WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 3, 2011

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 03/10/54 กำลังใจ...ไม่ทิ้งกัน

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ความเดือดร้อน ถาโถม โหมเข้าใส่
กำลังใจ ต่อเติม เพิ่มสิ่งหวัง
เพื่อความสุข สวัสดี มีพลัง
ให้สมดั่ง ศรัทธา ประชาชน....


คำเจือยแจ้ว แว่วหวาน ที่ขานไข
เติมแรงใจ ที่อ่อนแรง ทุกแห่งหน
ให้คลายเจ็บ ปวดร้าว หนาวกมล
แม้หมองหม่น ก็แอบยิ้ม เอมอิ่มใจ....


ยิ่งลักษณ์พบ..ประชาชน ผู้ทนทุกข์
ช่วยปลอบปลุก เติมฝัน วันฟ้าใส
เพื่อพี่น้อง ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย
พ้นเภทภัย เศร้าหมอง นองน้ำตา....


กำลังใจ แสนงาม คอยถามถึง
จากเสียงหนึ่ง ยามนี้ ที่ส่งหา
พูดจากใจ ดวงน้อย ล่องลอยมา
ส่งข้ามฟ้า เติมความหวัง กำลังใจ....


ขอให้ทุกข์ ผ่านพ้น จนยิ้มร่า
ขอให้ฟ้า นำทาง สว่างไสว
ขอให้สุข ถ้วนหน้า อย่ามีภัย
ขอให้ไทย ร่มเย็น ดั่งเป็นมา....


๓ บลา / ๓ ต.ค.๕๔

ละครนี้เขียนจากคน..หรือธรรมชาติครับ?

ที่มา blablabla



ยามเปลวแดด..แผดเผา.. จนเร่าร้อน
แต่เก่าก่อน..เคยร่มเย็น..เป็นสุขสันต์
ท้องฟ้าสวย..กลับมืดมิด..สนิทพลัน
เหลือ..แค่อดีต..แห่งฝัน..ผูกพันใจ....



ขมุกขมัว..สลัวเลือน..เหมือนลอยลับ
ซากย่อยยับ..ดับสนิท..จิตหวั่นไหว
คลื่นน้ำซัด..ถาโถม..โหมเข้าไป
แน่นฤทัย..เจ็บปวด..รวดร้าวระทม....



ธรรมชาติ..แยกเขี้ยว..เที่ยวไล่ล่า
สร้างสิ่งทุกข์..และน้ำตา..พาขื่นขม
ทั้งเรือกสวน..ไร่นา..มาล่มจม
วิโยคตรม..ทั่วถิ่น..แผ่นดินไทย....



กทม. ...ร้อนเปลวแดด..มันแผดเผา
พี่น้องเรา..ทั่วทุกคน..หม่นหมองไหม้
หอบข้าวของ..หนีน้ำ..ชอกช้ำใจ
ละครนี้..ตอบได้ไหม..ใครเขียนมา....



ขอให้กำลังใจพี่น้องที่กำลังเดือดร้อนทุกคนครับ
๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดง ๒ ต.ค.๕๔

เศรษฐศาสตร์สามัญสำนึก: ปรัชญาไม่เพียงพอ

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมาวิกิลีกส์ได้เปิดเผยบทสนทนาระหว่างนายลีกวนยูอดีตนายกฯ สิงคโปร์และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศสิงคโปร์และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย [1] บทสนทนานี้เกิดขึ้นเมื่อ 2 เดือนหลังรัฐประหารกันยายน 2549 นายลีกวนยูแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยและอนาคตของไทย เขาพาดพิงถึงนโยบายเศรษฐกิจไทยว่า “ไทยได้ปฏิรูปเศรษฐกิจในระบบตลาดมากพอที่ไทยจะไม่ถอยกลับไปสู่ระบบเศรษฐกิจ พอเพียงแล้ว” (Lee observed that Thailand had instituted enough market economy reforms that it would not return to a “sufficiency” economy.)

ดิฉันเห็นด้วยกับความคิดเห็นดังกล่าวและคิดว่าชนชั้นนำไทยที่เกี่ยวข้อง กับธุรกิจน่าจะเห็นด้วย(อย่างเงียบๆ) ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย และข้าราชการหรือพนักงานระดับสูงในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ อาทิ แบงค์ชาติ คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรมส่งเสริมการส่งออก กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงาน ถ้าผู้อ่านไม่เห็นด้วยกับนายลีกวนยู ดิฉันขอเสนอให้ระลึกถึงความเสียหายจากการทดลองปิดสนามบินโดยพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยในเดือนพฤศจิกายน 2551 เป็นเวลา 1 สัปดาห์ การปิดสนามบินครั้งนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเศรษฐกิจไทยอาศัยตลาดโลก

ทำไมชนชั้นนำที่สนับสนุนรัฐประหารจึงนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประชาสัมพันธ์เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนา?
ดิฉันคิดว่าเพราะเขาหายุทธศาสตร์การพัฒนาแบบอื่นมาประชาสัมพันธ์ไม่ได้

ชนชั้นนำไทยไม่เคยปฏิเสธทุนนิยมโลกาภิวัฒน์มาตั้งแต่เซ็นสนธิสัญญาเบาวริ งในปีพศ. 2398 หลังเซ็นสัญญา นอกจากข้าวแล้วไม้สักและแร่ดีบุกเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ ปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบันมาจากการตัดไม้ทำลายป่ามาตั้งแต่150 ปีที่แล้ว บริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดกิจการในสยาม ไม่ว่าจะเป็นกิจการตัดไม้สัก ขุดเจาะแร่ธาตุ และธนาคาร ธนาคารแห่งแรกในสยามไม่ใช่ธนาคารของคนไทยแต่เป็นธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบ งกิ้งคอร์ปอเรชั่นของคนอังกฤษ ธนาคารสยามกัมมาจลหรือธนาคารไทยพาณิชย์เกิดจากการร่วมทุนระหว่างราชสำนักและ นักธุรกิจชาวเยอรมันและชาวเดนมาร์ก ผู้บริหารธนาคารสยามกัมมาจลคือคนเยอรมันและคนอังกฤษจนถึงยุคสงครามโลกครั้ง ที่ 2 [2] หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยก้าวเข้าสู่โลกาภิวัฒน์มากขึ้นพร้อมๆกับประเทศอุตสาหกรรม บรรษัทข้ามชาติอเมริกันเริ่มร่วมทุนกับชนชั้นนำไทยตั้งแต่ยุคสงครามเกาหลี ตามด้วยบรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่นในยุคสงครามเวียดนาม ต่อมาก็เปิดให้ทุนต่างชาติลงทุนในบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดเงินและตลาดอสังหาริมทรัพย์มาจนถึงปัจจุบัน

อิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ครอบคลุมไปถึงด้านวัฒนธรรมและการศึกษา ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีบิดาแห่งศิลปะไทยร่วมสมัยและผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นชาว อิตาลี โรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุดในไทยคือโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนซึ่งก่อตั้งโดย มิชชันนารีและเป็นโรงเรียนที่ชนชั้นนำนิยมส่งลูกเรียนมาจนถึงปัจจุบัน โรงเรียนอัสสัมชัญที่นักธุรกิจนิยมส่งลูกเข้าเรียนก็ก่อตั้งโดยมิชชันนารี เหมือนกัน ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภาคเหนือและภาคตะวันออกก็มีโรงเรียนมิชชันนารีไว้ ช่วยสร้างทายาทชนชั้นนำ ความนิยมโรงเรียนมิชชันนารีในหมู่คนชั้นนำวิวัฒนาการมาเป็นความนิยมโรงเรียน นานาชาติและโรงเรียนประจำต่างประเทศ การคลอดลูกในประเทศทุนนิยมตะวันตกเพื่อให้ลูกมีสัญชาติตะวันตกกลายเป็น วัฒนธรรมของชนชั้นนำที่ชนชั้นกลางอยากเลียนแบบ ปริญญาจากต่างประเทศและทักษะภาษาต่างชาติโดยเฉพาะภาษาตะวันตกสำคัญต่อสถานะ ทางสังคม แม้แต่การเผยแพร่อุดมการณ์ชาตินิยมก็อาศัยกระบวนการจากประเทศ อาทิ การเผยแพร่วรรณกรรมชาตินิยมโรแมนติกเรื่องทวิภพและสี่แผ่นดินในรูปแบบมิวสิ คัล ถ้าเผยแพร่ในรูปแบบลิเกคงจะขายไม่ออก การผลิตภาพยนตร์ชาตินิยมก็ต้องอาศัยกล้องจากต่างประเทศ สิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมไทยโดนผูกติดกับเทคโนโลยีต่างชาติ ชัดเจนว่าชนชั้นนำไทยตอบรับโลกาภิวัฒน์อย่างหน้าชื่นตาบาน

ทั้งๆที่ชนชั้นนำไทยไม่เคยปฎิเสธทุนนิยมโลกาภิวัฒน์มาเป็นเวลา 150 ปีและไม่มีแนวโน้มจะปฏิเสธในอนาคต แต่ชนชั้นนำที่สนับสนุนรัฐประหารประชาสัมพันธ์ระบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ไม่ได้ เพราะแนวร่วมที่สำคัญคือกลุ่มเอ็นจีโอที่ต่อต้านทุนนิยมตั้งแต่ยุคสงคราม เย็น เขาจะลดพื้นที่ให้เป็นระบบเศรษฐกิจแบบภูมิภาคนิยมหรือเอเชียนิยมก็ไม่ได้ เพราะจีนและญี่ปุ่นต้องการความร่วมมือจากทั้งกลุ่มอาเซียน จะเป็นอาเซียนนิยมแบบในยุคนายกฯชาติชาย ชุณหะวันก็ติดขัดตรงความสัมพันธ์กับกัมพูชา ความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชาจะทำลายอุดมการณ์ชาตินิยมซึ่งช่วยสร้างภาพ วีรบุรุษให้กองทัพเพื่อขับเคลื่อนพลังสนับสนุนรัฐประหาร ด้วยเหตุนี้ ชนชั้นนำที่สนับสนุนรัฐประหารจึงประชาสัมพันธ์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมี นัยยะด้านชาตินิยมและสอดคล้องกับแนวคิดชุมชนนิยมของเอ็นจีโอควบคู่ไปกับวาท กรรมทุนนิยมสามานย์

ปรัชญาต่างจากเศรษฐศาสตร์อย่างไร?
ความแตกต่างระหว่างปรัชญาและเศรษฐศาสตร์อยู่ที่คณิตศาสตร์ ปรัชญานำเสนอตรรกะแต่ตรรกะจะสมเหตุสมผลหรือไม่ก็พิสูจน์ไม่ได้ถ้าไม่ใช้ คณิตศาสตร์ หัวใจของการจัดสรรทรัพยากรตามกระบวนการเศรษฐศาสตร์คือ Constrained optimization หรือการหาประโยชน์สูงสุดแบบมีข้อจำกัด เศรษฐศาสตร์ไม่สอนให้บริโภคแบบไม่บันยะบันยัง ข้อจำกัดพื้นฐานคืองบประมาณและเวลา ดังนั้นเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัยไม่ใช่ลัทธิบริโภคนิยม ใครอยากบริโภคมากก็ต้องทำงานมาก ใครอยากบริโภคน้อยก็ทำงานน้อย ใครมีความสุขแบบไหนก็เลือกเอาเองตามใจชอบ รัฐอยากจัดสรรทรัพยากรอย่างไรก็ใช้ระบบภาษีเพื่อจูงใจหรือลงโทษได้

คณิตศาสตร์ทำให้นโยบายสาธารณะจับต้องได้และประเมินได้ ที่สำคัญคณิตศาสตร์คือภาษาสากลที่ทำให้คนนอกอาชีพเศรษฐศาสตร์ร่วมประเมิน นโยบายด้วยได้ นโยบายสาธารณะหลายอย่างต้องอาศัยวิชาชีพอื่นนอกเหนือจากเศรษฐศาสตร์ เพราะเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ด้านการตัดสินใจจัดสรรทรัพยากร ในระดับบุคคลคือการตัดสินใจบริโภคและแบ่งเวลาทำงาน ในระดับบริษัทคือการตัดสินใจผลิตและใช้ปัจจัยการผลิต ในระดับประเทศคือการตัดสินใจจัดสรรปัจจัยการผลิตและผลผลิต ถ้าไม่ใช้คณิตศาสตร์ก็ยากที่จะให้วิศวกร สถาปนิก นักวิทยาศาสตร์ และแพทย์เข้ามาร่วมวางแผนนโยบายร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์ การก้าวพ้นปรัชญาจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของการนำเสนอนโยบายสาธารณะ

ดิฉันไม่ปฏิเสธคุณค่าของปรัชญา แม้ปรัชญาไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรได้ปรัชญาก็มีคุณค่าทางวรรณกรรม การผสมผสานระหว่างปรัชญาและวรรณกรรมมีคุณค่าทางด้านบันเทิงซึ่งสามารถแปรรูป เชิงพาณิชย์ได้ในมูลค่ามหาศาล แต่การแปรรูปวรรณกรรมเชิงพาณิชย์ก็ยังต้องอาศัยยุทธศาสตร์ด้านการตลาดซึ่ง ปรัชญานำเสนอไม่ได้

คณิตศาสตร์คือกุญแจสู่ความโปร่งใส
ความสำคัญของคณิตศาสตร์ไม่จำกัดแค่ด้านเศรษฐกิจแต่ครอบคลุมไปถึงด้านภัย ธรรมชาติ กฎหมายและการเมือง จะป้องกันน้ำท่วมกันอย่างไรก็ต้องอาศัยวิศวกรชลประทานช่วยคำนวณต้องอาศัย สถาปนิกช่วยออกแบบผังเมือง ศาลจะสั่งปรับเท่าไรจะยึดทรัพย์เท่าไรจะจำคุกกี่ปีจำเป็นต้องใช้ตัวเลข จะถกเถียงกันว่าอย่างไรถึงยุติธรรมก็ต้องอ้างอิงตัวเลขต้องใช้คณิตศาสตร์มา คำนวณ อยากรู้ว่าใครคอรัปชันกว่าใครก็ต้องอ้างอิงตัวเลข ตัวเลขจะทำให้เกิดความโปร่งใสซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาคอรัปชัน

เศรษฐกิจและสังคมไทยกินอยู่กะทุนนิยมโลกาภิวัฒน์มา 150 ปี มาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปพายเรือ นั่งเกวียน กินยาหม้อ หรือส่งลูกเรียนโรงเรียนวัด การปกปิดความจริงเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ชนชั้นนำไทยได้รับจากโลกาภิวัฒน์ทำ ให้เสียเวลาพัฒนาประเทศ เวลา 50 ปีที่ผ่านมาเกาหลีใต้และสิงคโปร์อาศัยโลกาภิวัฒน์จนติดอันดับโลกในหลายด้าน คนสิงคโปร์และคนเกาหลีใต้เดินทางทั่วโลกได้โดยไม่ต้องขอวีซาแบบคนไทย แม้คนสิงคโปร์จะไม่มีเสรีภาพทางการเมืองเท่าคนเกาหลีใต้ แต่คนสิงคโปร์ก็มีความเท่าเทียมทางการเมือง คือไม่เสรีเท่ากันยกเว้นครอบครัวนายลีกวนยูซึ่งชดเชยให้คนสิงคโปร์ด้วย เสรีภาพทางเศรษฐกิจ แม้สิงคโปร์พื้นที่เล็กมากคนสิงคโปร์สามารถบินไปเที่ยวไปหาความสุขในประเทศ อื่นรวมทั้งประเทศไทย

ไทยจะอยู่กับโลกาภิวัฒน์อย่างไรเพื่อให้ประโยชน์กระจายสู่ประชากรส่วน ใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์การพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์อะไรยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์ต้องก้าวพ้นปรัชญาและนำ เสนอตัวเลขด้วยตรรกะทางคณิตศาสตร์ที่ประเมินผลได้ จะเสนอโลกานิยม เอเชียนิยม อาเซียนนิยม หรือชุมชนนิยม ก็ต้องเอาตัวเลขมาประกวดแข่งกันให้ชัดเจนด้วยตรรกะทางคณิตศาสตร์ การนำเสนอด้วยปรัชญามีอรรถรสด้านวรรณกรรมแต่นำไปประเมินไม่ได้ ถ้าไม่ยอมเสนอตัวเลขให้ชัดเจนและหยุดที่จริยธรรมนิยมซึ่งมีสาระว่าเสนอให้ นักบุญอวตารมาพัฒนาประเทศให้ วันที่ประชากรส่วนใหญ่จะได้ลืมตาอ้าปากก็คงเป็นชาติหน้าที่มาไม่ถึง

หมายเหตุ

  1. ผู้อ่านที่สนใจสามารถใช้กูเกิลหาสคริปต์บทสนทนาจากวิกิลีกส์ได้
  2. British Business in Asia since 1860, edited by R.P.T. Davenport-Hines and Geoffrey Jones, 1989: Cambridge University Press

ประวิตร โรจนพฤกษ์: วาทกรรม “ความเป็นกลาง” ของสื่อ ไม่ง่ายอย่างที่อ้าง

ที่มา ประชาไท

เหตุการณ์ถกเถียงโต้แย้ง ระหว่างสภาการหนังสือพิมพ์กับเครือมติชน เรื่องความเป็นกลาง หรือไม่เป็นกลางของมติชนและสื่ออื่น จนทำให้มติชนตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์ ทำให้ผู้เขียนตระหนักว่า ความเข้าใจวาทกรรม “ความเป็นกลาง” ของสื่อเป็นสิ่งสำคัญและสังคมไทยยังขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้งเพียงพอเกี่ยว กับวาทกรรมนี้ จึงขอเสนอความเห็นมาพอสังเขปว่าด้วยเรื่องความเป็นกลาง ดังนี้

คำว่า “ความเป็นกลาง” มักถูกสื่อกระแสหลักใช้สร้างความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือมาเป็นเวลานาน ถึงแม้เอาเข้าจริงอาจมิต่างจากบรรดานายพลผู้ก่อรัฐประหาร ที่มักอ้างว่า ตนกระทำการเพื่อรับใช้ประชาชนและสถาบันกษัตริย์

คำถามแรกที่ควรถามคือ ความเป็นกลางคืออะไร

ความเป็นกลาง คือการอยู่กึ่งกลางระหว่างสองข้างหรือไม่

ความเป็นกลาง คือการอยู่กึ่งกลางระหว่างดีกับชั่ว ผิดกับถูก เผด็จการกับประชาธิปไตย หรือไม่ คำถามที่เลี่ยงไม่ได้คือ เป็นกลางระหว่างอะไร ระหว่างคู่พิพาท หรือ อุดมการณ์ที่ต่างกันสองข้าง สองขั้ว กระนั้นหรือ? และถ้ามีมากกว่าสองข้างอย่างสามสี่ข้าง แล้วจะเป็นกลางได้อย่างไร สื่อมักเอียงไปทางด้านของเจ้าของสื่อ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือทางอุดมการณ์ที่ตนสนับสนุนใช่หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตย อุดมการณ์เจ้านิยม อุดมการณ์เผด็จการ อุดมการณ์ทุนนิยม และอื่นๆ

ผู้เขียนเคยเขียนในหนังสือ "สื่อเสรีมีจริงหรือ: บทเรียนประชาธิปไตยและวัฒนธรรมในสื่อไทย" (ประวิตร โรจนพฤกษ์ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์โกมลคีมทอง ปี 2545, หน้า 46) ว่า: “เวลายืนดูรูปวาดบนผนังห้องเราสามารถดูได้จากหลายมุม มองหลายระดับตามความชอบและความสนใจ แม้คนสองคนมองจากจุดเดียวกัน ก็มักเห็นต่างกัน เพราะประสบการณ์ความชอบไม่เหมือนกัน คนสามคนมองแก้วน้ำที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ คนแรกบอกว่า "มีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว" คนที่สองบอกว่า "น้ำในแก้วขุ่นมาก" คนที่สามบอก "แก้วน้ำนี้สวยดี".”

ท้ายสุดแล้วจะมองอย่างไร สื่อและนักข่าว รวมถึงบรรณาธิการ ก็หลีกเลี่ยงการมองผ่านแว่นตาทางอุดมการณ์ทางการเมือง/แว่นตาทางชนชั้น/แว่น ตาทางเพศสภาพ/แว่นตาทางชาตินิยม/แว่นตาของอุดมการณ์หากำไรขององค์กรสื่อ นั้นๆ ได้ลำบาก ข้อจำกัดอื่นๆ ได้แก่ ในพื้นที่ที่จำกัดของสื่อ นักข่าวและ บก. จะให้ความสำคัญกับประเด็นไหน ข่าวใดไว้หน้าหนึ่ง และเลือกข่าวใดเป็นข่าวใหญ่ พวกเขาเลือกที่จะเสนอข่าวบางข่าว และเซ็นเซอร์บางเรื่องเช่นเรื่องเชิงวิพากษ์ หรือเท่าทันต่อสถาบันกษัตริย์และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเป็นกลางอย่างสัมบูรณ์เป็นไปไม่ได้

นี่ยังไม่รวมถึงโฆษณาจากภาครัฐ ภาคเอกชน ที่มีอิทธิพลต่อการเสนอข่าว เพราะฉะนั้น การที่สื่อจะมาอ้างเรื่องความเป็นกลางอย่างฉาบฉวย หลอกประชาชนโดยโฆษณาตื้นๆ เรื่องความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ ความน่าเชื่อถือ จึงเป็นเรื่องน่าละอาย ขาดความรับผิดชอบ คนในวงการสื่อที่เป็นห่วงสังคมจริงๆ ควรกล้าพูดเรื่องความเป็นกลางอย่างเป็นจริงกว่าที่เป็นอยู่

ทุกวันนี้การใช้วาทกรรมเรื่องความเป็นกลางของสื่อ บ่อยครั้งเป็นเพียงการสร้างเกราะบังความเอนเอียงฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงควรถูกตั้งคำถามจากสังคม

เมื่อตระหนักเช่นนี้แล้ว อาจเห็นได้ว่า ความเป็นกลางอย่างสัมบูรณ์ไม่มี จะมีก็แต่ความพยายามเป็นกลางให้มากที่สุด แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเช่น ข้อจำกัดทางอุดมการณ์ เช่น ถ้าสื่อมีอุดมการณ์เพื่อเผด็จการ สื่อจะให้พื้นที่สำหรับอุดมการณ์ประชาธิปไตยและก้าวหน้า อย่างเป็นธรรมหรือไม่ และทำไม ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การใช้คำว่าเป็นธรรม (fairness หรือ just) น่าจะชัดเจนกว่า ถึงแม้ว่า ความเข้าใจเรื่องความเป็นธรรมของแต่ละคนแต่ละกลุ่มก็อาจไม่เหมือนกัน เช่น กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นธรรมหรือไม่ การต้องติดคุกภายใต้กฎหมายหมิ่นนั้นแฟร์ไหม

ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ว่าด้วยเรื่องวาทกรรมของความเป็นธรรมและความเป็นกลาง หากแต่การใช้วาทกรรมเหล่านี้อย่างมักง่ายของสื่อ โดยไม่พูดถึงปัญหาและความย้อนแย้ง กลับสร้างปัญหาในการเข้าใจถึงบทบาทสื่ออันแท้จริง สังคมควรตระหนักว่า “ความเป็นกลาง” เป็นวาทกรรมที่มีปัญหา มีความสลับซับซ้อน และมิได้เป็นกลางอย่างง่ายๆ ไร้ข้อโต้เถียง ไร้ความย้อนแย้ง หรือไร้ข้อจำกัด อย่างที่ถูกนำเสนอโดยสื่อกระแสหลักอย่างหยาบๆ

ประกาศนิติราษฎร์: เสรีภาพสื่อ=การคุ้มครองสื่อจากรัฐ+การคุ้มครองประชาชนจากสื่อ

ที่มา ประชาไท

เกริ่นนำ

ดูเหมือนฝุ่นที่ถูกตีกวนจนฟุ้งกระจายจากข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ตั้งแต่ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๔ จางหายไปแล้วในสื่อกระแสหลัก (ยังมีบางสำนักเท่านั้นที่เล่นต่อไม่ปล่อย เช่น ไทยโพสต์) แต่ถ้าดูให้ดี ๆ จะพบว่าแท้จริงแล้วเรื่องนี้ยังไม่จบ เพียงแต่ถูกย้ายฐานเข้าไปตลบอบอวลอยู่ในเคเบิ้ลทีวี วิทยุชุมชน อินเทอร์เน็ต และเครือข่ายออนไลน์อย่างเฟสบุ๊กหรือทวิตเตอร์ อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นฝุ่นจากเรื่องเดียวกัน แต่เนื้อหาของฝุ่นในสื่อทั้งสองประเภทดูค่อนข้างแตกต่าง ลักษณะการวิพากษ์วิจารณ์ การให้เหตุผล การมีส่วนร่วมของผู้รับสื่อ ราวกับอยู่กันคนละโลก ปรากฏการณ์นิติราษฏร์ครั้งนี้สะท้อนอะไรบ้างเกี่ยวกับสื่อมวลชนไทย

ปรากฎการณ์นิติราษฎร์

คืนวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๔ คณะนิติราษฏร์ ตัดสินใจตั้งโต๊ะแถลงข้อเสนอทางวิชาการ ๔ ข้อ ในวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโอกาสที่อีกหนึ่งวันจะครบรอบ ๑ ปีก่อตั้งคณะนิติราษฏร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันรัฐประหารยึดอำนาจจากมือประชาชนเมื่อ ๕ ปีก่อน วัตถุประสงค์เพียงเพื่อสรุปสิ่งที่นิติราษฏร์ทำมาแล้วในรอบปี กับเสนอประเด็นใหม่เพื่อให้เกิดการถกเถียงทางวิชาการ และให้สังคมได้นำไปขบคิดต่อ แต่พลันที่นิติราษฏร์แถลงข้อเสนอออกไป ปฏิกิริยาต่อข้อเสนอดังกล่าวทั้งในสื่อกระแสหลักและสื่อทางเลือกคึกคัก ดุเดือด นอกเหนือความคาดหมายของสมาชิกในกลุ่ม อย่างไรก็ตาม สัปดาห์แรกภายหลังแถลงข้อเสนอ ประเด็นเดียวที่ถูกหยิบจับขึ้นวิพากษ์อย่างร้อนแรงตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็คือ ข้อ ๑ เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

ประเด็นที่ ๑
การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และยังเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ดังต่อไปนี้

๑. ประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และการกระทำใดๆที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๒. ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๓. ประกาศให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อาศัย อำนาจตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข (คปค.) และคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลยุติธรรมที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาที่เกิดจากการเริ่มกระบวนการ โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๔. ประกาศให้เรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นเจ้าหน้าที่ และเรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นศาล ที่เกิดจากการเริ่มเรื่องโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นอันยุติลง

๕. การประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาตามข้อ ๒ และการยุติลงของกระบวนการตามข้อ ๓ ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษหรือการล้างมลทินแก่บุคคลที่ถูก กล่าวหาว่ากระทำความผิด และไม่ใช่เป็นการลบล้างการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิด ดังนั้น หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่ก็สามารถกระทำไปตามกระบวนการทาง กฎหมายปกติได้

๖. เพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมและนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ.

ทั้งพาดหัว และเนื้อข่าวซึ่งมาจากการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่มีต่อข้อเสนอ นักข่าวเขียนเองเชิงรายงานข้อเท็จจริง รวมทั้งบทวิเคราะห์วิจารณ์ของคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ กว่า 80 % เป็นไปในทางโจมตีโดยมีประเด็นหลักร่วมกันว่า คณะนิติราษฏร์เสนอให้ลบล้างความผิดของทักษิณ ชินวัตร ต้องการช่วยคนเพียงคนเดียว และเป็นการรับงาน/รับเงิน ชื่อ นิติราษฏร์ ถูกเปลี่ยนเป็น นิติเรด นิติราด ไปจนถึงนิติทรราชย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ผู้เป็นกำลังหลักในคณะนิติราษฏร์ ถูกเปลี่ยนเป็นวรเรด วรเชษฐา(ของทักษิณ) วรแจ็ค(ผู้ฆ่ายักษ์) กระทั่งวรนุช ภาพลักษณ์ของคณะนิติราษฏร์ซึ่งประกอบด้วยนักกฎหมาย 7 คน กลายเป็นผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านเสื้อแดง กลุ่มก่อความวุ่นวาย ไปจนถึงขบวนการผีอีเม้ย

ไม่ควรต้องปฏิเสธหรือออกมาปัดป้องกันให้วุ่นวายว่า การเสนอข่าวหรือการขายข่าวโดยสื่อมวลชนเช่นนั้น (จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) เป็นการเสนอขายข้อที่ไม่เป็นความจริง หรือถ้าจะโต้ว่านำเสนอข้อเท็จจริงก็เป็นไปอย่างไม่ครบถ้วน หลายกรณีที่สื่อและผู้ให้สัมภาษณ์คิดจินตนาการเอาเองอย่างขาดความเข้าใจ บิดข้อเท็จจริงเพื่อทำให้ข้อเสนอดูสุดโต่งน่ากลัว หากจะกล่าวให้หนัก ก็คือ การใส่ร้ายป้ายสีอย่างลอย ๆ โดยไร้พยานหลักฐาน แน่นอนว่าเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งในทางเนื้อหาข้อเสนอ และทั้งเจตนารมณ์ของคณะนิติราษฏร์ เกิดข้อกังขาทั้งในประเด็นการเมือง และเรื่องส่วนตัว แต่แทบไม่มีพื้นที่ให้ประเด็นในหลักการทางกฎหมาย และการถกเถียงด้วยปัญญา ที่น่าสนใจยิ่ง ก็คือ คำถามต่าง ๆ เกิดขึ้นเสมือนหนึ่งว่าคณะนิติราษฎร์ไม่เคยจัดแถลงและอธิบายรายละเอียดของ ข้อเสนอมาก่อนเลย หรือมิเช่นนั้นก็เสมือนผู้ตั้งคำถาม คนให้สัมภาษณ์ คนเขียนข่าว คอลัมนิสต์ไม่ได้อ่านข้อเสนอของนิติราษฏร์ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว ในประเด็นที่สงสัย

การพร้อมใจกันเสนอข่าวโจมตีไปในแนวเดียวกันในช่วงสัปดาห์แรก ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคมไทยมากอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน มีบุคคลและองค์กรสาธารณะทั้งในและนอกวงการกฎหมายกระโจนเข้าวิพากษ์คัดค้าน แต่มีเพียงน้อยนิดที่ยืนอยู่บนตรรกหลักการและเหตุผล จนในที่สุดนิติราษฏร์จำเป็นต้องเปิดแถลงข่าวเพื่อตอบคำถามสื่อมวลชนและบรรดาผู้คัดค้านอีก ครั้งในวันอาทิตย์ถัดมา คือวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๔ สัปดาห์หลังจากนั้น สื่อมวลชนจำนวนหนึ่งเสนอข่าวที่มีรายละเอียดของข้อเสนอ และคำอธิบายข้อเสนอครบถ้วนขึ้น แม้สื่อบางสำนักจะยังไม่เปลี่ยนแปลงความคิดเห็นและลักษณะการเสนอข่าวของตน แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าบทวิเคราะห์วิจารณ์ของสื่ออีกหลายสำนักเป็นไปอย่าง มีเหตุมีผล บางสำนักมีท่าทีเปลี่ยนไปจากสัปดาห์แรกอย่างชัดเจนราวเหวกับฟ้า (ตัวอย่างเช่น เดลินิวส์) (ดูปฏิริยาต่อข้อเสนอนิติราษฏร์ที่ "นิติราษฏร์ Effect - ปฏิกิริยาต่อข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฏร์" ของเว็บไซท์ http://www.siamintelligence.com)

แม้ว่าในท้ายที่สุด ด้วยเหตุแห่งการใส่สีกวนตีประเด็นโดยสื่อมวลชน จะยังผลให้แนวคิดสำคัญที่ว่าด้วย "การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร" ซึ่งเป็นเรื่องใหม่และยังไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย เป็นที่รับรู้และสนใจในวงกว้าง เป็นคุณูปการต่อประชาชนและต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์เอง แม้ผลจากการแถลงข่าวครั้งที่สองของนิติราษฏร์จะทำให้เกิดบรรยากาศแห่งการถก เถียงที่เป็นวิชาการยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนเข้าใจข้อเสนอได้ถูกต้องขึ้น ก็ตาม แต่อันที่จริงแล้วการแถลงข่าวครั้งที่สองของนิติราษฏร์คงไม่จำเป็นต้องเกิด ขึ้นเลย ประชาชนทั่วไปน่าจะเข้าใจข้อเสนอได้ตั้งแต่ครั้งแรก หากสื่อมวลชนไทยทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้น

สื่อมวลชน อำนาจที่สี่แห่งรัฐสมัยใหม่ !

อาจกล่าวได้ว่า นอกเหนือจากสามอำนาจหลักในหลักการแบ่งแยกอำนาจ กล่าวคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แล้ว สื่อ เปรียบเสมือนอำนาจที่สี่ แห่งรัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐในยุคข้อมูลข่าวสาร (ผู้เขียนตั้งใจไม่ใช้ว่า สื่อ คือ "ฐานันดรที่ 4" เพราะเป็นคนละกรณีกัน เรื่องฐานันดรเป็นการพูดถึงสื่อที่เน้นไปในเชิงกลุ่มที่มีอภิสิทธิ์ เพิ่มเติมจาก 3 ฐานันดรเดิม คือ กษัตริย์ ศาสนา และรัฐสภา) หากเราให้คำนิยาม "สื่อ" หรือ Media ว่าหมายถึง การส่งสาร หรือข้อมูลใด ๆ สู่มวลชนโดยไม่จำเพาะเจาะจง ไม่จำกัดรูปแบบของสารที่ส่ง ตัวหนังสือ ภาพ และ/หรือ เสียง รวมทั้งไม่สำคัญว่าตัวรับ-ตัวส่งมีหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ควรต้องกล่าวว่า "สถานะความเป็นอำนาจที่สี่" ของสื่อ เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง มิใช่เพิ่งเกิดในยุคมิลเลนเนี่ยมที่ได้เครื่องมือชิ้นใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ กับอินเทอร์เน็ตมาช่วยกระจายข้อมูลข่าวสาร

ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า นานมาแล้วที่หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ไม่ได้ทำเฉพาะหน้าที่พื้น ๆ อย่างการเป็น "ตัวกลาง" ในการส่งผ่าน (Medium) "ข้อเท็จจริง" หรือ "ความเห็นของผู้อื่น" สู่ประชาชน เท่านั้น แต่มันยังเป็น "ตัวจักร" (Factor) สำคัญที่มีอิทธิพลต่อความคิดเห็นของประชาชน กระทั่งเป็น "ตัวสร้าง" อุดมการณ์ความคิดเห็นของประชาชนให้เกิดขึ้น (ในทางหนึ่งทางใด) เสียเอง ถ้าว่ากันที่เรื่องทางการเมืองการปกครอง สื่อเป็นทั้งตัวเชื่อมโยงประชาชนกับอำนาจรัฐ และทั้งตัว "ถ่วงดุล" อำนาจรัฐทั้งสาม และด้วยพลังอำนาจ และความทรงประสิทธิภาพของสื่อเช่นนี้เอง ในด้านหนึ่ง สื่อจึงไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือ หรือตกอยู่ภายใต้ "อำนาจรัฐ" ทั้งปวง รวมทั้งของ "อำนาจอื่น ๆ" ในรัฐ (เช่น ทุน, ความจงรักภักดี ฯลฯ) และถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมี "กฎหมาย" คุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ควรมีเครื่องมือในการ "ตรวจสอบ" บทบาทและการทำหน้าที่ของสื่อ

เสรีภาพสื่อ คือ เสรีภาพประชาชน ?

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาการเรียกร้อง "เสรีภาพ" ในเรื่องที่เกี่ยวกับสื่อที่เกิดขึ้นในเมืองไทย จำนวนมากมักเป็นการเรียกร้องความคุ้มครองจากรัฐ โดยอาศัย "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร" (Freedom of Speech and Information) เป็นมูลฐาน ซึ่งถือเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" เป็นกรณีที่ "ประชาชนสู้กับอำนาจรัฐ" ไม่ให้รัฐปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร หรือทำลายพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น (หลายครั้งที่คนทำสื่อเองก็เข้ามาเรียกร้องในเหตุผลนี้ แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่งไม่ใช่ในฐานะคนทำสื่อ) และโดย "สถานภาพแห่งตัวมันเอง" ที่เป็นถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน รัฐจึงมีหน้าที่ต้องให้ "ความคุ้มครอง" แก่ประชาชนในเรื่องนี้เสมอ ลักษณะการเรียกร้องเช่นนี้ อันที่จริงแล้วจะแตกต่างจากกรณีของการเรียกร้องโดยอาศัยเหตุผลในเรื่อง "เสรีภาพสื่อ" (Freedom of the Press) มาเป็นฐาน เพราะเป็นเรื่องระหว่าง สื่อหรือคนทำงานสื่อสู้กับอำนาจรัฐ (หรืออำนาจอื่นใด) เป็นการต่อสู้เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องทำงานด้วยเจตจำนงค์ที่ไม่เป็นอิสระ ตัวอย่าง เช่น การต่อสู้ของไอทีวีในยุคจะถูกควบกลืนโดยรัฐ รวมทั้งการต่อสู้ของ "พนักงาน" ไอทีวีในยุคที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

สิ่งที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเสรีภาพประการแรกกับประการหลัง ก็คือ เสรีภาพประการหลังนี้ ซึ่งอาจเรียกเต็มๆ ว่า "เสรีภาพ (ในการจัดการ) สื่อ (สารสู่มวลชน)" ไม่ได้มีสถานะเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ที่ต้องได้รับ "ความคุ้มครอง" โดยตัวของมันเอง และอย่างเสมอไป แต่ "ความคุ้มครอง" จะมาพร้อมกับ "การทำหน้าที่" เท่านั้น กล่าวอีกอย่าง ก็คือ "สิ่งที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง" ในกรณีนี้ไม่ใช่ "ตัวสื่อหรือตัวคนทำสื่อ" แต่คุ้มครอง "บทบาทและการทำหน้าที่ของสื่อ" ต่างหาก ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายเบื้องหลังเพื่อให้ "การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน“ ได้รับประกันความเสรีอย่างแท้จริง ได้รับข้อมูลทุกแง่มุม ไม่ถูกปิดบัง หรือต้องถูกบิดเบือนไปเพราะความไม่อิสระของสื่อ หรือเพราะการใช้อำนาจในทางมิชอบของสื่อเอง

ภายใต้แนวคิดเช่นนี้ จึงย่อมเป็นเรื่องเข้าใจได้ว่า สื่อที่ไม่ทำหน้าที่แห่งสื่อที่แท้จริง สื่อที่ไม่มีจรรยาบรรณ นำเสนอความจริงไม่ทั้งหมด บิดเบือนเฉือนข่าว เต้าข่าว มุ่งหมายให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ฯลฯ จึงมีโอกาสถูกตรวจสอบ หรือควรต้องถูกตรวจสอบโดย "ประชาชนผู้รับสื่อ" กรณีที่แย่คือ ถูกจำกัดความคุ้มครองลง หรือกระทั่งถูกลงโทษได้ ทั้งนี้โดยอาศัยมาตรการทางกฎหมาย หรือมาตรการทางสังคม (ไม่ซื้อ ไม่อ่าน ไม่ดู ฯลฯ) เพราะสื่อแบบนี้ แท้ที่จริง ก็คือ ตัวการทำลายเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนเสียเอง ดังนั้น คำว่า "เสรีภาพสื่อ" ในที่นี้จึงเป็น "ภาพสองมิติ" ที่นอกจากนัยของการ "คุ้มครองสื่อจากอำนาจรัฐ" (สื่อ vs. รัฐ) แล้ว ยังหมายถึง "คุ้มครองผู้รับสื่อจากอำนาจสื่อ" (ประชาชน vs. สื่อ) ด้วย

เสรีภาพสื่อ => การคุ้มครองสื่อจากรัฐ + การคุ้มครองประชาชนจากสื่อ

อย่างไรก็ตาม นับว่าน่าเสียดายที่ในเมืองไทย คำ ๆ นี้มักถูกจำกัดให้แคบ และแสดงให้เห็น หรือเน้นที่ภาพมิติแรกเพียงมิติเดียว คือ การคุ้มครองสื่อจากอำนาจรัฐ เท่านั้น สำหรับประเด็นที่เป็นสาธารณะแล้ว การต่อสู้เพราะมีการ "คุกคามสื่อ" จึงย่อมมีมากกว่า การต่อสู้เพราะ "ถูกสื่อคุกคาม" ซึ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพราะความสับสนระหว่าง สิทธิขั้นพื้นฐาน กับสิทธิของสื่อ คนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่าเหมือนกัน หรือกระทั่งเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่า "สื่อน้ำเน่าหรือสื่อน้ำดี" ก็ล้วนมีระดับความคุ้มครองเท่าเทียมกัน เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน การกล่าวสโลแกน "เสรีภาพสื่อ คือ เสรีภาพของประชาชน" โดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม แสดงให้เห็นความปนเปในเรื่องนี้ได้อย่างดี ความสับสนนี้รุนแรงขึ้นอีกในยุค Web 2.0 และ "สื่อพลเมือง" ก่อกำเนิด ทำให้เส้นแบ่งระหว่างประชาชน (คนรับสื่อ) กับสื่อ (คนทำสื่อ) พร่าเลือนไป แต่เอาเข้าจริงแล้ว "สองเสรีภาพ" ที่กล่าวถึงนี้โดยตัวมันเองมีจุดเหลื่อมซ้อนกัน ดังกล่าวไปแล้วว่าถ้าคนทำสื่อไม่มีอิสระ ผลที่เกิดขึ้นก็คือความเสรีในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนถูกกระทบ กระเทือน สุดท้ายมิติที่สองที่ประชาชนเองต้องตรวจสอบสื่อด้วยจึงถูกมองข้ามไป

ประชาชนต้องรู้เท่าทัน และทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของสื่อ

แม้ไม่ใช่ประเด็นหลักในการเรียกร้อง แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนคนไทยจำนวนหนึ่งเริ่มถามหาจรรรยาบรรณของสื่อ อย่างจริงจังมากขึ้น เพราะสื่อของบางสำนักแสดงอิทธิฤทธิ์และอำนาจในทางลบได้แจ่มชัด แต่ปัญหาที่ต้องคิดต่อ ก็คือ จนถึงปัจจุบันประชาชนไทยมีเครื่องมือตรวจสอบการทำงานของสื่อแล้วหรือยัง

รัฐธรรมนูญ เยอรมันบัญญัติหลักความคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดง ความคิดเห็นของประชาชน (Meinungs- und Informationsfreiheit) กับ เสรีภาพสื่อ (Medienfreiheit) ไว้ในมาตราเดียวกัน แต่คนละประโยค นอกจากศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันจะเคยตีความว่า "เสรีภาพสื่อ" หมายรวมทั้ง การคุ้มครองสื่อจากรัฐ และ คุ้มครองประชาชนจากสื่อ แล้ว เยอรมันยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับ (เรียกรวม ๆ ว่า Medienrecht) ที่กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับ "บทบาทและการทำหน้าที่ของสื่อ" ส่วนในกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาเยอรมัน นอกจากบทที่ว่าด้วย การคุ้มครองคนทำงานสื่อจาก "อิทธิพล" ต่าง ๆ (รัฐ, ทุน ฯลฯ) แล้ว ยังมีบทลงโทษที่เกี่ยวกับการทำงานสื่อ อาทิ ห้ามนำหมิ่นประมาทบุคคลอื่น ห้ามนำเสนอข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน ห้ามโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ลัทธิการเมืองหัวรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน (Volksverhetsung) ยั่วยุ ปลุกปั่นความรุนแรง ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้วยการใช้เนื้อหา หรือถ้อยคำที่ชัดเจนในเชิงปฎิปักษ์ หรือโดยอาศัยความแตกต่างกันระหว่าง ความเชื่อ เชื้อชาติ ศาสนา มาว่าร้าย ด่าทอประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยความมุ่งหมายเพื่อสร้างความเกลียดชังกันเองในหมู่ประชาชน หรือเพื่อทำลายสันติภาพในสังคมโดยรวม (มาตรา ๑๓๐ ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน)

ใช่ว่าบทบัญญัติต่าง ๆ ในทำนองเดียวกับที่กล่าวมาจะไม่มีเสียเลยในประเทศไทย แต่ปัญหาคือ เครื่องมือที่มีอยู่ยังดูบิดเบี้ยว ไม่สมบูรณ์สำหรับรัฐประชาธิปไตยปกติ เครื่องมือตรวจสอบไม่ว่าจะเป็น พรบ.จดแจ้งการพิมพ์, พรบ.วิทยุคมนาคม, พรบ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์, พรบ.ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ หรือพรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยส่วนใหญ่ไม่ใช่เครื่องมือของประชาชนเพื่อตรวจสอบการทำงานของสื่อ แต่เป็นเครื่องมือของรัฐในการควบคุมสื่อ กฎหมายเหล่านี้นอกจากควบคุมในแง่เงื่อนไขการประกอบการ และคุณสมบัติของผู้ประกอบการแล้ว บางฉบับยังก้าวล่วงคุม "เนื้อหา" ในสื่อด้วย รัฐสามารถเซ็นเซอร์ได้ทั้ง "ก่อน" และ "หลัง" การเผยแพร่ รวมทั้งมีบทลงโทษทางอาญากำกับ ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายสื่อสารมวลชน (อย่างน้อย ๆ ก็) ในเยอรมัน ที่กำหนด สิทธิและหน้าที่ของสื่อมวลชนไว้เพียงที่เกี่ยวกับเงื่อนไขการประกอบการ สิทธิการเข้าถึงแหล่งข้อมูล ภาระในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน การต้องเสนอข่าวสารทุกแง่มุม รวมทั้งหลักเกณฑ์ในเรื่องเงินทุนดำเนินการ โฆษณา และจะไม่ก้าวล่วงคุม "เนื้อหา" ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดห้ามรัฐเซ็นเซอร์ "ก่อนการเผยแพร่" (Vorzensur) การเซ็นเซอร์ภายหลังนั้นแม้ทำได้ แต่ก็โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ชัดเจนเท่านั้น บทลงโทษที่เกี่ยวกับ "เนื้อหา" สื่อ จะไปกำหนดในกฎหมายอื่น เช่น แพ่ง พาณิชย์ อาญา ทรัพย์สินทางปัญญา เด็กและเยาวชน จึงเท่ากับเป็นอำนาจและหน้าที่ของประชาชนโดยตรงที่จะต้องคอยถ่วงดุลตรวจสอบ การทำงานของสื่อ แม้กับเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง และเรื่องส่วนรวม โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเองโดยตรงอย่างกรณีของการถูกหมิ่นประมาท

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ประเทศไทยจะมีมาตรา ๑๑๕, ๑๑๖ และ ๑๑๗ ประมวลกฎหมายอาญา กำหนดความผิดที่เกี่ยวกับสื่อ คือ การกระทำด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด ในลักษณะยุยง ปลุกปั่นประชาชน ตำรวจ ทหาร แต่บทบัญญัติเหล่านี้ล้วนมีขึ้นเพื่อป้องกัน "ความกระด้างกระเดื่องของประชาชน" ที่อาจมีผลเสียต่อ "อำนาจรัฐ" เองทั้งสิ้น หาใช่มุ่งหมายคุ้มครอง "สันติภาพ" ในหมู่ประชาชนด้วยกันเองโดยตรงไม่ (ต่างจากเยอรมัน) ถ้อยคำหรือบทบัญญัตห้ามพูดจาบิดเบือน เร้าความรุนแรง ยุยงให้ประชาชนตั้งกลุ่มเกลียดชังต่อสู้กันเอง จึงไม่ปรากฎให้เห็น หรือมิเช่นนั้นก็สร้างบทบัญญัติคุ้มครองบุคคลจนเกิน "หลักความพอสมควรแก่เหตุ" (ตามมาตรา ๒๙ รัฐธรรมนูญแ่ห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐) อย่างมาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา ที่กำลังเป็นปัญหาถกเถียงกันอยู่

ตรวจสอบสื่อ ตรวจสอบความเป็นกลางทางการเมือง ?

อาจเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้และยังไม่ยุติ แต่โดยส่วนตัว ผู้เขียนเห็นว่า “ความเป็นกลางทางการเมือง” ไม่เคยมีอยู่จริงในสังคมไทย ทั้งนี้ไม่ว่าในวงการใดก็ตาม รวมทั้งวงการสื่อสารมวลชน และไม่ว่าสื่อพลเมือง หรือสื่ออาชีพ เพียงแต่วงการเหล่านั้นจะยอมรับความจริงในเรื่องนี้หรือไม่เท่านั้น การพาดหัวข่าว การเขียนข่าว คำถามที่ใช้สัมภาษณ์แหล่งข่าว การวิเคราะห์ข่าว แม้กระทั่งการวาดการ์ตูน หากพิจารณาให้ดีย่อมแสดงถึงแนวคิด ทัศนคติที่มีต่อโลกและสังคม และอุดมการณ์ทางการเมืองของตัวผู้นำเสนอ

คงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก หรืออาจทำไม่ได้เลย ที่ประชาชนทั่วไป นักวิชาการ นักการเมือง บุคคลสาธารณะ รวมทั้งคณะนิติราษฏร์จะเรียกร้อง “ความเป็นกลางทางการเมือง” หรือร้องขอให้บรรดาสื่อปรับเปลี่ยน “อุดมการณ์ทางการเมือง” ของตนเอง แต่น่าจะถือเป็นเรื่องชอบธรรมอย่างเต็มที่ ที่สื่อจะถูกเรียกร้องได้เสมอว่าต้องทำหน้าที่เสนอ “ข้อเท็จจริง” ให้ครบถ้วน ไม่บิดเบือนเฉือนแต่ง จนทำให้ประชาชนผู้รับสื่อเข้าใจผิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่สื่อนั้นเลือกที่จะนำเสนอสู่สาธารณชนแล้ว เพราะนั่นคือการทำหน้าที่รักษาเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยรวม อันเป็นฐานของการได้มาซึ่งเสรีภาพในการนำเสนอข่าวของสื่อ

ปัจจุบัน หากเราเชื่อมั่นในวิจารณญาณของประชาชน การเลือกนำเสนอข่าวสารที่เทน้ำหนักไปยังข้างใดข้างหนึ่งตามอุดมการณ์ทางการ เมืองของสื่อ อาจไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอีกต่อไป ตราบใดที่รัฐเปิดพื้นที่การเสนอข่าวให้กับสื่อของทุก ๆ ฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน และปล่อยให้ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณในการเลือกเอง แต่ย่อมเป็นเรื่องหนักหนาและไม่อาจยอมรับได้หากสื่อเหล่านั้น นอกจากไม่เป็นกลางแล้ว ยังปิดกั้นข้อมูล บิดเบือนข้อเท็จจริง ใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้าม กระทั่งเต้าข่าว หวังสร้างหรือกำหนดทิศทางความคิดเห็นของประชาชนเพื่อบรรลุเป้าหมายของพวกตน และนี่คือประเด็นสำคัญที่สื่อต้องถูกประชาชนตั้งคำถามและปรับเปลี่ยน

มิติในเรื่อง "เสรีภาพสื่อ" โดยมี "ประชาชนเป็นผู้ตรวจสอบสื่อ" (ย้ำว่า ไม่ใช่เรื่อง รัฐตรวจสอบหรือควบคุมสื่อ) นี้น่าจะมีความสำคัญและจำเป็นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในหลายเรื่องของประเทศไทย ทั้งการเมืองการปกครอง การเรียกร้องความเป็นธรรม รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านรัชสมัย จริงอยู่ที่สื่อใหม่อย่างอินเทอร์เน็ต เครือข่ายออนไลน์ วิทยุชุมชน รวมทั้งเคเบิ้ลท้องถิ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งยังช่วยคานอำนาจการนำเสนอข้อมูลข่าวสารโดยสื่อกระแสหลัก หรือสื่อประเภทดั้งเดิมทั้งหลายได้ แต่ก็ยังมิอาจต้านทานแนวคิด อุดมการณ์ที่สื่อกระแสหลักพยายามกำหนดสร้าง หรือยัดเยียดลงสู่สังคมได้ทั้งหมด ปรากฎการณ์ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อีกทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของนิติราษฏร์อย่างไร้เหตุผลในช่วงสัปดาห์ แรก จนนิติราษฏร์กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในคนทุก ๆ กลุ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน (ทั้งที่นิิติราษฏร์ก่อตั้งมาแล้วกว่า ๑ ปี) น่าจะยืนยันได้ว่าสื่อดั้งเดิมยังทรงอิทธิพลอยู่มาก

ปรากฎการณ์นิติราษฏร์ทำให้เห็นปัญหาของสื่อไทยได้ชัดขึ้น

ในงานแถลงข่าวรอบสองของนิติราษฎร์ สื่อจำนวนหนึ่งที่เขียนโจมตีไปในสัปดาห์แรกไม่มาร่วมงาน ไม่มารับฟังข้อมูลที่เป็นจริง และยังตั้งหน้าตั้งตาเขียนข่าวตามความเชื่อของตนต่อไป สื่อจำนวนหนึ่งในงานกล่าวได้น่าเห็นใจว่า ช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยอันต่อเนื่องยาวนาน สื่อถูกรังแก ถูกกระทำจากทุกฝ่ายมาโดยตลอด ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศที่คู่ขัดแย้งมักไม่ลงที่สื่อ แต่ปัญหาก็คือ คำกล่าวนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ “สื่อไม่เคยตรวจสอบการทำหน้าที่ของตัวเอง” หากสอบทานให้ดีเราอาจพบว่า เอาเข้าจริงแล้ว สื่อเมืองไทยเล่นบทผู้ลงมือกระทำให้เกิดความขัดแย้ง เท่ากับหรือเผลอๆ จะมากกว่า บทผู้ถูกรังแก หรือโดนกระทำจากความขัดแย้ง

นับเป็นเรื่องน่าสนใจเมื่อเราพบว่า เส้นทางของขบวนการต่อสู้ของสื่อหัวก้าวหน้าในต่างประเทศแม้ในประเทศใกล้ เคียงอย่าง มาเลเซียและฟิลิปปินส์ คือ การต่อต้านเผด็จการ สู้เพื่อหลักการประชาธิปไตย และช่วยยืนยันสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ขบวนการสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อกระแสหลักในบ้านเราดูเหมือนไม่เป็นแบบนั้น จริงอยู่คงมิอาจเหมารวมได้ว่าสื่อที่ออกข่าวโจมตีข้อเสนอนิติราษฎร์เป็นสื่อ ที่ยินดีหรือเห็นด้วยกับการรัฐประหาร (สื่อบางสำนักแสดงให้เห็นว่าเห็นด้วยกับรัฐประหารจริง) แต่สื่อเหล่านี้ย่อมตกอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยได้ว่าไม่ชัดเจนหรืออาจไม่ เห็นด้วยนักกับแนวทางประชาธิปไตย เหตุใดสื่อรังเกียจและทำท่ารับไม่ได้อย่างออกนอกหน้าต่อการนิรโทษกรรมให้คน ๆ เดียว (ซึ่งไม่ใช่ข้อเสนอของนิติราษฏร์ด้วย แต่สื่อคิดเองเออเอง) ในขณะที่ไม่แสดงอาการเดียดฉันหรือตั้งคำถามต่อการออกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเอง โดยคณะผู้ทำรัฐประหาร ? ด้วยเหตุผลกลใด หรือด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดกัน ที่ทำให้สื่อไม่รู้สึกยินดี หรืออย่างน้อยพยายามทำความเข้าใจกับข้อเสนอที่เสนอให้เอาตัวผู้ทำรัฐประหาร มาลงโทษ แต่กลับตั้งหน้าตั้งตาเบี่ยงประเด็นจนอาจกลายเป็นการช่วยปกป้องคนยึดอำนาจ ประชาชน ?

ข้อเสนอของนิติราษฏร์ในประเด็นลบล้างผลพวงรัฐประหาร วางอยู่บนหลักการที่ไม่ยอมรับการทำรัฐประหารไม่ว่ารัฐประหารนั้นจะเกิดขึ้น แล้ว หรือยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ชัดเจนตั้งแต่การเสนอในครั้งแรกว่า ให้ผลที่สำคัญ ๒ ประการคือ

๑. ทำให้บท “นิรโทษกรรมตัวเอง” ของผู้ก่อรัฐประหารสิ้นผล เป็นโมฆะ เพื่อจะนำคนทำรัฐประหารมาลงโทษตามกฎหมาย ยืนยันว่าเป็นการกระทำความผิดในระบอบประชาธิปไตย และซึ่งแน่นอนการทำเช่นนี้ย่อมให้ผลเป็นการป้องกันการทำรัฐประหารในอนาคตไป ด้วยในตัว

๒. ลบล้างกฎหมาย หรือประกาศที่ออกโดยผู้ทำรัฐประหาร รวมทั้งล้างคำตัดสินของศาลที่เริ่มต้น หรือเกี่ยวพันโดยตรงจากการทำรัฐประหาร เช่น รับคำร้องจากคตส. หรือใช้ประกาศคปค.เป็นฐานในการตัดสิน โดยไม่ใช่การลบล้างความผิด หรือนิรโทษกรรมให้กับใคร ความผิดยังคงอยู่ และเมื่อลบล้างแล้ว ให้เริ่มการพิจารณาความผิดของผู้นั้นใหม่ตามกระบวนการยุติธรรม

แต่เรากลับหาข้อเท็จจริง ๒ ประการนี้ได้ยากยิ่งจากการเสนอข่าวของสื่อทั้งหลายในสัปดาห์แรก ถ้าเราเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร สังคมจะแตกแยกได้อย่างไรหากข้อเสนอของนิติราษฎร์ถูกนำเสนอโดยครบถ้วนต่อ สาธารณชน ไม่ถูกบิด ถูกเฉือน หรือถูกเลือกนำเสนอเพียงบางด้าน ในกรณีที่หนักหนา คือ สิ่งที่ถูกนำเสนอในนามนิติราษฏร์ กลับไม่ใช่สิ่งที่นิติราษฏร์ต้องการนำเสนอ

ด้วยเหตุนี้เอง แม้สื่อบางสำนักจะอ้างว่าตนมีอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่ย่อมไม่อาจหลุดพ้นจากคำตำหนิไปได้ เพราะดูเหมือนพวกเขาไม่ทำการบ้าน ไม่หาข้อมูล ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเสนอข่าว เขียนข่าวมักง่าย ฉาบฉวย เสี้ยมแหล่งข่าว โดยมุ่งหวังขายข่าวหวือหวาน่าติดตามแต่ถ่ายเดียวโดยขาดความรับผิดชอบ และด้วยวิธีการทำงานแบบนี้ของสื่อ สื่อเองใช่หรือไม่ที่กำลังเล่นบทเป็น “ตัวการหรือตัวจักร” ทำให้สังคมแตกแยก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างคนที่เกลียดกลัว กับไม่เกลียดกลัวผีทักษิณ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับข้อเสนอของนิติราษฏร์

ภายหลังการแถลงข่าวรอบที่สองของนิติราษฏร์ เริ่มมีนักวิชาการทั้งด้านกฎหมายและอื่น ๆ แสดงความคิดเห็นแย้งและสนับสนุน แม้จำนวนหนึ่งจะยังคงดึงดันโต้ตอบโดยไร้เหตุผลไม่ต่างอะไรกับเด็กอมมือ แต่ก็มีบางกรณีที่พยายามหาเหตุผลมาเสนอแย้ง บรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนทางวิชาการกระเตื้องขึ้น นักวิชาการทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่งัดข้อกฎหมายขึ้นซัดกันนัวและน่าสนุก แต่สิ่งที่น่าเสียดาย ก็คือ เรื่องราวเหล่านี้ไม่ปรากฎในหน้าสื่อกระแสหลักฉบับที่เคยเขียนโจมตีนิติรา ษณฎร์อีกต่อไปแล้ว มันเป็นเรื่องของโลกออนไลน์ มันเป็นความเคลื่อนไหวในกลุ่มเฟสบุ๊ก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสื่อกระแสหลักไม่สนใจเล่น หรือให้พื้นที่ข่าวกับเรื่องที่เป็นเนื้อหาสาระจริงจัง ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่การดูแคลนศักยภาพของสื่อใหม่ สื่อใหม่อย่างเครือข่ายออนไลน์อาจมีบทบาทในการนัดพบ ขับเคลื่อนประเด็นการเมืองมากมาย และอาจถือเป็นเครื่องมือหนึ่งของประชาชนที่จะใช้ต่อกรกับสื่อเก่า แต่เราต้องยอมรับว่าทั้งจำนวนคนเล่น และกลุ่มผู้เล่นยังอยู่เพียงในวงจำกัด ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ของประเทศยังเข้าถึงสื่อใหม่ไม่ได้ หรือไม่ได้คิดจะเข้าถึง ทั้งการกำหนดประเด็นให้เป็นวาระแห่งชาติ อุดมการณ์และทิศทางการเมือง ก็จะยังอยู่ในกำมือของสื่อเก่าที่ทั้งเน่าและไม่เน่าแต่ส่วนใหญ่ไม่ทำ การบ้านอยู่ต่อไป

บทสรุป

เสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อ หรือเสรีภาพสื่อมีความสำคัญต่อเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และแน่นอนสื่อย่อมมีเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม แสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ก่อนที่จะกระทำเช่นนั้นสื่อในฐานะผู้มีหน้าที่คุ้มครองเสรีภาพการรับรู้ ข้อมูลข่าวสารของประชาชนด้วย จำเป็นต้องทำการบ้าน เสนอข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนรอบด้านเสียก่อน จึงจะถือได้ว่าทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา มีจรรยาบรรณ ช่วยสร้างสังคมให้อุดมปัญญา ไม่ใช่สังคมแห่งความฉาบฉวย ดราม่า เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก

ในฝ่ายผู้รับสื่อนั้น ถ้าในที่สุดแล้วชักเริ่มเบื่อหน่ายแคมเปนเรียกร้องเสรีภาพสื่อเฝือ ๆ กลวง ๆ ที่ดันมีสื่อที่ไร้จรรยาบรรณขึ้นนำเป็นหัวหอก(เสียด้วย) ถ้าชักสะอิดสะเอียนกับสื่อน้ำเน่า สื่อเลว สื่อโง่ หรือสื่อแกล้งโง่ สื่อเล่นง่าย สื่อไม่ทำการบ้าน ที่เอาแต่ร้องว่าโดนรังแก ถ้าเซ็งเต็มแก่กับบทบาทและการทำหน้าที่ของสภาการฯ หรือองค์กรด้านสื่อ อาจถึงเวลาแล้วที่ต้องลุกขึ้นตะบันหน้า ตอกกลับ หรือตรวจสอบเรียกร้องจรรยาบรรณจากสื่ออย่างเป็นจริงเป็นจัง ในฐานะผู้ถืออำนาจรัฐโดยตรงกันเสียที การปฏิรูปส่งปฎิรูปสื่อในเมืองไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหรือทำไปก็เท่านั้น ตราบใดที่สื่อทั้งหลายยังไม่คิดปฏิรูปตัวเอง.

ที่มา: http://www.enlightened-jurists.com/blog/49

เพ็ญ ภัคตะ: หิวประหาร-ประหารหิว

ที่มา ประชาไท

จักประหารความหิวด้วยความอด

จักประชดรสชาติด้วยความเฉย

จักประท้วงความอิ่มมิลิ้มเลย

จักเยาะเย้ยเหยียดหยันสวรรยา

อันความหิวแม้อาจประหารมนุษย์

ให้ยื้อยุดฉุดแย่งแรงตัณหา

สวาปามสยามป่นปล้นบีฑา

เสวยเสพย์มังสาประชาไท

ขอประหารความหิวมิรู้โหย

อำมาตย์กลืนกอบโกยกระอักไส้

แลกความอิ่มลิ้มความอดขบถใจ

ตระหนักในเพทนาประชาชน

ประจักษ์แจ้งแรงหิวผอมผิวเกรียม

ราษฎร์ถูกราชประหารเหี้ยมทุกแห่งหน

ฟังสิฟังเสียงท้องร้องของคนจน

กิ่วขอดทนยังกร่นเพรียกให้เพียงพอ

ในความอดสดใสหทัยสุข

ไม่โลภรุกทุกข์ร่ำน้ำสายสอ

แม้นโหยไห้ไส้แหบทั้งแสบคอ

มิร้องขอเศษน้ำใจใครเยียวยา

ขอเพียงหยุดข่มเหงยำเยงไพร่

เสรีให้เทียมเท่าทั้งเจ้า-ข้า

ประหารรอยล้ำเหลื่อมเชื่อมศรัทธา

ล้างความหิวล้านชิวหารากหญ้าครอง

หิวประหารฤอาจต้านประหารหิว

เลิกกดขี่ชี้นิ้ว "หนึ่งหนึ่งสอง"

กฎหมายทาสป่าเถื่อนเบือนครรลอง

เร่งคืนความถูกต้องของ...รัฐธรรมนูญ

..................................................................

ปล. แด่การประกาศเจตนารมย์ของกลุ่มศิลปิน No. 112 Hunger Strike!

สุรพศ ทวีศักดิ์: พระเกษมกับปัญหาระบบการปกครองสงฆ์

ที่มา ประชาไท

ในบทความชื่อ “เมื่อพระอ้างพระไตรปิฎก ผู้หญิงไม่ควรเป็นผู้นำประเทศ” ผมวิจารณ์การอ้างพระไตรปิฎกแบบพระเกษมว่า ไม่จำแนกแยกแยะข้อความในพระไตรปิฎกว่าส่วนไหนคือข้อความที่พูดถึงหลักการ ทั่วไปที่ใช้ได้กับทุกยุคสมัย ส่วนไหนที่เป็นข้อความที่พูดถึงหรือ “พูดถูก” ตามค่านิยมของบริบททางสังคมวัฒนธรรมสมัยพุทธกาล แล้วไปหยิบเอาข้อความที่ถูกตามค่านิยมในบริบททางสังคมวัฒนธรรมสมัยพุทธกาลมา เป็นมาตรฐานตัดสินถูก-ผิดในปัจจุบันนั้น เป็นการอ้างพระไตรปิฎกแบบอีเดียต (หมายถึงมั่ว ไม่รู้จักคิด)

ต่อมาผมได้ดูคลิปอธิบายตัวเองของพระเกษม สรุปได้ 2 ประเด็นหลักๆ คือ

1) ประเด็นอ้างพระไตรปิฎกว่าผู้หญิงไม่ควรเป็นผู้นำประเทศ พระเกษมอธิบายว่ามีคนมาถามจึงนำข้อความในพระไตรปิฎกมาแสดงให้ดู ไม่ได้ประสงค์จะคัดค้านโดยตรงเรื่องที่บ้านเรามีผู้หญิงเป็นนายกฯ แต่พระเกษมยังยืนยันว่า การที่ผู้หญิงเป็นผู้นำนั้นถือว่าไม่ถูกตาม “พระ ธรรมวินัย” (พระเกษมใช้คำนี้ คงหมายถึงข้อความในพระไตรปิฎกที่อ้าง) พร้อมกับติงว่า ในพรรคเพื่อไทยนั้นมีผู้ชายตั้งมากมาย ทำไมจึงดันผู้หญิงขึ้นมาเป็นผู้นำ แสดงให้เห็นว่าพระเกษมเชื่อว่าทุกข้อความในพระไตรปิฎกคือสัจธรรมที่ใช้ได้ กับทุกยุคสมัย

ที่พระเกษมเชื่อเช่นนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากพระเกษมเป็นพระป่าลูกศิษย์หลวงปู่หล้า การศึกษาพุทธศาสนาของท่านจึงเป็นการศึกษาตามจารีตของพระป่าคือ ศึกษาจากคำสอนของครูบาอาจารย์ และปฏิบัติตามรูปแบบของครูที่ประยุกต์มาจากคัมภีร์ ส่วนการศึกษาพระไตรปิฎกน่าจะเป็นความสนใจส่วนตัวของพระเกษม และคงเป็นการศึกษาด้วยตนเองเพื่อถอดความหมายมาสู่การปฏิบัติ การศึกษาแบบนี้เน้นความศรัทธาในพระไตรปิฎกเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมว่า ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสอน (ต่างจากการศึกษาพระไตรปิฎกอย่างเป็นวิชาการที่ต้องเรียนรู้หลักการตีความ การวิเคราะห์ วิจารณ์ไปด้วย)

ฉะนั้น โดยวิธีการศึกษาพระไตรปิฎกดังกล่าว จึงทำให้พระเกษมเชื่อว่าทุกข้อความในพระไตรปิฎกคือสัจธรรมที่เป็น “อกาลิโก” และทำให้พูดออกมาว่า ผู้หญิงไม่ควรเป็นผู้นำเพราะไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย (ข้อความที่ปรากฏในพระไตรปิฎก)

ข้อบกพร่องในการอ้างพระไตรปิฎก “แบบพระเกษม” (ไม่ใช่พระเกษมรูปเดียวที่อ้างแบบนี้) ที่ขาดความเข้าใจบริบทของข้อความในพระไตรปิฎก และบริบทสังคมปัจจุบัน เป็นการสะท้อนปัญหาของ “วิธีวิทยา” (methodology) ในการศึกษาพระไตรปิฎก ที่สังคมสงฆ์ หรือระบบการศึกษาของสงฆ์น่าจะใช้เป็นกรณีศึกษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา ทำนองนี้อีก

2) ประเด็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม พระเกษมอธิบายว่าเป็นเจตนาของตนที่ต้องการแสดงออกเช่นนั้นเพื่อมุ่งประโยชน์คือ “การ เปิดศาสนา” (คำของพระเกษม) หมายถึง ต้องการแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นเพื่อกระตุกให้คนหันมาสนใจ แล้วจะได้อธิบายออกไปว่าคำสอนที่ถูกต้องในพระไตรปิฎกคืออะไร ที่พระสงฆ์ปฏิบัติกันอยู่ เช่น สร้างวัตถุมงคลหาเงิน บูชารูปเคารพ สะสมเงินทอง มีบัญชีเงินฝากส่วนตัว มีรถยนต์ส่วนตัวราคาแพงๆ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น

เราอาจเข้าใจได้ว่า เจตนาของพระเกษมเป็นสิ่งที่ดี แต่วิธีการของท่าน (เช่นถีบเก้าอี้ ฯลฯ) ขัดแย้งกับความรู้สึกของชาวพุทธ และขัดแย้งกับพระไตรปิฎกที่ท่านอ้างเสียเอง คือในวินัยปิฎกจะมีเนื้อหาส่วนที่บัญญัติเกี่ยวกับ “อาจาระ” (ความประพฤติ/มารยาท) ที่ถือเป็น “สมณสารูป” (ความประพฤติ/มารยาทอันสมควรกับความเป็นผู้สงบ) อย่างที่เรียกว่า การสำรวมกาย วาจา การแสดงออกของพระเกษมจึงขัดกับเนื้อหาส่วนนี้

ส่วนเรื่องตบหน้าพระพุทธรูป เผาพระพุทธรูป ฝังวัตถุมงคล ก็อาจขัดกับความรู้สึกของชาวพุทธทั่วๆ ไป แต่ไม่ขัดวินัยสงฆ์โดยตรง เพราะวินัยสงฆ์ไม่ได้มีข้อห้ามเรื่องนี้ เนื่องจากสมัยพุทธกาลยังไม่มีสิ่งดังกล่าว

ว่าที่จริงวิธีกระตุกให้คนสนใจธรรมะโดยการเผาพระพุทธรูปคงไม่ใช่พระเกษม ทำเป็นคนแรก พระภิกษุในพุทธศาสนานิกายเซ็นก็เคยทำแบบนี้ ถ้าฟังจากคำอธิบายของพระเกษมเองก็ดูเหมือนว่าท่านจะทำแบบพระเซ็น

แต่ก็นั่นแหละครับ การแสดงธรรมแบบพระเซ็น ก็เป็นการแสดงธรรมภายใต้ “วัฒนธรรม แบบเซ็น” ที่สังคมเขามองว่าเป็น “ศิลปะ” ของการแสดงธรรมอีกแบบหนึ่ง แต่การแสดง “ธรรมะถีบเก้าอี้” ภายใต้วัฒนธรรมเถรวาท มันยากที่จะให้คนมองว่าเป็นศิลปะ (จะว่าไป บน “แผ่นดินธรรม” อย่างบ้านเราก็มีธรรมะหลายเวอร์ชั่นอยู่ เช่น ธรรมะฆ่าเวลา ธรรมะโฆษณา ธรรมะสวัสดี ธรรมะถีบเก้าอี้ ธรรมะปี้แก้กรรม ฯลฯ)

จะอย่างไรก็ตาม ความผิดเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระเกษม เป็นเรื่องที่ต้องจัดการตามวินัยสงฆ์เท่านั้น (ยกเว้นการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ป่าสงวนโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการทางกฎหมาย แต่ต้องแยกเป็นคนละเรื่องกับพฤติกรรมไม่สำรวม) ผมจึงแปลกใจที่มีกลุ่มบุคคลไปแจ้งความเอาผิดทางกฎหมายเรื่องพฤติกรรมไม่ สำรวม โดยอ้างว่าเป็นการทำลายพุทธศาสนา แถมมีคำสั่งจากเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ให้พระเกษมสึก มีมติจากคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบูรณ์ให้ขับพระเกษมออกนอกพื้นที่ โดยการออกคำสั่งและลงมตินั้นไม่ได้เปิดโอกาสให้พระเกษมไปชี้แจงใดๆ

การให้สึกนั้นถือเป็นการลงโทษสูงสุดของพระ (เป็นโทษประหารจากชีวิตความเป็นพระเทียบเท่ากับโทษประหารชีวิตในทางโลก) ในรูปแบบวิธีการดำเนินการทางวินัยสงฆ์นั้น การจะลงโทษเช่นนี้ต้องมีโจทย์ จำเลย มีกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงจนสรุปได้แน่ชัดว่าผิดวินัยสงฆ์ข้อไหน อย่างไร จึงจะตัดสินลงโทษได้ (เหมือนกับในทางกฎหมายการที่ศาลจะตัดสินประหารชีวิตใครจะต้องนำเขาเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องทุกขั้นตอนก่อน) ฉะนั้น การมีคำสั่งให้สึก หรือขับไล่พระเกษมออกนอกพื้นที่ โดยไม่เปิดโอกาสให้เจ้าตัวไปชี้แจงก่อน จึงสะท้อน “ความไร้มาตรฐาน” ของระบบปกครองสงฆ์ที่น่ากังวลยิ่งกว่าพฤติกรรมไม่สำรวมของพระเกษมเสียอีก

ที่น่ากังวล เพราะว่าความไร้มาตรฐานเช่นนี้จะทำให้พระสงฆ์ปกครองกันเองไม่ได้ เพราะไม่ใช่พระเกษมเท่านั้นที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและมติข้างต้น พระรูปอื่นๆ ที่ถูกดำเนินการเช่นนี้ก็อาจดื้อแพ่งได้ เพราะวิธีที่ไร้มาตรฐานเช่นนั้นอธิบายไม่ได้ว่า ชอบธรรมหรือยุติธรรมอย่างไร ทำไมจึงควรเคารพ หรือต้องปฏิบัติตาม

ผมไม่ได้เห็นดีเห็นงานกับวิธีแสดง “ธรรมะถีบเก้าอี้” ของพระเกษมนะครับ แต่เห็นว่าไม่ยุติธรรมต่อพระเกษม (หรือพระรูปไหนก็ตามที่ทำแบบเดียวกันนี้) ที่จะเอาผิดทางกฎหมาย ให้สึก หรือขับออกจากพื้นที่ องค์กรปกครองสงฆ์ และชาวพุทธที่ออกมาเอาผิดเรื่องนี้ ควรกล้าเผชิญกับคำถามท้าทายของพระเกษม และให้ท่านได้ไปชี้แจงตามกระบวนการทางวินัยสงฆ์ก่อนจะตัดสินลงโทษใดๆ

ทั้งนี้เพื่อรักษา “มาตรฐานการดำเนินการความยุติธรรมทางวินัยสงฆ์” เอาไว้เป็นหลักให้สังคมสงฆ์สามารถปกครองกันเองได้อย่างเข้มแข็ง เป็นที่น่าเชื่อถือของสังคมต่อไป พฤติกรรมที่ผิดวินัยสงฆ์ คณะสงฆ์ต้องเชื่อมั่นว่าสามารถจัดการตามกรรมวิธีทางวินัยสงฆ์ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายหรืออำนาจรัฐมาเป็นเครื่องมือ (ยกเว้นเรื่องที่พระทำผิดกฎหมายก็ต้องว่ากันตามนั้น)

ไปๆ มาๆ ปรากฏการณ์ “ธรรมะถีบเก้าอี้” เลยทำให้สังคมได้เห็นว่า ปัญหาที่น่ากังวลกว่าพฤติกรรมไม่สำรวมของพระเกษม คือปัญหา “ความไร้มาตรฐาน” ของระบบการปกครองสงฆ์นั่นเอง!

ถกชะตากรรมประชาชน(ธรรมดา) ภายใต้กฎหมายพิเศษ

ที่มา ประชาไท

ชะตากรรมประชาชนภายใต้กฎหมายพิเศษน่าเป็นห่วง การเมืองนำการทหารล้มเหลว เมื่อประชาชนมอบชีวิตให้ทหารดูแล แต่ทหารชั้นผู้น้อยเข้าใจยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาไม่ตรงกับผู้บังคับบัญชา กฎหมายพิเศษแม้จำเป็นต่อการสร้างความมั่นคงของรัฐ แต่ล้มเหลวในการอำนวยความ เป็นธรรมและสร้างความมั่นคงแก่ประชาชน ทั้งยังเอื้อต่อการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง

แม้ว่ารัฐบาล “ปู 1 แถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 1 เดือน ว่า รัฐจะเร่งสร้างสันติสุขสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)ยกร่างโครงสร้างการทำงานใหม่ โดยใช้ชื่อว่าศูนย์บูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศบ.กช.)

แต่ทว่าการปฏิบัติงานของรัฐไทยยังคงเดิม เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชน ความรุนแรงและการสูญเสียยังคงเกิดขึ้นทุกวี่วัน แม้มีกฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจและสิทธิอย่างเบ็ดเสร็จแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นสิทธิพิเศษในการตรวจล้อม จับกุม คุมขัง สอบสวนและตรวจหาพยานหลักฐานนอกเหนือที่กฎหมายปกติให้ไว้ ก็ตามที

ตลอดระยะ 7 ปีที่ผ่านมา รัฐไทยมีมาตรการทางการทหารที่เข้มข้นโดด เด่น (ปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม คุมขัง ฯลฯ) แต่เหตุการณ์ความรุนแรงยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ยังคงรักษา “คุณภาพ” ของความรุนแรงและการก่อเหตุสะเทือนขวัญสังคมนานับประการ เช่น การยิงชุดคุ้มครองครู การตัดคอ ลอบสังหารเจ้าหน้าที่ ฆ่าพยาบาลสามพัน คาร์บอม Third bomb ฯลฯ ประหนึ่งว่า การอัดกำลังทหารลงพื้นที่ดูจะไร้ผล เช่นเดียวการคงไว้ซึ่งกฎหมายพิเศษ ที่ไม่สามารถประกันความปลอดภัยในพื้นที่ฯ ได้เช่นกัน

แม้กระแสสังคมช่วงที่ผ่านมา จะร้องขอให้รัฐบายกเลิกการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ และใช้กฎหมายปกติ (ประมวลกฎหมายอาญา) เฉกเช่นเดียวกับประชาชนในภาคอื่นๆ ของประเทศ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคและลดอคติที่ว่า รัฐไทยเลือกปฏิบัติเพียงความแตกต่างทางชาติพันธ์ เพราะท้ายที่สุด ผู้ต้องสงสัยตามกฎหมายพิเศษก็ต้องเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ต้องหาตามกฎหมาย ปกติ และกระบวนการพิจารณาคดีก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายปกติ เช่นกัน

แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากรัฐไทยอยู่ดี เพราะรัฐเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ตนเดินมาถูกทางแล้ว ซึ่งสวนทางกับความเห็นของประชาชน (บางส่วน) ที่มองว่า

“ชีวิตของตนเองยังเอาไม่รอด แล้วยังจะอาสาแบกชะตากรรมของประชาชนได้อย่างไร กฎหมายพิเศษไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยและความผาสุกของเราได้ ตรงกันข้าม มันสร้างรอยแผลให้คนบริสุทธิ์.... เพราะที่ผ่านมาสะท้อนให้เราเห็นว่า ใครก็ตาม ที่เคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมทาง สังคมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม คนนั้นมักจะโดนหมายเรียก..... ถูกเชิญตัวไปสอบสวนเพราะหวาดระแวงว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างสถานการณ์ เพียงเพราะคนนั้น ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่สีแดง พื้นที่ที่เจ้าหน้าที่รัฐอ้าง ว่า เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งสงครามสู้รบระหว่างรัฐไทยและขบวนการต่อสู้เพื่อ อิสรภาพแห่งปาตานีหรือที่รู้จักกันในกลุ่ม BRN.............”

นั่นคือเสียงหนึ่งจากการพูดคุยในวง INSouth Public ภายใต้กิจกรรมโรงเรียนประชาธิปไตยจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา

สัมภาษณ์พิเศษ: แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล

ที่มา ประชาไท

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้ที่ติดตามข่าวสารการเมืองไทย อาจเคยได้ยินเรื่องราวของอดีตผู้ข่าวอาวุโสชาวอังกฤษคนหนึ่ง ที่ลาออกจากสำนักข่าวทอมป์สัน รอยเตอร์ หลังจากทำงานมา 17 ปี เพื่อเขียนหนังสือขนาดยาวว่าด้วยการเมืองไทยร่วมสมัย โดยใช้ข้อมูลจากโทรเลขลับวิกิลีกส์ของสถานทูตสหรัฐฯ ที่เกี่ยวกับประเทศไทย พร้อมจัดหนักเจาะลึกในประเด็นอย่าง วิกฤติการณ์การสืบรัชทายาท เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา มาจนถึงเหตุการณ์นองเลือดเมษายน-พฤษภาคมในปีที่แล้ว

ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา เขาได้รายงานข่าวสงครามและพื้นที่ความขัดแย้งมาแล้วหลากประเทศในหลายทวีป ไม่ว่าจะเป็นอิรัก อัฟกานิสถาน เลบานอน ปาเลสไตน์ อิสราเอล ไทย กัมพูชา และพม่า และในบั้นปลายของอาชีพ เขาเลือกที่จะมาเจาะลึกและเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับประเทศไทย ด้วยวิธีวิทยาที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน

บ่ายวันหนึ่งในฤดูร้อนของประเทศสิงคโปร์ ประชาไท มีโอกาสได้มานั่งพูดคุยกับ “แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล” อดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์และปัจจุบันเป็นนักข่าว/นักเขียนอิสระ ที่ประจำอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งด้วยงานเขียน ‘ไทยสตอรี่’ (#Thaistory) ทำให้เขาไม่อาจเดินทางเข้าประเทศไทยอีก เนื่องจากความเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ของหนังสือเล่มดังกล่าว

“นี่เป็นสิ่งที่ผมเสียใจมากที่สุด” เขากล่าว “แต่ยังไงผมก็ต้องเขียนมันขึ้นมา ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ผมเข้าประเทศไทยไม่ได้อีกแล้วก็ตาม”

เหตุใด คนอย่าง ‘แอนดรูว์ เอ็ม. มาร์แชล’ เลือกที่จะลาออกจากสำนักข่าวรอยเตอร์ หลังรอยเตอร์ปฏิเสธจะตีพิมพ์เรื่องราวของเขา และหันมาเขียนเรื่อง ‘ความจริง’ เกี่ยวกับประเทศไทย โดยเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของเขา ทั้งๆ ที่ไม่ได้เงินซักบาทซักสตางค์ และยังเสี่ยงต่อคุกตารางในเมืองไทย เชิญอ่าน.......

0000





ณ อพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่งใจกลางเมืองสิงคโปร์ ท่ามกลางอากาศร้อนชื้นในของเดือนกันยายน ทีมข่าวต่างประเทศประชาไท ได้มีโอกาสเยี่ยมเยือนและพูดคุยกับ แอนดรูว์ มาร์แชล แม็กเกร์เกอร์ ผู้เขียนหนังสือ ‘ไทยสตอรี่’ หรือ ‘Thailand’s Moment of Truth: a Secret History about 21st century of Siam’ (ห้วงเวลาแห่งความจริงของประเทศไทย: ประวัติศาสตร์ลับของสยามในศตวรรษที่ 21)

ส่วนแรกของหนังสือเล่มนี้ ได้ถูกเผยแพร่ออกมาแล้วทางเว็บไซต์ส่วนตัวของเขา โดยมีผู้เยี่ยมชมและเข้าไปอ่านรวมหลายแสนคลิกในเวลาไม่กี่เดือน ส่วนที่เหลือกำลังอยู่ในระหว่างการเขียน ซึ่งแอนดรูว์บอกกับเราว่า ‘ไทยสตอรี่’ ที่เสร็จสมบูรณ์ จะได้เผยแพร่ออกสู่สายตาคนอ่านไม่เกินเดือนตุลาคมนี้แน่นอน

หลังจากที่เขาได้ลาออกจากสำนักข่าวทอมป์สัน รอยเตอร์ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากรอยเตอร์ปฏิเสธจะตีพิมพ์งานเขียนของเขาเกี่ยวกับการเมืองไทย เพราะอ้างว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายหมิ่นฯ นั้น เขาก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเขียนงาน ‘ไทยสตอรี่’ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองไทย ตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสิน เรื่อยมาถึงสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ในปี 2554

“ผมบอกตรงๆ ว่าผมก็ยังไม่รู้ว่าอนาคตต่อไปของตัวเองจะเป็นอย่างไร” เขาบอก เมื่อเราถามว่าแผนชีวิตต่อไปของเขาจะเป็นอย่างไรหลังจากออกจากรอยเตอร์ “ผมไม่คิดมากหรอกว่า ผมอาจจะต้องออกไปอยู่ในกระท่อมในชายหาดของอินโดนีเซียที่ค่าเช่าวันละ 200 บาทหรือเปล่า แต่ในตอนนี้ผมแค่อยากจะเอ็นจอยอพาร์ทเมนต์ที่นี่ พร้อมกับสวนบนระเบียงดาดฟ้า และใช้เวลาสองสามเดือนที่เหลือ เขียนงานไทยสตอรี่ออกมาให้ดีที่สุด”

เขาเล่าย้อนถึงที่มาของงานเขียนชิ้นนี้ว่า ในเดือนมีนาคม ในขณะที่เขายังเป็นรองหัวหน้าฝ่ายบรรณาธิการฝ่ายเอเชีย ของทอมป์สัน รอยเตอร์ และประจำอยู่ที่สิงคโปร์ เขาได้เข้าถึงโทรเลขวิกิลีกส์ซึ่งเป็นเอกสารทางการทูตของสถานทูตสหรัฐฯ จำนวนมาก

“ทันทีที่ผมรู้ว่าโทรเลขวิกิลีกส์จะถูกเผยแพร่ ผมคิดถึงประเทศไทยทันทีก่อนประเทศอื่นใดในโลก ในฐานะที่เป็นประเทศหลักที่มันจะสามารถสร้างผลกระทบในแง่ความเปลี่ยนแปลง” เขาบอก “อย่างในเกาหลีเหนือ มันมีการสร้างลัทธิที่ชัดเจน และมากกว่าในประเทศไทยมาก มีผู้คนที่หิวโหย ไม่มีสิทธิเสรีภาพใดๆ และแน่นอน ประเทศไทยมีสภาพดีกว่านั้นมาก แต่การบอกความจริงเกี่ยวกับเกาหลีเหนือในโทรเลขวิกิลีกส์ มันจะไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในตอนนี้”

“แต่สาเหตุที่โทรเลขมีความสำคัญกับประเทศไทย เป็นเพราะในขณะนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่บนขอบเหว มันมีทางเดินสองทาง และเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญมาก และด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงได้ตัดสินใจก้าวเข้ามา”

“ผมเชื่อจากก้นบึ้งของหัวใจเลยว่า ในจำนวนงานเขียนที่ผมเคยเขียนมาทั้งชีวิต เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุด จากสิ่งทั้งหมดที่ผมเคยทำมา” แอนดรูว์กล่าว “เป็นเพราะจังหวะของช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ และเหตุที่ผมได้บังเอิญเห็นโทรเลขเหล่านี้พอดี มันได้มาประจวบเหมาะกัน”

0000

งานเขียน #thaistory ที่ทั้งหมดจะมีความยาวกว่า 400 หน้าเมื่อเสร็จสิ้น ได้ถูกเผยแพร่ออกมาแล้วบางส่วนในโลกออนไลน์ในปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาหลักๆ เกี่ยวกับวิกฤติการณ์การเมืองไทยช่วงการรัฐประหาร และวิกฤติการณ์การสืบรัชทายาท เขาบอกว่า หลังจากที่งานเขียนของเขาถูกเผยแพร่ เขาก็ได้รับปฏิกิริยาตอบรับหลายแบบที่แตกต่างกันไป

“หลังจากที่คนได้อ่านงานของผม มันมีฟีดแบ็คกลับมาสองแบบ คือ คนที่ถ้าไม่คิดว่างานผมฉลาดล้ำเลิศและอยากจะสร้างอนุสาวรีย์ให้ผม หรือไม่ก็เป็นคนทีคิดว่า มันเป็นงานทฤษฎีสมคบคิดและเป็นงานเขียนจากนรก และคิดว่าผมเป็นไอ้งั่งไปเลย” แอนดรูกล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาหวังจะเห็นจากงานชิ้นนี้ คือการจุดประกายให้มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผลและข้อมูล

มีหลายคนที่ออกมาบอกว่าไม่เห็นด้วยกับงานเขียนของเขา หนึ่งในนั้น คือทนง ขันทอง อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น ที่โต้ตอบกับแอนดรูว์อย่างดุเดือดผ่านทางทวิตเตอร์ (ทวิตเตอร์ของแอนดรูว์ คือ @zenjournalist)

“เขาใช้คำพูดข่มขู่กับผม และใล่ให้ผมไปไกลๆ ซะจากทวิตเตอร์” เขาเล่า “มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากที่เห็นบรรณาธิการอาวุโสของหนังสือพิมพ์ระดับ ชาติทำตัวแบบนี้ต่อหน้าสาธาณะ”

ในฐานะที่เป็นชาวต่างชาติ อาจถูกแย้งว่า มาเขียนเรื่องเมืองไทย จะรู้ดีกว่าได้ยังไง?

“ผมไม่อ้างหรอกว่า ตัวเองมีความเข้าใจเรื่องการเมืองไทยที่เหนือกว่าคนไทย แต่ในบางครั้ง คนที่อยู่ภายนอกนั้นสามารถให้มุมมองที่แตกต่างออกไปในแบบที่คนไทยอาจจะมอง ไม่เห็น” เขาว่า “พวกเขาติดอยู่ในฟองสบู่ และคนที่มองเข้ามาจากภายนอก อาจจะเห็นอะไรที่ชัดเจนกว่า”

“ผมไม่มีสิทธิที่จะยัดเยียดมุมมองของผมให้กับคนไทย แต่ผมมีสิทธิจะเขียนเรื่องนี้ และตีพิมพ์มันในอินเตอร์เน็ต และคนไทยก็มีสิทธิที่จะอ่านมันนะ..และเมื่อเขาได้อ่านมัน เขาก็สามารถคิดได้ว่า ผมเป็นไอ้งั่งหรือเปล่า แต่นี่แหละ เป็นวิธีของการถกเถียงแลกเปลี่ยน” เขาชี้แจง “คุณต้องได้รับรู้ถึงหลายๆ มุมมอง และเมื่อนั้น คุณก็จะรู้ว่า จะมีความคิดเห็นที่เป็นของตัวเองได้อย่างไร”

“คุณไม่สามารถมีความคิดเห็นที่เป็นตัวของตัวเองได้ ถ้าคุณถูกยัดเยียดให้มีความคิดเห็นแบบเดียวค้ำคออยู่ตลอดเวลา” แอนดรูว์ชี้

“สิ่งที่ทำให้ผมผิดหวังนิดหน่อยก็คือว่า ในฝ่ายที่เห็นต่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ในไทย ผมยังอยากจะเห็นงานเขียนวิพากษ์วิจารณ์ที่เป็นชิ้นเป็นอันที่มีต่อ ‘ไทยสตอรี่’ แอนดรูว์กล่าว “ซึ่งบางส่วนอาจารย์สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) ก็ได้ทำไปแล้ว และผมเชื่อว่าก็คงจะมีมามากกว่านี้ แต่ผมอยากจะเห็นมุมมองจากทุกประเภท และเขาก็สามารถแลกเปลี่ยนได้ว่า งานนี้จะดีขึ้นได้อย่างไร หรือ งานดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร และผมก็จะมาร่วมถกเถียงด้วย”

“สิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากที่สุดในตอนนี้ เหนือสิ่งอื่นใด คือการถกเถียงแลกเปลี่ยนที่เปิดเผยและตรงไปตรงมา” อดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์กล่าว

หลังจากงานเขียนชิ้นนี้ได้ออกมาสู่สาธารณะ นอกจากความคิดเห็นต่างๆ ที่เขาได้รับแล้ว เขาก็ยังได้คำเตือนอย่างไม่เป็นทางการจากเพื่อนที่อยู่ในเมืองไทย ซึ่งใกล้ชิดกับหน่วยสอบสวนพิเศษว่า เขาไม่ควรเดินทางเข้าประเทศ เนื่องจากเนื้อหาในหนังสือของเขามีเนื้อหาที่หมิ่นเบื้องสูง จึงอาจทำให้เขาเสี่ยงต่อการถูกจับในข้อหาละเมิดมาตรา 112

ตกงาน, เสี่ยงต่อการถูกจับ และเดินทางเข้าประเทศไทยไม่ได้อีก… การเปิดเผย ‘ความจริง’ เกี่ยวกับประเทศไทย มันสำคัญขนาดที่จะต้องแลกมาด้วยการเสียสละมากขนาดนั้นเชียวหรือ? ประชาไท ถาม

“อย่างแรกเลย ผมไม่คิดว่ามันเป็นการเสียสละส่วนตัวอะไรมากมายสำหรับตัวผม” เขาเล่า “ผมทำงานเป็นนักข่าวมาแล้วทั่วโลก ผมมีเพื่อนนักข่าวด้วยกันเองที่ต้องสูญเสียขา เสียชีวิต และประสบพบเจอกับคนที่ต้องสูญเสียครอบครัวและทุกข์ทรมานจากหลายสิ่งอย่าง ฉะนั้น ผมไม่คิดว่าการลาออกอย่างสมัครใจจากงานที่เงินเดือนงามจะเป็นการเสียสละอะไร ใหญ่โตมากนัก”

เขาออกตัวว่า ในฐานะหนุ่มโสดทีไม่มีลูกและภรรยา เขาจึงไม่ต้องมีเรื่องกังวลด้านการเงินอะไรมาก “มันก็มีความไม่แน่นอนอยู่บ้างว่าชีวิตผมจะทำอะไรต่อไป แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรใหญ่โต” แอนดรูเล่า พร้อมบอกว่า การที่เขาไม่สามารถกลับประเทศไทยได้ ถือว่าเป็นการเสียสละที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเขา

“แต่มันจะเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีก ถ้าผมตัดสินใจไม่เขียนมัน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น มันก็เท่ากับการยอมรับว่าผมไม่ได้เป็นคนอย่างที่ผมอยากจะเป็น และไม่ได้ยึดถือหลักการที่ผมเชื่อในฐานะที่เป็นนักข่าว”

“ไม่มีชาวต่างชาติคนไหน เสียสละมากเท่ากับสิ่งที่คนอย่างจีรนุช (เปรมชัยพร) หรือ สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) ต้องเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย” แอนดรูว์ให้ความเห็น

0000

มันเหมือนกับเป็นเรื่องบังเอิญก็ว่าได้ ที่เขาได้เข้าถึงโทรเลขวิกิลีกส์ ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่างห้วงของการเปลี่ยนผ่าน แอนดรูว์ตั้งข้อสังเกต

“มันเป็นช่วงของประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่เป็นจุดพลิกผัน มีคนจำนวนมากถูกส่งเข้าคุก ทั้งนักข่าว นักวิชาการ” เขาว่า “ผมมีเพื่อนอยู่ในเมืองไทยเยอะนะ คุณรู้ไหม และผมก็เห็นว่า คนไทยต้องทุกข์ทรมานจากวิกฤติการณ์ที่ยืดเยื้อยาวนาน จากการที่ประเทศไทยไม่ยอมรับความจริง”

“ภาวะเช่นนี้ สร้างความเสียหายให้กับคนจำนวนมาก และผมก็คิดว่า คนไทยกำลังเจ็บปวด ผู้คนทุกจับเข้าคุกอยู่ทุกเมื่อ และชีวิตของประชาชนก็ถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา” แอนดรูว์ย้ำถึงความสำคัญที่ต้องเขียนเรื่องนี้ ที่นี่ ในตอนนี้

เขาออกตัวว่า เขาเองนั้นไม่ชอบทักษิณ ชินวัตรเป็นอย่างมาก และก็มีกังขาต่อพรรคเพื่อไทยเช่นกัน “ทักษิณไม่ใช่คนที่จะมานำการปฏิวัติประชาธิปไตยในประเทศไทย เขาเพียงแค่ต้องการเอาเงินของเขาคืน พยายามสร้างข้อตกลง และอยู่ให้พ้นคุก แต่ในขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นสิ่งที่เสื้อเหลืองไม่เข้าใจว่า ไม่ใช่ทุกคนในขบวนการเสื้อแดงที่ต่อสู้และทำเพื่อทักษิณ”

“หลายฝ่ายอาจจะมองว่า นี่เป็นการต่อสู้กันระหว่างตัวเลือกสองทางเลือกที่แย่พอๆ กัน ทั้งระบอบอำนาจนิยมจากฝ่ายทักษิณและฝ่ายกษัตริย์นิยม แต่เราไม่จำเป็นต้องติดอยู่เพียงแค่นั้น เพราะเราสามารถพยายามสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงได้” เขาเล่า พลางชี้ให้เราดูตอนที่เหลือของ ‘ไทยสตอรี่’ ในคอมพิวเตอร์แม็คบุ๊กโปรหน้าจอ 17 นิ้ว

ในตอนสุดท้ายของงานเขียน ’ไทยสตอรี่’ จะเกี่ยวกับสมัยของรัฐบาลประชาธิปัตย์ แอนดรูว์กล่าว “นี่เป็นรัฐบาลที่ไม่เคยออกจากเปลือกหอยอันน้อยนิด และล้มเหลวในการเป็นทางเลือกให้กับคนไทย” เขากล่าว พร้อมชี้ว่า มันเป็นเรื่องที่น่าตลกมากที่มีกระแสออกมาบอกว่าคนที่เลือกเพื่อไทยนั้นเป็น คนโง่

“ผมมองว่า กระแสที่โหวตอย่างท่วมท้นให้เพื่อไทย ในแง่หนึ่ง อาจมองได้เป็นการโหวตเพื่อต่อต้านชนชั้นนำด้วยซ้ำ ผมหมายถึงว่า มีทหารออกมาบอกว่าให้เลือก ‘คนดี’ และคนก็รู้กันว่าอภิสิทธิ์เป็นคนของฝั่งรอยัลลิสต์ มันก็ออกจะชัดเจน”

“สิ่งที่ผมกังวล ก็คือการปรองดอง ถ้ามันมีขึ้นมา มันก็จะเป็นแบบที่เคยเกิดมาก่อน จะไม่มีใครสืบสวนจริงๆว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครพูดถึงอดีต มันจะเป็นการตกลงรอบเดียวจบ” เขากล่าว “มันจะไม่เป็นผลดีต่อคนไทยแน่ๆ ถ้ามันเกิดขึ้นจริง”

ในฐานะที่เป็นผู้บุกเบิกการเขียนงานโดยใช้โทรเลขลับวิกิลีกส์เกี่ยวกับ เมืองไทยเป็นผู้แรก เขากล่าวว่า เขาอยากจะเห็นสื่อกระแสหลัก โดยเฉพาะสื่อต่างประเทศ นำโทรเลขเหล่านี้มาใช้เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองไทยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เท่าที่เขาสังเกตก็พบว่า ไม่มีสื่อกระแสหลักไหนเลย นอกจากประวิตร (โรจนพฤกษ์) จากเดอะ เนชั่น เลือกที่จะหยิบเอาโทรเลขต่างๆ เหล่านี้มาสร้างการถกเถียง

“ผมคิดว่านี่เป็นข้อผิดพลาดที่ใหญ่มาก” แอนดรูว์พูด “ในฐานะที่ผมได้ทำงานในส่วนของผมไปแล้ว ที่ได้วิเคราะห์เรื่องปัญหาที่เกิดจากวัง และความเกี่ยวข้องกับวิกฤติการเมือง ผมคิดว่ามันน่าผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่มีใครเอาเรื่องนี้ไปสานต่อ เพราะในการทำความเข้าใจการเมืองไทย คุณจำเป็นต้องใช้สิ่งนี้ด้วย”

นอกจากนี้ เขายังบอกว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ ‘ไทยสตอรี่’ ก็คือ การที่เขาอ่านภาษาไทยไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใช้เอกสารที่เป็นภาษาไทยเลย และนั่นก็คือช่องว่างที่ใหญ่ในงานเขียนชิ้นนี้ เขาจึงฝากให้คนอ่านได้ลองหยิบจับเอกสารวิกิลีกส์ พร้อมอ่านเอกสารที่เกี่ยวข้องในภาษาไทย และนำมันมาสู่การพูดคุยถกเถียง

“มันจะเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยน และช่วยนำไอเดียใหม่ๆ เข้ามาในวิวาทะ และมันก็จะช่วยให้เราเข้าใกล้ความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับประเทศไทยมาก ยิ่งขึ้น” แอนดรูว์กล่าว

0000

เมื่อถามถึงความคิดเห็นของเขา ต่อทางออกของวิกฤติการเมืองประเทศไทย แอนดรูว์ตอบทันทีว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการถกเถียงแลกเปลี่ยนอย่างเปิดเผยเป็นขั้นแรก “คุณไม่สามารถหาทางออกได้หรอก ตราบใดที่ยังไม่มีใครยอมรับว่าใครทำอะไรลงไป อะไรคือความจริง มันก็จะเป็นวงจรอุบาทว์เช่นนี้เรื่อยไป”

แอนดรูว์กล่าวว่า ยิ่งช่วงที่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัชกาลใกล้จะมาถึง ก็ยิ่งเป็นช่วงที่น่าจับตาเป็นพิเศษ และเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น การจัดวางของกลุ่มอำนาจต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไป ซึ่งคนไทยก็รอช่วงเวลานี้ให้เกิดชึ้น เพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันฯ และการปฏิรูปที่พวกเขาอยากจะเห็น

“ในตอนนี้ เรามีสถานการณ์ที่คนเสื้อแดงหลายล้านคนได้สูญศรัทธาในตำนานที่ทางการได้ สร้างขึ้น และเจ้าหน้าที่รัฐก็ตื่นตระหนกมาก และทางโต้ตอบที่เขาคิดได้เพียงอย่างเดียว ก็คือกดขี่และยิ่งปราบปรามประชาชน แต่วิธีนี้มันไม่มีทางจะได้ผล และนั่นก็เป็นวิกฤติอันหนึ่งที่กำลังจะมา”

เขากล่าวว่า วิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาการเมืองไทย คือต้องยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อที่เราจะสามารถพูดคุยเรื่องอนาคตของประเทศซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญกัน ได้อย่างมีเหตุมีผล

“มันเป็นเรื่องที่น่าขันจริงๆ ที่ในศตวรรษนี้ ประเทศที่เป็นสมัยใหม่และทันโลกอย่างประเทศไทย ผู้คนกลับไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยถึงประเด็นใจกลางที่เกี่ยวกับอนาคตของตัว เอง และของลูกหลานตัวเอง” เขากล่าว “ถ้าวิกฤติประเทศกำลังจะมา คุณไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการเอามือไพล่หลังและไม่ยอมทำอะไรกับมัน” และยังเสริมว่าการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 จะทำให้การถกเถียงเกี่ยวกับสถาบันฯ จะส่งผลดีมากกว่า แทนที่จะทำให้มันเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และบีบให้คนต้องแสดงออกในทางเสียๆ หายๆ

อย่างไรก็ตาม เขาก็ตระหนักถึงความเสี่ยงของงานเขียนชิ้นนี้ของเขา และความเป็นไปได้ที่อาจทำให้คนที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสี่ยงตาราง

“ผมอยากจะขอให้ใครก็ตามที่อ่านมัน โปรดระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยของตนเอง มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ต้องพูดอย่างนี้ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องทำเพื่อเข้าใจประเทศไทย มันอาจจะทำให้คนเสี่ยงคุก หรือเผชิญความเสี่ยงต่างๆ ดังนั้น โปรดระมัดระวังกันด้วย” เขาย้ำ

เขาส่งท้ายว่า เขาอยากจะให้งานเขียนชิ้นนี้ เป็นเหมือนหนังสืออนุสรณ์ที่อุทิศให้แก่คนที่ตายไปเพื่อประชาธิปไตย

“สุดท้ายแล้ว ‘ไทยสตอรี่’ มันก็คือโศกนาฎกรรม และเป็นเสมือนหนังสืองานศพ ที่จะรำลึกผู้ที่สละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย” แอนดรูว์กล่าวก่อนที่จะปิดคอมพิวเตอร์ลง “มันเป็นการเล่าเรื่องราวที่แตกต่าง ประวัติศาสตร์ที่แตกต่าง และการไม่ยินยอมให้ชนชั้นนำมาควบคุมการเขียนประวัติศาสตร์ได้แต่เพียงฝ่าย เดียว”

23 คณาจารย์โต้ “นิติราษฎร์” ถ้ารัฐประหารเลวร้าย อภิวัฒน์ 2475+รสช. คือ “ความเลวร้ายสมบูรณ์แบบ"

ที่มา ประชาไท

ถาม “นิติราษฎร์” ถ้ารัฐประหารเป็นความเลวร้ายที่ต้องถูกลบล้าง ทำไมไม่ถือว่าการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 50 และ 3 ก.ค. 54 เป็นพิษหรือเสียเปล่าไปด้วย ชี้ในทางวิชาการเผด็จการมีหลายรูปแบบ ไม่ได้มีแค่ทหาร และสังคมไทยอยู่ภายใต้ “ระบอบเผด็จการทุนนิยมพรรคการเมืองแอบแฝงในคราบประชาธิปไตย” พร้อมถามนิติราษฎร์ยังยึดถือ “การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือไม่

เมื่อวันที่ 2 ต.ค.54 คณาจารย์สอนวิชากฎหมายจำนวน 23 คน ประกอบด้วย 1.ศ.ดร.แสวง บุญเฉลิมวิภาส 2.ศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ 3.ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต 4.รศ.นพนิธิ สุริยะ 5.รศ.ดร.สุรศักดิ์ มณีศร 6.รศ.นเรศร์ เกษะประกร 7.รศ.ดร.วิจิตรา (วิเชียรชม) ฟุ้งลัดดา 8.รศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ 9.ผศ.ดร.เอกบุญ วงศ์สวัสดิกุล 10.ผศ.ดร.วีรวัฒน์ จันทโชติ

11.ผศ.ดร.นนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์ 12.อ.เกศราภรณ์ ปานงาน 13.อ.คมสัน โพธิ์คง 14.อ.จันทร์เพ็ญ หงษ์มาลัย 15.อ.ฉัตรพร ภาระบุตร 16.อ.จุมพล ชื่นจิตศิริ 17.อ.นฤมล เสกธีระ 18.อ.นิดาวรรณ เพราะสุนทร 19.อ.รัฐศักดิ์ บำรุงสุข 20.อ.วศิน สุวรรณรัตน์ 21.อ.ศักดิ์ณรงค์ มงคล 22.อ.ศาสตรา โตอ่อน 23.อ.อัจฉรา จันทน์เสนะ

ได้รวมตัวกันลงรายชื่อออกแถลงการณ์ของคณาจารย์นิติศาสตร์ แสดงความเห็นโต้แย้งข้อเสนอของ กลุ่ม "นิติราษฎร์" โดยเนื้อหาตามแถลงการณ์ดังกล่าวตั้งคำถามกับกลุ่มนิติราษฎร์ว่าถ้าถือว่ารัฐ ประหารเป็นความเลวร้ายที่ต้องถูกลบล้าง ทำไมไม่ถือว่าการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 50 และ 3 ก.ค. 54 เป็นพิษหรือเสียเปล่าไปด้วย

ในแถลงการณ์ยังเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เท่ากับการรัฐประหารในปี 2534 โดย รสช. ด้วย โดยชี้ว่า “หาก “กลุ่มนิติราษฎร์” ถือว่าการรัฐประหารเป็นความเลวร้ายอย่างสมบูรณ์แบบจนถึงขนาดต้องลบล้างการ กระทำทั้งหมดให้สิ้นผลไป ก็คงต้องพิจารณาย้อนกลับไปถึงการทำรัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จนถึงการทำรัฐประหารโดยคณะ รสช. เมื่อปี พ.ศ. 2534 ซึ่งย่อมต้องถือว่าเป็นความเลวร้ายสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกัน”

พร้อมยังแนะว่า “ในสภาพความเป็นจริงทางวิชาการเผด็จการมีหลายรูปแบบ” ไม่ได้มีแต่เผด็จการทหาร นอกจากนี้ในแถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า “โดย เฉพาะบริบทในสังคมไทย ได้มีการศึกษาและวิเคราะห์กันมาแล้วว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเชิง รูปแบบที่มีการเลือกตั้งเป็นวิธีการในการเข้าสู่อำนาจแต่แอบแฝงเนื้อหาสาระ การผูกขาดอำนาจเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนธุรกิจทางการเมืองบางกลุ่มหรือ อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าเป็นการปกครองใน ระบอบเผด็จการทุนนิยมพรรคการเมืองแอบแฝงในคราบประชาธิปไตย”

ในท้ายแถลงการณ์ยังถามนักวิชาการกลุ่ม “นิติราษฎร์” ว่ายังยึดถือ “การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือไม่ โดยในแถลงการณ์มีรายละเอียดมีดังนี้

000

"คำแถลงการณ์ของคณาจารย์นิติศาสตร์"

เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554 นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่อว่า “กลุ่มนิติราษฎร์” ได้เสนอแนวคิดในการลบล้างผลของการรัฐประหารในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยใช้ตรรกวิธีคิดในทำนองว่าเหตุการณ์การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นต้นธารแห่งความเลวร้ายของการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ตรรกะวิธีคิดเช่นนั้น เป็นความถูกต้องแท้จริงหรือไม่ ?

หาก “กลุ่มนิติราษฎร์” ถือว่าการรัฐประหารเป็นความเลวร้ายอย่างสมบูรณ์แบบจนถึงขนาดต้องลบล้างการ กระทำทั้งหมดให้สิ้นผลไป ก็คงต้องพิจารณาย้อนกลับไปถึงการทำรัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จนถึงการทำรัฐประหารโดยคณะ รสช. เมื่อปี พ.ศ. 2534 ซึ่งย่อมต้องถือว่าเป็นความเลวร้ายสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกัน

และหากมีการประกาศให้มีการลบล้างผลของการรัฐประหาร ผลพวงของการกระทำ การบัญญัติกฎหมาย และการบริหารราชการแผ่นดินที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างหรือหลังการรัฐประหาร ทุกครั้งที่ผ่านมา รวมถึงผลประโยชน์ที่บุคคลบางกลุ่มได้รับจากการรัฐประหาร (สัมปทานโทรคมนาคม หรือกิจการต่างๆ) แล้ว ย่อมต้องถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงของความเลวร้ายทั้งสิ้นและต้องถูกลบ ล้างให้สิ้นผลไปเสมือนเป็น “ผลไม้จากต้นไม้มีพิษ” หรือนิติกรรมที่เป็นโมฆะตามตรรกะวิธีคิดดังกล่าวด้วย

แต่ด้วยเหตุผลใด “กลุ่มนิติราษฎร์” จึงมีตรรกะวิธีคิดว่าเฉพาะการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นความเลวร้ายที่ต้องถูกลบล้าง แต่กลับไม่ได้ถือเอาผลพวงของการรัฐประหารทุกครั้ง ทุกประการเป็นพิษหรือเสีย เปล่าไปด้วย เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 หรือเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เป็นต้น

ข้อน่าสงสัยและน่าพิจารณาเชิงวิชาการในเบื้องต้นจึง มีว่า ข้อเสนอที่ประกอบขึ้นจากตรรกวิธีคิดที่ก่อให้เกิดผลประหลาดนี้เป็นไปเพื่อ ให้เป็นการเลือกปฏิบัติที่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคล หนึ่งโดยเฉพาะหรือไม่ !!!

คณาจารย์นิติศาสตร์ดังมีรายนามข้างท้ายนี้ ใคร่ขอเสนอข้อสังเกตและความเห็นที่แตกต่างกับความเห็นของ “กลุ่ม นิติราษฎร์” เพื่อประกอบการพิจารณาของสาธารณชนในประเด็นสำคัญบนพื้นฐานของหลักการทาง จริยธรรมของนักวิชาการ หลักการทางนิติศาสตร์ และหลักการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอันจะนำไปสู่การพิเคราะห์ตรรกะวิธีคิดดังกล่าวข้างต้นว่าชอบ ด้วยเหตุผลหรือไม่? โดยขอนำเสนอต่อสาธารณชนผู้มีใจเป็นธรรมพิจารณาและทำความ เข้าในหลักการสำคัญ ประกอบดังต่อไปนี้

1. หลักการทางจริยธรรมของนักวิชาการ

ก่อนที่จะมีการสร้างตรรกวิธีคิดและวิเคราะห์ทาง วิชาการไปสู่การชี้นำสังคมโดยนัก วิชาการ นักวิชาการควรมีสำนึกสำคัญในทางวิชาการในหลักการสำคัญที่สำคัญของ การเป็นนักวิชาการคือ ต้องมีคุณธรรมและมีสำนึกในทางจรรยา (วิถีการครองตนที่ดีงาม) ของการนำเสนองาน ทางวิชาการ หรืออีกนัยหนึ่ง คือมีสำนึกในทางจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของงานวิชาการหรือวิชาชีพด้านกฎหมายนั้น ต้องเน้นถึงความสุจริต ความถูกต้อง มีความสมเหตุสมผล ความเป็นธรรม และมุ่งต่อผลประโยชน์สังคม และประชาชนโดยรวม อันเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

รวมถึงต้องต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในสังคมทุกรูปแบบ โดยการนำเสนอและตีแผ่ความเป็นจริงโดยอาศัยหลักวิชาและต้องไม่มีอคติความนิยม ชมชอบใดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความถูกต้องตามหลักวิชา แล้วจึงนำเสนอผลงานทางวิชาการอย่างกล้าหาญ โดยไม่เลือกการนำเสนอหรือวิพากษ์วิจารณ์เฉพาะเรื่อง ในศาสตร์ของตนที่นักวิชาการมีอคติในวิชาเป็นพิเศษ

นักวิชาการต้องตีแผ่ถึงความไม่เป็นธรรม หรือการเอื้อประโยชน์อันมิชอบดังกล่าวให้สาธารณชนได้รับรู้ถึงความเป็นจริง ไม่เสนอหลักการอันก่อผลประหลาดทางวิชาการ คลาดเคลื่อนต่อหลักการทางวิชาการที่ถูกต้องแท้จริง

นักวิชาการที่ละเลยหรือบิดเบือนหลักการทางวิชาการ ถือว่าเป็นผู้ขาดไร้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรม หรือจรรยาบรรณอันงดงามในวิชาการและวิชาชีพที่ดี จะสร้างค่านิยมผิดและ ทัศนคติที่ผิดพลาดให้แก่ประชาชน เป็นทำลายหลักการอันเป็นวิถีสำคัญอันดีงามในการดำรงตนเป็นนักวิชาการ

นักวิชาการที่เลือกกล่าวแต่เรื่องที่เอื้อประโยชน์ แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือพวกพ้องโดยเฉพาะ และงดเว้นการนำเสนออย่างกล้าหาญในหลักการที่ถูกต้องในเรื่องสำคัญ เป็นการ สร้างความเสียหายต่อสังคมโดยรวมโดยมิอาจแก้ไขได้

2. หลักนิติธรรม

หลักการพื้นฐานสำคัญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนจากการใช้อำนาจรัฐ หลักนิติธรรมหรือหลักนิติรัฐ เป็นหลักการสำคัญในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน เป็นหลักในการกำหนดวิถีการใช้อำนาจของรัฐให้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ชอบธรรมและสมเหตุสมผล หลักนิติธรรมถูกใช้เพื่อคุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจรัฐโดยไม่ชอบ ไม่สุจริตในการใช้อำนาจ ต่อต้านการทุจริตฉ้อฉลในการใช้อำนาจ และการแสวงประโยชน์ด้วยการกระทำที่ไม่ชอบของผู้มีอำนาจรัฐในทุกรูปแบบ หลักนิติธรรมจึงเป็นหลักการสำคัญที่นักนิติศาสตร์ยึดถือในวิถีชีวิตของการ ดำรงตนเป็นนักนิติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างหลักนิติธรรมหรือหลักนิติรัฐดังกล่าวต้องคำนึงถึงการคุ้มครอง ประชาชนที่มีความสุจริต หลักความสุจริตจึงถือเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญในการพิจารณาประกอบหลัก นิติธรรม หลักนิติธรรมจึงเป็นหลักการสำคัญในการคุ้มครองประชาชนคนดีที่มีความสุจริต จากการใช้อำนาจอันฉ้อฉลของผู้มีอำนาจรัฐ หาใช่เป็นเพียงเครื่องมือทางวาทกรรมสำหรับผู้ซึ่งหวังผลในการแสวงหาประโยชน์ ส่วนตนและพวกพ้องที่กระทำการอันทุจริตหยาบช้า ประพฤติมิชอบ และกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักนิติธรรม จะใช้เพื่อกล่าวอ้างคุ้มครองตน จากกระบวนการตรวจสอบ และกระบวนการยุติธรรมที่ชอบธรรม โดยหวังแต่ได้ประโยชน์ว่าเป็นไปตามหลักนิติธรรม แต่เมื่อไม่ได้ประโยชน์ก็ กล่าวอ้างว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม

นักวิชาการที่ยึดถือหลักนิติธรรมและมีจริยธรรมหรือ จรรยาบรรณในวิชาชีพ พึงนำเสนอความถูกต้องในหลักการอย่างแท้จริงอันปราศจากอคติแก่ประชาชน เพื่อ สร้างความถูกต้องดีงามในทางความคิดอันจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมต่อไป

3. หลักประชาธิปไตย

รูปแบบในการปกครองในโลกนี้มีหลากหลายรูป เช่น รูปแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย สังคมนิยม ฯลฯ ตลอดจนเผด็จการเบ็ดเสร็จโดยผู้มีอำนาจหรือโดยกลุ่มบุคคลหรือพรรคการเมือง การที่ประเทศใดควรที่จะยึดถือรูปแบบการปกครองใด ย่อมขึ้นอยู่กับค่านิยม อุดมการณ์ทางการเมืองของคนในชาตินั้นๆ รวมทั้งประวัติศาสตร์ บทเรียน และบริบททางสังคมที่เป็นจริงในประเทศนั้นเป็นสำคัญ

การกล่าวว่า รูปแบบการปกครองใดดีกว่ารูปแบบใดนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่มีการโต้เถียงทางวิชาการไม่จบสิ้น เพียงแต่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกเสรีนิยม

อย่างไรก็ตาม หากจะพิจารณาว่าประเทศนั้นๆ ยึดถือหลักการประชาธิปไตยโดยแท้หรือไม่ คงต้องพิจารณาทั้งในมิติของรูปแบบและเนื้อหาของหลักประชาธิปไตย ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้ต้องมีเนื้อหาที่เป็นการปกครองโดย ประชาชน ของประชาชน และเพื่อประชาชน ตลอดจนมีอุดมการณ์เพื่อให้เกิดการปกครองเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม เป็นเป้าหมายสูงสุด คำนึงและรับฟังเสียงข้างน้อยหรือความเห็นที่แตกต่าง

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมิได้ยึดถือเพียงแค่หลัก การของเสียงข้างมากเป็นเสียงสวรรค์ โดยไม่รับฟังเสียงข้างน้อยหรือไม่คำนึง ถึงความถูกต้องชอบธรรมที่มีอยู่ตามกฎหมายและบรรทัดฐานอื่นๆ ที่สังคมร่วมสร้างกันมา ย่อมเป็นการยึดถือแต่หลักเสียงข้างมากแต่ขาดสำนึกตามหลักนิติธรรมที่มีความ สำคัญยิ่งในฐานะหลักการที่กำกับความชอบด้วยกฎหมายและความชอบธรรมของการ ปกครองแบบประชาธิปไตย

การทำลายหลักกฎหมาย และความชอบธรรม การกระทำทุกรูปแบบเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยไม่คำนึงถึงวิธีการที่ชอบ ธรรม ทุจริตการเลือกตั้ง ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง หลอกลวงปิดบังประชาชน แทรกแซงกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม เพื่อประโยชน์ของบุคคลหรือพวกพ้อง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในเนื้อหาที่แท้จริง แต่กลับกลายเป็นเพียงการปกครองในระบอบเผด็จการเสียงข้างมาก ที่อาศัยรูปแบบแอบแฝงภายใต้เสียงข้างน้อยที่มากกว่ากลุ่มเสียงอื่นเป็นฐาน เพื่อกระทำการอันเป็นประโยชน์แก่บุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ เมื่อกล่าวการปกครองในระบอบเผด็จการนั้น นักวิชาการต้องศึกษา และกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์เผด็จการในทุกรูปแบบ มิใช่เฉพาะการกล่าวอ้างเผด็จการทหารว่าเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จแต่เพียงรูปแบบ เดียว เพราะในสภาพความเป็นจริงทางวิชาการเผด็จการมีหลายรูปแบบ

ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์จึงต้องเป็นไปตามหลักวิชาการอย่างถูกต้อง ภายใต้บริบทของสังคมในขณะนั้น โดยเฉพาะบริบทในสังคมไทย ได้มีการศึกษาและวิเคราะห์กันมาแล้วว่า เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเชิงรูปแบบที่มีการเลือกตั้งเป็นวิธีการใน การเข้าสู่อำนาจแต่แอบแฝง เนื้อหาสาระการผูกขาดอำนาจเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนธุรกิจทางการเมือง บางกลุ่มหรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า เป็นการปกครองในระบอบเผด็จการทุนนิยมพรรคการเมืองแอบแฝงในคราบประชาธิปไตย

พวกเราเหล่าคณาจารย์นิติศาสตร์ดังมีรายนามข้างท้ายนี้ จึงมีความเห็นแตกต่าง และมีข้อสงสัยในตรรกะวิธีคิดของ “กลุ่ม นิติราษฎร์” ดังกล่าวข้างต้น ที่กล่าวอ้างเสมือนกับให้เหตุผลว่าการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นั้น เป็นต้นธารแห่งความเลวร้าย ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย และเป็นเผด็จการทหาร

โดยละเลยการกล่าวและวิพากษ์ถึงเหตุปัจจัยหรือบริบท ทางสังคมสืบเนื่องก่อนการ รัฐประหารอันเป็นต้นเหตุของความเลวร้ายที่แท้จริง คือ พฤติกรรมของนักการเมืองในอดีตก่อนการรัฐประหาร เป็นเผด็จการรัฐสภา มีการทุจริตคอรัปชั่นอย่างกว้างขวาง และแทรกแซงองค์กรตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม ทำให้ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาความไม่ชอบธรรมดังกล่าว ด้วยกระบวนการปกติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ได้ อันเป็นการทำลายหลักนิติธรรมและหลักประชาธิปไตย

จึงมีคำถามอย่างมากมายว่า ปัญหาเหตุปัจจัยดังกล่าวที่หาได้ถูกกล่าวขึ้น ยังคงอยู่ในอุดมการณ์หรือในตรรกะวิธีคิดของ “กลุ่มนิติราษฎร์” หรือไม่

สภาพการณ์ทางสังคมในปัจจุบันได้ตั้งข้อสงสัยในพฤติกรรมของคณาจารย์ที่ใช้ชื่อว่า "กลุ่มนิติราษฎร์” จาก แถลงการณ์ดังกล่าวนั้น ว่า ยังคงมีอุดมการณ์ที่ยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และเป็นระบอบการปกครองที่ประเทศไทยยึดถือมาเป็นระยะเวลายาวนาน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแรกจนถึงฉบับปัจจุบันหรือไม่ และหากยังยึดถืออุดมการณ์ดังกล่าวอยู่ คณาจารย์กลุ่มนี้ กระทำไปโดยวัตถุประสงค์อย่างไร หรือเพื่อบุคคลใด

พวกเราเหล่าคณาจารย์นิติศาสตร์ ดังมีรายนามข้างท้ายนี้ จึงขอเสนอความเห็นแตกต่างในหลักการทางวิชาการ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ให้ฉุกคิดอย่างรอบด้านในข้อมูลเหตุปัจจัยพื้นฐานที่มาของเหตุการณ์ทางการ เมืองที่เกิดขึ้น พวกเราไม่มีความประสงค์ เป็น “เผด็จการทาง ภูมิปัญญา” ที่จะประนามผู้หนึ่งผู้ใดที่มีความเห็นแตกต่างว่า ไม่รักชาติ ประชาธิปไตย หรือประชาชน หรือกล่าวหาว่าการไม่เห็นด้วยกับความคิดของพวกเราต้องเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องการให้เกิดความงดงามในวิถีประชาธิปไตยที่เคารพความแตกต่างทาง ภูมิปัญญาและทัศนคติที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์

ศาสตราจารย์ แสวง บุญเฉลิมวิภาส
ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ
ศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต
รองศาสตราจารย์ นพนิธิ สุริยะ
รองศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ มณีศร
รองศาสตราจารย์ นเรศร์ เกษะประกร
รองศาสตราจารย์ ดร.วิจิตรา (วิเชียรชม) ฟุ้งลัดดา
รองศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกบุญ วงศ์สวัสดิกุล
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรวัฒน์ จันทโชติ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์
อาจารย์ เกศราภรณ์ ปานงาน
อาจารย์ คมสัน โพธิ์คง
อาจารย์ จันทร์เพ็ญ หงษ์มาลัย
อาจารย์ ฉัตรพร ภาระบุตร
อาจารย์ จุมพล ชื่นจิตศิริ
อาจารย์ นฤมล เสกธีระ
อาจารย์ นิดาวรรณ เพราะสุนทร
อาจารย์ รัฐศักดิ์ บำรุงสุข
อาจารย์ วศิน สุวรรณรัตน์
อาจารย์ ศักดิ์ณรงค์ มงคล
อาจารย์ศาสตรา โตอ่อน
อาจารย์ อัจฉรา จันทน์เสนะ

2 ตุลาคม 2554