ที่มา ข่าวสด
ช่วงเที่ยงวันที่ 9 ต.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า น้ำจากคลองบึงขวาง ย่านร่มเกล้า กทม. ที่เริ่มไหลทะลักเข้าท่วมบริเวณหมู่บ้าน ประภาวรรณโม โครงการร่มเกล้า 2 แล้ว ขณะที่น้ำเริ่มที่จะท่วมเข้าที่บริเวณถ.คุ้มเกล้า จนรถสามารถวิ่งได้ช่องเดียว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, October 9, 2011
น้ำทะลักท่วมย่าน "ร่มเกล้า" บางส่วนแล้ว
"จตุพร"-ส.ส.อุดรฯ ร่วมเปิดอำเภอเสื้อแดงแห่งแรก
ที่มา มติชน
วันที่9ต.ค. ที่ว่าการอำเภอประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการเปิดอำเภอเสื้อแดง ซึ่งถือว่าเป็นอำเภอแห่งแรกของ จ.อุดรธานี ที่ถูกตั้งขึ้นตามโครงการอำเภอเสื้อแดง โดยมีน.พ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ อดีตส.ส.นครพนม ได้เดินทางมาเปิดงาน พร้อมด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง และนายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 เดินทางมาร่วมเป็นวิทยากรในการบรรยาย นอกจากนี้ยังมี ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทยอีก 3 คน มาร่วมเปิดโครงการอำเภอเสื้อแดงด้วย ท่ามกลางกลุ่มคนเสื้อแดงมาร่วมงานกว่า 1,000 คน ทั้งนี้ ในงานดังกล่าวได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะมีการบรรยายถึงข้อกฎหมายและแนวทางการดำเนินงาน
นายกฯ ประชุมศ.ป.ภ.สั่งเร่งอพยพคนทันที หากรับมือไม่ไหว
ที่มา ข่าวสด
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปประชุมที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศ.ป.ภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนายกรัฐมนตรีสั่งการว่า 10 จังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม ป้องกันน้ำท่วมเขตเศรษฐกิจ-ตัวเมืองให้ได้ แต่หากรับมือไม่ได้ให้เร่งอพยพประชาชนก่อน ขณะเตรียมสร้างแนวคันกั้นน้ำป้องกันน้ำท่วม กทม.
“บริเวณใดที่ไม่สามารถรองรับน้ำได้ ให้อพยพประชาชนออกมาจากพื้นที่ทันที เพื่อความสะดวกในการดูแล ส่วนพื้นที่เขตเศรษฐกิจและตัวเมืองต้องปกป้องให้ดีที่สุด” นายกรัฐมนตรีกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรีจะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อเยี่ยมประชาชน และตรวจดูสถานการณ์น้ำท่วมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
วรเจตน์ ภาคีรัตน์" เดินหน้าหยุดระบบปฏิวัติ
ที่มา มติชน
คอลัมน์ โครงร่างตำนานคน โดย การ์ตอง มติชน
หลังเปิดความคิดคณะนิติราษฎร์ ที่ออกมาเสนอยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้มีกำหนดโทษคนทำรัฐประหาร จนส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันเข้มข้นและกว้างขวางสั่นสะเทือนไปทั้งวง การวิชาการ ระดับที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แทบจะนั่งไม่ติดเก้าอี้
"วรเจตน์ ภาคีรัตน์" หัวขบวนนิติราษฎร์ ยังเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ประกาศว่าสัปดาห์หน้าจะเปิดประเด็นเพื่อเคลื่อนต่อ
"การทำให้ระบอบประชาธิปไตยยั่งยืน การปรับความคิดเป็นเรื่องสำคัญ ปูฐานความคิดให้คนเห็นภาพ ที่สุดจะทำให้ประเทศไปในทิศทางประชาธิปไตยได้" คือบทสรุปทั้งเป้าหมาย และวิธีการของ อาจารย์วรเจตน์แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ความยุ่งยากของการบริการจัดการประเทศนี้ ถ้าจะว่ากันแบบตรงไปตรงมาคงต้องสรุปว่า เกิดจากความสับสนในรูปแบบการปกครอง
ไม่รู้ว่าจะบริหารจัดการชาติด้วยระบบไหนดี
ทางหนึ่ง เดินตามอารยประเทศ ด้วยการประกาศตัวเป็น "ประชาธิปไตย"
แต่อีกทางหนึ่งก็ช่วยกันปลุกระดมความคิด ความเชื่อ ว่านักการเมืองเป็นกลุ่มคนเลวร้าย แย่งชิงอำนาจกันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง
เป็นกลุ่มคนที่ต้องกีดกันไม่ให้เข้ามามีอำนาจ
เมื่อระบอบประชาธิปไตย เป็นระบบการปกครองที่กำหนดให้นักการเมืองเป็นผู้แทนประชาชนเข้ามาบริหารประเทศ เมื่อ
ประชาชนเลือกใครเข้ามา กลุ่มคน หรือที่เรียกว่าพรรคนั้นถือว่าได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนให้เป็นผู้บริหารชาติ จนกว่าจะพ้นวาระ
โดยรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดกำหนดไว้ชัดเจน
แต่เพราะมีบางกลุ่มบางพวกพยายามปลุกความคิดไม่ไว้วางใจนักการเมือง ประกอบกับนักการเมืองเองบางคนมีพฤติกรรมส่อไปในทางแสวงประโยชน์
ประชาชนส่วนหนึ่งจึงชื่นชมยินดีที่ "กองทัพ" ทำการรัฐประหาร ขับไล่รัฐบาลจากพรรคการเมืองให้พ้นอำนาจ และฉีกกฎหมายสูงสุดทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า
ขณะเดียวกันก็มีประชาชนอีกฝ่าย ที่เชื่อมั่นในประชาธิปไตย ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทหารคืนอำนาจให้ประชาชน ผสานเสียงกับแรงกดดันจากอารยประเทศ
ทำให้รัฐบาลทหารไม่เคยไปรอด ต้องแปลงร่างมาเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย บ่อยครั้งที่พยายามหารูปแบบ เชิดพรรคการเมืองบางพรรคขึ้นมาอยู่ข้างหน้า
แต่ที่สุดก็ไม่รอด ต้องยอมให้มีการเลือกตั้ง ให้รัฐบาลจากพรรคการเมืองกลับเข้ามา แล้วหาทางทำลายใหม่
สภาพที่การเมืองวนไปเวียนมากับสองระบบเช่นนี้ ไม่เพียงทำให้ประเทศไม่พัฒนา แต่ยังทำให้เกิดการปะทะ มีการใช้กำลังรุนแรงกับประชาชน จนต้องสูญเสียเลือดเนื้อ และชีวิตมาหลายครั้งหลายหน
จนไทยเป็นเหมือนประเทศที่ไม่เคยเข็ดหลาบกับการไม่ทำให้การบริหารประเทศไปทางใดทางหนึ่ง
จะมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้ ประชาชนต้องเลิกสับสนไปเรียกหา อำนาจนอกระบบ
การจะทำเช่นนั้นได้ ต้องสร้างความคิดให้ประชาชนอย่างจริงจัง
เป็นความคิดที่จะร่วมกันหากลไกสกัดกั้นไม่ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นมาอีก
เพื่อหยุดการสูญเสียซ้ำซาก
"อาจารย์วรเจตน์" และ "คณะนิติราษฎร์" กำลังเดินต่อเนื่อง
เพื่อประเทศไทยปลอดการปฏิวัติรัฐประหารอย่างถาวร
ระเบิดลูกใหม่ พ.ร.บ.กลาโหม
ที่มา ข่าวสด
เป็น ประเด็นร้อนแทรกเข้ามา กลางวิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ครึ่งค่อนประเทศกรณีส.ส.รัฐบาล สมาชิกพรรคเพื่อไทยประสานเสียงกลุ่มนปช. และคนเสื้อแดง จุดพลุผลักดันให้มีการแก้ไขพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 หรือ พ.ร.บ.กลาโหม
เล็งเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปมีส่วนร่วม "จัดระเบียบ" แทนที่จะปล่อยให้อำนาจดังกล่าวอยู่ในมือผู้นำทหารแต่เพียงฝ่ายเดียว
แม้ การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีจะจบสมบูรณ์ไปแล้ว พร้อมกับกระแสข่าวฝ่ายการเมืองสามารถ "จูนคลื่น" ฝ่ายทหารได้ลงตัว โดยเฉพาะตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมซึ่งลงเอยที่พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์
ขณะ ที่ตำแหน่งสำคัญอื่นๆ ทั้งพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ. สส. พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. และพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองผบ.ทบ. ล้วนเป็นไปตามโผชื่อที่ผู้นำเหล่าทัพเสนอทั้งสิ้น
อย่างไร ก็ตามมีการมองว่าการที่รัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ยังไม่ต้องการนำเรื่องการโยกย้ายนายทหารมาเป็นประเด็น "แตกหัก" กับฝ่ายกองทัพในตอนนี้ ถึงสองฝ่ายจะมีเรื่องคาใจกันจากเหตุการณ์เมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.ปีที่แล้วก็ ตาม
ก็เพราะตามกฎหมายพ.ร.บ.กลาโหม ปี 2551 ซึ่งออกในสมัยรัฐบาลจากการรัฐประหารซึ่งมีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ
กำหนด "ล็อกตาย" ให้การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล ต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการ 7 คน คือรมว.กลาโหม รมช.กลาโหม ผบ.สส. ผบ. 3 เหล่าทัพ และปลัดกลาโหมเท่านั้น
โดยถือเสียงข้างมากเป็นมติชี้ขาด
กับ อีกเหตุผลหนึ่ง ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศเพียง 1 เดือนเศษ ท่ามกลาง "กับดัก" ปัญหาต่างๆ มากมายไม่ว่าการโจมตีทางการเมือง หรือการดำเนินนโยบายตามที่แถลงต่อรัฐสภา
ยังไม่รวมอุทกภัยครั้งใหญ่ ของประเทศที่กำลังเป็นปัญหาเร่งด่วนมากที่สุดเวลานี้ ดังนั้น ไม่ว่ามองด้านไหนรัฐบาลก็ยังไม่มั่นคงพอจะเพิ่มปัญหาด้วยการเปิดศึกกับกอง ทัพ
กระนั้นก็ตามการที่รัฐบาลไม่เข้าไปแตะการโยกย้ายในส่วนของกองทัพ นอกจาก ส.ส.พรรคบางส่วนแล้วยังทำให้คน 2 กลุ่มไม่ค่อยพอใจนัก
คือกลุ่มเตรียมทหารรุ่น 10 (ตท.10) ในพรรคเพื่อไทย
ซึ่ง จะเห็นได้จากพล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี พล.ท.มะ โพธิ์งาม ต่างเห็นว่าพ.ร.บ.กลาโหมควรต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อเพิ่มอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายในกองทัพให้รมว.กลาโหม ตัวแทนฝ่ายบริหาร ไม่ให้เป็นเหมือนยักษ์ไม่มีกระบอง หรือแค่ "ตรายาง" เท่านั้น
กับ อีกกลุ่มคือ กลุ่มญาติวีรชนเดือนเม.ย.-พ.ค.53 และคนเสื้อแดง ที่รู้สึกหวาดระแวงว่ารัฐบาลที่พวกเขาเลือกเข้ามากำลังจะเล่นบท "ฮั้วอำนาจ" กับฝ่ายกองทัพ
เนื่องจากรู้ทั้งรู้ว่านายทหารบางคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปราบม็อบเสื้อแดงจนมีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก
แต่ ก็ยังได้ดิบได้ดีในการแต่งตั้งโยกย้าย โดยฝ่ายการเมืองไม่แสดงความพยายามที่จะคัดค้าน จน "แม่น้องเกด" ต้องบุกไปเผาโลงประท้วงหน้ากองทัพบก พร้อมฝากคำตัดพ้อไปถึงรัฐบาลและแกนนำนปช.
เดือดร้อนถึงส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำนปช.ต้องออกมาช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับญาติวีรชนคนเสื้อแดง
ตาม ที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่าประชาชนไม่มีวันลืมนายทหารบางนายที่มีบทบาทใช้กำลังจนทำให้ประชาชน ล้มตายจำนวนมาก และต้องติดตามตรวจสอบด้วยกระบวนการทางกฎหมายและคดีความ
"แต่ เมื่อโผออกมาเป็นอย่างนี้จะต้องทำความเข้าใจ เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับสูงมีกฎหมายพิเศษ ล็อกคนที่มาจากการเลือกตั้งเอาไว้กลางวงล้อมของแม่ทัพนายกอง"
กฎหมายพิเศษที่นายณัฐวุฒิกล่าวถึงก็คือพ.ร.บ.กลาโหมที่ออกโดยรัฐบาลคมช.
อีก ทั้งคณะกรรมาธิการผู้ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นระดับซุป"ตาร์ใน "บูรพาพยัคฆ์" แทบทั้งสิ้น จึงถือเป็นกฎหมาย "ผลไม้พิษ" ที่มาจากต้นไม้เผด็จการ ซึ่งจะต้องได้รับการจัดการแก้ไขให้เป็นประชาธิปไตย
อย่าง ไรก็ตามแม้คนที่เป็นกลางอย่างนายโคทม อารียา จะเห็นด้วยหากจะมีการแก้ไขพ.ร.บ.กลาโหม เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจฝ่ายทหารมากเกินไป
แต่ก็ยอมรับว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวที่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากฝ่ายทหารนั้นคงทำได้ยาก เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ไว้ใจกัน
ใน ส่วนของทหารจะเห็นได้จากการที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรมว.กลาโหม และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ออกมาให้สัมภาษณ์เสียงเข้มว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข
เพราะนั่นเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งสำคัญๆ ในกองทัพ
"การ จะต้องมีหรือไม่มีพ.ร.บ. การแต่งตั้งจะเป็นอย่างไร ให้ดูจากที่เขาทำงานและทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้หรือไม่ จะมาพูดว่าคนนั้นถูกคนนี้ผิด ต้องไปว่ากันในกระบวนการยุติธรรม ขอร้องอย่ามากดดันเพราะกดดันกันไม่ได้"
พล.อ.ประยุทธ์ระบุ ก่อนกล่าวตบท้ายด้วยประโยคที่ฉุดอุณหภูมิให้ร้อนวูบขึ้นทันที "ถ้าผมไม่ทำประโยชน์ก็ย้ายผมได้"
แล้ว ก็เป็นทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ที่ไม่เกรงต่อปฏิกิริยาฮึ่มฮั่มจากกองทัพ ยืนยันจะเสนอร่างแก้ไขพ.ร.บ. กลาโหมเข้าสู่สภาแน่นอน
พร้อมดักคอว่าการแก้ไขจะไม่เป็นเหตุให้ทหารออกมาตบเท้าต่อต้านหรือทำปฏิวัติ เพราะยุคนี้เป็นทหารประชาธิปไตย ต้องฟังรัฐบาลเป็นหลัก
ต่างฝ่ายต่างเปิดเกมท้าทาย
แต่จะจริงจังขนาดไหนต้องรอดูชัดๆ หลังประเทศพ้นวิกฤตน้ำท่วมไปแล้ว
ข้อสังเกตปฏิกิริยาที่มีต่อข้อเสนอนิติราษฎร์
ที่มา Thai E-News
การ ที่ ดร. กิตติศักดิ์สรุปว่า “แต่ศาลสหรัฐอเมริกาก็ได้ยอมรับว่าเมื่อเสียงส่วนมากใช้ไปในทางที่ผิด ศาลซึ่งแม้เป็นเสียงข้างน้อยที่แสนจะน้อยก็มีหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิดให้เสียง ข้างมากรับรู้ไว้” เป็นการสรุปที่ไม่ตรงประเด็น หรือเบี่ยงประเด็น เพราะคำพิพากษาอ้างรัฐธรรมนูญว่าการยื่นข้อเสนอ (ให้ประชาชนโหวต) นั้นผิด ไม่ใช่เสียงข้างมากที่โหวตออกมาผิด
โดย Rayib Paomano
ที่มา Thais' Genuine Democracy Revival
เกือบ ๑ เดือน นับแต่ ๗ จารย์นิติราษฎร์แถลงข้อเสนอทางวิชาการ ๔ ประการ*(1)ในโอกาสครบรอบ ๕ ปีของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา
ปรากฏว่าก่อให้เกิดปฏิกิริยามากมายทั้งในทางลบ และบวก ทั้งในทางวิชาการ และในแวดวงสังคมโดยทั่วไป
จนผู้เขียนเห็นว่าน่าจะทำข้อสังเกตุโดยรวมเอาไว้สำหรับจับตาดูความเป็นไป ทั้งในอนาคตอันใกล้ และ/หรือระยะยาวของภาวะการณ์บ้านเมืองอันเกี่ยวเนื่องถึงเนื้อหาในข้อเสนอ เหล่านี้
เชื่อว่าเป็นที่กระจ่างแก่ทุกคนที่สนใจ ทุกภาคฝ่าย ทุกค่าย (พรรค) และแถบสีทางการเมืองแล้วว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์มีด้วยกัน ๔ ประเด็น แต่ถกเถียงกันมากในประเด็นลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๔๙ เท่านั้น
จะมีก็แต่ผู้บัญชาการทหารบกที่ประสาทไวเหลือหลายต่อในบางประเด็น ท่านได้ตอบโต้ประเด็นยกเลิกมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฏหมายอาญาอย่างทันควัน
แล้วต่อมาจึงมีด็อกเตอร์บางคนพาดพิงถึงประเด็น ม. ๑๑๒ นี้โดยอ้อม ด้วยการเสียดสีเหน็บแนมให้เข้าใจเขวไปว่าเป็นเรื่อง “ล้มเจ้า”
ส่วนประเด็นให้ความยุติธรรมตามกระบวนกฏหมาย (Due Process of Law) แก่ผู้ต้องหา และการเยียวยาผู้เสียหายจากผลพวงแห่งรัฐประหาร อันรวมถึงผู้เสียชิวิต บาดเจ็บ สูญหาย และได้รับเคราะห์กรรมจากการเข้าสลายชุมนุมเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน และ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓
กับประเด็นยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้น กล่าวได้ว่าไม่มีการถกเถียงในทางสาธารณะเลย
ผู้เขียนแม้ไม่ใช่นักวิชาการตามความหมายที่ว่าเป็นผู้มีอาชีพ หรือเคยมีอาชีพสอนหนังสือ ก็ขอแสดงความชื่นชมต่อการเสนอคำประกาศนิติราษฎร์ดังกล่าวว่าเป็นความกล้าหาญ “ทางวิชาการ” แม้จะมีกันเพียง ๗ ท่าน
เทียบจำนวนไม่ติดกับ ๒๓ คณาจารย์ หรือผู้มีตำแหน่งแห่งหนในมหาวิทยาลัย และสภาทนายความ
พวกท่านก็ทำให้ผู้ใฝ่รู้ได้ทราบข้อเท็จจริงในทางกฏหมาย จนเกิดความเข้าใจในเรื่องผิดผีผิดไข้ของกระบวนตุลาการแบบไทยๆ
เป็นการติดอาวุธทางปัญญาแก่มวลประชาชนให้รู้แจ้งถึงกลใน ว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแท้จริงนั้นเป็นของประชาชนผู้ซึ่งดำรงสถานะรัฐ าธิปัตย์
โดยเฉพาะคนที่อยู่นอกวงวิชาการทั้งหลายได้รับแสงสว่างของการเห็นจริง อันเนื่องจากการงอกงามทางความคิดในการวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนออย่างกว้างขวาง นี้ด้วย
นับเป็นความสำเร็จตามที่คณะนิติราษฎร์มุ่งหวังแล้วในขั้นหนึ่ง
ผู้เขียนเฝ้าจับตาการตื่นตัวของสาธารณะในข้อเท็จจริงต่างๆ รายล้อมข้อเสนอนิติราษฎร์นับแต่ต้นจนบัดนี้ไม่มีทีท่าว่าจะจืดจาง
พลันเมื่อมีคำประกาศนิติราษฎร์ออกมาเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน กับนายถาวร เสนเนียม ส.ส. ประชาธิปัตย์ ก็ทำหน้าที่ถนัดค้านสบัดทันทีว่านิติราษฎร์เสนอลบล้างความผิดให้แก่คนๆ เดียว
สื่อบางฉบับที่เป็นปฏิปักษ์กับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย และนปช. มาตลอดอย่างไทยโพสน์ หรือที่พยายามทำตัวเป็นผู้มีความจงรักภักดีสุดโต่งอย่างสยามรัฐ ช่วยกันนำคำพูดของนายอภิสิทธิ์ และนายถาวรไปขยายผล
จนคณะนิติราษฎร์ต้องทำการแถลงข่าวชี้แจงเป็นครั้งที่สองในวันที่ ๒๕ กันยายน
ดังที่ อ.จันจิรา เอี่ยมยุรา กล่าวในการแถลงนำว่า เนื่องจาก “ส่วนหนึ่งก็เป็นไปในทิศทางการนำเสนอด้วยภาพลบอย่างยิ่ง ทำนองว่าข้อเสนอของนิติราษฎร์จะทำให้เกิดกลียุคในบ้านเมือง ระส่ำระสายวุ่นวาย นองเลือด”*(2)
ซึ่งก็คงไม่มีใครตอบการขยายผลคำพูดของนายอภิสิทธิ์ และนายถาวรได้ดีไปกว่า อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เองว่า “ผมยืนยันว่าผมไม่สนใจว่าข้อเสนอนั้นเป็นประโยชน์กับใคร ผมดูว่ามันเป็นหลักการที่ถูกต้องแล้วถ้าใครจะได้ประโยชน์ก็ให้เขาได้ ถ้าเขาเสียก็ให้เขาเสีย”... “ผมรู้สึกว่าคุณถาวร และคุณอภิสิทธิ์ ทั้งสองท่านไม่เข้าใจอะไร”...“เพราะถ้าท่านยังไม่รู้เรื่องยังมาเถียงกับผม ได้ยังไง และผมแปลกใจมากว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์ถึงเดือดร้อนนักกับข้อเสนออัน นี้”...”ไม่ต้องมาพูดว่า ประเทศนี้ต้องการนิติรัฐไม่ใช่นิติราษฎร์ ท่านเข้าใจหรือเปล่าว่านิติรัฐหมายความว่าอะไร"
คิดว่าหลังจากที่บทความโดย ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง “นิติรัฐ หรือนิติราษฎร์” ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า “นิติรัฐจึงต้องให้ความสำคัญสูงสุดแก่ความเสมอภาค จะเห็นได้ว่าแม้ในคำว่านิติรัฐ จุดเน้นก็อยู่ที่ราษฎรนั่นเอง เพราะรัฐเฉยๆ โดยไม่มีราษฎรเป็นแกนหลักนั้นไม่มี (ทั้งนี้ ยังไม่ต้องพูดในแง่ภาษาว่า รัฐกับราษฎร์นั้น ที่จริงคือคำเดียวกันในภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น)”*(3) ไปถึงเนตรถึงกรรณนายอภิสิทธิ์ และนายถาวรแล้ว ต่อไปคงจะรู้จักเก็บงำโวหารตะแบงมารไว้ใช้กับการเมืองล้วนๆ ไม่นำไปก้าวล้ำก่อกวนในขอบข่ายของการวิสาสะปัญญาอีกต่อไป
ต่อกรณีคำ “ฮึ่ม” ของพยัคฆ์ใหญ่แห่งบูรพา พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา ที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งรายงานว่าท่าน ผบ.ทบ. เตือนว่าเสนออะไรต้องระวังสังคมแตกแยก วรเจตน์เขาตอบว่า
““ผม กลับเห็นว่าการใช้กำลังเสียอีกที่ทำให้บ้านเมืองแตกแยก ที่บ้านเมืองแตกแยกวันนี้ไม่ได้เป็นผลจากการรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ หรือครับ”...”ที่เรากำลังทำอยู่เพื่อให้สังคมเกิดการเรียนรู้ และป้องกันการรัฐประหาร มีคนบอกว่าข้อเสนอของเรากระตุ้นให้เกิดการรัฐประหารหรือเปล่า ผมคิดว่าความคิดแบบนี้เมื่อมันเปิดกรงออกไป และโบกบินสู่สังคมแล้ว ต่อให้นิติราษฎร์ทั้งเจ็ดคนไม่อยู่แล้ว แต่ความคิดนี้จะอยู่ในสังคม มันฆ่าไม่ตายแล้ว”
ในการแถลงข่าวครั้งที่สองนี้วรเจตน์ได้ให้ความกระจ่างต่อข้อเสนอของกลุ่มตน ในประเด็นอันเป็นหัวใจสำคัญ แต่ถูกสื่อมวลชนละเลย หรือมองข้าม นั่นคือการเสนอให้ลบล้างมาตรา ๓๖ และ ๓๗ ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๔๙ เพราะเป็นบทว่าด้วยการนิรโทษกรรมให้แก่คณะรัฐประหาร ซึ่งเป็นการปกป้องผู้กระทำรัฐประหารอย่างถึงที่สุดของแนวคิดเผด็จการ เป็นการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่าผู้ก่อการรัฐประหารชุดนี้ไม่มีความผิด ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต คณะนิติราษฎร์จึงเสนอทางแก้เงื่อนตายในรัฐธรรมนูญดังกล่าวด้วยตรรกะที่ว่า
“ถ้าประชาชนออกเสียงประชามติในรัฐธรรมนูญที่จะสถาปนาขึ้นใหม่ อำนาจนั้นสูงสุดพอที่จะประกาศได้ว่า นิรโทษกรรมนั้นเสียเปล่าได้ เท่ากับไม่เคยมีการนิรโทษกรรม และให้บุคคลที่ทำรัฐประหารต้องถูกลงโทษ”
หากจะสรุปว่าเหตุใดปฏิกิริยาในทางลบที่มีต่อข้อเสนอนิติราษฎร์จึงออกมา กระหน่ำอย่างฟาดหัวฟาดหาง ไม่ยอมเดินตามแนววิชาการ และท่วงทำนองของนิติราษฎร์ที่อิงหลักประชาธิปไตยเพื่อประชาชนเป็นแก่นกระพี้
คำตอบคงอยู่ในคำพูดของวรเจตน์อีกเช่นกันว่า
““มาตรา ๓๗ เป็นกล่องดวงใจของคณะรัฐประหาร ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์นั้นเป็นการทำลายกล่องดวงใจของคณะรัฐประหาร จึงเป็นที่เข้าใจว่า ทำไมข้อเสนอของเราจึงถูกทำให้กลายเป็นการช่วยคนๆ เดียวให้พ้นผิด”
ซึ่งคำตอบเกี่ยวกับเรื่องคนๆ เดียวนี้ก็ชัดเจนอยู่ในคำอธิบายเพิ่มเติมข้อเสนอที่สองโดยวรเจตน์เช่นกันว่า “ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรม อภัยโทษ หรือล้างมลทินของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่ก็ทำได้ตามปกติ”
เหล่านี้คงพอฟันธงได้แล้วว่าการออกมาโต้โดยบิดเบี้ยวข้อเสนอนิติราษฎร์ของ นายอภิสิทธิ์ และ ผบ.ทบ. เป็นเรื่องปกป้องกล่องดวงใจ แม้ว่านายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ได้มีรายนามต่อท้าย คปค. (คณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข) ชื่อย่อทางการของคณะรัฐประหาร
การไปจัดตั้งรัฐบาลของตนในกองพลทหารราบที่ ๑๑ และการไปขึ้นเวทีพันธมิตรแสดงความชื่นชมคณะรัฐประหาร ดังปรากฏหลักฐานคลิปยูทู้ปบนอินเตอร์เน็ต แม้กระทั่งเมื่อได้เป็นหัวหน้าฝ่ายค้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์แล้วก็ยังทำหน้าที่ หัวหอกทางการเมืองปกป้องทหาร เมื่อแสดงจุดยืนแข่งกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกลาโหม คัดค้านข้อเสนอของ นปช. ที่ขอให้มีการแก้ไขกฏหมายแต่งตั้งโยกย้ายทหาร*(4)
ก็เพียงพอยืนยันว่า ถ้าไม่ใช่ให้ท้ายรัฐประหารก็ต้องเป็นการเดินตามก้นคณะทหาร คมช. แน่นอน เช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง และอาณิสงค์จากผลพวงของรัฐประหารบางคนที่ออกมาเถียงข้างๆ คูๆ เบี่ยงเบนประเด็นกันต่อมา
นายสัก กอแสงเรือง แห่งสภาทนายความแห่งประเทศไทยคนหนึ่งละ ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกคน ล้วนได้ดิบได้ดีจากรัฐประหารทั้งคู่
รวมทั้งนักวิชาการบางคนในกลุ่ม ๒๓ คณาจารย์ก็เคยรับงานนิติบริกรจากคณะรัฐประหารมาแล้วเช่นกัน ส่วน ดร. ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ ดูเหมือนจะเกาะกระแสเขียนบทความวิพากษ์คณะนิติราษฎร์อย่างสาดเสีย*(5) แถมยังบริภาษพาดพิงไปถึงผู้ที่เห็นคล้อยข้อเสนอนิติราษฎร์ด้วยวิธีการยกตน ข่มท่าน ดังที่ตีพิมพ์ใน น.ส.พ. มติชนว่า “แถมยังมีตัวช่วยระดับไพร่กลายเป็นอำมาตย์เพิ่มอีกเป็นอันมาก”
หวังว่าด็อกเตอร์ผู้ริอ่านเป็นนักเขียนเล่นสำนวนส่อเสียดจะได้ดังกับเขาบ้างอย่างที่ใจปรารถนา
สำหรับข้อโต้แย้งของนายสักที่เอาสมาชิกสภาทนายความ ๕ หมื่นคนมาพ่วงท้ายด้วยนั้น “ใบตองแห้ง”*(6) แห่งประชาไทออนไลน์ นักเขียนที่เด้งมาจากไทยโพสต์ เพราะโรจน์ งามแม้น เจ้าของหนังสือเขามีนโยบายตีพิมพ์ทุกอย่างที่ให้โทษทักษิณ ได้รับเอาไปสังคายนาเรียบร้อย แค่ที่ใบตองแห้งสะกิดสะเกาว่า
“เอ๊ะ หรือว่าคุณสักจะอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาสนับสนุนรัฐประหาร หรืออ้างว่ารัฐประหารทำเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ก็อ้างอย่างก้ำๆ กึ่งๆ ยังไงไม่รู้ ไม่เข้าใจตุ้ม ผมยังงงอยู่ว่าคุณสักแกเขียนเองหรือใช้ทนายฝึกหัดตัดแปะ แต่สรุปได้ว่าคำแถลงนี้นอกจากเลอะเทอะทางความคิดอุดมการณ์แล้ว ยังสอบตกเรื่องการทำสำนวน การใช้ภาษา การเรียงลำดับ สับสนไปมา”
ผู้เขียนคงไม่จำเป็นต้องยกเนื้อความอื่นใดมาตั้งสังเกตอีก แต่ที่จำเป็นต้องเอ่ยถึงก็คือ ได้มีกลุ่มทนายความ และนักกฏหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์มาซักค้านแถลงการณ์ของนายสักว่า “เป็นการทำลายหลักนิติธรรม และระบอบประชาธิปไตย อันนำความเสื่อมเสียมาสู่เกียรติภูมิของสภาทนายความ”
เช่นเดียวกับแถลงการณ์ของ ๒๓ คณาจารย์นิติศาสตร์ก็มีแถลงการณ์ของคณาจารย์ต่อต้านรัฐประหาร*(7) ขึ้นมาทัดทาน ด้วยการประกาศสนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์ทั้ง ๔ ประเด็น แล้วยังชักชวนนักวิชาการอื่นๆ เข้าร่วม พร้อมทั้งเรียกร้องรัฐบาลให้ความสนใจนำไปศึกษาหาทางปฏิบัติ กับประณามการบิดเบือน และป้ายสีข้อเสนอนิติราษฎร์ ว่าเป็นการทำลายเสรีภาพทางวิชาการ และบรรยากาศประชาธิปไตย
ส่วนในเนื้อหาของแถลงการณ์ ๒๓ คณาจารย์นั้น ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการตีขลุมบรรยายอย่างน้ำท่วมทุ่ง และตอบไม่ตรงประเด็นข้อกฏหมายที่นิติราษฎร์เสนอ เพียงเพื่อจะเบี่ยงประเด็นหาทางสรุปกล่าวหานิติราษฎร์ว่า “ยังคงมีอุดมการณ์ที่ยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และเป็นระบอบการปกครองที่ประเทศไทยยึดถือมาเป็นระยะเวลายาวนาน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแรกจนถึงฉบับปัจจุบันหรือไม่” เท่านั้นเอง
และแง่มุมแห่งข้อกฏหมายอันพึงมีในแถลงการณ์ ๒๓ คณาจารย์นั้น ก็มีนักศึกษากฏหมายปีสี่แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหงคนหนึ่งได้นำไปยำไว้บนหน้า เฟชบุ๊คแล้วอย่างถี่ถ้วน*(8) เช่นที่ว่า “ทาง ๒๓ คณาจารย์ควรสำเหนียกถึงหลักการพื้นฐานของหลักนิติรัฐ ที่ต้องประกันความเชื่อถือไว้วางใจของเอกชนที่มีต่อระบบกฎหมายของรัฐ สำหรับหลักต้นไม้เป็นพิษซึ่งเป็นหลักคิดในทางข้อเท็จจริงที่ส่งผลยุติเฉพาะ คู่ความเป็นรายคดี หาได้ส่งผลบังคับผูกพันเป็นการทั่วไปบังคับแก่บุคคลทั้งหลายไม่ การหยิบยกหลักดังกล่าวมาโจมตีข้อเสนอนิติราษฎร์จึงเป็นไปโดยความมักง่ายของ ๒๓ คณาจารย์โดยแท้”
หรือในตอนท้ายว่า
“กรณีที่ท่านยังมีทรรศนะต่อประชาชนว่ายังไม่ ฉลาดเท่าทันนักการเมือง เช่นนี้คณาจารย์ทั้ง ๒๓ คนก็เป็นประชาชนของรัฐนี้ล่ะครับ ... และพึงสังวรณ์ถึงความป่าเถื่อนทางความคิดของคณาจารย์ทั้ง ๒๓ ที่วางเจตจำนงทางการเมืองของตนเป็นที่ตั้ง แล้วยัดเยียดความโง่ให้ประชาชนคนอื่นๆ ซึ่งอาจจะหมายถึงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ของรัฐด้วยโดยนัย”เท่า นี้ก็คงพอทำให้เห็นตัวตนของ ๒๓ คณาจารย์ว่าไม่ต่างจากพวกที่ถือตนเป็นชนชั้นสูง นิยมวิธีแก้ปัญหาทางการเมืองโดยรัฐประหารล้มกระดาน หรือว่าใฝ่หามาตรา ๗ ซึ่งก็คือถวายคืนพระราชอำนาจทางการเมืองแก่กษัตริย์ และกลับสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช
แนวคิดแบบ ๒๓ คณาจารย์ถูกนำมาตีไข่ใส่สีเสียมันย่องโดย ดร. ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ โดยเฉพาะในข้อที่อ้างถึงจิตวิทยาของอาชญากรว่า “คนที่ต้องการยกเลิกกฏหมายใด แสดงว่าเขาอยากทำผิดกฏหมายนั้น” แล้วทำทีเป็นมีอารมณ์ขันยกตัวอย่างว่าตนอยากให้ยกเลิกกฏหมายกระทำชำเรา โดยอ้างคำคมที่พวกจงรักภักดีเหนือกว่าใครๆ เคยอ้างกันบ่อยๆ ว่า “กฎหมายถึงจะมีโทษแรงแค่ไหน ผู้ที่ไม่คิดจะทำผิดกฎหมายย่อมไม่เดือดร้อน”
การกล่าวเช่นนี้เป็นวิธีใช้ตรรกะแบบศรีธนญชัยซึ่งมีแต่ด็อกเตอร์ผู้ได้รับ เศษอาหารของเผด็จการในประเทศไทย หรือทาสเผด็จการในประเทศอาหรับนิยมใช้กัน
ผู้คนที่เจริญแล้วในทางจิตสำนึก (Mentality) ประชาธิปไตยเขาจะไม่กล้าใช้ตรรกะนั้น เพราะมันแสดงถึงความป่าเถื่อนแบบสัตว์ที่ยังเป็นดิรัจฉาน ยังไม่ได้รับการฝึกให้เชื่อง หรือไม่สามารถทำให้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับมนุษย์อย่างสันติสุขได้ เมื่อการใช้เหตุ และผลไม่มีความหมาย จะต้องใช้วิธีการรุนแรง ทำร้าย และเข่นฆ่ากันให้หวาดกลัวเท่านั้น
น่าเสียดายที่ ดร. ทวีเกียรติเป็นผู้สอนวิชากฏหมาย แต่ไม่ทราบว่าหลักการทางอาชญวิทยานั้นให้กำหนดโทษเพียงพอเหมาะพอควรแก่ความ ผิด มิฉะนั้นจะเป็นการโหดร้ายทารุณ แถมทำให้ผู้ต้องโทษไม่หลาบจำด้วย..ฮ่วย
ที่จริงการกำหนดโทษรุนแรง และมีระวางโทษขั้นต่ำเพื่อให้เกิดการหวั่นเกรงมากเป็นพิเศษ ก็มีปรากฏในประเทศที่ระบบตุลาการเดินตามครรลองประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา เหมือนกัน ดังพบว่ามีการออกกฏหมายระบุความผิดขั้นรุนแรง (Capital Punishment) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการใช้ความหวาดกลัวโทษหนักเป็นเครื่องมือกำหราบ่ให้ผู้ ต้องหายอมรับสารภาพ (Plea Bargaining) ก่อนจะไปถึงการพิจารณาคดีแล้วจะได้รับลดหย่อนผ่อนโทษ
ถ้าใครยังฝืนสู้คดีต่อไปก็จะถูกอัยการเพิ่มกระทงข้อหา ซึ่งถ้าถูกพิพากษาผิดจะต้องรับโทษหนักขึ้นไปเป็นสิบเท่า กรณีเช่นนี้เรียกว่า โทษทัณฑ์ของการสู้คดี (Trial Penalty) กำลังถูกวิพากษ์อย่างมากว่าเป็นการบีบคั้น (Coercion) ที่ผิดเพี้ยนไปจากกระบวนการยุติธรรม ทำให้ผู้ต้องหาอาจรับสารภาพทั้งที่บริสุทธิ์ (ดังเช่นผู้ต้องหา ม.๑๑๒ จำนวนมากในประเทศไทย) เพราะไม่อยากติดคุกนาน หรือโดนโทษหนัก
นายริชาร์ด อี. ไมเออร์ ที่สอง อดีตผู้ช่วยอัยการรัฐบาลกลางสหรัฐ ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์สมทบภาควิชากฏหมาย มหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลน่า กล่าวว่าทางปฏิบัติซึ่งผู้ต้องหายอมรับสารภาพเพื่อหลีกเลี่ยงถูกอัยการเพิ่ม กระทงความผิดนี้ ทำให้อำนาจในการกำหนดโทษไปสะดุดอยู่ที่อัยการ แทนที่จะเป็นอำนาจวินิจฉัยของผู้พิพากษาล้วนๆ
เขาแสดงความเป็นห่วงว่าการเปลี่ยนมืออำนาจ "ถ้าไปอยู่ในมือที่ไม่เหมาะสม จะทำให้กระบวนการยุติธรรมทางคดีอาญาถูกกักเป็นตัวประกันได้"*(9)
สำหรับการที่อธิการบดีธรรมศาสตร์ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีต คตส. อีกผลพวงหนึ่งของ คปค. ร้อนใจจนต้องเขียนในเฟชบุ๊คยอกย้อนเสียดแทงนิติราษฎร์เป็นคำถามกึ่งไร้ เดียงสาถึง ๑๕ ข้อนั้ นได้มีผู้ที่ให้เกียรติต่อตำแหน่งอธิการบดีเขียนตอบกันมากมาย นับแต่อดีตคณะบดีนิติศาสตร์ มธ. อาจารย์พนัส ทัศนียานนท์ ผู้เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และเคยเป็นวุฒิสมาชิกจากการเลือกตั้ง กรุณาตอบด้วยหลักกฏหมายล้วนๆ เช่นว่า “ป.อาญา ม.๑๑๒ เท่าที่มีการตีความและใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีผลขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแน่ นอน เพราะเป็นการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนซึ่งเป็นสิทธิขั้น มูลฐานตามรธน.ของประชาชนโดยสิ้นเชิง”*(10)
นอกนั้นก็มี อ. ใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องระเห็จไปอยู่ลอนดอ นเพราะเขียนหนังสือวิพากษ์ทางวิชาการต่อคณะรัฐประหาร เลยโดนข้อหาหมิ่นสถาบันฯ ให้เกียรติ “จัดให้” เหมือนกันในข้อเขียนเรื่อง “ตอบนักวิชาการสลิ่ม..” ต่อท้ายเรื่อง “เบื้องหลังพวกเสื้อเหลืองที่คัดค้านข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์” เชิญทัศนากันเต็มๆ ที่ redthaisocialist.com
ดูเหมือนดร.สมคิดจะมีเสน่ห์มากเป็นพิเศษ ใครๆ ก็อยากตอบคำถาม ๑๕ ข้อของท่าน ไม่เพียงหนังสือพิมพ์ข่าวสดบรรจงตอบในคอลัมน์ “เหล็กใน” ว่า “โถ..อธิการบดี”*(11) แล้วคุณพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล นักศึกษากฏหมายช่วยจัดให้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ดังตัวอย่างที่เขาตอบคำถามข้อ ๑๔ ว่า ”คุณสมคิดครับ รัฐธรรมนูญเกิดทีหลัง ประชาชนซึ่งมีสิทธิเสรีภาพติดตัว (สิทธิมนุษยชน) มาก่อนรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น แม้จะไม่มีหมวดสิทธิเสรีภาพ ถามว่าประชาชนจะไม่มีสิทธิเสรีภาพหรือ คำตอบคือเขายังมีบริบูรณ์ทุกประการ”*(12)
แต่ที่จัดให้ท่านอธิการบดี มธ. หนักกว่าใครๆ เห็นจะเป็นกลุ่มศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ที่เก่ามากๆ ย้อนไปถึงรุ่น ตมธก. ที่ไม่เพียงเขียนเป็นจดหมายเปิดผนึกเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม แล้วยังไปตั้งโต๊ะในธรรมศาสตร์ใกล้ประตูด้านสนามหลวงรณรงค์ขับไล่ ดร.สมคิดจากตำแหน่ง*(13) เนื่องจากในข้อเขียนคำถามย้อนคณะนิติราษฎร์ข้อ ๑๑ ของท่าน บังอาจหยามเหยียดผู้ประศาสน์การ ดร. ปรีดี พนมยงค์ เอาไปเทียบเคียงกับนักรัฐประหารอย่างสุจินดา ถนอม ประภาส สฤษดิ์ และจอมพล ป. จนเป็นที่ระคายเคืองให้ทายาทของท่านปรีดี นางดุษฎี บุญทัศนกุล ต้องเข้าไปโพสต์ถาม ดร.สมคิดในหน้าเฟชบุ๊คว่า “เข้าใจผิดอะไรหรือเปล่าคะ ที่พูดพาดพิงถึงนายปรีดีเกี่ยวกับการรัฐประหาร”
ต่อกรณีที่ ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ นักกฏหมายค่ายเยอรมนี เขียนคำวิจารณ์ต่อข้อเสนอนิติราษฎร์อย่างนักวิชาการแท้ๆ ก็ได้มีการวิภาษทางวิชาการจากนายพุฒิพงศ์นักศึกษากฏหมายแล้วเช่นกัน*(14) หากแต่มีบางตอนที่ ดร. กิตติศักดิ์ อ้างไว้ทำให้ผู้เขียนเกิดตะขิดตะขวง จะปล่อยเลยไปเพราะเหตุว่าท่านเป็นอาจารย์ได้ทุนไปลงแรงร่ำเรียนมามาก เหมือนอย่างที่ ดร.ทวีเกียรติใช้อ้างหลอกด่านิติราษฎร์ว่าเป็น “ต้นไม้พิษ” ก็เกิดอาการอึดอัดขัดขืนในใจ จึงขอร่วมวงวิภาษวิธีตรงนี้หน่อย
ดร. กิตติศักดิ์เขียนไว้ว่า “แม้ประชาชนจะลงประชามติไว้ว่าอย่างไรก็ตาม หากประชามติซึ่งเป็นการใช้อำนาจสูงสุดของประชาชนนั้นขัดต่อกฎหมาย ศาลซึ่งเป็นคนกลางที่เป็นอิสระก็มีอำนาจชี้ขาดว่าประชามตินั้นขัดต่อกฎหมาย และไม่มีผลบังคับ” แล้วยกตัวอย่างคดีที่ศาลสหรัฐพิพากษาแย้งประชามติการผ่านร่างข้อเสนอที่ ๘ ในแคลิฟอร์เนียห้ามบุคคลเพศเดียวกันจดทะเบียนแต่งงาน
ผู้เขียนคิดว่า ดร.กิตติศักดิ์สำคัญผิดในสถานภาพซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับการ บังคับใช้กฏหมาย และจิตสำนึกของประชาชนต่อระบบการปกครองระหว่างสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย
ในเรื่องห้ามบุคคลเพศเดียวกันแต่งงานในแคลิฟอร์เนียนั้น คำพิพากษาศาลรัฐบาลกลาง (ไม่ใช่ศาลสูงสุดสหรัฐ) ในคดีแพรีกับชว้าทซเน็กเกอร์เป็นเพียงตัดสินว่าการทำประชามติในข้อเสนอที่ ๘ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งฝ่ายสนับสนุนข้อเสนอนี้ได้ยื่นฎีกาต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ทันที ศาลรับคดีเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ขณะนี้คดียังไม่สิ้นสุด ผลบังคับของประชามติยังคงดำรงอยู่
การที่ ดร. กิตติศักดิ์สรุปว่า “แต่ศาลสหรัฐอเมริกาก็ได้ยอมรับว่าเมื่อเสียงส่วนมากใช้ไปในทางที่ผิด ศาลซึ่งแม้เป็นเสียงข้างน้อยที่แสนจะน้อยก็มีหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิดให้เสียง ข้างมากรับรู้ไว้” เป็นการสรุปที่ไม่ตรงประเด็น หรือเบี่ยงประเด็น เพราะคำพิพากษาอ้างรัฐธรรมนูญว่าการยื่นข้อเสนอ (ให้ประชาชนโหวต) นั้นผิด ไม่ใช่เสียงข้างมากที่โหวตออกมาผิด
ดังนั้นถ้าเป็นการต่อสู้คดีในอเมริกา ข้อโต้แย้งของ ดร.กิตติศักดิ์ถือว่าเสียเปล่าไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้
ท้ายที่สุดนี้ ดังได้กล่าวไว้ในเบื้องต้นแล้วว่าคุณูปการอันเกิดจากข้อเสนอนิติราษฎร์สำคัญ ที่สุด ก็คือก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวาง และผลแห่งการแสดงปฏิกิริยาในทางลบต่อข้อเสนออย่างมีเลศนัยบ้าง อย่างเต็มไปด้วยโมหะจริตบ้าง อย่างตะแบงชนิดไร้เดียงสาบ้าง ล้วนทำให้มองเห็นประโยชน์ หรือข้อดีต่างๆ ของหลักการในข้อเสนอมากยิ่งขึ้น ข้อตำหนิจากนักวิชาการบางท่านว่าข้อเสนอนิติราษฎร์ยังไม่ละเอียด และไม่กระจ่างในบางเรื่องก็ค่อยๆ ผ่อนคลายไป
จนบัดนี้เริ่มเห็นแสงไฟที่ปลายทางบ้างแล้วว่า ความเลวร้ายทางการเมืองตลอด ๕ ปีที่ผ่านมาอันเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฏหมาย มายาคติของการแบ่งชนชั้นในสังคมระหว่าง “คนดี” ที่มีประกาศนียบัตร และปริญญาทางการศึกษา กับรากหญ้าที่มีจำนวนมากกว่าท่วมท้น และจิตสำนึกเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานในการฆ่าหมู่ผู้คนที่ไม่ยอมนอบน้อมกราบไหว้ จะแก้ไขด้วยนามธรรมของการปรองดองอย่างเดียวไม่ได้
แต่จักต้องพร้อมกันลงมือจัดทำอย่างเป็นรูปธรรม ก้าวแรกอยู่ที่จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์
*(1) http://www.enlightened-jurists.com/blog/44
*(2) http://www.prachatai.com/journal/2011/09/37069
*(3) http://www.matichon.co.th/นิธิ เอียวศรีวงศ์
*(4) http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255410040292&tb=N255410
*(5) http://www.matichon.co.th/ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์
*(6) http://www.prachatai.com/journal/2011/09/37137
*(7) http://www.prachatai.com/journal/2011/10/37192
*(8) http://www.matichon.co.th/พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
*(9) http://www.nytimes.com/2011/09/26/us/tough-sentences-help-prosecutors
*(10) http://www.prachatai.com/journal/2011/09/37109
*(11) http://www.khaosod.co.th/โถ..อธิการบดี
*(12) http://www.enlightened-jurists.com/page/239
*(13) http://www.prachatai.com/journal/2011/10/37247
*(14) อ้างแล้วที่ (๑๒)
วาทตะวัน: “นายกฯยิ่งลักษณ์...ครองอำนาจยาวแน่!”
ที่มา Thai E-News
โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
8 ตุลาคม 2554
เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายก รัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายข้อราชการ ทรงพระราชทานคำแนะนำในการแก้ปัญหาน้ำท่วม และพระราชทานกำลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการให้กับนายกรัฐมนตรีหญิง คนแรกของประเทศไทยด้วย
พระมหากรุณาธิคุณใหญ่หลวงครั้งนี้ เสมือนดั่งน้ำทิพย์ชโลมจิตใจนายกฯปูของเรา จนพละกำลังและความแข็งแกร่งดูเพิ่มพูนขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
ด้วยพระมหาบารมีปกเกล้าฯ และกำลังใจที่รับพระราชทานนั้น ประดุจดังเกราะแก้วอันศักดิ์สิทธิ์ ที่จะปกป้องคุ้มภัยการปฏิบัติหน้าที่ราชการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายก รัฐมนตรี และรัฐบาลชุดนี้ ให้ต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรค และภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง จนลุล่วงไปได้ด้วยความสวัสดีมีชัย สามารถอำนวยประโยชน์โพดผลให้พี่น้องประชาชนของเรา ได้รับความสุขสมบูรณ์โดย
ถ้วนหน้ากัน
หลังจากเข้าเฝ้าได้เพียงวันเดียว กลุ่มคนที่เป็นปฏิปักษ์และต่อต้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลอย่างชัดเจน โดยปราศจากข้อสงสัย อย่างคลื่น FM 101 MHz ของกองบัญชาการกองทัพไทย ที่รุมกัน ‘ตามเห่า-ตามกัด’ นายกฯปู และรัฐบาลใหม่ในทุกๆเรื่องทุกกรณี อย่างเอาเป็นเอาตาย โดยไม่ลดละ เหมือนเคืองแค้นกันมานานแสนนาน นั้น
คนกลุ่มนี้ คงจะรู้สึกขัดเคือง และไม่สบายเนื้อสบายตัวมากยิ่งขึ้น เมื่อนสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา ‘ทีมข่าวการเมือง’ ของ นสพ.ยักษ์ใหญ่ฉบับนี้ได้ รายงานว่า โพลของเอแบดชี้ให้เห็นชัดเจนว่า
นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทิ้งนายมาร์ค มุกควาย “ขาด” ในเรื่องของ คะแนนความนิยม กว่า 3 เท่าตัว ทั้งๆที่ตัวเธอเองเพิ่งเข้าบริหารบ้านเมือง
...เพียงแค่ครบเดือนเท่านั้น!
นี่เอง คงเป็นสาเหตุให้ นายเสรี วงษ์มณฑา ที่หายหัวกบาล จากรายการของคลื่น FM 101 MHz ต่อต้านรัฐบาลแห่งนี้ไปพักหนึ่ง และเพิ่งกลับมาออกรายการ ที่ผมเรียกเอาเองว่าเป็น “รายการสนทนา...ประสากาลี” ตอนเช้า วันอังคารที่ 4 ต.ค.2554
กะเทยตัวนี้คงตาร้อน ทนเห็นคุณปูเป็นนายกฯไม่ได้ จึงออกมาคร่ำครวญ ฟูมฟาย แล้วตอหลดกับคนฟังว่า
รับไม่ได้จิงจิ๊งงงง...กับนายกฯผู้หญิง!
จากนั้นก็เปิดฉาก ถล่มด่านายกฯปู ขวัญใจชาวบ้านอย่างไม่เลี้ยง เหมือนเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมา แต่ชาติปางก่อน โดยนังเสรี กะเทยกาลี พูดดูแคลนนายกฯผู้หญิงคนแรกของคนไทย ว่า
คุณปูเป็นนายกฯได้อย่างไรกัน เพราะขาดทั้ง aura และ charisma ของการเป็นผู้นำ...ก็ไม่มี
คือไม่มีทั้งราศี...และไร้เสน่หาบารมี!
นายเสรี “กะเทยทมิฬ” มันคงลืมไปนะ ว่า...
aura และ charisma ของผู้นำ นั้น ชาวบ้านผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งนั่นแหละ จะเป็นผู้ดู และชี้ขาดว่า
ใครมี...ใครไม่มี!!
อย่างที่พวกเขาได้ทำให้ปรากฏแล้ว ในการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา จนทำให้ นายมาร์ค มุกควาย คนที่นังกะเทยกาลี เห็นว่ามีทั้ง aura และ charisma และเชียร์นักเชียร์หนา แต่พี่น้องประชาชน คนส่วนใหญ่ของประเทศ พวกเขากลับมองไม่เห็นทั้งราศี และเสน่หาบารมี มีประดับตัวหัวหน้าพรรคดักดานคนนี้
นายมาร์ค มุกควาย จึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ย่อยยับ ต้องกระเด็นตกจากเก้าอี้ ตำแหน่งนายกฯ ไปนั่นไง!
แค่นี้กะเทยถ่อย เสรี วงศ์มณฑา มันยังทำบื้อ ไม่รู้อีกแน่ะ!!
ยิ่งไปกว่านั้น นะ...
กะเทยชรากาลีตัวนี้ ยังพูดย้อนยุค ยกหางตัวเองว่า เคยเป็นผู้สร้างอิมเมจให้กับนักการเมือง ซึ่งใครๆก็รู้ว่า คือ
เถ้าแก่ห้าสั้น ‘บรรหาร’ นั่นแหละ!
เลยอยากจะถามว่า
แล้วตอนที่เถ้าแก่บรรหาร หลุดเรื่องสมเด็จพระราชินีอังกฤษ ควีนเอลิซาเบธ เทเลอร์ จนฮาแตกกันทั้งบ้านทั้งเมือง นั้นน่ะ...
‘นังอี๊ด’ กะเทยทมิฬ...เป็นคนเตรียมการให้ หรือเปล่า?
ใช่แต่แค่นั้น นะ
ตอนที่นังกะเทยกาลี ต้องไปนั่งเช็ดหัวล้าน ที่สนามกีฬาสระบุรี ครั้งไปหาเสียงให้พรรคชาติไถ แล้วไม่มีคนไปฟัง น่ะ
ตัวเองก็เป็นคนวางแผน...แต่ล้มเหลว ก็ใช่อีก ใช่ไหมล่ะ!!?
ที่ว่ากระดกหางตัวเอง ว่าเป็นอิมเมจเมคเกอร์ที่มีระดับ แล้วอย่างมิสเตอร์ห้าสั้น เป็นนายกฯได้นานกี่มากน้อยกัน?
พอหมดบารมี ก็เห็นต้องวิ่งโร่ขอร่วมพรรคโน้นพรรคนี้ หนนี้ก็ไปถึงดูไบ เป็นเพราะกลัวอดอยากปากแห้ง
...นี่ก็ ใช่อีกหรือเปล่าล่ะ?
ย้อนยุคให้ดู แค่น้ำจิ้มเท่านั้นแหละ...กะเทยชรากาลีอย่าทำความจำสั้น เพราะคนที่เขาจำแม่น ก็ยังมี
ถ้าใครอยากรู้ว่า เกย์นรกแตกแหกทวารรายนี้ สันดานดิบเป็นอย่างไร ขอแนะนำให้เข้าไปอ่านใน รำพึงรำพัน จาก...เสรี วงษ์มณฑา (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=314) จะได้รู้กันเสียทีว่า
น่า ‘ขยะแขยง’ แค่ไหน!!!?
เสียเวลากับเรื่องกาลีของอีกะเทยทมิฬ มาพอสมควร คราวนี้กลับมาเข้าเรื่องที่อยากจะพูดวันนี้บ้าง...
ความขยัน ขันแข็งของนายกฯปู เป็นที่ประทับใจของพี่น้องประชาชน เพราะตลอดเวลาที่บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะวิกฤต อุทกภัย นายกฯผู้หญิงของเรา ดูจะปรากฏกายไปทั่วทุกหนทุกแห่งในประเทศ ที่ได้รับเคราะห์จากมหาอุทุกภัยครั้งนี้
ปัจจุบันชาวบ้านเริ่มเห็น “นายกฯปู” ของพวกเขาในข่าวทุกๆที่ และทึ่งในพลังล้นเหลือของเธอ แต่พี่น้องประชาชนอดรำคาญไม่ได้ ที่เห็น นายมาร์ค มุกควาย ยังเล่นบท ‘นายกตกกระป่อง’อย่างไม่ยอมเลิกรา
เสือกทำขยันออกไปหาชาวบ้าน เพียงเพื่อแย่งพื้นที่ข่าว อย่างที่ได้เล่าให้ฟังไปแล้ว ในคอลัมน์ก่อนๆ จนดูจะกลายเป็นเรื่องยากทีเดียว ที่จะไปพูดให้...
...ให้ไอ้พวก ‘หน้าทน’ มันเข้าใจ!
การที่นายกปูฯ ได้รับคะแนนความนิยม สูงกว่า นายมาร์ค มุกควาย หลายเท่าตัว ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย เพราะนโยบายของรัฐบาลใหม่นั้น สื่อมวลชนต่างๆ ก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า
ชัดเจน...จับต้องได้!
แต่ละโครงการ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยนำเสนอ โดนใจพี่น้องประชาชนของเรา...จังเบ้อเร่อ!
ตัวอย่าง เช่น
ส.ส.สุนัย จุลพงศธร อดีตนิสิตหัวก้าวหน้า แห่งจุฬาลงกรณ์ บอกว่า
นโยบาย ไม่เก็บเงินกองทุนน้ำมัน นั้น....
ไม่ว่าจะเป็นพวกเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง ทุกคนต่างก็ดีใจ
ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ที่ได้เติมน้ำมันราคาถูกลง และพวกเขาได้ประโยชน์ เหมือนๆกัน
ผู้คนแซ่ซ้องไปทั่ว!
ดอกเตอร์สุนัย กระทุ้งต่อไป อีกด้วยว่า
ไม่เหมือนตอน ไอ้นักการเมืองอัปรีย์ มันเล่นกล ขึ้นราคาน้ำมันปาล์ม จนแพงลิบลิ่ว แบบเอารวยคนเดียว
...เหมือน ปล้นคนทั้งชาติ!
ทั้งเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ต่างชี้ช้ำกะหล่ำปลี เพราะต้องซื้อน้ำมันปาล์ม ในราคาแพง ไม่ได้ต่างกัน
...เดือดร้อนกันไป...ทั่วหน้า!!
อย่างนี้เป็นต้น
นี่ยังไม่พูดถึงโครงการอื่นๆ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่แต่ละโครงการ เป็นรูปธรรมชัดเจน ผู้คนเขาสัมผัสได้ รู้สึกได้
และมีความสุข!!!
ฝ่ายค้านโลซกอย่างพรรคดักดานนั้น รู้สึกหวาดหวั่นในการบริหารงาน ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เพราะพวกเขารู้ดีว่า รัฐบาลยี่ห้อเพื่อไทยนั้น มีตรารับประกันว่า ทำงานเก่ง รวดเร็ว มีความคิดก้าวหน้าตลอด และไม่เคยหยุดนิ่ง ที่สำคัญคือ
ไม่ได้ทื่อมะลื่อ นั่งเป็นสากกระเบือทิ่มดิน ค้างเติ่งเหมือนกับพวกประชาธิเปรต พรรคที่บริหารมาสองปีกว่า แต่ทำให้...
ประเทศไทยของเรา มีแต่...ถดถอย!
แม้นายกฯหญิงของเรา จะพูดน้อย แต่เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ก.ย. 2554 ‘วาสนา นาน่วม’ ได้กล่าวอย่างแปลกใจ ถึงความ ‘เฉียบขาด’ ของนายกฯปู ในรายการ ‘ลับ-ลวง-พลาง’ ถึงเบื้องหลังการคืนโผแต่งตั้งนายทหาร ให้กับ พล.อ. ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีกลาโหม กลับไปปรับปรุงเสียใหม่
สาเหตุการคืนโผครั้งนี้ คุณป้าวาสนาฯเล่าว่า มาจากการที่พล.อ.ยุทธศักดิ์ฯ ได้พยายามแก้ไขโผทหาร ตรงตำแหน่ง ผบ.สูงสุด โดยเปลี่ยนเอา พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ที่มีความสนิทสนมกับตน ขึ้นแทน พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ซึ่งเหล่าทัพเสนอมา
พล.อ.ยุทธศักดิ์ฯ คงลืมไปว่า พล.อ.เสถียรฯ มีภริยาชื่อ ดร.ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ ซึ่งเป็น นายกเทศมนตรี ต.คำขวาง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
ดร.ณัฐณิชาช์ ผู้สนับสนุนคนสำคัญ ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมา เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญคนหนึ่ง ที่ทำให้พรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้งเข้ามาถึง 7 ที่นั่ง ในจังหวัดอุบลราชธานี
นายกฯผู้หญิง เรียก พล.อ.ยุทธศักดิ์ฯ เข้าพบ คืนโผทหารให้ แล้วพูดเรียบๆสั้นๆ แต่ทรงพลังอำนาจ ว่า
“ช่วยไปจัดการ...ให้เรียบร้อย นะคะ!”
ง่ายๆ...แต่กินความลึกล้ำ!!
เท่านั้น พล.อ.ยุทธศักดิ์ฯ ถึงกับร่นถอยกรูดๆ ไม่ดึงดันอีกต่อไป...ทุกอย่างจบลงได้!!
ป้า ‘วาสนา นาน่วม’ ถึงกับให้เครดิตนายกฯ ในเรื่องนี้ว่า นี่เป็นการแสดงจุดเด่น การเป็น ‘ผู้บังคับบัญชา’ อย่างชัดเจน ของนายกฯผู้หญิง ที่ชื่อ
‘น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’
คนในกองทัพนั้น เคยพูดถึงความใจกล้าของนายกฯปู ที่กล้าหาญพอที่จะนั่ง ฮ. ตอนเครื่องบินปีกหมุนของประเทศนี้ ดันนัดกันตกกัน แบบถี่ยิบ แทบไม่เว้นแต่ละวัน แม้แต่คนในกองทัพก็เสียขวัญ หวาดหวั่นการนั่ง ฮ. จนผู้คนในบ้านเมืองเราอดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ ว่า
เพราะการคอรัปชั่นใช่หรือไม่ คุณภาพ ฮ.เหล่านั้น จึงต่ำกว่ามาตรฐาน จนเป็นสาเหตุการตก อย่างที่เห็น!?
พอ ฮ.รุมกันตกอย่างนั้น แม่ทัพนายกอง ที่ชาวบ้านเขาตราหน้าว่า “ขี้คุย-ขี้ถุย” ถนัดแต่งานรบราฆ่าชาวบ้าน สำแดงความกล้าหาญแบบ ‘ขี้หดตดแตก’ ออกมาให้ชาวบ้านเห็นอย่างทุเรศทุรังกา เพราะพวกเขาปฏิเสธการการนั่ง ฮ. ไปหน่วยทหาร แต่กลับขอ
นั่งรถยนต์ไปแทน!!
ผู้คนและสื่อมวลชน พากันหัวเราะเย้ยหยันกันทั้งบ้านทั้งเมือง ท่านกลางเสียงซุบซิบเซ็งแซ่ ว่า ไอ้คนพวกนี้...
“ฝากผีก็ไม่ได้ ฝากไข้ก็...ตายห่า!”
น่าอาย...ชิบหาย!!!
มาถึงเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ นายกฯ ที่ชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ไม่ได้เป็น แม้กระทั่งนายกผู้ชาย หรือ นายกฯแอบจิต หรือ นายกชายประเภทสอง เพราะเธอเป็น
ผู้หญิงแท้ๆ!!
แต่...ไม่น่าเชื่อว่า
เธอกลับแสดงออก ถึงความเป็น “ผู้บังคับบัญชา” ได้อย่างชัดเจน
ยังผลให้คนในกองทัพ...พูดกันอื้ออึงไปอีกครั้ง!!!
ผมมีเรื่องน่าสนใจ เกี่ยวกับนายกฯปูมาเล่าให้ฟังอีกนิด เกี่ยวกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของ นายคริส เบเกอร์ นักวิเคราะห์การเมืองไทยชาวอังกฤษ และผู้เขียนบทความชื่อ "Yingluck on the streets" (ยิ่งลักษณ์บนท้องถนน)
คนนี้จบอ๊อกฟอร์ด อยู่เมืองไทยมานานแล้ว และแต่งงานกับผู้หญิงไทย ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ผู้คนรู้จักกันดี ชื่อ
“ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร”
เมื่อวันที่ 23 ก.ย. คริส เบเกอร์ ได้พูดถึงนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ไว้ในวงเสวนา"ผู้นำหญิงในอุษาคเนย์/อาเซียน" ซึ่งจัดขึ้นที่ อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เขาพูดหลายอย่างที่น่าสนใจ แต่ที่สะดุดใจมากที่สุด คือคำถามที่ว่า
นายกฯปู จะอยู่ในตำแหน่ง ได้นานหรือไม่?
คริส เบเกอร์ กล่าวว่า คิดว่ายิ่งลักษณ์จะอยู่ในตำแหน่งนาน ซึ่งจะนานเท่าไหร่นั้นไม่ทราบ แต่เขากระทุ้งทิ้งท้ายว่า
“ถ้าให้ผมพนัน เธออยู่ในตำแหน่งนาน...หลายปี!!!"
ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
สำหรับผมนั้น มั่นใจมานานแล้ว ว่านายกฯปูของเรา จะอยู่ในตำแหน่งยาวนานแน่นอน โดยได้เขียนเอาไว้ ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค.2554 ก่อนหน้าที่คุณคริส เบเกอร์ พูดถึง ใน คอลัมน์
“พูดออกมาดังๆ เลยค่ะ ‘ป๋า’ เจ้าขา...หนูเชียร์ค่ะ!!!”
(http://vattavan.com/detail.php?cont_id=315)
เขียนว่าอย่างไร อยากให้ท่านผู้อ่าน ลองดูกันอีกที
...ดังนั้น เมื่อมีประกาศพระบรมราชโองการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีของ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงรู้สึกเหมือนหมดภารกิจ ที่ตัวเองตั้งใจจะกระทำต่อไปแล้ว
จึงขอเรียนว่า
เว็บไซด์ www.vattavan.com กำลังจะ ‘ปิดตัว’ ลงในไม่ช้านี้ เพราะเห็นว่า
บ้านเมืองของเรากลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย และพรรคกาลีก็ถูกถีบโดยประชาชน ให้กลับไปเป็นฝ่ายค้านดังเดิม สมดังเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ในชาติ และกว่าที่พรรคดังกล่าว จะกลับมา สร้างความเสียหาย ให้กับบ้านเมืองที่รักของเราได้อีก คงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร
น่าจะไม่ต่ำกว่า 40 ปี!
แม้ผมจะไม่ได้บอกตรงๆ ว่านายกปูฯจะอยู่ยาวกี่ปี แต่บอกโดยนัยว่า
กว่าไอ้พรรคโลซกนี้ มันจะกลับมาสร้างความเสียหาย ให้กับบ้านเมืองที่รักของเราได้อีกครั้ง ต้องใช้เวลาน่าจะ
ไม่ต่ำกว่า 40 ปี (สี่สิบปี) นั้น...
ผมมีเหตุผลอะไร จึงพูดว่าไอ้พรรคกาลี มันจะไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล ภายในระยะเวลายาวนานถึง 4 ทศวรรษ อย่างนั้น
นายมาร์ค มุกควาย จะไม่ต้องคอยเวลาจะกลับมา เป็นนายกฯอีกครั้ง
ตอนอายุเกือบ 90 ปี (เก้าสิบปี) อย่างนั้นหรือ!?
ขออนุญาต ‘ขยัก’ เอาไว้ก่อน แล้วจะแจงรายละเอียดกัน แบบมันยกร่อง ฟักทองแตงไท ให้ท่านผู้อ่านฟังกัน ในสัปดาห์หน้า
อดใจ...รอกันหน่อยนะครับ!!!
Saturday, October 8, 2011
นายกฯปูสู้ขาดใจ ผมมั่นใจว่าอำมาตย์เดี้ยงแล้ว ทำรัฐประหารไม่ได้ก็ไร้พลังต่อต้าน
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
เห็นนายกฯปูทำงานมาแล้วเกือบสองเดือน เธอสู้ขาดใจจริง ๆ สองเดือนมานี้แทบไม่มีวันหยุดเลย อยู่ท่ามกลางวิกฤติทั้งสิ้น ยังสามารถผลักดันนโยบายออกมาได้มากมาย ไปเยือนต่างประเทศเกือบครบอาเซียนแล้ว และช่วยเหลือน้ำท่วมบินไปบินมาจนแทบจะถึง 200,000 กม. ทัน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธแล้วกระมัง
นับว่าเป็นผู้หญิงสวยแต่เก่ง
ดูเหมือนว่า งานที่นายกฯปูบกพร่องและไม่ได้ทำมีงานเดียวคือ "เกาะโพเดียม" เปิดงาน จอเล่นโวหารคารม แจกโน้นแจกนี่ เหมือนที่อดีตนายกฯมาร์คเคยถนัด
เรียกว่าสองเดือนนี้เธอสู้ขาดใจทีเดียว ไม่ทราบว่าได้นอนวันละกี่ชั่วโมง
สำหรับ อำมาตย์ ใครจะคิดว่าผมมองโลกในแง่ดีมากเพียงใดก็ตาม หรือคิดว่าอำมาตย์เขามีใจโหดร้ายเพียงใดก็ตาม แต่ผมคิดว่าหากมองในภาพรวมทางยุทธศาสตร์แล้ว ผมคาดการณ์ว่าพลังของอำมาตย์นั้น "เดี้ยง" แล้ว
การทำรัฐประหาร หากคิดจะทำจริงๆ ก็เสี่ยงมากกว่าปี 2549 และการต่อต้านจะมาจากคนทุกกลุ่มในทันที และตอนนี้ประชาชนมีปัญญาจาก การเสนอของ นักกฎหมายคณะนิติราษฎร์ที่จะ "ล้มล้างผลพวงรัฐประหาร" ได้ มีน้ำหนักทางวิชาการ คนส่วนใหญ่ของประเทศรับรู้แล้วว่า สามารถทำได้และยังไม่มีข้อโต้แย้ง "ทางวิชาการ" ที่มีน้ำหนักเพียงพอว่า "ทำไม่ได้" ที่โต้แย้งมีเพียง "ด่า อ.วรเจตน์และคณะนิติราษฎร์" เท่านั้น แต่ไม่ได้โต้แย้งว่าทำไม่ได้อย่างไร ขัดหลักวิชาการอย่างไร เพราะมันมีตัวอย่างหลายประเทศว่าเคยทำมาแล้วในเรื่องการลบล้างผลพวงของรัฐ ประหาร และนำ "ผู้ที่ทำรัฐประหารมาลงโทษ"
แนวคิดเรื่อง "รัฐฐาธิปัตย์" ที่เคยครอบงำสังคมไทย จนไม่มีทางออก ที่ว่า "ใครทำรัฐประหาร" สำเร็จก็กลายเป็นรัฐฐาธิปัตย์ ยกเลิกความผิดของตนได้ วันนี้คณะนิติราษฎร์ได้เสนอแนวทางแล้วว่า มันสามารถลัมเลิกผลของรัฐประหาร และเอานักรัฐประหารมาลงโทษได้
เมื่ออำมาตย์มีกองทัพ แต่ไม่อาจใช้การได้อย่างเต็มที่ ก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด
กอง ทัพจะใช้การได้เต็มที่ ก็ต่อเมื่อมันเป็นการขัดแย้งของชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ที่แย่งอำนาจกันเท่านั้น แต่เมื่อมันกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชน ถึงรากฐาน แบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน กองทัพก็ไม่มีประโยชน์มากมายอะไรนัก เพราะต่อให้ทำรัฐประหารได้ ก็วุ่นวายควบคุมไม่ได้เหมือน 5 ปีที่่ผ่านมา ชัยชนะที่ได้ก็ชั่วคราว และถูกลบล้างโดยประชาชนเสียงส่วนใหญ่ในที่สุด
ดังนั้น ผมจึงคิดว่าอำมาตย์นั้น "เดี้ยงแล้ว" ในทางยุทธศาสตร์การเมือง
แต่ ปีนี้พวกเขาก็ยังฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้นว่าจะสามารถดึงอำนาจกลับมาได้โดยวิธีการเดิมๆ เครื่องมือเติมๆ เป็นความเพ้อฝันของพวกที่แพ้แต่ยัง "งง" ว่าตัวเองแพ้ได้อย่างไร ก็เลยพยายามเอาคืน เพราะยังทำใจไม่ได้
แต่อีกปีสองปี พวกเขาคงรู้จริงๆ แล้วว่าพวกเขานั้น "เดี้ยงหมดความหมายทางการเมืองไปแล้ว"
นายกฯปูก็แค่ "ผ่านวิกฤติการณ์น้ำท่วม" นี้ไปให้ได้เท่านั้น ความเชื่อมั่นก็จะสมบูรณ์ และรัฐบาลมีความมั่นคงขึ้นมาก
ดูจากการทำงานอย่างเป็นระบบแล้ว ผมมั่นใจเรื่องวิกฤติน้ำท่วมนี้รัฐบาลสามารถสอบผ่านไม่ยากนัก แต่ต้องทำงานอย่างหนักเท่านั้น
วันนี้ ทุกคนก็ต้องช่วยกันและยอมรับสภาพกับน้ำท่วมอยู่แล้ว ไม่มีใครนอนใจ ช่วยกันเท่านที่พลังของมนุษย์จะทำได้ รัฐบาลก็ทำงานเต็มที่เท่าที่มีพลังของมนุษย์จะทำได้แล้ว สุดท้ายภัยพิบัติคงผ่านไปในที่สุด และการเยียวยาก็คงตามมา
นายกฯปูทำงานเป็น ควบคุมงานในภาวะวิกฤติได้ ทำได้ดีเกินคาดเสียด้วย ไม่ได้ไปแจกของเหมือนไอ้มาร์คอย่างเดียวที่ทำงานเป็นระบบไม่เป็น
การระดมรัฐมนตรีจำนวนมากมาควบคุมงาน สั่งการเป็นระบบจะทำให้งานออกมาในที่สุด
นายกฯ ปูเคยคุมบริษัทใหญ่ เคยบริหารในภาวะวิกฤติตอนซูนามิ น่าจะเคยเห็นภาพการทำงานของนายกฯทักษิณ ดังนั้นผมมั่นใจว่าเธอกุมบังเหียนท่ามกลางความวุ่นวายนี้ได้
ที่ อำมาตย์คิดจะใช้วิกฤติน้ำท่วม ทำลายรัฐบาลนายกฯปู ผมเชื่อว่าจะกลายเป็นโอกาสในวิกฤติที่ทำให้นายกฯปูได้แสดงฝีมือให้คนส่วน ใหญ่ยอมรับ
สองเดือนมานี้ผมว่านายกฯปูสอบผ่านได้คะแนนเต็มสิบทีเดียว
Re:
ตอนนี้เครื่องมือเดิมๆ ของอำมาตย์มีเพียง
- การทำรัฐประหาร
- ตุลาการวิบัติ
- การใช้มวลชนจัดตั้งสร้างกระแส เช่น ม็อบหลากสีของหมอตุลย์
- การใช้สื่อกระแสหลักโหมโจมตีรัฐบาลหวังให้ประชาชาเสื่อมศรัทธา
- การให้พรรคประชาธิปัตย์ใช้โวหารด่ากราด
เครื่องมือเหล่านี้ ผมไม่เห็นว่าเมื่อใช้ซ้ำแล้วมันจะยังมีประสิทธิผลเหมือนเดิมอีก
ตรงกันข้ามฝ่ายประชาชน/รัฐบาล/เสื้อแดง ก็มีเครื่องมือต่อสู้/ตอบโต้ เหมือนกันคือ
- การขยายมวลชนเสื้อแดงให้เข็มแข็ง จัดตั้งเครือข่ายและหมู่บ้านเสื้อแดง
- สื่อกระแสรอง เช่น อินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม ซีดี/ดีวีดี คลิป
- การใช้การเมืองระหว่างประเทศล้อมกรอบอำมาตย์
- การรุกทางวิชาการ "ของนักวิชาการ" เช่น คณะนิติราษฎร์ นักวิชการอิสระต่างๆ ที่พยายามขยายองค์ความรู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ทำให้คนตาสว่างมากขึ้น
- การทำตามนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มที่เพื่อสร้างศรัทธา การทุ่มทำงานหนักของนายฯปู
เครื่องมือเก่าของอำมาตย์ เจอกับเครื่องมือใหม่ของฝ่ายประชาธิปไตย ผมว่าเราพอจะมองออกว่า สุดท้ายแล้วอำมาตย์คงยากที่จะเอาชนะได้
น้ำทะลักเข้าเกาะเมือง อุทยานประวัติศาสตร์กรุงเก่าจม โฮ่งหอนติดค้างกำแพง
ที่มา ข่าวสด
เมื่อ 7 ต.ค. สถานการณ์น้ำท่วมที่บริเวณเกาะเมือง เขตเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อกลางดึกที่ผ่านมาประตูระบายน้ำคลองมหาชัย1 แยกวัดประสาท ต.หัวรอ แนวกระสอบทรายกว่า 1 เมตร ที่เสริมบานประตระบายถูกกระแสน้ำที่ไหลงเชี่ยวพัดจนพังทลายลงมาส่งผลให้น้ำ ไหลทะลักเข้าเกาะเมืองทันที
ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงน้ำ ล้นคลองมะขามมะเรียงทะลักเข้าท่วม บ้านเรือนประชาชนร้านค้า สถานที่ราชการ ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สภ.พระนครศรีอยุธยา ริมถนนเดชาวุธ ต.ประตูชัย รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่เคลื่อนย้ายออกมาไม่ทันจอดจมน้ำ ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร เนื่องจากเป็นจุดที่ต่ำที่สุดในเกาะเมือง ระดับน้ำยังขึ้นสูงต่อเนื่อง ชาวบ้านต่างเร่งขนย้ายสิ่งของออกจากบ้านพัก ข้าวของเครื่องใช้ลอยเกลื่อนถนน พบว่าถนนทุกสายในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยากลายเป็นทะเลน้ำจืด
ที่บริเวณวัดโลกยสุธาราม อยู่ภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ต.ประตูชัย ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร จนท่วมองค์พระพุทธไสยาศน์ มีชาวบ้านชุมชนพระนอน ขนย้ายสิ่งของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ขึ้นมาอาศัยอยู่ ชาวบ้านบางรายต้องหนีออกมาจากบ้านพักมาอยู่ตั้งแต่กลางดึกพบว่าขาดแคลน อาหาร อาหารสำเร็จรูปหาซื้อยาก ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก นอกจากนี้ กระแสน้ำยังไหลเชี่ยวกัดเซาะพื้นผิวถนนบริเวณโดยรอบ ใก้ลกันที่วัดวรเชษฐาราม ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1.50 เมตร
ที่วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ เจดีย์เจ้าอายเจ้ายี่ น้ำท่วมสูงขึ้นอย่าต่อเนื่อง สุนัขนับสิบตัวติดค้างอยู่บนกำแพงโบราณสถานส่งเสียงร้องโหยหวน ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร
สื่ออังกฤษตำหนิเจ้าหญิงBeatriceวางตัวไม่เหมาะสม
ที่มา Thai E-News
พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ กับ Princess Beatrice พระเจ้าหลานเธอในสมเด็จพระราชินีอังกฤษเสด็จไปทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์นัดหนึ่ง ที่ปารีส
หนังสือพิมพ์ The Daily Telegraph สื่อของอังกฤษนำเสนอภาพข่าวนี้ไปในทำนองตำหนิ Princess Beatrice ว่า วางพระองค์ไม่เหมาะควรแก่กาละเทศะ โดยอ้างในรายงานข่าวว่า แม้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์จะได้แสดงถึงมารยาทอันดี ด้วยการจะมีพระปฏิสันฐานทักทายพอแต่ตามสมควร เมื่อมานั่งประทับอยู่ในที่นั่งแถวหน้าในงานเดียวกัน
ทว่า Princess Beatrice ได้ให้ราชองรักษ์ที่ตามเสด็จแจ้ง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ว่า "พระองค์ไม่มีพระประสงค์จะพบเจ้าหญิงองค์ใด พระองค์จะประทับนั่งอยู่ที่นั่น และจะไม่ขยับไปไหน" ทั้งนี้ตามรายงานของ The Daily Telegraph
โฆษกของ Princess Beatrice กล่าวแก้แต่เพียงว่า "พระองค์เสด็จปารีสเป็นการส่วนพระองค์ เราไม่อาจหาคำตอบให้เกี่ยวแก่กรณีนี้ได้"
ในท้ายรายงานข่าวของเว็บไซต์ The Daily Telegraph สาธารณชนชาวอังกฤษได้เขียนตำหนิการวางพระองค์ที่ไม่เหมาะสมของ Princess Beatrice ขนานใหญ่ แต่หน้าข่า่วดังกล่าวเข้าเยี่ยมชมไม่ได้แล้วในเวลาต่อมา

