WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 4, 2011

ฤทธิ์บอยคอตหมาแก่ดับอนาถเปิดตัวรายได้หวิวล้านแปด เสียฟอร์ฺมหนังภาคต่อเคยโกยเงินทะลุ100ล้าน

ที่มา Thai E-News

หมาแก่ อันตราย ดับอนาถ-เปิด ตัวสัปดาห์แรกทำเงินเพียง 1.8 ล้านบาท ผิดฟอร์มเป็นหนังไตรภาคของ"มือปืนโลก/พระ/จันทร์"ที่เคยทำเงินมากถึง 123 ล้านบาท อาจเป็นเพราะดารานำเทพ โพธิ์งาม โดนคนเสื้อแดงรุมบอยคอต (คลิ้กภาพเพื่อขยายใหญ่)

โดย ทีมข่า่วไทยอีนิวส์
4 ตุลาคม 2554

หมาแก่อันตราย ที่เทพ โพธิ์งาม แสดงนำ โดนบอยคอตเปิดตัวแผ่วทำเงินแค่ 1.8 ล้าน

เวบไซต์เอ็นเทอร์เทนวีคลี่ เปิดเผย อันดับหนังทำเงินในบ้านเราประจำสุดสัปดาห์ที่ 29 ก.ย. - 2 ตค. 2554 ปรากฎว่าภาพยนตร์เรื่องหมาแก่อันตราย ที่เทพ โพธิ์งาม แสดงนำ ทำเงินรายได้ในการเปิดตัวสัปดาห์แรกเพียง 1.8 ล้านบาท ส่วนภาพยนตร์เรื่องอุโมงค์ผาเมืองที่มีพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง แสดงด้วยสัปดาห์ล่าสุดนี้ทำเงินเพียง 0.2 ล้านบาท รวม 3 สัปดาห์ทำเงินเพียง 27ล้านบาท คาดว่าจะประสบปัญหาขาดทุน เพราะผู้สร้างบอกว่าใช้งบในการสร้างหลายสิบล้านบาท ขณะที่ผู้กำกับบอกว่าเฉพาะค่าตัวนักแสดงก็ร้อยล้านบาทเข้าไปแล้ว

สำหรับหมาแก่อันตราย เป็นภาพยนตร์ภาคที่ 3 ของภาพยนตร์เรื่องมือปืนโลก/พระ/จันทร์ ซึ่งภาคแรกทำเงิืนรายได้สูงถึง 123 ล้านบาท (ดูวิกิพีเดีย)

เจ้าของหนังเผยทุนสร้าง3ภาค100ล้าน

ผู้สร้างเผยว่า พระนครฟิล์ม ร่วมกับ ยุทธเลิศ สิปปภาค ได้ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท เพื่อสร้างภาพยนตร์ไทยฟอร์มเด็ดชุด “มือปืน ตรัยภาค” (คิลเลอร์ไทรลอจี้) ที่ระดมดารานักแสดงและดาวตลกชื่อดังมาประชันบทบาทกันอย่างมากมาย โดยมีการเปิดตัวแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เมื่อค่ำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ณ ร้านบัสเตอร์บัสเตอร์ หลังเอสพลานาด รัชดา กรุงเทพฯ ภายในงานมีสื่อมวลชนและแขกในวงการมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

โดยหนังที่กล้าทุ่มทุนสร้างครั้งนี้ ธวัชชัย พันธุ์ภักดี ผู้จัดการทั่วไปของ พระนครฟิล์ม เผยว่า ถึงการได้ผู้กำกับ ยุทธเลิศ สิปปภาค ว่า “หลังจากที่ผมได้ดูรายละเอียดของโปรเจคส์นี้แล้ว รู้สึกว่าน่าสนใจและน่าลงทุนมาก เป็นแนวหนังที่แปลก ฉีกจากความเป็นพระนครฯ แต่ก็ยังคงความสนุกเหมือนเดิม แต่เป็นความสนุกที่ฉีกแนวจากที่เคยทำ เราจึงกล้าที่จะลงทุน เพราะคิดแล้วว่าน่าจะคุ้มค่า แล้วที่สำคัญหนังเรื่องนี้ผมมองว่ามันสามารถได้ทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ ได้อย่างสบาย”

ภาพยนตร์นี้จะถ่ายทำยาวแบบต่อเนื่องกันไปเลย และจะตัดต่อแบ่งแต่ละภาคตามที่ว่า ซึ่งไม่น่าจะต่างจากภาพยนตร์เรื่อง บุปผาราตรี 3.1 และ บุปผาราตรี 3.2 เท่าใดนัก เพียงแต่แต่ละภาคจะมีจุดเด่นอยู่ที่นักแสดงประจำภาคนั้นๆ นั่นเอง(ที่มา:วิกิพีเดีย)



กระแสการบอยคอตผลงานของดาราศิลปินพันธมิตรในหมู่คนเสื้อแดงได้ขยายวงลุกลาม หลังจากมีกระแสคว่ำบาตรหนังเรื่องคนโขนของศรัณยู วงศ์กระจ่าง จนเจ๊ง และหนังเรื่องอุโมงค์ผาเมือง ที่มีพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง แสดงนำ จนล้มเหลวทั้งยอดคนดูและรายได้แล้ว ล่า่สุดมีการก่อกระแสก่อหวอดจะคว่ำบาตรภาพยนตร์เรื่อง หมาแก่ อันตราย ที่นำแแสดงโดยเทพ โพธิ์งาม อีกด้วย โดยภาพยนตร์เรื่องนี้กำหนดเริ่มฉายในวันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา

กลุ่มคนเสื้อแดงให้เหตุผลที่ชวนกันบอยคอตว่า เนื่องจากเทพ นักแสดงนำเรื่องนี้เคยขึ้นเวทีเสื้อหลากสีของหมอตุลย์ แนวร่วมของพันธมิตร ในวันที่ 16 เมษายน 2553 ที่หน้าราบ11 โดยเทพ ได้ขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยอย่างติดตลก ว่า "บังเอิญว่าผมออกมาซื้อข้าวมันไก่เลยแวะมาที่นี่ ประกอบกับเห็นข่าวแล้วรำคาญกลุ่มคนเสื้อแดง จึงออกมาแสดงพลังด้วย"

การกระทำดังกล่าวของเทพ โพธิ์งา่ม เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์นองเลือด 10 เมษายน 2553 มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทำให้นปช.ประกาศจองกฐินไว้ตั้งแต่เวลานั้นว่า หากเทพมีผลงานแสดงเรื่องใดจะพากันคว่ำบาตร



หนังเรื่องหมาแก่อันตราย เป็นผลงานสร้างของค่ายพระนครฟิล์ม กำกับโดยยุทธเลิศ เป็นหนังไตรภาคต่อเนื่องจากเรื่อง"มือปืน โลก/พระ/จันทร์"โดยภาพยนตร์ที่เทพนำแสดงนี้เป็นแนวดราม่า เรื่องราวของมือปืนชราที่ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดกับลูกสาวที่ไม่้รู้ว่าเทพ เป็นพ่อเพราะไปติดคุกเสียนาน ทำให้เกิดการห้ำหั่นกันอย่างหนัก เทพต้องรับบทแนวดราม่าอย่างพลิกคาแรกเตอร์ดารารตลกที่คนคุ้นเคยอย่างสิ้น เชิง และเป็นภาพยนตร์ที่ได้รางวัลในเวทีประกวดระดับเอเชียมาแล้ว
พงษ์พัฒน์(ซ้ายมือ):เวลา ที่ผมเล่นไพ่กับเพื่อนแล้วโกง เพื่อนมันก็ด่าผมว่าไอ้เห้...ออฟ แล้วคนที่โกงประเทศชาติเราควรจะเรียกว่าอะไรดี..หลายคนสงสัยเป็นนักแสดงกลัว มั้ย จะโดนอะไรมั้ย ไม่เป็นไรครับ ให้มันรู้กันไป”(ที่มา:ASTVผู้จัดการ)
เทพ โพธิ์งาม(พูดบนเวทีเสื้อหลากสีของหมอตุลย์ เมื่อ16เม.ย.53):บังเอิญว่าผมออกมาซื้อข้าวมันไก่เลยแวะมาที่นี่ ประกอบกับเห็นข่าวแล้วรำคาญกลุ่มคนเสื้อแดง จึงออกมาแสดงพลังด้วย (ภาพข่าว:มติชน)

คนดูหนังห้องเฉลิมไทย พันทิปยี้ส่งคนโขนไปออสการ์
หลังจากประสบความล้มเหลวในการลงโรงฉายในเมืองไทย (ดูข่าว:ตั้วพ้อพธม.เมินคนโขนรูดม่านวันนี้ ปิดฉากเทศกาลหนังเมืองคลานผลาญเงินภาษีสร้าง-บังคับเด็กดู) ภาพยนตร์เรื่องคนโขน ยังอุตส่าห์ได้รับเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรมคัดเลือกไปฉายชิงรางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ ที่อเมริกาในปี2555

โดยให้เหตุผลว่า เพราะเป็นภาพยนตร์ตลาดที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย มีเนื้อหาสอดแทรกด้วยละครชีวิต และเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการอุดหนุนจากโครงการไทยเข้มแข็ง ของรัฐบาลด้วย

คนดูหนังที่เข้าไปใช้กระดานสนทนาห้องเฉลิมไทย เว็บไซต์พันทิปได้พากันถกเถียงกันเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง และได้ตั้งกระทู้ให้โหวตว่า เห็นด้วยกับการส่ง "คนโขน" ไปชิงออสการ์ปี 55 สาขาหนังต่างประเทศหรือไม่?

ผลโหวตล่าสุด มีผู้เห็นด้วยเพียง 40% ขณะที่มีไม่เห็นด้วยสูงกว่า 60% โดยแสดงความเห็นในทางไม่เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่

ปัญญาเรณู ดีกว่าเยอะ
คนโขนบอกตามตรงองค์ประกอบหนังยังไม่ได้ และที่สื่อถึงความเป็นไทยคงเป็นแค่ชื่อของหนัง ครับ บอกตามตรงหนังเรื่องนี้ ห่วยขั้นเทวดา ยังไม่ถึงขั้นเทพ ถ้าห่วยขั้นเทพนะถือว่ากรรมการที่คัดเลือกไปต้องไปทำอาชีพกรรมกรแทนละ
-ความเห็นจากเจ้าของกระทู้เรื่อง ผมสงสัยครับว่าทำไมหนังเรื่อคนโขนถึงได้ถูกคัดเลือกไป ออสการ์ใช้เกณฑ์อะไรตัดสิน และเห็นกันยังไงบ้าง

หนังไทยยังอัปยศไม่หาย ดัน “คนโขน”ดั้นเมฆ” ชิงออสการ์เหตุเพราะมีสปอนเซอร์ชั้นดี

ผู้เขียนกระทู้เรื่อง หนังไทยยังอัปยศไม่หาย ดัน “คนโขน”ดั้นเมฆ” ชิงออสการ์เหตุเพราะมีสปอนเซอร์ชั้นดี แฉว่า ทราบข่าวมาแล้ว สุดอัปยศ สุดอนาถใจอย่างยิ่งกับหนังไทยยุคปัจจุบัน ที่ต้องมาแชร์ความคิด ความอ่าน ณ ที่นี้เสียหน่อย

คือทราบมาว่า “คนโขน” หนังที่มาเร็วไปเร็ว ผลงานกำกับของ “ตั้ว” ศรัญญู เงากระจ่าง ที่ได้เงินจากฉายในโรงแค่ 4 ล้านเท่านั้น ขอย้ำว่า “4 ล้าน”ครับ กลับได้การฟันธง ชูจักกะแร้เชียร์ให้ไปชิงหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมกับรางวัลออสการ์ ในคราวหน้านี้

โดยทราบมาอีกว่า สาเหตุที่ได้ไปนั้นเป็นเพราะ สสส. หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ที่เป็นสปอนเซอร์ส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ มีส่วนอย่างมากที่หนุนนำให้ส่งเรื่องนี้ไป แม้ว่า จะ”ตกม้าตาย”ในการฉายในโรง ข้อสำคัญคือ นักวิจารณ์ต่างรุมสับแหลกในช่วงเวลาที่ผ่านมา นอกจากนั้น แม้ว่าจะมีหนังที่เก็งกันไว้อย่าง “อุโมงค์ผาเมือง” จ่อคิวต้องไปแน่นอนอยู่แล้ว เพราะฝีมือและคุณภาพนั้นมองกันออกอยู่แล้วก็ตาม

น่าเศร้า น่าอนาถกับภาพยนตร์ไทยที่ยังหนีไม่พ้นวังวนแห่งความตกต่ำ เพราะในขณะที่คนดีมีฝีมือก็หดหายลงไปทุกที ก็ยังถูกคนข้างนอกมารุมซ้ำเติมอีก

ไม่ทราบใครยังจำได้ถึงการแจกรางวัลตุ๊กตาทอง ในปี 2534 ได้หรือไม่ว่า ที่ให้กับหนังเรื่อง “ขยี้” ถึง 4 รางวัล แต่ปรากฏว่าหนังก็ยังสร้างไม่เสร็จ แต่ก็จะดั้นเมฆให้เสียอย่างนั้น และที่น่าอดสูยิ่งกว่าก็คือ

มาถึงวันนี้ หนังเรื่อง “ขยี้” ก็ยังไม่เคยฉายในโรง หรือในรูปแบบใดก็ตาม


หมาแก่ฯประสบชะตากรรมเดียวกับหนังตั้ว-ออฟ

ขณะเดียวกันภาพยนตร์เรื่องอุโมงค์ผาเมือง ส่อแววว่าอาจจะประสบชะตากรรมซ้ำรอยกับภาพยนตร์"คนโขน"ที่ปิดฉากล้มเหลวด้าน รายได้ไปก่อนหน้านี้ เพราะถูกกระแสคว่ำบาตรจากคนดู

ภาพยนตร์คนโขน ที่ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ผู้สร้าง ผู้กำกับยอมรับว่าทำรายได้น้อยซะยิ่งกว่ารายได้ขั้นต่ำสุดที่คาดไว้ ถูกกระแสคว่ำบาตรจากคนเสื้อแดง และประชาชนที่ไม่พอใจบทบาทของศรัณยูในการร่วมเป็นแกนนำกับพันธมิตรฯยึด ทำเนียบรัฐบาล-ยึดสนามบิน

ส่วนภาพยนตร์เรื่องอุโมงค์ผาเมืองมีการก่อกระแสคว่ำบาตรในหมู่คนเสื้อแดงมาก พอสมควร โดยเกิดกระแสต้องการให้บทเรียนแก่ผู้แสดงนำรายหนึ่งของเรื่องนี้คือพงษ์ พัฒน์ วชิรบรรจง ซึ่งเคยกล่าวหาไปในเชิงเปรียบเทียบว่า คนเสื้อแดงเป็นพวกอาศัยบ้านของพ่ออยู่ หากไม่รักพ่อก็ให้ออกไปจากบ้านของพ่อซะ ซึ่งเป็นการสร้างความขุ่นเคึืองใจในการกล่าวหา่ให้แก่ดารานักแสดงผู้นี้ เนื่องจากคนเสื้อแดงเห็นว่าเป็นมุมมองที่ตื้นเขิน อคติเลือกข้างของพงษ์พัฒน์ และเป็นการอาจเอื้อมดึงสถาบันเบื้องสูงลงมากล่าวหาคนเสื้อแดงด้วยความเท็จ เพราะคนเสื้อแดงไม่เคยหยิบยกเรื่องสถาบันเบื้องสูงมา่เกี่ยวข้องกับการเรียก ร้องประชาธิปไตยแต่อย่างใดเลย

ภาพยนตร์เรื่องนี้"เสี่ยเจียง"สหมงคลฟิล์ม ร่วมกับ“หม่อมน้อย" ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล สร้าง โดยต้นทุนสร้างไม่แน่ชัด บ้างก็ว่า 20-25 ล้านบาท ขณะที่เสี่ยเจียงบอกว่า"หลายสิบล้านบาท" ขณะที่หม่อมน้อยบอกว่า เฉพาะค่าตัวดารานำและดาราสมทบที่มีชื่อเสียงก็มากมายแล้ว แต่หลายคนก็ลดค่าตัวเพื่อเป็นต้นทุนในการทำเรื่องนี้ "ถ้ารวมค่าตัวของทุกท่านแน่นอนว่ามากกว่า 100 ล้าน”

เวบไซต์ เอ็นเตอร์เทนวีคลี่ รายงานยอดรายได้ช่วง สัปดาห์ที่ 3 การเข้าฉายของอุโมงค์ผาเมืองได้เพิ่มมาเพียง 0.2 ล้านบาท รวมรายได้ตลอด3สัปดาห์เพียง 27 ล้านบาท

“มาริโอ้”น้อยใจคนไทยดูหนังอุโมงค์ผาเมืองน้อย
ดารานำของเรื่อง “มาริโอ้ เมาเร่อ”ออกมาให้ข่า่วว่า่ กระแสตอบรับหนังเรื่องนี้เงียบบมากก จนต้องงบ่นน้อยใจกับแฟนๆ

“ผมก็น้อยใจครับ ที่คนไทยไม่ดูหนังไทยเลย อยากให้ไปดูอุโมงค์ผาเมืองกันเยอะๆ ครับ ก็อย่างที่บอกไปว่าคนดูค่อนข้างน้อย เพราะเราก็มีเหตุการณ์บ้านเมืองอะไรหลายๆ อย่างครับ อย่างเช่นน้ำท่วมนะครับ แต่ถ้าว่างกันก็แนะนำให้ไปดูหนังไทยกันนะครับ เพราะถ้าคนไทยไม่ดูแล้วใครจะมาดูครับ เพราะเรื่องนี้ก็เป็นหนังที่ดีครับ แล้วทุกคนก็ตั้งใจทำกันมากเลยครับ”

“เราก็ต้องใจทำหนังออกมาให้คนไทยดู แต่ถ้าคนไทยไม่ดูเราก็เศร้านิดนึง ที่บอกว่าหนังเข้าใจยาก ผมว่าไม่ใช่นะ ถ้าจะไปก็ไปอย่างไม่ต้องอ่านอะไรมาก่อนเลยก็ได้ แล้วก็อย่าเอาไปเปรียบเทียบกับเรื่องราโชมอนที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ อยากให้มองเป็นหนังอีกภาคนึงไปเลยครับ แต่ก็อย่างที่รู้กันมาว่าโครงเรื่องเหมือนกัน แต่บทที่แปลออกมามันไม่เหมือนกันครับ”

ภาพยนตร์ดัดแปลงจากหนังชั้นครู"ราโชมอน"

ภาพยนตร์เรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” ได้นำเนื้อหาจากสุดยอดบทละครเวทีเรื่อง “ราโชมอน” (ประตูผี) ของ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” มาสร้างลงสู่จอเงินให้ประชาชนได้รับชม ภายใต้การกำกับของ “หม่อมน้อย ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ถือว่าเป็นวรรณกรรมอมตะอีกเรื่องหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก อีกทั้งการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาจุดประสงค์เพื่อที่จะฉลองครบรอบ 100 ปีชาตกาล “พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” 40 ปีบริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ 101 ปี ผู้กำกับชั้นเซียน “อากิระ คุโรซาวา” ผู้สร้างหนังชั้นครูชาวญี่ปุ่น

ภาพยนตร์เรื่อง อุโมงค์ผาเมือง เป็นภาพยนตร์ย้อนยุคไปในอาณาจักรล้านนาไทยเมื่อ 700 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องราวของคดีฆาตกรรมพิศวงระหว่างขุนศึกนักรบ, โจรป่า และเจ้านางผู้เลอโฉม ซึ่งดัดแปลงมาจากบทละครเวทีเรื่อง "ราโชมอน" อันเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของ "พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช" เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ และอัจฉริยภาพของท่านผู้เป็นปูชนียบุคคลผู้สร้างคุณูปการแก่สังคมไทย รัฐบุรุษและเอกศิลปินแห่งชาติที่ได้รับการยกย่องให้เป็น "บุคคลสำคัญของโลก" จาก องค์การยูเนสโก โดยได้ระดมทีมนักแสดงชั้นนำไม่ว่าจะเป็น อนันดา เอเวอริงแฮม, เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, มาริโอ้ เมาเร่อ, พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา, ดอม เหตระกูล, ศักราช ฤกษ์ธำรงค์ และ รัดเกล้า อามาระดิษ มาประชันบทบาทสุดเข้มข้นล้นจอ

กระแสแอนตี้สัปเหร่อของเรื่องแรงพอๆกับคนโขน
พงษ์ พัฒน์ วชิรบรรจง สวมบทเป็นสัปเหร่อแก่ที่อาศัยอยู่ในอุโมงค์ผาเมือง ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน มีความคุ้นเคยทั้งคนเป็นและคนตาย จึงมีความเข้าใจวิถีทางชีวิตของมนุษย์ได้อย่างดีในทุกแง่มุม เขามักจะมองโลกและใช้ชีวิตอย่างเป็นกลาง จึงทำให้เขาสามารถวิเคราะห์นิสัยมนุษย์ได้อย่างแม่นยำ

อย่างไรก็ตามได้มีการก่อกระแสคว่ำบาตรของคนเสื้อแดงตามอินเตอร์เน็ตและบอก กันปากต่อปากในลักษณะเชิืญชวนกันคว่ำบาตรหนังเรื่องนี้ โดยอ้างว่าเพื่อให้บทเรียนแก่ดารานักแสดงอย่างพงษ์พัฒน์ที่เคยขึ้นเวที พันธมิตรกับศรัณยู และมีมุมมองต่อสถานการณ์การเมืองอย่างตื้นเขิน บิดเบือนไม่ตรงต่อความเป็นจริง โดยเคยกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีงานมอบรางวัลบันเทิงแห่งหนึ่งเป็นทำนองกล่าวหาคน ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงเวลานั้นเป็นพวกไม่จงรักภักดี ไม่รักพ่อให้ออกไปจากบ้านของพ่อซะ ทั้งที่คนเสื้อแดงและผู้เรียกร้องประชาธิปไตยนั้นไม่เคยหยิบยกประเด็นสถาบัน เบื้องสูงมาเป็นข้ออ้างหรือเหตุผลในการเรียกร้องประชาธิปไตยแต้่อย่างใดเลย

ต่อมาสำนักข่าวTNEWSได้จัดทำคลิปเพื่อโจมตีคนเสื้อแดง และมีอีกหลายเวอร์ชั่นที่ไปขยายความว่าคำพูดเปรียบเปรยของพงษ์พัฒน์เป็นการ โจมตีคนเสื้อแดง





กระแสต้านลามไปถึงละครรอยไหม



ฉากหนึ่งของละครทีวีเรื่องรอยไหม(ที่มา:เวบไซต์ASTVผู้จัดการ)

กระแสการคว่ำบาตรยังลามไปถึงละครเรื่องรอยไหมของพงษ์พัฒน์ที่ฉายทางโทรทัศน์ช่อง3ด้วย โดยพงษ์พัฒน์กล่าวถึง ตัวเลขของเรตติ้งที่ไม่สูงเท่าไหร่ที่ลอยเข้าหูว่า ไม่คาดหวังให้คนทุกกลุ่มจะต้องมาดูและชื่นชอบผลงานของเรา ดังนั้นตัวเลขเรตติ้งจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลนัก แค่มีคนหนึ่งที่ชอบในตัวงานและคุณภาพ เท่านี้ก็มีความสุข

นานาชาติบีบไทยให้สัตยาบันกรุงโรม เปิดทางลากคอฆาตกรสังหารหมู่ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 ตุลาคม 2554

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ตามเวลาในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เครือข่ายองค์กรระดับโลกได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทย เข้าร่วมภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคมระบุรัฐบาลใหม่ต้องใส่ใจ และให้ความสำคัญต่อการเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่าง ประเทศ ในลำดับต้น ๆ

นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา/ กรุงเทพมหานคร: ในวันนี้ องค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (Coalition for the International Criminal Court - CICC) ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงเจตจำนงที่จะร่วมกับประชาคมโลกในการต่อสู้ ต่อต้านระบบ “ลบล้างความผิด” (Impunity) ด้วยการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court – ICC) ซึ่งเป็นศาลอาญาถาวรระหว่างประเทศแห่งแรกและแห่งเดียวของโลก ที่มุ่งจัดการกับคดีที่มีลักษณะเป็นอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ประเทศไทย เป็นประเทศเป้าหมายหลักของการรณรงค์ระดับโลกเพื่อการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญ กรุงโรม ในเดือนตุลาคม 2554 การรณรงค์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่จะเรียกร้องให้ประเทศภาคีสมาชิกของสห ประชาชาติให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งถือเป็นอนุสัญญาสำคัญที่เป็นพื้นฐานแห่งการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ ขึ้น

หนังสือลงวันที่ 3 ตุลาคม 2554 ที่องค์กรเครือข่ายระหว่างประเทศ ซึ่งมีสมาชิกหลากหลายมากมายกว่า 2500 องค์กร/ หน่วยงาน จาก 150 ประเทศทั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่มีความเที่ยงธรรม มีประสิทธิภาพ และมีความเป็นอิสระ ได้ส่งถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรียกร้องให้รัฐบาลไทยได้ดำเนินการให้เกิดความคืบหน้าสู่การให้สัตยาบันต่อ ธรรมนูญกรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ในเร็ววัน

