WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 5, 2011

ข้าแต่ศาลที่เคารพ...... "ผมขอคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" เปิดจดหมายของผู้ถูกควบคุมตัวตามหมาย ฉฉ.

ที่มา ประชาไท

วันเสาร์ที่ทุกคนน่าจะได้พักผ่อน แต่หลายคนอาจจะกังวลใจกับงานที่ทำในอาทิตย์ที่ผ่านมา หรืองานและเรื่องราวที่รออยู่เบื้องหน้าในอาทิตย์ถัดไป ข้าพเจ้าได้รับจดหมายน้อยฉบับหนึ่งจากศูนย์พิทักษ์สันติ จชต ที่ตั้งอยู่ที่โรงเรียนตำรวจภูธร 9 จังหวัดยะลา จดหมายลงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2554 บรรยายถึงข้อความที่เราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นและได้ยิน มีข้อความว่า

“ ข้าพเจ้านายนิเซ๊ะ นิฮะ ยังมีสติสมัญชญะดี ร่ายกายแข็งแรง หลังจากนี้ถ้าหากมีอะไรในกระบวนการซักถามในชั้น พ.ร.ก. ข้าฯ นายนิเซ๊ะ นิฮะ จะไม่ให้การใดทั้งสิ้น นอกจากจะยืนยันคำให้การเดิม ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นแก่ข้าฯ ไม่ว่าร่างกายหรือชีวิต หรือกรณีใดก็ตาม ข้าฯ ขอเขียนหนังสือนี้เป็นลายลักษณ์อักษรไว้เป็นหลักฐาน เพื่อดำเนินการต่อไป”

ลงชื่อ

ขอคัดค้าน พ.ร.ก.

1 ตุลาคม 2554

ลายมือและร่องรอยของจดหมายที่ถูกพับจนเล็ก บ่งบอกถึงที่มาและที่ไปของจดหมายได้ดี ด้วยเส้นสายตัวหนังสือที่หนักแน่น ชัดเจน นายนิเซ๊ะ นิฮะ ถูกจับกุมเมื่อเวลารุ่งเช้า วันที่ 16 กันยายน 2554 เจ้าหน้าที่ทหารตรวจค้นบ้านนายนิเซ๊ะ นิฮะ ตำบลตะลุโบะ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยมิได้แสดงหมายแต่อย่างใด และควบคุมตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ ไปยังค่ายทหารบริเวณโรงไฟฟ้าปัตตานี ถนนปัตตานี - ยะลา อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ต่อมานายนิเซ๊ะ นิฮะ ถูกย้ายสถานที่ควบคุมตัวยังค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานีในวันเดียวกัน มีรายงานว่านายนิเซ๊ะ ได้รับการปฏิบัติอย่างดีระหว่างการควบคุมตัวและได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ค่ายอิงคยุทธฯด้วยความสมัครใจต่อข้อซักถามต่าง ๆ

ภายหลังการควบคุมตัวตามอำนาจกฎอัยการศึกเป็นเวลา 7 วัน เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 นายนิเซ๊ะ นิฮะ ได้รับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรกะพ้อ อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี จะยื่นคำร้องขอออกหมายควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยย้ายการควบคุมตัวไปที่ค่ายอิงคยุทธฯ และในวันที่ 26 กันยายน 2554 นายนิเซ๊ะ นิฮะ ได้ลงชื่อในบันทึกซักถามซึ่งเป็นการสิ้นสุดการควบคุมตัวและผู้ถูกควบคุมตัว ย่อมจะได้รับการปล่อยตัวตามระเบียบปฏิบัติที่ถือปฏิบัติกันมา แต่กลับถูกส่งตัวไปที่ศูนย์พิทักษ์สันติ จชต ที่ตั้งอยู่ที่โรงเรียนตำรวจภูธร 9 จังหวัดยะลา โดยนายนิเซ๊ะ นิฮะ ซึ่งสามารถสื่อสารภาษาไทยได้ดี ไม่ได้ทราบถึงข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยที่มีอยู่แต่อย่างใด อีกทั้งเขาก็ไม่มีโอกาสได้ชี้แจงกับศาลจังหวัดปัตตานีในวันที่ 22 กันยายน ในระหว่างที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอศาลจังหวัดปัตตานีออกหมายจับตามอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นครั้งแรก ถ้ามีโอกาสนายนิเซ๊ะ นิฮะ อาจจะพูดเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำกว่าตัวหนังสือว่า ผมขอคัดค้าน พ.ร.ก…

นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2554 นายนิเซ๊ะ นิฮะ ถูกควบคุมตัวที่ศูนย์พิทักษ์สันติที่ตั้งอยู่ที่โรงเรียนตำรวจภูธร 9 จังหวัดยะลา ระหว่างนั้นการซักถามนายนิเซ๊ะ นิฮะ ได้รับการปฏิบัติอย่างดี และซักถามดำเนินไปด้วยคำถามเดิม ๆ เช่น คำถามเกี่ยวกับอาชีพ คำถามเกี่ยวกับกิจกรรมในสมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ สมัยปฎิวัติรัฐประหารและการต่อสู้เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยเมื่อ 19 ปีที่แล้วในช่วงพฤษภาทมิฬ

ในวันที่ 29 กันยายน 2554 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอขยายการควบคุมตัวตามอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหลังจากการควบคุมตัวอีก 7 วัน โดยนายนิเซ๊ะ นิฮะ ก็ไม่มีโอกาสได้พูดกับศาลที่เคารพว่า ผมขอคัดค้าน พ.ร.ก…………….

ในวันที่ 30 กันยายน 2554 ทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้รับคำร้องจากญาติว่าต้องการให้มีการ ปล่อยตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะเนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ฯ ไม่ได้ซักถามประเด็นใดใดเพิ่มเติม การถูกควบคุมตัวโดยไม่มีเหตุจำเป็นตามกฎหมายนั้นไม่ตรงกับเจตนารมณ์ ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะนายนิเซ๊ะ นิฮะเป็นผู้บริสุทธิ์และยืนยันว่าจะว่าได้ให้การแก่เจ้าหน้าที่แล้วและยืน ยันคำให้การเดิม ทนายความฯ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งไต่สวนคำร้องขอขยายระยะเวลาการ ควบคุมตัว โดยขอให้ศาลเรียกเจ้าหน้าที่ผู้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการควบ คุมตัวและผู้ถูกควบคุมตัวมาไต่สวน และขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ ผู้ถูกควบคุมตัว เพราะการควบคุมตัวบุคคลไว้ไม่มีเหตุจำเป็นตามสถานการณ์ฉุกเฉินแต่อย่างใด ย่อมกระทบต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ทั้งนี้ ศาลไม่ได้เรียกให้มีการไต่สวนคำร้องในวันดังกล่าว ศาลฯจึงยังไม่ได้มีโอกาสได้ยินเสียงร้องจากนายนิเซ๊ะ นิฮะ ว่าผมขอคัดค้านพรก…………….

ศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนผู้ร้องและผู้ร้องคัดค้านแลนายนิเซ๊ะ นิฮะ ผู้ถูกควบคุมตัว ในวันวันพุธที่ 5 ตุลาคม 2554 เวลา 09.30 น. ซึ่งเป็นเวลาอีกกว่า 5 วันหลังจากที่นายนิเซ๊ะ นิฮะ ได้มอบหมายให้ทนายความนำความมาเสนอต่อศาลเพื่อให้ศาลรับฟังแต่ศาลก็ยังคงไม่ ได้ยิน นายนิเซ๊ะ นิฮะ จึงได้เขียนจดหมายฉบับดังกล่าวส่งให้ญาติพับจนเล็กส่งออกมาให้คนภายนอกได้ รับรู้ความรู้สึกของตน

การออกหมายจับของศาลเพื่อการควบคุมตัวบุคคลอันเกิดจากดุลพินิจของเจ้า พนักงานฯ ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายพิเศษถูกตั้งคำถามเสียงดังมาโดยตลอด ด้วยการเปรียบเทียบความสัมฤทธิ์ผลของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สินของจำนวนผู้ถูกควบคุมตัวที่ได้รับการปล่อยตัวพร้อมกับจำนวนคดีที่ ศาลมีคำสั่งยกฟ้องมานานนับ 7 ปี จนเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554 ภายหลังการบังคับใช้ พ.ร.ก.กว่า 5 ปี ได้มีประกาศราชกิจจานุเบกษาเรื่องคำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการพิจารณาคำร้องขอจับกุมและควบคุมตัวบุคคลตามพระราชกำหนดการ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยกำหนดหลักการสำคัญบางประการเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เช่น การขอศาลออกหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้นำข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ เกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในคำแนะนำประธานศาลฎีกาได้ระบุด้วยว่า ศาลจังหวัดที่เกี่ยวข้องต้องไต่สวนให้ได้ความก่อนออกหมาย ศาลควรสอบถามผู้ร้องว่า เคยมีการออกหมายจับและควบคุมตัวบุคคลมาก่อนที่ศาลใดหรือไม่ เพื่อมิให้มีการควบคุมตัวเกินระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้งระบุว่าให้ผู้รับผิดชอบรายงานความคืบหน้าการจับกุมตามหมายต่อศาลทุก สามเดือนจนกว่าจะจับกุมได้ เมื่อจับกุมตามหมายจับได้แล้วให้จัดทำรายงานแจ้งต่อศาล หากเปลี่ยนสถานที่ควบคุมตัวให้รายงานให้ศาลทราบทันที เมื่อมีการปล่อยตัวไม่ว่าเมื่อใดก็ตามต้องแจ้งให้ญาติหรือผู้ที่ผู้ถูกควบ คุมตัวไว้ใจทราบและนำตัวผู้ถูกควบคุมตัวมาศาลที่ออกหมายจับเพื่อการปล่อยตัว ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าวศาลจะเพิกถอนหมายจับ หรือสั่งเป็นอย่างอื่นได้ หมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้กำหนดว่าเมื่อครบกำหนดหนึ่งปีหากไม่สามารถจับกุมบุคคลได้ ศาลอาจเรียกผู้ขอออกหมายมาสอบถามหรือเพิกถอนหมายจับได้ อีกทั้งประธานศาลฎีกากำหนดด้วยว่าถ้าการจับกุมและควบคุมตัวไม่เป็นไปตาม กฎหมาย ให้ศาลทำการไต่สวน มีคำสั่งให้นำผู้ถูกควบคุมตัวมาศาลเพื่อไต่สวนได้ เป็นต้น

จดหมายน้อยฉบับดังกล่าวเป็นเสียงร้องเรียกดังดังต่อสาธารณะฉบับแรกจากผู้ ถูกควบคุมตัว ทั้งที่มีผู้ถูกควบคุมตัวภายใต้อำนาจกฎหมายพิเศษหลายรายที่ ไม่สามารถเขียนหนังสือ ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย ไม่สามารถมีทนายความร่างคำร้องขอคัดค้านการควบคุมตัว บางรายเคยมีรายงานว่า ถูกซ้อมทำร้ายร่างกายระหว่างการควบคุมตัว และเคยแม้กระทั่งไม่มีชีวิตที่ รอดกลับออกไปจากการควบคุมตัว เช่น กรณีนายสุไลมาน แนซา แม้เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังอยู่ในขั้นตอนการไต่ สวนการตายของศาลฯ แต่มีเสียงสะท้อนการทำงานของนักสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมาย มาโดยตลอดว่า ข้อร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมานผู้ต้องหาเดิมๆ นั้นไม่ควรนำมาเผยแพร่กันอีก นักสิทธิมนุษยชนได้แต่เรียกร้องปกป้องแต่ผู้ต้องสงสัย ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง ไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้เสียหาย และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ก่อการได้ฆ่าสังหารผู้บริสุทธิ์ไปเป็น จำนวนมาก เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ากฎหมายพิเศษมีเพื่อ สถานการณ์พิเศษที่ต้องการการบริหารจัดการเป็นพิเศษ ความเสียหายที่เกิดแก่ ผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งต้องได้รับการเยียวยาทั้งด้านการให้ความ ช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและความเป็นธรรมนั้นคือการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

แม้ว่ารัฐบาลใหม่เองก็ยังไม่มีแนวทางออกทางการเมืองที่ชัดเจนเกี่ยวกับ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ถ้าจะให้คนในรัฐบาลยกมือว่าใครได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาแล้วบ้าง คงมีคนยกมือขึ้นไม่มากก็น้อย พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ประกาศใช้ในพื้นที่กรุงเทพและ จังหวัดต่าง ๆในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 เป็นฉบับเดียวกับที่ประกาศใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็น ระยะเวลากว่า 7 ปีติดต่อกัน การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือการทบทวนที่มาของกฎหมาย และการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นคงเป็นหน้าที่ผู้มีอำนาจในการกำหนดนิตินโยบายของรัฐบาลคง ต้องรับฟังทุกด้านและคำนึงถึงหลักการที่ว่า การบังคับใช้กฎหมายนั้นต้องมีมาตรฐานเดียวไม่ใช่สองมาตรฐาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมประเทศที่เป็นจริง ดังนี้เสียงเรียกร้องของ ผู้ถูกควบคุมตัวแม้แต่เพียงรายเดียว เราทุกคนก็ต้องรับฟัง

ข้าแต่ศาลที่เคารพ ผมขอคัดค้าน พ.ร.ก...

......................

หมายเหตุ:
นายนิเซ๊ะ นิฮะ นั้นปัจจุบันมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดปัตตานี เป็นปัญญาชนที่มีบทบาทในงานพัฒนาชุมชนตามวิถีชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น อดีตเป็นนักกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี2535 ร่วมกับพรรคสานแสงทองซึ่งเป็นพรรคการเมืองนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง จากนั้นก็ได้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาสังคมและชุมชนมาโดยตลอด หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬก็ได้มีโอกาสร่วมเคลื่อนไหวกับสมัชชาคนจน กระทั่งได้รับเลือกเป็นประธาน PNYS (กลุ่มนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มหาวิทยาลัยรามคำแหง) เมื่อปีพ.ศ. 2537 และต่อมาก็ได้มีส่วนร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกับองค์เครือข่ายภาคประชา สังคมอย่างต่อเนื่อง จนจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2540 คณะรัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง

รายงาน:madiFESTO 2011 กับปฏิบัติการป่วนทางวัฒนธรรม

ที่มา ประชาไท

รายงานเรื่อง “การป่วน” ในงาน madiFESTO ซึ่งได้กลายเป็นการป่วนสังคมวัฒนธรรมไทยในหลากหลายมิติ กระตุกให้เจ้าของสังคม วัฒนธรรม ที่ถูกสอนให้รู้จักแต่ความภาคภูมิใจในสารพัดความเป็นไทย ต้องตั้งคำถามต่อรากเหง้าความเชื่อของตัวเอง

เห็นโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์และชื่อกิจกรรมของงานเทศกาล madiFESTO 2011 ทีแรก ผู้เขียนก็คิดเอาเองตามประสาคนนอกวงการศิลปะว่า คงไม่ต่างจากงานแสดงศิลปะอื่นๆ ที่ถ้าไม่อาร์ตจนดูไม่รู้เรื่อง หรือคนทั่วไปดูอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่างานจะสื่อถึงอะไร ก็คงเป็นงานยกย่องยกชูความเป็นไทยแบบกระทรวงวัฒนธรรมที่มีอยู่ทั่วไปหมดแล้ว แต่เมื่อได้เข้าชมงานโดยไม่ได้ตั้งใจ จากการไปเยี่ยม "มิตร ใจอินทร์"ใน"ปฏิบัติการอดอาหาร 112 ชั่วโมง"ของเขาแล้ว ผู้เขียนก็พบว่างานเทศกาลครั้งนี้ช่างสนุกสนานและเต็มไปด้วยความสามารถในการ สร้างความปั่นป่วนได้อย่างที่ไม่คาดคิด...

madiFESTO เป็นกิจกรรมที่ปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว โดยสาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ (Media Arts and Design) สังกัดคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีนี้กิจกรรมและศิลปินที่เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมาก มีทั้งนักศึกษาระดับปริญญาตรีและโท ศิลปินอิสระที่ถูกเชิญมาแสดงงาน กิจกรรมเสวนาด้านศิลปะวัฒนธรรมต่างๆ และดูเหมือนแนวทางศิลปะแบบ madiFESTO จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นตามลำดับ ในลักษณะงานศิลปะแบบที่มี “ปฏิบัติการป่วนทางวัฒนธรรม” ไปด้วยพร้อมๆ กัน (แน่นอนว่าความหลากหลายของศิลปินและรูปแบบงานย่อมมีอยู่ แต่ผู้เขียนในฐานะคนนอกวงการไม่มีความรู้พอจะกล่าวถึง) แม้ไม่สามารถเข้าชมงานในทุกชิ้นและทุกเวลาสถานที่ ผู้เขียนก็พบว่างานแสดงหลายชิ้นในเทศกาลครั้งนี้ได้ทำให้พรมแดนของสิ่งที่ เรียกว่า “ศิลปะ” แบบที่เข้าใจกันทั่วไปในสังคมไทยพร่าเลือน และไม่ใช่ศิลปะบริสุทธิ์นามธรรมและลอยตัวอยู่เหนือสังคมการเมืองที่เราอยู่ อีกต่อไป แต่ศิลปะได้ถูกหลอมรวมเข้ากับปฏิบัติการในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ปฏิบัติทางการเมือง ปฏิบัติการทางสังคม และปฏิบัติการทางวัฒนธรรม ดังชื่องานที่บอกอยู่แล้วตั้งแต่ต้นว่าเป็น “เทศกาลปฏิบัติการทางวัฒนธรรมร่วมสมัย” งานศิลปะแบบปฏิบัติการจึงเต็มไปด้วยการแสดงออก และกระทำการต่างๆ โดยเฉพาะในรูปแบบของ “การป่วน” ในงาน madiFESTO ทั้งงานจึงแทบจะกลายเป็นการป่วนสังคมวัฒนธรรมไทยในหลากหลายมิติ ชื่องานในปีนี้คือ “FALL” ที่ในภาษาไทยถูกแปลว่า “ล้ม” ก็ได้หยิบฉวยคำที่ติดปากติดหูคนไทยในรอบสองสามปีที่ผ่านมา มาเล่น ซ่อนนัยยะ และเปิดการตีความให้ศิลปินที่เข้าร่วมแสดงงานได้สร้างสรรค์งานอย่างน่า สนใจ

ความป่วนเริ่มตั้งแต่ป้ายข้อความบริเวณลานจอดรถหอศิลปวัฒนธรรมที่ตีความได้หลายนัยยะ

วิธีการแจกกำหนดการของเทศกาลแบบป่วนๆ คืออยู่ในถังขยะและถูกขยุ้มยับเป็นก้อน
ผู้เขียนเดาว่ากำลังเสียดเย้ยงานแสดงศิลปะทั่วไปที่คนเข้าชมมักทิ้งกำหนดการที่แจกลงถังขยะมากกว่าจะเก็บกลับบ้าน

พิธีอ่านคำประกาศเปิดเทศกาลในเครื่องจับเท็จ พร้อมผู้คุมตรวจสอบ ให้นัยยะของการเสียดสีตัวเทศกาลและคำประกาศเสียเอง

(ขอบคุณภาพจาก Supapong และเชิญชวนให้อ่านคำประกาศ FALL อันทรงพลัง)
ช่วงเวลาการจัดเทศกาลใน madiFESTO ก็เต็มไปด้วยความปั่นป่วน กิจกรรมถูกจัดขึ้นที่นู้นบ้าง ที่นี่บ้าง เวลาดึกดื่นบ้าง เช้าตรู่บ้าง เช่น โปรแกรมการฉายภาพยนตร์สั้นเรื่อง “MERVEMUSIK” เริ่มฉายในเวลา 1.30 น. ใครเห็นก็ต้องถามทันทีว่าบ้าหรือเปล่า ฉายหนังตอนตีหนึ่งครึ่ง! หรือกำหนดการอดข้าวของมิตร ใจอินทร์เองก็หยุดลงเอาตอนตี 4 แถมการแถลงคำประกาศก็เกิดขึ้นตอนเช้าตรู่ของวันเสาร์ ทำให้ใครได้ยินก็สงสัยว่าใครที่ไหนจะตื่นมาร่วมกิจกรรม
อีกทั้งห้วงเวลาการจัดเทศกาลยังถูก แบ่งเป็นช่วงต่างๆ ไม่ได้จัดเสร็จภายในรอบเดียว แต่เปลี่ยนย้ายไปแสดงในแกลอรี่ศิลปะต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่อีกหลายแห่ง เช่น หลังเสร็จการจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรม งานจัดแสดงที่ร่ำเปิงอาร์ตสเปซ ก็เพิ่งเริ่มจัดแสดงต่อภายใต้ชื่อเทศกาลเดียวกัน ระยะเวลาของเทศกาลนี้จึงแทบบอกให้แน่นอนไม่ได้ว่าเริ่มต้นเมื่อไร และสิ้นสุดลงเมื่อไร
ยังไม่ต้องพูดถึงสถานที่จัดงานซึ่ง กระจายไปทั่วเมืองเชียงใหม่ และอยู่ในที่แปลกๆ ที่ดูไม่น่าจะใช้จัดกิจกรรมได้ เช่น กิจกรรมฉายภาพยนตร์ “ร่วม รักกับความเหงา” ถูกจัดในตึกร้างย่านอาเขต, นิทรรศการ “บ้านพ่อ” ที่กลุ่มศิลปะใช้บ้านเช่าหนึ่งหลังเป็นที่จัดแสดงงาน, งาน “แผนการล่วงหน้า Rise” ถูกนำไปหลบซ่อนแสดงที่ร้านอาหารเจ๊ใหญ่ ผักปลอดสารพิษ บริเวณถนนนิมมานเหมินทร์ หรือกิจกรรม “ลองดี” (Be Good) พื้นที่จัดแสดงก็เคลื่อนไหวไปมารอบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กระทั่งยังมีการนำรูปแบบทัวร์เข้ามาเพื่อพาผู้ชมให้สามารถตระเวนชมเทศกาล ศิลปะในพื้นที่ต่างๆ พร้อมพูดคุยกับศิลปินในเวลา 1 วัน
กาละและเทศะแบบปกติๆ ของการจัดแสดงงานศิลปะทั่วๆ ไป จึงถูก madiFESTO ทำลายลงอย่างราบคาบ แถมอารมณ์ขรึมขัง เก่าแก่ สูงส่ง และเข้าถึงยากแบบที่หอศิลปวัฒนธรรมในประเทศไทยทั่วไปมักเป็นกัน ก็ถูกการแสดงงานศิลป์แบบมีอารมณ์ขัน เล่นสนุก เสียดเย้ย และทิ่มแทง ของศิลปินกลุ่มนี้นำมาเขย่าเล่นอย่างเมาส์มัน (คำว่า “เทศกาล” โดยตัวมันเอง ก็สะท้อนความสนุกสนานและมีชีวิตชีวา)
ใบปลิวที่แจกและวางไว้อยู่ทั่วทั้งงาน คล้ายใบปลิวโฆษณาทั่วไป
แต่เมื่ออ่านข้อความดีๆ จึงเห็นความป่วน


พื้นที่จัดแสดงภาพถ่ายแบบป่วนๆ

ของแจกอย่างหนึ่งในงานคือถุงยางอนามัย พร้อมการรณรงค์ “Love me-safe sex”
การป่วนทางวัฒนธรรม (Culture Jamming) นั้น เป็นการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์ที่ได้รับความนิยมในตะวันตก เช่นการล้อเลียนภาพโฆษณาสินค้าหรือตราสินค้า โดยการป่วนมีเป้าหมายสองอย่าง คือรบกวนการสื่อสารของแนวคิดกระแสหลักในสังคมบริโภคนิยม และสื่อสารความหมายหรือข้อมูลบางอย่างที่ทวนกระแสให้คนทั่วไปรับรู้หรือตั้ง คำถาม การสื่อสารแบบนี้จึงสร้างพื้นที่อิสระทางวัฒนธรรมขึ้นมาเพื่อสะกิดให้ผู้ บริโภคหรือผู้ชมหยุดคิด ตั้งคำถาม และในขั้นสูงสุดคือเปลี่ยนแปลงบทบาทของตนเองจากผู้บริโภคกลับไป สู่การเป็นพลเมืองที่ตระหนักถึงปัญหาสังคมและหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้น
รูปแบบการป่วน วัฒนธรรมมักถูกใช้โดยกลุ่มคนรุ่นหนุ่มสาวที่เติบโตมาในสังคมบริโภคสุดขั้ว ผนวกกับบทบาทของเทคโนโลยีสมัยใหม่ และวัฒนธรรมปัจเจก ที่เน้นการไม่มีผู้นำ การลงมือทำด้วยตนเอง ปฏิบัติการต่างๆ จึงเป็นไปอย่างมีอารมณ์ขัน สนุกสนาน มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งแตกต่างจากขบวนการทางการเมืองที่เคร่งขรึมในสมัยก่อน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหนังสือ “สามัญชนเปลี่ยนโลก” ของภัควดี วีระภาสพงษ์ โดยสำนักพิมพ์ของเรา)
เทศกาล madiFESTO ก็ดูเหมือนจะได้ทดลองป่วนในหลากหลายมิติ ทั้งป่วนภายในวงการศิลปะกันเอง ตั้งคำถามท้าทายไปถึงความเป็นศิลปะ ความเป็นศิลปิน และพื้นที่ในการจัดแสดงงาน หรือการป่วนเรื่องการบริโภคนิยม งานหลายชิ้นตั้งคำถามไปถึงวัฒนธรรมท่องเที่ยว วัฒนธรรมการช็อปปิ้ง วัฒนธรรมการกินของชนชั้นกลาง หรือการปะทะประสานระหว่างโลกาภิวัตน์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งเคลื่อนเข้าหากันอย่างชุลมุน ปั่นป่วนแยกจากกันแทบไม่ออกอีกต่อไป
ขณะที่งานอีกหลายชิ้น ยังขยับขยายการป่วนทางวัฒนธรรมจากเรื่องการบริโภคอย่างในสังคมตะวันตก ไปป่วนแนวคิดความเป็นไทยกระแสหลัก ตั้งคำถามกับสิ่งที่คนมักคิดว่าเป็นไทยๆ ไม่เหมือนชาติใดในโลก และเปิดโปงสิ่งที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังความเป็นไทยนั้นอีกที ทั้งในเรื่องพรมแดน ชนชั้น ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และค่านิยมต่างๆ เช่น งานภาพสามมิติ ซึ่งคำว่าไทยตรงกลางภาพประกอบขึ้นจากรูปเล็กๆ ของผู้คนที่แต่งตัวด้วยชุดชนเผ่า, ภาพถ่ายเด็กน้อยใช้เท้าตีระฆังในวัด, ภาพถ่ายเส้นทางจักรยานแต่รถที่วิ่งกลับเต็มไปด้วยรถจักรยานยนต์, หรือภาพถ่ายผู้คนหลากหลายกลุ่มชนชั้นและสถานะในเชียงใหม่กว่า 20 ภาพเรียงต่อกันในแถวยาวเหยียด พร้อมชื่อและหมู่บ้านที่อยู่ เป็นต้น


อาหารฟาส์ตฟู้ดถูกนำไปป่วนวางบนขันโตกแบบล้านนา

ป่วนงานมอเตอร์โชว์ด้วยรถเก่าบุโรทั่ง


ป่วนวัฒนธรรมท่องเที่ยวสมัยใหม่

ความป่วนเกิดขึ้นแม้แต่เรื่องเพศสภาพในห้องน้ำ
พร้อมเสียงเพลงประกอบที่แตกต่างไปตามสีเสื้อของผู้เข้าใช้ห้องน้ำ

ป่วน แผนที่ประเทศไทย

ที่จัดแสดงงานแบบป่วนๆ และข้อความสะท้อน“ความเป็นไทย”ในบางด้าน

สัญลักษณ์แบบไพร่ๆ ของคนเสื้อแดงถูกนำมาทำใหม่ในชุดสูทสมัยใหม่แบบผู้ดีๆ
ให้นัยยะย้อนแย้งเชิงอัตลักษณ์

ป่วนวาทกรรมแบบไทยๆ โดยให้ผู้ชมสามารถนำข้อความค่านิยมแบบต่างๆ ไปแปะบนตัวหุ่นจำลองเด็กที่สมองถูกด้ายขึงเป็นข่ายทั่วไปหมด

ไม่เพียงแต่การป่วนทางวัฒนธรรม madiFESTO ยังป่วนไปในมิติทางสังคมและทางการเมือง ตัวอย่างในสองมิตินี้ คืองานของมิตร ใจอินทร์ และของกีรติ กุสาวดี ซึ่งกลายเป็นข่าวอย่างที่ทราบกัน กรณีงาน“ปฏิบัติการอดอาหารท้วงประเทียด 112 ชั่วโมง” (112 Hunger Strike) ในฐานะการตั้งคำถามต่อประเด็นทางการเมืองอย่างประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ทำให้ศิลปะ ปฏิบัติการแบบสันติวิธีอย่างการอดอาหาร และการเรียกร้องทางการเมือง มาหลอมรวมกันเป็นพลังของงานชิ้นนี้ ซึ่งศิลปินต้องใช้เวลาเตรียมงานนานถึง 2-3 เดือน เมื่อต้องค่อยๆ ลดปริมาณการกินอาหารในแต่ละวันให้เหลือ 2 มื้อ และแต่ละมื้อกินน้อยลงๆ เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับ “การแสดง” หรือปฏิบัติการจริง

ขณะที่งาน “ลองดี” (Be Good) ของกีรติได้ทำให้ศิลปะกลายเป็นปฏิบัติการตั้งคำถามทางสังคม โดยเฉพาะต่อระบบการศึกษาไทย ความป่วนของ “ลองดี” ถูกวางไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การให้รองคณบดีเป็นผู้ล่ามโซ่ทั้ง 5 จุดในพิธีเปิดงาน และเก็บรักษากุญแจที่ล็อคโซ่ไว้ในงานแสดงที่หอศิลป์ ขณะที่ศิลปินต้องใช้ชีวิตภายใต้ชุดดังกล่าวอีก 5 วัน ก่อนที่ผู้ทำการไขกุญแจที่ล็อคไว้คือนักการฯ ของคณะวิจิตรศิลป์ ซึ่งเป็นที่รักของนักศึกษาในคณะมานาน อุปมาต่อการล็อค-ปลดล็อค และสถานะทางสังคมของผู้ที่ทำหน้าที่ใส่โซ่ตรวนและผู้ปลดปล่อยพันธนาการของ บัณฑิตจึงทำได้อย่างน่าสนใจในปฏิบัติการนี้

เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติการของนายกีรติได้ถูกห้ามเข้าไป ยังพื้นที่ในมหาวิทยาลัยอย่างไม่ได้ตั้งใจและไม่มีการวางแผนไว้ แต่การสั่งห้ามก็สามารถถูกมองให้เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะ ที่ช่วยในการเปิดโปงนัยยะของอำนาจในระบบการศึกษาปัจจุบันอย่างเจ็บแสบ การยกชูคุณค่าของสิ่งของอย่างชุดครุยและใบปริญญาอย่างสูงส่ง จนหลงลืมเสรีภาพทางความคิดและความรู้ที่นักศึกษามีอย่างแท้จริงไป กระทั่งการยึดกุมนิยามความดีไว้ภายใต้ระบบอำนาจก็ถูกงานของกีรติป่วนและเปิด โปงออกมา ภายใต้การปฏิเสธไม่ให้เข้ามหาวิทยาลัย เพราะ “ไม่เหมาะสม”


ปฏิบัติการ “ลองดี” จบลงโดยนักการฯ ของคณะวิจิตรศิลป์เป็นผู้ปลดล็อคกุญแจโซ่ตรวนให้กีรติ

ที่สุดแล้ว ความป่วนดังกล่าวได้ทำให้พรมแดนของศิลปะกับชีวิตประจำวันพร่าเลือนไป ศิลปะในความหมายของเทศกาล madiFESTO ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในหอศิลป์ แล้วตั้งโชว์สวยหรู ราคาแพงๆ แต่คนทั่วไปเอื้อมไม่ถึงอีกต่อไป หากมันลงไปอยู่ในชีวิตประจำวัน ในห้วงเวลาของคนปกติ ในสถานที่ไหนก็ได้ กระทั่งลงไปอยู่ในการใช้ชีวิตของเราๆ ท่านๆ

ดังที่กีรติ ผู้ทดลองอยู่กับชุดครุย โซ่ตรวน และแท่งปูน นิยามงานของตนเองว่าคือการทดลองใช้ชีวิตมากกว่าจะเป็นงานศิลปะเสียด้วยซ้ำ เขาทดลองว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไรกับภาวะเงื่อนไขที่ศิลปินสร้างขึ้น รวมทั้งค้นหาคำตอบของโจทย์เรื่องความดีที่เขาตั้งขึ้น หรืองานของมิตร ใจอินทร์ที่ใช้การกินอาหารอันเป็นกิจกรรมทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน ใครๆ ก็นึกไม่ถึงว่าการ “อด” ไม่กินอาหารจะกลายเป็นงานศิลปะหรือปฏิบัติการทางการเมืองได้ แต่มันเป็นได้ อาจเพราะมันได้เล่นกับความเป็น-ความตายของมนุษย์ ได้ตั้งคำถามกับสิ่งปกติอย่างการกินขึ้นมา และได้ทำให้เงื่อนไขเวลา 112 ชั่วโมงที่กำหนดขึ้นกลายเป็นแนวคิดและกรอบกำหนดของงานด้วย

ดังนั้น ในทั้งการทดลองรูปแบบการใช้ชีวิต และการตั้งคำถามกับเรื่องต่างๆ ในสังคม จึงสามารถเป็น “งานศิลปะ” และ “การป่วน” ที่ใครก็ตามในสังคมสามารถทำได้เช่นเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินหรือนักปฏิบัติการผู้เชี่ยวชาญมาจากไหน อาจกล่าวได้ว่างาน madiFESTO 2011 ในครั้งนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของรูปธรรมในการรณรงค์ต่อสู้ทางวัฒนธรรม และในระดับชีวิตประจำวันแบบที่มิตร ใจอินทร์และกลุ่มศิลปินเสนอในวันสุดท้ายของการอดอาหาร

madiFESTO ได้เปลี่ยนหอศิลป์ธรรมดาๆ จนกลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติการทางการเมือง-สังคม-วัฒนธรรม ศิลปะถูกทำให้มีชีวิตชีวา เป็นเรื่องสนุกสนาน มีอารมณ์ขัน แต่ก็เสียดสีเย้ยหยันสังคมวัฒนธรรมไทยอย่างนุ่มนวลและแหลมคม กระทั่งเกิดพลังในการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ กระทั่งอาจเลยเถิดไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ก็เป็นได้ อย่างน้อยก็ในทางจินตนาการต่อสังคมการเมืองไทยของผู้เข้าชมเทศกาล

ผลตอบรับเล็กๆ ต่อเทศกาลครั้งนี้ที่ผู้เขียนได้พบ ปรากฏอยู่บนข้อความในกระดาษเล็กๆ แผ่นหนึ่งที่ถูกติดไว้บนผนังซึ่งให้ผู้เข้าชมร่วมแสดงความคิดเห็นต่อระบบการ ศึกษาไทย แน่นอนว่าหลายคนไม่ได้เขียนถึงแต่เรื่องการศึกษา แต่บ่นเรื่องนู้นเรื่องนี้กันอีกหลากหลาย รวมไปถึงกระดาษแผ่นเล็กสีเหลือง ลายมือวัยรุ่นๆ แผ่นนั้นซึ่งมีข้อความว่า “NO 112 คือ? อยากรู้” อันทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าวิธีสื่อสารทางศิลปะและวัฒนธรรมในแบบ madiFESTO 2011 ได้ก่อคลื่นแห่งการตั้งคำถามและความสงสัยใคร่รู้ขึ้นในคนรุ่นใหม่ที่เข้าชม งานแล้ว อย่างน้อยก็ใครสักคนหนึ่งที่ได้เขียนข้อความนั้นลงไป...


เครือข่ายองค์กรโลกเรียกร้องให้รัฐบาลไทย เข้าร่วมภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ

ที่มา ประชาไท

ภาคประชาสังคมระบุรัฐบาลใหม่ต้องใส่ใจ และให้ความสำคัญต่อการเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ในลำดับต้นๆ

นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา/ กรุงเทพมหานคร: คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC) เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมโดย องค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (Coalition for the International Criminal Court - CICC) เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงเจตจำนงที่จะร่วมกับประชาคมโลกในการต่อสู้ ต่อต้านระบบ “ลบล้างความผิด” (Impunity) ด้วยการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court – ICC) ซึ่งเป็นศาลอาญาถาวรระหว่างประเทศแห่งแรก และแห่งเดียวของโลก ที่มุ่งจัดการกับคดีที่มีลักษณะเป็นอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ประเทศไทย เป็นประเทศเป้าหมายหลักของการรณรงค์ระดับโลก เพื่อการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม ในเดือนตุลาคม 2554 การรณรงค์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่จะเรียกร้องให้ประเทศภาคีสมาชิกของสหประชาชาติให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งถือเป็นอนุสัญญาสาคัญที่เป็นพื้นฐานแห่งการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศขึ้น

หนังสือลงวันที่ 3 ตุลาคม 2554 ที่องค์กรเครือข่ายระหว่างประเทศ ซึ่งมีสมาชิกหลากหลายมากมายกว่า 2500 องค์กร/ หน่วยงาน จาก 150 ประเทศทั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดศาล อาญาระหว่างประเทศ ที่มีความเที่ยงธรรม มีประสิทธิภาพ และมีความเป็นอิสระ ส่งถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรียกร้องให้รัฐบาลไทยได้ดำเนินการให้เกิดความคืบหน้าสู่การให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศในเร็ววัน

ปัจจุบัน 118 รัฐภาคีทั่วโลก ได้เข้าร่วมกับภาคีธรรมนูญกรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศแล้ว และล่าสุดประเทศมัลดริฟส์ได้เข้าร่วมเป็นภาคีสนธิสัญญาฉบับนี้ ในรอบสองปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเซียได้เริ่มเข้ามีส่วนร่วมในศาลอาญาระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น อาทิ เช่น บังกลาเทศให้สัตยาบันเมื่อเดือนมีนาคม 2553 ฟิลิปปินส์ให้สัตยาบันเมื่อเดือนสิงหาคม 2554 และตามด้วยมัลดริฟส์ เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเซียยังคงเป็นภูมิภาคที่ด้อยจานวนภาคีสมาชิกในศาลอาญาระหว่างประเทศอยู่มากเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ กล่าวคือ มีเพียง 9 รัฐภาคีเท่านั้น ในปัจจุบัน

การให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมแห่งศาลอาญาระหว่างประเทศของรัฐบาลไทย จะเป็นแบบอย่างที่ดียิ่งสำหรับประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน “ประเทศไทยอยู่ในฐานะที่มีบทบาทโดดเด่นในภูมิภาคเอเซีย และบทบาทนำในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค” Evelyn Balais Serrano ผู้ประสานงานภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกขององค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศระบุ

“ภายใต้รัฐบาลใหม่ ถือได้ว่านี่เป็นโอกาสอันสาคัญยิ่งที่ประเทศไทยจะพิจารณาให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมแห่งศาลอาญาระหว่างประเทศอย่างจริงจัง และนี่จะเป็นความพยายามในการกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการหยุดยั้ง และขจัด ‘การลบล้างความผิด’ (Impunity) และดำเนินการให้เกิดความยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหยื่อผู้ถูกล่วงละเมิดท่ามกลางความขัดแย้งในอดีต ทั้งนี้ให้เป็นไปบนหลักการพื้นฐาน เป้าหมาย และเจตนารมย์แห่งธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ”

องค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (CICC) ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยได้มีส่วนร่วมในการประชุม ณ กรุงโรม และมีการดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อเข้าสู่กระบวนการให้สัตยาบัน และขณะเดียวกันก็ตระหนักว่าข้อท้าทาย ทางกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งเกิดเป็นประเด็นคำถามขึ้น อันสืบเนื่องมาจากความ (ไม่) สอดคล้องกันระหว่างธรรมนูญศาล กับกฎหมายภายในประเทศ องค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (CICC) เรียกร้องให้รัฐไทยได้ศึกษาบทเรียนการแก้ปัญหา หรือคลี่คลายความกังวลจากรัฐภาคีอื่นๆ ซึ่งประสบผลสำเร็จในการฝ่าข้ามความกังวลเหล่านั้นมาแล้วด้วยดี รัฐบาลใหม่ต้องแสดงจุดยืน และความมุ่งมั่นในการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

“ภายใต้การปฏิรูประบบ กลไก และนโยบายหลักโดยรัฐบาล ผู้บริหารชุดใหม่พึงจะได้รับประโยชน์จากการเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมด้วย ทั้งนี้จะเป็นการแสดงให้เป็นที่ปรากฎว่า ประชาชนไทยมีความห่วงใยและเห็นอกเห็นใจ รู้สึกในความสมานฉันท์กับผู้เจ็บปวด ผู้สูญเสีย และเหยื่อของความขัดแย้งในภูมิภาคเอเซีย และประเทศทั่วโลก” นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้นำสำคัญในคณะทำงานไทยว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศกล่าว

เมื่อเข้าเป็นภาคีแล้ว รัฐบาลไทยจะสามารถเข้ามีส่วนร่วมในการประชุมประจำปีของรัฐภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ ในฐานะสมาชิก และเข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมพิจารณาในประเด็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการภารกิจศาล ตลอดจนการสรรหา/เลือกตั้งผู้พิพากษา หัวหน้าอัยการศาล และเจ้าหน้าที่ตาแหน่งสาคัญอื่น ๆ

ข้อมูลพื้นฐาน
ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) (ซึ่งแตกต่างจากศาลโลก หรือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ - บรรณาธิการแปล) เป็นศาลถาวรระดับนานาชาติที่มีบทบาทอานาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยที่อำนาจหน้าที่ของศาลจะยืนบนหลักการ “เสริมแรง” (Complimentarity) คือ มีอำนาจเสริมกับระบบศาลระดับประเทศ ไม่แทรกแซงหรือก้าวก่ายอำนาจศาลในประเทศนั้น ๆ ทั้งนี้ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะมีอำนาจในการตรวจสอบต่อเมื่อระบบศาลในประเทศนั้นไม่ “ใส่ใจ” หรือ “ไม่มีความสามารถ” ที่จะพิจารณารับคำฟ้องดังกล่าว อันมีลักษณะที่จะต้องดาเนินการให้ผู้บงการให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ และอาชญากรรมสงคราม ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

จนถึงปัจจุบัน อัยการศาลกำลังไต่สวนอยู่ 6 คดี ก่อนนำขึ้นสู่การพิจารณาคดีในชั้นศาล ได้แก่ คดีประเทศแอฟริกากลาง คดีสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก คดีดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน คดีอูกันดา คดีเคนยา และคดีลิเบีย

ศาลได้ออกหมายจับ 18 ฉบับ หมายเรียก 9 ฉบับ มีคดี 3 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา นอกจากนี้ อัยการศาลยังขออนุมัติอำนาจ จากศาลเมื่อเร็วๆ นี้ ให้เปิดการไต่สวนกรณีไอวอรี่ โคสต์ อัยการศาลยังระบุว่า เขากาลังพิจารณา 8 กรณี จาก 4 ภูมิภาค อันได้แก่ แอฟกานิสถาน โคลอมเบีย จอร์เจีย กีนี ฮอนดูรัส เกาหลีใต้ ไนขีเรีย และปาเลสไตน์

องค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ เป็นเครือข่ายระดับโลกขององค์กรภาคประชาสังคม ใน 150 ประเทศ ที่ทำงานร่วมกันในการสร้างเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศกับศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อให้มีหลักประกันว่า ศาลจะมีความเที่ยงธรรม มีประสิทธิภาพ และเป็นอิสระ ดำเนินการเพื่อให้เกิดความยุติธรรมอย่างชัดแจ้ง และมีความเป็นสากล นอกจากนี้ ยังรวมถึงการช่วยพัฒนากฎหมายในระดับประเทศให้สามารถอำนวยความเป็นธรรมแก่เหยื่อจากอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

รายละเอียดเพิ่มเติม ดูได้จาก www.coalitionfortheicc.org

TCIJ: โผล่ข้อมูลโต้กลุ่มค้านอ่างน้ำแม่ปิงฯ ในเว็บไซต์ฯ ชาวบ้านจวกไม่แจงต่อหน้า

ที่มา ประชาไท

3 บริษัท ที่ปรึกษาโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน แจงเหตุผลการศึกษาความเหมาะสม-วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมผ่านเว็บไซต์ โดนชาวบ้านจวกเล่นสกปรก ไม่ชี้แจงต่อหน้า ยันเดินหน้าคัดค้านต่อ ชี้ไม่โดนเองไม่รู้สึก

วันนี้ (4 ต.ค.54) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทที่ปรึกษา โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งประกอบด้วย บริษัท พี แอนด์ ซี แมเนจเมนท์ จำกัด บริษัท พิสุทธิ์ เทคโนโลยี จำกัด และบริษัท ธารา คอนซัลแตนท์ จำกัด และกรมชลประทาน เผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีที่มีกลุ่มชาวบ้านรวมตัวกันคัดค้านโครงการดังกล่าว พร้อมให้เหตุผลโต้แย้งต่อข้อคัดค้านของชาวบ้าน
เอกสารการชี้แจงเหตุผลของกลุ่มผู้คัดค้าน ดังกล่าวระบุว่า กลุ่มผู้คัดค้านโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน ซึ่งอ้างว่าเป็นพี่น้องประชาชนบ้านโป่งอาง ม.5 ต.เมืองนะ ชุมชนลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน/ลุ่มน้ำแม่คอง เครือข่ายทรัพยากรอำเภอเชียงดาว พี่น้องปลายน้ำลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน ชุมชนลุ่มน้ำแม่ป๋าม ได้จัดทำแถลงการณ์ เรื่อง “ขอคัดค้านการดาเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่” [A] มีข้อสังเกตการศึกษาโครงการฯ ในประเด็นต่างๆ ซึ่งทางที่ปรึกษาและกรมชลประทานขอชี้แจงในแต่ละประเด็นดังนี้
1. การรับรู้ข้อมูลข่าวสารการดำเนินงานตามโครงการ ชุมชนไม่มีโอกาสเข้าถึง รับรู้ข่าวสาร รายละเอียดโครงการฯ ที่เป็นจริงรอบด้าน เช่น กรณีการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทางคณะศึกษาได้เบี่ยงเบนประเด็น โดยพยายามอธิบายในเรื่องการพัฒนาและซ่อมแซมระบบชลประทานเดิมให้มี ประสิทธิภาพ มิได้กล่าวถึงโครงการสร้างอ่าง (เขื่อน) แม่น้ำปิงตอนบนแต่อย่างใด
คำชี้แจง ในการดำเนินงานก่อนเริ่มงาน ได้จัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือ ในช่วงวันที่ 18-20 ตุลาคม 2553จำนวน 4 เวที ประกอบด้วยเวทีที่ 1 ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านโป่งอาง ผู้เข้าร่วมประชุม 13 คน เวทีที่ 2 ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลเมืองนะ ผู้เข้าร่วมประชุม 23 คน เวทีที่ 3 ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลพระธาตุปู่ก่ำ ผู้เข้าร่วมประชุม 22 คน และเวทีที่ 4 ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลเชียงดาว ผู้เข้าร่วมประชุม 93 คน โดยเป็นการเปิดพื้นที่เพื่อรับฟังสภาพปัญหาด้านทรัพยากรน้ำ พบว่า ในพื้นที่ อ.เชียงดาว ได้เสนอปัญหาเกี่ยวกับการชำรุดของโครงการชลประทานเดิม การพัฒนาฝาย/โครงการขนาดกลางและขนาดเล็กที่ชุมชนเสนอ และเห็นด้วยกับการศึกษาอ่างเก็บน้าแม่ปิงตอนบน (อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการขาดแคลนน้ำและน้ำท่วมที่อาจจะมีความ รุนแรงในอนาคต
ผลจากการประชุมปรึกษาหารือดังกล่าว กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาได้นำมาจัดทำกรอบและแผนการศึกษาโครงการ นำเสนอในการประชุมปฐมนิเทศโครงการในวันที่ 21 มกราคม 2554 ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลเชียงดาว โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย การจัดทำแผนการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำแม่น้ำปิงตอนบน และการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการอ่างเก็บน้ำ แม่ปิงตอนบน โดยในการจัดทาแผนพัฒนาแหล่งน้ำประกอบด้วย 3 แผนงาน ได้แก่ การปรับปรุงโครงการเดิม การพัฒนาแหล่งน้ำระดับชุมชน และการพัฒนาแหล่งน้ำระดับลุ่มน้ำ (อ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน) ส่วนการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการอ่างเก็บน้ำ แม่ปิงตอนบน ประกอบด้วย ขั้นตอนการศึกษา การสำรวจ และแนวทางการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อ ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตามประกาศ ทส. 29 ธันวาคม 2552
หลังจากการนำเสนอแผนการดำเนินงานในการปฐมนิเทศโครงการ (Public Scoping) แล้ว ได้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการชลประทานเดิม แผนการพัฒนาโครงการชลประทานขนาดกลางและขนาดเล็กในลุ่มน้ำ และการกำหนดที่ตั้งโครงการ นำมาเสนอในการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 ในวันที่ 24 มีนาคม 2554 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม 96 คน เปิดโอกาสให้ที่ประชุมแสดงความคิดเห็น และสรุปผลการประชุมส่งให้กับเทศบาลตำบล และหน่วยงานราชการในอำเภอเชียงดาวในวันที่ 5 เมษายน 2554
นอกจากนี้ ในการประชุมทุกครั้ง ได้มีการพบปะผู้นำชุมชนในพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การประชุม ข้อมูล และรายละเอียดในการประชุมแต่ละครั้ง พร้อมทั้งเชิญผู้มีส่วนได้เสียของโครงการให้เข้าร่วมประชุมทุกครั้ง อีกทั้งในเอกสารประกอบการประชุมปฐมนิเทศโครงการในวันที่ 21 มกราคม 2554 ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน และขั้นตอนการศึกษา การสำรวจโครงการอย่างละเอียด
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าในการศึกษาโครงการตั้งแต่เริ่มศึกษา ได้มีการชี้แจงและให้ข้อมูลข่าวสาร การดำเนินงานของโครงการทุกระยะและทุกด้าน ทั้งในส่วนของแผนการพัฒนาแหล่งน้ำ และการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการอ่างเก็บน้ำ แม่ปิงตอนบน ผ่านทางผู้นำชุมชน การประชุม ติดประกาศตามเทศบาล และหน่วยงานราชการต่างๆ ในอำเภอเชียงดาว
2. กระบวนการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจไม่ได้เกิดขึ้นจากคนในชุมชนอย่างแท้จริง เพราะคนในชุมชนที่อยู่ในพื้นที่โครงการสร้างเขื่อน ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่มีการดึงเอาหน่วยงานราชการ ชุมชนนอกพื้นที่ มาเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาโครงการเป็นหลัก
คำชี้แจง ในกระบวนการมีส่วนร่วมได้เปิดโอกาสให้คนในชุมชนโดยเฉพาะบ้านโป่งอางเข้ามามี ส่วนร่วมและตัดสินใจ โดยก่อนเริ่มศึกษาโครงการ ได้จัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือในลักษณะ Focus Group ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งได้มีการแสดงความคิดเห็น และเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ และในระหว่างการศึกษาโครงการ ได้เชิญผู้นำชุมชนและคนในชุมชนเข้าร่วมประชุมในแต่ละครั้ง
สำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาโครงการ ได้มีชาวบ้านโป่งอางได้สมัครเข้าร่วมเป็นอาสาท้องถิ่น ตั้งแต่เดือนตุลาคมจำนวน 8 คน และได้ร่วมสำรวจในด้านแหล่งท่องเที่ยว สัตว์ป่า ป่าไม้ คุณภาพน้ำ นิเวศทางน้ำ การประมง แหล่งโบราณคดีและประวัติศาสตร์ และด้านสุขภาพ มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างอาสาท้องถิ่นและผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทำให้การศึกษามีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การศึกษายังได้นำเอาข้อคิดเห็น และคำแนะนำจากคนในชุมชนที่เสนอในการประชุมและพบปะแต่ละครั้งเข้ามาประกอบการ ศึกษาโครงการ เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำขอให้มีการใช้ประโยชน์ในชุมชนอำเภอเชียงดาวเป็นลำดับแรก ไม่มีการผันน้ำไปยังลุ่มน้ำอื่น มีการระบายน้ำในฤดูแล้งเพื่อรักษาระบบนิเวศ การศึกษาต้องเน้นที่ความปลอดภัยของอาคารหัวงานและชุมชนในพื้นที่ สิทธิประโยชน์ของการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการที่จะมีในอนาคต เช่น ให้สิทธิในการประมงในอ่างเก็บน้ำ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ รวมทั้งส่วนแบ่งรายได้อื่นๆ ที่จะเกิดจากการพัฒนาโครงการ ขอให้พิจารณาชุมชนหมู่ 5 เป็นลำดับแรก ซึ่งคณะผู้ศึกษาได้นำมาเป็นกรอบการศึกษาแนวทางการพัฒนาโครงการระยะต่อไป
3. ขั้นตอน กระบวนการศึกษามีลักษณะเร่งรีบในการดำเนินการ ขัดหลักวิชาการ ขาดรายละเอียดของการศึกษาความเหมาะสม ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งทางด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพอย่างรอบด้าน
คำชี้แจง การศึกษามีระยะเวลา 20 เดือน (ปัจจุบันยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ) กระบวนการศึกษาและขั้นตอนในการดำเนินการ เป็นไปตามหลักการของกรมชลประทานและครอบคลุมการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวด ล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตามประกาศ ทส. 29 ธันวาคม 52
โดยในระหว่างการดำเนินการ จะมีการประชุมย่อยหลายครั้งเพื่อนำเสนอผลการศึกษาในแต่ละขั้นตอน ได้แก่ การจัดทำแผนการพัฒนาลุ่มน้ำ การศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน ความก้าวหน้าการศึกษา การคัดเลือกองค์ประกอบ รายละเอียดโครงการ ผลกระทบที่เกิดขึ้น และแนวทางป้องกันและแก้ไขผลกระทบ ซึ่งครอบคลุมทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพ และเมื่อสิ้นสุดการศึกษาจะนำรายละเอียดทั้งหมดไปเสนอต่อชุมชนเพื่อให้ตรวจ สอบอีกครั้งหนึ่ง
4. ที่ตั้งโครงการอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนโป่งอางดังกล่าว อยู่ห่างจากชุมชนเพียงแค่ 1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นโครงการที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่น้ำท่วมอยู่ในเขตพื้นที่ป่าต้นน้าแม่ปิง ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร ป่าชุมชน ของคนในชุมชน ซึ่งถือเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญไหลหล่อเลี้ยงชุมชนผ่านระบบเหมืองฝายของหมู่ บ้านและชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเชียงดาว เชียงใหม่ จนถึงที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา
คำชี้แจง ที่ตั้งของโครงการได้พิจารณาจากแนวทางเลือก 3 ทางเลือก โดยทางเลือกที่คัดเลือกจะมีปริมาณน้ำท่ามาก และตำแหน่งที่ตั้งโครงการที่อยู่ใกล้เคียงกับชุมชน ทำให้การเข้าถึงพื้นที่โครงการสะดวกกว่าทางเลือกอื่น ช่วยส่งเสริมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของชุมชนได้ (ข้อมูล จากการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 และการพบปะผู้นำชุมชนในช่วงเดือนมีนาคม 2554)
ส่วนด้านความปลอดภัยของโครงการ ได้ทำการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของหัวงาน โดยเฉพาะด้านแผ่นดินไหว รวมถึงได้ศึกษาวางแผนปรับปรุงภูมิทัศน์ และการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนกับโครงการ ในรูปแบบเดียวกับเขื่อนขุนด่านปราการชล (จ.นครนายก) ที่ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับเขื่อนและสามารถต่อยอดในด้านเศรษฐกิจของชุมชนได้
พื้นที่อ่างเก็บน้ำ (พื้นที่น้ำท่วม) อยู่บริเวณชายขอบอุทยานแห่งชาติผาแดง และบางส่วนมีการให้สิทธิทำกินกับชาวบ้านในหมู่ 5 แล้ว โดยพื้นที่อ่างเก็บน้ำจะจำกัดอยู่ในบริเวณช่องเขา ซึ่งไม่กระทบกับพื้นที่อุทยานส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งอาหาร สมุนไพร และป่าชุมชน ที่สำคัญของคนในชุมชน
และในการศึกษา จะพิจารณาแนวทางการแก้ไขและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ส่วนการไหลในแม่น้ำปิง อ่างเก็บน้ำจะทำหน้าที่กักเก็บชะลอน้ำส่วนเกินในฤดูฝน นำไปใช้ในฤดูแล้ง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชุมชนทั้ง 6 ตำบลในพื้นที่ อ.เชียงดาว นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการระบายน้ำรักษาระบบนิเวศในฤดูแล้ง จึงไม่เกิดผลกระทบต่อการไหลในลำน้ำในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จนถึงที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา
นางสาวธิวาภรณ์ พะคะ ตัวแทนชาวบ้านโป่งอาง แสดงความเห็นต่อ กรณีการชี้แจงข้อมูลผ่านเว็บไซต์โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน กรมชลประทาน ว่า คำชี้แจงนี้ทางบริษัทที่รับจ้างและกรมชลฯ ควรจะตอบต่อหน้าชาวบ้านมากกว่า การอาศัยชี้แจงเหตุผลผ่านทางเว็บไซต์เช่นนี้เป็นการใช้วิธีการที่สกปรกมาก พร้อมระบุด้วยว่า โครงการดังกล่าวไม่มีความโปร่งใส ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมในโครงการนี้ เพราะหากมีการก่อสร้างโครงการจริงชาวบ้านจะต้องได้รับผลกระทบ แต่กลับไม่ยอมเปิดเผยความจริงให้กับชาวบ้านในพื้นที่ได้รับรู้ตั้งแต่เริ่ม ต้นโครงการ
“ชาวบ้านต้องถูกเวนคืนที่ดินหรือย้ายออกไปอยู่ที่อื่น แล้วเราจะต้องได้รับผลกระทบอีกมหาศาล ความเป็นพี่เป็นน้องก็ต้องมีการแยกจากกัน วัฒนธรรม วิถีชีวิต ที่อยู่ในผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดในพื้นที่อำเภอเชียงดาวก็จะไม่ หลงเหลือ”
“อยากจะฝากผ่านทางกรมชลประทาน ให้มีความเมตตาชาวบ้าน และทุกสิ่งทุกอย่างนั้น เรามีความเชื่อว่าจะจบลงที่กรมชลประทาน ถ้ากรมชลประทานยุติ หรือเลิกสัญญาจ้างกับทางทีมที่เข้ามาศึกษาโครงการนี้ เพราะที่ผ่านมา ทีมศึกษาฯ นั้นได้มาหลอกทั้งชาวบ้านและหลอกทั้งกรมชลประทาน โดยการใช้ทุกวิธีต่างๆ ซึ่งมาถึงตอนนี้ ชาวบ้านทุกคนก็ยืนยันจะไม่ยอมให้มีการสร้างเขื่อน ไม่ยอมให้เข้ามาศึกษาอีกต่อไป ถึงแม้จะมีการส่งทีมใหม่เข้ามาศึกษาอย่างไรก็ตาม ทางชาวบ้านเองก็จะไม่เอาอยู่แล้ว” นางสาวธิวาภรณ์กล่าว
ส่วน นายกลิ้ง ผู้อาวุโสหมู่บ้านโป่งอาง วัย 74 ปี เล่าว่าว่า ทุกวันนี้ นอนไม่หลับ ก็เพราะการเครียดเรื่องของเขื่อนที่เขาจะมาสร้างนี่แหละ มันมีความน่ากลัว เปรียบเสมือนจมูกที่เกิดการอุดตัน และลำน้ำเป็นร่องเล็กๆ เวลาที่ถูกปิดกั้นลำน้ำก็จะขึ้นสูง ถ้ามีการเก็บกักก็จะเทียบเท่ากับตึก 20 กว่าชั้นเลยทีเดียว
นอกจากนั้น ผู้อาวุโสของหมู่บ้านโป่งอางยังเรียกร้องไม่ให้มีการก่อสร้างหรือการสำรวจ กระบวนการศึกษาต่างๆ เนื่องจากคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างใหญ่หลวง
“ที่ผ่านมา พวกเขาบอกข้อมูลแต่ส่วนดี และพยายามจะเข้ามาอยู่ แน่ละ พอเขื่อนสร้างขึ้นมาแล้ว พวกท่านไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ท่านอยู่ที่อื่น อยู่ที่กรุงเทพหรือที่ไหน ที่ไม่ใช่พื้นที่สร้างเขื่อน และท่านก็จะบอกว่าสร้างเสร็จเรียบร้อย แต่ชาวบ้านต้องอยู่ที่นี่ชาวบ้านจะเป็นตายร้ายดีช่างมัน แล้วถ้าเกิดพังขึ้นในวินาทีเดียว เวลากลางคืน เวลาคนนอนหลับ เงียบ ไม่รู้นอนคดคู้อยู่ ไม่สามารถเอาตัวรอดได้ ก็ตายทั้งหมด ไม่มีใครที่จะเอาตัวรอดได้ แม้กระทั้งสัตว์” นายกลิ้ง กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ แถลงการณ์ของชาวบ้านที่ถูกระบุ ถึงในเอกสารการชี้แจงเหตุผลของกลุ่มผู้คัดค้าน ดังกล่าว มีรายละเอียด ดังนี้
แถลงการณ์
เรื่อง ขอคัดค้านการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ หรือจิตวิญญาณ ดิน ป่า และสายน้ำ อันจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ทำลายรากเหง้า วิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่บ้านโป่งอางและพี่น้องต้นน้ำแม่ปิงตอนบน
เรียน นาย สมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ ประธานคณะกรรมการดูแลกำกับงานทีปรึกษาด้านวิชาการ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
ท่านนายอำเภอเชียงดาว
กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอำเภอเชียงดาว
องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลตำบล 7 ตำบลอำเภอเชียงดาว
หน่วยงานราชการในพื้นที่ อำเภอ จังหวัดเชียงใหม่
เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน
คณะผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ทำการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
บริษัท ที่ปรึกษา ซึ่งประกอบด้วย บริษัทพี แอนด์ ซีแมเนจ เมนท์ จำกัด บริษัท พิสุทธิ์ เทคโนโลยี จำกัดและบริษัท ธารา คอนซัลแตนท์ จำกัด
ตาม ที่กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการเข้ามาทำการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สัญญาจ้างเลขที่ จ.46/2553 (กสพ.1) ลงวันที่ 20 กันยายน 2553 วันที่เริ่มปฏิบัติงาน 24 กันยายน 2553 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 รวมระยะเวลา 600 วัน
เบื้อง ต้นทางคณะศึกษาฯร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ ได้เข้ามาจัดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ปิง 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 เดือนมกราคม 2554 ครั้งที่ 2 วันที่ 24 มีนาคม 2554 และครั้งที่ 3 วันที่ 5 เมษายน 2554 ประเด็นเวทีรับฟังความคิดเห็น มีการชี้นำและโน้มน้าวให้เห็นชอบและสนับสนุนการศึกษาความเหมาะสมและ วิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน นอกจากการจัดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นแล้ว ทางคณะศึกษาฯยังได้ลงพื้นที่ ณ ที่ตั้งโครงการ ในบ้านโป่งอาง หมู่ที่ 5 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อจัดทำข้อมูลทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ระบบนิเวศพื้นที่และสุขภาพของคนในชุมชน ซึ่งการลงพื้นที่ในระยะเวลาที่ผ่านมานั้นทางชาวบ้านไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าว สารที่เกี่ยวกับผลกระทบจากการดำเนินการโครงการฯใดๆทั้งสิ้น การให้ข้อมูลของคณะทำงานศึกษาฯที่ผ่านมายังมิได้ให้ข้อมูลที่เป็นจริงอย่าง รอบด้านทั้งหมดของตัวโครงการ ทางชุมชนจึงตั้งข้อสังเกตการศึกษาโครงการฯในประเด็นดังต่อไปนี้
1.การ รับรู้ข้อมูลข่าวสารการดำเนินงานตามโครงการ ชุมชนไม่มีโอกาสเข้าถึง รับรู้ข่าวสาร รายละเอียดโครงการฯ ที่เป็นจริงอย่างรอบด้าน เช่นกรณีการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทางคณะศึกษาได้เบี่ยงแบนประเด็น โดยพยายามอธิบายในเรื่องการพัฒนาและซ่อมแซมระบบชลประทานเดิมให้มี ประสิทธิภาพ มิได้กล่าวถึงโครงการสร้างอ่าง (เขื่อน) แม่น้ำปิงตอนบนแต่อย่างใด
2.กระบวน การมีส่วนร่วมและการตัดสินใจไม่ได้เกิดขึ้นจากคนในชุมชนอย่างแท้จริง เพราะคนในชุมชนที่อยู่ในพื้นที่โครงการสร้างเขื่อน ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่มีการดึงเอา หน่วยงานราชการ ชุมชนนอกพื้นที่ มาเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาโครงการเป็นหลัก
3.ขั้น ตอน กระบวนการศึกษามีลักษณะเร่งรีบในการดำเนินการ ขัดหลักวิชาการ ขาดรายละเอียดของการศึกษาความเหมาะสม ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรอบด้าน
4.ที่ ตั้งโครงการอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนโป่งอางดังกล่าว อยู่ห่างจากชุมชนเพียงแค่ 1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นโครงการที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่น้ำท่วมอยู่ในเขตพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ปิงที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร ป่าชุมชน ของคนในชุมชน ซึ่งถือเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญไหลหล่อเลี้ยงชุมชนผ่านระบบเหมืองฝายของหมู่ บ้านและชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเชียงดาว เชียงใหม่จนถึงที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา
จาก การดำเนินงานของกรมชลประทานและคณะทำงานศึกษานำโดย รศ.ดร.เลิศ จันทนภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมตามโครงการฯดังกล่าว ทางชุมชนบ้านโป่งอาง หมู่ที่ 5 ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว ในฐานะเป็นผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียและได้รับผลกระทบโดยตรง จึงเห็นว่า การดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ของกรมชลประทานและคณะทำงานฯ เป็นไปในลักษณะที่ละเมิดสิทธิของชุมชน ซึ่งบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมถึงฐานทรัพยากรฯที่ชุมชนได้อาศัยเป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร และป่าชุมชน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นแหล่งซุปเปอร์มาเก็ตของชุมชน (กาดของคนตุ๊ก) สัมพันธ์กับวิถีการดำรงชีวิตตามวัฒนธรรม องค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ด้วยความสัมพันธ์ในระบบเครือญาติมาช้านานตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
ที่ สำคัญนับตั้งแต่โครงการฯเข้ามาได้สร้างผลกระทบเกิดมลพิษทางจิตใจอย่างใหญ่ หลวงกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่บ้านโป่งอาง ก่อให้เกิดการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย เกิดความแตกแยกในหมู่เครือญาติ อันเนื่องมาจากได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียวและถูกกระทำให้แบ่งกลุ่ม มีการจัดตั้งมวลชนเพื่อให้เกิดขัดแย้งในพื้นที่
ผู้ เฒ่าผู้แก่ในชุมชนถึงกับกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยพบเห็นความขัดแย้งของคนโป่งอางรุนแรงเช่นนี้ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความขัดแย้งดังกล่าว มาจากการเข้ามาดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวด ล้อม ภายใต้โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนักวิชาการรับจ้าง แสวงหาความชอบธรรมในการดำเนินการโครงการฯ สิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างตราบาปอันหนักหนาสาหัสแก่ชาวบ้าน ที่ได้อยู่อาศัยกันอย่างเกื้อกูล
ดัง นั้น วันนี้พวกเราจึงมารวมตัวกันเพื่อคัดค้านและมีมติไม่ยอมรับการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน และให้นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ ประธานคณะกรรมการดูแลกำกับงานที่ปรึกษาด้านวิชาการ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ รวมถึงรศ.ดร.เลิศ จันทนภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม ยุติการดำเนินโครงการดังกล่าว
พวก เราขอยืนยันอย่างมั่นคงว่า "จะติดตาม ทวงถามและพิทักษ์สิทธิของชุมชนอย่างต่อเนื่อง หากยังไม่มีความคืบหน้า หรือเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้อง หรือมีการกระทำใดๆ อันเป็นการข่มขู่คุกคามผู้นำ แกนนำ หรือชาวบ้าน พวกเราจะดำเนินการทุกวิถีทางตามสิทธิอันพึงมีของชุมชนเพื่อให้โครงการอ่าง (เขื่อน) เก็บน้ำแม่ปิงตอนบนล้มเลิก จนถึงที่สุด"
ด้วยจิตวิญญาณดิน ป่าและสายน้ำ
22 กันยายน 2554
ประชาชนบ้านโป่งอาง หมู่ที่ 5 ต.เมืองนะ
ชุมชนลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน /ลุ่มน้ำแม่คอง
เครือข่ายทรัพยากรอำเภอเชียงดาว
พี่น้องปลายน้ำลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน
ชุมชนลุ่มน้ำแม่ป๋าม
ข้อมูลประกอบ

"คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์" ชวนรวมตัว 5 ต.ค.พิทักษ์เจตนารมณ์ "ปรีดี"-จี้สภามหาลัยทบทวนบทบาท "สมคิด"

ที่มา ประชาไท

ชี้สมคิด เลิศไพฑูรย์ ในฐานะอธิการบดี มธ. "บิดเบือนประวัติศาสตร์" เขียนโต้นิติราษฎร์ พาดพิง "ปรีดี" เทียบเท่าสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส-สุจินดา ชวนชาวธรรมศาสตร์รวมตัวหน้าหอใหญ่ 5 ตุลานี้ พร้อมล่ารายชื่อเรียกร้องสภามหาวิทยาลัยพิจารณาบทบาทของอธิการบดี


ภาพจาก ScorpianPK
Creative Commons Attribution-Share Alike 3.0 Unported

(4 ต.ค.54) "คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์" ออกประกาศชวนชาวธรรมศาสตร์ รวมตัวบริเวณหน้าหอประชุมใหญ่ มธ. ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 5 ตุลาคม เวลา 10.00 – 11.00 น. เพื่อแสดงเจตนารมณ์พิทักษ์คุณูปการ ปรีดี พนมยงค์ และปกป้องอุดมการณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยระบุว่า สาเหตุสืบเนื่องจากการตั้งคำถามของสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ.ต่อแถลงการณ์ของคณะ “นิติราษฎร์” ก่อนหน้านี้ ซึ่งตอนหนึ่งได้พาดพิงถึงการอภิวัฒน์ 2475 และปรีดี พนมยงค์ โดยจัดให้มีฐานะเดียวกันกับ สฤษดิ์ ถนอม-ประภาส และสุจินดา อันกระทบต่อฐานะทางประวัติศาสตร์ของปรีดี และทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดได้ว่าปรีดีไม่ได้แตกต่างจากเผด็จการทหารในอดีต ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ "คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์" ระบุด้วยว่าในวันดังกล่าวจะมีการแถลงต่อสื่อต่างๆ พร้อมแจกแถลงการณ์และล่าลายชื่อในหนังสือเรียกร้องต่อสภามหาวิทยาลัยให้ พิจารณาบทบาทของ สมคิด เลิศไพฑูรย์ ในฐานะอธิการบดีอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ จะมีคณะศิษย์ยุคต่างๆ ร่วมวางหรีดและขึงผ้าดำล้อมรอบมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นการประท้วงต่อ จิตสำนึก“อธรรมศาสตร์” ด้วย

00000

“คำประกาศเชิญชวนชาวธรรมศาสตร์”

สืบเนื่องจากกรณี ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งคำถามต่อแถลงการณ์ของคณะ “นิติราษฎร์” ก่อนหน้านี้ หนึ่งในคำถามนั้นได้พาดพิงถึงการอภิวัฒน์ 2475 และอาจารย์ปรีดี โดยจัดให้อาจารย์ปรีดีมีฐานะเดียวกันกับ สฤษดิ์ ถนอม-ประภาส และสุจินดา คำถามดังกล่าวย่อมกระทบต่อฐานะทางประวัติศาสตร์ของอ.ปรีดี และทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดได้ว่า อ.ปรีดีไม่ได้แตกต่างจากเผด็จการทหารในอดีตที่ผ่านมา

การบิดเบือนประวัติศาสตร์ครั้งนี้มิได้เกิดจากศัตรูทางการเมืองของ อ.ปรีดีในอดีต แต่เกิดจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้มีหน้าที่สืบทอดจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ และรักษาดอกผลการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่ระบอบประชาธิปไตย ในอดีตที่ผ่านมามหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่ยืดหยัดเป็นธงนำการ ต่อสู้กับเผด็จการทหารทุกยุคทุกสมัย และชาวธรรมศาสตร์ล้วนยกย่องเคารพต่อ อ.ปรีดีในฐานะผู้นำการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งประวัติศาสตร์ที่ ผ่านมา

ดังนั้นเราเหล่าลูกศิษย์ อ.ปรีดี และศิษย์เก่าทุกยุคทุกสมัยไม่อาจยอมรับพฤติกรรมและการกระทำของอธิการบดีผู้ นี้ได้อีกต่อไป พวกเราใคร่ขอเรียกร้องต่อชาวธรรมศาสตร์ทุกท่าน ขอให้ไปร่วมกันแสดงเจตนารมณ์พิทักษ์คุณูปการ อ.ปรีดี และปกป้องอุดมการณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ บริเวณหน้าหอประชุมใหญ่ มธ.(ท่าพระจันทร์) วันที่ 5 ตุลาคม เวลา 10.00 – 11.00 น. โดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อแถลงการณ์ต่อสื่อต่างๆ พร้อมแจกแถลงการณ์และล่าลายชื่อในหนังสือเรียกร้องต่อสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้พิจารณาบทบาทของอธิการบดีผู้นี้อย่างเร่งด่วน

ในโอกาสนี้จะมีคณะศิษย์ยุคต่างๆ มาร่วมวางหรีดและขึงผ้าดำล้อมรอบมหาวิทยาลัย จากประตูท่าพระจันทร์ถึงประตูหอประชุมใหญ่ เพื่อเป็นการประท้วงต่อจิตสำนึก“อธรรมศาสตร์” ให้หมดสิ้นไปจากสถาบันแห่งนี้

คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์
4 ตุลาคม 2554

ศูนย์ทนายมุสลิมเตรียมแถลง ผลกระทบ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯชายแดนใต้ หลังปล่อยนิเซ๊ะ นิฮะ

ที่มา ประชาไท

ศูนย์ทนายมุสลิมเตรียมแถลง ผลกระทบจากพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯชายแดนใต้ นับสถิติเทียบตัวเลขผู้ถูกคุมตัวกับคดีที่ศาลยกฟ้อง 18 องค์กรในชายแดนใต้เคลื่อนจี้ยกเลิก ล่าสุดศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนใต้ ได้ปล่อยตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ แล้ว

นายอับดุลเลาะห์ หะยีอาบู ทนายความศูนย์ทนายความมุสลิมหรือ MAC เปิดเผยว่า เร็วๆ นี้ศูนย์ทนายความมุสลิมจะแถลงข่าวเรื่องผลกระทบจากการใช้พระราชกำหนดการ บริหารราชในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการประมวลจำนวนผู้ที่มาร้องเรียนกับศูนย์ทนายความมุสลิมตั้งแต่เริ่มบัง คับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อปี 2548

นายอับดุลเลาะห์ เปิดเผยต่อไปว่า ตั้งแต่ปี 2548 มีจำนวนผู้ร้องเรียนเรื่องผลกระทบจากการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯสูงมาก พร้อมกับจำนวนผู้ที่ถูกไต่สวนในชั้นศาล และจำนวนผู้ที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องมานำเสนอด้วย ซึ่งจะทำให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่ชาวบ้านที่นี่ได้รับจากพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

นายอับดุลเลาะห์ เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดวันแถลงข่าว แต่คิดว่าน่าจะภายในสัปดาห์นี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่สังคมกำลังสนใจ และส่งสัญญาณให้รัฐบาลใหม่ทราบว่า ควรจะต่ออายุการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกหรือไม่ คิดว่าการแถลงข่าวครั้งนี้ จะส่งสร้างผลสะเทือนได้ไม่น้อย หากถูกนำไปเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐบาล

นายอับดุลเลาะห์ เผยด้วยว่า นอกจากนี้ จะมีการร้องเรียนเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษไปละเมิด สิทธิของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากด้วย

“ส่วนตัวเห็นว่า การแก้ไขพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ใช่ทางออกที่จะทำให้ลดผลกระทบจากการละเมิดสิทธิโดยอาศัยช่องโหว่ของ กฎหมายได้ ทางออกคือต้องยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯไปเลย เพราะมีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องหลักปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ซึ่งทำเยี่ยงการจับกุมผู้ต้องหา ทั้งที่รัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า ถ้าศาลยังไม่ตัดสินความผิด ต้องสงสัยไว้ก่อนว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นผู้บริสุทธิ์” นายอับดุลเลาะห์ กล่าว

นายอับดุลเลาะห์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยเยี่ยงผู้กระทำผิดจริง สังเกตจากการควบคุมตัวคนไปซักถามในกระบวนการซักถามตามหมายพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีการซักถามเพื่อให้ผู้ต้องสงสัยรับผิด ไม่ใช่เพื่อหาข้อมูลว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์หรือไม่ แม้ผู้ถูกควบคุมตัวจะปฏิเสธก็ตาม แถมยังมีการขอต่อเวลาควบคุมตัวต่อไปได้อีก เพื่อใช้เวลาซักถามจนกว่าผู้ถูกควบคุมตัวจะรับสารภาพ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2554 กลุ่มนักกิจกรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 18 องค์กร นำโดยสหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) ได้ร่วมกันได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้ยกเลิกการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา ในนามเครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน

แถลงการณ์ระบุว่า กรณีเจ้าหน้าที่จับกุมตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ ที่ตำบลตะลุโบะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี อดีตนักกิจกรรมเพื่อสังคม ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554โดยไม่มีการแสดงหมาย จากนั้นนายนิเซ๊ะ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ขอต่ออายุการควบคุมตัวตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯว่า เป็นการควบคุมตัวที่ไม่มีเหตุผล

แถลงการณ์ระบุต่อไปว่า เครือข่ายประสังคมคัดค้านพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีข้อเรียกร้องต่อรัฐ 3 ข้อ คือ 1.ขอให้ปล่อยตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ ทันที เพื่อเป็นบรรทัดฐานและให้มีหนังสือยอมรับผิดต่อความผิดพลาดในการทำงานของ เจ้าหน้าที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ 2.ให้รัฐชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้ถูกควบคุมตัวโดยมิชอบตามสมควรแก่กรณี 3.ขอเสนอต่อรัฐบาลให้ยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ภายใน 30 วัน ถ้ายังตระหนักถึงความมั่นคงในสิทธิเสรีภาพของประชาชน

นายลีโอ เจ๊ะกือลี กรรมการเครือข่ายบัณฑิตอาสาจังหวัดชายแดนใต้ หรืออินเซาท์ INSOUTH หนึ่งในองค์กรร่วมออกแถลงการณ์ เปิดเผยว่า กิจกรรมต่อไปที่จะเกิดขึ้น เพื่อผลักดันให้มีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ องค์กรของตนมีแผนไว้สองระยะ คือในระยะสั้น จะใช้วิธีการรณรงค์ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเป็นหลัก เช่น อาจจะมีการออกแบบสติกเกอร์แจกจ่ายไปยังองค์กรเครือข่าย การใช้พื้นที่สื่อออนไลน์ในการรณรงค์ เป็นต้น

นายลีโอ เปิดเผยต่อไปว่า ส่วนในระยะยาวนั้น มีการวางแผนคร่าวๆว่า จะมีการขับเคลื่อนให้เป็นประเด็นใหญ่ ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรนั้น ยังบอกไม่ได้

นายลีโอ เปิดเผยอีกว่า ส่วนเหตุผลที่อินเซาท์ เข้าร่วมในเครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เนื่องจากที่ผ่านมาภาคประชาสังคมในพื้นที่ มีความพยายามในการเดินหน้าคัดค้านและขอให้ยกเลิกการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาโดยตลอด ทั้งในรูปแบบการรณรงค์และการเรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิชาวบ้าน แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กลับไม่ได้ให้ความร่วมมือมากนัก กลายเป็นว่า ภาคประชาสังคมคิดเรียกร้องแทน

“แต่กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ผู้ได้รับผลกระทบออกมาคัดค้านเอง ทำให้การขยับเรื่องนี้ง่ายขึ้นเยอะ แต่สังเกตได้อีกอย่างว่า ช่วงนี้ภาคประชาสังคมในพื้นที่มีการขยับเรื่องนี้กันเยอะขึ้นด้วย ทำให้บรรยากาศในการเรียกร้องยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อำนวยให้เครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกแถลงการณ์ครั้งนี้” นายลีโอ กล่าว

นายลีโอ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะความกลัวอย่างเดียว ที่ทำให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่กล้าคัดค้านหรือเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไปละเมิดสิทธิชาวบ้าน แต่ที่ผ่านมาเป็นเพราะชาวบ้านไม่เข้าใจกระบวนการเรียกร้องและชาวบ้านไม่ให้ ความร่วมมือจนถึงที่สุด ทำให้การเรียกร้องขององค์กรภาคประชาสังคมไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ไม่ไกล

“แต่กรณีของนายนิเซ๊ะ นิฮะ ซึ่งเป็นนักกิจกรรมที่เคยเคลื่อนไหวประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัด ชายแดนภาคใต้อยู่ด้วยนั้น ย่อมเข้าใจว่า การคัดค้านพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ด้วยตัวเอง ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจะส่งผลให้การเคลื่อนไหวเรียกร้องของภาคประชา สังคมและนักกฎหมายเดินต่อไปได้ง่ายขึ้น” นายลีโอ กล่าว

สำหรับองค์กรร่วมในแถลงการณ์ ประกอบด้วย สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม(MAC) ศูนย์ประสานงานองค์กรนักศึกษาและเยาวชนชายแดนใต้ (BOMAS) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) องค์การบริหาร องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี องค์การบริหารนักศึกษาภาคปกติมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา สภานักศึกษา องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เครือข่ายส่งเสริมสิทธิและเข้าถึงความยุติธรรม (HAP)

มูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ (YAKIS) ศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมเพื่อประชาธิปไตย (CCPD) ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา (PUKIS) สมาคมเยาวชนเพื่อการพัฒนา (YDA) สมาคมสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ (DEEPPEACE) สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (สนมท.) เครือข่ายผู้ช่วยทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม (SPAN) เครือข่ายบัณฑิตอาสาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (INSOUTH) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CRCF) กลุ่มนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้มหาวิทยาลัยรามคำแหง (PNYS)

รายงานข่าวแจ้งว่า เวลาบ่ายวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนใต้ ได้ปล่อยตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ แล้ว โดยมีการแจ้งให้ญาติและทนายความรับทราบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้นำตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะไปส่งที่อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี และนายนิเซ๊ะ นิฮะได้เดินทางกลับภูมิลำเนาโดยปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงแจ้งมาเพื่อทราบ


ขบวนการ ’ยึดวอลล์สตรีท’ ประกาศกร้าว “เราคือคนจำนวน 99 เปอร์เซ็นต์”

ที่มา ประชาไท

ก้าวเข้าสู่อาทิตย์ที่สามแล้ว สำหรับขบวนการ ‘ยึดวอลล์สตรีท’ (Occupy Wall Street) หรือการชุมนุมบริเวณถนนวอลล์สตรีท ใจกลางกรุงนิวยอร์ค โดยการชุมนุมดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อ 17 กันยายนที่ผ่านมา จากคนหนุ่มสาวจำนวนร้อยกว่าคนที่กางเตนท์ และยึดพื้นที่บริเวณหน้าตลาดหุ้นวอลล์ตรีท บัดนี้ได้เพิ่มจำนวนเป็นหลายพันคน และขยายการชุมนุมไปหลายเมืองในสหรัฐฯ ทั้งบอสตัน ชิคาโก เซนต์หลุยส์ และลอสแองเจลิส

‘ขบวนการขัดขืนที่ไร้ซึ่งผู้นำ’

ขบวนการดังกล่าวอธิบายในเว็บไซต์ของตนเองว่า ‘Occupy Wall Street’ เป็นขบวนการ “ขัดขืนแบบไร้ผู้นำ ประกอบไปด้วยผู้คนจากหลายสี เพศสภาวะและแนวคิดทางการเมือง” หากแต่มีจุดร่วมเดียวกัน คือ “เป็นร้อยละ 99 ที่จะไม่ทนต่อการขูดรีดและคอร์รัปชั่นของคนจำนวนร้อยละ 1” และระบุว่า มุ่งใช้ยุทธศาสตร์แบบสันติวิธีตามวิถีของ ‘อาหรับ สปริง’ หรือการลุกฮือของประชาชนในตะวันออกกลางในต้นปีที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้ชุมนุมดังกล่าว ได้ยึดพื้นที่บริเวณลิเบอร์ตี พลาซ่า หรือสวนสาธารณะซุคคอตติ (Zuccotti Park) อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่าสองอาทิตย์แล้ว โดยอาศัยการระดมพลหลักๆ จากโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และ reddit และมีเว็บไซต์ของตนเอง คือ occupywallst.org โดยที่มาของความคิดดังกล่าว มาจากเว็บไซต์ของนิตยสารหัวก้าวหน้าอย่าง Adbusters ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการชุมนุมของชาวอียิปต์ในจตุรัสทาห์เรียที่เกิด ขึ้นในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และเหตุการณ์ชุมนุมในกรุงมาดริดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

แฮรริสัน ชูลตส์ นักวิเคราะห์การตลาดและดอกเตอร์สาขาสังคมวิทยา หนึ่งในผู้ประสานงานขบวนการ ‘ยึดวอลล์สตรีท’ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว France 24 ว่า คนที่มาชุมนุมในครั้งนี้ประกอบด้วยคนที่มีความคิดแบบถึงราก (radical) และหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอนาธิปไตย สหภาพแรงงาน หรือคอมมิวนิสต์ และยอมรับว่าข้อเรียกร้องของขบวนการยังมีความกระจัดกระจายอยู่

“พวกเขา [ผู้ชุมนุม] ต้องการจะสร้างให้เกิดขบวนการขัดขืนที่คล้ายกับอาหรับสปริง โดยการยึดครองพื้นที่ที่เป็นสัญลักษณ์” เขากล่าว “ผมไม่สามารถพูดแทนทุกคนได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมอยากจะให้ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลง ผมไม่สนับสนุนสถาบันการเมืองที่ล้าหลังและสถาบันการศึกษาที่เก่าเก็บ เราต้องการมาตรการรองรับทางสังคมที่ดีกว่านี้ และเปลี่ยนแปลงระบบการเงินของประเทศใหม่ทั้งหมด”


ภาพประกอบโดย David Shankbone (CC-BY-3.0)

วอลล์สตรีท คือ หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ?

หลายฝ่ายมองว่า การประท้วงของคนจำนวนมากในครั้งนี้ เป็นผลมาจากความไม่พอใจของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ทำให้เกิดการว่างงานสูง ทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่สามารถหางานทำได้หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ประกอบกับมาตรการรองรับทางสังคมที่ไม่ทั่วถึง เช่น การรักษาพยาบาล หรือการศึกษา ทำให้คนจำนวนมากหันไปที่สถาบันการเงินใหญ่ๆ ในวอลล์สตรีท ในฐานะสาเหตุของความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจดังกล่าว

มาริสา เอเกอร์สตอรม นักศึกษาปริญญาเอกม.ฮาร์วาร์ด หนึ่งในผู้ประท้วง ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพีว่า “ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลแบบอเมริกันได้ถูกทำลายลงไปแล้ว ด้วยอิทธิพลของธนาคารและสถาบันทางการเงินขนาดยักษ์ที่ทำให้เสียงของประชาชน ไม่มีที่ทางในระบบ”

การชุมนุมดังกล่าว นอกจากจะได้รับการสนับสนุนและสมานฉันท์จากสหภาพแรงงานขนส่งแห่งอเมริกา Local 100 และสหภาพแรงงานลูกจ้างภาคบริการแห่งรถใต้ดินนิวยอร์ก 32BJ แล้ว ยังได้รับการสนับสนุนจากนักวิชาการ นักแสดง และผู้กำกับหนัง เช่น นาโอมิ ไคลน์, นอม ชอมสกี้, ไมเคิล มัวร์, ซูซาน ซาแรนดอน, อเล็ก บอล์ดวิน และเศรษฐีพันล้านอย่าง จอร์จ โซรอสด้วย

“ใครที่ตาสว่างก็คงจะรู้ว่าลัทธิพรรคพวกในวอลล์ตรีท –โดยทั่วไปก็คือสถาบันทางการเงิน – ได้สร้างความเสียหายให้กับประชาชนของสหรัฐอเมริกาและของโลก และก็ควรจะรู้ด้วยว่าเขาทำอย่างนี้มาตลอด 30 ปีแล้ว และอำนาจทางเศรษฐกิจของพวกเขาก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมายพร้อมๆ กับอำนาจทางการเมือง และนั่นก็ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ที่ทำให้ความร่ำรวยมหาศาลและอำนาจทางการเมือง กระจุกอยู่ในกลุ่มคนเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น...” นอม ชอมสกี้ระบุในข้อความสนับสนุนที่ส่งไปยังกลุ่มผู้ประท้วง

“การประท้วงที่กล้าหาญและองอาจที่กำลังดำเนินอยู่ในวอลล์สตรีท จะสามารถนำเรื่องหายนะนี้ออกสู่ความสนใจของสาธารณชน ซึ่งจะนำไปสู่ความพยายามเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสม และทำให้สังคมมีสภาพที่ดีกว่าในปัจจุบัน” เขากล่าว


ภาพประกอบจาก David Shankbone (CC-BY-3.0)

เหตุการณ์ยังสงบหลังเกิดการปะทะ

ตั้งแต่การชุมนุมได้ก่อตัวขึ้น ผู้ชุมนุม ’ยึดวอลล์สตรีท’ ได้เกิดการปะทะและถูกจับกุมจากตำรวจไปแล้วสองครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน หลังจากผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งได้เริ่มเคลื่อนขบวนไปยังตัวเมือง ส่งผลให้คนกว่า 80 คนถูกตำรวจจับกุมในข้อหาฝ่าฝืนการจราจร ทั้งนี้ มีพยานเห็นว่าตำรวจใช้สเปรย์พริกไทยจัดการกับผู้ชุมนุมผู้หญิงสามคน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ส่งผลให้ทางกรมตำรวจนิวยอร์ก หรือเอ็นวายพีดี ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตำรวจที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการดังกล่าว

นอกจากนี้ ในวันเสาร์ที่ผ่านมา (1 ต.ค.) หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์ได้รายงานว่า ได้มีการจับกุมผู้ชุมนุมกว่า 700 คนในข้อหาก่อความไม่สงบในที่สาธารณะ หลังจากที่ผู้ประท้วงได้เคลื่อนขบวนไปยังสะพานบรุ๊กลิน อย่างไรก็ตาม ผู้ประท้วงส่วนใหญ่ก็ได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา

ทิม แฟลนเนลลี โฆษกของสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐ หรือเอฟบีไอ กล่าวว่า เขาไม่คิดว่าผู้ชุมนุมในนิวยอร์คจะกลายเป็นการประท้วงที่มีความรุนแรงเหมือน เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า เอฟบีไอยังคอยจับตาสถานการณ์และตอบสนองตามที่จำเป็น

“ณ จุดนี้ เราไม่คาดว่าจะมีเหตุการณ์ความไม่สงบที่ใหญ่กว่านี้เกิดขึ้น แต่ถ้าหากมันเกิดขึ้นในเมือง ทางกรมตำรวจนิวยอร์ค และเอฟบีไอ จะส่งเจ้าหน้าที่และทรัพยากรที่จำเป็นเข้าไปควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ขยายวง กว้างขึ้น” แฟลนเนลลี่กล่าวกับสำนักข่าวเอพี

ทั้งนี้ เว็บไซต์ www.occupytogether.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์อย่างไม่เป็นทางการของผู้สนับสนุนกลุ่ม ‘Occupy Wall Street’ ระบุว่า นอกจากขบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นในกรุงนิวยอร์คแล้ว ยังได้ขยายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นซานฟรานซิสโก ชิคาโก อิลลินอยส์ มิชิแกน วิสคอนซิน อัลบามา ฟลอริด้า เท็กซัส ไปจนถึงแคลิฟอร์เนีย นอกจากนี้ การรวมตัวดังกล่าวยังเกิดขึ้นในทวีปอื่นๆ ด้วย เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย รวมถึงหลายประเทศในยุโรป





คลิปการชุมนุมบางส่วนของ Occupy Wall Street

"คณาจารย์ต่อต้านรัฐประหาร" หนุนข้อเสนอ "นิติราษฎร์"

ที่มา ประชาไท

ชี้ข้อเสนอจาก "นิติราษฎร์" จะช่วยรักษาจุดด่างพร้อยจากรัฐประหาร 19 กันยา และสร้างกลไกป้องกันรัฐประหารในอนาคต พร้อมประณามการใส่ร้ายป้ายสี การบิดเบือนข้อเท็จจริง การขู่อาฆาตมาดร้าย และความพยายามใดๆ ที่มุ่งทำลายเสรีภาพทางวิชาการและบรรยากาศประชาธิปไตยทั้งในที่ลับและที่ แจ้ง

เว็บไซต์วิฬัจฉา ได้เผยแพร่ "แถลงการณ์กลุ่มคณาจารย์ต่อต้านรัฐประหาร ต่อกรณีข้อเสนอทางวิชาการของคณะนิติราษฎร์" ลงวันที่ 3 ต.ค. 54 ผู้ลงชื่อท้ายแถลงการณ์ประกอบด้วย กฤชวรรธน์ โล่ห์วัชรินทร์, อนุชา โสมาบุตร, อิศรา ก้านจักร, ศิริศักดิ์ เหล่าจันขาม, ปิยบุตร บุรีคำ, ประสงค์ สีหานาม และพงศาล มีคุณสมบัติ

โดยท้ายแถลงการณ์ ยังมีการเชิญชวนนักวิชาการลงชื่อสนับสนุนข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ด้วยทาง anticoup@groups.facebook.com โดยมีรายละเอียดของแถลงการณ์ดังนี้

000

แถลงการณ์กลุ่มคณาจารย์ต่อต้านรัฐประหาร
ต่อกรณีข้อเสนอทางวิชาการของคณะนิติราษฎร์

ตามที่คณะนิติราษฎร์ได้เผยแพร่ข้อเสนอทางวิชาการของ คณะนิติราษฎร์ ในวาระครบ 4 ปีรัฐประหาร ต่อสารธารณชนเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2554 โดยมีสาระสำคัญใน 4 ประเด็น คือ การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549, การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลยและการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย ภายหลังรัฐประหาร รัฐประหาร 19 กันยายน 2549, และการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งข้อเสนอทางวิชาการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง มีทั้งที่เห็นด้วยและที่เห็นต่าง มีทั้งที่สร้างสรรค์และที่ทำลายล้าง มีทั้งที่อ้างอิงหลักฐานอันน่าเชื่อถือและที่อ้างอิงอาวุธยุทโธปกรณ์อันน่า หวาดหวั่น

ด้วยความเชื่อมั่นและเจตนาที่จะธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย เรา–ผู้มีรายนามดังปรากฏข้างท้ายแถลงการณ์นี้–ได้ศึกษาข้อเสนอทางวิชาการของ คณะนิติราษฎร์โดยละเอียดแล้ว จึงได้ร่วมกันแสดงจุดยืนของเราในประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. เราสนับสนุนข้อเสนอทางวิชาการทั้ง 4 ประเด็นของคณะนิติราษฎร์ โดยเล็งเห็นว่าข้อเสนอทางวิชาการดังกล่าวนอกจากจะช่วยรักษาจุดด่างพร้อยจาก การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แล้ว ยังช่วยสร้างกลไกการป้องกันการก่อรัฐประหารในอนาคตอีกด้วย ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ข้อเสนอทางวิชาการดังกล่าวอุดมไปด้วยจิตวิญญาณประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

2. เราเสนอให้รัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้องรับข้อเสนอทางวิชาการของคณะนิติ ราษฎร์ไปพิจารณา ศึกษาความเป็นไปได้ และนำไปปฏิบัติให้เป็นจริง อันจะเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมรากฐานประชาธิปไตยของประเทศให้แข็งแกร่งอีก คำรบหนึ่ง

3. เราขอเชิญชวนให้บรรดานักวิชาการและประชาชนทุกสาขาอาชีพ–ไม่ว่าจะอยู่ในแวด วงนิติศาสตร์หรือไม่ก็ตาม–อย่านิ่งเฉย โปรดออกมาร่วมเสนอแนะและวิพากษ์ วิจารณ์ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ บนฐานความรู้ความเข้าใจของท่าน เพื่อให้ได้ความคิดที่รอบด้านอันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนา ประชาธิปไตยของประเทศ

4. เราขอประณามการใส่ร้ายป้ายสี การบิดเบือนข้อเท็จจริง การขู่อาฆาตมาดร้าย และความพยายามใดๆ ก็ตามที่มุ่งทำลายเสรีภาพทางวิชาการและบรรยากาศประชาธิปไตยทั้งในที่ลับและ ที่แจ้ง ซึ่งไม่เพียงไม่ก่อประโยชน์อันใดแก่สังคมแล้วยังกัดกร่อนทำลายกลุ่มผู้กระทำ การเช่นนั้นเองด้วย

ขอให้ประชาธิปไตยจงเบ่งบาน มวลหมู่เผด็จการจงสิ้นสูญ

กฤชวรรธน์ โล่ห์วัชรินทร์ (วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น)
อนุชา โสมาบุตร (คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง)
อิศรา ก้านจักร (คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น)
ศิริศักดิ์ เหล่าจันขาม (วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น)
ปิยบุตร บุรีคำ (ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
ประสงค์ สีหานาม (ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม)
พงศาล มีคุณสมบัติ (นักวิชาการอิสระ)

3 ตุลาคม 2554

ขอคืน “พิพิธภัณฑ์” เปลี่ยนเป็น “บ้านพัก” ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ฯ

ที่มา ประชาไท

เผยพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น “ศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่” ซึ่งปรับปรุงจาก “บ้านพักศึกษาธิการจังหวัด” จะต้องกลับไปเป็นบ้านพักของ “ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1” ซึ่งจะเดินทางมารับตำแหน่ง 6 ต.ค. นี้ หลังทำหนังสือ “ขอคืนพื้นที่” ด้าน “มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง” วอนราชการทบทวนเพราะภาคสังคมใช้งบหลายล้านซ่อมแซม-ปรับปรุงบ้านเก่าให้กลับ มาใช้ทำกิจกรรม-นิทรรศการ ที่ผ่านมาเยาวชน-ชุมชนได้ใช้ประโยชน์หลายด้าน

“ศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน” อาจถูกปรับปรุงกลายเป็นบ้านพักของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 (สพท.ชม.1) ซึ่งมารับตำแหน่งแทนผู้อำนวยการคนเก่าซึ่งก่อนหน้านี้ได้อนุญาตให้มูลนิธิ สถาบันพัฒนาเมืองเข้ามาปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ที่มาของภาพ: Facebook/ศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ (Creative Urban Solutions Center)

"บ้านดินกลางเวียง" ภายใน “ศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน” สร้างขึ้นหลังจากได้รับมอบพื้นที่จาก สพท.ชม.1 เมื่อกุมภาพันธ์ปี 2553 โดยสร้างจากขยะรีไซเคิลซึ่งรวบรวมและสร้างโดยอาสาสมัครและมูลนิธิสถาบัน พัฒนาเมืองตั้งแต่ 12 เมษายน 2553

โครงการดังกล่าวเป็นโครงการวิจัย ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยกลุ่มศึกษาเมืองและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยสังคม และภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ที่มาของภาพ: Facebook/ศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ (Creative Urban Solutions Center)

(3 ต.ค. 54) ตามที่ประชาไท เคยนำเสนอข่าวเรื่อง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 (สพท.ชม.1) ได้อนุญาตให้มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง ใช้พื้นที่บ้านพักศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ มุมถนนราชวิถีตัดกับถนนราชภาคินัย ซึ่งไม่ได้มีการใช้งานเป็นเวลานานมาปรับปรุงเป็น “ศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน” ซึ่งมีรูปแบบเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนแห่งใหม่ และสนับสนุนการศึกษานอกระบบที่เกี่ยวกับวิชาท้องถิ่น เช่น เรื่องผังเมือง สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การสืบทอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น เปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2553 นั้น (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)

แจ้งขอพื้นที่คืน-เปลี่ยนเป็นบ้านพัก ผอ.สพท.เชียงใหม่ เขต 1

หนังสือ ศธ.04047/6291 ลงวันที่ 30 ก.ย. 54 ถึงเลขาธิการมูลนิธิสถาบันพัฒนาเมืองเรื่อง “ขอคืนพื้นที่และอาคารบ้านพักศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ (เดิม)”

ล่าสุดเมื่อ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 โดยว่าที่ ร.ต. อาทิตย์ เรืองวุฒิ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 ได้ทำหนังสือที่ ศธ.04047/6291 ถึงเลขาธิการมูลนิธิสถาบันพัฒนาเมืองเรื่อง “ขอคืนพื้นที่และอาคารบ้านพักศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ (เดิม)”

โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีคำสั่งแต่งตั้งและโยกย้าย นายชุมพล รัตน์เลิศลบ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 แทนนายโกศล ปราคำ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 คนเดิมซึ่งเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. โดยหนังสือระบุว่า “เป็นสิทธิในการเข้าพักอาศัยบ้านพักดังกล่าวเป็นสิทธิตามมาตรา 7 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1”

ท้ายหนังสือยังระบุว่า ผอ.สพท.เชียงใหม่ เขต 1 จะเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ 6 ต.ค. นี้ และจะนำสัมภาระส่วนตัวมาเก็บไว้ในบ้านพักดังกล่าว

มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมืองทำหนังสือขอให้ สพท.ชม.1 ทบทวนการขอคืนพื้นที่

ต่อมาเมื่อ 2 ต.ค. 54 นายศุภวัตร ภูวกุล ประธานมูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง (เชียงใหม่) ได้ทำหนังสือถึง รองผู้อำนวยการ สพท.ชม. 1 “เรื่อง ขอให้พิจารณาทบทวนเรื่องการขอคืนพื้นที่และอาคารบ้านพักศึกษาธิการจังหวัด เชียงใหม่ (เดิม)” ในหนังสือระบุว่า “คณะกรรมการมูลนิธิสถาบันพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ได้จัดการประชุมกันในวันที่ 2 ตุลาคม 2554 และมีมติว่า ขอให้ท่านได้โปรดพิจารณาทบทวนการขอคืนพื้นที่ดังกล่าว" โดยให้เหตุผลว่า

หนึ่ง อาคารนี้ไม่เหมาะสมเป็นที่อยู่อีกแล้ว เนื่องจากได้มีการดัดแปลงให้เป็นอาคารสำหรับการจัดนิทรรศการ และห้องแสดงต่างๆ ตลอดจนห้องและลานกิจกรรมเพื่อการศึกษา

สอง มูลนิธิฯ ได้ใช้เงินปรับปรุงอาคารสถานที่เป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท

สาม มูลนิธิฯ ได้จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และสร้างสรรค์ของเยาวชนและบุคคล ทั่วไป เพื่อพัฒนาเมือง ชุมชน และสังคมให้เป็นเมืองสีเขียว มีคุณภาพ และมีความน่าอยู่

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เห็นความสำคัญของแหล่งเรียนรู้นี้ จึงได้มอบงบประมาณให้สร้างบ้านดินจากขยะ และวัสดุเหลือใช้กลายเป็นบ้านดินจากเศษขยะหลังเดียวที่มีคนจากทั่วประเทศมา ศึกษาดูงานสมควรที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่

สี่ ในช่วงเวลาปีเศษที่ผ่านมา ศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ ณ พื้นที่และอาคารนี้ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่สถาบันการศึกษาต่างๆ จัดส่งนักเรียนนักศึกษามาเรียนรู้ ทำกิจกรรม และฝึกงานอย่างต่อเนื่องทั้งในช่วงเวลาเรียนและวันหยุดสุดสัปดาห์ จนเป็นที่รู้จักคุ้นเคยและสร้างชื่อเสียงแก่สำนักงานของท่านที่สนับสนุน กิจกรรมการศึกษาแก่ส่วนรวม

กิจกรรมต่างๆ ที่กล่าวมาได้สนับสนุนการเรียนรู้ของเยาวชนและบุคคลทั่วไปซึ่งเป็นไปตาม ภารกิจของสำนักงานของท่าน และเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดตั้งแต่แรกเริ่มที่สำนักงานของท่านอนุญาตให้ มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมืองเชียงใหม่ใช้พื้นที่และอาคารแห่งนี้

การยุติการใช้พื้นที่บ้านพักศึกษาธิการจังหวัด (เดิม) แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ฯ โดยที่มูลนิธิฯ ไม่มีสถานที่อื่นรองรับ เท่ากับว่าเมืองเชียงใหม่จะสูญเสียแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับเมืองและชุมชนและ ย่อมเกิดคำถาม ตลอดจนสร้างความเสื่อมเสียแก่หน่วยราชการที่รับผิดชอบด้านการบริหารการศึกษา โดยเฉพาะชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของสำนักงานของท่าน

มูลนิธิฯ ขอขอบพระคุณที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้กรุณาให้มูลนิธิฯ ได้ใช้พื้นที่และอาคารแห่งนี้มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 และหวังว่าจะได้รับความกรุณาพิจารณาทบทวนการขอคืนพื้นที่และอาคารฯ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา”

หารือล่าสุดยังไม่ได้ข้อสรุป ผอ.ยึดระเบียบมีบ้านพักข้าราชการต้องเข้าอยู่

ล่าสุด (3 ต.ค.) ที่อาคารศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ฯ มีการหารือกันระหว่างคณะกรรมการของมูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง กับนายชุมพล รัตน์เลิศลบ ผู้อำนวยการ สพท.ชม.1 โดยทางคณะกรรมการของมูลนิธิหลายคนได้ชี้แจงต่อนายชุมพล ถึงความสำคัญของการมี “ศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ฯ” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับชุมชนและเยาวชน ซึ่งมีเยาวชนเข้ามาดูงานอยู่ตลอด

และที่ผ่านมาผู้บริหาร สพท.ชม.1 คนก่อนได้อนุญาตให้ใช้พื้นที่ เพื่อดำเนินการ ต่อมาจึงมีการใช้งบประมาณของมูลนิธิและภาคสังคมใน จ.เชียงใหม่ หลายล้านบาทเพื่อปรับปรุงอาคารบ้านพักศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งอยู่ใน สภาพทรุดโทรม ให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ทางสาธารณะได้ นอกจากนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจากโครงการเชียงใหม่เอี่ยม ได้สนับสนุนให้สร้างบ้านดินซึ่งทำจากขยะ โดยสร้างในพื้นที่ซึ่งเป็นศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ฯ ดังกล่าวเพื่อแหล่งศึกษาด้านการจัดการขยะ

ขณะที่นายชุมพล ได้ชี้แจงที่ประชุมว่ามีความเห็นใจในการทำหน้าที่ของทางมูลนิธิ แต่เขาเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากคำสั่งย้ายด่วนจาก จ.พะเยา และแม้จะมีภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.ริมปิง อ.เมือง จ.ลำพูน คงไม่สามารถเดินทางไปกลับเพื่อมาทำงานที่เชียงใหม่ได้ ทั้งนี้ตามระเบียบราชการถ้ามีบ้านพักให้อยู่ต้องย้ายเข้าไปอยู่ หากไม่เข้าพักและหันไปเช่าบ้านก็เกินกำลังเนื่องจากค่าเช่าบ้านใน จ.เชียงใหม่สูงมากเดือนละกว่าสองหมื่นบาทซึ่งเบิกราชการไม่ได้ ดังนั้นเงินเดือนข้าราชการคงไม่สามารถเช่าได้ นอกจากนี้ตนมีครอบครัว มีแม่และภรรยาที่ต้องดูแล และมีสัตว์เลี้ยงจำนวนหนึ่งด้วย โดยในวันที่ 6 ต.ค. นี้จะต้องย้ายสิ่งของประมาณ 3 คันรถบรรทุก 6 ล้อเข้ามาในบริเวณดังกล่าว

ผอ.สพท.ชม.1 ยังแนะนำให้ทางมูลนิธิไปขอใช้อาคารศาลแขวงเชียงใหม่ หรือศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่หลังเก่าเป็นสถานที่ของศูนย์สร้างสรรค์เมือง เชียงใหม่ฯ แทนพื้นที่บ้านพักศึกษาธิการจังหวัด เพราะเป็นสถานที่ซึ่งถูกทิ้งไว้ ทำให้กรรมการมูลนิธิบางคนชี้แจงว่าทั้งอาคารศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ถูกปรับปรุงเป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ดำเนินการโดยเทศบาลนครเชียงใหม่ ส่วนอาคารศาลแขวงกำลังถูกปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

อย่างไรก็ตามการหารือระหว่างผู้บริหาร สพท.ชม.1 และกรรมการมูลนิธิ สถาบันพัฒนาเมืองในวันนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ โดยทางมูลนิธิจะแจ้งผลการหารือไปยังนายชุมพลอีกครั้ง โดยนายชุมพลกล่าวว่าขอให้เป็นคำตอบที่ชัดเจนเพราะเขาเองยังไม่รู้จะไปอยู่ ที่ไหน

เริ่มแล้วงานรำลึก 6 ตุลา-แพร่ 25 ภาพที่หล่นหายในประวัติศาสตร์

ที่มา ประชาไท

นักกิจกรรมจัดงานรำลึก 35 ปี 6 ตุลา 19 ที่ มธ.ท่าพระจันทร์ 1-14 ต.ค.นี้ เผยแพร่ภาพชุดใหม่ เหตุการณ์เช้าวันที่ 6 ตุลาผ่าน 2519.net-เฟซบุ๊ก

โครงการกำแพงประวัติศาสตร์: ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับเครือข่ายเดือนตุลา องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์) กลุ่มประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน(CCP) กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ(TCAD) กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย(LLTD) กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์(LKS) และกลุ่มประชาคมมหิดลเสรีเพื่อประชาธิปไตย(FMCD) จัดงานสัปดาห์รำลึก 35 ปี 6 ต.ค.19 ระหว่างวันที่ 1-14 ต.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์

วิภา ดาวมณี ผู้ประสานงานคณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ระบุว่า ในปีนี้ มีภาพเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค.2519 ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนจำนวน 25 ภาพ ส่งมาจากอดีตนักเรียนอาชีวะผู้ไม่ประสงค์ออกนาม โดยภาพชุดดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ช่วงเช้า หลังมีการใช้กำลังตำรวจ-ตชด. บุกเข้าไปใน มธ. โดยเบื้องต้นเผยแพร่ทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ http://2519.net และเพจ Truth Finding ในเฟซบุ๊ก

วิภา ระบุว่า ภาพชุดดังกล่าว มีชายคนหนึ่งถูกใส่กุญแจมือ ลากลงจากรถ และนำมาแขวนคอ โดยจากการตรวจสอบ ชายในภาพเป็นคนละคนกับชายในภาพที่ถูกแขวนคอซึ่งเผยแพร่ก่อนหน้านี้ ซึ่งคือ วิชิตชัย อมรกุล นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมใน มธ. ช่วงคืนวันที่ 5 ต่อเช้าวันที่ 6 อย่างไรก็ตาม จนขณะนี้ยังไม่ทราบว่าชายคนดังกล่าว และคนอื่นๆ ในภาพเป็นใคร ทั้งนี้ หากมีผู้ทราบเบาะแสก็สามารถติดต่อมาที่ตนเองในฐานะผู้ประสานงานคณะกรรมการ รับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ได้


ภาพจากเพจ Truth Finding ในเฟซบุ๊ก

นอกจากนี้ วิภาเปิดเผยว่า แม้สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีตรัฐมนตรีสำนักนายกฯ เคยแถลงออกสื่อว่ามีการชดเชยให้ญาติวีรชน 6 ตุลา แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลใดชดเชยให้ญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเลย ซึ่งรวมถึงรัฐบาลทักษิณด้วย

สำหรับการให้ความสนใจกับงานรำลึกในแต่ละปีนั้น วิภากล่าวว่า ขึ้นกับการเมืองของแต่ละยุคสมัย โดยตั้งแต่หลังรัฐประหาร มีเสื้อเหลือง-เสื้อแดง ทำให้ได้เห็นอดีตคนเดือนตุลาที่เปลี่ยนไป แบ่งวิธีคิดอุดมการณ์ชัดเจน ส่งผลถึงความร่วมมือในการจัดงาน ซึ่งเธอสงสัยว่าคนเหล่านั้นเข้าใจเจตนารมณ์ของคนเดือนตุลาแค่ไหน โดยพวกเขาจะพูดถึงแต่ประวัติศาสตร์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองปัจจุบัน ทำราวกับประวัติศาสตร์หยุดนิ่ง ไม่เข้าใจอุดมการณ์ของวีรชนที่สู้เพื่อคนยากจน ขณะที่อีกกลุ่ม มองว่าจนปัจจุบันคนก็ยังถูกรังแกจากอาชญากรรมของรัฐ ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553

ต่อกรณีที่มีข้อวิจารณ์ว่าเป็นการนำอดีตมารับใช้การเมืองหรือไม่นั้น วิภาตั้งคำถามกลับว่า การเมืองคืออะไร และว่าต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถูกกดขี่ ประชาชนที่ถูกรังแก บางพวกคิดแต่เรื่องทักษิณ ซึ่งน่าเบื่อ บางคนตั้งองค์กรมา โดยไม่เคยเรียกร้องอะไรเลยก็มี

วิภา กล่าวเสริมว่า การจัดงานรำลึกไม่ใช่เป็นการแค้นไม่เลิก แต่เป็นการบอกว่าความยุติธรรมมันไม่มี ต้องประกาศเพื่อให้เรียนรู้ เป็นการตอกย้ำว่า อาชญากรรมรัฐไม่สมควรเกิดขึ้นอีกในสังคมไทย และไม่ควรมีการใช้กลไกรัฐจัดการกับคนที่คิดต่าง


สำหรับกิจกรรมปีนี้ ประกอบด้วย
นิทรรศการภาพจิตรกรรมการเมือง ณ หอสมุดปรีดี พนมยงค์ ระหว่างวันที่ 1-14 ต.ค.

นิทรรศการหนังสือต้องห้าม ณ บริเวณ ลานโพธิ์ ติดประตูท่าพระจันทร์ ระหว่างวันที่ 2 -9 ต.ค.

วันอังคารที่ 4 ตุลา ณ ลานโพธิ์
13.00 น. “ละครแขวนคอ” ชนวนเหตุอาชญากรรมรัฐ 6 ตุลา 19
โดย ประกายไฟการละคร

วันพุธที่ 5 ตุลา ณ หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์

14.00 น. - 16.30 น. ละครเวที “ แค้น” โดย กลุ่มละครกุหลาบแดง
16.30 น. - 18.00 น. เสวนา “จากพ่อจารุพงษ์ ถึง แม่น้องเกด”
ดำเนินรายการโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด)
18.00 น. - 22.00 น. คอนเสิร์ตรำลึกวีรชนเดือนตุลา
21.00 น. – 22.00 น. ละคร “อุโมงค์ตึกโดม” โดย ประกายไฟการละคร

วันพฤหัสที่ 6 ตุลา ณ สวนประวัติศาสตร์ หน้าหอประชุมใหญ่
05.00 น. - 06.00 น. ละครสะท้อนความจริงเช้ามืดของวันที่ 6 ตุลา 2519 “ก่อนอรุณจะร่วง” โดยประกายไฟการละคร
07.00 น.- 07.30 น. พิธีตักบาตรพระสงฆ์ 36 รูป
07.30 น.– 08.30 น. พิธีวางพวงมาลา ณ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม 2519
และ กล่าวสดุดี โดยตัวแทนฝ่ายต่างๆ
- ตัวแทน 18 ผู้ต้องหา
- องค์กรประชาธิปไตย
- อมธ. สภานักศึกษา
- ตัวแทนองค์กรร่วมจัดงาน ฯลฯ
08.30 น. - 10.00 น. กวี และนาฏลีลา รำลึกวีรชน 6 ตุลา
10.00 น. - 11.30 น. ปาฐกถาพิเศษ โดย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ณ ห้องจี๊ด คณะนิติศาสตร์

11.30 น. - 12.30 น. การแสดง ณ สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ละครเรื่อง "เก้าอี้" จากกลุ่มประกายไฟ และ Action ของนักศึกษาจากกลุ่มต่างๆ อ่านบทกวี ร้องเพลง และโปรยดอกกุหลาบ
13.00-14.30 เสวนา มุมมองของนักศึกษากับเหตุการณ์6ตุลาฯ ห้อง จี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
- เสกสรร อานันทศิริเกียรติ - นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- รักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาอังกฤษอเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14.30-17.00เสวนาจากนักวิชาการ "จาก19-54 เส้นทางความยุติธรรมของสังคมไทย"