊ดๆ!เจ๊รับไม่ด๊าย เจ๊อยากตาย เรทติ้งทักษิณอินเตอร์กระชู้ด-ภาพ ชุดชาวต่างประเทศแห่รุมล้อมขอถ่ายรูปกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในประเทศแถบย่านเอเชีย สะท้อนว่าการเพียรสร้างภาพให้ทักษิณเป็นปีศาจร้ายในสายตาของชาวโลก โดยเผด็จการอำมาตย์ล้มเหลวสิ้นเชิง

ที่มา บันทึกจา่กเฟซบุ๊ค Sunai Chulpongsatorn

ต้องขอบคุณเพื่อนๆที่นำภาพท่านนายกฯทักษิณ จาก face book SUNAI ที่บอกเรื่องราวของชาวต่างประเทศที่ชื่นชมกับท่านนายกฯทักษิณส่งไปเผยแพร่ใน เว็บ Thaienews

แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆแต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกของชาวต่างประเทศในระดับชาว บ้านที่เป็นของจริงที่ชาวเว็บคนไทยเราควรจะประสานงานกันเพื่อช่วยกันเผยแพร่ (หากใครไปพบท่านทักษิณเช่นเดียวกับผม) ในมุมมองต่างๆเพราะจะเป็นการช่วยเติมเต็มความเข้าใจของคนไทยด้วยกันต่อตัวท่านทักษิณ

โดยเฉพาะคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกพิษร้ายจากการใส่ร้ายของฝ่าย เผด็จการอำมาตย์ที่ทำกับท่านนายกฯทักษิณ มาตลอด 5 ปี และเป็นสารพิษตกค้างทางสังคมไทย ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกันอันเป็นผลจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

และจากการที่เพื่อนๆได้แสดงความคิดเห็นต่อๆกันมาทำให้ผมเกิดความคิดว่า หากเรามองย้อนหลังเปรียบเทียบอดีตนายกฯและอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารได้กระทำ ผิดก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนชาวไทยถึงขนาดฆ่าหมู่ประชาชน แต่กลับได้รับการอภัยและไม่ถูกตามล้างตามเช็ดจากระบอบเผด็จการอำมาตย์เหมือน อย่างที่ท่านนายกฯทักษิณกำลังประสบอยู่ในขณะนี้


ลองเปรียบเทียบดูไหมครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ : เข้ามาตามครรลองประชาธิปไตยในภาวะที่ประเทศกำลังประสบวิกฤติเศรษฐกิจอย่าง รุนแรง และท่านสามารถแก้วิกฤติได้ แต่ถูกใส่ร้ายว่ามีความผิดร้ายแรงข้อหารับรองสำเนาถูกต้องบัตรประชาชนให้ ภรรยาไปซื้อที่ดินโดยเปิดเผยกลายเป็นเรื่องต้องติดคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญาและประชาธิปัตย์ตามไล่ยึดหนังสือเดินทางอย่างเอาเป็นเอาตายและ ต่อต้านไม่ให้มีการนิรโทษกรรม

พลเอกสนธิ : ทำการยึดอำนาจ ล้มรัฐบาล ฉีกรัฐธรรมนูญ ทำให้บ้านเมืองที่เดินทางมาดีๆเกิดวิกฤติยาวนานมา 5 ปี ถึงวันนี้ ปรากฏว่ามีกฎหมายนิรโทษกรรมให้เรียบร้อย พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยตำหนิเลย และแถมนายอภิสิทธิ์ ยังพูดกับทูตสหรัฐ (หลักฐานในวิกิลีค) ให้การสนับสนุนพลเอกสนธิเสียอีก

พลเอกสุจินดา : ทำการยึดอำนาจ ล้มรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ฉีกรัฐธรรมนูญในนามคณะ ร.ส.ช. (คล้ายๆกับกรณีพลเอกสนธิ ทั้งๆที่บ้านเมืองก็กำลังพัฒนาไปดีๆ) จนกระทั่งนำประเทศไปสู่วิกฤติจนเกิดการฆ่าประชาชนกลางถนนราชดำเนินในเหตุ การณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ก็ปรากฏว่าได้รับการนิรโทษกรรม กลับมาอยู่ในสังคมไทยได้สบายๆ และในเหตุการณ์ขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็ขึ้นเป็นรัฐบาล ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ตามล้างตามเช็ดพลเอกสุจินดาเหมือนที่ทำกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งๆที่มีการฆ่าประชาชนกลางกรุงเทพเช่นกัน

พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ : ทำการรัฐประหารจากการก่อวิกฤติฆ่านักศึกษาประชาชนอย่างโหดร้ายในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็เช่นกัน ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่อภัยได้

จอมพลถนอม–ประภาส : ปกครองบ้านเมืองด้วยอำนาจเผด็จการ คอรัปชั่นกันอย่างโจ่งแจ้ง และฆ่าประชาชนใน เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ทั้งสองจอมพลต้องหนีออกนอกประเทศ หลังจากนั้น ประชาธิปัตย์ก็มาเป็นรัฐบาลโดย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกฯก็ไม่ตามล้างตามเช็ด หรือตามยึดหนังสือเดินทางของจอมพลถนอม-ประภาส เหมือนอย่างที่ทำกับ ท่านทักษิณ และทั้งสองจอมพลก็สามารถกลับประเทศไทยได้โดยไม่ผิดอะไร


ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับกรณีตัวนายอภิสิทธิ์เอง ที่มีส่วนร่วมสำคัญในการร่วม ก่อจลาจลกับกลุ่มพันธมิตรฯโดยการยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล และมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการจุดชนวนสงครามไทย – เขมร เมื่อต้นปีนี้ และมีส่วนร่วมสำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้กับการฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราช ประสงค์แล้วความผิดของนายอภิสิทธิ์รุนแรงอย่างยิ่ง

แต่วันนี้ระบอบเผด็จการอำมาตย์ตัวจริงเสียงจริงยังปกป้องนาย อภิสิทธิ์ไม่มี ใครกล้าแตะต้อง (คล้ายๆกับเหตุการณ์การปกป้องจอมเผด็จการทหารทั้งหลายในอดีต)

เมื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์ทางการเมืองในรอบ 30 กว่าปีมานี้ ก็จะเห็นชัดว่ากรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องการกลั่นแกล้งทางการเมืองกันชัดๆ แต่สุดท้ายประชาชนคือผู้ชี้ความจริงโดยดูจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา

และการแสดงออกของชาวบ้านในต่างประเทศตามหลักฐานรูปที่ผมนำมาแสดง ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆเหตุการณ์ที่ท่านทั้งหลายก็คงจะได้พบเห็นด้วยตัวเองหาก บังเอิญไปพบท่านนายกฯทักษิณ ในต่างประเทศเช่นเดียวกับที่ผมพบเห็น

ท่านนายกฯทักษิณ เป็นวีรบุรุษในสายตาคนต่างประเทศด้วยนั้นเพราะ ข่าววิกฤติจากเผด็จการอำมาตย์ในประเทศไทย และข่าวการที่ท่านทักษิณไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจเผด็จการ นี้เป็นประกายไฟสำคัญที่ชาวโลกชื่นชม เพราะโลกสมัยใหม่เขารับระบอบเผด็จการอำมาตย์ที่ใช้รถถังเป็นเครื่องมือกดขี่ ประชาชนไม่ไหวแล้ว


เมื่อเปรียบเทียบผู้นำประเทศไทยที่กระทำผิดอย่างรุนแรงถึงขั้นฆ่าประชาชนแต่ กลับกลายเป็นเรื่องเล็ก , แต่เรื่องเล็กๆของทักษิณกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ จึงบ่งชี้ชัดเจนว่า “แผ่นดินไทยไม่มีธรรม” เสียแล้ว

ขอให้เพื่อนๆช่วยกันเผยแพร่นะครับ ขอบคุณมากครับ

สุนัย จุลพงศธร

แพร่ผ่านfbอ้างหมอชัยชนบวชวันตาบัวละสังขาร

ที่มา Thai E-News


iรายงานเพิ่มเติม-หลังจากก่อนหน้านี้มีผู้นำภาพถ่ายที่อ้างกันว่าอาจ จะเป็นนายแพทย์ชัยชน โลว์เจริญกุล บวชเป็นพระภิกษุอยู่ในวัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสานออกเผยแพร่ ตอนนี้มีการเผยกับทางเฟซบุ๊คเพิ่มเติมโดยอ้างว่า นายแพทย์ชัยชนได้ตัดสินใจบวชในวันเดียวกับที่หลวงตาพระมหาบัวมรณภาพ พร้อมกับเผยแพร่คำสอนของพระภิกษุชัยชนด้วย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 ตุลาคม 2554

ก่อนหน้านี้ได้มีผู้นำภาพของพระภิกษุรูปหนึ่งออกเผยแพร่ (ดูลิ้งค์) อ้างว่าเป็นนายแพทย์ชัยชน โลว์เจริญกุล บวชเป็นพระภิกษุอยู่ ณ วัดแห่งหนึ่ง ในจังหวัดแถวภาคอีสาน
โดย ในภาพเป็นภาพขณะพระภิกษุที่อ้างกันว่า"อาจจะ"เป็นนายแพทย์ชัยชนกำลังออก บิณฑบาต โดยมีภาพหนึ่งกำลังรับนิมนต์จากหญิงชาวบ้านที่ตักบาตรด้วยข้าวเหนียว

ล่าสุดนี้มีการเผยแพร่ภาพดังกล่าวซ้ำอีกครั้งแพร่หลายทางเฟซบุ๊ค พร้อมอ้างรายงานเพิ่มเติมว่า พระนพ.ชัยชน ปัจจุบันท่านอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ท่านละทางโลก วันที่หลวงตามหาบัวฯ ละสังขาร เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงตา หากวันใดวันหนึ่งจำเป็นและสมควรก็จะออกมาเป็นที่พึ่งแก่พวกเรา

โดยส่วนตัวเคารพรัก และอนุโมทนาในเส้นทางที่ท่านเลือกเป็นที่สุดค่ะ เจตนาของท่านนั้นไม่ต้องการเปิดเผย แต่คนที่ได้รับทราบการตัดสินใจครั้งนี้ของท่าน ย่อมซาบซึ้งใจ และอนุโมทนาสาธุการด้วยยิ่งนักนะคะ-ผู้ที่นำภาพดังกล่าวออกเผยแพร่ทางเฟซบุ๊คอ้าง

นอกจากนั้นมีการอ้างคำสอนของพระหมอชัยชนดังต่อไปนี้
ั้
การจองเวรเป็นเรื่องน่ากลัว ไม่ชอบใคร โกรธใคร เกลียดใคร อย่างเผลอไปแช่ง ไปก่อกรรมกับเขา เพราะจะผูกพันกันข้ามภพข้ามชาติ บางทีเราไม่ตั้งใจ คิดอกุศลนิดเดียว ก็กลายเป็นบ่วงผูกพัน กฎแห่งกรรมนี้ บางทีผูกกันเป็นร้อยๆ ปีก็มี กว่าจะอโหสิให้กันได้.. การวางตัวของผมคือ เสมอต้นเสมอปลายและ low profile ซึ่งหมายถึงเก็บตัว เจียมตน มักน้อย ถือสันโดษ พอใจ ไม่อวดอ้าง

ส่วน การวางใจ คือไม่มีตัวตน ซึ่งหมายความว่ามีสติ ไม่ฟู เมื่อได้รับสิ่งที่เป็นบวก อภัย และปล่อยวางเมื่อได้รับสิ่งที่เป็นลบ รวมทั้งพิจารณาว่า สิ่งที่ไม่ดีที่เราประสบ อาจเป็นกรรมเก่า แล้วอโหสิกรรมไป หากยังข้องกับโลก การสรรเสริญนินทา มีค่าเท่ากัน หากไม่ข้องกับโลก การสรรเสริญนินทา ไม่มีค่าเท่ากัน เพราะทุกอย่างไม่มีอะไรให้ยึด มีแต่จิตเท่านั้นที่จะต้องคอยรักษาให้บริสุทธิ์..