ปัจจุบัน 118 รัฐภาคีทั่วโลก ได้เข้าร่วมกับภาคีธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศแล้ว และล่าสุดประเทศมัลดริฟส์ได้เข้าร่วมเป็นภาคีสนธิสัญญาฉบับนี้ ในรอบสองปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเซียได้เริ่มเข้ามีส่วนร่วมในศาลอาญาระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น อาทิ เช่น บังกลาเทศให้สัตยาบันเมื่อเดือนมีนาคม 2553 ฟิลิปปินส์ให้สัตยาบันเมื่อเดือนสิงหาคม 2554 และตามด้วยมัลดริฟส์ เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเซียยังคงเป็นภูมิภาคที่ด้อยจำนวนภาคีสมาชิกในศาลอาญาระหว่าง ประเทศอยู่มาก เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ กล่าวคือมีเพียง 9 รัฐภาคีเท่านั้น ในปัจจุบัน

การให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม แห่งศาลอาญาระหว่างประเทศ ของรัฐบาลไทย จะเป็นแบบอย่างที่ดียิ่งสำหรับประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน “ประเทศไทยอยู่ในฐานะที่มีบทบาทโดดเด่นในภูมิภาคเอเซีย และบทบาทนำในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค” Evelyn Balais Serrano ผู้ประสานงานภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ขององค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศระบุ “ภายใต้รัฐบาลใหม่ ถือได้ว่านี่เป็นโอกาสอันสำคัญยิ่งที่ประเทศไทยจะพิจารณาให้สัตยาบันเข้า เป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมแห่งศาลอาญาระหว่างประเทศอย่างจริงจัง และนี่จะเป็นความพยายามในการกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศและประเทศเพื่อน บ้าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการหยุดยั้ง และขจัด “การลบล้างความผิด” (Impunity) และดำเนินการให้เกิดความยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหยื่อผู้ถูกล่วงละเมิดท่ามกลางความขัดแย้งในอดีต ทั้งนี้ให้เป็นไปบนหลักการพื้นฐาน เป้าหมาย และเจตนารมย์แห่งธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ”

องค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (CICC) ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยได้มีส่วนร่วมในการประชุม ณ กรุงโรม และมีการดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อเข้าสู่กระบวนการให้สัตยาบัน และขณะเดียวกันก็ตระหนักว่าข้อท้าทายทางกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งเกิดเป็นประเด็นคำถามขึ้น อันสืบเนื่องมาจากความ (ไม่) สอดคล้องกันระหว่างธรรมนูญศาล กับกฎหมายภายในประเทศ องค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (CICC) เรียกร้องให้รัฐไทยได้ศึกษาบทเรียนการแก้ปัญหา หรือคลี่คลายความกังวลจากรัฐภาคีอื่น ๆ ซึ่งประสบผลสำเร็จในการฝ่าข้ามความกังวลเหล่านั้นมาแล้วด้วยดี รัฐบาลใหม่ต้องแสดงจุดยืน และความมุ่งมั่นในการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

“ภายใต้การปฏิรูประบบ กลไก และนโยบายหลักโดยรัฐบาล ผู้บริหารชุดใหม่ พึงจะได้รับประโยชน์จากการเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมด้วย ทั้งนี้จะเป็นการแสดงให้เป็นที่ปรากฎว่า ประชาชนไทยมีความห่วงใยและเห็นอกเห็นใจ รู้สึกในความสมานฉันท์กับผู้เจ็บปวด ผู้สูญเสีย และเหยื่อของความขัดแย้งในภูมิภาคเอเซีย และประเทศทั่วโลก” นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้นำสำคัญในคณะทำงานไทยว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศกล่าว

เมื่อเข้าเป็นภาคีแล้ว รัฐบาลไทยจะสามารถเข้ามีส่วนร่วมในการประชุมประจำปีของรัฐภาคีของศาลอาญา ระหว่างประเทศ ในฐานะสมาชิก และเข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมพิจารณาในประเด็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการ บริหารจัดการภารกิจศาล ตลอดจนการสรรหา/เลือกตั้งผู้พิพากษา หัวหน้าอัยการศาล และเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ

ข้อมูลพื้นฐาน

ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) (ซึ่งแตกต่างจากศาลโลก หรือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ - บรรณาธิการแปล) เป็นศาลถาวรระดับนานาชาติที่มีบทบาทอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอาชญากรรม สงคราม อาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยที่อำนาจหน้าที่ของศาลจะยืนบนหลักการ “เสริมแรง” (Complimentarity) คือมีอำนาจเสริมกับระบบศาลระดับประเทศ ไม่แทรกแซงหรือก้าวก่าวอำนาจศาลในประเทศนั้น ๆ ทั้งนี้ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะมีอำนาจในการตรวจสอบต่อเมื่อระบบศาลในประเทศนั้นไม่ “ใส่ใจ” หรือ “ไม่มีความสามารถ” ที่จะพิจารณารับคำฟ้องดังกล่าว อันมีลักษณะที่จะต้องดำเนินการให้ผู้บงการให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ และอาชญากรรมสงคราม ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

จนถึงปัจจุบัน อัยการศาลกำลังไต่สวนอยู่ 6 คดี ก่อนนำขึ้นสู่การพิจารณาคดีในชั้นศาล ได้แก่ คดีประเทศแอฟริกากลาง คดีสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก คดีดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน คดีอูกันดา คดีเคนยา และคดีลิเบีย

ศาลได้ออกหมายจับ 18 ฉบับ หมายเรียก 9 ฉบับ มีคดี 3 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา นอกจากนี้อัยการศาลยังขออนุมัติอำนาจจากศาลเมื่อเร็ว ๆ นี้ ให้เปิดการไต่สวนกรณีไอวอรี่ โคสต์ อัยการศาลยังระบุว่าเขากำลังพิจารณา 8 กรณี จาก 4 ภูมิภาค อันได้แก่ แอฟกานิสถาน โคลอมเบีย จอร์เจีย กีนี ฮอนดูรัส เกาหลีใต้ ไนขีเรีย และปาเลสไตน์

องค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ เป็นเครือข่ายระดับโลกขององค์กรภาคประชาสังคม ใน 150 ประเทศ ที่ทำงานร่วมกันในการสร้างเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศกับศาลอาญาระหว่าง ประเทศ เพื่อให้มีหลักประกันว่า ศาลจะมีความเที่ยงธรรม มีประสิทธิภาพ และเป็นอิสระ ดำเนินการเพื่อให้เกิดความยุติธรรมอย่างชัดแจ้ง และมีความเป็นสากล นอกจากนี้ยังรวมถึงการช่วยพัฒนากฎหมายในระดับประเทศ ให้สามารถอำนวยความเป็นธรรมแก่เหยื่อจากอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

รายละเอียดเพิ่มเติม ดูได้จาก www.coalitionfortheicc.org

รายละเอียดฉบับภาษาอังกฤษ ที่มา:http://www.iccnow.org/documents/PR_for_Thailand_URC-FINAL.pdf

FOR IMMEDIATE RELEASE
3 October 2011

GLOBAL COALITION CALLS ON THAILAND TO JOIN THE INTERNATIONAL CRIMINAL COURT

Civil Society Says New Government’s Priorities Should Include Accession to Rome Statute

New York, USA / Bangkok, Thailand—The Coalition for the International Criminal Court today called on Thailand to demonstrate its commitment to the global fight against impunity by acceding to the Rome Statute of the International Criminal Court (ICC)—the world’s first and only permanent international court able to prosecute war crimes, crimes against humanity and genocide. Thailand is the focus of the Coalition’s Universal Ratification Campaign (URC) for October 2011, a campaign launched to call upon a different country each month to join the Rome Statute—the ICC’s founding treaty.

In a letter dated 3 October 2011 to Thai Prime Minister H.E. Ms. Yingluck Shinawatra, the Coalition—a global network of more than 2,500 civil society organizations in 150 countries advocating for a fair, effective and independent ICC—urged the government of Thailand to move forward with the accession process of the Rome Statute.

To date, 118 states worldwide have joined the Rome Statute, Maldives being the most recent one. While the past two years have been witness to increased participation from Asian states within the Court – Bangladesh ratified in March
2010, the Philippines in August 2011 and Maldives in September 2011—the Asian region still remains underrepresented at the ICC, with only 9 states parties to the Rome Statute.

Thailand’s accession to the Rome Statute would provide an important example to other ASEAN member states. “Thailand, as a leading country in the ASEAN, has been in the forefront of promoting human rights in the region,” noted Evelyn Balais-Serrano, the Coalition’s regional coordinator for Asia-Pacific. “With a new government, it is time to consider ratification of the Rome treaty in its efforts to forge unity among its people and its neighbouring countries. Its commitment to ending impunity and pursuing justice for victims of past conflicts are in line with the goals and spirit of the Rome Statute and the ICC,” she stated.

The Coalition also recalled Thailand’s participation in the Rome Conference and its subsequent steps toward accession. In recognition of some legal challenges that have surfaced with regards to compatibility between the Rome Statute and Thai domestic legislation, the Coalition called on Thailand to draw examples from states parties that have successfully addressed similar compatibility issues. By addressing these issues, the new government would demonstrate its commitment to the protection and promotion of human rights.

“As it undergoes major reforms, the new administration would benefit from accession to the Rome Statute, as it would show the Thai people’s concern for and solidarity with the sufferings of victims of conflicts in Asia and around the world,” stated Dr. Taejing Siripanich, commissioner of the Thai Human Rights Commission and head of the ICC Working Group in Thailand. After accession, Thailand would be able to participate in the annual Assembly of States Parties of the ICC as a state party, during which important decisions are made in relation to the administration of the Court, including the election of judges, the chief prosecutor, and other Court officials.

Background: The ICC is the world’s first permanent international court to prosecute war crimes, crimes against humanity, and genocide. Central to the Court’s mandate is the principle of complementarity, which holds that the Court will only intervene if national legal systems are unwilling or unable to investigate and prosecute perpetrators of genocide, crimes against humanity, and war crimes. There are currently seven active investigations before the Court: the Central African Republic; Côte d’Ivoire; the Democratic Republic of the Congo; Darfur, the Sudan; Uganda; Kenya; and Libya. The ICC has publicly issued 18 arrest warrants and nine summonses to appear. Three trials are ongoing. The Office of the Prosecutor has also made public that it is examining eight other situations on four continents, including Afghanistan, Colombia, Georgia, Guinea, Honduras, Republic of Korea, Nigeria and Palestine.

The Coalition for the International Criminal Court is a global network of civil society organizations in 150 countries working in partnership to strengthen international cooperation with the ICC; ensure that the Court is fair, effective and independent; make justice both visible and universal; and advance stronger national laws that deliver justice to victims of war crimes,
crimes against humanity and genocide. For more information, visit: www.coalitionfortheicc.org


*******
รายงานเกี่ยวเนื่อง

-จรัล ดิษฐาอภิชัย:ไทยส่งอภิสิทธิ์-สุเทพขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศได้ แม้ยังไม่ลงนามสัตยาบัน

ตามมาตรา ๑๒ อนุ๓ ศาลอาญาระหว่างประเทศก็รับพิจาณาคดีประเทศที่ยังไม่เป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม ได้ หากรัฐบาลประเทศนั้นๆแถลงยอมรับอำนาจตุลาการของศาลฯเหนือดินแดนของประเทศตน เช่น คดีไอวอรีโคต.. จากที่ผมได้ไปสังเกตการณ์การพิจารณาคดีน่าสนใจยิ่ง ทำให้ผมจินตนาการว่า ถ้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นจำเลย คงจะดูไม่จืด

- ฮิวแมนไรต์ฯกดดันปูเอาผิดฆาตกรเมษา+พฤษภา53-ฟันหัวโจกพธม.หลังดองคดี3ปีลอยนวล

เจ๊ดามอบตัว-จักรภพลั่นยังไม่กลับ

ที่มา Thai E-News

หาก การปรองดองเป็นไปอย่างจริงใจและไม่มีสิ่งใดแอบแฝงซ่อนเร้น ก็ไม่น่าที่ใครจะต้องเดือดร้อนกระวนกระวายที่ตัวผมจะอยู่รอเหตุการณ์อยู่ภาย นอก-จักรภพ เพ็ญแข

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 ตุลาคม 2554

"จักรภพ" ประกาศจากแดนไกล "ยังไม่กลับ"

