WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 10, 2011

คุยกับ ‘ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์’: อนาคตและความสำคัญของ ‘ประชาคมอาเซียน’

ที่มา ประชาไท

ในอีกสี่ปีข้างหน้า ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งสิบประเทศที่เป็นสมาชิก ‘อาเซียน’ หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเข้าสู่การเป็น ‘ประชาคมอาเซียน’ (ASEAN Community) อย่างเต็มตัว โดยมีกฎบัตรอาเซียนเป็นธรรมนูญสูงสุด และมีเสาหลักสามด้านเป็นหลักในการดำเนินงาน ประกอบด้วย เสาหลักด้านการเมืองและความมั่นคง เสาหลักด้านเศรษฐกิจ และเสาหลักด้านสังคม-วัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายที่จะสร้าง ‘วิสัยทัศน์เดียว อัตลักษณ์เดียว ประชาคมเดียว’ ภายใต้รูปแบบความร่วมมือภูมิภาค

มาคุยกับ ‘ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์’ นักวิชาการและนักวิจัยด้านการเมืองและยุทธศาสตร์ ประจำศูนย์อาเซียนศึกษาแห่งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ประเทศสิงคโปร์ ถึงแนวโน้มและอนาคตของ ‘ประชาคมอาเซียน’ ท่ามกลางข้อจำกัดและปัญหาต่างๆ ที่ยังคงดำรงอยู่ในหลายประเทศในอุษาคเนย์ เราจะสามารถเป็นประชาคมอาเซียนที่ประสบความสำเร็จและเป็น ‘สังคมที่ห่วงใยและแบ่งปัน’ ตามที่ระบุไว้ในวิสัยทัศน์ของอาเซียนได้จริงหรือไม่ เชิญติดตาม

0000


ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ในฐานะที่เป็นนักวิจัย ด้านอาเซียนในเสาหลักด้านการเมืองและความมั่นคง มองว่าในแง่ของการรวมกันเป็นภูมิภาค ความท้าทายในเสาหลักนี้คืออะไร

ในด้านการเมืองกับด้านความมั่นคงนี่ สิ่ง ท้าทายที่สุดคือ ประเทศในอาเซียนพวกนี้มันเปราะบาง (Vulnerable) แต่ละประเทศมีปมของมันเอง เมื่อประเทศพวกนี้เปราะบาง คราวนี้พอตัวเองมีเรื่องอ่อนไหว ตัวเองจะไปวิพากษ์วิจารณ์ประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาเช่นเดียวกับเราได้ อย่างไร อันนี้เป็นปัญหาหลัก ก็กลับไปสู่ประเด็นที่ว่าจะแทรกแซงได้มากน้อยแค่ไหน คือมันต้องเปิดใจให้กว้างนะ ถ้าเกิดเราจะสร้างประชาคมทางด้านการเมืองความมั่นคง เราต้องกล้าพูดประเด็นเหล่านี้ แต่ก็เป็นไปไม่ได้

สิงคโปร์นี่จะไปกล้าด่าเวียดนามได้อย่างไรว่ารัฐบาลของยูนี่คุมสื่อทั้ง หมด ในเมื่อสิงคโปร์ก็คุมทั้งหมด ไทยเองตอนที่อยู่ในยุคของอภิสิทธิ์นี่จะไปว่าพม่าได้อย่างไร ว่ารัฐบาลพม่านี่กดขี่ประชาชน ในเมื่ออภิสิทธิ์เองก็กดขี่ ใช่ไหมครับ มันก็ลำบาก ผมว่าจุดมันเป็นปม ก็ เลยเป็นปัญหาที่ว่า ประเทศนี่ไม่อยากที่จะแทรกแซงกัน พอไม่อยากแทรกแซงกัน ก็พยายามที่จะหลับตาข้างหนึ่ง แล้วก็ไม่พยายามที่จะร่วมกันพัฒนาต่อไป

แล้วเราจะสามารถก้าวพ้นปมนี้ และเป็นประชาคมอาเซียนที่มันทำงานได้จริงได้อย่างไร

คือผมนี่เป็นนักวิจารณ์ (critic) ของอาเซียน จริงๆแล้วผมไม่เคยสนับสนุนอาเซียน แต่ว่าพอเข้ามาอยู่ในสถาบันอาเซียนศึกษานี่แล้วรู้เลยว่าวิพากษ์ไปก็ไม่มี ประโยชน์ มองในแง่ที่มันเป็นจริงดีกว่า เราอาจจะวาดภาพสวยหรูว่าอาเซียนจะเป็นประชาคมอย่างนี้ๆ มันก็วาดไปได้แต่ว่าจะเป็นไปได้หรือเปล่ามันก็อีกเรื่องหนึ่ง มัน ต้องอยู่กับความเป็นจริง ก็คือว่าประเทศพวกนี้นี่มีปมมาตั้งแต่สมัยอดีต เพราะฉะนั้นจะให้มันลบอดีตไปคงลำบาก ปมพวกนั้นก็คือว่า ถูกกดขี่ข่มเหงมาก่อน เคยเป็นอาณานิคมมาก่อนอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันก็คงไม่จางหายไปเร็วๆนี้

การตั้งประชาคมปี 2015 ก็อาจเป็นเรื่องที่ลำบากโดยเฉพาะในเรื่องของการเมืองและความมั่นคง จะทำให้หลุดพ้นไปได้หรือไม่ ก็ตอบไม่ได้ บอกตรงๆ ผมคิดว่ามันต้องใช้เวลาเท่านั้น แล้วผมคิดว่าที่ผ่านมาอาเซียนก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเวลามันก็มีส่วนช่วย เอาเป็นว่าถ้าเรามองย้อนหลังกลับไป 10 ปี จากวันนี้ ปี 2000 หรือ 2001 ไม่มีใครนึกออกเลยว่าวันใดวันหนึ่งนี่เราจะมีกฎบัตรอาเซียน ใช่ไหมครับ โอเค มันก็อาจจะเป็นก้าว ที่มันเล็ก แต่มันก็เป็นก้าวหนึ่ง เพราะฉะนั้นตัวเลขปี 2015 ผมบอกตรงๆ ผมไม่ใส่ใจมาก มันจะมีความเจริญความคืบหน้าทางด้านอื่น ทางด้านเศรษฐกิจก็โอเค ก็โชคดีแล้วกัน แต่ทางด้านการเมืองก็คงต้องใช้เวลา มันคงต้องใช้เวลานิดหนึ่ง แต่อย่างน้อยนี่มันมีสถานการณ์บางอย่างในอาเซียนที่ทำให้ผู้นำอาจจะไม่อยู่ ภายใต้ความกดดันมากนัก

อย่างเรื่องแรกคือเรื่องพม่า พม่าเป็นเรื่องการเมือง มันก็เหมือนกับหลุดไปเปลาะหนึ่งแล้วนะ เพราะพม่าเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก แล้วก็เป็นการเปลี่ยนแปลงในแง่บวก โอเค เรื่องพม่านี่เหมือนกับว่าอาเซียนก็ถอนหายใจไปได้อึกนึงแล้ว แล้วมันก็พิสูจน์ (vindicate) สิ่งที่อาเซียนทำกับพม่าในอดีต คืออาเซียนถูกด่ามาตลอด ตอนนี้อาเซียนเริ่มพูดได้แล้วว่า เห็นไหม เป็นเพราะเราให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ (Constructive engagement) มันต้องใช้เวลา แล้วเห็นไหมล่ะ แล้วเราก็สนับสนุน 7 สเตปนะ แล้วก็โรดแมปที่เราให้การสนับสนุนแต่แรก อาเซียนสนับสนุนตั้งแต่วันแรก แล้วเห็นไหมมันก็เวิร์ค พม่าพูดอะไรก็ทำตาม บอกว่าจะมีการเลือกตั้งก็มี แล้วตอนนี้ก็มีรัฐบาลแล้วจะเอาอะไรอีก ผมเลยคิดว่าเรื่องพม่าก็อาจจะตัดไปได้ตอนนี้ เขาถึงพยายามที่จะยัดเยียดให้พม่าเป็นเจ้าภาพปี 2014 ก็เพื่อจะแก้ต่างทั้งหมด

ก็เลยต้องเหลือลงมาเหลือเรื่องอื่นที่ว่า การแทรกแซง จะแทรกแซงได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งผมคิดว่าตอนนี้นี่เขาพยายามผลักให้ไกลมากขึ้น (push boundary) มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เริ่มมีการประณามในกรณีของไทยกับกัมพูชา สมัยก่อนไม่พูดเลยนะ ไม่มีแถลงการณ์ เดี๋ยวนี้เริ่มออกแถลงการณ์ เริ่มออกแถลงการณ์ไม่พอ มาร์ตี (นาตาเลกาวา - ประธานอาเซียนชาวอินโดนีเซีย) ก็มาแทรกเลย โอเค จะสำเร็จหรือเปล่านี่ อีกเรื่องหนึ่ง

เวลาผมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเรื่องนี้ผมถึงพยายามบอกว่าคุณอาจวิพากษ์ ว่ามาร์ตีล้มเหลว แต่มาร์ตีก็ทำ ผมคิดว่าอันนั้นสำคัญกว่ามันประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ดีกว่าที่อาเซียนไม่ทำอะไรเลย ผมคิดว่าที่อาเซียนทำนี่ ในตัวมันเองถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น คุณอาจจะพูดได้ว่าในที่สุดแล้วมันก็ไม่เกิดขึ้น ก็พูดก็พูดไป แต่ว่าอาเซียนก็ทำ นี่มันต้องใช้เวลานิดหนึ่ง

แล้วใครจะรู้ นี่มันปี 2011 อีก 3 ปี 4 ปี อาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากกว่านี้ก็ได้ ผมคิดว่ามันต้องใช้เวลา เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเซนซิทีฟ ก็อาจจะตามต่อไปได้อีกนิดหนี่ง อย่างที่ผมบอกว่าเพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่ละประเทศก็เซนซิทีฟ ซึ่งผมว่า 50:50 นะ ไม่อยากอธิบายแบบนี้ แต่ก็เป็นจริง 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ผมไม่อยากอธิบายแบบนี้ก็คือว่า มันเปิดโอกาสให้ผู้นำคอยอ้างถึงประวัติศาสตร์ว่า โอย เราเปิดไม่ได้จริงๆนะ เพราะเห็นไหมที่ผ่านมาเราถูกกดดัน เราต้องรักษาอธิปไตยของเราไว้ กลายเป็นว่าให้ผู้นำนี่มันต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ผมถึงบอกว่าก็จริง 50% คือมันเป็นความจริง ถูกไหม ว่าประเทศนี้เคยถูกเป็นอาณานิคมมาก่อน แต่อีก 50% ก็ถูกเอาไปใช้ประโยชน์ เพื่อผลประโยชน์ของผู้นำเอง เพราะว่าระบอบเหล่านี้มันเปราะบาง เขาก็ไม่อยากที่จะให้ประเทศอื่นนี่มาชี้หน้าด่า มันทำให้เกิดปัญหาความชอบธรรมในประเทศเขาเอง เวียดนามคงไม่แฮปปี้ที่จะให้สิงคโปร์ไปด่า และสิงคโปร์คงไม่ทำ

ต่อเรื่องข้อวิพากษ์ วิจารณ์ของพม่าว่า การเปลี่ยนเป็นรัฐบาลเป็นพลเรือนดูเหมือนจะดี แต่หลายฝ่ายก็ยังมองว่าเป็นเรื่องที่ตบตา ตรงนี้มองว่าอย่างไร

มันก็ตบตา ส่วนหนึ่งนะแต่ว่าไม่ได้ตบตาทั้งหมด ผม คิดว่าพม่านี่มันเปลี่ยนจากรัฐบาลทหารไปเป็นสิ่งที่เรียกว่า civilianize (พลเรือน) มากขึ้น ไม่ใช่ democracy (ประชาธิปไตย) เป็น civilianization (การทำให้มันเป็นพลเรือน) ซึ่งสิ่งที่มันมากับซิวิเลียนไนเซชั่นคือ กดขี่น้อยลง เปิดมากขึ้น แต่ไม่ได้เปิดหมด 100 เปอร์เซ็นต์

อันนี้ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในพม่า ก็ต้องกลับไปอธิบายเหมือนที่เราพยายามอธิบายอาเซียนว่า แต่ละประเทศก็มีประวัติศาสตร์ของมัน เราก็คงเข้าใจว่าสิ่งที่มันเป็นถึงทุกวันนี้มันก็เป็นเพราะประวัติศาสตร์ เพราะประเทศเราแตกแยกกันเหลือเกิน คราวนี้จะให้พม่าเปลี่ยนแบบข้ามคืนมันคงลำบาก อันนี้ต้องเข้าใจ ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าผมสนับสนุนรัฐบาลพม่า จะเป็นเรื่องตบตาหรือไม่นี่ ตอนนี้คนก็เริ่มเปลี่ยนใจเหมือนกัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่ผ่านมานี่ จะเริ่มเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงจริงๆ ในพม่าเอง ตอนนี้นี่ยูทิวบ์ (YouTube) ให้ใช้แล้ว อีเมลล์ ฮอตเมลล์อะไรทั้งหมด แล้วจะอธิบายได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อเขาให้ใช้ เขาปล่อยตัวอองซาน ซูจี ให้ซูจีมีกิจกรรมทางการเมือง แล้วแถมจัดเลี้ยงซูจีวันนั้นโดยตาน ฉ่วย ก็เลี้ยง ...

คือผมว่ามันเริ่มเปิดมากขึ้น แล้วผมคิดว่าพม่านี่ฉลาด คือฉลาดตรงที่ว่า คนก็ยังเป็นกลุ่มเดิม แต่เริ่มเปิดมากขึ้น เพื่อสร้างความยอมรับในระดับระหว่างประเทศมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังสามารถกุมอำนาจไว้ได้ แล้วจะมีประเทศอื่นๆจะด่าพม่าโดยไม่ด่าประเทศอื่นได้อย่างไร ผมว่าในบางจุดเขมรนี่ยังเป็นเผด็จการมากกว่าพม่าเสียอีก คือไม่มีใครสามารถ ด่าฮุนเซนได้ คือจะมองแบบไหนล่ะ มันก็มองลำบาก

คือกลายเป็นว่าตอนนี้ ถ้าตัดคำว่าประเทศพม่าทิ้งไป สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพม่าเป็นบรรทัดฐาน (Norm) ในอาเซียนนะ มองจริงๆแล้ว เป็นประเทศกึ่งเปิดกึ่งปิด มีเลือกตั้ง ถูกใช่มั้ย แต่เพราะมันเป็นพม่าไงมันถึงถูกด่า แต่พอเวียดนามซึ่งมันไม่มีการเลือกตั้งเลย แต่ไม่มีใครด่า มันก็เป็นปม ก็คือเราก็ต้องอยู่ต่อไปกับมัน แต่ว่าตัวเองเห็นว่าก็เป็นการเปลี่ยนแปลงในแง่บวก แล้วก็คงต้องให้เวลาพม่าไป แล้วผมว่าซูจีก็ฉลาด หลายๆคนก็ฉลาด

คราวนี้นี่มุมมองที่คนทั่วไปมีต่อพม่านี่ แล้วที่คนยังด่าอยู่ เพราะว่าผู้รับข่าวสารทั่วโลก ไปติดอยู่กับสื่อต่างประเทศ และสื่อต่างประเทศมีอยู่มุมมองเดียว โดยเฉพาะที่มาจากสหรัฐ และสำหรับสหรัฐเองนโยบายที่มีต่อซูจีนี่มันกำหนดโดยสภา แล้วก็คองเกรสนี่ก็เป็นพวกไดโนเสาร์ดึกดำบรรพ์ซึ่งไม่เคยออกมาดูโลกภายนอก คือมองเห็นเลยว่าพม่านี่คือฉาบสีดำ (Paint black) เป็นระบอบทหารไม่เปลี่ยน คือแล้วก็จะไม่ยกการคว่ำบาตร เขาจะยกการคว่ำบาตรก็ต่อเมื่อมันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไปเลย ว่าพรุ่งนี้ต้องเป็นประชาธิปไตยเลย มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็คงจะไม่ยกการคว่ำบาตรในเร็วๆนี้ ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงแล้วก็ตาม แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือซูจีนี่สำหรับพม่านี่เป็น the ultimate icon คือเขาฟังแต่ซูจีอย่างเดียว เหมือนกับว่าซูจีนี่เป็นตัวกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ

นโยบายการไม่แทรกแซง (Non-interference) ในอาเซียนเป็นปัจจัยอย่างไรต่อการทำให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ประสบความ สำเร็จ และในฐานะที่เป็นอดีตนักการทูต คิดว่าการรักษาสมดุลในเรื่องนี้เป็นอย่างไร

ยาก บอกตรงๆ ว่ายาก แล้วผมบอกตรงๆ เลยว่าผมยังไม่สามารถจินตนาการได้ว่าอาเซียนในอนาคตมันจะไม่มีกฎ non-interference ได้เลย ผมมองไม่เห็นภาพเลย ผมว่ายังไงต้องมี เพียงแต่ว่าระดับของความรุนแรงมันอาจจะลดต่ำลง มันอาจจะมีบางประเด็นที่มันเซนซิทีฟมากๆที่อย่าพูดเลย พูดไปแล้วไม่มีประโยชน์ พูดไปมันทำให้ความร่วมมือต้องชะงัก พูดทำไม

เรานี่ไม่มีทางเหมือนสหภาพยุโรป ไม่มีทาง ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่ 10 รอบนี่มันก็ไม่มีทางเหมือน แล้วที่ผมชอบอย่างหนึ่งก็คือว่าอาเซียนเองก็บอกว่าเขาไม่ต้องการเป็นเหมือน สหภาพยุโรป เขาบอกแต่แรก เพราะฉะนั้นอย่าเอามาเปรียบเทียบ แล้วผมถึงบอกว่าเวลาไปสัมมนาผมไปพูดที่ไหน ผมถึงบอกว่าอย่าเปรียบเทียบ มันเป็นสัตว์คนละประเภทกัน คนละสปีชีส์

เรื่องกฎการไม่แทรกแซง มันคงไม่หายไปเร็วๆนี้ แล้วผมคิดว่าคงจะไม่หายไปในที่สุด มันคงจะยังอยู่ เพียงแต่อาจจะต้องทำใจเปิดให้กว้างมากขึ้น ซึ่งในที่สุดแล้วเราต้องเปิดกว้างมากขึ้นเพราะเราอย่ในโลกอีกแบบหนึ่งแล้ว มันเป็นโลกของเทคโนโลยี ทุกคนรู้เรื่องทั้งหมด สมัยก่อนยังทำอะไรแบบลับๆได้ใช่ไหมครับ ก็ต้องดูกันต่อไป

ในแง่ความมั่นคงในอาเซียนเองมีประเด็นความท้าทายอะไรบ้างที่น่าจับตาเป็นพิเศษบ้าง

ผมคิดว่าในที่สุดแล้วมันมีอยุ่ 2 ประเด็น คือความขัดแย้งกันระหว่างประเทศสมาชิก กับอีกอันหนึ่ง คือความขัดแย้งนอกภูมิภาคซึ่งอาเซียนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แล้ว ก็ที่มันน่ากลัวตรงที่ว่า มีกฎเกณฑ์อยู่แต่กฎเกณฑ์มันไม่ได้รับการเคารพ อันนี้ผมว่าน่ากลัว ถ้าไม่มีกฎเกณฑ์มันอ้างกันได้ว่าไม่มีกฎ แต่ถ้ามันมีกฎ แต่เอาเข้าจริงๆ พอเกิดความขัดแย้งไม่มีใครที่จะเคารพกฎ ทั้งในภุมิภาคและนอกภูมิภาค ในภูมิภาคยกตัวอย่างเช่นความสัมพันธ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ผม บอก มันก็มีกลไกของมัน ไทยก็ไม่สนใจ ปัญหาคือเรามีกฎแต่เราไม่มีกฎอีกเซตหนึ่งที่บอกว่าไม่ทำตามแล้วจะเกิดอะไร ขึ้น นี่เป็นปัญหาของอาเซียน คือมีบอกว่า คุณต้องทำตามข้อ 1 นะ ต้องแก้ไขปัญหาโดยสันติ ข้อ 2 อย่างนี้ๆ แต่มันไม่มีอีกเซตหนึ่งว่าถ้าคุณไม่ทำแล้ว จะเป็นอย่างไร

คือมันไม่มีบทลงโทษ “Compliance and punishment” (ข้อปฏิบัติและบทลงโทษ) 2 คำนี้มันสำคัญ เช่น พม่า ถ้าคุณไม่สามารถทำได้อย่างนี้ๆ โอเค เราจะพักการเป็นสมาชิกของคุณ 1 ปี อันนี้มันไม่มีไง แต่สิ่งที่ผมยกตัวอย่างเช่น น่าจะมีว่า หนึ่ง เราจะพักการเป็นสมาชิก สอง เราจะคว่ำบาตรคุณ นานแค่ไหนอะไรอย่างนี้ สาม ท้ายที่สุดแล้วอาจะไล่ออก ก็ไม่มี

อย่างในยุโรปมันมี พอเกิดเรื่องกับกรีกหรือตุรกีอะไรพวกนี้ มีการพักการเป็นสมาชิกกัน คือถ้าคุณทำตัวแย่มาก ก็หลุดออกไปปีหนึ่ง แล้วค่อยกลับมาใหม่ แล้วเห็นผลชัดเลย มันถูกตัดออกจากทุกอย่างเลย ตัดออกไปจากยูโรเปียนเกมส์ ทุกระดับทุกอย่าง ตัดความช่วยเหลือทั้งหมด ก็เป็นแรงกดดันอันหนึ่ง แต่ของเราไม่มี แล้วเรื่องของเรื่องคือมันนอกจากไม่มีขับไล่ออกไปแล้ว การเป็นสมาชิก กระบวนการมันย้อนกลับไม่ได้ รับเข้ามาแล้วแต่ว่าถีบออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่สิงคโปร์ใช้อันนี้ไปในการอธิบายกับติมอร์ตะวันออกว่า เขาเห็นว่าติมอร์ไม่พร้อม ถ้าเอาเขาเข้ามา สิ่งที่เราจะสร้างประชาคมก็พังหมด เพราะต้องมาอุ้มเบบี้ แล้วย้อนกลับไม่ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น หลายฝ่ายก็ยังมองว่าอาเซียนนี่เป็นเสือกระดาษ ในฐานะที่เป็น Think tank มีข้อเสนอแนะอะไรที่จะทำให้อาเซียนหลีกเลี่ยงที่จะถูกมองแบบนั้น

อย่างน้อยนี่เราก็มีตัวตน ของเราในเวทีนานาชาติ คนในทั่วโลกเขารู้ว่ามีอาเซียน อันนี้ก็เป็นจุดสำคัญ แล้วก็อาเซียน เชื่อไหมว่า เป็นความร่วมมือภูมิภาคที่ประสบความสำเร็จอันดับ 2 ของโลก รองจากอียู (สหภาพยุโรป) อันนี้ยืนยันใน แง่ของความร่วมมือในภูมิภาค จัดอันดับโดยยูเอ็นที่ประเมินจากความสำเร็จในหลายๆ ด้าน ความร่วมมือด้านภูมิภาคอื่นๆ ในเอเชียใต้ ในละตินอเมริกา แอฟริกา ก็สู้อาเซียนไม่ได้ ในแง่ของความเป็นตัวตนในกรอบเวทีระหว่างประเทศ

เรื่องที่เป็นเสือกระดาษ มันก็เป็นเสือกระดาษในบางเรื่อง ผมก็ไม่อยากไปเหมารวมทั้งหมด เพราะว่าอาเซียนมันก็มีความร่วมมือและความคืบหน้าในด้านอื่นที่ประสบความ สำเร็จ อย่างเรื่องเศรษฐกิจมันเห็นได้ชัดเพราะมีตัวเลข แล้วก็มีการลดภาษีศุลกากร (Tariff) กันจริงๆ มันก็มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีกันจริงๆ แล้วก็เราก็เป็นศูนย์ในการผลิตพวกอุตสาหกรรมสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ วิธีการที่จะเอาสินค้าตัวหนึ่งชิ้นหนึ่งจากประเทศหนึ่งแล้วก็มาประกอบกันอีก ที่หนึ่ง พวกนี้นี่ทาริฟฟ์มันหายไปหมดแล้ว ซึ่งผมว่าเป็นผลประโยชน์โดยตรงสำหรับคนในภูมิภาค

ที่เหลือนี่ คือคนเราไปวัดแต่ในแง่ของที่มันต้องการจะเห็นภาพเท่านั้น ไอ้อะไรที่ที่มันนามธรรมเขาก็ไม่นับ ซึ่งสิ่งนามธรรมทั้งหมดนี่บางทีมันก็มีความสำคัญเหมือนกัน อย่างรายละเอียดปลีกย่อยเรื่องที่เราเสนอว่าจะมีการจัดเวิร์ลคัพในอาเซียน อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งนะ ว่าเราก็ต้องการที่จะมีตัวตนในเวทีระหว่างประเทศ

ทำไมเราต้องตระหนักถึงการเป็นพลเมืองของอาเซียน มันมีความสำคัญอย่างไร?

มีความสำคัญมาก เพราะว่า หนึ่ง เราหนีอาเซียนไม่พ้น เราเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วเป็นกรอบความร่วมมืออันเดียว แล้วมันเป็นกรอบความร่วมมือที่เริ่มจะมีความสำคัญมากขึ้น จะประสบความสำเร็จหรือเปล่ามันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ที่ผมบอกว่ามันมีความสำคัญมากขึ้นก็คือ มีคนพูดเหมือนกันว่าอาเซียนไม่ใช่เป็นองค์กรระดับภูมิภาคแต่เป็นองค์กรระดับโลก ในแง่ที่ว่า เรามีคู่เจรจา ซึ่งมันอยู่นอกภูมิภาค แล้วคู่เจรจาของเรานี่เป็นมหาอำนาจทั้งหมด สหภาพยุโรปเองยังไม่มีระบบนี้เลย เพราะฉะนั้นนี่มันไม่ใช่องค์กรระดับภูมิภาค แต่เป็นองค์กรระดับโลก มันมีความสำคัญอย่างมาก เราเชื่อมโยงอยู่กับ “พลัส 3” ทั้งจีนและญี่ปุ่น เกาหลี และยังไม่รวมออสเตรเลีย ตอนนี้กับอินเดียแล้วยังไปบวกกับสหรัฐ และรัสเซีย

เพราะฉะนั้น ถึงกลับมาคำถามก็คือว่าประเทศไทยเราถึงไม่สนใจไม่ได้ เพราะว่านี่มันเป็นกรอบที่ใหญ่มาก แล้วเราก็อยู่โดยตัวเราเองไม่ได้อยู่ดี คือ คุณจะต้องการมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่มันประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนก็ ตาม คุณต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ ประเทศเพื่อนบ้านก่อน คุณสามารถมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐกับจีน โอ้โห รักกันจะตาย แต่ถ้ารบกันกับพวกนี้ พม่า ลาว กัมพูชา มันก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น นี่เป็นจุดสำคัญ

แล้วก็ประเทศไทย อันนี้ผมพูดตลอด เราไม่ใช่เป็นมหาอำนาจ ขณะเดียวกันเราก็ไม่ใช่ประเทศเล็กจิ๊ดหนึ่ง เราเป็นประเทศระดับกลางซึ่งอยู่ด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ คือเราไม่ได้เป็นประเทศเศรษฐกิจพอเพียง ในที่สุดเราก็ต้องพึ่งเขา เราก็ต้องพึ่งประเทศอื่น เราไม่ใช่เป็นจีนที่มีคนมาขอเป็นเพื่อน อย่าไปนึกว่าประเทศอื่นจะมาขอไทยเป็นเพื่อน

แล้วก็โลกมันโลกาภิวัฒน์มากขึ้น มันเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของระบบระหว่างประเทศ คือโลกไม่ได้แคบลง โลกมันกว้างขึ้น ไอเดียของการที่ไทยจะเป็นชาตินิยมมากๆนี่มันเป็นไปไม่ได้ โลกมัน Globalized คุณต้องเอื้อมหาคนอื่น แล้วถ้าก้าวออกไป มันก็ต้องก้าวหาในภูมิภาคก่อน และในภูมิภาคก็คืออาเซียน มันถึงมีความสำคัญ

แล้วก็น่าเสียดายที่สถาบันของไทยยังไม่ให้ความสนใจเท่าไร ไม่รู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งหรือเปล่า อาจจะเป็นเรื่องของการใช้ภาษา เพราะว่าในที่สุดแล้วนี่นักศึกษาไทยอาจจะยังใช้ภาษาอังกฤษไม่ค่อยดีก็เลยยัง ไม่อยากจะสนใจ ว่าอันนี้ดูแล้วเป็นอินเตอร์ไปหน่อยหนึ่ง อะไรอย่างนี้นะ แต่ว่าผมว่าไทยสมัยนี้ก็ดีขึ้น แต่สมัยนี้มันต้องพบเจอกับสิ่งอินเตอร์มากขึ้น คือถ้าจะเล่นเฟซบุ๊กมันก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษ หรือถ้าจะค้นอะไรในกูเกิ้ลก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษมีอยู่บ้าง มันหนีไม่พ้นในที่สุด

ตอนนี้ไทยจัดอยู่ในระดับไหนของอาเซียน

ในแง่การพัฒนา คือ เศรษฐกิจเราก็ยังดีอยู่มาก แล้วก็อย่างที่บอกว่า ประหลาดเป็นเรื่องมหัศจรรย์ปาฏิหาริย์ว่าการเมืองกับเศรษฐกิจมันถูกแยกออก จากกันโดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นในแง่ของเศรษฐกิจนี่เราอยู่ในระดับสูง คงไม่ถึงกับระดับท็อป ผมคิดว่าอยู่ในด้านบนของระดับกลาง (middle upper class) เหมือนพวกกรุงเทพฯ ก่อนหน้าเรานี่ก็อาจจะมีมาเลเซีย ก็อาจจะนำกว่าเรานิดหนึ่ง สิงคโปร์ แน่นอนอยู่ตรงนั้น อินโดนีเซียอาจจะพอๆกับเรา เราก็อยู่ประมาณนี้ ที่เหลือต่ำลงไป ติดๆ มากับเราก็อาจจะเป็นเวียดนาม อาจจะเป็นฟิลิปปินส์ ลดหลั่นกันไป เราก็ไม่ขนาดอยู่กับท็อป แต่ที่เราถูกแช่แข็งไปก็คือด้านการเมือง พัฒนาทางด้านการเมืองด้านประชาธิปไตย

เพราะฉะนั้นมันถึงเป็นความสำคัญก็เพราะว่าหน่วยงานด้านการศึกษาไทยควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องอาเซียน อย่างจุฬาที่ผมเรียนอยู่ในสมัยก่อน ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มันไม่มีเรื่องอาเซียน ซึ่งผมคิดว่าสมัยนี้มันน่าจะมี เชื่อไหมว่า ในสมัยที่ผมเรียนนั้นมันมีการเรียนเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา แต่นักเรียนส่วนใหญ่ไปเรียนจีน เรียนญี่ปุ่น เรียนสหรัฐ คือแม้แต่ความสนใจของนักเรียนเองก็ไม่ได้อยู่ที่อาเซียน ใช่ไหมครับ มันก็ไปอยุ่ประเทศมหาอำนาจอื่น

อันนี้ก็เป็นความผิดพลาดอย่างมากในระบบการศึกษาของไทยว่าจะมองไปไกลแต่ ไม่ได้มองใกล้ สายตายาว ยาวเกินเหตุ โดยที่ไม่ได้มองความเป็นจริงที่มันอยู่ใกล้ตัว ก็เลยกลายเป็นว่าเราก็ไม่เคยเข้าใจประเทศเพื่อนบ้านเลย ก็เลยเป็นปัญหา

ตั้งข้อหาเพิ่ม หน.อุทยานแก่งกระจาน หลังค้นบ้านพบกระสุนเอ็ม 16 นับร้อย

ที่มา ประชาไท

ความคืบหน้าคดีลอบสังหาร “อาจารย์ป๊อด” แกนนำกะเหรี่ยงแก่งกระจาน ล่าสุดเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาหัวหน้าอุทยานฯ เพิ่มหลังค้นบ้านพักบนพื้นที่ 100 ไร่ และพบกระสุนปืนเอ็ม 16 กว่า 100 นัด

สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในคดีจ้างวานฆ่านายทัศน์กมล โอบอ้อม หรืออาจารย์ป๊อด แกนนำเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมของชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน กรณีถูกเผาบ้านและขับไล่ออกจากป่า โดยเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เข้ามอบตัวกับ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุขแสวง รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี หลังถูกออกหมายจับข้อหาเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยศาลให้ประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์ 1.1 ล้านบาท และสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับพยาน หากฝ่าฝืนคำสั่งศาล และมีการร้องขอก็อาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้

ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น "ไร่ราชพฤกษ์" ของนายชัยวัฒน์ ภายในมีบ้านพัก 2 ชั้นตกแต่งด้วยไม้มะค่าหลากหลายขนาด และเฟอร์นิเจอร์ทำจากไม้ราคาแพง จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวนกว่า 100 นัด

ส่วนความคืบหน้า วันนี้ (9 ต.ค.54) เจ้าหน้าที่ได้แจ้งเพิ่มข้อหากับนายชัยวัฒน์ อีก 1 ข้อหา ในข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยได้แจ้งดำเนินคดีไว้ที่ สภ.แก่งกระจาน

กรณีบ้านพักตกแต่งด้วยไม้หายากราคาแพงและที่ดินกว่า 100 ไร่ นายชัยวัฒน์ ชี้แจงว่า เป็นของพี่ชายซึ่งได้รับมาจากพ่อตาและแม่ยายตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งเดิมมีอยู่ประมาณ 40 ไร่เศษ ต่อมานายชัยวัฒน์ได้ซื้อที่ดินเพิ่ม จนปัจจุบันมีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ส่วนไม้ที่ใช้ปลูกสร้างบ้าน นายชัยวัฒน์กล่าวว่าเป็นไม้ที่ได้มาอย่างถูกต้อง

เสวนาเรื่องปรีดี: ชี้ไม่ว่ารัฐประหารกี่ครั้ง ไทยก็ไม่ย้อนกลับไปสู่สมบูรณาญาสิทธิราชอีก

ที่มา ประชาไท

ธเนศมองกรณีข้อถกเถียงนิติราษฎร์ ทำให้เห็นว่า 70 ปีการเมืองไทยยังไม่นิ่ง ระบุรัฐประหาร 2490 ต้นตอปัญหาปัจจุบัน มรกต ชี้ไม่ว่ารัฐประหารกี่รอบ แต่ยังไม่มีใครย้อนกลับไประบอบสมบูรณาญาสิทธิราช แนะรื้อประวัติศาสตร์ช่วง 2475-2490 ใหม่

(9 ต.ค.54) วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์จัดเสวนาหัวข้อ "ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์กับสังคมการเมืองและประชาธิปไตยไทย" ณ อาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ธรรมศาสตราภิชาน วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า กรณี "คณะนิติราษฎร์" ออกมาเสนอว่ารัฐประหารเป็นสิ่งไม่ดี เพราะทำลายระบบนิติรัฐและเสนอลบผลพวงรัฐประหาร โดยที่มีอีกกลุ่มตั้งคำถามไปถึงว่าให้ลบผลพวงตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง 2475 ด้วยหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่า เป็นมิติที่ดี เพราะทำให้เห็นว่าการเมืองไทยในรอบ 70 กว่าปียังไม่นิ่ง ยังไม่เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบที่ อ.ปรีดีเรียก

เขามองว่า คำถามที่จุดขึ้นมานี้ ไม่ว่าจากกลุ่มไหนก็ตาม นำไปสู่การทำให้ทุกคนต้องหันมามองปัญหาทางการเมืองว่าตกลงพัฒนาการปัจจุบัน เราอยู่ตรงไหน และกำลังไปสู่อะไร นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า 70 กว่าปีที่ผ่านมา ข้อถกเถียงว่าการปฏิวัติรัฐประหารคือการเข้าสู่อำนาจรัฐถูกต้องหรือไม่ก็ยัง ไม่ได้ข้อยุติ

ทั้งนี้ ธเนศกล่าวว่า วิวาทะครั้งล่าสุดนี้ น่าสนใจตรงที่ดึงประเด็นที่เป็นรูปธรรมชัดขึ้นมา โดยนิติราษฎร์เสนอออกกฎหมายแก้รัฐธรรมนูญเพื่อทำให้รัฐประหารครั้งล่าสุดไม่ มีผล ถือเป็นการหลุดจากกรอบของการถูกขนบธรรมเนียมของรัฐประหารกดทับไว้

สำหรับภาพความรับรู้เรื่อง อ.ปรีดีนั้น ธเนศแสดงความเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงขึ้นและลงตามการเมืองไทยและความหมายของ ประชาธิปไตยที่เปลี่ยนไป โดยภาพลักษณ์นั้นเกิดผ่านการเล่าเรื่อง (narrative) ซึ่งมีการเล่าเรื่องสองชุด คือ หนึ่ง ภาพลักษณ์ผู้ทำลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชหรือระบอบกษัตริย์ ภาพลักษณ์นี้ถูกสร้างผ่านข่าวลือ เช่น ปรีดีอยู่เบื้องหลังคดีสวรรคต การสร้างภาพลักษณ์นี้เกิดในช่วงหลังรัฐประหาร 8 พ.ย.2490 ส่วนชุดที่สองคือ ภาพลักษณ์มันสมองคณะราษฎร ผู้นำระบอบประชาธิปไตยเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งภาพลักษณ์นี้เกิดในช่วงใกล้ๆ เหตุการณ์ 14 ต.ค.2516

ธเนศกล่าวว่า เมื่อศึกษาการเมืองไทยพบว่า เรื่องที่ยังมีปัญหาจนปัจจุบัน มีต้นกำเนิดจากการรัฐประหาร 8 พ.ย.2490 ซึ่งรวมถึงความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ด้วย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาธิปัตย์มีปัญหากับประชาธิปไตยที่สุด โดยทุกครั้งหลังรัฐประหาร ทหารต้องให้พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาลแทน

ธเนศกล่าวว่า รัฐประหาร 2490 เป็นต้นกำเนิดของปัญหาประชาธิปไตยไทยจนถึงวันนี้ แม้จะมีรัฐประหารที่สำคัญมากคือ ในปี 2500-2501 ของจอมพลสฤษดิ์ แต่ก็เชื่อว่า ถ้าไม่มีรัฐประหาร 2490 ก็ไม่มีรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ และจะไม่มีรัฐประหาร 17 พ.ย.14 สมัยจอมพลถนอม รวมถึงเหตุการณ์ 14 ต.ค.16 ด้วย

ทั้งนี้ ธเนศ ระบุว่า การยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ (ในปี 2501) ซึ่งให้เหตุผลของการรัฐประหารว่าเพราะ "กลไกไม่ดี" นำไปสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับก่อน และตั้งเครื่องมือใหม่ เช่น สภา ส.ส.ร. รวมถึงยกระดับคำประกาศคณะปฏิวัติให้มีศักดิ์เท่ากับกฎหมาย เป็นต้นแบบของรัฐประหารครั้งต่อๆ มา ซึ่งเขามองว่า การที่นักกฎหมายยอมรับว่าศักดิ์ของประกาศคณะปฏิวัติเทียบเท่ากฎหมายปกตินั้น เป็นจารีตที่มีปัญหา

"ระบบยุติธรรมไทยที่เรามีวางอยู่บนการถักทอของอำนาจนอกระบบทั้งนั้น" ธเนศกล่าวและว่า หลายปีที่ผ่านมา ระบอบปฏิวัติอยู่ได้เพราะสร้างความพอใจให้ฐานเสียง ซึ่งคนที่ได้ประโยชน์จากรัฐบาลปฏิวัติทุกสมัยคือคนในเมือง โดยยกตัวอย่างการปฏิวัติสมัยจอมพลถนอม มีการลดดอกเบี้ย ค่าไฟ ซึ่งคนในเมืองได้ประโยชน์ แต่ไม่เกี่ยวกับชาวบ้านรอบนอก สมัยจอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจมาตรา 17 ของรัฐธรรมนูญ ฆ่าคน ซึ่งคนในกรุงก็ไม่เดือดร้อน ขณะที่ถ้าได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ทำอะไรก็ไม่เสร็จ

ธเนศชี้ว่า เรามีรัฐบาลที่ให้ผลประโยชน์กับคนในเมืองเยอะ แต่วิธีการเข้าสู่อำนาจนั้นเป็นสีเทา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลัง นักกฎหมายอธิบายว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมายและนิติรัฐ นี่คือความเพี้ยนของกระบวนการกฎหมายของไทย

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ในช่วง 4-5 ปีที่มีเสื้อแดง มีกลุ่มการเมืองต่างๆ ทำให้เห็นว่ามีแรงโต้รัฐประหารจากคนรอบนอกกรุงเทพฯ ซึ่งจะเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในรัฐธรรมนูญ ระบอบรัฐสภา และการเลือกตั้ง ไม่ปล่อยให้คนกรุงเทพฯ และนักกฎหมายในกรุงเทพ ตัดสินฝ่ายเดียวอีกแล้ว ซึ่งหาก อ.ปรีดีสามารถรับรู้ได้ คงมองว่าอย่างน้อยที่สุด สิ่งที่เริ่มจากคณะผู้ก่อการในตอนนั้นไม่หายและขยายไปทั่วทุกที่ในประเทศ เป็นการเมืองของภาคประชาชน


"ไม่ว่าจะรัฐประหารกี่ครั้ง
แล้วก็ทำให้การปกครองไทยเป็นแบบครึ่งใบ เสี้ยวใบ
แต่ไม่เคยมีใครก็ตามกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช
อันนี้คือสิ่งที่คณะราษฎรทำ"

มรกต เจวจินดา ไมยเออร์ โครงการไทยศึกษา วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ เจ้าของวิทยานิพนธ์ปริญญาโท “ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ กับการเมืองไทย พ.ศ.2475-2526” กล่าวว่า ความทรงจำในสังคมไทยถูกผูกขาดโดยรัฐไทย หรือพูดให้ชัดคือรัฐบาลรัฐประหาร กลุ่มอนุรักษนิยม พรรคการเมืองที่เข้าบริหารประเทศ พร้อมระบุว่า ความสับสนเรื่องรัฐประหาร, ปฏิวัติกับการเมืองไทย เกิดจากปัญหาการสร้างความทรงจำตั้งแต่ปี 2475

"รัฐไทยได้พยายามทำให้การลืมเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย" มรกตกล่าวและยกตัวอย่างการลืมการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ทำให้ไม่ค่อยมีใครรู้จักว่าสมาชิกของคณะราษฎรคือใครบ้างและทำอะไร พร้อมยกตัวอย่างนิทรรศการนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ที่ต้นถนนราชดำเนินว่า เป็นการสร้างความทรงจำแบบเดียวเท่านั้นในสังคมไทยและก่อให้เกิดปัญหา โดยเรื่องราวของคณะราษฎรนั้นมีเพียงรูปใบเดียวและระบุว่า คณะราษฎรก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2475 แต่ไม่มีรายละเอียดว่าใครทำอะไร

"ความจริงแล้วดูง่ายๆ ว่า [การเปลี่ยนแปลง 2475]เป็นการปฏิวัติและอภิวัฒน์ตามที่อาจารย์ปรีดีเสนอไว้จริงหรือไม่ เอาง่ายๆ นับตั้งแต่ 2475 จนถึงปัจจุบัน มีการรัฐประหารจำนวนมาก มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ แต่ว่าคณะรัฐประหาร คณะทหารโดยทั่วไป แม้แต่กลุ่มอำนาจนิยม ไม่เคยมีใครต้องการที่จะกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชอีกเลย อันนี้คือความสำคัญอันหนึ่งซึ่งไม่เคยมีใครพูดถึง" มรกตกล่าวและย้ำว่า "ไม่ว่าจะรัฐประหารกี่ครั้ง แล้วก็ทำให้การปกครองไทยเป็นแบบครึ่งใบ เสี้ยวใบ แต่ไม่เคยมีใครก็ตามกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช อันนี้คือสิ่งที่คณะราษฎรทำ"

มรกต กล่าวถึงสาเหตุที่ปรีดีถูกพูดถึงตลอดเวลา ไม่ว่าในช่วงที่สังคมไทยเกิดวิกฤต ช่วงรัฐประหาร ช่วงพรรคการเมืองอยากชนะเลือกตั้ง หรือหลัง พ.ค.35 เพราะนับตั้งแต่ 24 มิ.ย.2475 ปรีดี คือสตีฟ จอบส์ของสยาม เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ ซึ่งมีความสำคัญเพราะเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของคณะราษฎร โดยจุดแข็งคือ มันสมองในแง่ที่ว่าพยายามทำให้การอภิวัฒน์ 2475 เป็นการอภิวัฒน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหยั่งลึกเต็มที่ ทั้งการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์การผลิตและการเปลี่ยนแปลงโครสร้างเศรษฐกิจ นั่นคือต้องการให้คนธรรมดาสามารถกินดีอยู่ดี ประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎรตั้งแต่เกิดจนตาย ส่วนจุดอ่อนคือ ความต้องการรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ แต่ต้องการลดอำนาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชลง ทำให้กลุ่มที่ไม่ต้องการเสียอำนาจใช้แนวคิดเรื่องคอมมิวนิวส์มาโจมตีปรีดี

มรกต ทิ้งท้ายว่า คณะราษฎร-การเปลี่ยนแปลง 2475 ไม่เคยมีเนื้อที่ในความทรงจำของสาธารณชนชาวไทยอย่างสมศักดิ์ศรี ไม่เคยมีพิพิธภัณฑ์คณะราษฎร ไม่เคยมีอะไรเลย พร้อมเสนอว่า ควรจะต้องมีความพยายามที่จะทำความเข้าใจการเมืองไทยเสียใหม่ โดยเฉพาะในช่วง 2475-2490 โดยชี้ว่าหากยังเป็นแบบเก่า จะไม่สามารถช่วยเป็นทัพหน้าในการสร้างให้เรามองอนาคตไปได้ไกล โดยเมื่อไหร่ที่ปัจจุบันและอนาคตถึงทางตัน เพราะเราไม่รู้จะไปทางไหน ปัญหาประการหนึ่งที่เกิดทั่วโลกคือความทรงจำได้กักขังพวกเราไม่ให้มองอนาคต ในรูปแบบอื่น เพราะว่าอดีตทำให้เรามองความเป็นมาหรือปัญหาของเราในรูปแบบเฉพาะที่เราจะ แหวกกรงล้อมไปไม่ได้

ท้องฟ้าประเทศไทย

ที่มา Thai E-News

ที่มา:ภาพจากเฟซบุ๊คของ Theerachot Rergjaree )

นายกฯออกทีวีแจงน้ำท่วม สั่งทหารช่วยชาวบ้าน

ที่มา Thai E-News




เมื่อค่ำวันที่ 9 ต.ค. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถึงสถานการณ์ความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม ว่า ได้รับรายงานจากอธิบดีกรมชลประทานว่า ปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลางตอนบนเริ่มมีแนวโน้มลดน้อยลง ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะยังคงสูงอีกไม่มากนัก

โดยคาดว่าจะมี ระดับน้ำสูงสุดที่จังหวัดนครสวรรค์ในช่วงวันที่ 12- 13 ตุลาคม 2554 ประมาณ 4,800 - 4,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทรงตัวอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วจะเริ่มลดลงอย่างช้าๆ ทั้งนี้ระดับน้ำในลำน้ำเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยา จะสูงขึ้นจากปัจจุบันทุกจุดประมาณโดยเฉลี่ยไม่เกิน 20 เซนติเมตร ขอให้ผู้เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำ และเฝ้าระวังเสริมคันกั้นน้ำให้มั่นคง เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับพื้นที่ที่ต้องเฝ้า ระวังอาจได้รับผลกระทบเกิดปัญหาน้ำท่วมเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ได้แก่ บริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่บริเวณอำเภออุทัย อำเภอบางปะอิน อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่น้ำจากแม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยา จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่จะไหลต่อเนื่องลงมา ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารการแจ้งเตือนภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องอย่างใกล้ชิดต่อไป

ส่วนการเตรียมความพร้อมป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตกมีสถานีสูบน้ำ 188 แห่ง ประตูระบายน้ำ 214 แห่ง ทางกรุงเทพมหานคร จะเร่งเตรียมรับน้ำพร้อมที่จะระบายได้ ส่วนบริเวณด้านตะวันออกตอนใต้ ของ กทม. บริเวณสุวรรณภูมิ เมื่อมีน้ำเข้ามาจะใช้คลอง 5 แห่ง คือ คลองหนองงูเห่า คลองบางโฉลง คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต คลองจรเข้ใหญ่ คลองลาดกระบัง เพื่อรับน้ำออกสู่ทะเล โดยตอนล่างจะมีสถานีสูบน้ำ 8 แห่ง ทำหน้าที่ผลักน้ำที่เข้ามาทั้งหมดลงสู่ทะเล ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สั่งให้มีการเตรียมการให้ขุดลอกคลองดังกล่าว ให้แล้วเสร็จจากเดิมประมาณ 1 เดือน ให้เร่งดำเนินการภายใน 7 - 10 วัน โดยระดมสรรพกำลัง ทั้งทหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการ และได้ให้มีการเตรียมความพร้อมของเครื่องสูบน้ำทั้ง 8 แห่ง ไว้รองรับ เรียบร้อยแล้ว

สำหรับประชาชนที่อาศัยในกรุงเทพมหา นคร บริเวณนอกแนวคันกั้นน้ำ และบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาถือว่า เป็นกลุ่มเสี่ยง ขอให้เตรียมตัวขนย้ายทรัพย์สินมีค่า สิ่งของที่จำเป็นออกนอกพื้นที่ และให้เฝ้าติดตามสถานการณ์จาก ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ. เป็นระยะๆ

ทั้ง นี้รัฐบาลอยากขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุโทรทัศน์ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนเคเบิ้ลทีวี เครือข่ายสังคมออนไลน์ SocialMedia ช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจาก ศปภ. ต่อไปด้วย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้มีการปรับแผน และมาตรการทำงานของ ศปภ. ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งในวันนี้ ได้ให้มีการตรวจสอบพื้นที่น้ำท่วมให้ความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าสามารถป้องกันได้ให้หาวิธีการป้องกันเต็มที่ โดยสามารถร้องขอการสนับสนุนจาก ศปภ. ได้ตลอดเวลาโดยได้แบ่งประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่สามารถป้องกันได้ และกลุ่มที่ไม่สามารถป้องกันได้

โดยกลุ่ม ที่ไม่สามารถป้องกันไม่ให้น้ำท่วมได้ เนื่องจากเป็นเหตุสุดวิสัย ก็ขอให้ประชาชนอพยพจากพื้นที่ไปพักที่สถานที่ทางราชการจัดให้ ซึ่งทางฝ่ายประชาสัมพันธ์จะได้แจ้งให้ประชาชนทราบว่า มีที่ใดบ้าง เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะใช้ที่ศาลากลางจังหวัด หรือที่บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ขณะที่ได้มอบหมาย ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วน เข้าไปป้องกันน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ และนิคมอุตสาหกรรมอื่นให้ได้ หากได้รับความเสียหายจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง สำหรับนิคมอุตสาหกรรมโรจนะนั้น ขณะนี้ได้รับรายงานว่า โรงงานที่จมน้ำคือบริเวณเฟส 1 ซึ่งอยู่ระหว่างการกู้ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ ส่วนเฟส 2 และ 3 จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีปัญหาน้ำท่วมแต่อย่างใด

อย่าง ไรก็ตาม ขอให้ประชาชนไม่ต้องตระหนกตกใจหรือหวาดหวั่นกับข่าวลือต่างๆ ที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะชี้แจงให้ประชาชนทราบผ่าน ศปภ. เป็นระยะๆ และขณะนี้รัฐบาลได้รับทราบ และเข้าใจปัญหาจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี
และ จะได้ประมวลมากำหนดเป็นมาตรการเยียวยา และฟื้นฟูประชาชน และผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยต่อไป รวมถึงการแก้ไขปัญหาฟื้นฟูในระยะยาว แม้ว่า จะมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูง แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำเพื่อมิให้มีผลกระทบในระยะยาวต่อไป

สั่งกองทัพเปิดค่ายตั้งศูนย์ช่วยผู้อพยพน้ำท่วม

นายกฯ กล่าวว่า บางจังหวัดจะมีพื้นที่เสี่ยงภัยนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ประจำการหากมีน้ำเข้าถึงก็พร้อมที่จะอพยพโดยทหารอากาศและทหารเรือ

เมื่อ ถามว่าพื้นที่รองรับประชาชนคือค่ายทหารใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช่ จะให้เข้าพักในค่ายทหาร แต่ขอประชาสัมพันธ์ว่า หากเอกชนมีสถานที่สูงและปลอดภัยที่จะใช้เป็นค่ายอพยพ ขอให้แจ้งมา เพราะวันนี้จ.อยุธยาเต็มแล้ว จึงจะขนย้ายผู้อพยพไปจังหวัดอื่นที่น้ำไม่ท่วม

และขอความกรุณาอีกว่าผู้ที่ประสงค์จะบริจาคสิ่งของไปยังประชาชนที่ ประสบภัยหากเป็นไปได้ขอให้ติดต่อมายังศูนย์กลางก่อน เพราะบางพื้นที่ประกาศไปแล้วประชาชนไปรอที่ถนน และไม่ทราบว่าจะส่งให้จุดใดจนเจ้าหน้าที่ทำงานลำบากและมีปัญหาจราจร

จึง ขอให้แจ้งมาว่าจะให้ไปช่วยเหลือในจุดใด เราจะไปช่วยเหลือในจุดนั้นให้ แต่เบื้องต้นนั้นสามารถไปรวมที่ศูนย์อพยพได้เลยและจะมีเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ควรไปสิ่งจุดใดและวันนี้เส้นทางรถนั้นใช้ไม่ได้แต่จะใช้เส้นทางเรือแทน

Sunday, October 9, 2011

ที่นี่ประเทศไทย เขื่อนกักน้ำหน้าแล้ง ปล่อยน้ำหน้าฝน

ที่มา thaifreenews

โดย คนเกี่ยวข้าว

ประโยชน์ของเขื่อน เท่าที่ผมทราบนะ
1. เอาไว้เที่ยว
2. เอาไว้เป็นสถานที่พักผ่อน
3. เอาไว้เป็นที่ถ่ายรูป
4. เอาไว้เล่นน้ำตอนวันสงกรานต์

พอ หน้าแล้ง บอกว่า ปล่อยน้ำไม่ได้ เกษตรกร อย่าปลูกข้าวเลย เพราะว่าทางเขื่อนจะไม่ปล่อยน้ำ เพราะน้ำจะหมด งง สิครับ ถ้าเขื่อนน้ำหมด แล้ว มันเสียหายอย่างไร เมื่อเทียบกับ มีน้ำแล้วไม่ปล่อยออกมา

ต่างชาติรายงานข่าวไทยทุกข์หนักจากน้ำท่วม กทม.เสี่ยงจม 2.34 ล้านคนระส่ำ

ที่มา ข่าวสด



สำนักข่าวเอพี รายงานภาวะน้ำท่วมประเทศไทยที่ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย ถนนหนทางถูกตัดขาด โบราณสถานหลายแห่ง ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่อยู่ในภาวะวิกฤตจากระดับน้ำที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่กทม. ยังคงไม่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมมากนัก แต่ก็ต้องเผชิญความเสี่ยงต่อปริมาณน้ำจำนวนมากที่จะไหลจากตอนเหนือลงสู่ทะเล ผ่านทางแม่น้ำเจ้าพระยา โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ระบุว่า ในขณะนี้ ได้มีการเร่งผลักดันน้ำลงทะเลเป็นการด่วนแล้ว

ส่วนสำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานผู้เสียชีวิตล่าสุดจากเหตุอุทกภัยครั้ง เลวร้ายของไทย มีทั้งสิ้น 261 ราย สูญหาย 4 ราย และกว่า 2.34 ล้านคน ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะ พระนครศรีอยุธยา ถือเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ทั้งนี้ ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กำลังเดือดร้อนจากอุทกภัยครั้งประวัติการณ์ นับตั้งแต่ปี 1995 ได้แก่ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา และ ไทย อันเนื่องมาจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นหลายลูกที่นำพาให้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อ เนื่อง

ไทยฟรีนิวส์ยังรับบริจาคช่วยพี่น้องน้ำท่วมรอบ 3 อยู่นะครับ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

คุณแมวอ้วนอ้วนตอนนี้กำลังรวบรวมรถที่สามารถลุยน้ำสูงๆ ได้ รถผมเลยได้รับเกียรติให้ร่วมขบวนไปได้อีกหนึ่บคัน ทีแรกผมตั้งใจว่าจะติดรถคนอื่นไป เพราะรถผมวิ่งได้เร็วมากจนตามรถคนอื่นไม่ทัน

ครั้งที่แล้วไปช่วยน้ำ ท่วมที่ชัยนาท ขับเข้าขบวนเหนื่อยพอสมควร เพราะรถผมวิ่งได้ถึง 85-90 กม/ชั่วโมง ต้องขับทั้งเหยียบทั้งเร่งจนเหนื่อยเพื่อให้ขบวนตามทัน 555 แต่หากลุยน้ำรถผมกินขาด ไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาเลย 555

ตอนนี้ไทยฟรี นิวส์และ FARED ได้กำหนดแผนการไปช่วยพี่น้องน้ำท่วมรอบที่สามในวันเสาร์หน้า (15 ตุลาคม) แล้วครับ คุณแมวอ้วนอ้วนกำลังระดมการบริจาคอยู่ใครอยากมีส่วนร่วม ช่วยเหลือแบ่งปันพี่น้องเรา ลองเข้าไปอ่านรายละเอียดการบริจาคได้ที่กระทู้นี้เลยครับ

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=29436.0

การ ไปช่วยพี่น้องร่วมชาติ สิ่งที่ผมได้รับอย่างหนึ่งคือ "ความรู้สึกปิติ" ในใจที่เราได้ช่วยเหลือผู้อื่นที่เขาได้รับความเดือดร้อนจริงๆ อันที่จริงผมไม่ได้สนใจเรื่องการทำบุญว่าจะได้ขึ้นสวรรค์หรืออะไร เพราะผลจากบุญทีชัดเจนคือ ความรู้สึกปิติ เป็นสุข อันนี้ได้รับทันที แม้จะต้องลุยน้ำลุยแดดเหนื่อย แต่เมื่อมีความปิติ ก็จะรู้สึกเบากายเบาใจ

การบริจาคนั้น สิ่งที่เราได้รับทันทีเหมือนกันคือ รู้สึกปิติ เป็นสุข ทันทีที่เราได้บริจาคไปแล้ว

ตอนนี้ก็คงต้องช่วยกันแหละครับ ยามยาก

วันนี้ ผมอ่านผลการสำรวจโพล เขาบอกว่าคนกรุงเทพฯ กว่าร้อยละ 66 ยินดีให้ระบายน้ำผ่าน กทม. เพื่อให้พี่น้องต่างจังหวัดได้ผ่อนคลายความทุกข์ลงบ้าง

อ่านจากผลโพ ลแล้ว ผมรู้สึกว่าพวกเรายังมีความรู้สึกทุกข์ร้อนที่เพื่อนร่วมชาติ ได้รับความเดือดร้อน และพร้อมที่จะแบ่งเบาความเดือดร้อนนั้น รู้สึกว่าเรายังมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อยู่ รู้สึกดีใจครับ

คู่มือ...รับสถานการณ์น้ำท่วม

ที่มา มติชน


















ที่มา...www.cendru.net

ก่อนน้ำท่วม

การป้องกันตัวเองและความเสียหายจากน้ำท่วม ควรมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า เพราะหาก รอให้มีการเตือนภัย เวลามักจะไม่เพียงพอ


เตรียมความพร้อมก่อนน้ำท่วม


การรับมือสำหรับน้ำท่วมครั้งต่อไปควรปฏิบัติดังนี้

1. คาดคะเนความเสียหายที่จะเกิดกับทรัพย์สินของคุณเมื่อเกิดน้ำท่วม

2. ทำความคุ้นเคยกับระบบการเตือนภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขั้นตอนการอพยพ

3. เรียนรู้เส้นทางการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดจากบ้านไปยังที่สูงหรือพื้นที่ปลอดภัย

4. เตรียมเครื่องรับวิทยุแบบพกพา อุปกรณ์ทำอาหารฉุกเฉิน แหล่งอาหารและไฟฉาย รวมทั้งแบตเตอรี่สำรอง

5. ผู้คนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยน้ำท่วม ควรจะเตรียมวัสดุ เช่น กระสอบทราย แผ่นพลาสติก ไม้แผ่น ตะปู กาวซิลิโคน เป็นต้น เพื่อใช้ป้องกันบ้านเรือน และทราบแหล่งทรายที่จะนำมาใช้

6. นำรถยนต์และพาหนะไปเก็บไว้ในพื้นที่ซึ่งน้ำไม่ท่วมถึง

7. ปรึกษาและทำข้อตกลงกับบริษัทประกันภัยเกี่ยวกับการประกันความเสียหาย

8. บันทึกหมายเลขโทรศัพท์สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน และเก็บไว้ตามที่จำง่าย

9. รวบรวมของใช้จำเป็นและเสบียงอาหารที่ต้องการใช้ภายหลังน้ำท่วมไว้ในที่ปลอดภัยและสูงกว่าระดับที่คาดว่าน้ำจะท่วมถึง

10. ทำบันทึกรายการทรัพย์สินมีค่าทั้งหมด ถ่ายรูปหรือวีดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐาน

11. เก็บบันทึกรายการทรัพย์สิน เอกสารสำคัญและของมีค่าอื่นๆ ในสถานที่ปลอดภัยห่างจากบ้านหรือห่างจากที่น้ำท่วมถึง เช่น ตู้เซฟที่ธนาคาร หรือไปรษณีย์

12. ทำแผนการรับมือน้ำท่วม และถ่ายเอกสารเก็บไว้ในที่สังเกตได้ง่าย และติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมที่เหมาะสมกับบ้านของคุณ

รู้จักกับภัยน้ำท่วมของคุณ

สอบถามหน่วยงานที่จัดการด้านน้ำท่วม ด้วยคำถามต่อไปนี้

- ภายในละแวกใกล้เคียงในรอบหลายปีที่ผ่านๆมา เคยเกิดน้ำท่วมสูงที่สุดเท่าไหร่

- เราสามารถคาดคะเนความเร็วน้ำหรือโคลนได้หรือไม่

- เราจะได้การเตือนภัยล่วงหน้าก่อนที่น้ำจะมาถึงเป็นเวลาเท่าไหร่

- เราจะได้รับการเตือนภัยอย่างไร

- ถนนเส้นใดบ้างในละแวกนี้ที่จะถูกน้ำท่วมหรือจะมีสิ่งกีดขวาง

ถ้าคุณคือพ่อแม่ :

· ทำการซักซ้อมและให้ข้อมูลแก่บุตรหลานของคุณขณะเกิดน้ำท่วม เช่น ไม่สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้า ปลั๊กไฟ หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำและอยู่ใกล้เส้นทางน้ำ

· ต้องทราบหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินของหน่วยงานท้องถิ่น

· ต้องทราบแผนฉุกเฉินสำหรับ โรงเรียนที่บุตรหลานคุณเรียนอยู่

· เตรียมแผนการอพยพสำหรับครอบครัวของคุณ

· จัดเตรียมกระสอบทราย เพื่อกั้นน้ำไม่ให้เข้าสู่บ้านเรือน

· ต้องมั่นใจว่าเด็กๆได้รับทราบแผนการรับสถานการณ์น้ำท่วมของครอบครัวและของโรงเรียน


การทำแผนรับมือน้ำท่วม

การจัดทำแผนรับมือน้ำท่วม จะช่วยให้คุณนึกถึงสิ่งต่างๆ ที่จะต้องทำหลังได้รับการเตือนภัย เดินสำรวจทั่วทั้งบ้านด้วยคู่มือเล่มนี้ พร้อมทั้งจดบันทึกด้วยว่าจะจัดการตามคำแนะนำอย่างไร ในช่วงเวลาที่ทุกๆ คน เร่งรีบและตื่นเต้นเนื่องจากภัยคุกคาม สิ่งสำคัญที่จะลืมไม่ได้ก็คือ หมายเลขโทรศัพท์ต่างๆ ที่สำคัญไว้ในแผนด้วย

ถ้าคุณมีเวลาเพียงเล็กน้อยหลังการเตือนภัย : สิ่งที่ต้องทำและมีในแผน

- สัญญาณเตือนภัยฉุกเฉิน และสถานีวิทยุหรือสถานีโทรทัศน์ที่รายงานสถานการณ์และรายชื่อสถานีวิทยุที่รายงาน

- รายชื่อสถานที่ 2 แห่งที่สมาชิกในครอบครัวสามารถพบกันได้หลังจากพลัดหลง โดยสถานที่แรกให้อยู่ใกล้บริเวณ

บ้าน และอีกสถานที่อยู่นอกพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง

- เมื่ออพยพออกจากบ้าน ในกรณีที่คุณไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้หลายวันควรติด ข้อความอธิบายที่บ้านด้วยว่า คุณอพยพไปที่ไหนและสามารถติดต่อได้อย่างไร

- เมื่อจะออกจากบ้านให้ปิดบ้านให้เรียบร้อย และวิ่งออกไปตามเส้นทางที่วางแผนไว้สู่ที่อพยพ

ถ้าคุณมีเวลามาก หลังการเตือนภัย : สิ่งที่ต้องเพิ่มลงไปในแผนคือ

- ติดตั้งอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เตรียมไว้สำหรับการป้องกันน้ำท่วม

- อุดปิดช่องน้ำทิ้งอ่างล้างจาน พื้นห้องน้ำและสุขภัณฑ์ที่น้ำสามารถไหลเข้าบ้านได้

- ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า แก๊สและประปาในบริเวณที่จะถูกน้ำท่วม หรือถ้าคาดว่าน้ำจะท่วมเฉพาะชั้นล่างก็สามารถปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าเฉพาะส่วนนั้น และเปิดใช้ในส่วนที่อยู่อาศัยได้ ในแผนรับมือน้ำท่วม ให้ทำเครื่องหมายจุดที่เป็นฟิวส์ หรือเบรกเกอร์ เพื่อแสดงวงจรไฟฟ้าที่เข้าสู่ตัวบ้าน

- ปิดถังแก๊สให้สนิท

- จัดเตรียมน้ำสะอาดใส่ในภาชนะเพื่ออุปโภคและบริโภคอย่างเพียงพอ

- ตรวจสอบแหล่งพลังงานที่ใช้กับเครื่องสูบน้ำ

- เคลื่อนย้ายทรัพย์สินมีค่าไปเก็บไว้ที่สูงหรือปลอดภัย

น้ำสามารถไหลเข้าบ้านคุณได้อย่างไร

น้ำ ท่วมสามารถไหลเข้าบ้านได้หลายทาง โดยทางเข้าจะสูงกว่าระดับพื้นบ้านดังนั้นหลังจากระดับน้ำท่วมลดลง น้ำจึงยังคงอยู่ในตัวบ้าน เป็นสาเหตุให้เกิดความเสียหาย

น้ำเข้าบ้านได้หลายทาง ดังนี้

- น้ำสามารถผ่านเข้ารอบๆประตู และช่องว่างของอิฐได้

- หากน้ำท่วมสูงมาก น้ำจะสามารถไหลย้อนกลับเข้าบ้าน

ทางท่อในห้องน้ำหรือท่ออ่างล้างหน้าได้

- น้ำสามารถซึมผ่านรอยร้าวและรอยต่อของกำแพง

- น้ำสามารถซึมผ่านขึ้นมาทางพื้นชั้นล่างได้

- น้ำสามารถผ่านเข้าทางรอยร้าวและรอยต่อรอบๆสายไฟ

หรือ สายโทรศัพท์ที่เจาะผ่านกำแพง

- น้ำสามารถผ่านเข้าทางท่อระบายน้ำทิ้ง

ระหว่างเกิดน้ำท่วม


ระดับการเตือนภัยน้ำท่วม

ลักษณะการเตือนภัยมี 4 ประเภท คือ

1. การเฝ้าระวังน้ำท่วม ( Flood Watch) : มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วมและอยู่ในระหว่างสังเกตการณ์

2. การเตือนภัยน้ำท่วม (Flood Warning) : เตือนภัยจะเกิดน้ำท่วม

3. การเตือนภัยน้ำท่วมรุนแรง (Severe Flood Warning) : เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง

4. การกลับสู่ภาวะปกติ (All Clear) : เหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

สิ่งที่คุณควรทำ : หลังจากได้รับการเตือนภัยจากหน่วยงานด้านเตือนภัยน้ำท่วม

1. ติดตามการประกาศเตือนภัยจากสถานีวิทยุท้องถิ่น โทรทัศน์หรือรถฉุกเฉิน

2. ถ้ามีการเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน และคุณอยู่ในพื้นที่หุบเขาให้ปฏิบัติดังนี้

- ปีนขึ้นที่สูงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

- อย่าพยายามนำสัมภาระติดตัวไปมากเกินไป ให้คิดว่าชีวิตสำคัญที่สุด

- อย่าพยายามวิ่งหรือขับรถผ่านบริเวณทางน้ำหลาก

3. ดำเนินการตามแผนรับมือน้ำท่วมที่ได้วางแผนไว้แล้ว

4. ถ้ามีการเตือนการเฝ้าระวังน้ำท่วม จะยังพอมีเวลาในการเตรียมแผนรับมือน้ำท่วม

5. ถ้ามีการเตือนภัยน้ำท่วมและคุณอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมถึง ควรปฏิบัติดังนี้

- อุดปิดช่องน้ำทิ้งอ่างล้างจาน พื้นห้องน้ำและสุขภัณฑ์ที่น้ำสามารถไหลเข้าบ้าน

- อ่านวิธีการที่ทำให้ปลอดภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อยู่นอกบ้าน

- ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและแก๊สถ้าจำเป็น

- ล๊อคประตูบ้านและอพยพขึ้นที่สูง

- ถ้าไม่มีที่ปลอดภัยบนที่สูง ให้ฟังข้อมูลจาก วิทยุหรือโทรทัศน์เกี่ยวกับ สถานที่หลบภัยของหน่วยงาน

6. หากบ้านพักอาศัยของคุณไม่ได้อยู่ในที่น้ำท่วมถึงแต่อาจมีน้ำท่วมในห้องใต้ดิน

- ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องใต้ดิน

- ปิดแก๊สหากคาดว่าน้ำจะท่วมเตาแก๊ส

- เคลื่อนย้ายสิ่งของมีค่าขึ้นข้างบน

- ห้ามอยู่ในห้องใต้ดิน เมื่อมีน้ำท่วมถึงบ้าน

น้ำท่วมฉับพลัน

- น้ำท่วมฉับพลันสามารถเกิด ขึ้นได้โดยไม่มีการเตือนภัย

- ควรทราบว่าถ้าเกิดน้ำท่วมฉับพลันจะทำอย่างไร ทั้งตอนอยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน และในรถ

- เมื่อเกิดฝนตกหนักและคุณอยู่ใกล้ลำน้ำ ควรติดตามข่าวทางสถานีวิทยุท้องถิ่นหรือโทรทัศน์ ถ้าได้รับการ

เตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน ให้ระมัด ระวังตัวและย้ายไปอยู่ที่สูง

- ถ้าได้ยินการเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันให้วิ่งไปบนที่สูงทันที

- ออกจากรถและที่ที่อยู่ คิดอย่างเดียว ว่าต้องหนี

- อย่าพยายามขับรถหรือวิ่งย้อนกลับไปทางที่ถูกน้ำท่วม

ปลอดภัยไว้ก่อนเมื่ออยู่นอกบ้าน

- ห้ามเดินตามเส้นทางที่น้ำไหล : มีผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตเนื่องจากจมน้ำตายในขณะที่

น้ำกำลังมา ความสูงของน้ำเพียงแค่ 15 เซนติเมตรก็ทำให้เสียหลักล้มได้ ดังนั้นถ้ามี

ความจำเป็นต้องเดินผ่านทางที่น้ำไหลให้ลองนำไม้จุ่มเพื่อวัดระดับก่อนทุกครั้ง

- ห้ามขับรถในพื้นที่ที่กำลังโดยน้ำท่วม : การขับรถในพื้นที่น้ำท่วมมีความเสี่ยงสูงมาก

ที่จะจมน้ำ หากเห็นป้ายเตือนตามเส้นทางต่างๆ ห้ามขับรถเข้าไป เพราะอาจมี

อันตรายข้างหน้า น้ำสูง 50 เซนติเมตรพัดรถจักรยานยนต์ให้ลอยได้

- ห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสาย : กระแสไฟฟ้าสามารถวิ่งผ่านน้ำได้ เมื่อเกิดน้ำ

ท่วมแต่ละครั้งจะมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากไฟดูดมากว่าสาเหตุอื่นๆ เมื่อเห็นสายไฟหรือ

อุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุดเสียหายกรุณาแจ้ง 191 หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ปลอดภัยเมื่ออยู่ในบ้าน

- ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อบ้านโดนน้ำท่วม : อุปกรณ์บางอย่างสามารถทำให้คุณช็อกได้

แม้ในขณะที่ไม่เสียบปลั๊ก ห้ามใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปียกน้ำ จนกว่าแน่ใจว่าทุกชิ้นส่วน

ของอุปกรณ์นั้น สะอาดและแห้งสนิท

- ระวังสัตว์อันตราย : สัตว์อันตราย เช่น งู ตะขาบ ที่อาจหนีน้ำเข้ามาในบ้าน

- เดินอย่างระมัดระวัง : ระวังอันตรายจาก โคลนที่ทำให้ลื่น เศษแก้ว เข็ม ซากสิ่งของที่

พังลอยมากับน้ำตอนที่น้ำลดแล้ว

- ระวังแก๊สรั่ว : หากได้กลิ่นแก๊สให้อยู่ห่างๆ ไว้ ลองใช้ไฟฉายส่องดูเพื่อเช็คความ

เสียหาย และห้ามสูบบุหรี่หรือจุดไฟจนกว่าจะปิดแก๊สหรือระบายอากาศในพื้นที่แล้ว

- อันตรายจากคาร์บอนมอนออกไซด์ : ควรใช้ เตาย่าง และโคมไฟ นอกบ้านเพราะควัน

ที่ออกมาจากสิ่งเหล่านี้อาจมีพิษ และไม่ ควรนำไปใช้ในบ้าน

- ทำความสะอาดทุกอย่างที่เปียกน้ำ : น้ำท่วมเป็นน้ำมีสิ่งปฏิกูลและสารอันตราย เจือปน

ห้ามบริโภคทุกอย่างที่สัมผัสน้ำ อาหาร ส่วนเครื่องใช้ให้ล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด

- ดูแลตัวเองและครอบครัว : หลังจากน้ำท่วมควรดูแลตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ความเจ็บป่วยทางจิตใจอาจใช้เวลารักษานานกว่าความเจ็บป่วยทางกาย ดังนั้นควร

พยายาม เรียนรู้วิชาการที่จะสามารถเอาชนะความเครียดและความวิตกกังวล

หลังน้ำท่วม


3 ขั้นตอนที่คุณควรทำในวันแรกๆหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วม

ขั้นตอนที่ 1 : เอาใจใส่ตัวเอง

หลังผ่านเหตุการณ์น้ำท่วม คุณและครอบครัวอาจเกิดความซึมเศร้า และต้องใช้เวลาเพื่อกลับสู่ภาวะปกติ อย่าลืมว่าเหตุการณ์น้ำท่วมก็อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย คุณต้องดูแลทั้งตัวเองและครอบครัวพร้อมกับการบูรณะบ้านให้กลับมาเหมือนเดิม

อุปสรรคที่สำคัญคือ ความเครียด และหงุดหงิดง่ายรวมทั้งปัญหาอื่น เช่น นอนหลับยาก ฝันร้าย และปัญหาทางกายโรคภัยไข้เจ็บ จริงๆแล้วเรื่องความเครียดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ ซึ่งคุณและครอบครัวควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้


1. ให้เวลากับครอบครัวเพราะความอบอุ่นในครอบครัวอาจช่วยเยียวยารักษาได้ดี

2. พูดคุยปัญหาเรื่องต่างๆ กับเพื่อนและครอบครัว ร่วมแบ่งปันความกังวล จะช่วยให้ระบายและผ่อนคลายความเครียด

3. พักผ่อนและกินอาหารที่มีประโยชน์เพราะมีปัญหาทั้งความเครียดและ ทางกายเพิ่มขึ้นเมื่อร่างกายอ่อนแอ

4. จัดลำดับสิ่งที่จำเป็นต้องทำตามลำดับและค่อยๆ ทำไป

5. ขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์เมื่ออาการซึมเศร้าจนเกินที่จะรับมือได้

6. ดูแลเด็กๆ ให้ดี และโปรดเข้าใจว่าเด็กก็มีความตื่นกลัวไม่แพ้กัน และอย่าตำหนิเด็กทีมีพฤติกรรมแปลกๆ หลังจากน้ำท่วม เช่น ฉี่รดที่นอน ดูดนิ้วโป้งหรือเกาะคุณอยู่ตลอดเวลา จำไว้ว่าเด็กก็เพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่รุนแรงในชีวิต

7. ระวังเรื่องสุขอนามัย เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่เคยโดยน้ำท่วม

ขั้นตอน 2 : การจัดการดูแลบ้านของคุณ

ที่ผ่านมามีผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตเนื่องจากน้ำท่วม ส่วนใหญ่เกิดจากการถูกไฟดูดหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลังจากน้ำลด สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อกลับเข้าบ้านคือ การตรวจสอบความปลอดภัยก่อนเข้าบูรณะและอยู่อาศัย โดยมีขั้นตอน ดังนี้

1. ปรับจูนคลื่นวิทยุโทรทัศน์ ฟังรายงานสถานการณ์

2. ติดต่อบริษัทประกันภัย เพื่อตรวจสอบความเสียหายและซ่อมแซมทรัพย์สินต่างๆ

3. เดินตรวจตรารอบๆ บ้าน และเช็คสายไฟฟ้า สายและถังแก๊ส โดยถ้าหากเกิดแก๊สรั่ว จะสามารถรู้ได้จากกลิ่นแก๊ส ให้ระวังและรีบโทรแจ้งร้านที่เป็นตัวแทน จำหน่าย

4. ตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างตัวบ้าน ระเบียง หลังคา ให้แน่ใจว่าโครงสร้าง ทุกอย่างปลอดภัย

5. ตัดระบบไฟฟ้าที่จ่ายเข้าบ้าน

6. ปิดวาล์วแก๊สให้สนิท หากได้กลิ่นแก๊สรั่วก็ไม่ควรเข้าใกล้บริเวณนั้น

7. เข้าไปในบ้านอย่างระมัดระวัง อย่าใช้วัสดุที่ทำให้เกิดประกายไฟ

8. ถ่ายรูปความเสียหาย เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยจากประกัน(ถ้ามี)

9. เก็บกู้สิ่งของที่มีค่า และห่อหุ้มรูปภาพหรือเอกสารสำคัญ

10. เก็บกวาดทำความสะอาดบ้าน เปิดหน้าต่างและประตูเพื่อระบายอากาศและตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้าง

พื้นฐานของสิ่งก่อสร้างต่างๆ

11. ซ่อมแซมโครงสร้างที่เสียหาย

12. เก็บกวาดกิ่งไม้หรือสิ่งปฏิกูลในบ้าน

13. ตรวจหารอยแตกหรือรั่วของท่อน้ำ ถ้าพบให้ปิดวาล์วตรงมิเตอร์น้ำ และไม่ควรดื่มหรือทำอาหารด้วยน้ำจากก๊อก

จนกว่าจะรู้ว่าสะอาดและปลอดภัย

14. ระบายน้ำออกจากห้องใต้ดินอย่างช้าๆเนื่องจากแรงดันน้ำภายนอกอาจจะมากจนทำให้เกิดรอยแตกของผนังหรือ พื้นห้องใต้ดินได้

15. กำจัดตะกอนที่มาจากน้ำ เนื่องจากเชื้อโรคส่วนมากมักจะมาจากตะกอน

ขั้นตอน 3 : ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ก่อนที่คุณพยายามทำความสะอาดและซ่อมแซมทุกอย่าง คุณควรประเมินความเสียหายและทำความแผนที่วางไว้ ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ฃ

1. เรียกบริษัทประกันภัยและเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น เพื่อพิจารณาความเสียหาย

2. ตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างอาคารของบ้านคุณ

3. ทำแผนการบูรณะซ่อมแซม ซึ่งเป็นรายการสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

4. เปิดหน้าต่างเพื่อให้ความชื้นระเหยออกไป

"ยิ่งลักษณ์" เรียกผบ.4เหล่าทัพถกแก้ปัญหาน้ำท่วมด่วน

ที่มา มติชน

วันที่9ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยได้เรียกพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศปภ. พร้อมด้วย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงผู้บัญชาการทั้งสี่เหล่าทัพ และตัวแทนจากกรุงเทพมหานคร ประชุมติดตามสถานการณ์อุกทกภัยโดยใช้เวลาหารือนานกว่าสองชั่วโมง ในการนี้ นายกรัฐมนตรี แถลงว่า จากการได้ประชุมร่วมกับรมว.กลาโหมและผบ.สี่เหล่าทัพนั้น เพื่อให้ทำงานสอดคล้องและให้การช่วยเหลือไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกับขอสนับสนุนกำลังของทุกเหล่าทัพในการแก้ปัญหา ซึ่งสิ่งที่จะให้ความสำคัญเร่งด่วนนั้นก็คือ จะทำอย่างไรในการย้ายประชาชนที่ประสบปัญหาและติดอยู่ในน้ำให้ขึ้นมาอย่าง ปลอดภัย โดยเฉพาะความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวันนี้มีมวลน้ำจำนวนมากที่มาจากภาคเหนือและได้แผ่กระจายในวงกว้าง ฉะนั้น จึงต้องมีการระดมสรรพกำลังช่วยเหลือ โดยแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ พื้นที่ใดยังไม่มีผลกระทบหรือกำลังจะมีผลกระทบที่สามารถป้องกันได้ ก็จะรวมทุกสรรพกำลังและแบ่งงานของแต่ละกองทัพให้รับจุดสำคัญที่เป็นจุด ยุทธศาสตร์ใหญ่ ส่วนที่สองคือ หากบริเวณใดที่ไม่สามารถป้องกันได้จะเร่งอพยพประชาชนไปยังที่ปลอดภัย เช่น จ.พระนครศรีอยุธยาที่ค่ายอพยพเต็ม ก็ลำเลียงไปใช้ค่ายทหารที่ จ.สระบุรี เพิ่มเติม และให้ทุกส่วนเร่งประสานเข้าพื้นที่ทั้งหมด