WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 3, 2011

"เสธ.จง" พล.อ.จงศักดิ์ พานิชกุล อ่านใจกองทัพ กางตำรายุทธพิชัย "ลับ ลวง โผ"

ที่มา มติชน



สัมภาษณ์พิเศษ โดย นัฐวัฒน์ ดวงแก้ว, สิริญญา นิมะกุล

(ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 3 ตุลาคม 2554)




...บาง ครั้งมันจำเป็นที่เขาต้องปกป้องลูกน้อง เราไม่แตะ แต่ว่าหารือแนะนำ เอ๊ะ! ทำไมเอาแต่เพื่อน เพราะแม้เป็นทีมฟุตบอลเขา ในเพื่อนก็ต้องเอาคนอื่นแทรกคนสองคน เพราะมึงจะอยู่ค้ำฟ้า เดี๋ยวอีก 2-3 ปีเกษียณหมดทั้งคณะ แล้วถ้าไม่วางคนแทรกเอาไว้ กองทัพก็จะอยู่ไม่ได้...

นับตั้งแต่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก้าวเข้ามาบริหารประเทศ เกือบทุกสายตาต่าง "เขม้นมอง" ไปที่ท่วงทำนองของผู้นำเหล่าทัพ

โดย เฉพาะอย่างยิ่ง บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เพราะรับรู้กันดีถึงความ "เขม็งเกลียว" ที่มีมานับตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ถึงวันนี้ความ "อึมครึม" ระหว่างรัฐบาล "ญ.หญิง" และฟากฝั่ง "ท.ทหาร" ยังคงมีอยู่

โดยการส่งสัญญาณผ่านปรากฏการณ์ "โผทหาร" ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย (พท.) ดองเค็มเอาไว้?

ก่อน โผออก 1 วัน... พล.อ.จงศักดิ์ พานิชกุล หรือ "เสธ.จง" ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม ผู้มีสถานะเป็นทั้ง "อดีตคนชุดเขียว" และ "คนใกล้ชิดคนเสื้อแดง" ได้เปิดห้องกุนซือกลาโหมไขข้อกังขากับ "มติชน" อย่างตรงไปตรงมาตามสไตล์ทหารเก่า

- ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาล ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เพราะ คนนอกมองว่าเขม็งเกลียว

เขา มองแคบไปนิดนึง จริงๆ ไม่มีอะไร ต้องย้อนถามกลับไปว่ารัฐบาลก่อนๆ ทำไมถึงชอบให้นายกฯควบ รมว.กลาโหม ก็เพราะ รมว.กลาโหมมีอำนาจเยอะในการโยกย้าย ที่พูดนี้หมายถึงเรื่องเก่านะ ทหารบ้านเรามีลักษณะพิเศษ ไม่เหมือนทหารประเทศอื่น คือมีอำนาจพิเศษ เราก็รู้กันคนไทย การที่รัฐบาลให้มี รมว.กลาโหมโดยเฉพาะ เป็นการแสดงความจริงใจอย่างหนึ่งว่าไม่ได้มีอะไรหวาดระแวงกองทัพ ทหารเองก็เป็นสังคมปิด ถ้ามีรัฐมนตรีกลาโหมที่มาจากกองทัพโดยตรง เขาก็ดูว่าเขาได้รับเกียรติจากผู้บังคับบัญชาที่มีความรู้จริงๆ โดยเฉพาะ พล.อ.ยุทธศักดิ์ (ศศิประภา รมว.กลาโหม) ผมว่าคนอย่างนี้ หาตัวจับยาก เพราะความรู้ท่านเยอะเกี่ยวกับกระทรวงกลาโหม และเป็นผู้ใหญ่ มันทำให้บรรยากาศแห่งความไม่ไว้วางใจ ความวิตกจริต เบาลงเยอะ

- บรรยากาศดีขึ้น ทำให้เบาใจได้แล้วว่าการปฏิวัติจะไม่เกิดขึ้น

ส่วน ตัวผม ผมมั่นใจ คือทหารไม่ได้อยู่ๆ จะคิดปฏิวัตินะ หลักสำคัญๆ ที่เขามักจะเอาไปอ้างมีอยู่ 2-3 อย่าง ซึ่งเราก็รู้อยู่ว่ามันมีตัวเร่ง ตัวเขี่ย ตัวสนับสนุน แต่ว่าไปไม่รอด ยิ่งยุคนี้สมัยนี้ อย่าไปทำเลย มันมีวิธีแก้ปัญหาเยอะแยะ ที่ดีที่สุดก็คือการแก้ด้วยระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลไม่ดี โกงกิน มันก็มีวิธีที่จะเอารัฐบาลออก ทหารไม่ใช่ว่าใจร้อน ไปฟังเขาก็ทำไป ก็เน่าทุกราย (เน้นเสียง) และคนที่เป็นแพะทุกครั้งก็คือกองทัพ ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องเอาทหารกลับกรมกอง

- อะไรทำให้รัฐบาลไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่ผ่านมามีทีท่ายืนคนละฝั่งกับ พท.มาตลอด โดยเฉพาะกรณีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง

เขา เป็นข้าราชการประจำ ฉะนั้นหลักของธรรมาภิบาล เราต้องให้เกียรติข้าราชการ เมื่อครั้งรัฐบาลเก่า ข้าราชการมีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ประชาชนไม่พอใจ รัฐบาลใหม่เข้ามา ถ้าเป็นข้าราชการที่ดีก็ต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลใหม่ หลักการมีอยู่แค่นี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ แต่ถ้ารัฐบาลมอบนโยบายไปแล้ว แต่ข้าราชการไม่ยอมปฏิบัติตาม นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้น เมื่อมีคนตายก็ต้องมีคนรับผิดชอบ คนสั่ง คนทำ ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย

- มีความพยายามจะเชือดนายทหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม ทั้ง พล.อ. ประยุทธ์ และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง ผบ.ทบ.

ก็ คิดได้ แต่รัฐบาลก็คิดอีกแบบ คิดที่จะปรองดอง ไม่น่ามีปัญหา นายกฯให้ท่าน ประยุทธ์ไปทำอะไร ท่านก็ทำ ชัดเจน ปรากฏการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ทหารเขาเต็มที่กับรัฐบาล ไม่มีสักจุดที่เขาไม่ช่วย มันแสดงให้เห็นแล้วว่าใครมาเป็นนายเขา เขาก็ดูแลอะไรต่างๆ เต็มที่ เรื่องกับเขมร เขาก็ไม่ได้อยากรบกับเขมร แต่เมื่อรัฐบาลสั่ง เขาก็ต้องเต็มที่ เพราะบกพร่องไม่ได้ ถ้าบกพร่อง ก็จะหาว่าไม่มีประสิทธิภาพ

- การกระทำที่ผ่านมาของเหล่าทัพ มองว่าเป็นการทำตามนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน ไม่ใช่กองทัพแอบมีใจให้

ผมเป็นทหารเก่านะ ทำไมผมถึงไม่รู้ว่ามันอยู่ที่รัฐบาล

- แต่บางอย่างก็ชัดเจน อย่างตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม

มัน ธรรมดา (ตอบทันที) ถ้าผมเป็นนายเขา ผมต้องป้อง นี่เป็นสันดาน (เน้นเสียง) ของทหาร ปกป้องรุ่นน้อง ยิ่งที่เกษียณแล้ว เราก็ต้องปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาเขา ผมก็ให้ความยุติธรรม ชั่งน้ำหนักให้ดี อย่าไปเอาตามใจตัวเองไม่ได้ ไม่อย่างนั้นหน่วยเขาอยู่ไม่ได้ คือมองทหารไปมองภาพที่เขาทำงานบ้าง เขามีทีมเขา เห็นใจเขาบ้างเถอะ อย่าไปมองเครื่องแบบ บางครั้งมันจำเป็นที่เขาต้องปกป้องลูกน้อง เราไม่แตะ แต่ว่าหารือ แนะนำ เอ๊ะ! ทำไมเอาแต่เพื่อน เพราะแม้เป็นทีมฟุตบอลเขา ในเพื่อนก็ต้องเอาคนอื่นแทรกคนสองคน เพราะมึงจะอยู่ค้ำฟ้า เดี๋ยวอีก 2-3 ปีเกษียณหมดทั้งคณะ แล้วถ้าไม่วางคนแทรกเอาไว้ (เคาะโต๊ะ) กองทัพก็จะอยู่ไม่ได้ สมัยก่อนรุ่นเดียวเป็นแม่ทัพ 5 คนก็ยังมี ก็สืบทอดกัน ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เพราะระบบเป็นอย่างนี้ เขาก็ต้องทำงานเป็นทีมเวิร์ก เกิดมาปีนเกลียวอะไรกัน มันก็จะทำให้กองทัพอ่อนแอ ต้องมองในแง่ดีบ้าง

- มองอย่างไรที่ ผบ.ทบ.วางตำแหน่งสำคัญให้เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 12 (ตท.12) รวมถึงส่งลูกน้อง "บูรพาพยัคฆ์" ไปคุมตำแหน่งสำคัญ

มัน ก็เป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชาที่เขาจะต้องยอมรับ คนในกองทัพลูกน้องทั้งหมด เขาจะเลือกไว้วางใจคนเฉพาะกลุ่มเฉพาะพวก ผลเสียก็จะตกกับพวกเขาเองว่าเขารักลูกน้องกลุ่มเดียว ผมถึงบอกว่าบางทีอย่าไปมองแคบ ผมเชื่อว่าคนที่เป็นนายต้องมองให้ทั่ว เราอาจจะเห็นแค่ 2-3 ตำแหน่ง ก็เฮ้ย! เอาแต่ลูกน้องมึงมา อันนี้ก็ใจแคบไปหน่อย เพราะมันก็มีที่มาตามลำดับ ส่วนน้อยตำแหน่งสำคัญๆ ที่เป็นหัวใจบางหน่วย เขาก็ชอบที่จะเอาคนที่เขาไว้วางใจไปวางไว้ ไม่ว่า ก็อย่างนี้ทั้งนั้น

- โผที่ออกมา ตท.12 ขึ้นมายกแผง

เป็น เรื่องปกติ ใจจริงผมอยากให้เขาเป็นปึกแผ่นด้วยซ้ำไป เพราะรัฐบาลเป็นรัฐบาลที่ดี เข้มแข็ง ตั้งใจทำงาน เมื่อมาด้วยความถูกต้อง ใครจะไปคิดร้ายเรา เอาสิ คิดร้ายก็คิดร้ายไป ไม่มีปัญหา แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็อย่าไประวังเกินไป ไม่งั้นคงไม่ต้องทำอะไร

- มีนัยยะว่าจะเป่านกหวีดหรือไม่

ถ้า การเมืองมันนิ่ง ไม่มีอะไรเสียหายจะเป่า 20 ครั้งก็ไม่มีใครเอากับมึง และเดี๋ยวนี้มันไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อนนะ เพราะการ เมืองภาคประชาชนแข็งมาก ประชาชนไม่ได้นิ่งมาให้ทำอะไรหรอก และทหารในกองทัพเองก็ไม่เห็นด้วย แต่ว่ากลุ่มซึ่งเขาได้รับความเจ็บปวดจาก 19 กันยาฯ ถามว่ามีไหม มีเยอะ ก็เป็นหน้าที่ที่เราซึ่งเป็นคนกลางต้องค่อยๆ รักษาบาดแผลต่อ

- แกนนำแดงเสื้อแดงเข้าใจบทบาทของกองทัพหรือไม่

ต้อง ดูที่ปฏิกิริยาที่แสดงออกมา เขาก็เป็นกลุ่มก้อน และเราต้องนึกเสมอว่า พท. เอง ถ้าไม่ได้เขาช่วยทำให้มีคะแนนความชอบธรรมในการหาเสียง คงลำบาก ผมว่ามีการพูดคุยกันอยู่แล้ว แต่จะให้เขาหยุด คงเป็นไปไม่ได้ เพราะความเคลื่อนไหวของประชาชนคงหยุดไม่ได้ ต้องมีอยู่ตลอดเวลา

- โผโยกย้ายนายทหารทำไมถึงเกิดปัญหาทุกปี

โปรด เกล้าฯมาแล้ว ทหารจบเสมอ ไม่มีปัญหาอะไร อย่างคราวนี้ที่จริงก็ไม่น่ามีปัญหา มีปัญหานิดเดียวคือตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม อยู่ๆ จะไปย้ายเขาไปตรงนั้นตรงนี้ไม่ได้ เพราะเป็นอัตราที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเป็นพิเศษ แต่ทีนี้เมื่อจัดมาเป็นแพคเกจ จัดไอ้นี่ไปไว้โน่น ซึ่งเลขาธิการ ครม. (นายอำพน กิตติอำพน) ตีความว่าไม่ได้ ต้องให้คนเดิมพ้นก่อน ตำแหน่งถึงจะว่าง จึงให้ส่งกลับ เมื่อเขาท้วงมาก็มาทำใหม่ แต่เมื่อไหนๆ มาทำใหม่แล้ว ก็มีเวลาขยับคนนั้นคนนี้ ก็ทำซะเท่านั้น โดยเรียกมาคุย แต่คงไม่ง่าย ต้องมีการถกเถียงกันนิดหน่อย ผมจะเอาคนนั้น พี่จะเอาคนนี้ แต่ก็จบ พล.อ.ยุทธศักดิ์ไม่ได้มีปัญหาอะไร

- ถึงขั้นต้องมีการโหวตในบอร์ดหรือไม่

(ตอบ สวนทันที) ไม่มี เจ้ากรมเสมียนตรา (พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์) เลขานุการคณะกรรมการ (พิจารณาจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหม) ไม่เคยมีโหวต ท่านรัฐมนตรีจะโหวตทำไม มีอยู่เสียงเดียว แต่กฎหมายนี้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) มีพี่บุญรอด (พล.อ.บุญรอด สมทัศน์) เป็น รมว.กลาโหม ก็ร่าง พ.ร.บ.นี้ขึ้นมา ไม่ให้รัฐมนตรีมีอำนาจในการย้าย พูดแบบหยาบคายเลย นี่คือผลพวงจากการปฏิวัติ ผบ.เหล่าทัพก็เป็นอิสระ รัฐมนตรีก็มานั่งเป็นตรายางอย่างเดียว

กฎหมายอย่างนี้จะใช้ต่อไปไหม ต้องส่งไปให้กฤษฎีกาตีความว่ากฎหมายแบบนี้ถูกตามหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ ผมเป็นรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมเป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกัน ทำไมไม่ให้ผมมีอะไรเลย แล้วจะมาเป็นทำไมบังคับบัญชา หรือแต่งตั้งใครก็ไม่ได้ หากกฤษฎีกาตีความว่าไม่ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล ก็ยกร่างใหม่ นำเข้ารัฐสภาเพื่อแก้ เพื่อเทียบกระทรวงอื่น จริงอยู่กระทรวงกลาโหมอาจมีลักษณะเฉพาะ แต่หลักการไม่ได้ เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้รัฐมนตรีมีส่วนการพิจารณาคัดเลือกบุคคลในโผทหาร ไม่งั้นรัฐบาลเลือกตั้งมาโดยประชาชน ก็มาเป็นลูกน้องทหาร แบบนี้ผมว่ามันบ้าแล้ว แต่ถ้ากฤษฎีกายืนยันว่าถูกต้องแล้ว ก็อยู่กันไปแบบนี้ไม่เป็นไร ใช้ศิลปะกลยุทธ์เอา

- แต่เจตนารมณ์ของคนร่างกฎหมาย ต้องการสกัดฝ่ายการเมืองไม่ให้เข้ามาแทรกแซงกองทัพ

มัน เป็นไปไม่ได้หรอก การเมืองมาจากประชาชน เฮ้ย! มึงกินเงินประชาชน แต่กูดูแลมึงไม่ได้ บ้าหรือเปล่า (เสียงดัง) มันไม่ได้ ไอ้คำว่าแทรกแซง เที่ยวไปยุ่งกับเขา ไปเอาคนนั้นมาคนนี้มา ไอ้นั่นมันไม่ทำงาน เลียแผล็บๆๆ ให้มาเป็นนั่นเป็นนี่ มันก็ไม่ได้

- หากไม่แก้กฎหมายฉบับนี้เสมือนว่า รมว.กลาโหมไม่มีดาบอาญาสิทธิ์

ผม คิดว่าการบริหารหน่วยงาน อย่าไปคิดถึงตัวหนังสือมาก วิธีการดูแลหน่วยงานราชการต้องคิดถึงการสร้างบารมี สำคัญกว่าเยอะ บางทีบารมีเหนือกว่ากฎเกณฑ์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐมนตรี แต่ท่านอยากทำให้ถูกต้อง คนมารับตำแหน่งต่อจากท่านจะได้โอเค

- แต่กว่ามาถึงจุดนี้ได้ รมว.กลาโหมอาจน่วมไปแล้ว

ท่าน ไม่น่วมหรอก ผมยืนยัน ท่านที่เข้ามารับตำแหน่งระหว่างรอยต่ออำนาจอะไรแบบนี้ ต้องเห็นใจท่าน อย่าไปตีค่าจากที่เห็นนักมวยบางทีง่อนแง่น แต่ท้ายที่สุดก็ชนะน็อกได้ เหมือนโกวเล้งเขียนว่าใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว

- พล.อ.ยุทธศักดิ์เป็นนักมวยที่มีชั้นเชิงแบบใด

ไม่ แน่จริงไม่ขึ้นเป็น รมว.กลาโหม มีตัวเลือกตั้งเยอะแยะ ทำไมเขาเลือกท่าน ท่านไม่ใช่รัฐมนตรีจับสลาก คนอยากเป็นเยอะแยะ แต่ทำไมเขาไม่เอา แต่เลือกท่าน การเลือกคนต้องเหมาะตามสถานการณ์ เวลานี้เราต้องการความปรองดอง ต้องการความเข้าใจระหว่างกัน เขาถึงเลือก พล.อ. ยุทธศักดิ์

- มีเสียงวิจารณ์กันว่าตัว รมว.กลาโหมยอมผู้นำเหล่าทัพมากเกินไป

อย่าง พี่เหลิม (ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี) เขาทำได้เพราะมันชัดเจน พัวะๆ (ทำท่าประกอบ) ย้ายเข้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะบุคลิกพี่เหลิมเป็นแบบนั้น สะใจโก๋ไง แต่บุคลิก พล.อ.ยุทธศักดิ์เป็นแบบนี้ ถ้าจะให้ท่านทำแบบนั้น ก็ไม่ใช่ท่าน

- รัฐบาลเลยใช้วิธีดองโผทหารแทน

อุบัติเหตุ เกิดขึ้นตรงนี้ ที่จริงทำตั้งแต่ต้นกันยายนแล้ว แต่ที่ช้าเพราะนัดกันก็ไม่ครบองค์ประชุม จะนัดองค์ประชุมก็ไปลาหน่วย หรือไปต่างประเทศบ้าง เพราะกฎหมายที่เขียนไว้ก็ส่งตัวแทนมาประชุมไม่ได้ อย่าไปคิดมาก พี่น้องกันทั้งนั้น

- คนในกองทัพมองว่านายกฯตีกลับโผทหารเพื่อให้แก้ไขตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม เพราะหวังตีรวนกองทัพ

ใครจะตี โอ๊ย... ก็เพราะเล่นเกมกันไปกันมา บ้านเมืองถึงฉิบหายหมด เอาความจริงมาพูดกัน ถ้าไม่ถูกใจก็ด่ากันแป๊บเดียว

- มั่นใจว่าโผที่ออกมา สังคมยอมรับได้ และกองทัพไม่มีปัญหาใช่หรือไม่

คน ที่รับผิดชอบคือผู้บังคับบัญชาสูงสุดของเขาในแต่ละหน่วย ถ้าเขาจัดไม่ดีเอาแต่พรรคแต่พวก ผู้ใต้บังคับบัญชาจะไม่ยกย่องเขาเอง แต่เราเป็นคนนอก เราอย่าไปรู้เรื่องดีกว่าคนในบ้านเขา ในหลักการต้องเชื่อเขา ของพวกนี้ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า อะไรที่ไม่ดีไม่งาม เดี๋ยวก็สะดุด สนิมเขรอะ แต่ถ้าเขาจัดดีก็เข้มแข็ง ทหารก็จะเป็นที่รักของประชาชนต่อไป

โถ..อธิการบดี

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน



ได้ อ่านคำถาม 15 ข้อของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงกรณีคณะนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร 19 กันยา 2549

ไม่ ได้แตกต่างไปจากแนวคิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสกลธี ภัททิยกุล หรือนายสัก กอแสงเรือง ที่ออกมาต่อต้านความเห็นของคณะนิติราษฎร์แบบสุดลิ่ม

เผลอปกป้องการรัฐประหารกันแบบสุดตัว

เพราะคิดเหมือนกันว่าคณะนิติราษฎร์ทำเพื่อคนๆเดียว รับงานมาจากทักษิณ

คำถามส่วนใหญ่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องของอารมณ์และการเสียดสี

ยกตัวอย่างเช่นนายสมคิดถามว่า "ถ้า มีคนไปโต้แย้งนิติราษฎร์ในที่สาธารณะ เขาจะไม่ถูกขว้างปาและโห่ฮาเหมือนกับหมอตุลย์ใช่หรือไม่" กับ "คมช. เลว ส.ส.ร.ที่มาจากคมช.ก็เลว รธน.2550 ที่มาจากส.ส.ร.ก็เลว แต่รัฐบาลที่มาจากรธน.เลว เป็นรัฐบาลดีใช่หรือไม่"

ไม่ใช่การถกเรื่องข้อกฎหมายเลย

แต่มีอยู่คำถามหนึ่งที่อ่านแล้วต้องอึ้ง

นาย สมคิดถามว่า "ถ้าเรายกเลิกกฎหมายที่ถูกยก เลิกไปแล้วได้ เราจะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด สุจินดา ถนอม ประ ภาส สฤษดิ์ จอมพลป. อ.ปรีดี หรือจะลงโทษเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำต่อนายกฯ ทักษิณ"

ที่เป็นปัญหาก็เพราะนางดุษฎี บุญทัศนกุล บุตรสาวนายปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 1 ในผู้ก่อการเปลี่ยน แปลงการปกครองเมื่อปี 2475

โพสต์ถามในเฟซบุ๊กของนายสมคิดว่า "อาจารย์เข้าใจผิดอะไรหรือเปล่าคะ ที่พูดพาดพิงถึงนายปรีดี เกี่ยวกับการรัฐประหาร โปรดอธิบายด้วย"

นาย สมคิดก็ตอบว่า "ผมเข้าใจท่านปรีดีดีครับ การรัฐประหารกับการปฏิวัติต่างกันครับ แต่อยากให้ผู้คนได้คิดหาเหตุผลตรึกตรองในเรื่องต่างๆ"

สรุปว่านายสมคิดก็ตอบไม่ชัดเจน แถมยังลบข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ในเฟซบุ๊กในเวลาต่อมา

จนโดนสังคมวิพากษ์วิจารณ์กันกระหึ่ม

เพราะนึกไม่ถึงว่าอธิการบดีมธ.จะมีมุมมองที่พิสดารไปได้ขนาดนี้

นำนายปรีดี ซึ่งเป็นผู้นำการปฏิวัติการเปลี่ยน แปลงการปกครอง นำอำนาจอธิปไตยมาสู่ปวงชนชาวไทย

ไปรวมอยู่ในกลุ่มเดียวกับคนที่ใช้รถถังออกมาก่อการปฏิวัติ

ยึดอำนาจอธิปไตยไปจากคนไทย !?

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 03/10/54 กำลังใจ...ไม่ทิ้งกัน

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ความเดือดร้อน ถาโถม โหมเข้าใส่
กำลังใจ ต่อเติม เพิ่มสิ่งหวัง
เพื่อความสุข สวัสดี มีพลัง
ให้สมดั่ง ศรัทธา ประชาชน....


คำเจือยแจ้ว แว่วหวาน ที่ขานไข
เติมแรงใจ ที่อ่อนแรง ทุกแห่งหน
ให้คลายเจ็บ ปวดร้าว หนาวกมล
แม้หมองหม่น ก็แอบยิ้ม เอมอิ่มใจ....


ยิ่งลักษณ์พบ..ประชาชน ผู้ทนทุกข์
ช่วยปลอบปลุก เติมฝัน วันฟ้าใส
เพื่อพี่น้อง ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย
พ้นเภทภัย เศร้าหมอง นองน้ำตา....


กำลังใจ แสนงาม คอยถามถึง
จากเสียงหนึ่ง ยามนี้ ที่ส่งหา
พูดจากใจ ดวงน้อย ล่องลอยมา
ส่งข้ามฟ้า เติมความหวัง กำลังใจ....


ขอให้ทุกข์ ผ่านพ้น จนยิ้มร่า
ขอให้ฟ้า นำทาง สว่างไสว
ขอให้สุข ถ้วนหน้า อย่ามีภัย
ขอให้ไทย ร่มเย็น ดั่งเป็นมา....


๓ บลา / ๓ ต.ค.๕๔

ละครนี้เขียนจากคน..หรือธรรมชาติครับ?

ที่มา blablabla



ยามเปลวแดด..แผดเผา.. จนเร่าร้อน
แต่เก่าก่อน..เคยร่มเย็น..เป็นสุขสันต์
ท้องฟ้าสวย..กลับมืดมิด..สนิทพลัน
เหลือ..แค่อดีต..แห่งฝัน..ผูกพันใจ....



ขมุกขมัว..สลัวเลือน..เหมือนลอยลับ
ซากย่อยยับ..ดับสนิท..จิตหวั่นไหว
คลื่นน้ำซัด..ถาโถม..โหมเข้าไป
แน่นฤทัย..เจ็บปวด..รวดร้าวระทม....



ธรรมชาติ..แยกเขี้ยว..เที่ยวไล่ล่า
สร้างสิ่งทุกข์..และน้ำตา..พาขื่นขม
ทั้งเรือกสวน..ไร่นา..มาล่มจม
วิโยคตรม..ทั่วถิ่น..แผ่นดินไทย....



กทม. ...ร้อนเปลวแดด..มันแผดเผา
พี่น้องเรา..ทั่วทุกคน..หม่นหมองไหม้
หอบข้าวของ..หนีน้ำ..ชอกช้ำใจ
ละครนี้..ตอบได้ไหม..ใครเขียนมา....



ขอให้กำลังใจพี่น้องที่กำลังเดือดร้อนทุกคนครับ
๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดง ๒ ต.ค.๕๔

เศรษฐศาสตร์สามัญสำนึก: ปรัชญาไม่เพียงพอ

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมาวิกิลีกส์ได้เปิดเผยบทสนทนาระหว่างนายลีกวนยูอดีตนายกฯ สิงคโปร์และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศสิงคโปร์และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย [1] บทสนทนานี้เกิดขึ้นเมื่อ 2 เดือนหลังรัฐประหารกันยายน 2549 นายลีกวนยูแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยและอนาคตของไทย เขาพาดพิงถึงนโยบายเศรษฐกิจไทยว่า “ไทยได้ปฏิรูปเศรษฐกิจในระบบตลาดมากพอที่ไทยจะไม่ถอยกลับไปสู่ระบบเศรษฐกิจ พอเพียงแล้ว” (Lee observed that Thailand had instituted enough market economy reforms that it would not return to a “sufficiency” economy.)

ดิฉันเห็นด้วยกับความคิดเห็นดังกล่าวและคิดว่าชนชั้นนำไทยที่เกี่ยวข้อง กับธุรกิจน่าจะเห็นด้วย(อย่างเงียบๆ) ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย และข้าราชการหรือพนักงานระดับสูงในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ อาทิ แบงค์ชาติ คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรมส่งเสริมการส่งออก กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงาน ถ้าผู้อ่านไม่เห็นด้วยกับนายลีกวนยู ดิฉันขอเสนอให้ระลึกถึงความเสียหายจากการทดลองปิดสนามบินโดยพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยในเดือนพฤศจิกายน 2551 เป็นเวลา 1 สัปดาห์ การปิดสนามบินครั้งนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเศรษฐกิจไทยอาศัยตลาดโลก

ทำไมชนชั้นนำที่สนับสนุนรัฐประหารจึงนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประชาสัมพันธ์เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนา?
ดิฉันคิดว่าเพราะเขาหายุทธศาสตร์การพัฒนาแบบอื่นมาประชาสัมพันธ์ไม่ได้

ชนชั้นนำไทยไม่เคยปฏิเสธทุนนิยมโลกาภิวัฒน์มาตั้งแต่เซ็นสนธิสัญญาเบาวริ งในปีพศ. 2398 หลังเซ็นสัญญา นอกจากข้าวแล้วไม้สักและแร่ดีบุกเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ ปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบันมาจากการตัดไม้ทำลายป่ามาตั้งแต่150 ปีที่แล้ว บริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดกิจการในสยาม ไม่ว่าจะเป็นกิจการตัดไม้สัก ขุดเจาะแร่ธาตุ และธนาคาร ธนาคารแห่งแรกในสยามไม่ใช่ธนาคารของคนไทยแต่เป็นธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบ งกิ้งคอร์ปอเรชั่นของคนอังกฤษ ธนาคารสยามกัมมาจลหรือธนาคารไทยพาณิชย์เกิดจากการร่วมทุนระหว่างราชสำนักและ นักธุรกิจชาวเยอรมันและชาวเดนมาร์ก ผู้บริหารธนาคารสยามกัมมาจลคือคนเยอรมันและคนอังกฤษจนถึงยุคสงครามโลกครั้ง ที่ 2 [2] หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยก้าวเข้าสู่โลกาภิวัฒน์มากขึ้นพร้อมๆกับประเทศอุตสาหกรรม บรรษัทข้ามชาติอเมริกันเริ่มร่วมทุนกับชนชั้นนำไทยตั้งแต่ยุคสงครามเกาหลี ตามด้วยบรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่นในยุคสงครามเวียดนาม ต่อมาก็เปิดให้ทุนต่างชาติลงทุนในบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดเงินและตลาดอสังหาริมทรัพย์มาจนถึงปัจจุบัน

อิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ครอบคลุมไปถึงด้านวัฒนธรรมและการศึกษา ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีบิดาแห่งศิลปะไทยร่วมสมัยและผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นชาว อิตาลี โรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุดในไทยคือโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนซึ่งก่อตั้งโดย มิชชันนารีและเป็นโรงเรียนที่ชนชั้นนำนิยมส่งลูกเรียนมาจนถึงปัจจุบัน โรงเรียนอัสสัมชัญที่นักธุรกิจนิยมส่งลูกเข้าเรียนก็ก่อตั้งโดยมิชชันนารี เหมือนกัน ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภาคเหนือและภาคตะวันออกก็มีโรงเรียนมิชชันนารีไว้ ช่วยสร้างทายาทชนชั้นนำ ความนิยมโรงเรียนมิชชันนารีในหมู่คนชั้นนำวิวัฒนาการมาเป็นความนิยมโรงเรียน นานาชาติและโรงเรียนประจำต่างประเทศ การคลอดลูกในประเทศทุนนิยมตะวันตกเพื่อให้ลูกมีสัญชาติตะวันตกกลายเป็น วัฒนธรรมของชนชั้นนำที่ชนชั้นกลางอยากเลียนแบบ ปริญญาจากต่างประเทศและทักษะภาษาต่างชาติโดยเฉพาะภาษาตะวันตกสำคัญต่อสถานะ ทางสังคม แม้แต่การเผยแพร่อุดมการณ์ชาตินิยมก็อาศัยกระบวนการจากประเทศ อาทิ การเผยแพร่วรรณกรรมชาตินิยมโรแมนติกเรื่องทวิภพและสี่แผ่นดินในรูปแบบมิวสิ คัล ถ้าเผยแพร่ในรูปแบบลิเกคงจะขายไม่ออก การผลิตภาพยนตร์ชาตินิยมก็ต้องอาศัยกล้องจากต่างประเทศ สิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมไทยโดนผูกติดกับเทคโนโลยีต่างชาติ ชัดเจนว่าชนชั้นนำไทยตอบรับโลกาภิวัฒน์อย่างหน้าชื่นตาบาน

ทั้งๆที่ชนชั้นนำไทยไม่เคยปฎิเสธทุนนิยมโลกาภิวัฒน์มาเป็นเวลา 150 ปีและไม่มีแนวโน้มจะปฏิเสธในอนาคต แต่ชนชั้นนำที่สนับสนุนรัฐประหารประชาสัมพันธ์ระบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ไม่ได้ เพราะแนวร่วมที่สำคัญคือกลุ่มเอ็นจีโอที่ต่อต้านทุนนิยมตั้งแต่ยุคสงคราม เย็น เขาจะลดพื้นที่ให้เป็นระบบเศรษฐกิจแบบภูมิภาคนิยมหรือเอเชียนิยมก็ไม่ได้ เพราะจีนและญี่ปุ่นต้องการความร่วมมือจากทั้งกลุ่มอาเซียน จะเป็นอาเซียนนิยมแบบในยุคนายกฯชาติชาย ชุณหะวันก็ติดขัดตรงความสัมพันธ์กับกัมพูชา ความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชาจะทำลายอุดมการณ์ชาตินิยมซึ่งช่วยสร้างภาพ วีรบุรุษให้กองทัพเพื่อขับเคลื่อนพลังสนับสนุนรัฐประหาร ด้วยเหตุนี้ ชนชั้นนำที่สนับสนุนรัฐประหารจึงประชาสัมพันธ์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมี นัยยะด้านชาตินิยมและสอดคล้องกับแนวคิดชุมชนนิยมของเอ็นจีโอควบคู่ไปกับวาท กรรมทุนนิยมสามานย์

ปรัชญาต่างจากเศรษฐศาสตร์อย่างไร?
ความแตกต่างระหว่างปรัชญาและเศรษฐศาสตร์อยู่ที่คณิตศาสตร์ ปรัชญานำเสนอตรรกะแต่ตรรกะจะสมเหตุสมผลหรือไม่ก็พิสูจน์ไม่ได้ถ้าไม่ใช้ คณิตศาสตร์ หัวใจของการจัดสรรทรัพยากรตามกระบวนการเศรษฐศาสตร์คือ Constrained optimization หรือการหาประโยชน์สูงสุดแบบมีข้อจำกัด เศรษฐศาสตร์ไม่สอนให้บริโภคแบบไม่บันยะบันยัง ข้อจำกัดพื้นฐานคืองบประมาณและเวลา ดังนั้นเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัยไม่ใช่ลัทธิบริโภคนิยม ใครอยากบริโภคมากก็ต้องทำงานมาก ใครอยากบริโภคน้อยก็ทำงานน้อย ใครมีความสุขแบบไหนก็เลือกเอาเองตามใจชอบ รัฐอยากจัดสรรทรัพยากรอย่างไรก็ใช้ระบบภาษีเพื่อจูงใจหรือลงโทษได้

คณิตศาสตร์ทำให้นโยบายสาธารณะจับต้องได้และประเมินได้ ที่สำคัญคณิตศาสตร์คือภาษาสากลที่ทำให้คนนอกอาชีพเศรษฐศาสตร์ร่วมประเมิน นโยบายด้วยได้ นโยบายสาธารณะหลายอย่างต้องอาศัยวิชาชีพอื่นนอกเหนือจากเศรษฐศาสตร์ เพราะเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ด้านการตัดสินใจจัดสรรทรัพยากร ในระดับบุคคลคือการตัดสินใจบริโภคและแบ่งเวลาทำงาน ในระดับบริษัทคือการตัดสินใจผลิตและใช้ปัจจัยการผลิต ในระดับประเทศคือการตัดสินใจจัดสรรปัจจัยการผลิตและผลผลิต ถ้าไม่ใช้คณิตศาสตร์ก็ยากที่จะให้วิศวกร สถาปนิก นักวิทยาศาสตร์ และแพทย์เข้ามาร่วมวางแผนนโยบายร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์ การก้าวพ้นปรัชญาจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของการนำเสนอนโยบายสาธารณะ

ดิฉันไม่ปฏิเสธคุณค่าของปรัชญา แม้ปรัชญาไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรได้ปรัชญาก็มีคุณค่าทางวรรณกรรม การผสมผสานระหว่างปรัชญาและวรรณกรรมมีคุณค่าทางด้านบันเทิงซึ่งสามารถแปรรูป เชิงพาณิชย์ได้ในมูลค่ามหาศาล แต่การแปรรูปวรรณกรรมเชิงพาณิชย์ก็ยังต้องอาศัยยุทธศาสตร์ด้านการตลาดซึ่ง ปรัชญานำเสนอไม่ได้

คณิตศาสตร์คือกุญแจสู่ความโปร่งใส
ความสำคัญของคณิตศาสตร์ไม่จำกัดแค่ด้านเศรษฐกิจแต่ครอบคลุมไปถึงด้านภัย ธรรมชาติ กฎหมายและการเมือง จะป้องกันน้ำท่วมกันอย่างไรก็ต้องอาศัยวิศวกรชลประทานช่วยคำนวณต้องอาศัย สถาปนิกช่วยออกแบบผังเมือง ศาลจะสั่งปรับเท่าไรจะยึดทรัพย์เท่าไรจะจำคุกกี่ปีจำเป็นต้องใช้ตัวเลข จะถกเถียงกันว่าอย่างไรถึงยุติธรรมก็ต้องอ้างอิงตัวเลขต้องใช้คณิตศาสตร์มา คำนวณ อยากรู้ว่าใครคอรัปชันกว่าใครก็ต้องอ้างอิงตัวเลข ตัวเลขจะทำให้เกิดความโปร่งใสซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาคอรัปชัน

เศรษฐกิจและสังคมไทยกินอยู่กะทุนนิยมโลกาภิวัฒน์มา 150 ปี มาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปพายเรือ นั่งเกวียน กินยาหม้อ หรือส่งลูกเรียนโรงเรียนวัด การปกปิดความจริงเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ชนชั้นนำไทยได้รับจากโลกาภิวัฒน์ทำ ให้เสียเวลาพัฒนาประเทศ เวลา 50 ปีที่ผ่านมาเกาหลีใต้และสิงคโปร์อาศัยโลกาภิวัฒน์จนติดอันดับโลกในหลายด้าน คนสิงคโปร์และคนเกาหลีใต้เดินทางทั่วโลกได้โดยไม่ต้องขอวีซาแบบคนไทย แม้คนสิงคโปร์จะไม่มีเสรีภาพทางการเมืองเท่าคนเกาหลีใต้ แต่คนสิงคโปร์ก็มีความเท่าเทียมทางการเมือง คือไม่เสรีเท่ากันยกเว้นครอบครัวนายลีกวนยูซึ่งชดเชยให้คนสิงคโปร์ด้วย เสรีภาพทางเศรษฐกิจ แม้สิงคโปร์พื้นที่เล็กมากคนสิงคโปร์สามารถบินไปเที่ยวไปหาความสุขในประเทศ อื่นรวมทั้งประเทศไทย

ไทยจะอยู่กับโลกาภิวัฒน์อย่างไรเพื่อให้ประโยชน์กระจายสู่ประชากรส่วน ใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์การพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์อะไรยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์ต้องก้าวพ้นปรัชญาและนำ เสนอตัวเลขด้วยตรรกะทางคณิตศาสตร์ที่ประเมินผลได้ จะเสนอโลกานิยม เอเชียนิยม อาเซียนนิยม หรือชุมชนนิยม ก็ต้องเอาตัวเลขมาประกวดแข่งกันให้ชัดเจนด้วยตรรกะทางคณิตศาสตร์ การนำเสนอด้วยปรัชญามีอรรถรสด้านวรรณกรรมแต่นำไปประเมินไม่ได้ ถ้าไม่ยอมเสนอตัวเลขให้ชัดเจนและหยุดที่จริยธรรมนิยมซึ่งมีสาระว่าเสนอให้ นักบุญอวตารมาพัฒนาประเทศให้ วันที่ประชากรส่วนใหญ่จะได้ลืมตาอ้าปากก็คงเป็นชาติหน้าที่มาไม่ถึง

หมายเหตุ

  1. ผู้อ่านที่สนใจสามารถใช้กูเกิลหาสคริปต์บทสนทนาจากวิกิลีกส์ได้
  2. British Business in Asia since 1860, edited by R.P.T. Davenport-Hines and Geoffrey Jones, 1989: Cambridge University Press

ประวิตร โรจนพฤกษ์: วาทกรรม “ความเป็นกลาง” ของสื่อ ไม่ง่ายอย่างที่อ้าง

ที่มา ประชาไท

เหตุการณ์ถกเถียงโต้แย้ง ระหว่างสภาการหนังสือพิมพ์กับเครือมติชน เรื่องความเป็นกลาง หรือไม่เป็นกลางของมติชนและสื่ออื่น จนทำให้มติชนตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์ ทำให้ผู้เขียนตระหนักว่า ความเข้าใจวาทกรรม “ความเป็นกลาง” ของสื่อเป็นสิ่งสำคัญและสังคมไทยยังขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้งเพียงพอเกี่ยว กับวาทกรรมนี้ จึงขอเสนอความเห็นมาพอสังเขปว่าด้วยเรื่องความเป็นกลาง ดังนี้

คำว่า “ความเป็นกลาง” มักถูกสื่อกระแสหลักใช้สร้างความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือมาเป็นเวลานาน ถึงแม้เอาเข้าจริงอาจมิต่างจากบรรดานายพลผู้ก่อรัฐประหาร ที่มักอ้างว่า ตนกระทำการเพื่อรับใช้ประชาชนและสถาบันกษัตริย์

คำถามแรกที่ควรถามคือ ความเป็นกลางคืออะไร

ความเป็นกลาง คือการอยู่กึ่งกลางระหว่างสองข้างหรือไม่

ความเป็นกลาง คือการอยู่กึ่งกลางระหว่างดีกับชั่ว ผิดกับถูก เผด็จการกับประชาธิปไตย หรือไม่ คำถามที่เลี่ยงไม่ได้คือ เป็นกลางระหว่างอะไร ระหว่างคู่พิพาท หรือ อุดมการณ์ที่ต่างกันสองข้าง สองขั้ว กระนั้นหรือ? และถ้ามีมากกว่าสองข้างอย่างสามสี่ข้าง แล้วจะเป็นกลางได้อย่างไร สื่อมักเอียงไปทางด้านของเจ้าของสื่อ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือทางอุดมการณ์ที่ตนสนับสนุนใช่หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตย อุดมการณ์เจ้านิยม อุดมการณ์เผด็จการ อุดมการณ์ทุนนิยม และอื่นๆ

ผู้เขียนเคยเขียนในหนังสือ "สื่อเสรีมีจริงหรือ: บทเรียนประชาธิปไตยและวัฒนธรรมในสื่อไทย" (ประวิตร โรจนพฤกษ์ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์โกมลคีมทอง ปี 2545, หน้า 46) ว่า: “เวลายืนดูรูปวาดบนผนังห้องเราสามารถดูได้จากหลายมุม มองหลายระดับตามความชอบและความสนใจ แม้คนสองคนมองจากจุดเดียวกัน ก็มักเห็นต่างกัน เพราะประสบการณ์ความชอบไม่เหมือนกัน คนสามคนมองแก้วน้ำที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ คนแรกบอกว่า "มีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว" คนที่สองบอกว่า "น้ำในแก้วขุ่นมาก" คนที่สามบอก "แก้วน้ำนี้สวยดี".”

ท้ายสุดแล้วจะมองอย่างไร สื่อและนักข่าว รวมถึงบรรณาธิการ ก็หลีกเลี่ยงการมองผ่านแว่นตาทางอุดมการณ์ทางการเมือง/แว่นตาทางชนชั้น/แว่น ตาทางเพศสภาพ/แว่นตาทางชาตินิยม/แว่นตาของอุดมการณ์หากำไรขององค์กรสื่อ นั้นๆ ได้ลำบาก ข้อจำกัดอื่นๆ ได้แก่ ในพื้นที่ที่จำกัดของสื่อ นักข่าวและ บก. จะให้ความสำคัญกับประเด็นไหน ข่าวใดไว้หน้าหนึ่ง และเลือกข่าวใดเป็นข่าวใหญ่ พวกเขาเลือกที่จะเสนอข่าวบางข่าว และเซ็นเซอร์บางเรื่องเช่นเรื่องเชิงวิพากษ์ หรือเท่าทันต่อสถาบันกษัตริย์และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเป็นกลางอย่างสัมบูรณ์เป็นไปไม่ได้

นี่ยังไม่รวมถึงโฆษณาจากภาครัฐ ภาคเอกชน ที่มีอิทธิพลต่อการเสนอข่าว เพราะฉะนั้น การที่สื่อจะมาอ้างเรื่องความเป็นกลางอย่างฉาบฉวย หลอกประชาชนโดยโฆษณาตื้นๆ เรื่องความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ ความน่าเชื่อถือ จึงเป็นเรื่องน่าละอาย ขาดความรับผิดชอบ คนในวงการสื่อที่เป็นห่วงสังคมจริงๆ ควรกล้าพูดเรื่องความเป็นกลางอย่างเป็นจริงกว่าที่เป็นอยู่

ทุกวันนี้การใช้วาทกรรมเรื่องความเป็นกลางของสื่อ บ่อยครั้งเป็นเพียงการสร้างเกราะบังความเอนเอียงฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงควรถูกตั้งคำถามจากสังคม

เมื่อตระหนักเช่นนี้แล้ว อาจเห็นได้ว่า ความเป็นกลางอย่างสัมบูรณ์ไม่มี จะมีก็แต่ความพยายามเป็นกลางให้มากที่สุด แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเช่น ข้อจำกัดทางอุดมการณ์ เช่น ถ้าสื่อมีอุดมการณ์เพื่อเผด็จการ สื่อจะให้พื้นที่สำหรับอุดมการณ์ประชาธิปไตยและก้าวหน้า อย่างเป็นธรรมหรือไม่ และทำไม ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การใช้คำว่าเป็นธรรม (fairness หรือ just) น่าจะชัดเจนกว่า ถึงแม้ว่า ความเข้าใจเรื่องความเป็นธรรมของแต่ละคนแต่ละกลุ่มก็อาจไม่เหมือนกัน เช่น กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นธรรมหรือไม่ การต้องติดคุกภายใต้กฎหมายหมิ่นนั้นแฟร์ไหม

ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ว่าด้วยเรื่องวาทกรรมของความเป็นธรรมและความเป็นกลาง หากแต่การใช้วาทกรรมเหล่านี้อย่างมักง่ายของสื่อ โดยไม่พูดถึงปัญหาและความย้อนแย้ง กลับสร้างปัญหาในการเข้าใจถึงบทบาทสื่ออันแท้จริง สังคมควรตระหนักว่า “ความเป็นกลาง” เป็นวาทกรรมที่มีปัญหา มีความสลับซับซ้อน และมิได้เป็นกลางอย่างง่ายๆ ไร้ข้อโต้เถียง ไร้ความย้อนแย้ง หรือไร้ข้อจำกัด อย่างที่ถูกนำเสนอโดยสื่อกระแสหลักอย่างหยาบๆ

ประกาศนิติราษฎร์: เสรีภาพสื่อ=การคุ้มครองสื่อจากรัฐ+การคุ้มครองประชาชนจากสื่อ

ที่มา ประชาไท

เกริ่นนำ

ดูเหมือนฝุ่นที่ถูกตีกวนจนฟุ้งกระจายจากข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ตั้งแต่ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๔ จางหายไปแล้วในสื่อกระแสหลัก (ยังมีบางสำนักเท่านั้นที่เล่นต่อไม่ปล่อย เช่น ไทยโพสต์) แต่ถ้าดูให้ดี ๆ จะพบว่าแท้จริงแล้วเรื่องนี้ยังไม่จบ เพียงแต่ถูกย้ายฐานเข้าไปตลบอบอวลอยู่ในเคเบิ้ลทีวี วิทยุชุมชน อินเทอร์เน็ต และเครือข่ายออนไลน์อย่างเฟสบุ๊กหรือทวิตเตอร์ อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นฝุ่นจากเรื่องเดียวกัน แต่เนื้อหาของฝุ่นในสื่อทั้งสองประเภทดูค่อนข้างแตกต่าง ลักษณะการวิพากษ์วิจารณ์ การให้เหตุผล การมีส่วนร่วมของผู้รับสื่อ ราวกับอยู่กันคนละโลก ปรากฏการณ์นิติราษฏร์ครั้งนี้สะท้อนอะไรบ้างเกี่ยวกับสื่อมวลชนไทย

ปรากฎการณ์นิติราษฎร์

คืนวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๔ คณะนิติราษฏร์ ตัดสินใจตั้งโต๊ะแถลงข้อเสนอทางวิชาการ ๔ ข้อ ในวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโอกาสที่อีกหนึ่งวันจะครบรอบ ๑ ปีก่อตั้งคณะนิติราษฏร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันรัฐประหารยึดอำนาจจากมือประชาชนเมื่อ ๕ ปีก่อน วัตถุประสงค์เพียงเพื่อสรุปสิ่งที่นิติราษฏร์ทำมาแล้วในรอบปี กับเสนอประเด็นใหม่เพื่อให้เกิดการถกเถียงทางวิชาการ และให้สังคมได้นำไปขบคิดต่อ แต่พลันที่นิติราษฏร์แถลงข้อเสนอออกไป ปฏิกิริยาต่อข้อเสนอดังกล่าวทั้งในสื่อกระแสหลักและสื่อทางเลือกคึกคัก ดุเดือด นอกเหนือความคาดหมายของสมาชิกในกลุ่ม อย่างไรก็ตาม สัปดาห์แรกภายหลังแถลงข้อเสนอ ประเด็นเดียวที่ถูกหยิบจับขึ้นวิพากษ์อย่างร้อนแรงตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็คือ ข้อ ๑ เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

ประเด็นที่ ๑
การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และยังเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ดังต่อไปนี้

๑. ประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และการกระทำใดๆที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๒. ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๓. ประกาศให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อาศัย อำนาจตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข (คปค.) และคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลยุติธรรมที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาที่เกิดจากการเริ่มกระบวนการ โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๔. ประกาศให้เรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นเจ้าหน้าที่ และเรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นศาล ที่เกิดจากการเริ่มเรื่องโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นอันยุติลง

๕. การประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาตามข้อ ๒ และการยุติลงของกระบวนการตามข้อ ๓ ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษหรือการล้างมลทินแก่บุคคลที่ถูก กล่าวหาว่ากระทำความผิด และไม่ใช่เป็นการลบล้างการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิด ดังนั้น หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่ก็สามารถกระทำไปตามกระบวนการทาง กฎหมายปกติได้

๖. เพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมและนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ.

ทั้งพาดหัว และเนื้อข่าวซึ่งมาจากการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่มีต่อข้อเสนอ นักข่าวเขียนเองเชิงรายงานข้อเท็จจริง รวมทั้งบทวิเคราะห์วิจารณ์ของคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ กว่า 80 % เป็นไปในทางโจมตีโดยมีประเด็นหลักร่วมกันว่า คณะนิติราษฏร์เสนอให้ลบล้างความผิดของทักษิณ ชินวัตร ต้องการช่วยคนเพียงคนเดียว และเป็นการรับงาน/รับเงิน ชื่อ นิติราษฏร์ ถูกเปลี่ยนเป็น นิติเรด นิติราด ไปจนถึงนิติทรราชย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ผู้เป็นกำลังหลักในคณะนิติราษฏร์ ถูกเปลี่ยนเป็นวรเรด วรเชษฐา(ของทักษิณ) วรแจ็ค(ผู้ฆ่ายักษ์) กระทั่งวรนุช ภาพลักษณ์ของคณะนิติราษฏร์ซึ่งประกอบด้วยนักกฎหมาย 7 คน กลายเป็นผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านเสื้อแดง กลุ่มก่อความวุ่นวาย ไปจนถึงขบวนการผีอีเม้ย

ไม่ควรต้องปฏิเสธหรือออกมาปัดป้องกันให้วุ่นวายว่า การเสนอข่าวหรือการขายข่าวโดยสื่อมวลชนเช่นนั้น (จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) เป็นการเสนอขายข้อที่ไม่เป็นความจริง หรือถ้าจะโต้ว่านำเสนอข้อเท็จจริงก็เป็นไปอย่างไม่ครบถ้วน หลายกรณีที่สื่อและผู้ให้สัมภาษณ์คิดจินตนาการเอาเองอย่างขาดความเข้าใจ บิดข้อเท็จจริงเพื่อทำให้ข้อเสนอดูสุดโต่งน่ากลัว หากจะกล่าวให้หนัก ก็คือ การใส่ร้ายป้ายสีอย่างลอย ๆ โดยไร้พยานหลักฐาน แน่นอนว่าเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งในทางเนื้อหาข้อเสนอ และทั้งเจตนารมณ์ของคณะนิติราษฏร์ เกิดข้อกังขาทั้งในประเด็นการเมือง และเรื่องส่วนตัว แต่แทบไม่มีพื้นที่ให้ประเด็นในหลักการทางกฎหมาย และการถกเถียงด้วยปัญญา ที่น่าสนใจยิ่ง ก็คือ คำถามต่าง ๆ เกิดขึ้นเสมือนหนึ่งว่าคณะนิติราษฎร์ไม่เคยจัดแถลงและอธิบายรายละเอียดของ ข้อเสนอมาก่อนเลย หรือมิเช่นนั้นก็เสมือนผู้ตั้งคำถาม คนให้สัมภาษณ์ คนเขียนข่าว คอลัมนิสต์ไม่ได้อ่านข้อเสนอของนิติราษฏร์ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว ในประเด็นที่สงสัย

การพร้อมใจกันเสนอข่าวโจมตีไปในแนวเดียวกันในช่วงสัปดาห์แรก ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคมไทยมากอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน มีบุคคลและองค์กรสาธารณะทั้งในและนอกวงการกฎหมายกระโจนเข้าวิพากษ์คัดค้าน แต่มีเพียงน้อยนิดที่ยืนอยู่บนตรรกหลักการและเหตุผล จนในที่สุดนิติราษฏร์จำเป็นต้องเปิดแถลงข่าวเพื่อตอบคำถามสื่อมวลชนและบรรดาผู้คัดค้านอีก ครั้งในวันอาทิตย์ถัดมา คือวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๔ สัปดาห์หลังจากนั้น สื่อมวลชนจำนวนหนึ่งเสนอข่าวที่มีรายละเอียดของข้อเสนอ และคำอธิบายข้อเสนอครบถ้วนขึ้น แม้สื่อบางสำนักจะยังไม่เปลี่ยนแปลงความคิดเห็นและลักษณะการเสนอข่าวของตน แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าบทวิเคราะห์วิจารณ์ของสื่ออีกหลายสำนักเป็นไปอย่าง มีเหตุมีผล บางสำนักมีท่าทีเปลี่ยนไปจากสัปดาห์แรกอย่างชัดเจนราวเหวกับฟ้า (ตัวอย่างเช่น เดลินิวส์) (ดูปฏิริยาต่อข้อเสนอนิติราษฏร์ที่ "นิติราษฏร์ Effect - ปฏิกิริยาต่อข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฏร์" ของเว็บไซท์ http://www.siamintelligence.com)

แม้ว่าในท้ายที่สุด ด้วยเหตุแห่งการใส่สีกวนตีประเด็นโดยสื่อมวลชน จะยังผลให้แนวคิดสำคัญที่ว่าด้วย "การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร" ซึ่งเป็นเรื่องใหม่และยังไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย เป็นที่รับรู้และสนใจในวงกว้าง เป็นคุณูปการต่อประชาชนและต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์เอง แม้ผลจากการแถลงข่าวครั้งที่สองของนิติราษฏร์จะทำให้เกิดบรรยากาศแห่งการถก เถียงที่เป็นวิชาการยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนเข้าใจข้อเสนอได้ถูกต้องขึ้น ก็ตาม แต่อันที่จริงแล้วการแถลงข่าวครั้งที่สองของนิติราษฏร์คงไม่จำเป็นต้องเกิด ขึ้นเลย ประชาชนทั่วไปน่าจะเข้าใจข้อเสนอได้ตั้งแต่ครั้งแรก หากสื่อมวลชนไทยทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้น

สื่อมวลชน อำนาจที่สี่แห่งรัฐสมัยใหม่ !

อาจกล่าวได้ว่า นอกเหนือจากสามอำนาจหลักในหลักการแบ่งแยกอำนาจ กล่าวคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แล้ว สื่อ เปรียบเสมือนอำนาจที่สี่ แห่งรัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐในยุคข้อมูลข่าวสาร (ผู้เขียนตั้งใจไม่ใช้ว่า สื่อ คือ "ฐานันดรที่ 4" เพราะเป็นคนละกรณีกัน เรื่องฐานันดรเป็นการพูดถึงสื่อที่เน้นไปในเชิงกลุ่มที่มีอภิสิทธิ์ เพิ่มเติมจาก 3 ฐานันดรเดิม คือ กษัตริย์ ศาสนา และรัฐสภา) หากเราให้คำนิยาม "สื่อ" หรือ Media ว่าหมายถึง การส่งสาร หรือข้อมูลใด ๆ สู่มวลชนโดยไม่จำเพาะเจาะจง ไม่จำกัดรูปแบบของสารที่ส่ง ตัวหนังสือ ภาพ และ/หรือ เสียง รวมทั้งไม่สำคัญว่าตัวรับ-ตัวส่งมีหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ควรต้องกล่าวว่า "สถานะความเป็นอำนาจที่สี่" ของสื่อ เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง มิใช่เพิ่งเกิดในยุคมิลเลนเนี่ยมที่ได้เครื่องมือชิ้นใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ กับอินเทอร์เน็ตมาช่วยกระจายข้อมูลข่าวสาร

ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า นานมาแล้วที่หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ไม่ได้ทำเฉพาะหน้าที่พื้น ๆ อย่างการเป็น "ตัวกลาง" ในการส่งผ่าน (Medium) "ข้อเท็จจริง" หรือ "ความเห็นของผู้อื่น" สู่ประชาชน เท่านั้น แต่มันยังเป็น "ตัวจักร" (Factor) สำคัญที่มีอิทธิพลต่อความคิดเห็นของประชาชน กระทั่งเป็น "ตัวสร้าง" อุดมการณ์ความคิดเห็นของประชาชนให้เกิดขึ้น (ในทางหนึ่งทางใด) เสียเอง ถ้าว่ากันที่เรื่องทางการเมืองการปกครอง สื่อเป็นทั้งตัวเชื่อมโยงประชาชนกับอำนาจรัฐ และทั้งตัว "ถ่วงดุล" อำนาจรัฐทั้งสาม และด้วยพลังอำนาจ และความทรงประสิทธิภาพของสื่อเช่นนี้เอง ในด้านหนึ่ง สื่อจึงไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือ หรือตกอยู่ภายใต้ "อำนาจรัฐ" ทั้งปวง รวมทั้งของ "อำนาจอื่น ๆ" ในรัฐ (เช่น ทุน, ความจงรักภักดี ฯลฯ) และถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมี "กฎหมาย" คุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ควรมีเครื่องมือในการ "ตรวจสอบ" บทบาทและการทำหน้าที่ของสื่อ

เสรีภาพสื่อ คือ เสรีภาพประชาชน ?

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาการเรียกร้อง "เสรีภาพ" ในเรื่องที่เกี่ยวกับสื่อที่เกิดขึ้นในเมืองไทย จำนวนมากมักเป็นการเรียกร้องความคุ้มครองจากรัฐ โดยอาศัย "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร" (Freedom of Speech and Information) เป็นมูลฐาน ซึ่งถือเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" เป็นกรณีที่ "ประชาชนสู้กับอำนาจรัฐ" ไม่ให้รัฐปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร หรือทำลายพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น (หลายครั้งที่คนทำสื่อเองก็เข้ามาเรียกร้องในเหตุผลนี้ แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่งไม่ใช่ในฐานะคนทำสื่อ) และโดย "สถานภาพแห่งตัวมันเอง" ที่เป็นถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน รัฐจึงมีหน้าที่ต้องให้ "ความคุ้มครอง" แก่ประชาชนในเรื่องนี้เสมอ ลักษณะการเรียกร้องเช่นนี้ อันที่จริงแล้วจะแตกต่างจากกรณีของการเรียกร้องโดยอาศัยเหตุผลในเรื่อง "เสรีภาพสื่อ" (Freedom of the Press) มาเป็นฐาน เพราะเป็นเรื่องระหว่าง สื่อหรือคนทำงานสื่อสู้กับอำนาจรัฐ (หรืออำนาจอื่นใด) เป็นการต่อสู้เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องทำงานด้วยเจตจำนงค์ที่ไม่เป็นอิสระ ตัวอย่าง เช่น การต่อสู้ของไอทีวีในยุคจะถูกควบกลืนโดยรัฐ รวมทั้งการต่อสู้ของ "พนักงาน" ไอทีวีในยุคที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

สิ่งที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเสรีภาพประการแรกกับประการหลัง ก็คือ เสรีภาพประการหลังนี้ ซึ่งอาจเรียกเต็มๆ ว่า "เสรีภาพ (ในการจัดการ) สื่อ (สารสู่มวลชน)" ไม่ได้มีสถานะเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ที่ต้องได้รับ "ความคุ้มครอง" โดยตัวของมันเอง และอย่างเสมอไป แต่ "ความคุ้มครอง" จะมาพร้อมกับ "การทำหน้าที่" เท่านั้น กล่าวอีกอย่าง ก็คือ "สิ่งที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง" ในกรณีนี้ไม่ใช่ "ตัวสื่อหรือตัวคนทำสื่อ" แต่คุ้มครอง "บทบาทและการทำหน้าที่ของสื่อ" ต่างหาก ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายเบื้องหลังเพื่อให้ "การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน“ ได้รับประกันความเสรีอย่างแท้จริง ได้รับข้อมูลทุกแง่มุม ไม่ถูกปิดบัง หรือต้องถูกบิดเบือนไปเพราะความไม่อิสระของสื่อ หรือเพราะการใช้อำนาจในทางมิชอบของสื่อเอง

ภายใต้แนวคิดเช่นนี้ จึงย่อมเป็นเรื่องเข้าใจได้ว่า สื่อที่ไม่ทำหน้าที่แห่งสื่อที่แท้จริง สื่อที่ไม่มีจรรยาบรรณ นำเสนอความจริงไม่ทั้งหมด บิดเบือนเฉือนข่าว เต้าข่าว มุ่งหมายให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ฯลฯ จึงมีโอกาสถูกตรวจสอบ หรือควรต้องถูกตรวจสอบโดย "ประชาชนผู้รับสื่อ" กรณีที่แย่คือ ถูกจำกัดความคุ้มครองลง หรือกระทั่งถูกลงโทษได้ ทั้งนี้โดยอาศัยมาตรการทางกฎหมาย หรือมาตรการทางสังคม (ไม่ซื้อ ไม่อ่าน ไม่ดู ฯลฯ) เพราะสื่อแบบนี้ แท้ที่จริง ก็คือ ตัวการทำลายเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนเสียเอง ดังนั้น คำว่า "เสรีภาพสื่อ" ในที่นี้จึงเป็น "ภาพสองมิติ" ที่นอกจากนัยของการ "คุ้มครองสื่อจากอำนาจรัฐ" (สื่อ vs. รัฐ) แล้ว ยังหมายถึง "คุ้มครองผู้รับสื่อจากอำนาจสื่อ" (ประชาชน vs. สื่อ) ด้วย

เสรีภาพสื่อ => การคุ้มครองสื่อจากรัฐ + การคุ้มครองประชาชนจากสื่อ

อย่างไรก็ตาม นับว่าน่าเสียดายที่ในเมืองไทย คำ ๆ นี้มักถูกจำกัดให้แคบ และแสดงให้เห็น หรือเน้นที่ภาพมิติแรกเพียงมิติเดียว คือ การคุ้มครองสื่อจากอำนาจรัฐ เท่านั้น สำหรับประเด็นที่เป็นสาธารณะแล้ว การต่อสู้เพราะมีการ "คุกคามสื่อ" จึงย่อมมีมากกว่า การต่อสู้เพราะ "ถูกสื่อคุกคาม" ซึ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพราะความสับสนระหว่าง สิทธิขั้นพื้นฐาน กับสิทธิของสื่อ คนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่าเหมือนกัน หรือกระทั่งเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่า "สื่อน้ำเน่าหรือสื่อน้ำดี" ก็ล้วนมีระดับความคุ้มครองเท่าเทียมกัน เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน การกล่าวสโลแกน "เสรีภาพสื่อ คือ เสรีภาพของประชาชน" โดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม แสดงให้เห็นความปนเปในเรื่องนี้ได้อย่างดี ความสับสนนี้รุนแรงขึ้นอีกในยุค Web 2.0 และ "สื่อพลเมือง" ก่อกำเนิด ทำให้เส้นแบ่งระหว่างประชาชน (คนรับสื่อ) กับสื่อ (คนทำสื่อ) พร่าเลือนไป แต่เอาเข้าจริงแล้ว "สองเสรีภาพ" ที่กล่าวถึงนี้โดยตัวมันเองมีจุดเหลื่อมซ้อนกัน ดังกล่าวไปแล้วว่าถ้าคนทำสื่อไม่มีอิสระ ผลที่เกิดขึ้นก็คือความเสรีในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนถูกกระทบ กระเทือน สุดท้ายมิติที่สองที่ประชาชนเองต้องตรวจสอบสื่อด้วยจึงถูกมองข้ามไป

ประชาชนต้องรู้เท่าทัน และทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของสื่อ

แม้ไม่ใช่ประเด็นหลักในการเรียกร้อง แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนคนไทยจำนวนหนึ่งเริ่มถามหาจรรรยาบรรณของสื่อ อย่างจริงจังมากขึ้น เพราะสื่อของบางสำนักแสดงอิทธิฤทธิ์และอำนาจในทางลบได้แจ่มชัด แต่ปัญหาที่ต้องคิดต่อ ก็คือ จนถึงปัจจุบันประชาชนไทยมีเครื่องมือตรวจสอบการทำงานของสื่อแล้วหรือยัง

รัฐธรรมนูญ เยอรมันบัญญัติหลักความคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดง ความคิดเห็นของประชาชน (Meinungs- und Informationsfreiheit) กับ เสรีภาพสื่อ (Medienfreiheit) ไว้ในมาตราเดียวกัน แต่คนละประโยค นอกจากศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันจะเคยตีความว่า "เสรีภาพสื่อ" หมายรวมทั้ง การคุ้มครองสื่อจากรัฐ และ คุ้มครองประชาชนจากสื่อ แล้ว เยอรมันยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับ (เรียกรวม ๆ ว่า Medienrecht) ที่กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับ "บทบาทและการทำหน้าที่ของสื่อ" ส่วนในกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาเยอรมัน นอกจากบทที่ว่าด้วย การคุ้มครองคนทำงานสื่อจาก "อิทธิพล" ต่าง ๆ (รัฐ, ทุน ฯลฯ) แล้ว ยังมีบทลงโทษที่เกี่ยวกับการทำงานสื่อ อาทิ ห้ามนำหมิ่นประมาทบุคคลอื่น ห้ามนำเสนอข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน ห้ามโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ลัทธิการเมืองหัวรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน (Volksverhetsung) ยั่วยุ ปลุกปั่นความรุนแรง ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้วยการใช้เนื้อหา หรือถ้อยคำที่ชัดเจนในเชิงปฎิปักษ์ หรือโดยอาศัยความแตกต่างกันระหว่าง ความเชื่อ เชื้อชาติ ศาสนา มาว่าร้าย ด่าทอประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยความมุ่งหมายเพื่อสร้างความเกลียดชังกันเองในหมู่ประชาชน หรือเพื่อทำลายสันติภาพในสังคมโดยรวม (มาตรา ๑๓๐ ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน)

ใช่ว่าบทบัญญัติต่าง ๆ ในทำนองเดียวกับที่กล่าวมาจะไม่มีเสียเลยในประเทศไทย แต่ปัญหาคือ เครื่องมือที่มีอยู่ยังดูบิดเบี้ยว ไม่สมบูรณ์สำหรับรัฐประชาธิปไตยปกติ เครื่องมือตรวจสอบไม่ว่าจะเป็น พรบ.จดแจ้งการพิมพ์, พรบ.วิทยุคมนาคม, พรบ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์, พรบ.ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ หรือพรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยส่วนใหญ่ไม่ใช่เครื่องมือของประชาชนเพื่อตรวจสอบการทำงานของสื่อ แต่เป็นเครื่องมือของรัฐในการควบคุมสื่อ กฎหมายเหล่านี้นอกจากควบคุมในแง่เงื่อนไขการประกอบการ และคุณสมบัติของผู้ประกอบการแล้ว บางฉบับยังก้าวล่วงคุม "เนื้อหา" ในสื่อด้วย รัฐสามารถเซ็นเซอร์ได้ทั้ง "ก่อน" และ "หลัง" การเผยแพร่ รวมทั้งมีบทลงโทษทางอาญากำกับ ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายสื่อสารมวลชน (อย่างน้อย ๆ ก็) ในเยอรมัน ที่กำหนด สิทธิและหน้าที่ของสื่อมวลชนไว้เพียงที่เกี่ยวกับเงื่อนไขการประกอบการ สิทธิการเข้าถึงแหล่งข้อมูล ภาระในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน การต้องเสนอข่าวสารทุกแง่มุม รวมทั้งหลักเกณฑ์ในเรื่องเงินทุนดำเนินการ โฆษณา และจะไม่ก้าวล่วงคุม "เนื้อหา" ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดห้ามรัฐเซ็นเซอร์ "ก่อนการเผยแพร่" (Vorzensur) การเซ็นเซอร์ภายหลังนั้นแม้ทำได้ แต่ก็โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ชัดเจนเท่านั้น บทลงโทษที่เกี่ยวกับ "เนื้อหา" สื่อ จะไปกำหนดในกฎหมายอื่น เช่น แพ่ง พาณิชย์ อาญา ทรัพย์สินทางปัญญา เด็กและเยาวชน จึงเท่ากับเป็นอำนาจและหน้าที่ของประชาชนโดยตรงที่จะต้องคอยถ่วงดุลตรวจสอบ การทำงานของสื่อ แม้กับเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง และเรื่องส่วนรวม โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเองโดยตรงอย่างกรณีของการถูกหมิ่นประมาท

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ประเทศไทยจะมีมาตรา ๑๑๕, ๑๑๖ และ ๑๑๗ ประมวลกฎหมายอาญา กำหนดความผิดที่เกี่ยวกับสื่อ คือ การกระทำด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด ในลักษณะยุยง ปลุกปั่นประชาชน ตำรวจ ทหาร แต่บทบัญญัติเหล่านี้ล้วนมีขึ้นเพื่อป้องกัน "ความกระด้างกระเดื่องของประชาชน" ที่อาจมีผลเสียต่อ "อำนาจรัฐ" เองทั้งสิ้น หาใช่มุ่งหมายคุ้มครอง "สันติภาพ" ในหมู่ประชาชนด้วยกันเองโดยตรงไม่ (ต่างจากเยอรมัน) ถ้อยคำหรือบทบัญญัตห้ามพูดจาบิดเบือน เร้าความรุนแรง ยุยงให้ประชาชนตั้งกลุ่มเกลียดชังต่อสู้กันเอง จึงไม่ปรากฎให้เห็น หรือมิเช่นนั้นก็สร้างบทบัญญัติคุ้มครองบุคคลจนเกิน "หลักความพอสมควรแก่เหตุ" (ตามมาตรา ๒๙ รัฐธรรมนูญแ่ห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐) อย่างมาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา ที่กำลังเป็นปัญหาถกเถียงกันอยู่

ตรวจสอบสื่อ ตรวจสอบความเป็นกลางทางการเมือง ?

อาจเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้และยังไม่ยุติ แต่โดยส่วนตัว ผู้เขียนเห็นว่า “ความเป็นกลางทางการเมือง” ไม่เคยมีอยู่จริงในสังคมไทย ทั้งนี้ไม่ว่าในวงการใดก็ตาม รวมทั้งวงการสื่อสารมวลชน และไม่ว่าสื่อพลเมือง หรือสื่ออาชีพ เพียงแต่วงการเหล่านั้นจะยอมรับความจริงในเรื่องนี้หรือไม่เท่านั้น การพาดหัวข่าว การเขียนข่าว คำถามที่ใช้สัมภาษณ์แหล่งข่าว การวิเคราะห์ข่าว แม้กระทั่งการวาดการ์ตูน หากพิจารณาให้ดีย่อมแสดงถึงแนวคิด ทัศนคติที่มีต่อโลกและสังคม และอุดมการณ์ทางการเมืองของตัวผู้นำเสนอ

คงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก หรืออาจทำไม่ได้เลย ที่ประชาชนทั่วไป นักวิชาการ นักการเมือง บุคคลสาธารณะ รวมทั้งคณะนิติราษฏร์จะเรียกร้อง “ความเป็นกลางทางการเมือง” หรือร้องขอให้บรรดาสื่อปรับเปลี่ยน “อุดมการณ์ทางการเมือง” ของตนเอง แต่น่าจะถือเป็นเรื่องชอบธรรมอย่างเต็มที่ ที่สื่อจะถูกเรียกร้องได้เสมอว่าต้องทำหน้าที่เสนอ “ข้อเท็จจริง” ให้ครบถ้วน ไม่บิดเบือนเฉือนแต่ง จนทำให้ประชาชนผู้รับสื่อเข้าใจผิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่สื่อนั้นเลือกที่จะนำเสนอสู่สาธารณชนแล้ว เพราะนั่นคือการทำหน้าที่รักษาเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยรวม อันเป็นฐานของการได้มาซึ่งเสรีภาพในการนำเสนอข่าวของสื่อ

ปัจจุบัน หากเราเชื่อมั่นในวิจารณญาณของประชาชน การเลือกนำเสนอข่าวสารที่เทน้ำหนักไปยังข้างใดข้างหนึ่งตามอุดมการณ์ทางการ เมืองของสื่อ อาจไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอีกต่อไป ตราบใดที่รัฐเปิดพื้นที่การเสนอข่าวให้กับสื่อของทุก ๆ ฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน และปล่อยให้ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณในการเลือกเอง แต่ย่อมเป็นเรื่องหนักหนาและไม่อาจยอมรับได้หากสื่อเหล่านั้น นอกจากไม่เป็นกลางแล้ว ยังปิดกั้นข้อมูล บิดเบือนข้อเท็จจริง ใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้าม กระทั่งเต้าข่าว หวังสร้างหรือกำหนดทิศทางความคิดเห็นของประชาชนเพื่อบรรลุเป้าหมายของพวกตน และนี่คือประเด็นสำคัญที่สื่อต้องถูกประชาชนตั้งคำถามและปรับเปลี่ยน

มิติในเรื่อง "เสรีภาพสื่อ" โดยมี "ประชาชนเป็นผู้ตรวจสอบสื่อ" (ย้ำว่า ไม่ใช่เรื่อง รัฐตรวจสอบหรือควบคุมสื่อ) นี้น่าจะมีความสำคัญและจำเป็นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในหลายเรื่องของประเทศไทย ทั้งการเมืองการปกครอง การเรียกร้องความเป็นธรรม รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านรัชสมัย จริงอยู่ที่สื่อใหม่อย่างอินเทอร์เน็ต เครือข่ายออนไลน์ วิทยุชุมชน รวมทั้งเคเบิ้ลท้องถิ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งยังช่วยคานอำนาจการนำเสนอข้อมูลข่าวสารโดยสื่อกระแสหลัก หรือสื่อประเภทดั้งเดิมทั้งหลายได้ แต่ก็ยังมิอาจต้านทานแนวคิด อุดมการณ์ที่สื่อกระแสหลักพยายามกำหนดสร้าง หรือยัดเยียดลงสู่สังคมได้ทั้งหมด ปรากฎการณ์ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อีกทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของนิติราษฏร์อย่างไร้เหตุผลในช่วงสัปดาห์ แรก จนนิติราษฏร์กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในคนทุก ๆ กลุ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน (ทั้งที่นิิติราษฏร์ก่อตั้งมาแล้วกว่า ๑ ปี) น่าจะยืนยันได้ว่าสื่อดั้งเดิมยังทรงอิทธิพลอยู่มาก

ปรากฎการณ์นิติราษฏร์ทำให้เห็นปัญหาของสื่อไทยได้ชัดขึ้น

ในงานแถลงข่าวรอบสองของนิติราษฎร์ สื่อจำนวนหนึ่งที่เขียนโจมตีไปในสัปดาห์แรกไม่มาร่วมงาน ไม่มารับฟังข้อมูลที่เป็นจริง และยังตั้งหน้าตั้งตาเขียนข่าวตามความเชื่อของตนต่อไป สื่อจำนวนหนึ่งในงานกล่าวได้น่าเห็นใจว่า ช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยอันต่อเนื่องยาวนาน สื่อถูกรังแก ถูกกระทำจากทุกฝ่ายมาโดยตลอด ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศที่คู่ขัดแย้งมักไม่ลงที่สื่อ แต่ปัญหาก็คือ คำกล่าวนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ “สื่อไม่เคยตรวจสอบการทำหน้าที่ของตัวเอง” หากสอบทานให้ดีเราอาจพบว่า เอาเข้าจริงแล้ว สื่อเมืองไทยเล่นบทผู้ลงมือกระทำให้เกิดความขัดแย้ง เท่ากับหรือเผลอๆ จะมากกว่า บทผู้ถูกรังแก หรือโดนกระทำจากความขัดแย้ง

นับเป็นเรื่องน่าสนใจเมื่อเราพบว่า เส้นทางของขบวนการต่อสู้ของสื่อหัวก้าวหน้าในต่างประเทศแม้ในประเทศใกล้ เคียงอย่าง มาเลเซียและฟิลิปปินส์ คือ การต่อต้านเผด็จการ สู้เพื่อหลักการประชาธิปไตย และช่วยยืนยันสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ขบวนการสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อกระแสหลักในบ้านเราดูเหมือนไม่เป็นแบบนั้น จริงอยู่คงมิอาจเหมารวมได้ว่าสื่อที่ออกข่าวโจมตีข้อเสนอนิติราษฎร์เป็นสื่อ ที่ยินดีหรือเห็นด้วยกับการรัฐประหาร (สื่อบางสำนักแสดงให้เห็นว่าเห็นด้วยกับรัฐประหารจริง) แต่สื่อเหล่านี้ย่อมตกอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยได้ว่าไม่ชัดเจนหรืออาจไม่ เห็นด้วยนักกับแนวทางประชาธิปไตย เหตุใดสื่อรังเกียจและทำท่ารับไม่ได้อย่างออกนอกหน้าต่อการนิรโทษกรรมให้คน ๆ เดียว (ซึ่งไม่ใช่ข้อเสนอของนิติราษฏร์ด้วย แต่สื่อคิดเองเออเอง) ในขณะที่ไม่แสดงอาการเดียดฉันหรือตั้งคำถามต่อการออกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเอง โดยคณะผู้ทำรัฐประหาร ? ด้วยเหตุผลกลใด หรือด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดกัน ที่ทำให้สื่อไม่รู้สึกยินดี หรืออย่างน้อยพยายามทำความเข้าใจกับข้อเสนอที่เสนอให้เอาตัวผู้ทำรัฐประหาร มาลงโทษ แต่กลับตั้งหน้าตั้งตาเบี่ยงประเด็นจนอาจกลายเป็นการช่วยปกป้องคนยึดอำนาจ ประชาชน ?

ข้อเสนอของนิติราษฏร์ในประเด็นลบล้างผลพวงรัฐประหาร วางอยู่บนหลักการที่ไม่ยอมรับการทำรัฐประหารไม่ว่ารัฐประหารนั้นจะเกิดขึ้น แล้ว หรือยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ชัดเจนตั้งแต่การเสนอในครั้งแรกว่า ให้ผลที่สำคัญ ๒ ประการคือ

๑. ทำให้บท “นิรโทษกรรมตัวเอง” ของผู้ก่อรัฐประหารสิ้นผล เป็นโมฆะ เพื่อจะนำคนทำรัฐประหารมาลงโทษตามกฎหมาย ยืนยันว่าเป็นการกระทำความผิดในระบอบประชาธิปไตย และซึ่งแน่นอนการทำเช่นนี้ย่อมให้ผลเป็นการป้องกันการทำรัฐประหารในอนาคตไป ด้วยในตัว

๒. ลบล้างกฎหมาย หรือประกาศที่ออกโดยผู้ทำรัฐประหาร รวมทั้งล้างคำตัดสินของศาลที่เริ่มต้น หรือเกี่ยวพันโดยตรงจากการทำรัฐประหาร เช่น รับคำร้องจากคตส. หรือใช้ประกาศคปค.เป็นฐานในการตัดสิน โดยไม่ใช่การลบล้างความผิด หรือนิรโทษกรรมให้กับใคร ความผิดยังคงอยู่ และเมื่อลบล้างแล้ว ให้เริ่มการพิจารณาความผิดของผู้นั้นใหม่ตามกระบวนการยุติธรรม

แต่เรากลับหาข้อเท็จจริง ๒ ประการนี้ได้ยากยิ่งจากการเสนอข่าวของสื่อทั้งหลายในสัปดาห์แรก ถ้าเราเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร สังคมจะแตกแยกได้อย่างไรหากข้อเสนอของนิติราษฎร์ถูกนำเสนอโดยครบถ้วนต่อ สาธารณชน ไม่ถูกบิด ถูกเฉือน หรือถูกเลือกนำเสนอเพียงบางด้าน ในกรณีที่หนักหนา คือ สิ่งที่ถูกนำเสนอในนามนิติราษฏร์ กลับไม่ใช่สิ่งที่นิติราษฏร์ต้องการนำเสนอ

ด้วยเหตุนี้เอง แม้สื่อบางสำนักจะอ้างว่าตนมีอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่ย่อมไม่อาจหลุดพ้นจากคำตำหนิไปได้ เพราะดูเหมือนพวกเขาไม่ทำการบ้าน ไม่หาข้อมูล ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเสนอข่าว เขียนข่าวมักง่าย ฉาบฉวย เสี้ยมแหล่งข่าว โดยมุ่งหวังขายข่าวหวือหวาน่าติดตามแต่ถ่ายเดียวโดยขาดความรับผิดชอบ และด้วยวิธีการทำงานแบบนี้ของสื่อ สื่อเองใช่หรือไม่ที่กำลังเล่นบทเป็น “ตัวการหรือตัวจักร” ทำให้สังคมแตกแยก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างคนที่เกลียดกลัว กับไม่เกลียดกลัวผีทักษิณ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับข้อเสนอของนิติราษฏร์

ภายหลังการแถลงข่าวรอบที่สองของนิติราษฏร์ เริ่มมีนักวิชาการทั้งด้านกฎหมายและอื่น ๆ แสดงความคิดเห็นแย้งและสนับสนุน แม้จำนวนหนึ่งจะยังคงดึงดันโต้ตอบโดยไร้เหตุผลไม่ต่างอะไรกับเด็กอมมือ แต่ก็มีบางกรณีที่พยายามหาเหตุผลมาเสนอแย้ง บรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนทางวิชาการกระเตื้องขึ้น นักวิชาการทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่งัดข้อกฎหมายขึ้นซัดกันนัวและน่าสนุก แต่สิ่งที่น่าเสียดาย ก็คือ เรื่องราวเหล่านี้ไม่ปรากฎในหน้าสื่อกระแสหลักฉบับที่เคยเขียนโจมตีนิติรา ษณฎร์อีกต่อไปแล้ว มันเป็นเรื่องของโลกออนไลน์ มันเป็นความเคลื่อนไหวในกลุ่มเฟสบุ๊ก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสื่อกระแสหลักไม่สนใจเล่น หรือให้พื้นที่ข่าวกับเรื่องที่เป็นเนื้อหาสาระจริงจัง ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่การดูแคลนศักยภาพของสื่อใหม่ สื่อใหม่อย่างเครือข่ายออนไลน์อาจมีบทบาทในการนัดพบ ขับเคลื่อนประเด็นการเมืองมากมาย และอาจถือเป็นเครื่องมือหนึ่งของประชาชนที่จะใช้ต่อกรกับสื่อเก่า แต่เราต้องยอมรับว่าทั้งจำนวนคนเล่น และกลุ่มผู้เล่นยังอยู่เพียงในวงจำกัด ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ของประเทศยังเข้าถึงสื่อใหม่ไม่ได้ หรือไม่ได้คิดจะเข้าถึง ทั้งการกำหนดประเด็นให้เป็นวาระแห่งชาติ อุดมการณ์และทิศทางการเมือง ก็จะยังอยู่ในกำมือของสื่อเก่าที่ทั้งเน่าและไม่เน่าแต่ส่วนใหญ่ไม่ทำ การบ้านอยู่ต่อไป

บทสรุป

เสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อ หรือเสรีภาพสื่อมีความสำคัญต่อเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และแน่นอนสื่อย่อมมีเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม แสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ก่อนที่จะกระทำเช่นนั้นสื่อในฐานะผู้มีหน้าที่คุ้มครองเสรีภาพการรับรู้ ข้อมูลข่าวสารของประชาชนด้วย จำเป็นต้องทำการบ้าน เสนอข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนรอบด้านเสียก่อน จึงจะถือได้ว่าทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา มีจรรยาบรรณ ช่วยสร้างสังคมให้อุดมปัญญา ไม่ใช่สังคมแห่งความฉาบฉวย ดราม่า เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก

ในฝ่ายผู้รับสื่อนั้น ถ้าในที่สุดแล้วชักเริ่มเบื่อหน่ายแคมเปนเรียกร้องเสรีภาพสื่อเฝือ ๆ กลวง ๆ ที่ดันมีสื่อที่ไร้จรรยาบรรณขึ้นนำเป็นหัวหอก(เสียด้วย) ถ้าชักสะอิดสะเอียนกับสื่อน้ำเน่า สื่อเลว สื่อโง่ หรือสื่อแกล้งโง่ สื่อเล่นง่าย สื่อไม่ทำการบ้าน ที่เอาแต่ร้องว่าโดนรังแก ถ้าเซ็งเต็มแก่กับบทบาทและการทำหน้าที่ของสภาการฯ หรือองค์กรด้านสื่อ อาจถึงเวลาแล้วที่ต้องลุกขึ้นตะบันหน้า ตอกกลับ หรือตรวจสอบเรียกร้องจรรยาบรรณจากสื่ออย่างเป็นจริงเป็นจัง ในฐานะผู้ถืออำนาจรัฐโดยตรงกันเสียที การปฏิรูปส่งปฎิรูปสื่อในเมืองไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหรือทำไปก็เท่านั้น ตราบใดที่สื่อทั้งหลายยังไม่คิดปฏิรูปตัวเอง.

ที่มา: http://www.enlightened-jurists.com/blog/49

เพ็ญ ภัคตะ: หิวประหาร-ประหารหิว

ที่มา ประชาไท

จักประหารความหิวด้วยความอด

จักประชดรสชาติด้วยความเฉย

จักประท้วงความอิ่มมิลิ้มเลย

จักเยาะเย้ยเหยียดหยันสวรรยา

อันความหิวแม้อาจประหารมนุษย์

ให้ยื้อยุดฉุดแย่งแรงตัณหา

สวาปามสยามป่นปล้นบีฑา

เสวยเสพย์มังสาประชาไท

ขอประหารความหิวมิรู้โหย

อำมาตย์กลืนกอบโกยกระอักไส้

แลกความอิ่มลิ้มความอดขบถใจ

ตระหนักในเพทนาประชาชน

ประจักษ์แจ้งแรงหิวผอมผิวเกรียม

ราษฎร์ถูกราชประหารเหี้ยมทุกแห่งหน

ฟังสิฟังเสียงท้องร้องของคนจน

กิ่วขอดทนยังกร่นเพรียกให้เพียงพอ

ในความอดสดใสหทัยสุข

ไม่โลภรุกทุกข์ร่ำน้ำสายสอ

แม้นโหยไห้ไส้แหบทั้งแสบคอ

มิร้องขอเศษน้ำใจใครเยียวยา

ขอเพียงหยุดข่มเหงยำเยงไพร่

เสรีให้เทียมเท่าทั้งเจ้า-ข้า

ประหารรอยล้ำเหลื่อมเชื่อมศรัทธา

ล้างความหิวล้านชิวหารากหญ้าครอง

หิวประหารฤอาจต้านประหารหิว

เลิกกดขี่ชี้นิ้ว "หนึ่งหนึ่งสอง"

กฎหมายทาสป่าเถื่อนเบือนครรลอง

เร่งคืนความถูกต้องของ...รัฐธรรมนูญ

..................................................................

ปล. แด่การประกาศเจตนารมย์ของกลุ่มศิลปิน No. 112 Hunger Strike!

สุรพศ ทวีศักดิ์: พระเกษมกับปัญหาระบบการปกครองสงฆ์

ที่มา ประชาไท

ในบทความชื่อ “เมื่อพระอ้างพระไตรปิฎก ผู้หญิงไม่ควรเป็นผู้นำประเทศ” ผมวิจารณ์การอ้างพระไตรปิฎกแบบพระเกษมว่า ไม่จำแนกแยกแยะข้อความในพระไตรปิฎกว่าส่วนไหนคือข้อความที่พูดถึงหลักการ ทั่วไปที่ใช้ได้กับทุกยุคสมัย ส่วนไหนที่เป็นข้อความที่พูดถึงหรือ “พูดถูก” ตามค่านิยมของบริบททางสังคมวัฒนธรรมสมัยพุทธกาล แล้วไปหยิบเอาข้อความที่ถูกตามค่านิยมในบริบททางสังคมวัฒนธรรมสมัยพุทธกาลมา เป็นมาตรฐานตัดสินถูก-ผิดในปัจจุบันนั้น เป็นการอ้างพระไตรปิฎกแบบอีเดียต (หมายถึงมั่ว ไม่รู้จักคิด)

ต่อมาผมได้ดูคลิปอธิบายตัวเองของพระเกษม สรุปได้ 2 ประเด็นหลักๆ คือ

1) ประเด็นอ้างพระไตรปิฎกว่าผู้หญิงไม่ควรเป็นผู้นำประเทศ พระเกษมอธิบายว่ามีคนมาถามจึงนำข้อความในพระไตรปิฎกมาแสดงให้ดู ไม่ได้ประสงค์จะคัดค้านโดยตรงเรื่องที่บ้านเรามีผู้หญิงเป็นนายกฯ แต่พระเกษมยังยืนยันว่า การที่ผู้หญิงเป็นผู้นำนั้นถือว่าไม่ถูกตาม “พระ ธรรมวินัย” (พระเกษมใช้คำนี้ คงหมายถึงข้อความในพระไตรปิฎกที่อ้าง) พร้อมกับติงว่า ในพรรคเพื่อไทยนั้นมีผู้ชายตั้งมากมาย ทำไมจึงดันผู้หญิงขึ้นมาเป็นผู้นำ แสดงให้เห็นว่าพระเกษมเชื่อว่าทุกข้อความในพระไตรปิฎกคือสัจธรรมที่ใช้ได้ กับทุกยุคสมัย

ที่พระเกษมเชื่อเช่นนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากพระเกษมเป็นพระป่าลูกศิษย์หลวงปู่หล้า การศึกษาพุทธศาสนาของท่านจึงเป็นการศึกษาตามจารีตของพระป่าคือ ศึกษาจากคำสอนของครูบาอาจารย์ และปฏิบัติตามรูปแบบของครูที่ประยุกต์มาจากคัมภีร์ ส่วนการศึกษาพระไตรปิฎกน่าจะเป็นความสนใจส่วนตัวของพระเกษม และคงเป็นการศึกษาด้วยตนเองเพื่อถอดความหมายมาสู่การปฏิบัติ การศึกษาแบบนี้เน้นความศรัทธาในพระไตรปิฎกเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมว่า ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสอน (ต่างจากการศึกษาพระไตรปิฎกอย่างเป็นวิชาการที่ต้องเรียนรู้หลักการตีความ การวิเคราะห์ วิจารณ์ไปด้วย)

ฉะนั้น โดยวิธีการศึกษาพระไตรปิฎกดังกล่าว จึงทำให้พระเกษมเชื่อว่าทุกข้อความในพระไตรปิฎกคือสัจธรรมที่เป็น “อกาลิโก” และทำให้พูดออกมาว่า ผู้หญิงไม่ควรเป็นผู้นำเพราะไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย (ข้อความที่ปรากฏในพระไตรปิฎก)

ข้อบกพร่องในการอ้างพระไตรปิฎก “แบบพระเกษม” (ไม่ใช่พระเกษมรูปเดียวที่อ้างแบบนี้) ที่ขาดความเข้าใจบริบทของข้อความในพระไตรปิฎก และบริบทสังคมปัจจุบัน เป็นการสะท้อนปัญหาของ “วิธีวิทยา” (methodology) ในการศึกษาพระไตรปิฎก ที่สังคมสงฆ์ หรือระบบการศึกษาของสงฆ์น่าจะใช้เป็นกรณีศึกษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา ทำนองนี้อีก

2) ประเด็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม พระเกษมอธิบายว่าเป็นเจตนาของตนที่ต้องการแสดงออกเช่นนั้นเพื่อมุ่งประโยชน์คือ “การ เปิดศาสนา” (คำของพระเกษม) หมายถึง ต้องการแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นเพื่อกระตุกให้คนหันมาสนใจ แล้วจะได้อธิบายออกไปว่าคำสอนที่ถูกต้องในพระไตรปิฎกคืออะไร ที่พระสงฆ์ปฏิบัติกันอยู่ เช่น สร้างวัตถุมงคลหาเงิน บูชารูปเคารพ สะสมเงินทอง มีบัญชีเงินฝากส่วนตัว มีรถยนต์ส่วนตัวราคาแพงๆ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น

เราอาจเข้าใจได้ว่า เจตนาของพระเกษมเป็นสิ่งที่ดี แต่วิธีการของท่าน (เช่นถีบเก้าอี้ ฯลฯ) ขัดแย้งกับความรู้สึกของชาวพุทธ และขัดแย้งกับพระไตรปิฎกที่ท่านอ้างเสียเอง คือในวินัยปิฎกจะมีเนื้อหาส่วนที่บัญญัติเกี่ยวกับ “อาจาระ” (ความประพฤติ/มารยาท) ที่ถือเป็น “สมณสารูป” (ความประพฤติ/มารยาทอันสมควรกับความเป็นผู้สงบ) อย่างที่เรียกว่า การสำรวมกาย วาจา การแสดงออกของพระเกษมจึงขัดกับเนื้อหาส่วนนี้

ส่วนเรื่องตบหน้าพระพุทธรูป เผาพระพุทธรูป ฝังวัตถุมงคล ก็อาจขัดกับความรู้สึกของชาวพุทธทั่วๆ ไป แต่ไม่ขัดวินัยสงฆ์โดยตรง เพราะวินัยสงฆ์ไม่ได้มีข้อห้ามเรื่องนี้ เนื่องจากสมัยพุทธกาลยังไม่มีสิ่งดังกล่าว

ว่าที่จริงวิธีกระตุกให้คนสนใจธรรมะโดยการเผาพระพุทธรูปคงไม่ใช่พระเกษม ทำเป็นคนแรก พระภิกษุในพุทธศาสนานิกายเซ็นก็เคยทำแบบนี้ ถ้าฟังจากคำอธิบายของพระเกษมเองก็ดูเหมือนว่าท่านจะทำแบบพระเซ็น

แต่ก็นั่นแหละครับ การแสดงธรรมแบบพระเซ็น ก็เป็นการแสดงธรรมภายใต้ “วัฒนธรรม แบบเซ็น” ที่สังคมเขามองว่าเป็น “ศิลปะ” ของการแสดงธรรมอีกแบบหนึ่ง แต่การแสดง “ธรรมะถีบเก้าอี้” ภายใต้วัฒนธรรมเถรวาท มันยากที่จะให้คนมองว่าเป็นศิลปะ (จะว่าไป บน “แผ่นดินธรรม” อย่างบ้านเราก็มีธรรมะหลายเวอร์ชั่นอยู่ เช่น ธรรมะฆ่าเวลา ธรรมะโฆษณา ธรรมะสวัสดี ธรรมะถีบเก้าอี้ ธรรมะปี้แก้กรรม ฯลฯ)

จะอย่างไรก็ตาม ความผิดเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระเกษม เป็นเรื่องที่ต้องจัดการตามวินัยสงฆ์เท่านั้น (ยกเว้นการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ป่าสงวนโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการทางกฎหมาย แต่ต้องแยกเป็นคนละเรื่องกับพฤติกรรมไม่สำรวม) ผมจึงแปลกใจที่มีกลุ่มบุคคลไปแจ้งความเอาผิดทางกฎหมายเรื่องพฤติกรรมไม่ สำรวม โดยอ้างว่าเป็นการทำลายพุทธศาสนา แถมมีคำสั่งจากเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ให้พระเกษมสึก มีมติจากคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบูรณ์ให้ขับพระเกษมออกนอกพื้นที่ โดยการออกคำสั่งและลงมตินั้นไม่ได้เปิดโอกาสให้พระเกษมไปชี้แจงใดๆ

การให้สึกนั้นถือเป็นการลงโทษสูงสุดของพระ (เป็นโทษประหารจากชีวิตความเป็นพระเทียบเท่ากับโทษประหารชีวิตในทางโลก) ในรูปแบบวิธีการดำเนินการทางวินัยสงฆ์นั้น การจะลงโทษเช่นนี้ต้องมีโจทย์ จำเลย มีกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงจนสรุปได้แน่ชัดว่าผิดวินัยสงฆ์ข้อไหน อย่างไร จึงจะตัดสินลงโทษได้ (เหมือนกับในทางกฎหมายการที่ศาลจะตัดสินประหารชีวิตใครจะต้องนำเขาเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องทุกขั้นตอนก่อน) ฉะนั้น การมีคำสั่งให้สึก หรือขับไล่พระเกษมออกนอกพื้นที่ โดยไม่เปิดโอกาสให้เจ้าตัวไปชี้แจงก่อน จึงสะท้อน “ความไร้มาตรฐาน” ของระบบปกครองสงฆ์ที่น่ากังวลยิ่งกว่าพฤติกรรมไม่สำรวมของพระเกษมเสียอีก

ที่น่ากังวล เพราะว่าความไร้มาตรฐานเช่นนี้จะทำให้พระสงฆ์ปกครองกันเองไม่ได้ เพราะไม่ใช่พระเกษมเท่านั้นที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและมติข้างต้น พระรูปอื่นๆ ที่ถูกดำเนินการเช่นนี้ก็อาจดื้อแพ่งได้ เพราะวิธีที่ไร้มาตรฐานเช่นนั้นอธิบายไม่ได้ว่า ชอบธรรมหรือยุติธรรมอย่างไร ทำไมจึงควรเคารพ หรือต้องปฏิบัติตาม

ผมไม่ได้เห็นดีเห็นงานกับวิธีแสดง “ธรรมะถีบเก้าอี้” ของพระเกษมนะครับ แต่เห็นว่าไม่ยุติธรรมต่อพระเกษม (หรือพระรูปไหนก็ตามที่ทำแบบเดียวกันนี้) ที่จะเอาผิดทางกฎหมาย ให้สึก หรือขับออกจากพื้นที่ องค์กรปกครองสงฆ์ และชาวพุทธที่ออกมาเอาผิดเรื่องนี้ ควรกล้าเผชิญกับคำถามท้าทายของพระเกษม และให้ท่านได้ไปชี้แจงตามกระบวนการทางวินัยสงฆ์ก่อนจะตัดสินลงโทษใดๆ

ทั้งนี้เพื่อรักษา “มาตรฐานการดำเนินการความยุติธรรมทางวินัยสงฆ์” เอาไว้เป็นหลักให้สังคมสงฆ์สามารถปกครองกันเองได้อย่างเข้มแข็ง เป็นที่น่าเชื่อถือของสังคมต่อไป พฤติกรรมที่ผิดวินัยสงฆ์ คณะสงฆ์ต้องเชื่อมั่นว่าสามารถจัดการตามกรรมวิธีทางวินัยสงฆ์ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายหรืออำนาจรัฐมาเป็นเครื่องมือ (ยกเว้นเรื่องที่พระทำผิดกฎหมายก็ต้องว่ากันตามนั้น)

ไปๆ มาๆ ปรากฏการณ์ “ธรรมะถีบเก้าอี้” เลยทำให้สังคมได้เห็นว่า ปัญหาที่น่ากังวลกว่าพฤติกรรมไม่สำรวมของพระเกษม คือปัญหา “ความไร้มาตรฐาน” ของระบบการปกครองสงฆ์นั่นเอง!

ถกชะตากรรมประชาชน(ธรรมดา) ภายใต้กฎหมายพิเศษ

ที่มา ประชาไท

ชะตากรรมประชาชนภายใต้กฎหมายพิเศษน่าเป็นห่วง การเมืองนำการทหารล้มเหลว เมื่อประชาชนมอบชีวิตให้ทหารดูแล แต่ทหารชั้นผู้น้อยเข้าใจยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาไม่ตรงกับผู้บังคับบัญชา กฎหมายพิเศษแม้จำเป็นต่อการสร้างความมั่นคงของรัฐ แต่ล้มเหลวในการอำนวยความ เป็นธรรมและสร้างความมั่นคงแก่ประชาชน ทั้งยังเอื้อต่อการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง

แม้ว่ารัฐบาล “ปู 1 แถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 1 เดือน ว่า รัฐจะเร่งสร้างสันติสุขสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)ยกร่างโครงสร้างการทำงานใหม่ โดยใช้ชื่อว่าศูนย์บูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศบ.กช.)

แต่ทว่าการปฏิบัติงานของรัฐไทยยังคงเดิม เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชน ความรุนแรงและการสูญเสียยังคงเกิดขึ้นทุกวี่วัน แม้มีกฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจและสิทธิอย่างเบ็ดเสร็จแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นสิทธิพิเศษในการตรวจล้อม จับกุม คุมขัง สอบสวนและตรวจหาพยานหลักฐานนอกเหนือที่กฎหมายปกติให้ไว้ ก็ตามที

ตลอดระยะ 7 ปีที่ผ่านมา รัฐไทยมีมาตรการทางการทหารที่เข้มข้นโดด เด่น (ปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม คุมขัง ฯลฯ) แต่เหตุการณ์ความรุนแรงยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ยังคงรักษา “คุณภาพ” ของความรุนแรงและการก่อเหตุสะเทือนขวัญสังคมนานับประการ เช่น การยิงชุดคุ้มครองครู การตัดคอ ลอบสังหารเจ้าหน้าที่ ฆ่าพยาบาลสามพัน คาร์บอม Third bomb ฯลฯ ประหนึ่งว่า การอัดกำลังทหารลงพื้นที่ดูจะไร้ผล เช่นเดียวการคงไว้ซึ่งกฎหมายพิเศษ ที่ไม่สามารถประกันความปลอดภัยในพื้นที่ฯ ได้เช่นกัน

แม้กระแสสังคมช่วงที่ผ่านมา จะร้องขอให้รัฐบายกเลิกการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ และใช้กฎหมายปกติ (ประมวลกฎหมายอาญา) เฉกเช่นเดียวกับประชาชนในภาคอื่นๆ ของประเทศ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคและลดอคติที่ว่า รัฐไทยเลือกปฏิบัติเพียงความแตกต่างทางชาติพันธ์ เพราะท้ายที่สุด ผู้ต้องสงสัยตามกฎหมายพิเศษก็ต้องเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ต้องหาตามกฎหมาย ปกติ และกระบวนการพิจารณาคดีก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายปกติ เช่นกัน

แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากรัฐไทยอยู่ดี เพราะรัฐเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ตนเดินมาถูกทางแล้ว ซึ่งสวนทางกับความเห็นของประชาชน (บางส่วน) ที่มองว่า

“ชีวิตของตนเองยังเอาไม่รอด แล้วยังจะอาสาแบกชะตากรรมของประชาชนได้อย่างไร กฎหมายพิเศษไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยและความผาสุกของเราได้ ตรงกันข้าม มันสร้างรอยแผลให้คนบริสุทธิ์.... เพราะที่ผ่านมาสะท้อนให้เราเห็นว่า ใครก็ตาม ที่เคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมทาง สังคมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม คนนั้นมักจะโดนหมายเรียก..... ถูกเชิญตัวไปสอบสวนเพราะหวาดระแวงว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างสถานการณ์ เพียงเพราะคนนั้น ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่สีแดง พื้นที่ที่เจ้าหน้าที่รัฐอ้าง ว่า เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งสงครามสู้รบระหว่างรัฐไทยและขบวนการต่อสู้เพื่อ อิสรภาพแห่งปาตานีหรือที่รู้จักกันในกลุ่ม BRN.............”

นั่นคือเสียงหนึ่งจากการพูดคุยในวง INSouth Public ภายใต้กิจกรรมโรงเรียนประชาธิปไตยจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา