WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 6, 2011

น้ำท่วม : ความล้มเหลวของการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

ที่มา ประชาไท

ผมยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในแต่ละครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ๒๕๕๔ นี้ เจ้าหน้าที่ทุกระดับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงไปจนถึงลูกจ้างชั่วคราวหรืออาสา สมัครฯในระดับล่างสุดต่างก็เหน็ดเหนื่อยกันเป็นพิเศษแทบว่าจะขาดใจเลยก็ว่า ได้ ทั้งๆที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าสภาวะน้ำท่วมซ้ำซากของไทยเราที่มีมาอย่าง ต่อเนื่อง และเพิ่มทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี นั้น สาเหตุใหญ่ของปัญหาก็คือ การทำลายพื้นที่ป่า การไม่มีมาตรการป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่ดีพอ มีแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็น คราวๆไป ฯลฯ แต่เราก็ยังคงต้องเหน็ดเหนื่อยกันทุกปีและจะยิ่งเหน็ดเหนื่อยมากขึ้นทุกๆปี ไป

อย่างไรก็ตามการเหน็ดเหนื่อยต่างๆนี้แทบจะเสียเปล่าไปเลยทีเดียวเมื่อ ประสบกับปัญหาในการบริหารจัดการที่ซ้ำซ้อน ขัดแย้ง ก้าวก่าย มั่ว ไม่มีทิศทาง เอาแต่สั่งการ เอาแต่สร้างภาพ ทุจริตคอรัปชัน เบียดบังงบประมาณ ฯลฯ ทำให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แม้ว่านายกรัฐมนตรีที่มีเพียงสองแขนสองขาและเวลาเพียง ๒๔ ชั่วโมงจะสามารถเดินทางชะแว้บไปชะแว้บมาไปเกือบทุกพื้นที่ข่าวที่เป็นจุด สำคัญก็ตาม

แต่เมื่อกลไกที่จักรเฟืองสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปด้วยความ ซ้ำซ้อน อืดอาดและล่าช้า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในคราวนี้จึงมีแต่การประชุมๆๆๆ สั่งการๆๆๆๆและอนุมัติๆๆๆ เสร็จแล้วก็ออกไปตรวจราชการโดยรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งหลายที่ แทนที่จะไปช่วยแก้ไขปัญหา แต่กลับไปเพิ่มภาระในการต้อนรับขับสู้ อำนวยความสะดวก รวมถึงการจัดเตรียมผักชีไว้โรยหน้าบ้างพอเป็นธรรมเนียม บางทีก็ปล่อยให้ชาวบ้านรอเป็นชั่วโมงๆเพื่อรอรับถุงยังชีพเพียงถุงเดียว

เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยแทนที่จะได้ออกไปช่วยชาวบ้านแต่ต้องกลับมาเสนอ หน้ารับคำสั่งที่ไม่มีอำนาจรองรับ เช่น รัฐมนตรีกระทรวงเชยๆกระทรวงหนึ่งสั่งการให้เทศบาลนครเชียงใหม่สร้างพนังกั้น น้ำความยาว ๒๒ กิโลเมตรเพื่อป้องกันน้ำท่วม เป็นต้น สั่งแล้วก็ทิ้ง สั่งแล้วก็ทิ้ง ส่วนกลางสั่งทัองถิ่น ภูมิภาคสั่งท้องถิ่น ทั้งๆที่ท้องถิ่นเขาก็ทำตามตามปกติของเขาอยู่แล้ว ก็ต้องกลับไปเพิ่มงานในการรายงานตัวเลขให้แก่อำเภอ จังหวัด เพื่อรายงานส่วนกลาง กลายเป็นผลงานของอำเภอ จังหวัดไป ทั้งๆที่แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ท้องถิ่นทำเสียเกือบทั้งหมดแล้ว

ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งล้วนแล้วมีที่มาจากปัญหาในเชิงโครงสร้างของการบริหารราชการแผ่นดินที่ ล้าหลัง แทบจะไม่มีการพัฒนาเลยตั้งแต่การปฏิรูปการปกครองเมื่อครั้ง พ.ศ.๒๔๓๕ ที่แบ่งการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็นราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ที่เราไปลอกเลียนแบบจากฝรั่งเศสมา ทั้งๆที่ฝรั่งเศสนั้นภาคและจังหวัดกลายเป็นราชการส่วนท้องถิ่นไปแล้วตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๒๕(ค.ศ.๑๙๘๒) แต่ของไทยเรากลับเพิ่มการรวบอำนาจให้ภูมิภาคยิ่งๆขึ้นไปอีกโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในช่วง คมช.ที่ผ่านมา

เมื่อหันกลับไปดูญี่ปุ่นที่มีพัฒนาการพอๆกับไทยเราเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๕ แต่พอหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายการปกครองท้องถิ่นไม่มีการบริหาราชการส่วน ภูมิภาค ญี่ปุ่นกลับเจริญเอาๆ และที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุบัติภัยต่างๆ เช่น ภัยสึนามิจนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่ว ท้องถิ่นมีอำนาจอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาโดยไม่มีราชการส่วนภูมิภาคมา ยุ่มย่ามให้เป็นปัญหาอุปสรรค ญี่ปุ่นก็สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างดีเยี่ยม ขนาดมีรัฐมนตรีปากพล่อยไปถามหาผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมาจากการเลือกตั้งว่า ไปไหน ทำไมไม่มาต้อนรับ ทั้งๆที่ผู้ว่ากำลังออกไปทำงานแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวบ้าน จนรัฐมนตรีปากพล่อยคนนั้นต้องลาออกไป ซึ่งตรงข้ามกับพี่ไทยเราเห็นแต่รถนำขบวนวิ่งเพ่นพ่านเต็มไปหมด

ที่น่าเศร้าใจก็คือการแก้ไขปัญหาของพี่ไทยเรานอกจากจะมีแต่การประชุมๆๆๆ สั่งการๆๆๆๆๆ และบางจังหวัดยังมีการฉวยโอกาสเสนอขออนุมัติเพิ่มอัตราอาสาสมัครป้องกันภัยฯ ให้แก่ราชการส่วนภูมิภาคกันแบบเนียนๆอีกด้วย บางจังหวัดก็มีปัญหากันว่าสิ่งของไหนท้องถิ่นจะเป็นผู้ซื้อ สิ่งของอำเภอจังหวัดเป็นผู้ซื้อ บางทีก็แย่งกันซื้อ บางทีก็มองข้ามไปไม่ซื้อเพราะเบิกยาก เบิกไม่ได้ เกรงจะขัดระเบียบ งบฉุกเฉินก็อยู่ไหนไม่รู้เห็นมีแต่ยอดว่าจังหวัดมีอำนาจอนุมัติครั้งละไม่ เกิน ๑๐๐ ล้านบาท แต่ที่ซื้อๆกันนั้นไม่รู้ว่างบไหนเป็นงบไหน จับต้นชนปลายไม่ถูก ซื้อมาแล้วจะเอาไปแจกก็ต้องดูว่ามีชื่อในทะเบียนบ้านหรือเปล่า ข้าวปลาอาหารกว่าจะแจกได้ บางทีก็เหลืออิเหละเขละขละ บูดเน่าไปก็มี บางทีก็ได้ซ้ำซ้อน ได้แล้วได้อีก

ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถ้ามีหน่วยงานกลางซึ่งก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งใกล้ชิดกับชาวบ้านที่สุดเป็น ผู้จัดสรรแจกจ่ายตามความต้องการและข้อมูลพื้นฐานที่มีอยู่ก็จะสามารถทำได้ ทั่วถึงยิ่งกว่าปัจจุบัน และที่สำคัญคือไม่ต้องมัวไปเสียเวลาทำตัวเลขสถิติตามที่จังหวัด อำเภอสั่งการมาให้รวบรวมเพื่อรายงานเอาหน้าอยู่ที่ที่ว่าการหรือศาลากลาง เพราะไม่มีพื้นที่ให้ออกปฏิบัติการ เพราะท้องถิ่นเขาอยู่เต็มพื้นที่แล้ว (แต่ไม่มีงบประมาณเพราะถูกรวบเอาไว้ในส่วนกลางและภูมิภาค - ว่ากันว่างบช่วยเหลืออุทกภัยนครศรีธรรมราช ๒ ปีมาแล้วชาวบ้านยังไม่ได้รับการชดเชยเลยเพราะต้องรออนุมัติจากส่วนกลาง)

ปัญหาในด้านโครงสร้างเหล่านี้สามารถได้หากเราสามารถแก้ไขให้ประเทศไทยเรา มีแต่เพียงราชการส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นโดยไม่มีราชการส่วนภูมิภาค ดังเช่นนานาอารยประเทศทั้งหลาย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อังกฤษ(ซึ่งเราไปลอกรูปแบบการปกครองแบบรัฐสภามา ก็ไม่เคยมีราชการส่วนภูมิภาคเลยตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบัน) สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ฯลฯ น้ำท่วมใหญ่คราวนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เชียงใหม่ที่ทำความพินาศให้แก่ เศรษฐกิจเมืองเชียงใหม่เป็นพันๆล้านก็ได้พิสูจน์ถึงความล้มเหลวของการจัด ระเบียบริหารราชการส่วนภูมิภาคที่เทอะทะ งุ่มง่าม และล้าหลัง ถึงเวลาแล้วที่เชียงใหม่และจังหวัดอื่นๆจะก้าวพ้นจากการบริหารราชการจากใคร ก็ไม่รู้ ที่ทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี ว่าคนท้องถิ่นเขาต้องการอย่างนั้นไม่ต้องการอย่างนี้

ร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พ.ศ.(๒๕๕๕)ที่ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคทั้งจังหวัดเหลือเพียงราชการส่วนกลาง กับส่วนท้องถิ่น กำลังรอการรณรงค์เพื่อเสนอชื่อโดยประชาชนเพื่อนำร่องจังหวัดอื่นๆอีก ๔๕ จังหวัดที่พร้อมจะดำเนินการตามรอยของเชียงใหม่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าคนท้องถิ่น ย่อมรู้ปัญหาของท้องถิ่นดีที่สุดและแน่นอนว่าย่อมสามารถแก้ปัญหาของท้องถิ่น ได้ดีที่สุดเช่นกัน

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๔

"กลวง" บทวิพากษ์ตรรกะ 23 นักวิชาการกรณีนิติราษฎร์

ที่มา ประชาไท

หลังจากหน่วยกล้าตายทางวิชาการผู้เรียกขานตนเองว่า "กลุ่มนิติราษฎร์" ซึ่งประกอบไปด้วยอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวนไม่กี่คน (ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ยอมรับมาเสมอว่า พวกตนนั้นเป็นเพียงเสียงข้างน้อย ไม่เคยกล่าวว่า การกระทำของกลุ่มตนนั้น ได้กระทำไปในนาม คณะนิติศาสตร์ มธ. แม้แต่ครั้งเดียว) ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในแวดวงวิชาการกฎหมายของไทย ที่ยังส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อสังคมในวงกว้าง ได้รับการตอบรับจากสังคมหลายภาคส่วนเป็นอย่างมากในแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งจากฝากประชาชนผู้นิยมการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่ประสงค์จะมีสิทธิมีเสียงในประเทศ และจากชนชั้นนำผู้นิยมอำนาจเก่าที่กดขี่ในอีกฝ่าย
จากชื่อที่เคยเป็นเพียงที่รู้จักกันในหมู่ "คนเสื้อแดง"

บัดนี้ "กลุ่มนิติราษฎร์" กลับกลายเป็นที่น่าหวาดหวั่นครั่นคร้ามของเหล่าอำมาตย์ และสาวก ผู้นิยม "อำมาตยาธิปไตย" ขึ้นมาอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้ ปรากฏจากการออกมาตอบโต้ของทั้ง ทหาร, นักการเมืองขี้แพ้, สมุนรับใช้เผด็จการทหาร และนักวิชาการที่ไร้หลักวิชาการ ตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน ให้ประชาชนได้เห็นธาตุแท้ที่ฝังลึกอยู่ในภาพพจน์ของคนดี ที่เคยสร้างสมมานานจนหมดสิ้น

ในบรรดากลุ่มที่ออกมาต่อต้านข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์เหล่านี้ แทบทั้งหมด ไม่สามารถโต้แย้งด้วยเหตุผลตามหลักวิชาการทางกฎหมายที่กลุ่มนิติราษฎร์เสนอ มาได้เลย มีบ้างที่ตอบโต้ไปในประเด็นข้อกฎหมาย แต่ถึงกระนั้น ก็ยังน่าผิดหวัง ส่วนมากไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ ในทางหลักการมาสนับสนุน เป็นเพียงแค่การใช้ถ้อยคำสำนวนบรรยาย "ความเลว" ของนักการเมือง (ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มาดำรงตำแหน่ง) และกล่าวสรรเสริญ "ความดี" (?) ของเผด็จการรัฐประหาร (ที่ไม่มีเสียงประชาชนสนับสนุน และไม่มีอารยประเทศใดยอมรับว่า เป็น "ทางเลือก" ในระบอบประชาธิปไตย)

โดยพร้อมกันนี้ พวกเขาก็ได้พยายามป้ายสีกลุ่มนิติราษฎร์ด้วยข้อกล่าวหาสุดคลาสสิค คือ รับงานแม้ว, ต้องการช่วยคนคนเดียว และ/หรือ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนคนเดียว โดยกลุ่มผู้ต่อต้านเหล่านี้ กลับไม่ละอายแก่ใจพอที่จะตั้งคำถามกับตนเองเลยว่า การนำรัฐธรรมนูญที่ถูกโค่นล้มอย่างไม่ชอบธรรมกลับมาใช้นั้น เรียกว่า "ช่วยคนคนเดียว" ได้อย่างไร? และ/หรือ การยอมรับผู้นำที่ประชาชนส่วนใหญ่ไว้วางใจเลือกเข้ามาให้ได้ดำรงตำแหน่ง หรือ การยอมรับผลการเลือกตั้ง นั้น "เรียกว่า "เพื่อผลประโยชน์ของคนคนเดียว" ตรงไหน? นักวิชาการที่ไร้หลักวิชาการเหล่านี้ กลับปล่อยให้ภยาคติแห่ง "ปีศาจทักษิณ" (ที่ตนเองและพวกพ้องได้เคยช่วยกันวาดภาพไว้หลอกหลอนมอมเมาตนเองนั่นแหละ) ครอบงำหลักวิชาการที่ได้ศึกษาร่ำเรียนมา (ซึ่งส่วนหนึ่งของทุนการศึกษาของนักวิชาการไร้หลักเหล่านี้ ก็มาจากเงินภาษีของ "ประชาชน" เจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่พวกเขาไปสร้างความชอบธรรมให้กับการแย่งชิงอำนาจมาโดยเผด็จการทหารนั่น แหละ) เสียจนคุณค่าและราคาความเป็น "นักวิชาการ" ของพวกเขาเหล่านั้นหายไปจนสิ้นซาก

ในกระแสกลุ่มผู้ต่อต้านนิติราษฎร์ทั้งหลายเหล่านี้ ที่น่าผิดหวังที่สุดเห็นจะเป็น "แถลงการณ์ของคณาจารย์นิติศาสตร์" (ลงชื่อโดยอาจารย์ สาขาวิชากฎหมาย จำนวน 23 คน) เพราะ "กลวง" ตั้งแต่ต้นจนจบ หาได้มีหลักวิชาการใดๆ ทางกฎหมายที่อารยประเทศใดยอมรับ มาอ้างอิงสนับสนุนข้อเสนอของพวกตนแต่อย่างใด จนเป็นที่น่าสงสัยว่า ประชาชนจะเสียภาษีไปเป็นทุนการศึกษาให้พวกเขาเหล่านี้กันทำไม? หลายๆ ประเทศที่พวกเขาเหล่านั้นได้ไปใช้ชีวิตศึกษามาเป็นประเทศที่ "สิทธิและเสรีภาพของประชาชน" ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญเหนือสิ่งอื่นใด แต่ภายหลังจากพวกเขาเหล่านี้ ได้สำเร็จการศึกษากลับมาประเทศไทยแล้ว กลับหาได้มี "กระบวนทัศน์" ที่จะคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในประเทศไทย ให้ได้ดุจเดียวกับนานาอารยประเทศเหล่านั้นเลย

สังเกตได้จากแนวความคิดที่ปรากฏในแถลงการณ์ฉบับนี้ ที่ชูธง "ปฏิเสธเสียงเลือกตั้งของประชาชน ยอมรับผลแห่งการรัฐประหาร" ไม่ต่างจากความคิดโบร่ำโบราณคร่ำครึของ ผู้นิยม "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์" ก่อน "การปฏิวัติการปกครอง 24 มิถุนายน 2475" อย่างไม่มีผิดเพี้ยน ดังนั้น จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างมากว่า ในต่างประเทศที่อาจารย์นิติศาสตร์เหล่านี้ได้ไปศึกษามา มีประเทศไหนเขาได้สั่งสอนให้มีความคิดเช่นนั้น

1. ความ "กลวง" มาแต่เริ่ม

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาหรือสิ่งที่คณาจารย์เหล่านี้กล่าวอ้างว่าเป็น "หลักกฎหมาย" ใดๆ ความ "กลวง" ก็ได้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนจากการนำ "รัฐประหาร 19 กันยายน 2549" ไปเปรียบเทียบกับ "การปฏิวัติการปกครอง 24 มิถุนายน 2475"
ไม่รู้ว่าคณาจารย์เหล่านี้แยกแยะความแตกต่างระหว่าง "ปฏิวัติ" กับ "รัฐประหาร" ได้หรือไม่? หรือว่าในต่างประเทศที่พวกเขาได้ไปศึกษามานั้น ไม่เคยสั่งสอนเรื่องแบบนี้ไว้ในหลักสูตร จึงทำให้คณาจารย์เหล่านี้ แสดงออกมาซึ่ง "ความไร้เดียงสา" เช่นนี้?

สำหรับนักกฎหมายส่วนใหญ่ คงไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายให้มากความนักถึงความแตกต่างระหว่าง "ปฏิวัติ" กับ "รัฐประหาร" กันอย่างละเอียดนัก เป็นที่รับรู้และเข้าใจกันดีว่า ในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองด้วยการปฏิวัตินั้น การทำรัฐประหารโค่นอำนาจรัฏฐาธิปัตย์เดิม ก็มีความจำเป็น เช่น ปฏิวัติฝรั่งเศสใน ปี ค.ศ. 1789 แต่เพราะอะไรที่คนฝรั่งเศสถึงไม่มองว่า "รัฐประหาร" (เพื่อปฏิวัติการปกครอง) ครั้งดังกล่าว เป็นเรื่องเลวร้าย?

คำตอบนั้นทั้งง่ายและไม่ซับซ้อน กล่าวคือ จากที่ประชาชนต้องถูกกดขี่ เป็นเพียงผู้อยู่ภายใต้อำนาจปกครอง ไม่เคยมีสิทธิมีเสียงใดๆ ในประเทศ แต่การทำรัฐประหารนั้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียง มีความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย ไม่ต้องเป็นเพียง "วัตถุ" แห่งอำนาจปกครองที่ไม่เป็นธรรมอีกต่อไป

สิ่งที่ทำให้น่าสมเพชและผิดหวังมากขึ้นไปอีกก็คือ มีบางคนในกลุ่มคณาจารย์นี้ ยังเคย"พ่น"คำขวัญอย่าง "Liberté, égalité, fraternité" มาให้นักศึกษาในคลาสที่ตนเคยบรรยายได้ฟังเสียด้วยซ้ำ หากคณาจารย์เหล่านี้ จะมีความเข้าใจซักเพียงเล็กน้อยถึง "จิตวิญญาณ" ของคำขวัญในการปฏิวัติฝรั่งเศสดังกล่าวอยู่บ้าง ย่อมไม่มีทางนำ "รัฐประหาร 19 กันยายน 2549" ไปเปรียบเทียบกับ "การปฏิวัติการปกครอง 24 มิถุนายน 2475" อย่างแน่นอน

น่าเสียดายที่ความ "กลวง" ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ ในเนื้อหาท่อนต่อไปของแถลงการณ์ คณาจารย์เหล่านี้ก็ยังแสดงการให้เหตุผลวิบัติ ที่เรียกว่า "post hoc ergo propter hoc" ออกมาเพื่อ discredit ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ ให้เป็นที่ขำขันของบรรดาผู้นิยมการคิดอะไรอย่างมีตรรกะอีกครั้งหนึ่ง "post hoc ergo propter hoc" คือ การกล่าวอ้างว่า สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาภายหลัง เป็นผลมาจากอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นมาก่อน เพียงเพราะว่า มันเกิดขึ้นทีหลัง โดยไม่สามารถให้เหตุผลอธิบายความเชื่อมโยง และความสัมพันธ์กันระหว่าง “เหตุ” และ “ผล” ของสองสิ่งที่ตนกล่าวอ้างได้ โดยในครั้งนี้ คณาจารย์เหล่านี้ ได้กล่าวเหมาเอาเสียว่า “การเลือกตั้ง” จำนวนสองครั้ง หลัง “รัฐประหาร 19 กันยายน 2549” (ครั้งเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2550 และล่าสุด 3 กรกฎาคม 2554) เป็น “ผลพวง” ของการทำรัฐประหารครั้งนั้นไปด้วย
ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่า หลายๆ คนนี้มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นถึงระดับ “ศาสตราจารย์” หลายๆ คนสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกทางกฎหมาย (นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต) จากต่างประเทศ แต่กลับยังมีความสามารถในการให้เหตุผลที่ “กลวง” ไม่ต่างอะไรไปจากเด็กทารก เช่นนี้

นี่คือ "post hoc ergo propter hoc" เลย! ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้เลยจริงๆ เพียงเพราะการเลือกตั้งสองครั้งนี้ “เกิดขึ้นภายหลัง” จากรัฐประหาร คณาจารย์เหล่านี้ก็พร้อมที่จะเหมาเอาว่า การเลือกตั้งทั้งสองครั้งนี้ เป็น “ผลพวง” จากการทำรัฐประหารดังกล่าวไปได้ โดยไม่ต้องอธิบายอะไรที่มีเหตุผลมาประกอบมากไปกว่านั้น คนทั่วไป หากยังมีสติสัมปชัญญะปกติอยู่ ย่อมทราบดีว่า ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ถึงอย่างไร การเลือกตั้งก็ยังคง เป็น “สิ่งจำเป็น” ที่ไม่อาจปฏิเสธได้อย่างเด็ดขาด ไม่ช้าก็เร็ว ต้องการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และการเลือกตั้งครั้งหลังที่ตามมานั้น ย่อมไม่อาจถูกเหมาเอาว่าเป็น “ผลพวง” มาจากการล้มการเลือกตั้งครั้งก่อนได้

ตัวอย่างเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือน เด็กชาย ก. มีอมยิ้มอยู่อันนึง เด็กชาย ข. โตกว่า กำลังมากกว่า แย่งอมยิ้มไปจากเด็กชาย ก. เสียอย่างนั้น ภายหลังจากนั้น เด็กชาย ข. เริ่มรู้สึกกระดากใจขึ้นมา หลังจากอมไปแล้วเกือบๆ ครึ่งอัน จึงยอมส่งมอบอมยิ้มคืนใก้เด็กชาย ก. เด็กชาย ก. ก็รับไปอมต่อ คิดในใจว่า “ก็ยังดีวะ ดีกว่าไม่มีอมเลย” เมื่อเหตุการณืเป็นเช่นนี้แล้ว มีใครสติดีๆ จะกล่าวกันหรือไม่ว่า ที่ เด็กชาย ก. มีอมยิ้มมาอมเล่นนี้ เป็น “ผลพวง” โดยตรงจากการที่ถูกเด็กชาย ข. แย่งอมยิ้มไปก่อน? นั่นคือการให้เหตุผลว่า หากเด็กชาย ข. ไม่แย่งอมยิ้มเด็กชาย ก. แล้ว เด็กชาย ก. จะไม่มีอมยิ้มอม การที่เด็กชาย ก. ได้อมอมยิ้ม เพราะมีเด็กชาย ข. มาแย่งอมยิ้มไปจากมือ!!!

นั่นคือการให้เหตุผลว่า ที่ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งนั้น เป็นเพราะมีทหารมาทำรัฐประหารโค่นทักษิณออกจากอำนาจ หากปล่อยไว้ให้ทักษิณเป็นนายกฯ อยู่ต่อไป ประชาชนจะไม่มีสิทธิเลือกตั้ง!!! ตรรกะช่างบรรเจิดเสียนี่กระไร? คนระดับ ศาสตราจารย์ และ ดร. ดาหน้ามาลงชื่อให้การสนับสนุนกันเป็นทิวแถวเลยทีเดียว

ไม่ต้องเป็นถึงระดับ ศาสตราจารย์ หรือ ดร. อะไรกันหรอก แม้แต่นักศึกษากฎหมายที่ได้เคยศึกษาทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติมาเพียงผิวเผิน ก็ยังทราบดีว่า สิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลนั้น มีมาก่อนกฎหมายใดๆ แต่การสถาปนาอำนาจรัฐนั้นเป็นเรื่องสมมติ ไม่ได้มีอยู่จริงตามธรรมชาติ (ไม่เหมือนชีวิตของมนุษย์ที่มีจริง) และเกิดขึ้นมาภายหลัง ดังนั้น เพื่อเป็นการรับประกันสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคล รัฐจึงจำต้องรับประกันสิทธิและเสรีภาพตามธรรมชาติของปัจเจกบุคคลไว้ในกฎหมาย สูงสุดของรัฐ ที่เรียกว่า “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” และสิทธิในการเลือกตั้งนั้น ก็คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งของปัจเจกบุคคล เรียกว่า “สิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง” (right to self-determination) ซึ่งปัจเจกบุคคลทุกคนมีสิทธินี้มาโดยกำเนิด หาได้ถูกสถาปนาขึ้นโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แต่ดังที่ปรากฏใน แถลงการณ์นี้

คนระดับศาสตราจารย์ และ ดร. ทางกฎหมายหลายๆ กลับทำเป็นไม่รู้เรื่องพื้นฐานทางทฤษฎีกฎหมายเช่นนี้ เหล่าคณาจารย์นี้กำลังพยายามเสนอทฤษฎีลวงโลกว่า “การเลือกตั้ง” นั้นมีขึ้นได้เพราะ เป็น “ผลพวง” โดยตรงจากการทำรัฐประหารและการสถาปนา “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550” หาได้เป็นสิทธิอันชอบธรรมของปัจเจกบุคคลที่มีมาก่อนตามธรรมชาติ

........ช่างไร้ยางอายเสียนี่กระไร!!...

ทั้งหมดที่คณาจารย์เหล่านี้ได้เสนอมาในตอนต้นของแถลงการณ์ฉบับนี้ จึงเป็นเพียงการแสดงออกมาซึ่ง “ความจนปัญญา” ของตนเอง มีแค่เพียง “ความต้องการ” discredit ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ โดยปราศจากหลักวิชาการและเหตุผลใดๆ มารองรับอย่างสิ้นเชิง

2. หลัก “กลวง” ทางจริยธรรมของนักวิชากลวง

เมื่อมาสู่ใน “เนื้อหา” ข้อแรกของแถลงการณ์ฉบับนี้ เหล่าคณาจารย์ก็ยังคงรักษาความกลวงไว้ได้เป็นอย่างดีและสม่ำเสมอ เพราะเมื่อหลังจากได้อ่านเนื้อหาทั้งหมดดังกล่าวแล้ว ผู้อ่านจะไม่พบเห็นว่าคณาจารย์เหล่านี้ได้อ้างอิงหลักวิชาการใดๆ ไปแย้ง และ/หรือ หักล้าง ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ได้เลย แม้แต่น้อย มีแต่เพียงการพร่ำพรรณาด้วยโวหารอันวิจิตร กล่าวอ้างไปถึง สิ่งที่พวกเขาเรียกมันว่า “จริยธรรม” ราวกับว่า พวกเขานี้มีสิ่งนั้นมากมายเสียเต็มประดา ซึ่งผู้อ่านที่ได้อ่านแล้วก็ต้อง “งง” เพราะไม่รู้ว่า แถลงการณ์ข้อนี้ของเหล่าคณาจารย์เกี่ยวกับข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ตรงไหน จะบอกว่า กลุ่มนิติราษฎร์นั้น ขาดไร้ในสิ่งที่พวกเขาเรียกมันว่า “จริยธรรม” รึ? ก็ไม่!

จึงเป็นที่น่าสนใจว่า ไม่รู้จะอ้างมายืดยาวเพ้อเจ้อนี่ทำไม เพราะมันไม่ได้มีประเด็นอะไรเกี่ยวกับข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ซักอย่างเลย ซึ่งยังจะดีเสียกว่า หากคณาจารย์เหล่านี้จะมี “ความกล้าหาญ” พอที่จะโต้แย้งข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ โดยกล่าวมาตรงๆ เลยว่า กลุ่มนิติราษฎร์นี้ “ขาดไร้” ในสิ่งที่พวกเขานิยามมันว่า “จริยธรรมทางวิชาการ” อย่างไร เพื่อที่กลุ่มนิติราษฎร์จะได้สามารถตอบในประเด็นข้อกล่าวหาดังกล่าวได้โดย ตรง แต่นี่ก็กลับ “ไม่กล้า” มีเพียงแค่คำพร่ำเพ้อยืดยาว และตบท้ายๆ แบบอ้อมๆ แอ้มๆ อ้างเรื่อง “ประโยชน์แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” มาซะหน่อย ให้ยังพอดูได้ เพราะใครๆ เขาก็พูดกันแต่ประเด็นนี้

ทีนี้ประชาชนก็เลยได้เห็นเลยว่า ความเห็นของ นักวิชาการใหญ่ ระดับ ศาสตราจารย์ และ/หรือ ด็อกเตอร์ ก็"กลวง"ไม่ได้ต่างจาก “นักการเมือง” ที่ได้รับการตราหน้าจากสังคมโดยอัตโนมัติสักเท่าไหร่ เพราะว่า ก่อนหน้านี้ก็มีนักการเมืองขี้แพ้มาให้สัมภาษณ์กลวงๆ แบบนี้ (ประเด็น “ช่วยคนคนเดียว” นี่แหละ) ตอบโต้กลุ่มนิติราษฎร์ไปแล้ว

หากคณาจารย์กลุ่มนี้ “ยังพอจะมี” ความกล้าหาญหลงเหลืออยู่บ้าง เพื่อให้ประชาชนได้เห็น “ความคุ้มค่า” ในเงินภาษีที่พวกเขาได้ช่วยอุดหนุนทุนการศึกษาคณาจารย์กลุ่มนี้ หากคณาจารย์เหล่านี้เชื่อจริงๆ ว่า ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์นั้น ไม่ถูกต้อง หรือเชื่อว่า มีบางกรณีที่การทำรัฐประหารนั้นชอบธรรม และยอมรับได้ ก็น่าจะเสนอ “บรรทัดฐานใหม่ทางวิชาการ” มาในแถลงการณ์ให้ชัดเจนไปเสียเลยว่า “การต่อต้านการทำรัฐประหารของอำนาจเผด็จการ เพื่อเรียกร้องระบอบประชาธิปไตยนั้น เรียกว่า การปกป้องผลประโยชน์ของคนคนเดียว” เพื่อที่ต่อไปจะได้ไม่มีนักวิชาการหน้าไหน มาเสนอให้ต่อต้านการทำรัฐประหารกันอีก ประเทศไทยจะได้มีการทำรัฐประหารสลับกับการเลือกตั้งกันบ่อยๆ อย่างที่คณาจารย์เหล่านี้ยอมรับได้

แต่ทั้งหมดในข้อนี้ก็ไม่ได้เสนอไว้เช่นนั้น และก็ไม่ได้โต้แย้งข้อเสนอใดๆ ของกลุ่มนิติราษฎร์เลยแม้แต่น้อย
นี่กระมังที่เรียกว่า “เสรีภาพทางวิชาการ”? นั่นก็คือ “เสรีภาพ” ของคนที่มีตำแหน่งเป็น “นักวิชาการ” ในการที่จะพ่นพูดสิ่งใดก็ได้ ที่ “ไม่มี” หลักวิชาการ แต่เอามากล่าวอ้างลอยๆ ได้ราวกับว่า มันนั้น “เป็น” หลักวิชาการ เพียงเพราะผู้กล่าวมีตำแหน่งเป็น “นักวิชาการ”

3. หลักนิติธรรม

แม้จะมาถึงในข้อสองของแถลงการณ์แล้ว เหล่าคณาจารย์ทั้ง 23 คนนี้ก็หาได้มี “เนื้อหาสาระ” ในทางวิชาการใดๆ มาโต้แย้งข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ได้ ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้น คำเพ้อเจ้อในข้อสองของแถลงการณ์นี้ กลับยิ่งแสดงออกถึงความไร้ยางอายของคณาจารย์กลุ่มนี้ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ สาธารณชน

คำพล่ามเพ้อเจ้อถึง การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในหัวข้อนี้มันช่าง “กลวง” เหลือเกิน เพราะเหล่าคณาจารย์นี้ไม่สามารถให้อรรถาธิบายได้ว่า ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ที่คณาจารย์กลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยนั้น มันลิดรอนสิทธิเหล่านั้นอย่างไร และการรัฐประหารที่คณาจารย์กลุ่มนี้พยายามปกป้องอยู่นั้น มันคุ้มครองสิทธิเหล่านั้นอย่างไร
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่นานในแถลงการณ์ เหล่าคณาจารย์ยังมีหน้าไปอ้างว่า การเลือกตั้งทั้งสองครั้งล่าสุดเป็น “ผลพวง” ของการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อยู่เลย พอมาตอนนี้ กลับกล่าวอ้างเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนราวกับว่าคณาจารย์กลุ่มนี้ สนใจมันเสียเต็มประดา ใครอ่านแล้วก็คงอดสมเพชในความไร้ยางอายนี้ไม่ได้

4. หลักประชาธิปไตย

มาถึงข้อสุดท้ายของแถลงการณ์นี้ คณาจารย์กลุ่มนี้ก็ยังไม่ได้แสดงภูมิปัญญาหรือคุณค่าทางวิชาการใดๆ ให้ปรากฏ เพราะนอกจากที่ไม่ได้โต้แย้งประเด็นใดๆ ที่กลุ่มนิติราษฎร์ได้เสนอไป ด้วยเหตุด้วยผลได้แล้ว คณาจารย์กลุ่มนี้ยังได้ “ผลิตซ้ำ” วาทกรรม “เผด็จการรัฐสภา” หรือแนวความคิด “แอนตี้นักเลือกตั้ง” มาหลอกลวงประชาชนอีกคำรบหนึ่ง
ไม่มีประเทศใดๆ ในโลก ที่ยอมรับให้การทำรัฐประหาร เป็น “ทางเลือก” ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีประเทศใดในโลก ที่ยอมรับให้ “กบฎ” เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายหากมีการทุจริต คอร์รัปชัน และที่สำคัญคณาจารย์กลุ่มนี้ก็ไม่สามารถอภิปรายได้ว่า สิ่งที่พวกตนเรียกว่า “เผด็จการรัฐสภา” นั้น มันเลวร้ายกว่า “การรัฐประหาร” ที่พวกตนกำลังปกป้องอยู่อย่างไร

ท้ายที่สุด “เผด็จการรัฐสภา” ที่คณาจารย์กลุ่มนี้ได้เสนอมา ก็เป็นเพียงการ “ดูถูก” การตัดสินใจของประชาชน หรือการปฏิเสธไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง อันเป็นหลักการพื้นฐานที่สุดในระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ที่เหล่าคณาจารย์เพิ่งจะพร่ำเพ้อมาในหัวข้อก่อนนี้ในแถลงการณ์ของตน จึงเป็นเพียงการแสดงออกถึงความไร้ยางอายของตนเอง เพราะคณาจารย์เหล่านี้หาได้สนใจใน “เนื้อหาสาระ” แห่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริงแต่อย่างใด เพียงแค่หยิบยกมากล่าวถึงเพื่อให้แถลงการณ์นี้ดูดี ดูมีคุณค่าขึ้นมาเท่านั้นเอง
มันคงจะเชยแย่ หากเป็นนักวิชาการแล้ว ไม่พูดเรื่องการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเลย แต่ลำพังแค่เพียงการกล่าวถึงคำว่า “การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน” นั้น เป็นเรื่องง่าย การให้เหตุผลทางวิชาการมาประกอบนี่ซิ ที่เป็นเรื่องยาก และคณาจารย์กลุ่มนี้ก็มักง่ายพอที่จะกล่าวถึงเรื่องง่ายๆ โดยไม่มีหลักเหตุผลใดมาประกอบแถลงการณ์ของตนได้ว่า แถลงการณ์ของตนนั้น มันมีส่วนเอื้อใน “การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน” ที่พวกเขากล่าวถึงนั้นอย่างไร

5. บทสรุปแห่งความกลวง

แน่นอนว่า นี่คือ “ความเห็นต่าง” จากข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ แต่ความเห็นต่างนี้กลับหาได้มี “สาระทางวิชาการ” ใดๆ อยู่เลยแม้แต่น้อย แถลงการณ์นี้เป็นแค่เพียงการแสดงความไม่เห็นด้วย เพื่อต้องการปกป้อง “เผด็จการทหาร” ที่กลุ่มตนนิยมชมชอบ และ discredit นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยกล่าวหาเอาลอยๆ ว่านั่นคือเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่ง เรียกว่า “เผด็จการรัฐสภา” โดยไม่มีหลักวิชาการใดๆ อ้างอิง พร้อมกันนี้ คณาจารย์กลุ่มนี้ก็ไม่สามารถให้เหตุผลใดๆ อธิบายได้ว่า “เผด็จการทหาร” (ที่พวกตนยอมรับผลของการทำรัฐประหาร) นั้น “เลวร้ายน้อยกว่า” สิ่งที่พวกตนเรียกว่า “เผด็จการรัฐสภา” แค่ไหน/อย่างไร

อย่าคิดว่าเพียงแค่จำนวนและตำแหน่งทางวิชาการที่ใหญ่โตนักหนานั้น จะทำให้ “ความไร้เหตุผล” มันกลายเป็นสิ่งที่มนุษย์คนอื่นเรียกว่า “เหตุผล” ขึ้นมาได้ อย่าคิดเพียงแค่ว่า ตนเองเป็น “นักวิชาการ” แล้ว จะมีสิทธิมีเสียงดังกว่าประชาชนคนอื่น หากแถลงการณ์มัน “กลวง” แบบนี้ ต่อให้มีคนมาลงชื่อสักกี่คน หรือให้เทพเทวดาที่ไหนมาร่วมลงชื่อด้วย ก็ไม่อาจทำให้มันมีน้ำหนักน่ารับฟังขึ้นมาแม้แต่น้อย

น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่หลายๆ คนในจำนวนนี้ ผม “เคย” นับถือ (แน่นอนว่าตอนนี้ไม่แล้ว) มาก่อน ในฐานะผู้ให้ความรู้ ให้การศึกษา แต่มาครั้งนี้ “นักวิชาการ” เหล่านี้ หาได้อภิปราย “หลักวิชาการ” ให้ได้ปรากฏเป็นที่ประเทืองปัญญาต่อสังคมให้สมกับที่มีตำแหน่งเป็น “นักวิชาการ” แต่อย่างใด

ภาพข่าวพระราชกรณียกิจเมื่อ6ตุลาคม2519

ที่มา Thai E-News

เมื่อลมฝนบนฟ้ามาแล้ว ร่มโพธิ์แก้วจะพาพฤกษาสดใส(ภาพขวา)-พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จฯ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 6 ต.ค. พสกนิกรชาวไทยผู้มั่นคงในองค์พระมหากษัตราธิราช เฝ้าถวายความจงรักภักดีโดยคับคั่ง

พุทธมามก(ภาพซ้าย)-สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จฯ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศ ถวายสักการะสมเด็จพระญาณสังวร ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามก ปฏิบัติพระองค์โดยเบญจศีล ยึดมั่นในหลักพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระบรมศาสดา เมื่อวันที่ 6 ต.ค. นี้ (ภาพและคำบรรยาย:เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 ตุลาคม 2554

สถาบันกษัตริย์ อันเป็นที่เทิดทูนสักการะของพสกนิกรชาวไทยได้มีบทบาทสำคัญในการดับ วิกฤตการณ์การเมืองมาหลายคราว ให้เหตุร้ายต่างๆสงบเย็นลงด้วยพระบารมี ทว่าในคราวเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ไม่ได้มีบันทึกทางราชการไว้ในแง่มุมนี้แต่อย่างใด

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บันทึกไว้ในบทความทางวิชาการว่า จากการศึกษานั้นพบว่า ไม่ได้มีการบันทึกในหนังสือทางการชื่อ พระราชกรณียกิจ ระหว่างเดือนตุลาคม 2519 –กันยายน 2520 ของสำนักราชเลขาธิการ แต่อย่างใด (ดูหน้า 2 ของหนังสือ ซึ่งสรุปพระราชกรณียกิจวันที่ 5 ตุลาคม แล้วข้ามไปวันที่ 8 ตุลาคมเลย)

กระนั้นก็ตามหนังสือพิมพ์ในยุคนั้น ก็ได้บันทึกพระราชกรณียกิจอันเปี่ยมล้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระราชวงศ์ ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยไว้ดังต่อไปนี้


วันที่ 19 กันยายน 2519 จอมพลถนอม กิตติขจร ที่ถูกขับไล่ไปในคราวเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้กลับเข้าประเทศ โดยบวชเป็นสามเณรมาจากสิงคโปร์ จากนั้นได้มายังวัดบวรนิเวศฯ เพื่อบวชเป็นภิกษุ โดยมีพระญาณสังวร เป็นองค์อุปัชฌาย์
ต่อ มาในเวลา 21.30 น.วันที่ 23 กันยายน 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระบรมราชินีฯเสด็จไปที่วัดบวรนิเวศ เพื่อสนทนาธรรมกับพระญาณสังวรฯ ซึ่งเคยเป็นพระพี่เลี้ยงเมื่อพระองค์ทรงผนวช

ในระหว่างการเยือน คุณหญิงเกษหลง สนิทวงศ์ นางสนองพระโอษฐ์ ได้แถลงว่า สมเด็จพระราชินีให้มาบอกว่า ได้ทราบว่าจะมีคนใจร้ายจะมาเผาวัดบวรนิเวศ จึงทรงมีความห่วงใยอย่างมาก “ขอให้ประชาชนช่วยกันดูแลป้องกัน อย่าให้ผู้ใจร้ายมาทำลายวัด” (ที่มา:www.2519.net)

เย็นศิระเพราะพระบริบาล-เด ลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ได้ตีพิมพ์ภาพในหลวงและสมเด็จพระบรมฯ กำลังทรงเสด็จทอดพระบาท โดยมีลูกเสือชาวบ้านจำนวนหนึ่งนั่งถวายบังคมกับพื้น พร้อมคำบรรยายว่า “เมื่อลมฝนบนฟ้ามาแล้ว ร่มโพธิ์แก้วจะพาพฤกษาสดใส พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จฯ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 6 ต.ค. พสกนิกรชาวไทยผู้มั่นคงในองค์พระมหากษัตราธิราช เฝ้าถวายความจงรักภักดีโดยคับคั่ง”

ดร.สมศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าคำบรรยายนี้ถูกต้อง ก็แสดงว่า ในวันนั้น ในหลวงทรงเสด็จไปยังบริเวณใกล้กับสถานที่เกิดเหตุ (ธรรมศาสตร์-สนามหลวง)มาก น่าเสียดายว่า คำบรรยายไม่ได้ระบุว่าทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอะไรและเวลาใด (ทั้ง 2 พระองค์อยู่ในฉลองพระองค์สูทสากล)

ติดกันยังเป็นพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระบรมฯทรงกำลังนมัสการพระญาณสังวร โดยมีคำบรรยายว่า “พุทธมามก สมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช เสด็จฯ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศ ถวายสักการะสมเด็จพระญาณสังวร ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามก ปฏิบัติพระองค์โดยเบญจศีล ยึดมั่นในหลักพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระบรมศาสดา เมื่อวันที่ 6 ต.ค. นี้” (ทรงอยู่ในฉลองพระองค์สูทสากล จึงอาจเป็นเวลาใกล้เคียงกับที่เสด็จวัดพระแก้วในอีกภาพหนึ่ง)
ที่มา:บทความ"เราสู้" หลัง 6 ตุลา โดยสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ทรงต้องการให้บ้านเมืองสามัคคี-หนังสือพิมพ์ดาวสยาม ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ตีพิมพ์ว่า เมื่อเวลา 17.00 น.ของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้รับสั่งเรียกนายธรรมนูญ เทียนเงิน ผู้ว่าการกรุงเทพมหานครเข้าเฝ้าฯ ทรงรับสั่งเกี่ยวกับการที่ได้มีลูกเสือชาวบ้านจากต่างจังหวัดนับเป็นหมื่นๆ คนได้มาชุมนุมนั้นอาจจะประสบปัญหาเกี่ยวกับอาหารและที่พัก ทรงรับสั่งให้นายธรรมนูญชี้แจงให้ลูกเสือชาวบ้านสลายตัว

ในขณะนั้นเองสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฏราชกุมาร ได้เสด็จพร้อมกับนายธรรมนูญ เทียนเงิน มาที่ทำเนียบรัฐบาลและที่ชุมนุมลูกเสือชาวบ้านด้วย ได้ทรงมีพระราชดำรัสกับกลุ่มลูกเสือชาวบ้านที่มาชุมนุมว่า
"ข้าพเจ้า ขอให้ทุกคนยิ้มแย้มและใจเย็นๆ ไม่มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้ แต่ต้องค่อยแก้ค่อยไป บ้านเมืองตอนนี้กำลังต้องการความสามัคคีและกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่สำคัญ ฉะนั้นขอให้ทุกคนสลายตัวเสีย ถือว่าให้ของขวัญกับข้าพเจ้า ท่านเหนื่อยกันมามากแล้ว ขอให้กลับไปหลับนอนเสียให้สบาย ทุกคนโปรดทราบว่า สองล้นเกล้าฯทรงเป็นห่วง ไม่มีอะไรที่สองล้นเกล้าฯจะเสียใจเท่ากับพวกเราฆ่ากันเอง ขอให้ทุกคนโชคดี"..

ขณะที่วัลลภ โรจนวิสุทธิ์ ได้บันทึกเกี่ยวกับพระราชดำรัสครั้งนี้ว่า “ได้มีรับสั่งขอบใจที่ทุกคนรู้สึกเจ็บร้อนแทนพระองค์” (ยังเตอร์กของไทย, หน้า 219)

ที่มา:เชิงอรรถบทความ เราสู้หลัง6ตุลา โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

พระมหากรุณาธิคุณ-เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ตีพิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์เจ้าฟ้าชายในหน้า 1 พร้อมคำบรรยายว่า
“เสด็จฯ ทำเนียบ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จฯไปทำเนียบรัฐบาลเมื่อเย็นวันที่ 6 ต.ค. ทรงมีรับสั่งกับลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งไปชุมนุมอย่างแน่นขนัดประมาณ 6 หมื่นคน”

ที่มา:เชิงอรรถบทความ เราสู้หลัง6ตุลา โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


พระมหากรุณาธิคุณจาก2ทูลกระหม่อม-หนังสือ พิมพ์เสียงปวงชน ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ได้ตีพิมพ์ภาพถ่ายที่ทั้ง 2 พระองค์ทรงกำลังก้มลงสอบถามอาการผู้บาดเจ็บที่กำลังนอนอยู่บนเตียงผู้หนึ่ง ด้วยพระพักตร์ห่วงใย พร้อมคำบรรยายภาพว่า
“ทูลกระหม่อมทั้งสอง พระองค์เสด็จเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการกวาดล้างที่ธรรมศาสตร์ ที่โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อ 15.00 น. วันที่ 7 เดือนนี้ และพระราชทานเงินของมูลนิธิสายใจไทยให้ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บทุกคน”


สองสัปดาห์ต่อมา คือในวันที่ 20 ตุลาคม 2519 ได้มีพิธีบำเพ็ญกุศลและ บรรจุศพนายเสมอ อ้นจรูญ ลูกเสือชาวบ้านคนหนึ่งที่บุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยในเช้าวันที่ 6 และเสียชีวิต (จากกระสุนของฝ่ายนักศึกษา?) โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ 2 พระองค์ เสด็จพระดำเนินทรงร่วมงานด้วย วันต่อมา ไทยรัฐ ตีพิมพ์บนหน้า 1 พระฉายาลักษณ์ทั้งสองพระองค์ในฉลองพระองค์ไว้ทุกข์ดำ กำลังทรงนั่งย่อพระวรกายลงสนทนากับครอบครัวของนายเสมออย่างใกล้ชิด พร้อมคำบรรยายภาพสั้นๆ (ในลักษณะที่หนังสือพิมพ์เรียกว่า “ภาพเป็นข่าว”)

วันที่ 22 ตุลา ไทยรัฐ และ ไทยเดลี่ ตีพิมพ์พระฉายาลักษณ์ของ 2 พระองค์ในพระอริยาบทเดียวกันระหว่างทรงสนทนากับลูกเสือชาวบ้านที่มาร่วมงาน และเฝ้ารับเสด็จในวันบรรจุศพนายเสมอ แต่อยู่ในหน้า 4

มีเพียง เดลินิวส์ ฉบับวันนั้น ที่นอกจากตีพิมพ์พระฉายาลักษณ์ในหน้า 1 แล้ว ยังรายงานข่าวในหน้าเดียวกัน ดังนี้:


ฟ้าหญิงฯ สดุดีศพลูกเสือชาวบ้าน

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองเสด็จทรงบำเพ็ญพระกุศลและบรรจุศพ “นายเสมอ อ้นจรูญ” ลูกเสือชาวบ้านที่เสียชีวิตจากการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ จากเหตุการณ์จลาจล “6 ต.ค.” ที่วัดพระศรีมหาธาตุ ท่ามกลางลูกเสือชาวบ้านร่วมพิธีกว่า 5 พันคน ทรงสดุดีวีรกรรมว่าสมควรแก่การเชิดชูเป็นแบบอย่าง

เมื่อเวลา 15.00 น. (ที่ 20 ตุลาคม 2519) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ เสด็จทรงบำเพ็ญพระกุศลและบรรจุศพ นายเสมอ อ้นจรูญ ลูกเสือชาวบ้านรุ่นที่ 5 ค่ายวังสราญรมย์ 206/3 กทม. 70 ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ์ วัดพระศรีมหาธาตุ เมื่อเสด็จมาถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พระสงฆ์ 39 รูป สวดมาติกาจบแล้ว เจ้าพนักงานลาดภูษาโยง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯเสด็จไปทอดผ้าแล้วทรงหลั่งทักษิโณทก

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา ทรงกล่าวสดุดีเกียรติคุณ นายเสมอ อ้นจรูญ ว่า
“การ ปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ [เป็นไปตาม] คำสัตย์ปฏิญาณที่ได้ปฏิญาณไว้กับลูกเสือชาวบ้าน สมควรแก่การเชิดชู เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ลูกเสือชาวบ้านต่อไปในด้านมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์”
แล้วเสด็จไปที่หน้าหีบศพ ทรงหยิบดินห่อผ้าขาวดำวางบนพานที่ตั้งหน้าหีบศพ ทรงวางพวงมาลา

ในโอกาสนี้ ทั้งสองพระองค์ เสด็จเยี่ยมลูกเสือชาวบ้านกว่า 5,000 คน ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดใกล้เคียง ที่มาเฝ้ารับเสด็จอย่างคับคั่งตามพระอัธยาศัยด้วย

สำหรับวีรกรรมของนายเสมอ ที่ได้ปฏิบัติจนถึงแก่เสียชีวิต คือ เมื่อวันที่ 6 ต.ค.นี้ เวลา 08.00 น. นายเสมอได้ติดตามตำรวจเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ ถูกฝ่ายผู้ก่อการไม่สงบระดมยิงมาจากด้านข้างหอประชุมใหญ่ ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ที่มา:บทความ เราสู้หลัง 6 ตุลา โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


ทรงเยี่ยมกับพสกนิกร-ในหลวง และพระบรมราชวงศ์เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร และลูกเสือชาวบ้านที่จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ทรงพระเกษมสำราญกับราษฎรอย่างใกล้ชิด อันนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

จากรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ในช่วงนั้น ก็คงทำให้พสกนิกรชาวไทยได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณโดยทั่วกันว่า แผ่นดินไทยสงบร่มเย็นมาตลอดได้ก็ด้วยพระบารมี ขอทรงพระเจริญ

35ปี6ตุลา:ผู้บาดเจ็บคนแรกในสงครามคือสัจจะ

ที่มา Thai E-News

Unseen 6 ตุลา 2519-ใน ปีนี้ มีภาพเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค.2519 ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนจำนวน 25 ภาพ ส่งมาจากอดีตนักเรียนอาชีวะผู้ไม่ประสงค์ออกนาม โดยภาพชุดดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ช่วงเช้า หลังมีการใช้กำลังตำรวจ-ตชด. บุกเข้าไปใน มธ.

ภาพชุดดังกล่าว มีชายคนหนึ่งถูกใส่กุญแจมือ ลากลงจากรถ และนำมาแขวนคอ โดยจากการตรวจสอบ ชายในภาพเป็นคนละคนกับชายในภาพที่ถูกแขวนคอซึ่งเผยแพร่ก่อนหน้านี้ ซึ่งคือ วิชิตชัย อมรกุล นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมใน มธ. ช่วงคืนวันที่ 5 ต่อเช้าวันที่ 6 อย่างไรก็ตาม จนขณะนี้ยังไม่ทราบว่าชายคนดังกล่าว และคนอื่นๆ ในภาพเป็นใคร ทั้งนี้ หากมีผู้ทราบเบาะแสก็สามารถติดต่อมาที่ตนเองในฐานะผู้ประสานงานคณะกรรมการ รับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ได้(ที่มา:ประชาไท )

-รู้จักเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่เว็บไซต์ http://2519.net/
...................

โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสต
ที่มา บันทึกจากเฟซบุ๊คของ Charnvit Ks

"ผู้บาดเจ็บคนแรก ในสงคราม คือ สัจจะ" The first casualty of War is Truth ---- ขอคารวะ วีรชนคนหนุ่มสาว ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ขอรำลึก อ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หนึ่งในผู้บาดเจ็บ แรกๆ ใน "สงครามกลางเมือง" ครั้งนั้น -----------เมื่อ "วันมหามหาวิปโยค 6 ตุลา 2519" (6 October 1976: A Day of Sorrow)

--จอมพลถนอม บวชเป็นเณร จากสิงคโปร์ กลับเข้ามาประจำ ณ วัดบวรนิเวศ บางลำพู

--นักศึกษา และประชาชน
ชุมนุมประท้วง ที่ธรรมศาสตร์ (เรียกร้องให้รัฐบาล นรม. เสนีย์ ปราโมช จัดการ หรือ ขับไล่ถนอม ออกจากประเทศ)

--กลุ่มการเมืองจัดตั้ง ฝ่ายขวา
นวพล กะทิงแดง และวิทยุเครือข่ายทหาร (อ้างและอิงชาติ-ศาสน์-กษัตริย์) โจมตี และกล่าวหาว่านักศึกษา
“หมิ่นพระบรมเดชาฯ” และเป็น “คอมมิวนิสต์”

--ผู้กุมอำนาจรัฐ-กลุ่มการเมืองจัดตั้ง-ตำรวจตระเวนชายแดน
กระทำ “อาชญากรรมรัฐ” ปราบปราบหนัก ด้วยอาวุธสงคราม

--ทหารกระทำ
“รัฐประหาร” แล้วเสนอตั้ง นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็น นรม.

--มีผู้เสียชีวิต
40 (?) ราย,
บาดเจ็บ 3,000 (?) คนหนุ่มสาว หนีเข้าป่า
ไปร่วมกับ พคท.

--ตัวแสดง-ผู้มีส่วนร่วม
คือ เยาวชนคนหนุ่มสาว ชนชั้นกลางในเมือง ที่เป็นปฏิปักษ์ รวมทั้ง สื่อมวลชน “กระแสหลัก”
ของทั้งรัฐ และเอกชน วิทยุ/ทีวี

.................
จาก ๑๔ ถึง ๖ ตุลา และ สอง พฤษภา (๔ อาชญากรรมรัฐ)

4 Bloody Events in Siam/Thailand: 1973-2010) การต่อสู้และการเดินทางเพื่อ“ประชาธิปไตย”: 2516-2519-2535-2553

(1) วันมหาปิติ 14 ตุลา 2516 (14 October 1973: Day of Great Joy)

(2) วันมหามหาวิปโยค 6 ตุลา 2519 (6 October 1976: Day of Great Sorrow)

(3) พฤษภาเลือด 2535 (Bloody May 1992, ไม่ใช่ “พฤษภาทมิฬ” ชาวทมิฬอยู่อินเดียใต้ ไม่เกี่ยว ไม่ได้อยู่เมืองไทย)

(4) พฤษภาอำมหิต 2553 (Black May, 19, 2010)
(5) ????

(หนึ่ง) วันมหาปิติ 14 ตุลา 2516 (14 October 1973: Day of Great Joy)

--นักเรียน/นักศึกษา/ประชาชน ลุกขึ้นมาประท้วงระบอบ “คณาธิปไตยถนอม-ประภาส”

--ผู้คนจำนวนเป็นแสนเข้าร่วมประท้วงกลางถนนราชดำเนินเรียกร้อง “ประชาธิปไตย” และ "รัฐธรรมนูญ"

--คณาธิปไตยทหารกระทำ“อาชญากรรมรัฐ” (state crime) ปราบปราบหนักด้วยอาวุธสงคราม

--ประชาชนขัดขืน สถาบันฯ เข้าระงับความรุนแรง คณาธิปไตยล้มครืน

--มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 800

--(ผู้มีส่วนร่วม คือ เยาวชนคนหนุ่มสาวชนชั้นกลางในเมือง กทม และต่าง จว. กับสื่อมวลชน)

(สอง) วันมหามหาวิปโยค 6 ตุลา 2519 (6 October 1976: Day of Great Sorrow) 3 ปีต่อมา

--จอมพลถนอม บวชเป็นเณรจากสิงคโปร์ กลับเข้ามาประจำวัดบวรนิเวศ บางลำพู

--นักศึกษาและประชาชน ชุมนุมประท้วงที่ธรรมศาสตร์ (เรียกร้องให้รัฐบาล นรม. เสนีย์ ปราโมช ขับไล่ถนอมออกจากประเทศ)

--กลุ่มการเมืองจัดตั้งฝ่ายขวา นวพล กะทิงแดง และวิทยุเครือข่ายทหาร (อ้างและอิงชาติ-ศาสน์-กษัตริย์) โจมตีและกล่าวหาว่านักศึกษา
“หมิ่นพระบรมเดชาฯ” และเป็น “คอมมิวนิสต์”

--ผู้กุมอำนาจรัฐ-กลุ่มการเมืองจัดตั้ง-ตำรวจตระเวนชายแดน กระทำ “อาชญากรรมรัฐ” ปราบปราบหนักด้วยอาวุธสงคราม

--ทหารกระทำ“รัฐประหาร” แล้วเสนอตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็น นรม.

--มีผู้เสียชีวิต 40 (?) ราย,บาดเจ็บ 3,000 (?) คนหนุ่มสาวหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พคท.

--ตัวแสดง-ผู้มีส่วนร่วม คือ เยาวชนคนหนุ่มสาว ชนชั้นกลางในเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ รวมทั้งสื่อมวลชน “กระแสหลัก”ของทั้งรัฐและเอกชน วิทยุ/ทีวี

(สาม) พฤษภาเลือด 2535 (Bloody May 1992, ไม่ใช่ “ทมิฬ”) อีก 16 ปีต่อมา

--ประชาชน คนชั้นกลาง ชาวกรุง จำนวนหลายหมื่น ชุมนุมประท้วงเป็นระยะๆ ณ บริเวณถนนราชดำเนิน เรียกร้องให้รัฐบาลของ นรม. พลเอกสุจินดา คราประยูร ลาออก

--รัฐบาลประกอบ“อาชญากรรมรัฐ” (state crime) ปราบปราบหนักด้วยอาวุธสงคราม

--ประชาชนขัดขืน สถาบันฯ เข้าระงับความรุนแรง คณาธิปไตย/รัฐบาลล้มครืน

--มีผู้เสียชีวิต 44 (?) ราย, บาดเจ็บ 600 (?)

--ตัวแสดง-ผู้มีส่วนร่วม คือ ชนชั้นกลางในเมือง กับชาวกรุง รวมทั้งสื่อมวลชนเอกชน นสพ.และไม่ค่อยมีเยาวชนคนหนุ่มสาวเข้าร่วมมากนัก

(สี่) พฤษภาอำมหิต 2553 (Black May, 19, 2010) อีก 18 ปีต่อมา

--ประชาชน คนเสื้อแดง ชาวบ้านจากภาคอีสาน/ภาคเหนือ กับคนชั้นกลาง ชาวกรุง จำนวนหลายหมื่น ชุมนุมประท้วงต่อเนื่องบนถนนราชดำเนิน และสี่แยกราชประสงค์ เรียกร้องให้ นรม.อภิสิทธิ์ ยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่

--รัฐบาลใช้กำลังทหารประกอบ“อาชญากรรมรัฐ” (state crime) ปราบปราบหนักด้วยอาวุธสงคราม พร้อมข้อกล่าวหา "ก่อการร้าย" และการอ้างและอิงสถาบันฯ

--มีผู้เสียชีวิต 92 (?) กว่าราย, บาดเจ็บ 2,000 (?)

--ตัวแสดง-ผู้มีส่วนร่วมมีทั้งชาวบ้าน จากชนบทอีสาน/เหนือ ร่วมกับชาวกรุง คนชั้นกลาง พร้อมด้วยสื่อมวลชนภาครัฐ และภาคเอกชน ที่บางส่วนแตกแยก ขัดแย้ง ผู้หญิงวัยกลางคน เข้าร่วมจำนวนมาก แต่ก็ไม่ค่อยมีเยาวชนคนหนุ่มสาวมากนัก

--"สยามประเทศไทย เรากำลังจะไปทางไหนกัน?"
..................

6 ตุลา กับสถานะทางประวัติศาสตร์การเมือง

โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ในบทความ ซึ่งอาจจะดีที่สุดเกี่ยวกับ “การรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519” โดย ศ. เบเนดิค แอนเดอร์สัน กล่าวไว้ว่า โดยตัวของมันเองแล้ว การรัฐประหาร 6 ตุลา ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่ว่าจะในสมัยใหม่ หรือสมัยเก่า เพราะเคยมีรัฐประหาร หรือความพยายาม ที่จะทำรัฐประหารมาครั้งแล้วครั้งเล่า (นับแต่การปฏิวัติ 2475) ดังนั้น ทั้งนักวิชาการ และนักหนังสือพิมพ์ (ตะวันตก) ต่างก็ลงความเห็นว่า “การรัฐประหาร 6 ตุลา” เป็นเรื่อง “ธรรมดา ๆ” ของการเมืองไทย และเป็นการกลับไปสู่ “สภาพปกติ”

หลังจากที่หลงระเริงอยู่กับ “ประชาธิปไตย” เสีย 3 ปี

แต่เบเนดิค แอนเดอร์สัน ก็กล่าวว่า “การรัฐประหาร 6 ตุลา” เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อใหม่ ของการเมืองไทย อย่างน้อยก็ใน 2 ประเด็น คือ

(1) บรรดาผู้นำฝ่ายซ้าย แทนที่จะจบลงด้วยการถูกจับขังคุก (จนลืม) หรือไม่ก็ไปลี้ภัยการเมือง อยู่ต่างประเทศ กลับเข้าไปร่วมกับขบวนการจรยุทธ์ ในป่า

และ (2) การรัฐประหาร 6 ตุลา แตกต่างจากการรัฐประหาร ที่เคยมีมา นั่นคือ หาใช่เป็นเพียงการยึดอำนาจกันในหมู่ผู้นำ เท่านั้น แต่เป็นการรัฐประหาร ที่ฝ่ายขวาใช้เวลากว่า 2 ปี ในการวางแผนการ รณรงค์ คุกคามอย่างเปิดเผย ทำร้าย ทำลายชีวิต ฯลฯ ซึ่งจะเห็นได้อย่างโจ่งแจ้ง ของความรุนแรง และการปลุกปั่น ให้เกิดความบ้าคลั่งของฝูงชน “ม็อบ” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

อาจารย์เบน ขยายความต่อไปอีกว่า รูปแบบ และระดับของความรุนแรงของ 6 ตุลา นั้น เป็นอาการของโรค (“ลงแดง”) ที่เกิดจากวิกฤตการณ์ทางสังคม-วัฒนธรรม-การเมืองสมัยใหม่ กล่าวคือ การก่อตัวของชนชั้น (ใหม่) กับความปั่นป่วนทางอุดมการณ์

กล่าวโดยย่อ (ในทัศนะของอาจารย์เบน) นับแต่ปลายทศวรรษ 1950 (ยุค 60s) เป็นต้นมา ได้เกิดชั้นชนกระฎุมพีใหม่ขึ้น โดยเกิดขึ้นมานอกชนชั้นสูง – เจ้านาย – ข้าราชการเก่า ชั้นชนใหม่นี้ มีทั้งกระฎุมพีน้อย – กระฎุมพีกลาง ซึ่งส่วนหนึ่ง เป็นผลพวงของ “บูม” ทางเศรษฐกิจ ที่เกิดจากสงครามเวียดนาม ในทศวรรษ 1960 (ยุค 60s) ที่ทั้งคนอเมริกัน และเงินดอลลาร์อเมริกัน หลั่งไหล เข้ามาในสังคมไทย อย่างไม่เคยมีมาก่อน ตามมาด้วยคน และเงินเยน ญี่ปุ่น มากมายมหาศาล

ชั้นชนกระฎุมพีใหม่ นี่แหละ ที่ได้กลายเป็นฐาน ให้กับขบวนการฝ่ายขวา ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากกลุ่มฝ่ายขวาเดิม ของเจ้า-ผู้ดีและข้าราชการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า กลุ่มผู้ปกครองเก่า - เจ้า – นายพล – นายธนาคาร – ข้าราชการ จะหลุดออกไปจากตำแหน่งสำคัญ ๆ ที่กุมอำนาจทางการเมือง กลับเป็นว่า กลุ่มผู้ปกครองเก่านี้ ได้พันธมิตรใหม่ ที่มีฐานกว้างขวาง ที่มีลักษณะคุกคาม และเป็นอันตราย มากกว่าเดิม

พร้อม ๆ กับการเกิดของชั้นชนกระฎุมพี นี้ ความปั่นป่วนด้านอุดมการณ์ ก็เป็นผลพวงของผลกระทบของการที่อเมริกาเข้ามา และระเบิด ให้เห็นทางด้านภูมิปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 ปีของยุค “ประชาธิปไตย” เบ่งบานนั้น มีคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย ที่เบื่อหน่ายต่อความอับจนทางปัญญา และการใช้สัญลักษณ์ทางจารีต โดยระบอบสฤษดิ์ – ถนอม – ประภาส คนหนุ่มสาว ตั้งคำถามต่อค่านิยม และวัฒนธรรมจารีต นั้น ซึ่งก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ ด้วยการโฆษณาเผยแพร่ สั่งสอนอุดมการณ์ชาติ – ศาสนา – พระมหากษัตริย์ หนักหน่วง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ชาติ - ศาสนา – พระมหากษัตริย์ แทนที่จะเป็นของ “ไทยตามธรรมชาติ” โดยทั่วไป กลับกลายเป็นอุดมการณ์เฉพาะ ของการก่อตัวทางสังคมในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมขบวนการฝ่ายขวานี้ ก็คือบรรดาชั้นชนกระฎุมพีใหม่ ส่วนผู้ทำการโฆษณา เผยแพร่อุดมการณ์ มีทั้งกลุ่มบ้าคลั่ง จากชั้นชนใหม่นี้เอง และจากผู้ที่บงการของกลุ่มชนชั้นปกครองเก่า ที่อยู่เบื้องหลัง (Benedict Anderson, Withdrawal Symptoms : Social and Cultural Aspects of the October 6 Coup’, Bulletin of Concerned Asian Scholars, July – September, 1977)

เหตุการณ์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519

ดร.ธงชัย วินิจจะกูล อดีตผู้นำนักศึกษาในสมัยนั้น และปัจจุบัน เป็นอาจารย์อยู่ที่ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เล่าว่า เมื่อเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ของวันที่ 6 ตุลาคม ตำรวจกับกองกำลังติดอาวุธ และกำลังพลฝ่ายขวา ได้เคลื่อนเข้าปิดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีผู้คนจำนวน 4-5 พันคน ชุมนุมอยู่ตลอดคืน ประท้วงการกลับเข้ามาของจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งได้ถูกประชาชนลุกฮือ ขับไล่ออกจากประเทศไปเมื่อ 3 ปีก่อน (การปฏิวัติ 14 ตุลาคม 2516) หลังการเข้าปิดล้อม ก็ได้ยินเสียงปืนเป็นระยะ ๆ มีการปาระเบิด เข้าไปตามตึกของมหาวิทยาลัย ราตรีนั้น เต็มไปด้วยความตึงเครียด ทั้งนี้เพราะ ก่อนหน้านี้นักกิจกรรมการเมือง 2 คน (พนักงานไฟฟ้านครปฐม) ได้ถูกทำลายชีวิต และถูกจับแขวนคอ (ในขณะที่กำลังปิดโปสเตอร์ ประท้วงการกลับมา ของจอมพลถนอม กิตติขจร)

หลังการทำลายชีวิตดังกล่าว ที่นครปฐม ได้มีการแสดงละครการเมือง ของนักศึกษา ล้อเลียน การกลับมาของจอมพลถนอม (บวชเป็นเณรมาจากสิงคโปร์ แล้วก็เข้าไปบวชเป็นพระอย่างเร่งรีบ ที่วัดบวรนิเวศ) ในการล้อเลียนการแขวนคอนักกิจกรรม การแสดงนี้มี ณ บริเวณลานโพธิ์ มธ. หน่วยโฆษณาชวนเชื่อของทหาร (วิทยุยานเกราะ และเครือข่ายวิทยุเสรี) และ นสพ. (ดาวสยาม) ได้นำฟิล์มรูปการแสดงละคร ไปตกแต่ง แล้วอัดรูปขยายพิมพ์เผยแพร่ กล่าวหา และปลุกปั่นว่านักศึกษา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ล้อเลียน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช โดยที่นักศึกษา ไม่ได้รับโอกาส ที่จะแก้ข้อกล่าวหานี้ แต่ประการใด

เมื่อเวลาประมาณ 05.30 น. ตำรวจ และกองกำลังติดอาวุธ ก็ยิงระเบิดเข้าไปกลางฝูงชน เป็นผลให้มีคนตายทันที 4 ศพ และบาดเจ็บหลายสิบ และจากระเบิดลูกนั้น ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้อาวุธสงครามร้ายแรง ทำลายชีวิตนักศึกษาและประชาชน เป็นเวลาหลายชั่วโมง มีทั้งการยิงจรวด (ที่ใช้ต่อต้านรถถัง) เข้าไปตามตึกต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ที่นักศึกษาและประชาชนหลบซ่อนอยู่ ฝูงชนฝ่ายขวา (รวมทั้งมือปืนรับจ้าง) ที่ได้รับการจัดตั้ง และปลุกระดมไว้อย่างดีแล้ว บุกเข้าไปในมหาวิทยาลัย บ้างลากนักศึกษาออกมา ทุบตีจนตาย บ้างใช้ผ้ารัดคอนักศึกษา ลากไปตามสนาม บ้างนำนักศึกษาไปแขวนคอ ที่ต้นมะขามสนามหลวง ด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง ที่ทางหน้ากระทรวงยุติธรรม มีการจับร่าง 3 ร่าง เอาน้ำมันราด เอายางรถสุม เอาไฟจุดเผา การทำลายชีวิตและร่างกาย อย่างโหดเหี้ยมทารุณ ดำเนินไป จนกระทั่งถึงเวลา ประมาณ 9 นาฬิกา

วันนั้น วันที่ 6 ตุลา เป็นวันพุธ เป็นวันมหาวิปโยค “ที่ไทยฆ่าไทย” เป็นวันที่มืดมิดที่สุดวันหนึ่ง ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ครั้นถึง 18 นาฬิกา เย็นวันนั้น คณะทหาร ก็ประกาศยึดอำนาจ (ทางการแถลงว่า ในวันนั้นมีผู้เสียชีวิตประมาณ 40 คน บาดเจ็บเป็นร้อย และถูกจับกุมไป 3 พันคน แต่ก็เชื่อกันว่าจำนวนผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ รวมทั้งสูญหาย น่าจะสูงกว่าที่ทางการแถลง)

กล่าวโดยย่อ 6 ตุลา (2519) ก็คือวันที่มีการรัฐประหาร นำการเมืองไทย กลับไปสู่การปกครองโดยคณะทหาร อีกครั้งหนึ่ง (แต่มีนายกรัฐมนตรี มาจากข้าราชการตุลาการ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร) ซึ่งมิใช่ เรื่องแปลกประหลาด อะไร ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่การรัฐประหาร 6 ตุลา ก็มาพร้อมกับความรุนแรง และป่าเถื่อน อย่างชนิดที่ไม่มีผู้ใด จะคาดคิดว่า จะเกิดขึ้นได้ในสังคมไทยมาก่อน ภาพของความทารุณโหดร้าย ถูกบันทึกไว้เป็นภาพยนตร์ เป็นภาพถ่าย ได้รับการเผยแพร่ไป ทั่วโลก (แม้ในยุคสมัย ที่ไทยยังไม่ตื่นเต้นกับโลกาภิวัตน์นัก ยังมิได้มี “ม็อบมือถือ” แฟกซ์ กล้องวิดีโอ ตลอดจนบรรดาอุปกรณ์ ไฮ–เทค ทั้งหลาย) การสังหารหมู่ กลางพระนคร วันนั้น ได้รับการถ่ายทอดออกโทรทัศน์ ช่อง 9 ด้วย

แต่ก็เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง ที่ 6 ตุลาคม 2519 กลายเป็นอดีต ที่ดูเหมือนผ่านมา แล้วก็ผ่านไป ประหนึ่งว่า เป็นการพังพินาศของอดีต ขาดสถานะทางประวัติศาสตร์ (เข้าทำนองที่ว่า ประวัติศาสตร์นั้น เป็นเรื่องของคนชนะ ประวัติศาสตร์ หาได้เป็นเรื่องราว ของผู้แพ้ไม่) ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้น ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม ทั้งจากอุดมการณ์ ทั้งขวาและซ้าย ดูจะสับสนงุนงง ลืม เลอะเลือน ปฏิเสธ และบางครั้ง ขาดความเข้าใจต่อ 6 ตุลาในบริบทเฉพาะ ของการเมืองไทย และบริบทใหญ่ ของการเมืองโลก (ทั้งนี้ โดยที่ยังไม่นับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง และผู้ที่อยู่ห่างไกล จากความแตกแยกทางอุดมการณ์ ในครั้งนั้น)

ยิ่งอนุชนรุ่นหลังแล้ว ก็เกือบจะไม่มีการรับรู้ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หาใช่ หนึ่งในหน้าของประวัติศาสตร์ไทยไม่ ไม่ว่าจะในระดับประถม หรือมัธยม หรือในระดับอุดมศึกษา (ทั้งนี้ โดยที่ยังไม่ต้องกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญ ๆ ในทำนองเดียวกันอีก 2 เหตุการณ์ คือ การปฏิวัติ 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภามหาโหด 2535 ) ดังนั้น อาจจะเป็นเรื่อง ที่ไม่น่าประหลาดใจนัก ที่จะมีคนกล่าวถึงเหตุการณ์ “16 ตุลาคม 2514” (!!!???)

ประวัติศาสตร์ “ระยะเวลาช่วงยาว”

มีสำนักคิด ทางประวัติศาสตร์สำนักหนึ่ง ของฝรั่งเศส ที่ถือว่า ความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ นั้น จะทำได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อ ประวัติศาสตร์นั้นมีลักษณะ longue duree ขอแปลเป็นไทยว่า “ระยะเวลาช่วงยาว” กล่าวคือ เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ โดยใช้ระยะเวลาช่วงยาว ๆ เป็นกรอบ ซึ่งจะทำให้เห็นกระแสทางเดิน ของประวัติศาสตร์ ได้เป็นอย่างดี แทนที่จะเป็นการศึกษาเฉพาะ แต่ละเหตุการณ์ฯ ที่เรียกว่า histoire evenementielle หรือประวัติศาสตร์ ของเหตุการณ์ ซึ่งจะมีลักษณะที่คับแคบ มองได้ไม่ไกล

ถ้าหากจะใช้ทฤษฎี “ระยะเวลาช่วงยาว” นำมาศึกษา “ 6 ตุลาคม 2519” เล่า เราจะศึกษาได้อย่างไร

“ระยะเวลาช่วงยาว” ของการเมืองไทย

ในบริบทของประวัติศาสตร์การเมืองไทย 6 ตุลา น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง ของขบวนการทางสังคม ที่เป็นปฏิปักษ์ ต่อต้าน และพยายามปลดปล่อยตนเอง จากการครอบงำของระบอบสังคมเก่า (และเก่ากว่า) ขบวนการนี้ รู้จักกันชื่อต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็น “ประชาธิปไตย” “รัฐธรรมนูญ” หรือ “เสรีภาพ”

ขบวนการเช่นว่านี้ เป็นผลพวงของแนวความคิดทางการเมืองใหม่ ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ในช่วงที่สังคมไทย ติดต่อสัมพันธ์กับโลกสมัยใหม่ (ยุคอาณานิคม) ที่มีมหาอำนาจตะวันตก เป็นผู้นำ และ ก็ก่อให้เกิดแนวความคิดทางการเมืองใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เสรีนิยม” และ “สังคมนิยม” อันเป็นสิ่งที่ตรงข้าม และเป็นปฏิปักษ์ กับลัทธิ “อนุรักษ์นิยม” หรือส่วนที่แตกหน่อออกมาเป็น “อำนาจนิยม” ที่เป็นพื้นฐานของ “สมบูรณาญาสิทธิ์” กับ “เสนา – อำมาตยนิยม”

ถ้าหากจะดู ตามลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แล้ว จะเห็นได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และทางความคิดนี้ กินระยะเวลาอันยาวกว่า 100 ปี เริ่มมาตั้งแต่สมัย ที่ลัทธิอาณานิคมตะวันตก ได้บุกทะลวงเข้ามาในเอเชีย มาปรากฏอิทธิพลในสยาม ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 มีการแปลรัฐธรรมนูญของอเมริกา ลงพิมพ์โดยหมอบรัดเลย์ (มิชชันนารี) ในหนังสือจดหมายเหตุ 19 ตุลาคม 1865 (2408) จากนั้น มีการเรียกร้องให้มีการปกครองโดยมีตัวแทน (รัฐสภา) อย่างกรณีของนักคิดนักเขียน “ปัญญาชนของสังคม” อย่าง “เทียนวรรณ” ในสมัยรัชกาลที่ 5 (แต่เทียนวรรณก็ถูกจับติดคุกเสียตั้ง 17 ปี)

“ระยะเวลาช่วงยาว” ทางประวัติศาสตร์ของขบวนการ ที่จะปลดปล่อยตนเองออกจากระบอบเก่า นี้ ดำเนินเรื่อยมา ดังจะเห็นได้จาก “ประวัติศาสตร์เหตุการณ์” สมัยต่าง ๆ อย่างเช่น “การกบฏ ร.ศ. 130” (พ.ศ. 2454/55) เมื่อต้นรัชกาลที่ 6 ที่นายทหารหนุ่มจำนวนหนึ่ง วางแผน ที่จะยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ แต่กว่าจะมาประสบความสำเร็จ (ในระดับหนึ่ง) ก็เมื่อ “การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475” ของ "คณะราษฎร"

อาจกล่าวได้ว่า กระแสความคิดทางการเมืองหลัก ของผู้ที่ต้องการจะปลดปล่อย นับตั้งแต่เทียนวรรณ มาถึงพวกกบฏ ร.ศ. 130 (เก็กเหม็ง) จนกระทั่ง “ผู้ก่อการ” หรือ “คณะราษฎร” 2475 นั้น เป็นความคิดด้านเสรีนิยม เป็นหลัก พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นรูปแบบของระบอบประชาธิปไตย และลัทธิรัฐธรรมนูญ ที่ได้รับความบันดาลใจ จากยุโรปตะวันตก นับตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 ที่ชูแนวความคิดว่าด้วยเสรีภาพ (เสมอภาค และภราดรภาพ) เป็นหลัก (ซึ่งอาจรวมถึง อิทธิพลของการปฏิวัติประชาธิปไตยของจีน ค.ศ. 1911 ที่มีซุนยัดเซ็นเป็นผู้นำด้วย) แม้จะมีอิทธิพลของสังคมนิยม อันเป็นผลพวงของการปฏิวัติรัสเซีย (1917) แทรกเข้ามา แต่ก็ยังนับได้ว่าเป็นกระแสรอง และถูกสกัดกั้นไว้แต่แรก ๆ

ดังเป็นที่ทราบทั่วไปว่า การปลดปล่อยเข้าสู่ระบอบใหม่ นั้น หาได้บรรลุเป้าหมายตามอุดมการณ์ไม่ หลังการสิ้นสุดของ “สมบูรณาญาสิทธิ์” การเมืองไทย ได้แปลงรูประบอบเข้าสู่ความเป็น “เสนา – อำมาตยนิยม” (ที่เรามักจะเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า “เผด็จการทหาร” แต่ในความเป็นจริงนั้น มิได้จำกัดอยู่เพียง ข้าราชการทหารเท่านั้น แต่รวมไปถึงข้าราชการพลเรือน และข้าราชการตุลาการด้วย)

ดังนั้น สิ่งที่ขบวนการต้องเผชิญ เป็นระยะเวลาอันยาวนาน ก็คือปลดปล่อยตนเอง อีกครั้งหนึ่ง จากระบอบเก่า (ที่ใหม่กว่า) กินระยะเวลาอันยาวนาน ไม่น้อย นับแต่การรัฐประหาร ของจอมพลผิน ชุณหะวัณ (2490) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากช่วงระยะเวลาอันยาวนาน ของระบอบสฤษดิ์ – ถนอม – ประภาส (2500 – 2516 ) จนกระทั่งปลดปล่อยตัวเองได้ อีกครั้งหนึ่ง (และในระดับหนึ่ง อีกเช่นกัน) เมื่อการปฏิวัติ 14 ตุลาคม 2516

การปลดปล่อยตนเองนี้ ยังยืดเยื้อยาวนานมาอีก ผ่านช่วงของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผ่านช่วงของพฤษภามหาโหด 2535 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน (ซึ่งเราก็ยังคงไม่มั่นใจนัก ต่อทิศทางของประชาธิปไตยไทย) ในช่วงของทางเดินทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย นับแต่ 2519 เป็นต้นมา และเมื่อพิจารณา ด้านของความคิดหลักของขบวนการนี้ ความคิดเสรีนิยม ก็ยังคงเป็น ความคิดกระแสหลักอยู่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ในสมัยสั้น ๆ เพียง 3 ปีระหว่าง 2516 - 2519 นั้น กระแสของสังคมนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปของลัทธิเหมา จะมีอิทธิพล ต่อขบวนการปลดปล่อยไม่น้อย ทั้งนี้ โดยที่ต้องศึกษาควบคู่ไปกับบริบทของการเมืองโลก

“ระยะเวลาช่วงยาว” ของการเมืองโลก

ในหนังสือเล่มล่าสุดของนักประวัติศาสตร์ชื่อดัง ชาวอังกฤษ Eric Hobsbawm: The Age of Extremes, A History of the World , 1914 – 1991 (1994) ได้กล่าวถึงศตวรรษที่ 20 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปว่า ศตวรรษที่ 20 นี้ เป็นศตวรรษที่แสนสั้น เป็นศตวรรษของความสุดขั้ว ความสั้น และความสุดขั้วนี้ ดูได้จากช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 1919 – 1991 คือจากปี ที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 (ที่ตามมาด้วยการปฏิวัติรัสเซีย 1917 ที่มีผลสั่นสะเทือนไปทั่วโลกรวมถึงสยาม – ไทยด้วย) และก็จบลงด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียต (1991)

ศตวรรษที่ 20 (1900 – 2000) เริ่มต้นด้วยยุคสมัยแห่งความหายนะ (1914 – 1945, Age of Catastrophy) ของสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง ที่ความสุดขั้ว และความรุนแรง จากสงครามทั้งสองครั้งในเวลา 30 กว่าปี นั้น ทำให้เกิดความรู้สึกว่า มนุษยชาติอาจไปไม่รอด โลกอาจจะสิ้นสุดลง ด้วยสงครามนิวเคลียร์ แต่แล้วก็ตามมาด้วยยุคทองสั้น ๆ (1950s –1970s, Golden Age) ที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (ในกลุ่มโลกที่หนึ่ง และเครือข่ายจากกลุ่มโลกที่สาม พร้อม ๆ กับการเผชิญหน้าทางอุดมการณ์ ของค่ายทุนนิยม และสังคมนิยม และในสองสามทศวรรษที่เหลือ ก่อนจะปิดศตวรรษ (fin de siecle) ก็เป็นสมัยของวิกฤตการณ์หนึ่ง ต่อด้วยอีกวิกฤตการณ์หนึ่ง เป็นยุคสมัยของความไม่แน่นอน (แม้ในโลกทุนนิยม) และยิ่งในโลกที่สองอย่างรัสเซีย และยุโรปตะวันออกแล้ว ก็เป็นยุคสมัยของความพังทลายและความพินาศ

ศตวรรษที่ 20 กำลังปิดฉากลง ด้วยเสียงที่เปรี้ยงปร้าง (bang) พร้อม ๆ กับเสียงครวญคราง (whimper) ความสุดขั้ว และความรุนแรงของศตวรรษที่ 20 เห็นได้จากการทำลายชีวิตมนุษย์ ทั้งที่เป็นประชาชนของประเทศศัตรู หรือประชาชนของตนเอง แต่ต่างกันที่เผ่าพันธุ์และศาสนา (และความเชื่อทางอุดมการณ์) ประมาณกันว่า “มหามรณะ” (megadeath) ในศตวรรษนี้ ที่เป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ด้วยกันเอง มีจำนวนถึง 187 ล้าน

เฉพาะในส่วนของโลกที่สาม ที่กลายเป็นเขตของสงคราม นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปแล้ว (ก็ตาม) จำนวนของชีวิต ที่ถูกทำลายไปในสงครามเล็กสงครามน้อย (สงครามตัวแทน สงครามลัทธิ) กว่า 100 ครั้ง มีถึง 20 ล้านคน แค่เพียงในเอเชียตะวันออก ก็ตกตั้ง 9 ล้าน ในสงครามเกาหลี 3 – 4 ล้าน ในสงครามอันยาวนานในเวียดนาม 30 ปีกว่า 2 ล้าน จำนวนศพ ที่มากมายเป็นตัวเลขสถิติเหล่านี้ ดูเหมือนจะเกินกว่า ที่สติปัญญาของมนุษย์ จะสร้างจินตนาการ ให้มองเห็นภาพได้

ควบคู่ไปกับความสั้น – สุดขั้ว – และรุนแรง ศตวรรษที่ 20 ก็เป็นทั้งผลพวง และรับอิทธิพลจากยุคสมัยแห่งการปฏิวัติ (Age of Revolution) ที่มีรูปแบบจากการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 และจากการปฏิวัติรัสเซีย 1917 เปิดหัวด้วยความคิดเสรีนิยม และปิดท้ายด้วยความคิด สังคมนิยม กลายเป็นตัวอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจไปทั่ว

ศูนย์กลางของการปฏิวัติทั้งสองครั้ง (ปารีสและมอสโคว์) พยายามที่จะส่งอิทธิพลของการปฏิวัติ และรูปแบบของการเปลี่ยนแปลง ให้เป็นมาตรฐานระดับโลก และก็ได้รับการตอบสนอง จากผู้ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงในส่วนอื่น ๆ ของโลก ไม่น้อย แม้ว่าในปลายทศวรรษ 1950 มอสโคว์ จะคลายมนต์ขลังของความเป็นศูนย์กลางของการปฏิวัติ ดังที่เคยเป็นมาก่อน ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ตาม พร้อม ๆ กับการที่ประเทศ ที่เดินแนวทางสังคมนิยมอย่างจีน และเวียดนาม ได้หันไปยึดแนวทางชาตินิยม หรือผลประโยชน์ของชาติตน มากกว่าแนวทางสากลนิยม หรือการปฏิวัติโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีจีน ที่หันไปร่วมมือกับสหรัฐฯ (แม้จะเป็นทุนนิยม) ต่อต้านสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980

แต่กระแสคลื่นของการปฏิวัตินั้น ก็ยังคงกระจายอยู่ทั่วไป คละเคล้าด้วยความคิด ทั้งแบบเสรีนิยมและสังคมนิยม ที่ผู้ที่ต้องการปลดปล่อยเปลี่ยนแปลงสังคมของตน จะใช้สร้างความบันดาลใจ หยิบยืมไปดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เป็นยุคสมัยของขบวนการนักศึกษา ทั่วทั้งสามโลก

ในโลกที่หนึ่ง อย่างสหรัฐฯ และยุโรปตะวันตก (รวมทั้งญี่ปุ่น) แนวความคิดปฏิวัติ ที่เป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษา ปรากฏออกมาในแง่ของ “การปฏิวัติวัฒนธรรม” มากกว่าที่นักศึกษา จะเข้ายึดอำนาจทางการเมือง เป็นการปฏิวัติวัฒนธรรม ในเชิงการปลดปล่อยตนเอง เป็นรูปแบบของการต่อต้านสถาบันเดิม (anti – establishment) ปลดปล่อยตนเอง จากวัฒนธรรมเก่า สร้างวัฒนธรรมใหม่ ดังเห็นได้จากเพลงร็อค กางเกงยีน บุปผาชน ซ้ายใหม่ หรือ ขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนาม ฯลฯ

ขบวนการนักศึกษานี้ เป็นปรากฏการณ์ระดับโลก

นักศึกษา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่หนึ่ง) คิด รับรู้ ประพฤติ ปฏิบัติ คล้าย ๆ กัน การอ่านหนังสือเล่มเหมือน ๆ กัน มีวีรบุรุษในจินตนาการคล้าย ๆ กัน (เช กูเวรา) ประหนึ่งเป็นเครือข่ายหลวม ๆ จากเบิกเล่ย์ ถึงซอร์บอนน์ จากปร๊าค ถึงบอนน์ จากโตเกียวถึงกรุงเทพฯ (แม้ไทยจะอยู่ในโลกที่สาม นักศึกษาไทย จะแตกต่างจากลักษณะของนักศึกษาในโลกที่หนึ่ง ไม่น้อย แต่เนื่องด้วย ค่ายสงครามเย็น ที่ไทยสังกัดอยู่ และเนื่องด้วยบทบาทของสหรัฐฯ ในไทย โดยเฉพาะในช่วงสงครามเวียดนาม ก็ทำให้นักศึกษาไทย มีส่วนร่วม และส่วนคล้าย กับนักศึกษาในโลกที่หนึ่ง ไม่น้อย)

รัฐในโลกที่หนึ่ง ดูจะแข็งแรงพอ คุ้นเคยกับการเรียกร้องเสรีภาพ และฉลาดพอ ที่จะจัดการกับขบวนการนักศึกษาของตน แม้จะมีการใช้ความรุนแรง ในการจัดการกับคนหนุ่มคนสาวของตน แต่โดยหลักใหญ่แล้ว จะหลีกเลี่ยงการทำลายชีวิต (ยกเว้นในกรณี มหาวิทยาลัยเค้นท์ ปี 1970 ที่นักศึกษาถูกยิงตาย ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศสหรัฐฯ เกือบทำให้สังคมเป็นอัมพาต)

ขบวนการนักศึกษาในโลกที่หนึ่ง หาได้นำมาซึ่งการปฏิวัติในรูปแบบเก่าไม่ (1789 หรือ 1917) แต่ขบวนการนักศึกษา ก็สั่นคลอนหลายรัฐบาล ในการประท้วงใหญ่ของนักศึกษาฝรั่งเศส 1968 (ที่ถูกตั้งฉายาว่า Almost Revolution) นั้น ปารีส และอีกหลายเมือง กลายเป็นอัมพาต และก็เป็นผลทำให้นายพล (เหล็ก) เดอโกลล์ ไม่สามารถจะอยู่ในอำนาจได้อีกนานต่อไป ในทำนองเดียวกัน นักศึกษาอเมริกัน ก็ทำให้ลินดอน จอห์นสัน ไม่กล้าที่จะสมัครรับเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีสมัยสอง (1968)

ขบวนการนักศึกษาโลก กลายเป็นพลังทางสังคมและการเมืองสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2 ทศวรรษ ที่กล่าวมาแล้ว (ซึ่งก็ตรงกับช่วงของก่อนและหลัง 14 ตุลาคม 2516 จนกระทั่งถึงก่อนและหลัง 6 ตุลาคม 2519) พลังนี้ นักศึกษาได้มาจากการที่อยู่ในสถาบันทางความรู้ มีเวลาพอ ที่จะทำกิจกรรมอยู่ในเมืองใหญ่ ใกล้กับอำนาจและสื่อมวลชน การที่จะจำกัด และกำจัดนักศึกษาทำไม่ง่ายนัก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่หนึ่ง) นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย มักจะมาจากชนชั้นนำของสังคม (หรือจากชนชั้นเดียวกันกับผู้มีอำนาจนั่นเอง)

ในโลกที่สาม รัฐดูจะเปราะบาง ไม่คุ้นเคยกับ (หรือไม่เป็น) ประชาธิปไตย และเสรีภาพ และไม่ฉลาดพอ กับการจัดการกับขบวนการนักศึกษาของตน (โดยสันติวิธี) บ่อยครั้ง รัฐจะทำเกินกว่าเหตุ ใช้ความรุนแรง และการทำลายชีวิตในการเผชิญกับปัญหา เป็นเรื่องเกือบจะปกติทีเดียว ที่ในโลกที่สาม จะเห็นรัฐประกอบ “อาชญากรรม” ดังเช่นในลาตินอเมริกา (อย่างเม็กซิโก ชิลี หรือ อาร์เจนตินา) หรืออย่างในเอเชีย ที่ภาพของ “อาชญากรรมโดยรัฐ” (state crime) จะกลายเป็นภาพ ที่ค่อนข้างคุ้นหูคุ้นตา (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า เกาหลี จีน ฯลฯ อันเป็นรายการ และรายละเอียดยาวเหยียด แทบไม่รู้จบ)

น่าสนใจและน่าประหลาดใจไม่น้อย ที่แม้รัฐในโลกที่สาม จะปราบปรามนักศึกษา และขบวนการปลดปล่อยของตนเองอย่างหนัก แต่ขบวนการนักศึกษาในประเทศเหล่านี้ ก็ยังเป็นพลังสำคัญ สร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่น้อย อย่างเช่นในเม็กซิโก 1968 เมื่อนักศึกษาประท้วง แต่รัฐปราบปรามทำลายชีวิตไป 28 คน การเมืองเม็กซิโก ก็ไม่สามารถหันกลับไปสู่อำนาจนิยมได้เช่นเดิม เช่นเดียวกับไทย 14 ตุลาคม (1973) ที่เมื่อรัฐทำลายชีวิตไป 70 กว่าคน ระบอบถนอม – ประภาส – ณรงค์ ก็ไม่สามารถจะดำรงอยู่ ต่อไปได้

ไทยแลนด์ 1973 สร้างความบันดาลใจให้ขบวนการนักศึกษากรีก ที่ร้องตะโกนคำว่าไทยแลนด์ ๆๆๆๆ ประหนึ่งจะแปลว่า เสรีภาพ ๆๆๆๆ ในการประท้วงและขับไล่รัฐบาลอำนาจนิยม (เสนา – อำมาตยนิยม) ของตน

อาจสรุปได้ว่า จากระยะเวลาช่วงยาวของการเมืองโลก กระแสความคิด ที่จะปลดปล่อย และพลังของขบวนการนักศึกษานี้แหละ ทำให้เห็นที่มาและที่ไปของ 14 ตุลาคม 2516 กับ 6 ตุลาคม 2519 เยาวชนคนหนุ่มสาวมี “ความฝัน” ที่จะเห็นโลกใหม่ของเขาและเธอ ในฐานะของโลกที่สาม นักศึกษาไทย ก็เข้าไปใกล้ และสั่นคลอนอำนาจของรัฐ มากกว่าเพื่อนร่วมรุ่นของเขา และเธอในโลกที่หนึ่ง

ขบวนการนักศึกษาไทยช่วง 2516 – 2519 ดูจะเป็นส่วนหนึ่งของ “ช่วงระยะเวลายาว” ของการเมืองไทยกว่า 100 ปี ในขณะเดียวกัน ก็เป็นส่วนหนึ่งของ “ช่วงระยะเวลายาว” ของการเมืองโลกกว่า 2 ศตวรรษ มาพร้อม และทันกับระยะเวลา ของการปลดปล่อย และเปลี่ยนแปลงของโลก ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 หลังจากนั้น เพียงไม่กี่ปี เมื่อถึงทศวรรษ 1980 ทุกอย่างก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง สหภาพโซเวียต (และระบบสังคมนิยม) ล่มสลาย เศรษฐกิจการตลาด (คำที่ใช้แทนทุนนิยม) และ (ความกระสัน) โลกาภิวัตน์ ก็ผงาดจนถึงกับเชื่อกันว่า เราจะมุ่งไปข้างหน้าพร้อมด้วย “ความพินาศของอดีต” และ “การสิ้นสุดของประวัติศาสตร์” กระนั้นแหละ (หรือ)

ที่มา (ตีพิมพ์ครั้งแรก) : พนม เอี่ยมประยูร (บ.ก.) 20 ปี 6 ตุลา, กรุงเทพฯ: คณะกรรมการดำเนินการจัดงาน 20 ปี 6 ตุลา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2539, หน้า 59-66

รัฐประหารไทย อยู่ตรงไหนในโลก ?

ที่มา Thai E-News

ที่มา เว็บไซต์ประเทศไทยอยู่ตรงไหน
19 กันยายน 2554


คนไทยส่วนใหญ่รู้ดีว่าประเทศไทยมีรัฐประหารบ่อย แต่จริงๆแล้วเรามีบ่อยแค่ไหน และมีใครอื่นอีกไหมที่รัฐประหารบ่อยพอๆกับเรา

องค์กร The Center for Systemic Peace (CSP) ได้รวบรวมข้อมูลรัฐประหารของประเทศต่างๆทั่วโลกตั้งแต่ปี 1946 ถึง 2010 โดยกำหนดให้นิยามของการทำรัฐประหารหมายถึง การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจบริหารสูงสุดโดยกลุ่มการเมืองภายในประเทศนั้นๆแล้ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ

ข้อมูล จะถูกนับรวมทั้ง (1) รัฐประหารที่ทำสำเร็จ (2) ที่ไม่สำเร็จ (3) ที่่เป็นเพียงแผนการยังไม่ได้ลงมือ และ (4) ที่ถูกกล่าวหาว่ากำลังวางแผน

แต่ ไม่นับรวมการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง การลุกฮือของประชาชน สงครามกลางเมือง การลงจากอำนาจโดยสมัครใจ การส่งต่ออำนาจให้ทายาททางการเมือง การเสียชีวิตของผู้นำ การลอบสังหารผู้นำ และการถูกรุกรานจากกองกำลังต่างชาติ

ด้วยนิยามข้างต้น ปรากฏจำนวนดังนี้

31 ครั้ง – ซูดาน
24 ครั้ง – อิรัก
19 ครั้ง – โบลิเวีย
17 ครั้ง – กีนี-บิสเซา (Guinea-Bissau), ซีเรีย, โตโก, ไทย
16 ครั้ง – บูรุนดี (Burundi), ชาด (Chad)
15 ครั้ง – อาร์เจนตินา, กาน่า, กีนี (Guinea)

โดย ในกลุ่มประเทศหัวตารางที่ยกมา มี 8 ประเทศ (กาน่า, ไทย, ชาด, กีนี-บิสเซา, ซูดาน, โตโก, กีนี, บูรุนดี) ที่ยังมีรัฐประหารเกิดขึ้นตั้งแต่หลังปี 2000 เป็นต้นมา

สรุปว่าประเทศไทยมีรัฐประหารบ่อยครั้งเป็นอันดับ 4 ของโลก

ตัวอย่าง ประเทศอื่นๆ : เซียร่า-ลีโอน (14) ปานามา (13) กัมพูชา (12) ฟิลิปปินส์ (11) บังกลาเทศ (8) พม่า (6) ลาว (6) อินโดนิเซีย (5) ปากีสถาน (5) เนปาล (5) แคเมอรูน (4) เกาหลีใต้ (3) เกาหลีเหนือ (2) อินเดีย (1) ซาอุฯ (1) ศรีลังกา (1)

อ้างอิง:
1. ตารางข้อมูลดิบ http://www.systemicpeace.org/inscr/CSPCoupsList2010.xls
2. สำหรับผู้ที่สนใจว่า CSP เก็บข้อมูลจากไหน อ้างอิงจากแหล่งไหน และนิยามว่าเหตุการณ์ใดเป็นหรือไม่เป็นรัฐประหารบ้าง สามารถอ่านรายงานได้ที่http://www.systemicpeace.org/inscr/CSPCoupsCodebook2010.pdf

หมายเหตุ:
ข้อมูลความไม่สงบทางการเมืองของไทยจากวิกิพีเดีย http://goo.gl/nePL2 จะเห็นว่าจำนวนไม่ตรงกับที่ CSP บันทึกไว้ (ในวิกิพีเดียมีจำนวนเยอะกว่ามาก) เนื่องจากนิยามไม่เหมือนกัน

โพสต์เก่าๆที่เกี่ยวข้อง:
1. ความเสี่ยงทางการเมืองของไทย http://goo.gl/QkhMT
2. ค่าเสียโอกาสจากการปฏิวัติ 2549 ที่วัดได้ในตลาดทุน http://goo.gl/Uf0sE
3. งบทหาร http://goo.gl/k5mk5

สมคิดลั่นยกย่องปรีดีหลังโดนศิษย์เก่ามธ.ไล่

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 ตุลาคม 2554

หากวิญญานท่านอ.ปรีดีมีอยู่จริง ขอให้ลงโทษพวกที่เอาชื่อเสียงท่านมากลั่นแกล้งคนอื่นครับ

ผมรักและยกย่องอาจารย์ปรีดีตลอดชีวิตและจะเป็นเช่นนี้ตลอดไปครับ

ผม รับฟังความเห็นทางวิชาการเสมอ ความเห็นนิติราษฏร์ ผมไม่เห็นด้วยแต่ก็เอาไปคิด แต่ที่รับไม่ได้คือการบิดเบือน เอาเรื่องไม่จริงมาโจมตี

(ความเห็นจากstatusของ Somkit Lertpaithoon หลังจากเขาถูกศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ออกมาขับไล่พ้นตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)


คณะศิษย์เก่ามธ." แถลงต้าน "สมคิด" ระบุหมิ่น "ปรีดี"ร้องสภามหาวิทยาลัยลงโทษ

มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเช้าวันนี้ (5 ต.ค.) เวลา 10.00 น. กลุ่ม "คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์" ได้นัดอ่าน "แถลงการณ์ของชาวธรรมศาสตร์ทุกรุ่นทุกวัยจากอดีตสู่ปัจจุบัน เรียกร้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยุติการสนับสนุนระบอบเผด็จการ" และอ่าน "จดหมายเปิดผนึกถึงสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง ขอให้ตรวจสอบและยุติพฤติกรรมสนับสนุนระบอบเผด็จการของ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบัน" บริเวณด้านหน้าหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ หลายคนเป็นแกนนำเสื้อแดงและเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เช่น นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช นายมณฑล ชาติสุวรรณ นายสมาน เลิศวงศ์รัตน์ เป็นต้น

ทางด้านนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และอดีตศิษย์เก่าม.ธรรมศาสตร์กล่าวว่า ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของประชาคมธรรมศาสตร์ จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์คือการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการทุก รูปแบบ กิจกรรมที่มีในวันนี้หนีไม่พ้นเรื่องของจิตวิญญาณประชาธิปไตย ซึ่งโยงไปถึงการรักษาเกียรติภูมิของผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์

นาย วีระกานต์ยังกล่าวด้วยว่า ที่ตนมาในวันนี้ตั้งใจมาร่วมลงชื่อสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว ตนไม่ต้องการให้เกิดภาพทับซ้อนของการเคลื่อนไหวของตนซึ่งเป็นสมาชิกเสื้อแดง กับตนในฐานะสมาชิกประชาคมธรรมศาสตร์ ขอได้โปรดแยกเรื่องนี้ให้ชัดเจน

โดย หลังจากที่มีการอ่านแถลงการณ์เสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น ผู้มาร่วมงานได้เดินต่อไปยังรูปปั้นนายปรีดี พนมยงค์เพื่อไปวางพวงมาลัยขอขมา พร้อมนำพวงหรีดขาว-ดำที่เขียนว่า "ต่อต้านอธรรมศาสตร์" และ "อธรรมศาสตร์จงพินาศ" ไปวางที่ฐานรูปปั้นด้วย

จดหมายเปิดผนึกถึงสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันที่ 5 ตุลาคม 2554

เรื่อง ขอให้ตรวจสอบและยุติพฤติกรรมสนับสนุนระบอบเผด็จการของ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบัน

เรียน นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

1. ด้วยปรากฎหลักฐานอย่างชัดเจนในหลายโอกาสที่ผ่านมาว่า นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีผู้นี้ได้นำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าสนับสนุนการปฎิวัติรัฐประหารและการมีส่วนเกื้อกูลสนับสนุนในการปราบปราม สังหารประชาชน และยังเคยเป็นเลขานุการสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อันเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างความแตกแยกให้กับประเทศไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมา ก่อน นอกจากนี้ยังแสดงตนปกป้องการรัฐประหารในทุกรูปแบบ ควบคู่ไปกับการนำพากลุ่มอาจารย์จำนวนหนึ่งให้ร่วมกันสนับสนุนเผด็จการ

2. นอกจากนี้ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ยังบังอาจแสดงออกโดยเปิดเผยหมิ่นหยามผู้ประศาสน์การและผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัย อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ว่ากระทำการในลักษณะเดียวกับการรัฐประหาร ทั้งที่ตนเองก็จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และควรเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า ท่านผู้ก่อตั้งและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ยึดถือหลักการประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายสูงสุดมาโดยตลอด การเสนอข้อความดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นการเนรคุณต่อบรรพชนผู้ทรงคุณูปการของมหาวิทยาลัยอย่างร้าย แรง เพราะท่านผู้ประศาสน์การนั้น คือเสาเอกและผู้ก่อตั้งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของ ประเทศไทยมาแต่เริ่มต้น

3. การกระทำของอธิการบดีผู้นี้นั้น ล้วนมุ่งเน้นในการใช้มหาวิทยาลัยรับใช้นักการเมืองเผด็จการตลอดเวลา แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่า เป็นผู้บิดเบือนและทรยศต่อหลักการสำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่นคือหลักการประชาธิปไตย และการปกครองโดยธรรมะและกฎหมาย สนับสนุนการรัฐประหาร และยังเข้าร่วมเป็นมือเท้าของกลุ่มเผด็จการที่ปล้นชิงประชาธิปไตยไปจาก ประชาชน จนได้รับการตอบแทนด้วยตำแหน่งและผลประโยชน์ต่าง ๆ อันน่าจะรวมถึงตำแหน่งอธิการบดีธรรมศาสตร์ด้วย การทรยศต่อหลักการประชาธิปไตยเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ชาวธรรมศาสตร์ทุกรุ่นทุกวัยไม่อาจรับได้อย่างเด็ดขาด

พวก ข้าพเจ้าผู้มีรายนามต่อท้ายนี้ ซึ่งเป็นศิษย์ธรรมศาสตร์ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยจนถึงยุคปัจจุบัน จึงขอเรียกร้องให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาพฤติกรรมของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ รวมทั้งขอให้ทบทวนและยุติพฤติกรรมเหล่านั้นในทันที และให้สภามหาวิทยาลัย ฯ ร่วมพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยว่า บุคคลผู้ที่ทำลายหลักการประชาธิปไตยของมหาวิทยาลัยอย่างรุนแรงเช่นนี้ สมควรจะได้รับโทษประการใด

จึงเรียนมาเพื่อขอให้สภามหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ ดำเนินการพิจารณาโทษของอธิการบดีผู้นี้ตามแต่มหาวิทยาลัยจะเห็นสมควร โดยพวกข้าพเจ้าจะรอรับทราบผลการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

ชวลิต ณ นคร มธ. 2511
สุรชัย ณ ป้อมเพชร มธ. 2511 และ สส.มธ. ปี 12
บุญยงค์ มหาวิเศษศิลป์ กรรมการ อมธ. 2516
สมาน เลิศวงศ์รัตน์ นายก อมธ. 2518
ประจวบ พยัคฆพันธุ์ รองนายก อมธ. 2516
สุชาติ ธาดาธำรงเวช กรรมการ อมธ. 2516 และอดีต รมต. คลัง
มณฑล ชาติสุวรรณ รองประธานสภานักศึกษา และ สส.มธ. 4 ปี
ประสาร สินสวัสดิ์ กรรมการ อมธ. 2516, รองนายก อมธ. 2519 และรองประธานกรรมการบัณฑิต 2518
วิสูตร ทิพวิรัตน์พจนา กรรมการ อมธ. 2516
อำนาจ สถาวรฤทธิ์ มธ. 2516
กฤษฎางค์ นุชจรัส นายก อมธ. 2521
ดวงใจ แอรักกุล มธ. 2519
วิไลลักษณ์ หวังธนาโชติ มธ. 2518
พิสุทธิ์ พุทธิกุลสถิต มธ. 2517
สถิต สิริสวัสดิ์ กรรมการ อมธ. 2517