รูปภาพพระภิกษุดังกล่าวมีหน้าตาคล้ายกับรองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยชน โลว์เจริญกุล หัวหน้าสาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักครบวงจรในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้า ลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

นายแพทย์ชัยชน ไม่ได้ปรากฎตัวทางสาธารณะมาช่วงระยะเวลานานพอสมควร จากที่คนไทยคุ้นเคยมาก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตามไทยอีนิวส์ไม่ขอยืนยันว่านี่เป็นภาพจริงของพระภิกษุชัยชนจริง หรือไม่ และหากใช่ก็ไม่มีข้อมูลอื่นใดว่าถ่ายไว้เมื่อใด และสถานที่ใด

อย่างไรก็ตามในลิ้งค์ที่มีผู้นำภาพ 2 ภาพนี้เผยแพร่ระบุไว้ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 ในเวบไซต์กูเกิ้ล ในส่วนguru googleในหัวข้อเรื่อง รศ.ดร.นพ.ชัยชน โลว์เจริญกุล หายไปไหน

ส่วนการเผยแพร่ทางเฟซบุ๊คล่่าสุดนี้ ก็ยังต้องรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันต่อไป

ทั้งนี้นายแพทย์ชัยชนม์เคยให้สัมภาษณ์ว่า สนใจปฏิบัติธรรมมาก "ตอนช่วงปิดเทอมปี ๓ ผมก็เลยไปบวชอยู่ ๒๐ วัน ได้ความสงบบ้าง ตอนนั้นการปฏิบัติยังน้อย " นอกจากนั้นได้กล่าวว่า "เคยคิดจะบวช แต่พระอาจารย์ที่สอนผมท่านบอกว่ายังไม่ถึงเวลา คือ ท่านคงจะมีญาณรู้อนาคต ว่าเราจะต้องรับผิดชอบงานใหญ่อะไรบางอย่าง หรือยังมีภารกิจอะไรบางอย่างที่ต้องทำให้เรียบร้อย ถ้าบวชไป ใจอาจจะไม่สงบ "

ได้แต่อธิษฐานไว้ ถ้ามุ่งตรงต่อกระแสพระนิพพานได้ก็พอใจแล้ว เพราะรู้สึกเบื่อภพชาติมาก ถ้าเป็นชาติสุดท้ายได้ ก็คงจะดีมาก ...สำหรับผม ธรรมะเป็นลมหายใจ ถ้าขาดลมหายใจ เราอยู่ไม่ได้ฉันใด ขาดธรรมะ ชีวิตก็ดำรงอยู่ไม่ได้ฉันนั้น

การเมืองการปกครองในมุมมองนักกฎหมาย : ชาติ

ที่มา Thai E-News



โดย ประเวศ ประภานุกูล

สิ่งที่เห็นอยู่ในสังคมนี้ มีการอ้างคำนี้กันเป็นปกติ “ชาติ” โดยเฉพาะกับวาทะกรรม “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”

ผมเคยตั้งคำถาม 3 ข้อในเฟสบุ๊คต่อพวกUltra Royalist* หนึ่งในนั้นคือ “ชาติ คือ อะไร” ก็ไม่เห็นมีใครในหมู่พวกนี้ตอบได้ มีแต่การใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าทอ ที่ดูจะมีโวหารหน่อยก็เสียดสี เหน็บแนม

มันคงสรุปเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก พวกเขาไม่สามารถให้คำจำกัดความคำๆนี้ได้ ในเมื่อตอบไม่ได้ ผมก็จะตอบให้เอง

ก่อนอื่นมาดูคำอีกคำก่อน “ประเทศ” ตามพจนานุกรมให้ความหมายเดียวกับ “รัฐ” ซึ่งน่าจะมาจาก “State” แต่ตามที่เคยเห็นในพระไตรปิฎก คำนี้ “ประเทศ” น่าจะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ท้องถิ่น” มากกว่า ดูเหมือนจะหมายถึง อาณาเขตแดนเล็กๆแห่งหนึ่ง น่าจะเป็นเขตแดนที่เล็กกว่า “ชนบท” ด้วยซ้ำ

ในทางรัฐศาสตร์ที่ผมพอรู้แบบงูๆปลาๆ การจะเป็นรัฐ หรือ State ได้ จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้

-มีดินแดน ที่มีอาณาเขตที่แน่นอน
-มีประชากรที่มีพื้นฐานหรือวัฒนธรรมร่วมกัน
-มีผู้ปกครอง หรือรัฐบาล ซึ่งอาจรวมถึงระบบการปกครองด้วย

ทีนี้ย้อนกลับไปดูคำว่า “ชาติ” ในความหมายของพวกUltra Royalist น่าจะหมายถึง รัฐ หรือประเทศ(ในความหมายตามพจนานุกรม) แต่การที่พวกเขาอธิบายความหมายไม่ได้ เพราะพวกเขามุ่งหมายไปถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมที่มีความหมายเหนือกว่า รัฐ

ในความหมายของพวกเขา ชาติ ใช้แทนได้ด้วยคำอีกคำหนึ่ง “แผ่นดิน” ว่าที่จริงคำว่า แผ่นดิน นี้ ถูกใช้ในความหมายแทนคำว่า ชาติ หรือ รัฐ กันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ในหมู่คนฝ่ายประชาธิปไตย ก็ยังเห็นอ้างอิงคำนี้ในความหมายของ ชาติ หรือ รัฐ

ผมคงไม่มีปัญญาค้นหาต้นตอว่ามีที่มาอย่างไร ถึงได้ใช้คำ “แผ่นดิน” ในความหมายนี้ แต่ที่อยากเขียนถึง เป็นลักษณะ และผลของการใช้คำนี้ “แผ่นดิน” ในความหมายของ ชาติ หรือ รัฐ

คำว่า “แผ่นดิน” มีความหมายที่บ่งบอกอยู่ในตัวเองว่า หมายถึงพื้นดิน หรืออาณาเขตที่เป็นเขตแดนของรัฐ การนำมาใช้ในความหมายนี้จึงหมายถึง ชาติ คือ แผ่นดิน หรือแผ่นดิน ก็คือชาติ การใช้คำนี้ในความหมายนี้ได้ส่งผลทางสัญลักษณ์โดยตรงต่อระบอบการปกครองของ รัฐนี้...รัฐไทย

ในเมื่อชาติ คือ แผ่นดิน แผ่นดินซึ่งเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตแห่งหนึ่งบนแผนที่โลก จึงย่อมมีเจ้าของแผ่นดิน และเจ้าของแผ่นดินก็คือ”กษัตริย์” แนวคิดนี้ของพวกUltra Royalist ถูกแสดงออกในวาทะกรรม

“แผ่นดินนี้ทุกตารางนิ้วเป็นของพ่อ” “ใครไม่รักพ่อก็ไม่ควรอยู่ในแผ่นดินของพ่อ”

เมื่อชาติ หรือแผ่นดินมีเจ้าของ แน่นอนว่าเจ้าของแผ่นดิน คือ กษัตริย์ ในแนวคิดนี้มันจึงเป็นความชอบธรรมที่พวกUltra Royalistจะ ขับไล่ คนที่ตนเห็นว่า “ไม่จงรักภักดี” ออกจากรัฐนี้ ดังที่พวกคลั่งเจ้าชอบอ้างกัน ชาติ หรือ รัฐ ในความคิดของพวกเขา จึงเป็นสิ่งเดียวกับ “กษัตริย์”

