WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 11, 2011

ธิดา ถาวรเศรษฐ:แนวร่วมของขบวนการประชาชน (ตอนที่ 1)

ที่มา ประชาไท

ธิดา ถาวรเศรษฐ
3 ต.ค. 54

การเติบใหญ่ของ นปช. และขวนการประชาชนคนเสื้อแดง แม้ดูเสมือนประสบความสำเร็จในการต่อสู้ และยิ่ง เมื่อได้เข้าร่วมรณรงค์และตรวจสอบการเลือกตั้งทั่วไป จนกระทั่งการเลือกตั้ง ผ่านพ้นมา แม้จะมีข้อบกพร่องผิดพลาด และการโกงกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ผ่านมา ได้ และในที่สุดพรรคการเมืองที่ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน ก็เอาชนะการเลือก ตั้ง ได้ตั้งรัฐบาล หลายส่วนก็มีทัศนะต่อการดำรงอยู่ของ นปช. และขบวนการเสื้อแดงที่แตกต่างกัน เพราะนี่เป็นก้าวย่างในยุคใหม่ ที่จำเป็น ต้องทำความเข้าใจ และการปรับองค์กรทั้งขบวน เพื่อรองรับการต่อสู้ในเป้าหมาย ทางยุทธศาสตร์ใหม่ หลังจากได้ประสบชัยชนะในเป้าหมายแรกทางยุทธศาสตร์ไป แล้ว คือโค่นล้มรัฐบาลอำมาตยาธิปไตยและจัดตั้งรัฐบาลจากประชาชนขึ้น

องค์ประกอบและบทบาทของ แกนนำ, มวลชน และแนวร่วมแบบต่าง ๆ จึงเป็นที่มาของการปรับกระบวนทัศน์ และกระบวนท่าใหม่ ในขบวนการ ประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกระทำจากสถานการณ์ใหม่ อันจะทำให้ขบวนการ ประชาชนเสียหายได้ จึงขอเสนอเรื่องราวของ “แนวร่วม” เพื่อร่วมเป็นส่วนใน การศึกษา ยกระดับ ปรับขบวนต่อไป

“แนวร่วม” โดยทั่วไปหมายถึง กลุ่มคน หรือ องค์กร ที่ร่วมกันทำการบางอย่าง โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน มักใช้ในการต่อสู้ของ ประชาชนทางการเมือง เพื่อปลดปล่อยจากอำนาจเหนือกว่าที่ครอบครองประเทศนั้น ๆ เช่น จักรวรรดินิยม หรือผู้ปกครอ’งในประเทศ เช่น เผด็จการ ขุนศึก หรือ ระบอบศักดินา

บางทีระหว่างกลุ่มต่อกลุ่มในการต่อสู้เรียกเป็น “พันธมิตร” นี่เป็น ลักษณะความผูกพันระหว่างคนต่อคน กลุ่มต่อกลุ่ม แต่ไม่เป็นการต่อสู้ของ ประชาชนก็ได้ เช่น พันธมิตรทางการค้า ทางธุรกิจ หรือผล ประโยชน์ หรือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ชื่อก็เน้นว่าเป้าหมาย คือ ประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการ พัฒนาจากการจับมือหลวม ๆ ร่วมมือเฉพาะกิจเช่น การชุมนุม ให้เป็นองค์กร มีการนำและการจัดตั้งระดับ หนึ่ง พัฒนามามีหลักนโยบาย ยุทธศาสตร์ เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี มี ผู้ปฏิบัติงานมวลชน และองค์กรจัดตั้งที่ทำงานต่อเนื่อง

เมื่อบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์เบื้องต้น เป็นธรรมชาติที่จะมีการแตก แยก เพราะคนจำนวนหนึ่งถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว (ของกลุ่มตน) เช่น นปช. มียุทธศาสตร์เบื้องแรกคือ โค่นล้มรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย เมื่อพบว่าเลือกตั้ง ได้ชัยชนะ คนจำนวนหนึ่งก็พึงพอใจที่บรรลุเป้าหมายนี้ และเลือกที่จะเดินเส้น ทางของอำนาจรัฐ ไม่ประสงค์ ที่จะเดินเส้นทางของประชาชนอีกต่อไป กระทั่ง พยายามสร้างอุปสรรค์ขัดขวางเส้นทางประชาชนที่ก้าวต่อไป อาจเกิดจากความเข้า ใจผิดว่า อำนาจรัฐเป็นของกลุ่มตนแล้ว หรือ กลัวความขัดแย้งระหว่างอำนาจเดิม กับอำนาจรัฐได้ใหม่ และกลัวความขัดแย้งระหว่างอำนาจรัฐได้ใหม่กับ ประชาชน จึงเป็นธรรมชาติที่จะมีแกนนำของแนวร่วมการต่อสู้เย็นชา เพิกเฉย ต่อ ต้านการขับเคลื่อนของประชาชน

ในยามได้อำนาจรัฐชั่วคราว เราจะทำอย่างไรกัน ?

1. เข้าใจธรรมชาติขององค์ประกอบแนวร่วมว่ามีเป้าหมายแตกต่างกัน เป้าหมายต่อไป คือยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 และผลิตผล คมช. เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ของประชาชน อาจมีบางกลุ่มไม่เห็นด้วย (หรือมัวพะวง กับอำนาจรัฐที่ได้มาใหม่) ว่าการขับเคลื่อนในเป้าหมายยุทธศาสตร์ใหม่จะให้ผล ประโยชน์มากน้อยเพียงไร ผลตอบแทนตนเองคุ้มค่าไหม?

2. มีสิ่งเก่าหายไป มีสิ่งใหม่เข้ามา เช่น ได้ปัญญาชน ชนชั้นกลาง สื่อ และข้า ราชการทหาร พลเรือนมาร่วมด้วย เช่น องค์กรประชาชนอื่น ๆ เกี่ยวกับการสืบค้น คนตาย บาดเจ็บ จับกุมคุมขัง การช่วยเหลือผู้ถูกปราบ ปราม จับกุมคุมขัง หรือล่าสุดคณะนิติราษฎร ที่โดดเด่นเสนอสิ่งใหม่ใน สังคม ให้ลบล้างผลการรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันเนื่องมาจากกฎหมายและคำ สั่ง หรือในรัฐธรรมนูญชั่วคราวของ คมช. ก็จะกลายเป็นแนวร่วมทางยุทธศาสตร์ใหม่ที่สำคัญ

3. องค์กรแนวร่วมต้องปรับให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ใหม่ ยุทธศาสตร์ใหม่ เป็น องค์กรและปัญญาชน ชนชั้นกลาง โดยมีแนวรบด้านกฎหมายเป็นหลัก จากจุดเด่นรากหญ้าซึ่งเป็นจุดแข็งของขบวน และมีจุดอ่อน ปัญญาชน ชนชั้น กลาง สื่อ เราจึงต้องแก้จุดอ่อน เพื่อสร้างจุดแข็งด้านวิชาการ มารองรับขบวน ให้มากขึ้น

แล้วจะรับมือกับรอยต่อระหว่างเป้าหมายยุทธศาสตร์เดิมและใหม่อย่างไร ?

1. อธิบายให้ผู้ปฏิบัติงานและมวลชนเข้าใจการขับเคลื่อนขององค์กรประชาชน ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์แต่ละขั้นตอน

2. ปรับปรุงองค์กรและการนำให้ทันและสอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ทางยุทธศาสตร์

3. เร่งจัดการศึกษาทั่วทั้งขบวนและประชาชนทั่วไป ถึงบทบาทของประชาชนในยุทธศาสตร์ขั้นใหม่

แนวร่วมในองค์กรและแนวร่วมนอกองค์กร

- ในองค์กรแนวร่วมจัดเป็นแนวร่วมชั้นใน

- นอกองค์กรแนวร่วมจัดเป็นแนวร่วมชั้นนอก

แนวร่วมชั้นในในองค์กร ยามมีการต่อสู้ที่แหลมคมจะเป็นอันตรายที่สุด ทำ ให้องค์กร ขาดเอกภาพ ขาดลักษณะสู้รบ จะเป็นจุดอ่อนที่ถูกทำลาย ยกเว้น แนวร่วมชั้นใน ขององค์กรปฏิวัติประชาชน ที่นำโดยพรรคปฏิวัติก็จะนำพาแนวร่วมชั้น ใน คือ กลุ่มแกนนำขององค์กรแนวร่วมไปได้ แต่ แนวร่วมชั้นในขององค์กรแนวร่วม ประชาธิปไตย ยังไม่สามารถสร้างเอกภาพเช่นนั้นได้ และเมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็อาจ จะแตกแยกกันได้ ถ้าพรรคการเมืองที่ร่วมกันไม่เดินแนวทางมวลชน และทำเพื่อมวล ชนอีกต่อไป หรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับผลประโยชน์มวลชน

แนวร่วมชั้นนอกองค์กร เช่น กลุ่มสหภาพแรงงาน กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มสื่อ กลุ่มทุน SME นักเขียน สื่อ กลุ่มข้าราชการ ทหาร พลเรือน สมาชิกพรรคการ เมือง วุฒิสมาชิก ฯลฯ แนวร่วมชั้นนอกไม่อาจเรียกร้องวินัยได้ แต่แนวร่วมชั้นในจำเป็นต้อง เรียกร้องวินัยองค์กร

แนวร่วมชั้นนอกนั้นเกิดโดยธรรมชาติ ไม่เกิดจากการแต่งตั้งของ นปช. แต่อย่างใด (โปรดเข้าใจด้วย สำหรับท่านที่เข้าใจผิดว่า นปช. ไปตั้งคณะนิติราษฎรเป็นแขนซ้าย) นี่เป็นบทบาทที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องขอ จากใคร เพราะบทบาทของผู้รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมนั้น ไม่มีใครกำหนด ให้กลุ่มใดทำหรือไม่ทำ แนวร่วมชั้นนอกตลอดจนประชาชนทั่วไป จึงเป็นอิสระใน การเคลื่อนไหว และอยู่นอกเหนือเจตจำนงค์ขององค์กรใด ๆ


(ยังมีต่อ)

‘ยูเอ็น’ ย้ำอีกครั้ง ไทยต้องแก้กฎหมายหมิ่นฯ – พ.ร.บ. คอมพ์ฯ

ที่มา ประชาไท

‘แฟรงค์ ลา รู’ ผู้ตรวจการพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านเสรีภาพด้านการแสดงออก ออกแถลงการณ์จากกรุงเจนีวา เรียกร้องให้รัฐบาลไทยจัดเวทีสาธารณะเพื่อแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ –พ.ร.บ. คอมพ์ฯ พร้อมเสนอความร่วมมือกับ ‘คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย’ เพื่อแก้ไข กม. ดังกล่าวให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล

แฟรงค์ ลา รู
ภาพโดย Janwikifoto (CC BY-SA 3.0)

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2554 ‘แฟรงค์ ลา รู’ (Frank La Rue) ผู้ตรวจการพิเศษด้านเสรีภาพการแสดงออกแห่งสหประชาชาติ ส่งแถลงการณ์จากเจนีวา เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และพ.ร.บ คอมพิวเตอร์ พร้อมเสนอตัวในการ ‘ร่วมมืออย่างสร้างสรรค์’ กับ ‘คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย’ เพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นภาคีในอนุสัญญาสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมืองมา ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2539 (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) รัฐบาลไทยพึงมีพันธะผูกพันในการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยสากลที่ระบุไว้ใน อนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งรับรองสิทธิของบุคคลในการเสาะหา ได้รับ และเผยแพร่ข้อมูลและความคิดทุกประเภท

แฟรงค์ ลา รู กล่าวว่า ถึงแม้ว่าสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกจะมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ทำให้จำเป็นต้องมีข้อจำกัดในบางสถานการณ์ที่จำเป็น เช่น การป้องกันสิทธิส่วนบุคคล และปกป้องความมั่นคงของชาติ แต่เขาชี้ว่า กฏหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีความคลุมเครือและไม่ชัดเจน ประกอบกับบทลงโทษที่สูงเกินความเหมาะสม จึงจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิด้านเสรีภาพการแสดงออก ยังระบุว่า เขายินดีที่จะให้ความช่วยเหลือ โดย “มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์กับรัฐบาลไทย และคณะกรรมการปฏิรูปกฏหมาย ผู้ซึ่งมีหน้าที่ทำการปฏิรูปกฎหมายไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษย ชนสากล”

ทางไพโรจน์ พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ปฏิเสธที่จะให้ความคิดเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้ โดยกล่าวว่ายังไม่ทราบเรื่อง จึงไม่สามารถให้ความคิดเห็นทั้งในนามส่วนตัวหรือคณะกรรมการปฏิรูปกฏหมายได้ นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า ทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณากฎหมายหลายฉบับ ไม่ได้จำกัดแค่กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 โดยมีศาสตราจารย์คณิต ณ นครเป็นประธาน และคณะกรรมการอีก 10 คนซึ่งมาจากการสรรหา ประกอบด้วย สุนีย์ ไชยรส, ไพโรจน์ พลเพชร, สมชาย หอมลออ เป็นต้น โดยมีหน้าที่ “เพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระเพื่อปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของ ประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนั้นประกอบด้วย"

000

แถลงการณ์ฉบับเต็ม (แปลเป็นภาษาไทยโดยประชาไท)


ประเทศไทย/ เสรีภาพในการแสดงออก: ผู้เชี่ยวชาญแห่งสหประชาชาติแนะให้ไทย
แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เจนีวา – วันนี้ แฟรงค์ ลา รู ผู้ตรวจการพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพ ในการแสดงออก แนะให้รัฐบาลไทยแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ระบุว่าใครก็ตามที่ดูหมิ่น เหยียดหยาม อาฆาต มาดร้ายพระมหากษัตริย์ ราชินี มกุฎราชกุมาร หรือผู้สำเร็จราชการ จะได้รับบทลงโทษโดยการจำคุก 5 – 15 ปี

“ผมสนับสนุนให้ประเทศไทย จัดทำเวทีหารือสาธารณะที่มีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างกว้างขวาง เพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพื่อให้สอดคล้องกับข้อผูกพันทางหลักสิทธิมนุษยชนสากล” แฟรงค์ ลา รู กล่าว “การดำเนินคดีโดยตำรวจศาลในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ได้เพิ่มสูงขึ้นมาก นี่ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขกฎหมายดังกล่าว”

ในขณะเดียวกัน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ยังถูกใช้เป็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยอีกทางหนึ่ง โดยกฎหมายดังกล่าวมีบทลงโทษจำคุกห้าปี สำหรับการแสดงออกในอินเตอร์เน็ตที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ หรือที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง

“โทษการจำคุกที่ยาวนานและความคลุมเครือของการแสดงออกว่า อะไรที่เข้าข่ายการดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือเป็นภัยต่อสถาบัน ทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเองและจำกัดการถกเถียงในเรื่องที่เป็นประโยชน์ สาธารณะ ซึ่งเป็นการทำลายสิทธิของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก” ลา รู กล่าว “มิหนำซ้ำ การที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้สามารถฟ้องตำรวจด้วยข้อหานี้ และการดำเนินคดีลับ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นปัญหาดังกล่าวชัดเจนขึ้น”

ผู้ตรวจการพิเศษได้เน้นว่า ประเทศไทยเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมืองตั้งแต่ปีพ.ศ. 2539 ซึ่งมีพันธะผูกพันด้านสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายตามกฎหมาย รวมถึงพันธะในการรับรองสิทธิของคนในการเสาะหา ได้รับ และเผยแพร่ข้อมูลและความคิดทุกประเภท

ลา รู เข้าใจว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ย่อมมาพร้อมหน้าที่และความรับผิดชอบ และด้วยเหตุผลนี้ ภายใต้สถานการณ์พิเศษบางอย่าง สิทธินี้อาจจะถูกจำกัดได้ เช่น การปกป้องสิทธิของบุคคลและการปกป้องความมั่นคงของชาติ

อย่างไรก็ตาม ในการป้องกันการใช้ข้อยกเว้นดังกล่าวไปในทางละเมิดเกินระบุไว้ในกฎหมาย ข้อกำหนดใดๆ ที่จำกัดสิทธิของเสรีภาพในการแสดงออก ต้องกำหนดชัดเจนและไม่คลุมเครือว่าการแสดงออกแบบใดที่ถูกห้าม พร้อมทั้งพิสูจน์ให้ชัดว่าจำเป็นและสอดคล้องกับจุดประสงค์ดังกล่าว

“ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มิได้เข้าข่ายข้อกำหนดนั้น กฎหมายดังกล่าวมีความคลุมเครือและกว้างมาก ส่วนบทลงโทษที่รุนแรง ก็เกินความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับการปกป้องสถาบันกษัตริย์หรือความมั่นคงของ ชาติ” เขาตั้งข้อสังเกต

ผู้ตรวจการพิเศษ ยังแสดงความกังวลต่อ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และการใช้โดยกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที) ที่ร่วมมือกับกองทัพไทยเพื่อปิดกั้นเว็บไซต์หลายพันแห่งที่มีเนื้อหาเกี่ยว กับสถาบันฯ

“ผมได้ยกข้อกังวลที่มีต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และความไม่สอดคล้องของกฎหมายดังกล่าวกับข้อพันธะทางสิทธิมนุษยชนสากลของ ประเทศไทย ในการรายงานอาณัติของผม” ลา รู กล่าว โดยระบุว่าประเด็นนี้ถูกพูดถึงในระหว่างกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิยูพี อาร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาในกรุงเจนีวา

“ดังนั้น ผมยินดีที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์กับรัฐบาลไทย และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ผู้ซึ่งมีหน้าที่ทำการปฏิรูปกฎหมายไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษย ชนสากล” แฟรงค์ ลา รู ระบุ

Monday, October 10, 2011

สงครามกองโจรในภาคใต้

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 ตุลาคม 2554)


รายงาน ขององค์กรนิรโทษกรรมสากลเกี่ยวกับภาคใต้ เมื่อเร็วๆ นี้ แม้เป็นข่าวใหญ่ในเมืองไทย แต่ที่จริงแล้วข้อสรุปนี้เห็นได้ชัดมาหลายปีแล้ว นั่นคือปฏิบัติการฝ่ายผู้ก่อการได้กลายเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติไปแล้ว เพราะมุ่งเป้าโจมตีประชาชนผู้ไม่เกี่ยวข้องอย่างไม่แยกแยะ ทั้งที่เป็นพุทธและมุสลิม ในขณะเดียวกันปฏิบัติการฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็เลวร้ายไม่แพ้กัน เพราะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง มีการใช้การทรมาน และละเมิดกระบวนการทางยุติธรรมอยู่บ่อยๆ

ในระยะแรกๆ ยังพอจะพูดได้บ้างว่าขบวนการมุ่งจะต่อสู้กับอำนาจรัฐที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม จึงทำร้ายเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นตัวแทนของอำนาจรัฐ รวมทั้งครูซึ่งคือผู้นำเอาอุดมการณ์ของรัฐไปเผยแพร่ ในขณะเดียวกันปฏิบัติการของผู้ก่อการอย่างอุกอาจหลายครั้ง ก็เพื่อทำให้เห็นประจักษ์ว่าอำนาจของรัฐไทยในพื้นที่สั่นคลอน จนไม่สามารถทำหน้าที่ขั้นพื้นฐานของรัฐคือการให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตและ ทรัพย์สินของพลเมือง

แต่ "การก่อการร้าย" ต้องมีเป้าหมายทางการเมือง เพราะ "การก่อการร้าย" ไม่อาจเป็นเป้าหมายในตัวเองได้

แต่ ขบวนการไม่ได้ทำหรือไม่พยายามจะทำให้เป้าหมายทางการเมืองเด่นชัดออกมา เพื่อเรียกร้องการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้าง (ไม่เฉพาะแต่ประชาชนในพื้นที่เท่านั้น แต่รวมถึงพลเมืองไทยในที่อื่นๆ ทั่วประเทศ) ได้แต่จัดองค์กรเพื่อก่อการร้ายอยู่อย่างเดียว

การใช้ ระเบิดที่มีอานุภาพร้ายแรง อาจแสดงสมรรถนะทางเทคนิคที่เพิ่มขึ้นของขบวนการ แต่ในขณะเดียวก็กลายเป็นภาระที่ชัดเจนของขบวนการที่ทำให้ผู้ไม่เกี่ยวข้อง เดือดร้อนยิ่งขึ้น ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ได้แต่แสดงซ้ำแล้วซ้ำอีกถึงความอ่อนแอของอำนาจรัฐไทย แต่ในขณะเดียวกัน ก็แสดงถึงความไม่อาทรต่อประชาชนของขบวนการเช่นเดียวกัน

ความชอบธรรม ในการเคลื่อนไหวของขบวนการได้สูญสิ้นไปแล้ว ทั้งในทรรศนะของต่างชาติและองค์กรอิสลาม ที่อาจให้ความช่วยเหลือแก่ขบวนการ-ในทางการทูต, การเงิน, การฝึก, หรือกำลังคน-ในขณะที่นับวันขบวนการก็สูญเสียความชอบธรรมในหมู่ประชาชนใน พื้นที่ไปด้วย

หลายปีมาแล้วที่ขบวนการพยายามจะยกการเคลื่อนไหวของตน ให้เป็นประเด็นระหว่างชาติ อย่างน้อยก็ในหมู่ประเทศมุสลิม รัฐบาลไทยหลายชุดที่ผ่านมา ก็พยายามอย่างเดียวกันที่จะทำให้ความพยายามของขบวนการในเวทีระดับโลกล้มเหลว แต่ความล้มเหลวของขบวนการที่จะยกระดับการเคลื่อนไหวขึ้นสู่นานาชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความพยายามของรัฐบาลไทยเป็นหลัก ความล้มเหลวนั้นมาจากปฏิบัติการของขบวนการเอง

บัดนี้คงไม่มีประเทศหรือองค์กรมุสลิมระหว่างประเทศที่ไหนซึ่งสามารถให้ความช่วยเหลือขบวนการอย่างเปิดเผยได้อีกแล้ว ปฏิบัติการเยี่ยงนี้ทำให้ยากที่เวทีระดับโลกของประเทศมุสลิมที่ไหน สามารถออกมติใดที่หนุนช่วยขบวนการในประเทศไทยได้อีกแล้ว เพราะไม่มีใครต้องการร่วมหัวจมท้ายกับขบวนการที่ไม่อาจเรียกตัวเองเป็นอื่น ได้ดีกว่าขบวนการ "ก่อการร้าย"

ขบวนการในประเทศไทยอาจได้รับความช่วย เหลือจากขบวนการที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นขบวนการก่อการร้ายอยู่แล้ว แต่นั่นไม่น่าเป็นเป้าประสงค์ขั้นสูงสุดของขบวนการในประเทศไทย เพราะขบวนการที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นขบวนการก่อการร้ายเหล่านั้น ไม่มีน้ำหนักที่จะทำให้เป้าหมายทางการเมืองของขบวนการในเมืองไทยเป็นประเด็น สำหรับการต่อรองกับรัฐไทยได้

บางคนในภาคใต้ลือกันมานานว่า บางส่วนของขบวนการได้หันไปร่วมมือกับขบวนการนอกกฎหมายต่างๆ (เช่น ค้ายาเสพติด, ค้าของเถื่อน และค้ามนุษย์) เพื่อหาเงินมาสนับสนุนปฏิบัติการของตน และก็ลือกันมานานแล้วเหมือนกันว่า อำนาจรัฐบางส่วนในภาคใต้ก็ทำอย่างเดียวกัน ส่วนหนึ่งของ "สงคราม" กลายเป็นการแย่งผลประโยชน์กันของมาเฟียสองกลุ่ม

ในด้านหนึ่ง ก็ทำให้สถานการณ์ในภาคใต้ซับซ้อนขึ้นไปอีก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้ขบวนการของฝ่ายก่อการกำลังเดินมาสู่จุดจบอันเดียว กับที่เคยเกิดมาแล้ว โดยไม่มีผลอย่างยั่งยืนที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐไทยต่อประชาชนชาวมลายู มุสลิม

การค้ายาเสพติด และค้ามนุษย์ ไม่ว่าใครเป็นผู้กระทำก็ตาม ย่อมระบาดหนักขึ้นได้จากสถานการณ์ความไม่สงบ ดังนั้นสถานการณ์นี้จึงยิ่งทิ่มตำประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นไปอีก จนแม้แต่การใช้เป็นแหล่งหลบซ่อนและสะสมกำลังในประเทศเพื่อนบ้านน่าจะทำได้ ยากขึ้น เพราะเขาก็อยากเห็นความสงบในภาคใต้ไม่น้อยไปกว่ากรุงเทพฯ

ใน ทางตรงกันข้าม รัฐไทยไม่ได้ฉกฉวยโอกาสจากความอ่อนแอทางการเมืองของขบวนการ เพราะการขึ้นมามีอำนาจสูงสุดของกองทัพหลังรัฐประหาร 2549 นับตั้งแต่รัฐบาลรัฐประหาร สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นต้นมา ได้กระจุกอำนาจการบริหารสูงสุดไว้ในมือ กอ.รมน.หรือกองทัพ จึงยิ่งทำให้การแก้ปัญหาทั้งหมดถูกมองจากมิติด้านการทหารเพียงอย่างเดียว

แม้ แต่ปฏิบัติการของฝ่าย "กิจการพลเรือน" ก็กลับก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไปอย่างหนัก เช่น หัวหน้าครอบครัวถูกนำไปเข้าค่าย เพื่อฝึกอบรมอุดมการณ์ของกองทัพเป็นเวลาแรมเดือน ต้องปล่อยให้ครอบครัวอดอยากขาดรายได้เป็นเวลานานๆ

ในขณะที่การเรียน รู้เพื่อปกป้องชีวิตของหน่วยปฏิบัติการ หรือชีวิตของประชาชน ก็ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เคยถูกลอบวางระเบิด หรือลอบยิงอย่างไร เมื่อห้าปีที่แล้ว ก็ยังถูกทำร้ายเหมือนเดิม แม้ว่ารัฐได้ทุ่มเทงบประมาณผ่าน กอ.รมน.ไปมากมายสักเพียงใดก็ตาม

แม้ แต่การเรียนรู้ด้านการทหารเพื่อประโยชน์ในการต่อสู้ยังทำได้เพียงเท่านี้ จะเรียนรู้การบริหารจัดการด้านอื่นๆ ได้สักเพียงใด การกระจุกอำนาจจัดการทั้งหมดไว้ในมือกองทัพ โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล (นอกกระดาษ) เลยเช่นนี้ จึงยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง...

กอง ทัพไม่ว่าที่ไหนในโลก หากปราศจากการกำกับควบคุมจากภายนอก โดยเฉพาะจาก "การเมือง" ก็ล้วนกลายเป็นกองโจรไปทั้งนั้น ไม่ต่างจากกองกำลังของฝ่ายขบวนการซึ่งขาดองค์กรทางการเมืองที่เข้มแข็งพอใน การชี้นำ

อันที่จริง การต่อสู้ทางการเมืองในภาคใต้ไม่ใช่ประเด็นหลักอีกแล้ว เพราะปฏิบัติการของขบวนการเอง ทำให้เป้าหมายทางการเมืองไร้ความหมาย การเคลื่อนไหวกลายเป็นการเคลื่อนไหวภายในประเทศ อย่างเดียวกับพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ประชาชนในพื้นที่ส่วนที่ไม่พอใจรัฐไทย ไม่อาจฝากความหวังไว้กับขบวนการได้ (แม้ไม่อาจฝากความหวังไว้กับรัฐไทยได้เช่นกันก็ตาม) ใครจะสามารถฝากความหวังไว้กับขบวนการ ที่เวลาผ่านไปถึง 7 ปี การต่อสู้ก็ยังไม่มีมิติอื่นมากไปกว่า "ก่อการร้าย" ซ้ำเป็นการ "ก่อการร้าย" ที่เลือกเป้าน้อยลงเสียอีก

แต่มาตรการทางการทหารที่รัฐ ไทยใช้เป็นเครื่องมือหลักในการปราบปราม ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะยุติปฏิบัติการของขบวนการได้ อันที่จริงมาตรการนี้ได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นแล้ว เพราะได้ใช้มาด้วยเวลากว่าครึ่งหนึ่งของการเคลื่อนไหวของฝ่ายขบวนการ แต่ไม่นำไปสู่อะไรเลย ทั้งๆ ที่ฝ่ายขบวนการอ่อนแอทางการเมืองลงอย่างมาก จนรัฐไทยสามารถยุติการเคลื่อนไหวได้ในเวลาเร็ววัน หากรัฐไทยมีประสิทธิภาพดีกว่านี้

แต่ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า กองทัพที่ไม่มีอำนาจภายนอกอื่นคอยกำกับควบคุม ก็จะกลายเป็นกองโจร ที่ปฏิบัติการด้วยเป้าประสงค์ที่เป็นอิสระของตนเอง สงครามกองโจรที่ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้ทำโดยกองโจร แต่ทำโดยพรรคซึ่งสามารถกำกับควบคุมกองโจรได้ถึงระดับท้องถิ่นย่อยๆ

(ปฏิบัติ การของฝ่ายขบวนการในระยะ 2 ปีท้ายนี้ ชี้ให้เห็นว่า อำนาจภายนอกอื่นที่คอยประสานและกำกับกองโจรย่อย (ที่เรียกกันว่า RKK) ดูเหมือนจะอ่อนลงหรือถึงกับหายไป ขบวนการกำลังแตกสลายลงเป็นกองโจร อย่างเดียวกัน)

กล่าวโดยสรุป ในสถานการณ์ภาคใต้เวลานี้ ทั้งสองฝ่ายได้อ่อนแอลงพอๆ กัน เพราะเป็นการต่อสู้ที่ปราศจากเป้าหมายทางการเมืองทั้งคู่ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ก็สามารถยุติปัญหาลงได้ในเวลาไม่นาน จะโดยการบีบบังคับให้อีกฝ่ายขึ้นนั่งโต๊ะเจรจาด้วยอำนาจต่อรองที่น้อยกว่า หรือการเอาชนะใจประชาชนส่วนใหญ่ไว้ได้ด้วยประสิทธิภาพของการปกป้องชีวิตและ ทรัพย์สินก็ตาม

แต่ทั้งสองฝ่ายก็อ่อนแอเกินกว่าจะนำความขัดแย้งไปสู่ จุดจบเช่นนั้นได้ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีเป้าหมายทางการเมืองที่ชัดเจนทั้งคู่ และทั้งสองฝ่ายต่างก็กลายเป็นอำนาจอิสระ ที่ไม่มีอำนาจอื่นคอยตรวจสอบควบคุม

การ ต่อสู้ทางการเมือง กลายเป็นการต่อสู้ทางการทหาร และการต่อสู้ทางการทหารที่ขาดการกำกับควบคุมจากภายนอก กลายเป็นการต่อสู้ของกองโจรเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า และอาจสู้กันไปได้เป็นหลายสิบปี ดังที่เกิดในบางประเทศของแอฟริกา, ละตินอเมริกา และอุษาคเนย์

น้ำท่วมแห่งชาติ

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ


สถานการณ์ น้ำท่วมกลายเป็นวิกฤตทั้งยาวทั้งใหญ่สร้างความเสียหายแล้วค่อนประเทศ คิดเป็นมูลค่าตามการประเมินของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สูงทะลุแสนล้านบาท

พายุลูกใหม่ น้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน

วิกฤตยังไม่รู้จะถึงจุดสิ้นสุดเมื่อใด หากยืดเยื้อไปอีก 20-30 วันก็เป็นไปได้ว่าตัวเลขความเสียหายจะพุ่งทะยานถึงหลักสองแสนล้านบาท

ไม่ นับผู้เสียชีวิตที่เพิ่มจำนวนทุกวัน ไหนจะโรคภัยไข้เจ็บที่มากับน้ำ สุขภาพจิตเสื่อมโทรมถูกความเครียดกัดกิน เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายนับพันราย

คือความเสียหายที่ตีเป็นมูลค่าไม่ได้

ล่าสุดสถานการณ์มาถึงจุดที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศให้การแก้ปัญหาและการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม

เป็น ′วาระแห่งชาติ′

เปิด ใช้อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ สนามบินดอนเมือง ตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือศปภ. มอบหมายให้พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เป็นผอ.ศูนย์

มีรองนายกฯ และรัฐมนตรีทุกคนเป็นที่ปรึกษา บริหารงานแบบบูรณาการ แบ่งเป็น 2 ส่วน

คือ ศูนย์ฝ่ายปฏิบัติการ มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เป็นผู้รับผิดชอบ กับศูนย์ฝ่ายอำนวยการร่วม มีพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม รับผิดชอบ

ภายในศปภ.ยังเปิดศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียน แจ้งข้อมูลข่าวสารทุกช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ จดหมาย และโทรศัพท์สายด่วน 1111 กด 5

ศปภ.ตั้ง ขึ้นต่อจากก่อนหน้านี้ที่มีเพียงศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและบริหาร สถานการณ์อุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม หรือศอส. มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน

แต่ยังไม่บูรณาการมากพอเพราะปัญหาขยายวงหนักข้อขึ้นทุกวัน

ท่ามกลางภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งมโหฬารของประเทศ แน่นอนว่ารัฐบาลหนีไม่พ้นต้องตกเป็นเป้าถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงวิธีการทำงาน

การแก้ปัญหาได้ดั่งใจ ไม่ได้ดั่งใจ ชักช้างุ่มง่ามหรือรวดเร็วฉับไว เสียงออกมาแนวไหนก็ขึ้นกับมุมมองแต่ละอารมณ์คน

อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงคะแนน ′ความตั้งใจ′ รัฐบาลน่าจะสอบผ่านไม่มีปัญหาโดยเฉพาะนายกฯ น่าจะได้คะแนนส่วนนี้มากกว่าใครเพื่อน

ส่วนคะแนนด้าน ′ผลงาน′ จะสอบผ่านด้วยหรือไม่

ต้องรอสรุปอีกครั้งหลังน้ำลด

วงเสวนา ′ปรีดี′ หนุน ′นิติราษฎร์′ ส่ง ′รัฐประหาร′ ให้ศาลชี้

ที่มา มติชน



(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 ตุลาคม 2554)

หมาย เหตุ - วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ จัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ "ปรีดี พนมยงค์ กับรัฐประหาร" ที่ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีนายโภคิน พลกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายอนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการมูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมอภิปราย

พนัส ทัศนียานนท์


อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การ ตั้งคำถามถึงกรณีที่ว่าการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในปี 2475 เป็นการทำรัฐประหารหรือไม่นั้น ผมคิดว่านักประวัติศาสตร์มักติดอยู่กับรูปแบบก็ว่าได้ เพราะหากมีการทำรัฐประหารนั่นเท่ากับมีการเข้ามายึดอำนาจ แล้วจึงออกกฎหมายนิรโทษกรรม โดยจะถือว่าผู้มีอำนาจมีความชอบธรรมในการบริหารบ้านเมืองต่อไป ก็กลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ทั้งนี้ การรัฐประหารมีสองนัย นัยหนึ่ง เป็นการอภิวัฒน์เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เป็นการเปลี่ยนเพื่อไปสู่ระบอบที่ดีกว่าเดิม นัยที่สอง คือ การรัฐประหารโดยปฏิกิริยา มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนไทยโดยสิ้นเชิง เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ดังนั้น การจะนำเอาเหตุการณ์ 2475 มาเทียบกับเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นการทำรัฐประหารที่มีลักษณะเป็นแบบการปฏิวัติ ต่อต้านระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ทั้งสิ้น

การที่คณะนิติราษฎร์ประกาศ ให้ลบล้างผลพวงในการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ต้องทำโดยการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ โดยให้ผลการลบล้างจะอยู่ในมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 โดยมาตราดังกล่าวจะผูกโยงกับมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ถ้าเทียบกับการประกาศสงครามโลกครั้งที่ 2 ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยภายหลังมีนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้นก็ได้ประกาศให้สงครามโลกที่ไทยเข้าร่วมกับ ญี่ปุ่นให้เป็นโมฆะ ซึ่งถือว่าเป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก จึงควรนำมาเป็นกรณีศึกษา ดังนั้น หากเทียบกับสิ่งที่นายปรีดีทำ ผู้มีอำนาจในปัจจุบันจะต้องให้มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ใช้บังคับ โดยรัฐบาลเองก็ได้เสนอเป็นนโยบายในการจะแก้รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

นอก จากนี้ คณะนิติราษฎร์ควรจะหาคดีในเรื่องเกี่ยวกับกรณีในวันที่ 19 กันยายน 2549 เพื่อส่งไปยังศาลเพื่อให้พิจารณา ซึ่งถ้าศาลพิจารณาแล้วมีการขัดรัฐธรรมนูญขึ้นมา ผลพวงของการประกาศของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็จะต้องยุติ ส่งผลไปยังรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่จะถูกนำกลับขึ้นมาใช้ทันที โดยส่วนตัวมองว่า สภาวะจิตใจของตุลาการจะมองว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าหากมีการฉีกรัฐธรรมนูญ ตุลาการก็ยังยืนว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์หรือไม่

หากยังไม่มีการเปลี่ยน แปลงอะไรเกิดขึ้นในซีกตุลาการ คณะรัฐประหารก็จะอ้างต่อว่า พวกเขาเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เหมือนกับที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำคนที่ทำรัฐประหารมาลงโทษ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า หากสืบสวนออกมาแล้วปรากฏว่า คมช.ผิดจริง ถามว่าคนเหล่านี้จะยอมหรือไม่ เพราะโทษดังกล่าวมีโทษถึงการประหารชีวิต หากจะมีการแก้อย่างนี้ จะต้องไปแก้ในบริบทของสังคมไทย ที่จะต้องอภิวัฒน์กันต่อไป ถือเป็นการอภิวัฒน์มุมกลับให้กับทางฝ่ายตุลาการ

ทั้ง นี้ ยกตัวอย่างกรณีการลงประชามติของประชาชนที่ประเทศตุรกี โดยการทำรัฐประหารของคณะรัฐประหารเมื่อ 30 ปีก่อนว่า ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ การทำประชามติครั้งนั้นก็ระบุว่า การทำรัฐประหารไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้คณะรัฐประหารที่เป็นนายพลหลายคนจะต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งศาลจึงมีอำนาจชี้ว่ากฎหมายที่ออกมาจากฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติขัดต่อ รัฐธรรมนูญหรือไม่ เรื่องบางเรื่องถ้าศาลตัดสินมาว่าขัด มันก็จะเกิดผลทางคดีทันที จึงอยากให้คณะนิติราษฎร์มองว่าจะนำคดีใดขึ้นสู่ศาลได้บ้าง

โภคิน พลกุล

อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา

ผม ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทางคณะรัฐประหารทำไว้ โดยออกประกาศและเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมารองรับในเรื่องของความผิด เช่น มาตรา 309 ที่ต้องมีการนิรโทษกรรม ในเรื่องของการกระทำที่เกิดขึ้นมาให้เป็นไปโดยชอบ เพราะมองถ้าการกระทำที่มาโดยชอบอย่างไรมันก็ชอบ และจะมาเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อมารองรับตนเองทำไม หรือเพิ่งจะมาคิดได้สิ่งที่ทำไปนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จึงกลัวสิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับเพราะโทษต่างๆ เป็นโทษที่รุนแรง ทั้งนี้ การทำรัฐประหารเป็นการลบล้างระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวสำหรับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ที่ให้ลบล้างผลพวงในการทำรัฐประหาร และให้ย้อนไปใช้รัฐธรรมนูญ 2475 นั้นเห็นว่ามันไกลเกินไป

ใน ปัจจุบันผมมองว่า ควรจะนำคดีที่เกิดขึ้นไปยกให้ศาล ซึ่งเห็นว่าควรจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการกระทำต่างๆ ในช่วงการทำรัฐประหารที่ผ่านมา และการกระทำต่างๆ ของคณะรัฐประหารขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าเกิดว่าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมันก็จะทำให้ผลพวงของการทำ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถูกลบล้างไป

ตอนนี้ผมมองว่าตุลาการจะ ต้องมีความกล้าในการพิจารณา จะต้องยืนยันอยู่ในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งเชื่อว่าประชาชนจะอยู่เคียงข้างตุลาการที่มีความถูกต้อง นอกจากนี้ ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์มันไกลไปนิดนึง จึงเป็นจุดที่ให้คนมาโจมตีได้ และส่วนตัวผมเองก็มองว่าถ้าการกระทำไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญสิ่งต่างๆ มันก็จบไปเอง ดังนั้น จึงอยากจะเรียกร้องให้ตุลาการออกมาแสดงความกล้าหาญไม่ใช่เฉพาะแค่ในส่วนของ ศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ต้องรวมไปถึงตุลาการศาลอื่นๆ จะต้องแสดงความกล้าหาญและความถูกต้อง เพราะวันนี้สังคมไทยต้องการเห็นสิ่งที่ถูกต้อง

อนุสรณ์ ธรรมใจ

กรรมการมูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์

ส่วน ตัวผมมองว่าการรัฐประหารในปี 2475 กับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นการรัฐประหารที่ถือว่าเป็นการอภิวัฒน์ นอกเหนือจากนี้ถือว่าเป็นการปฏิวัติหรือรัฐประหารย่อมได้ทั้งนั้น เพราะเหตุการณ์เหล่านี้มันคือ การถอยหลังลงคลอง ดังนั้น เราจึงจะต้องป้องปรามเพื่อไม่ให้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีก รวมทั้งจะต้องลบล้างผลพวงของ 19 กันยายน 2549 ในประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และก่อให้เกิดการทำลายหลักนิติธรรม ดังนั้น กรณีดังกล่าวจะต้องสามารถยกเลิกผลพวงจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้

ผม ขอสนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ในส่วนของการป้องปรามรัฐประหาร จะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่แทนฉบับปี 2550 และให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติไว้ด้วยว่าการกระทำการล้มล้างประชาธิปไตย หรือการรัฐประหารจะต้องมีบทลงโทษชัดเจน นอกจากการร่างรัฐธรรมใหม่แล้วจะต้องให้ระบบยุติธรรมของศาลไทยไม่ยอมรับการ รัฐประหารด้วย เพราะการรัฐประหารที่ผ่านมาเป็นการใช้รถถังและยังใช้อำนาจตุลาการสร้างความ ชอบธรรมให้คณะรัฐประหาร ซึ่งเป็นการทำโดยตรงและทางอ้อม

ประชาชน ต้องอย่ามองโลกในแง่ดีจนเกินไปว่าฝ่ายเผด็จการจะนิ่งนอนใจจนไม่ทำอะไร ซึ่งเราจะต้องลงไปดูในผู้นำเหล่าทัพคนใดที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย ให้ขึ้นมามีบทบาทปกครองคนในกองทัพให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และยอมรับการเป็นประชาธิปไตย อย่ามาตัดสินแทนประชาชนว่าประชาชนไม่ฉลาดพอที่เลือกผู้นำมาปกครองตนเอง ไม่เช่นนั้นคนเหล่านี้จะสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม วิธีการป้องกันคือ 1.เราต้องสร้างระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ 2.การแก้ไขความไม่เป็นธรรมทั้งหลายในช่วงหลัง 19 กันยายน 2549 และ 3.เราต้องการประเทศที่สงบสุขที่ไม่มีการเผชิญหน้า เพราะจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาส เนื่องจาก 5-10 ปีข้างหน้า ศูนย์กลางของโลกจะย้ายมาอยู่ในแถบเอเชีย อีกทั้งจะต้องช่วยกันการป้องปรามการทำรัฐประหาร เพราะมันเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ

นายกฯ -ผบ.ทบ. ขึ้นเครื่องแบล็คฮอว์ค ตรวจเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอยุธยา

ที่มา มติชน






น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ขึ้นเครื่องบิน ยูเอช-60 แบล็คฮอว์ค เตรียมตรวจเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอยุธยา ในช่วงเช้าที่ผ่านมา

'ยิ่งลักษณ์' ตรวจน้ำท่วมอยุธยา สั่งรายงานสถานการณ์ตามความจริง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



นายกรัฐมนตรี ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ตรวจน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดอยุธยา
พร้อมเรียกทุกหน่วยประชุมด่วน กำชับรายงานสถานการณ์ตามความเป็นจริง...


เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 ต.ค. 54 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ
เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์มาลงที่นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค (บ้านหว้า) อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา
แล้วเดินทางต่อโดยรถยนต์ ไปที่ศูนย์ราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พร้อมเรียกเจ้าหน้าที่ประชุมด่วน เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โดยมี พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
พลโท อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ มท.1
นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นายประยูร ติ่งทอง อุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และผู้เกี่ยวข้องเข้าประชุม

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทางกองทัพ แม่ทัพภาคที่ 1 และกรมชลประทาน รับผิดชอบโดยตรง
ซึ่งต้องประเมินเหตุการณ์และรายงานตามความเป็นจริงทุกประการ
ที่ผ่านมาทางกองทัพกับกรมชลประทานได้วางแผนยุทธศาสตร์เดิมเอาไว้
ถ้าประเมินแล้วรับน้ำไม่ไหวก็ต้องวางแผนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อให้ทันเหตุการณ์

ล่าสุดที่นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค (บ้านหว้า) อ.บางปะอิน
ต้องรีบเข้าไปป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้น้ำท่วมได้
และได้กำชับทุกหน่วยงานให้ช่วยกันอย่างเต็มที่
จากนั้นนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะได้ลงเรือเข้าตรวจเยี่ยมประชาชน
และตรวจสถานการณ์น้ำท่วม ในบริเวณเขตเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา (เกาะเมือง)
แล้วจึงเดินทางออกไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปตรวจสถานการณ์น้ำต่อที่ จ.นครสวรรค์



http://www.thairath.co.th/content/pol/208203

ทบ.เปิด'ค่ายอดิศร'เป็นศูนย์อพยพ รับผู้ประสบภัยอยุธยา

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ทบ.ส่งชุดบรรเทาสาธารณภัยลอยน้ำช่วยวิกฤติน้ำท่วมอยุธยา
เปิดค่ายทหารสระบุรี รับ 4,000 ผู้อพยพอยุธยา
ด้าน ผบ.ทร.ส่ง “ฮ.-เรือจู่โจม-เจ็ตสกี” ช่วยน้ำท่วม พร้อมส่ง 100 เรือท้องแบน
ขนย้ายผู้ประสบภัย จัดชุดประดาน้ำกู้แท่นพิมพ์แบบอะไหล่รถยนต์จมน้ำ...


เมื่อวันที่ 10 ต.ค. พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึง
สถานการณ์น้ำท่วมว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมที่จ.พระนครศรีอยุธยา ยังคงวิกฤติ
ล่าสุดกองทัพบกได้ส่งชุดบรรเทาสาธารณภัยลอยน้ำจากกรมการทหารช่าง
พร้อมเรือยางติดเครื่องยนต์ 19 ลำ และรถบรรทุกขนาด 10 ตัน
เดินทางเข้าช่วยเหลืออพยพประชาชนที่ไม่สามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่
รวมทั้งเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และเข้าเสริมการช่วยแจกจ่ายอาหารและน้ำ
ในเขต อ.เมือง มหาราช และบางปะหัน อย่างต่อเนื่อง
โดยชุดบรรเทาสาธารณภัยลอยน้ำได้จัดทำแพสำเร็จรูป ขนาด 100 ตารางเมตร
นำไปลอยบริการประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมสูง ณ หน้าที่ว่าการ อ.บางปะหัน
และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบางปะหัน
ซึ่งแพสำเร็จรูปดังกล่าวจะเป็นจุดศูนย์กลางนำอาหารไปแจกจ่ายให้กับประชาชน
ที่ยังอาศัยอยู่ในบ้าน ขณะเดียวกันจะใช้เป็นท่าเทียบเรือเชื่อมต่อการเดินทางของประชาชน
จากพื้นที่น้ำลึกไปยังพื้นที่น้ำตื้น
และใช้เป็นจุดเปลี่ยนเส้นทางของประชาชนจากเรือเป็นการใช้รถยนต์บรรทุกของทหาร
นอกจากนี้ได้มีการจัดตั้งหน่วยแพทย์ไว้บนแพสำเร็จรูป เพื่อตรวจรักษาประชาชนที่เจ็บป่วยด้วย



การดูแลสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเกาะเมือง
ขณะนี้กำลังทหารของกองทัพบก จากศูนย์การทหารม้า
กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2รอ.)
หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก
กรมการทหารช่าง
ได้สนธิกำลังกันระดมเรือและรถยนต์บรรทุกออกบริการรับ-ส่ง
และอพยพประชาชนในพื้นที่เกาะเมืองไปยังศูนย์อพยพหน้าศาลากลางจังหวัดอย่างต่อเนื่อง
ส่วนการเตรียมพื้นที่ในค่ายทหารเป็นพื้นที่รองรับการอพยพของประชาชน
จาก จ.พระนครศรีอยุธยานั้น ขณะนี้กองทัพบกได้เตรียมพื้นที่หน่วยทหารในจังหวัดสระบุรี ได้แก่
ค่ายอดิศร กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ กรมทหารม้าที่ 5 รักษาพระองค์ ไว้เรียบร้อยแล้ว
ทั้งด้านอาคารสถานที่ อาหาร การแพทย์ ซึ่งสามารถรองรับผู้อพยพได้ประมาณ 4,000 คน
โดยกำลังรอการประสานและตัดสินใจอพยพจากทาง จ.พระนครศรีอยุธยา

วันเดียวกัน พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ
ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ
ได้สั่งการให้หน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือจัดกำลังพลพร้อมยุทโธปกรณ์
เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน จ.พระนครศรีอยุธยา อย่างเร่งด่วน
ล่าสุดได้สั่งให้จัดหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ประกอบด้วย
เฮลิคอปเตอร์จำนวน 2 ลำ เรือจู่โจมลำน้ำติดเครื่องท้าย 4 ลำ เรือยาง 4 ลำ เจ็ตสกี 4 ลำ
เข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่ อ.พระนครศรีอยุธยา
พร้อมกับได้สั่งการให้จัดกำลังพลจากกองพันต่อสู้อากาศยานที่ 11
กรมต่อสู้อากาศยานที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อกาศยานและรักษาฝั่ง จำนวน 138 นาย
กำลังพลจากกรมก่อสร้างและพัฒนา ชุดประดาน้ำจากกรมสรรพาวุธทหารเรือ
รวมถึงเรือปฏิบัติการความเรือสูงของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ จำนวน 2 ลำ
พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษ และเรือยาง สนับสนุนชุดเคลื่อนที่เร็วในการเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

นอกจากนั้น ได้สั่งให้กรมอู่ทหารเรือเร่งสร้างแพลอยน้ำ (Pantoon)
เพื่อนำมาใช้ในพื้นที่ประสบอุทกภัย และเร่งสร้างเครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 3 ชุด
เพื่อสนับสนุนการผลักดันน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาให้ระบายน้ำ
เพื่อระบายน้ำไหลลงสู่ทะเลได้เร็วขึ้น ตลอดจนจัดหาเรือท้องแบนอีก 100 ลำ
เพื่อนำไปสนับสนุนการขนย้ายและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
ด้านกรมสรรพาวุธทหารเรือ ได้จัดชุดประดาน้ำพร้อมอุปกรณ์
เร่งกู้แท่นพิมพ์แบบอะไหล่รถยนต์กว่า 30 แท่น ของบริษัท ทีเอส เทค
ในนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร อ.นครหลวง ที่จมอยู่ใต้กระแสน้ำ
ซึ่งขณะนี้ทำการกู้แท่นพิมพ์มาได้แล้ว 6 แท่น
นอกจากนั้นทางหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินและหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน
และ รักษาฝั่ง ยังได้จัดกำลังอีกหน่วยละ 1 กองร้อยเพื่อสนับสนุนกรุงเทพมหานคร
ในการบรรจุกระสอบทรายเพื่อป้องกันน้ำท่วม ในพื้นที่กรุงเทพฝั่งตะวันตก
รวมถึงพื้นที่ อ.ศาลายา จ.นครปฐม



ทั้งนี้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ กำหนดจุดรับผิดชอบในพื้นที่อ.เมืองพระนครศรีอยุธยา
โดยจัดตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วส่วนหน้า
โดยมี น.อ.อารักษ์ แก้วเอี่ยม รองผู้บัญชาการกองเรือลำน้ำ กองเรือยุทธการ เป็นหัวหน้าชุด
ชุดเคลื่อนที่เร็วฯ ที่จัดตั้งขึ้น ตั้งอยู่ที่บริเวณศาลากลาง จ.พระนครศรีอยุธยา
เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางในการกระจายความช่วยเหลือในพื้นที่ต่อไป

น.อ.วิพันธุ์ ชมะโชติ รองเลขานุการกองทัพเรือ ในฐานะรองโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า
สำหรับประชาชนที่มีความต้องการที่จะบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัย
ทางกองทัพเรือได้เปิดศูนย์รับบริจาค
เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวบรวมน้ำใจจากคนไทย
ที่มีจิตศรัทธาที่ต้องการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์พี่น้องคนไทยที่กำลังเดือด ร้อน
สามารถร่วมบริจาคเงินได้ที่
ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขากองบัญชาการกองทัพเรือ
บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 115 – 2 -14322 – 6
ชื่อบัญชี ศูนย์รับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และภัยหนาวของกองทัพเรือ
รวมทั้งขอเชิญร่วมบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่กรมกิจการ พลเรือนทหารเรือ
(ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง) ถนนมหาราช เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
หมายเลขโทรศัพท์ 0 2475 4821 ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ
และที่ฐานทัพเรือกรุงเทพ (ตรงข้ามวัดชิโนรส) ถนนอิสรภาพ
แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
ติดต่อได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2475 5269
และ Call Center 1691 ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ.


http://www.thairath.co.th/content/region/208181

รวมภาพน้ำท่วมในเฟซบุ๊ก จากศูนย์อพยพที่มธ.รังสิต ถึงราชมังคลากีฬาสถาน

ที่มา มติชน



บรรยากาศภายในศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยน้ำท่วม อาคารยิมเซียม 2 ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต

ขณะนี้มีผู้ประสบภัยเข้ามาพักที่ศูนย์ฯ จำนวนประมาณ 380 คน

(ภาพ โดย เพจ "น้ำขึ้น ให้รีบบอก")





รายชื่อสิ่งของที่ศูนย์พักพิง ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ต้องการด่วน

(ภาพ โดย Nawapol Thamrongrattanarit)





สภาพน้ำท่วมรอบ "ราชมังคลากีฬาสถาน"

ซึ่งจะเป็นสังเวียนแข้งฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกระหว่างไทย - ซาอุดีอาระเบีย ในวันที่ 11 ตุลาคม

(ภาพ โดย เพจ "เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม 2554")



'เต้น'ประกาศ นปช.เตรียมเคลื่อนพลสู้ภัยน้ำท่วม 15ต.ค.นี้

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



"เต้น" ณัฐวุฒิ ส.ส.เพื่อไทย ประกาศเตรียมเคลื่อนพลใหญ่ นปช.ทั่วประเทศ
ตระเวนตั้งจุดรับบริจาคช่วยน้ำท่วม
อ้างตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง แก้กฎหมาย คมช. 177 ฉบับ เป็นเพียงการแสดงจุดยืนทางการเมือง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 ต.ค. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พท. และแกนนำกลุ่ม
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นปช.
กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ว่า กลุ่มนปช. เตรียมจัดงาน
"เคลื่อนพลทั้งแผ่นดิน สามัคคีคนไทย สู้ภัยน้ำท่วม"
เพื่อรณรงค์ให้กลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศ ตั้งจุดรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ในวันที่ 14 ต.ค. ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป

ขณะที่ในวันเสาร์ที่ 15 ต.ค. เตรียมนัดชุมนุมใหญ่เหมือนการชุมนุมเมื่อปีที่ผ่านมา
และเคลื่อนขบวนออกไปทัั่ว กทม.
เพื่อตระเวนออกไปรับบริจาค สิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
โดยเชื่อว่าขบวนรถของกลุ่มคนเสื้อแดง จะหลั่งไหลมาทั่วประเทศ
บรรยากาศคล้ายกับการชุมนุมเมื่อปีที่แล้ว ที่มีกลุ่มนปช. ตระเวนไปตามถนนหนทางทั่ว กทม.
เพียงแต่ครั้งที่แล้วเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง
แต่ครั้งนี้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการร่วมรับบริจาคเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดที่มีน้ำท่วม
ทั้งนี้รายละเอียด สถานที่นัดพบจะมีการหารือกัน
และประกาศอีกครั้ง อาจมีการนัดรวมพลกันที่ ลานพระบรมรูปทรงม้าก็ได้

นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวย้ำถึงจุดยืนทางการเมืองของกลุ่มนปช.
หลังมีข่าว กลุ่มนปช. ทยอยเปิดหมู่บ้านและอำเภอเสื้อแดงที่ จ.อุดรธานี เพิ่มเติมว่า
นั่นเป็นเพียงต้องการแสดงเชิงสัญลักษณ์ แต่ประชาชนทุกคนยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย
เป็นเพียงการประกาศจุดยืนประชาธิปไตยเท่านั้น

ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่า หากจุดยืนของกลุ่มนปช. ยังอยู่ที่ประชาธิปไตย
และไม่ผิดกฎหมายบ้านเมืองก็สามารถกระทำได้
ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธ์ุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พท.และแกนนำ นปช. ออกมาระบุว่า
เตรียมแก้กฎหมาย คมช. 177 ฉบับ โดยเฉพาะ พ.ร.บ. กลาโหม 2551 หลังน้ำลดนั้น
นายณัฐวุฒิ เลี่ยงตอบคำถามดังกล่าว โดยกล่าวเพียงว่า
นั่นเป็นจุดยืนของทางกลุ่ม นปช. แต่คงต้องเป็นหลังที่สถานการณ์อุทกภัยใหญ่
กลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อนจึงจะมีการหารือกันอีกครั้ง ตอนนี้ยังไม่มีการดำเนินการใดๆในเรื่องนี้
ตอนนี้ต้องรวมพลังแก้ปัญหาและสู้ภัยน้ำท่วม
ซึ่งเป็นสถานการณ์เฉพาะหน้าก่อน ไม่มีสีเสื้อ ไม่มีการเมือง


http://www.thairath.co.th/content/pol/208192