ที่มา มติชน
นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 4 ตุลาคม ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ต่อมาตรการลดค่าครองชีพ รถไฟ รถเมล์ฟรี ไปจนถึง 15 มกราคม 2555 โดยที่ประชุมหารือว่าหากต่อถึงเพียงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 เกรงว่าหากประชาชนกลับบ้านช่วงเทศกาลปีใหม่ ขาไปอาจจะไปฟรี แต่ขากลับจะต้องเสียเงิน จึงขยายมาตรการออกไปจนถึงช่วงกลางเดือน ให้ผ่านพ้นเทศกาลไปก่อน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, October 4, 2011
ครม.เห็นชอบต่อมาตรการลดค่าครองชีพ รถไฟ-เมล์ฟรีถึง 15 ม.ค.
ครม.ไฟเขียว"วิเชียร"นั่งเลขาฯสมช."สุกิจ"เป็นอธิบดีกรมการปกครอง"วรพล"เลขาฯก.ล.ต.คนใหม่
ที่มา มติชน
ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 4 ตุลาคม มีมติเห็นชอบแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชระดับสูงหลายตำแหน่ง โดยเห็นชอบให้ นายธีระพงษ์ โสดาศรี รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ แทน นายกฤษณพร เสริมพานิช ที่เกษียณอายุราชการ, นายสุกิจ เจริญรัตนกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการปกครอง แทน นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ที่เกษียณอายุราชการ และ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.).แทน นายถวิล เปลี่ยนศรี นอกจากนั้นเห็นชอบให้แต่งตั้งนายวรพล โสคติยานุรักษ์ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คนใหม่
"ทักษิณ"สั่งส.ส.พท.ห้ามแตะปมน้ำไม่ท่วมสุพรรณบุรี หวั่นกระทบรัฐบาล ขอถก"บิ๊กเติ้ง"เอง
ที่มา มติชน
นายพายัพ ปั้นเกตุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาประสานงานว่าอยากให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยยุติการแสดงท่าทีเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นพาดพิงพรรคชาติไทยพัฒนาในฐานะที่เป็นพรรคที่ ดูแลกรมชลประทานหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีส่วนสำคัญทำให้ สุพรรณบุรีน้ำไม่ท่วม
"พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่าเข้าใจถึงปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยทุกคน แต่สำหรับปัญหานี้ พ.ต.ท.ทักษิณจะขอหารือกับนายรรหารเป็นการส่วนตัวเอง เพราะหากปล่อยให้ ส.ส.แสดงความคิดเห็นกันต่อไปกังวลว่าอาจจะกระทบความสัมพันธ์กับพรรคร่วม รัฐบาลได้" นายพายัพกล่าว
นายพายัพกล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำไม่ท่วมสุพรรณบุรีมาจากการระบายน้ำน้อยเกินไปจาก ประตูน้ำพลเทพตรงแม่น้ำสุพรรณบุรี ส่งผลให้น้ำไปเอ่อท่วมจังหวัดรอบข้างทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นอุทัยธานี อ่างทอง และชัยนาท ทางผ่านของแม่น้ำสุพรรณบุรี จึงอยากให้กรมชลประทานเข้าไปดูแลให้เกิดความเป็นธรรมด้วย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีบางพื้นที่ของสุพรรณบุรีน้ำท่วมบ้างจริงแต่อยู่ใน อ.เดิมบางนางบวช พื้นที่ของนายสหรัฐ กุลศรี ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคเพื่อไทย
นายสุชาติ ลายน้ำเงิน รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและอดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สงสัยว่าทำไมกรมชลประทานถึงได้ระบุว่าการซ่อมประตูน้ำบางโฉมศรี ต.ชีน้ำร้าย อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี นานถึง 15 วัน เพราะชาวบ้านลพบุรีคงจะรอไม่ไหว ซึ่งประตูน้ำนี้มีส่วนสำคัญมากต่อการป้องกันไม่ให้น้ำท่วมลพบุรีมาตลอดและจะ ทำให้น้ำบางส่วนผันเข้าไปยังแม่น้ำสุพรรณบุรีเพื่อบรรเทาปัญหา แต่พอประตูน้ำแห่งนี้เสียหาย น้ำจึงทะลักเข้าลพบุรีทำให้สุพรรณบุรีไม่ต้องประสบปัญหา
"เรื่องนี้ไม่อยากมองเป็นเรื่องการเมืองแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมันเหลือ อดจริงๆ เพราะนาข้าวพื้นที่หนึ่งต้องจมน้ำ ขณะที่อีกพื้นที่หนึ่งกำลังเตรียมดินทำนาปลูกข้าว อยากให้กรมชลประทานเข้ามาดูแลด้วย" นายสุชาติกล่าว
'กฤษณา'กร้าว ไม่ให้ผู้นำฝ่ายค้านจ้อผ่านสื่อ
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
“กฤษณา” ปรับปรุงผังช่อง 11 เพิ่มรายงานน้ำท่วมตลอดวัน ใส่ข่าวสั้น
เพิ่มรายการสนทนาผลงานรัฐบาล เสียงแข็งไม่ให้เวลาผู้นำฝ่ายค้านจ้อผ่านสื่อรัฐ
อ้างยึดธรรมเนียมปฏิบัติเดิมก็ไม่เคยมี...
ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 ต.ค.
น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับปรุงผังรายการสถานีโทรทัศน์ช่อง 11
เพื่อการประชาสัมพันธ์เชิงรุกของรัฐบาล ว่า
ตั้งใจไว้ว่าจะปรับปรุง นอกเหนือจากผังรายการที่จะปรับอยู่แล้ว
เพื่อให้มีการรายงานเกี่ยวกับน้ำท่วม ให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมตลอดทั้งวัน
เพราะช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่วิกฤติมาก
กำลังสั่งการอยู่โดยจะมอบหมายให้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนใหม่เป็นผู้รับผิดชอบ
และจะปรับเพิ่มรายการข่าว ที่เป็นข่าวสั้น ในช่วงที่มีอะไรน่าสนใจมาก
และพยายามเพิ่มรายการสนทนา เกี่ยวกับนโยบาย
และการทำงานของรัฐบาลเพิ่มขึ้น ให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด
โดยให้เป็นข่าวที่เป็นกลาง เป็นความจริง และเป็นอิสระ
ส่วนในอนาคตถ้ามีเรื่องใดน่าสนใจมากขึ้น
ก็จะเสนอในลักษณะข่าว
เมื่อถามอีกว่า รายการข่าวที่บริษัทเอกชนเข้ามาทำ จะไม่ต่อสัญญาเหมือนกันใช่หรือไม่
น.ส.กฤษณา กล่าวว่า
กำลังพิจารณาอยู่ อยากจะให้ช่อง 11 ใช้ศักยภาพของตัวเองให้มากที่สุด
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะมีรายการที่น่าสนใจเป็นพิเศษ
และนายกฯ จะไปออกรายการทีวีเหมือนกับอดีตนายกฯ คนอื่นที่ผ่านมาหรือไม่
รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ได้เรียนถามนายกฯ
แต่นายกฯน่าจะมีความตั้งใจ
ที่จะสื่อสารการทำงานของรัฐบาล นายกฯ น่าจะมีโอกาสไปออกรายการ
ส่วนกรณีที่นายกฯ พูดผิดพลาด ในการออกรายการวิทยุครั้งแรกที่ผ่านมา
ยังไม่แน่ว่าจะต้องเปลี่ยนไปบันทึกเทปแทน แต่คงจะมีการปรับปรุง เพื่อให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ
เมื่อถามถึง กรณีที่ผู้นำฝ่ายค้านจะขอเวลาจัดรายการผ่านสื่อของกรมประชาสัมพันธ์บ้าง
น.ส.กฤษณา กล่าวว่า เรียนหลายครั้งแล้วว่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติไม่เคยมีมา
ตนก็คงพิจารณาตามเดิม
เมื่อถามย้ำว่า แต่พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องหาสปิริตให้รัฐบาลใจกว้าง ให้เวลาฝ่ายค้าน
รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า
แต่เดิมก็ไม่เคยมีมา ตนเรียนแค่นั้น ขอทำตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิมแล้วกัน
เมื่อถามว่า สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เคยอ้างว่าเปิดโอกาสให้ผู้นำฝ่ายค้าน
แต่พรรคฝ่ายค้านขณะนั้น ไม่มีผู้นำฝ่ายค้านเอง
น.ส.กฤษณา กล่าวว่า ตนไม่เคยทราบว่ามีการเปิดโอกาสให้ผู้นำฝ่ายค้าน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีการร้องขอมาจะแหกธรรมเนียมปฏิบัติเดิมหรือไม่ หรือจะไม่ให้
น.ส.กฤษณา กล่าวว่า ยืนยันว่าขอทำตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิม.
http://www.thairath.co.th/content/pol/206598
‘เจ๊ดา’มอบตัวตามนัด-ตร.ปล่อยหลังสอบปากคำ
ที่มา ข่าวสด
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 ต.ค. ที่ สน.ลุมพินี นางดารุณี กฤตบุญญาลัย แนวร่วม นปช. พร้อมนายคารม พลพรกลาง ทนายความ เดินทางเข้ามอบตัวกับ พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ในความผิดฐานฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อ19 พ.ค.53 โดยบรรยากาศหน้า สน.ลุมพินี เป็นไปอย่างคึกคัก มีกลุ่มคนเสื้อแดงตะโกนส่งเสียงให้กำลังนางดารุณีอย่างเนืองแน่น รวมถึงสื่อมวลชนจากหลายสำนักต่างร่วมกันทำข่าวกันเป็นจำนวนมาก จนเกือบเกิดเหตุชุลมุน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรีบนำตัวนางดารุณีขึ้นไปที่ห้องประชุมชั้น 2 เพื่อพบกับพล.ต.ต.สมชาย พัชรอินโต ผบก.น.5
นายคารม กล่าวว่า นางดารุณีถูกออกหมายเรียกข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.บ.ฉุกเฉิน มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หลังได้รับหมายเรียก ตนในฐานะทนายได้ทำเรื่องเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนมาตลอด ซึ่งเป็นการแสดงว่าไม่ได้มีเจตนาหลบหนี วันนี้เมื่อเรามีความพร้อมจึงเข้ามาพบพนักงานสอบสวน โดยนางดารุณีปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและจะต่อสู้จนถึงที่สุดทุกประเด็น เนื่องจากพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวออกโดยไม่ชอบตามกฎหมายและจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย อีกทั้งเมื่อมีการออกประกาศใช้พ.ร.บ.ฉุกเฉิน นางดารณีก็ไม่ทราบและได้ออกไปจากพื้นที่การชุมนุมแล้ว
ด้านนางดารุณี กล่าวว่า ที่ถูกออกหมายเรียกนั้น ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะแค่เป็นการถูกกล่าวหา ประชาชนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมต่างมาชุมนุมด้วยความสงบสันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ แต่ตอนนั้นที่ต้องหลบหนีเพราะมีการกระชับพื้นที่ ทำให้ไม่แน่ใจในความปลอดภัยในชีวิตของตนเอง รวมทั้งถูกโทรทัศน์ช่อง 11 ขณะนั้น ใส่ร้ายด้วยการนำเสียงของ‘ดา ตอร์ปิโด’ มาตัดต่อใส่ภาพขณะตนขึ้นเวทีปราศรัย ทำให้ถูกต่อว่าในโลกออนไลน์อย่างหนัก จึงต้องหลบไปตั้งหลัก เพราะรู้สึกว่าไม่ผิดก็ไม่มอบตัว เมื่อวันนี้มีความพร้อมจึงมารับทราบข้อกล่าวหาพร้อมทนาย
เมื่อ ถามว่าหลบหนีไปอยู่ที่ใดบ้างนางดารุณี กล่าวว่า ตนและแกนนำคนอื่นก็หลบหนีไปอยู่ตามที่ต่างๆ ไม่ใช่ที่ประเทศกัมพูชา แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นที่ใด แต่ก็ยังมีการติดต่อกันตามชายแดนไม่เคยเข้ามาในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศกัมพูชาก็คงเห็นตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางโทรทัศน์ในการเตะบอลสาน สัมพันธ์เสื้อแดงกับกัมพูชาว่าได้พบทั้งพ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกฯ และนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง
เมื่อถามถึงนายอริสมันต์ว่าจะเข้ามอบตัวเมื่อไร นางดารุณี กล่าวว่า นายอริสมันต์ก็พร้อม แต่อยากให้นักข่าวไปถามเจ้าตัวเองดีกว่า เพราะถ้าคนอื่นให้ข่าวไป รู้สึกว่าไม่เหมาะสมและก็ไม่รู้จริง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากใช้เวลาสอบปากคำประมาณ 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปล่อยตัวนางดารุณีออกมา ซึ่งเจ้าตัวมีสีหน้ายิ้มแย้มและออกไปยืนร้องเพลงหน้า สน.ลุมพินี พร้อมกล่าวขอบคุณกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจในการปล่อยตัวครั้งนี้ โดยนางดารุณีไม่ต้องยื่นเรื่องประกันตัว เนื่องจากมาพบพนักงานสอบสวนเองตามหมายเรียก ประกอบกับข้อหามีอัตราโทษต่ำและผู้ต้องหาไม่มีเจตนาหลบหนี ส่วนนายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอีกคนได้เเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว รอเพียงการติดต่อขอเข้ามอบตัวเท่านั้น
ผิดแผน
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
ระหว่างที่รัฐบาลกำลังวุ่นวายอยู่กับการแก้ปัญหาน้ำท่วม
ปรากฏมีคนพยายามฉวยโอกาสเล่นเกมการเมือง 'ตอกลิ่ม' ขยายรอยร้าวระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ
เพราะรู้ดีว่าทั้งคู่มีความ 'ไม่สนิทใจ' กันมาก่อนเป็นทุนเดิมอันเนื่องมาจากเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค. ปีก่อน
ด้วยความไม่สนิทใจกันนี้เองทำให้ 'โผทหาร' ปีนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษ
โดย ก่อนหน้านี้จะเห็นถึงความพยายามปล่อยข่าวทำนองว่า รัฐบาลชุดนี้เตรียม 'ล้างบาง' ข้าราชการสายอำนาจเก่า โดยเฉพาะ 'ขุนทหาร' ที่มีส่วนพัวพันเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงเมื่อปีก่อน
หมากตานี้ร้ายกาจพอสมควร เพราะนอกจากสอดรับกับข้อเรียกร้องของเสื้อแดงบางส่วนแล้ว ยังหวังผลยั่วให้ทหารเกิดความไม่พอใจรัฐบาลอีกด้วย
แม้ กระทั่งนาทีสุดท้ายก่อนการโปรดเกล้าฯ ลงมา ยังมีการไปแหย่ถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เรื่องที่มีข่าว นายจตุพร พรหมพันธุ์ เตรียมนำม็อบเสื้อแดงไปประท้วงคัดค้านการแต่งตั้งนายทหาร
แต่บังเอิญ ผบ.ทบ.ช่วงหลังท่านเย็นลงเยอะ เลยให้สัมภาษณ์แบบนิ่มๆ ว่า ถ้าเป็นการชุมนุมโดยสงบก็ทำได้ ส่วนถ้าใครทำผิดกฎหมายหรือไปละเมิดสิทธิคนอื่น สังคมจะตัดสินเอง
ต่าง จากท่าทีแกนนำบางพรรคการเมืองที่รีบฉวยโอกาสปลุกปั่นทันทีว่า นายจตุพรและคนเสื้อแดงกำลังใช้ 'กฎหมู่' บังคับให้การแต่งตั้งนายทหารเป็นไปตามอำเภอใจ
ทั้งที่นายจตุพรชี้แจง ว่า การชุมนุมเป็นเรื่องของกลุ่มญาติวีรชนนำโดยนางพะเยาว์ อัคฮาด หรือแม่น้องเกด ซึ่งเคลื่อนไหวคัดค้านเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง
เพราะแม่น้องเกดเชื่อว่าบิ๊กทหารบางนายมีส่วนในการตายของลูกสาว
อย่าง ไรก็ตาม 'แผนเสี้ยม' ให้กองทัพแตกคอกับรัฐบาล ต้นสายปลายเหตุน่าจะเชื่อมโยงไปถึงกรณีรัฐบาลกำลังเดินหน้าบี้คดี 13 ศพอย่างหนักอยู่ตอนนี้
จึงมีบางคนพยายามเป่าหูทหาร ยั่วให้แตกคอกับรัฐบาล เพื่อหวังผลให้ทหารออกมาล้มกระดานการเมือง ตัดตอนคดี 13 ศพก่อนภัยจะรุกล้ำมาถึงตัว
แต่ตามแนวทางการสางคดีที่รัฐบาลยืนยันมุ่งไปที่ตัว 'คนสั่งการ' มากกว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ
เลยทำให้แผนเสี้ยมครั้งนี้ไม่ได้ผล
ฉะ ส.ส.หญิง ปชป.วิจารณ์ผมยิ่งลักษณ์
ที่มา thaifreenews
โดย ป้าพลอย
ฉะ ส.ส.หญิง ปชป.วิจารณ์ผมยิ่งลักษณ์
“อนุสรณ์”ไล่ส่ง ส.ส.หญิง ปชป.ไปยกหน้าใหม่ หลังโผล่วิจารณ์หน้า-ผม “นายกฯปู” ซัดพูดไม่ดูตาม้าตาเรือโดนพวกตัวเอง เหน็บแรงอาจเสียเงินฟรี แนะกินยาทัมใจแล้วไปนอน...
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมากมาย ทางทีมโฆษกรัฐบาล ได้ร่วมจัดรายการ “สถานีรวมใจ ช่วยภัยน้ำท่วม” เป็นรายการสด ออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 10.00 น.-11.00 น. เริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน
โดยมีนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด เป็นผู้จัดรายการหลัก และได้เชิญรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้อง หัวหน้าส่วนราชการ มาพูดคุยเพื่อรายงานผลการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน จนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลาย ะะะการที่พรรคฝ่ายค้านออกมาโจมตีรัฐบาลทุกเรื่องอย่างไร้เหตุผล เหมือนแก๊งปาหินที่หวนกลับมาอีกครั้ง และเป็นการจงใจบิดเบือนชัดเจน
อย่าง กรณีที่กล่าวหาว่ารัฐบาลทำบางระกำโมเดลแล้ว ทำน้ำท่วมทั่วประเทศ ถือเป็นการจงใจใส่ร้าย และแกล้งไม่เข้าใจ ทั้งที่นายกรัฐมนตรี แสดงภาวะผู้นำอย่างชัดเจน และแก้ปัญหาครอบคลุมในทุกมิติ จึงอยากเรียกร้องให้ฝ่ายค้านลองติดตามรายการ“สถานีรวมใจ ช่วยภัยน้ำท่วม” ดู เพราะมันตรงกันข้ามกับในสมัยของนายอภิสิทธิ์ เป็นรัฐบาลที่ไม่ทำอะไรเลย หรือเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดที่บอกว่ารัฐบาลไหนๆก็ถือเป็นวาระแห่งชาติ ทั้งนั้น ก็ต้องบอกว่าตอนสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะเป็นภาระของชาติมากกว่า
“ผมไม่เข้าใจ ส.ส.หญิงจากพรรคประชาธิปัตย์ท่านหนึ่ง ที่ดูเหมือนกลัวว่าจะไม่มีอะไรจะค้าน เพราะเกิดอาการอิจฉา กระทั่งนายกฯยิ่งลักษณ์ ทาลิปสติกสีไหน ถือกระเป๋าอะไร ทำผมสั้นหรือยาว แล้วเอาไปติเตียนได้ จึงอยากให้ส่องกระจกดูสภาพตัวเองนิดนึง อย่าคิดว่าหาเรื่องอะไรมาดิสเครดิตไม่ได้ ก็เอาเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมนี่แหล่ะ มันไม่ใช่ ก็นายกฯยิ่งลักษณ์ เป็นคนสวย ไม่ว่าจะทำอะไรก็สวยอยู่แล้ว และเป็นการเสริมบุคคลิกผู้นำด้วย เพราะฉะนั้นขอเถอะอย่าไปอิจฉาเค้าเลย แต่ก็ไม่ห้ามหากผู้ที่พูดวิจารณ์นายกฯจะทำใจไม่ได้ จะไปยกหน้าใหม่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร แต่ผมว่าด้วยสภาพอย่างนั้น ทำหน้าใหม่ก็คงหมดเยอะอยู่ เพราะวีต้าก็คงเอาไม่อยู่ ผมแนะนำว่าลองกินยาทัมใจแล้วไปนอนซะ เพราะขอให้รู้ว่าจะพูดจะจาอะไร จะปาหินใส่ใคร รู้มั้ยว่า โดนพวกเดียวกันเองทั้งนั้น” นายอนุสรณ์กล่าว
เผยภาพเหยื่อแขวนคอ 6 ตุลา'19 ครั้งแรก!
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เขียนโดย JJ_Sathon
โครงการกำแพงประวัติศาสตร์: ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ร่วมกับเครือข่ายเดือนตุลา
องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์)
กลุ่มประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน(CCP)
กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ(TCAD)
กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย(LLTD)
กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์(LKS)
และกลุ่มประชาคมมหิดลเสรีเพื่อประชาธิปไตย(FMCD)
จัดงานสัปดาห์รำลึก 35 ปี 6 ต.ค.19
ระหว่างวันที่ 1-14 ต.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์
วิภา ดาวมณี ผู้ประสานงานคณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ระบุว่า
ในปีนี้ มีภาพเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค.2519 ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนจำนวน 25 ภาพ
ส่งมาจากอดีตนักเรียนอาชีวะผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
โดยภาพชุดดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ช่วงเช้า
หลังมีการใช้กำลังตำรวจ-ตชด. บุกเข้าไปใน มธ.
โดยเบื้องต้นเผยแพร่ทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ http://2519.net
และเพจ Truth Finding
https://www.facebook.com/pages/Truth-Finding/122736797766913
ในเฟซบุ๊ก
วิภา ระบุว่า ภาพชุดดังกล่าว มีชายคนหนึ่งถูกใส่กุญแจมือ ลากลงจากรถ และนำมาแขวนคอ
โดยจากการตรวจสอบ
ชายในภาพเป็นคนละคนกับชายในภาพที่ถูกแขวนคอซึ่งเผยแพร่ก่อนหน้านี้
ซึ่งคือ วิชิตชัย อมรกุล นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมใน มธ. ช่วงคืนวันที่ 5 ต่อเช้าวันที่ 6
อย่างไรก็ตาม จนขณะนี้ยังไม่ทราบว่าชายคนดังกล่าว และคนอื่นๆ ในภาพเป็นใคร
ทั้งนี้ หากมีผู้ทราบเบาะแสก็สามารถติดต่อมาที่ตนเอง
ในฐานะผู้ประสานงานคณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ได้
สำหรับกิจกรรมรำลึกปีนี้ ประกอบด้วย
นิทรรศการภาพจิตรกรรมการเมือง ณ หอสมุดปรีดี พนมยงค์ ระหว่างวันที่ 1-14 ต.ค.
นิทรรศการหนังสือต้องห้าม ณ บริเวณ ลานโพธิ์ ติดประตูท่าพระจันทร์
ระหว่างวันที่ 2 -9 ต.ค.
วันอังคารที่ 4 ตุลา ณ ลานโพธิ์
13.00 น. “ละครแขวนคอ” ชนวนเหตุอาชญากรรมรัฐ 6 ตุลา 19
โดย ประกายไฟการละคร
วันพุธที่ 5 ตุลา ณ หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์
14.00 น. - 16.30 น. ละครเวที “ แค้น” โดย กลุ่มละครกุหลาบแดง
16.30 น. - 18.00 น. เสวนา “จากพ่อจารุพงษ์ ถึง แม่น้องเกด”
ดำเนินรายการโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด)
18.00 น. - 22.00 น. คอนเสิร์ตรำลึกวีรชนเดือนตุลา
21.00 น. – 22.00 น. ละคร “อุโมงค์ตึกโดม” โดย ประกายไฟการละคร
วันพฤหัสที่ 6 ตุลา ณ สวนประวัติศาสตร์ หน้าหอประชุมใหญ่
05.00 น. - 06.00 น. ละครสะท้อนความจริงเช้ามืดของวันที่ 6 ตุลา 2519
“ก่อนอรุณจะร่วง” โดยประกายไฟการละคร
07.00 น.- 07.30 น. พิธีตักบาตรพระสงฆ์ 36 รูป
07.30 น.– 08.30 น. พิธีวางพวงมาลา ณ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม 2519
และ กล่าวสดุดี โดยตัวแทนฝ่ายต่างๆ
- ตัวแทน 18 ผู้ต้องหา
- องค์กรประชาธิปไตย
- อมธ. สภานักศึกษา
- ตัวแทนองค์กรร่วมจัดงาน ฯลฯ
08.30 น. - 10.00 น. กวี และนาฏลีลา รำลึกวีรชน 6 ตุลา
10.00 น. - 11.30 น. ปาฐกถาพิเศษ โดย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ณ ห้องจี๊ด คณะนิติศาสตร์
11.30 น. - 12.30 น. การแสดง ณ สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ละครเรื่อง "เก้าอี้" จากกลุ่มประกายไฟและ Action ของนักศึกษาจากกลุ่มต่างๆ
อ่านบทกวี ร้องเพลง และโปรยดอกกุหลาบ
13.00-14.30 เสวนา มุมมองของนักศึกษากับเหตุการณ์6ตุลาฯ
ห้อง จี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
- เสกสรร อานันทศิริเกียรติ - นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์
ภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- รักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปศาสตร์
ภาควิชาอังกฤษอเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14.30-17.00เสวนาจากนักวิชาการ "จาก19-54 เส้นทางความยุติธรรมของสังคมไทย"
http://www.go6tv.com/2011/10/6-19.html
ฤทธิ์บอยคอตหมาแก่ดับอนาถเปิดตัวรายได้หวิวล้านแปด เสียฟอร์ฺมหนังภาคต่อเคยโกยเงินทะลุ100ล้าน
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่า่วไทยอีนิวส์
4 ตุลาคม 2554
หมาแก่อันตราย ที่เทพ โพธิ์งาม แสดงนำ โดนบอยคอตเปิดตัวแผ่วทำเงินแค่ 1.8 ล้าน
เวบไซต์เอ็นเทอร์เทนวีคลี่ เปิดเผย อันดับหนังทำเงินในบ้านเราประจำสุดสัปดาห์ที่ 29 ก.ย. - 2 ตค. 2554 ปรากฎว่าภาพยนตร์เรื่องหมาแก่อันตราย ที่เทพ โพธิ์งาม แสดงนำ ทำเงินรายได้ในการเปิดตัวสัปดาห์แรกเพียง 1.8 ล้านบาท ส่วนภาพยนตร์เรื่องอุโมงค์ผาเมืองที่มีพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง แสดงด้วยสัปดาห์ล่าสุดนี้ทำเงินเพียง 0.2 ล้านบาท รวม 3 สัปดาห์ทำเงินเพียง 27ล้านบาท คาดว่าจะประสบปัญหาขาดทุน เพราะผู้สร้างบอกว่าใช้งบในการสร้างหลายสิบล้านบาท ขณะที่ผู้กำกับบอกว่าเฉพาะค่าตัวนักแสดงก็ร้อยล้านบาทเข้าไปแล้ว
สำหรับหมาแก่อันตราย เป็นภาพยนตร์ภาคที่ 3 ของภาพยนตร์เรื่องมือปืนโลก/พระ/จันทร์ ซึ่งภาคแรกทำเงิืนรายได้สูงถึง 123 ล้านบาท (ดูวิกิพีเดีย)
เจ้าของหนังเผยทุนสร้าง3ภาค100ล้าน
ผู้สร้างเผยว่า พระนครฟิล์ม ร่วมกับ ยุทธเลิศ สิปปภาค ได้ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท เพื่อสร้างภาพยนตร์ไทยฟอร์มเด็ดชุด “มือปืน ตรัยภาค” (คิลเลอร์ไทรลอจี้) ที่ระดมดารานักแสดงและดาวตลกชื่อดังมาประชันบทบาทกันอย่างมากมาย โดยมีการเปิดตัวแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เมื่อค่ำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ณ ร้านบัสเตอร์บัสเตอร์ หลังเอสพลานาด รัชดา กรุงเทพฯ ภายในงานมีสื่อมวลชนและแขกในวงการมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง
โดยหนังที่กล้าทุ่มทุนสร้างครั้งนี้ ธวัชชัย พันธุ์ภักดี ผู้จัดการทั่วไปของ พระนครฟิล์ม เผยว่า ถึงการได้ผู้กำกับ ยุทธเลิศ สิปปภาค ว่า “หลังจากที่ผมได้ดูรายละเอียดของโปรเจคส์นี้แล้ว รู้สึกว่าน่าสนใจและน่าลงทุนมาก เป็นแนวหนังที่แปลก ฉีกจากความเป็นพระนครฯ แต่ก็ยังคงความสนุกเหมือนเดิม แต่เป็นความสนุกที่ฉีกแนวจากที่เคยทำ เราจึงกล้าที่จะลงทุน เพราะคิดแล้วว่าน่าจะคุ้มค่า แล้วที่สำคัญหนังเรื่องนี้ผมมองว่ามันสามารถได้ทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ ได้อย่างสบาย”
ภาพยนตร์นี้จะถ่ายทำยาวแบบต่อเนื่องกันไปเลย และจะตัดต่อแบ่งแต่ละภาคตามที่ว่า ซึ่งไม่น่าจะต่างจากภาพยนตร์เรื่อง บุปผาราตรี 3.1 และ บุปผาราตรี 3.2 เท่าใดนัก เพียงแต่แต่ละภาคจะมีจุดเด่นอยู่ที่นักแสดงประจำภาคนั้นๆ นั่นเอง(ที่มา:วิกิพีเดีย)
กระแสการบอยคอตผลงานของดาราศิลปินพันธมิตรในหมู่คนเสื้อแดงได้ขยายวงลุกลาม หลังจากมีกระแสคว่ำบาตรหนังเรื่องคนโขนของศรัณยู วงศ์กระจ่าง จนเจ๊ง และหนังเรื่องอุโมงค์ผาเมือง ที่มีพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง แสดงนำ จนล้มเหลวทั้งยอดคนดูและรายได้แล้ว ล่า่สุดมีการก่อกระแสก่อหวอดจะคว่ำบาตรภาพยนตร์เรื่อง หมาแก่ อันตราย ที่นำแแสดงโดยเทพ โพธิ์งาม อีกด้วย โดยภาพยนตร์เรื่องนี้กำหนดเริ่มฉายในวันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา
กลุ่มคนเสื้อแดงให้เหตุผลที่ชวนกันบอยคอตว่า เนื่องจากเทพ นักแสดงนำเรื่องนี้เคยขึ้นเวทีเสื้อหลากสีของหมอตุลย์ แนวร่วมของพันธมิตร ในวันที่ 16 เมษายน 2553 ที่หน้าราบ11 โดยเทพ ได้ขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยอย่างติดตลก ว่า "บังเอิญว่าผมออกมาซื้อข้าวมันไก่เลยแวะมาที่นี่ ประกอบกับเห็นข่าวแล้วรำคาญกลุ่มคนเสื้อแดง จึงออกมาแสดงพลังด้วย"
การกระทำดังกล่าวของเทพ โพธิ์งา่ม เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์นองเลือด 10 เมษายน 2553 มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทำให้นปช.ประกาศจองกฐินไว้ตั้งแต่เวลานั้นว่า หากเทพมีผลงานแสดงเรื่องใดจะพากันคว่ำบาตร
หนังเรื่องหมาแก่อันตราย เป็นผลงานสร้างของค่ายพระนครฟิล์ม กำกับโดยยุทธเลิศ เป็นหนังไตรภาคต่อเนื่องจากเรื่อง"มือปืน โลก/พระ/จันทร์"โดยภาพยนตร์ที่เทพนำแสดงนี้เป็นแนวดราม่า เรื่องราวของมือปืนชราที่ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดกับลูกสาวที่ไม่้รู้ว่าเทพ เป็นพ่อเพราะไปติดคุกเสียนาน ทำให้เกิดการห้ำหั่นกันอย่างหนัก เทพต้องรับบทแนวดราม่าอย่างพลิกคาแรกเตอร์ดารารตลกที่คนคุ้นเคยอย่างสิ้น เชิง และเป็นภาพยนตร์ที่ได้รางวัลในเวทีประกวดระดับเอเชียมาแล้ว
พงษ์พัฒน์(ซ้ายมือ):เวลา ที่ผมเล่นไพ่กับเพื่อนแล้วโกง เพื่อนมันก็ด่าผมว่าไอ้เห้...ออฟ แล้วคนที่โกงประเทศชาติเราควรจะเรียกว่าอะไรดี..หลายคนสงสัยเป็นนักแสดงกลัว มั้ย จะโดนอะไรมั้ย ไม่เป็นไรครับ ให้มันรู้กันไป”(ที่มา:ASTVผู้จัดการ)
เทพ โพธิ์งาม(พูดบนเวทีเสื้อหลากสีของหมอตุลย์ เมื่อ16เม.ย.53):บังเอิญว่าผมออกมาซื้อข้าวมันไก่เลยแวะมาที่นี่ ประกอบกับเห็นข่าวแล้วรำคาญกลุ่มคนเสื้อแดง จึงออกมาแสดงพลังด้วย (ภาพข่าว:มติชน)
คนดูหนังห้องเฉลิมไทย พันทิปยี้ส่งคนโขนไปออสการ์
หลังจากประสบความล้มเหลวในการลงโรงฉายในเมืองไทย (ดูข่าว:ตั้วพ้อพธม.เมินคนโขนรูดม่านวันนี้ ปิดฉากเทศกาลหนังเมืองคลานผลาญเงินภาษีสร้าง-บังคับเด็กดู) ภาพยนตร์เรื่องคนโขน ยังอุตส่าห์ได้รับเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรมคัดเลือกไปฉายชิงรางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ ที่อเมริกาในปี2555
โดยให้เหตุผลว่า เพราะเป็นภาพยนตร์ตลาดที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย มีเนื้อหาสอดแทรกด้วยละครชีวิต และเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการอุดหนุนจากโครงการไทยเข้มแข็ง ของรัฐบาลด้วย
คนดูหนังที่เข้าไปใช้กระดานสนทนาห้องเฉลิมไทย เว็บไซต์พันทิปได้พากันถกเถียงกันเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง และได้ตั้งกระทู้ให้โหวตว่า เห็นด้วยกับการส่ง "คนโขน" ไปชิงออสการ์ปี 55 สาขาหนังต่างประเทศหรือไม่?
ผลโหวตล่าสุด มีผู้เห็นด้วยเพียง 40% ขณะที่มีไม่เห็นด้วยสูงกว่า 60% โดยแสดงความเห็นในทางไม่เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่
ปัญญาเรณู ดีกว่าเยอะ-ความเห็นจากเจ้าของกระทู้เรื่อง ผมสงสัยครับว่าทำไมหนังเรื่อคนโขนถึงได้ถูกคัดเลือกไป ออสการ์ใช้เกณฑ์อะไรตัดสิน และเห็นกันยังไงบ้าง
คนโขนบอกตามตรงองค์ประกอบหนังยังไม่ได้ และที่สื่อถึงความเป็นไทยคงเป็นแค่ชื่อของหนัง ครับ บอกตามตรงหนังเรื่องนี้ ห่วยขั้นเทวดา ยังไม่ถึงขั้นเทพ ถ้าห่วยขั้นเทพนะถือว่ากรรมการที่คัดเลือกไปต้องไปทำอาชีพกรรมกรแทนละ
หนังไทยยังอัปยศไม่หาย ดัน “คนโขน”ดั้นเมฆ” ชิงออสการ์เหตุเพราะมีสปอนเซอร์ชั้นดี
ผู้เขียนกระทู้เรื่อง หนังไทยยังอัปยศไม่หาย ดัน “คนโขน”ดั้นเมฆ” ชิงออสการ์เหตุเพราะมีสปอนเซอร์ชั้นดี แฉว่า ทราบข่าวมาแล้ว สุดอัปยศ สุดอนาถใจอย่างยิ่งกับหนังไทยยุคปัจจุบัน ที่ต้องมาแชร์ความคิด ความอ่าน ณ ที่นี้เสียหน่อย
คือทราบมาว่า “คนโขน” หนังที่มาเร็วไปเร็ว ผลงานกำกับของ “ตั้ว” ศรัญญู เงากระจ่าง ที่ได้เงินจากฉายในโรงแค่ 4 ล้านเท่านั้น ขอย้ำว่า “4 ล้าน”ครับ กลับได้การฟันธง ชูจักกะแร้เชียร์ให้ไปชิงหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมกับรางวัลออสการ์ ในคราวหน้านี้
โดยทราบมาอีกว่า สาเหตุที่ได้ไปนั้นเป็นเพราะ สสส. หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ที่เป็นสปอนเซอร์ส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ มีส่วนอย่างมากที่หนุนนำให้ส่งเรื่องนี้ไป แม้ว่า จะ”ตกม้าตาย”ในการฉายในโรง ข้อสำคัญคือ นักวิจารณ์ต่างรุมสับแหลกในช่วงเวลาที่ผ่านมา นอกจากนั้น แม้ว่าจะมีหนังที่เก็งกันไว้อย่าง “อุโมงค์ผาเมือง” จ่อคิวต้องไปแน่นอนอยู่แล้ว เพราะฝีมือและคุณภาพนั้นมองกันออกอยู่แล้วก็ตาม
น่าเศร้า น่าอนาถกับภาพยนตร์ไทยที่ยังหนีไม่พ้นวังวนแห่งความตกต่ำ เพราะในขณะที่คนดีมีฝีมือก็หดหายลงไปทุกที ก็ยังถูกคนข้างนอกมารุมซ้ำเติมอีก
ไม่ทราบใครยังจำได้ถึงการแจกรางวัลตุ๊กตาทอง ในปี 2534 ได้หรือไม่ว่า ที่ให้กับหนังเรื่อง “ขยี้” ถึง 4 รางวัล แต่ปรากฏว่าหนังก็ยังสร้างไม่เสร็จ แต่ก็จะดั้นเมฆให้เสียอย่างนั้น และที่น่าอดสูยิ่งกว่าก็คือ
มาถึงวันนี้ หนังเรื่อง “ขยี้” ก็ยังไม่เคยฉายในโรง หรือในรูปแบบใดก็ตาม
หมาแก่ฯประสบชะตากรรมเดียวกับหนังตั้ว-ออฟ
ขณะเดียวกันภาพยนตร์เรื่องอุโมงค์ผาเมือง ส่อแววว่าอาจจะประสบชะตากรรมซ้ำรอยกับภาพยนตร์"คนโขน"ที่ปิดฉากล้มเหลวด้าน รายได้ไปก่อนหน้านี้ เพราะถูกกระแสคว่ำบาตรจากคนดู
ภาพยนตร์คนโขน ที่ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ผู้สร้าง ผู้กำกับยอมรับว่าทำรายได้น้อยซะยิ่งกว่ารายได้ขั้นต่ำสุดที่คาดไว้ ถูกกระแสคว่ำบาตรจากคนเสื้อแดง และประชาชนที่ไม่พอใจบทบาทของศรัณยูในการร่วมเป็นแกนนำกับพันธมิตรฯยึด ทำเนียบรัฐบาล-ยึดสนามบิน
ส่วนภาพยนตร์เรื่องอุโมงค์ผาเมืองมีการก่อกระแสคว่ำบาตรในหมู่คนเสื้อแดงมาก พอสมควร โดยเกิดกระแสต้องการให้บทเรียนแก่ผู้แสดงนำรายหนึ่งของเรื่องนี้คือพงษ์ พัฒน์ วชิรบรรจง ซึ่งเคยกล่าวหาไปในเชิงเปรียบเทียบว่า คนเสื้อแดงเป็นพวกอาศัยบ้านของพ่ออยู่ หากไม่รักพ่อก็ให้ออกไปจากบ้านของพ่อซะ ซึ่งเป็นการสร้างความขุ่นเคึืองใจในการกล่าวหา่ให้แก่ดารานักแสดงผู้นี้ เนื่องจากคนเสื้อแดงเห็นว่าเป็นมุมมองที่ตื้นเขิน อคติเลือกข้างของพงษ์พัฒน์ และเป็นการอาจเอื้อมดึงสถาบันเบื้องสูงลงมากล่าวหาคนเสื้อแดงด้วยความเท็จ เพราะคนเสื้อแดงไม่เคยหยิบยกเรื่องสถาบันเบื้องสูงมา่เกี่ยวข้องกับการเรียก ร้องประชาธิปไตยแต่อย่างใดเลย
ภาพยนตร์เรื่องนี้"เสี่ยเจียง"สหมงคลฟิล์ม ร่วมกับ“หม่อมน้อย" ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล สร้าง โดยต้นทุนสร้างไม่แน่ชัด บ้างก็ว่า 20-25 ล้านบาท ขณะที่เสี่ยเจียงบอกว่า"หลายสิบล้านบาท" ขณะที่หม่อมน้อยบอกว่า เฉพาะค่าตัวดารานำและดาราสมทบที่มีชื่อเสียงก็มากมายแล้ว แต่หลายคนก็ลดค่าตัวเพื่อเป็นต้นทุนในการทำเรื่องนี้ "ถ้ารวมค่าตัวของทุกท่านแน่นอนว่ามากกว่า 100 ล้าน”
เวบไซต์ เอ็นเตอร์เทนวีคลี่ รายงานยอดรายได้ช่วง สัปดาห์ที่ 3 การเข้าฉายของอุโมงค์ผาเมืองได้เพิ่มมาเพียง 0.2 ล้านบาท รวมรายได้ตลอด3สัปดาห์เพียง 27 ล้านบาท
“มาริโอ้”น้อยใจคนไทยดูหนังอุโมงค์ผาเมืองน้อย
ดารานำของเรื่อง “มาริโอ้ เมาเร่อ”ออกมาให้ข่า่วว่า่ กระแสตอบรับหนังเรื่องนี้เงียบบมากก จนต้องงบ่นน้อยใจกับแฟนๆ
“ผมก็น้อยใจครับ ที่คนไทยไม่ดูหนังไทยเลย อยากให้ไปดูอุโมงค์ผาเมืองกันเยอะๆ ครับ ก็อย่างที่บอกไปว่าคนดูค่อนข้างน้อย เพราะเราก็มีเหตุการณ์บ้านเมืองอะไรหลายๆ อย่างครับ อย่างเช่นน้ำท่วมนะครับ แต่ถ้าว่างกันก็แนะนำให้ไปดูหนังไทยกันนะครับ เพราะถ้าคนไทยไม่ดูแล้วใครจะมาดูครับ เพราะเรื่องนี้ก็เป็นหนังที่ดีครับ แล้วทุกคนก็ตั้งใจทำกันมากเลยครับ”
“เราก็ต้องใจทำหนังออกมาให้คนไทยดู แต่ถ้าคนไทยไม่ดูเราก็เศร้านิดนึง ที่บอกว่าหนังเข้าใจยาก ผมว่าไม่ใช่นะ ถ้าจะไปก็ไปอย่างไม่ต้องอ่านอะไรมาก่อนเลยก็ได้ แล้วก็อย่าเอาไปเปรียบเทียบกับเรื่องราโชมอนที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ อยากให้มองเป็นหนังอีกภาคนึงไปเลยครับ แต่ก็อย่างที่รู้กันมาว่าโครงเรื่องเหมือนกัน แต่บทที่แปลออกมามันไม่เหมือนกันครับ”
ภาพยนตร์ดัดแปลงจากหนังชั้นครู"ราโชมอน"
ภาพยนตร์เรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” ได้นำเนื้อหาจากสุดยอดบทละครเวทีเรื่อง “ราโชมอน” (ประตูผี) ของ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” มาสร้างลงสู่จอเงินให้ประชาชนได้รับชม ภายใต้การกำกับของ “หม่อมน้อย ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ถือว่าเป็นวรรณกรรมอมตะอีกเรื่องหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก อีกทั้งการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาจุดประสงค์เพื่อที่จะฉลองครบรอบ 100 ปีชาตกาล “พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” 40 ปีบริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ 101 ปี ผู้กำกับชั้นเซียน “อากิระ คุโรซาวา” ผู้สร้างหนังชั้นครูชาวญี่ปุ่น
ภาพยนตร์เรื่อง อุโมงค์ผาเมือง เป็นภาพยนตร์ย้อนยุคไปในอาณาจักรล้านนาไทยเมื่อ 700 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องราวของคดีฆาตกรรมพิศวงระหว่างขุนศึกนักรบ, โจรป่า และเจ้านางผู้เลอโฉม ซึ่งดัดแปลงมาจากบทละครเวทีเรื่อง "ราโชมอน" อันเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของ "พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช" เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ และอัจฉริยภาพของท่านผู้เป็นปูชนียบุคคลผู้สร้างคุณูปการแก่สังคมไทย รัฐบุรุษและเอกศิลปินแห่งชาติที่ได้รับการยกย่องให้เป็น "บุคคลสำคัญของโลก" จาก องค์การยูเนสโก โดยได้ระดมทีมนักแสดงชั้นนำไม่ว่าจะเป็น อนันดา เอเวอริงแฮม, เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, มาริโอ้ เมาเร่อ, พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา, ดอม เหตระกูล, ศักราช ฤกษ์ธำรงค์ และ รัดเกล้า อามาระดิษ มาประชันบทบาทสุดเข้มข้นล้นจอ
กระแสแอนตี้สัปเหร่อของเรื่องแรงพอๆกับคนโขน
พงษ์ พัฒน์ วชิรบรรจง สวมบทเป็นสัปเหร่อแก่ที่อาศัยอยู่ในอุโมงค์ผาเมือง ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน มีความคุ้นเคยทั้งคนเป็นและคนตาย จึงมีความเข้าใจวิถีทางชีวิตของมนุษย์ได้อย่างดีในทุกแง่มุม เขามักจะมองโลกและใช้ชีวิตอย่างเป็นกลาง จึงทำให้เขาสามารถวิเคราะห์นิสัยมนุษย์ได้อย่างแม่นยำ
อย่างไรก็ตามได้มีการก่อกระแสคว่ำบาตรของคนเสื้อแดงตามอินเตอร์เน็ตและบอก กันปากต่อปากในลักษณะเชิืญชวนกันคว่ำบาตรหนังเรื่องนี้ โดยอ้างว่าเพื่อให้บทเรียนแก่ดารานักแสดงอย่างพงษ์พัฒน์ที่เคยขึ้นเวที พันธมิตรกับศรัณยู และมีมุมมองต่อสถานการณ์การเมืองอย่างตื้นเขิน บิดเบือนไม่ตรงต่อความเป็นจริง โดยเคยกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีงานมอบรางวัลบันเทิงแห่งหนึ่งเป็นทำนองกล่าวหาคน ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงเวลานั้นเป็นพวกไม่จงรักภักดี ไม่รักพ่อให้ออกไปจากบ้านของพ่อซะ ทั้งที่คนเสื้อแดงและผู้เรียกร้องประชาธิปไตยนั้นไม่เคยหยิบยกประเด็นสถาบัน เบื้องสูงมาเป็นข้ออ้างหรือเหตุผลในการเรียกร้องประชาธิปไตยแต้่อย่างใดเลย
ต่อมาสำนักข่าวTNEWSได้จัดทำคลิปเพื่อโจมตีคนเสื้อแดง และมีอีกหลายเวอร์ชั่นที่ไปขยายความว่าคำพูดเปรียบเปรยของพงษ์พัฒน์เป็นการ โจมตีคนเสื้อแดง
กระแสต้านลามไปถึงละครรอยไหม
ฉากหนึ่งของละครทีวีเรื่องรอยไหม(ที่มา:เวบไซต์ASTVผู้จัดการ)
กระแสการคว่ำบาตรยังลามไปถึงละครเรื่องรอยไหมของพงษ์พัฒน์ที่ฉายทางโทรทัศน์ช่อง3ด้วย โดยพงษ์พัฒน์กล่าวถึง ตัวเลขของเรตติ้งที่ไม่สูงเท่าไหร่ที่ลอยเข้าหูว่า ไม่คาดหวังให้คนทุกกลุ่มจะต้องมาดูและชื่นชอบผลงานของเรา ดังนั้นตัวเลขเรตติ้งจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลนัก แค่มีคนหนึ่งที่ชอบในตัวงานและคุณภาพ เท่านี้ก็มีความสุข
นานาชาติบีบไทยให้สัตยาบันกรุงโรม เปิดทางลากคอฆาตกรสังหารหมู่ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 ตุลาคม 2554
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ตามเวลาในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เครือข่ายองค์กรระดับโลกได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทย เข้าร่วมภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคมระบุรัฐบาลใหม่ต้องใส่ใจ และให้ความสำคัญต่อการเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่าง ประเทศ ในลำดับต้น ๆ
นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา/ กรุงเทพมหานคร: ในวันนี้ องค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (Coalition for the International Criminal Court - CICC) ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงเจตจำนงที่จะร่วมกับประชาคมโลกในการต่อสู้ ต่อต้านระบบ “ลบล้างความผิด” (Impunity) ด้วยการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court – ICC) ซึ่งเป็นศาลอาญาถาวรระหว่างประเทศแห่งแรกและแห่งเดียวของโลก ที่มุ่งจัดการกับคดีที่มีลักษณะเป็นอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ประเทศไทย เป็นประเทศเป้าหมายหลักของการรณรงค์ระดับโลกเพื่อการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญ กรุงโรม ในเดือนตุลาคม 2554 การรณรงค์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่จะเรียกร้องให้ประเทศภาคีสมาชิกของสห ประชาชาติให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งถือเป็นอนุสัญญาสำคัญที่เป็นพื้นฐานแห่งการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ ขึ้น
หนังสือลงวันที่ 3 ตุลาคม 2554 ที่องค์กรเครือข่ายระหว่างประเทศ ซึ่งมีสมาชิกหลากหลายมากมายกว่า 2500 องค์กร/ หน่วยงาน จาก 150 ประเทศทั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่มีความเที่ยงธรรม มีประสิทธิภาพ และมีความเป็นอิสระ ได้ส่งถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรียกร้องให้รัฐบาลไทยได้ดำเนินการให้เกิดความคืบหน้าสู่การให้สัตยาบันต่อ ธรรมนูญกรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ในเร็ววัน
ปัจจุบัน 118 รัฐภาคีทั่วโลก ได้เข้าร่วมกับภาคีธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศแล้ว และล่าสุดประเทศมัลดริฟส์ได้เข้าร่วมเป็นภาคีสนธิสัญญาฉบับนี้ ในรอบสองปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเซียได้เริ่มเข้ามีส่วนร่วมในศาลอาญาระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น อาทิ เช่น บังกลาเทศให้สัตยาบันเมื่อเดือนมีนาคม 2553 ฟิลิปปินส์ให้สัตยาบันเมื่อเดือนสิงหาคม 2554 และตามด้วยมัลดริฟส์ เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเซียยังคงเป็นภูมิภาคที่ด้อยจำนวนภาคีสมาชิกในศาลอาญาระหว่าง ประเทศอยู่มาก เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ กล่าวคือมีเพียง 9 รัฐภาคีเท่านั้น ในปัจจุบัน
การให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม แห่งศาลอาญาระหว่างประเทศ ของรัฐบาลไทย จะเป็นแบบอย่างที่ดียิ่งสำหรับประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน “ประเทศไทยอยู่ในฐานะที่มีบทบาทโดดเด่นในภูมิภาคเอเซีย และบทบาทนำในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค” Evelyn Balais Serrano ผู้ประสานงานภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ขององค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศระบุ “ภายใต้รัฐบาลใหม่ ถือได้ว่านี่เป็นโอกาสอันสำคัญยิ่งที่ประเทศไทยจะพิจารณาให้สัตยาบันเข้า เป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมแห่งศาลอาญาระหว่างประเทศอย่างจริงจัง และนี่จะเป็นความพยายามในการกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศและประเทศเพื่อน บ้าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการหยุดยั้ง และขจัด “การลบล้างความผิด” (Impunity) และดำเนินการให้เกิดความยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหยื่อผู้ถูกล่วงละเมิดท่ามกลางความขัดแย้งในอดีต ทั้งนี้ให้เป็นไปบนหลักการพื้นฐาน เป้าหมาย และเจตนารมย์แห่งธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ”
องค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (CICC) ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยได้มีส่วนร่วมในการประชุม ณ กรุงโรม และมีการดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อเข้าสู่กระบวนการให้สัตยาบัน และขณะเดียวกันก็ตระหนักว่าข้อท้าทายทางกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งเกิดเป็นประเด็นคำถามขึ้น อันสืบเนื่องมาจากความ (ไม่) สอดคล้องกันระหว่างธรรมนูญศาล กับกฎหมายภายในประเทศ องค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (CICC) เรียกร้องให้รัฐไทยได้ศึกษาบทเรียนการแก้ปัญหา หรือคลี่คลายความกังวลจากรัฐภาคีอื่น ๆ ซึ่งประสบผลสำเร็จในการฝ่าข้ามความกังวลเหล่านั้นมาแล้วด้วยดี รัฐบาลใหม่ต้องแสดงจุดยืน และความมุ่งมั่นในการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
“ภายใต้การปฏิรูประบบ กลไก และนโยบายหลักโดยรัฐบาล ผู้บริหารชุดใหม่ พึงจะได้รับประโยชน์จากการเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมด้วย ทั้งนี้จะเป็นการแสดงให้เป็นที่ปรากฎว่า ประชาชนไทยมีความห่วงใยและเห็นอกเห็นใจ รู้สึกในความสมานฉันท์กับผู้เจ็บปวด ผู้สูญเสีย และเหยื่อของความขัดแย้งในภูมิภาคเอเซีย และประเทศทั่วโลก” นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้นำสำคัญในคณะทำงานไทยว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศกล่าว
เมื่อเข้าเป็นภาคีแล้ว รัฐบาลไทยจะสามารถเข้ามีส่วนร่วมในการประชุมประจำปีของรัฐภาคีของศาลอาญา ระหว่างประเทศ ในฐานะสมาชิก และเข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมพิจารณาในประเด็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการ บริหารจัดการภารกิจศาล ตลอดจนการสรรหา/เลือกตั้งผู้พิพากษา หัวหน้าอัยการศาล และเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ
ข้อมูลพื้นฐาน
ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) (ซึ่งแตกต่างจากศาลโลก หรือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ - บรรณาธิการแปล) เป็นศาลถาวรระดับนานาชาติที่มีบทบาทอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอาชญากรรม สงคราม อาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยที่อำนาจหน้าที่ของศาลจะยืนบนหลักการ “เสริมแรง” (Complimentarity) คือมีอำนาจเสริมกับระบบศาลระดับประเทศ ไม่แทรกแซงหรือก้าวก่าวอำนาจศาลในประเทศนั้น ๆ ทั้งนี้ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะมีอำนาจในการตรวจสอบต่อเมื่อระบบศาลในประเทศนั้นไม่ “ใส่ใจ” หรือ “ไม่มีความสามารถ” ที่จะพิจารณารับคำฟ้องดังกล่าว อันมีลักษณะที่จะต้องดำเนินการให้ผู้บงการให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ และอาชญากรรมสงคราม ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
จนถึงปัจจุบัน อัยการศาลกำลังไต่สวนอยู่ 6 คดี ก่อนนำขึ้นสู่การพิจารณาคดีในชั้นศาล ได้แก่ คดีประเทศแอฟริกากลาง คดีสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก คดีดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน คดีอูกันดา คดีเคนยา และคดีลิเบีย
ศาลได้ออกหมายจับ 18 ฉบับ หมายเรียก 9 ฉบับ มีคดี 3 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา นอกจากนี้อัยการศาลยังขออนุมัติอำนาจจากศาลเมื่อเร็ว ๆ นี้ ให้เปิดการไต่สวนกรณีไอวอรี่ โคสต์ อัยการศาลยังระบุว่าเขากำลังพิจารณา 8 กรณี จาก 4 ภูมิภาค อันได้แก่ แอฟกานิสถาน โคลอมเบีย จอร์เจีย กีนี ฮอนดูรัส เกาหลีใต้ ไนขีเรีย และปาเลสไตน์
องค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ เป็นเครือข่ายระดับโลกขององค์กรภาคประชาสังคม ใน 150 ประเทศ ที่ทำงานร่วมกันในการสร้างเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศกับศาลอาญาระหว่าง ประเทศ เพื่อให้มีหลักประกันว่า ศาลจะมีความเที่ยงธรรม มีประสิทธิภาพ และเป็นอิสระ ดำเนินการเพื่อให้เกิดความยุติธรรมอย่างชัดแจ้ง และมีความเป็นสากล นอกจากนี้ยังรวมถึงการช่วยพัฒนากฎหมายในระดับประเทศ ให้สามารถอำนวยความเป็นธรรมแก่เหยื่อจากอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
รายละเอียดเพิ่มเติม ดูได้จาก www.coalitionfortheicc.org
รายละเอียดฉบับภาษาอังกฤษ ที่มา:http://www.iccnow.org/documents/PR_for_Thailand_URC-FINAL.pdf
FOR IMMEDIATE RELEASE
3 October 2011
GLOBAL COALITION CALLS ON THAILAND TO JOIN THE INTERNATIONAL CRIMINAL COURT
Civil Society Says New Government’s Priorities Should Include Accession to Rome Statute
New York, USA / Bangkok, Thailand—The Coalition for the International Criminal Court today called on Thailand to demonstrate its commitment to the global fight against impunity by acceding to the Rome Statute of the International Criminal Court (ICC)—the world’s first and only permanent international court able to prosecute war crimes, crimes against humanity and genocide. Thailand is the focus of the Coalition’s Universal Ratification Campaign (URC) for October 2011, a campaign launched to call upon a different country each month to join the Rome Statute—the ICC’s founding treaty.
In a letter dated 3 October 2011 to Thai Prime Minister H.E. Ms. Yingluck Shinawatra, the Coalition—a global network of more than 2,500 civil society organizations in 150 countries advocating for a fair, effective and independent ICC—urged the government of Thailand to move forward with the accession process of the Rome Statute.
To date, 118 states worldwide have joined the Rome Statute, Maldives being the most recent one. While the past two years have been witness to increased participation from Asian states within the Court – Bangladesh ratified in March
2010, the Philippines in August 2011 and Maldives in September 2011—the Asian region still remains underrepresented at the ICC, with only 9 states parties to the Rome Statute.
Thailand’s accession to the Rome Statute would provide an important example to other ASEAN member states. “Thailand, as a leading country in the ASEAN, has been in the forefront of promoting human rights in the region,” noted Evelyn Balais-Serrano, the Coalition’s regional coordinator for Asia-Pacific. “With a new government, it is time to consider ratification of the Rome treaty in its efforts to forge unity among its people and its neighbouring countries. Its commitment to ending impunity and pursuing justice for victims of past conflicts are in line with the goals and spirit of the Rome Statute and the ICC,” she stated.
The Coalition also recalled Thailand’s participation in the Rome Conference and its subsequent steps toward accession. In recognition of some legal challenges that have surfaced with regards to compatibility between the Rome Statute and Thai domestic legislation, the Coalition called on Thailand to draw examples from states parties that have successfully addressed similar compatibility issues. By addressing these issues, the new government would demonstrate its commitment to the protection and promotion of human rights.
“As it undergoes major reforms, the new administration would benefit from accession to the Rome Statute, as it would show the Thai people’s concern for and solidarity with the sufferings of victims of conflicts in Asia and around the world,” stated Dr. Taejing Siripanich, commissioner of the Thai Human Rights Commission and head of the ICC Working Group in Thailand. After accession, Thailand would be able to participate in the annual Assembly of States Parties of the ICC as a state party, during which important decisions are made in relation to the administration of the Court, including the election of judges, the chief prosecutor, and other Court officials.
Background: The ICC is the world’s first permanent international court to prosecute war crimes, crimes against humanity, and genocide. Central to the Court’s mandate is the principle of complementarity, which holds that the Court will only intervene if national legal systems are unwilling or unable to investigate and prosecute perpetrators of genocide, crimes against humanity, and war crimes. There are currently seven active investigations before the Court: the Central African Republic; Côte d’Ivoire; the Democratic Republic of the Congo; Darfur, the Sudan; Uganda; Kenya; and Libya. The ICC has publicly issued 18 arrest warrants and nine summonses to appear. Three trials are ongoing. The Office of the Prosecutor has also made public that it is examining eight other situations on four continents, including Afghanistan, Colombia, Georgia, Guinea, Honduras, Republic of Korea, Nigeria and Palestine.
The Coalition for the International Criminal Court is a global network of civil society organizations in 150 countries working in partnership to strengthen international cooperation with the ICC; ensure that the Court is fair, effective and independent; make justice both visible and universal; and advance stronger national laws that deliver justice to victims of war crimes,
crimes against humanity and genocide. For more information, visit: www.coalitionfortheicc.org
*******
รายงานเกี่ยวเนื่อง
-จรัล ดิษฐาอภิชัย:ไทยส่งอภิสิทธิ์-สุเทพขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศได้ แม้ยังไม่ลงนามสัตยาบัน
ตามมาตรา ๑๒ อนุ๓ ศาลอาญาระหว่างประเทศก็รับพิจาณาคดีประเทศที่ยังไม่เป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม ได้ หากรัฐบาลประเทศนั้นๆแถลงยอมรับอำนาจตุลาการของศาลฯเหนือดินแดนของประเทศตน เช่น คดีไอวอรีโคต.. จากที่ผมได้ไปสังเกตการณ์การพิจารณาคดีน่าสนใจยิ่ง ทำให้ผมจินตนาการว่า ถ้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นจำเลย คงจะดูไม่จืด
- ฮิวแมนไรต์ฯกดดันปูเอาผิดฆาตกรเมษา+พฤษภา53-ฟันหัวโจกพธม.หลังดองคดี3ปีลอยนวล