แนวคิดนี้ยังได้ส่งผลสะท้อนหลายอย่างต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในสังคมนี้...แต่เอาไว้ว่ากันวันหลัง

จากคำจำกัดความของ รัฐ ในทางรัฐศาสตร์ถ้าชาติ หมายถึง รัฐ ชาติ ย่อมเป็นที่รวมขององค์ประกอบอย่างน้อย 3 อย่างดังกล่าว ในความหมายนี้ กษัตริย์ จึงอาจไม่ใช่ส่วนประกอบของ ชาติ เว้นแต่ในระบบการปกครองแบบ สมบูรณาญาสิทธิราช หรือ ราชาธิปไตย ที่กษัตริย์เป็นผู้ปกครองรัฐโดยตรงเท่านั้น กษัตริย์จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในฐานะผู้ปกครองรัฐ

ในอีกด้านหนึ่ง องค์ประกอบของรัฐข้อใดสำคัญที่สุด สำคัญถึงขนาดขาดไม่ได้ คำตอบคงต้องเป็นทั้ง 3 ข้อ การขาดข้อใดข้อหนึ่งคงถือเป็นรัฐไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก หรือไม่เป็นที่ยอมรับของรัฐอื่น

แต่หากขาดผู้ปกครอง หรือรัฐบาล ประชาชนที่อยู่ในเขตแดนร่วมกันย่อมสามารถเลือกผู้ปกครอง หรือรัฐบาลใหม่ได้

ในอดีต ชนชาติยิว เคยสูญเสียดินแดน ไร้แผ่นดินอยู่ ต้องแยกย้ายไปอยู่ในเขตแดนอาณาเขตของรัฐอื่น แยกย้ายกันไปอยู่เป็นเวลานานกว่า 2,000 ปี จึงได้ตั้งรัฐขึ้นใหม่เป็นประเทศอิสราเอลอย่างในปัจจุบันนี้

ด้วยลักษณะเช่นนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดอันจะขาดไม่ได้ของ รัฐ คือ ประชาชน

แท้ที่จริงแล้ว..ชาติ คือ ประชาชน

*******
*Ultra Royalist -นายปรีดี พนมยงค์ ให้ความหมายว่า ผู้ที่เกินกว่าพระราชา หรือโดยนัยก็คือพวกที่ทำตนเป็นราชาธิปไตยยิ่งกว่าองค์พระราชาธิบดีนั้น แทนที่จะเป็นผลดีต่อพระมหากษัตริย์กลับจะเป็นการทำร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ เสียด้วยซ้ำ อ่านรายละเอียดคลิ้ก

เสด็จพ่อบก.ลายจุดองค์ลงให้ทีเด็ดเลขท้าย2ตัวเพะ

ที่มา Thai E-News

เสด็จพ่อบก.ลายจุด-หวย งวดนี้รางวัลเลขท้าย 2 ตัวออก 15 ทำให้บก.ลายจุด แกนนอนเสื้อแดงกลายเป็นเสด็จพ่อบก.ลายจุดไปแว้ว ขณะที่เจ้าแม่ปู-แมวเบ้งทำได้แค่เฉียดๆ

ทั้งนี้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา เวลา 15.32 น. บก.ลายจุดโพสต์ข้อความว่า
เมื่อ วานไปไหว้พระ หลวงพ่อบอกให้โชคดี ถูกหวย เลยก้มลงไหว้ที่พรม แล้วตัวเลขก็ปรากฏขึ้น 3 ตัว ผมขยี้ตาสามรอบ ไม่ได้ซื้อหวยมายี่สิบปีแล้ว จะเปิดสำนักใบ้หวยลายจุดดีมั๊ย เดี๋ยวผลเป็นไงจะมาเล่าขำ ๆ

ซึ่งตอนแรกบก.ลายจุดไม่ได้บอกว่าเห็นเลขอะไร

ต่อมา บก.ลายจุดได้โพสต์ไว้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน เวลา 17.59 น.ว่า
ที่ี ผมไม่กล้าบอกเลข 3 ตัว เพราะผมกลัวว่าถูกกิน เพราะโดยพื้นฐานแล้วผมไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลย แต่ถ้าไม่บอกสงสัยจะโดนเพื่อน ๆ ตื้บเอา ดังนั้น ขอเฉลยว่า.......215

ปล.โดนเจ้ามือกิน ห้ามมาว่าผม หรือ แซวผมนะ แค่บอกเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง ผมก็เขินจะแย่อยู่แล้ว

ล่าสุดหลังเลขท้าย 2 ตัวงวดล่าสุด 1 ตุลาคม ออกมา 15 บก.ลายจุดได้โพสต์ว่า
ซวยแล้ว มีแต่คนมาขอหวยงวดหน้า
พร้อมรายงานผลว่า
ผมถูกหวย 3000 แต่น้องที่กลุ่มได้ไปหมื่นกว่า
นอกจากนั้นได้มีเพื่อนๆเฟซบุ๊คของบก.ลายจุดมารายงานผลว่าถูกหวยตามไปด้วยหลายคน สร้างความครื้นเครงกันมากพอสมควร

ตาดีได้ตาร้ายเสีัย-หลัง จากหวยออกทะเบียนรถนายกฯมา 2 งวด บวกกับนายกฯคนที่ 28 อีกเป็น 3 งวด มางวดนี้นักนิยมหวยต่างวิ่งหาเลขอายุ 44 กันแบบหาไม่ได้เจ้ามืออั้น ล่่าสุดก็เลยมีคนปล่อยรูปนี้ออกมา ถ้าออกอีกก็คงกลายเป็น"เจ้าแม่ปู"แล้ว แต่นับว่าโชคดีแค่เฉียดๆ

คู่แข่งเจ้าแม่ปู-แมว"เบ้ ง"แห่งเว็บบอร์ดประชาทอล์กสร้างความฮือฮาให้2ตัวตรงมา2งวด งวดหนล่าสุดสาวกโดนกินกระเป๋าฉีก กลับมากู้ศรัทธางวดนี้กับทีเด็ด 20 กับ 54 แม้ยังไม่สามารถกู้ศรัทธาแฟนานุแฟนสำเร็จ แต่ก็นับว่าเฉียดฉิวเลขท้าย 2 ตัวบนที่ออก 52 ในงวดนี้ (ไปดูเลขเด็ดๆแมวเบ้งที่ประชาทอล์ก)

