WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 8, 2011

น้ำทะลักเข้าเกาะเมือง อุทยานประวัติศาสตร์กรุงเก่าจม โฮ่งหอนติดค้างกำแพง

ที่มา ข่าวสด





เมื่อ 7 ต.ค. สถานการณ์น้ำท่วมที่บริเวณเกาะเมือง เขตเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อกลางดึกที่ผ่านมาประตูระบายน้ำคลองมหาชัย1 แยกวัดประสาท ต.หัวรอ แนวกระสอบทรายกว่า 1 เมตร ที่เสริมบานประตระบายถูกกระแสน้ำที่ไหลงเชี่ยวพัดจนพังทลายลงมาส่งผลให้น้ำ ไหลทะลักเข้าเกาะเมืองทันที

ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงน้ำ ล้นคลองมะขามมะเรียงทะลักเข้าท่วม บ้านเรือนประชาชนร้านค้า สถานที่ราชการ ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สภ.พระนครศรีอยุธยา ริมถนนเดชาวุธ ต.ประตูชัย รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่เคลื่อนย้ายออกมาไม่ทันจอดจมน้ำ ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร เนื่องจากเป็นจุดที่ต่ำที่สุดในเกาะเมือง ระดับน้ำยังขึ้นสูงต่อเนื่อง ชาวบ้านต่างเร่งขนย้ายสิ่งของออกจากบ้านพัก ข้าวของเครื่องใช้ลอยเกลื่อนถนน พบว่าถนนทุกสายในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยากลายเป็นทะเลน้ำจืด

ที่บริเวณวัดโลกยสุธาราม อยู่ภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ต.ประตูชัย ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร จนท่วมองค์พระพุทธไสยาศน์ มีชาวบ้านชุมชนพระนอน ขนย้ายสิ่งของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ขึ้นมาอาศัยอยู่ ชาวบ้านบางรายต้องหนีออกมาจากบ้านพักมาอยู่ตั้งแต่กลางดึกพบว่าขาดแคลน อาหาร อาหารสำเร็จรูปหาซื้อยาก ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก นอกจากนี้ กระแสน้ำยังไหลเชี่ยวกัดเซาะพื้นผิวถนนบริเวณโดยรอบ ใก้ลกันที่วัดวรเชษฐาราม ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1.50 เมตร

ที่วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ เจดีย์เจ้าอายเจ้ายี่ น้ำท่วมสูงขึ้นอย่าต่อเนื่อง สุนัขนับสิบตัวติดค้างอยู่บนกำแพงโบราณสถานส่งเสียงร้องโหยหวน ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร

สื่ออังกฤษตำหนิเจ้าหญิงBeatriceวางตัวไม่เหมาะสม

ที่มา Thai E-News


พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ กับ Princess Beatrice พระเจ้าหลานเธอในสมเด็จพระราชินีอังกฤษเสด็จไปทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์นัดหนึ่ง ที่ปารีส

หนังสือพิมพ์ The Daily Telegraph สื่อของอังกฤษนำเสนอภาพข่าวนี้ไปในทำนองตำหนิ Princess Beatrice ว่า วางพระองค์ไม่เหมาะควรแก่กาละเทศะ โดยอ้างในรายงานข่าวว่า แม้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์จะได้แสดงถึงมารยาทอันดี ด้วยการจะมีพระปฏิสันฐานทักทายพอแต่ตามสมควร เมื่อมานั่งประทับอยู่ในที่นั่งแถวหน้าในงานเดียวกัน

ทว่า Princess Beatrice ได้ให้ราชองรักษ์ที่ตามเสด็จแจ้ง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ว่า "พระองค์ไม่มีพระประสงค์จะพบเจ้าหญิงองค์ใด พระองค์จะประทับนั่งอยู่ที่นั่น และจะไม่ขยับไปไหน" ทั้งนี้ตามรายงานของ The Daily Telegraph

โฆษกของ Princess Beatrice กล่าวแก้แต่เพียงว่า "พระองค์เสด็จปารีสเป็นการส่วนพระองค์ เราไม่อาจหาคำตอบให้เกี่ยวแก่กรณีนี้ได้"

ในท้ายรายงานข่าวของเว็บไซต์ The Daily Telegraph สาธารณชนชาวอังกฤษได้เขียนตำหนิการวางพระองค์ที่ไม่เหมาะสมของ Princess Beatrice ขนานใหญ่ แต่หน้าข่า่วดังกล่าวเข้าเยี่ยมชมไม่ได้แล้วในเวลาต่อมา

เจาะใจ"ณัฐวุฒิ"..ผมรู้ว่าใครคิดอะไรอยู่ รู้ว่าเขาเคลื่อนไหว ต้องไม่ประมาท เขาทำงานหนัก ผมก็ทำงานหนัก

ที่มา มติชน


"ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า ใครจะอยู่ ณ จุดใด ในปลายทางของการต่อสู้ แต่เชื่อมั่นสุดใจว่า ชัยชนะจะเป็นของฝ่ายประชาธิปไตย กี่เจ็บปวด กี่สูญเสียที่ผ่านมา เรายินดีเอาสองบ่าแบกไว้ และเมื่อถึงวันแห่งชัยชนะ เราจะวางเสมอภาค เสรีภาพ ภราดรภาพลงตรงหน้าประชาชน"


ประโยคข้างต้น เป็นข้อความจากใจของชายคนหนึ่ง ในหนังสือ "สุภาพบุรุษไพร่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ที่ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจของชนชั้นนำ ที่เข้ามาถาโถมประชาธิปไตยและพี่น้องคนเสื้อแดง ที่ร่วมต่อสู้มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน


เมื่อฟ้าเปลี่ยนสี ผลลัพธ์ก็ออกมาในห้วงของชัยชนะของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ "ณัฐวุฒิ" เรียกว่า "ไพร่" แม้เขาจะบอกว่า ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดก็ตาม


เพราะท้ายที่สุด หนทางการต่อสู้นับจากนี้ไปยังอีกยาวนาน และแสนไกล บนจุดยืนของประชาธิปไตย โดยมี "เพื่อไทย" และ "ทักษิณ" เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรม "เสื้อแดง"



"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์กับ "มติชนออนไลน์" ว่า จากการที่ผมได้มาเป็นส.ส. หรือผู้แทน ซึ่งไม่รู้ว่าผมจะได้เป็นนานแค่ไหน ไม่รู้ว่าจะเป็นได้กี่วัน หรือในวันข้างหน้าผมจะได้เป็นส.ส.อีกหรือไม่ แต่วินาทีสุดท้าย ผมก็มั่นใจได้ว่าผมยังเป็นคนเสื้อแดง และจะเป็นคนเสื้อแดงตลอดชีวิต นี่จึงเป็นการต่อสู้ที่ภาคภูมิใจ เป็นการต่อสู่ที่พี่น้องเสื้อแดงได้เสียสละเอาไว้มากมาย

ทั้งนี้ ความยิ่งใหญ่ของคนเสื้อแดงไม่ได้อยู่ที่แกนนำ ไม่ได้อยู่ที่ตัวตนของใคร แต่อยู่ที่ประชาชน อยู่ที่จิตวิญญาณที่มีพัฒนาการร่วมกัน อยู่ที่การเสียสละที่ไม่มีขีดจำกัด โดยการที่ประชาชนต่อสู้เพื่อเสื้อแดงนั้น เขาก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะเป็นพลังในการต่อสู้ทางการเมือง และก็ไม่เคยคิดว่า ตัวเองต้องมาอยู่กลางถนน ตากแดด ตากฝน ดังเช่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

1 เดือนที่ผ่านมา เล่นบทบาทคนเสื้อแดง หรือ ส.ส.พรรคเพื่อไทยด้วย มากกว่ากัน

ณัฐวุฒิ บอกว่า 2 บทบาทไม่ขัดกัน เพราะการเป็นคนเสื้อแดงกับการเป็นส.ส.อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน นั่นก็คือ ประชาธิปไตย การต่อสู้ร่วมร่วมกับประชาชน แต่ข้อจำกัดมีอยู่บ้าง ในบางเรื่อง เนื่องจากการเมืองจำเป็นต้องละเอียดอ่อน ยิ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถือเป็นจุดเปลี่ยนอย่างหนึ่งของวิกฤติการเมืองไทย จึงต้องระมัดระวังในการเคลื่อนไหว ต้องคิดให้รอบคอบว่าขยับอย่างไร ซึ่งต่างจากการต่อสู้กับอำนาจที่มาจากนอกระบบอย่างชัดแจ้งในฐานะนปช. เพราะเวลานั้นจะรุกหรือรับ สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ปะทะได้ เคลื่อนไหวเรื่องแหลมคมได้ แต่สถานการณ์นี้ต้องละเอียด นี่จึงกลายเป็นข้อจำกัด แต่ก็ไม่ได้ทำลายการต่อสู้ ขณะเดียวกัน สิ่งนี้กลายเป็นหน้าที่ที่เราต้องเดินผ่านไปให้ได้ ต้องทำความเข้าใจว่าสถานการณ์เปลี่ยน ฉะนั้นวิธีการต้องเปลี่ยนด้วย โดยมีเป้าหมายคงเดิม

ข้อจำกัดทำให้รู้สึกอึดอัดหรือไม่

ตรงนี้ก็มีบ้างเป็นธรรมดา เพราะว่า เราเป็นเสรีชน และเป็นคนที่ไวต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชน จะเห็นได้ว่า ช่วงหนึ่งก็เก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ปรากฎเป็นข่าว เก็บตัวทำงานบางเรื่อง ที่คิดว่าเป็นการภายใน หรือจะเป็นประโยชน์มากกว่า แม้บางทีพี่น้องคนเสื้อแดงจะวิพากษ์วิจารณ์บ้างว่า อยู่ที่ไหน ไม่เห็นออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งเรื่องนี้ผมก็เข้าใจได้ แต่การวิจารณ์นั้น ก็เพราะประชาชนเขาเป็นห่วงสถานการณ์การต่อสู้ แม้สิ่งที่ผมทำนั้นจะไม่จำเป็นต้องประกาศว่าทำอะไร และผลที่เกิดขึ้นตามมาก็ไม่คิดที่จะฉวยโอกาสมาเป็นผลงานตัวเองด้วย

สมดุลระหว่างเสื้อแดงกับเพื่อไทยอยู่ตรงไหน

ณัฐวุฒิ คิดว่า ทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องถ่วงดุลกัน ถ้าพรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดงมีจุดยืนร่วมกัน หรือทุกอย่างสามารถรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ แกนนำแดงที่เป็นส.ส. ก็ต้องหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับพรรคเพื่อไทย ตราบเท่าที่พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนเป็นประชาธิปไตยเหมือนกัน ส่วนนปช.คนอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นส.ส. ก็เป็นอีกขาหนึ่งในการขับเคลื่อน หรือทำงานที่เป็นระบบของนปช.

สุดท้ายเมื่ออุดมการณ์ จุดยืน หรือสถานการณ์เปลี่ยนไป เมื่อต้องเลือกยืน ผมก็มีคำตอบอยู่ในใจว่า "ผมจะเป็นคนเสื้อแดง" ใน เมื่อไม่เปลี่ยนแปลงก็ต้องเดินไปด้วยกัน เราต่อสู้เพื่อให้การเมืองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยในรัฐสภาที่แข็งแกร่ง และเดินไปข้างหน้าได้ พรรคเพื่อไทยถือเป็นตัวแทนที่กลุ่มคนเสื้อแดงไว้วางใจ ไม่คิดตั้งพรรคเอง ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยยังเป็นแนวร่วม และเป็นมิตรที่ดีอย่างยิ่งในการต่อสู้ของเรา

ปัจจัยอะไรที่ทำให้ต้องแยกทางกัน

ภาพกว้างของเราคือจุดยืนที่เป็นประชาธิปไตย แต่รายละเอียดที่ให้แยกเป็นข้อๆ นั้น ผมว่าในวันนี้ยังไม่ใช่เวลาที่อธิบาย เพราะเราถือว่าพรรคเพื่อไทยกับกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นมิตรที่ต่อสู้กันมานาน และไม่รู้จะต่อสู้อีกนานแค่ไหน วันนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องมาพูดว่าอย่างไรถึงจะแยกทางกัน ถ้าถึงเวลานั้น ผมก็เชื่อว่า เหตุการณ์จะเป็นตัวอธิบายเอง แต่ในวันนี้ยังต้องกอดคอกันไปจนถึงวินาทีสุดท้าย

เข้าสภาฯวันแรกโดนรับน้อง

ณัฐวุฒิ บอกว่า เข้าใจว่าเหตุการณ์ในวันอภิปรายนโยบายของรัฐบาลนั้นมันมีสิ่งที่อยู่ "ระหว่างบรรทัด" เหมือนกัน ผมรู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์คิดอะไรกันอยู่รู้ว่าเขาจะเล่นอะไร แต่ผมก็พร้อมที่จะกระโดดขึ้นเวทีไปด้วย เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่า ถ้าคุณจะเอากันแบบนี้ ผมก็พร้อมที่สู้ และก็ไม่มีความวิตกกังวลหรือต้องหวั่นไหวว่าเป็นส.ส.หน้าใหม่ แล้วมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าสภาฯ วันนั้นคุณอภิสิทธิ์กับคุณสุเทพก็ไปยืนคู่กัน แล้วส่งสัญญาณบอกส.ส.ประชาธิปัตย์คนอื่นๆ ว่าไม่ต้องยกมือประท้วง เดี๋ยวพวกเขาเอาเอง ส่วนผมกับคุณจตุพร (พรหมพันธ์) ก็ยืนคู่กัน พอมีคนในพรรคเพื่อไทยจะยกมือประท้วง ผมก็บอกว่า "ไม่ต้องยก เดี๋ยวจัดการเอง" เหมือนกัน ทีนี้พอพูดได้หน่อยหนึ่ง คุณอภิสิทธิ์กับคุณสุเทพ ก็หยิบเอาเรื่อง "ใบอนุญาตฆ่าประชาชน" ไปเป็นประเด็น เรียกร้องให้ผมถอนคำพูด ก่อนจะพักการประชุม เพราะสถานการณ์ตึงเครียด


ระหว่างนั้น ผมก็บอกพรรคพวกว่าไม่มีอะไรที่จะต้องถอนคำพูด นายกฯเองก็ให้คนมาตามไปคุย มีประธานสภาฯ และรัฐมนตรีอีกหลายท่านก็หารือกัน เกมของรัฐบาลก็คือว่า ต้องการให้การประชุมเสร็จภายในเที่ยงคืนของวันนั้น เพื่อให้วันรุ่งขึ้นได้ทำงาน ผู้ใหญ่ก็พยายามให้ผมถอนคำพูด แม้หลายคนจะบอกว่าเข้าใจ แต่ก็อยากให้จบ เพราะฝ่ายตรงข้ามต้องการให้ยืดเยื้อ เราก็ต้องไม่ไปในทางที่เขาต้องการ สุดท้ายก็ถอน เพราะถ้าถอนแล้วเรื่องทุกอย่างสามารถเดินหน้าได้ ผมก็ไม่มีปัญหา ซึ่งพรรคพวกที่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ก็บอกว่า วันนั้นฝ่ายเขากะจะเล่นให้หนักเลย ให้ณัฐวุฒิพังในสภาฯตั้งแต่ตอนต้น ก็คงจะง่ายขึ้น แต่ผมก็พร้อม พร้อมที่จะเล่นเกมเสี่ยง แต่ก็เห็นว่าถ้าเล่นเสี่ยงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับขบวนการก็อาจจะมาเร็ว เหมือนกัน แต่เมื่อสถานการณ์ไม่เอื้อ ก็ไม่เป็นไร

เปรียบสังคมไทยเหมือนมหากาพย์รามเกียรติ์ ยักษ์สู้กับเทวดา


ถ้าถามว่าสังคมการเมืองไทยในวันนี้ยังสามารถเปรียบเทียบกับมหากาพย์ รามายณะ ดังที่เขามักปราศรัยบนเวทีนปช. ได้อยู่หรือไม่นั้น ณัฐวุฒิ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันเป็นมหากาพย์ที่เราคาดเดาจุดจบไม่ได้ แต่รามเกียรติ์เป็นมหากาพย์ที่เขียนไว้ตั้งแต่ต้นจนจบไว้ครบแล้ว ผมพยายามอธิบายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเหมือนที่ รามเกียรติ์เขียนขึ้นมา เพียงแต่จะจบลงอย่างไรเท่านั้น เพราะมหากาพย์ประเทศไทยยังไม่จบ ฉะนั้นเมื่อยังไม่จบ ก็ต้องติดตามกันต่อไป แต่แน่ใจอยู่อย่างหนึ่งว่า "ไพร่" ซึ่งถ้าเป็นเรื่องรามเกียรติ์ก็อยู่ในวงยักษ์ที่ต้องต่อสู้กับชนชั้นนำ ที่เปรียบได้กับเทวดา จะไม่แพ้แน่ๆ เพียงแต่ว่าจะยืนจุดใดในเส้นชัยของการต่อสู้เท่านั้นเอง

เราไม่ต้องการเป็นผู้ชนะ เพราะชนะแล้วอีกฝ่ายหนึ่งต้องเป็นผู้แพ้ แต่เราต้องการเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง เราต้องการเป็นประชาชนที่มีสิทธิเสรีภาพ เสมอภาค ซึ่งไม่ต้องชนะก็ได้ ขอให้เราเป็นแบบนี้ แต่ถ้าไม่ให้เราเป็นแบบนี้ ก็ต้องสู้กันถึงที่สุด ผมไม่คิดว่าประชาชนรอคอยวันประกาศชัยชนะ แต่คิดว่าประชาชนต้องการสิ่งที่เป็นของเขา ตามหลักประชาธิปไตยอยู่แล้ว เมื่อเราไม่รับฟังกัน ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ ก็สู้กันต่อไป ถ้าสู้ประชาชนก็ไม่แพ้ ส่วนที่เหลือนั้น ฝ่ายอื่นต้องคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป


สู้ถึงที่สุดบนซากปรักหักพัง


ตรงนี้คำตอบไม่ได้อยู่ที่ประชาชน เพราะประชาชนไม่มีขีดความสามารถที่สร้างซากปรักหักพัง ถ้าสู้กันด้วยความสงบ หักล้างกันด้วยความคิด คุยกันให้จบว่า บ้านเมืองนี้จะอยู่กันอย่างไร จะเดินอย่างไร ซึ่งผมคาดหวังเช่นนั้น การเปลี่ยนแปลง ก็ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยชีวิตหรือความสูญเสีย ที่เป็นห่วงคือฝ่ายที่ถืออำนาจไม่คิดแบบนี้ อย่าไปคิดว่าชนะหรือแพ้ ต้องคิดว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ทำไมไม่เข้าใจว่า คนอื่นเขาก็มีชีวิตจิตใจ เป็นคนเหมือนเรา ไม่ต่างกัน แล้วทำไมต้องกดทับเราให้อยู่ภายใต้ในสิ่งที่ท่านต้องการ และท่านก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าความเป็นมนุษย์เหมือนกันด้วย


ทุกวันนี้ประชาชนมีเป้าหมายคือประชาธิปไตย แต่อีกฝ่ายหนึ่งมีเป้าหมายคือคุณทักษิณ เพราะเขาไม่ไว้ใจ หวาดระแวงคุณทักษิณ แต่ความไม่ไว้ใจนั้น เป็นการยัดเยียดความอยุติธรรมให้คุณทักษิณ และยิ่งไม่มีเหตุผลที่เอาคนทั้งประเทศไปรับการปู้ยี้ปู้ยำ เพียงเพราะต้องการจัดการคุณทักษิณเพียงคนเดียว ผมคิดว่า ถ้าคุณทักษิณคอร์รัปชั่น ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในวิถีทางประชาธิปไตย ถ้าท่านไม่ใช้วิธีนี้กับคุณทักษิณ ผมก็ไม่เห็นด้วย


เมื่อ "ศาสตร์แห่งโหร 2555" บอกว่าปีหน้าการเมืองเละ

เมื่อมติชนออนไลน์ยกคำทำนายในหนังสือ "ศาสตร์แห่งโหร 2555" ที่ระบุว่าสถานการณ์การเมืองปีหน้าจะอยู่ในขั้นวิกฤตนั้น ณัฐวุฒิตอบว่า ตรงนี้ไม่ต้อง "ศาสตร์แห่งโหร" หรอก เพราะ "ศาสตร์แห่งผม" เองก็เชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้น ซึ่งตรงนี้ไม่ได้ลบหลู่โหราศาสตร์ แต่ก็ไม่ปักใจอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะไปกำหนดให้มีผลกับการตัดสินใจในชีวิต ก็ไม่ถึงขนาดนั้น และผมก็รู้ว่าใครคิดอะไร กันอยู่ รู้ว่าใครเคลื่อนไหวอะไรกันอยู่ ที่จะประมาทไม่ได้เลย ซึ่งเป็นเรื่องอะไรนั้น สถานการณ์จะบอกเอง เชื่อว่าฝ่ายเขาก็ทำงานหนัก ทางผมก็ทำงานหนัก ก็ภาวนาว่าอย่าให้เกิดขึ้นเลย หรืออย่าทำอะไรในสิ่งที่คิดกันอยู่เลย เพราะถ้าคิดจะทำกันจริงๆ มันก็ต้องสู้กันอีก

เหตุการณ์ 10 เมษา หรือ 19 พฤษภา กลับมาอีก

ณัฐวุฒิ บอกว่า ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะส่งเสียงนี้ออกไปว่า เราน่าจะพูดคุยและน่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลง น่าจะทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมไปด้วยกัน แล้วหาจุดลงตัวที่จะเดินไปด้วยกันได้ทุกฝ่ายในสังคมไทย ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนแน่นอน ทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิมนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะสังคมมันเคลื่อนตัวไปไกลแล้ว แต่ถ้าหากมีบางฝ่ายไม่เข้าใจและไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และดึงรั้งทั้งหมดเอาไว้ สุดท้ายมันก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก

พอเกิดเหตุการณ์ 10 เมษา หรือ 19 พฤษภาอีก ผมเดาจุดจบไม่ได้ว่าจบตรงไหน อย่างไร อย่าลืมว่าสายลมประชาธิปไตย และกระแสลมของการต่อสู้นั้นมันไหลแลกเปลี่ยนไปในเวทีโลก ลมหายใจการต่อสู้ประชาธิปไตยของประเทศไทย สูดดมได้ถึงโลกอาหรับ แล้วในโลกอาหรับก็มาถึงบ้านเรา และหลายๆ ที่ทั่วโลก กระแสนี้ยังไหลเวียน และเป็นกระแสการต่อสู้ของประชาชนอย่างแท้จริง ฉะนั้นถ้ามีการเข่นฆ่าประชาชนอีก หรือมีการโค่นล้มรัฐบาลด้วยวิธีการที่รับไม่ได้อีก มันก็คุยกันยาก แล้วไม่รู้มันจะจบลงในจุดไหน ผมภาวนาไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านั้น อย่าไปคิดว่าประชาชนเปลี่ยนไป แต่เป็นเพราะท่านที่ไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลง แล้วทิ้งทุกอย่าใส่บ่าประชาชน ให้ประชาชนแบกรับ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้

ทรัพย์สิน 15 ล้าน ผมแลกมาด้วยความบริสุทธิ์

มักมีคนวิจารณ์ว่าผม "สู้แล้วรวย" ตรงนี้ผมสู้กับคำถามนี้มาตลอด พอโดนมากๆ ก็ไม่ได้กังวล แต่บางทีก็รำคาญ เพราะข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผมเป็นคน ไม่เกิดจากกระบะถั่วงอก ที่อยู่ๆ โผล่ออกมา โดยไม่มีอะไรติดตัวมา ผมมีครอบครัว มีการทำมาหากิน ใช่ว่ารากเหง้าของผมจะไม่มีอะไรเลย แล้วอาศัยการโกยเงินจากคุณทักษิณ แล้วทำให้ครอบครัวมีทรัพย์สินขึ้นมา ภรรยาผมก็ไม่ได้เกิดจากอีกกระบะหนึ่ง ภรรยาผมก็มาจากครอบครัวที่มีอันจะกิน แล้วเราก็ทำมาหากิน ต่อสู้ชีวิตมาตลอด แลกค่าตอบแทนมาด้วยความบริสุทธิ์ ก่อนเข้าสู่ถนนการเมืองด้วยซ้ำ เมื่อส่องดูรายละเอียดแล้ว ทรัพย์สินที่แสดง ตั้งแต่เป็นรองโฆษกก่อนจะมาเป็นส.ส.ครั้งนี้ ก็เป็นที่เข้าใจว่ามาอย่างไร

บางทีก็พูดหยาบกับคนที่บอกว่าผมสู้แล้วรวยนั้น ถามจริงเถอะครับ ว่าคุณมีเท่าผมหรือไม่ เพราะชีวิตที่เกิดมาก็ไม่มีอะไรเท่ากัน แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเก็บมาใส่ใจ เพราะผมไม่ได้ต่อสู้เพื่ออธิบายความบริสุทธิ์ ผมต่อสู้เพื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง แล้วคนที่ตรวจสอบว่าผมเป็นหนี้อย่างไร ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หลายล้านบาท จะช่วยผมผ่อนได้หรือไม่ ผมก็ทำมาหากิน มีทางบ้านคอยจุนเจือ แต่วันที่เราผ่านความลำบากอะไรมา เราก็ทนสู้ ไม่เคยปริปากขอความช่วยเหลือ และก็ถือเป็นเกียรติยศของเรา และเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พร้อมจะยืนบนถนนให้คนได้พิสูจน์อีก 10 ปี

เช่นเดียวกับรายการของพีทีวีที่ยังทำอยู่นั้น ทุกวันนี้ยังแอคทีฟ แต่หนักไปทางแอคชั่นมากกว่า (หัวเราะ) แต่อย่างว่าเรื่องผลประกอบการก็เรื่อยๆ ก็กิจการแบบนี้เพื่อเพื่อนพ้องน้องพี่ ทำธุรกิจกับใครก็ไม่คล่องตัว ก็เลยคิดว่าจะไปเป็นตัวแทนขายขายเรือดำน้ำ หรือบอลลูนตรวจการก็น่าจะดี เพราะเราเป็นที่รู้จักดีของฝ่ายความมั่นคง น่าจะได้รับความไว้วางใจ

อย่างไรก็ตาม ณัฐวุฒิทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งที่เสื้อแดงต้องพัฒนาคือ ความเข้าใจในการต่อสู้ เพราะสถานการณ์การเมืองปัจจุบันละเอียดอ่อนและซับซ้อนขึ้นทุกวัน ฉะนั้นพี่น้องผมจำนวนไม่น้อยต้องเรียนรู้และเข้าใจ คนเสื้อแดงบริสุทธิ์ น่าเห็นใจ แต่สถานการณ์ไม่เอื้อ ในสิ่งที่ใช่ ยังมีความไม่ใช่อยู่ด้วย อยู่ที่ว่าจะจัดการอย่างไร การไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนดังกล่าวไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน ประชาชนเจ็บปวดกับความจริงใจของเขามามาก เขาไม่สามารถรับอะไรที่ซับซ้อนได้มากนัก


แล้วอะไรที่ทำให้คนเสื้อแดงต้องแยกจากพรรคเพื่อไทย ?

"คณะนิติราษฎร์" กับ คนเสื้อแดง เป็นพวกเดียวกันอย่างที่ประชาธิปัตย์ กล่าวหาหรือไม่ ?


โปรดรอติดตามอ่านตอนต่อไป ...


รับชมข่าว VDO ชมคลิป

จีนมอบเงินช่วยเหยื่อน้ำท่วมไทย 30 ล้านบาท

ที่มา ข่าวสด

เวลา 17.15 น. วันที่ 7 ต.ค. นายกว่าน มู่ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน เข้าพบน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อมอบเงินและสิ่งของช่วยเหลืออุทกภัยในประเทศไทย โดยเอกอัครราชทูตได้กล่าวแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยและประชาชนที่ ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัย ในนามของรัฐบาลจีน และมอบเงินจำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 30 ล้านบาท) และสิ่งของมูลค่า 10 ล้านหยวน เพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ประชาชนผู้ด้รับผลกระทบ พร้อมทั้งกล่าวว่า ประชาชนจีนรู้สึกห่วงใยประเทศไทยและประชาชนไทยเป็นอย่างยิ่ง และมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขออวยพรให้รัฐบาลสามารถนำพาประเทศและประชาชนไทย ผ่านความยากลำบากในครั้งนี้

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องขอบคุณสำหรับความห่วงใยและความช่วยเหลือจากรัฐบาลและประชาชนจีน ซึ่งอุทกภัยในครั้งนี้ถือว่าหนักที่สุด และรัฐบาลจะทำอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้สารถผ่านพ้นความทุกข์ยาก ในครั้งนี้ ทั้งนี้ สิ่งของที่จำเป็นและเป็นที่ต้องการอย่างเร่งด่วน คือ เรือ สุขาชั่วคราว และเต็นท์ที่พัก ซึ่งจะได้ขอความร่วมมือจากจีนเรื่องเรือที่จีนมีเรือสะเทินน้ำสะเทินบก เพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชนต่อไป

เจาะข่าวตื้น 42 : เจาะนิติราษฎร์ HD (ความฮา 5กระโหลก)

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย the Butcher

http://www.youtube.com/watch?v=4mO_s5YKSKI&feature=player_embedded

สิ่งที่เสื้อแดงควรทำต่อข้อเสนอของนิติราษฎร์ (เสนออีกครั้ง)

ที่มา มติชน

โดย OneThaiVoice

ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงก่อนเลยว่า ไม่ใช่ให้เลิกอย่างอื่นแล้วมาทำสิ่งนี้ ทำอะไรอย่างอื่นควบคู่ไปด้วยได้ก็ perfect ข้อเสนอของผมนี้เพียงแต่เป็นการวิเคราะห์ส่วนตัวกับสิ่งที่ผมคิดว่าเราควรทำ ผิดถูกประการใดอย่างน้อยขอได้พิจารณาตามความเหมาะสม ผมเพียงแต่เรียนเสนอจากมุมมองของ “เสียงของมวลชน(แน่นอน เสื้อแดง)คนหนึ่ง”

ใน บรรดาวาระทางการเมืองที่จะตีฝ่ายตรงข้าม ณ ขณะนี้ สิ่งที่เสื้อแดงควรทำที่สุด คือ การขับเคลื่อนกระแสข้อเสนอของนิติราษฎร์จากภาคประชาชน เป็นแรงให้ฝ่ายนิติบัญญัติ(ฝ่ายการเมือง)ใช้เป็นเหตุผลอธิบาย (justification) ในการดำเนินการต่อ เหตุผลสนับสนุนมีดังนี้

1. ประการแรก ข้อเสนอของนิติราษฎร์ไม่ใช่วาระของขั้วการเมืองโดยตรง

แน่ นอนที่สุดที่ถึงแม้จะเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ที่มาเกิดจากแวดวงวิชาการ ไม่ใช่จากขั้วการเมืองเสื้อแดง/เพื่อไทยอย่างการเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่น การทวงฎีกาขออภัยโทษ การทำนิรโทษกรรม การพยายามเอาผิดกับผู้มีส่วนร่วมในการสลายการชุมนุม หรือแม้กระทั่งการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งหมดมีส่วนร่วมที่เรียกได้ว่าเป็นปูนป้ายที่หน้าผากหรือตามสำนวนจีน ว่าเขียนไว้ที่บนหน้า คือ ความเป็นวาระการเมืองโดยตรงของเสื้อแดง/หรือเพื่อไทย

ข้อเสนอของนิติ ราษฏร์ถึงแม้จะถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามเสื้อแดงว่าเป็น นิติเรด รับงานทักษิณ หรืออะไรก็ตามแต่ ในมุมกว้างไม่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นข้อเสนอทางการเมืองของขั้วเสื้อแดง/เพื่อ ไทย ถึงแม้เนื้อหาจะดูเผินๆจะตรงกันด้วยว่าข้อเสนอนั้นต่อต้านรัฐประหารและเน้น ไปที่ประชาธิปไตยและความยุติธรรม แต่ไม่มีอะไรในข้อเสนอที่เป็นของเสื้อแดงหรือเพื่อไทยโดยตรง กระทั่งการแก้ ม.112 ที่เป็นข้อที่เสื้อแดงกลุ่มก้าวหน้าต้องการให้ยกเลิก ข้อเสนอของนิติราษฎร์นั้นก็มุ่งที่ให้เกิดการปฏิรูปโดยเสียงของประชาชน ผลจะเป็นยกเลิกเลยหรือแก้ไขก็ยังยากที่บอกได้ 100% (มุ่งไปที่ผล – เสื้อแดงก้าวหน้า VS มุ่งไปที่ให้เกิดกระบวนการแก้ไข - นิติราษฎร์) ในเรื่องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 นั้น ก็ยังเป็นคนละแนวกับความต้องการแก้รัฐธรรมนูญของเพื่อไทยอยู่ดี อาจจะมีหลายส่วนหรือทั้งหมดของเสื้อแดงที่อยากจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 แต่ก็ยังมีความแตกต่างในเชิงของหลักการและปฏิบัติ (มุ่งผลยกเลิกรัฐธรรมน...ย 50 เหมือนกัน แต่ต่างวิธี ตีเนื้อหาของรัฐธรมนูญ – เสื้อแดง/เพื่อไทย VS ทำลายความชอบธรรม – นิติราษฎร์)

จุดนี้ทำให้การอธิบายเพื่อขอความเห็นชอบโดยลดโอกาสที่โดนเจาะยางตกข้างทางไปเสียก่อนจากข้ออ้างของฝ่ายตรงข้าม


2. ข้อเสนอของนิติราษฎร์เรียกแนวร่วมพลังเงียบและทำให้การต่อสู้นั้นไม่โดดเดี่ยว

อัน นี้ก็บริบทที่คล้ายกันกับเหตุผลแรก ไม่โดนเจาะยางง่าย แต่ที่สำคัญกว่าคือ พื้นที่ทางวิชาการเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตส่วนตัวของนักวิชาการ ครั้งนี้ต้องขอบคุณที่ปชป.และนักวิชาการซีกเผด็จการ”เรียกแขก”ให้ บรรดาพลังเงียบที่รู้สึกว่าตนเองถูกรุกล้ำพื้นที่ได้ดาหน้าออกมาปกป้องกันยก ใหญ่และไม่มีทีท่าจะหยุด ไม่เพียงในแวดวงวิชาการในรั้วอุดมศึกษาเท่านั้น แต่ลามไปถึงวงการกฎหมายอาชีพ วงการศิลปศาสตร์วรรณกรรม และสื่ออีกด้วย แนวร่วมเหล่านี้ทำให้เกิดบรรยากาศการอภิปรายอย่างคึกคักในสาธารณะเป็นอย่าง มาก ซี่งก็สมเจตจำนงค์ของคณะนิติราษฎร์เองแล้วส่วนหนึ่ง

ทางคณะนิติ ราษฎร์และแวดวงนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยเองก็ไม่เลิกรา คอยจัดงานเสวนาจนหัวกระไดคณะนิติศาสตร์ไม่แห้ง สัปดาห์หน้าก็จะมีอีกและคงตามมาเรื่อยๆ เสื้อแดงควรจะ”สานต่อ”ยกระดับจากกระแสอภิปรายให้เป็นสัญลักษณ์ส่วนหนึ่งของ สังคม ณ ช่วงเวลาหนึ่ง กระแส“เรารัก...”ที่ใช้ความรู้สึกชี้นำยังถูกติดตั้งลงบนสังคมได้ กระแสความคิดที่มาประกอบไปด้วยทั้งความรู้สึกของความต้องการความเท่าเทียม ประชาธิปไตยและความเป็นเหตุเป็นผลก็น่าจะถูกติดตั้งได้เช่นกัน เป็นโอกาสที่ดีที่นอกเหนือจากจะได้ผลทางการเมืองแล้ว ยังจรรโลงสังคมโดยการเติม rationality คืนให้สังคมด้วยไม่มากก็น้อย <-อันนี้บรรเจิดออกนอกประเด็นนิดหน่อย

ความสำเร็จระดับหนึ่งของ แรงสนับสนุนทางสังคมนี้จะส่งผลดีให้กับฝ่ายการเมืองและเป็นเชื้อเพลิงให้ พาหะประชาธิปไตยของเราขับใช้ justify กับสาธารณะในการดำเนินการต่อ ซึ่งจากที่เป็นอยู่ขณะนี้ฝ่ายการเมืองน่าจะกำลังรอจังหวะเข้าทำอยู่ ปราศจากพลังทางสังคม การดำเนินการของฝ่ายการเมืองมีโอกาสจะโดนรุมตีและล้มเหลวได้ง่ายเช่นกรณีที่ ผ่านมาเนื่องจากต่อสู้ในพื้นที่ปิดที่เราก็รู้กันอยู่ว่ากฎเกณฑ์และกรรมการ อยู่ข้างใคร

งานนี้ต้องอาศัยกองเชียร์ ประชาร่วมใจจะทำให้แนวร่วม”อุ่นใจ” ทำให้ฝ่ายการเมือง”มั่นใจ” และทำให้การดำเนินการ”มั่งคง” (อันสุดท้ายนี้กลอนพาไป  จริงๆแล้วอาจจะเป็นแค่เพิ่มความเป็นไปได้ก็แค่นั้น)


3. ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

ไม่ มีอะไรที่น่ากังวลเกี่ยวกับการ defend ข้อเสนอและจุดยืนของนิติราษฎร์เอง ด้วยองค์ความรู้ จุดยืน สถานะและต้นทุนของเจ้าของข้อเสนอประกอบกัน พวกเค้าอยู่ในค่ายที่มั่นคงแข็งแรงดีอยู่แล้ว ต่างจากการนำนโยบายฝ่ายการเมืองมานำโดยตรงที่กระเตงเอาคำถามเส็งเคร็งทาง สังคมที่ฝ่ายตรงข้ามยังไงก็ต้องจุดอย่างที่รู้ๆกันอยู่มาด้วย ไม่ใช่นิติราษฎร์ไม่มี คนมันจะเป็นประเด็นก็ยังจะเป็น แต่ที่ได้เปรียบคือเนียน สมบูรณ์และ clean กว่าเยอะ ตอบแทบจะทุกประเด็นที่ฝ่ายเรามี ยกเว้นเรื่องสัตยาบรรณ ICC คณะนิติราษฎร์นั้น เค้าไม่แค่ standalone ได้ แต่ยังช่วยคนอื่นได้อีกด้วย

ลักษณะ การใช้แรงสนับสนุนจากภาคประชาชนที่มีต่อข้อเสนอของนิติราษฎร์ เทียบกับที่มีต่อวาระที่เป็นนโยบายทางการเมือง เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนชัยภูมิในสมรภูมิเลยทีเดียว (ข้อนี้ขอห้วนๆอย่างนี้แหละ)


4. ไม่เป็นการสู้ที่สุ่มเสี่ยงการแตกหักในทันที

กระบวน การที่นิติราษฎร์เสนอนั้น เริ่มที่ความคิด พูดถึงก็ขอยกตัวอย่างการทำสัตยาบรรณ ICC หรือขอแก้ม. 112 โดยตรง เปรียบเทียบกับ 2 กรณีนั้น ก็เหมือนกับการทำหมู่บ้านเสื้อแดง VS การชุมนุม อาจจะดูช้าแต่พอ pick up แล้ว slow but sure ลักษณะจะเป็นการสะสมกำลังเพื่อทะยาน ลองนึกภาพจู่ๆพรรคเพื่อไทยเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาในการร่วมสัตยาบรรณ ICC ต่อให้ผ่านในวาระนั้นเลย ผลพวงคือการแตกหักที่ไม่ทันทีก็แทบจะเรียกได้ว่าทันที อันนี้ขออนุญาตประเมิณว่าเป็นยุทธวิธีสุ่มเสี่ยงพอควร ซึ่งอย่างไรก็ตามขอให้กลับไปที่ออกตัวไว้ข้างต้นว่าไม่ใช่ไม่ทำ ก็ทำควบคู่ไปด้วยก็ได้ แต่ต้องประเมิณจุดแตกหักให้ดี


ท้ายนี้...
ขอเรียนเสนอพวกเราซ้ำอีกครั้งสำหรับแนวทาง

อยาก จะขอให้ทุกท่านที่มี connection กับกลุ่มต่างๆช่วยกันโฟกัสกันนะครับ แคมเปญ "สนับสนุนนิติราษฎร์" (หรือว่า "เรารัก.." จะเป็นประเด็นมั้ย แต่ถ้าจะทำขอรูปหัวใจ อิอิ)

1. เชิงสัญลักษณ์ ประกาศเจตนารมณ์ (manifest ) ในชีวิตประจำวันตามเงื่อนไขที่ทำได้ เช่น ใส่เสื้อ ติดเข็มกลัด ติดสติ๊กเกอร์ที่รถ ฯลฯ แล้วแต่สะดวกมากหรือน้อย จุดมุ่งหมาย(สูงไว้ก่อน )เอาให้เป็นแบบสติ๊กเกอร์ที่เจอบ่อยที่สุดที่ท้ายรถอันนั้น เอาให้เป็นแบบเสื้อที่เคยฮิตซึ่งถึงแม้ปัจจุบันจะหาฮิตไม่แล้ว ยังคงถึงความรู้สึกซาบซึ้งได้ทันที

2. เชิงความคิด อ่านและทำความเข้าใจ ทำตนให้พร้อมที่จะ อธิบาย อภิปราย ชี้แจง ตอบข้อสงสัย ข้อกังขา ข้อโต้แย้ง เกี่ยวกับข้อเสนอของนิติราษฎร์ โดยทำการศึกษาและซักซ้อม role play กันในกลุ่ม

3. แง่การเผยแพร่ หามือดีที่เขียนคำอธิบายข้อเสนอแบบกระชับๆ เข้าใจง่าย Xerox ไว้แจกก็ดี ติดตัวไว้ใช้งานเป็น reference หรือยื่นให้คนที่สนใจถาม ขอความร่วมมือผู้ขายเสื้อแนบใบนี้ไปด้วย

4. เชิงยุทธวิธี ชักชวนประสานเป้าหมายกับกลุ่มอื่นๆที่จะทำแบบ"จุดเทียน"ให้สว่างไสวไปทั่ว ทั้งท้องสนามหลวง อันนี้คำพาไป แต่เชื่อว่าเห็นภาพ ทำพร้อมๆเหมือนๆกัน จึงจะเรียกว่าเป็นแคมเปญ

ถ้าเป็นผม ผมคงไม่กล้าหรอกครับ..(บทความจากคุณทวดเอง พันทิป)

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

ถ้าเป็นผม ผมคงไม่กล้าหรอกครับ

ผมคงไม่กล้าบอกรัฐบาลว่า การกู้เงินหมื่นล้าน เป็นการสร้างภาระหนี้ให้กับประชาชน
ในขณะที่ผมเองกลับไปกู้เงินมาตั้งแปดแสนล้าน

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลทำตามนโยบายทันที
ในขณะที่สองปี นโยบาย 99 วันทำได้จริง แล้วผมยังทำไม่ได้

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลให้ดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ
ในขณะที่ผมอนุมัติโครงการเป็นร้อยโครงการในเวลาแค่ 15 ชั่วโมง

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลโยกย้ายข้าราชการตามระบบคุณธรรม
ในขณะที่ ก.พ.ค.ให้คืนตำแหน่งคุณวงศ์ศักดิ์หรอกครับ

ผมคงไม่กล้าบอกว่า รัฐบาลแต่งตั้ง ผบ.ตร.เพื่อญาติตัวเอง
เพราะผมอายคุณพัชรวาทมากเลยครับ

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ในขณะที่มีคนจะแต่งตั้งคุณสรยุทธเป็นนายกฯแทนผม

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลเร่งเยียวยากับผู้ประสบภัย
ในขณะที่ยังมีผู้ประสบภัยไม่ได้รับเงินเยียวยาตั้งแต่ปีก่อนโน่น

ผมคงไม่กล้าบอกให้นายกฯมุ่งช่วยเหลือน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว
ในขณะที่ผมมุ่งแสดงปาฐกถามากกว่าลงพื้นที่

ผมคงไม่กล้าขอเวลาในการออกอากาศทางช่อง 11 แข่งกับนายกฯ
ทั้งๆที่ผมไม่เคยเปิดโอกาสให้แถมยังให้คนจัดรายการด่าฝ่ายตรงข้ามอยู่ข้างเดียว

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนในเรื่องต่างประเทศ
ในขณะที่ด่านเมียวดีถูกปิดมาเป็นเวลาปีกว่าแล้ว

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลยืดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักในเรื่องพื้นที่ทับซ้อน
ในขณะที่ผมไม่สามารถสร้างสัมพันธ์ไมตรี จนเกิดสงครามตามชายแดนหลายครั้ง

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลให้เจรจาเรื่องผลประโยชน์ทางทะเลอย่างโปร่งใส
ในขณะที่ผมส่งคนแอบไปเจรจาโดยที่ไม่มีประชาชนคนไหนได้รับรู้เลย

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลสั่งการให้คนเสื้อแดงหยุดเคลื่อนไหว
ในขณะที่ผมทั้งแอบขนคน ทั้งส่ง ส.ส.ในพรรคไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ

ผมคงไม่กล้าบอกให้รัฐบาลหยุดประชานิยมที่จะทำให้วินัยการคลังเสียไป
ในขณะที่สื่อฯต่างๆตั้งโครงการของผมว่า ดับเบิ้ลประชานิยมหรอกครับ

ผมคงไม่กล้าสั่งสอนการบริหารให้กับนายกฯที่เป็นซีอีโอของธุรกิจหมื่นล้าน
ในขณะที่คนทั้งหลายให้ฉายาผมว่า “ดีแต่พูด”

ผมคงไม่กล้าบอกว่า นายกฯเป็นเพียงนอมีนีของพี่ชาย
ในขณะที่สื่อฯต่างๆบอกว่า ผมเป็นเพียงนายกฯหุ่นเชิด

ผมคงไม่กล้าบอกว่านายกฯสั่งการใครก็ไม่ได้
ในขณะที่กฎเหล็ก 9 ข้อ ไม่เห็นมีใครปฏิบัติตาม

ผมคงไม่กล้าบอกว่า รัฐบาลกำลังทำให้ประเทศเป็นรัฐตำรวจ
ในขณะที่ผมยอมสยบกับรัฐทหาร

ผมคงไม่กล้าให้ ส.ส.ในพรรคไปตั้งฉายานายกฯด้วยคำดูถูกในเรื่องการพูดเท็จ
ในขณะที่สองปีที่ผ่านมา หลายคนหาว่า ผมคิดอย่าง พูดอย่างและทำอย่าง

ผมคงไม่กล้าบอกว่านโยบายบ้านหลังแรก เป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้กับเอสซีฯ
ในขณะที่ผมให้ปรับราคาพร้อมทั้งนำเงินภาษีของประชาชนไปช่วยบริษัทน้ำมันปาล์ม

ผมคงไม่กล้าพูดถึงจริยธรรมของนายกฯ
ในขณะที่ผมไม่แสดงความรับผิดชอบกับการสูญเสียชีวิตของประชาชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

ผมคงไม่กล้าพูดถึงจิตสำนึกของนายกฯ
ในขณะที่ผมเป็นนายกฯได้เพราะอำนาจนอกระบบช่วยเหลือ

ผมคงไม่กล้าพูดถึงคุณธรรมของนายกฯ
ในขณะที่มีคนถูกขังด้วยข้อหาที่เกินจริง

ผมคงไม่กล้าให้คนอื่นแสดงจุดยืนของสัญชาติ
ในขณะที่ผมเองยังถือสองสัญชาติอยู่

ผมคงไม่กล้าบอกว่ารัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญเพื่อคนๆเดียว
ในขณะที่ผมแก้รัฐธรรมนูญ 2 ข้อเพื่อพรรคตัวเอง

ผมคงไม่กล้าบอกว่า เอไอเอสได้กำไรจากการขายแอร์การ์ดให้กับส.ส. 4 ปีเป็นเงินกว่า 15 ล้าน
ในขณะที่เช็ค 2000 บาท แค่ครั้งเดียว แบงก์กรุงเทพขายเช็คได้เกือบ 150 ล้านบาท

ผมคงไม่กล้าบอกว่า ผมจะยึดถือนิติรัฐมากกว่านิติราษฎร์
ในขณะที่สังคมรู้กันหมดแล้วว่า ผมได้อำนาจมาจากเผด็จการ

ผมคงไม่กล้าบอกว่า จะถอดถอน อัยการสูงสุดในกรณีไม่ฎีกาเรื่องหุ้นชิน
ในขณะที่ผมไม่เคยคิดจะถอดถอนนายทะเบียนพรรคการเมืองที่ทำให้ยกฟ้องคดียุบพรรคถึง 2 คดี

ผมคงไม่กล้าบอกว่า รัฐบาลชุดนี้พยายามจะทำเพื่อช่วยเหลือคนๆเดียว
ในขณะที่ผมพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำร้ายคนๆเดียวมาตลอด

และสุดท้ายผมคงไม่กล้าบอกทุกๆคนว่าจะเป็นฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์
ในขณะที่ผมค้านมันทุกวัน ค้านมันทุกเรื่องอย่างนี้

นี่ คือผม คนที่ผิวหน้าบาง คนที่รู้จักหิริโอตตัปปะ ดังนั้นผมจึงไม่กล้าทำหรอกครับกับเรื่องต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากนี้ผมยังจะไม่ทำตัวเป็นจระเข้ปวดฟันที่คอยขวางการทำงานของรัฐบาลของ ประชาชนหรอกครับ เพราะนี่คือรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ครับ

จากคุณ : ทวดเอง

ลัทธิคนดี

ที่มา มติชน



โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2554)

ใน ท่ามกลางการรำลึกถึงวีรชนเดือนตุลาคม ขบวนการนิสิตนักศึกษาประชาชน ที่ลุกขึ้นโค่นล้มอำนาจเผด็จการทหารในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก่อนจะถูกกลุ่มอำนาจอนุรักษนิยม ปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

หากนึกย้อนไปในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 เราจะพบว่า เป็นช่วงของการต่อสู้ทางความคิดและอุดมการณ์อันเข้มข้น

ระหว่างคนรุ่นใหม่ที่เรียกหาเสรีภาพประชาธิปไตย เป็นกบฏต่อสังคมเก่า ซึ่งเรียกกันว่าฝ่ายซ้าย

กับ กลุ่มอำนาจล้าหลัง ที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมรับความคิดใหม่ ต้องการสังคมที่มีระบบระเบียบเรียบร้อย ประชาชนเชื่อฟังผู้นำ ซึ่งเรียกกันว่าฝ่ายขวา

การต่อสู้ระหว่าง 2 แนวความคิดนี้ ได้ลุกลามรุนแรง ที่เรียกว่าขวาพิฆาตซ้าย จนกระทั่งในปี 2519 ฝ่ายซ้ายต้องเปลี่ยนเวทีไปอยู่ในป่าเขา

เปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้ใหม่ จนมาถึงจุดสลายในช่วงปี 2523-2524

จึงกล่าวได้ว่า ระหว่างปี 2516 จนถึง 2524

เป็นช่วงที่สังคมไทยอยู่ในการเคลื่อนไหวต่อสู้ระหว่างแนวคิดอุดมการณ์อันชัดเจน

สังคมไทยในช่วงนั้น จำแนกคนจากความคิดอุดมการณ์

ไม่มีคำว่าลัทธิคนดีและลัทธิคนเลวมากำหนด

มี อยู่เหมือนกัน บางกลุ่มสำนักที่ยึดถือตัวบุคคล ปั้นเป็นศาสดา แต่ก็ไม่สอดรับกับสถานการณ์โดยรวม เพราะสังคมไทยในห้วงนั้น จะนับถือใครขึ้นอยู่กับว่า ได้เข้ามามีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เป็นจริงหรือไม่

ไม่มีการยึดถือหรอกว่าคนนี้เป็นคนดี ก็ต้องเป็นฝ่ายเทพอย่างเดียว อีกคนเป็นคนเลว ก็ต้องเป็นฝ่ายมารไปตลอดกาล

ใครจะดีหรือเลวขึ้นกับการเข้าร่วมต่อสู้ในขณะนั้นว่า สังกัดความคิดอุดมการณ์แบบไหน

อุดมการณ์ที่กล้าแปรเปลี่ยนสังคมให้ก้าวหน้าไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่าหรือไม่

จนกระทั่งเมื่อฝ่ายซ้ายหมดสิ้นบทบาทไป สังคมไทยก็เริ่มเข้าสู่ยุคใหม่

เป็นยุคยึดถือเอาคำว่า "คนดี" กับ "คนเลว" เป็นหลัก

ยึดมั่นในตัวบุคคล เชิดชูเป็นเทพแห่งความดี หรือเกลียดชังใครก็จัดเป็นปีศาจแห่งขุมนรก เลวไปทุกเรื่อง

ลัทธิ เชิดชูคนดี ก็ดีไปทุกกระเบียดนิ้ว ต่อให้ทำผิดคิดร้าย ใช้อำนาจเข่นฆ่าคนตายไปเกือบร้อย ก็สามารถอธิบายได้ว่า เพราะคนตายมันไปหลงเชื่อปีศาจแห่งความเลวร้าย ดังนั้น คนดีจึงไม่ได้ทำผิดอะไร

เทพแห่งความดี ตัดสินความเลวร้ายในเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนในอดีต ด้วยการออกกฎกติกา ต่อไปนี้สังคมไทยห้ามใช้ทหารเข้ามาปราบม็อบอีก

แต่พอผ่านมาอีกหลายปี มีเหตุการณ์แบบเดียวกัน หลักการเดิมก็หายไป

คงเพราะประชาชนที่ถูกฆ่านั้นถูกตีตราว่าเป็นพวกหลงคนเลว

คนที่ขึ้นทำเนียบเทพเจ้าแห่งความดีไปแล้ว ต่อให้วันหนึ่งไปเขียนจดหมายเชิดชูการทุ่มเทรับใช้การเมือง ก็ไม่ถือว่าผิดปกติอะไร

นักการเมืองเกลียดรูปภาพกับพาดหัวข่าวก็จัดการให้ ละเมิดหลักเสรีภาพแท้ๆ ก็ไม่เป็นไร เพราะคนดีรับใช้คนดีด้วยกัน

แต่เอาเข้าจริงๆ ลัทธิคนดีกับคนเลวที่เฟื่องฟูในช่วงนี้

ก็แค่ความหลงของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอยู่ในฝ่ายฉุดสังคมให้ถอยหลัง ไม่ต่างจากขวาโบราณในยุคเดิมเลย

มอง รัฐประหาร ด้วยหลัก ปฏิจจสมุปบาท แห่ง "พุทธธรรม"

ที่มา มติชน



(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2554)


เหตุการณ์ ทุกเหตุการณ์ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ ดำเนินไป อย่างมีพลวัต มีความเกี่ยวเนื่อง สัมพันธ์ และมิได้ขึ้นอยู่กับเจตจำนงในทางอัตวิสัยของผู้ใด ผู้หนึ่ง

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อเดือนกันยายน 2549

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553

คล้ายกับการตัดสินใจรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จะประสบผลสำเร็จ สามารถโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทยลงได้

เป็นชัยชนะท่ามกลางเสียงชโยโห่ร้อง

กระนั้น เมื่อปะเข้ากับแถลงการณ์ "5 ปีรัฐประหาร 1 ปี คณะนิติราษฎร์" จากอาจารย์กฎหมายเพียง 7 คนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลพวงของรัฐประหารก็เละ

ขณะ เดียวกัน หากพิจารณาสถานการณ์เมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 อย่างหาสัจจะจากสภาพความเป็นจริง ก็ต้องยอมรับว่า 90 กว่าศพ 2,000 กว่าคนที่บาดเจ็บและพิการ ร่วม 300 คนที่ถูกจับกุมขัง คือผลและความต่อเนื่องจากสถานการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

เพราะ หากไม่มีการรัฐประหาร เพราะหากไม่มีการใช้ขบวนการตุลาการภิวัฒน์เพื่ออุ้มคนบางคนให้เป็นนายก รัฐมนตรี คงไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดง คงไม่มีการชุมนุมและคงไม่มีการปราบปราม

90 กว่าศพจึงคือความต่อเนื่องอันสัมพันธ์กับการทำรัฐประหารเดือนกันยายน 2549

ในความเป็นจริง สรรพสิ่งในโลกล้วนอยู่ใต้กฎแห่งการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งไม่ยอมรับต่อความเป็นจริงนี้

กลุ่มคนที่เลือกกระบวนการรัฐประหาร คือ กลุ่มคนที่ปฏิเสธความเป็นจริงนี้

กฎแห่งการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงนี้ หากมองบนพื้นฐานแห่งหลักพุทธธรรมก็คือสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท และที่เรียกว่า อิทัปปจยตา

ปฏิจจสมุปบาท
การที่ธรรมทั้งหลายอาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม 1 สภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น 1 การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดขึ้น 1 การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา

อันมีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้นเมื่อหยิบ อิทัปปจยตา มาพิจารณา

อิทัปปจยตา ภาวะที่มีอันนี้ อันนี้ เป็นปัจจัย 1 ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย 1 กฎที่ว่า "เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น" 1 เป็นอีกชื่อหนึ่งของหลักปฏิจจสมุปบาท หรือ ปัจจยาการ

นักรัฐประหารคิดนึกว่า เมื่อจัดการกับ "สิ่งนี้" ทุกอย่างก็ยุติ เรียบโร้ย

แต่ ในความเป็นจริงที่เห็นและเป็นอยู่ไม่ว่าสถานการณ์เดือนตุลาคม 2519 ไม่ว่าสถานการณ์เดือนกันยายน 2549 กลับไม่เป็นไปตามที่คิดนึกวางพิมพ์เขียวเอาไว้

เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี ขณะเดียวกัน เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

เพราะเกิดสถานการณ์เดือนมิถุนายน 2475 จึงมีสถานการณ์เดือนเมษายน 2476

และเพราะมีสถานการณ์เดือนเมษายน 2476 จึงมีสถานการณ์เดือนกันยายน 2476

ขณะเดียวกัน เพราะมีสถานการณ์เดือนมิถุนายน 2475 เพราะมีสถานการณ์เดือนกันยายน 2476 จึงได้มีสถานการณ์เดือนตุลาคม 2476

เป็นความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์และสัมพัทธ์

เพราะเกิดสถานการณ์เดือนตุลาคม 2516 จึงนำไปสู่สถานการณ์เดือนตุลาคม 2519 เพื่อกำจัดผลพวงอันนอกเหนือความต้องการ

ขณะที่สถานการณ์เดือนตุลาคม 2519 ก็นำไปสู่สถานการณ์เดือนตุลาคม 2520

เพราะมีสถานการณ์เดือนกุมภาพันธ์ 2534 จึงนำไปสู่สถานการณ์ประท้วงและปราบปรามการชุมนุมเดือนพฤษภาคม 2535

แล้วสถานการณ์เดือนกันยายน 2549 ก็ยืดเยื้อเรื้อรังมาตลอด 5 ปีไม่สิ้นสุด

บรรดา นักรัฐประหารคิดว่าการยึดอำนาจเมื่อเดือนกันยายน 2549 ทุกอย่างจะเรียบโร้ย การยุบพรรคไทยรักไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 ทุกอย่างจะเรียบโร้ย

แต่แล้วการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนก็กำชัย หลายคนคิดว่าสถานการณ์เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 จะเรียบโร้ย

แต่แล้วการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 พรรคเพื่อไทยก็กำชัยถล่มทลาย

จากนี้จึงเห็นได้ว่า แม้รัฐประหารจะมีกองทัพเป็นปัจจัยชี้ขาดแต่ก็มิอาจทำได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ผล สะเทือนอันติดตามมาจากรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 กระทั่งผ่านการเลือกตั้งทั่วไปเดือนกรกฎาคม 2554 ชัยชนะก็มิได้เป็นของเหล่านักรัฐประหาร

หากรัฐบาลกลับเป็นของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

“ยิ่งลักษณ์” กระอัก “วิกฤตน้ำท่วม” หนักหนาที่สุด ชมภาพ"นายกฯหญิง"เวอร์ชั่นไม่สวย ...แต่(ดู)ดี

ที่มา มติชน





















ก่อนหน้า 49 วันที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเข้าชิงชัยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เธอเป็นหนึ่งในผู้บริหารธุรกิจเอกชนที่สวยที่สุดคนหนึ่ง

เมื่อเธอก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เธอติดอันดับ นายกรัฐมนตรีที่สวยของโลก

ในช่วงเดือนแรกของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายกฯยิ่งลักษณ์ก็ยังสวย สง่า และเป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทย


แต่เมื่อเธอเจอสถานการณ์พายุถล่มลูกแล้ว ลูกเล่า น้ำท่วมทะลักอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คนเดือดร้อนสาหัสเป็นล้าน ต้องอพยพหนีตายในหลายจังหวัด ความเสียหายทั้งเรือกสวนไร่นา ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นทุกนาที เป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเจอ

แล้ว วันหนึ่งภาพของนายกฯ ที่เคยดูสวย ก็กลายเป็น สภาพผู้นำที่อิดโรย และดูเคร่งเครียด อย่างเห็นได้ชัด

"สิวเม็ดใหญ่" โผล่ขึ้นบนใบหน้าของนายกฯ เป็นภาพที่เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์หัวสี

เสียงชาวบ้านบางส่วนแสดงความเห็นใจนายกฯ ที่โหมงานหนัก จนดูโทรม บางส่วนก็วิจารณ์ว่า ก็แค่นายกฯเป็นสิวก็ต้องเป็นข่าว

ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ณ ห้องประชุมท่าอากาศยานดอนเมือง


เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า " น้ำท่วมครั้งนี้ค่อนข้างจะหนักหนาและมากกว่าครั้งที่ผ่านมา"


"สิ่งที่เราเล็งเห็นคือพายุลูกใหม่กำลังเข้ามา และน้ำทะเลกำลังจะหนุน"

“เราต้องเรียนกับพี่น้องประชาชนว่าวันนี้ มันเป็นภาวะที่หนักจริงๆ จะไปถึงขั้นต้องประกาศภัยพิบัติหรือไม่ ก็ขอให้ศูนย์นี้ได้ทำงานก่อน เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการคือผลของการตอบสนองว่าทุกคนได้รับการดูแลอย่างดี ที่สุด และวันนี้หลักคือการดูแลความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน เราจึงต้องเร่งทำงาน วันนี้เราต้องมารวมตัวกันเป็นวาระเพื่อชาติที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชน”

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

ดูภาพบางมุมของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ความงามของเธอยังอยู่ แต่ดูคล้ายเธอกำลังจะร้องไห้

ค่ำนี้ 7 ต.ค. เวลาประมาณ 20.30 น. นายกรัฐมนตรีจะชี้แจงสถานการณ์น้ำท่วม ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที โดยเนื้อหาเป็นการพูดถึงความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าหนักมาก และจะขอความร่วมมือจากภาคเอกชนให้เข้ามาช่วยเหลือเยียวยาประชาชน

นี่คือ สถานการณ์ไม่ปกติ ขอให้รอดูแววตาและสีหน้าของผู้นำหญิงในวันที่ยาวนานที่สุด

.......

ภาพ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปแวะเยี่ยมชาวบ้านในซอยวัดพระญาติการาม เขตตัวเมืองอยุธยา ซึ่งบ้านเรือนในชุมชนบริเวณนี้โดยเฉพาะที่อยู่ริมน้ำถูกน้ำท่วมสูงใกล้ถึง หลังคา เมื่อ 6 ตุลาคม