WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 5, 2011

17 เครือข่ายประชาสังคม ร้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

(3 ต.ค.54) 17 เครือข่ายประชาสังคมด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนในภาคใต้ออกแถลงการณ์เรียก ร้องให้ยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใน 30 วัน พร้อมเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ ซึ่งถูกควบคุมตัวต่อเนื่องโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน และให้มีหนังสือยอมรับผิดต่อความผิดพลาดในการทำงานของเจ้าหน้าที่เผยแพร่ต่อ สาธารณะ และให้รัฐชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้ถูกควบคุมตัวโดยมิชอบตามสมควรแก่กรณี

000000

แถลงการณ์

กรณี/เรื่อง ขอให้ยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2554 ได้มีใบแจ้งข่าวจากศูนย์ทนายความมุสลิม แจ้งว่าศาลจังหวัดปัตตานีเรียกเจ้าหน้าที่ไต่สวนการควบคุมตัวไม่ชอบ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 กรณีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าจับกุมนายนิเซ๊ะ นิฮะ ที่บ้านเลขที่ 32/5 หมู่ที่3 ตำบลตะลุโบะ อำเภอเมืองจังหวัดปัตตานี ในวันที่ 16 กันยายน 2554 เวลาประมาณ 05.00 นาฬิกา โดยไม่ได้แสดงหมายแต่อย่างใด และควบคุมตัวไปยังค่ายทหารบริเวณโรงไฟฟ้าปัตตานี ต่อมาเวลาประมาณ 09.00 นาฬิกา วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทหารได้ควบคุมตัวต่อไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และทำการซักถามโดยมิได้แจ้งว่าการควบคุมตัวและการซักถามดังกล่าว เป็นไปโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายใด ระหว่างการซักถามเจ้าหน้าที่สอบถามถึงประวัติส่วนตัว โดยมิได้มีการซักถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบแต่อย่างใด

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 เจ้าหน้าที่ศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์ ค่ายอิงคยุทธบริหารฯ แจ้งกับนายนิเซ๊ะ นิฮะ ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรกะพ้อ อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ยื่นคำร้องขอออกหมายควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุก เฉิน พ.ศ.2548 โดยมิได้แจ้งว่าเหตุที่ขอออกหมายควบคุมตัวดังกล่าวเป็นไปด้วยความจำเป็นใด และในวันที่ 25 กันยายน 2554 เจ้าหน้าที่ศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์นำผลการซักถามให้ผู้ถูกควบคุมตัวลง ลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว โดยในเอกสารดังกล่าวผู้ถูกควบคุมตัวให้การปฏิเสธและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์ความไม่สงบใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการควบคุมตัวในวันที่ 26 กันยายน 2554 และย้ายสถานที่ควบคุมตัวไปที่ศูนย์พิทักษ์สันติ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา จึงเป็นการดำเนินการที่ซ้ำซ้อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ภายหลังจากที่ผู้ร้องคัดค้านได้ยื่นคำร้องแล้วนั้น ศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนผู้ร้องและผู้ร้องคัดค้านและนายนิเซ๊ะ นิฮะ ผู้ถูกควบคุมตัว ในวันพุธที่ 5 ตุลาคม 2554 เวลา 09.30 นาฬิกา

ทั้งนี้นายนิเซ๊ะ นิฮะ นั้นปัจจุบันเป็นปัญญาชนที่มีบทบาทในงานพัฒนาชุมชนตามวิถีชุมชนและภูมิปัญญา ท้องถิ่น อดีตเป็นนักกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงสมัยที่มีการชุมนุมของ ประชาชนและนักศึกษาขับไล่ พลเอกสุจินดา คราประยูร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือเหตุการณ์ที่เป็นที่รู้จักกันว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี2535 ร่วมกับพรรคสานแสงทองซึ่งเป็นพรรคการเมืองนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง จากนั้นก็ได้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาสังคมและชุมชนมาโดยตลอด อาทิเช่นงานค่ายอาสาพัฒนาชนบท หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬได้มีโอกาสร่วมเคลื่อนไหวกับสมัชชาคนจน กระทั่งได้รับเลือกเป็นประธาน PNYS (กลุ่มนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มหาวิทยาลัยรามคำแหง) เมื่อปี 2537 และต่อมาได้มีส่วนร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม ร่วมกับองค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง จนจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2540 คณะรัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง

ด้วยตระหนักถึงมาตรฐานแห่งหลักนิติรัฐที่มีเจตนารมณ์จะคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน และจะผดุงซึ่งความยุติธรรมในสังคม ถ้าพิจารณาถึงประโยชน์ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต่อการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งที่ชายแดนใต้ โดยยึดหลักเจตนารมณ์แห่งหลักนิติรัฐข้างต้นแล้ว

คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไม่มีเหตุผลแห่งตรรกะใด ที่จะยอมรับได้ว่าไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มาจากการกระทำของเจ้า หน้าที่รัฐอ้างอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในขณะควบคุมตัวประชาชนที่ถูกสงสัย และตามอำนาจของกฎหมายฉบับนี้ ประชาชนไม่มีสิทธิจะทำการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่อ้างว่าได้ปฏิบัติตาม หน้าที่ อาทิเช่น กรณีมีการซ้อมทรมานผู้ถูกสงสัยขณะควบคุมตัว โดยเฉพาะที่เป็นข่าวครึกโครม นั่นคือ กรณีอิหม่ามยะผา กาเซ็ง และกรณีนักศึกษาราชภัฎยะลา

เพื่อไม่ให้เป็นแค่น้ำผึ้งเพียงหยดเดียว ที่เป็นเหตุให้ต้องเกิดการแสดงออกทางการเมืองของภาคประชาชน ที่ยกระดับมากกว่านี้ และทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศต้องเสียชื่อเสียงต่ออานารยะประเทศที่เคารพใน หลักการสิทธิมนุษยชนสากลนั้น เครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐ ดังต่อไปนี้

  1. หลังจากแถลงการณ์ฉบับนี้ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ ขอให้รัฐปล่อยตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ ทันที เพื่อเป็นบรรทัดฐาน และให้มีหนังสือยอมรับผิดต่อความผิดพลาดในการทำงานของเจ้าหน้าที่เผยแพร่ต่อ สาธารณะ
  2. ให้รัฐชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้ถูกควบคุมตัวโดยมิชอบตามสมควรแก่กรณี
  3. ขอเสนอต่อรัฐบาลให้ยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ภายใน 30 วัน ถ้ายังตระหนักถึงความมั่นคงในสิทธิเสรีภาพของประชาชน

องค์กรภาคี

เครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.)
มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม(MAC)
ศูนย์ประสานงานองค์กรนักศึกษาและเยาวชนชายแดนใต้(BOMAS)
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
องค์การบริหาร องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
องค์การบริหารนักศึกษาภาคปกติมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา
สภานักศึกษา องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
เครือข่ายส่งเสริมสิทธิและเข้าถึงความยุติธรรม (HAP)
มูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ (YAKIS)
ศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมเพื่อประชาธิปไตย (CCPD)
ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา (PUKIS)
สมาคมเยาวชนเพื่อการพัฒนา (YDA)
สมาคมสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ (DEEPPEACE)
สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย(สนมท.)
เครือข่ายผู้ช่วยทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม(SPAN)
เครือข่ายบัณฑิตอาสาจังหวัดชายแดนภาคใต้(INSOUTH)
กลุ่มนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้มหาวิทยาลัยรามคำแหง(PNYS)

ผู้ต้องสงสัยหมาย พ.ร.ก.ใต้ คัดค้าน พ.ร.ก.หลังคุมตัวกว่าสองสัปดาห์

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2554 นายนิเซ๊ะ นิฮะ ผู้ต้องสงสัยตามหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ถูกควบคุมตัวที่ศูนย์พิทักษ์สันติ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา เขียนหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อแสดงความในใจและเป็นการสั่งเสียแก่ญาติในกรณีหากเกิดอะไรขึ้นในระหว่างการถูกควบคุมตัว พร้อมทั้งยังลงท้ายด้วยคำว่า “ขอคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” หลังจากที่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกว่า 2 สัปดาห์

นายนิเซ๊ะ นิฮะ ผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงตามกฎ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548) เขียนหนังสือหนึ่งฉบับขนาดหนึ่งหน้ากระดาษA4แสดงเจตจำนงที่จะไม่ให้การใดๆทั้งสิ้นหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวซักถามด้วยคำถามเดิมๆถึง 2 ครั้งในกระบวนการซักถามในชั้น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมทั้งยังสั่งเสียกับทางญาติหลังจากที่ได้อ่านหนังสือฉบับนี้แล้วหากเกิดอะไรขึ้นกับตนก็ขอให้นำหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ในส่วนท้ายของหนังสือฉบับดังกล่าวยังเขียนลงท้ายด้วยคำว่า “ขอคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน”

โดยนายนิเซ๊ะ นิฮะบ้านเลขที่ 32/5 หมู่ที่ 3 ตำบลตะลุโบะ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวมาตั้งเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2554 ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี โดยมิได้แจ้งว่าการควบคุมตัวและการซักถามดังกล่าวเป็นไปโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายใด โดยระหว่างที่ถูกควบคุมตัวที่ค่ายอิงคยุทธบริหารเจ้าหน้าที่ได้ซักถามถึงประวัติส่วนตัวโดยมิได้มีการซักถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบแต่อย่างใด

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 เจ้าหน้าที่ศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์ ค่ายอิงคยุทธบริหารแจ้งกับนายนิเซ๊ะ นิฮะ ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรกะพ้อ อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ยื่นคำร้องขอออกหมายควบคุมตัวตามกฎ พรก. โดยมิได้แจ้งว่าเหตุที่ขอออกหมายควบคุมตัวดังกล่าวเป็นไปด้วยความจำเป็นใดและในวันที่ 25 กันยายน 2554 เจ้าหน้าที่ศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์นำผลการซักถามให้ผู้ถูกควบคุมตัวลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว โดยในเอกสารดังกล่าวผู้ถูกควบคุมตัวให้การปฏิเสธและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบใดๆที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น

ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการควบคุมตัวและในวันที่ 26 กันยายน 2554เจ้าหน้าที่ได้ย้ายสถานที่ควบคุมตัวนายนิเซ๊ะ ไปที่ศูนย์พิทักษ์สันติ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา

หลังจากถูกควบคุมตัวตามกฎ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเวลา 6 วัน นายนิเซ๊ะ จึงตัดสินใจเขียนหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรฝากให้นายนายนิเซ็ง นิฮะ น้องชายที่ไปเยี่ยมในเช้าของวันที่ 1 ตุลาคม 2554 ที่ศูนย์พิทักษ์สันติ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา เพื่อแสดงความในใจและเป็นการสั่งเสียในกรณีหากเกิดอะไรขึ้นกับตน

นานาชาติเล็งจี้สถานการณ์สิทธิฯ ไทย 5 ตุลานี้

ที่มา ประชาไท

สืบเนื่องจากในวันที่ 5 ตุลาคมที่จะถึงนี้ จะถึงรอบการรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ภายใต้สภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ด้วยกระบวนการ Universal Periodic Review (ยูพีอาร์) โดยจะมีตัวแทนจากนานาชาติตั้งคำถามทางการไทยในประเด็นสิทธิฯ ที่ต่างชาติเห็นว่ามีการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนสากล และทางการไทยมีหน้าที่จะต้องรายงาน รวมถึงสามารถรับข้อเสนอแนะมาปฏิบัติได้

ข้อมูลจากเว็บไซต์ข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ เปิดเผยว่า ทางตัวแทนรัฐบาลจากหลายประเทศจากแถบยุโรป อาทิ อังกฤษ นอรเวย์ เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ มุ่งตั้งคำถามทางการไทยในหลายประเด็น แต่เรื่องที่ต่างชาติให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ได้แก่ เรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 และพรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ ซึงหลายฝ่ายมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

นอกจากนี้ เรื่องที่รัฐบาลต่างชาติให้ความสนใจ ยังรวมถึง การค้นหาความจริงในเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2554 เหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิทธิฯ ของผู้ลี้ภัยจากชายแดนพม่า รวมถึงความเป็นกลางของคณะกรรมการสิทธิฯ ไทย และองค์กรอิสระอื่นๆ เช่น คณะกรรมการปรองดองฯ และศาลด้วย

ทั้งนี้ ข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ ได้อธิบายว่า กระบวนยูพีอาร์ นับเป็นกระบวนการที่เป็นเอกลักษณ์ของสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่เปิดโอกาสให้แต่ละประเทศผลัดกันตรวจสอบสถานการณ์สิทธิของประเทศต่างๆ โดยใช้กระบวนการที่เป็นมิตรและปฏิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ (Constructive engagement) กับผู้นำประเทศต่างๆ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงสถานการณ์สิทธิฯ ในทุกประเทศอย่างทั่วถึง

บัน คี มุน เลขาธิการแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน “มีศักยภาพที่ดีมากในการส่งเสริมและพิทักษ์สิทธิมนุษยชนแม้แต่ในประเทศที่ อยู่ในมุมมืดของโลกใบนี้”

สำหรับประเทศไทย ตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้ชี้แจงสถานการณ์สิทธิฯ ไทย ตามรายงานที่ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งตอบคำถามต่อนานาชาติในประเด็นต่างๆ ที่ถูกตั้งคำถาม โดยจะถึงคิวการรายงานในวันที่ 5 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ ในเวลา 18.30 -21.30 น. ตามนาฬิกาประเทศไทย

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามชมกระบวนการดังกล่าวได้ ผ่านการถ่ายทอดสดทางเว็บไซต์ http://www.un.org/webcast/unhrc/ หรือสามารถเข้าร่วมงาน ‘ปาร์ตี้สิทธิมนุษยชน’ Human Rights Party: WTF is UPR? [Live Cast: The 1st Cycle of Thailand Universal Periodic Review] ซึ่งจัดโดยองค์กรภาคประชาสังคมของไทย เพื่อรณรงค์ความตระหนักรู้ในกระบวนการยูพีอาร์ได้ ในวันที่ 5 ตุลาคม เวลา 18.30 สถานที่ ‘Reading Room’ หรือสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กดังกล่าว

__________________

คำถามที่น่าสนใจบางส่วนจากรัฐบาลต่างประเทศ

ประเด็นเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553

สาธารณรัฐเช็ก

สืบ เนื่องจากข้อมูลที่ได้รับร่วมกันจากผู้ตรวจการพิเศษสหประชาชาติด้านเสรีภาพ การแสดงออก และผู้ตรวจการพิเศษสหประชาชาติด้านการบังคับใช้กฎหมายพิเศษและประหารชีวิต โดยทันทีหรือตามอำเภอใจนั้น เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 รัฐบาลไทยได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง โดยต่อมาในวันที่ 10 เมษายน 2553 การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลเกิดความตึงเครียดขึ้น จนเป็นเหตุแก่การกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่รัฐใช้อาวุธหนักเข้าปราบปรามการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 21 รายและบาดเจ็บกว่า 700 ราย เราทราบว่า ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งบัญญัติให้การใช้กำลังโดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นไปโดยจำกัดที่สุด และการใช้กำลังนั้นจะต้องอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมต่อวัตถุประสงค์อันชอบธรรม ที่ต้องการจะได้รับ ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอเรียนถามคำอธิบายโดยย่อต่อมาตรการที่รัฐบาลไทยนำมาพิจารณาก่อนการ ใช้กำลัง เพื่อให้สอดคล้องกับข้อบัญญัติข้างต้นและหลักการพื้นฐานของสหประชาชาติว่า ด้วยการใช้ปืนกลโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

สหราชอาณาจักร

อยาก ทราบความคืบหน้าว่ารัฐบาลไทย ได้ให้คำตอบอย่างไรต่อรายงานและข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้น หาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยได้นำข้อเสนอแนะใดมาปฏิบัติ และมีการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและการเงินแก่ผู้เสียหายมากน้อยเพียงไร

นอร์เวย์

รัฐบาล ไทยจะมีวิธีอย่างไรที่จะทำให้แน่ใจว่าคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติที่ตั้งขึ้น หลังเหตุการณ์ความวุ่นวายเดือนเมษายน- พฤษภาคม 2553 จะได้รับทรัพยากรและอำนาจตามที่จำเป็น เพื่อหาผู้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน และนำมาซึ่งความยุติธรรมได้

ประเด็นเสรีภาพในการแสดงออก

เดนมาร์ก

รัฐบาล ไทยมีมาตรการใดในการปกป้องเสรีภาพทางการแสดงออกของสาธารณะ ซึ่งรวมถึงเสรีภาพของสื่อแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์, สื่อวิทยุ-โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์

เนเธอร์แลนด์

ประเทศ ไทยถูกวิจารณ์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับมาตรการการบล็อคเว็บไซต์และการจำกัด เสรีภาพทางการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์และประเด็นอ่อนไหวอื่นๆ ในขณะเดียวกัน สื่อเองก็ถูกกล่าวหาว่ามีการเซ็นเซอร์ตัวเองอย่างเข้มข้น ในด้านรัฐบาลไทยนั้นก็ยอมรับในหลายโอกาสว่า มีการใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันฯ ในการควบคุมความคิดเห็นของประชาชน ด้วยเหตุนี้ อยากทราบว่า ประเทศไทยจะมีการปฏิรูปกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยว กับคอมพิวเตอร์เมื่อไหร่ อย่างไร และการปฏิรูปดังกล่าวจะรวมถึงการมีเกณฑ์ที่ชัดเจนและมีเหตุผลต่อการพิจารณา การกระทำผิดกรณีหมิ่นฯ หรือไม่

สวิตเซอร์แลนด์

รัฐบาล มีมาตรการอย่างไรในการสร้างหลักประกันเสรีภาพทางการแสดงความคิดเห็นและการ ชุมนุมให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติแก่ประชาชนไทย ทั้งนี้ รัฐบาลไทยคาดว่าจะเชิญผู้ตรวจการพิเศษสหประชาชาติด้านเสรีภาพการแสดงออกมา ยังประเทศไทยหรือไม่?

รัฐบาลไทยจะมีการพิจารณาทบทวนกฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่?

สหราชอาณาจักร

ประเทศ ไทยคาดว่าจะมีการทบทวนประมวลกฎหมายซึ่งเคยใช้ควบคุมเสรีภาพในการแสดงออก โดยมองหาวิธีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมหรือไม่ หากการทบทวนฯ เกิดขึ้น ประเทศไทยสามารถให้รายละเอียดหรือภาพรวมเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติม ได้หรือไม่

นอร์เวย์

ไม่ทราบ ว่ารัฐบาลจะเร่งกระบวนการที่เกี่ยวข้องเพื่อทบทวนกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ในแง่การกำหนดความชัดเจนในการบังคับใช้ และการกำหนดบทลงโทษของกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ เพื่อที่จะป้องกันการใช้กฎหมายดังกล่าวในทางละเมิดสิทธิฯ

ประเด็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม

สวิตเซอร์แลนด์

รัฐบาลไทยมีมาตรการอย่างไรในการสร้างความเข้มแข็งให้กับบทบาทความเป็นอิสระและความเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทย

สหราชอาณาจักร

อยาก ทราบว่าประเทศไทยจะมีขั้นตอนในการปฏิรูประบบยุติธรรม ซึ่งรวมถึงการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่รอการพิจารณาคดีหรือผู้ที่ถูกจำคุกอย่างไร?

ประเด็นเรื่องโทษประหารชีวิต

สวิตเซอร์แลนด์

รัฐบาลไทยคาดว่าจะมีการพิจารณายกเลิกโทษประหารชีวิตหรือไม่?

สาธารณรัฐเช็ก

สาธารณรัฐ เช็กมีความยินดีที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลไทยจะพิจารณาให้สัตยาบันต่อข้อกำหนดเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ว่าด้วยเรื่องการยกเลิกโทษประหารชีวิตของกติกาดังกล่าวด้วยหรือไม่

ประเด็นเรื่องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เนเธอร์แลนด์

คณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คือ หน่วยงานที่มีความสำคัญยิ่งด้านความเป็นอิสระและความเป็นธรรมต่อการสอบสวน กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยคณะกรรมการสิทธิฯ ในประเทศไทยได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นเอกเทศโดยผู้แทนจากศาลยุติธรรม อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเหตุการณ์ความรุนแรงในเดือนเมษายน/พฤษภาคม 2553 โดยคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าว ยังคงไม่ได้รับการเปิดเผยสู่สาธารณชน ด้วยเหตุนี้ จึงขอสอบถามว่า การทบทวนสถานการณ์สิทธิฯ ในประเทศไทยได้กล่าวถึงกระบวนการคัดสรรคณะกรรมการสิทธิฯ ในอนาคต ว่าจะเป็นไปอย่างโปร่งใส มีส่วนร่วม เพื่อให้แน่ใจว่าได้คณะทำงานที่มีความเป็นอิสระ เป็นธรรม และมีความสามารถหรือไม่?

สหราชอาณาจักร

อยาก ทราบว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนไทยจะปฏิบัติภารกิจโดยสอดคล้องกับหลักการ ปารีสที่มีขึ้นเพื่อชี้แนะแนวการปฏิบัติงานของสถาบันแบบเดียวกันนี้ทั่วโลก หรือไม่

ประเด็นเรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เดนมาร์ค

รัฐบาล ไทยมีแผนการใดที่จะกำจัดการปฏิบัติที่เลวร้ายในสถานคุมขัง และสร้างหลักประกันว่าการทรมานเพื่อบังคับให้ผู้ถูกกล่าวหารับสารภาพ ดังเช่น กรณีในสามจังหวัดชายแดนใต้ จะได้รับการสืบสวนอย่างรัดกุมและเป็นธรรม โดยพยานเองก็ปราศจากความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ต่อการรายงานการกระทำดังกล่าว ด้วย

สหราชอาณาจักร

อยาก ทราบว่าประเทศไทยจะพิจารณายกเลิกกฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดน ใต้ ซึ่งร่วมถึงพรก.ฉุกเฉินหรือไม่? หากมีการยกเลิกดังกล่าว จะมีกรอบระยะเวลาการดำเนินงานอย่างไร


ประเด็นเรื่องผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ

สาธารณรัฐเช็ค

ประเทศ ไทยมีมาตรการอย่างไรในการบรรลุมาตรฐานระหว่างประเทศเกี่ยวกับการจัดตั้งสิ่ง อำนวยความสะดวกในสถานกักกันแรงงานข้ามชาติ เช่น ศูนย์อำนวยการพิเศษในการปราบปราม จับกุม และดำเนินคดีแรงงานที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายหรือค้าแรงงานเถื่อน ซึ่งเป็นไปตามคำบัญชาของนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 125/12223 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553

เนเธอร์แลนด์

แม้ ประเทศไทยยังไม่ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาเกี่ยวกับสถานะของผู้ลี้ภัยพร้อมทั้ง ข้อกำหนดเพิ่มเติมปี 1967 แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นประเทศที่ให้แหล่งพักพิงแก่กลุ่มผู้ลี้ภัยจำนวนมาก และต้องผูกพันกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยโดยมากนั้น ขาดซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน รวมถึง การถูกละเมิดโดยตำรวจและถูกเหยียดเชื้อชาติ ในการนี้ ขอสอบถามว่า การทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยได้รวมเอาหลักการ Non-refoulement เข้าพิจารณาหรือไม่? หลักการดังกล่าว คือ การที่รัฐบาลไทยสร้างความมั่นใจว่า จะไม่มีบุคคลใดถูกขับไล่ ส่งตัวกลับ หรือถูกส่งมอบในฐานะนักโทษ กลับไปยังประเทศหรือดินแดนที่ซึ่งเขาอาจต้องพบเจอกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขั้นร้ายแรง นอกจากนี้ ขอสอบถามว่า ประเทศไทยจะมีการปรับข้อกฎหมายเพื่อประกันรายอย่างยุติธรรม ชดเชยรายได้แก่แรงงานข้ามชาติโดยเท่าเทียม สร้างสภาวะการทำงานที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ ปราศจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 05/10/54 พวกตกเป็นทาส..มาลัยน้ำใจ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



เป็นผลพวง บ่วงบาศ ทาสท้อปบู้ท
บทพิสูจน์ คนเลว สุดเหลวไหล
ผลประโยชน์ สามานย์ สันดานใคร?
รัญจวนใจ หอมฟุ้ง ฟาดพุงกาง....


นักวิชาการ วิชาเกิน เงินเป็นใหญ่
จึงเฉไฉ ทำชั่ว หัวยันหาง
ล้วนความคิด จิตระยำ แบบอำพราง
ลืมชั่วดี ถี่ห่าง ไม่ว่างเว้น....


แถมสื่อชั่ว โอบอุ้ม คุ้มครองให้
ต่างตอบแทน จัดไป ได้เห็นเห็น
มันพร้อมโหม หลบเลี่ยง พูดเบี่ยงเบน
สมกากเดน ชั่วเบ็จเสร็จ..เผด็จการ....


นิติราษฎร์ ผงาดสู้ ให้รู้แจ้ง
ไม่แอบแฝง เดินหน้าซัด..พวกรัฐประหาร
ส่วนพวกชั่ว ขัดแข้งขา อย่างสามานย์
เผยสันดาน ทาสมาลัย จิตใจเลว....


พวกโอบอุ้ม เผด็จการ มารสถุน
ต่างเกื้อกูล ฉุดไทย ให้ดิ่งเหว
พวกสื่อชั่ว ก็โหมใส่ สุมไฟเปลว
เลวบวกเลว หลงอำนาจ ทาสเผด็จการ....


๓ บลา / ๕ ต.ค.๕๔

เครือข่า่ยแดงนานาชาติหนุนนิติราษฎร์

ที่มา Thai E-News



ช่อง11ยุค(รัฐบาล)ใหม่-ช่อง11ประเดิมรายการ"แว่นขยาย"ดำเนินรายการ โดยจักรพันธุ์ ยมจินดา และได้เชิญคณะนิติราษฎร์มาเป็นแขกร่วมรายการในตอนนิติราษฎร์ หยุดรัฐประหารได้จริงหรือ เมื่อค่ำวันที่ 4 ตุลาคม 2554 (ที่มา:คลิปรายการโดยคุณ fazhi2006)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 ตุลาคม 2554

เครือข่ายแดงนานาชาตื ประกอบไปด้วย Thai Red Australia Thai Red USA UDD-Thai of Europe Thai Red in Japan Thai Red Japan และ Thai Red Taiwan ได้ส่งจดหมายเปิดผนึก เรื่องสนับสนุนข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ในโอกาสครบรอบ ๕ ปีรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ทั้ง ๔ ประเด็น โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

อันเป็นที่ทราบกันดีแล้วถึงการที่คณาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๗ ท่าน ได้นำเสนอต่อสาธารณะชนในหลักการข้อกฏหมาย ๔ ประเด็น เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๔ เพื่อให้สอดคล้องกับโอกาสครบรอบ ๑ ปีของการก่อตั้งคณะนิติราษฎร์นั้น

และเป็นการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอุกฤษทางการเมือง และสังคมในประเทศไทย ที่เป็นมาตลอดเวลากว่า ๕ ปี เมื่อมีการละเมิดอธิปไตยของปวงชนอย่างน่าละอายในสายตาชุมชนอารยะทั่วโลก ด้วยการบิดเบือนอำนาจตุลาการ และบดบังแนวทางประชาธิปไตย ใช้เล่ห์เพทุบาย ใช้ข้ออ้างอย่างไร้จริยธรรม กำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ซึ่งเรียกร้องสนับสนุนแนวทางก้าวหน้าในวิถีประชาธิปไตย

อีกทั้งเลวร้ายไปถึงกระทั่งเข่นฆ่าประชาชนด้วยอำนาจแห่งกฏหมายเบ็ดเสร็จ (Draconian Laws) แล้วยังตามรังควาญ จับกุม จองจำ บุคคลจำนวนมมากที่พยายามประกาศสิทธิเสรีภาพแห่งการเป็นมนุษย์ด้วยการเสนอ และแสดงข้อคิดเห็นอย่างอิสระ

พวกเราชาวไทยที่อยู่อาศัยในต่างประเทศ และมุ่งหวังต้องการให้ประเทศบ้านเกิดสามารถบรรลุถึงซึ่งความสมานฉันท์ในหมู่ ประชาชนตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยแอย่างแท้จริงโดยเร็วไว เห็นชอบว่า ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์มีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้เกิดการปรับ ปรุง ฟื้นฟู และแม้แต่ก่อกำเหนิดวิถีทางใหม่ๆ

เพื่อที่ประเทศไทยจักได้เป็นสังคมแห่งความเท่าเทียม ปราศจากการทับซ้อนในมาตรฐานการบังคับใช้กฏหมาย และถือปฏิบัติวัฒนธรรมทางสังคมในระนาบของการเป็นอารยะสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อยุติวิธีการอ้างอิงอำนาจก้าวล้ำหลักนิติธรรม (Rule of Law) มาใช้กดขี่ กำหราบ และปราบปรามประชาชน ไม่ว่าจะเป็นส่วนใหญ่หรือส่วนย่อย ที่แสดงออกซึ่งสิทธิ และเสรีภาพส่วนบุคคลของตนตามแนวทางประชาธิปไตย และในขอบข่ายของหลักสิทธิมนุษยชนสากล

ดังที่เราขอกล่าวถึงไว้เป็นอนุสนธิโดยสังเขป ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยเรียกร้องให้ผลของการรัฐประหารในระหว่างวันที่ ๑๙ ถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ เสียเปล่า ไม่มีผลในทางกฏหมายอีกต่อไป

เช่นเดียวกับมาตรา ๓๖ และ ๓๗ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ รวมทั้งคำวินิจฉัย คำพิพากษา ขององค์กรตุลาการต่างๆ ซึ่งเกิดจากอำนาจคณะรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องเอาผิดต่อผู้กระทำ และก่อการรัฐประหาร ในโทษฐานกบฏต่อราชอาณาจักรได้

ประเด็นที่สอง การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ตามแนวทางที่คณะนิติราษฎร์ได้ประกาศไว้แล้วตั้งแต่วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๔ ทั้งสิ้น ๗ ประการ อันประกอบด้วยสาระหลักๆ ได้แก่ ให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ดังกล่าวจากที่ปัจจุบันอยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐ เหตุเพราะขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย

เนื่องจากบัญญัติขึ้นโดยคำสั่งของคณะรัฐประหาร แล้วนำไปเพิ่มเติมไว้ในหมวดประมวลกฏหมายอาญาปรกติ โดยให้มีการแก้ไขสารัตถะบางอย่างอาทิ ไม่ให้มีอัตราโทษขั้นต่ำ และกำหนดโทษสูงสุดไว้ให้จำคุกไม่เกิน ๓ ปี เพิ่มเหตุยกเว้นความผิดเมื่อเป็นการแสดงข้อคิดเห็นโดยสุจริต ยกเว้นโทษถ้ากระบวนการพิจารณาพิสูจน์แล้วว่าข้อที่ผู้ถูกกล่าวหาพูด หรือกระทำเป็นความจริง

และสำคัญที่สุดจะต้องให้ผู้กล่าวโทษมาจากตัวแทนของสถาบันกษัตริย์ นั่นคือสำนักราชเลขาธิการเท่านั้น

ทั้งนี้เราขอเพิ่มเติมในข้อที่คณะนิติราษฎร์ละไว้เนื่องจากเป็นสิ่งที่เกิด จากการปรับใช้ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความคดีอาญา ซึ่งหากมีการปรับปรุงการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาให้ถูกต้องตามภาวะวิสัย ไม่ใช่อัตะวิสัยเช่นที่เป็นมา ดังข้อเสนอแนะของหนึ่งในคณาจารย์นิติราษฎร์แล้วอาจจะทำให้เกิดความชอบธรรมก็ ตาม

แต่เพื่อมิให้เกิดการผิดพลาดได้ซ้ำซากควรที่จะระบุไว้ให้ชัดแจ้งด้วยว่า การพิจารณาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และราชวงศ์ใกล้ชิดชั้นในนั้นต้องไม่กระทำเป็นความลับ

ประเด็นที่สาม กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากรัฐประหาร ซึ่งเราขอร่วมกับคณะนิติราษฎร์คัดค้านการออกกฏหมายนิรโทษกรรมเพื่อ ล้างกระดานทั้งหมด อันจะเป็นผลให้ยุติกระบวนการพิสูจน์ความจริงในเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ไปเสียด้วยเช่นกัน อีกทั้งเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติการเยียวยาผู้ได้รับผลร้ายนับแต่รัฐประหาร เป็นต้นมาโดยถ้วนหน้าไม่เลือกปฏิบัติ

ประเด็นที่สี่ การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ และจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีที่มาอย่างไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย แล้ว ยังเป็นเป็นกฏหมายแม่ที่ให้อำนาจแก่องค์กรทางการเมืองที่เรียกว่าองค์กร อิสระ และองค์กรกึ่งตุลาการ ที่ดำเนินการด้วยอัตตะวิสัยก่อให้เกิดปัญหามากมายด้วยการนำมาตรฐานซ้อนมาใช้ ในการบังคับกฏหมาย

เราเห็นด้วยกับคณะนิติราษฎร์ที่เสนอให้นำกฏหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๔๗๕ พ.ศ. ๒๔๘๙ และ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาใช้เป็นตัวตั้งในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญทั้งสามฉบับเต็มไปด้วยลักษณะแห่งแนวทางประชาธิปไตยแท้ จริง และมีที่มาจากปวงชนชาวไทยทั้งมวล อย่างใดอย่างหนึ่งหรือสองอย่างร่วมกัน มากที่สุดในจำนวนรัฐธรรมนูญนับสิบๆ ฉบับของไทยที่มีมา

ด้วยความนับถืออย่างปวงชนผู้เท่าเทียม
เครือขายแดงนานาชาติ
๔ ตุลาคม ๒๕๕๔


Thai Red Australia Thai Red USA UDD-Thai of Europe
Thai Red in Japan Thai Red Japan Thai Red Taiwan

ถามสมคิด

ที่มา Thai E-News



ช่อง11ยุค(รัฐบาล)ใหม่-ช่อง11ประเดิมรายการ"แว่นขยาย"ดำเนิน รายการโดยจักรพันธุ์ ยมจินดา และได้เชิญคณะนิติราษฎร์มาเป็นแขกร่วมรายการในตอนนิติราษฎร์ หยุดรัฐประหารได้จริงหรือ เมื่อค่ำวันที่ 4 ตุลาคม 2554 (ที่มา:คลิปรายการโดยคุณ fazhi2006)


โดย เอกพิชัย สอนศรี

ถึงคุณสมคิด เลิศไพฑูรย์

คำ ถามที่คุณสมคิดตั้งผมเชื่อว่าหลายคนอยากฟังคำตอบ อยากได้ยินคำเฉลยจากเจ้าของคำถาม ที่จะมีคำอธิบายหนักแน่นกว่าผู้ตอบคนอื่นๆ ไม่เฉพาะผม แม้แต่บุตรีของท่านปรีดี ก็คงอยากทราบเหมือนกัน

หลังจากที่คณะนิติราษฎร์ได้ปลดปล่อยความคิด และปลุกจิตสำนึกประชาธิปไตยของผู้คนในสังคมในการต่อต้าน และมิให้ยอมรับอำนาจจากการกระทำรัฐประหาร ด้วยการฉีกทำลายทิ้งซึ่งรัฐธรรมนูญ ที่เป็นฐานรองรับว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย

คุณสมคิดจึงตั้งคำถาม ๑๕ ข้อถึงคนในสังคม อย่างน้อยก็ ๔ ราย (คุณพนัส ทัศนียานนท์ คุณพุฒิพงศ์ พงศ์อเนกกุล อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และคุณกฤติกร วงศ์สว่างพานิช) ที่ตอบคำถามนั้นด้วยข้อมูลที่มีน้ำหนัก

แน่นอนว่าการตั้งคำถามสู่สังคม ผู้ตั้งคำถามเองย่อมมีคำตอบของตนเอง เพื่ออธิบายเสริมในประเด็นที่ผู้ตอบอธิบายไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ หรือตอบไม่ตรงประเด็น คำถามของคุณสมคิดนั้นเป็นคำถามที่สามารถตอบได้ตามหลักวิชา

(ต่างจากกรณีคำถามเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร เหล่านี้ หากไม่วัดด้วยหลักวิชาจึงไม่อาจบอกได้ว่าการตอบ “เห็นด้วย” “ไม่เห็นด้วย” นั้นถูกหรือผิด)

คุณสมคิดไม่เพียงยังไม่ได้ตอบคำถาม หรืออธิบายว่าความเห็นหรือคำตอบเหล่านั้น ว่าถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนจากหลักวิชา และตรงกับคำตอบ(ที่มีอยู่ในใจคุณสมคิด) หรือไม่ อย่างไร คุณสมคิดยังตั้งคำถามเพิ่มอีก ๒ ข้อ

๑. ถ้านาย ก.ทำรัฐประหารและได้อำนาจรัฐมา เราจะต่อสู้นอกระบบกฎหมายเพื่อเอาอำนาจรัฐกลับคืนมาได้หรือไม่

ตอบ การทำรัฐประหารเป็นการใช้อำนาจนอกระบบอยู่แล้ว และมาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันบังคับมิได้

ผลคือ

รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด คณะรัฐประหารประกาศยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญได้โดยการประกาศ ให้รัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อมกับ คณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรและศาลรัฐธรรมนูญ

๒.เมื่อระบบถูกทำลายแล้วด้วยประกาศของคณะรัฐประหาร เราจะต่อสู้นอกระบบกฎหมายเพื่อเอาอำนาจรัฐกลับคืนมาได้หรือไม่

ก็ต้องถามกลับว่า “นอกระบบกฎหมายตามระบอบประชาธิปไตย(ที่ถูกทำลายทิ้งแล้ว หรือนอกระบบกฎหมายที่ประกาศโดยคณะรัฐประหารครับ”

เพราะที่อ้างกฎหมาย ถูกประกาศขึ้นใหม่ในนามของคณะรัฐประหาร ที่กระทำตนเองเป็นผู้เหนือกฎหมายสูงสุดได้ แล้วประชาชนจะรอใครออก พ.ร.ฎ., พ.ร.ก., พ.ร.บ. ในเมื่อรัฐสภาถูกยุบ คณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ประชาชนย่อมมีสิทธิ์จะต่อสู้ทั้งในระบบกฎหมายหรือนอกระบบกฎหมายเขาย่อม สามารถยืนยันสิทธิในอำนาจของพวกเขา (ข้าพเจ้า, ฉัน, ข้า, กูไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจการประกาศของท่าน, คุณ, เอ็ง, มึง) จะฉบับใดก็ตาม

นี่คือ คำตอบของประชาชนคน(จำนวน)หนึ่ง ซึ่งผมอาจจะตอบผิดจากคำตอบของคุณสมคิดก็ได้ และคำถามนี้สามารถบอกได้ว่าถูกหรือผิดมากน้อยอย่างไรตามหลักวิชา และใจจริงผมก็อยากลอกคำตอบที่ถูกมากกว่านี้ของคุณสมคิด(คนตั้งคำถาม)เหมือน กัน แต่รอแล้วรอเล่าคุณสมคิดก็ไม่ตอบคำถามเหล่านั้นเสียที

ข้อ ๒ นี่ผมจึงขอไม่ตอบนะครับ เพราะว่าผมก็กลัวตอบผิด

กลับมาที่ประเด็นที่คุณสมคิดยังไม่ได้ตอบคำถามที่ตนเองตั้งขึ้น เพราะสังคมก็รอคำตอบ เพื่ออย่างน้อยจะได้เทียบเคียง ชั่งน้ำหนักว่าควรจะเชื่อใครดี เป็นข้อมูลให้ต้องตัดสินใจว่า หากมีการกระทำรัฐประหารอีก “ควรจะสู้หรือควรจะพินอบพิเทาต่อคณะรัฐประหารดี”

ผมเองก็มีคำถามที่อยากถามคุณสมคิดเหมือนกัน (ผมสงสัยมานานมาก เคยเขียนบทความก็แล้ว ก็ไม่มีใครตอบให้กระจ่างเสียที) ในฐานะที่คุณสมคิดเป็นเลขาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จึงน่าจะตอบคำถามนี้ได้

ถามว่า

เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด แล้วเหตุใดคณะรัฐประหารจึงประกาศยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ และ/หรือใช้อำนาจตามความในมาตราใด (รัฐธรรมนูญถูกยกเลิกแล้ว) และ/หรือทำไมคณะรัฐประหารทำอะไรก็ได้

เพราะคำตอบที่ผมได้รับ คือ “รัฏฐาธิปัตย์” ผมไม่ได้เรียนกฎหมายอะไรหรอกนะครับ แต่มันค้างคาใจในตัวรัฏฐาธิปัตย์ ที่ผมจะแสดงหลักฐานของการทำผิดกฎหมายตัวเอง โดยไม่ต้องรับผิดและยังนิรโทษกรรมให้ตัวเองได้ด้วย

ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๓ (ตามที่อ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แต่งตั้งนายสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธานตรวจสอบทรัพย์สิน ภายหลังได้ลาออกไป ถามว่า

“นั่นเป็นการทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือไม่” และ “เมื่อแต่งตั้งแล้วบุคคลนั้นไม่ยอมรับ ตำแหน่ง ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือไม่”

และกรณีที่หัวหน้า คปค. มิได้ทำหน้าที่นั้นตามประกาศ ยังเป็นหัวหน้ารัฏฐาธิปัตย์หรือไม่ เช่น ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๑๖

เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินให้มีความต่อเนื่องใน ระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงมีประกาศดังต่อไปนี้

ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้การดำเนินการเรื่องใดต้องได้รับความเห็นชอบจาก รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา ให้เป็นอำนาจของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในการให้ความเห็นชอบแทนรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา ในเรื่องนั้น

ประกาศ ณ วันที่ ๒๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ตามประกาศคปค. ฉบับอื่นๆ เช่น ประกาศให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ทั้ง ปปช. สตง. กกต. โดยกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรนั้นๆ กำหนดให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่หัวหน้าคปค. ก็มิได้ปฏิบัติหน้าที่รัฐสภา ในการถวายคำแนะนำ เช่น กฎหมายว่าด้วยปปช. ตามมาตรา ๗ (๒) วรรค ๓ ตามอำนาจนั้นประธานวุฒิสภาจึงเป็นผู้ที่ต้อง ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ประกาศคปค. ฉบับที่ ๑๖ ที่หัวหน้าคปค.ร่าง ลงนาม และประกาศใช้เอง แต่ก็มิได้ปฏิบัติหน้าที่ (ให้ความเห็นชอบแทนรัฐสภา)

จักถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่

นี่หรือ “รัฏฐาธิปัตย์” ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็ได้ ผู้ออกกฎหมาย ก็ฝ่าฝืนกฎหมายเสียเอง แล้วรัฏฐาธิปัตย์ก็พร่ำสอนแก่ประชาชนว่า “ประชาชนจะทำผิดกฎหมาย โดยอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้”

คำถามของผมถึงคุณสมคิดนั้นเป็นคำถามที่ผมเองไม่มีคำตอบไว้ในใจ เพราะเป็นคำถามที่อยากรู้จากนักกฎหมายโดยเฉพาะกับผู้ที่เคยทำงานให้รัฏ ฐาธิปัตย์มาแล้ว

แต่คำถามที่คุณสมคิดตั้งผมเชื่อว่าหลายคนอยากฟังคำตอบ อยากได้ยินคำเฉลยจากเจ้าของคำถาม ที่จะมีคำอธิบายหนักแน่นกว่าผู้ตอบคนอื่นๆ

ไม่เฉพาะผม แม้แต่บุตรีของท่านปรีดี ก็คงอยากทราบเหมือนกัน

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:"อธิการฯ มธ." แจงขอโทษ "บุตรสาวปรีดี" แล้ว ลั่นไม่ยอมให้ใครใช้เป็นประเด็นทางการเมือง

จุดสลบพรรคแมลงสาบเรื่องใหม่ "เอ็มทีฯ"

ที่มา Thai E-News

ได้สัญญาขายข้าว 1.9 ล้านตัน แต่ส่งออกแค่ 2,000 ถาม..ส่วนที่เหลือหายไปไหน"

โดย hairmaster
ที่มา พันทิป
3 ตุลาคม 2011

ไม่น่าแปลกใจเลย ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำงานได้เพียง 1 สัปดาห์ สมุนรับใช้พรรคแมลงสาบก็รีบออกมาค้านเรื่องจำนำข้าวทันที

จนดูเหมือนภารกิจค้านเรื่องนี้มันดูลุกลี้ลุกลนมากจนนผิดสังเกต

สุดท้ายเราก็คงพอจะได้คำตอบแล้วว่า ทำไมคนของพรรคแมลงสาบถึงได้ออกมาต่อต้านการจำนำข้าว

สาเหตุน่าจะเกิดจากข่าวล่าสุดเรื่องนี้....

แนะ"โต้ง"สอบสัญญาข้าวย้อนหลัง "เอ็มทีฯ"ติดบ่วงซื้อล้านตันส่งออกจริงไม่ถึง2,000ตัน
ข่าวประชาชาติธุรกิจ
3 ตุลาคม 2554

กลุ่ม ผู้อกหักส่งออกข้าวจากการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่ผ่านมา เสนอ "กิตติรัตน์" ตรวจสอบสัญญาย้อนหลัง สงสัยรัฐเสียประโยชน์ เหตุเอกชนไม่มารับมอบข้าว เผย "เอ็มทีฯ" ได้รับสัญญาขายข้าวกว่า 1.9 ล้านตัน แต่ส่งออกจริงแค่ 2,000 ตัน ตั้งคำถามส่วนที่เหลือหายไปไหน

แม้ ว่านางพรทิวา นาคาศัย กับนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี จะกลายเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับอดีตรองนายกรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ผลการอนุมัติขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลเพื่อการส่งออกไม่น้อยกว่า 1.9 ล้านตัน มูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท ให้กับบริษัทเอ็มที เซ็นเตอร์เทรด ผู้ส่งออกข้าวในเครือเม้งไต๋ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ อ.ม่วงสามสิบ ที่มีทุนจดทะเบียนเพียง 10 ล้านบาท ยังไม่จบ

แหล่งข่าวจากวงการค้า ข้าว เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้มีผู้ส่งออกข้าวที่ผิดหวังจากการเปิดประมูลดังกล่าว ได้เรียกร้องให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบสัญญาการซื้อขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลย้อนหลัง ในสมัยของนางพรทิวา นาคาศัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ระบายข้าวไปแล้ว 3-4 ล้านตัน จากเดิมที่มีสต๊อกอยู่ในระดับ 5-6 ล้านตัน ในเดือนมกราคม 2553

ทั้ง นี้ รัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้ทยอยระบายสต๊อกข้าวเรื่อยมาจนถึงลอตสุดท้ายที่เปิด ระบายในเดือนสิงหาคม 2553 และมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เนื่องจากเป็นการเปิดประมูลเฉพาะกลุ่ม ส่งผลให้มีบริษัทผู้ส่งออกข้าวเพียง 4 รายเท่านั้นที่สามารถซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลได้ ประกอบด้วย บริษัทเอเชีย โกลเด้นท์ไรซ์ บริษัทนครหลวงค้าข้าว บริษัทข้าวไชยพร และบริษัท เอ็มที เซ็นเตอร์เทรด จำกัด

แหล่งข่าวกล่าวว่า 3 บริษัทแรกถือเป็นท็อปไฟฟ์ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของประเทศ และมีความสามารถที่จะเข้าถึงข้าวในสต๊อกรัฐบาลมาทุกสมัย ส่วนบริษัทเอ็มทีฯนั้นน่าสนใจมากกว่า เนื่องจากเป็นบริษัทขนาดเล็กและไม่เป็นที่รู้จักในวงการ แต่คว้าสัญญาซื้อขายข้าวไปได้ถึง 1.9 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าที่ 3 บริษัทข้างต้นได้รับ แม้ว่าถึงที่สุดแล้ว เอ็มทีฯจะไม่สามารถหาเงิน 690 ล้านบาท มาวางค้ำประกันสัญญาซื้อขายข้าวทั้ง 1.9 ล้านต้นได้ก็ตาม

อย่าง ไรก็ตาม ต่อมามีข้อน่าสงสัยว่า ทำไมรัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายข้าว ที่มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในขณะนั้น ได้อนุมัติให้เอ็มทีฯซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลได้อีกเป็นครั้งที่ 2 ในปริมาณ 450,000 ตัน มูลค่า 5,000 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่การทำสัญญาข้าวลอตแรก 1.9 ล้านตันก็แสดงให้เห็นแล้วว่า บริษัทไม่มีความสามารถในการหาเงินมาวางค้ำประกันได้

นอกจากนี้ ยังมีข้อน่าสังเกตว่าการขายข้าวให้เอ็มทีฯทั้ง 2 ลอต เป็นราคาที่เท่ากันทั้ง 2 ครั้ง ในราคาตันละ 12,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ราคาข้าวในตลาดขณะนั้นเคลื่อนไหวอยู่ในระดับตันละ 13,000-14,000 บาท นั่นหมายความว่า นอกจากจะให้โอกาสกับบริษัทนี้แล้ว ยังให้ขายข้าวในราคาที่รัฐขาดทุนด้วย

"การ ขายข้าวลอตที่ 2 ไม่ได้จบลง แค่นี้ เพราะมีกระแสข่าวว่า มีการนำเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาให้บริษัทนี้วางค้ำประกันค่า ข้าว แต่เรื่องก็เงียบไปพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่"

ล่าสุด ได้มีการตรวจสอบข้อมูลการส่งออกข้าวของคณะกรรมการตรวจข้าว-คณะกรรมการสาขา ข้าว สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พบว่า บริษัทเอ็มทีฯมีการส่งออกข้าวในระดับที่ต่ำ ซึ่งไม่สอดคล้องกับการได้รับสัญญาซื้อขายข้าวจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา โดยปี 2553 มีปริมาณส่งออกข้าวไปเพียง 480 ตัน และช่วง 6 เดือนแรกของปี 2554 ส่งออก 1,430 ตัน รวมมีปริมาณการ ส่งออกข้าวไม่น่าเกิน 2,000 ตัน

รัฐบาล ชุดที่ผ่านมาเปิดระบายข้าวใน สต๊อกครั้งสุดท้ายในช่วงเดือนสิงหาคม 2553 คาบเกี่ยวต้นปี 2554 มีปริมาณข้าวส่งออกประมาณ 4 ล้านตัน และหากคำนวณการส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 600,000-700,000 ตัน จะต้องใช้เวลาประมาณ 5 เดือน (150 วัน) หรือส่งออกหมดไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ตามที่บริษัทผู้ส่งออกข้าวที่ได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลขอขยายระยะ เวลารับมอบข้าวจาก 90 เป็น 150 วัน

"ตรงนี้เราอยากให้คุณกิตติรัตน์ เข้ามาตรวจสอบการส่งออกข้าวของบริษัทที่ได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวในสต๊อกรัฐบาล ในสมัยที่ผ่านมา ว่ามีการทำสัญญา การค้ำประกัน ทยอยรับมอบข้าวกันอย่างไร และมีการทิ้งสัญญาไม่มารับมอบข้าวหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว รัฐบาลจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ หากเกิดกรณีไม่ยอมวางค้ำประกัน หรือไม่มารับมอบข้าว มีการลงโทษหรือไม่ ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปแบบนี้" แหล่งข่าวกล่าว


ส่วน กรณีการเปิดรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดใหม่ที่กำหนดไว้ว่า จะรับจำนำข้าวขาว 15,000 บาท ข้าวหอมมะลิ 20,000 บาท ล่าสุดได้มีการเรียกประชุมเพื่อชี้แจงนโยบายการรับจำนำข้าวกับทุกภาคส่วน มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ปรากฏที่ประชุมไม่สามารถกำหนดแนวทางและวิธีการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/2555 ได้ เพียงแต่ปรับเลื่อนระยะเวลาเริ่มโครงการจำนำจาก 15 เป็น 7 ตุลาคมนี้แทน

หากการตรวจสอบพบว่า "เอ็มทีฯ" ได้สต็อคข้าวไปล้านกว่าตัน แต่ส่งออกข้าวไปเพียง 2,000 กว่าตันเป็นจริง เราอาจได้พบทุจริตครั้งใหญ่ เพราะข้อบกพร่องของการรับประกันราคาข้าวของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่เอื้อประโยชน์ให้กับบางบริษัท

แค่เงินประกันราคาข้าวคูณกับจำนวนข้าวที่หายไปล้านกว่าตัน ก็เป็นเงินหลายหมื่นล้านทีเดียว

ตายจริง...รัฐบาลมาร์คคนดี ที่ชอบกล่าวหาว่าคนอื่นโกง เขาทำกันแบบนี้เหรอครับ....!!!

เลยไม่แปลกใจที่พรรคแมลงสาบกับสมุนถึงออกมาค้านเรื่องจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ขนาดนี้

น้ำลดตอผุด อีกแล้วแมลงสาบทั้งหลาย

มุมกวี: เหยื่อแห่งการจองจำ

ที่มา Thai E-News

เหยื่อแห่งการจองจำ

คนจนคือเหยื่อแห่งการจองจำ
ความอยุติธรรมที่รับรองโดยกฎหมาย
กดขี่และขูดรีดจนปางตาย
อย่าหมายว่า"เทวดา" จะปราณี


ต่อหน้าบัลลังก์อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์
"ศาล" ที่ซึ่งสิงสถิตย์แห่งภูตผี
อ่านโองการ เซ่นสังเวยเครื่องบัดพลี
ลงทัณฑ์และยำยี สูญศักดิ์ศรีมนุษย์ชน

ทำลายเสรีภาพแห่งแรงงาน
ผู้ไถหว่านแห่งแผ่นดิน เลี้ยงผู้คน
จองจำความใฝ่ฝันให้ทุกข์ทน
อีกนานไหมจะผ่านพ้น เถื่อนอธรรม

ตีนกูหนาบ่ากูด้าน เพราะงานหนัก
สองมือจักโรมรัน "ทุนเหนือรัฐ" ระยำ
เลิกหมอบกราบ ซาบซึ้ง สยบยอมเวรกรรม
ทฤษฎีชี้นำ ชูธงชัย

เราคือคนใช่อับจนหนทางสู้
คงทนอยู่ล้างอธรรม นำสมัย
ทุรยุคจักผ่านพ้นสิ้นโภยภัย
สังคมใหม่เราจักสร้าง ด้วยทางไท

เราคือคนแห่งขนขั้นถูกกดขี่
ย่อมหวังมีชีวิตอันสดใส
จึงต่อสู้ช่วงชิง "อธิปไตย"
สร้างไทยใหม่ ให้เป็นไท ใข้ไพร่ทาส

จึงจัดตั้ง-ศึกษาเดินหน้าสู้
เข้าฟาดฟันศัตรูหมู่อำมาตย์
ล้างอธรรม ปลดปล่อยประชาชาติ
จักถึงวันประกาศ"ประชาธิปไตยประชาชน"

ธงธรรม สามัญชน

โศกนาฎกรรมการเมือง: 6 ตุลา 19 ฆาตรกรยังลอยนวล? เมษา-พฤษภาอำมหิต 53 คนสั่งฆ่ายังลอยหน้า?

ที่มา Thai E-News

โดย แนวร่วมคนเสื้อแดง
4 ตุลาคม 2554

นับเป็นเวลา 35 ปีของโศกนาฎกรรมทางการเมือง 6 ตุลาคม 2519 ที่พลังขวาจัดอนุรักษ์นิยมได้สังหารปราบปรามประชาชนในเมืองหลวง ผู้มีสองมืออันว่างเปล่า ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เพื่อความเสมอภาคและประชาธิปไตย การเอาผิดกับ “ฆาตรกร” ผู้ก่อบาดแผลร้าวลึกในสังคมไทย ยังเป็นคำตอบอยู่ในสายลม 6 ตุลา 19 ฆาตรกรลอยยังนวล?

นับจากโศกนาฎกรรมทางการเมือง 6 ตุลาคม 2519 ถึงเมษา-พฤษภาอำมหิต 53 เป็นเวลาห่างกันถึง 34 ปี และคงไม่มีใครในสังคมไทยที่จะคาดคิดว่าประวัติศาสตร์บาดแผลจะย้อนรอยขึ้นอีก คำรบหนึ่ง เมื่อพลังขวาจัดอนุรักษ์นิยมได้สังหารปราบปรามประชาชนในเมืองหลวง ผู้มีสองมืออันว่างเปล่า ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เพื่อความเสมอภาคและประชาธิปไตย การเอาผิดกับ “ฆาตรกร” คนสั่งฆ่า ยังเป็นคำตอบอยู่ในสายลม เมษา-พฤษภาอำมหิต 53 คนสั่งฆ่ายังลอยหน้า ?

ประวัติ ศาสตร์ 6 ตุลา 19 และ เมษา-พฤษภาอำมหิต 53 บอกให้รู้ว่า ชนชั้นปกครอง ขวาจัดอนุรักษ์นิยม พร้อมเสมอที่จะจัดการฝ่ายประชาธิปไตยที่ท้าทายอำนาจของพวกเขา และพวกเขาก็อำมหิตพอที่จัดการฆ่า ล้อมปราบประชาชนผู้รักประชาธิปไตย

ประวัติ ศาสตร์ 6 ตุลา 19 และ เมษา-พฤษภาอำมหิต 53 บอกให้รู้ว่าสื่อสารมวลชนเป็นพลังสำคัญของชนชั้นปกครอง ขวาจัดอนุรักษ์นิยม พร้อมเสมอที่จะปลุกระดม บิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสี ตกแต่งเติมข่าวสารข้อมูล เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปราบปรามประชาชน

ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 19 และ เมษา-พฤษภาอำมหิต 53 บอกให้รู้ว่ากองทัพที่ถูกบ่มเพาะครอบงำทางความคิดแบบอนุรักษ์นิยม พร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ได้จากภาษีอากรของประชาชน เป็นเครื่องมือกลไกสำคัญในการปราบปรามประชาชน และพร้อมที่จะกระทำการรัฐประหารอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ประวัติ ศาสตร์ 6 ตุลา 19 และเมษา-พฤษภาอำมหิต 53 บอกให้รู้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยังยึดมั่นอุดมการอนุรักษ์นิยม พร้อมร่วมมือกับพลังขวาจัดอยู่ตลอดกาล แม้ว่าพวกเขาจะมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยรัฐสภาก็ตาม

ประวัติ ศาสตร์ 6 ตุลา 19 และเมษา-พฤษภาอำมหิต 53 บอกให้รู้ว่าคนชั้นกลางในเมืองหลวงจำนวนไม่น้อยที่ต่อต้านสิทธิเสรีภาพในการ ชุมนุมอย่างสันติวธี ของประชาชน และหลงคิดว่าตนเองฉลาดมากกว่าใครๆ พร้อมดูหมิ่นเหยียดยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่นๆโดยเฉพาะ”ไพร่” นอกเมืองหลวง

ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 19 และเมษา-พฤษภาอำมหิต 53 บอกให้รู้ว่า “อำนาจนอกระบบ” “มือที่มองไม่เห็น” พร้อมเสมอที่จะบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย เพื่อ”ความเป็นไทย” ของพวกเขา

กระนั้น ก็ตาม การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ เพื่อความเสมอภาคและเพื่อประชาธิปไตย ก่อน โศกนาฎกรรมการเมือง 6 ตุลา 19 ขณะนั้นการเติบโตของฝ่ายประชาธิปไตยยังมีจำนวนปริมาณและคุณภาพ ต่างกับ เมษา-พฤษภาอำมหิต 53 ปัจจุบัน
ขณะนั้น ฝ่ายประชาธิปไตย ไม่มีเครื่องมือสื่อสารเหมือนโลกสมัยใหม่ปัจจุบัน และขณะนี้ปรากฎการณ์ “ตาสว่าง” อาวุธทางความคิดได้ เติบโตและนับวันขยายไปยังทุกอณูของสังคมมากยิ่งขึ้น และเป็นภาระกิจทางประวัติศาสตร์ของฝ่ายประชาธิปไตยที่ต้องต่อสู้ทางความคิด เพื่อสร้างอำนาจนำทางอุดมการต่อไป

และฝ่ายประชาธิปไตยก็ มิอาจต่อสู้ด้วยความรุนแรงได้เนื่องเพราะเป็นการเปิดช่องให้ศัตรูที่พร้อม อาวุธสร้างเงื่อนไขปราบปรามได้อีก ขณะที่สายธารประชาธิปไตยทัวโลกหนุนเสริมอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน

ประวัติ ศาสตร์ 6 ตุลา 19 และ เมษา-พฤษภาอำมหิต 53 ก็บอกให้รู้ว่า ต้องปฏิรูปกองทัพ ต้องขยายเสรีภาพประชาชน ต้องยกเลิกกฎหมายกำจัดเสรีภาพประชาชน ต้องเปิดเสรีสื่อสารมวลชน ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 เพื่อเบียบขับอำนาจนอกระบบ มือที่มองไม่เห็นทั้งปวง

และคนผิดต้องถูกลงโทษ “ฆาตรกรต้องไม่ลอยนวล คนสั่งฆ่าต้องไม่ยังลอยหน้า ”

อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน

ประชาธิปไตย จงเจริญ

Tuesday, October 4, 2011

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 04/10/54 บาป-กรรม ทำสะสมไว้

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ผลพวงจาก บาป-กรรม ทำสะสม
ด้วยโสมม อมนุษย์ สุดแหลกเหลว
ถูกตีตรา ว่าไอ้โฉด ที่โคตรเลว
จึงดิ่งเหว ซ้ำซาก จากอัปรีย์....


ปี 49 ใครหนอ..ก่อรัฐประหาร
แผนสามานย์ สัปดน ทำป่นปี้
หวังชูคอ เป็นนายก ตลกดี
สั่งเร็วรี่ จากค่ายเขียว เลี้ยวลัดมา....


ใช้เล่ห์ลิ้น เฉไฉ เอาไว้หลอก
คนบางกอก เชื่อตามนั้น อย่างมันว่า
ทำปิดหู ปิดปาก อยากปิดตา
หลงมารยา พวกพรรคเปรต ทุเรศนัก....


เห็นหางโผล่ โชว์ชั่ว กลับมั่วต่อ
หลอกให้พอ พวกนี้ โง่ดีดัก
แม้นจับได้ ไล่ทัน มันยึกยัก
จึงประจักษ์ ด้วยสันดาน พวกมารชน....


บาป-กรรม..มันสั่งฆ่า ประชาราษฎร์
สร้างอุบาทว์ แอบแฝง ทุกแห่งหน
มันจะย้อน ตอบสนอง ครรลองคน
ต้องทุกข์ทน..ชิบหาย..ตายทั้งเป็น....


๓ บลา / ๔ ต.ค.๕๔