นับแสนสาหัสอีกแร๊ะ-ขณะ ที่ทุกฝ่ายมุ่งเป้าไปช่วยน้ำท่วม หมอตุลย์ผู้มุ่งมั่นไล่รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมายังก่อม็อบไล่รัฐบาลตามกำหนด โดยเลือกทำเลอนุสาวรีย์ชัยฯเพราะหากคนมาซักหลักร้อยก็ทำให้ดูคนมาเยอะ แต่เสียดายว่าวานนี้มากันเต็มที่ก็เท่าที่นับได้นี่แหละ

อ้อ!หมอตุลย์มาพร้อมกับ"ไอ้แปดหลอด"กระบะมิตซูขาวเจ้าเก่า ที่มาร์คเคยใช้ตระเวณหาเสียง แบบผลัดกันใช้ ส่วนทะเบียนอะไรเล็งให้ตาเหล่กันไปเลย...555559

โปรดฟังอีกครั้ง ! “ไม่ยอมรับรัฐประหาร”

ที่มา Voice TV



รายการ Intelligence ประจำวันที่ 30 ก.ย. 54

คณะนิติราษฎร์เป็นกลุ่มนักวิชาการด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คณะนิติราษฎร์ได้จัดเวทีเสวนาทางวิชาการ และออกแถลงการณ์ 5 ปีรัฐประหาร 1 ปีนิติราษฎร์ โดยมีข้อเสนอ 4 ประเด็น

ข้อเสนอแรก คือ การลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร กันยายน ด้วยการประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัย และคำพิพากษาที่เกิดจากการริเริ่มกระบวนการโดยคณะรัฐประหารอบ คณะนิติราษฎร์ธรรมศาสตร์ นักวิชาการกลุ่มนี้้ แต่ไม่ใช่การนิรโทษกรรม หรือไม่ใช่การอภัยโทษ หรือ การล้างมลทินแค่ผู้ถูกกล่าวหา

ข้อเสนอที่สอง คือ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดให้มีการรับฟังความเห็นประชาชน

ข้อเสนอที่สาม คือ การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 กันยา อำนวยความยุติธรรให้ทุกฝ่าย

ข้อเสนอที่สี่ คือ การยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แล้วจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับมาเป็นต้นแบบ เช่น รธน.ปี 2475 2489 2540

ผ่านมาเพียง 1 สัปดาห์ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ คณะนิติราษฎร์ เห็นว่า เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากเจตนาหรือวัตถุประสงค์ที่แท้จริง สื่อมวลชน จำนวนมากนำเสนอข่าวโดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดของข้อเสนอให้เข้าใจ

รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

จึงออกมาชี้แจงอีกครั้ง ยืนยันข้อเสนอการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรม อภัยโทษ หรือล้างมลทิน และไม่ควรมีการกล่าวอ้างอีกว่าคณะนิติราษฎร์เสนอให้ "ล้างผิด" แก่นักการเมือง และที่คณะนิติราษฎร์มีจุดยืนปฏิเสธรัฐประหารทุกครั้ง

แต่เหตุที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ในเบื้องต้นก่อนนั้น เพราะผลพวงของรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ยังคงดำรงอยู่ และเป็นต้นตอของความขัดแย้งทางการเมือง ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ยึดมั่นหลักการเคารพกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง และเป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และยืนยันจะปกป้องหลักการทั้งหลายเหล่านี้อย่างสุดกำลังด้วยความบริสุทธิ์ใจ

อ.นิติราษฎร์ เขียนบทความว่าด้วยเสรีภาพสื่อ

ที่มา ข่าวสด

หมายเหตุ : สาวตรี สุขศรี 1 ใน 7 ผู้ก่อตั้งกลุ่มนิติราษฎร์ เผยแพร่บทความเรื่อง เสรีภาพสื่อ => การคุ้มครองสื่อจากรัฐ + การคุ้มครองประชาชนจากสื่อ ในเว็บไซต์นิติราษฎร์ กล่าวถึงปฏิกิิริยาและบทบาทของสื่อมวลชนบางกลุ่ม ภายหลังจากนิติราษฎร์นำเสนอแนวคิดลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยาฯ 2549 มีเนื้อหารายละเอียดดังนี้

นิติราษฏร์ ฉบับ ๓๐ (สาวตรี สุขศรี)
เสรีภาพสื่อ => การคุ้มครองสื่อจากรัฐ + การคุ้มครองประชาชนจากสื่อ
เกริ่นนำ

ดู เหมือนฝุ่นที่ถูกตีกวนจนฟุ้งกระจายจากข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๔ จางหายไปแล้วในสื่อกระแสหลัก (ยังมีบางสำนักเท่านั้นที่เล่นต่อไม่ปล่อย เช่น ไทยโพสต์) แต่ถ้าดูให้ดี ๆ จะพบว่าแท้จริงแล้วเรื่องนี้ยังไม่จบ เพียงแต่ถูกย้ายฐานเข้าไปตลบอบอวลอยู่ในเคเบิ้ลทีวี วิทยุชุมชน อินเทอร์เน็ต และเครือข่ายออนไลน์อย่างเฟสบุ๊กหรือทวิตเตอร์ อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นฝุ่นจากเรื่องเดียวกัน แต่เนื้อหาของฝุ่นในสื่อทั้งสองประเภทดูค่อนข้างแตกต่าง ลักษณะการวิพากษ์วิจารณ์ การให้เหตุผล การมีส่วนร่วมของผู้รับสื่อ ราวกับอยู่กันคนละโลก ปรากฏการณ์นิติราษฏร์ครั้งนี้สะท้อนอะไรบ้างเกี่ยวกับสื่อมวลชนไทย

ปรากฎการณ์นิติราษฎร์

คืน วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๔ คณะนิติราษฏร์ ตัดสินใจตั้งโต๊ะแถลงข้อเสนอทางวิชาการ ๔ ข้อ ในวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโอกาสที่อีกหนึ่งวันจะครบรอบ ๑ ปีก่อตั้งคณะนิติราษฏร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันรัฐประหารยึดอำนาจจากมือประชาชนเมื่อ ๕ ปีก่อน วัตถุประสงค์เพียงเพื่อสรุปสิ่งที่นิติราษฏร์ทำมาแล้วในรอบปี กับเสนอประเด็นใหม่เพื่อให้เกิดการถกเถียงทางวิชาการ และให้สังคมได้นำไปขบคิดต่อ แต่พลันที่นิติราษฏร์แถลงข้อเสนอออกไป ปฏิกิริยาต่อข้อเสนอดังกล่าวทั้งในสื่อกระแสหลักและสื่อทางเลือกคึกคัก ดุเดือด นอกเหนือความคาดหมายของสมาชิกในกลุ่ม อย่างไรก็ตาม สัปดาห์แรกภายหลังแถลงข้อเสนอ ประเด็นเดียวที่ถูกหยิบจับขึ้นวิพากษ์อย่างร้อนแรงตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็คือ ข้อ ๑ เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

ประเด็นที่ ๑
การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

รัฐ ประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และยังเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ดังต่อไปนี้

๑. ประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และการกระทำใดๆที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๒. ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๓. ประกาศให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อาศัย อำนาจตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข (คปค.) และคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลยุติธรรมที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาที่เกิดจากการเริ่มกระบวนการ โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๔. ประกาศให้เรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นเจ้าหน้าที่ และเรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นศาล ที่เกิดจากการเริ่มเรื่องโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นอันยุติลง

๕. การประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาตามข้อ ๒ และการยุติลงของกระบวนการตามข้อ ๓ ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษหรือการล้างมลทินแก่บุคคลที่ถูก กล่าวหาว่ากระทำความผิด และไม่ใช่เป็นการลบล้างการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิด ดังนั้น หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่ก็สามารถกระทำไปตามกระบวนการทาง กฎหมายปกติได้

๖. เพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมและนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ.

ทั้ง พาดหัว และเนื้อข่าวซึ่งมาจากการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่มีต่อข้อเสนอ นักข่าวเขียนเองเชิงรายงานข้อเท็จจริง รวมทั้งบทวิเคราะห์วิจารณ์ของคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ กว่า 80 % เป็นไปในทางโจมตีโดยมีประเด็นหลักร่วมกันว่า คณะนิติราษฏร์เสนอให้ลบล้างความผิดของทักษิณ ชินวัตร ต้องการช่วยคนเพียงคนเดียว และเป็นการรับงาน/รับเงิน ชื่อ นิติราษฏร์ ถูกเปลี่ยนเป็น นิติเรด นิติราด ไปจนถึงนิติทรราชย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ผู้เป็นกำลังหลักในคณะนิติราษฏร์ ถูกเปลี่ยนเป็นวรเรด วรเชษฐา(ของทักษิณ) วรแจ็ค(ผู้ฆ่ายักษ์) กระทั่งวรนุช ภาพลักษณ์ของคณะนิติราษฏร์ซึ่งประกอบด้วยนักกฎหมาย 7 คน กลายเป็นผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านเสื้อแดง กลุ่มก่อความวุ่นวาย ไปจนถึงขบวนการผีอีเม้ย

ไม่ควรต้องปฏิเสธหรือ ออกมาปัดป้องกันให้วุ่นวายว่า การเสนอข่าวหรือการขายข่าวโดยสื่อมวลชนเช่นนั้น (จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) เป็นการเสนอขายข้อที่ไม่เป็นความจริง หรือถ้าจะโต้ว่านำเสนอข้อเท็จจริงก็เป็นไปอย่างไม่ครบถ้วน หลายกรณีที่สื่อและผู้ให้สัมภาษณ์คิดจินตนาการเอาเองอย่างขาดความเข้าใจ บิดข้อเท็จจริงเพื่อทำให้ข้อเสนอดูสุดโต่งน่ากลัว หากจะกล่าวให้หนัก ก็คือ การใส่ร้ายป้ายสีอย่างลอย ๆ โดยไร้พยานหลักฐาน แน่นอนว่าเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งในทางเนื้อหาข้อเสนอ และทั้งเจตนารมณ์ของคณะนิติราษฏร์ เกิดข้อกังขาทั้งในประเด็นการเมือง และเรื่องส่วนตัว แต่แทบไม่มีพื้นที่ให้ประเด็นในหลักการทางกฎหมาย และการถกเถียงด้วยปัญญา ที่น่าสนใจยิ่ง ก็คือ คำถามต่าง ๆ เกิดขึ้นเสมือนหนึ่งว่าคณะนิติราษฎร์ไม่เคยจัดแถลงและอธิบายรายละเอียดของ ข้อเสนอมาก่อนเลย หรือมิเช่นนั้นก็เสมือนผู้ตั้งคำถาม คนให้สัมภาษณ์ คนเขียนข่าว คอลัมนิสต์ไม่ได้อ่านข้อเสนอของนิติราษฏร์ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว ในประเด็นที่สงสัย

การพร้อมใจกันเสนอข่าวโจมตีไป ในแนวเดียวกันในช่วงสัปดาห์แรก ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคมไทยมากอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน มีบุคคลและองค์กรสาธารณะทั้งในและนอกวงการกฎหมายกระโจนเข้าวิพากษ์คัดค้าน แต่มีเพียงน้อยนิดที่ยืนอยู่บนตรรกหลักการและเหตุผล จนในที่สุดนิติราษฏร์จำเป็นต้อง เปิดแถลงข่าวเพื่อตอบคำถามสื่อมวลชนและบรรดาผู้คัดค้านอีกครั้งในวันอาทิตย์ถัดมา คือวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๔ สัปดาห์หลังจากนั้น สื่อมวลชนจำนวนหนึ่งเสนอข่าวที่มีรายละเอียดของข้อเสนอ และคำอธิบายข้อเสนอครบถ้วนขึ้น แม้สื่อบางสำนักจะยังไม่เปลี่ยนแปลงความคิดเห็นและลักษณะการเสนอข่าวของตน แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าบทวิเคราะห์วิจารณ์ของสื่ออีกหลายสำนักเป็นไปอย่าง มีเหตุมีผล บางสำนักมีท่าทีเปลี่ยนไปจากสัปดาห์แรกอย่างชัดเจนราวเหวกับฟ้า (ตัวอย่างเช่น เดลินิวส์) (ดูปฏิริยาต่อข้อเสนอนิติราษฏร์ที่ "นิติราษฏร์ Effect - ปฏิกิริยาต่อข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฏร์" ของเว็บไซต์ siamintelligence.com)

แม้ ว่าในท้ายที่สุด ด้วยเหตุแห่งการใส่สีกวนตีประเด็นโดยสื่อมวลชน จะยังผลให้แนวคิดสำคัญที่ว่าด้วย "การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร" ซึ่งเป็นเรื่องใหม่และยังไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย เป็นที่รับรู้และสนใจในวงกว้าง เป็นคุณูปการต่อประชาชนและต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์เอง แม้ผลจากการแถลงข่าวครั้งที่สองของนิติราษฏร์จะทำให้เกิดบรรยากาศแห่งการถก เถียงที่เป็นวิชาการยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนเข้าใจข้อเสนอได้ถูกต้องขึ้น ก็ตาม แต่อันที่จริงแล้วการแถลงข่าวครั้งที่สองของนิติราษฏร์คงไม่จำเป็นต้องเกิด ขึ้นเลย ประชาชนทั่วไปน่าจะเข้าใจข้อเสนอได้ตั้งแต่ครั้งแรก หากสื่อมวลชนไทยทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้น

