WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 5, 2011

เงื่อนไขรัฐประหาร

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


ได้ ยินได้ฟังการตอบโต้ระหว่างคนที่มีสถานะเป็นครูบาอาจารย์นักวิชาการและเป็น นักกฎหมายฝ่ายหนึ่ง กับกลุ่มอาจารย์คณะนิติราษฎร์อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งวันนี้ยังคงถกเถียงกันอย่างดุเดือดไม่จบสิ้น

อีกทั้งนับวันจะมีผู้คนโดดเข้ามาร่วมวงกันอย่างกว้างขวาง

น่าสนใจว่า ฝ่ายที่ต่อต้านคณะนิติราษฎร์นั้น มีแนวร่วมที่ล้วนแล้วแต่เป็นขบวนการเล่นเกมอำนาจนอกระบบทั้งสิ้น

ขวาจัดอนุรักษนิยมทั้งนั้น

พรรค การเมืองที่ได้อำนาจทางลัดก็หนึ่ง ลูกหลานคมช.ก็หนึ่ง บางรายเอ่ยชื่อแล้วเห็นภาพอยู่เบื้องหลังสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดการพลิก อำนาจมาตลอดชีวิตก็อีกหนึ่ง

ดูตามเนื้อผ้าก็ต้องบอกว่า ฝ่ายต่อต้านนิติราษฎร์คงต้องเอวังด้วยประการฉะนี้!

เมื่อฝ่ายนิติราษฎร์ยืนกรานว่าที่ทำเพื่อไม่ยอมรับอำนาจการรัฐประหาร

อีกฝ่ายก็ลากไปไกลว่า แล้วทำไมต่อต้านเฉพาะ 19 กันยายน 2549 เพื่อช่วยทักษิณใช่ไหม

คำตอบมีอยู่ง่ายๆ ก็เพราะการรัฐประหารครั้งล่าสุด ยังมีผลเกี่ยวเนื่องมาถึงวันนี้

แล้วจะให้ไปย้อนถึงรัฐประหารในอดีตทำไม!?

ส่วนข้อหาเพื่อช่วยทักษิณนั้น ก็คงเหมือนข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ในอดีตนั่นแหละ

นึกอะไรไม่ออกก็ข้อหานี้ไว้ก่อน

แล้วที่หยิบยกมาโจมตีนิติราษฎร์อีกประการ ทำไมไม่ดูว่าการรัฐประหารเกิดขึ้นเพราะอะไร

เพราะทักษิณก่อเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหารใช่หรือไม่

หนักถึงขั้นจำเป็นต้องรัฐประหารเพื่อจัดการกับคนโกง แล้วสรุปว่าคนโกงเลวกว่า

ถ้าคนพูดเป็นทหารถนัดใช้อำนาจก็ยังพอเข้าใจได้ แต่ดันเป็นนักกฎหมาย นี่ก็เอวัง!

อันที่จริงต้องบอกว่าคนโกงกับคนรัฐประหารก็เลวกันคนละแบบ และต้องจัดการลงโทษทั้งสองความเลวนี้อย่างจริงจัง

โดยใช้กระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาก็พอมีอยู่เหมือนกันที่คนโกงโดนลงโทษติดคุกติดตะราง

แต่คนรัฐประหารทำลายล้างประชาธิปไตยไม่เคยโดนลงโทษ

แล้วเลิกทีเถอะกับคำว่า 19 กันยายนเกิดขึ้นเพราะมีเงื่อนไข!?

ต้องไปย้อนคำพูดของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่เคยตอบโต้กับอีกฝ่ายทางจอทีวี

มีนักประชาธิปไตยที่แท้ ยอมรับด้วยหรือว่าการรัฐประหารมีเงื่อนไขให้ทำได้!

จับแล้ว-ทีมฆ่าอ.ป๊อด ปมขัด"ขรก."

ที่มา ข่าวสด

เผยสู้ให้กะเหรี่ยงถูกเผาไล่บ้าน คนชี้เป้าจนมุม-ซัดเพิ่มอีก3ราย "เพรียวพันธ์"ส่ง"จักรทิพย์"คลี่คดี



หลักฐาน - ตำรวจสภ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ยึดรถปิกอัพ 4 ประตูมาตรวจสอบ หลังพบเป็นรถต้องสงสัยของทีมสังหารนายทัศน์กมล โอบอ้อม (รูปเล็ก) แกนนำที่ออกมาแฉปมเผาบ้านไล่กะเหรี่ยงแก่งกระจาน

จับ แล้วทีมสังหาร"อาจารย์ป๊อด" แกนนำปกป้องกะเหรี่ยงเพชรบุรี พบปมมาจากแฉเรื่องเผาบ้านชาวกะเหรี่ยง-กะหร่างในอุทยานฯแก่งกระจาน ทำให้นักการเมืองท้องถิ่น และขรก.ระดับสูงบางคนไม่พอใจ แถมกำลังร่างฎีกาถวายในหลวง-ราชินีให้ช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยด้วย "เพรียวพันธ์"ส่งชุดสืบสวนนครบาลนำโดย"จักรทิพย์"ผบช.น. และหัวหน้าทีมสืบสวน ประสานกับปส.-ตำรวจประจวบฯ สืบเสาะกระทั่งพบพยานหลักฐานโยงทีมสังหาร 4 คน ออกหมายจับได้ 3 ราย เป็นคนชี้เป้า คนรับงาน และมือปืน ล็อกตัวคนชี้เป้าได้แล้วให้การเป็นประโยชน์ ส่วนอีกคนทำหน้าที่สารถี พบเป็นคนขับรถประจำตัวของขรก.ระดับสูงคนหนึ่ง เร่งล่าเพิ่มชุดสังหารก่อนสาวไปถึงผู้บงการ

จากเหตุการณ์มือปืนยิง ถล่มสังหาร"อาจารย์ ป๊อด"นายทัศน์กมล โอบอ้อม อายุ 55 ปี อดีตผู้สมัครส.ส. พรรคเพื่อไทย จ.เพชรบุรี แกนนำเรียกร้องความเป็นธรรมให้ชาวกะเหรี่ยง-กะหร่าง รวมทั้งออกมาแฉปัญหาเจ้าหน้าที่อุทยานฯแก่งกระจาน เผาไล่ที่ชาวกะเหรี่ยง จนกลายเป็นข่าวอื้อฉาว เสียชีวิตคารถจี๊ป เชอโรกี สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ภย 4754 กรุงเทพฯ เหตุเกิดริมถนนเพชรเกษม อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา

เบื้องต้นตำรวจตั้งปมเรียกร้องให้ชาวกะเหรี่ยง -กะหร่างจนมีปัญหากับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ถึงขั้นหัวหน้าอุทยานฯ ใช้อำนาจออกคำสั่งห้ามเข้าพื้นที่ ขณะที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ยืนยันว่าไม่เกี่ยว ข้อง ด้านคนใกล้ชิดระบุว่าอาจารย์ป๊อด อยู่ระหว่างร่างฎีกาถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ให้ช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยง-กะหร่าง แต่ยังไม่ทันเสร็จก็ถูกยิงตายเสียก่อน ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 4 ต.ค. รายงานข่าวแจ้งว่าหลังเกิดเหตุไม่นาน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร.รักษาราชการแทนผบ.ตร. มีคำสั่งให้ชุดสืบสวนของนครบาล นำโดยพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. พล.ต.ต. รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.ศสส.บช.น. และพล.ต.ต. หาญพล นิตย์วิบูลย์ รองผบช.ปส. ประสานกับพ.ต.อ.สมชาย รักเสนาะ รองผบก.ภ.ประ จวบคีรีขันธ์ จัดชุดสืบสวนลงพื้นที่หาข้อมูลในคดีนี้โดยตรวจสอบทุกประเด็นทั้งเรื่องส่วน ตัว การเมือง และการต่อสู้เพื่อชาวกะเหรี่ยง-กระ หร่าง

ชุดสืบสวนใช้ เวลาพักใหญ่ตรวจสอบทุกประเด็นแล้วพบว่า ความขัดแย้งเรื่องส่วนตัวไม่มีน้ำหนักเพียงพอ การเมืองก็ไม่ได้รุนแรง จึงมุ่งไปยังเรื่องที่"อาจารย์ป๊อด"นายทัศน์กมล มีบทบาท ต่อสู้เพื่อคนกะเหรี่ยง-กะหร่าง โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ เข้ามาเป็นตัวแทนเรียกร้องความเป็นธรรมเรื่องที่ชาวกะหร่างถูกเผาบ้านขับไล่ ออกจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

จึงเมื่อได้ประเด็นที่มีน้ำหนัก เพียงพอ ตำรวจเริ่มตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยและเครือข่าย ในชั้นต้นมุ่งไปที่นักการเมืองท้องถิ่น และข้าราชการระดับสูงคนหนึ่ง ซึ่งมีปัญหาขัดแย้งกับอาจารย์ ป๊อดอย่างรุนแรง เพราะไม่พอใจที่ออกมาเคลื่อนไหวช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยง-กะหร่าง พร้อมสืบเสาะเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง กระทั่งพบพยานหลักฐานว่าคดีนี้ชุดสังหารมีทั้งหมด 4 คน คนหนึ่งทำหน้าที่ชี้เป้า และอีก 3 คนอยู่ในรถพาหนะมือปืนที่ใช้ประกบยิงอาจารย์ป๊อด

รายงานข่าวแจ้งว่า หลังได้พยานหลักฐานชัดเจนจึงขออนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาเบื้องต้น 3 คน ประกอบด้วย นายชาญ ชาวอ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ทำหน้าที่ชี้เป้า นายธวัชชัย นักการเมืองท้องถิ่นในจ.เพชรบุรี คนรับงาน และนายศักดิ์ มือปืนรับจ้างในพื้นที่คนลงมือสังหาร ส่วนอีกคนทำหน้าที่ขับรถพามือปืนไปลงมือและพาหลบหนี อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานออกหมายจับเพิ่มเติม

สำหรับคนขับรถให้ชุด สังหารพบว่าเป็นคนขับรถประจำตัวของข้าราชการระดับสูงคนหนึ่ง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยึดรถปิกอัพ 4 ประตูยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นสตราด้า สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน กค 8456 เพชรบุรี ต้องสงสัยว่าจะเป็นพาหนะของคนร้ายมาตรวจสอบด้วย

ล่าสุดทีมสืบสวนควบ คุมตัวนายชาญ คนชี้เป้ามาสอบปากคำได้แล้ว เบื้องต้นให้การเป็นประโยชน์กับรูปคดีอย่างมาก โดยเจ้าหน้าที่ระดมกำลังออกติดตามจับกุมนายธวัชชัย และนายศักดิ์อย่างกระชั้นชิด คาดว่าจะได้ตัวในเร็วๆนี้ เพื่อสาวต่อไปถึงผู้บงการ ซึ่งเป็นไปตามที่ตำรวจตั้งประเด็นไว้ โดยผู้บงการไม่พอใจอาจารย์ป๊อด ที่ปกป้องชาวกะเหรี่ยง-กะหร่าง

รายงาน ข่าวแจ้งว่าสำหรับรถปิกอัพที่ตำรวจยึดได้ทราบว่าเป็นของนายศักดิ์ มือปืนที่ก่อเหตุในคดีนี้ ส่วนนายชาญ ถูกตำรวจจับกุมได้เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา บริเวณสนามฟุตบอลเทศบาลตำบลท่ายาง โดยให้การซัดทอดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจนนำไปสู่การออกหมายจับดังกล่าว

...วันนี้ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ งานเข้า

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ

http://www.tudemoc.com/tudemoc/index.php

คนใต้ให้กำลังใจอาจารย์ นิติราษฎร์

ขวัญชัยประกาศเปิดตัวแดงรักเจ้า8ตค.

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

ขวัญชัย ลั่นกลุ่มแดงรักเจ้าพร้อมเปิดตัว8 ต.ค.นี้
ขอทำหนังสือขออนุญาตทำเสื้อแดงติดตราสัญลักษณ์ ร่วม 2 แสนตัว



นายขวัญชัย ไพรพนา

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร เปิดเผยว่า
ภายหลังจากที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า
อยากให้คนเสื้อแดงร่วมกันถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษาในวันที่ 5 ธ.ค.ปีนี้นั้น
ตนจึงจับเอาคำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณ ตรงนี้มาดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม
โดยในวันที่ 7 ต.ค.จะมีการประชุมร่วมกันของกลุ่มคนเสื้อแดงภาคอีสาน 20 จังหวัด
เพื่อหารือกันถึงเรื่องการรวมตัวกันเป็น“กลุ่มแดงรักเจ้า”
ซึ่งจะเป็นการประกาศความชัดเจนให้กับกลุ่มต่างๆ
ที่ต้องการจะสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงได้เห็นว่า
คำครหาที่ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเป็นพวกแดงล้มเจ้านั้นไม่เป็นความจริง
ซึ่งหากในวันที่ 7 ต.ค.นั้นได้หารือกันในรายละเอียดต่างๆ ครบถ้วนแล้ว
ในวันที่ 8 ต.ค.ก็จะประกาศตัวอย่างเป็นทางการทันที
ซึ่งจะทำให้การดำเนินการของกลุ่มคนเสื้อแดงภาคอีสาน 20 จังหวัด
จากนี้ไปนั้นจะมีคำว่ากลุ่มแดงรักเจ้าอยู่ในวงเล็บต่อท้ายด้วย เช่น
ชมรมคนรักอุดร (แดงรักเจ้า) หรือชมรมคนรักโคราช (แดงรักเจ้า) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การตั้งกลุ่มแดงรักเจ้านั้น ไม่ใช่การแตกแยกออกจากกลุ่มนปช.
แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่นของคนเสื้อแดงในภาคอีสานทั้ง 20 จังหวัด

นายขวัญชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับกิจกรรมของกลุ่มแดงรักเจ้านั้น
ในวันที่ 5 ธ.ค.จะมีการรณรงค์ร่วมกันปลูกต้นไม้มงคลคนละ 1 ต้น
ที่หน้าบ้านของกลุ่มแดงรักเจ้าในภาคอีสานทั้ง 20 จังหวัด
ซึ่งอาจจะเป็นต้นราชพฤกษ์หรือต้นพยุงก็ได้
นอกจากนี้ ตนยังได้ทำหนังสือเพื่อขออนุญาตไปยังสำนักพระราชวังอีกด้วยว่า
จะขอจัดทำเสื้อแดงที่ติดตราสัญลักษณ์ 84พรรษาจำนวน 2 แสนกว่าตัว
เพื่อแจกจ่ายให้กับกลุ่มแดงรักเจ้าในภาคอีสานทั้ง 20 จังหวัด จังหวัดละ 1 หมื่นตัวด้วย
แต่สำหรับจังหวัดอุดรธานีนั้น
อาจจะต้องใช้เสื้อแดงที่ติดตราสัญลักษณ์84 พรรษาทั้งหมด 2.5 หมื่นตัว
เพื่อมอบให้กับผู้ที่จะเข้าร่วมขบวนรถมอเตอร์ไซต์เฉลิมพระเกียรติที่มีมากถึง 2.5 หมื่นคันด้วย


http://www.posttoday.com/การเมือง/114441/ขวัญชัยประกาศเปิดตัวแดงรักเจ้า8ตค-

นัดวางหรีด-ขึงผ้าดำศิษย์มธ.รวมตัวขับไล่อธิการบดีสนับสนุนรัฐประหาร

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกรุ่น
นัดรวมตัววางพวงหรีดและขึงผ้าดำล้อมรอบมหาวิทยาลัย
ประท้วงอธิการบดีคนปัจจุบันที่มีทัศนคติสนับสนุนอำนาจเผด็จการและรัฐประหาร
ซัดทำลายภาพลักษณ์สถาบันที่ยืนหยัดต่อสู้กับเผด็จการทหารมาทุกยุคทุกสมัย
และยังพาดพิงให้สาธารณชนเข้าใจผิด “อาจารย์ปรีดี”
เตรียมล่ารายชื่อยื่นสภามหาวิทยาลัยพิจารณาพฤติกรรม


http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=12310

แนวรบในพื้นที่ประชาสังคม: เลิกปกป้องอภิสิทธิ์ชนกันเสียที

ที่มา ประชาไท


ขณะนี้มีความวิตกกังวลค่อนข้างมากในหมู่นักพัฒนา นักกิจกรรม และนักวิชาการสาย ‘ปฏิรูป’ ว่าองค์กรอิสระหรือหน่วยงานกึ่งรัฐทั้งหลายของภาคประชาสังคมไทยกำลังจะถูก เช็คบิลจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเนื่องจากได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ทักษิณ การที่รัฐบาลชุดปัจจุบันดำเนินการหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปรับเปลี่ยนทิศทางบริหารจัดการงบประมาณด้านหลักประกันสุขภาพ การขอคืนพื้นที่บ้านพิษณุโลกจากสำนักปฏิรูป (สปร.) ของหมอประเวศ การดึงงบกองทุนสวัสดิการชุมชนจำนวน 800 ล้านบาทของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ที่อนุมัติโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว มาพิจารณาใหม่ หรือแม้กระทั่งการเชิญ TPBS ไปชี้แจงการดำเนินงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ล้วนนำมาสู่ความกังวลที่ว่าจะเป็นการแก้แค้นทางการเมือง เป็นการทำให้พื้นที่ของคนเล็กคนน้อยต้องหมดไป ทำให้องค์กรชาวบ้านที่เข้มแข็งอยู่แล้วต้องอ่อนแอลง รวมทั้งจะทำให้เอ็นจีโอและขบวนการเคลื่อนไหวของชาวบ้านไม่ได้รับความสำคัญ อีกต่อไปเมื่อเทียบฐานมวลชนที่เชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทย

ข้อกังวลโดยเฉพาะในแง่ของผลที่จะเกิดขึ้นกับคนเล็กคนน้อยที่มักขาดช่อง ทางในเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ควรรับฟัง แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานอิสระกึ่งรัฐของประชาสังคมไทยจะสามารถ อยู่เหนือการตรวจสอบและควบคุมใดๆ ที่ผ่านมาหน่วยงานเหล่านี้มิเพียงแต่มีส่วนอย่างสำคัญในการทำลายระบอบ ประชาธิปไตย สนับสนุนการทำรัฐประหาร และสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลในการสังหารหมู่ประชาชนโดยรัฐในช่วงเดือน เมษายน-พฤษภคม 2553 ด้วยการเข้าเป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเท่านั้น หากแต่ยังมีความเป็นการเมืองและมีแนวทางการทำงานบนอุดมการณ์ที่ค่อนไปใน ทางอนุรักษ์นิยมและสนับสนุนสถาบันการเมืองจารีต ขณะเดียวกันก็กีดกันมวลชนคนส่วนใหญ่ออกจากการเข้าถึงทรัพยากร ในที่นี้จะขออภิปรายผ่านกรณีงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ที่ปัจจุบันดำเนินการโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) องค์กรหลักอันหนึ่งของ “ประชาสังคมไทย”

การวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นการวิจัยที่วางอยู่บนฐานความต้องการของคนท้อง ถิ่น โดยเน้นให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการวิจัยกับทุกฝ่ายตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนด ปัญหา การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการส่งเสริมกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาของชุมชน เดิมในแวดวงเอ็นจีโอการวิจัยเพื่อท้องถิ่นรู้จักกันในนามงานวิจัยไทบ้าน/ชาว บ้าน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับนโยบายรัฐที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อ คุณภาพชีวิตของชาวบ้าน

ปัจจุบัน สกว. เป็นหน่วยงานหลักที่ทำงานสนับสนุนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น โดยไม่เพียงแต่ให้ทุนวิจัย แต่ยังผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการวิจัย พัฒนาแนวคิดและระเบียบวิธีวิจัย ประสานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์ และจัดการความรู้เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายต่างๆ ปัจจุบันกิจการการวิจัยเพื่อท้องถิ่นภายใต้ของ สกว. เติบโตอย่างมาก ในปีที่ 13 ของการดำเนินงาน มีโครงการวิจัยจำนวน 1,820 โครงการ มีชาวบ้านและบุคคลอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องราว 30,000 คน มีงบประมาณสนับสนุนจำนวนหลายร้อยล้านบาท รวมทั้งมีการร่วมมือกับบางมหาวิทยาลัยเปิดโครงการปริญญาโทเพื่อผลิตบุคลากร ทำงานสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นการเฉพาะ

การเปลี่ยนจากงานวิจัยไทบ้าน/ชาวบ้านมาเป็นงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็น ส่วนหนึ่งของการเติบโตขยายตัวของ “ประชาสังคมไทย” ที่เข้ามาแทนที่การทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชนกับกลุ่มชาวบ้านอัน ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของขบวนการภาคประชาชนแต่เดิม งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นกลไกที่สำคัญหนึ่งของประชาสังคมไทยในทำงานกับชาว บ้านในพื้นที่ต่างๆ

ทั้งนี้ สกว. เป็นหน่วยงานที่ประชาสังคมไทยได้ผลักดันการก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2535 ในฐานะ “หน่วยงานของรัฐที่อยู่นอกระบบราชการในกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี” นอกจากนี้ ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมาประชาสังคมไทยมีอำนาจอย่างมากในการผลักดันนโยบายรัฐ ในหลายเรื่อง รวมถึงการผลักดันให้เกิดการก่อตั้ง “องค์กรอิสระ” หลายองค์กร เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้ได้กลายเป็นแหล่งงบประมาณสำคัญที่สนับสนุนการทำงานของ ประชาสังคมไทย

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยร่วมสมัย ประชาสังคมไทยถูกวิจารณ์อย่างหนักต่อท่าทีที่ไม่ไว้วางใจและหวาดระแวงต่อ ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน โดยเน้นการสร้างพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้นของ พลเมืองที่ไม่สามารถมีสิทธิมีเสียงและไม่สามารถแข่งขันในระบบการเมืองแบบตัว แทนที่มีการใช้เงินซื้อเสียงมากได้ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและ ประชาธิปไตยแบบถกเถียงเรียนรู้/ปรึกษาหารือของประชาสังคมไทยในฐานะคู่ตรง ข้ามประชาธิปไตยแบบตัวแทน ขณะเดียวกันงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ก็ยังเป็นกลไกของการปฏิรูปประเทศไทยในช่วงหลังการสังหารหมู่ประชาชนเมื่อ เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ด้วย

นักพัฒนา นักกิจกรรม และนักวิชาการสาย ‘ปฏิรูป’ กังวลว่าการเช็คบิลกับองค์กร/หน่วยงานอิสระกึ่งรัฐจะทำให้องค์กรชาวบ้านถูก ละเลยเมื่อเทียบมวลชนอย่างกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีสายสัมพันธ์กับนักการเมือง และพรรคเพื่อไทย แต่พวกเขาควรจะต้องสำเหนียกด้วยว่าที่ผ่านมามวลชนส่วนใหญ่ของประเทศแทบไม่ เคยที่จะได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรจำนวนมหาศาลของหน่วยงานอิสระ กึ่งรัฐเหล่านี้

กรณีงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นพบว่ามีการสืบทอดประเพณีในการนิยามและให้ภาพ “ชุมชน” แบบเป็นเนื้อเดียวและตายตัว โดยละเลยความสัมพันธ์เชิงอำนาจในชุมชนที่สลับซับซ้อน กลุ่มคนที่หลากหลายที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองแตกต่างกัน รวมทั้งละเลยเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้คนที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในขอบเขต หมู่บ้าน/พื้นที่หนึ่งๆ แต่ขยายตัวไปตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะตามการขยายตัวของชีวิตนอกภาคเกษตร

ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของคนเสื้อแดงนั้นเป็นผลพวงจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยน แปลงไปของสังคมไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ฐานของคนเสื้อแดงส่วนใหญ่คือเกษตรกรหรือชาวนาที่ผันตัวมาเป็นผู้ที่ทำมาหา กินนอกภาคเกษตรด้วย ดังนั้น กรอบแนวคิดที่จำกัดว่าด้วย “ชุมชน” ของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงไม่เพียงแต่ยากที่จะครอบคลุมถึงชีวิตที่เป็น จริงของผู้คนส่วนใหญ่ แต่ยังกีดกันมวลชนเหล่านี้ออกไปโดยปริยายด้วย

ขณะเดียวกันงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภายใต้ สกว. ได้พัฒนาระเบียบวิธีวิจัยอย่างเป็นระบบในฐานะชุดความรู้และชุดเครื่องมือที่ จะนำไปใช้ขยายผลในทุกๆ พื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งแม้จะมีประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจปัญหาและหาทางออกของคนในท้องถิ่น ระดับหนึ่ง แต่ก็ได้กลายเป็นพิมพ์เขียวและเป็นการตีกรอบการทำความเข้าใจชีวิตและโลกรอบๆ ตัวของผู้คน

ขณะเดียวกันดูเหมือนว่า “พลังและปัญญาของท้องถิ่น” ตามสโลแกนของ สกว. จะเกิดขึ้นได้หรือจะรื้อฟื้นขึ้นมาได้ก็ต่อได้เมื่อผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อ ท้องถิ่นเท่านั้น ขณะที่การทำความเข้าใจปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาในแบบอื่นๆ ของชาวบ้านที่ไม่ผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น อาทิ การเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง การเรียกร้องประชาธิปไตยแบบตัวแทน กลับถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ขาด “ปัญญา” ขาด “ความสว่าง” ขาดข้อมูลและการรู้เท่าทัน

นอกจากนี้ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นยังได้กลบเกลื่อนปิดบังปัญหาเชิงโครงสร้างและความไม่ เป็นธรรมทางการเมืองของประเทศ การเน้นการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้กลายเป็นโอกาสของหน่วยงาน/สถาบันจำนวนหนึ่งซึ่ง เป็นต้นตอของปัญหาทางสังคมการเมืองของประเทศให้ได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดี ขณะที่พื้นฐานการวิเคราะห์ปัญหาของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจะเน้นไปที่ระบบ เศรษฐกิจทุนนิยมในฐานะสาเหตุหลักของวิกฤติต่างๆ ของชุมชนท้องถิ่น มากกว่าจะมองไปถึงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่มีความโยงใยและทำให้ผล ประโยชน์จากระบบทุนนิยมไปตกอยู่กับคนส่วนน้อยจนกลายเป็นความไม่เป็นธรรมทาง เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ที่สำคัญในระยะหลังๆ การวิจัยเพื่อท้องถิ่นหันมาเน้นการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมของชาวบ้านใน ระดับครัวเรือนและปัจเจกบุคคล อาทิ การวิจัยเพื่อเลิกเหล้าและลดอบายมุข งานวิจัยเพื่อส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือนเพื่อลดความฟุ่มเฟือย เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะวางอยู่บนแนวคิดลำดับชั้นของอำนาจทางศีลธรรมที่ชนชั้นนำในภาค ประชาสังคมมีศีลธรรมที่เหนือกว่าคนทั่วไป ยังเป็นการลดทอนความซับซ้อนของปัญหา เช่น ความยากจน ให้อยู่ในความรับผิดชอบของปัจเจกบุคคลเท่านั้น อันสอดคล้องกับทัศนคติที่มองมวลชนเสื้อแดงว่าเป็นคนไม่ดี เห็นแก่เงินหรือผลประโยชน์โดยเฉพาะจากนโยบายประชานิยมและจากการซื้อเสียง รวมทั้งไม่รู้จักมีชีวิตที่พอเพียงและพึ่งตนเอง อันเป็นลักษณะที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับคนดีตามความหมายของประชาสังคม ไทย

งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นปัญหาของ องค์กร/หน่วยงานอิสระกึ่งรัฐของประชาสังคมไทย ที่ไม่เพียงแต่มีอุดมการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง หากแต่ยังมีปัญหาการถูกผูกขาดโดยชนชั้นนำของภาคประชาสังคมไทย จึงเป็นการยากที่มวลชนส่วนใหญ่ซึ่งมีแนวคิดและอุดมการณ์ที่แตกต่างจะเข้าถึง และไม่ถูกกีดกัน แม้ว่าเงินงบประมาณที่หล่อเลี้ยงหน่วยงานอิสระกึ่งรัฐของประชาสังคมไทยจะมา จากภาษีอากรของประชาชนทั้งหมดก็ตาม

ดังนั้น หากความวิตกกังวลของนักพัฒนา นักกิจกรรม และนักวิชาการสาย ‘ปฏิรูป’ ต่อการเช็คบิลองค์กร/หน่วยงานอิสระกึ่งรัฐเหล่านี้ ไม่ได้หมายรวมถึงพยายามเสนอทางออกว่าจะมีแนวทางที่เหมาะสมอย่างไรที่สังคมจะ สามารถควบคุม ตรวจสอบ กำกับดูแลองค์กร/หน่วยงานอิสระกึ่งรัฐเหล่านี้ได้ และจะสร้างโอกาสให้มวลชนคนส่วนใหญ่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในด้านต่างๆ ด้วยได้อย่างไร ความวิตกกังวลเหล่านี้ก็คงเป็นได้เพียงการปกป้องอภิสิทธิ์ชนอีกกลุ่มในสังคม ไทยไว้ก็เท่านั้น


หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "คิดอย่างคน" ในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ มหาประชาชน ปีที่ 2 ฉบับที่ 57 วันที่ 30 กันยายน - 6 ตุลาคม 2554

จดหมายเปิดผนึกถึงสภา มธ. ขอให้ตรวจสอบและยุติสนับสนุนเผด็จการของ 'สมคิด'

ที่มา ประชาไท

จดหมายเปิดผนึกถึงสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันที่ 5 ตุลาคม 2554

เรื่อง ขอให้ตรวจสอบและยุติพฤติกรรมสนับสนุนระบอบเผด็จการของ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบัน

เรียน นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

1. ด้วยปรากฎหลักฐานอย่างชัดเจนในหลายโอกาสที่ผ่านมาว่า นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีผู้นี้ได้นำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าสนับสนุนการปฎิวัติรัฐประหารและการมีส่วนเกื้อกูลสนับสนุนในการปราบปราม สังหารประชาชน และยังเคยเป็นเลขานุการสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อันเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างความแตกแยกให้กับประเทศไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมา ก่อน นอกจากนี้ยังแสดงตนปกป้องการรัฐประหารในทุกรูปแบบ ควบคู่ไปกับการนำพากลุ่มอาจารย์จำนวนหนึ่งให้ร่วมกันสนับสนุนเผด็จการ

2. นอกจากนี้ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ยังบังอาจแสดงออกโดยเปิดเผยหมิ่นหยามผู้ประศาสน์การและผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัย อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ว่ากระทำการในลักษณะเดียวกับการรัฐประหาร ทั้งที่ตนเองก็จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และควรเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า ท่านผู้ก่อตั้งและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ยึดถือหลักการประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายสูงสุดมาโดยตลอด การเสนอข้อความดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นการเนรคุณต่อบรรพชนผู้ทรงคุณูปการของมหาวิทยาลัยอย่างร้าย แรง เพราะท่านผู้ประศาสน์การนั้น คือเสาเอกและผู้ก่อตั้งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของ ประเทศไทยมาแต่เริ่มต้น

3. การกระทำของอธิการบดีผู้นี้นั้น ล้วนมุ่งเน้นในการใช้มหาวิทยาลัยรับใช้นักการเมืองเผด็จการตลอดเวลา แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่า เป็นผู้บิดเบือนและทรยศต่อหลักการสำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่นคือหลักการประชาธิปไตย และการปกครองโดยธรรมะและกฎหมาย สนับสนุนการรัฐประหาร และยังเข้าร่วมเป็นมือเท้าของกลุ่มเผด็จการที่ปล้นชิงประชาธิปไตยไปจาก ประชาชน จนได้รับการตอบแทนด้วยตำแหน่งและผลประโยชน์ต่าง ๆ อันน่าจะรวมถึงตำแหน่งอธิการบดีธรรมศาสตร์ด้วย การทรยศต่อหลักการประชาธิปไตยเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ชาวธรรมศาสตร์ทุกรุ่นทุกวัยไม่อาจรับได้อย่างเด็ดขาด

พวกข้าพเจ้าผู้มีรายนามต่อท้ายนี้ ซึ่งเป็นศิษย์ธรรมศาสตร์ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยจนถึงยุคปัจจุบัน จึงขอเรียกร้องให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาพฤติกรรมของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ รวมทั้งขอให้ทบทวนและยุติพฤติกรรมเหล่านั้นในทันที และให้สภามหาวิทยาลัย ฯ ร่วมพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยว่า บุคคลผู้ที่ทำลายหลักการประชาธิปไตยของมหาวิทยาลัยอย่างรุนแรงเช่นนี้ สมควรจะได้รับโทษประการใด

จึงเรียนมาเพื่อขอให้สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการพิจารณาโทษของอธิการบดีผู้นี้ตามแต่มหาวิทยาลัยจะเห็นสมควร โดยพวกข้าพเจ้าจะรอรับทราบผลการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่อไป

ขอแสดงความนับถือ
สัมผัส พึ่งประดิษฐ์ ตมธก.
สำราญ ตมธก.
ประสิทธิ ตมธก.
ธงชัย วินิจจะกุล มธ. 2517
สายัณห์ สุธรรมสมัย มธ. 2511
ธนศักดิ์ ฤกษ์เจริญพร มธ. 2511
ชวลิต ณ นคร มธ. 2511
สุรชัย ณ ป้อมเพชร มธ. 2511 และ สส.มธ. ปี 12
บุญยงค์ มหาวิเศษศิลป์ กรรมการ อมธ. 2516
สมาน เลิศวงศ์รัตน์ นายก อมธ. 2518
ประจวบ พยัคฆพันธุ์ รองนายก อมธ. 2516
สุชาติ ธาดาธำรงเวช กรรมการ อมธ. 2516 และอดีต รมต. คลัง
มณฑล ชาติสุวรรณ รองประธานสภานักศึกษา และ สส.มธ. 4 ปี
ประสาร สินสวัสดิ์ กรรมการ อมธ. 2516, รองนายก อมธ. 2519 และรองประธานกรรมการบัณฑิต 2518
วิสูตร ทิพวิรัตน์พจนา กรรมการ อมธ. 2516
อำนาจ สถาวรฤทธิ์ มธ. 2516
กฤษฎางค์ นุชจรัส นายก อมธ. 2521
ดวงใจ แอรักกุล มธ. 2519
วิไลลักษณ์ หวังธนาโชติ มธ. 2518
พิสุทธิ์ พุทธิกุลสถิต มธ. 2517
สถิต สิริสวัสดิ์ กรรมการ อมธ. 2517

กวีตีนแดง: สิ่งไหนเล่าที่โดมโหมจิตข้า

ที่มา ประชาไท

ถึงยุค เปลี่ยนผ่าน อันวิปลาส
ธรรมศาสตร์ ประกาศเคียง รัฐประหาร
โอ้...แม่โดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์
คอรัปชั่น เลวกว่า กระบอกปืน

วันนี้ ฉันรัก นิติราษฎร์...
นิติศาสตร์ เพื่อราษ- ฎรตื่น
ประชาชน ชนะแล้ว จงหยัดยืน
ท้าทวงคืน ย้อนเกล็ด เผด็จการ
สิ่งไหนเล่า ที่โดม โหมจิตข้า
ให้แกร่งกล้า กี่เดือนปี ไม่มีหวั่น
วันนี้โดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์
กลายเป็นสัญ- ลักษณ์ พิทักษ์ใคร
ผ่านคืนวัน ฉันเคยรัก ธรรมศาสตร์
ด้วยองอาจ อยู่เคียงข้าง ชาวนาไร่
สอนให้ฉัน หลงรัก ผู้ยากไร้
แบ่งปันมวล ดอกไม้ ให้ชาวนา
เมื่อฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง ถือหาง คนสั่งฆ่า
เพียงความ เคลื่อนไหว ใครสั่งมา
ยอมขายตัว เป็นข้า รองฝ่าใคร
ตำนานโดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์
ยังคงก้อง กังวาน อยู่หรือไม่
กำแพงสูง ตระหง่าน ปิดกั้นใจ
แยกตัวจาก ผู้ยากไร้ แล้วหรือยัง

-เพียงคำ ประดับความ-

หมายเหตุ: ขออภัยชาวธรรมศาสตร์ที่มิได้มีจุดยืนดังกล่าวมา

ข้าแต่ศาลที่เคารพ...... "ผมขอคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" เปิดจดหมายของผู้ถูกควบคุมตัวตามหมาย ฉฉ.

ที่มา ประชาไท

วันเสาร์ที่ทุกคนน่าจะได้พักผ่อน แต่หลายคนอาจจะกังวลใจกับงานที่ทำในอาทิตย์ที่ผ่านมา หรืองานและเรื่องราวที่รออยู่เบื้องหน้าในอาทิตย์ถัดไป ข้าพเจ้าได้รับจดหมายน้อยฉบับหนึ่งจากศูนย์พิทักษ์สันติ จชต ที่ตั้งอยู่ที่โรงเรียนตำรวจภูธร 9 จังหวัดยะลา จดหมายลงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2554 บรรยายถึงข้อความที่เราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นและได้ยิน มีข้อความว่า

“ ข้าพเจ้านายนิเซ๊ะ นิฮะ ยังมีสติสมัญชญะดี ร่ายกายแข็งแรง หลังจากนี้ถ้าหากมีอะไรในกระบวนการซักถามในชั้น พ.ร.ก. ข้าฯ นายนิเซ๊ะ นิฮะ จะไม่ให้การใดทั้งสิ้น นอกจากจะยืนยันคำให้การเดิม ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นแก่ข้าฯ ไม่ว่าร่างกายหรือชีวิต หรือกรณีใดก็ตาม ข้าฯ ขอเขียนหนังสือนี้เป็นลายลักษณ์อักษรไว้เป็นหลักฐาน เพื่อดำเนินการต่อไป”

ลงชื่อ

ขอคัดค้าน พ.ร.ก.

1 ตุลาคม 2554

ลายมือและร่องรอยของจดหมายที่ถูกพับจนเล็ก บ่งบอกถึงที่มาและที่ไปของจดหมายได้ดี ด้วยเส้นสายตัวหนังสือที่หนักแน่น ชัดเจน นายนิเซ๊ะ นิฮะ ถูกจับกุมเมื่อเวลารุ่งเช้า วันที่ 16 กันยายน 2554 เจ้าหน้าที่ทหารตรวจค้นบ้านนายนิเซ๊ะ นิฮะ ตำบลตะลุโบะ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยมิได้แสดงหมายแต่อย่างใด และควบคุมตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ ไปยังค่ายทหารบริเวณโรงไฟฟ้าปัตตานี ถนนปัตตานี - ยะลา อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ต่อมานายนิเซ๊ะ นิฮะ ถูกย้ายสถานที่ควบคุมตัวยังค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานีในวันเดียวกัน มีรายงานว่านายนิเซ๊ะ ได้รับการปฏิบัติอย่างดีระหว่างการควบคุมตัวและได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ค่ายอิงคยุทธฯด้วยความสมัครใจต่อข้อซักถามต่าง ๆ

ภายหลังการควบคุมตัวตามอำนาจกฎอัยการศึกเป็นเวลา 7 วัน เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 นายนิเซ๊ะ นิฮะ ได้รับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรกะพ้อ อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี จะยื่นคำร้องขอออกหมายควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยย้ายการควบคุมตัวไปที่ค่ายอิงคยุทธฯ และในวันที่ 26 กันยายน 2554 นายนิเซ๊ะ นิฮะ ได้ลงชื่อในบันทึกซักถามซึ่งเป็นการสิ้นสุดการควบคุมตัวและผู้ถูกควบคุมตัว ย่อมจะได้รับการปล่อยตัวตามระเบียบปฏิบัติที่ถือปฏิบัติกันมา แต่กลับถูกส่งตัวไปที่ศูนย์พิทักษ์สันติ จชต ที่ตั้งอยู่ที่โรงเรียนตำรวจภูธร 9 จังหวัดยะลา โดยนายนิเซ๊ะ นิฮะ ซึ่งสามารถสื่อสารภาษาไทยได้ดี ไม่ได้ทราบถึงข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยที่มีอยู่แต่อย่างใด อีกทั้งเขาก็ไม่มีโอกาสได้ชี้แจงกับศาลจังหวัดปัตตานีในวันที่ 22 กันยายน ในระหว่างที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอศาลจังหวัดปัตตานีออกหมายจับตามอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นครั้งแรก ถ้ามีโอกาสนายนิเซ๊ะ นิฮะ อาจจะพูดเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำกว่าตัวหนังสือว่า ผมขอคัดค้าน พ.ร.ก…

นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2554 นายนิเซ๊ะ นิฮะ ถูกควบคุมตัวที่ศูนย์พิทักษ์สันติที่ตั้งอยู่ที่โรงเรียนตำรวจภูธร 9 จังหวัดยะลา ระหว่างนั้นการซักถามนายนิเซ๊ะ นิฮะ ได้รับการปฏิบัติอย่างดี และซักถามดำเนินไปด้วยคำถามเดิม ๆ เช่น คำถามเกี่ยวกับอาชีพ คำถามเกี่ยวกับกิจกรรมในสมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ สมัยปฎิวัติรัฐประหารและการต่อสู้เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยเมื่อ 19 ปีที่แล้วในช่วงพฤษภาทมิฬ

ในวันที่ 29 กันยายน 2554 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอขยายการควบคุมตัวตามอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหลังจากการควบคุมตัวอีก 7 วัน โดยนายนิเซ๊ะ นิฮะ ก็ไม่มีโอกาสได้พูดกับศาลที่เคารพว่า ผมขอคัดค้าน พ.ร.ก…………….

ในวันที่ 30 กันยายน 2554 ทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้รับคำร้องจากญาติว่าต้องการให้มีการ ปล่อยตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะเนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ฯ ไม่ได้ซักถามประเด็นใดใดเพิ่มเติม การถูกควบคุมตัวโดยไม่มีเหตุจำเป็นตามกฎหมายนั้นไม่ตรงกับเจตนารมณ์ ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะนายนิเซ๊ะ นิฮะเป็นผู้บริสุทธิ์และยืนยันว่าจะว่าได้ให้การแก่เจ้าหน้าที่แล้วและยืน ยันคำให้การเดิม ทนายความฯ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งไต่สวนคำร้องขอขยายระยะเวลาการ ควบคุมตัว โดยขอให้ศาลเรียกเจ้าหน้าที่ผู้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการควบ คุมตัวและผู้ถูกควบคุมตัวมาไต่สวน และขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวนายนิเซ๊ะ นิฮะ ผู้ถูกควบคุมตัว เพราะการควบคุมตัวบุคคลไว้ไม่มีเหตุจำเป็นตามสถานการณ์ฉุกเฉินแต่อย่างใด ย่อมกระทบต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ทั้งนี้ ศาลไม่ได้เรียกให้มีการไต่สวนคำร้องในวันดังกล่าว ศาลฯจึงยังไม่ได้มีโอกาสได้ยินเสียงร้องจากนายนิเซ๊ะ นิฮะ ว่าผมขอคัดค้านพรก…………….

ศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนผู้ร้องและผู้ร้องคัดค้านแลนายนิเซ๊ะ นิฮะ ผู้ถูกควบคุมตัว ในวันวันพุธที่ 5 ตุลาคม 2554 เวลา 09.30 น. ซึ่งเป็นเวลาอีกกว่า 5 วันหลังจากที่นายนิเซ๊ะ นิฮะ ได้มอบหมายให้ทนายความนำความมาเสนอต่อศาลเพื่อให้ศาลรับฟังแต่ศาลก็ยังคงไม่ ได้ยิน นายนิเซ๊ะ นิฮะ จึงได้เขียนจดหมายฉบับดังกล่าวส่งให้ญาติพับจนเล็กส่งออกมาให้คนภายนอกได้ รับรู้ความรู้สึกของตน

การออกหมายจับของศาลเพื่อการควบคุมตัวบุคคลอันเกิดจากดุลพินิจของเจ้า พนักงานฯ ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายพิเศษถูกตั้งคำถามเสียงดังมาโดยตลอด ด้วยการเปรียบเทียบความสัมฤทธิ์ผลของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สินของจำนวนผู้ถูกควบคุมตัวที่ได้รับการปล่อยตัวพร้อมกับจำนวนคดีที่ ศาลมีคำสั่งยกฟ้องมานานนับ 7 ปี จนเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554 ภายหลังการบังคับใช้ พ.ร.ก.กว่า 5 ปี ได้มีประกาศราชกิจจานุเบกษาเรื่องคำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการพิจารณาคำร้องขอจับกุมและควบคุมตัวบุคคลตามพระราชกำหนดการ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยกำหนดหลักการสำคัญบางประการเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เช่น การขอศาลออกหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้นำข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ เกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในคำแนะนำประธานศาลฎีกาได้ระบุด้วยว่า ศาลจังหวัดที่เกี่ยวข้องต้องไต่สวนให้ได้ความก่อนออกหมาย ศาลควรสอบถามผู้ร้องว่า เคยมีการออกหมายจับและควบคุมตัวบุคคลมาก่อนที่ศาลใดหรือไม่ เพื่อมิให้มีการควบคุมตัวเกินระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้งระบุว่าให้ผู้รับผิดชอบรายงานความคืบหน้าการจับกุมตามหมายต่อศาลทุก สามเดือนจนกว่าจะจับกุมได้ เมื่อจับกุมตามหมายจับได้แล้วให้จัดทำรายงานแจ้งต่อศาล หากเปลี่ยนสถานที่ควบคุมตัวให้รายงานให้ศาลทราบทันที เมื่อมีการปล่อยตัวไม่ว่าเมื่อใดก็ตามต้องแจ้งให้ญาติหรือผู้ที่ผู้ถูกควบ คุมตัวไว้ใจทราบและนำตัวผู้ถูกควบคุมตัวมาศาลที่ออกหมายจับเพื่อการปล่อยตัว ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าวศาลจะเพิกถอนหมายจับ หรือสั่งเป็นอย่างอื่นได้ หมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้กำหนดว่าเมื่อครบกำหนดหนึ่งปีหากไม่สามารถจับกุมบุคคลได้ ศาลอาจเรียกผู้ขอออกหมายมาสอบถามหรือเพิกถอนหมายจับได้ อีกทั้งประธานศาลฎีกากำหนดด้วยว่าถ้าการจับกุมและควบคุมตัวไม่เป็นไปตาม กฎหมาย ให้ศาลทำการไต่สวน มีคำสั่งให้นำผู้ถูกควบคุมตัวมาศาลเพื่อไต่สวนได้ เป็นต้น

จดหมายน้อยฉบับดังกล่าวเป็นเสียงร้องเรียกดังดังต่อสาธารณะฉบับแรกจากผู้ ถูกควบคุมตัว ทั้งที่มีผู้ถูกควบคุมตัวภายใต้อำนาจกฎหมายพิเศษหลายรายที่ ไม่สามารถเขียนหนังสือ ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย ไม่สามารถมีทนายความร่างคำร้องขอคัดค้านการควบคุมตัว บางรายเคยมีรายงานว่า ถูกซ้อมทำร้ายร่างกายระหว่างการควบคุมตัว และเคยแม้กระทั่งไม่มีชีวิตที่ รอดกลับออกไปจากการควบคุมตัว เช่น กรณีนายสุไลมาน แนซา แม้เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังอยู่ในขั้นตอนการไต่ สวนการตายของศาลฯ แต่มีเสียงสะท้อนการทำงานของนักสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมาย มาโดยตลอดว่า ข้อร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมานผู้ต้องหาเดิมๆ นั้นไม่ควรนำมาเผยแพร่กันอีก นักสิทธิมนุษยชนได้แต่เรียกร้องปกป้องแต่ผู้ต้องสงสัย ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง ไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้เสียหาย และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ก่อการได้ฆ่าสังหารผู้บริสุทธิ์ไปเป็น จำนวนมาก เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ากฎหมายพิเศษมีเพื่อ สถานการณ์พิเศษที่ต้องการการบริหารจัดการเป็นพิเศษ ความเสียหายที่เกิดแก่ ผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งต้องได้รับการเยียวยาทั้งด้านการให้ความ ช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและความเป็นธรรมนั้นคือการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

แม้ว่ารัฐบาลใหม่เองก็ยังไม่มีแนวทางออกทางการเมืองที่ชัดเจนเกี่ยวกับ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ถ้าจะให้คนในรัฐบาลยกมือว่าใครได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาแล้วบ้าง คงมีคนยกมือขึ้นไม่มากก็น้อย พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ประกาศใช้ในพื้นที่กรุงเทพและ จังหวัดต่าง ๆในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 เป็นฉบับเดียวกับที่ประกาศใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็น ระยะเวลากว่า 7 ปีติดต่อกัน การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือการทบทวนที่มาของกฎหมาย และการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นคงเป็นหน้าที่ผู้มีอำนาจในการกำหนดนิตินโยบายของรัฐบาลคง ต้องรับฟังทุกด้านและคำนึงถึงหลักการที่ว่า การบังคับใช้กฎหมายนั้นต้องมีมาตรฐานเดียวไม่ใช่สองมาตรฐาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมประเทศที่เป็นจริง ดังนี้เสียงเรียกร้องของ ผู้ถูกควบคุมตัวแม้แต่เพียงรายเดียว เราทุกคนก็ต้องรับฟัง

ข้าแต่ศาลที่เคารพ ผมขอคัดค้าน พ.ร.ก...

......................

หมายเหตุ:
นายนิเซ๊ะ นิฮะ นั้นปัจจุบันมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดปัตตานี เป็นปัญญาชนที่มีบทบาทในงานพัฒนาชุมชนตามวิถีชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น อดีตเป็นนักกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี2535 ร่วมกับพรรคสานแสงทองซึ่งเป็นพรรคการเมืองนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง จากนั้นก็ได้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาสังคมและชุมชนมาโดยตลอด หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬก็ได้มีโอกาสร่วมเคลื่อนไหวกับสมัชชาคนจน กระทั่งได้รับเลือกเป็นประธาน PNYS (กลุ่มนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มหาวิทยาลัยรามคำแหง) เมื่อปีพ.ศ. 2537 และต่อมาก็ได้มีส่วนร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกับองค์เครือข่ายภาคประชา สังคมอย่างต่อเนื่อง จนจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2540 คณะรัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง

รายงาน:madiFESTO 2011 กับปฏิบัติการป่วนทางวัฒนธรรม

ที่มา ประชาไท

รายงานเรื่อง “การป่วน” ในงาน madiFESTO ซึ่งได้กลายเป็นการป่วนสังคมวัฒนธรรมไทยในหลากหลายมิติ กระตุกให้เจ้าของสังคม วัฒนธรรม ที่ถูกสอนให้รู้จักแต่ความภาคภูมิใจในสารพัดความเป็นไทย ต้องตั้งคำถามต่อรากเหง้าความเชื่อของตัวเอง

เห็นโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์และชื่อกิจกรรมของงานเทศกาล madiFESTO 2011 ทีแรก ผู้เขียนก็คิดเอาเองตามประสาคนนอกวงการศิลปะว่า คงไม่ต่างจากงานแสดงศิลปะอื่นๆ ที่ถ้าไม่อาร์ตจนดูไม่รู้เรื่อง หรือคนทั่วไปดูอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่างานจะสื่อถึงอะไร ก็คงเป็นงานยกย่องยกชูความเป็นไทยแบบกระทรวงวัฒนธรรมที่มีอยู่ทั่วไปหมดแล้ว แต่เมื่อได้เข้าชมงานโดยไม่ได้ตั้งใจ จากการไปเยี่ยม "มิตร ใจอินทร์"ใน"ปฏิบัติการอดอาหาร 112 ชั่วโมง"ของเขาแล้ว ผู้เขียนก็พบว่างานเทศกาลครั้งนี้ช่างสนุกสนานและเต็มไปด้วยความสามารถในการ สร้างความปั่นป่วนได้อย่างที่ไม่คาดคิด...

madiFESTO เป็นกิจกรรมที่ปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว โดยสาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ (Media Arts and Design) สังกัดคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีนี้กิจกรรมและศิลปินที่เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมาก มีทั้งนักศึกษาระดับปริญญาตรีและโท ศิลปินอิสระที่ถูกเชิญมาแสดงงาน กิจกรรมเสวนาด้านศิลปะวัฒนธรรมต่างๆ และดูเหมือนแนวทางศิลปะแบบ madiFESTO จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นตามลำดับ ในลักษณะงานศิลปะแบบที่มี “ปฏิบัติการป่วนทางวัฒนธรรม” ไปด้วยพร้อมๆ กัน (แน่นอนว่าความหลากหลายของศิลปินและรูปแบบงานย่อมมีอยู่ แต่ผู้เขียนในฐานะคนนอกวงการไม่มีความรู้พอจะกล่าวถึง) แม้ไม่สามารถเข้าชมงานในทุกชิ้นและทุกเวลาสถานที่ ผู้เขียนก็พบว่างานแสดงหลายชิ้นในเทศกาลครั้งนี้ได้ทำให้พรมแดนของสิ่งที่ เรียกว่า “ศิลปะ” แบบที่เข้าใจกันทั่วไปในสังคมไทยพร่าเลือน และไม่ใช่ศิลปะบริสุทธิ์นามธรรมและลอยตัวอยู่เหนือสังคมการเมืองที่เราอยู่ อีกต่อไป แต่ศิลปะได้ถูกหลอมรวมเข้ากับปฏิบัติการในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ปฏิบัติทางการเมือง ปฏิบัติการทางสังคม และปฏิบัติการทางวัฒนธรรม ดังชื่องานที่บอกอยู่แล้วตั้งแต่ต้นว่าเป็น “เทศกาลปฏิบัติการทางวัฒนธรรมร่วมสมัย” งานศิลปะแบบปฏิบัติการจึงเต็มไปด้วยการแสดงออก และกระทำการต่างๆ โดยเฉพาะในรูปแบบของ “การป่วน” ในงาน madiFESTO ทั้งงานจึงแทบจะกลายเป็นการป่วนสังคมวัฒนธรรมไทยในหลากหลายมิติ ชื่องานในปีนี้คือ “FALL” ที่ในภาษาไทยถูกแปลว่า “ล้ม” ก็ได้หยิบฉวยคำที่ติดปากติดหูคนไทยในรอบสองสามปีที่ผ่านมา มาเล่น ซ่อนนัยยะ และเปิดการตีความให้ศิลปินที่เข้าร่วมแสดงงานได้สร้างสรรค์งานอย่างน่า สนใจ

ความป่วนเริ่มตั้งแต่ป้ายข้อความบริเวณลานจอดรถหอศิลปวัฒนธรรมที่ตีความได้หลายนัยยะ

วิธีการแจกกำหนดการของเทศกาลแบบป่วนๆ คืออยู่ในถังขยะและถูกขยุ้มยับเป็นก้อน
ผู้เขียนเดาว่ากำลังเสียดเย้ยงานแสดงศิลปะทั่วไปที่คนเข้าชมมักทิ้งกำหนดการที่แจกลงถังขยะมากกว่าจะเก็บกลับบ้าน

พิธีอ่านคำประกาศเปิดเทศกาลในเครื่องจับเท็จ พร้อมผู้คุมตรวจสอบ ให้นัยยะของการเสียดสีตัวเทศกาลและคำประกาศเสียเอง

(ขอบคุณภาพจาก Supapong และเชิญชวนให้อ่านคำประกาศ FALL อันทรงพลัง)
ช่วงเวลาการจัดเทศกาลใน madiFESTO ก็เต็มไปด้วยความปั่นป่วน กิจกรรมถูกจัดขึ้นที่นู้นบ้าง ที่นี่บ้าง เวลาดึกดื่นบ้าง เช้าตรู่บ้าง เช่น โปรแกรมการฉายภาพยนตร์สั้นเรื่อง “MERVEMUSIK” เริ่มฉายในเวลา 1.30 น. ใครเห็นก็ต้องถามทันทีว่าบ้าหรือเปล่า ฉายหนังตอนตีหนึ่งครึ่ง! หรือกำหนดการอดข้าวของมิตร ใจอินทร์เองก็หยุดลงเอาตอนตี 4 แถมการแถลงคำประกาศก็เกิดขึ้นตอนเช้าตรู่ของวันเสาร์ ทำให้ใครได้ยินก็สงสัยว่าใครที่ไหนจะตื่นมาร่วมกิจกรรม
อีกทั้งห้วงเวลาการจัดเทศกาลยังถูก แบ่งเป็นช่วงต่างๆ ไม่ได้จัดเสร็จภายในรอบเดียว แต่เปลี่ยนย้ายไปแสดงในแกลอรี่ศิลปะต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่อีกหลายแห่ง เช่น หลังเสร็จการจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรม งานจัดแสดงที่ร่ำเปิงอาร์ตสเปซ ก็เพิ่งเริ่มจัดแสดงต่อภายใต้ชื่อเทศกาลเดียวกัน ระยะเวลาของเทศกาลนี้จึงแทบบอกให้แน่นอนไม่ได้ว่าเริ่มต้นเมื่อไร และสิ้นสุดลงเมื่อไร
ยังไม่ต้องพูดถึงสถานที่จัดงานซึ่ง กระจายไปทั่วเมืองเชียงใหม่ และอยู่ในที่แปลกๆ ที่ดูไม่น่าจะใช้จัดกิจกรรมได้ เช่น กิจกรรมฉายภาพยนตร์ “ร่วม รักกับความเหงา” ถูกจัดในตึกร้างย่านอาเขต, นิทรรศการ “บ้านพ่อ” ที่กลุ่มศิลปะใช้บ้านเช่าหนึ่งหลังเป็นที่จัดแสดงงาน, งาน “แผนการล่วงหน้า Rise” ถูกนำไปหลบซ่อนแสดงที่ร้านอาหารเจ๊ใหญ่ ผักปลอดสารพิษ บริเวณถนนนิมมานเหมินทร์ หรือกิจกรรม “ลองดี” (Be Good) พื้นที่จัดแสดงก็เคลื่อนไหวไปมารอบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กระทั่งยังมีการนำรูปแบบทัวร์เข้ามาเพื่อพาผู้ชมให้สามารถตระเวนชมเทศกาล ศิลปะในพื้นที่ต่างๆ พร้อมพูดคุยกับศิลปินในเวลา 1 วัน
กาละและเทศะแบบปกติๆ ของการจัดแสดงงานศิลปะทั่วๆ ไป จึงถูก madiFESTO ทำลายลงอย่างราบคาบ แถมอารมณ์ขรึมขัง เก่าแก่ สูงส่ง และเข้าถึงยากแบบที่หอศิลปวัฒนธรรมในประเทศไทยทั่วไปมักเป็นกัน ก็ถูกการแสดงงานศิลป์แบบมีอารมณ์ขัน เล่นสนุก เสียดเย้ย และทิ่มแทง ของศิลปินกลุ่มนี้นำมาเขย่าเล่นอย่างเมาส์มัน (คำว่า “เทศกาล” โดยตัวมันเอง ก็สะท้อนความสนุกสนานและมีชีวิตชีวา)
ใบปลิวที่แจกและวางไว้อยู่ทั่วทั้งงาน คล้ายใบปลิวโฆษณาทั่วไป
แต่เมื่ออ่านข้อความดีๆ จึงเห็นความป่วน


พื้นที่จัดแสดงภาพถ่ายแบบป่วนๆ

ของแจกอย่างหนึ่งในงานคือถุงยางอนามัย พร้อมการรณรงค์ “Love me-safe sex”
การป่วนทางวัฒนธรรม (Culture Jamming) นั้น เป็นการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์ที่ได้รับความนิยมในตะวันตก เช่นการล้อเลียนภาพโฆษณาสินค้าหรือตราสินค้า โดยการป่วนมีเป้าหมายสองอย่าง คือรบกวนการสื่อสารของแนวคิดกระแสหลักในสังคมบริโภคนิยม และสื่อสารความหมายหรือข้อมูลบางอย่างที่ทวนกระแสให้คนทั่วไปรับรู้หรือตั้ง คำถาม การสื่อสารแบบนี้จึงสร้างพื้นที่อิสระทางวัฒนธรรมขึ้นมาเพื่อสะกิดให้ผู้ บริโภคหรือผู้ชมหยุดคิด ตั้งคำถาม และในขั้นสูงสุดคือเปลี่ยนแปลงบทบาทของตนเองจากผู้บริโภคกลับไป สู่การเป็นพลเมืองที่ตระหนักถึงปัญหาสังคมและหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้น
รูปแบบการป่วน วัฒนธรรมมักถูกใช้โดยกลุ่มคนรุ่นหนุ่มสาวที่เติบโตมาในสังคมบริโภคสุดขั้ว ผนวกกับบทบาทของเทคโนโลยีสมัยใหม่ และวัฒนธรรมปัจเจก ที่เน้นการไม่มีผู้นำ การลงมือทำด้วยตนเอง ปฏิบัติการต่างๆ จึงเป็นไปอย่างมีอารมณ์ขัน สนุกสนาน มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งแตกต่างจากขบวนการทางการเมืองที่เคร่งขรึมในสมัยก่อน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหนังสือ “สามัญชนเปลี่ยนโลก” ของภัควดี วีระภาสพงษ์ โดยสำนักพิมพ์ของเรา)
เทศกาล madiFESTO ก็ดูเหมือนจะได้ทดลองป่วนในหลากหลายมิติ ทั้งป่วนภายในวงการศิลปะกันเอง ตั้งคำถามท้าทายไปถึงความเป็นศิลปะ ความเป็นศิลปิน และพื้นที่ในการจัดแสดงงาน หรือการป่วนเรื่องการบริโภคนิยม งานหลายชิ้นตั้งคำถามไปถึงวัฒนธรรมท่องเที่ยว วัฒนธรรมการช็อปปิ้ง วัฒนธรรมการกินของชนชั้นกลาง หรือการปะทะประสานระหว่างโลกาภิวัตน์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งเคลื่อนเข้าหากันอย่างชุลมุน ปั่นป่วนแยกจากกันแทบไม่ออกอีกต่อไป
ขณะที่งานอีกหลายชิ้น ยังขยับขยายการป่วนทางวัฒนธรรมจากเรื่องการบริโภคอย่างในสังคมตะวันตก ไปป่วนแนวคิดความเป็นไทยกระแสหลัก ตั้งคำถามกับสิ่งที่คนมักคิดว่าเป็นไทยๆ ไม่เหมือนชาติใดในโลก และเปิดโปงสิ่งที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังความเป็นไทยนั้นอีกที ทั้งในเรื่องพรมแดน ชนชั้น ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และค่านิยมต่างๆ เช่น งานภาพสามมิติ ซึ่งคำว่าไทยตรงกลางภาพประกอบขึ้นจากรูปเล็กๆ ของผู้คนที่แต่งตัวด้วยชุดชนเผ่า, ภาพถ่ายเด็กน้อยใช้เท้าตีระฆังในวัด, ภาพถ่ายเส้นทางจักรยานแต่รถที่วิ่งกลับเต็มไปด้วยรถจักรยานยนต์, หรือภาพถ่ายผู้คนหลากหลายกลุ่มชนชั้นและสถานะในเชียงใหม่กว่า 20 ภาพเรียงต่อกันในแถวยาวเหยียด พร้อมชื่อและหมู่บ้านที่อยู่ เป็นต้น


อาหารฟาส์ตฟู้ดถูกนำไปป่วนวางบนขันโตกแบบล้านนา

ป่วนงานมอเตอร์โชว์ด้วยรถเก่าบุโรทั่ง


ป่วนวัฒนธรรมท่องเที่ยวสมัยใหม่

ความป่วนเกิดขึ้นแม้แต่เรื่องเพศสภาพในห้องน้ำ
พร้อมเสียงเพลงประกอบที่แตกต่างไปตามสีเสื้อของผู้เข้าใช้ห้องน้ำ

ป่วน แผนที่ประเทศไทย

ที่จัดแสดงงานแบบป่วนๆ และข้อความสะท้อน“ความเป็นไทย”ในบางด้าน

สัญลักษณ์แบบไพร่ๆ ของคนเสื้อแดงถูกนำมาทำใหม่ในชุดสูทสมัยใหม่แบบผู้ดีๆ
ให้นัยยะย้อนแย้งเชิงอัตลักษณ์

ป่วนวาทกรรมแบบไทยๆ โดยให้ผู้ชมสามารถนำข้อความค่านิยมแบบต่างๆ ไปแปะบนตัวหุ่นจำลองเด็กที่สมองถูกด้ายขึงเป็นข่ายทั่วไปหมด

ไม่เพียงแต่การป่วนทางวัฒนธรรม madiFESTO ยังป่วนไปในมิติทางสังคมและทางการเมือง ตัวอย่างในสองมิตินี้ คืองานของมิตร ใจอินทร์ และของกีรติ กุสาวดี ซึ่งกลายเป็นข่าวอย่างที่ทราบกัน กรณีงาน“ปฏิบัติการอดอาหารท้วงประเทียด 112 ชั่วโมง” (112 Hunger Strike) ในฐานะการตั้งคำถามต่อประเด็นทางการเมืองอย่างประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ทำให้ศิลปะ ปฏิบัติการแบบสันติวิธีอย่างการอดอาหาร และการเรียกร้องทางการเมือง มาหลอมรวมกันเป็นพลังของงานชิ้นนี้ ซึ่งศิลปินต้องใช้เวลาเตรียมงานนานถึง 2-3 เดือน เมื่อต้องค่อยๆ ลดปริมาณการกินอาหารในแต่ละวันให้เหลือ 2 มื้อ และแต่ละมื้อกินน้อยลงๆ เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับ “การแสดง” หรือปฏิบัติการจริง

ขณะที่งาน “ลองดี” (Be Good) ของกีรติได้ทำให้ศิลปะกลายเป็นปฏิบัติการตั้งคำถามทางสังคม โดยเฉพาะต่อระบบการศึกษาไทย ความป่วนของ “ลองดี” ถูกวางไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การให้รองคณบดีเป็นผู้ล่ามโซ่ทั้ง 5 จุดในพิธีเปิดงาน และเก็บรักษากุญแจที่ล็อคโซ่ไว้ในงานแสดงที่หอศิลป์ ขณะที่ศิลปินต้องใช้ชีวิตภายใต้ชุดดังกล่าวอีก 5 วัน ก่อนที่ผู้ทำการไขกุญแจที่ล็อคไว้คือนักการฯ ของคณะวิจิตรศิลป์ ซึ่งเป็นที่รักของนักศึกษาในคณะมานาน อุปมาต่อการล็อค-ปลดล็อค และสถานะทางสังคมของผู้ที่ทำหน้าที่ใส่โซ่ตรวนและผู้ปลดปล่อยพันธนาการของ บัณฑิตจึงทำได้อย่างน่าสนใจในปฏิบัติการนี้

เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติการของนายกีรติได้ถูกห้ามเข้าไป ยังพื้นที่ในมหาวิทยาลัยอย่างไม่ได้ตั้งใจและไม่มีการวางแผนไว้ แต่การสั่งห้ามก็สามารถถูกมองให้เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะ ที่ช่วยในการเปิดโปงนัยยะของอำนาจในระบบการศึกษาปัจจุบันอย่างเจ็บแสบ การยกชูคุณค่าของสิ่งของอย่างชุดครุยและใบปริญญาอย่างสูงส่ง จนหลงลืมเสรีภาพทางความคิดและความรู้ที่นักศึกษามีอย่างแท้จริงไป กระทั่งการยึดกุมนิยามความดีไว้ภายใต้ระบบอำนาจก็ถูกงานของกีรติป่วนและเปิด โปงออกมา ภายใต้การปฏิเสธไม่ให้เข้ามหาวิทยาลัย เพราะ “ไม่เหมาะสม”


ปฏิบัติการ “ลองดี” จบลงโดยนักการฯ ของคณะวิจิตรศิลป์เป็นผู้ปลดล็อคกุญแจโซ่ตรวนให้กีรติ

ที่สุดแล้ว ความป่วนดังกล่าวได้ทำให้พรมแดนของศิลปะกับชีวิตประจำวันพร่าเลือนไป ศิลปะในความหมายของเทศกาล madiFESTO ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในหอศิลป์ แล้วตั้งโชว์สวยหรู ราคาแพงๆ แต่คนทั่วไปเอื้อมไม่ถึงอีกต่อไป หากมันลงไปอยู่ในชีวิตประจำวัน ในห้วงเวลาของคนปกติ ในสถานที่ไหนก็ได้ กระทั่งลงไปอยู่ในการใช้ชีวิตของเราๆ ท่านๆ

ดังที่กีรติ ผู้ทดลองอยู่กับชุดครุย โซ่ตรวน และแท่งปูน นิยามงานของตนเองว่าคือการทดลองใช้ชีวิตมากกว่าจะเป็นงานศิลปะเสียด้วยซ้ำ เขาทดลองว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไรกับภาวะเงื่อนไขที่ศิลปินสร้างขึ้น รวมทั้งค้นหาคำตอบของโจทย์เรื่องความดีที่เขาตั้งขึ้น หรืองานของมิตร ใจอินทร์ที่ใช้การกินอาหารอันเป็นกิจกรรมทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน ใครๆ ก็นึกไม่ถึงว่าการ “อด” ไม่กินอาหารจะกลายเป็นงานศิลปะหรือปฏิบัติการทางการเมืองได้ แต่มันเป็นได้ อาจเพราะมันได้เล่นกับความเป็น-ความตายของมนุษย์ ได้ตั้งคำถามกับสิ่งปกติอย่างการกินขึ้นมา และได้ทำให้เงื่อนไขเวลา 112 ชั่วโมงที่กำหนดขึ้นกลายเป็นแนวคิดและกรอบกำหนดของงานด้วย

ดังนั้น ในทั้งการทดลองรูปแบบการใช้ชีวิต และการตั้งคำถามกับเรื่องต่างๆ ในสังคม จึงสามารถเป็น “งานศิลปะ” และ “การป่วน” ที่ใครก็ตามในสังคมสามารถทำได้เช่นเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินหรือนักปฏิบัติการผู้เชี่ยวชาญมาจากไหน อาจกล่าวได้ว่างาน madiFESTO 2011 ในครั้งนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของรูปธรรมในการรณรงค์ต่อสู้ทางวัฒนธรรม และในระดับชีวิตประจำวันแบบที่มิตร ใจอินทร์และกลุ่มศิลปินเสนอในวันสุดท้ายของการอดอาหาร

madiFESTO ได้เปลี่ยนหอศิลป์ธรรมดาๆ จนกลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติการทางการเมือง-สังคม-วัฒนธรรม ศิลปะถูกทำให้มีชีวิตชีวา เป็นเรื่องสนุกสนาน มีอารมณ์ขัน แต่ก็เสียดสีเย้ยหยันสังคมวัฒนธรรมไทยอย่างนุ่มนวลและแหลมคม กระทั่งเกิดพลังในการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ กระทั่งอาจเลยเถิดไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ก็เป็นได้ อย่างน้อยก็ในทางจินตนาการต่อสังคมการเมืองไทยของผู้เข้าชมเทศกาล

ผลตอบรับเล็กๆ ต่อเทศกาลครั้งนี้ที่ผู้เขียนได้พบ ปรากฏอยู่บนข้อความในกระดาษเล็กๆ แผ่นหนึ่งที่ถูกติดไว้บนผนังซึ่งให้ผู้เข้าชมร่วมแสดงความคิดเห็นต่อระบบการ ศึกษาไทย แน่นอนว่าหลายคนไม่ได้เขียนถึงแต่เรื่องการศึกษา แต่บ่นเรื่องนู้นเรื่องนี้กันอีกหลากหลาย รวมไปถึงกระดาษแผ่นเล็กสีเหลือง ลายมือวัยรุ่นๆ แผ่นนั้นซึ่งมีข้อความว่า “NO 112 คือ? อยากรู้” อันทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าวิธีสื่อสารทางศิลปะและวัฒนธรรมในแบบ madiFESTO 2011 ได้ก่อคลื่นแห่งการตั้งคำถามและความสงสัยใคร่รู้ขึ้นในคนรุ่นใหม่ที่เข้าชม งานแล้ว อย่างน้อยก็ใครสักคนหนึ่งที่ได้เขียนข้อความนั้นลงไป...