ศูนย์ข่าว TPNews ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนายจักรภพ เพ็ญแข รายงานข่าวเมื่อเวลาประมาณ ๘.๒๐ น. วันนี้ (วันอังคารที่ ๔ ต.ค.๕๔) ว่า นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และโฆษกรัฐบาล ได้แจ้งแก่แหล่งข่าวใกล้ชิดว่า ข่าวที่ว่าตัวเขาจะกลับเมืองไทยเพื่อไปมอบตัวสู้คดีในเร็ววันนี้นั้น ไม่เป็นความจริง เขาจะยังติดตามสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจจากนอกประเทศไทยต่อไปโดยยังไม่ มีกำหนดกลับ

เนื่องจากโครงสร้างทางการเมืองและการยุติธรรมยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในทาง ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของปวงชนชาวไทยอย่างเปิดเผยจาบจ้วงจน ถึงบัดนี้ และในการพัฒนาประชาธิปไตยก็ยังมิได้มีสัญญาณบวกใดๆ เกิดขึ้นเลย

ต่อคำถามที่ว่า ได้หารือกับนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนางดารณี กฤตบุญญาลัย ในเรื่องการเข้ามอบตัวหรือไม่ นายจักรภพฯ กล่าวว่า เรื่องจุดยืนและอุดมการณ์เป็นวิจารณญาณส่วนบุคคล คงหารือกันไม่ได้ สุดท้ายนายจักรภพฯ กล่าวฝากถึงผู้สนับสนุนตัวเขาว่า หากการปรองดองเป็นไปอย่างจริงใจและไม่มีสิ่งใดแอบแฝงซ่อนเร้น ก็ไม่น่าที่ใครจะต้องเดือดร้อนกระวนกระวายที่ตัวเขาจะอยู่รอเหตุการณ์อยู่ ภายนอก มวลชนไม่เคยลืมว่าเราถูกหล่อหลอกมาแล้วอย่างไร ก็หวังว่าผู้นำและแกนนำจะจดจำเรื่องเหล่านี้ได้ไม่น้อยไปกว่ามวลชนด้วย

เจ๊ดาแดงเดือดเข้ามอบตัวสู้คดีวันนี้
นาง ดารุณี กฤตบุญญาลัย หรือ เจ๊ดา แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. พร้อม นายคารม พลทะกลาง ทนายความ เดินทางมาที่ สน.ลุมพินี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ในคดีความผิดฝ่าฝืน พ.ร.บ.ความมั่นคง ปี 2551

พร้อมยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยระบุว่า ไม่ทราบขณะที่มีการออกประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง และเห็นว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น การออกหมายเรียกตาม พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จึงไม่สามารถกระทำได้

โดย นางดารุณี ระบุว่า ขณะหลบหนีได้เดินทางเข้าออกตามแนวชายแดน และได้พบเจอกับแกนนำหลายคน ซึ่งในวันนี้มีความพร้อม และไม่มีความกังวลใดๆ ยืนยันว่า ไม่ได้กระทำความผิด
ทั้ง นี้ หลังจากเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวน ได้ทำการปล่อยตัว โดยไม่เรียกหลักทรัพย์ประกัน ด้าน ทนายความ ระบุว่า แกนนำรายอื่น อาทิ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ นปช. ขณะนี้อยู่ในประเทศไทยแล้ว และอยู่ระหว่างการติดต่อขอเข้ามอบตัว ขณะที่ บรรยากาศการรับทราบข้อกล่าวหา มีกลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางมาให้กำลังใจ นางดารุณี กันอย่างคึกคัก

ผลโพลล์: คุณเชื่อว่า "กลุ่มนิติราษฎร์" ศรัทธาในระบอบใดมากกว่ากัน

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 กันยายน 2554

ผลโพลล์แนวหน้าออกมาแล้วหลังจากการปิดการสำรวจผลเมื่อวานนี้ โดยหัวข้อของการสอบถามผู้อ่านของหนังสือพิมพ์แนวหน้าคือ

คุณเชื่อว่า "กลุ่มนิติราษฎร์" ศรัทธาในระบอบใดมากกว่ากัน
1.ระบอบทักษิณ (90.16 %)
2.ระบอบพระมหากษัตริย์ (9.84 %)

จำนวนผู้โหวตทั้งสิ้น 2124 คน


อย่าง ไรก็ดีเนื่องจากเรารู้ว่า เจ้าหน้าที่หนังสือพิมพ์แนวหน้ามีแนวคิดที่จะจำกัดตัวเลือกให้กับผู้โหวตให้ มีแค่สองทาง โดยจงใจทำยัดเยียดให้
1. กลุ่มนิติราษฎร์ เป็นผู้ศรัทธาในระบอบทักษิณ
2. กลุ่มนิติราษฎร์อยู่ตรงข้ามกับสถาบันฯ ซึ่งเป็น hidden agenda ที่ไปทำลายเขาโดยไม่มีเหตุผล

ไทย อีนิวส์จึงได้ทำการสร้างโพลล์สำรวจขึ้นมาอีกชุดหนึ่งหลังจากที่นสพ.แนวหน้า ประกาศโพลล์สำรวจของตน โดยไทยอีนิวส์ได้จัดให้ผู้โหวตมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นอีกสองข้อได้แก่ 3.ระบอบประชาธิปไตย 4.ระบอบคอมมิวนิสต์ เพื่อให้ตัวคำถามมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น มีผู้โหวตทั้งสิ้น 2,284 คนโดยมีผลลัพธ์ของการสำรวจดังนี้

ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้อ่านไทยอีนิวส์เห็นว่า กลุ่มนิติราษฎร์ ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย มากกว่าระบอบอื่นทุกๆระบอบ

เรา เห็นว่านี่เป็นความไม่ดีของผู้จัดทำโพลล์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่ไม่ใช่สื่อมวลชนที่แท้จริง คอยมุ่งหวังแต่ทำลายผู้อื่น ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรงต่อผู้อ่าน

อ่านเพิ่ม

Naew Na: Which system does Nittirat believe in, Thaksin or the monarchy? / Bangkok Bundit / 30 Sept 11

คำถามจากสื่อใหม่ถึงสื่อเก่า “พร้อมจะปรับตัวหรือไม่?” กรณีศึกษา น.ส.พ.แนวหน้า / Siam Intelligence / 1 ต.ค. 54

Monday, October 3, 2011

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:35ปีเก้าอี้รีเทิร์น

ที่มา Thai E-News



35ปีเก้าอี้ตัวนั้นรีเทิร์น-35ปีที่แล้วด้วยการปลุกเร้า มวลชนให้มองนักศึกษา-ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย"เป็นอื่น"ที่ไม่ใช่คนไทยด้วย กัน ทั้ง คอมมิวนิสต์คิดร้ายทำลายชาติ,เป็นพวกญวนแฝงตัวมา ทำให้เกิดโศกนาฎกรรม 6 ตุลา 2519 ในพ.ศ.นี้การปลุกเร้าผ่าน"วิทยุยานเกราะ-นสพ.ดาวสยามยุคใหม่"และมวลชน ลส.ชบ.ออนไลน์ เครือข่ายนวพลอินเตอร์เน็ต และพ.อ.อุทารยุคดิจิตัลเต็มคลื่นเต็มหน้าปัทม์เต็มจอไปทุกด้านให้มองเห็นคน เสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตย"เป็นอื่น" เราจะหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมซ้ำรอยกันอย่างไร....?

โดย นักข่าวชา่วรากหญ้า
1-31 ตุลาคม 2554

***คอลัมน์สัิงคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำเดือนตุลาคม นำเสนอปฏิทินกิจกรรมของชาวเสื้อแดงทั่วไทย-ทั่วโลก และฝ่ายประชาธิปไตยเช่นเคย โดยจะไล่เรียงตามลำดับวันเวลาตั้งแต่ต้นเดือนไปยันสิ้นเดือน ท่านที่มีข่าวคราวกิจกรรมใดอยากให้เราช่วยเผยแพร่แจ้งข่าว ภาพข่าว คลิปมาที่ thaienews99@googlegroups.comเหมือนเคย***

30 กันยายน-คาราวาน นปช. ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
นำ โดย แกนนำ นปช. ครบทีม จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ, นพ.เหวง โตจิราการ, พายัพ ปั้นเกตุ, ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, วรชัย เหมะ พร้อมแกนนำทุกคน
รถ ออกจากตึกกองทุนยุติธรรม ถนนงามวงศ์วาน หลังสถานีรถไฟบางเขน 08.00 น วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2554.ไปที่ สิงห์บุรี และลพบุรี สงสัยติดต่อ ข้าวเหนียว 086-0937706, คุณนิด 085-953-0227 หรือ คุณจุ๋ม 088-531-7557 แผนที่ตึกกองทุนยุติธรรมตามนี้ครับ
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150307654450759&set=a.365083640758.167085.692245758&type=1&theater***

ธารน้ำใจแกนนำนปช.ช่วยน้ำท่วม คนตาดีบอกหมอเหวงทำแก้มป่องแอ๊บแ๊บ๊ว
แกน นำ นปช. ช่วยน้ำท่วม สิงห์บุรี :ประกอบด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นางธิดา โตจิราการ นายพายัพ ปั้นเกตุ นายก่อแก้ว พิกุลทอง หมอเหวง โตจิราการ เจ๋ง ดอกจิก ได้นำคณะเดินทางมาที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อให้กำลังใจและมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้กับผู้ประสบภัยน้พท่วม ที่บริเวณเทศบาลเมืองสิงห์บุรี ชุมชนบางแคจำนวน 1,000 ชุด ที่ต.หัวไผ่ อ.เมือง 1,200 ชุด ที่ต.โพธิ์ชัย อ.อินทร์บุรี จำนวน 800 ชุด

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในการเดินทางมาครั้งนี้เป็นการมาให้กำลังใจประชาชนที่เดือดร้อน ซึ่งการช่วยเหลือ ทางนายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างดำเนินการขอให้ประชาชนวางใจได้

มีคนสังเกตว่าภาพนี้หมอเหวงเหมือนจะทำแก้มป่องแอ๊บแบ๊วด้วยแหละ 5555***

เบอร์ฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมเชียงใหม่

คลิ้กที่ภาพเ้พื่อขยายใหญ่อ่านง่ายขึ้น***

1ตุลาคมคอนเสิร์ต+ทอล์กโชว์ช่วยน้ำท่วม

วันเสาร์ที่1 ตุลาคมนี้ อิมพีเรียล (ลาดพร้าว) ชั้น5 ฮออล์ เวลา 13.00-20.00น บ่ายโมงตรงถึงสองทุ่ม พบคอนเสริต์และทอล์คโชว์ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม นำโดย นักร้องคุณภาพ ป้อม กรองทอง อดิศร เพียงเกษ ทอม ดันดี พระมหาโชว์ (เทศน์ธรรมะ) เต้ มดแดง
อ้น ชัยนรินทร์ ( รายได้และการบริจาคสิ่งของนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย) ***

ยิ่งลักษณ์พบประชาชนประเดิมออนแอร์1ตุลาคม
เรทติ้งกระฉูด-นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะประเดิมจัดรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" ในวันเสาร์ที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นวันแรก ในช่้วงเวลา 08.30 -09.00 น. ทางวิทยุแห่งประเทศไทย และถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ช่อง 11 ด้วย ในภาพนายกฯไปทดสอบซะก่อนจะออนแอร์จริง(ภาพ:เฟซบุ๊คYingluck Shinawatra )
ท่าทางรายการนี้จะเป็นว่าที่รายการเรทติ้งฮิตติดอันดับ หลายคนหลายวงการตื่นเต้นๆอยากฟัง

สำหรับการประเดิมครั้งนี้นายกรัฐมตรีเผยว่า คงเน้นไปที่ภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นหลัก***

2 ตุลาคม วันอาทิตย์สีแดงกับทนายเ้สื้อแดง



คุยกันวันอาทิตย์สีแดง วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2554 ชั้น 5 อิมพีเรียลลาดพร้าว พบกับสมบัติ บุญงามอนงค์-อานนท์ นำภา ทนายคนเสื้อแดง ร่วมพูดคุยในรายการ Sunday Talk "คุยกันวันอาทิตย์สีแดง" ครั้งเดียวที่เขาจะพูด***

4 ตุลาฯเจ๊ดา-ผู้หญิงแกร่งมอบตัวสู้คดี อาจารย์จรัลอาจมอบตัวช่วงเดียวกัน
สาว ผมแดง-เจ๊ดา ดารณี กฤตบุญญาลัย สา่วไฮโซผู้ไม่เพียงสร้างสีสันอันสดใสให้แก่เวทีเสื้อแดง แต่เป็นหญิงแกร่งหัวใจน่ากราบที่รอดตายจากสมรภูมิราชประสงค์ วันที่19พฤษภา53เธอใส่ชุดขาวเพื่อเตรียมตัวตาย แต่สถานการณ์พลิกผันให้ต้องไปเป็นนักเรียนนอกมาปีเศษ จะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉินที่สน.ลุมพินี ในเวลา 10.30 น. วันที่ 4 ตุลาคม ขอเชิญร่วมให้กำลังใจกันโดยทั่วกัน