สื่อมวลชน อำนาจที่สี่แห่งรัฐสมัยใหม่ !
อาจกล่าว ได้ว่า นอกเหนือจากสามอำนาจหลักในหลักการแบ่งแยกอำนาจ กล่าวคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แล้ว สื่อ เปรียบเสมือนอำนาจที่สี่ แห่งรัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐในยุคข้อมูลข่าวสาร (ผู้เขียนตั้งใจไม่ใช้ว่า สื่อ คือ "ฐานันดรที่ 4" เพราะเป็นคนละกรณีกัน เรื่องฐานันดรเป็นการพูดถึงสื่อที่เน้นไปในเชิงกลุ่มที่มีอภิสิทธิ์ เพิ่มเติมจาก 3 ฐานันดรเดิม คือ กษัตริย์ ศาสนา และรัฐสภา) หากเราให้คำนิยาม "สื่อ" หรือ Media ว่าหมายถึง การส่งสาร หรือข้อมูลใด ๆ สู่มวลชนโดยไม่จำเพาะเจาะจง ไม่จำกัดรูปแบบของสารที่ส่ง ตัวหนังสือ ภาพ และ/หรือ เสียง รวมทั้งไม่สำคัญว่าตัวรับ-ตัวส่งมีหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ควรต้องกล่าวว่า "สถานะความเป็นอำนาจที่สี่" ของสื่อ เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง มิใช่เพิ่งเกิดในยุคมิลเลนเนี่ยมที่ได้เครื่องมือชิ้นใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ กับอินเทอร์เน็ตมาช่วยกระจายข้อมูลข่าวสาร

คลิกอ่านรายละเอียดต่อที่เว็บไซต์ นิติราษฎร์

บก.ลายจุด อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย 1 ตค.54

ที่มา thaifreenews

โดย ขวดเปล่า


ปากคำ"บ่อนไก่" ที่นี่15ศพ"พค.เลือด"

ที่มา ข่าวสด

วิภาวี จุฬามณี



เมื่อ พูดถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 หลายคนนึกถึงย่านราชประสงค์ วัดปทุมวนาราม สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน และแยกคอกวัว

แต่ถ้าสำรวจความเสียหาย และความสูญเสียกันจริงๆ แล้ว จะพบอีกพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ ที่เจ้าหน้าที่ปะทะกับประชาชน ได้แก่ "ย่านบ่อนไก่-พระราม 4" ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าด่าน ก่อนจะผ่านไปยังศูนย์กลางที่ราชประสงค์

ตัวเลขจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 (ศปช.) ระบุว่า การเผชิญหน้าบริเวณนี้ตั้งแต่วันที่ 13-16 พ.ค.2553 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย

ได้แก่ 1.ชาติชาย ชาเหลา คนขับรถแท็กซี่ ถูกยิงที่ศีรษะ 2.นายบุญมี เริ่มสุข ชาวชุมชนบ่อนไก่ ถูกยิงเข้าช่องท้อง 3.นายอินแปลง เทศวงศ์ คนขับรถแท็กซี่ ถูกยิงที่หน้าอก 4.นายเสน่ห์ นิลเหลือง คนขับรถแท็กซี่ อาศัยอยู่แฟลตตำรวจลุมพินี ถูกยิงที่หน้าอก 5.นายมานะ แสนประเสริฐ ชาวชุมชนบ่อนไก่ อาสาสมัครป่อเต็กตึ๊ง ถูกยิงที่ศีรษะ

6.นายวารินทร์ วงศ์สนิท ชาวสมุทรปราการ ถูกยิงด้านหลังทะลุหัวใจ 7.นายพรสวรรค์ นาคะไชย พนักงานโรงแรมย่านสุขุมวิท ถูกยิงเข้าช่องท้อง 8.นายวงศกร แปลงศรี ชาวศรีสะเกษ ถูกยิงที่หน้าอก 9.นายสมชาย พระสุวรรณ ชาวยโสธร ถูกยิงที่ศีรษะ 10.นายวุฒิชัย วราห์คำ ช่างซ่อมรถยนต์ ถูกยิงหลังทะลุท้อง

11.นายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระสกุล คนขับจักรยานยนต์รับจ้าง ถูกยิงใต้ราวนม 12.นายประจวบ ประจวบสุข ถูกยิงเข้าหน้าอก 13.นายเฉลียว ดีรื่นรมย์ พนักงานขับรถถูกยิงใต้ราวนม 14.นายสมัย ทัดแก้ว รปภ.อาศัยอยู่ในชุมชนบ่อนไก่ ถูกยิงเข้าด้านหลัง และ 15.นายสุพรรณ ทุมทอง ชาวศรีสะเกษ ถูกยิงที่ศีรษะ

และต่อไปนี้คือปากคำของชาวแฟลตบ่อนไก่ ผู้เผชิญกับเหตุการณ์ครั้งนั้น และต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก

นางนันทพร เริ่มสุข ภรรยา ลุงบุญมี เริ่มสุข ชาวแฟลตบ่อนไก่ ที่ถูกสไนเปอร์ยิงหน้าร้านอาหารระเบียงทอง ถนนพระราม 4 เมื่อบ่ายวันที่ 14 พ.ค.2553 เล่าว่า วันนั้นสามีออกไปกินก๋วยเตี๋ยว เสร็จแล้วจะไปออกกำลังกายที่สวนลุมฯ เห็นเขามุงอะไรกันก็ไปดูด้วย จู่ๆ ก็ถูกยิงที่สีข้าง ทั้งที่กำลังจะเดินกลับบ้าน ไม่รู้เรื่องอะไร กระสุนทะลุลำไส้ รักษาตัวอยู่เกือบ 2 เดือน จึงเสียชีวิต

"เราอยู่ที่นี่มา 30 กว่าปีแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าจะมาปะทะกันแถวนี้ วันที่ลุงบุญมีถูกยิง เป็นวันแรกที่เริ่มปะทะกัน ตอนนั้นคนในซอยยังเดินจับจ่ายใช้สอยกันปกติ สักพักทีวีออกข่าวว่าข้างนอกออกไปไม่ได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. เขาตัดไฟเป็นอาทิตย์ กลางคืนเงียบมาก วัยรุ่นในชุมชนจัดเวรยามช่วยกันดูไม่ให้มีการลักขโมย ขณะที่ทหารก็ตรึงกำลังอยู่ข้างนอก คนที่กลัวเขาก็ออกไปอยู่ที่อื่น แต่เราไม่ไปไหน ข้างในไม่มีเหตุอะไร แต่จะเหม็นควันไปที่เผายางกันปากซอย"

ป้านันทพร บอกว่า หลังสามีเสียชีวิต ต้องมีชีวิตอย่างยากลำบาก บริษัทการเกษตรของสามีที่ศรีสะเกษต้องปิดตัวลง เพราะบริหารงานต่อไม่เป็น จากที่เคยมีรายได้กลายเป็นไม่มี เงินเก็บร่อยหรอลงทุกที ขณะที่ต้องส่งเสียค่าเล่าเรียนให้หลานสาวที่พ่อแม่แยกทางกันอีก

"เราสุขภาพไม่ดี คล้ายกับตรอมใจตั้งแต่ตอนลุงบุญมีเสีย ตอนหลังเห็นเจ้าของแผงขายหมูในแฟลตบ่อนไก่ ลูกเขาก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เหมือนกัน ก็ได้คุยปรับทุกข์กัน ตอนหลังแม่น้องเกด (นางพะเยาว์ ฮัคฮาด) พยาบาลอาสาที่ถูกยิงในวัดปทุมฯ มาชวนไปร่วมเรียกร้องความเป็นธรรม ชวนไปทำกิจกรรม ทำบุญให้ผู้เสียชีวิต เราก็ไปร่วมกับเขาด้วย" นันทพร เล่าถึงการรวมตัวของกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตหลังเหตุการณ์พฤษภาเลือด

เจ้าของแผงขายหมูในแฟลตบ่อนไก่ ที่ป้านันทพรได้อาศัยเป็นเพื่อนปรับทุกข์ คือ นางนารี แสนประเสริฐศรี แม่ของ นายมานะ แสนประเสริฐศรี หรือ "เบิร์ด" อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง วัย 25 ปี ถูกยิงศีรษะ ขณะเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บในซอยงามดูพลี แยกบ่อนไก่ เมื่อค่ำวันที่ 15 พ.ค.2553

นารี บอกว่า อยู่บ่อนไก่มา 20 กว่าปี ไม่ใช่คนเสื้อแดง ไม่เคยไปร่วมชุมนุม ได้แต่นั่งดูผ่านทีวี เพราะอาชีพหาเช้ากินค่ำ ทำให้ไม่มีเวลาว่างจะไปไหน ช่วงที่เกิดเหตุก็ขายหมูอยู่ที่แผง ข้างนอกมีทหารยืนเป็นแถว ตนเองกับเพื่อนแม่ค้าต้องเดินเลาะฝ่ากระสุนไปซื้อของมาขาย เพราะคนนอกไม่กล้าเอาของมาส่งแล้ว

"ฉันสงสัยจังเลยว่าบ่อนไก่ทำอะไรให้ ทำไมเอาทหารมายืนเป็นแถว แล้วก็ถือปืนยิงมาทางนี้ ทั้งๆ ที่ไม่มีเสื้อแดงเลย และราชประสงค์ก็อยู่ห่างกันตั้งเยอะ ไม่จริงว่าตรงนี้เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ราชประสงค์ เพราะทหารยืนกั้นไปหมด ไม่ควรมายิงพวกเรา ไม่มีเสื้อแดงสักคน มีแต่ชาวบ้านทั้งนั้นที่ออกไปดู"

"เหตุการณ์ตอนนั้นน่ากลัวมาก มีข่าวมือที่ 3 จะเผาแฟลต ชาวบ้านก็มานอนอยู่ข้างถนน เอาหินมาขวางไม่ให้ทหาร หรือใครเข้ามา ใครมาก็ช่วยกันเอาไฟฉายส่องดู บางคนก็หนีออกไป ไม่กล้าอยู่ พอเหตุการณ์ยุติ บ้านช่องเละไปหมด หมูที่ตุนไว้ในตู้เย็นหมื่นกว่าบาทเน่าหมด เพราะเขาตัดไฟสิบวัน โต๊ะเพิ่งทำใหม่ ก็โดนแบกไปทำเชื้อฟืน ทำบังเกอร์ เคยเรียกร้องค่าเสียหายจาก กทม. ไปแล้วก็เงียบ" อีกปากคำของผู้สูญเสีย

หลังเหตุการณ์ ป้านารีบอกว่าคนที่ไม่เคยรู้จักกัน ก็มารู้จักกัน เพราะมีคนในครอบครัวเสียชีวิต หรือบาดเจ็บเหมือนกัน เฉพาะที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้มีผู้เสียชีวิต 4-5 ราย คนหนึ่งเป็นอัมพาต นอนป่วยไปไหนไม่ได้มาถึงทุกวันนี้

รวมไปถึง นางอุบลวดี จันทร พี่สาว นายเสน่ห์ นิลเหลือง คนขับแท็กซี่ ที่ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงตัดขั้วหัวใจ หน้าปั๊มน้ำมันปตท. แยกบ่อนไก่ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2553 ร่วมบอกว่า เป็นอาสาสมัครหน่วยสันติวิธีของ น.พ.เหวง โตจิราการ ส่วนน้องชายไม่เคยมาร่วมชุมนุมเลย แต่กลับถูกยิงขณะเดินทางมาหาที่แฟลตตำรวจ สน.ลุมพินี

นางอุบลวดี บอกว่า หลังน้องชายตาย ยังมีระเบิดตกลงมาที่แฟลตนับสิบลูก ลูกหนึ่งตกลงหลังคาลานจอดรถ มีรถเสียหาย 7-8 คัน อีกลูกตกที่ห้องพักชั้น 4 อาคาร 5 มีผู้บาดเจ็บ 3-4 คน

"คนที่สูญเสียเหมือนๆ กัน เราได้รู้จักกันตอนไปเดินเรื่องทวงถามความเป็นธรรม บางคนมาคุยให้ฟังว่า คิดถึงลูกที่ตายไป อยากฝากรัฐบาลใหม่ ทำความจริงให้ปรากฏเสียที รัฐบาลชุดก่อนต้องรับผิดชอบที่มีคนตาย คุณเป็นรัฐบาลอยู่ คุณต้องรับผิดชอบ คนที่ทำให้หลายครอบครัวสูญเสียคนที่รักไป ต้องได้รับการลงโทษเสียที"

นี่คือส่วนหนึ่งในปากคำ และข้อเรียกร้องของชาวบ่อนไก่ผู้สูญเสีย