ICTแถลงมือแฮกทวิตเตอร์นายกฯมอบตัว

ที่มา Thai E=News




วันนี้(5 ต.ค.) เวลา 14.00 น. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ได้นำนายเอกวิทย์ ทองดีวรกุล อายุ 20 ปี ผู้ต้องหาในกรณีการแฮกทวิตเตอร์นายกรัฐมนตรี ที่ได้ขอเข้ามามอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาแถลงข่าว โดยระบุว่า กระทำไปเพียงลำพังเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และจากที่ได้พูดคุยกันก็สำนึกผิดแล้ว และหวังจะได้ใช้ความรู้ความสามารถเข้ามาใช้ทำงานร่วมกับไอซีทีในอนาคต

หลังจากนี้จะนำผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป ตามข้อหาการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงของผู้ อื่นโดยมิชอบ ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

มีรายงานว่านายเอกวิทย์ เรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มีพิ้นเพเป็นชาวสงขลา

Wednesday, October 5, 2011

"คณะศิษย์เก่ามธ." ออกแถลงการณ์ต้าน "สมคิด" ระบุหมิ่น "ปรีดี" - มีพฤติกรรมหนุนเผด็จการ

ที่มา มติชน







































รับชมข่าว VDO ชมคลิป

เมื่อเช้าวันนี้ (5 ต.ค.) เวลา 10.00 น. กลุ่ม "คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์" ได้นัดอ่าน "แถลงการณ์ ของชาวธรรมศาสตร์ทุกรุ่นทุกวัยจากอดีตสู่ปัจจุบัน เรียกร้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยุติการสนับสนุนระบอบเผด็จการ" และอ่าน "จดหมาย เปิดผนึกถึงสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง ขอให้ตรวจสอบและยุติพฤติกรรมสนับสนุนระบอบเผด็จการของ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบัน" บริเวณด้านหน้าหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ หลายคนเป็นแกนนำเสื้อแดงและเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เช่น นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช นายมณฑล ชาติสุวรรณ นายสมาน เลิศวงศ์รัตน์ เป็นต้น



ทางด้านนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และอดีตศิษย์เก่าม.ธรรมศาสตร์กล่าว ว่า ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของประชาคมธรรมศาสตร์ จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์คือการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการทุก รูปแบบ กิจกรรมที่มีในวันนี้หนีไม่พ้นเรื่องของจิตวิญญาณประชาธิปไตย ซึ่งโยงไปถึงการรักษาเกียรติภูมิของผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์

นายวีระกานต์ยังกล่าวด้วยว่า ที่ตนมาในวันนี้ตั้งใจมาร่วมลงชื่อสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว ตนไม่ต้องการให้เกิดภาพทับซ้อนของการเคลื่อนไหวของตนซึ่งเป็นสมาชิกเสื้อแดง กับตนในฐานะสมาชิกประชาคมธรรมศาสตร์ ขอได้โปรดแยกเรื่องนี้ให้ชัดเจน



โดยหลังจากที่มีการอ่านแถลงการณ์เสร็จเรียบ ร้อยแล้วนั้น ผู้มาร่วมงานได้เดินต่อไปยังรูปปั้นนายปรีดี พนมยงค์เพื่อไปวางพวงมาลัยขอขมา พร้อมนำพวงหรีดขาว-ดำที่เขียนว่า "ต่อต้านอธรรมศาสตร์" และ "อธรรมศาสตร์จงพินาศ" ไปวางที่ฐานรูปปั้นด้วย

อนึ่ง แถลงการณ์และจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวมีข้อความดังต่อไปนี้:

แถลงการณ์ของชาวธรรมศาสตร์ทุกรุ่นทุกวัยจากอดีตสู่ปัจจุบัน เรียกร้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยุติการสนับสนุนระบอบเผด็จการ


หลายปีที่ผ่านมาไม่นานนี้ ชาวธรรมศาสตร์จากอดีตจนถึงปัจจุบันจำนวนมาก ต่างไม่พอใจกับการแสดงออกของผู้บริหารมหาวิทยาลัยยุคหลังนี้ ที่มีต่อสภาพสังคมการเมืองของประเทศ ตั้งแต่ยุคของ นายสุรพล นิติไกรพจน์ จนถึง นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบัน


บุคคลกลุ่มนี้ได้แสดงออกอย่างน่ารังเกียจต่อการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยของประเทศร่วมสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการรัฐประหารเมื่อ วันที่19กันยายน2549เช่นนายสุรพล นิติไกรพจน์ ออกรายการโทรทัศน์เร่งเร้าให้มีการรัฐประหาร ยินยอมให้ทหารนำกำลังเข้ามาตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย เพื่อเข้าร่วมปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมทางการเมืองบนถนนราชดำเนิน นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ เข้าเป็นเลขานุการสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่พิสูจน์แล้วในวันนี้ว่าเป็นผลร้ายและเสียหายต่อสังคมไทยอย่างรุนแรง หรือการที่นายบรรเจิด สิงคะเนติ เข้าร่วมสนับสนุนกลุ่มเผด็จการอย่างเปิดเผยในกิจกรรมสนับสนุนการรัฐประหาร มากมายหลายกิจกรรม


จนเมื่อไม่กี่วันมานี้ก็มีสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นนั่นคือการที่ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์อธิการบดีคนปัจจุบันบังอาจโพสต์ข้อความหมิ่นหยามผู้ประศาสน์การ นายปรีดีพนมยงค์ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย และผู้นำการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมาสู่ ประเทศไทย ปูชนียบุคคลที่เคารพของชาวธรรมศาสตร์ทุกคน ว่าเป็นนักรัฐประหาร และเป็นกลุ่มเดียวกับสฤษดิ์ ถนอม ประภาส และสุจินดา


ไม่ใช่ปัญหาแต่ประการใด ที่ชาวธรรมศาสตร์จะมีความเห็นแตกต่างทางการเมือง หรือเลือกข้างใดทางการเมืองในดินแดนแห่งประชาธิปไตยนี้ แต่การบังอาจกล่าวหาปูชนียบุคคลของธรรมศาสตร์ว่าเป็นนักรัฐประหาร เป็นสิ่งที่ชาวธรรมศาสตร์ที่อาจมีทัศนะทางการเมืองแตกต่างกันทุกคนยอมรับไม่ ได้ รวมทั้งไม่มีทางที่จะให้อภัยกับผู้กล่าวถ้อยคำเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน เพราะอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ คือผู้สร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขให้กับ ประเทศ โดยเฉพาะเมื่อผู้บังอาจกล่าวถ้อยคำนั้น คืออธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับชาวธรรมศาสตร์แล้ว นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ไม่มีคุณค่าพอที่จะเป็นอธิการบดีได้อีกต่อไปแล้ว เพราะปราศจากคุณธรรมสำคัญยิ่งของความเป็นมนุษย์ นั่นคือ "ความกตัญญู"


ชาวธรรมศาสตร์หลายรุ่น หลายวัย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้จะเข้าใจดีว่า ไม่อาจแทรกแซงการบริหารของมหาวิทยลัยในด้านการบริหารได้ แต่อย่างไรก็ตาม เราขอให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาข้อเรียกร้องนี้ และขอแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่า


"จิตวิญญาณประชาธิปไตยของธรรมศาสตร์จักต้องได้รับการพิทักษ์รักษาผู้ บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่มีสิทธินำมหาวิทยาลัยไปสนับสนุนระบอบเผด็จ การไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม"


ชาวธรรมศาสตร์ทุกรุ่นทุกวัยจากอดีตถึงปัจจุบัน



จดหมายเปิดผนึกถึงสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันที่ 5 ตุลาคม 2554
เรื่อง ขอให้ตรวจสอบและยุติพฤติกรรมสนับสนุนระบอบเผด็จการของ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบั

เรียน นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

1. ด้วยปรากฎหลักฐานอย่างชัดเจนในหลายโอกาสที่ผ่านมาว่า นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีผู้นี้ได้นำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าสนับสนุนการปฎิวัติรัฐประหารและการมีส่วนเกื้อกูลสนับสนุนในการปราบปราม สังหารประชาชน และยังเคยเป็นเลขานุการสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อันเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างความแตกแยกให้กับประเทศไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมา ก่อน นอกจากนี้ยังแสดงตนปกป้องการรัฐประหารในทุกรูปแบบ ควบคู่ไปกับการนำพากลุ่มอาจารย์จำนวนหนึ่งให้ร่วมกันสนับสนุนเผด็จการ

2. นอกจากนี้ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ยังบังอาจแสดงออกโดยเปิดเผยหมิ่นหยามผู้ประศาสน์การและผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัย อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ว่ากระทำการในลักษณะเดียวกับการรัฐประหาร ทั้งที่ตนเองก็จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และควรเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า ท่านผู้ก่อตั้งและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ยึดถือหลักการประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายสูงสุดมาโดยตลอด การเสนอข้อความดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นการเนรคุณต่อบรรพชนผู้ทรงคุณูปการของมหาวิทยาลัยอย่างร้าย แรง เพราะท่านผู้ประศาสน์การนั้น คือเสาเอกและผู้ก่อตั้งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของ ประเทศไทยมาแต่เริ่มต้น

3. การกระทำของอธิการบดีผู้นี้นั้น ล้วนมุ่งเน้นในการใช้มหาวิทยาลัยรับใช้นักการเมืองเผด็จการตลอดเวลา แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่า เป็นผู้บิดเบือนและทรยศต่อหลักการสำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่นคือหลักการประชาธิปไตย และการปกครองโดยธรรมะและกฎหมาย สนับสนุนการรัฐประหาร และยังเข้าร่วมเป็นมือเท้าของกลุ่มเผด็จการที่ปล้นชิงประชาธิปไตยไปจาก ประชาชน จนได้รับการตอบแทนด้วยตำแหน่งและผลประโยชน์ต่าง ๆ อันน่าจะรวมถึงตำแหน่งอธิการบดีธรรมศาสตร์ด้วย การทรยศต่อหลักการประชาธิปไตยเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ชาวธรรมศาสตร์ทุกรุ่นทุกวัยไม่อาจรับได้อย่างเด็ดขาด


พวกข้าพเจ้าผู้มีรายนามต่อท้ายนี้ ซึ่งเป็นศิษย์ธรรมศาสตร์ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยจนถึงยุคปัจจุบัน จึงขอเรียกร้องให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาพฤติกรรมของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ รวมทั้งขอให้ทบทวนและยุติพฤติกรรมเหล่านั้นในทันที และให้สภามหาวิทยาลัย ฯ ร่วมพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยว่า บุคคลผู้ที่ทำลายหลักการประชาธิปไตยของมหาวิทยาลัยอย่างรุนแรงเช่นนี้ สมควรจะได้รับโทษประการใด


จึงเรียนมาเพื่อขอให้สภามหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ ดำเนินการพิจารณาโทษของอธิการบดีผู้นี้ตามแต่มหาวิทยาลัยจะเห็นสมควร โดยพวกข้าพเจ้าจะรอรับทราบผลการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่อไป


ขอแสดงความนับถือ

ชวลิต ณ นคร มธ. 2511
สุรชัย ณ ป้อมเพชร มธ. 2511 และ สส.มธ. ปี 12
บุญยงค์ มหาวิเศษศิลป์ กรรมการ อมธ. 2516
สมาน เลิศวงศ์รัตน์ นายก อมธ. 2518
ประจวบ พยัคฆพันธุ์ รองนายก อมธ. 2516
สุชาติ ธาดาธำรงเวช กรรมการ อมธ. 2516 และอดีต รมต. คลัง
มณฑล ชาติสุวรรณ รองประธานสภานักศึกษา และ สส.มธ. 4 ปี
ประสาร สินสวัสดิ์ กรรมการ อมธ. 2516, รองนายก อมธ. 2519 และรองประธานกรรมการบัณฑิต 2518
วิสูตร ทิพวิรัตน์พจนา กรรมการ อมธ. 2516
อำนาจ สถาวรฤทธิ์ มธ. 2516
กฤษฎางค์ นุชจรัส นายก อมธ. 2521
ดวงใจ แอรักกุล มธ. 2519
วิไลลักษณ์ หวังธนาโชติ มธ. 2518
พิสุทธิ์ พุทธิกุลสถิต มธ. 2517
สถิต สิริสวัสดิ์ กรรมการ อมธ. 2517

"ศิษย์เก่ามธ."กว่าร้อยคน รวมตัวหน้าหอประชุมใหญ่มธ.แถลงประณาม"สุรพล-สมคิด"

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม ที่หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศิษย์เก่า มธ.จำนวนกว่า 100 คนได้ออกแถลงการณ์ โดยนายสายัณห์ สุธรรมสมัย ศิษย์เก่า มธ.รุ่น 2511 อ่านแถลงการณ์ว่า หลายปีที่ผ่านมาไม่นานนี้ ชาวธรรมศาสตร์จากอดีตจนถึงปัจจุบันจำนวนมาก ไม่พอใจการแสดงออกของผู้บริหารมหาวิทยาลัยยุคหลัง ต่อสภาพสังคมการเมืองของประเทศ ตั้งแต่ยุค นายสุรพล นิติไกรพจน์ จนถึงนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบัน


บุคคลกลุ่มนี้ได้แสดงออกอย่างน่ารังเกียจต่อการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยของประเทศ ร่วมสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เช่น นายสุรพลออกรายการโทรทัศน์เร่งเร้าให้มีการรัฐประหาร ยินยอมให้ทหารนำกำลังเข้ามาตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย เพื่อเข้าร่วมปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมทางการเมืองบนถนนราชดำเนิน นายสมคิดเข้าเป็นเลขานุการสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่พิสูจน์แล้วในวันนี้ว่าเป็นผลร้ายและเสียหายต่อสังคมไทยอย่างรุนแรง หรือการที่นายบรรเจิด สิงคะเนติ เข้าร่วมสนับสนุนกลุ่มเผด็จการอย่างเปิดเผยในกิจกรรมสนับสนุนการรัฐประหาร มากมายหลายกิจกรรม


นายสายัณห์อ่านแถลงการณ์ต่อว่า เมื่อไม่กี่วันมานี้มีสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น การที่นายสมคิดโพสต์ข้อความหมิ่นหยามผู้ประศาสน์การ นายปรีดี พนมยงค์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย และผู้นำการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมาสู่ ประเทศไทย ปูชนียบุคคลที่เคารพของชาวธรรมศาสตร์ทุกคน ว่าเป็นนักรัฐประหาร และเป็นกลุ่มเดียวกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร


"การบังอาจกล่าวหาปูชนียบุคคลของธรรมศาสตร์ว่าเป็นนักรัฐประหาร เป็นสิ่งที่ชาวธรรมศาสตร์ที่อาจมีทรรศนะทางการเมืองแตกต่างกันทุกคนยอมรับ ไม่ได้ รวมทั้งไม่มีทางที่จะให้อภัยกับผู้กล่าวถ้อยคำเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน เพราะอาจารย์ปรีดีคือผู้สร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุขให้กับประเทศ โดยเฉพาะเมื่อผู้บังอาจกล่าวถ้อยคำนั้น คืออธิการบดีของ มธ. สำหรับชาวธรรมศาสตร์แล้ว นายสมคิดไม่มีคุณค่าพอที่จะเป็นอธิการบดีได้อีกต่อไปแล้ว เพราะปราศจากคุณธรรมสำคัญยิ่งของความเป็นมนุษย์ นั่นคือ ความกตัญญู" แถลงการณ์ระบุและว่า

"เราขอให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาข้อเรียกร้องนี้ และขอแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่าจิตวิญญาณประชาธิปไตยของธรรมศาสตร์ จักต้องได้รับการพิทักษ์รักษา ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่มีสิทธินำมหาวิทยาลัย ไปสนับสนุนระบอบเผด็จการ ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม"

ยิ่งลักษณ์นั่งหัวโต๊ะถกกรรมการนโยบายการบริหารฯ

ที่มา มติชน



นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบ บูรณาการ (ก.น.จ.) ครั้งที่ 5 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม