WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 10, 2011

นครปฐมจ่อคิวท่วม น้ำท่าจีนล้น เฉพาะบางเลนจม14ตำบล

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



แม่น้ำท่าจีนเริ่มล้นในเขต ต.บางหลวง อ.บางเลน ที่เป็นต้นน้ำ
โดยน้ำท่วม 2 ฝั่งแม่น้ำแล้ว 14 ตำบลโดยน้ำเข้าเมืองสูงกว่า 30 ซม.
ด้าน อบจ.นครปฐมไฟเขียวใช้เครื่องจักรตักทำคันดิน พร้อมเสริมกระสอบทรายป้องกันสถานที่สำคัญ...


เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ จ.นครปฐม ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่าน้ำในแม่น้ำท่าจีน
เริ่มส่งผลกระทบมายังพื้นที่ จ.นครปฐม แล้ว
โดยเฉพาะในเขต ต.บางหลวง อ.บางเลน ที่ถือเป็นต้นน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำท่าจีน
ปรากฏว่า 14 ตำบล น้ำในแม่น้ำท่าจีนไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร
ที่อยู่ตามแนวชายฝั่งทั้ง 2 ฝั่ง กว่า 30 ซม. แล้ว
ขณะนี้ หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ อ.บางเลน
โดยมีทั้งอำเภอ อบจ.นครปฐม สาธารณสุข บรรเทาสาธารณภัย
และหน่วยทหารจากกองบินกำแพงแสน เทศบาลตำบล และ อบต.
ร่วมกำลังกันหาทางป้องกัน โดยเฉพาะสถานที่ราชการ โรงพยาบาล และ สถานีอนามัย
โดยนำกระสอบทรายมาวางกันเรียงรายสูงถึง 1 เมตร
นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนที่อยู่ตามชายฝั่งริมแม่น้ำท่าจีน บางแห่งถูกน้ำท่วมต้องสั่งหยุดการเรียนไปแล้ว



รายงานข่าวแจ้งต่อว่า ยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น
ตลาดบางหลวง ร.ศ.122 ปี ที่เป็นตลาดเก่าแก่
มีบ้านเรือนเป็นไม้เก่าที่ทางราชการอนุรักษ์ไว้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและค้าขาย
ขณะนี้ หลายหน่วยงานได้เตรียมป้องกันเต็มที่
เพราะหากปล่อยให้น้ำในแม่น้ำไหลทะลักเข้ามา จะยากต่อการป้องกัน
นายพเยาว์ เนียะแก้ว นายกอบจ.นครปฐม ได้อนุมัติให้นำเครื่องจักร
ไม่ว่าจะเป็นรถแบ็กโฮ สำหรับตักดินทำคันดินตามแนวแม่น้ำ
และรถบรรทุกสำหรับบรรทุกทราย
และยังนำกระสอบถุงปุ๋ยสำหรับใส่ทราย พร้อมจัดงบให้การช่วยเหลือเต็มที่
และยังนำเรือท้องแบนสำรองมอบให้กับ อบต.ที่ประสบปัญหาเพื่อไว้สำหรับส่งเสบียง
และช่วยเหลือผู้ที่ติดค้างหากเกิดน้ำท่วมใหญ่

ขณะที่ ในเขตเทศบาลนครนครปฐม จากการที่ฝนตกลงมาอย่างหนักหลายวัน
ทำให้น้ำขังท่วมในเขตเทศบาลแล้วหลายสาย กว่า 50-70 ซม.
ทำให้การจราจรในเขตเทศบาลติดขัด รถเสียติดน้ำ
ต้องระดม อปพร.เทศบาล มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์เข้าช่วยเหลือ
โดยเฉพาะถนนทิพากร ถนนพิพิธประสาท ซอย 7
น้ำท่วมแล้วกว่า 80 ซม. ต้องขนย้ายผู้คนออกมา
ซึ่งถนนทั้งสองสายนี้อยู่ติดคลองเจดีย์บูชา ที่เป็นคลองเก่าแก่ สมัยรัชกาลที่ 4
สร้างเป็นเส้นทางเสด็จประพาส และเป็นคลองที่ผันส่ง
สู่แม่น้ำท่าจีนด้านนครชัยศรี ปรากฏว่าคลองน้ำเต็มจนเข้าท่วม
เทศบาลได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จำนวนกว่า 10 เครื่องเร่งระบายลงท่าจีน

นอกจากนี้ถนนในเขตเทศบาลนครปฐม
ที่ถูกน้ำท่วมจากน้ำฝนที่ตกลงมาหลายวัน ไม่สามารถระบายลงคลองเจดีย์บูชาได้เร็ว
มีหลายสาย เช่น ถนนราชวิถี ถนนราชมรรคา ถนนต้นสนที่จะไปพระราชวังสนามจันทร์
ถนนเสือดุ น้ำท่วมถนน และเข้าบ้านเรือนที่อยู่ตามริมถนนร่วม 50 ซม.
โดยคาดว่า หากฝนยังตกลงมาติดต่อกันอีก จะทำให้ถนนสายอื่นๆ นั้นท่วมไปด้วย
เพราะน้ำไม่มีที่ระบาย ขณะเดียวกันชาวบ้านที่อยู่ในเขตเทศบาล
ต่างตื่นหากระสอบทรายที่เทศบาลแจกให้บ้าง
และซื้อบ้างมากันบริเวณหน้าบ้าน บางรายถึงกับต้องก่ออิฐทำเป็นกำแพงกันเลยก็มี.


http://www.thairath.co.th/content/region/208196

พิษน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมฯ อยุธยา ฉุดจีดีพีประเทศร่วง ชมภาพ"ฮอนด้า"จมน้ำ

ที่มา มติชน


ภาพ REUTERS



ภาพ REUTERS



ภาพ REUTERS



ภาพจาก hondajazz-club.com



ภาพจาก Singburinews.com


ทีมข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 ตุลาคม 2554

วิกฤตน้ำท่วมในพื้นที่ 20 จังหวัด เริ่มรุนแรงส่งผลกระทบขยายวงตั้งแต่เดือนสิงหาคมเริ่มต้นของอุทกภัยครั้ง ใหญ่ในไทย กระทั่งสถานการณ์ล่วงเลยถึงเดือนตุลาคม พบว่าน้ำท่วมกินพื้นที่แล้ว 3 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง รวม 59 จังหวัด 572 อำเภอ 4,083 ตำบล ประชาชนเดือดร้อน แบ่งเป็น 2,280,420 ครัวเรือน 8,009,289 คน ยังไม่นับรวมมวลน้ำมหาศาลกำลังพุ่งเป้ามาที่กรุงเทพมหานคร

ผลกระทบในแง่เศรษฐกิจเกิดขึ้นทั้งในภาคเกษตรกรรม แยกเป็นไร่นา สวนผักและผลไม้ และประมงน้ำจืด รวมทั้งนอกการเกษตร แยกย่อยเป็น ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และภาคการค้า

สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ผ่านมา มักมีสรรพกำลังป้องกันน้ำท่วมสูง พื้นที่ถูกยกเหนือกว่าระดับปกติ จึงไม่เข้าข่ายเสี่ยงถูกน้ำท่วม เดิมกระทรวงอุตสาหกรรมประเมินความเสียหายโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่น้ำท่วม 18 จังหวัด ความเสียหายเพียงแค่ประมาณ 500 ล้านบาท มีนิคมอุตสาหกรรมได้รับความเสียหาย คือ นิคมอุตสาหกรรมแก่งคอย 2 แห่ง นิคมอุตสาหกรรมหนองแค 16 แห่ง นิคมอุตสาหกรรมลำพูน นิคมอุตสาหกรรมพิจิตร และนิคมอุตสาหกรรมราชบุรี 18 แห่ง

แต่ช่วงดึกของวันที่ 5 ตุลาคม ระดับน้ำใน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้เพิ่มระดับอย่างรวดเร็วและเข้าท่วมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร อ.นครหลวง ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในนิคมฯจำนวน 49 แห่ง มูลค่าการลงทุนประมาณ 9,472 ล้านบาท บนพื้นที่โครงการรวม 2,050 ไร่ จมน้ำในพริบตา มูลค่าความเสียหายในพื้นที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวคำนวณจากระยะเวลาเสียหายและฟื้นฟูเบื้อง ต้นใช้เวลาประมาณ 3 เดือน แบ่งเป็น 6 รายการ คือ 1.ความเสียหายจากคำสั่งซื้อและสูญเสียรายได้ 24,500 ล้านบาท 2.ความเสียหายอาคารโรงงานและเครื่องจักร 1,960 ล้านบาท 3.วัตถุดิบเสียหาย 490 ล้านบาท 4.แรงงานทั้งสิ้น 14,696 คนขาดรายได้ช่วง 3 เดือน 360 ล้านบาท 5.ความเสียหายของบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น หอพัก รถรับส่งคนงาน 150 ล้านบาท และ 6.ผลิตภัณฑ์ของโรงงานเสียหาย 980 ล้านบาท

ความเสียหายนี้นักลงทุนญี่ปุ่นได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะมีสัดส่วนการลงทุนมากถึง 70% รองลงมาคือไทย 20% และอื่นๆ 10% ประเภทอุตสาหกรรม คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมยาง พลาสติก เครื่องหนัง เครื่องแต่งกาย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโรงงานขนาดเล็กราว 120 โรง จากทั้งหมด 1,500 โรง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ หรืออยู่ในที่ลุ่ม เสียหายรวม 150 ล้านบาท

ระยะเวลาผ่านไปปริมาณน้ำยังไม่มีท่าทีจะลด ตรงกันข้ามกลับเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว จากการระบายน้ำของเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ รวมกับปริมาณน้ำฝนกำลังเคลื่อนพาดผ่านจังหวัดต่างๆ ทั้งจากพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มคำนวณเวลาเสียหายเพิ่มขึ้นไปถึง 5 เดือน มูลค่าในส่วนของคำสั่งซื้อ แรงงาน จึงมีสิทธิทวีคูณทีเดียว

โดยเฉพาะล่าสุดพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะ และเขตประกอบการแฟคตอรี่แลนด์ วังน้อย เขตอุตสาหกรรมนิคมอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่งของไทย ก็ยากจะหนีผลกระทบที่เกิดขึ้นได้

ในส่วนนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) เป็นนิคมฯร่วมดำเนินงานระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กับบริษัท ไทยอินดัสเตรียลเอสเตท จำกัด เริ่มก่อตั้งปี 2532 ตั้งอยู่บริเวณถนนสายเอเชีย-นครสวรรค์ อำเภอบางปะอิน มีพื้นที่โครงการรวม 2,379 ไร่ มีโรงงานทั้งสิ้น 143 ราย จำนวนแรงงาน 51,186 คน มูลค่าการลงทุนสูงถึง 65,312 ล้านบาท ประเภทอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมยาง พลาสติก เป็นต้น

นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เป็นนิคมฯร่วมดำเนินงานระหว่าง กนอ.กับบริษัท ที่ดินบางปะอิน จำกัด เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2532 ตั้งอยู่พื้นที่อำเภอบางปะอิน พื้นที่โครงการรวม 1,962 ไร่ มีโรงงานทั้งสิ้น 90 ราย จำนวนแรงงานทั้งสิ้นประมาณ 60,000 คน มูลค่าการลงทุน 60,000 ล้านบาท ประเภทอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมยาง พลาสติก เป็นต้น

เขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา บริหารโดย บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) ภายใต้การกำกับของกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีโรงงานตั้งอยู่มากที่สุด คือ 198 โรง มูลค่าลงทุน 58,000 ล้านบาท มีจำนวนแรงงานทั้งสิ้น 90,000 คน อุตสาหกรรมส่วนใหญ่คือ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเฉพาะโรงงานประกอบรถยนต์ของบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด

สำหรับโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าได้เร่งขนย้ายรถจำนวน 3,000 คัน ตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. แต่ยังคงเหลือรถที่ยังจอดอยู่ภายในโรงงานประมาณ 200 คันจมน้ำ ค่าเสียหายหลายหมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีเขตประกอบการอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์ วังน้อย ของบริษัท วังจุฬาเรียลเอสเตท จำกัด พื้นที่ 130 ไร่ โรงงาน 76 แห่ง ถือเป็นเขตประกอบการที่หลายคนประเมินว่าน่าจะอยู่รอดปลอดภัย เพราะตั้งอยู่ในพื้นที่น้ำยังไม่เข้าท่วม แต่ก็ประมาทไม่ได้ ในยามน้ำมากขนาดนี้ จึงคงต้องหาทางป้องกันเช่นกัน

ทุกฝ่ายประเมินว่าหากน้ำท่วมเบ็ดเสร็จจะสร้างความเสียหายหลายแสนล้านบาท นั่นคือ นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค และเขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะ เพราะประเมินจากมูลค่าลงทุน มูลค่าสินค้า และความเสียหายจะตามมาหากโรงงานได้ความเสียหาย

เพราะนิคมอุตสาหกรรม จ.พระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี เปรียบเป็นแขนขาของอุตสาหกรรมใน จ.ระยอง จ.ฉะเชิงเทรา และต่างประเทศ รับหน้าที่ผลิตชิ้นส่วนเพื่อป้อนให้โรงงานจังหวัดต่างๆ นำไปประกอบเป็นหลัก คิดเป็นมูลค่ามากถึง 500,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 5% ของจีดีพีประเทศทีเดียว

ถึงเวลานี้ภาพความเสียหายของโรงงานอุตสาหกรรมผลิตสินค้าส่งออกสร้างราย ได้ให้ประเทศคิดเป็นสัดส่วนสูง จากทั้งหมด 70% ของรายได้รวมต่อปี ได้เริ่มขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จากการประเมินของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมก่อนหน้านี้

ที่ผ่านมา นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาระบุว่า เบื้องต้นน้ำท่วมในหลายจังหวัดทั่วประเทศส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของ ประเทศ (จีดีพี) ไม่มากนัก ประเมินความเสียหาย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท

แต่ก็เป็นเพียงการประเมินในระยะเริ่มต้น โดยยังไม่เห็นภาพของความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในส่วนต่อมา เพราะผู้ว่าแบงก์ชาติกล่าวย้ำว่า หากเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนสถานการณ์ไม่คลี่คลายและรุนแรงมากขึ้น จะกระทบจีดีพีมากกว่า 20,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน

ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก่อนหน้านี้ประเมินว่า สถานการณ์น้ำท่วมได้ส่งผลกระทบก่อความเสียหายเป็นวงกว้างมากขึ้นทั้งในภาค การเกษตร อุตสาหกรรม การค้า และบริการ รวมถึงการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม-5 ตุลาคม 2554 น้ำท่วมจากพายุโซนร้อนนกเตน ได้สร้างความเสียหาย 104,027 ล้านบาท หรือผลกระทบต่อจีดีพี 0.8-1.0% ความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐยังไม่เต็มที่ ได้ส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของครึ่งปีและทั้งปี 2554 ลดลง ทั้งปีคาดการณ์เดิม 4.4% เหลือ 3.6% จากปี 2553 ขยายตัว 7.8%

นายธนวรรธน์แนะนำว่า สิ่งที่รัฐบาลควรกระทำคือ จัดระดับความสำคัญของการใช้นโยบายและมาตรการเยียวยาต้องเร็วและเหมาะสม กระตุ้นงบประมาณเพื่อการจ้างงานและการกู้ยืมให้คล่องตัวภายในสิ้นปีนี้ โดยวงเงินไม่ควรต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและสร้างความเชื่อมั่นการบริโภคในไตรมาสสุดท้ายของปี

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ยังไม่นับรวมความเสียหายที่กำลังจะตามมาอีกมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นด้านการขนส่ง ด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะหากไม่สามารถป้องกันพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ศูนย์รวมเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้ได้

ถือเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลจะต้องเร่งหาทางแก้ไข ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน รัฐบาลยิ่งลักษณ์หวังพึ่งพิงกำลังซื้อในประเทศ แต่เมื่อต้องมาเจอกับสถานการณ์น้ำท่วมหนักเช่นนี้ ยิ่งทำให้ทุกอย่างยากขึ้นเป็นทวีคูณ

มาคอยดูว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ วิกฤตจะสร้างวีรสตรี หรือแก้ปัญหาได้แค่กระพี้ไม่ถึงแก่นกันแน่

ประตูระบายน้ำมีนบุรีเข้าขั้นวิกฤต

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

ประตูระบายน้ำมีนบุรีวิกฤต ระดับน้ำสูง1.3เมตร
เจ้าหน้าที่ห่วงฝนตกตลอดคืนทำน้ำในพื้นที่ชั้นในระบายออกไม่ทัน



แผนที่แสดงประตูระบายน้ำย่านมีนบุรี

เมื่อเวลา 17.00น. เจ้าหน้าสำนักการระบายน้ำประตูคลองแสนแสบ ช่วงมีนบุรี เปิดเผยว่า
ขณะนี้ระดับน้ำที่หน้าประตูระบายน้ำมีนบุรีถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว
เพราะมีระดับสูงถึง 1 เมตร 30 เซนติเมตร
และยังเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำบริเวณหน้าประตูเข้าท่วมพื้นที่ชั้นนอกบางส่วนแล้ว

"ปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังคือ ฝนที่อาจตกลงมาในพื้นที่ชั้นในตลอดทั้งคืน
จะทำให้ระดับน้ำพื้นที่ชั้นนอกและชั้นในไม่สามารถระบายออกได้ทัน"เจ้าหน้าที่ระบุ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำท่วมที่เขตมีนบุรี ยังถือว่ารับมือได้
เพราะประตูระบายน้ำแต่ละแห่ง อาทิ
ประตูมีนบุรี ประตูลำบึงขวาง ประตูคลองลาดกระบัง ประตูประเวศน์ ประตูบางชัน
มีความแข็งแรงมาก และเป็นประตูที่ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าท่วมตัวเมืองมีนบุรีอย่างฉับพลัน

นอกจากนี้ ขอแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เขตมีนบุรี ว่า
อย่าแตกตื่นกักตุนอาหารหรือกระสอบทราย จนเกิดเป็นวิกฤตขาดแคลนอาหารตามมา

ขณะที่ ชุมชนหมู่ 5 ต.คลองหก อ.เมืองจ.ปทุมธานี
ซึ่งมีประตูน้ำจุฬาภรณ์เป็นด่านรับน้ำแห่งสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่กรุงเทพฯ
ตั้งแต่เช้ายังคงมีฝนตกหนักเป็นระยะ
จนกระทั่งช่วงบ่ายชาวบ้านพร้อมด้วยทหารหน่วยป้องกันภัยทางอากาศ
กองทัพบกได้ร่วมกันตักทรายใส่กระสอบเพื่อกั้นมวลน้ำที่จะไหลมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยาในคืนนี้

ชาวบ้านในชุมชนหมู่5 ต่างกล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่น้ำท่วมสูงขนาดนี้
และทำให้บ้านเรือนที่อยู่ริมน้ำจมน้ำแล้วทั้งหมด

นายชูศักดิ์ ลิมปตานนท์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 กล่าวว่า
ขณะนี้สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุดคือสุขาเคลื่อนที่ และเวชภัณฑ์แก้น้ำกัดเท้า

"ตอนนี้บ้านจมน้ำแทบจะหมดทุกหลังแล้ว
ที่เราอยากได้คือสุขาเคลื่อนที่เพราะลำบากมาก นอกจากนี้คือยาแก้น้ำกัดเท้า
ส่วนคันกันน้ำที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างอยู๊นี้คาดว่าจะกั้นน้ำที่จะไหลมาจากอยุธยาคืนนี้ได้ไหว
ซึ่งผมจะขอลูกบ้านบางส่วนอพยพย้ายไปอยู่ที่ศูนย์ซึ่งมหาวิทยาลัยรังสิตเปิดไว้ให้
โดยจะเอาบ้านที่โดนหนักๆบางส่วนไปก่อน
ในชุมชนนี้มีทั้งหมด 250 หลังคาเรือนประมาณ 1,000 คน" นายชูศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ผู้ใหญ่บ้านหมู่5 ยังบอกอีกว่า
น้ำที่ท่วมอยู่ขณะนี้ขึ้นมาตั้งแต่เดือน ก.ย. พอพายุเข้าอยู่ช่วงหนึ่งน้ำก็หนักมาเรื่อยๆ

"ไม่เคยท่วมสูงขนาดนี้มาก่อน ปกติคนที่นี่บ้านริมน้ำอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นจะมีการยกพื้นเพื่อหนีน้ำ
แต่คราวนี้ทำลายสถิติยกหนีแล้วก็ยังท่วม
ตอนนี้ก็อยากให้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลมาถึงเร็วๆ
ชาวบ้านจะได้นำไปซื้อไม้ซื้อวัสดุก่อสร้างสู้น้ำ" นายชูศักดิ์ กล่าว

ขณะที่พื้นที่ในหมู่บ้านเมืองเอก ย่านรังสิต เจ้าหน้าที่ช่วยกันเรียงกระสอบทราย
เพื่อกั้นน้ำจากคลองรังสิตไม่ให้ไหลเข้าท่วมหมู่บ้านเมืองเอก
ส่วนบ้านของชาวบ้านที่ใน ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี
ซึ่งอยู่นอกแนวกระสอบทรายต้องใช้ชีวิตท่ามกลางน้ำท่วมขังมานานกว่า 1 เดือนแล้ว



เจ้าหน้าที่เร่งวางแนวกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วมหมู่บ้านเมืองเอกรังสิต


สภาพน้ำท่วมขังในชุมชนนอกแนวกระสอบทราย ต.หลักหก จ.ปทุมธานี




http://www.posttoday.com/กทม.-ภูมิภาค/กทม./115486/ประตูระบายน้ำมีนบุรีเข้าขั้นวิกฤต

คลิปน้ำทะลักท่วมเมือง "นครสวรรค์"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon




« เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:05:23 PM »


เขียนโดย JJ_Sathon







วันที่ 10 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.นครสวรรค์ ว่า ประชาชนแตกตื่นตกใจไปทั่งเมืองนครสวรรค์
เมื่อคันกั้นน้ำแม่น้ำปิงใกล้ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา
บริเวณหลังโรงน้ำแข็งเก่า ตลาดบ่อนไก่ติดกับโรงแรมแม่น้ำและร้านเทอดทูน
พังลงเป็นแนวยาวกว่า 100 เมตร น้ำไหลทะลักเข้าท่วมตัวตลาดปากน้ำโพทันที
กระแสน้ำไหลเร็วแรง ประชาชนแตกตื่นหนีตายทั้งขับขี่รถยนต์
รถจักรยานยนต์และวิ่งหนีกันจ้าละหวั่นอกจากตัวตลาดปากน้ำโพ
ขึ้นไปตามถนนมาตุลี ถนนอรรถกวี เพื่อขึ้นไปยังที่สูงเชิงเขากบ


เพียงชั่วระยะเวลาไม่นานน้ำเข้าท่วมตัวตลาดปากน้ำโพอย่างรวดเร็ว เวลา 11.00 น.
น้ำไหลทะลักเข้ามาถึงโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
ไปตามถนนโกสีย์ ถนนสวรรค์วิถี ถนนอรรถกวี ถนนมาตุลี


หลังเหตุคันกั้นน้ำพังไม่นานนัก นายชัยโรจน์ มีแดง ผวจ.นครสวรรค์
นายจิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรี
นายภิญโญ นิโรจน์ อดีตรมต.ประจำสำนักนายกฯ
พล.ท.วรรณทิพย์ ว่องไว แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมกันนำกำลังคน กำลังทหารมาช่วยในพื้นที่
นายจิตตเกษมณ์ สั่งการให้เจ้าหน้าที่เทศบาลนำรถบรรทุกหลายสิบคันขนหินคลุก
หินลูกรังมาเทอุดช่องทางน้ำที่ไหลเข้าตลาดปากน้ำโพ
โดยใช้รถเกรดช่วยเกรดหินเป็นแนวกั้นน้ำตรงช่องทางน้ำเข้า ด้านข้างโรงแรมแม่น้ำ


ส่วนกำลังทหารพร้อมรถทหารช่วยรับประชาชนออกจากจุดเกิดเหตุ
และช่วยขนทรัพย์สินไปยังเชิงเขากบ
และกำลังส่วนหนึ่งไปประจำที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
เพื่อรอดูสถานการณ์และเตรียมขนย้ายคนเจ็บและอุปกรณ์พยาบาล


ขอขอบคุณ กลุ่มแจ้งข่าวฯเขื่อนบ่นไก่แตก 10/10/54
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=rBnm5BXMZTc#!


http://www.go6tv.com/2011/10/blog-post_9823.html

นายกฯปู ควรประกาศหยุดราชการได้แล้วครับ ลดความวุ่นวายในการเดินทางลง

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

คือ ตอนนี้คงต้องลดกิจกรรมที่คนต้องเดินทางไปทำงานนะครับ เพราะว่ามันทำให้เกิดความวุ่นวายต่างๆ และบางส่วนก็ไปทำงานไม่ได้เพราะถูกน้ำท่วม แต่เมื่อยังไม่หยุดราชการ ก็ต้องมีคนที่จำเป็นต้องไปทำงาน ไหนก็ห่วงว่าบ้านจะโดนน้ำท่วมหรือเปล่า บางส่วนก็ต้องลุยน้ำไปทำงาน

ตอนนี้คนก็มาทำงานได้ไม่ครบอยู่แล้ว กิจกรรมอะไรก็ทำไม่ค่อยได้แล้ว ต้องเลื่อนออกไป เพราะคนเข้าร่วมไม่ได้ ไม่ว่าการประชุมต่างๆ

หาก รัฐบาลคุณปูประกาศหยุดราชการ ตั้งแต่วันพุธเป็นต้นไปไปจนถึงวันจันทร์หน้า ผมว่าน่าจะทำให้ความวุ่นวายต่างๆ ใน กทม.ลดลง ปัญหาการจราจร ทีคนต้องขึ้นรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน รถเมล์ที่ต้องเสี่ยงก็ลดน้อยลง และอาจได้กำลังบางส่วนไปป้องกันน้ำท่วมไปป้องกันบ้านเรือนของตัวเอง

ผมว่าประกาศหยุดราชการไปเลยครับ ตอนนี้ ทั้งภาคเอกชนด้วย เอาเวลาไปสนใจป้องกันภัยเฉพาะหน้ากันอย่างเดียว

บางคนไปทำงานก็สองจิตสองใจว่าที่บ้านจะโดนน้ำท่วมหรือเปล่า หรือบางแห่งสถานที่ราชการ ที่ทำงานก็ท่วมไปแล้ว ไม่หยุดก็เหมือนต้องหยุด

Re:

ใครมี facebook เชื่อมกับของนายกฯปู ช่วยเอาไปโพสต์ด้วยครับ

น้องๆ ที่ทำงานผมหลายคนวันนี้มาไม่ได้บ้านโดนน้ำท่วมไปแล้ว อาจมีอีกหลายคนที่จะโดนในวันต่อๆไป สุดท้ายที่เหลือก็รอลุ้นว่าจะโดนหรือไม่

ผมว่่าในจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติ ก็ต้องหยุดราชการ หยุดทำงานภาคเอกชนไปหมดสิ้นแล้ว เพราะต่อให้ไม่ประกาศก็ทำงานไม่ได้อยู่ดีแหละครับ

ยกเว้นส่วนราชการทีต้องสู้กับภัยพิบัติ ต่อให้ประกาศหยุดก็หยุดไม่ได้อยู่แล้ว เขาก็ต้องจัดเวรกัน เช่น โรงพยาบาล โรงพักต่างๆ เป็นต้น

เร่งฟื้นฆ่าแกนนำแดง-โยงพล.ต.ต.ดัง

ที่มา ข่าวสด

คดีอุ้มดีเจ เชียงใหม่ แฉนายพล เอาใจบิ๊ก!



'แรม โบ้อีสาน'ประชุมแกนนำเสื้อแดงโคราช จี้คดีฆ่า'อ้วน บัวใหญ่'หวั่นขบวนการสังหารหลุดคดีในชั้นศาล เตรียมทำหนังสือร้อง'นายกฯ ปู'กำชับรัฐมนตรีที่ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงยุติธรรม สั่งสอบพยาน-เก็บหลักฐานให้หนาแน่น เชียงใหม่เร่งขุดคุ้ยคดีฆ่าแกนนำเสื้อแดง แฉอุ้ม-ฆ่า"แดง คชสาร"โยงพล.ต.ต.ชื่อดังในพื้นที่ เผยบิ๊กสีกากีมีรายชื่อขบวนการสังหารอยู่ในมือหมดแล้ว

เมื่อ เวลา 14.00 น. วันที่ 9 ต.ค. ที่สำนัก งานนายสนอง พรสันเทียะ หรือร้านอาหารทองหล่อ (เดิม) ตรงข้ามวัดอีสาน ถ.ยมราช จ.นครราชสีมา นายอนุวัฒน์ ทินราช ผู้ประสานงานมวลชนกลุ่มคนเสื้อแดงโคราช ได้นัดหมายแกนนำเสื้อแดงในเขต 32 อำเภอ เข้าร่วมประชุมหารือ มีวาระสำคัญ รายงานความคืบหน้าคดีฆาตกรรม "อ้วน บัวใหญ่" หรือนายศักดิ์นรินทร์ กองแก้ว และการจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตระดมทุน เพื่อใช้ในกิจกรรมของมวลชน และช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคกลาง ซึ่งมีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน แกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เป็นประธานการประชุมร่วมกับแกนนำทุกระดับกว่า 100 คน

นายอนุวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับคดีนี้ แม้พล.ต.ท.เดชาวัต รามสมภพ ผบช.ภาค 3 ลงนามคำสั่งย้ายนายตำรวจ 3 นาย ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับคดีไปช่วยราชการนอกพื้นที่ และมีคำสั่งให้ "ดาบเอ๋"ด.ต.ธีรศักดิ์ นพพิบูลย์ ผู้ต้องหา ที่ได้ประกันตัวชั่วคราว ออกจากราชการไว้ก่อน แต่คนเสื้อแดงก็ไม่ได้รู้สึกไว้วางใจ เมื่อทราบว่าพยานหลักฐานสำคัญที่จะสามารถเชื่อมโยงไปสู่การจับกุมผู้ร่วม ขบวนการมีเพียงภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ที่บันทึกภาพได้ในช่วงเวลากลางคืน โดยเป็นยานพาหนะคนร้ายที่แล่นในเขตเทศบาลเมืองบัวใหญ่ ซึ่งพยานยังไม่มีใครได้ดูเลย เป็นหลักฐานที่อ่อนมาก มีโอกาสหลุดคดีสูงมาก ที่สำคัญประจักษ์พยานบุคคลเริ่มหวาดกลัว เกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย เมื่อรู้ว่าขบวนการคนร้ายกลุ่มนี้เป็นตำรวจ

นายอนุวัฒน์กล่าวต่ออีก ว่า หลังเกิดเหตุตนได้ชี้แนะให้พนักงานสอบสวนเปิดดูภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ซึ่งอาจจะมีพยานหลักฐานสำคัญ แต่กลับอ้างกล้องเสีย เมื่อฟ้าเปลี่ยนสี อำนาจเปลี่ยนขั้ว ผู้มีอำนาจได้นำภาพจากกล้องมาประกอบเป็นหลักฐานสำคัญ ขอหมายศาล ศาลจังหวัดบัวใหญ่ออกหมายจับ นอกจากนี้ยังมีการพยายามเบี่ยงเบน ประเด็น อ้างสาเหตุการเสียชีวิตของ "อ้วน บัวใหญ่" เกิดจากความขัดแย้งในกลุ่มคน เสื้อแดงด้วยกัน กล่าวหาว่าเบี้ยวเงินค่ายานพาหนะ และค่าใช้จ่าย ในกิจกรรมนำคนเสื้อแดงเดินทางไปชุมนุมที่กทม. และมีปัญหาชู้สาว เราจึงขอมติที่ประชุม โดยจะรวบรวมรายชื่อมวลชนคนเสื้อแดง ทั้ง 32 อำเภอ ทำเรื่องไป ยังน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องการให้ครอบครัวของ "อ้วน บัวใหญ่" ได้รับความยุติธรรม โดยขอให้นายกฯ มีบัญชาไปยังรัฐ มนตรีที่กำกับดูแลรับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงยุติธรรม ให้เร่งรัดคลี่คลายคดีโดยเร็ว และแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้แน่นหนา และขอให้ผบช.ภาค 3 รายงานความคืบหน้าของคดีอย่างต่อเนื่อง

วันเดียว กัน นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ประธานที่ปรึกษากลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้เปิดเผยในรายการวิทยุคลื่น 92.5 วิทยุชุมชนคนเสื้อแดงเชียงใหม่ ว่าระหว่างวันที่ 20-21 ต.ค.นี้ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน จะเดินทางมายังประเทศไทย จึงอยากให้พี่น้องคนเสื้อแดงที่มีส่วนและได้รับผลกระทบจากคดีจนถูกคุมขังใน เรือนจำอยู่ในขณะนี้ขอให้มาให้การต้อน รับและให้ข้อมูลโดยพร้อมเพรียงกัน

นาย เพชรวรรต อ้างว่านายอัมสเตอร์ดัม ทนายส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาดูในส่วนของคดีของคนเสื้อแดงที่ยังถูกควบคุมขังในเรือนจำอยู่ในขณะนี้ และคดีของนายน้อย บรรจงหรือแดง คชสาร ที่ถูกคนร้ายอุ้มฆ่าด้วยว่าคดีคืบหน้าไปถึงไหนอย่างไร และในช่วงบ่ายของวันที่ 21 ต.ค. ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ แกนนำเสื้อแดง รวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่จากพรรคเพื่อไทยก็จะพากันเดินทางไปเยี่ยมคนเสื้อแดง ที่ยังถูกควบคุมขังในเรือนจำ เพื่อดูเรื่องสิทธิมนุษยชน

แกนนำ กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เปิดเผยว่าคดีแดง คชสารนั้น หลังจากกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 แห่ศพผู้ตายไปประท้วงและเรียกร้องขอความเป็นธรรมในคดีที่สำนักงานตำรวจภาค 5 ซึ่งมี พล.ต.ท.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เป็น ผบช.ภาค 5 และตำรวจภาค 5 เอง ก็ได้ส่งนายตำรวจสืบสวนภาค 5 ออกมารับเรื่องและมีการนัดแกนนำเสื้อแดงไปพูดคุยนอกรอบถึงความคืบหน้าของคดี แต่ก็ไม่คืบหน้าแต่อย่างใด กระทั่งมาถึงวันนี้จึงมีข่าวดีว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้ พล.ต.ต.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ สะสางคดีค้างเก่า ร่วมทั้งคดีการอุ้มฆ่า แดง คชสาร และขณะนี้ทางตำรวจเองก็รู้ตัวกลุ่มผู้กระทำผิดในครั้งนี้ทั้งหมดแล้ว เชื่อว่าแดง คชสาร คงไม่ตายฟรีแน่

ด้านนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของ จังหวัดเชียงใหม่เปิดเผยว่าคดีอุ้มฆ่าแดง คชสาร นั้น มีทั้งเจ้าหน้าที่และพลเรือนเกี่ยวข้อง ทำไปเพื่อต้องการเอาใจนาย ไปรายงานว่าแดง คชสาร เป็นพวกฮาร์ดคอร์ อยู่ในขบวนการล้มเจ้า ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องตลก แดง คชสารไม่มีอะไรเลย อาชีพก็ขับรถตุ๊กตุ๊ก มาหากินที่เชียงใหม่และก็ไปอาสาร่วมกับกลุ่มรักเชียงใหม่ขึ้นพูดในรายการ วิทยุชุมชนบางครั้งเท่านั้น จากภาพวงจรปิด พบว่าแดง คชสาร นอนอยู่บนรถตุ๊กตุ๊กหน้าวัดพระสิงห์ ก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ไปอุ้มจากรถไปแล้วก็กลายเป็นศพ แล้วพบว่าได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวก็ขับรถตุ๊กตุ๊กของผู้ตายไปทิ้งไว้ที่ ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าโดยนำรถไปล้างคราบเลือดก่อน

"คดีนี้คงจับได้ เฉพาะชั้นปลายแถว แต่ระดับคนบงการเป็นพล.ต.ต.ชื่อดังในพื้นที่ แต่ให้ดูในเรื่องของการโยกย้ายนายตำรวจระดับสูงของภาค 5 ให้ดี ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผบช.ภ.5 คนใหม่ จะมาดูแลคดีนี้โดยตรง ตอนนี้รายชื่อผู้ร่วมและมีส่วนพัวพันในคดีนี้อยู่ในมือของนายพลตำรวจระดับ สูงหมดแล้ว" นายตำรวจคนดังกล่าวระบุ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 10/10/54 คนคับที่.....

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน





เห็นพากัน อกสั่น ขวัญผวา
แล้วดาหน้า เจือยแจ้ว แว่วส่งเสียง
ทั้งฮึ่มฮั่ม ทั้งฉอเลาะ เสาะสำเนียง
ด้วยหวังเพียง คงอำนาจ ผงาดครอง....

เมื่อกติกา หักเห ด้วยเล่ห์ร้าย
จุดมุ่งหมาย หวังชอบ ตอบสนอง
ฉีกแนวทาง สร้างสรรค์ ตามครรลอง
หวังจับจอง ตนสูงเด่น เป็นเดิมพัน....

คนเหมือนกัน เหตุไฉน ถึงใหญ่นัก
ยิ่งประจักษ์ สิ่งทราม เที่ยวหยามหยัน
คิดตั้งตน อวดโอ้ โต้รายวัน
สิ่งเดียวนั้น กลัวหลุดพ้น สิ้นหนทาง....

จากเงื้อมมือ อคติ ผู้ริเริ่ม
ด้วยฮึกเหิม มุ่งมาด รอยบาดหมาง
ใครสร้างปม สับสน จนเลือนลาง
เปลี่ยนแนวทาง สามานย์ ให้บ้านนี้....

แก้พรบ. ของแสลง พร้อมแรงบีบ
จ้องเตะถีบ ไล่งับ เพราะคับที่
หรือต้องทน ดักดาน อีกนานปี
รอพวกกาลี มันชิบหาย ตายล้างบาง....

♥♥ขอให้กำลังใจพี่น้องผู้ประสบภัยพิบัติทุกคน ขอให้ผ่านช่วงร้ายๆ เร็วๆ ครับ♥♥



๓ บลา / ๑๐ ต.ค.๕๔

ความช่วยเหลือที่ต้องการในวันที่บ้านน้ำท่วม

ที่มา ประชาไท

เช้าวันพฤหัสที่ผ่านมา เมื่อถนนหน้าบ้าน (ถ.โรจนะ จ. พระนครศรีอยุธยา) กลายสภาพเป็นคลอง เกาะกลางถนนกลายสภาพเป็นน้ำตกขนาดเล็กที่พาน้ำไหลบ่าข้ามมาจากถนนอีกฟาก หนึ่ง แม้บ้านเราจะช่วยกันสุดแรงเพื่อกั้นน้ำไว้ แต่ก็ไม่วายกลายสภาพเป็นหนึ่งในผู้ประสบอุทกภัยในเย็นนั้นเอง

ความรู้สึกมันต่างกันมากทีเดียวระหว่างการเป็นคนนั่งดูข่าวน้ำท่วม กับการเป็นเหยื่อของน้ำท่วมเสียเอง ก่อนหน้านั้นในวันที่เป็นแค่คนนั่งดูข่าว เราเห็นใจคนที่เสียหายจากน้ำท่วม แต่เราไม่เห็นปัญหา แม้ในวันนี้จะยังไม่มีทางออก แต่ก็อยากบอกปัญหา เผื่อว่าใครอยากจะออกปัญญาแทนการบริจาคเงินหรือสิ่งของช่วยน้ำท่วม

แน่นอนว่า ถุงยังชีพหรือหน่วยกู้ภัยที่ช่วยคนออกจากพื้นที่ๆ ถูกตัดขาดเส้นทางเป็นความช่วยเหลือสำคัญอันขาดไม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องการมากเช่นกันในภาวะเช่นนี้ คือ “ข้อมูล” ที่ (พอจะ) เชื่อถือได้ และ “ความรู้” อันเป็นประโยชน์ในภาวะน้ำท่วม ในระหว่างที่ต่อสู้อยู่กับน้ำ เราพบว่าข้อมูลส่วนใหญ่มาจาก “เค้า” เช่น “เค้าบอกว่าเขื่อนจะปล่อยน้ำอีก” “เค้าบอกว่าจะกั้นคันดิน” “เห็นเค้าบอกว่าพนังกั้นน้ำที่นั่นที่นี่พังแล้ว”ฯลฯ “เค้า” คือใครเราก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่ข้อมูลจาก “เค้า” ก็ไหลบ่ามาพร้อมกับน้ำจนเราเหนื่อยกับการรับข้อมูลของ “เค้า” พอๆ กับการย้ายของหนีน้ำ

สื่ออันส่งพลังที่น่าจะเป็นหนทางให้ได้รับข้อมูลได้บ้างก็คงจะเป็น โทรทัศน์ แต่เปิดโทรทัศน์ในวินาทีนี้แล้วยิ่งสะเทือนใจ บางทีสถานการณ์ตอนนี้มันคงเป็นภัยที่ยังพิบัติไม่พอที่สื่อโทรทัศน์สักช่อง จะหยุดเกมส์โชว์ หรือละคร แล้วหันมารายงานข่าวแบบให้ภาพรวมทั้งหมด เช่น นำเสนอแผนภาพเขื่อนทั้งหมดในประเทศ จำนวนน้ำที่จะปล่อย เวลาที่จะปล่อย แผนที่เส้นทางน้ำ หรือการให้ความรู้ เช่น โรคที่จะมากับน้ำ การดูแลสุขอนามัยของคนที่อยู่ในเขตน้ำท่วม วิธีการกำจัดขยะ หรือแม้แต่หน่วยงานอย่างเช่น ไฟฟ้าจะตัดไฟอย่างไรเมื่อน้ำท่วม หน่วยงานที่เก็บขยะมีแนวทางที่จะจัดการขยะอย่างไรในเขตน้ำท่วม หรืออย่างน้อยที่สุดช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าต้องการให้คนที่อยู่ในเขตน้ำท่วม จัดการกับขยะในบ้านของตัวเองอย่างไรถึงจะไม่เพิ่มปัญหาให้กับภาวะน้ำท่วมมาก ขึ้นไปอีก

คงจะมีแค่ช่วงรายงานข่าวเท่านั้นที่ทำให้ผู้คนได้รับรู้ถึงเหตุการณ์น้ำ ท่วม แต่การรายงานข่าวของโทรทัศน์ไม่ว่าจะช่องไหนก็มีไม่กี่มุมมอง คือ มุมมองที่เป็นความตื่นเต้นของภาพเด็ด เช่น “ท่านผู้ชมเห็นไหมครับ น้ำทะลักออกมาแล้วครับ” หรือมุมมองที่ให้ภาพที่น่าสงสารของชาวบ้านที่เดือดร้อน หรือความเดือดดาลของชาวบ้านที่ไม่สามารถอดทนกับทุกข์จากน้ำท่วมได้อีกแล้ว

มุมมองล่าสุดที่เห็นได้จากรายงานข่าว น่าจะเป็นภาพความเป็นฮีโร่ของนักข่าวที่เข้าไปช่วยคุณยายที่แช่น้ำมานานถึง 2 วัน นักข่าวท่านนั้นพาคุณยายขึ้นจากน้ำและพาไปพื้นที่ที่หน่วยงานของรัฐแจ้งว่า มีหน่วยพยาบาลอยู่ แต่เมื่อไปถึงจริงๆ กลับไม่มี นักข่าวท่านนั้นจึงยืนรายงานข่าวพร้อมกับฉายภาพคุณยายที่นอนแบบอยู่ในรถ ณ ที่นั้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจนักที่คุณยายไม่ได้รักษาอย่างทันท่วงที โดยอาจจะลืมไปว่าทันทีที่พบว่าไม่มีหน่วยแพทย์อยู่ ก็ควรจะรีบออกรถและติดต่อหาสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดที่จะรับคนป่วยได้ แทนที่จะหยุดรถแล้วยืนรายงานข่าว นี่ยังไม่รวมความเป็นฮีโร่ที่ว่าระหว่างอยู่ในรถมีการถ่ายทอดเสียงการ โทรศัพท์ติดต่อหาสถานพยาบาลโดยแจ้งด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจังว่า “ไม่เอาโรงพยาบาลรัฐ ขอโรงพยาบาลเอกชน” โดยมิต้องสอบถามหรือคำนวณระยะทางว่าระหว่างโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่ไหนอยู่ ใกล้กว่ากัน แต่ประโยคที่น่าจะแสดงความเป็นฮีโร่ได้ดีที่สุดคงเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่ นักข่าวท่านนั้นลั่นวาจาว่า “ผมออกเอง” ซึ่งหากนักข่าวท่านนั้นใช้เงินส่วนตัวออกค่ารักษาพยาบาลให้กับคุณยายแล้ว ก็ขออนุโมทนา เพราะนอกจากจะทำงานข่าวซึ่งต้องตรากตรำอย่างตื่นเต้นแล้ว ก็ยังต้องสละเงินเดือนจากน้ำพักน้ำแรงมาช่วยอีก

แน่นอนว่าการช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉิน เช่น อาหาร น้ำดื่ม ถุงยังชีพก็เป็นความจำเป็นเร่งด่วน แต่ “ข้อมูล” และ “ความรู้” ก็เป็นความช่วยเหลือที่ขาดไม่ได้เช่นกัน การรายงานข่าวที่มุ่งสร้างภาวะสะเทือนอารมณ์อาจช่วยได้ในการกระตุ้นยอด บริจาค แต่คนไทยจะต้องบริจาคกันอีกเท่าไหร่ถึงจะพอ หากเพียงจะเพิ่มสัดส่วนของ “ข้อมูล” และ “ความรู้” น่าจะช่วยคนที่อยู่ในภาวะน้ำท่วมป้องกันตนเองได้ดีขึ้น และคนที่น้ำกำลังจะท่วมจะได้เตรียมรับสถานการณ์ได้ดีกว่านี้ ดีกว่าจะต้องรอรับความช่วยเหลือตามยถากรรมซึ่งคงต้องฝากไว้กับดวงว่านัก ข่าวจะมาเจอหรือไม่

เอ๊ะ หรือว่าเพราะคนไทยเราเป็นพวกวัตถุนิยม ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้ดีก็คือการบริจาควัตถุสิ่งของหรือเงิน แต่ไม่สามารถให้ข้อมูลและความรู้ที่เป็นระบบได้?

คุยกับ ‘ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์’: อนาคตและความสำคัญของ ‘ประชาคมอาเซียน’

ที่มา ประชาไท

ในอีกสี่ปีข้างหน้า ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งสิบประเทศที่เป็นสมาชิก ‘อาเซียน’ หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเข้าสู่การเป็น ‘ประชาคมอาเซียน’ (ASEAN Community) อย่างเต็มตัว โดยมีกฎบัตรอาเซียนเป็นธรรมนูญสูงสุด และมีเสาหลักสามด้านเป็นหลักในการดำเนินงาน ประกอบด้วย เสาหลักด้านการเมืองและความมั่นคง เสาหลักด้านเศรษฐกิจ และเสาหลักด้านสังคม-วัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายที่จะสร้าง ‘วิสัยทัศน์เดียว อัตลักษณ์เดียว ประชาคมเดียว’ ภายใต้รูปแบบความร่วมมือภูมิภาค

มาคุยกับ ‘ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์’ นักวิชาการและนักวิจัยด้านการเมืองและยุทธศาสตร์ ประจำศูนย์อาเซียนศึกษาแห่งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ประเทศสิงคโปร์ ถึงแนวโน้มและอนาคตของ ‘ประชาคมอาเซียน’ ท่ามกลางข้อจำกัดและปัญหาต่างๆ ที่ยังคงดำรงอยู่ในหลายประเทศในอุษาคเนย์ เราจะสามารถเป็นประชาคมอาเซียนที่ประสบความสำเร็จและเป็น ‘สังคมที่ห่วงใยและแบ่งปัน’ ตามที่ระบุไว้ในวิสัยทัศน์ของอาเซียนได้จริงหรือไม่ เชิญติดตาม

0000


ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ในฐานะที่เป็นนักวิจัย ด้านอาเซียนในเสาหลักด้านการเมืองและความมั่นคง มองว่าในแง่ของการรวมกันเป็นภูมิภาค ความท้าทายในเสาหลักนี้คืออะไร

ในด้านการเมืองกับด้านความมั่นคงนี่ สิ่ง ท้าทายที่สุดคือ ประเทศในอาเซียนพวกนี้มันเปราะบาง (Vulnerable) แต่ละประเทศมีปมของมันเอง เมื่อประเทศพวกนี้เปราะบาง คราวนี้พอตัวเองมีเรื่องอ่อนไหว ตัวเองจะไปวิพากษ์วิจารณ์ประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาเช่นเดียวกับเราได้ อย่างไร อันนี้เป็นปัญหาหลัก ก็กลับไปสู่ประเด็นที่ว่าจะแทรกแซงได้มากน้อยแค่ไหน คือมันต้องเปิดใจให้กว้างนะ ถ้าเกิดเราจะสร้างประชาคมทางด้านการเมืองความมั่นคง เราต้องกล้าพูดประเด็นเหล่านี้ แต่ก็เป็นไปไม่ได้

สิงคโปร์นี่จะไปกล้าด่าเวียดนามได้อย่างไรว่ารัฐบาลของยูนี่คุมสื่อทั้ง หมด ในเมื่อสิงคโปร์ก็คุมทั้งหมด ไทยเองตอนที่อยู่ในยุคของอภิสิทธิ์นี่จะไปว่าพม่าได้อย่างไร ว่ารัฐบาลพม่านี่กดขี่ประชาชน ในเมื่ออภิสิทธิ์เองก็กดขี่ ใช่ไหมครับ มันก็ลำบาก ผมว่าจุดมันเป็นปม ก็ เลยเป็นปัญหาที่ว่า ประเทศนี่ไม่อยากที่จะแทรกแซงกัน พอไม่อยากแทรกแซงกัน ก็พยายามที่จะหลับตาข้างหนึ่ง แล้วก็ไม่พยายามที่จะร่วมกันพัฒนาต่อไป

แล้วเราจะสามารถก้าวพ้นปมนี้ และเป็นประชาคมอาเซียนที่มันทำงานได้จริงได้อย่างไร

คือผมนี่เป็นนักวิจารณ์ (critic) ของอาเซียน จริงๆแล้วผมไม่เคยสนับสนุนอาเซียน แต่ว่าพอเข้ามาอยู่ในสถาบันอาเซียนศึกษานี่แล้วรู้เลยว่าวิพากษ์ไปก็ไม่มี ประโยชน์ มองในแง่ที่มันเป็นจริงดีกว่า เราอาจจะวาดภาพสวยหรูว่าอาเซียนจะเป็นประชาคมอย่างนี้ๆ มันก็วาดไปได้แต่ว่าจะเป็นไปได้หรือเปล่ามันก็อีกเรื่องหนึ่ง มัน ต้องอยู่กับความเป็นจริง ก็คือว่าประเทศพวกนี้นี่มีปมมาตั้งแต่สมัยอดีต เพราะฉะนั้นจะให้มันลบอดีตไปคงลำบาก ปมพวกนั้นก็คือว่า ถูกกดขี่ข่มเหงมาก่อน เคยเป็นอาณานิคมมาก่อนอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันก็คงไม่จางหายไปเร็วๆนี้

การตั้งประชาคมปี 2015 ก็อาจเป็นเรื่องที่ลำบากโดยเฉพาะในเรื่องของการเมืองและความมั่นคง จะทำให้หลุดพ้นไปได้หรือไม่ ก็ตอบไม่ได้ บอกตรงๆ ผมคิดว่ามันต้องใช้เวลาเท่านั้น แล้วผมคิดว่าที่ผ่านมาอาเซียนก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเวลามันก็มีส่วนช่วย เอาเป็นว่าถ้าเรามองย้อนหลังกลับไป 10 ปี จากวันนี้ ปี 2000 หรือ 2001 ไม่มีใครนึกออกเลยว่าวันใดวันหนึ่งนี่เราจะมีกฎบัตรอาเซียน ใช่ไหมครับ โอเค มันก็อาจจะเป็นก้าว ที่มันเล็ก แต่มันก็เป็นก้าวหนึ่ง เพราะฉะนั้นตัวเลขปี 2015 ผมบอกตรงๆ ผมไม่ใส่ใจมาก มันจะมีความเจริญความคืบหน้าทางด้านอื่น ทางด้านเศรษฐกิจก็โอเค ก็โชคดีแล้วกัน แต่ทางด้านการเมืองก็คงต้องใช้เวลา มันคงต้องใช้เวลานิดหนึ่ง แต่อย่างน้อยนี่มันมีสถานการณ์บางอย่างในอาเซียนที่ทำให้ผู้นำอาจจะไม่อยู่ ภายใต้ความกดดันมากนัก

อย่างเรื่องแรกคือเรื่องพม่า พม่าเป็นเรื่องการเมือง มันก็เหมือนกับหลุดไปเปลาะหนึ่งแล้วนะ เพราะพม่าเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก แล้วก็เป็นการเปลี่ยนแปลงในแง่บวก โอเค เรื่องพม่านี่เหมือนกับว่าอาเซียนก็ถอนหายใจไปได้อึกนึงแล้ว แล้วมันก็พิสูจน์ (vindicate) สิ่งที่อาเซียนทำกับพม่าในอดีต คืออาเซียนถูกด่ามาตลอด ตอนนี้อาเซียนเริ่มพูดได้แล้วว่า เห็นไหม เป็นเพราะเราให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ (Constructive engagement) มันต้องใช้เวลา แล้วเห็นไหมล่ะ แล้วเราก็สนับสนุน 7 สเตปนะ แล้วก็โรดแมปที่เราให้การสนับสนุนแต่แรก อาเซียนสนับสนุนตั้งแต่วันแรก แล้วเห็นไหมมันก็เวิร์ค พม่าพูดอะไรก็ทำตาม บอกว่าจะมีการเลือกตั้งก็มี แล้วตอนนี้ก็มีรัฐบาลแล้วจะเอาอะไรอีก ผมเลยคิดว่าเรื่องพม่าก็อาจจะตัดไปได้ตอนนี้ เขาถึงพยายามที่จะยัดเยียดให้พม่าเป็นเจ้าภาพปี 2014 ก็เพื่อจะแก้ต่างทั้งหมด

ก็เลยต้องเหลือลงมาเหลือเรื่องอื่นที่ว่า การแทรกแซง จะแทรกแซงได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งผมคิดว่าตอนนี้นี่เขาพยายามผลักให้ไกลมากขึ้น (push boundary) มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เริ่มมีการประณามในกรณีของไทยกับกัมพูชา สมัยก่อนไม่พูดเลยนะ ไม่มีแถลงการณ์ เดี๋ยวนี้เริ่มออกแถลงการณ์ เริ่มออกแถลงการณ์ไม่พอ มาร์ตี (นาตาเลกาวา - ประธานอาเซียนชาวอินโดนีเซีย) ก็มาแทรกเลย โอเค จะสำเร็จหรือเปล่านี่ อีกเรื่องหนึ่ง

เวลาผมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเรื่องนี้ผมถึงพยายามบอกว่าคุณอาจวิพากษ์ ว่ามาร์ตีล้มเหลว แต่มาร์ตีก็ทำ ผมคิดว่าอันนั้นสำคัญกว่ามันประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ดีกว่าที่อาเซียนไม่ทำอะไรเลย ผมคิดว่าที่อาเซียนทำนี่ ในตัวมันเองถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น คุณอาจจะพูดได้ว่าในที่สุดแล้วมันก็ไม่เกิดขึ้น ก็พูดก็พูดไป แต่ว่าอาเซียนก็ทำ นี่มันต้องใช้เวลานิดหนึ่ง

แล้วใครจะรู้ นี่มันปี 2011 อีก 3 ปี 4 ปี อาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากกว่านี้ก็ได้ ผมคิดว่ามันต้องใช้เวลา เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเซนซิทีฟ ก็อาจจะตามต่อไปได้อีกนิดหนี่ง อย่างที่ผมบอกว่าเพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่ละประเทศก็เซนซิทีฟ ซึ่งผมว่า 50:50 นะ ไม่อยากอธิบายแบบนี้ แต่ก็เป็นจริง 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ผมไม่อยากอธิบายแบบนี้ก็คือว่า มันเปิดโอกาสให้ผู้นำคอยอ้างถึงประวัติศาสตร์ว่า โอย เราเปิดไม่ได้จริงๆนะ เพราะเห็นไหมที่ผ่านมาเราถูกกดดัน เราต้องรักษาอธิปไตยของเราไว้ กลายเป็นว่าให้ผู้นำนี่มันต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ผมถึงบอกว่าก็จริง 50% คือมันเป็นความจริง ถูกไหม ว่าประเทศนี้เคยถูกเป็นอาณานิคมมาก่อน แต่อีก 50% ก็ถูกเอาไปใช้ประโยชน์ เพื่อผลประโยชน์ของผู้นำเอง เพราะว่าระบอบเหล่านี้มันเปราะบาง เขาก็ไม่อยากที่จะให้ประเทศอื่นนี่มาชี้หน้าด่า มันทำให้เกิดปัญหาความชอบธรรมในประเทศเขาเอง เวียดนามคงไม่แฮปปี้ที่จะให้สิงคโปร์ไปด่า และสิงคโปร์คงไม่ทำ

ต่อเรื่องข้อวิพากษ์ วิจารณ์ของพม่าว่า การเปลี่ยนเป็นรัฐบาลเป็นพลเรือนดูเหมือนจะดี แต่หลายฝ่ายก็ยังมองว่าเป็นเรื่องที่ตบตา ตรงนี้มองว่าอย่างไร

มันก็ตบตา ส่วนหนึ่งนะแต่ว่าไม่ได้ตบตาทั้งหมด ผม คิดว่าพม่านี่มันเปลี่ยนจากรัฐบาลทหารไปเป็นสิ่งที่เรียกว่า civilianize (พลเรือน) มากขึ้น ไม่ใช่ democracy (ประชาธิปไตย) เป็น civilianization (การทำให้มันเป็นพลเรือน) ซึ่งสิ่งที่มันมากับซิวิเลียนไนเซชั่นคือ กดขี่น้อยลง เปิดมากขึ้น แต่ไม่ได้เปิดหมด 100 เปอร์เซ็นต์

อันนี้ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในพม่า ก็ต้องกลับไปอธิบายเหมือนที่เราพยายามอธิบายอาเซียนว่า แต่ละประเทศก็มีประวัติศาสตร์ของมัน เราก็คงเข้าใจว่าสิ่งที่มันเป็นถึงทุกวันนี้มันก็เป็นเพราะประวัติศาสตร์ เพราะประเทศเราแตกแยกกันเหลือเกิน คราวนี้จะให้พม่าเปลี่ยนแบบข้ามคืนมันคงลำบาก อันนี้ต้องเข้าใจ ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าผมสนับสนุนรัฐบาลพม่า จะเป็นเรื่องตบตาหรือไม่นี่ ตอนนี้คนก็เริ่มเปลี่ยนใจเหมือนกัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่ผ่านมานี่ จะเริ่มเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงจริงๆ ในพม่าเอง ตอนนี้นี่ยูทิวบ์ (YouTube) ให้ใช้แล้ว อีเมลล์ ฮอตเมลล์อะไรทั้งหมด แล้วจะอธิบายได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อเขาให้ใช้ เขาปล่อยตัวอองซาน ซูจี ให้ซูจีมีกิจกรรมทางการเมือง แล้วแถมจัดเลี้ยงซูจีวันนั้นโดยตาน ฉ่วย ก็เลี้ยง ...

คือผมว่ามันเริ่มเปิดมากขึ้น แล้วผมคิดว่าพม่านี่ฉลาด คือฉลาดตรงที่ว่า คนก็ยังเป็นกลุ่มเดิม แต่เริ่มเปิดมากขึ้น เพื่อสร้างความยอมรับในระดับระหว่างประเทศมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังสามารถกุมอำนาจไว้ได้ แล้วจะมีประเทศอื่นๆจะด่าพม่าโดยไม่ด่าประเทศอื่นได้อย่างไร ผมว่าในบางจุดเขมรนี่ยังเป็นเผด็จการมากกว่าพม่าเสียอีก คือไม่มีใครสามารถ ด่าฮุนเซนได้ คือจะมองแบบไหนล่ะ มันก็มองลำบาก

คือกลายเป็นว่าตอนนี้ ถ้าตัดคำว่าประเทศพม่าทิ้งไป สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพม่าเป็นบรรทัดฐาน (Norm) ในอาเซียนนะ มองจริงๆแล้ว เป็นประเทศกึ่งเปิดกึ่งปิด มีเลือกตั้ง ถูกใช่มั้ย แต่เพราะมันเป็นพม่าไงมันถึงถูกด่า แต่พอเวียดนามซึ่งมันไม่มีการเลือกตั้งเลย แต่ไม่มีใครด่า มันก็เป็นปม ก็คือเราก็ต้องอยู่ต่อไปกับมัน แต่ว่าตัวเองเห็นว่าก็เป็นการเปลี่ยนแปลงในแง่บวก แล้วก็คงต้องให้เวลาพม่าไป แล้วผมว่าซูจีก็ฉลาด หลายๆคนก็ฉลาด

คราวนี้นี่มุมมองที่คนทั่วไปมีต่อพม่านี่ แล้วที่คนยังด่าอยู่ เพราะว่าผู้รับข่าวสารทั่วโลก ไปติดอยู่กับสื่อต่างประเทศ และสื่อต่างประเทศมีอยู่มุมมองเดียว โดยเฉพาะที่มาจากสหรัฐ และสำหรับสหรัฐเองนโยบายที่มีต่อซูจีนี่มันกำหนดโดยสภา แล้วก็คองเกรสนี่ก็เป็นพวกไดโนเสาร์ดึกดำบรรพ์ซึ่งไม่เคยออกมาดูโลกภายนอก คือมองเห็นเลยว่าพม่านี่คือฉาบสีดำ (Paint black) เป็นระบอบทหารไม่เปลี่ยน คือแล้วก็จะไม่ยกการคว่ำบาตร เขาจะยกการคว่ำบาตรก็ต่อเมื่อมันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไปเลย ว่าพรุ่งนี้ต้องเป็นประชาธิปไตยเลย มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็คงจะไม่ยกการคว่ำบาตรในเร็วๆนี้ ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงแล้วก็ตาม แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือซูจีนี่สำหรับพม่านี่เป็น the ultimate icon คือเขาฟังแต่ซูจีอย่างเดียว เหมือนกับว่าซูจีนี่เป็นตัวกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ

นโยบายการไม่แทรกแซง (Non-interference) ในอาเซียนเป็นปัจจัยอย่างไรต่อการทำให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ประสบความ สำเร็จ และในฐานะที่เป็นอดีตนักการทูต คิดว่าการรักษาสมดุลในเรื่องนี้เป็นอย่างไร

ยาก บอกตรงๆ ว่ายาก แล้วผมบอกตรงๆ เลยว่าผมยังไม่สามารถจินตนาการได้ว่าอาเซียนในอนาคตมันจะไม่มีกฎ non-interference ได้เลย ผมมองไม่เห็นภาพเลย ผมว่ายังไงต้องมี เพียงแต่ว่าระดับของความรุนแรงมันอาจจะลดต่ำลง มันอาจจะมีบางประเด็นที่มันเซนซิทีฟมากๆที่อย่าพูดเลย พูดไปแล้วไม่มีประโยชน์ พูดไปมันทำให้ความร่วมมือต้องชะงัก พูดทำไม

เรานี่ไม่มีทางเหมือนสหภาพยุโรป ไม่มีทาง ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่ 10 รอบนี่มันก็ไม่มีทางเหมือน แล้วที่ผมชอบอย่างหนึ่งก็คือว่าอาเซียนเองก็บอกว่าเขาไม่ต้องการเป็นเหมือน สหภาพยุโรป เขาบอกแต่แรก เพราะฉะนั้นอย่าเอามาเปรียบเทียบ แล้วผมถึงบอกว่าเวลาไปสัมมนาผมไปพูดที่ไหน ผมถึงบอกว่าอย่าเปรียบเทียบ มันเป็นสัตว์คนละประเภทกัน คนละสปีชีส์

เรื่องกฎการไม่แทรกแซง มันคงไม่หายไปเร็วๆนี้ แล้วผมคิดว่าคงจะไม่หายไปในที่สุด มันคงจะยังอยู่ เพียงแต่อาจจะต้องทำใจเปิดให้กว้างมากขึ้น ซึ่งในที่สุดแล้วเราต้องเปิดกว้างมากขึ้นเพราะเราอย่ในโลกอีกแบบหนึ่งแล้ว มันเป็นโลกของเทคโนโลยี ทุกคนรู้เรื่องทั้งหมด สมัยก่อนยังทำอะไรแบบลับๆได้ใช่ไหมครับ ก็ต้องดูกันต่อไป

ในแง่ความมั่นคงในอาเซียนเองมีประเด็นความท้าทายอะไรบ้างที่น่าจับตาเป็นพิเศษบ้าง

ผมคิดว่าในที่สุดแล้วมันมีอยุ่ 2 ประเด็น คือความขัดแย้งกันระหว่างประเทศสมาชิก กับอีกอันหนึ่ง คือความขัดแย้งนอกภูมิภาคซึ่งอาเซียนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แล้ว ก็ที่มันน่ากลัวตรงที่ว่า มีกฎเกณฑ์อยู่แต่กฎเกณฑ์มันไม่ได้รับการเคารพ อันนี้ผมว่าน่ากลัว ถ้าไม่มีกฎเกณฑ์มันอ้างกันได้ว่าไม่มีกฎ แต่ถ้ามันมีกฎ แต่เอาเข้าจริงๆ พอเกิดความขัดแย้งไม่มีใครที่จะเคารพกฎ ทั้งในภุมิภาคและนอกภูมิภาค ในภูมิภาคยกตัวอย่างเช่นความสัมพันธ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ผม บอก มันก็มีกลไกของมัน ไทยก็ไม่สนใจ ปัญหาคือเรามีกฎแต่เราไม่มีกฎอีกเซตหนึ่งที่บอกว่าไม่ทำตามแล้วจะเกิดอะไร ขึ้น นี่เป็นปัญหาของอาเซียน คือมีบอกว่า คุณต้องทำตามข้อ 1 นะ ต้องแก้ไขปัญหาโดยสันติ ข้อ 2 อย่างนี้ๆ แต่มันไม่มีอีกเซตหนึ่งว่าถ้าคุณไม่ทำแล้ว จะเป็นอย่างไร

คือมันไม่มีบทลงโทษ “Compliance and punishment” (ข้อปฏิบัติและบทลงโทษ) 2 คำนี้มันสำคัญ เช่น พม่า ถ้าคุณไม่สามารถทำได้อย่างนี้ๆ โอเค เราจะพักการเป็นสมาชิกของคุณ 1 ปี อันนี้มันไม่มีไง แต่สิ่งที่ผมยกตัวอย่างเช่น น่าจะมีว่า หนึ่ง เราจะพักการเป็นสมาชิก สอง เราจะคว่ำบาตรคุณ นานแค่ไหนอะไรอย่างนี้ สาม ท้ายที่สุดแล้วอาจะไล่ออก ก็ไม่มี

อย่างในยุโรปมันมี พอเกิดเรื่องกับกรีกหรือตุรกีอะไรพวกนี้ มีการพักการเป็นสมาชิกกัน คือถ้าคุณทำตัวแย่มาก ก็หลุดออกไปปีหนึ่ง แล้วค่อยกลับมาใหม่ แล้วเห็นผลชัดเลย มันถูกตัดออกจากทุกอย่างเลย ตัดออกไปจากยูโรเปียนเกมส์ ทุกระดับทุกอย่าง ตัดความช่วยเหลือทั้งหมด ก็เป็นแรงกดดันอันหนึ่ง แต่ของเราไม่มี แล้วเรื่องของเรื่องคือมันนอกจากไม่มีขับไล่ออกไปแล้ว การเป็นสมาชิก กระบวนการมันย้อนกลับไม่ได้ รับเข้ามาแล้วแต่ว่าถีบออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่สิงคโปร์ใช้อันนี้ไปในการอธิบายกับติมอร์ตะวันออกว่า เขาเห็นว่าติมอร์ไม่พร้อม ถ้าเอาเขาเข้ามา สิ่งที่เราจะสร้างประชาคมก็พังหมด เพราะต้องมาอุ้มเบบี้ แล้วย้อนกลับไม่ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น หลายฝ่ายก็ยังมองว่าอาเซียนนี่เป็นเสือกระดาษ ในฐานะที่เป็น Think tank มีข้อเสนอแนะอะไรที่จะทำให้อาเซียนหลีกเลี่ยงที่จะถูกมองแบบนั้น

อย่างน้อยนี่เราก็มีตัวตน ของเราในเวทีนานาชาติ คนในทั่วโลกเขารู้ว่ามีอาเซียน อันนี้ก็เป็นจุดสำคัญ แล้วก็อาเซียน เชื่อไหมว่า เป็นความร่วมมือภูมิภาคที่ประสบความสำเร็จอันดับ 2 ของโลก รองจากอียู (สหภาพยุโรป) อันนี้ยืนยันใน แง่ของความร่วมมือในภูมิภาค จัดอันดับโดยยูเอ็นที่ประเมินจากความสำเร็จในหลายๆ ด้าน ความร่วมมือด้านภูมิภาคอื่นๆ ในเอเชียใต้ ในละตินอเมริกา แอฟริกา ก็สู้อาเซียนไม่ได้ ในแง่ของความเป็นตัวตนในกรอบเวทีระหว่างประเทศ

เรื่องที่เป็นเสือกระดาษ มันก็เป็นเสือกระดาษในบางเรื่อง ผมก็ไม่อยากไปเหมารวมทั้งหมด เพราะว่าอาเซียนมันก็มีความร่วมมือและความคืบหน้าในด้านอื่นที่ประสบความ สำเร็จ อย่างเรื่องเศรษฐกิจมันเห็นได้ชัดเพราะมีตัวเลข แล้วก็มีการลดภาษีศุลกากร (Tariff) กันจริงๆ มันก็มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีกันจริงๆ แล้วก็เราก็เป็นศูนย์ในการผลิตพวกอุตสาหกรรมสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ วิธีการที่จะเอาสินค้าตัวหนึ่งชิ้นหนึ่งจากประเทศหนึ่งแล้วก็มาประกอบกันอีก ที่หนึ่ง พวกนี้นี่ทาริฟฟ์มันหายไปหมดแล้ว ซึ่งผมว่าเป็นผลประโยชน์โดยตรงสำหรับคนในภูมิภาค

ที่เหลือนี่ คือคนเราไปวัดแต่ในแง่ของที่มันต้องการจะเห็นภาพเท่านั้น ไอ้อะไรที่ที่มันนามธรรมเขาก็ไม่นับ ซึ่งสิ่งนามธรรมทั้งหมดนี่บางทีมันก็มีความสำคัญเหมือนกัน อย่างรายละเอียดปลีกย่อยเรื่องที่เราเสนอว่าจะมีการจัดเวิร์ลคัพในอาเซียน อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งนะ ว่าเราก็ต้องการที่จะมีตัวตนในเวทีระหว่างประเทศ

ทำไมเราต้องตระหนักถึงการเป็นพลเมืองของอาเซียน มันมีความสำคัญอย่างไร?

มีความสำคัญมาก เพราะว่า หนึ่ง เราหนีอาเซียนไม่พ้น เราเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วเป็นกรอบความร่วมมืออันเดียว แล้วมันเป็นกรอบความร่วมมือที่เริ่มจะมีความสำคัญมากขึ้น จะประสบความสำเร็จหรือเปล่ามันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ที่ผมบอกว่ามันมีความสำคัญมากขึ้นก็คือ มีคนพูดเหมือนกันว่าอาเซียนไม่ใช่เป็นองค์กรระดับภูมิภาคแต่เป็นองค์กรระดับโลก ในแง่ที่ว่า เรามีคู่เจรจา ซึ่งมันอยู่นอกภูมิภาค แล้วคู่เจรจาของเรานี่เป็นมหาอำนาจทั้งหมด สหภาพยุโรปเองยังไม่มีระบบนี้เลย เพราะฉะนั้นนี่มันไม่ใช่องค์กรระดับภูมิภาค แต่เป็นองค์กรระดับโลก มันมีความสำคัญอย่างมาก เราเชื่อมโยงอยู่กับ “พลัส 3” ทั้งจีนและญี่ปุ่น เกาหลี และยังไม่รวมออสเตรเลีย ตอนนี้กับอินเดียแล้วยังไปบวกกับสหรัฐ และรัสเซีย

เพราะฉะนั้น ถึงกลับมาคำถามก็คือว่าประเทศไทยเราถึงไม่สนใจไม่ได้ เพราะว่านี่มันเป็นกรอบที่ใหญ่มาก แล้วเราก็อยู่โดยตัวเราเองไม่ได้อยู่ดี คือ คุณจะต้องการมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่มันประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนก็ ตาม คุณต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ ประเทศเพื่อนบ้านก่อน คุณสามารถมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐกับจีน โอ้โห รักกันจะตาย แต่ถ้ารบกันกับพวกนี้ พม่า ลาว กัมพูชา มันก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น นี่เป็นจุดสำคัญ

แล้วก็ประเทศไทย อันนี้ผมพูดตลอด เราไม่ใช่เป็นมหาอำนาจ ขณะเดียวกันเราก็ไม่ใช่ประเทศเล็กจิ๊ดหนึ่ง เราเป็นประเทศระดับกลางซึ่งอยู่ด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ คือเราไม่ได้เป็นประเทศเศรษฐกิจพอเพียง ในที่สุดเราก็ต้องพึ่งเขา เราก็ต้องพึ่งประเทศอื่น เราไม่ใช่เป็นจีนที่มีคนมาขอเป็นเพื่อน อย่าไปนึกว่าประเทศอื่นจะมาขอไทยเป็นเพื่อน

แล้วก็โลกมันโลกาภิวัฒน์มากขึ้น มันเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของระบบระหว่างประเทศ คือโลกไม่ได้แคบลง โลกมันกว้างขึ้น ไอเดียของการที่ไทยจะเป็นชาตินิยมมากๆนี่มันเป็นไปไม่ได้ โลกมัน Globalized คุณต้องเอื้อมหาคนอื่น แล้วถ้าก้าวออกไป มันก็ต้องก้าวหาในภูมิภาคก่อน และในภูมิภาคก็คืออาเซียน มันถึงมีความสำคัญ

แล้วก็น่าเสียดายที่สถาบันของไทยยังไม่ให้ความสนใจเท่าไร ไม่รู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งหรือเปล่า อาจจะเป็นเรื่องของการใช้ภาษา เพราะว่าในที่สุดแล้วนี่นักศึกษาไทยอาจจะยังใช้ภาษาอังกฤษไม่ค่อยดีก็เลยยัง ไม่อยากจะสนใจ ว่าอันนี้ดูแล้วเป็นอินเตอร์ไปหน่อยหนึ่ง อะไรอย่างนี้นะ แต่ว่าผมว่าไทยสมัยนี้ก็ดีขึ้น แต่สมัยนี้มันต้องพบเจอกับสิ่งอินเตอร์มากขึ้น คือถ้าจะเล่นเฟซบุ๊กมันก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษ หรือถ้าจะค้นอะไรในกูเกิ้ลก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษมีอยู่บ้าง มันหนีไม่พ้นในที่สุด

ตอนนี้ไทยจัดอยู่ในระดับไหนของอาเซียน

ในแง่การพัฒนา คือ เศรษฐกิจเราก็ยังดีอยู่มาก แล้วก็อย่างที่บอกว่า ประหลาดเป็นเรื่องมหัศจรรย์ปาฏิหาริย์ว่าการเมืองกับเศรษฐกิจมันถูกแยกออก จากกันโดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นในแง่ของเศรษฐกิจนี่เราอยู่ในระดับสูง คงไม่ถึงกับระดับท็อป ผมคิดว่าอยู่ในด้านบนของระดับกลาง (middle upper class) เหมือนพวกกรุงเทพฯ ก่อนหน้าเรานี่ก็อาจจะมีมาเลเซีย ก็อาจจะนำกว่าเรานิดหนึ่ง สิงคโปร์ แน่นอนอยู่ตรงนั้น อินโดนีเซียอาจจะพอๆกับเรา เราก็อยู่ประมาณนี้ ที่เหลือต่ำลงไป ติดๆ มากับเราก็อาจจะเป็นเวียดนาม อาจจะเป็นฟิลิปปินส์ ลดหลั่นกันไป เราก็ไม่ขนาดอยู่กับท็อป แต่ที่เราถูกแช่แข็งไปก็คือด้านการเมือง พัฒนาทางด้านการเมืองด้านประชาธิปไตย

เพราะฉะนั้นมันถึงเป็นความสำคัญก็เพราะว่าหน่วยงานด้านการศึกษาไทยควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องอาเซียน อย่างจุฬาที่ผมเรียนอยู่ในสมัยก่อน ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มันไม่มีเรื่องอาเซียน ซึ่งผมคิดว่าสมัยนี้มันน่าจะมี เชื่อไหมว่า ในสมัยที่ผมเรียนนั้นมันมีการเรียนเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา แต่นักเรียนส่วนใหญ่ไปเรียนจีน เรียนญี่ปุ่น เรียนสหรัฐ คือแม้แต่ความสนใจของนักเรียนเองก็ไม่ได้อยู่ที่อาเซียน ใช่ไหมครับ มันก็ไปอยุ่ประเทศมหาอำนาจอื่น

อันนี้ก็เป็นความผิดพลาดอย่างมากในระบบการศึกษาของไทยว่าจะมองไปไกลแต่ ไม่ได้มองใกล้ สายตายาว ยาวเกินเหตุ โดยที่ไม่ได้มองความเป็นจริงที่มันอยู่ใกล้ตัว ก็เลยกลายเป็นว่าเราก็ไม่เคยเข้าใจประเทศเพื่อนบ้านเลย ก็เลยเป็นปัญหา

ตั้งข้อหาเพิ่ม หน.อุทยานแก่งกระจาน หลังค้นบ้านพบกระสุนเอ็ม 16 นับร้อย

ที่มา ประชาไท

ความคืบหน้าคดีลอบสังหาร “อาจารย์ป๊อด” แกนนำกะเหรี่ยงแก่งกระจาน ล่าสุดเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาหัวหน้าอุทยานฯ เพิ่มหลังค้นบ้านพักบนพื้นที่ 100 ไร่ และพบกระสุนปืนเอ็ม 16 กว่า 100 นัด

สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในคดีจ้างวานฆ่านายทัศน์กมล โอบอ้อม หรืออาจารย์ป๊อด แกนนำเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมของชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน กรณีถูกเผาบ้านและขับไล่ออกจากป่า โดยเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เข้ามอบตัวกับ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุขแสวง รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี หลังถูกออกหมายจับข้อหาเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยศาลให้ประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์ 1.1 ล้านบาท และสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับพยาน หากฝ่าฝืนคำสั่งศาล และมีการร้องขอก็อาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้

ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น "ไร่ราชพฤกษ์" ของนายชัยวัฒน์ ภายในมีบ้านพัก 2 ชั้นตกแต่งด้วยไม้มะค่าหลากหลายขนาด และเฟอร์นิเจอร์ทำจากไม้ราคาแพง จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวนกว่า 100 นัด

ส่วนความคืบหน้า วันนี้ (9 ต.ค.54) เจ้าหน้าที่ได้แจ้งเพิ่มข้อหากับนายชัยวัฒน์ อีก 1 ข้อหา ในข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยได้แจ้งดำเนินคดีไว้ที่ สภ.แก่งกระจาน

กรณีบ้านพักตกแต่งด้วยไม้หายากราคาแพงและที่ดินกว่า 100 ไร่ นายชัยวัฒน์ ชี้แจงว่า เป็นของพี่ชายซึ่งได้รับมาจากพ่อตาและแม่ยายตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งเดิมมีอยู่ประมาณ 40 ไร่เศษ ต่อมานายชัยวัฒน์ได้ซื้อที่ดินเพิ่ม จนปัจจุบันมีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ส่วนไม้ที่ใช้ปลูกสร้างบ้าน นายชัยวัฒน์กล่าวว่าเป็นไม้ที่ได้มาอย่างถูกต้อง