ช่วงเดียวกันนี้มีรายงานข่าวอาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย นักวิชาการนักสิทธิมนุษยชนแกนนำคนเสื้อแดงเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมขอประกันตัวสู้คดีต่อไป สำหรับกี้ร์-อริสมันต์ยังไม่ชัีดเจน ส่วนจักรภพ เพ็ญแข ขอเ้ป็นนักเรียนนอกต่อไปพลางๆ***

รายการใหม่ช่อง11โดยพิธีกรหน้าตาดี
ติดตาม ชม รายการใหม่ " คนไทยหายจน " ทางช่อง 11 ทุกวันพุธ 5 ทุ่ม กับพิธีกรหน้าใหม่ ที่ไม่ใหม่ประสบการณ์ และช่วยให้หายจนปัญญา ... ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ และ คุณ ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ***

6 ตุลาคม กิจกรรมรำลึก 35 ปี 6 ตุลา”






ปีนี้เป็นครบวาระ 35 ปี แห่งการถูกล้อมปราบ สังหารโหดในปีนี้ ทางคณะกรรมการกำหนดจัดงาน ในวาระ 35 ปี 6 ตุลาที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ดูคลิปแถลงข่าวรายละเอียดงาน และไปพบกับUNSEEN 6 ตุลาฯ รวมภาพถ่ายที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนในรอบ 35 ปี

ขอเชิญร่วมงานสัปดาห์รำลึก 35 ปี 6 ตุลา ระหว่างวันที่ 1-14 ตุลาคม 2554

จัดโดย องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์)
โครงการกำแพงประวัติศาสตร์:ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
และเครือข่ายเดือนตุลา
ร่วมกับ กลุ่มประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน(CCP)
กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ(TCAD)
กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย(LLTD)
กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์(LKS)
กลุ่มประชาคมมหิดลเสรีเพื่อประชาธิปไตย(FMCD)

กำหนดการ สัปดาห์รำลึก 35 ปี 6 ตุลา ประชาธิปไตยประชาชน ณ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


1-14 ตุลา นิทรรศการภาพจิตรกรรมการเมือง ณ หอสมุดปรีดี พนมยงค์

2 -9 ตุลา สัปดาห์ “ ตุลารำลึก” หนังสือการเมือง และ นิทรรศการหนังสือต้องห้าม ณ บริเวณ ลานโพธิ์ ติดประตูท่าพระจันทร์

วันอังคารที่ 4 ตุลา ณ ลานโพธิ์
13.00 น. “ละครแขวนคอ” ชนวนเหตุอาชญากรรมรัฐ 6 ตุลา 19 โดย ประกายไฟการละคร

วันพุธที่ 5 ตุลา ณ หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์
14.00 น. - 16.30 น. ละครเวที “ แค้น” โดย กลุ่มละครกุหลาบแดง
16.30 น. - 18.00 น. เสวนา “จากพ่อจารุพงษ์ ถึง แม่น้องเกด” ดำเนินรายการโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด)
18.00 น. - 22.00 น. คอนเสิร์ตรำลึกวีรชนเดือนตุลา
21.00 น. – 22.00 น. ละคร “อุโมงค์ตึกโดม” โดย ประกายไฟการละคร

วันพฤหัสที่ 6 ตุลา ณ สวนประวัติศาสตร์ หน้าหอประชุมใหญ่
05.00 น. - 06.00 น. ละครสะท้อนความจริงเช้ามืดของวันที่ 6 ตุลา 2519 “ ก่อนอรุณจะร่วง” โดยประกายไฟการละคร
07.00 น.- 07.30 น. พิธีตักบาตรพระสงฆ์ 36 รูป
07.30 น.– 09.00 น. พิธีวางพวงมาลา ณ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม และ กล่าวสดุดี โดยตัวแทนฝ่ายต่างๆ
- กรรมการญาติวีรชน
- ตัวแทน 18 ผู้ต้องหา
- องค์กรประชาธิปไตย
- อมธ. สภานักศึกษา
- ตัวแทนองค์กรร่วมจัดงาน ฯลฯ
09.00 น. - 10.00 น. กวี และนาฏลีลา รำลึกวีรชน 6 ตุลา
10.00 น. - 11.30 น. ปาฐกถาพิเศษ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ณ ห้องจี๊ด คณะนิติศาสตร์

11.30 น. - 12.30 น. การแสดง ณ สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ละครเรื่อง "เก้าอี้"จากกลุ่มประกายไฟ และ Action ของนักศึกษาจากกลุ่มต่างๆ อ่านบทกวี ร้องเพลง และโปรยดอกกุหลาบ
13.00-14.30 เสวนา มุมมองของนักศึกษากับเหตุการณ์6ตุลาฯ ห้อง จี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
- เสกสรร อานันทศิริเกียรติ - นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- รักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาอังกฤษอเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14.30-17.00 เสวนาจากนักวิชาการ "จาก19-54 เส้นทางความยุติธรรมของสังคมไทย"
(วิทยากรอยู่ในระหว่างติดต่อ) ***

12 ตุลาฯเชียงใหม่เสวนา "เดือนตุลา: ความรุนแรง สันติวิธี และ การต่อสู้ทางวัฒนธรรม"

พบกับ

ภัควดี ไม่มีนามสกุล
ชัชวาลย์ บุญปัน
บก. ลายจุด (สมบัติ บุญงามอนงค์)
มิตร ใจอินทร์
ณ ห้องแลคเชอร์ ชั้น 2 อาคารมีเดย อาร์ต แอนด์ ดีไซน์ หอศิลป. ม.เชียงใหม่

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม · 13:00 - 16.00 น.***


15 ตุลาคม เชิญแดงชิคาโก้รวมใจช่วยภัยน้ำท่วม

ชมรมผู้รักประชาธิปไตยร่วมกับ ชาวเสื้อแดงแห่งนครชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์
อีกครั้งหนึ่ง จัดฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของคนไทยทั่วโลก

ในวาระการคืนสู่ระบบประชาธิปไตย ของประเทศไทย

เชิญพบและสนทนาทาง SKYPE กับ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม พงศ์เทพ เทพกาญจนา และดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส. พรรคเพื่อไทย แถลงความจริงหลาย ๆ อย่างที่น่าสนใจ ปัญหาการจัดตั้งรัฐบาล ฯ

ร่วมรับประทานอาหาร และร้องเพลง เต้นรำ วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พุทธศักราช 2554 ขอเชิญร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสพอุทกภัยในเมืองไทย ตามกำลังและอัธยาศัย

ที่ มณีไทย 3558 N. Pulaski. Chicago เวลา 17.00 - 01.00 น. ค่าอาหารท่านละ 25.00 เหรียญ

ติดต่อ ปรีชา ชิคาโก 1-708-903-2216
สมศักดิ์ 847-708-7198
นิวัตร์ 1-773-656-3817***

15-16ตุลาคม นายกฯเป็นประธานฌาปนกิจ6วีรชนเสื้อแดง
นาย วิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานคณะกรรมการประสานงานภาค กทม. พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง นำญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่สี่แยกคอกวัว ร่วมแถลงข่าวการจัดงานฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย ว่าญาติผู้เสียชีวิตอยากให้มีการจัดงานฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตที่เหลืออยู่ 6 ราย หลังจากที่มีการชันสูตรศพเรียบร้อยแล้ว ในฐานะ ส.ส.กทม.และกลุ่ม นปช. เห็นตรงกันว่าจะจัดงานฌาปนกิจศพในวันที่ 15-16 ตุลาคมนี้ ที่วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี

โดยในวันที่ 15 ตุลาคมนี้จะเป็นพิธีทำบุญ และในวันที่ 16 ตุลาคม จะเป็นพิธีฌาปนกิจศพ โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

สำหรับผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย ประกอบด้วย นายบุญธรรม ทองผุย, นายจรูญ ฉายแม้น, นายสวาท วางาม, นายสยาม วัฒนนุกูล, นายทศชัย เมฆงามฟ้า และนายมนต์ชัย แซ่จอง***

ตามหาพยานการสังหารประชาชน
วันนี้ ได้โทรศัพท์ไปที่ศูนย์ เยียวยา นปช ชั้น 5 อิมพีเรียล ผมได้แจ้งความจำนง ว่า ผมคือพยานผู้เห็นและอยู่ในเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่รัฐฆ่าประชาชน ในจำนวนคดี 13 ศพ ที่เจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง และได้บอกเจ้าหน้าที่ว่าผมพร้อมที่จะให้ข้อมูลกับตำรวจ เพื่อความเป็นธรรมกับชีวิตของครัวครัวผู้เสียชีวิต บาดเจ็บเหล่านั้น

ผมอยากเห้นวันที่ฆาตกรโดนดำเนินคดี ผมอยากให้คนที่ตายในวันนั้นข้างๆผมได้รับรู้ว่า ผมจะคอยช่วยนาย เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้นายได้รับความเป็นธรรม ผมจะทำให้ดีที่สุด เพื่อรักษาไว้แห่งประชาธิปไตย และอุดมการณ์อันแน่วแน่ของพวกเรา ตอนนี้นายคงอยู่บนสวรรค์แล้ว ขอให้นนายรับรู้ว่า เพื่อนนายคนนี้ จะทำให้คนที่ฆ่านายได้รับกรรม เราสัญญา

.............แด่นาย ชาติชาย ซาเหลา........วีรชนผู้กล้า (ที่มา:เฟซบุ๊ค ทหารของประชาชน ทหารแตงโม)
ลักษณะโครงการ (Project Characteristic) : กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมเพื่อมนุษยธรรมโดยคณะปั่นจักรยานทางไกลของคนเสื้อแดง เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจคนเสื้อแดง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมมุ่งเน้นที่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้พิการ และเด็กกำพร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม

เปิดตัวโครงการเส้ินทางสีแดง 3 ประเทศ 27 จังหวัด


เป้าหมาย (Targets) : 1. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินคดีกับผู้สังหารประชาชน 2. เพื่อสนับสนุนนโยบายปรองดองของคนในชาติ 3. เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับมิตรประเทศ

เส้นทาง (Project Routes) : ราชประสงค์ - สปป.ลาว - ราชอาณาจักรกัมพูชา (3 ประเทศ 27 จังหวัด)

ระยะเวลา ระยะทาง : 35 วัน 2,500 กม.

13 พย. สมุทรปราการ 14 พย. ฉะเชิงเทรา 15 พย. ปราจีนบุรี 16 พย. นครนายก/สระบุรี (อ.มวกเหล็ก) 17 พย. นครราชสีมา (อ.ด่านขุนทด) 18 พย. นครราชสีมา (อ.พิมาย/อ.บัวใหญ่) 19 พย. ชัยภูมิ 20 พย.ขอนแก่น (อ.ชุมแพ) 21 พย. ขอนแก่น 22 พย. มหาสารคาม 23 พย. ร้อยเอ็ด 24 พย.กาฬสินธุ์ 25 พย. อุดรธานี (อ.วังสามหมอ) 26 พย. อุดรธานี 27 พย. หนองคาย 28 พย. สปป.ลาว นครเวียงจันทร์ 29 พย. หนองคาย (อ.ปากคาด) 30 พย. บึงกาฬ(อ.เมือง/อ.ศรีวิไล) 1 ธค. สกลนคร (พังโคน) 2 ธค. สกลนคร (เมืองหรือภูพาน) 3 ธค. นครพนม (อ.ธาตุพนม) 4 ธค.มุกดาหาร 5 ธค. อำนาจเจริญ 6 ธค. ยโสธร 7 ธค. ศรีษะเกษ (อ.ราศรีไศ) 8 ธค.ศรีษะเกษ 9 ธค. ศรีษะเกษ (อ.กันทรารมย์) 10 ธค. ศรีษะเกษ (อ.ขุนหาญ) 11 ธค.เขาพระวิหาร 11-18 ธค. กัมพูชา (เสียมเรียบ นครธม นครวัด พนมเปญ)

ท่านที่สนใจจะร่วมกิจกรรม ทั้งร่วมปั่นจักรยาน หรือร่วมเดินทางไปกับกิจกรรม หรือต้องการต้อนรับกิจกรรมในจังหวัดต่างๆ กรุณาติดต่อที่ E-mail : red_truth_only@hotmail.co.th / Facebook : ฟอร์ด เส้นทางสีแดง หรือเส้นทางสีแดงเพื่อวีรชน (กลุ่ม) / skype : ford2511 / โทร 081-5836964 ***

งานชุมนุม ไล่ โผลทหาร แม่น้องเกด 01 10 54

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

nick_nakhonpathom











http://www.thaivoice.org/board/index.php?

คุยกันวันอาทิตย์สีแดง บก.ลายจุด & ทนายอานนท์ 02-10-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

RuMi CBR

บก.ลายจุด & ทนายอานนท์ นำภา(ทนายคนเสื้อแดง)
คุยกันวันอาทิตย์สีแดง ณ บ้านวันอาทิตย์สีแดง ชั้น 5 อิมพิเรียล ลาดพร้าว
วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2554
โดยคุณพระอินทร์ เสวนาทีวี




mp3 http://www.4shared.com/audio/02JrwGL5/____02-10-2011.html
mp3 http://www.mediafire.com/?h9h12x799542ejk

ขอบคุณพี่พระอินทร์ค่ะ
http://sewanaietv.blogspot.com


http://www.thaivoice.org/board/index.php?

'ปู'เลิกทวิตเตอร์ ICTอุบเงียบ กลัวเสียรูปคดี

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



รมว.ไอซีที ปัดตอบรายละเอียด "มือมืด" แฮกทวิตเตอร์นายกฯ หวั่นเสียรูปคดี
เผยถูกแฮกจากอีเมล์ ก่อนเข้าแฮกทวิตเตอร์ ชี้อยู่ระหว่างเร่งรวบรวมข้อมูลก่อนที่จะจับกุม
คาดเป็นผู้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล ขณะที่นายกฯ หยุดใช้ทวิตเตอร์แล้ว...

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที กล่าวถึง
กรณีแฮกข้อมูลทวิตเตอร์ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (@PouYingluck)
ที่เกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณ 10.43 น. วานนี้ (2 ต.ค.) ว่า
แฮกเกอร์ลักลอบใช้บัญชีทวิตเตอร์ของนายกฯ โพสต์ข้อความ 8 ข้อความ
โดยการลักลอบใช้ทวิตเตอร์ เสมือนเป็นการแฮกที่มีความผิดหลายประการ
ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

รมว.ไอซีที กล่าวต่อว่า การที่ผู้ใดจะใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก ต้องยอมรับเงื่อนไข และลงทะเบียนเข้าใช้
ซึ่งผู้ดูแลระบบคือผู้ที่ให้บริการ ซึ่งมีลักษณะการใช้เหมือนโทรศัพท์มือถือเหมือนกัน
ซึ่งถ้าทำเบอร์หล่นหาย ก็อาจถูกนำเบอร์ไปใช้เช่นกัน
ส่วนประเด็นดังกล่าว มองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะมีผู้ประสงค์ร้ายแฮกทวิตเตอร์
เพราะเมื่อ 2 ปี ก่อนบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็เคยถูกแฮกข้อมูล
โดยต้องการทำความเข้าใจกับประชาชนว่า การใช้ข้อมูลโซเชียลเน็ตเวิร์กควรระมัดระวัง
และเรื่องที่เกิดขึ้นกับนายกฯ ต้องเห็นใจกัน และช่วยกันประณามการกระทำดังกล่าว

“ตอนนี้ไอซีทีได้รับเบาะแสผู้กระทำความผิดแล้ว แต่ต้องรวบรวมข้อมูลให้แน่นหนา ก่อนที่จะจับกุม
และต้องขออภัยที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้
เพราะกลัวจะเสียรูปคดี เนื่องจากอยู่ระหว่างการดำเนินคดี
ส่วนประชาชนที่โดนเหตุการณ์อย่างนายกฯ สามารถแจ้งมาที่ไอซีทีได้” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

รมว.ไอซีที กล่าวอีกว่า หากเห็นการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นกับใคร
ข้อเตือนไม่ให้ส่งต่อข้อมูล เพราะเข้าข่ายกระทำความผิดร่วมกัน
ขณะที่ทวิตเตอร์ที่ถูกแฮกนี้ เป็นทวิตเตอร์ที่นายกฯ ใช้ในการประชาสัมพันธ์
โดยมีทีมงานร่วมทำงานด้วย การที่จะวิเคราะห์ว่าใครกระทำต้องวิเคราะห์อย่างละเอียด
และตำรวจต้องติดตาม เบาะแส ส่วนเมื่อไรจะได้ตัวผู้กระทำความผิด
ขณะนี้ ทั้งกระทรวงและตำรวจได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งขณะนี้ได้รับทราบเกี่ยวกับข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์แล้ว

อีกทั้ง ส่วนตัวเข้าใจว่า คนที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก ใช้เพื่อการสื่อสาร ไม่ใช่เรื่องที่เป็นทางการ
ซึ่งเรื่องความปลอดภัยในการใช้งาน ตั้งแต่ลงทะเบียนใช้งาน
ผู้ให้บริการได้แจ้งถึงระดับความปลอดภัยไว้แล้ว
ซึ่งการที่ผู้ประสงค์ไม่ดี เข้ามาแฮกทวิตเตอร์ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย
ซึ่งเป็นการแสดงออกโดยวิธีนี้

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า กรณีการถูกแฮกข้อมูลทางทวิตเตอร์ของนายกฯ เบื้องต้นทราบว่า
ถูกแฮกจากอีเมล์ ก่อนเข้าแฮกทวิตเตอร์ สำหรับการกระทำความผิดดังกล่าว
เข้าข่ายความผิดมาตรา 5, 7, 9 และ 14 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิด
เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนเว็บหมิ่นฯ กระทรวงไอซีที มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดประสานผู้ให้บริการระบบต่างๆ เช่น
แบล็กเบอร์รี่ เพื่อให้มาตั้งเซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นายกฯ ได้ยกเลิกการใช้งานทวิตเตอร์แล้ว
โดยทำการประชาสัมพันธ์นโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลผ่านเฟซบุ๊กเพียงอย่างเดียว
โดยใช้ชื่อว่า Y.shinawatra โดยเบื้องต้นยังไม่สามารถบอกได้ว่า จะใช้ชื่อทวิตเตอร์เดิมอีกหรือไม่
ซึ่งต้องรอให้ทีมงานของนายกฯ เป็นผู้รายงานมาที่กระทรวงไอซีทีอีกครั้ง
ทั้งนี้คาดว่า นายกฯ อาจจะแจ้งความดำเนินคดีด้วยตนเอง ขณะที่ตนเองไม่กลัวการถูกแฮกทวิตเตอร์


http://www.thairath.co.th/content/tech/206337

นิติราษฎร์ ผู้อาจกล้า!

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ข้อเสนอทางวิชาการ 4 ประเด็นเพื่อลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ในประกาศนิติราษฎร์ของคณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
เนื่องในโอกาส “5 ปีรัฐประหาร 1 ปีนิติราษฎร์” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2554
กลายเป็นประเด็นร้อนทั้งทางการเมือง
และวิชาการที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และตอบโต้อย่างมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นนายทหารที่ทำรัฐประหาร 19 กันยายน อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)
ที่แต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งมีการตั้งคำถาม ตีความ และบิดเบือนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์
จนคณะนิติราษฎร์ต้องแถลงข่าวชี้แจงเพิ่มเติมอีกครั้งเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา

ข้อเสนอ 4 ประเด็น ประกอบด้วย

1.ให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

2.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

3.กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย
และเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน และ

4.ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ซึ่งคณะนิติราษฎร์ให้เหตุผลว่า

“เพื่อมิให้การรัฐประหารทำลายหลักการอันเป็นรากฐานของนิติรัฐประชาธิปไตยจนหมดสิ้น
คณะนิติราษฎร์เสนอให้มีการจัดทำ
“คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตย”
แม้คำประกาศดังกล่าวจะไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย
แต่คำประกาศดังกล่าวเป็นวิญญาณของระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ไม่มีบุคคลใด
หรือไม่มีวิธีใดทำลายหรือทำให้สูญสิ้นไปได้”

จุดยืนคณะนิติราษฎร์

คณะนิติราษฎร์เป็นนักวิชาการจากคณะนิติ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ประกอบด้วย
อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์
อาจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร
อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล
อาจารย์ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
อาจารย์สาวตรี สุขศรี
และ
อาจารย์ปูนเทพ ศิรินุพงศ์
ไม่ได้เพิ่งเป็นข่าว แต่ได้แสดงความกล้าหาญคัดค้านและประณามการทำรัฐประหาร 19 กันยายน
ตั้งแต่เริ่มต้น โดย 4 อาจารย์ได้ออกแถลงการณ์ฉบับแรก
ประณามการทำรัฐประหารว่าเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540
ที่ถือว่าไม่เคารพและย่ำยีอำนาจการตัดสินใจของประชาชน
ในการเลือกผู้บริหารประเทศตามครรลองระบอบประชาธิปไตย
รวมทั้งทำลายเสรีภาพในการแสดงความเห็นและจำกัดสิทธิของประชาชนที่มิอาจรับได้

หลังจากนั้นได้เปิดเว็บไซต์ “คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร” (www.enlightened-jurists.com)
เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 ซึ่งได้ร่วมกับเพื่อนอาจารย์เพื่อรวบรวมผลงานและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ
โดยให้เหตุผลว่า

“อาจารย์กลุ่มเล็กๆกลุ่มนี้ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างกล้าหาญ
โดยการออกแถลงการณ์โต้แย้งผู้มีอำนาจในบ้านเมืองโดยการชี้แจงข้อกฎหมายต่างๆ
อย่างตรงไปตรงมาตามหลักนิติรัฐ และการทำหน้าที่ของกลุ่ม 5 อาจารย์
ก็คงเปรียบเหมือนกับบ่อน้ำที่ราษฎรทั้งหลายจะมาตักดื่ม
เพื่อดับความกระหายใคร่รู้ในความเป็นประชาธิปไตย
และกลุ่มนี้ก็จะทำหน้าที่ในการตอบคำ ถามกฎหมาย
ที่สอดคล้องกับแนวทางประชาธิปไตยและความเป็นธรรมมาตลอด”

โดยเฉพาะอาจารย์วรเจตน์ได้แสดงความเห็นทางวิชาการทางกฎหมาย
ที่ต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการจัดเสวนา
เพื่อให้เกิดการปฏิรูปกองทัพ กระบวนการยุติธรรม การเมือง และการปรับปรุงมาตรา 112

ทุบกล่องดวงใจเผด็จการ

จึงไม่แปลกที่คณะนิติราษฎร์จะถูกกล่าวหาและยัดเยียดในแง่ลบต่างๆว่า
รับงานหรือรับใช้ “ระบอบทักษิณ” จาก “กลุ่มเกลียดทักษิณ”
ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการด้วยกัน ภาคประชาชน นักการเมือง หรือผู้นำกองทัพ
โดยเฉพาะข้อเสนอ 4 ประเด็นล่าสุดที่เหมือนทุบ “กล่องดวงใจ” เผด็จการ
หรือคณะรัฐประหารและพวกพ้อง เพราะเป็นการประกาศความเสียเปล่าของผลพวงรัฐประหาร
โดยเฉพาะคำพิพากษาของศาลและมาตรา 36-37 รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549
ที่คณะรัฐประหารออกมาเพื่อนิรโทษกรรมตัวเอง (อ่านเพิ่มเติมข่าวไร้พรมแดนหน้า 5 และฟังจากปากหน้า 18)

ที่สำคัญการลบล้างผลพวงรัฐประหารยังเป็นการเปิดให้กระบวนการยุติธรรมสามารถเริ่มต้นใหม่
ซึ่งอาจมีผลต่อการฟ้องคณะรัฐประหาร คตส. คณะรัฐมนตรี
และบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เป็นผลพวงจากรัฐประหาร
อย่างที่ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร เคยฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นกบฏมาแล้ว
แต่ศาลยกฟ้องเพราะมาตรา 36-37 ทั้งยังเป็นการปิดประตูตายไม่ให้เกิดการรัฐประหารในไทย
ซึ่งไทยถือเป็นประเทศที่มีการรัฐประหารมากเป็นอันดับ 4 ของโลก
จากข้อมูลของ The Center for Systemic Peace (CSP)
ที่รวบรวมข้อมูลการทำรัฐประหารทั่วโลกตั้งแต่ปี 1946-2010
โดยซูดานมากที่สุด 31 ครั้ง รองลงมาคือ
อิรัก 24 ครั้ง
โบลิเวีย 19 ครั้ง และไทย,
กินีบิสเซา, ซีเรีย, โตโก 17 ครั้ง

เรียงหน้าอัดนิติราษฎร์

ที่น่าสังเกตคือกลุ่มที่ออกมาคัดค้านและโจมตีข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์
นอกจากพยายามบิดเบือนไปถึงเรื่องการรับใช้ระบอบทักษิณหรือกลุ่ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว
ยังเน้นไปที่มาตรา 112 ว่าไม่ควรแตะต้องสถาบันเบื้องสูง
โดยเฉพาะ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชา การทหารสูงสุด และ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้วาทกรรมที่ถนัดว่า ไม่เข้าใจว่า
ทำไมกลุ่มนิติราษฎร์จึงก้าวล่วงถึงขนาดให้ลบล้างคำพิพากษา
เหมือนเป็นการเจาะจงเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่มเท่านั้น
ส่วนนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ จัดหนักกล่าวหาว่า
กลุ่มนิติราษฎร์ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างเป็นขั้นตอนและระนาบเดียวกันนั้น
รับงานจากใคร กลุ่มใด และมีผลประโยชน์อะไรหรือไม่
เพราะเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมของชาติ

“คนเราแค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ว่าต้องการอะไร ที่สุดแล้วการเสนอเรื่องนี้
จะเป็นการเพิ่มปมความขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทยให้มากขึ้น”

อดีต “คตส.-ส.ส.ร.” ร้อนฉ่า!

