WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 6, 2011

"โคทม"หนุนแก้พ.ร.บ.กลาโหม ชี้ให้อำนาจทหารมากเกินไป ยอมรับทำยากเพราะยังไม่ไว้ใจกัน

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะอดีตกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) และแกนนำคนเสื้อแดง เรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพราะเขียนล็อกไว้ไม่ให้ฝ่ายการเมืองมี อำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ว่า ส่วนตัวก็เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวต้องแก้ไข เพราะให้อำนาจฝ่ายทหารมากเกินไป สมัยที่ประชุมใน กมธ.ก็เคยเสนอให้มีผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาร่วมพิจารณาโผโยกย้ายนายทหารด้วย แต่ท้ายสุดข้อเสนอดังกล่าวก็ตกไปเพราะเสียงส่วนใหญ่ใน กมธ.มาจากกองทัพ

"ส่วนตัวคิดว่าสัดส่วนคณะกรรมการพิจารณาทำโผโยกย้ายนายทหาร น่าจะทำให้เหมือนคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ที่มีหน้าที่แต่งตั้ง ผบ.ตร.คือมีคณะกรรมการที่ประกอบด้วย 3 ฝ่าย 1.ฝ่ายรัฐบาล 2.ฝ่ายข้าราชการ และ 3.ฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการแก้กฎหมายดังกล่าวในเวลานี้น่าจะทำได้ยาก เพราะต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่ไว้ใจกัน"

ค้านสร้างสรรค์?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ทุบสถิติความเร็ว ความแรงและความต่อเนื่องยาวนาน สำหรับปัญหาอุทกภัยที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่

"เนสาต"ไป "นาลแก"มา ผลัดกันพัดถล่มไม่ลืมหูลืมตา ไหนจะน้ำเหนือไหลบ่า ไหนจะน้ำทะเลหนุน ยังไม่มีใครรู้ว่าภัยพิบัติหนนี้จะถึงจุดสิ้นสุดเมื่อใด

ถือเป็นบททดสอบ "ภาวะผู้นำ" สูตรเข้มข้นของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ท่ามกลางกระแสการเมืองฝ่ายตรงข้ามจ้องโจมตีจากทุกแง่มุมตั้งแต่เรื่องเป็น หุ่นเชิดให้พี่ชาย ลามไปจนถึงเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม และการพูดจาผิดๆ ถูกๆ

เป็นอุทาหรณ์สอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้รู้ว่าการเป็นนายกฯ ประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องฝืนธรรมชาติความเป็นปุถุชนคนธรรมดาอย่างมาก

เนื่องจากไม่สามารถทำอะไรผิดพลาดได้เลย ไม่ว่าเรื่องขี้หมูขี้หมาขนาดไหนก็ตาม เนื่องจากมีบางฝ่ายพร้อมจะนำไปขยายผลให้ใหญ่โตตลอดเวลา

ใหญ่โตถึงขนาดที่โฆษกพรรคแมลงสาบเรียกร้องให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องขอโทษประชาชนที่เผลอพูดคำว่า "หญ้าแฝก" เป็น "หญ้าแพรก" ออกรายการวิทยุ

ไม่เช่นนั้นจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากประชาชนที่ติดตามฟังรายการเกิดเข้าใจผิด แล้วแห่กันไปปลูกหญ้าแพรกป้องกันน้ำท่วมแทนที่จะเป็นหญ้าแฝก

ต้องนับถือคนพรรคนี้จริงๆ ที่มีความมุมานะพยายามในการหาเหลี่ยมหามุมมาโจมตีรัฐบาลได้ทุกเม็ด

หรืออย่างเมื่อเร็วๆ นี้รองโฆษกพรรคแมลงสาบที่เป็นผู้หญิงเขียนข่าวลงในเว็บไซต์ของพรรค โจมตีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ดีแต่สวย

เข้ามาบริหารงานครบ 1 เดือน สิ่งที่จับต้องได้คือแค่คิดว่าพรุ่งนี้จะแต่งตัวอย่างไร ใส่กระโปรงสั้นหรือยาว เซ็ตผมทรงไหนให้เป็นผู้นำแฟชั่น

กระเป๋าทุกใบ เข็มขัดทุกเส้นเน้นแบรนด์เนมไม่ ชาแนล ก็ แอร์เมส ทุกวันเอาแต่ส่องกระจก ปรึกษาสไตลิสต์ที่จ้างมาราคาพิเศษ เน้นสวยงามต้องตาแล้วออกมายืนๆ พูดๆ

แต่ที่หนักกว่าคือลิ่วล้อปลายแถวเป็นส.ส.ผู้ชาย คิดมุขอะไรไม่ออกก็ใช้วิธีด่าตรงๆ ด้วยถ้อยคำหยาบคายแบบไม่ให้เกียรติผู้หญิง

จนหนังสือพิมพ์ไม่กล้านำมาลง สื่อทีวีไม่นำไปออกข่าว แถมยังถูกนักสิทธิสตรีและองค์กรผู้หญิงตั้งคำถามกลับไปถึงวุฒิภาวะการเป็น ฝ่ายค้านว่า

นี่น่ะหรือ ค้านแบบสร้างสรรค์?

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 06/10/54 นายกฯ พูดผิด..พูดใหม่ มาร์คทำผิด..จะทำผิดใหม่

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



สั่งสมุน โง่เง่า เฝ้าจับผิด
ไร้สปิริต จิตอุบาทว์ สมชาติหมา
เอาเล่ห์ลิ้น เฉไฉ ไร้ราคา
พวกมารยา สามานย์ สันดานทราม....


เรื่องเล็กใหญ่ ไม่สน ต้องก่นด่า
เลวครบหน้า บ้าน้ำลาย หมายเหยียดหยาม
พวกตนพลาด กลับเงียบฉี่ บอก..ดีงาม
ได้ประณาม คนอื่น บอก..ชื่นใจ....


ก็..พูดผิด ใครก็รู้ ดูก็เห็น
ใช่เบี่ยงเบน มารยา ทำสาไถย
ใช่เสแสร้ง แสดงว่า เที่ยวด่าใคร
เหตุไฉน ใยรุกฆาต จ้องฟาดฟัน....


ส่วนพวกตน เคยทำผิด ก็ผิดใหม่
แล้วทำไม ไม่คิดบ้าง เรื่องสร้างสรรค์
เอาสันดาน ชั่วช้า นับสารพัน
เข้าโรมรัน หลบเลี่ยง พูดเบี่ยงเบน....


ช่างสมชื่อ พรรคเปรต ทุเรศมาก
กี่ร้อยคำ ที่สำราก ล้วนปากเหม็น
กี่สิบปี ก็โสมม สมกากเดน
ไม่ว่างเว้น คิด-ชั่ว-พูด..สุดแสนเลว....


๓ บลา / ๖ ต.ค.๕๔

สตีฟ จอบส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง "แอปเปิ้ล" เสียชีวิตแล้ว

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 5 ต.ค.54 แอปเปิ้ล ส่งแถลงการณ์ถึงสื่อมวลชนแจ้งข่าวว่า สตีฟ จอบส์ อดีตซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเสียชีวิตแล้วด้วยวัย 56 ปี ก่อนหน้านี้ เมื่อกลางปี 2547 สตีฟ จอบส์ ประกาศแก่พนักงานแอปเปิลว่าตรวจพบมะเร็งตับอ่อน

"เรามีความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่จะแจ้งให้ทราบว่าสตีฟ จอบส์ได้เสียชีวิตแล้ววันนี้ สตีฟเป็นคนที่ฉลาด มีความมุ่งมั่น และมีพลังในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ นับไม่ถ้วน ซึ่งเติมเต็มและทำให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้น กล่าวได้ว่าโลกนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างประเมินไม่ได้ก็เพราะสตี ฟ ความรักที่ยิ่งใหญ่ของเขาคือภรรยา ลอเรนซ์ และครอบครัว หัวใจของพวกเราจะส่งไปถึงพวกเขา และทุกคนที่เคยสัมผัสถึงของขวัญอันสุดพิเศษนี้" แอปเปิ้ลระบุ

ทั้งนี้ เว็บไซต์ของแอปเปิลได้นำภาพของสตีฟ จอบส์ขึ้นหน้าแรก เพื่อไว้อาลัยต่อการจากไปของเขาด้วย


หน้าแรก apple.com

บารัค โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ กล่าวไว้อาลัยว่า มิเชลและผมเสียใจอย่างยิ่งเมื่อรับทราบข่าวการจากไปของสตีฟ จอบส์ สตีฟเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ เขากล้าพอที่จะคิดต่าง อาจหาญพอที่จะเชื่อว่าเขาจะเปลี่ยนโลกได้ และมีพรสวรรค์พอที่จะทำมัน โลกได้สูญเสียผู้ที่มีวิสัยทัศน์คนหนึ่งไป

ไมเคิล บลูมเบิร์ก ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก กล่าวว่า อเมริกาได้สูญเสียอัจฉริยะ ผู้จะเป็นที่จดจำพร้อมไปกับโทมัส เอดิสัน และอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ความคิดสร้างสรรค์ของเขาจะพัฒนาโลกใบนี้เพื่อคนรุ่นต่อไป

ที่มา: blognone, BBC

ศูนย์ทนายมุสลิมเผยรับร้องเรียนถูกซ้อมอื้อ ศาลลงโทษป่วนใต้แค่33 จี้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ที่มา ประชาไท

ศูนย์ทนายมุสลิมเผยรับร้องเรียนกว่า 2,300 เรื่อง เหตุถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมเกือบ 300 แต่ศาลลงโทษคดีป่วนใต้แค่ 33 จาก 122 คดี จี้รัฐยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯในชายแดนใต้ เหตุเปิดทางเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิ

เวลา 14.30 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2554 ที่สำนักงานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี นายสิทธิพงศ์ จันทรวิโรจน์ ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม พร้อมด้วยนายอนุกูล อาแวปูเต๊ะ หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี เปิดแถลงข่าวเรียกร้องให้ยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุก เฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) โดยมีนายนิเซ๊ะ นิฮะ ผู้ถูกควบคุมตัวตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ต่อด้วยพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ได้รับการปล่อยตัว ร่วมแถลงข่าวด้วย

นายสิทธิพงศ์ แถลงว่า มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษของประชาชนใน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2554 รวมทั้งสิ้น 2,338 เรื่อง ในจำนวนนี้มีชาวบ้านร้องเรียนว่า ถูกละเมิดสิทธิโดยการซ้อมทรมาน 282 เรื่อง นายสิทธิพงศ์ แถลงต่อไปว่า เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล ปรากฏว่า มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมเป็นทนายความแก้ต่างให้กับจำเลยในคดีเกี่ยวกับ ความมั่นคง สืบเนื่องจากบังคับใช้กฎหมายพิเศษ จำนวน 495 เรื่อง โดยศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำนวน 122 เรื่อง แยกเป็นคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษ 33 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 27.04 และคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง มีจำนวนมากถึง 87 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 72.95

นายสิทธิพงศ์ แถลงอีกว่า มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมเห็นว่า การใช้พยานหลักฐานจากการซักถามผู้ถูกควบคุมตัวตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้น ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานจับตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม จึงได้ยื่นคำร้องคัดค้านการควบคุมตัวตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อให้ศาลได้ไต่สวนคำร้องขอควบคุมตัว เพื่อให้มีการนำเสนอข้อเท็จจริงในชั้นศาลว่า มีการใช้หลักฐานอะไรเป็นเหตุผลในการขอควบคุมตัวมาโดยตลอด เพื่อเป็นบรรทัดฐานทางสังคม ทั้งกรณี การซ้อมนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา กรณีลูกชายของอีหม่ามยะผา กาเซ็ง ที่เสียชีวิตในการควบคุมตัวของทหาร และผู้ถูกควบคุมตัวร่วมกับอีหม่ามยะผา กาเซ็ง และกรณีที่ควบคุมตัวราษฎรในพื้นจังหวัดสงขลา เป็นต้น”

นายสิทธิพงศ์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ทนายความมุสลิมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จากข้อเท็จจริงและกรณีตัวอย่างที่นำเสนอมา จะทำให้รัฐบาลตระหนักถึงการละเมิดสิทธิ จากการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต่อไป

นายสิทธิพงศ์ กล่าวอีกว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ ขึ้นหลังจากกรณีการควบคุมตัวนายนิเซ๊ะ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2554 ต่อมาญาติร้องเรียนต่อมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมว่า การควบคุมตัวนายนิเซ๊ะเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อเจตนารมณ์ของการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ และขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

“ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2554 ทนายความของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ยื่นคำร้องคัดค้านการควบคุมตัวต่อศาลจังหวัดปัตตานี เป็นหมายเลขคดีดำที่ ฉฉ.47/2554 ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งเรียกเจ้าพนักงานตามพระราชกำหนดบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมทั้งให้นำตัวนายนิเซ๊ะ มาเพื่อไต่สวนในวันที่ 5 ตุลาคม 2554 แต่ปรากฏว่าวันที่ 4 ตุลาคม 2554 เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวนายนิเซ๊ะ ก่อนวันนัดไต่สวน ศาลจึงเห็นว่าไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องไต่สวนต่อไป ศาลจึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวนคดีดังกล่าว”

นายสิทธิพงศ์ แถลงต่อไปว่า มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม เป็นองค์กรหนึ่งที่เรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษที่บังคับใช้ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) เนื่องจากในมาตรา 11 (1) ของพระราชกำหนดฉบับนี้ ระบุว่า เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการจับและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยและนำเข้าสู่กระบวนการ ซักถาม โดยที่ผู้ถูกควบคุมตัวไม่มีสิทธิในการพบหรือปรึกษาทนายความ ซึ่งแตกต่างจากสิทธิของผู้ต้องหาตามระบุไว้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2550 “

ที่ผ่านมา มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนการประกาศต่ออายุการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554 นายนิเซ๊ะ กล่าวว่า ตนไม่อยากให้กระบวนการยุติธรรมของชาติ ถูกกฎหมายอะไรก็ไม่รู้ มาบดบังความดีงามของกระบวนการยุติธรรม ตนกลัวอยู่อย่างเดียวว่า มีคนตั้งแต่หนึ่งคนจนถึงคนหมู่มาก เริ่มไม่ศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งตามความรู้สึกของตน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นปัญหาใหญ่ที่ จะทำให้ประชาชน เริ่มหมดศรัทธากับกระบวนการยุติธรรม

เมื่อเวลา 09.30 น. วันเดียวกัน ที่ห้องพิจารณาคดี 2 ชั้น 2 ศาลจังหวัดปัตตานี นายศิริชัย วจีสัจจะ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี ขึ้นนั่งบัลลังก์ไต่สวนคำร้องคัดค้านการควบคุมนายนิเซ๊ะ นิฮะ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หมายเลขดำที่ ฉฉ.47/2554 โดยนายนิเซ๊ะพร้อมทนายเดินทางมาที่ศาลจังหวัดปัตตานี แต่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นผู้ร้องขอขยายเวลาควบคุมตัวนายนิเซ๊ะ ไม่ได้เดินทางมาที่ศาล นายศิริชัย เห็นว่า ผู้ร้องทราบว่านัดแต่ไม่มา ถือว่าไม่คัดค้าน ส่วนผู้ถูกควบคุมหลังได้รับการปล่อยตัวจากสถานที่ควบคุมแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องไต่สวนคำร้องของทนายผู้คัดค้านอีกต่อไป มีคำสั่งให้ยกคำร้อง โดยใช้เวลาในการพิจารณากรณีนี้เพียง 30 นาที

“คณะศิษย์เก่า มธ.” แถลงไล่ “สมคิด” พ้นอธิการบดี ชี้เหยียดปรีดีเท่ากับเหยียดหลักการ ปชต.

ที่มา ประชาไท

“คณะศิษย์เก่า มธ.” ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรียกร้องไล่ “สมคิด เลิศไพฑูรย์” ออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มี “วีระกานต์ มุสิกพงศ์” อดีตแกนนำ นปช ร่วมวงแถลงข่าวด้วย ร่อนจดหมายเปิดผนึก-แถลงการณ์ สวดยับอธิการบดีมธ.ทั้งคนก่อนหน้าและคนปัจจุบันนำมหาวิทยาลัยรับใช้ระบอบ เผด็จการ มิหนำซ้ำยังดูหมิ่น “ปรีดี พนมยงค์” ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปทำพิธีขอขมา “ปรีดี” ที่ลานปรีดีที่กลุ่มตนไม่สามารถยับยั้งลัทธิเผด็จการในรั้ว มธ ได้ ปัด ไม่ได้บูชาตัวบุคคลปรีดี เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องหลักการ

สืบเนื่องจากที่ “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” ได้ออกแถลงการณ์เชิญชวนให้ศิษย์เก่าและประชาชนร่วมชุมนุมขับไล่ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ณ ข้างหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันนี้ (5 ตุลาคม) ตามที่สำนักข่าวประชาไทรายงานไปแล้วนั้น ในวันนี้ผู้สื่อข่าวประชาไทได้เดินทางไปสังเกตการณ์กิจกรรมของ “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” ดังกล่าวที่เริ่มรวมตัวตั้งแต่ก่อนเวลา 10.00 น. โดยมีการตั้งโต๊ะให้ลงนามแสดงเจตนารมณ์ขับไล่นายสมคิดในบริเวณสวนปฏิมากรรม ใกล้ทางเข้าออกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝั่งสนามหลวง มีการนำป้ายผ้าขนาดใหญ่ที่มีข้อความโจมตีอธิการบดีมธ.ขึ้นขึงในบริเวณดัง กล่าว และยังได้นำพวงหรีดพร้อมข้อความ “อธรรมศาสตร์จงพินาศ” และ “ต่อต้านอธรรมศาสตร์” มาวางบริเวณโต๊ะแถลงข่าวด้วย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งเต๊นท์ขายสินค้าและจัดเตรียมงานรำลึก 6 ตุลา ในบริเวณรอบด้านอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก จึงมีคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งจับกลุ่มยืนดูกิจกรรมของ “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” อย่างสนใจ ส่วนสมาชิกของ “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” มีประมาณ 20 คน และมีผู้สื่อข่าวหลายสำนักเดินทางมาทำข่าวอย่างหนาแน่น

เวลาประมาณ 10.10 น. “วีระกานต์ มุสิกพงศ์” อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เคยทำหน้าที่เป็นแกนนำเวที นปช ในเหตุการณ์ประท้วงมีนาคม-พฤษภาคม 2553 ได้เดินทางมาลงชื่อสนับสนุนการขับไล่อธิการบดีธรรมศาสตร์ในฐานะที่ตนเป็น ศิษย์เก่า ทำให้เกิดเสียงฮือฮาจากคนเสื้อแดงที่กำลังดูเหตุการณ์อยู่ อย่างไรก็ตาม มีคนเสื้อแดงบางส่วนกลับเดินหนีนายวีระกานต์ทันทีพร้อมกล่าวว่า ไม่อยากยกมือไหว้

เมื่อถึงเวลา 10.30 น. ผู้จัดกิจกรรมของกลุ่ม “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” จำนวน 5 คน พร้อมนายวีระกานต์ ได้เริ่มการแถลงข่าว เริ่มด้วยการอ่านแถลงการณ์ในนามศิษย์เก่าทุกรุ่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความไม่พอใจที่นายสมคิดรับใช้ระบอบรัฐประหารและดูหมิ่น “ปรีดี พนมพงค์” โดยการนำการปฏิวัติ 2475 ของนายปรีดีไปเทียบกับการรัฐประหาร และอ่านจดหมายเปิดผนึกที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน โดยมีคำแปลภาษาอังกฤษด้วย (ทั้งแถลงการณ์และจดหมายเปิดผนึก สามารถอ่านได้ที่เว็บไซต์ www.tudemoc.com) เมื่อการอ่านแถลงการณ์และจดหมายเปิดผนึกจบลง ผู้ฟังรอบด้านก็ปรบมือและส่งเสียงโห่ร้อง

หลังจากกิจกรรมแถลงข่าวสิ้นสุดลง ในเวลา 10.50 น. “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” ได้ออกเดินขบวนมุ่งหน้าไปที่ลานปรีดีพร้อมดอกไม้ธูปเทียนเพื่อทำพิธี โดยประกาศเชิญชวนให้ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์คนอื่นๆและประชาชนทั้งหมดที่ยืนดู เหตุการณ์อยู่ร่วมเดินขบวนไปด้วย ทำให้มีผู้ร่วมขบวนถึงประมาณ 100 คน นำขบวนโดย นายมณฑล เลิศสุวรรณ อดีตรองประธานสภานักศึกษาธรรมศาสตร์ และ นายทวิพัทร บุณฑริกสวัสดิ์ นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างการเดินขบวนไปลานปรีดีได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นเล็กน้อยเมื่อหน่วย รักษาความปลอดภัยของตึกโดมไม่อนุญาตให้กลุ่มเดินผ่านตึกโดมเพื่อไปยังลาน ปรีดี จึงต้องใช้เส้นทางอื่นแทน อย่างไรก็ตาม หน่วยรักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มาสังเกตการณ์กิจกรรมของ กลุ่มค่อนข้างบางตา และเนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียนจึงไม่มีนักศึกษาในบริเวณมหาวิทยาลัยมากนัก

เวลา 11.00 น. ตรง ตัวแทน “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” ทำพิธีวางธูปเทียนและกล่าวขอขมาบริเวณรูปปั้นปรีดีพนมยงค์ ก่อนจะถ่ายรูปหมู่รวมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ที่มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ อันเป็นที่สิ้นสุดของกิจกรรมการประท้วง

นายสายัณห์ สุธรรมสมัย ศิษย์เก่ารุ่นปี มธ. 2511 ได้ให้สัมภาษณ์กับบรรดาผู้สื่อข่าวว่า ตนเองไม่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของใครทั้งสิ้น แต่การสนับสนุนรัฐประหาร และการที่นายสมคิดเรียกนายปรีดีว่าเป็นผู้ทำรัฐประหาร ถือว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ โดยกลุ่มตนจะเคลื่อนไหวต่อไป ไม่มีเป้าหมายที่กำหนดไว้ในการลงชื่อ ประชาชนยังสามารถเข้าร่วมลงชื่อได้ ซึ่งขณะนี้ก็มีผู้เข้าร่วมลงชื่อเป็นจำนวนร้อยคนแล้ว สำหรับคำถามที่ว่าตนเองต้องการเห็นใครมาเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แทนนายสมคิดนั้น นายสายัณห์กล่าวว่า ตนไม่มีตัวเลือกจะเสนอ ให้เป็นเรื่องของสภามหาวิทยาลัยพิจารณาเอง ผู้สื่อข่าวประชาไทได้ถามนายสายัณห์ว่า การแสดงออกครั้งนี้ถือเป็นการบูชาตัวบุคคลนายปรีดี พนมยงค์ หรือไม่ นายสายัณห์จึงชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นเรื่องของบุคคล แต่เป็นเรื่องของหลักการ เนื่องจากนายปรีดีเป็นสัญลักษณ์ของหลักการประชาธิปไตยไทย การดูหมิ่นเหยียดหยามนายปรีดี จึงถือได้ว่าเป็นการไม่เคารพหลักการประชาธิปไตยที่นายปรีดีได้สถาปนาใน ประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ นายสายัณห์เห็นว่า นายปรีดีมิได้ทำรัฐประหาร แต่ถือว่าเป็นการทำ “อภิวัฒน์” หรือ “ปฏิวัติ” สังคมไทย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถึงราก มิใช่ผลัดเปลี่ยนอำนาจอย่างรัฐประหารเท่านั้น

นายสายัณห์ยังได้เปิดเผยด้วยว่า “คณะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์” ที่เดินทางมาทำกิจกรรมในวันนี้ พอรู้จักกันบ้างอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นรุ่นใกล้เคียงกัน ในตอนแรกที่ทุกคนได้ยินข่าวเรื่องข้อเขียนของนายสมคิดก็เงียบๆ แต่ต่อมาจึงคุยโทรศัพท์ติดต่อกันจนกลายเป็นรวมตัวกันจัดการประท้วงตามที่ เห็นในวันนี้

ขณะเดียวกัน นายทวิพัทร บุณฑริกสวัสดิ์ นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวประชาไทว่า ตนเองเห็นว่ากิจกรรมการประท้วงครั้งนี้ก็มีลักษณะบูชาตัวบุคคลส่วนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของหลักการมากกว่า ตนมองว่านายสมคิดไม่ได้เหยียดหยามนายปรีดีอย่างเดียว แต่เหยียดหยามหลักการของนายปรีดีด้วย อย่างไรก็ตาม ตนเองคิดว่าความวุ่นวายครั้งล่าสุดจากคำพูดของนายสมคิดเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ ต่อเนื่อง (series) จากสิ่งที่ “กลุ่มนิติราษฎร์” เสนอต่อสังคมไทย ซึ่งการต่อต้านจากนายสมคิดเป็นเพียงหนึ่งเหตุการณ์ และตนมั่นใจว่าจะมีการต่อต้านมาอีกมากในอนาคตอันใกล้

นายทวิพัทรกล่าวเพิ่มเติมกับผู้สื่อข่าวประชาไทอีกว่า ในฐานะที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตนเองเห็นว่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ข้อเสนอของ “กลุ่มนิติราษฎร์” จนมาถึงการประท้วงเพื่อยืนยันหลักการของนายปรีดีในวันนี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า “จิตวิญญาณธรรมศาสตร์” ยังไม่ได้ตายจากไปไหน เนื่องจากยังมีฐานแนวคิดว่าด้วยประชาธิปไตยของธรรมศาสตร์และนายปรีดีให้ ประชาชนในสมัยปัจจุบันอิงในการเรียกร้องทางการเมือง และตนยังมองว่า “กลุ่มนิติราษฎร์” ได้ช่วยฟื้นฟูจิตวิญญาณดังกล่าวกลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง ส่วนคำถามที่ว่าห่วงเรื่องการศึกษาของตนในรั้วธรรมศาสตร์หลังจากออกมาแสดง ความไม่เห็นด้วยกับอธิการบดีธรรมศาสตร์ในวันนี้หรือไม่ นายทวิพัทรกล่าวว่า ไม่ค่อยห่วงนัก เพราะเท่าที่ทราบก็มีหลายคนในธรรมศาสตร์ที่คิดเห็นต่อนายสมคิดแบบตนมากอยู่ แล้ว

นายทวิพัทรยังได้แสดงเจตนาฝากข้อความไปให้นายสมคิดผ่านทางประชาไทด้วยว่า “ละอายใจเหอะ”

“คณะศิษย์เก่า มธ.” แถลงไล่ “สมคิด” พ้นอธิการบดี ชี้เหยียดปรีดีเท่ากับเหยียดหลักการ ปชต.

“คณะศิษย์เก่า มธ.” แถลงไล่ “สมคิด” พ้นอธิการบดี ชี้เหยียดปรีดีเท่ากับเหยียดหลักการ ปชต.

“คณะศิษย์เก่า มธ.” แถลงไล่ “สมคิด” พ้นอธิการบดี ชี้เหยียดปรีดีเท่ากับเหยียดหลักการ ปชต.

“คณะศิษย์เก่า มธ.” แถลงไล่ “สมคิด” พ้นอธิการบดี ชี้เหยียดปรีดีเท่ากับเหยียดหลักการ ปชต.

“คณะศิษย์เก่า มธ.” แถลงไล่ “สมคิด” พ้นอธิการบดี ชี้เหยียดปรีดีเท่ากับเหยียดหลักการ ปชต.

“คณะศิษย์เก่า มธ.” แถลงไล่ “สมคิด” พ้นอธิการบดี ชี้เหยียดปรีดีเท่ากับเหยียดหลักการ ปชต.

“คณะศิษย์เก่า มธ.” แถลงไล่ “สมคิด” พ้นอธิการบดี ชี้เหยียดปรีดีเท่ากับเหยียดหลักการ ปชต.

“คณะศิษย์เก่า มธ.” แถลงไล่ “สมคิด” พ้นอธิการบดี ชี้เหยียดปรีดีเท่ากับเหยียดหลักการ ปชต.

“คณะศิษย์เก่า มธ.” แถลงไล่ “สมคิด” พ้นอธิการบดี ชี้เหยียดปรีดีเท่ากับเหยียดหลักการ ปชต.

“คณะศิษย์เก่า มธ.” แถลงไล่ “สมคิด” พ้นอธิการบดี ชี้เหยียดปรีดีเท่ากับเหยียดหลักการ ปชต.

“คณะศิษย์เก่า มธ.” แถลงไล่ “สมคิด” พ้นอธิการบดี ชี้เหยียดปรีดีเท่ากับเหยียดหลักการ ปชต.

ตั้ง'ยงยุทธ'ประธาน ป.คอป.ประสานหน่วยงานรัฐทำตามข้อเสนอ คอป.

ที่มา ประชาไท

ครม.ตั้ง "ยงยุทธ" นั่งประธานคณะกรรมการประสานและติดตามผลการ ดำเนินงานตามข้อเสนอ คอป.( ป.คอป.) หวังแก้ไขปัญหาสร้างความปรองดอง ดึงทหาร ตำรวจ ศาล อัยการ ร่วม ด้านอภิสิทธิ์ชี้ระวังเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ คอป.

4 ตุลาคม 2554 นางฐิติมา ฉายแสงโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ต่อนโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย โดยมอบหมายให้ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประสานงาน คอป.จึงให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอ แนะของคอป. (ปคอป.) โดยมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธาน ส่วนคณะกรรมการประกอบด้วยเลขาธิการ ครม. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลังปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีและการ สื่อสาร ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรมปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย นายวีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมมอบหมายเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

นางฐิติมากล่าวว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีอำนาจในการเสริมสร้างความเข้าใจและสนับสนุนการ ดำเนินงานของ คอป. เสนอแนะมาตรการเยียวยา ฟื้นฟูเหยื่อและผู้เสียหาย ตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการเมืองประสาน งานขอความร่วมมือติดตามผลการดำเนินการตามข้อเสนอของ คอป.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมแต่ละครั้งประธาน ปคอป.จะได้เงินเบี้ยประชุมครั้งละ10,000 บาท ส่วนรองประธาน ปคอป. จะได้เบี้ยประชุม 9,000 บาทต่อครั้ง ส่วนคณะกรรมการได้ 8,000 บาทต่อครั้ง รวมแล้วจะมีเบี้ยค่าตอบแทนในการประชุม ปคอป.แต่ครั้งละทั้งสิ้น 163,000 บาท

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีรัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานและติดตามผลงานการดำเนินงานตาม ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงแห่งชาติ (ปคอป.) ว่า ถ้าเป็นการประสานงานโดยปกติไม่เป็นปัญหา แต่ก็ต้องจับตาดูว่าคณะกรรมการดังกล่าวจะมีการแปลงเจตนารมณ์ของคณะกรรมการ อิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) หรือไม่ เพราะในรายละเอียดการแต่งตั้ง ปคอป.นั้น มีอำนาจพอสมควรในการชี้นำการปฏิบัติ ดังนั้น จากนี้ไปฝ่ายค้านจะติดตามตรวจสอบว่าข้อเสนอต่างๆ และการตีความข้อเสนอของ คอป.จะเป็นไปตามเจตนารมณ์หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับ ปคอป.ด้วย เพราะการที่รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการประสานงานกับองค์กรอิสระไม่ใช่เรื่องแปลก

ส่วนกรณีรายชื่อบุคคลภายนอกรายหนึ่ง ซึ่งมีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่ง มีชื่ออยู่ใน ปคอป.ด้วยนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องติดตามว่าจะมีบทบาทอย่างไร สำคัญอยู่ที่ว่ากรรมการต้องยึดเจตนารมณ์และข้อเสนอของ คอป.อย่างเคร่งครัด ไม่มีการแปลงสารหรือบิดเบือนเจตนารมณ์ของคอป. และทั้งหมดก็เป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วยกันจับตาดู ส่วนเรื่องเบี้ยประชุมที่มีการให้ค่าตอบแทนสูงกว่าคณะกรรมการชุดอื่นๆ ที่เคยมีการตั้งมานั้น ตนคิดว่าไม่มีอะไรพิเศษ คงเป็นไปตามเกณฑ์ แต่ทั้งนี้ไม่ทราบว่ามีการระบุเพดานค่าตอบแทนอย่างไร

เมื่อถามถึงการที่รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุดเพื่อแก้ไข ปัญหาต่างๆ และเร็วๆ นี้มีรายงานข่าวว่ากำลังจะมีการตั้งคณะกรรมการมาพิจารณาในเรื่องคดีมัสยิด กรือเซะโดยให้ รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนขอยกตัวอย่างกรณีน้ำท่วมที่มีการตั้งคณะกรรมการ ซึ่งจะทำให้ประชาชนสับสน ทั้งที่มีหลายกลไกที่มีอยู่แล้วและรัฐบาลไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ และดูเหมือนเป็นการตั้งไล่ตามปัญหามากกว่า ฝ่ายค้านจะพยายามชี้แนะและหวังว่ารัฐบาลจะเปิดโอกาสให้รัฐสภามีการหารือใน ประเด็นนี้อย่างชัดเจน จะได้ช่วยกันระดมความคิด

ที่มา:นสพ.มติชน

6 ตุลาฯ รำลึก: เด็กๆ หายไปไหน??

ที่มา ประชาไท

เรื่อง “เด็กๆ หายไปไหน??” ปรากฏเป็นตอนหนึ่งในหนังสือที่ระลึกงานศพ คุณพ่อเจ็งฮี้ แซ่โค้ว (4 ตุลาคม 2471 – 28 พฤษภาคม 2554) ถ้อยคำเรียบง่ายบรรยายถึงความรู้สึกและบรรยากาศของผู้ร่วมอยู่ในห้วงเวลาเลว ร้าย ซึ่งกลายมาเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลของสังคมไทยจนทุกวันนี้ ‘ประชาไท’ ขอขอบคุณเจ้าของผลงานที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่อีกครั้งในวาระ 35 ปี 6 ตุลาฯ

สายวันนั้นเด็กหนุ่มสาวเป็นร้อยคนทะลักเข้ามาที่บ้านท่าพระจันทร์ ทั้งจากประตูหน้าบ้านและหน้าต่างชั้นสองหลังบ้าน เสียงระเบิดสนั่นแก้วหู คนหนึ่งอุจจาระราดแม่ต้องเอากางเกงให้เปลี่ยน ชุดของเธอยังแช่อยู่ในกาละมังหลังบ้าน ในตอนที่กลุ่มทหาร - ตำรวจพร้อมอาวุธสงครามในมือแบบถือปืนยาวสิบกว่าคนเข้ามาสำรวจบ้านจนครบทุก ชั้น พ่อเดินนำทางพร้อมกับพูดเสียงสั่นซ้ำๆ ไปมาว่าอย่ายิงใครนะครับ น้ำเสียงคุ้นหูแบบเดียวกับเสียงไกลๆ ที่ปลุกเราเมื่อฟ้าสางวันนั้นว่า “พี่ๆ ทหารครับ อย่ายิงเลยครับ พวกเราไม่มีอาวุธอะไรเลยนะครับ” ซ้ำไปซ้ำมาจนเราง่วงนอน แล้วมาตื่นอีกทีก็ตอนสายอันอึกทึกนั้นเอง

พี่ๆ ทหารเอาเด็กหนุ่มสาวออกไปจากบ้านจนหมด พร้อมๆ กับกลับมาลากพี่ชายลำดับสี่ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรของพวกเราไปด้วย พี่สาวบอกว่าเขาเอาปืนฟาดจนทรุดต่อหน้า เราอยู่ชั้นบน สิ่งที่จำได้แม่นยำคือเสียงหวีดร้องโหยหวนยาวๆ ของพี่สาวและแม่ แบบที่เคยได้ยินเพียงครั้งนั้นครั้งเดียวในชีวิต จึงวิ่งลงมาดู ...เห็นพ่อและแม่หัวใจสลาย

ช่วงนั้นบ้านเป็นสีทึมๆ เพราะเวลาปิดร้านชั้นล่างจะมีแสงลอดเข้ามาจากช่องแสงเหนือประตูหน้าบ้านเท่า นั้น ได้ยินพี่สาวปรึกษากันว่าจะเอาพี่ชายคนนั้นกลับบ้านมาได้ยังไง รอข่าวว่าพี่ชายอีกสองคนในที่ชุมนุมไปอยู่ที่ไหน เสียชีวิตหรือไม่ ภาพถ่ายขาวดำที่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างข้างนอกเมื่อเช้าวันนั้นถูกส่งมาให้ ที่บ้านดู เด็กหนุ่มสาวหลายคนถูกฆ่าตายกลางเมืองในสภาพพิศดารจนไม่น่าเชื่อ รอบๆ บ้านเราห่างออกไปไม่ถึงกิโลนี่เอง

พี่ชายสามคนติดคุก พี่ชายลำดับสี่ถูกปล่อยออกมาก่อน เพราะไม่เคยแม้แต่ไปร่วมชุมนุมใดๆ แต่ได้รอยแผลเป็นที่ถูกบุหรี่จี้ตามร่างกายอยู่หลายแผลกลับมา

พี่สาวในวัยมัธยมตัดสินใจจากบ้านเข้าป่าไปกับเพื่อน เธออยู่ในแบล็คลิสต์ของทางการเนื่องจากเคยถูกจับไปหนึ่งคืนก่อนตุลานั้นไม่ นาน ไม่มีความเชื่อมั่นใดๆ เหลือสำหรับครอบครัวเราอีก ว่าจะมีใครมาลากตัวเธอไปจากพ่อแม่ในวันพรุ่งนี้อีกหรือไม่

พี่ชายลำดับห้าเป็นหนึ่งในสามสิบหกผู้ต้องหาอยู่เกือบปีจึงถูกปล่อยตามมา และตามหนุ่มสาวคนอื่นๆ หนีการคุกคามจากรัฐเถื่อนเข้าป่าไปอีกคน

ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ เสียงของคุณทมยันตีเร่าร้อนอยู่ในวิทยุเมื่อใกล้ตุลาปี19 ได้ยินพาดพิงมาถึงชื่อพี่ชายลำดับหก ในจังหวะที่พ่อกำลังเก็บร้านอยู่ตอนหัวค่ำ พ่อดุพี่ชายตอนแกกลับมาหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ประมาณว่าเขาโยนข้อหาคอมมิวนิสต์มาให้กลายๆแล้ว

พ่อคงไม่ชักแน่ใจว่าความใฝ่รู้ สงสัยหาคำตอบ อยากทำความเข้าใจสังคมที่เรามีชีวิตอยู่สำหรับมนุษย์หนึ่งคน แบบที่พ่อเลือกทำอย่างตรงไปตรงมา ปลูกไว้ให้ลูกๆเห็นอย่างง่ายๆไปเรื่อยๆมาหลายปี ไหงกลายเป็นภัยสังคมไปในวันนั้นได้?

ร้านเปิดอีกครั้ง วันนี้แม่สับหมูแดงชุดใหญ่จัดเป็นชุดๆ ใส่ตะกร้า พาเราและพี่ชายสิบขวบนั่งรถเมล์ไปคุกบางเขนเพราะลูกชายสองคนอยู่ที่นั่น สองข้างทางยังเป็นที่โล่งมีบิลบอร์ดโฆษณาเป็นระยะ นั่งกันจนง่วงนั่นแหละ ลงจากรถแล้วก็ต้องเดินเท้าตากแดดไปอีกเกือบกิโลจึงจะถึง

เสียงดังจ๊อกแจ๊กและเห็นแม่อีกหลายแม่ทักทายแม่เรา รอยยิ้มเหนื่อยๆ กังวลแต่ก็ดีใจเวลาลูกของแม่แต่ละคนโผล่หน้าออกมานั้นเป็นรอยยิ้มเดียวกัน มีลูกกรงกั้นพี่ชายอยู่ในห้องที่เรียงแถวไว้เป็นช่องๆ ต้องคุยห่างกันประมาณหนึ่งเมตร อยากกอดแค่ไหนก็ได้แต่ยิ้มให้เห็น เราวิ่งเล่นไปมาแถวนั้นจำได้ว่าไม่เคยเห็นพี่ชายร้องไห้หรือทำท่ากังวลให้ เห็นเลย แกยิ้มทักทายผู้คุมไปเรื่อย ข้าวหมูแดงแสนอร่อยแม่หิ้วมาให้ทุกคนไม่เว้นตำรวจและผู้คุม แม่เหลือแค่พลังเมตตาให้เชื่อมั่นเพราะทางเลือกอื่นไม่มี ว่าถ้าเราดีกับใครเขาแล้ว เขาคงปรานีกับลูกแม่เช่นกัน

พ่อไปเยี่ยมพี่ชายที่คุกเพียงครั้งเดียว เพราะทนเห็นลูกที่อยู่หลังลูกกรงไม่ได้ เปิดร้านขายของอีกครั้งก็มุ่งมั่นเก็บตังค์เพื่อไปปลูกบ้านใหม่ให้ไกลจาก เรื่องใจร้ายที่พรากลูกไปรวดเดียวถึงสี่คนในช่วงเวลาไม่ถึงปีนั้น บ้านใหม่ของพ่อมีเจ็ดห้องนอน นอนห้องละสองคนน่าจะสบายกว่าห้องละสิบเอ็ดคน อย่างมากก็ซื้อทีวีใหม่อีกเครื่องที่ไม่มีเสียงวิทยุยานเกราะมารบกวนเราอีก

ทุกวันแม่จะตื่นเช้าประมาณตีสี่ จัดการเตรียมต้มไก่และจัดของหน้าร้านที่เปิดขายตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เราตื่นมาก็ไปชี้หมูแดงในตู้ว่าจะกินส่วนไหน (หมูแดงที่ร้านไม่ค่อยสวยเพราะลูกๆ จะมักชี้ตรงส่วนงอกที่แสนอร่อยทำให้ดูกระดำกระด่าง) ส่วนไก่เนื้อหน้าอกไม่มีมันแม่เก็บไว้ให้อยู่แล้วไม่ต้องบอก เที่ยงเป็นเวลาวุ่นวายเพราะลูกค้ามาเต็มร้าน เรามาช่วยเสริฟอย่างเดียว แต่ละหน้าที่เก็บเงินไว้ให้คนอื่นเพราะกลัวว่าคิดผิดเดี๋ยวพ่อดุเอา บางวันยืนล้างจานเป็นร้อยอยู่หลังบ้านได้ถึงสองชั่วโมง พอลูกค้าซาแล้วแม่พบว่าเราปฏิบัติภารกิจอยู่เบื้องหลัง ก็ชมจนเรายิ้มแก้มปริ สี่ทุ่มแล้วนั่นแหละแม่ถึงล้างข้าวของเก็บร้านเสร็จ ขึ้นมาชั้นสองเปิดทรานซิสเตอร์เครื่องเล็กเพื่อฟังวิทยุคลื่นสั้น “เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย”

พ่อกับแม่นั่งฟังเสียงขลุกขลิกที่ขาดตอนเป็นช่วงๆ ได้เป็นชั่วโมงจนกว่าจะง่วงหลับไป ประมาณว่าเมื่อฟ้าสีทองประชาชนก็จะชนะและเป็นใหญ่ เสียงผู้ประกาศก็มักจะเป็นเสียงผู้หญิงเจื้อยแจ้ว แค่หวังว่าประชาชนชนะเมื่อไหร่ พ่อกับแม่จะได้ลูกสาวคนนั้นกลับมา ไม่ว่าท่านประธานพรรคจะพูดภาษาฟังเข้าใจยากอยู่คืนแล้วคืนเล่าก็ตาม

อีกนัยหนึ่งพ่อกับแม่คงคิดว่าเสียงนี้ลอยมาจากที่ที่ลูกสาวอยู่ เสียงหญิงสาวในนั้นอาจเป็นเพื่อนของลูก หรือเป็นเด็กสาวที่อยากพูดอะไรมากมายเหมือนลูกของแม่ ก็เหลือทางสื่อสารอยู่ทางเดียวนี่นะ ที่จะทำให้รู้ว่าลูกไปอยู่กับใคร และคอยฟังว่ามีชีวิตประจำวันทำอะไรกันอยู่บ้าง แม้มีการสื่อสารทางตรงอีกทางคือจดหมายที่พี่สาวเขียนมาจากป่า มันก็ใช้เวลาสามหรือสี่เดือนจึงจะมาถึง และหลายเดือนจึงจะมีมาสักครั้ง เราและพี่ชายคนเล็กมีหน้าที่ผลัดกันอ่านจดหมายออกเสียงมาให้พ่อและแม่ฟัง ภาษาก็แปลกๆ ไม่น้อยกว่าเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย คือเชื่อมั่นในพรรคเป็นระยะๆ ตลอดจดหมาย น้ำเสียงไม่ใสแบบพี่สาวคนนี้ที่เรารู้จักเท่าไหร่นัก แต่ลายมือก็ใช่อยู่

บ่ายวันหนึ่งพี่สาวคนโตนั่งเขียนจดหมายด้วยน้ำมะนาวโดยมองไม่เห็นสิ่งที่ ตัวเองเขียน เราเข้าไปถามด้วยความสงสัย เธอเลยแสดงให้เห็นว่าพอเอาเตารีดนาบเข้าไปข้อความก็จะปรากฏออกมา เสร็จแล้วก็พับจดหมายชุดที่ยังไม่รีดนี้ซ่อนไว้ใต้ก้นถุงกระดาษ เอากระดาษแข็งปิดกาวไว้ทับอีกที เป็นถุงใส่อาหารหรือผลไม้และข้าวของที่จะเอาไปเยี่ยมพี่ชายในคุก เพราะว่าถ้าส่งจดหมายปกติให้พี่ชายในคุก ผู้คุมจะเปิดอ่านเซ็นเซอร์ก่อน แล้วขึ้นอยู่กับวิจารณญานของแกว่าจะให้ส่งเข้าไปไหม และดีไม่ดีผู้ส่งอาจโดนข้อหาคอมมิวนิสต์เอาได้ง่ายๆ ไปอีกคน เลยใช้วิธีแบบนี้ดีกว่า ส่วนใหญ่เป็นการลอกจดหมายจากพี่ชาย พี่สาว และเพื่อนๆ ในป่านี่แหละ จะเป็นการนัดแนะปฏิบัติการเคลื่อนไหวทำลายล้างสถาบันหรือไม่ เราก็ไม่เห็นวิกฤตทางการเมืองใดๆ หลังจากนั้นอันเนื่องมาจากฝ่ายซ้ายอีก นอกจากกบฎทหารแย่งอำนาจกันเองเมื่อเดือนมีนาคม 2520 ที่ท้ายสุดคุณฉลาดก็มาอยู่ร่วมคุกเดียวกับพี่ชายเราพักหนึ่ง ก่อนถูกประหารสังเวยความหวาดกลัวของผู้มีอำนาจในยุคนั้น

จะคุยกับพี่ชายในคุกก็ถูกฝ่ายขวาเซ็นเซอร์ เอาเข้าจริงภาษาแปลกๆ ในจดหมายจากป่าของพี่สาวก็อาจเนื่องมาจากถูกฝ่ายซ้ายเซ็นเซอร์ก่อนมาถึงมือ แม่ของลูกทุกคนในนั้นเช่นกัน

พ่อกับแม่ฟังเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยอยู่หลายปี จนเจ็ดร้อยวันผ่านไป พวกเราก็ได้กอดพี่ชายที่ถูกปล่อยออกมาที่หน้าคุกนั่นเอง เราไม่ได้ไปรอรับด้วย แต่เห็นแม่ในข่าวผ่านดาวเทียม ยุคแรกของข่าวต่างประเทศในเมืองไทย แม่หลับตากอดพี่ชายท่ามกลางคนวุ่นวายรอบตัวแล้วภาพก็ตัดหายไป

เป็นชัยชนะของพ่อกับแม่คู่หนึ่งที่เอาลูกชายกลับบ้านมาได้อีกหนึ่ง คน.... ท่ามกลางพ่อแม่มากมาย ที่ได้แต่ตั้งคำถามซึ่งตอบไม่ได้ว่า เด็กๆ หายไปไหน

น้ำท่วม : ความล้มเหลวของการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

ที่มา ประชาไท

ผมยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในแต่ละครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ๒๕๕๔ นี้ เจ้าหน้าที่ทุกระดับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงไปจนถึงลูกจ้างชั่วคราวหรืออาสา สมัครฯในระดับล่างสุดต่างก็เหน็ดเหนื่อยกันเป็นพิเศษแทบว่าจะขาดใจเลยก็ว่า ได้ ทั้งๆที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าสภาวะน้ำท่วมซ้ำซากของไทยเราที่มีมาอย่าง ต่อเนื่อง และเพิ่มทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี นั้น สาเหตุใหญ่ของปัญหาก็คือ การทำลายพื้นที่ป่า การไม่มีมาตรการป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่ดีพอ มีแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็น คราวๆไป ฯลฯ แต่เราก็ยังคงต้องเหน็ดเหนื่อยกันทุกปีและจะยิ่งเหน็ดเหนื่อยมากขึ้นทุกๆปี ไป

อย่างไรก็ตามการเหน็ดเหนื่อยต่างๆนี้แทบจะเสียเปล่าไปเลยทีเดียวเมื่อ ประสบกับปัญหาในการบริหารจัดการที่ซ้ำซ้อน ขัดแย้ง ก้าวก่าย มั่ว ไม่มีทิศทาง เอาแต่สั่งการ เอาแต่สร้างภาพ ทุจริตคอรัปชัน เบียดบังงบประมาณ ฯลฯ ทำให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แม้ว่านายกรัฐมนตรีที่มีเพียงสองแขนสองขาและเวลาเพียง ๒๔ ชั่วโมงจะสามารถเดินทางชะแว้บไปชะแว้บมาไปเกือบทุกพื้นที่ข่าวที่เป็นจุด สำคัญก็ตาม

แต่เมื่อกลไกที่จักรเฟืองสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปด้วยความ ซ้ำซ้อน อืดอาดและล่าช้า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในคราวนี้จึงมีแต่การประชุมๆๆๆ สั่งการๆๆๆๆและอนุมัติๆๆๆ เสร็จแล้วก็ออกไปตรวจราชการโดยรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งหลายที่ แทนที่จะไปช่วยแก้ไขปัญหา แต่กลับไปเพิ่มภาระในการต้อนรับขับสู้ อำนวยความสะดวก รวมถึงการจัดเตรียมผักชีไว้โรยหน้าบ้างพอเป็นธรรมเนียม บางทีก็ปล่อยให้ชาวบ้านรอเป็นชั่วโมงๆเพื่อรอรับถุงยังชีพเพียงถุงเดียว

เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยแทนที่จะได้ออกไปช่วยชาวบ้านแต่ต้องกลับมาเสนอ หน้ารับคำสั่งที่ไม่มีอำนาจรองรับ เช่น รัฐมนตรีกระทรวงเชยๆกระทรวงหนึ่งสั่งการให้เทศบาลนครเชียงใหม่สร้างพนังกั้น น้ำความยาว ๒๒ กิโลเมตรเพื่อป้องกันน้ำท่วม เป็นต้น สั่งแล้วก็ทิ้ง สั่งแล้วก็ทิ้ง ส่วนกลางสั่งทัองถิ่น ภูมิภาคสั่งท้องถิ่น ทั้งๆที่ท้องถิ่นเขาก็ทำตามตามปกติของเขาอยู่แล้ว ก็ต้องกลับไปเพิ่มงานในการรายงานตัวเลขให้แก่อำเภอ จังหวัด เพื่อรายงานส่วนกลาง กลายเป็นผลงานของอำเภอ จังหวัดไป ทั้งๆที่แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ท้องถิ่นทำเสียเกือบทั้งหมดแล้ว

ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งล้วนแล้วมีที่มาจากปัญหาในเชิงโครงสร้างของการบริหารราชการแผ่นดินที่ ล้าหลัง แทบจะไม่มีการพัฒนาเลยตั้งแต่การปฏิรูปการปกครองเมื่อครั้ง พ.ศ.๒๔๓๕ ที่แบ่งการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็นราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ที่เราไปลอกเลียนแบบจากฝรั่งเศสมา ทั้งๆที่ฝรั่งเศสนั้นภาคและจังหวัดกลายเป็นราชการส่วนท้องถิ่นไปแล้วตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๒๕(ค.ศ.๑๙๘๒) แต่ของไทยเรากลับเพิ่มการรวบอำนาจให้ภูมิภาคยิ่งๆขึ้นไปอีกโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในช่วง คมช.ที่ผ่านมา

เมื่อหันกลับไปดูญี่ปุ่นที่มีพัฒนาการพอๆกับไทยเราเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๕ แต่พอหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายการปกครองท้องถิ่นไม่มีการบริหาราชการส่วน ภูมิภาค ญี่ปุ่นกลับเจริญเอาๆ และที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุบัติภัยต่างๆ เช่น ภัยสึนามิจนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่ว ท้องถิ่นมีอำนาจอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาโดยไม่มีราชการส่วนภูมิภาคมา ยุ่มย่ามให้เป็นปัญหาอุปสรรค ญี่ปุ่นก็สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างดีเยี่ยม ขนาดมีรัฐมนตรีปากพล่อยไปถามหาผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมาจากการเลือกตั้งว่า ไปไหน ทำไมไม่มาต้อนรับ ทั้งๆที่ผู้ว่ากำลังออกไปทำงานแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวบ้าน จนรัฐมนตรีปากพล่อยคนนั้นต้องลาออกไป ซึ่งตรงข้ามกับพี่ไทยเราเห็นแต่รถนำขบวนวิ่งเพ่นพ่านเต็มไปหมด

ที่น่าเศร้าใจก็คือการแก้ไขปัญหาของพี่ไทยเรานอกจากจะมีแต่การประชุมๆๆๆ สั่งการๆๆๆๆๆ และบางจังหวัดยังมีการฉวยโอกาสเสนอขออนุมัติเพิ่มอัตราอาสาสมัครป้องกันภัยฯ ให้แก่ราชการส่วนภูมิภาคกันแบบเนียนๆอีกด้วย บางจังหวัดก็มีปัญหากันว่าสิ่งของไหนท้องถิ่นจะเป็นผู้ซื้อ สิ่งของอำเภอจังหวัดเป็นผู้ซื้อ บางทีก็แย่งกันซื้อ บางทีก็มองข้ามไปไม่ซื้อเพราะเบิกยาก เบิกไม่ได้ เกรงจะขัดระเบียบ งบฉุกเฉินก็อยู่ไหนไม่รู้เห็นมีแต่ยอดว่าจังหวัดมีอำนาจอนุมัติครั้งละไม่ เกิน ๑๐๐ ล้านบาท แต่ที่ซื้อๆกันนั้นไม่รู้ว่างบไหนเป็นงบไหน จับต้นชนปลายไม่ถูก ซื้อมาแล้วจะเอาไปแจกก็ต้องดูว่ามีชื่อในทะเบียนบ้านหรือเปล่า ข้าวปลาอาหารกว่าจะแจกได้ บางทีก็เหลืออิเหละเขละขละ บูดเน่าไปก็มี บางทีก็ได้ซ้ำซ้อน ได้แล้วได้อีก

ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถ้ามีหน่วยงานกลางซึ่งก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งใกล้ชิดกับชาวบ้านที่สุดเป็น ผู้จัดสรรแจกจ่ายตามความต้องการและข้อมูลพื้นฐานที่มีอยู่ก็จะสามารถทำได้ ทั่วถึงยิ่งกว่าปัจจุบัน และที่สำคัญคือไม่ต้องมัวไปเสียเวลาทำตัวเลขสถิติตามที่จังหวัด อำเภอสั่งการมาให้รวบรวมเพื่อรายงานเอาหน้าอยู่ที่ที่ว่าการหรือศาลากลาง เพราะไม่มีพื้นที่ให้ออกปฏิบัติการ เพราะท้องถิ่นเขาอยู่เต็มพื้นที่แล้ว (แต่ไม่มีงบประมาณเพราะถูกรวบเอาไว้ในส่วนกลางและภูมิภาค - ว่ากันว่างบช่วยเหลืออุทกภัยนครศรีธรรมราช ๒ ปีมาแล้วชาวบ้านยังไม่ได้รับการชดเชยเลยเพราะต้องรออนุมัติจากส่วนกลาง)

ปัญหาในด้านโครงสร้างเหล่านี้สามารถได้หากเราสามารถแก้ไขให้ประเทศไทยเรา มีแต่เพียงราชการส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นโดยไม่มีราชการส่วนภูมิภาค ดังเช่นนานาอารยประเทศทั้งหลาย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อังกฤษ(ซึ่งเราไปลอกรูปแบบการปกครองแบบรัฐสภามา ก็ไม่เคยมีราชการส่วนภูมิภาคเลยตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบัน) สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ฯลฯ น้ำท่วมใหญ่คราวนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เชียงใหม่ที่ทำความพินาศให้แก่ เศรษฐกิจเมืองเชียงใหม่เป็นพันๆล้านก็ได้พิสูจน์ถึงความล้มเหลวของการจัด ระเบียบริหารราชการส่วนภูมิภาคที่เทอะทะ งุ่มง่าม และล้าหลัง ถึงเวลาแล้วที่เชียงใหม่และจังหวัดอื่นๆจะก้าวพ้นจากการบริหารราชการจากใคร ก็ไม่รู้ ที่ทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี ว่าคนท้องถิ่นเขาต้องการอย่างนั้นไม่ต้องการอย่างนี้

ร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พ.ศ.(๒๕๕๕)ที่ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคทั้งจังหวัดเหลือเพียงราชการส่วนกลาง กับส่วนท้องถิ่น กำลังรอการรณรงค์เพื่อเสนอชื่อโดยประชาชนเพื่อนำร่องจังหวัดอื่นๆอีก ๔๕ จังหวัดที่พร้อมจะดำเนินการตามรอยของเชียงใหม่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าคนท้องถิ่น ย่อมรู้ปัญหาของท้องถิ่นดีที่สุดและแน่นอนว่าย่อมสามารถแก้ปัญหาของท้องถิ่น ได้ดีที่สุดเช่นกัน

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๔

"กลวง" บทวิพากษ์ตรรกะ 23 นักวิชาการกรณีนิติราษฎร์

ที่มา ประชาไท

หลังจากหน่วยกล้าตายทางวิชาการผู้เรียกขานตนเองว่า "กลุ่มนิติราษฎร์" ซึ่งประกอบไปด้วยอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวนไม่กี่คน (ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ยอมรับมาเสมอว่า พวกตนนั้นเป็นเพียงเสียงข้างน้อย ไม่เคยกล่าวว่า การกระทำของกลุ่มตนนั้น ได้กระทำไปในนาม คณะนิติศาสตร์ มธ. แม้แต่ครั้งเดียว) ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในแวดวงวิชาการกฎหมายของไทย ที่ยังส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อสังคมในวงกว้าง ได้รับการตอบรับจากสังคมหลายภาคส่วนเป็นอย่างมากในแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งจากฝากประชาชนผู้นิยมการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่ประสงค์จะมีสิทธิมีเสียงในประเทศ และจากชนชั้นนำผู้นิยมอำนาจเก่าที่กดขี่ในอีกฝ่าย
จากชื่อที่เคยเป็นเพียงที่รู้จักกันในหมู่ "คนเสื้อแดง"

บัดนี้ "กลุ่มนิติราษฎร์" กลับกลายเป็นที่น่าหวาดหวั่นครั่นคร้ามของเหล่าอำมาตย์ และสาวก ผู้นิยม "อำมาตยาธิปไตย" ขึ้นมาอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้ ปรากฏจากการออกมาตอบโต้ของทั้ง ทหาร, นักการเมืองขี้แพ้, สมุนรับใช้เผด็จการทหาร และนักวิชาการที่ไร้หลักวิชาการ ตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน ให้ประชาชนได้เห็นธาตุแท้ที่ฝังลึกอยู่ในภาพพจน์ของคนดี ที่เคยสร้างสมมานานจนหมดสิ้น

ในบรรดากลุ่มที่ออกมาต่อต้านข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์เหล่านี้ แทบทั้งหมด ไม่สามารถโต้แย้งด้วยเหตุผลตามหลักวิชาการทางกฎหมายที่กลุ่มนิติราษฎร์เสนอ มาได้เลย มีบ้างที่ตอบโต้ไปในประเด็นข้อกฎหมาย แต่ถึงกระนั้น ก็ยังน่าผิดหวัง ส่วนมากไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ ในทางหลักการมาสนับสนุน เป็นเพียงแค่การใช้ถ้อยคำสำนวนบรรยาย "ความเลว" ของนักการเมือง (ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มาดำรงตำแหน่ง) และกล่าวสรรเสริญ "ความดี" (?) ของเผด็จการรัฐประหาร (ที่ไม่มีเสียงประชาชนสนับสนุน และไม่มีอารยประเทศใดยอมรับว่า เป็น "ทางเลือก" ในระบอบประชาธิปไตย)

โดยพร้อมกันนี้ พวกเขาก็ได้พยายามป้ายสีกลุ่มนิติราษฎร์ด้วยข้อกล่าวหาสุดคลาสสิค คือ รับงานแม้ว, ต้องการช่วยคนคนเดียว และ/หรือ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนคนเดียว โดยกลุ่มผู้ต่อต้านเหล่านี้ กลับไม่ละอายแก่ใจพอที่จะตั้งคำถามกับตนเองเลยว่า การนำรัฐธรรมนูญที่ถูกโค่นล้มอย่างไม่ชอบธรรมกลับมาใช้นั้น เรียกว่า "ช่วยคนคนเดียว" ได้อย่างไร? และ/หรือ การยอมรับผู้นำที่ประชาชนส่วนใหญ่ไว้วางใจเลือกเข้ามาให้ได้ดำรงตำแหน่ง หรือ การยอมรับผลการเลือกตั้ง นั้น "เรียกว่า "เพื่อผลประโยชน์ของคนคนเดียว" ตรงไหน? นักวิชาการที่ไร้หลักวิชาการเหล่านี้ กลับปล่อยให้ภยาคติแห่ง "ปีศาจทักษิณ" (ที่ตนเองและพวกพ้องได้เคยช่วยกันวาดภาพไว้หลอกหลอนมอมเมาตนเองนั่นแหละ) ครอบงำหลักวิชาการที่ได้ศึกษาร่ำเรียนมา (ซึ่งส่วนหนึ่งของทุนการศึกษาของนักวิชาการไร้หลักเหล่านี้ ก็มาจากเงินภาษีของ "ประชาชน" เจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่พวกเขาไปสร้างความชอบธรรมให้กับการแย่งชิงอำนาจมาโดยเผด็จการทหารนั่น แหละ) เสียจนคุณค่าและราคาความเป็น "นักวิชาการ" ของพวกเขาเหล่านั้นหายไปจนสิ้นซาก

ในกระแสกลุ่มผู้ต่อต้านนิติราษฎร์ทั้งหลายเหล่านี้ ที่น่าผิดหวังที่สุดเห็นจะเป็น "แถลงการณ์ของคณาจารย์นิติศาสตร์" (ลงชื่อโดยอาจารย์ สาขาวิชากฎหมาย จำนวน 23 คน) เพราะ "กลวง" ตั้งแต่ต้นจนจบ หาได้มีหลักวิชาการใดๆ ทางกฎหมายที่อารยประเทศใดยอมรับ มาอ้างอิงสนับสนุนข้อเสนอของพวกตนแต่อย่างใด จนเป็นที่น่าสงสัยว่า ประชาชนจะเสียภาษีไปเป็นทุนการศึกษาให้พวกเขาเหล่านี้กันทำไม? หลายๆ ประเทศที่พวกเขาเหล่านั้นได้ไปใช้ชีวิตศึกษามาเป็นประเทศที่ "สิทธิและเสรีภาพของประชาชน" ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญเหนือสิ่งอื่นใด แต่ภายหลังจากพวกเขาเหล่านี้ ได้สำเร็จการศึกษากลับมาประเทศไทยแล้ว กลับหาได้มี "กระบวนทัศน์" ที่จะคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในประเทศไทย ให้ได้ดุจเดียวกับนานาอารยประเทศเหล่านั้นเลย

สังเกตได้จากแนวความคิดที่ปรากฏในแถลงการณ์ฉบับนี้ ที่ชูธง "ปฏิเสธเสียงเลือกตั้งของประชาชน ยอมรับผลแห่งการรัฐประหาร" ไม่ต่างจากความคิดโบร่ำโบราณคร่ำครึของ ผู้นิยม "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์" ก่อน "การปฏิวัติการปกครอง 24 มิถุนายน 2475" อย่างไม่มีผิดเพี้ยน ดังนั้น จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างมากว่า ในต่างประเทศที่อาจารย์นิติศาสตร์เหล่านี้ได้ไปศึกษามา มีประเทศไหนเขาได้สั่งสอนให้มีความคิดเช่นนั้น

1. ความ "กลวง" มาแต่เริ่ม

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาหรือสิ่งที่คณาจารย์เหล่านี้กล่าวอ้างว่าเป็น "หลักกฎหมาย" ใดๆ ความ "กลวง" ก็ได้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนจากการนำ "รัฐประหาร 19 กันยายน 2549" ไปเปรียบเทียบกับ "การปฏิวัติการปกครอง 24 มิถุนายน 2475"
ไม่รู้ว่าคณาจารย์เหล่านี้แยกแยะความแตกต่างระหว่าง "ปฏิวัติ" กับ "รัฐประหาร" ได้หรือไม่? หรือว่าในต่างประเทศที่พวกเขาได้ไปศึกษามานั้น ไม่เคยสั่งสอนเรื่องแบบนี้ไว้ในหลักสูตร จึงทำให้คณาจารย์เหล่านี้ แสดงออกมาซึ่ง "ความไร้เดียงสา" เช่นนี้?

สำหรับนักกฎหมายส่วนใหญ่ คงไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายให้มากความนักถึงความแตกต่างระหว่าง "ปฏิวัติ" กับ "รัฐประหาร" กันอย่างละเอียดนัก เป็นที่รับรู้และเข้าใจกันดีว่า ในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองด้วยการปฏิวัตินั้น การทำรัฐประหารโค่นอำนาจรัฏฐาธิปัตย์เดิม ก็มีความจำเป็น เช่น ปฏิวัติฝรั่งเศสใน ปี ค.ศ. 1789 แต่เพราะอะไรที่คนฝรั่งเศสถึงไม่มองว่า "รัฐประหาร" (เพื่อปฏิวัติการปกครอง) ครั้งดังกล่าว เป็นเรื่องเลวร้าย?

คำตอบนั้นทั้งง่ายและไม่ซับซ้อน กล่าวคือ จากที่ประชาชนต้องถูกกดขี่ เป็นเพียงผู้อยู่ภายใต้อำนาจปกครอง ไม่เคยมีสิทธิมีเสียงใดๆ ในประเทศ แต่การทำรัฐประหารนั้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียง มีความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย ไม่ต้องเป็นเพียง "วัตถุ" แห่งอำนาจปกครองที่ไม่เป็นธรรมอีกต่อไป

สิ่งที่ทำให้น่าสมเพชและผิดหวังมากขึ้นไปอีกก็คือ มีบางคนในกลุ่มคณาจารย์นี้ ยังเคย"พ่น"คำขวัญอย่าง "Liberté, égalité, fraternité" มาให้นักศึกษาในคลาสที่ตนเคยบรรยายได้ฟังเสียด้วยซ้ำ หากคณาจารย์เหล่านี้ จะมีความเข้าใจซักเพียงเล็กน้อยถึง "จิตวิญญาณ" ของคำขวัญในการปฏิวัติฝรั่งเศสดังกล่าวอยู่บ้าง ย่อมไม่มีทางนำ "รัฐประหาร 19 กันยายน 2549" ไปเปรียบเทียบกับ "การปฏิวัติการปกครอง 24 มิถุนายน 2475" อย่างแน่นอน

น่าเสียดายที่ความ "กลวง" ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ ในเนื้อหาท่อนต่อไปของแถลงการณ์ คณาจารย์เหล่านี้ก็ยังแสดงการให้เหตุผลวิบัติ ที่เรียกว่า "post hoc ergo propter hoc" ออกมาเพื่อ discredit ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ ให้เป็นที่ขำขันของบรรดาผู้นิยมการคิดอะไรอย่างมีตรรกะอีกครั้งหนึ่ง "post hoc ergo propter hoc" คือ การกล่าวอ้างว่า สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาภายหลัง เป็นผลมาจากอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นมาก่อน เพียงเพราะว่า มันเกิดขึ้นทีหลัง โดยไม่สามารถให้เหตุผลอธิบายความเชื่อมโยง และความสัมพันธ์กันระหว่าง “เหตุ” และ “ผล” ของสองสิ่งที่ตนกล่าวอ้างได้ โดยในครั้งนี้ คณาจารย์เหล่านี้ ได้กล่าวเหมาเอาเสียว่า “การเลือกตั้ง” จำนวนสองครั้ง หลัง “รัฐประหาร 19 กันยายน 2549” (ครั้งเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2550 และล่าสุด 3 กรกฎาคม 2554) เป็น “ผลพวง” ของการทำรัฐประหารครั้งนั้นไปด้วย
ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่า หลายๆ คนนี้มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นถึงระดับ “ศาสตราจารย์” หลายๆ คนสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกทางกฎหมาย (นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต) จากต่างประเทศ แต่กลับยังมีความสามารถในการให้เหตุผลที่ “กลวง” ไม่ต่างอะไรไปจากเด็กทารก เช่นนี้

นี่คือ "post hoc ergo propter hoc" เลย! ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้เลยจริงๆ เพียงเพราะการเลือกตั้งสองครั้งนี้ “เกิดขึ้นภายหลัง” จากรัฐประหาร คณาจารย์เหล่านี้ก็พร้อมที่จะเหมาเอาว่า การเลือกตั้งทั้งสองครั้งนี้ เป็น “ผลพวง” จากการทำรัฐประหารดังกล่าวไปได้ โดยไม่ต้องอธิบายอะไรที่มีเหตุผลมาประกอบมากไปกว่านั้น คนทั่วไป หากยังมีสติสัมปชัญญะปกติอยู่ ย่อมทราบดีว่า ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ถึงอย่างไร การเลือกตั้งก็ยังคง เป็น “สิ่งจำเป็น” ที่ไม่อาจปฏิเสธได้อย่างเด็ดขาด ไม่ช้าก็เร็ว ต้องการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และการเลือกตั้งครั้งหลังที่ตามมานั้น ย่อมไม่อาจถูกเหมาเอาว่าเป็น “ผลพวง” มาจากการล้มการเลือกตั้งครั้งก่อนได้

ตัวอย่างเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือน เด็กชาย ก. มีอมยิ้มอยู่อันนึง เด็กชาย ข. โตกว่า กำลังมากกว่า แย่งอมยิ้มไปจากเด็กชาย ก. เสียอย่างนั้น ภายหลังจากนั้น เด็กชาย ข. เริ่มรู้สึกกระดากใจขึ้นมา หลังจากอมไปแล้วเกือบๆ ครึ่งอัน จึงยอมส่งมอบอมยิ้มคืนใก้เด็กชาย ก. เด็กชาย ก. ก็รับไปอมต่อ คิดในใจว่า “ก็ยังดีวะ ดีกว่าไม่มีอมเลย” เมื่อเหตุการณืเป็นเช่นนี้แล้ว มีใครสติดีๆ จะกล่าวกันหรือไม่ว่า ที่ เด็กชาย ก. มีอมยิ้มมาอมเล่นนี้ เป็น “ผลพวง” โดยตรงจากการที่ถูกเด็กชาย ข. แย่งอมยิ้มไปก่อน? นั่นคือการให้เหตุผลว่า หากเด็กชาย ข. ไม่แย่งอมยิ้มเด็กชาย ก. แล้ว เด็กชาย ก. จะไม่มีอมยิ้มอม การที่เด็กชาย ก. ได้อมอมยิ้ม เพราะมีเด็กชาย ข. มาแย่งอมยิ้มไปจากมือ!!!

นั่นคือการให้เหตุผลว่า ที่ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งนั้น เป็นเพราะมีทหารมาทำรัฐประหารโค่นทักษิณออกจากอำนาจ หากปล่อยไว้ให้ทักษิณเป็นนายกฯ อยู่ต่อไป ประชาชนจะไม่มีสิทธิเลือกตั้ง!!! ตรรกะช่างบรรเจิดเสียนี่กระไร? คนระดับ ศาสตราจารย์ และ ดร. ดาหน้ามาลงชื่อให้การสนับสนุนกันเป็นทิวแถวเลยทีเดียว

ไม่ต้องเป็นถึงระดับ ศาสตราจารย์ หรือ ดร. อะไรกันหรอก แม้แต่นักศึกษากฎหมายที่ได้เคยศึกษาทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติมาเพียงผิวเผิน ก็ยังทราบดีว่า สิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลนั้น มีมาก่อนกฎหมายใดๆ แต่การสถาปนาอำนาจรัฐนั้นเป็นเรื่องสมมติ ไม่ได้มีอยู่จริงตามธรรมชาติ (ไม่เหมือนชีวิตของมนุษย์ที่มีจริง) และเกิดขึ้นมาภายหลัง ดังนั้น เพื่อเป็นการรับประกันสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคล รัฐจึงจำต้องรับประกันสิทธิและเสรีภาพตามธรรมชาติของปัจเจกบุคคลไว้ในกฎหมาย สูงสุดของรัฐ ที่เรียกว่า “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” และสิทธิในการเลือกตั้งนั้น ก็คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งของปัจเจกบุคคล เรียกว่า “สิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง” (right to self-determination) ซึ่งปัจเจกบุคคลทุกคนมีสิทธินี้มาโดยกำเนิด หาได้ถูกสถาปนาขึ้นโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แต่ดังที่ปรากฏใน แถลงการณ์นี้

คนระดับศาสตราจารย์ และ ดร. ทางกฎหมายหลายๆ กลับทำเป็นไม่รู้เรื่องพื้นฐานทางทฤษฎีกฎหมายเช่นนี้ เหล่าคณาจารย์นี้กำลังพยายามเสนอทฤษฎีลวงโลกว่า “การเลือกตั้ง” นั้นมีขึ้นได้เพราะ เป็น “ผลพวง” โดยตรงจากการทำรัฐประหารและการสถาปนา “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550” หาได้เป็นสิทธิอันชอบธรรมของปัจเจกบุคคลที่มีมาก่อนตามธรรมชาติ

........ช่างไร้ยางอายเสียนี่กระไร!!...

ทั้งหมดที่คณาจารย์เหล่านี้ได้เสนอมาในตอนต้นของแถลงการณ์ฉบับนี้ จึงเป็นเพียงการแสดงออกมาซึ่ง “ความจนปัญญา” ของตนเอง มีแค่เพียง “ความต้องการ” discredit ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ โดยปราศจากหลักวิชาการและเหตุผลใดๆ มารองรับอย่างสิ้นเชิง

2. หลัก “กลวง” ทางจริยธรรมของนักวิชากลวง

เมื่อมาสู่ใน “เนื้อหา” ข้อแรกของแถลงการณ์ฉบับนี้ เหล่าคณาจารย์ก็ยังคงรักษาความกลวงไว้ได้เป็นอย่างดีและสม่ำเสมอ เพราะเมื่อหลังจากได้อ่านเนื้อหาทั้งหมดดังกล่าวแล้ว ผู้อ่านจะไม่พบเห็นว่าคณาจารย์เหล่านี้ได้อ้างอิงหลักวิชาการใดๆ ไปแย้ง และ/หรือ หักล้าง ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ได้เลย แม้แต่น้อย มีแต่เพียงการพร่ำพรรณาด้วยโวหารอันวิจิตร กล่าวอ้างไปถึง สิ่งที่พวกเขาเรียกมันว่า “จริยธรรม” ราวกับว่า พวกเขานี้มีสิ่งนั้นมากมายเสียเต็มประดา ซึ่งผู้อ่านที่ได้อ่านแล้วก็ต้อง “งง” เพราะไม่รู้ว่า แถลงการณ์ข้อนี้ของเหล่าคณาจารย์เกี่ยวกับข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ตรงไหน จะบอกว่า กลุ่มนิติราษฎร์นั้น ขาดไร้ในสิ่งที่พวกเขาเรียกมันว่า “จริยธรรม” รึ? ก็ไม่!

จึงเป็นที่น่าสนใจว่า ไม่รู้จะอ้างมายืดยาวเพ้อเจ้อนี่ทำไม เพราะมันไม่ได้มีประเด็นอะไรเกี่ยวกับข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ซักอย่างเลย ซึ่งยังจะดีเสียกว่า หากคณาจารย์เหล่านี้จะมี “ความกล้าหาญ” พอที่จะโต้แย้งข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ โดยกล่าวมาตรงๆ เลยว่า กลุ่มนิติราษฎร์นี้ “ขาดไร้” ในสิ่งที่พวกเขานิยามมันว่า “จริยธรรมทางวิชาการ” อย่างไร เพื่อที่กลุ่มนิติราษฎร์จะได้สามารถตอบในประเด็นข้อกล่าวหาดังกล่าวได้โดย ตรง แต่นี่ก็กลับ “ไม่กล้า” มีเพียงแค่คำพร่ำเพ้อยืดยาว และตบท้ายๆ แบบอ้อมๆ แอ้มๆ อ้างเรื่อง “ประโยชน์แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” มาซะหน่อย ให้ยังพอดูได้ เพราะใครๆ เขาก็พูดกันแต่ประเด็นนี้

ทีนี้ประชาชนก็เลยได้เห็นเลยว่า ความเห็นของ นักวิชาการใหญ่ ระดับ ศาสตราจารย์ และ/หรือ ด็อกเตอร์ ก็"กลวง"ไม่ได้ต่างจาก “นักการเมือง” ที่ได้รับการตราหน้าจากสังคมโดยอัตโนมัติสักเท่าไหร่ เพราะว่า ก่อนหน้านี้ก็มีนักการเมืองขี้แพ้มาให้สัมภาษณ์กลวงๆ แบบนี้ (ประเด็น “ช่วยคนคนเดียว” นี่แหละ) ตอบโต้กลุ่มนิติราษฎร์ไปแล้ว

หากคณาจารย์กลุ่มนี้ “ยังพอจะมี” ความกล้าหาญหลงเหลืออยู่บ้าง เพื่อให้ประชาชนได้เห็น “ความคุ้มค่า” ในเงินภาษีที่พวกเขาได้ช่วยอุดหนุนทุนการศึกษาคณาจารย์กลุ่มนี้ หากคณาจารย์เหล่านี้เชื่อจริงๆ ว่า ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์นั้น ไม่ถูกต้อง หรือเชื่อว่า มีบางกรณีที่การทำรัฐประหารนั้นชอบธรรม และยอมรับได้ ก็น่าจะเสนอ “บรรทัดฐานใหม่ทางวิชาการ” มาในแถลงการณ์ให้ชัดเจนไปเสียเลยว่า “การต่อต้านการทำรัฐประหารของอำนาจเผด็จการ เพื่อเรียกร้องระบอบประชาธิปไตยนั้น เรียกว่า การปกป้องผลประโยชน์ของคนคนเดียว” เพื่อที่ต่อไปจะได้ไม่มีนักวิชาการหน้าไหน มาเสนอให้ต่อต้านการทำรัฐประหารกันอีก ประเทศไทยจะได้มีการทำรัฐประหารสลับกับการเลือกตั้งกันบ่อยๆ อย่างที่คณาจารย์เหล่านี้ยอมรับได้

แต่ทั้งหมดในข้อนี้ก็ไม่ได้เสนอไว้เช่นนั้น และก็ไม่ได้โต้แย้งข้อเสนอใดๆ ของกลุ่มนิติราษฎร์เลยแม้แต่น้อย
นี่กระมังที่เรียกว่า “เสรีภาพทางวิชาการ”? นั่นก็คือ “เสรีภาพ” ของคนที่มีตำแหน่งเป็น “นักวิชาการ” ในการที่จะพ่นพูดสิ่งใดก็ได้ ที่ “ไม่มี” หลักวิชาการ แต่เอามากล่าวอ้างลอยๆ ได้ราวกับว่า มันนั้น “เป็น” หลักวิชาการ เพียงเพราะผู้กล่าวมีตำแหน่งเป็น “นักวิชาการ”

3. หลักนิติธรรม

แม้จะมาถึงในข้อสองของแถลงการณ์แล้ว เหล่าคณาจารย์ทั้ง 23 คนนี้ก็หาได้มี “เนื้อหาสาระ” ในทางวิชาการใดๆ มาโต้แย้งข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ได้ ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้น คำเพ้อเจ้อในข้อสองของแถลงการณ์นี้ กลับยิ่งแสดงออกถึงความไร้ยางอายของคณาจารย์กลุ่มนี้ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ สาธารณชน

คำพล่ามเพ้อเจ้อถึง การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในหัวข้อนี้มันช่าง “กลวง” เหลือเกิน เพราะเหล่าคณาจารย์นี้ไม่สามารถให้อรรถาธิบายได้ว่า ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ที่คณาจารย์กลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยนั้น มันลิดรอนสิทธิเหล่านั้นอย่างไร และการรัฐประหารที่คณาจารย์กลุ่มนี้พยายามปกป้องอยู่นั้น มันคุ้มครองสิทธิเหล่านั้นอย่างไร
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่นานในแถลงการณ์ เหล่าคณาจารย์ยังมีหน้าไปอ้างว่า การเลือกตั้งทั้งสองครั้งล่าสุดเป็น “ผลพวง” ของการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อยู่เลย พอมาตอนนี้ กลับกล่าวอ้างเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนราวกับว่าคณาจารย์กลุ่มนี้ สนใจมันเสียเต็มประดา ใครอ่านแล้วก็คงอดสมเพชในความไร้ยางอายนี้ไม่ได้

4. หลักประชาธิปไตย

มาถึงข้อสุดท้ายของแถลงการณ์นี้ คณาจารย์กลุ่มนี้ก็ยังไม่ได้แสดงภูมิปัญญาหรือคุณค่าทางวิชาการใดๆ ให้ปรากฏ เพราะนอกจากที่ไม่ได้โต้แย้งประเด็นใดๆ ที่กลุ่มนิติราษฎร์ได้เสนอไป ด้วยเหตุด้วยผลได้แล้ว คณาจารย์กลุ่มนี้ยังได้ “ผลิตซ้ำ” วาทกรรม “เผด็จการรัฐสภา” หรือแนวความคิด “แอนตี้นักเลือกตั้ง” มาหลอกลวงประชาชนอีกคำรบหนึ่ง
ไม่มีประเทศใดๆ ในโลก ที่ยอมรับให้การทำรัฐประหาร เป็น “ทางเลือก” ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีประเทศใดในโลก ที่ยอมรับให้ “กบฎ” เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายหากมีการทุจริต คอร์รัปชัน และที่สำคัญคณาจารย์กลุ่มนี้ก็ไม่สามารถอภิปรายได้ว่า สิ่งที่พวกตนเรียกว่า “เผด็จการรัฐสภา” นั้น มันเลวร้ายกว่า “การรัฐประหาร” ที่พวกตนกำลังปกป้องอยู่อย่างไร

ท้ายที่สุด “เผด็จการรัฐสภา” ที่คณาจารย์กลุ่มนี้ได้เสนอมา ก็เป็นเพียงการ “ดูถูก” การตัดสินใจของประชาชน หรือการปฏิเสธไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง อันเป็นหลักการพื้นฐานที่สุดในระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ที่เหล่าคณาจารย์เพิ่งจะพร่ำเพ้อมาในหัวข้อก่อนนี้ในแถลงการณ์ของตน จึงเป็นเพียงการแสดงออกถึงความไร้ยางอายของตนเอง เพราะคณาจารย์เหล่านี้หาได้สนใจใน “เนื้อหาสาระ” แห่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริงแต่อย่างใด เพียงแค่หยิบยกมากล่าวถึงเพื่อให้แถลงการณ์นี้ดูดี ดูมีคุณค่าขึ้นมาเท่านั้นเอง
มันคงจะเชยแย่ หากเป็นนักวิชาการแล้ว ไม่พูดเรื่องการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเลย แต่ลำพังแค่เพียงการกล่าวถึงคำว่า “การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน” นั้น เป็นเรื่องง่าย การให้เหตุผลทางวิชาการมาประกอบนี่ซิ ที่เป็นเรื่องยาก และคณาจารย์กลุ่มนี้ก็มักง่ายพอที่จะกล่าวถึงเรื่องง่ายๆ โดยไม่มีหลักเหตุผลใดมาประกอบแถลงการณ์ของตนได้ว่า แถลงการณ์ของตนนั้น มันมีส่วนเอื้อใน “การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน” ที่พวกเขากล่าวถึงนั้นอย่างไร

5. บทสรุปแห่งความกลวง

แน่นอนว่า นี่คือ “ความเห็นต่าง” จากข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ แต่ความเห็นต่างนี้กลับหาได้มี “สาระทางวิชาการ” ใดๆ อยู่เลยแม้แต่น้อย แถลงการณ์นี้เป็นแค่เพียงการแสดงความไม่เห็นด้วย เพื่อต้องการปกป้อง “เผด็จการทหาร” ที่กลุ่มตนนิยมชมชอบ และ discredit นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยกล่าวหาเอาลอยๆ ว่านั่นคือเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่ง เรียกว่า “เผด็จการรัฐสภา” โดยไม่มีหลักวิชาการใดๆ อ้างอิง พร้อมกันนี้ คณาจารย์กลุ่มนี้ก็ไม่สามารถให้เหตุผลใดๆ อธิบายได้ว่า “เผด็จการทหาร” (ที่พวกตนยอมรับผลของการทำรัฐประหาร) นั้น “เลวร้ายน้อยกว่า” สิ่งที่พวกตนเรียกว่า “เผด็จการรัฐสภา” แค่ไหน/อย่างไร

อย่าคิดว่าเพียงแค่จำนวนและตำแหน่งทางวิชาการที่ใหญ่โตนักหนานั้น จะทำให้ “ความไร้เหตุผล” มันกลายเป็นสิ่งที่มนุษย์คนอื่นเรียกว่า “เหตุผล” ขึ้นมาได้ อย่าคิดเพียงแค่ว่า ตนเองเป็น “นักวิชาการ” แล้ว จะมีสิทธิมีเสียงดังกว่าประชาชนคนอื่น หากแถลงการณ์มัน “กลวง” แบบนี้ ต่อให้มีคนมาลงชื่อสักกี่คน หรือให้เทพเทวดาที่ไหนมาร่วมลงชื่อด้วย ก็ไม่อาจทำให้มันมีน้ำหนักน่ารับฟังขึ้นมาแม้แต่น้อย

น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่หลายๆ คนในจำนวนนี้ ผม “เคย” นับถือ (แน่นอนว่าตอนนี้ไม่แล้ว) มาก่อน ในฐานะผู้ให้ความรู้ ให้การศึกษา แต่มาครั้งนี้ “นักวิชาการ” เหล่านี้ หาได้อภิปราย “หลักวิชาการ” ให้ได้ปรากฏเป็นที่ประเทืองปัญญาต่อสังคมให้สมกับที่มีตำแหน่งเป็น “นักวิชาการ” แต่อย่างใด