WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 5, 2011

"เกษียร"ชี้ข้อเสนอนิติราษฎร์ช่วยฟื้นฟู-ผดุงความมั่นคงสถาบันหลักของชาติ

ที่มา ข่าวสด


หมายเหตุ : เว็บไซต์นิติราษฎร์ในส่วนของ ′บทความจากผู้อ่าน′ เผยแพร่บทความเรื่อง ′ปกป้องสถาบัน′ เขียนโดย เกษียร เตชะพีระ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการชั้นแนวหน้าของไทย มีเนื้อหาดังนี้

ะหว่างติดตามสดับตรับฟังวิวาทะสืบเนื่องจากข้อเสนอของเพื่อนอาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ที่ให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร๑๙กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ดังอื้ออึงอยู่นั้น ผมอดนึกเปรียบเทียบไม่ได้ว่า.....

สิ่งที่คณะรัฐประหาร คปค. กระทำเมื่อ ๕ ปีก่อนคือการใช้อำนาจปืนลุกขึ้นฉีกกฎหมายสูง สุดของชาติที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธยกำกับไว้ทิ้งโดยพลการ

ขณะ สิ่งที่คณะนิติราษฎร์ทำตอนนี้คือนำเสนอหลักเหตุผลข้อถกเถียงทางวิชาการเพื่อ ให้สังคมไทยพิจารณาตัดสินใจลบล้างผลพวงของการละเมิดกฎหมายและอำนาจอธิปไตย ของแผ่นดินโดยคปค.ครั้งนั้นผ่านกระบวนการและวิธีการโดยชอบในกรอบของกฎหมาย ปัจจุบัน
เนื้อแท้ที่แตกต่างตรงกันข้ามของสิ่งที่ ทั้งสองคณะกระทำ,และปฏิกิริยาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงต่อกรณีทั้งสองโดย เฉพาะในหมู่นักกฎหมายทนายความและครูบาอาจารย์นิติศาสตร์บางคน ช่างเป็นที่น่าแปลกประหลาดอัศจรรย์ใจเสียนี่กระไร?!?!?
เราจะเข้าใจพวกเขาว่าอย่างไรดี?

องในแง่ดีที่สุด ผมเข้าใจว่าสิ่งที่นักกฎหมายทนายความและครูบาอาจารย์นิติศาสตร์บาง คนพยายามทำ คือปกป้องสถาบันเก่าแก่สำคัญของชาติสถาบันหนึ่งไว้ นั่นคือสถาบันรัฐประหาร!

สถาบันดังกล่าวอยู่คู่ กับสถาบันหลักทั้งสามอันได้แก่ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์มาตลอดยุคการเมือง ไทยสมัยใหม่หน้าที่สำคัญของสถาบันหลักของชาติแห่งที่สี่นี้คือเป็นเครื่อง มือหรือวิธีการ(instrument/means) ที่พลังการเมืองบางกลุ่มบางฝ่ายในสังคมการเมืองไทยเก็บไว้ใช้เพื่อปกป้อง สถาบันหลักทั้งสามในยามที่พวกเขาเห็นกันไปเองว่าคับขันจำเป็น

สถานะถูกผิดดีชั่วทางศีลธรรม(moral/immoral)ของสิ่งที่เป็นเครื่องมือย่อมไม่มีอยู่ในตัวมันเอง (ก็มันเป็นแค่เครื่องมืออ่ะ.....) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งมันเป็นกลางทางศีลธรรม (amoral) ตราบเท่าที่มันสามารถนำไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์ มันก็ใช้ได้แล้ว
ในระเบียบวิธีคิดแบบ instrumentalism (อุปกรณ์นิยม), pragmatism (สัมฤทธิ์คตินิยม) หรือ consequentialism (ผลลัพธ์นิยม) นี้ เป้าหมายย่อมเป็นตัวให้ความชอบธรรมกับวิธีการ (The end justifies the means.) หากเป้าหมาย (ปกป้องสถาบันหลักทั้งสาม, ปราบทุจริตคอร์รัปชั่น ฯลฯ) ถูก ต้องชอบธรรมเสียอย่างแล้ว ไม่ว่าวิธีการใด ๆ (รัฐประหาร, ใช้กำลังบังคับปราบปรามประชาชน, ก่อการร้าย ฯลฯ) ก็ใช้ได้ ต่อให้มันผิดเลวชั่วร้ายทางศีลธรรมหรือการเมืองเพียงใดก็ตาม เพราะเป้าหมายที่ถูกต้องย่อมจะเสกบันดาลให้วิธีการดังกล่าวกลายเป็นถูกต้องดีงามในสายตาของผู้ใช้ไปได้ โดยปริยาย

ในโลกที่ “จะแมวดำหรือแมวขาวก็ช่าง ขอให้จับหนูได้เป็นพอ” หรือ “จะรัฐประหารหรือ ระบอบรัฐสภาก็ช่าง ขอให้ปราบคอร์รัปชั่น/ปกป้องสถาบันได้เป็นพอ” นี้ แนวคิดและหลักปฏิบัติ เรื่องสิทธิเสรีภาพ, อำนาจอธิปไตยของประชาชน, หลักนิติธรรม ฯลฯ ย่อมกลายเป็นสิ่งแปลกปลอม และฟุ่มเฟือย มีก็ได้ ไม่มีก็ไม่เห็นจะเป็นไร เพราะ “เมืองไทยเสียอย่าง เรามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ เหมือนใครอื่นเขาในโลก”, “ความเป็นไทยจะให้ไปเดินตามหลักสากลของฝรั่งมังค่าตะวันตกได้ อย่างไร” ฯลฯลฯ

ป็นเรื่องง่ายที่จะฟันธงว่าความคิดข้างต้นต่อต้านประชาธิปไตย ส่วนที่ยุ่งกว่าหน่อยคือ พยายามเข้าใจว่าลำดับเหตุผลตรรกะการคิดที่นำคนฉลาด ๆ อย่างท่านไปสู่จุดนั้นมันเป็นอย่างไร?
ผมคิดว่ามันเป็นอะไรบางอย่างทำนองนี้ครับ…..
แก่นสารส่วนที่เป็นประชาธิปไตย(democraticcomponents) ของระเบียบการเมืองเสรี ประชาธิปไตย (liberal democracy) นั้นคือหลักของการปกครองโดยประชาชน (government by the people)
ผู้ตะขิดตะขวงใจหรือปฏิเสธไม่ยอมรับประชาธิปไตยกล่าวให้ถึงที่สุดก็คือปฏิเสธหลักการนี้แหละ

เพราะ“การปกครองโดยประชาชน” (ซึ่งฟังดูดี) แปลเป็นรูปธรรมในสังคมหนึ่ง ๆ ได้ความ ว่า (ขอประทานโทษ ใช้ภาษาตลาดเพื่อสื่อความเข้าใจ) “การปกครองโดยพวกมึง”!
พวกมึงน่ะน้า?!? เอื๊อกกกก.... ขืนให้พวกมึงขึ้นมาปกครองก็อิ๊บอ๋ายเท่านั้นเอง
ขึ้นชื่อว่า “ประชาชน” นั้นย่อมน่ารักในทางนามธรรม แต่พอกลายเป็น “พวกมึง” ในทาง รูปธรรมแล้ว มันก็รักไม่ค่อยลง เพราะย่อมมีทั้งคนดีคนชั่ว คนฉลาดคนเขลาปะปนคละเคล้ากันไป เป็นธรรมดา และที่แย่ก็ตรงพอปล่อยให้โหวตเสรีเลือกผู้ปกครองตามใจตัวเองทีไร ก็มักจะโหวตผิด เลือกคนโกงคนทุจริตมาทุกที การที่ “ประชาชน” ผู้น่ารักดันโหวตเลือกคนไม่ดีมาสู่อำนาจ ย่อมฟ้อง โทนโท่อยู่ว่า “พวกมึง” โง่ (ขาดการศึกษา) หรือชั่ว (ขายเสียงขายสิทธิ์เหมือนขายชีวิตขายชาติ) หรือ ยังเป็นเด็กอยู่ (ไม่บรรลุวุฒิภาวะ ถูกจูงจมูกได้ง่ายด้วยนโยบายขายฝันสารพัด) ฉะนั้นจึงจำเป็นอยู่ เองที่ “พวกกู” (ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง) ผู้มีคุณธรรม สติปัญญาความสามารถและความเป็นไทยจะต้อง เข้ามาแบกรับหน้าที่รับผิดชอบปกครองดูแลบ้านเมืองให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตคับขันแตกแยกนี้ไป ก่อน, อะแฮ่ม, โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย หากด้วยวิธีอื่นแทน.....
แต่มันจะเป็นไรไป ในเมื่อเป้าหมาย (ปราบคอร์รัปชั่น/ปกป้องสถาบัน) ย่อมสำคัญกว่าวิธี การ (รัฐประหาร), จะแมวดำแมวขาวก็ช่าง ขอให้จับหนู (ตัวใหญ่ หนีไปอยู่ต่างประเทศอีกแล้วตอน นี้) ได้เป็นพอแหะ ๆ

ปัญหา อยู่ตรงประสบการณ์รอบห้าปีที่ผ่านมาบ่งชี้ชัดว่าเครื่องมือ/วิธีการรัฐ ประหารนั้นมันไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ในการปราบทุจริตคอร์รัปชั่น/ปกป้องสถาบัน อย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้เลย
ตรงกันข้ามก็เห็นๆ กันอยู่ว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นยังดำรงอยู่ในวงการรัฐบาลและราชการ, ปัญหาความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติกลับหนักหน่วงร้ายแรงขึ้น, มิหนำซ้ำความแตกแยกขัด แย้งระหว่างคนในชาติกลับรุนแรงลุกลามออกไปถึงขั้นฆ่าฟันกันกลางเมืองล้มตายเรือนร้อยบาด เจ็บเป็นพันเสียหายเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน
นี่คือราคาที่เราจ่ายให้การใช้วิธีการที่ผิดในนามของเป้าหมายที่ถูกแล้วมันคุ้มกันไหม?เรียก ชีวิตของผู้ที่ตายไปเพราะผลพวงสืบเนื่องจากรัฐประหารกลับคืนมาได้แม้สักคนหนึ่งไหม? ใครต้อง รับผิดชอบ?
ผมอยากเรียนว่าการที่คปค.ยึดอำนาจโดยอ้าง เหตุผลในการปกป้องสถาบันหลักของชาติด้วยความเชื่อว่ามีแต่วิธีการรัฐประหาร เท่านั้นจะยังความมั่นคงแก่สถาบันหลักของชาติได้เท่ากับ เป็นการลากดึงเอาสถาบันหลักของชาติให้ออกห่างจากรัฐธรรมนูญ, หลักนิติธรรมและการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย
ขณะที่เอาเข้าจริง ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ตั้ง อันมั่นคงที่สุดของสถาบันหลักของชาติคืออยู่ที่เดียวกับรัฐธรรมนูญ, หลักนิติธรรมและประชาธิปไตยเท่านั้น
ข้อเสนอของ คณะนิติราษฎร์ให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหารโดยเนื้อแท้แล้วจะส่งผลช่วย ฟื้นฟูและผดุงความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติเคียงข้างรัฐธรรมนูญ,หลัก นิติธรรมและประชาธิปไตยเยี่ยงนานาอารยประเทศในที่สุด

แฮ็กล้มรัฐบาล

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ไม่อยากเชื่อเลยว่าทวิตเตอร์นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็โดนแฮ็ก

จู่ๆ มีคนเจาะข้อมูลส่วนตัวเข้าไปโพสต์ข้อความในทวิตเตอร์นายกฯปูที่ใช้ชื่อว่า Twitter@PouYingluck ซึ่งใช้สื่อสารกับประชาชนในโลกออนไลน์

โจมตีนโยบายของรัฐบาลทั้งหมด ย้ำด้วยว่าทำเพื่อคนๆ เดียว ทำเพื่อพวกพ้อง

ไม่ต้องไปคาดเดาหรอกว่าเป็นฝีมือใคร

เพราะเป็นพวกที่ไม่หวังดี พวกที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลแหงๆ

ความจริงการออกมาโจมตีนายกฯยิ่งลักษณ์มีให้เห็นกันตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง 3 ก.ค.แล้ว

พอประกาศตัวชิงเก้าอี้นายกฯก็โดนกลุ่มตรงข้ามเล่นงานเสียอ่วม

จุดพลุคดีเป็นพยานเท็จบ้างเพื่อหวังยุบพรรค

พรรคการเมืองตรงข้ามก็มุ่งโจมตีเรื่องส่วนตัว

พอเป็นรัฐบาลแล้วก็ยิ่งโดนหนัก ทั้งนิรโทษกรรมให้ทักษิณ ทั้งรัฐบาลอายุสั้น

จนเป็นที่มาของข่าวลือว่าจะล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ภายใน 5-6 เดือนนี้

เพราะยังหวังพึ่งบารมี"มือที่มองไม่เห็น"ใช้วิธี"พิเศษ"อุ้มชูให้ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกรอบ

สอดคล้องกับข้อมูลที่พรรคเพื่อไทยเพิ่งเปิดโปงการเมืองบางกลุ่มจับมือกับกลุ่มผู้เสียอำนาจ

ทำแผน 9 ขั้นล้มรัฐบาล !!

1.สื่อ ในอาณัติโจมตีรัฐบาลทุกประเด็น 2.กดดันให้ ขรก.เกียร์ว่าง ไม่สนองนโยบายรัฐบาล 3.มีการยุยงให้ ขรก. ที่ถูกปรับย้ายออกมาเรียกร้อง ดิสเครดิตรัฐบาล 4.จัดให้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษรัฐบาล

5.ให้กลุ่ม ที่อาศัยภาพเป็นเอ็นจีโอโจมตีวิพากษ์รัฐบาลในเชิงลบ 6.ใช้สื่อของตัวเองและโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กทำให้สังคมเข้าใจว่ายิ่งลักษณ์ทำ เพื่อทักษิณ 7.โจมตีเรื่องสถาบัน 8.มุ่งทำร้ายแกนนำเพื่อไทย นปช. และรัฐมนตรี

และข้อสุดท้ายคือเร่งแผนยุบพรรคเพื่อไทย !?

จริงๆ แล้วไม่ได้เชื่อทั้งหมด 9 ข้อ แต่ก็มีอยู่หลายข้อที่บังเอิญเกิดขึ้นจริงๆ

และเป้าหมายยุบพรรคเพื่อไทยก็สอดคล้องกับแผน 6 เดือนล้มรัฐบาล

ที่ต้องล้มภายใน 6 เดือนก็เพราะถ้ารอถึงเดือนพ.ค.55 สมาชิกบ้าน 111 จะพ้นบ่วงกรรม กลับมาเป็นแกนหลักให้รัฐบาล

ถึงตอนนั้นก็คงล้มไม่ง่ายแล้ว

ยิ่งมาเจอมือมืดแฮ็กทวิตเตอร์ยิ่งลักษณ์แล้วก็ตรงเผงกับแผนข้อที่ 6

เผยโฉมหมดเปลือกแบบนี้ถือว่าชัดแจ้ง

ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีนักการเมืองกลุ่มหนึ่งไม่เคารพคน 15-16 ล้านเสียงอีก

เงื่อนไขรัฐประหาร

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


ได้ ยินได้ฟังการตอบโต้ระหว่างคนที่มีสถานะเป็นครูบาอาจารย์นักวิชาการและเป็น นักกฎหมายฝ่ายหนึ่ง กับกลุ่มอาจารย์คณะนิติราษฎร์อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งวันนี้ยังคงถกเถียงกันอย่างดุเดือดไม่จบสิ้น

อีกทั้งนับวันจะมีผู้คนโดดเข้ามาร่วมวงกันอย่างกว้างขวาง

น่าสนใจว่า ฝ่ายที่ต่อต้านคณะนิติราษฎร์นั้น มีแนวร่วมที่ล้วนแล้วแต่เป็นขบวนการเล่นเกมอำนาจนอกระบบทั้งสิ้น

ขวาจัดอนุรักษนิยมทั้งนั้น

พรรค การเมืองที่ได้อำนาจทางลัดก็หนึ่ง ลูกหลานคมช.ก็หนึ่ง บางรายเอ่ยชื่อแล้วเห็นภาพอยู่เบื้องหลังสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดการพลิก อำนาจมาตลอดชีวิตก็อีกหนึ่ง

ดูตามเนื้อผ้าก็ต้องบอกว่า ฝ่ายต่อต้านนิติราษฎร์คงต้องเอวังด้วยประการฉะนี้!

เมื่อฝ่ายนิติราษฎร์ยืนกรานว่าที่ทำเพื่อไม่ยอมรับอำนาจการรัฐประหาร

อีกฝ่ายก็ลากไปไกลว่า แล้วทำไมต่อต้านเฉพาะ 19 กันยายน 2549 เพื่อช่วยทักษิณใช่ไหม

คำตอบมีอยู่ง่ายๆ ก็เพราะการรัฐประหารครั้งล่าสุด ยังมีผลเกี่ยวเนื่องมาถึงวันนี้

แล้วจะให้ไปย้อนถึงรัฐประหารในอดีตทำไม!?

ส่วนข้อหาเพื่อช่วยทักษิณนั้น ก็คงเหมือนข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ในอดีตนั่นแหละ

นึกอะไรไม่ออกก็ข้อหานี้ไว้ก่อน

แล้วที่หยิบยกมาโจมตีนิติราษฎร์อีกประการ ทำไมไม่ดูว่าการรัฐประหารเกิดขึ้นเพราะอะไร

เพราะทักษิณก่อเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหารใช่หรือไม่

หนักถึงขั้นจำเป็นต้องรัฐประหารเพื่อจัดการกับคนโกง แล้วสรุปว่าคนโกงเลวกว่า

ถ้าคนพูดเป็นทหารถนัดใช้อำนาจก็ยังพอเข้าใจได้ แต่ดันเป็นนักกฎหมาย นี่ก็เอวัง!

อันที่จริงต้องบอกว่าคนโกงกับคนรัฐประหารก็เลวกันคนละแบบ และต้องจัดการลงโทษทั้งสองความเลวนี้อย่างจริงจัง

โดยใช้กระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาก็พอมีอยู่เหมือนกันที่คนโกงโดนลงโทษติดคุกติดตะราง

แต่คนรัฐประหารทำลายล้างประชาธิปไตยไม่เคยโดนลงโทษ

แล้วเลิกทีเถอะกับคำว่า 19 กันยายนเกิดขึ้นเพราะมีเงื่อนไข!?

ต้องไปย้อนคำพูดของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่เคยตอบโต้กับอีกฝ่ายทางจอทีวี

มีนักประชาธิปไตยที่แท้ ยอมรับด้วยหรือว่าการรัฐประหารมีเงื่อนไขให้ทำได้!

จับแล้ว-ทีมฆ่าอ.ป๊อด ปมขัด"ขรก."

ที่มา ข่าวสด

เผยสู้ให้กะเหรี่ยงถูกเผาไล่บ้าน คนชี้เป้าจนมุม-ซัดเพิ่มอีก3ราย "เพรียวพันธ์"ส่ง"จักรทิพย์"คลี่คดี



หลักฐาน - ตำรวจสภ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ยึดรถปิกอัพ 4 ประตูมาตรวจสอบ หลังพบเป็นรถต้องสงสัยของทีมสังหารนายทัศน์กมล โอบอ้อม (รูปเล็ก) แกนนำที่ออกมาแฉปมเผาบ้านไล่กะเหรี่ยงแก่งกระจาน

จับ แล้วทีมสังหาร"อาจารย์ป๊อด" แกนนำปกป้องกะเหรี่ยงเพชรบุรี พบปมมาจากแฉเรื่องเผาบ้านชาวกะเหรี่ยง-กะหร่างในอุทยานฯแก่งกระจาน ทำให้นักการเมืองท้องถิ่น และขรก.ระดับสูงบางคนไม่พอใจ แถมกำลังร่างฎีกาถวายในหลวง-ราชินีให้ช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยด้วย "เพรียวพันธ์"ส่งชุดสืบสวนนครบาลนำโดย"จักรทิพย์"ผบช.น. และหัวหน้าทีมสืบสวน ประสานกับปส.-ตำรวจประจวบฯ สืบเสาะกระทั่งพบพยานหลักฐานโยงทีมสังหาร 4 คน ออกหมายจับได้ 3 ราย เป็นคนชี้เป้า คนรับงาน และมือปืน ล็อกตัวคนชี้เป้าได้แล้วให้การเป็นประโยชน์ ส่วนอีกคนทำหน้าที่สารถี พบเป็นคนขับรถประจำตัวของขรก.ระดับสูงคนหนึ่ง เร่งล่าเพิ่มชุดสังหารก่อนสาวไปถึงผู้บงการ

จากเหตุการณ์มือปืนยิง ถล่มสังหาร"อาจารย์ ป๊อด"นายทัศน์กมล โอบอ้อม อายุ 55 ปี อดีตผู้สมัครส.ส. พรรคเพื่อไทย จ.เพชรบุรี แกนนำเรียกร้องความเป็นธรรมให้ชาวกะเหรี่ยง-กะหร่าง รวมทั้งออกมาแฉปัญหาเจ้าหน้าที่อุทยานฯแก่งกระจาน เผาไล่ที่ชาวกะเหรี่ยง จนกลายเป็นข่าวอื้อฉาว เสียชีวิตคารถจี๊ป เชอโรกี สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ภย 4754 กรุงเทพฯ เหตุเกิดริมถนนเพชรเกษม อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา

เบื้องต้นตำรวจตั้งปมเรียกร้องให้ชาวกะเหรี่ยง -กะหร่างจนมีปัญหากับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ถึงขั้นหัวหน้าอุทยานฯ ใช้อำนาจออกคำสั่งห้ามเข้าพื้นที่ ขณะที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ยืนยันว่าไม่เกี่ยว ข้อง ด้านคนใกล้ชิดระบุว่าอาจารย์ป๊อด อยู่ระหว่างร่างฎีกาถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ให้ช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยง-กะหร่าง แต่ยังไม่ทันเสร็จก็ถูกยิงตายเสียก่อน ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 4 ต.ค. รายงานข่าวแจ้งว่าหลังเกิดเหตุไม่นาน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร.รักษาราชการแทนผบ.ตร. มีคำสั่งให้ชุดสืบสวนของนครบาล นำโดยพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. พล.ต.ต. รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.ศสส.บช.น. และพล.ต.ต. หาญพล นิตย์วิบูลย์ รองผบช.ปส. ประสานกับพ.ต.อ.สมชาย รักเสนาะ รองผบก.ภ.ประ จวบคีรีขันธ์ จัดชุดสืบสวนลงพื้นที่หาข้อมูลในคดีนี้โดยตรวจสอบทุกประเด็นทั้งเรื่องส่วน ตัว การเมือง และการต่อสู้เพื่อชาวกะเหรี่ยง-กระ หร่าง

ชุดสืบสวนใช้ เวลาพักใหญ่ตรวจสอบทุกประเด็นแล้วพบว่า ความขัดแย้งเรื่องส่วนตัวไม่มีน้ำหนักเพียงพอ การเมืองก็ไม่ได้รุนแรง จึงมุ่งไปยังเรื่องที่"อาจารย์ป๊อด"นายทัศน์กมล มีบทบาท ต่อสู้เพื่อคนกะเหรี่ยง-กะหร่าง โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ เข้ามาเป็นตัวแทนเรียกร้องความเป็นธรรมเรื่องที่ชาวกะหร่างถูกเผาบ้านขับไล่ ออกจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

จึงเมื่อได้ประเด็นที่มีน้ำหนัก เพียงพอ ตำรวจเริ่มตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยและเครือข่าย ในชั้นต้นมุ่งไปที่นักการเมืองท้องถิ่น และข้าราชการระดับสูงคนหนึ่ง ซึ่งมีปัญหาขัดแย้งกับอาจารย์ ป๊อดอย่างรุนแรง เพราะไม่พอใจที่ออกมาเคลื่อนไหวช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยง-กะหร่าง พร้อมสืบเสาะเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง กระทั่งพบพยานหลักฐานว่าคดีนี้ชุดสังหารมีทั้งหมด 4 คน คนหนึ่งทำหน้าที่ชี้เป้า และอีก 3 คนอยู่ในรถพาหนะมือปืนที่ใช้ประกบยิงอาจารย์ป๊อด

รายงานข่าวแจ้งว่า หลังได้พยานหลักฐานชัดเจนจึงขออนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาเบื้องต้น 3 คน ประกอบด้วย นายชาญ ชาวอ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ทำหน้าที่ชี้เป้า นายธวัชชัย นักการเมืองท้องถิ่นในจ.เพชรบุรี คนรับงาน และนายศักดิ์ มือปืนรับจ้างในพื้นที่คนลงมือสังหาร ส่วนอีกคนทำหน้าที่ขับรถพามือปืนไปลงมือและพาหลบหนี อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานออกหมายจับเพิ่มเติม

สำหรับคนขับรถให้ชุด สังหารพบว่าเป็นคนขับรถประจำตัวของข้าราชการระดับสูงคนหนึ่ง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยึดรถปิกอัพ 4 ประตูยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นสตราด้า สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน กค 8456 เพชรบุรี ต้องสงสัยว่าจะเป็นพาหนะของคนร้ายมาตรวจสอบด้วย

ล่าสุดทีมสืบสวนควบ คุมตัวนายชาญ คนชี้เป้ามาสอบปากคำได้แล้ว เบื้องต้นให้การเป็นประโยชน์กับรูปคดีอย่างมาก โดยเจ้าหน้าที่ระดมกำลังออกติดตามจับกุมนายธวัชชัย และนายศักดิ์อย่างกระชั้นชิด คาดว่าจะได้ตัวในเร็วๆนี้ เพื่อสาวต่อไปถึงผู้บงการ ซึ่งเป็นไปตามที่ตำรวจตั้งประเด็นไว้ โดยผู้บงการไม่พอใจอาจารย์ป๊อด ที่ปกป้องชาวกะเหรี่ยง-กะหร่าง

รายงาน ข่าวแจ้งว่าสำหรับรถปิกอัพที่ตำรวจยึดได้ทราบว่าเป็นของนายศักดิ์ มือปืนที่ก่อเหตุในคดีนี้ ส่วนนายชาญ ถูกตำรวจจับกุมได้เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา บริเวณสนามฟุตบอลเทศบาลตำบลท่ายาง โดยให้การซัดทอดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจนนำไปสู่การออกหมายจับดังกล่าว

...วันนี้ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ งานเข้า

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ

http://www.tudemoc.com/tudemoc/index.php

คนใต้ให้กำลังใจอาจารย์ นิติราษฎร์

ขวัญชัยประกาศเปิดตัวแดงรักเจ้า8ตค.

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

ขวัญชัย ลั่นกลุ่มแดงรักเจ้าพร้อมเปิดตัว8 ต.ค.นี้
ขอทำหนังสือขออนุญาตทำเสื้อแดงติดตราสัญลักษณ์ ร่วม 2 แสนตัว



นายขวัญชัย ไพรพนา

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร เปิดเผยว่า
ภายหลังจากที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า
อยากให้คนเสื้อแดงร่วมกันถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษาในวันที่ 5 ธ.ค.ปีนี้นั้น
ตนจึงจับเอาคำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณ ตรงนี้มาดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม
โดยในวันที่ 7 ต.ค.จะมีการประชุมร่วมกันของกลุ่มคนเสื้อแดงภาคอีสาน 20 จังหวัด
เพื่อหารือกันถึงเรื่องการรวมตัวกันเป็น“กลุ่มแดงรักเจ้า”
ซึ่งจะเป็นการประกาศความชัดเจนให้กับกลุ่มต่างๆ
ที่ต้องการจะสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงได้เห็นว่า
คำครหาที่ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเป็นพวกแดงล้มเจ้านั้นไม่เป็นความจริง
ซึ่งหากในวันที่ 7 ต.ค.นั้นได้หารือกันในรายละเอียดต่างๆ ครบถ้วนแล้ว
ในวันที่ 8 ต.ค.ก็จะประกาศตัวอย่างเป็นทางการทันที
ซึ่งจะทำให้การดำเนินการของกลุ่มคนเสื้อแดงภาคอีสาน 20 จังหวัด
จากนี้ไปนั้นจะมีคำว่ากลุ่มแดงรักเจ้าอยู่ในวงเล็บต่อท้ายด้วย เช่น
ชมรมคนรักอุดร (แดงรักเจ้า) หรือชมรมคนรักโคราช (แดงรักเจ้า) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การตั้งกลุ่มแดงรักเจ้านั้น ไม่ใช่การแตกแยกออกจากกลุ่มนปช.
แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่นของคนเสื้อแดงในภาคอีสานทั้ง 20 จังหวัด

นายขวัญชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับกิจกรรมของกลุ่มแดงรักเจ้านั้น
ในวันที่ 5 ธ.ค.จะมีการรณรงค์ร่วมกันปลูกต้นไม้มงคลคนละ 1 ต้น
ที่หน้าบ้านของกลุ่มแดงรักเจ้าในภาคอีสานทั้ง 20 จังหวัด
ซึ่งอาจจะเป็นต้นราชพฤกษ์หรือต้นพยุงก็ได้
นอกจากนี้ ตนยังได้ทำหนังสือเพื่อขออนุญาตไปยังสำนักพระราชวังอีกด้วยว่า
จะขอจัดทำเสื้อแดงที่ติดตราสัญลักษณ์ 84พรรษาจำนวน 2 แสนกว่าตัว
เพื่อแจกจ่ายให้กับกลุ่มแดงรักเจ้าในภาคอีสานทั้ง 20 จังหวัด จังหวัดละ 1 หมื่นตัวด้วย
แต่สำหรับจังหวัดอุดรธานีนั้น
อาจจะต้องใช้เสื้อแดงที่ติดตราสัญลักษณ์84 พรรษาทั้งหมด 2.5 หมื่นตัว
เพื่อมอบให้กับผู้ที่จะเข้าร่วมขบวนรถมอเตอร์ไซต์เฉลิมพระเกียรติที่มีมากถึง 2.5 หมื่นคันด้วย


http://www.posttoday.com/การเมือง/114441/ขวัญชัยประกาศเปิดตัวแดงรักเจ้า8ตค-

นัดวางหรีด-ขึงผ้าดำศิษย์มธ.รวมตัวขับไล่อธิการบดีสนับสนุนรัฐประหาร

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกรุ่น
นัดรวมตัววางพวงหรีดและขึงผ้าดำล้อมรอบมหาวิทยาลัย
ประท้วงอธิการบดีคนปัจจุบันที่มีทัศนคติสนับสนุนอำนาจเผด็จการและรัฐประหาร
ซัดทำลายภาพลักษณ์สถาบันที่ยืนหยัดต่อสู้กับเผด็จการทหารมาทุกยุคทุกสมัย
และยังพาดพิงให้สาธารณชนเข้าใจผิด “อาจารย์ปรีดี”
เตรียมล่ารายชื่อยื่นสภามหาวิทยาลัยพิจารณาพฤติกรรม


http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=12310

แนวรบในพื้นที่ประชาสังคม: เลิกปกป้องอภิสิทธิ์ชนกันเสียที

ที่มา ประชาไท


ขณะนี้มีความวิตกกังวลค่อนข้างมากในหมู่นักพัฒนา นักกิจกรรม และนักวิชาการสาย ‘ปฏิรูป’ ว่าองค์กรอิสระหรือหน่วยงานกึ่งรัฐทั้งหลายของภาคประชาสังคมไทยกำลังจะถูก เช็คบิลจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเนื่องจากได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ทักษิณ การที่รัฐบาลชุดปัจจุบันดำเนินการหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปรับเปลี่ยนทิศทางบริหารจัดการงบประมาณด้านหลักประกันสุขภาพ การขอคืนพื้นที่บ้านพิษณุโลกจากสำนักปฏิรูป (สปร.) ของหมอประเวศ การดึงงบกองทุนสวัสดิการชุมชนจำนวน 800 ล้านบาทของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ที่อนุมัติโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว มาพิจารณาใหม่ หรือแม้กระทั่งการเชิญ TPBS ไปชี้แจงการดำเนินงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ล้วนนำมาสู่ความกังวลที่ว่าจะเป็นการแก้แค้นทางการเมือง เป็นการทำให้พื้นที่ของคนเล็กคนน้อยต้องหมดไป ทำให้องค์กรชาวบ้านที่เข้มแข็งอยู่แล้วต้องอ่อนแอลง รวมทั้งจะทำให้เอ็นจีโอและขบวนการเคลื่อนไหวของชาวบ้านไม่ได้รับความสำคัญ อีกต่อไปเมื่อเทียบฐานมวลชนที่เชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทย

ข้อกังวลโดยเฉพาะในแง่ของผลที่จะเกิดขึ้นกับคนเล็กคนน้อยที่มักขาดช่อง ทางในเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ควรรับฟัง แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานอิสระกึ่งรัฐของประชาสังคมไทยจะสามารถ อยู่เหนือการตรวจสอบและควบคุมใดๆ ที่ผ่านมาหน่วยงานเหล่านี้มิเพียงแต่มีส่วนอย่างสำคัญในการทำลายระบอบ ประชาธิปไตย สนับสนุนการทำรัฐประหาร และสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลในการสังหารหมู่ประชาชนโดยรัฐในช่วงเดือน เมษายน-พฤษภคม 2553 ด้วยการเข้าเป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเท่านั้น หากแต่ยังมีความเป็นการเมืองและมีแนวทางการทำงานบนอุดมการณ์ที่ค่อนไปใน ทางอนุรักษ์นิยมและสนับสนุนสถาบันการเมืองจารีต ขณะเดียวกันก็กีดกันมวลชนคนส่วนใหญ่ออกจากการเข้าถึงทรัพยากร ในที่นี้จะขออภิปรายผ่านกรณีงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ที่ปัจจุบันดำเนินการโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) องค์กรหลักอันหนึ่งของ “ประชาสังคมไทย”

การวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นการวิจัยที่วางอยู่บนฐานความต้องการของคนท้อง ถิ่น โดยเน้นให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการวิจัยกับทุกฝ่ายตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนด ปัญหา การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการส่งเสริมกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาของชุมชน เดิมในแวดวงเอ็นจีโอการวิจัยเพื่อท้องถิ่นรู้จักกันในนามงานวิจัยไทบ้าน/ชาว บ้าน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับนโยบายรัฐที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อ คุณภาพชีวิตของชาวบ้าน

ปัจจุบัน สกว. เป็นหน่วยงานหลักที่ทำงานสนับสนุนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น โดยไม่เพียงแต่ให้ทุนวิจัย แต่ยังผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการวิจัย พัฒนาแนวคิดและระเบียบวิธีวิจัย ประสานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์ และจัดการความรู้เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายต่างๆ ปัจจุบันกิจการการวิจัยเพื่อท้องถิ่นภายใต้ของ สกว. เติบโตอย่างมาก ในปีที่ 13 ของการดำเนินงาน มีโครงการวิจัยจำนวน 1,820 โครงการ มีชาวบ้านและบุคคลอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องราว 30,000 คน มีงบประมาณสนับสนุนจำนวนหลายร้อยล้านบาท รวมทั้งมีการร่วมมือกับบางมหาวิทยาลัยเปิดโครงการปริญญาโทเพื่อผลิตบุคลากร ทำงานสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นการเฉพาะ

การเปลี่ยนจากงานวิจัยไทบ้าน/ชาวบ้านมาเป็นงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็น ส่วนหนึ่งของการเติบโตขยายตัวของ “ประชาสังคมไทย” ที่เข้ามาแทนที่การทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชนกับกลุ่มชาวบ้านอัน ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของขบวนการภาคประชาชนแต่เดิม งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นกลไกที่สำคัญหนึ่งของประชาสังคมไทยในทำงานกับชาว บ้านในพื้นที่ต่างๆ

ทั้งนี้ สกว. เป็นหน่วยงานที่ประชาสังคมไทยได้ผลักดันการก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2535 ในฐานะ “หน่วยงานของรัฐที่อยู่นอกระบบราชการในกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี” นอกจากนี้ ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมาประชาสังคมไทยมีอำนาจอย่างมากในการผลักดันนโยบายรัฐ ในหลายเรื่อง รวมถึงการผลักดันให้เกิดการก่อตั้ง “องค์กรอิสระ” หลายองค์กร เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้ได้กลายเป็นแหล่งงบประมาณสำคัญที่สนับสนุนการทำงานของ ประชาสังคมไทย

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยร่วมสมัย ประชาสังคมไทยถูกวิจารณ์อย่างหนักต่อท่าทีที่ไม่ไว้วางใจและหวาดระแวงต่อ ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน โดยเน้นการสร้างพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้นของ พลเมืองที่ไม่สามารถมีสิทธิมีเสียงและไม่สามารถแข่งขันในระบบการเมืองแบบตัว แทนที่มีการใช้เงินซื้อเสียงมากได้ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและ ประชาธิปไตยแบบถกเถียงเรียนรู้/ปรึกษาหารือของประชาสังคมไทยในฐานะคู่ตรง ข้ามประชาธิปไตยแบบตัวแทน ขณะเดียวกันงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ก็ยังเป็นกลไกของการปฏิรูปประเทศไทยในช่วงหลังการสังหารหมู่ประชาชนเมื่อ เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ด้วย

นักพัฒนา นักกิจกรรม และนักวิชาการสาย ‘ปฏิรูป’ กังวลว่าการเช็คบิลกับองค์กร/หน่วยงานอิสระกึ่งรัฐจะทำให้องค์กรชาวบ้านถูก ละเลยเมื่อเทียบมวลชนอย่างกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีสายสัมพันธ์กับนักการเมือง และพรรคเพื่อไทย แต่พวกเขาควรจะต้องสำเหนียกด้วยว่าที่ผ่านมามวลชนส่วนใหญ่ของประเทศแทบไม่ เคยที่จะได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรจำนวนมหาศาลของหน่วยงานอิสระ กึ่งรัฐเหล่านี้

กรณีงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นพบว่ามีการสืบทอดประเพณีในการนิยามและให้ภาพ “ชุมชน” แบบเป็นเนื้อเดียวและตายตัว โดยละเลยความสัมพันธ์เชิงอำนาจในชุมชนที่สลับซับซ้อน กลุ่มคนที่หลากหลายที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองแตกต่างกัน รวมทั้งละเลยเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้คนที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในขอบเขต หมู่บ้าน/พื้นที่หนึ่งๆ แต่ขยายตัวไปตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะตามการขยายตัวของชีวิตนอกภาคเกษตร

ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของคนเสื้อแดงนั้นเป็นผลพวงจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยน แปลงไปของสังคมไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ฐานของคนเสื้อแดงส่วนใหญ่คือเกษตรกรหรือชาวนาที่ผันตัวมาเป็นผู้ที่ทำมาหา กินนอกภาคเกษตรด้วย ดังนั้น กรอบแนวคิดที่จำกัดว่าด้วย “ชุมชน” ของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงไม่เพียงแต่ยากที่จะครอบคลุมถึงชีวิตที่เป็น จริงของผู้คนส่วนใหญ่ แต่ยังกีดกันมวลชนเหล่านี้ออกไปโดยปริยายด้วย

ขณะเดียวกันงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภายใต้ สกว. ได้พัฒนาระเบียบวิธีวิจัยอย่างเป็นระบบในฐานะชุดความรู้และชุดเครื่องมือที่ จะนำไปใช้ขยายผลในทุกๆ พื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งแม้จะมีประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจปัญหาและหาทางออกของคนในท้องถิ่น ระดับหนึ่ง แต่ก็ได้กลายเป็นพิมพ์เขียวและเป็นการตีกรอบการทำความเข้าใจชีวิตและโลกรอบๆ ตัวของผู้คน

ขณะเดียวกันดูเหมือนว่า “พลังและปัญญาของท้องถิ่น” ตามสโลแกนของ สกว. จะเกิดขึ้นได้หรือจะรื้อฟื้นขึ้นมาได้ก็ต่อได้เมื่อผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อ ท้องถิ่นเท่านั้น ขณะที่การทำความเข้าใจปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาในแบบอื่นๆ ของชาวบ้านที่ไม่ผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น อาทิ การเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง การเรียกร้องประชาธิปไตยแบบตัวแทน กลับถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ขาด “ปัญญา” ขาด “ความสว่าง” ขาดข้อมูลและการรู้เท่าทัน

นอกจากนี้ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นยังได้กลบเกลื่อนปิดบังปัญหาเชิงโครงสร้างและความไม่ เป็นธรรมทางการเมืองของประเทศ การเน้นการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้กลายเป็นโอกาสของหน่วยงาน/สถาบันจำนวนหนึ่งซึ่ง เป็นต้นตอของปัญหาทางสังคมการเมืองของประเทศให้ได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดี ขณะที่พื้นฐานการวิเคราะห์ปัญหาของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจะเน้นไปที่ระบบ เศรษฐกิจทุนนิยมในฐานะสาเหตุหลักของวิกฤติต่างๆ ของชุมชนท้องถิ่น มากกว่าจะมองไปถึงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่มีความโยงใยและทำให้ผล ประโยชน์จากระบบทุนนิยมไปตกอยู่กับคนส่วนน้อยจนกลายเป็นความไม่เป็นธรรมทาง เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ที่สำคัญในระยะหลังๆ การวิจัยเพื่อท้องถิ่นหันมาเน้นการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมของชาวบ้านใน ระดับครัวเรือนและปัจเจกบุคคล อาทิ การวิจัยเพื่อเลิกเหล้าและลดอบายมุข งานวิจัยเพื่อส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือนเพื่อลดความฟุ่มเฟือย เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะวางอยู่บนแนวคิดลำดับชั้นของอำนาจทางศีลธรรมที่ชนชั้นนำในภาค ประชาสังคมมีศีลธรรมที่เหนือกว่าคนทั่วไป ยังเป็นการลดทอนความซับซ้อนของปัญหา เช่น ความยากจน ให้อยู่ในความรับผิดชอบของปัจเจกบุคคลเท่านั้น อันสอดคล้องกับทัศนคติที่มองมวลชนเสื้อแดงว่าเป็นคนไม่ดี เห็นแก่เงินหรือผลประโยชน์โดยเฉพาะจากนโยบายประชานิยมและจากการซื้อเสียง รวมทั้งไม่รู้จักมีชีวิตที่พอเพียงและพึ่งตนเอง อันเป็นลักษณะที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับคนดีตามความหมายของประชาสังคม ไทย

งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นปัญหาของ องค์กร/หน่วยงานอิสระกึ่งรัฐของประชาสังคมไทย ที่ไม่เพียงแต่มีอุดมการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง หากแต่ยังมีปัญหาการถูกผูกขาดโดยชนชั้นนำของภาคประชาสังคมไทย จึงเป็นการยากที่มวลชนส่วนใหญ่ซึ่งมีแนวคิดและอุดมการณ์ที่แตกต่างจะเข้าถึง และไม่ถูกกีดกัน แม้ว่าเงินงบประมาณที่หล่อเลี้ยงหน่วยงานอิสระกึ่งรัฐของประชาสังคมไทยจะมา จากภาษีอากรของประชาชนทั้งหมดก็ตาม

ดังนั้น หากความวิตกกังวลของนักพัฒนา นักกิจกรรม และนักวิชาการสาย ‘ปฏิรูป’ ต่อการเช็คบิลองค์กร/หน่วยงานอิสระกึ่งรัฐเหล่านี้ ไม่ได้หมายรวมถึงพยายามเสนอทางออกว่าจะมีแนวทางที่เหมาะสมอย่างไรที่สังคมจะ สามารถควบคุม ตรวจสอบ กำกับดูแลองค์กร/หน่วยงานอิสระกึ่งรัฐเหล่านี้ได้ และจะสร้างโอกาสให้มวลชนคนส่วนใหญ่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในด้านต่างๆ ด้วยได้อย่างไร ความวิตกกังวลเหล่านี้ก็คงเป็นได้เพียงการปกป้องอภิสิทธิ์ชนอีกกลุ่มในสังคม ไทยไว้ก็เท่านั้น


หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "คิดอย่างคน" ในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ มหาประชาชน ปีที่ 2 ฉบับที่ 57 วันที่ 30 กันยายน - 6 ตุลาคม 2554

จดหมายเปิดผนึกถึงสภา มธ. ขอให้ตรวจสอบและยุติสนับสนุนเผด็จการของ 'สมคิด'

ที่มา ประชาไท

จดหมายเปิดผนึกถึงสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันที่ 5 ตุลาคม 2554

เรื่อง ขอให้ตรวจสอบและยุติพฤติกรรมสนับสนุนระบอบเผด็จการของ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบัน

เรียน นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

1. ด้วยปรากฎหลักฐานอย่างชัดเจนในหลายโอกาสที่ผ่านมาว่า นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีผู้นี้ได้นำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าสนับสนุนการปฎิวัติรัฐประหารและการมีส่วนเกื้อกูลสนับสนุนในการปราบปราม สังหารประชาชน และยังเคยเป็นเลขานุการสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อันเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างความแตกแยกให้กับประเทศไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมา ก่อน นอกจากนี้ยังแสดงตนปกป้องการรัฐประหารในทุกรูปแบบ ควบคู่ไปกับการนำพากลุ่มอาจารย์จำนวนหนึ่งให้ร่วมกันสนับสนุนเผด็จการ

2. นอกจากนี้ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ยังบังอาจแสดงออกโดยเปิดเผยหมิ่นหยามผู้ประศาสน์การและผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัย อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ว่ากระทำการในลักษณะเดียวกับการรัฐประหาร ทั้งที่ตนเองก็จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และควรเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า ท่านผู้ก่อตั้งและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ยึดถือหลักการประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายสูงสุดมาโดยตลอด การเสนอข้อความดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นการเนรคุณต่อบรรพชนผู้ทรงคุณูปการของมหาวิทยาลัยอย่างร้าย แรง เพราะท่านผู้ประศาสน์การนั้น คือเสาเอกและผู้ก่อตั้งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของ ประเทศไทยมาแต่เริ่มต้น

3. การกระทำของอธิการบดีผู้นี้นั้น ล้วนมุ่งเน้นในการใช้มหาวิทยาลัยรับใช้นักการเมืองเผด็จการตลอดเวลา แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่า เป็นผู้บิดเบือนและทรยศต่อหลักการสำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่นคือหลักการประชาธิปไตย และการปกครองโดยธรรมะและกฎหมาย สนับสนุนการรัฐประหาร และยังเข้าร่วมเป็นมือเท้าของกลุ่มเผด็จการที่ปล้นชิงประชาธิปไตยไปจาก ประชาชน จนได้รับการตอบแทนด้วยตำแหน่งและผลประโยชน์ต่าง ๆ อันน่าจะรวมถึงตำแหน่งอธิการบดีธรรมศาสตร์ด้วย การทรยศต่อหลักการประชาธิปไตยเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ชาวธรรมศาสตร์ทุกรุ่นทุกวัยไม่อาจรับได้อย่างเด็ดขาด

พวกข้าพเจ้าผู้มีรายนามต่อท้ายนี้ ซึ่งเป็นศิษย์ธรรมศาสตร์ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยจนถึงยุคปัจจุบัน จึงขอเรียกร้องให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาพฤติกรรมของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ รวมทั้งขอให้ทบทวนและยุติพฤติกรรมเหล่านั้นในทันที และให้สภามหาวิทยาลัย ฯ ร่วมพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยว่า บุคคลผู้ที่ทำลายหลักการประชาธิปไตยของมหาวิทยาลัยอย่างรุนแรงเช่นนี้ สมควรจะได้รับโทษประการใด

จึงเรียนมาเพื่อขอให้สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการพิจารณาโทษของอธิการบดีผู้นี้ตามแต่มหาวิทยาลัยจะเห็นสมควร โดยพวกข้าพเจ้าจะรอรับทราบผลการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่อไป

ขอแสดงความนับถือ
สัมผัส พึ่งประดิษฐ์ ตมธก.
สำราญ ตมธก.
ประสิทธิ ตมธก.
ธงชัย วินิจจะกุล มธ. 2517
สายัณห์ สุธรรมสมัย มธ. 2511
ธนศักดิ์ ฤกษ์เจริญพร มธ. 2511
ชวลิต ณ นคร มธ. 2511
สุรชัย ณ ป้อมเพชร มธ. 2511 และ สส.มธ. ปี 12
บุญยงค์ มหาวิเศษศิลป์ กรรมการ อมธ. 2516
สมาน เลิศวงศ์รัตน์ นายก อมธ. 2518
ประจวบ พยัคฆพันธุ์ รองนายก อมธ. 2516
สุชาติ ธาดาธำรงเวช กรรมการ อมธ. 2516 และอดีต รมต. คลัง
มณฑล ชาติสุวรรณ รองประธานสภานักศึกษา และ สส.มธ. 4 ปี
ประสาร สินสวัสดิ์ กรรมการ อมธ. 2516, รองนายก อมธ. 2519 และรองประธานกรรมการบัณฑิต 2518
วิสูตร ทิพวิรัตน์พจนา กรรมการ อมธ. 2516
อำนาจ สถาวรฤทธิ์ มธ. 2516
กฤษฎางค์ นุชจรัส นายก อมธ. 2521
ดวงใจ แอรักกุล มธ. 2519
วิไลลักษณ์ หวังธนาโชติ มธ. 2518
พิสุทธิ์ พุทธิกุลสถิต มธ. 2517
สถิต สิริสวัสดิ์ กรรมการ อมธ. 2517

กวีตีนแดง: สิ่งไหนเล่าที่โดมโหมจิตข้า

ที่มา ประชาไท

ถึงยุค เปลี่ยนผ่าน อันวิปลาส
ธรรมศาสตร์ ประกาศเคียง รัฐประหาร
โอ้...แม่โดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์
คอรัปชั่น เลวกว่า กระบอกปืน

วันนี้ ฉันรัก นิติราษฎร์...
นิติศาสตร์ เพื่อราษ- ฎรตื่น
ประชาชน ชนะแล้ว จงหยัดยืน
ท้าทวงคืน ย้อนเกล็ด เผด็จการ
สิ่งไหนเล่า ที่โดม โหมจิตข้า
ให้แกร่งกล้า กี่เดือนปี ไม่มีหวั่น
วันนี้โดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์
กลายเป็นสัญ- ลักษณ์ พิทักษ์ใคร
ผ่านคืนวัน ฉันเคยรัก ธรรมศาสตร์
ด้วยองอาจ อยู่เคียงข้าง ชาวนาไร่
สอนให้ฉัน หลงรัก ผู้ยากไร้
แบ่งปันมวล ดอกไม้ ให้ชาวนา
เมื่อฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง ถือหาง คนสั่งฆ่า
เพียงความ เคลื่อนไหว ใครสั่งมา
ยอมขายตัว เป็นข้า รองฝ่าใคร
ตำนานโดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์
ยังคงก้อง กังวาน อยู่หรือไม่
กำแพงสูง ตระหง่าน ปิดกั้นใจ
แยกตัวจาก ผู้ยากไร้ แล้วหรือยัง

-เพียงคำ ประดับความ-

หมายเหตุ: ขออภัยชาวธรรมศาสตร์ที่มิได้มีจุดยืนดังกล่าวมา