นายสัก กอแสงเรือง อดีต คตส. ออกมาตอบโต้กลุ่มนิติราษฎร์โดยอ้าง
ในฐานะตัวแทนสภาทนายความว่า สิ่งที่กลุ่มนิติราษฎร์เสนอจะให้ลบล้างคำพิพากษา
และการกระทำที่เสียเปล่านั้น
ในนานาอารยประเทศเป็นกรณีการกระทำที่เกิดขึ้นจากอำนาจเผด็จการ
ที่ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งแตกต่างจากเหตุการณ์ในไทย
ที่มีการรัฐประหารและทำการตรวจสอบความผิดของผู้มีอำนาจบริหารประเทศ
ที่ใช้อำนาจแสวงหาประ-โยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง
ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์จึงเอื้อประโยชน์กับอดีตนักการเมืองมากกว่า
จะแสวงหาความยุติธรรมให้กับสังคม
ซึ่งการฉ้อราษฎร์บังหลวงของนักการเมืองนั้นเลวร้ายกว่าการรัฐประหาร

ด้านนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. อดีต ส.ส.ร.
และเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550
ตอบโต้กลุ่มนิติราษฎร์ผ่านเฟซบุ๊คว่า
ยังมีอาจารย์ มธ. ส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของอาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์
พร้อมตั้งคำถาม 15 ข้อ เช่น คมช. เลว รัฐธรรมนูญ 2550 มาจาก ส.ส.ร. เลว
แต่รัฐบาลที่มาจากรัฐธรรมนูญเลวเป็นรัฐบาลดีใช่หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญช่วย พ.ต.ท.ทักษิณคดีซุกหุ้นถือว่าใช้ได้
แต่ไม่ช่วยคดียึดทรัพย์ถือว่าใช้ไม่ได้ เป็นตุลาการภิวัฒน์ใช่หรือไม่
ถ้ายกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้
จะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด
หรือจะลงโทษเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ
และบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญปี 2550
แย่กว่ารัฐธรรมนูญปี 2540, 2475 ที่นิติราษฎร์จะนำมาใช้ใช่หรือไม่ ฯลฯ

อดีตคณบดีโต้อธิการบดี!

ขณะที่นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ.
ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.ร. ร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ตอบคำถามนายสมคิด
โดยสนับสนุนข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ว่า
กลุ่มนิติราษฎร์ไม่ได้เสนอให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549
แต่ให้ถือว่าการนิรโทษกรรมแก่ผู้ทำรัฐประหารตามมาตรา 37 ไม่เกิดผลตามกฎหมาย
ส่วนตุลาการภิวัฒน์คือตุลาการที่ยอมเป็นเครื่องมือและอาวุธให้กับผู้มีอำนาจใช้ประหัตประหาร
และทำลายล้างศัตรูของตน
ตุลาการศาลทั้งในคดีซุกหุ้นและคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณจึงเป็นตุลาการภิวัฒน์ด้วยกันทั้งสิ้น
เพียงแต่ในคดีซุกหุ้นตุลาการภิวัฒน์เป็นฝ่ายแพ้

ส่วนคำถามว่าหาก คมช. เลว ส.ส.ร. เลว รัฐธรรมนูญและรัฐบาลที่เป็นผลพวงนั้นจะเลวด้วยหรือไม่นั้น
นายพนัสตอบว่า ไม่ใช่เรื่องใครดีใครเลว
แต่เป็นเรื่องของหลักการในทางนิติศาสตร์ที่ต้องมีการยืนยันระหว่างอำนาจรัฐกับเสรีภาพของประชาชน
และระหว่างระบอบเผด็จการกับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งนักกฎหมายควรยืนอยู่ข้างใดมากกว่า ฯลฯ
ทั้งยังให้นายสมคิดเสนอความเห็นที่ดีกว่าของกลุ่มนิติราษฎร์ด้วยว่าเป็นอย่างไร
ถ้าดีกว่าจริงก็จะสนับสนุนเต็มที่ในฐานะนักกฎหมายด้วยกัน

จุดแสงสว่างต้านรัฐประหาร

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไม่ใช่แค่การตอบโต้กันของฝ่ายที่คัดค้าน
หรือฝ่ายสนับสนุนในวงจำกัดเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่า
คณะนิติราษฎร์ได้จุดประกายให้ประชาชนและสังคมไทยเห็นทางสว่างที่จะต่อต้านการรัฐประหาร

อย่างที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย เขียนผ่านเฟซบุ๊คว่า
กลุ่มนิติราษฎร์มีความกล้าที่จะยืนยันหลักการและจิตวิญญาณของประชาธิปไตย
ชี้แจงข้อเสนออย่างมีหลักการและเหตุผล
ไม่เหมือนนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ได้พูดถึงหลักการเกี่ยวกับประชาธิปไตย
หรือการรัฐประหาร ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเลยแม้แต่น้อย

นายรุจ ธนรักษ์ นักเขียนอิสระ
เห็นว่าสิ่งที่คณะนิติราษฎร์ทำเสมือนจุดไฟแห่งปัญญาให้สังคมที่กำลังมืดมิด
ซึ่งคือ “หน้าที่” โดยตรงของนักวิชาการที่มีต่อสังคม เป็นหลักคิดที่ควรได้รับการ “ปลูกฝัง”
และต่อยอดไปเรื่อยๆ
เพื่อให้คนไทยเชื่อกันจริงๆเสียทีว่าอำนาจสูงสุดของประเทศนี้เป็นของประชาชน
ไม่ใช่ของพรรคการเมือง ของทหาร หรือของเทวดาที่ไหน

“ลองคิดดูว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยเพียง 7 คน
เขียนข้อเสนอเพียง 4 หน้ากระดาษแล้วตั้งโต๊ะแถลงข่าวใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง
วันรุ่งขึ้นผู้มีอำนาจทั้งหลายในประเทศล้วนเป็นเดือดเป็นร้อนกันไปหมดกับแนวทาง
ที่พวกเขานำเสนอ ทั้งที่พวกเขาไม่มีปืน ไม่มีเงิน และไม่มีกระทั่งฐานการเมือง มวลชน
สิ่งที่อาจารย์กลุ่มนี้ทำให้พวกเราเห็นคือการบอกว่าในการจะสู้กับปิศาจนั้น
เราไม่จำเป็นต้องขายวิญญาณให้ปิศาจอีกตนหนึ่งเพื่อเอาอำนาจดิบเถื่อนมาปราบปิศาจตนแรก
เราสู้กับปิศาจได้ด้วยแสงสว่าง ด้วยความรู้ ด้วยเหตุผล ด้วยปัญญา
และปิศาจทุกเผ่าพันธุ์เหมือนกันหมด พวกมันกลัวแสงสว่าง”

สารถึงผู้รักในนิติรัฐ-ประชาธิปไตย

ล่าสุดอาจารย์คณะนิติราษฎร์ได้ประกาศนิติราษฎร์หลังจากมีทั้งผู้คัดค้านและสนับสนุนว่า
มีผู้เขียนบทความ จดหมาย คำกลอน รวมทั้งส่งอีเมล์ถึงคณะนิติราษฎร์จำนวนมาก
ทั้งให้กำลังใจ สนับสนุนข้อเสนอ รวมทั้งเสนอแนะเพิ่มเติม ทั้งตั้งคำถาม แสดงความไม่เห็นด้วย
หรือต่อว่าด่าทอ คณะนิติราษฎร์จึงส่งสารผ่านเว็บไซต์นิติราษฎร์ว่า

“คณะนิติราษฎร์ได้รับสารเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว และขอขอบคุณในทุกคำให้กำลังใจ
และสนับสนุนของประชาชนผู้มีใจรักในนิติรัฐประชาธิปไตย และปฏิเสธไม่ก้มหัว
หรือยอมจำนนต่อรัฐประหารไม่ว่า ณ เวลาใดๆ ขอขอบคุณและชื่นชมทุกท่าน
ที่พร้อมร่วมกันยืนยันว่าในที่สุดแล้วประชาชนคือ
รัฏฐาธิปัตย์ที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตย เป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ
และมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่
ในการลบล้างผลพวงจากการประกอบอาชญากรรมยึดอำนาจไปจากมือประชาชน

คณะนิติราษฎร์จะน้อมรับและตอบข้อสงสัยในคำวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอ
ก็ต่อเมื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเหล่านั้น
ได้อ่านและทำความเข้าใจทุกถ้อยแถลงของข้อเสนออย่างละเอียดเพียงพอแล้ว
ด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง วิจารณ์อยู่บนพื้นฐานหลักการแห่งกฎหมาย
และขอแสดงความเสียดาย
แต่ไม่แสดงความท้อใจเมื่อเราพบว่ายังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่จำนนต่อรัฐประหาร
พร้อมสยบยอมต่ออำนาจอื่นใด เหยียบย่ำหลักการ และมองข้ามหัวประชาชน”

กระดิ่งผูกคอแมว

การเคลื่อนไหวของอาจารย์คณะนิติราษฎร์จึงเป็นความกล้าหาญที่เต็มไปด้วยอันตราย
เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังมี “อำนาจนอกระบบ” ที่มองเห็นและมองไม่เห็น
ซึ่งทุกข้อเสนอล้วนเป็นประเด็นละเอียดอ่อน
และกระทบโดยตรงกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ
ที่ยังถูกหมกเม็ดจาก “อำนาจนอกระบบ” ไม่ใช่แค่อำนาจของกองทัพ
ที่สามารถทำรัฐประหารได้ตลอดเวลาเท่านั้น

ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ครั้งนี้
จึงเหมือนเป็นการจุดไฟแห่งความหวังและความกล้าหาญให้กับผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ในการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ
เหมือนหนูในนิทานอีสปที่ “เอากระดิ่งไปผูกคอแมว”
เป็นเรื่องของหนูที่ถูกเจ้าแมวอ้วนใหญ่จับกินตัวแล้วตัวเล่า
จึงต้องหารือกันว่าจะทำอย่างไรให้รอดพ้นจากเจ้าแมวอ้วนตัวนี้
จนมีหนูฉลาดเสนอให้เอากระดิ่งไปผูกที่คอแมว
เพื่อเวลาแมวเดินมาจะได้ยินเสียงและจะได้หลบทัน ซึ่งหนูทุกตัวต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วย

แต่ปัญหาคือหนูตัวไหนจะ “กล้าหาญ” เอากระดิ่งไปผูกคอแมวอย่างคณะนิติราษฎร์!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับ 330 วันที่ 1 - 7 ตุลาคม 2554 พ.ศ. 2554 หน้า 16
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน


http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=12294

"สุรพงษ์"บนเวทียูเอ็นจีเอ จริงหรือ เสี่ยปึ้ง พูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่รู้เรื่อง ?

ที่มา มติชน

คอลัมน์ วิเทศวิถี มติชน โดย วรรัตน์ ตานิกูจิ worrarat@matichon.co.th



กว่าสองสัปดาห์ในมหานครนิวยอร์กกับการเดินทางไปร่วมประชุม สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) สมัยที่ 66 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการประชุมที่ใหญ่ที่สุดในกรอบพหุภาคี ทั้งยังเป็นการออกงานระดับนานาชาติงานแรกของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีคำถามที่คนทั่วไปคงอยากรู้คำตอบว่าการทำหน้าที่ในเวทีระดับโลกของรัฐมนตรี ต่างประเทศคนปัจจุบันของไทยนั้นเป็นเช่นไรกันบ้าง

ภารกิจหลักที่นครนิวยอร์กคือการขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทยต่อที่ ประชุมยูเอ็นจีเอ ที่อยู่ในวันท้ายๆ ของการเดินทางไปครั้งนี้ ซึ่งเป็นไปตามช่วงเวลาของการขึ้นกล่าวถ้อยแถลงที่จะเปิดให้ผู้นำประเทศต่างๆ ขึ้นพูดในวันแรกๆ ส่วนหัวหน้าคณะที่เป็นระดับรัฐมนตรีก็จะขึ้นกล่าวในช่วงวันท้ายๆ

กระนั้นก็ยังเกิดข่าวสับสนขึ้นระหว่างอยู่ที่ นิวยอร์กเมื่อมีข่าวลือทำนองว่านายสุรพงษ์ไม่ได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงด้วยตนเอง แต่ให้นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขขึ้นกล่าวแทน เพราะปรากฏภาพนายต่อพงษ์ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในห้องประชุมใหญ่ของสำนักงานใหญ่ ยูเอ็น ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่ผู้แทนประเทศต่างๆ ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในกรอบจีเอ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนายต่อพงษ์เพียงแต่เดินทางไปร่วมประชุมยูเอ็นใน กรอบอื่นซึ่งเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันเท่านั้น

นอกเหนือจากภารกิจหลักแล้ว ในการเดินทางไปครั้งนี้ยังมีการประชุมย่อยในกรอบอื่นๆ อีกมากมาย และการหารือทวิภาคีกับประเทศต่างๆ รวมมากกว่า 10 ประเทศ เรียกได้ว่าเป็นภารกิจรัดตัวแทบจะต่อเนื่องไปตลอดทั้งวันเช้าจรดเย็น ขนาดที่บางวันต้องเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงรับรองถึงกว่า 3 งานในช่วงเย็น ซึ่งก็ถือเป็นเหตุการณ์ปกติ เพราะมีโอกาสไม่บ่อยนักที่บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศนับร้อยคนจะอยู่พร้อมหน้า พร้อมตากันในที่แห่งเดียวเช่นนี้

ในการพบปะพูดคุยกับประเทศต่างๆ กระแสตอบรับที่มาจากแทบจะทุกแห่งคือการยินดีกับการที่ไทยได้รัฐบาลใหม่หลัง จากการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่เป็นที่จับตามองของสังคมโลกผ่านพ้นไป พร้อมกับความคาดหวังว่าไทยจะก้าวพ้นความวุ่นวายภายในประเทศไปได้ด้วยดี

กระแสตอบรับทางบวกเช่นนี้ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้เช่นกันสำหรับโลกยุค ปัจจุบัน ที่ประชาธิปไตยและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งดูจะเป็นดังคัมภีร์ ศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกประเทศยึดถือ เมื่อรัฐบาลใหม่ของไทยเพิ่งชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงค่อนข้างถล่มทลาย ผู้ที่อยู่ในเวทีระหว่างประเทศที่ติดตามสถานการณ์ในเมืองไทยก็ย่อมพูดอะไร ไม่ได้ไปกว่าคำว่ายินดี

แถมยังมีเสียงบ่นด้วยความเสียดายที่นายกรัฐมนตรี หญิงคนแรกของไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้เดินทางมากล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมด้วยตนเอง เพราะหลายคนมองว่าการไปปรากฏตัวของผู้นำหญิงจะทำให้ไทยได้รับความสนใจจากผู้ คนมากกว่านี้

อีกหนึ่งในประเด็นหลักที่ไทยถูกซักถามคือพัฒนาการของปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างไทย-กัมพูชาที่ดูเหมือนหนังคนละม้วน เพราะแค่เปลี่ยนทีมงาน สถานการณ์ก็พลิกผันชนิดหน้าเป็นหลังมือ มาคราวนี้เมื่อถูกซักถามในเวทีการพบปะระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับ ประธานจีเอ สมัยที่ 66 และนายบัน คี มุน เลขาธิการยูเอ็น นายฮอ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาถึงกับออกมาชี้แจงแทนไทยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเริ่มดีขึ้น ส่วนข้อพิพาทต่างๆ กำลังรอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตีความคำพิพากษา

ที่น่าสนใจสำหรับไทย คือเราได้ใช้โอกาสในการประชุมจีเอครั้งนี้ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ของไทยที่จะสมัครชิงเก้าอี้ในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่ง สหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) อีกหนึ่งสมัยในระหว่างปี 2558-2560 หลังจากที่ไทยได้เป็นสมาชิกเอชอาร์ซีอยู่ในขณะนี้ โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ว่าที่ปลัดกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ ก็เพิ่งพ้นจากตำแหน่งประธานเอชอาร์ซี ซึ่งมีระยะเวลา 1 ปีไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ผู้รู้บอกว่าในเวทีการทูตพหุภาคีนั้น การประกาศลงสมัครสมัยที่สองหลังจากที่การแสดงบทบาทครั้งแรกของไทยที่ถือว่า ได้รับการยอมรับอย่างดี ซึ่งยืนยันได้จากที่ท่านทูตสีหศักดิ์ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ประธานเอชอา ร์ซีนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะเมื่อประเทศต่างๆ เห็นว่าไทยสามารถปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้ได้ดี ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่สมัครชิงเก้าอี้อีกรอบหนึ่ง เพียงแต่ไทยตัดสินใจที่จะลงสมัครในสมัยถัดไป ไม่ได้ติดต่อกันเท่านั้น

ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นหนึ่งในแผนงานที่จะเสริมสร้างบทบาทของไทยในเวทีการทูต พหุภาคีอย่างยูเอ็น หลังจากที่เราประกาศชิงเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสห ประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) วาระปี 2560-2561 ไปในการประชุมจีเอปีก่อน

กลับมาที่คำถามตอนต้นว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของนายสุรพงษ์ สำหรับ ใครที่เชื่อว่านายสุรพงษ์พูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่รู้เรื่อง ก็สามารถเปิดดูการขึ้นกล่าวถ้อยแถลงของนายสุรพงษ์ได้ผ่านเว็บไซต์ของยูเอ็น แล้วจะเห็นว่าภาษาอังกฤษของนายสุรพงษ์นั้นไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ใครต่อใคร เชื่อหรือวิพากษ์วิจารณ์กัน

แต่แน่นอนว่าประสาคนไทยที่ไม่ได้ไปโต เมืองนอก ที่จะหวังได้พูดภาษาอังกฤษได้ราวกับเจ้าของภาษาก็คงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน แต่นั่นมิได้หมายความว่าเขาจะสื่อสารหรือพูดจากับผู้แทนประเทศต่างๆ ด้วยภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่รู้เรื่อง

หากพูดด้วยใจเป็นกลางที่ปราศจากอคติ ถึงจะไม่ได้เกียรตินิยมแต่ก็ต้องบอกว่านายสุรพงษ์ "สอบผ่าน" แม้ผลสอบนั้นจะเป็นที่ขัดใจหรือขัดหูใครหลายคนก็ตามที

..........................................

ถ้อยแถลงของไทยในสหประชาชาติ


เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2554 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถ้อยแถลงของไทยในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 66 ณ นครนิวยอร์ก

ปี 2554 เป็นปีที่ต้องจารึกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เนื่องจากเหตุการณ์ “ใบไม้ผลิแห่งอาหรับ” (Arab Spring) ได้แสดงความสำคัญของความปรารถนาของประชาชนและความจำเป็นที่ต้องสนองตอบต่อ ความปรารถนาเหล่านั้น ปรากฎการณ์ดังกล่าวได้แสดงถึงความท้าทายสำหรับทุกรัฐบาลที่จะต้องมีระบบทั้ง ภายในและระหว่างประเทศเพื่อให้ความมั่นใจว่าเสียงของประชาชน ความเดือดร้อน ความกังวล และความปรารถนาของประชาชนทุกคนจะได้รับความเคารพ และตอบสนอง

ไทย ได้ก้าวไปข้างหน้าแล้วอีก 1 ก้าวในกระบวนการประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ที่ราบรื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการกลับไปสู่ประชาธิปไตย ทั้งนี้ รัฐบาล ซึ่งได้รับการจัดตั้งจากอำนาจของประชาชน มีความมุ่งมั่นจะดำเนินนโยบายที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเน้นโครงสร้างพื้นฐานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เท่าเทียม และแข็งแกร่ง รวมถึงการสนับสนุนความปรองดองแห่งชาติ และยึดมั่นหลักกฎหมายในการทำงานบนพื้นฐานของเอกภาพและความสมานฉันท์ภายใน ประเทศ

ในด้านการต่างประเทศของไทยนั้น รัฐบาลจะส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมิตรประเทศนอกภูมิภาค และไทยจะแสดงบทบาทที่รับผิดชอบและสร้างสรรค์ในระเบียบโลกปัจจุบัน ซึ่งควรจะครอบคลุมและตอบสนองต่อประเทศและภาคประชาสังคมต่างๆ ให้มากขึ้น


นอกจากนี้ ไทยจะให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว กับประเทศกำลังพัฒนา การช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการพัฒนาศักยภาพ เพื่อรับมือกับสิ่งท้าทายของโลก และการปรับปรุงความสัมพันธ์ในการทำงานกับประเทศและภาคประชาสังคมระหว่าง ประเทศ

สามเสาหลักของสหประชาชาติ กล่าวคือ สันติภาพและความมั่นคง การพัฒนา และสิทธิมนุษยชน เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันและเสริมสร้างซึ่งกันและกัน และต้องมีการดำเนินการอย่างครอบคลุม เพื่อจะบรรลุผลสำเร็จของเป้าหมาย “ความมั่นคงของมนุษย์” สำหรับประชาชนของเรา

ในด้านสันติภาพและความ มั่นคงนั้น ประเด็นสำหรับการประชุมสมัชชาครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เหมาะสมแก่เวลา เนื่องจากการไกล่เกลี่ยเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่าง สันติ ทั้งนี้ ไทยเชื่อว่าการแก้ปัญหาโดยสันติเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่ต้อง การที่สุดเมื่อคำนึงถึงชีวิตมนุษย์และงบประมาณ

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ เพื่อคงไว้ซึ่งเสถียรภาพในความขัดแย้ง และสังเกตุการณ์สันติภาพ ยังเป็นสิ่งจำเป็น ในการนี้ ไทยยังคงสนับสนุนอย่างแข็งขันการปฏิบัติการด้านสันติภาพโดยรวม และภารกิจรักษาสันติภาพ นอกจากนี้ ได้ส่งกองกำลัง 2 กลุ่มในการปฏิบัติภารกิจต่อต้านโจรสลัด เพื่อร่วมกับประเทศต่างๆ ในการลาดตระเวณและป้องกันการโจมตีเรือจากฝ่ายโจรสลัดในอ่าวเอเดน

พื้น ฐานสำคัญสำหรับสันติภาพในระยะยาว คือ การพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ในเรื่องหลักการของนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมนั้น ไทยได้นำแนวทาง “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” มาใช้เป็นเวลานานแล้ว และได้ยึด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเน้นการดำรงชีวิตในทางสายกลาง และการสร้างสมดุลระหว่างความเติบโตทางเศรษฐกิจและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อย่างยั่งยืน และถึงแม้ว่าไทยจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษส่วนใหญ่ก่อนกำหนดแล้ว ไทยก็ยังคงดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายฯ เพิ่มเติม

อย่างไรก็ ตาม ทั้งสันติภาพและความมั่นคง รวมถึงการพัฒนา ไม่สามารถยั่งยืน ถ้าการเคารพสิทธิมนุษยชนยังล้าหลัง สำหรับไทยนั้น ประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นวาระสำคัญของนโยบายภายในและนโยบายต่างประเทศ ไทยยังคงมุ่งมั่นแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผ่านการเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งไทยจะลงสมัครสมาชิกอีกครั้งในช่วงปี 2558-2560

สำหรับการ เสริมสร้างสิทธิของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ในเดือนธันวาคม 2553 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติได้รับรองข้อกำหนดของสหประชาชาติสำหรับการ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” ซึ่งเกิดจากโครงการพระดำริในพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และไทยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ทั่วโลก และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง


นอกจากนี้ การมีนายกรัฐมนตรีผู้หญิง ก็เป็นการยืนยันว่าสังคมไทยได้เปิดกว้างต่อผู้หญิง รวมถึงความเท่าเทียมกันทางเพศ และการให้อำนาจแก่ผู้หญิง ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

สหประชาชาติเป็นเสาหลักสำคัญ ของนโยบายต่างประเทศของไทย และไทยเป็นผู้ที่มีบทบาทในสามเสาดังกล่าว ดังนั้น ไทยจึงได้แสดงความตั้งใจในการสมัครเป็นสมาชิกไม่ถาวร ในช่วงปี 2560-2561 ซึ่งจะทำให้ไทยเติมเต็มความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับสมาชิกสหประชาชาติ อย่างใกล้ชิด ในการเสริมสร้างระบบพหุภาคี สันติภาพ และความมั่นคง สำหรับผลประโยชน์ร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศและมนุษยชาติ