WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 12, 2011

"ในหลวง" พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ "นายกรัฐมนตรี" เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเป็นการส่วนพระองค์

ที่มา มติชน



วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2554 เวลา 17.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ห้องประชุม สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เป็นการส่วนพระองค์

รวมใจสู้น้ำท่วม

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ดูทีท่าอาจจะยืดเยื้อออกไปหลายเดือนทีเดียว

ด้วยปัจจัยหลายอย่างทั้งพายุที่ยังโหมกระหน่ำฟาดหางใส่เมืองไทยลูกแล้วลูกเล่า และมีแนวโน้มว่าจะมีพายุเพิ่มอีก

ปริมาณน้ำในหลายเขื่อนใหญ่อั้นไม่อยู่ ต้องเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำสาขา ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

ประเมินกันคร่าวๆ จะมีมวลน้ำมหึมากว่า 7 พันล้านลบ.ม.ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงเดือนนี้

ฉะนั้น จังหวัดที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาจึงกลายเป็นพื้นที่รับน้ำไปโดยปริยาย

พระนครศรีอยุธยาจึงประสบกับภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างรุนแรงอย่างที่เห็น

ล่าสุดนครสวรรค์ก็เกิดพนังกั้นน้ำแตก ทะลักเข้าท่วมเขตเมืองในพริบตา

แต่ที่ต้องจับตากันอย่างใจระทึกคือกรุงเทพฯ

คาดกันว่ามวลน้ำก้อนใหญ่จะเดินทางมาถึงเมืองหลวงในช่วงสัปดาห์นี้

ผสมโรงกับช่วงน้ำทะเลหนุน 13-15 ต.ค.

การระบายน้ำผ่านกรุงเทพฯลงสู่ทะเลเกิดอุปสรรคแน่ๆ

ถึงเวลานั้นอาจจะเห็นกรุงเทพฯจมน้ำอีกครั้ง

ทั้งเหตุผลเรื่องความแปรปรวนของธรรมชาติ ประกอบกับน้ำก้อนมหาศาลที่สะสมอยู่ก่อนหน้านี้

อาจทำให้สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้รุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปีของเมืองไทย

แต่ต้องยอมรับว่าการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ถือว่าทำได้ค่อนข้างดีในระดับหนึ่ง

การเปิดศูนย์ป้องกันอุทกภัยที่สนามบินดอนเมือง ถือเป็นหัวใจในการบริหารจัดการและแก้ปัญหาให้คล่องตัว

บูรณาการทุกภาคส่วนให้ไปในแนวทางเดียวกัน

การส่งรัฐมนตรีทั้งหมดลงพื้นที่บัญชาการป้องกันในจังหวัดสำคัญๆ ก็ช่วยให้การตัดสินใจฉับไวทันท่วงที

ที่สำคัญการออกทีวีพูลของนายกฯยิ่งลักษณ์เพื่อเตือนภัยพี่น้องประชาชนก็มีส่วนช่วย

เพราะการยืนยันว่ารัฐบาลยังควบคุมสถานการณ์ ไว้ได้

เป็นการป้องกันไม่ให้ประชาชนแตกตื่นโกลาหล !?

แต่ภัยพิบัติครั้งนี้ต้องการความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทั้งชาติ

ฝ่ายการเมืองควรหยุด ควรเลิกซ้ำเติมกันสักระยะ ระดมสรรพกำลังเข้าช่วยแก้ปัญหา

คนสีเสื้อต่างๆ หันมาร่วมมือกันซับน้ำตาผู้ประสบภัย

เชื่อว่าเมืองไทยคงผ่านภัยพิบัติครั้งนี้ได้ไม่ยาก

‘ยิ่งลักษณ์’ เผยในหลวงทรงห่วงประชาชน แนะเร่งระบายน้ำด้านตะวันออก

ที่มา ข่าวสด


วันที่ 12 ต.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า พระองค์ท่านทรงรับสั่งว่าในเรื่องของน้ำครั้งนี้มากจริงๆ กระทบและทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก พระองค์ทรงเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ และพระองค์ทรงให้ความสำคัญในการเร่งระบายน้ำทางด้านตะวันออกของกทม. ที่เรามีการเร่งระบายน้ำ และดำเนินการขุดคลองนั้น ก็คงต้องเร่งรัดในการขุดคลองเพื่อให้เกิดการระบายน้ำอย่างเต็มที่ ส่วนทางด้านทิศตะวันตกของกทม. ก็คงจะไปดูในส่วนของการหาพื้นที่ หรือคลองเพื่อระบายน้ำ ซึ่งตนจะไปสำรวจในวันที่ 13 ต.ค.นี้ เพิ่มเติม ทั้งนี้การระบายน้ำที่ดีที่สุดคือการระบายน้ำลงสู่ทะเล ดังนั้นการทำงานของประตูปิด-เปิดระบายน้ำถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องบริหารจัดการให้อยู่ในช่วงที่สัมพันธ์กับระดับน้ำทะเลที่ขึ้นลง

“พระองค์ท่านทรงเป็นห่วงประชาชนอย่างมาก ดิฉันก็ได้กราบทูลพระองค์ท่านในเรื่องที่เราได้มีการดำเนินการและสั่งการ ดูแลพี่น้องประชาชน” นายกรัฐมนตรี กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับบรรดารัฐมนตรี และคณะกรรมการ ศปภ.อีกครั้งซึ่งคาดว่าได้มีการนำเอากระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาแจ้งให้รับทราบและเร่งดำเนินการ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 12/10/54 เอางบฯ เยอะๆ แต่ไม่เอาการเมือง

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


แค่อ้าปาก ก็เผยสิ้น เห็นลิ้นไก่
ต้องจัดให้ สาสม อารมณ์หวัง
นี่แหละคือ เมืองวิปริต อนิจจัง
คิดโง่งั่ง แล้วย้อนยอก หลอกประชา....


งบก้อนโต ต้องจัดสรร ให้มันก่อน
คนทุกข์ร้อน เพราะขัดเคือง เรื่องศึกษา
ไม่สนงบ เร่งรัด เพื่อพัฒนา
ขอพวกข้า ได้อิ่มเอม เกษมใจ....


แม้นจัดซื้อ จัดจ้าง อำพรางเร้น
ใครหน้าไหน แอบเห็น เป็นเรื่องใหญ่
ก็มุบมิบ หยิบมอบ ตอบแทนไป
ช่างจัญไร แบบพอเพียง ทำเยี่ยงโจร....


พรบ. จากผลพวง ของบ่วงบาป
หวังตามงาบ ทำชั่ว ตามหัวโขน
ยิ่งไต่สูง..ยิ่งอิ่มแปล้ ไม่แพ้โลน
นี่แหละโจร ปล้นชาติ อนาถนัก....


เรื่องการเมือง บอกหลบไป ให้ไกลห่าง
คำกล่างอ้าง ยิ่งรู้เห็น เป็นประจักษ์
คนมันชั่ว ไร้สำนึก จึงยึกยัก
ต้องแตกหัก เชือดพวกมัน ให้บรรลัย....


๓ บลา / ๑๒ ต.ค.๕๔

บทความแปล: สงครามไฮเทคเพื่อพิทักษ์สถาบันเก่าแก่จากคำดูหมิ่น

ที่มา ประชาไท

โทมัส ฟูลเลอร์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ พาผู้อ่านเข้าไปดูเบื้องหลัง “วอร์รูม” ที่ใช้บัญชาการในการจัดการ “เว็บหมิ่น” ของประเทศไทย ในบทความแปล “สงครามไฮเทคเพื่อพิทักษ์สถาบันเก่าแก่จากคำดูหมิ่น”

ห้องอันปราศจากหน้าต่างแม้แต่บานเดียวแห่งนั้นตั้งอยู่ ณ สุดทางเดินอันสว่างไปด้วยไฟจากหลอดนีออกและซับซ้อนราวกับเขาวงกตภายในศูนย์ ราชการขนาดยักษ์แห่งหนึ่ง ภายในห้อง ผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์หลายชีวิตกำลังนั่งไล่ล่าหารูปภาพ บทความ ข้อความในเฟซบุค และสิ่งใดก็ตามในโลกอินเตอร์เน็ตที่อาจมีเนื้อหาดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งขององค์การที่มีชื่อว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ที่เพิ่งได้ขึ้นสู่อำนาจเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เลือกที่จะเรียกหน่วยงานนี้อย่างสั้นๆว่า “วอร์รูม” และ “วอร์รูม” แห่งนี้เองคือศูนย์บัญชาการแห่งปฏิบัติการขนานใหญ่และเฉียบขาดอันมีจุดมุ่ง หมายเพื่อขจัดข้อความดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ให้หมดสิ้นจากโลกอินเตอร์ เน็ต

หน่วยราชการยืนยันว่าจะขยายผลการดำเนินงานของปฏิบัติการล้อมปราบทาง อินเตอร์เน็ตครั้งนี้ต่อไปให้เข้มข้นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยการปฏิบัติงานนั้นดำเนินการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์จำนวน 10 นายเหล่านี้ ภายใต้การบังคับการของนายสุรชัย นิลแสง ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง “สารวัตรไซเบอร์”

“เรามุ่งมั่นต่อหน้าที่ของเราตรงนี้ เพราะเรารักและเทิดทูนบูชาสถาบันพระมหากษัตริย์” นายสุรชัยกล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์เป็นเวลาสองชั่วโมง นายสุรชัยและผู้ปฏิบัติหน้าที่คนอื่นๆยังได้พานักข่าวไปชมส่วนต่างๆใน “วอร์รูม” รวมทั้งบริเวณสำหรับเก็บคอมพิวเตอร์ซึ่งทางหน่วยงานได้ยึดมาจากผู้ต้องสงสัย ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีผู้สื่อข่าวเข้ามาเยี่ยมชมในศูนย์ปฏิบัติการแห่ง นี้

ไม่มีการอนุญาตให้บันทึกภาพแต่อย่างใด

การเยี่ยมชมครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นระดับความใหญ่โตของศึกออนไลน์ระหว่าง รัฐบาลไทยและบรรดาผู้คิดต่างในประเด็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และก็ได้แสดงถึงความคลุมเครือของมาตรฐานที่ใช้กำหนดว่า ข้อความหรือการกระทำใดบ้างที่ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นสถาบันฯกันแน่ ตามที่มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการดังกล่าวในประเทศไทยได้แสดงความเห็น ว่า การไล่ล่าความผิดในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเช่นนี้กำลังละเมิดสิทธิของ พลเมือง

รัฐบาลในหลายประเทศ โดยเฉพาะในจีนและสิงคโปร์ ต่างก็พยายามควบคุมข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเช่นกัน แต่ไม่มีที่ใดที่มีการควบคุมอินเตอร์อย่างออกนอกหน้าและตะบี้ตะบันแบบใน ประเทศไทย

ทีมผู้เชี่ยวชาญในวอร์รูมแห่งนี้ได้ปิดกั้นเว็บเพจเป็นจำนวนถึง 70,000 เพจในเวลาเพียง 4 ปี โดยส่วนใหญ่ – หรือประมาณ 60,000 เพจ – ถูกบล็อกด้วยข้อหาดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามที่เปิดเผยโดยนายสุรชัย (เว็บเพจอื่นๆส่วนมากถูกบล็อกคด้วยข้อหาอนาจาร)

นายสุรชัยยังได้อธิบายด้วยว่า ทุกครั้งที่จะมีการบล็อกหน้าเว็บ หน่วยงานของเขาจะต้องขอคำสั่งจากศาลก่อนเสมอ และศาลก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะออกคำสั่งในการบล็อกเว็บเหล่านี้เลยแม้แต่ครั้ง เดียว

เนื่องจากการอภิปรายประเด็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังเป็นสิ่ง ต้องห้ามในประเทศไทย และเป็นเรื่องที่คุยกันได้แต่ในระดับหลบๆซ่อนๆ จึงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจว่าจุดประสงค์ของข้อความโจมตีพระบรมวงศานุวงศ์ เหล่านั้นคืออะไรกันแน่ ไม่เคยมีการประท้วงในที่สาธารณะต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเลยตลอด เวลา 60 ปีที่พระองค์ทรงครองราชย์ แม้แต่ผู้ประท้วงต่อต้านอำนาจในสังคมที่แข็งกร้าวที่สุดก็ยังไม่เรียกตนเอง ว่าเป็นผู้นิยมสาธารณรัฐ

อย่างไรก็ตาม อินเตอร์เน็ต ก็ได้กลายเป็นแนวปราการที่ป้องกันการดูหมิ่นเหยียดหยามสถาบัน ที่กำลังเผชิญหน้ากับการไร้ความยำเกรงและการออกนอกกรอบของคนที่เกิดมาในยุค สมัยของเฟซบุ๊ก

ประชาชนไทยหลายคนอาจจะมีความเกรงกลัวมากเกินกว่าจะกบฏต่อปูชนียวาทกรรม หลักนี้ในที่สาธารณะ แต่พวกเขาสามารถเลือกที่จะแสดงข้อความจาบจ้วงต่อสถาบันมหาพระมหากษัตริย์ อย่างไม่คะนามือได้ในโลกอินเตอร์เน็ต โดยอาศัยความนิรนามของอินเตอร์เน็ตนั่นเอง

สุรชัยกล่าวว่า จำนวนเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นสถาบัน เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังการรัฐประหารในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 การรัฐประหารดังกล่าวก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทยอย่างชัดเจน และยังเป็นจุกำเนิดของคนเสื้อแดง ที่มีจุดยืนต่อต้านการแทรกแซงของทหารในการเมือง และสนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

สำหรับบุคคลภายนอกสังคมไทยแล้ว ประเทศไทยดูเป็นประเทศที่รักสนุกและไม่เข้มงวด เป็นประเทศที่นิติรัฐสามารถเอนอ่อนได้ดังต้นอ้อในสายลม แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ – หรือเรียกสั้นๆโดยคนไทยว่า “สถาบัน” – กลับเป็นเสาหินตั้งตระหง่านอยู่เหนือนิสัยใจคอแบบ “อะไรก็ได้” ของสังคมไทย คนไทยหลายคนกลายเป็นขึงขังขึ้นมาทันทีในเรื่องการพิทักษ์ไว้ซึ่งพระบารมี แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หลายคนกังวลใจต่อพระพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์จะทรงมีพระชนมายุถึง 84 พรรษาในเดือนธันวาคมที่จะมาถึงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราชมาเป็นเวลาสองปีติดต่อกันแล้ว และพระองค์ก็เสด็จออกสู่โลกภายนอกให้สาธารณชนได้เห็นน้อยลง

กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสามารถให้โทษจำคุกได้ถึง 15 ปีต่อผู้ที่ “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ซึ่งออกในปี 2550 โดยรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารอีกต่อหนึ่ง ก็คาดโทษจำคุกอีก 5 ปีสำหรับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร “โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิด ความตื่นตระหนกแก่ประชาชน”

นายสุรชัยเผยว่าบางกรณีก็ตัดสินได้ง่ายว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแน่นอน เช่น เขาไม่เคยลังเลที่จะบล๊อกเว็บเพจใดก็ตามที่มีรูปเท้าวางอยู่เหนือพระเศียร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันถือว่าเป็นการดูหมิ่นรุนแรงในวัฒนธรรมไทย นายสุรชัยยังอธิบายเพิ่มเติมว่า การใช้สรรพนามที่ไม่เหมาะสมนำหน้าพระนามขององค์พระเจ้าอยู่หัวก็ถือเป็นความ ผิดที่เห็นได้ชัดเช่นกัน นับว่าเป็นความซ่อนเงื่อนหนึ่งของภาษาไทยที่ไม่อาจแปลให้เข้าใจได้ (สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาไทย)

อย่างไรก็ตาม การไล่ล่าการหมิ่นพระบรมเดชนุภาพก็ซับซ้อนได้มากกว่านั้น “พวกนี้ชอบโพสต์คำเปรียบเปรยน่ะ” นายสุรชัยกล่าวเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยที่กระทำการหมิ่น “พวกเขามีรหัสลับใช้กันเอง”

รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณวอร์รูมแห่งนี้แล้ว และในเร็วๆนี้จะมีการเพิ่มระดับผู้ปฏิบัติงานจนสามารถดำเนินการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผู้เชี่ยวชาญในวอร์รูมเปิดเผยว่า ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพส่วนใหญ่โพสต์กันในเวลาหลังเที่ยงคืนและช่วง เวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนรุ่งสาง

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการปราบปรามข้อความหมิ่นฯเหล่านี้ได้ทำให้ประชาชนหลายคนในประเทศไทย วิตกกังวล ซึ่งพวกเขามองว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ต่างจากการล่าแม่มด นอกจากนี้ยังมีบรรดานักเขียน นักวิชาการ และศิลปินกลุ่มต่างๆที่ชี้ว่า กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสามารถถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างผิดๆได้

ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คณาจารย์ทั้งไทยและต่างชาติจำนวน 112 คนได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกที่มีเนื้อหาชี้แจงว่า การกวาดล้างทางอินเตอร์เน็ตที่กำลังดำรงอยู่เป็นภัยต่อ “อนาคตประชาธิปไตยในประเทศไทย” แก่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ใช้พื้นที่บทบรรณาธิการเมื่อเร็วๆ นี้แสดงความเห็นว่า พ.ร.บ. การกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ กำลังถูกใช้อย่างไร้การควบคุมและพิจารณา โดยวิจารณ์ไว้ว่า พ.ร.บ. ดังกล่าวได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดหรือบล๊อกเว็บไซต์นับหมื่นๆเว็บโดย ปราศจากหลักฐานที่ชี้ชัดถึงการกระทำผิด และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เว็บไซต์เหล่านั้นทั้งหมดจะทำผิดข้อหาหมิ่นพระ บรมเดชานุภาพจริง

มีกรณีหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ จิรนุช เปรมชัยพร ผู้ดูแลเว็บไซต์ “ประชาไท” ได้ถูกดำเนินคดีเนื่องมาจากบางข้อความที่โพสต์ในเว็บไซต์แห่งนั้นมีเนื้อหา ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จีรนุช อธิบายตนเองต่อศาลว่า ในวันหนึ่งๆนั้นเธอต้องอ่านข้อความจำนวนเป็นพันๆ ที่โพสต์ในเว็บไซต์และจัดการลบข้อความที่มีลักษณะหมิ่นฯเมื่อเธอพบเจอเข้า อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ฟ้องร้องกลับบอกว่า จีรนุชลบความเห็นเหล่านั้นไม่เร็วพอ

การพิจารณาคดีครั้งนี้ได้รับความสนใจจากบริษัทที่ทำธุรกิจในโลกอินเตอร์ เน็ตยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างGoogle, Yahoo และ Ebay ล่าสุด Asia Internet Coalition อันเป็นสมาคมร่วมของอุตสาหกรรมธุรกิจในอินเตอร์เน็ตซึ่งก่อตั้งร่วมกันโดย บริษัทเหล่านั้น ได้ออกแถลงการณ์เมื่อเดือนที่แล้วว่า การบังคับใช้กฏหมายของ พรบ. คอมพิวเตอร์ดังกล่าว อาจจะส่งผลให้บริษัทที่ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตปฏิเสธที่จะทำธุรกิจใน ประเทศไทยได้

“เมื่อมีการนำเอาสื่อกลางของการใช้อินเตอร์เน็ตมารับความผิดชอบแทนผู้ใช้ อินเตอร์เน็ตเช่นนี้ กรณี (จีรนุช) อาจถือได้ว่าเป็นการตั้งตัวอย่าง (การดำเนินคดี) ที่อันตรายและสามารถมีผลต่อเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศ” สมาคมกล่าวไว้ในแถลงการณ์

ภายในวอร์รูม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าพวกเขากำลังถูกกดดันจากทุกฝ่าย สำนักงานของพวกเขาได้รับการร้องเรียนทางอีเมลล์ประมาณ 20-100 ฉบับต่อวัน อีเมลล์เหล่านั้นแบ่งฝ่ายกันดังเช่นสังคมไทย บ้างก็สนับสนุน บ้างก็ต่อต้านปฏิบัติการของวอร์รูม

ผู้สนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์บางกลุ่มก็มีจุดยืนที่สุดโต่ง เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้ นางฟ้างาย คำอโศก สตรีผู้หนึ่งจากประเทศไทยภาคเหนือ ได้ล่ารายชื่อจำนวน 130,000 รายชื่อเพื่อสนับสนุนให้ยกเลิกระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบันของประเทศไทย และแทนที่ด้วยรัฐบาลอันประกอบด้วย “ความดีและคุณธรรม” ที่พระราชทานโดยพระมหากษัตริย์แทน
ฟ้างาย เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกเมื่อพูดคุยเกี่ยวกับการรณรงค์ครั้งนี้ของเธอ “เราได้เห็นว่าในหลวงท่านทรงเสียสละเพื่อชาวเรา” เธอกล่าวในการสัมภาษณ์ “เรามีความรักในจิตวิญญาณของเราแด่พระองค์ท่าน พระองค์ทรงเป็นเหมือนเทพองค์หนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม ในอีกฟากหนึ่งคือการขานตอบกฏหมายอันจำกัดสิทธินี้ด้วยการเสียดสี ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการกระทำผิดทางอินเตอร์เน็ต 24 ชั่วโมงที่ก่อตั้งโดยรัฐบาลในปี 2552 ได้รับการโทรเข้ามาร้องเรียนหลายสิบครั้งต่อวัน
แต่ปรากฏว่าการโทรเหล่านี้หลายครั้งก็ไม่ได้จริงจังแต่อย่างใด

“90% ที่โทรเข้ามาคือโทรมาแกล้งเล่น” ณัฐ พยงค์ศรี ผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์คนหนึ่งในห้องกล่าวกับผู้สื่อข่าว
นายสุรชัย ผู้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าของทีมในวอร์รูม เปิดเผยว่าเขาต้องถามหาคำชี้แนะจากผู้บังคับบัญชาอีกต่อหนึ่งเสมอๆ โดยนายสุรชัยใช้โปรแกรมชื่อว่า “แมงมุม” ที่สร้างขึ้นมาสำหรับการนี้โดยเฉพาะในการท่องไปตามโลกอินเตอร์เน็ตและแจ้ง ให้ทราบถึงเนื้อหาที่อาจเข้าข่ายดูหมิ่นเบื้องสูง จากนั้น เขาจึงปรึกษากับหน่วยทหารพิเศษที่ประจำการ ณ พระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อพิจารณาความร้ายแรงของแต่ละเนื้อหา

“เมื่อผู้บังคับบัญชาเหล่านี้พิจารณาแล้วตัดสินใจให้บล็อก เราก็ต้องทำการบล็อกตามคำสั่ง” นายสุรชัยกล่าว

ตรงบริเวณทางเข้าวอร์รูมแห่งนี้ นายสุรชัยได้นำเอารูปเคารพที่แกะสลักไม้เป็นรูปนักรบจีนโบราณมาตั้งไว้ รูปเคารพนั้นทำท่ากวัดแกว่งง้าวเป็นอาวุธ

รูปเคารพดังกล่าวคือ กวนอู เทพอันเป็นตัวละครหนึ่งในวรรณคดีจีน “สามก๊ก” เสมือนเป็นเครื่องแสดงออกถึงความตั้งใจที่จะปกปักรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหา กษัตริย์ของนายสุรชัย เขาอธิบายว่า กวนอู คือเทพแห่งความซื่อตรงและซื่อสัตย์ และยังเป็นสัญลักษณ์ของนักรบที่ห้อมล้อมไปด้วยสังคมอันแตกแยกอีกด้วย

“หลายคนปฏิเสธที่จะมารับหน้าที่ตรงนี้” นายสุรชัยกล่าว “ไม่ว่าจะถูกหรือผิด คนที่โดนว่าทั้งขึ้นทั้งล่องก็คือพวกเราอยู่ดี”

ใบหน้า ‘พฤษภา 53’ : (2) เห็นเขาไหม? ในกองเพลิงเซ็นทรัลเวิร์ล ตอน 2

ที่มา ประชาไท

ชื่อเรื่องเดิม: เรื่องของอาร์ต
โดย เพียงคำ ประดับความ

หมายเหตุ:

สารคดีชุดนี้เป็นร่างแรกของ หนังสือ "วีรชน 19 พฤษภา: คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต" ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมและจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อ่าน โดยจะสัมภาษณ์ครอบครัวผู้เสียชีิวิตเพื่ิอรวบรวมเรื่ิิองราวที่สะท้อนถึงตัว ตนของประชาชนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 14-19 พฤษภาคม 2553 ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนข้อมูลเบื้องต้นเป็นอย่างดียิ่งจากคุณพเยาว์ อัคฮาด และประชาไท และยังยินดีเปิดรับข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อติดต่อสัมภาษณ์ครอบครัวของผู้เสีย ชีวิตให้ครบเท่าที่จะเป็นไปได้ หากท่านใดมีข้อแนะนำ สามารถติดต่อได้ที่ readjournal@gmail.com


ความเดิมตอนที่แล้ว

6

วันรุ่งขึ้นเราเดินทางกลับไปที่บ้านหนองค้างไฟอีกครั้ง เพื่อพบกับ นางประภาพร สมสุข หรือ “ไน้” แม่ของอาร์ต

หญิงกลางคนผิวขาว รูปร่างท้วม รีบเดินออกมาทักทาย เธอใส่เสื้อยืดสีแดง ด้านหน้าสกรีนตัวหนังสือเป็นรอยนูนว่า “ไอ้ที่ตายคือรากหญ้า ไอ้ที่ฆ่าคือ...” บอกความเข้มข้นของสีเสื้อ

เธอชวนเรานั่งตรงที่นั่งเมื่อวาน แล้วเรื่องของอาร์ตก็ถูกเล่าผ่านมุมมองของคนเป็นแม่อีกครั้ง

“น้องอาร์ตเข้าไปชุมนุมไม่ถึงสามเดือนนะ เขาก็เสียชีวิต” นางไน้เริ่มต้นเล่า

ในการรับรู้ของแม่ คืออาร์ตเข้าไปร่วมชุมนุมหลังเพื่อนในหมู่บ้านไปแล้วกลับมาเล่าให้ฟัง จึงลองไปบ้าง จากนั้นก็ไปจนไม่ยอมหันหลังกลับมาอีกเลย

“เด็กวัยุร่นสมัยนี้เขาฉลาดนะ ขนาดพ่อแม่ยังไม่รู้เรื่องเลยว่าเสื้อแดงคืออะไร นปช.คืออะไร เราทำงานงกๆ อยู่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้ดูทีวี พอน้องอาร์ตไป เขาก็กลับมาเล่าให้ฟัง แม่...ที่เขาไปกันน่ะ แม่รู้มั้ยว่าไปเพื่ออะไร เขาไปทำไมล่ะอาร์ต แม่ก็ถาม เขาไปเรียกร้องประชาธิปไตย เขาไปเรียกร้องความถูกต้อง รัฐบาลนี้ทำไม่ถูก แม่ไปนะ คนเยอะแยะ มีแต่รุ่นแม่เลย สนุก แม่ก็เป็นคนชอบสนุกเหมือนน้องอาร์ตแหละ พอลูกบอกแม่ก็อยากไป แต่ไปไม่ได้ งานมันเยอะ เราต้องรับผิดชอบหลายอย่าง ก็ได้แต่บอก ระวังตัวหน่อยนะลูกถ้าไป วัยรุ่นมันใจร้อนไง แต่น้องอาร์ตพูดจริงๆ เขาก็ไม่ค่อยเป็นคนใจร้อนเท่าไหร่ เขาเป็นคนใจเย็น แต่เป็นเด็กที่รักสนุก ชอบสนุกสนานตามประสาเขา แม่ก็เข้าใจ”

นางไน้ว่าลักษณะเด่นของลูกชายคนนี้คือเป็นคนพูดเก่ง พูดเพราะ สุภาพ และชอบเรียนรู้ เคยไปเป็นดีเจจัดรายการวิทยุด้วย ตอนเรียน ม.3 เป็นกิจกรรมหารายได้พิเศษหลังเลิกเรียน แต่ทำได้ไม่นานก็หยุด เพราะแม่อยากให้ตั้งใจเรียน อาร์ตเป็นคนเรียนเก่ง เคยสอบได้ทุนของทักษิณถึงสองครั้ง ครั้งละห้าหกพันบาท

“แต่น้องอาร์ตเรียนไม่ทันจบหรอก ตอนนั้นแม่ลำบาก ลุงเขาป่วยหนัก เป็นเบาหวานโดนตัดขา แม่ต้องไปเฝ้าลุงที่โรงพยาบาลนานหลายเดือน เป็นครึ่งปี ทีนี้งานมันเยอะ พ่อเขาทำอยู่กับน้องเขาสองคนก็ไม่ไหว น้องอาร์ตเขาเห็นความลำบากของพ่อแม่ เลยมาบอกแม่ว่าอยากไปทำงานช่วยพ่อ แม่ก็ว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยมาเรียนต่อก็ได้”

“เขาเป็นคนใฝ่หาความรู้นะ เป็นเด็กดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นคนที่พึ่งได้เลยแหละ ช่วยพ่อแม่ได้สูงเลย เด็กสิบเก้าปีในบ้านนี้ไม่มีใครรู้จักทำนาหรอก แต่น้องอาร์ตทำได้ทุกอย่าง น้องชายเขายังไม่รู้เลยว่านาตัวเองอยู่ตรงไหน แต่น้องอาร์ตรู้หมด เพราะไปทำกับพ่อแม่ตลอดตั้งแต่เล็กจนโต เขาเป็นเด็กที่ร่าเริงแจ่มใส หน้าตาดีด้วย อัธยาศัยดี ตอนทำงานที่กรุงเทพฯ ไปสมัครงานในห้าง ไปกับเพื่อนหลายคน เพื่อนเขาไม่ผ่าน แต่น้องอาร์ตผ่านหมด แต่เขาจะทำงานที่ไหนไม่นาน เพราะชอบหาประสบการณ์ สามเดือนออก เอาเพื่อนเข้า ตัวเองก็ออกไปเรื่อยๆ แล้วตอนหลังพ่อกับแม่งานเยอะ ก็เลยให้เขามาช่วยตัดรองเท้า น้องอาร์ตเขาก็เป็นช่างแล้ว ทำได้หมด ทั้งรองเท้าหนัง รองเท้าแตะ ส่วนใหญ่จะทำรองเท้าที่พวกข้าราชการใส่กันน่ะ เวลาเขาจะออกไปชุมนุม แม่ก็ให้น้องชายเขามาช่วย ปล่อยให้น้องอาร์ตไป”

การชุมนุมครั้งนั้นกินเวลายาวนาน ระยะแรกอาร์ตยังไปๆ กลับๆ เมื่อออกจากที่ชุมนุม เขาแวะไปหาพ่อแม่ที่โรงงานบ้าง กลับบ้านที่ราษีไศลบ้าง ดูเหมือนระหว่างนั้นเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ลูกได้สนทนากันเรื่องการเมือง ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

“พ่อแม่โทรหาเขาตลอด ก็ถามเขาอยู่ว่าไปแล้วกินยังไงอยู่ยังไง เขาก็บอกคนเสื้อแดงเขารักกันแม่ มีอะไรเขาก็แบ่งกันกิน เรื่องอาหารการกินมีเยอะแยะ มีคนเอามาให้ เขาจะบอกแม่อย่างนี้ แม่ก็ เออ หายห่วง

“ตอนแรกก็รู้แค่ว่าเขาไปชุมนุม แต่พอพักหลังมา มีเพื่อนเขามาบอกว่าน้องอาร์ตเป็นการ์ดด้วย แม่ยังถามอยู่ว่า น้องอาร์ต...การ์ดนี่มีกี่คน เขาก็ว่าคนในบ้านเรา วัยรุ่นเขาให้เป็นการ์ดหมด การ์ดนี้หมายถึงอะไร แม่ก็ไม่เข้าใจ การ์ดก็คือคนที่อยู่ข้างหน้าเสื้อแดง ใส่ชุดดำป้องกันภัยเวลามีเหตุอะไรเกิดขึ้น แม่ก็ว่า งั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ตายก่อนสิ แม่ยังเคยพูดเล่นกับเขาอยู่นะว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นพวกมึงตายก่อน พวกมึงอยู่ข้างหน้า น้องอาร์ตยังบอกแม่อยู่ว่า แม่...ถ้าตายแล้วบ้านเมืองมันเจริญมันก็น่าตายเนาะ แม่ก็ไม่นึกว่ามันจะมีอย่างงี้เกิดขึ้นจริงๆ”

เส้นทางการต่อสู้ของเด็กหนุ่มจากอำเภอราษีไศล เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้า-ราชดำเนิน -- 10 เมษายน

“ตอนสิบเมษา น้องอาร์ตยังเล่นสงกรานต์อยู่ที่บ้านนี้นะ เขาไม่ได้ไป คนในบ้านนี้กลับมาหมด คือมันจะไปเป็นชุดๆ เป็นหมู่บ้าน ช่วงนั้นบ้านหว้านไม่ได้ไป เขาก็อยู่สังสรรค์งานวันสงกรานต์กัน แต่หลังจากที่เพื่อนของพวกเขาโดนยิงตายตอนสิบเมษา พวกเขาจะไปกันแบบไม่กลับมาเลย ไปกันแบบไม่ห่วงบ้านห่วงอะไรอีกเลย”

7

เมื่อลูกเข้าไปกินนอนฝังตัวอยู่ในที่ชุมนุมแบบไม่ยอมกลับออกมาอีก หัวอกพ่อแม่ที่คอยฟังข่าวอยู่ข้างนอก มีแต่ความกระวนกระวายใจ คุยกันเมื่อวาน พ่อของอาร์ตไม่ได้เล่าว่าเขาเคยเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อ เกือบยี่สิบปีก่อน ที่สนามหลวง นั่นยิ่งทำให้เขากังวลมากเป็นทวีคูณ นางไน้เล่าว่า

“พ่อเขาเคยเป็นทหารเกณฑ์ ตอนนั้นที่มันเกิดเรื่องที่สนามหลวง น้องอาร์ตเกิดแล้วล่ะ แต่ยังเพิ่งขวบกว่า พ่อเขาต้องไปปฏิบัติหน้าที่ที่นั่นด้วย แต่เขาไม่ได้ยิงใครหรอก เขาบอกว่ามันอันตรายนะ เรียกลูกออกมาเลย เขากลัวมันจะเป็นเหมือนตอนนั้น เราก็โทรบอกลูกให้ออกมา น้องอาร์ตก็บอก แม่...ไม่ต้องห่วงผมหรอก เพื่อนผมเยอะ คนบ้านเราก็มี คนแก่ก็มีเยอะ เขาคงไม่กล้ายิงหรอก ไม่ต้องกลัวหรอก คือเขาจะสู้ แม่รอก่อนนะ ใกล้จะชนะแล้ว ใกล้จะยุบสภาแล้ว ถ้ายุบแล้วนายกทักษิณเข้ามา พวกผมทำงานก็ได้เงินเดือนดีๆ ทำงานดีๆ แม่ก็ไม่ต้องลำบาก เออเนาะ เมื่อก่อนตอนนายกทักษิณอยู่พวกเราสบาย เศรษฐกิจดี งานก็ดี เงินก็ดี หนี้ก็ไม่มี เด็กก็เรียนดี ยาเสพติดก็ไม่มี อะไรก็ไม่ต้องเป็นห่วง พอสองปีนี้เห็นมั้ย ไม่วรู้อะไรต่ออะไร ยาม้าก็ระบาดไปทั่วบ้านทั่วเมือง พี่ไม่เคยรู้จักว่ายาม้าเป็นยังไงยังรู้เลย

เมื่อบอกเตือนแล้วลูกชายไม่ฟัง สองสามีภรรยาจึงทำได้เพียงเฝ้าคอยฟังข่าวจากคลื่นวิทยุของคนเสื้อแดงอยู่ที่โรงงานรองเท้า

ช่วงนั้นสถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี มีการปะทะกันที่นั่นที่นี่เกิดขึ้นเป็นระยะ

“แม่ก็ฟังอยู่ คอยเชียร์เขาอยู่ ตอนนั้นวิทยุบอกว่าตอนนี้ทหารอยู่จุดนั้นจุดนี้ แต่ข่าวก็ออกว่าคนอีสานเข้าไปเยอะ ไปช่วยจุดนั้นจุดนี้ แม่ก็คิดว่าคนเข้าไปช่วยเยอะ คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ลูกเราคงไม่เป็นไรหรอก”

หลังเสธ.แดง ถูกซุ่มยิง ปฏิบัติการกระชับพื้นที่ก็เดินหน้าเข้าสู่ความรุนแรงเต็มพิกัด มีการปะทะกันหนักในหลายจุด

“พอเสธ.แดงโดนยิง พ่อกับแม่โทรไป น้องอาร์ตบอก แม่ๆ ตอนนี้อย่าเพิ่งโทรมานะ ผมกำลังหาที่กำบังอยู่ แม่ก็เลยพยายามไม่โทร ก็บอกเขาว่าเอาตัวให้รอดนะลูก ระวังดีๆ ดูซ่อนให้ดีๆ เขาก็บอกไม่เป็นไรหรอกแม่ ไม่ต้องเป็นห่วง เราก็ดีใจว่าลูกเราไม่เป็นไรเนาะ แต่พอหลังจากนั้นน้องอาร์ตไม่โทรออกมา แม่ก็ติดต่อไม่ได้ หายไปสามวัน แม่ก็ใจหาย ทำไมน้องอาร์ตไม่โทรมานะ ก็บอกกับพ่อเขาว่าติดต่อไปหาหัวหน้าเขาหน่อย พอติดต่อไป หัวหน้าเขาก็บอกว่า ไม่เห็นนะ พ่อเขาโทรไปบ้านที่ราษีฯ น้องอาร์ตก็ไม่ได้กลับไป ตอนนั้นพี่รู้สึกว่าพี่ขวัญหายแล้ว ทำงานไม่เป็นที่แล้วล่ะ ไม่อยากทำแล้วงาน ข้าวก็ไม่อยากกิน พ่อเขาก็เหมือนกัน ก็คุยกันกับพ่อเขา ว่าจะออกไปตามลูก แต่โทรหาญาติพี่น้องที่อยู่ใกล้ๆ แถวคลองเตยแถวอะไร เขาบอกออกไปแล้วทหารมันยิงปืนใส่ อย่าออกมา พี่ก็เลยได้แต่ภาวนาว่า ขอให้ลูกเราอย่าเป็นอะไรเลย หลายวันโทรหาใครก็ไม่มีใครเห็น ถ้าลูกตายก็คงจะเน่าแล้วล่ะ พี่ก็พยายามทำใจ โทรถามเพื่อนๆ ที่ไปด้วย เขากลับออกมากันหมดแล้ว เขาว่าเขาก็ชวนน้องอาร์ตออกมา แต่น้องอาร์ตบอกว่าเขาไม่กลัวตายหรอก ใครกลัวก็กลับก่อน เขายังไม่กลับ ฝากบอกพ่อกับแม่ด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง แม่ก็พูดกับพ่อเขาว่าทำยังไงดีล่ะๆ ถึงจะเอาลูกออกมาได้ จนพ่อเขาบอก แล้วแต่มันจะเกิด อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด”

ไม่เพียงบอกให้พี่ป้าน้าอาในหมู่บ้านกลับมาก่อน แต่อาร์ตยังเอาพระเครื่องของหลวงปู่ที่ครอบครัวนับถือ ซึ่งพ่อกับแม่ให้ไว้ติดตัวไว้ และอาร์ตเคยเอาไปด้วยทุกครั้ง ฝากป้าคนหนึ่งกลับมาคืนพ่อกับแม่ด้วย เมื่อรออยู่หลายวันยังติดต่อลูกชายไม่ได้ นางไน้ตัดสินใจประกาศหาลูกชายผ่านวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงที่ฟังอยู่

“พี่จดเบอร์โทรคลื่นวิทยุ แล้วโทรเข้าไปถามหาน้องกิติพงษ์ สมสุข ชื่อเล่นอาร์ต ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ หรือเขาอยู่ตรงนั้น ให้โทรกลับหาแม่หน่อย แม่เป็นห่วง ที่เวทีเขาก็ประกาศจริงๆ นะ สดๆ เลย ประกาศตั้งสามครั้งแน่ะ หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง น้องอาร์ตก็โทรกลับมา บอก...แม่ ตอนนี้ผมปลอดภัย แม่ก็ถามว่าอยู่กับใคร เขาบอกอยู่กับการ์ดแหลมฉบัง การ์ดพระองค์ดำ เป็นคนบ้านอื่น แต่เขาก็ดี เราก็บอกให้ลูกออกมา น้องอาร์ตบอกตอนนี้มันออกไม่ได้ เขาตรวจบัตรประชาชน ถ้ารู้ว่าเราเป็นเสื้อแดงเขาจะฆ่าทิ้ง แม่ก็เลย เออ งั้นไม่ต้องออกมาหรอก อยู่ในนั้นแหละ หลบให้ดีๆ ระวังตัวเองด้วย แม่ก็บอกเขา แต่เขาก็โทรหาพ่อแม่ตลอดนะ ตั้งแต่วันนั้น แม่ก็ดีใจ เออ ทำงานอย่างปกติ”

แต่หายใจทั่วท้องได้เพียงไม่กี่วัน ก็ต้องมานั่งขวัญหายกันหนักกว่าเก่า เมื่อสถานการณ์ดำเนินไปถึงจุดแตกหัก

“ช่วงนั้นพี่ไม่เป็นอันทำงานหรอก นั่งอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีความสามารถที่จะเข้าไปช่วยลูก อยากเข้าไป แต่มันเข้าไปไม่ได้ พอวันที่สิบเก้า มันรุนแรงมาก วันนั้นมีเรื่องอะไรต่ออะไร ไฟก็ดับ โทรศัพท์ก็ตัด อะไรก็ตัดทุกอย่าง เขาประกาสเคอร์ฟิวใช่มั้ย ติดต่อใครก็ไม่ได้ ตายแล้ว พูดกับพ่อเขา ทำไงๆ ลูกทั้งคนนะ เถ้าแก่ที่โรงงานก็บอกว่า ไปตามมั้ย ผมจะพาไป เถ้าแก่เขาก็รักอาร์ต พี่ก็อยากไป แต่พอโทรออกมาหาใครเขาก็บอกอย่าเข้าไปเลย ทหารมันเยอะ มันยิงจริงๆ นะ ถ้าเข้าไปบริเวณนั้นมันยิงหมด พี่ก็เลยทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ขอให้ลูกเราปลอดภัย”

วันนั้นหลังแกนนำเสื้อแดงเดินทางไปมอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในช่วง บ่าย สลายเวทีแล้ว พ่อแม่ของอาร์ตโทรติดต่อหัวหน้าการ์ดของลูกชายได้

“เขาบอกตอนนี้เขาอยู่ในวัดแล้ว พี่ก็ถาม แล้วอาร์ตล่ะ เขาบอก อาร์ตยังไม่เห็นนะ แต่หลังจากนั้นประมาณยี่สิบนาทีหรือครึ่งชั่วโมง น้องอาร์ตก็โทรมา บอกว่า แม่ๆ ผมปลอดภัยแล้วนะ ตอนนั้นเขาก็พูดปกติ ไม่ได้มีท่าทางตื่นเต้นหรือกลัวอะไรเลย เขาบอกว่าแม่...ตอนนี้ผมอยู่ในวัดเรียบร้อยแล้ว อยู่กับลูกพี่ เดี๋ยวผมจะออกไปหาแม่นะ พี่ก็บอกว่าอย่าเพิ่ง ให้รอก่อน รอให้ตำรวจกาชาด หรือ ส.ส.พรรคเพื่อไทยออกไปรับก่อนแล้วค่อยออกมา เสื้อผ้าสีดำหรือบัตรการ์ด บัตร นปช.โยนทิ้งให้หมด เขาก็บอกว่า แม่...ทิ้งหมดแล้ว ตานี้จะเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เขาจะใส่ชุดใหม่ ไม่ใส่ชุดดำไม่ใส่ชุดการ์ดแล้ว แม่ก็ว่าเออ อยู่ในวัดแล้ว ปลอดภัยแล้ว ก็เออ ไม่ต้องเป็นห่วง เราก็สบายใจ”

หลังจากนั้นญาติที่บ้านราษีไศลโทรมาถามข่าวอาร์ตกันให้วุ่น นางไน้จึงโทรหาลูกชายอีกครั้ง

“พอโทรไปอีก หัวหน้าเขาบอกว่าน้องอาร์ตอาบน้ำแต่งตัวอยู่ แม่ก็ว่า ช่วยบอกให้น้องอาร์ตโทรไปหายายหน่อย โทรไปหาป้าหน่อย เขาเป็นห่วง ทุกคนเป็นห่วงหมดใช่มั้ย หลังจากนั้นซักประมาณไม่ถึงยี่สิบนาที พ่อเขาโทรไปหาอีก จะถามว่าตอนนี้อยู่ยังไง เป็นยังไงบ้าง คราวนี้หัวหน้าเขาบอก ตอนนี้น้องอาร์ตไม่อยู่นะ ไปไหนไม่รู้ อ้าว แม่เริ่มใจหายอีกแล้ว ก็บอกให้เขาช่วยตามหาให้หน่อย ลูกพี่เขาก็ไปตามหา ไปดูในห้องน้ำก็ไม่เจอ เห็นเขาว่าน้องอาร์ตบอกจะออกไปซื้ออะไรกินกัน มีเพื่อนมาชวน แม่ก็บอก อ้าว จะไปหาอะไรกินได้ไง ตอนนี้มันยังไม่สงบเลย มีทหารอยู่ตรงนั้นรึเปล่าก็ไม่รู้ แม่ก็บอกลูกพี่เขาให้ออกไปตาม เขาบอก พี่...ผมไม่กล้าออกไปหรอก พี่เลยบอก งั้นถ้าน้องกลับมา บอกให้โทรหาพี่ด้วยนะ เขาก็ว่าครับๆๆ พอสักพักหนึ่งพ่อเขาโทรไปอีก พี่...ยังไม่กลับมาเลย เอาแล้ว พี่อยู่ไม่ได้แล้ว ตอนนั้นพี่รู้สึกอยู่ไม่ติดบ้านแล้ว เอาไงล่ะ ก็ไปบอกเถ้าแก่ เถ้าแก่...ตอนนี้อาร์ตมันออกมาจากวัดแล้ว ไม่รู้มันออกไปไหน ลูกพี่มันตามหาไม่เจอ อ้าว เกิดเรื่องแล้วมั้ยอาร์ตเอ้ย เถ้าแก่ว่า อันตรายแล้วอย่างงี้ ไม่ได้แล้วนะ เอาไงกันเล่า ก็โทรหาลูกพี่เขาอีก เขาก็บอกว่า ตอนนี้อาร์ตยังไม่กลับมาเลย เขาออกจากวัดไปประมาณห้าโมงเย็น ตอนนั้นเซ็นทรัลเวิลด์ถูกเผาแล้ว แต่มันยังไม่ไหม้เท่าไหร่ เราฟังข่าวอยู่ มันกำลังไหม้ชั้นล่าง ยังไม่ได้ขึ้นไปข้างบน”

“หลังจากนั้นประมาณสามสิบนาที เพื่อนของอาร์ตที่บ้านอยู่ข้างวัด (บ้านหว้าน) โทรมาบอกว่าน้องอาร์ตโทรหาเขา คงไม่กล้าโทรมาหาแม่ กลัวเราจะว่า กลัวว่าแม่จะตกใจ เขาโทรไปบอกเพื่อนว่า พี่กลอย...ตอนนี้ผมติดอยู่ในห้างเซ็นทรัลเวิลด์นะ บอกคนมาช่วยผมหน่อย ผมหายใจไม่ออก ซักพักหนึ่งโทรศัพท์ก็ตัด คงจะหายใจไม่ออก วันนั้นน้องอาร์ตเขาโทรไปหลายที่นะ แต่ไม่ยอมโทรมาหาพ่อแม่ คิดดูซิ เขาโทรหาแฟนเก่าที่อยู่ราษีฯ ด้วย บอกให้ช่วยบอกคนที่บ้านที่เป็นแกนนำให้ไปหา ส.ส.หรือตำรวจกาชาดหรือใครก็ได้ ให้ไปช่วยหน่อย เขาบอกเขาอยู่โซนสี่ชั้นสี่ เขาบอกหมดนะ แต่ตอนโทรหาพี่สาวที่ชื่อกลอยไม่ยอมบอกว่าอยู่ตึกไหนชั้นไหน แฟนเก่าคนนี้ก็ไม่นึกว่ามันจะเป็นอย่างนี้ไง เลยไม่ได้บอกใคร พอมาเปิดเผยทีหลัง ตอนน้องอาร์ตเสียชีวิตแล้ว เขาจะฆ่ามันทิ้งอยู่ มันไม่ยอมบอกแต่ทีแรก มันก็ร้องไห้เสียใจว่ามันไม่ได้บอก ถ้าแฟนเก่าคนนี้พูดว่าน้องอาร์ตอยู่ตึกนั้น โซนสี่ชั้นสี่ เขาช่วยได้นะ พวกตำรวจดับเพลิงเขาบอกเขาช่วยได้อยู่ ถ้ารู้ว่าโซนไหน”

นางไน้เชื่อว่า ที่ลูกชายไม่โทรหาตนและสามีในช่วงสุดท้ายของชีวิต เพราะไม่ต้องการให้พ่อแม่เป็นห่วง และยังเชื่อว่า ที่ลูกชายออกมาจากวัดในเย็นวันนั้น เพราะตั้งใจจะออกมาหาพ่อกับแม่

“ที่เขาบอกว่าจะไปซื้ออะไรกินน่ะ เขาไปเจอกับรถทหาร วัดมันจะหันหลังใส่กันใช่มั้ย นี่ตึก นี่วัด พี่ไปสำรวจมาแล้ว น้องอาร์ตเขาออกทางประตูหลัง มันเป็นซอยไปติดเซ็นทรัล มีทางออกไป กระเป๋าเป้ก็เตรียมไปหมด คงกะจะออกมาหาแม่นี่แหละ ไม่ได้จะไปซื้ออะไรกินหรอก ไปด้วยกันเยอะนะ ไม่ได้ไปคนเดียว นึกว่ามันเงียบแล้วไง แต่ออกไปเจอทหาร แล้วโดนไล่ยิงเข้าไปในตึก เขาโดนทหารไล่ยิง (เน้นเสียงช้าและหนัก) น้องอาร์ตน่ะ ที่พี่รู้ว่าเขาออกไปเจอทหาร เพราะเขาเล่าให้เพื่อนที่เขาโทรไปหาฟัง น้องอาร์ตวิ่งขึ้นข้างบนเพราะเขาชุมนุมอยู่ตรงนั้น เขาจะรู้ว่าตรงไหนมีโทรศัพท์ เขาตั้งใจจะขึ้นไปโทรศัพท์บอกให้คนรู้ว่าพวกเขาโดนทหารไล่ยิงเข้าไปในตึก แล้วออกมาไม่ได้ มันยิงสกัดอยู่ ไฟก็ไหม้ ติดอยู่ในนั้นหลายคน อยู่ข้างล่างห้องใต้ดินอีกสิบกว่าคน น้องอาร์ตบอกอย่างนี้ ความจริงเลยนะ ที่เขาบอกว่าให้หาคนมาช่วย ไม่งั้นพวกพี่จะรู้เหรอว่าเขาติดอยู่ในตึก”

เมื่อรู้ว่าลูกติดอยู่ในตึกที่ไฟกำลังลุกไหม้ นางไน้กับสามีพยายามดิ้นรนหาคนเข้าไปช่วยลูก

“โทรไปทางไหนเขาก็ว่าเข้าไปไม่ได้ จนไม่รู้จะโทรหาใครแล้ว ไม่รู้จะพึ่งใครแล้ว ทางบ้านก็วิ่งกัน ไม่รู้จะช่วยยังไง ช่วยไม่ได้ โทรไปเขตปทุมวัน เขาก็บอกให้โทรไปที่ตำรรวจดับเพลิง แล้วก็เอาเบอร์มาให้ พี่ก็โทรไป ตอนนั้นตำรวจดับเพลิงอยู่ตรงเซ็นทรัลเวิลด์พอดี เขาบอก ประมาณห้าโมงผมให้คนออกไปจากตึกหมดแล้วนะ ไม่มีใครแล้วนะพี่ แล้วน้องเขาจะไปติดได้ยังไง เราก็บอก น้องเขาโดนไล่เข้าไปตอนสี่โมงกว่าๆ หรือห้าโมงนี่แหละ เขาโทรออกมาบอกว่าเขาติดอยู่ในตึก ให้หาคนไปช่วยหน่อย เขาหายใจไม่ออก ตำรวจดับเพลิงถามว่า น้องเขาติดอยู่ชั้นไหน พี่ก็ได้แต่ร้องไห้ ทั้งพูดทั้งร้องใช่มั้ย ไม่รู้ว่าลูกอยู่ชั้นไหน รู้แต่อยู่ในตึก พี่ก็บอกแต่ว่าอยู่ในตึก ไปช่วยหน่อย...จนประมาณสองสามทุ่มน่ะมั้ง ตำรวจดับเพลิงเขาบอก พี่...ทำใจเถอะ ตอนนั้นมันค้นไม่ได้แล้ว มันลุกไหม้แล้ว ถ้ามันมีชีวิตอยู่มันก็คง...พี่ว่าคงไม่มีแล้วล่ะ คงหมดแล้วล่ะ เพราะเขาไม่โทรออกมาแล้ว มันเงียบแล้ว โทรศัพท์หลุดตั้งแต่คุยกับไอ้กลอยแล้ว บอกว่าหายใจไม่ออก พูดมากไม่ได้ หาคนมาช่วยหน่อย”

นัยน์ตาของคนเล่าแดงช้ำ น้ำตาร่วงพรู เรานั่งเงียบกริบ อึดใจใหญ่ จึงค่อยกล้าชวนสนทนาต่อ

8

คนที่อาร์ตใช้โทรศัพท์สาธารณะบนชั้นสี่ของตึกเซ็นทรัลเวิลด์โทรหา ก่อนเขาจะขาดใจตายในอีกไม่กี่นาทีต่อมานั้น เท่าที่ทราบ มีสองคน คนแรกคือคนรักเก่าที่ยังคบหาเป็นเพื่อนกัน บ้านของหญิงสาวคนนี้อยู่ในเมืองราษีไศล ปัจจุบันแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ส่วนอีกคน เป็นสาวรุ่นพี่บ้านเดียวกัน ชื่อ “กลอย” หรือ “นางสาวกมลวรรณ ด่านศิลา” วัย 26 ปี ลูกสาวของนายสำรวย ด่านศิลา มอเตอร์ไซค์รับจ้างประจำท่ารถราษีไศล-ศรีสะเกษ

กลอยเล่าให้เราฟังทางโทรศัพท์ว่า

“ปกติไอ้อาร์ตมันจะโทรมาทุกวัน จะเอาโทรศัพท์ลูกพี่โทรมาให้หนูโทรกลับ หนูก็โทรไป ยังเคยถามเลยว่าจะไปเล่นด้วยที่ราชประสงค์ได้มั้ย มันยังบอกว่า อย่ามาเลย อันตราย”

กลอยทำงานอยู่โรงงานเย็บผ้าใกล้กับโรงงานที่อาร์ตและครอบครัวรับเหมาตัดรองเท้าอยู่ จึงสนิทสนมกัน

“วันนั้นประมาณห้าโมงเย็น หนูนั่งเย็บผ้าอยู่ มันโทรมา ตอนแรกไม่ได้บอกนะว่าติดอยู่ในตึก ก็โทรมาคุยธรรมดา คุยเรื่องแฟน คือมันมาจีบสาวโรงงานหนู แต่ผู้หญิงเขายังไม่ทันได้ชอบมันหรอก ไอ้อาร์ตมันเป็นคนหน้าตาดี แต่เขายังไม่เคยเห็นหน้ามัน ได้แต่คุยกันทางโทรศัพท์ ก็ไม่ได้คุยกันบ่อยหรอก เพราะมันเองก็ไม่มีโทรศัพท์ด้วย ช่วงนั้นหนูก็โทรคุยกับมันทุกวัน ยังบอกมันอยู่ว่า ทำไมไม่โทรไปหาพ่อกับแม่บ้าง แม่แกถามหาอยู่ มันก็บอกว่าไม่กล้าโทรไป กลัวแม่ด่า”

“โทรมารอบแรก คุยกันประมาณ 3-4 นาที ก็วางไป จนประมาณหกโมงเย็น หนูเลิกงานพอดี มันโทรมาอีก คราวนี้บอกว่าหายใจไม่ออก หนูก็ถามว่าเป็นอะไร มันบอกอยู่บนห้าง หนูก็ถามว่าแล้วเอ็งขึ้นไปทำไม เพราะทุกทีเวลาโทรมา ไม่เคยเห็นว่าอยู่บนห้างซักที จะอยู่แต่หน้าด่านไง มันบอกหนีทหารมา มันว่าทีแรกมันอยู่ในวัด แล้วหิวข้าว ไม่ได้กินข้าวหลายวันแล้ว ก็เลยวิ่งออกมาจากวัด จะไปหากินข้าว แล้วไปเจอทหาร ก็เลยวิ่งขึ้นไปบนตึก หนูก็ถามมันอยู่ว่าแล้วทำไมไม่กลับมาบ้าน (เสียงสูง) ไปอยู่ทำไมจนขนาดนี้ มันก็บอกว่ากลับไม่ได้ ห่วงพี่ห่วงน้อง เพราะว่าร่วมสู้มาด้วยกัน ทิ้งเพื่อนไม่ได้ มันก็ว่าของมันไป แล้วมันก็บอกหนูว่าอย่าไปบอกใครนะว่ามันติดอยู่ในตึก มันกลัวพ่อแม่มันด่า หนูก็ว่า เรื่องจะเป็นจะตายยังงี้ไม่บอกได้ไง ตอนนั้นมันหายใจไม่ออกแล้ว ควันมันเยอะมากเลย หนูก็บอกให้มันถอดเสื้อชุบน้ำห่อตัวไว้ หรือเข้าไปนั่งในห้องน้ำก็ได้ ก็ไม่รู้ว่ามันได้ทำมั้ย พอสายตัดไปหนูก็โทรบอกพ่อแม่มันเลย แม่มันก็ว่าทำไมมันไม่โทรหาแม่ แล้วแกก็โทรไปหายายที่บ้านราษีฯ บอกให้ยายไปบอก ส.ส.พรรคเพื่อไทยให้ไปช่วยตามให้”

หลังจากนั้น กลอยเอาเบอร์โทรศัพท์ที่อาร์ตใช้โทรออกมา โทรไปเช็กกับ 1133 ได้ความว่า เป็นเบอร์โทรศัพท์สาธารณะบนชั้นสี่ของตึกเซ็นทรัลเวิลด์

...แต่ก็สายเกินไปแล้ว...

สาวโรงงานเย็บผ้าจากบ้านหนองค้างไฟยอมรับว่า ขณะที่อาร์ตโทรมาบอกว่าเขาติดอยู่ในตึกนั้น เธอทราบจากข่าวแล้วว่าตึกนั้นถูกไฟไหม้ และในช่วงเวลานั้น เธอไม่มีความหวังเลยว่า...หนุ่มรุ่นน้องร่วมบ้านเกิดคนนี้...จะรอดชีวิต

9

สำหรับพ่อแม่ของอาร์ต ค่ำคืนวันที่ 19 พฤษภาคม คือช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจอย่างที่สุด เมื่อนึกภาพว่าลูกชายกำลังจะถูกย่างสดกลางกองไฟ แล้วตนไม่สามารถช่วยอะไรได้ นอกจากปล่อยให้นาทีแห่งความเป็นตายนั้น ผ่านไปอย่างทุกข์ทรมาน สิ่งเดียวที่ทำได้ และต้องพยายามทำอยู่ตลอดทั้งคืนนั้น คือ ทำใจให้เข้มแข็งพอจะยอมรับความจริงที่จะปรากฏในวันรุ่งขึ้น

“วันที่ยี่สิบ เจ้าหน้าที่เข้าไปค้นในตึก ไม่เจอ พี่ก็บอกให้ไปค้นให้ใหม่ เขาก็เข้าไปอีก ระหว่างนั้นพี่ก็ตามหาทุกที่ แต่ก็ตามไปอย่างนั้นแหละ เพราะพี่เชื่อว่าลูกพี่อยู่ในนั้น ยังไม่มีใครเจอ น้องอาร์ตอยู่ในนั้น ไปหาให้หน่อย ไปเอาเขาออกมาหน่อย พอวันที่ยีบเอ็ดก็ไปเจอจริงๆ นักข่าวโทรมาหาพี่ บอกว่าเจอแล้ว มีศพวัยรุ่นอยู่ในตึก ตอนนั้นพี่ก็เข้าใจแล้วว่า เออ ลูกกู ยังไงก็ลูกกู ไม่ใช่ใครเลย คือพี่ไม่ต้องดูดอกว่าเป็นใคร รู้แล้วว่าเป็นน้องอาร์ต เพราะว่าอยู่ในตึกนั้นมีแต่เขานั่นแหละ ไม่มีใครหรอก อยู่ชั้นสี่โซนสี่ คนที่ไปเจอศพเขาบอกว่า อยู่คนเดียวด้วย น้องอาร์ตแน่นอน ตอนนั้นพี่ก็ทำใจแล้วล่ะ พี่ก็ไม่อยากพูดแล้วเนาะ (ร้องไห้) พูดแล้วมันเจ็บใจน่ะ ไม่คิดว่าเขาจะไปแบบนั้นไง ทุกวันนี้ใครถามอะไรพี่ไม่ค่อยพูดนะ เรื่องเกี่ยวกับลูกพี่จะไม่ค่อยพูด แต่คนในหมู่บ้านเขาก็เข้าใจนะ เข้าใจทุกคน มีแต่เขายกย่อง มีแต่คนรัก”

นางไน้เช็ดน้ำตา และพยายามปรับอารมณ์ ครู่หนึ่งจึงพูดต่อ

“ลูกพี่ตายใช่มั้ย ข่าวโทรทัศน์ยังบอกว่า มีเด็กวัยรุ่นขึ้นไปแล้วไปเสียชีวิต คาดว่าจะไปขโมยของ เขาบอกว่าน้องอาร์ตเนี่ยจะไปขโมยของ พูดอกมาได้ยังไง เด็กมันหนีตายใช่มั้ย เขารู้ได้ยังไง ตอนที่เขาไปเจอศพ เขาไปค้นหาบัตรประชาชน เอกสารทุกอย่างในกระเป๋าเสื้อน้อง ไม่มีอะไรเลย มีแต่บัตรเขา เงินก็ยังอยู่ คือก่อนหน้านี้เขาเคยโทรมาบอก แม่...ตอนนี้ผมมีตังค์อยู่สามพันบาท ให้แม่ไปจ่ายงวดให้ก่อนนะ เดี๋ยวผมไปเคลียร์ให้ พี่ก็บอก เออ ไม่เป็นไร เดี๋ยวแม่ไปจ่ายแทน ตอนเขาตาย ตังค์ที่ว่านี่ก็มีอยู่ แล้วมาบอกว่าน้องอาร์ตจะเข้าไปขโมยของได้ยังไง น้องอาร์ตนี่จุดเป้าหมายของเขาคือจะขึ้นไปโทรศัพท์บอกว่าเขาติดอยู่ในนั้น กับเพื่อน ให้หาคนออกมาช่วยหน่อย แต่พอตัวขึ้นไปโทรแล้วจะลงมามันลงไม่ได้ ไฟมันดับมืดไม่รู้ทาง ไม่เห็นทิศเห็นทาง ควันก็เยอะ เรื่องของเรื่องมันเป็นอย่างนี้ เพราะน้องอาร์ตนี้เป็นคนที่รักเพื่อนมาก เขาเป็นคนที่รักใครก็ได้ที่อยู่ใกล้ชิดเขา รักหมด รักจนนาทีสุดท้ายเลย”

การสูญเสียลูกชาย ทำให้หญิงกลางคนจากภาคอีสานคนหนึ่งได้เข้าไปเห็นด้านที่เหี้ยมโหดของสังคมซึ่งเธออาศัยอยู่มาตั้งแต่เกิด...

นอกจากน้องอาร์ตลูกชายเธอ ในเซ็นทรัลเวิลด์ยังมีอีกหลายศพ

“พอเขาเอาน้องอาร์ตออกมาแล้ว พวกนักข่าวก็ออกมา เหลือแต่ทหารกับตำรวจกาชาด ตอนนั้นมีนักข่าวคนหนึ่งอยู่ในนั้น นักข่าวคนนี้โทรมาบอกนักข่าวอีกคนที่สัมภาษณ์พี่อยู่ ได้ยินเสียงเขาโทรบอกกันว่า เฮ่ยๆ เจอศพอีกแล้วสิบศพ อยู่ห้องใต้ดิน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าไปถ่ายว่ะ เขาไม่ให้เข้าไปถ่าย (เน้นเสียง) พวกนักข่าวก็คุยกันว่าทำยังไงล่ะๆ ไอ้เพื่อนอีกคนก็ว่า เออๆ รอกูอยู่ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวกูไป” จากนั้นนักข่าวคนนั้นก็กลับไปยังตึกเซ็นทรัลเวิลด์

มีศพอยู่ในตึกมากกว่าหนึ่งศพ แต่มีเพียงศพเดียวที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อให้สังคมรับรู้ว่ามีผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมเพิ่มขึ้น

“น้องอาร์ตได้ออกข่าวเพราะอะไร เพราะแม่แจ้งไปใช่มั้ยว่าลูกติดอยู่ในนั้น ให้ไปค้นให้หน่อย พวกนักข่าวก็เลยตามเข้าไปเยอะ มันเลยทำอะไรน้องอาร์ตไม่ได้ ก็เลยได้ออกมาเป็นตัวเป็นตน แต่เพื่อนเขาที่อยู่ข้างล่างไม่มีหลักฐานเลยว่าเป็นใคร แล้วศพไปไหน พี่ติดตามข่าวมาตลอด ก็ไม่เห็นมีข่าวเรื่องสิบศพนั้นเลย มีแต่หลังจากเจอน้องอาร์ตสามสี่วันเห็นว่ามีไปเจออีกศพหนึ่ง อยู่คนละโซนกับน้องอาร์ต อันนี้คือไหม้หมดเลย ไม่รู้ว่าเป็นใคร ก็คงจะเป็นเพื่อนน้องอาร์ตที่เข้าไปด้วยกันนั่นแหละ”

สิ่งที่เกิดขึ้น ผลักดันให้หญิงชาวบ้านวัยสี่สิบสามปีที่ไม่เคยสนใจการเมือง ลุกขึ้นมาใส่เสื้อแดงออกจากบ้านไปร่ำร้องหาความเป็นธรรมให้ลูกชายวันแล้ววัน เล่า

“หลังจากที่ลูกเราเสีย พี่ก็ลุกขึ้นมา พี่น้องลุกขึ้นมา จากที่ครอบครัวนี้มีสี่ห้าหลังสิบหลัง ยี่สิบสามสิบหลัง ที่ไม่เคยลุกขึ้นไปสู้ ได้แต่ดูข่าว เป็นเสื้อแดงอยู่ แต่ไม่กล้าไปอย่างนั้น มีน้องอาร์ตคนเดียว บ้านหนองค้างไฟหมู่เก้า มีน้องอาร์ตคนเดียว แต่หลังจากที่น้องอาร์ตเสียชีวิต คนบ้านหมู่เก้าสามสิบสี่สิบเจ็ดสิบหลังคาเรือนลุกขึ้นหมดเลย แม่น้องอาร์ต หลังจากที่ไม่รู้อะไร พ่อไม่รู้อะไร ไป คือต้องไปสู้เพื่อลูก ไปสานต่อให้เขาสำเร็จ ให้เขาหาคนที่มันทำความผิดมาลงโทษให้ได้ ทุกวันนี้พี่ดูข่าวติดตาม ตรงไหนเขามีการชุมนุมอะไรพี่ก็ไปๆๆ พอดูแล้วยิ่งเห็นว่ามันไม่ยุติธรรมเลย เมื่อวานนี้ไปที่อุบลฯ สงสารเขานะ ชีวิตครอบครัวคนที่เขาไม่รู้อีโหน่อีเหน่แล้วโดนจับ มันจับเข้าไปได้ยังไง บางคนไปขายของ บางคนไปรับลูก บางคนไปยืนดู จับเขาไปขังตั้งปี แล้วลูกเขาล่ะ ครอบครัวเขาล่ะ พ่อแม่เขาล่ะ อยู่ยังไง พี่ดูแล้วมันไม่เป็นประชาธิปไตยเลย”

“พี่ไม่เสียใจที่ลูกพี่ไปเสียชีวิตอย่างนี้ พี่ภูมิใจกับลูก คนในบ้านนี้เขาภูมิใจ มันดีกว่าลูกพี่ไปขายยาบ้าแล้วถูกยิงตายใช่มั้ย อย่างนั้นไม่มีใครยกย่องสรรเสริญ แต่น้องอาร์ตนี่เขาไปทำสิ่งที่ถูกต้อง ไปต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม พี่มาดูแล้ว มาฟังแล้ว พี่เข้าใจลูก ยิ่งตอนหลังพี่ยังมาคิดว่า กูน่าจะไปกับลูกกูนะ พี่ยังคิดเสียใจเลยว่า กูน่าจะไปนะ กูไม่น่าจะมานั่งดูนะ พี่ยังคิดเลย”

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรที่ลูกไปเรียกร้องประชาธิปไตยแล้วถูกปราบปราม อย่างรุนแรงจนเสียชีวิต แม่ของอาร์ตหัวเราะขื่นๆ แล้วว่า “นั่นสินะ พี่ก็ได้แต่ถาม แต่ไม่รู้ว่าใครจะให้คำตอบพี่ สั่งฆ่าประชาชน แล้วยังไม่มีความคืบหน้า ยังลอยหน้าลอยตา แล้วพวกเราล่ะ จะอยู่ได้ยังไง พี่ต้องไปดิ ไปหาความถูกต้อง ไปหาความยุติธรรมให้ลูก พี่ยังบอกน้องเขาเลยว่าแม่จะสู้ สู้จนกว่าแม่จะได้ความยุติธรรม สู้จนกว่าจะหาคนมารับผิดชอบน้องอาร์ตได้ สำหรับเงินสิบล้าน ถามว่าพอมั้ยกับชีวิตพี่ ถ้าจะแลกกับลูกพี่ใช่มั้ย ร้อยล้านพันล้านพี่ก็ไม่เอา พี่ไม่เอาเลยจริงๆ”

แม่ของเด็กหนุ่มชาวราษีไศลที่เสียชีวิตในโศกนาฏกรรมทางการเมืองครั้งใหญ่เมื่อปีกลาย พูดด้วยน้ำเสียงที่ทั้งหนักแน่นและขื่นแค้น

10

ตำบลหว้านคำมี 13 หมู่บ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ชอบเเสื้อแดง บ้านเรือนหลายหลังปักธงสีแดงโบกพลิ้วอยู่กลางแดดแสงจางในฤดูฝน

นอกจาก “อาร์ต” ลูกชายนายทองใบ ที่ไปสมัครเป็นการ์ด นปช.แล้ว ยังมีการ์ดหนุ่มใหญ่อีกคนที่รอดตายจากการสลายการชุมนุมเมื่อปีก่อน ขณะนี้บวชอยู่ที่วัดประจำตำบล เมื่อวานพ่อของอาร์ตพูดถึงชายคนดังกล่าวว่า เขาหนีตายมาจากราชประสงค์ ตั้งใจจะบวชสักห้าหกวัน แต่ไปๆ มาๆ อยู่จนจะครบพรรษาแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะสึก

ว่ากันว่า ชายคนนี้คือคนพาอาร์ตไปสมัครเป็นการ์ดเสื้อแดง

เขาคือ พระภิกษุลำดวน ทิพวัลย์ วัย 35 ปี

หลังพูดคุยกับแม่ของอาร์ตเสร็จ นายสำรวยกับเพื่อนมอเตอร์ไซค์ที่หนุ่มกว่าพาเราไปพบภิกษุลำดวน หรือ “อาจารย์ป่อง” ที่วัดบ้านหว้าน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของอาร์ตราว 2 กิโลเมตร เมื่อไปถึง พระรูปหนึ่งที่นั่นบอกว่า อาจารย์ป่องไปเฝ้ากู่ ซึ่งอยู่ห่างออกไปราวสามสี่กิโลเมตร “กู่” คือซากพระปรางค์โบราณในเขตบ้านหว้านที่เพิ่งขุดค้นพบ กรมศิลปากรเข้ามาทำการสำรวจและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี 2547

มอเตอร์ไซค์พาเราลัดเลาะตัดผ่านแปลงนา จนเข้าเขตป่าชุมชนผืนใหญ่ ครั้นไปถึงพบพระภิกษุร่างเล็กรูปหนึ่ง เดินไปมาอยู่ใต้ร่มป่าครึ้มเขียว คอยดูแลพระปรางค์โบราณซึ่งกระจัดกระจายอยู่หลายแห่งในเขตป่าชุมชน ไม่ไกลจากนั้น ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังช่วยเจ้าอาวาสวัดบ้านหว้านถางป่า เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับสร้างกุฏิหลังใหม่

หลังทักทายและแนะนำตัวกันเสร็จ ภิกษุลำดวนเล่าว่า ย้อนกลับไปช่วงชุมนุมใหญ่ปี 2553 เขาเข้าไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ กับกลุ่มเสื้อแดงราษีไศล-ศรีสะเกษ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม โดยปักหลักกินนอนอยู่ที่ราชดำเนินนานหลายสัปดาห์ จนสมาชิกในกลุ่มหลายคนเริ่มอ่อนล้า เสื้อผ้าที่เตรียมมาเริ่มหมักหมมไม่มีเปลี่ยน จึงพากันกลับราษีไศล พอหายเหนื่อยก็เดินทางไกลเข้ากรุงเทพฯ กันอีกครั้ง

และครั้งนี้เองที่เขาได้พบกับอาร์ต

“ตอนนั้นอาตมาลงไปรอบสอง น้องอาร์ตเขาก็มาหาอาตมาที่แยกมิสกวัน ช่วงก่อนสิบเมษาอีก มันมีเด็กๆ วัยรุ่นที่ไปชุมนุมกับอาตมารู้จักเขา ก็พากันมาแนะนำ บอกว่า นี่...คนนี้เขาอยากเป็นการ์ด พี่พาไปสมัครด้วยสิ หลวงพี่ก็ว่า เอาสิ ตามสมัครใจนะ ไม่มีอะไรตอบแทนนะ มีแต่น้ำจิตน้ำใจของส่วนกลางนิดๆ หน่อยๆ น้องอาร์ตเขาก็บอก ไม่เป็นไรๆ ผมชอบ ผมทำเพื่อชาติ วัยรุ่นหลายคนที่ไปเคลื่อนไหวกับอาตมาก็จะพูดอย่างนี้ แต่อาร์ตนี่เขาจริงจังมาก”

“...อาตมาก็ไม่ได้คุ้นเคยกับเขาหรอก รู้แต่ว่าเขาอยู่กรุงเทพฯ พ่อแม่เขาทำรองเท้าอยู่แถวช้างสามเศียร สมุทรปราการ พอสมัครแล้วก็รู้สึกว่าเขาจะหายเงียบไปเลย มาเจออีกทีก็ว่ามีเพื่อนแหลมฉบัง คือเขาก็กว้างขวางไปเรื่อย ก็ไปอยู่กับแหลมฉบัง ไม่ได้มาอยู่หน่วยอาตมา แต่ความรู้สึกลึกๆ ก็ยังเป็นห่วงเขาอยู่”

ภิกษุลำดวนคนนี้ป็นชาวตำบลหว้านคำที่ดิ้นรนเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เรียนจบ ป.6 เขาเป็นช่างทำรองเท้าเช่นเดียวกับอาร์ตและครอบครัว ปัจจุบันยังครองตัวเป็นโสด

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผลักดันให้ช่างทำรองเท้าหนุ่มใหญ่คนหนึ่งดิ้นรนหาพื้นที่แสดงออก วันหนึ่งเขานั่งรถเมล์ไปลงที่สนามหลวง แล้วได้ยินเสียงปราศรัยจากเวทีเล็กๆ ซึ่งพูดในสิ่งที่เขาคิด จากนั้นเขาไปสนามหลวงทุกวันหยุด จนได้รู้จักเพื่อนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ มีคนชวนไปเข้าร่วมกลุ่มแดงพระรามสาม สาทร และยานนาวา เขาเคลื่อนไหวกับกลุ่มดังกล่าวสนับสนุนการต่อสู้ของนปช.ตลอดมาเกือบสองปี กระทั่งมีผลกระทบต่องาน จึงตัดสินใจลาออก กลับมาอยู่บ้านศรีสะเกษ

“ตอนนั้นอาตมารู้สึกว่ามันมีผลกระทบเรื่องเงิน เรื่องงาน เรื่องเพื่อนๆ คือเพื่อนบางคนไม่สบายใจ เถ้าแก่ไม่สบายใจ เพราะเราไปเคลื่อนไหวอย่างนี้ กลัวจะไม่มีคนซื้อของเขา จริงๆ พวกเสื้อแดงมีเยอะในที่ทำงาน แต่เขาไม่กล้าแสดงออก เราแดงที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไปให้หมดทุกวันนะ ก็ต้องดูเพราะเราเป็นคนบ้านนอก มันมีผลกระทบ ค่าบ้านค่าอะไร สุดท้ายเลยตัดสินใจมาอยู่บ้านนอก ก็มาเคลื่อนไหวกับพี่ๆ เพื่อนๆ ในเมือง รับทำรองเท้าบ้าง ส่งตามบ้านนอก รายได้ไม่เท่าไหร่หรอก ตกวันหนึ่งสี่สิบห้าสิบบาท”

พี่ๆ เพื่อนๆ ในเมืองของภิกษุลำดวน คือกลุ่มคนเสื้อแดงราษีไศล-ศรีสะเกษ ที่เคยแลกเบอรโทรศัพท์กันไว้เมื่อครั้งพบเจอกันตามที่ชุมนุมในช่วงหลายปีที่ ผ่านมา เมื่อพี่ๆ เพื่อนๆ เหล่านี้รู้ว่านายลำดวนลาออกจากงานกลับมาอยู่บ้าน ก็มาตามไปช่วยงานเคลื่อนไหว กระทั่งการชุมนุมใหญ่เริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 2553 ชายร่างเล็กอย่างนายลำดวน ทิพวัลย์ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ อย่างแข็งขัน รับหน้าที่เป็นการ์ดแผนกอาหาร เสบียง เช็กของ ประจำเต๊นศรีสะเกษ

“คำว่าเป็นการ์ดไม่ใช่ว่าจะไปใช้ความรุนแรงนะ มันมีหลายแผนก การ์ดดูแลเรื่องอาหารก็มี” ภิกษุลำดวนกล่าว

หลังสิบเมษา เวทีจากผ่านฟ้าย้ายไปรวมกับราชประสงค์ เด็กหนุ่มในหมู่บ้านที่ตามภิกษุลำดวนไปร่วมชุมนุม ส่วนใหญ่กลับมาเที่ยวสงกรานต์ที่บ้านหว้านแล้วไม่ได้กลับไปอีก “ช่วงสงกรานต์มันมีงานที่นี่ มีหมอลงหมอลำบ้านนอก เขาก็กลับมาเที่ยวงานกันหมด กลับมาอยู่เที่ยวตามประสาเขา”

มีไม่กี่คนที่กลับไปร่วมชุมนุม หนึ่งในนั้นคืออาร์ต

“แต่ก็ไม่ค่อยได้เห็นกันหรอก จะเจอกันบ้างแว้บๆ วันนั้นตอนเวลาพักผ่อนเขาเคยเดินมาหา ใส่ชุดการ์ดนั่นแหละมา เราก็คุยกับเขา เฮ้ย มึงระวังตัวนะ มันเริ่มเข้มข้นแล้วนะ อาตมาอยู่เซ็นทรัลเวิลด์ เขาอยู่แถวศาลาแดงสวนลุมฯ แถวกลุ่มรักเชียงใหม่ห้าหนึ่ง แถวจุฬาฯ โน่นแหละ พอดีสองวันสุดท้ายพ่อแม่เขาตามหนัก โทรหาอาตมาว่าถ้าเห็นมันบอกให้มันออกมาหน่อย อาตมาก็ว่าเดี๋ยวจะไปตามให้ พอเลิกจากเป็นการ์ดก็ออกไปเดินหา แต่ไม่เจอ เพื่อนเขาบอกว่าไปกับเพื่อน ไปไหนก็ไม่รู้ จนวันที่หนักๆ ระเบิดลงประตูน้ำ น่าจะเป็นวันที่สิบเจ็ด ถึงได้บังเอิญเจอกัน เขาเดินมากับเพื่อน สงสัยจะเป็นเพื่อนชลบุรีของเขาแหละ ตอนนั้นไม่ได้ใส่ชุดการ์ดแล้ว เพราะทุกคนต้องเริ่มเอาตัวรอดแล้ว แกนนำประกาศว่าถ้ามีอะไรเป็นสัญลักษณ์การ์ดก็อาจจะไม่รอด ไม่ปลอดภัย ให้แต่งตัวธรรมดา ไอ้อาร์ตก็รู้ตัวเหมือนกัน ก็แต่งตัวธรรมดา อาตมาก็บอก เฮ้ย พ่อแม่มึงโทรหานะ ให้ออกไป เขาก็ไม่ยอมออก บอกว่าเขาจะอยู่ จะสู้ตาย อาตมาก็ว่า งั้นให้โทรหาพ่อแม่หน่อยเด้อ พ่อแม่โทรตาม เขาก็ว่าเดี๋ยวข้อยจะโทรหาพ่อหาแม่ข้อยเอง หลังจากนั้นก็ไม่เจอกันอีกเลย”

กระทั่งค่ำคืนอันหฤโหดผ่านไป ภิกษุลำดวนออกจากวัดปทุมวนารามในเช้าวันที่ 20 พฤษภาคม

“ความรู้สึกอาตมาก็หดหู่ คืนนั้นนอนอยู่ในวัดปทุมฯ ทั้งคืน คนแออัด น่าจะเป็นหมื่นคนอยู่ในนั้น พอเช้า ออกมาได้ก็กลับบ้านนอกเลย มีตังค์อยู่พันหนึ่ง เก็บๆ ที่เขาให้เบี้ยวันละร้อยสองร้อยตอนเป็นการ์ดนั่นแหละ ไปต่อรถไฟที่ดอนเมืองมาเลย กลับมาศรีสะเกษ”

ขณะอยู่บนรถไฟ พ่อของอาร์ตโทรมาถามข่าวลูกชาย “อาตมาก็ว่าอาตมาออกมาแล้ว ออกจากพื้นที่แล้ว เขาก็บอกว่า เนี่ย ไอ้อาร์ตมันทำไมไม่ออกมา เดี๋ยวพ่อว่าจะไปรับอยู่ ทำไมถึงไปวิ่งขึ้นตึกอะไรๆ กับเขา อาตมาก็นิยามได้ว่าเขาคงหนี ใครเป็นการ์ดเขาจะยิงให้หมดในวัดน่ะ คงหนีไปกับเพื่อน ที่ขึ้นไปตอนนั้นไม่เหลือซักคน ที่หามๆ กันมาจากเซ็นทรัลเวิลด์น่ะ ศพมีเยอะ แต่ออกข่าวน้อย คนตายมากกว่านั้น โอ๊ย อาตมานอนฟังกลางคืนเสียงรถเสียงปืนดังทั้งคืนน่ะ จะยิงอะไรกันนักกันหนาถ้าไม่ยิงคน เดี๋ยวก็หามขึ้นเวที เดี๋ยวก็หามขึ้นเวที เดี๋ยวก็เปิดเพลงนักสู้ธุลีดิน”

จากนั้นภิกษุลำดวนปิดโทรศัพท์มือถือมาตลอดทาง กระทั่งรถไฟเคลื่อนเข้าห้วยทับทัน เขตจังหวัดศรีสะเกษ จึงได้เปิดเครื่อง

“พอเปิดเครื่องก็มีคนโทรมาบอกว่าไอ้อาร์ตคงจะเสียชีวิตแล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่เจอศพ แต่อาตมาก็คิดว่าคงเสียแล้วล่ะ คงไม่รอดแล้ว พอมาถึงบ้าน ญาติพี่น้องเขาก็มาถาม อาตมาก็บอกว่าเห็นตั้งแต่สองวันก่อนนั้นแล้ว พอมาตอนเย็นญาติเขาบอกว่า เจอแล้วๆ แต่ยังจะใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่รู้ เพราะว่ามันรมควันดำหมดแล้ว”

“สำหรับข้อมูลของน้องอาร์ต อาตมาก็รู้เท่านี้ จุดแรกคือเขาเห็นอาตมาไป ก็อยากจะไปด้วย ก็ไปกัน อาตมาก็ไม่นึกว่าจะไปเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ถ้ารู้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ อาตมาคงไม่ทำ อาตมาก็หดหู่เหมือนกัน อย่างว่าแหละ ก็ได้อยู่ด้วยกันสองสามวัน ไม่ถึงอาทิตย์หรอก เขาก็ไปเจอเพื่อนใหม่ เขาก็ไปกลุ่มใหม่ไปเรื่อย เขาก็ทำงานอยู่กรุงเทพฯ รู้จักคนเยอะเนาะ ความเป็นวัยรุ่นของเขา ความกล้าหาญของเขาแหละ หลายๆ อย่าง ก็ถือว่าเขาได้ร่วมสู้กับอาตมา” ภิกษุลำดวนกล่าว

และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของอาร์ต วีรชนแห่งบ้านหนองค้างไฟ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

-------------------------------------------

สัมภาษณ์เมื่อ 24-25 สิงหาคม 255

สำนักพิมพ์นิติราษฎร์ อีกหนึ่งภารกิจนิติศาสตร์เพื่อราษฎร

ที่มา ประชาไท

“ถึง เวลาแล้ว ที่จะต้องทำให้บรรดานักนิติศาสตร์และนักกฎหมายทั้งปวงเห็นว่าวิชานิติศาสตร์ ในรัฐเสรีประชาธิปไตย ต้องเป็นศาสตร์ที่มุ่งตรงไปที่ความยุติธรรมและความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ ที่สำคัญวิชานิติศาสตร์ต้องเป็นวิชาการที่เป็นไปเพื่อราษฎร การเรียนการสอนในทางนิติศาสตร์ไม่ควรจำกัดอยู่แต่การท่องจำตัวบท คำอธิบายกฎหมาย หรือคำพิพากษาของศาล การเรียนการสอนในทางนิติศาสตร์ไม่ควรเป็นไปเพื่อให้ผู้เรียนตัดขาดตัวเองออก จากสังคม ไต่เต้าบันไดแห่งความสำเร็จทางวิชาชีพเพียงเพื่อในที่สุดแล้วจะได้อยู่ในที่ สูงกว่าราษฎร และใช้อำนาจหรือการผูกขาดความรู้ทางกฎหมายเอารัดเอาเปรียบกดขี่ข่มเหงราษฎร วิชานิติศาสตร์ควรจะสอนให้ผู้เรียนได้ตระหนักว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาและ เริ่มต้นประกอบวิชาชีพโดยเข้าไปเป็นองค์กรของรัฐและทรงอำนาจในการกระทำการ ทางกฎหมาย อำนาจที่ตนกำลังใช้อยู่นั้นโดยเนื้อแท้แล้ว หาใช่อำนาจของตนเองไม่ แต่เป็นอำนาจของราษฎร ผู้ที่ศึกษาวิชานิติศาสตร์ควรจะศึกษาอย่างมีจิตใจวิพากษ์วิจารณ์ และเมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้ว จะต้องใช้กฎหมายโดยซื่อตรงต่อหลักวิชาที่ยอมรับกันเป็นยุติว่ามีเหตุผล อธิบายได้ ไม่คำนึงถึงหน้าคน การใช้กฎหมายเช่นนี้ในที่สุดแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ราษฎรทั้งหลาย”

ข้างต้นคือ คำประกาศสำนักพิมพ์นิติราษฎร์ ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งของ คณะนิติราษฎร์:นิติศาสตร์เพื่อราษฎร นอกเหนือจาก เว็บไซต์ www.enlightened-jurists.com ที่เปิดตัวมาได้ร่วม 1 ปี ในการต่อสู้ทางความคิด

คำประกาศดังกล่าวได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการตั้งสำนักพิมพ์ว่า “เพื่อหวังเป็นกลไกอีกประการหนึ่งในการสถาปนาอุดมการณ์นิติรัฐ-ประชาธิปไตย ให้เจริญงอกงามในวงวิชาการนิติศาสตร์ เพื่อผลิตตำราทางนิติศาสตร์ที่มีคุณภาพ เพื่อนำเอาตำราทางนิติศาสตร์ในอดีตที่สนับสนุนหลักนิติรัฐ-ประชาธิปไตยกลับ มาพิมพ์ขึ้นใหม่เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าได้อย่างสะดวกขึ้น เราหวังว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์จากหนังสืออันทรงคุณค่าต่างๆที่เราจะได้จัด พิมพ์ขึ้น”

ผลงานหนังสือเล่มแรกของสำนักพิมพ์นิติราษฎร์ คือการจัดพิมพ์หนังสือกฎหมายปกครอง ภาคทั่วไป โดยวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ซึ่งเป็นตำราที่ปรับปรุงและขยายความมาจากหนังสือ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายปกครอง : หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครองและการกระทำทางปกครอง หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้อธิบายความหมายของฝ่ายปกครอง ความหมายของกฎหมายปกครอง หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง ดุลพินิจของฝ่ายปกครอง ตลอดจนการกระทำของฝ่ายปกครอง ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งทางปกครอง กฎ ปฏิบัติการทางปกครอง สัญญาทางปกครอง นอกจากนี้ยังได้อธิบายการพิจารณาทางปกครอง การบังคับทางปกครอง และความรับผิดของฝ่ายปกครองในส่วนของความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ด้วย

แม้โดยหลักแล้ว ผู้เขียนมุ่งหวังให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือประกอบการฟังคำบรรยายวิชา กฎหมายปกครอง แต่ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจวิชาการทางด้านกฎหมายปกครอง ตลอดจนเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความรู้ในทางกฎหมายปกครองในประเทศไทยต่อไป

..........................

คำประกาศสำนักพิมพ์นิติราษฎร์

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เราปฏิเสธไม่ได้ว่ากฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วงชิงอำนาจ สร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจ ตลอดจนทำลายอำนาจ การช่วงชิง สร้างความชอบธรรม และทำลายล้างในนามของกฎหมายและความยุติธรรมนั้น ไม่เพียงแต่สร้างบาดแผลที่ลึกอย่างยิ่งให้กับวงการกฎหมายและวงวิชาการ นิติศาสตร์ไทยเท่านั้น แต่ยังมีผลสร้างความอยุติธรรมอย่างรุนแรงให้เกิดขึ้นกับผู้คนในสังคมโดยรวม ด้วย เหตุที่ทำให้เกิดสภาพการณ์แบบนี้ขึ้นในสังคม ก็เนื่องจากผู้คนจำนวนหนึ่งที่มีบทบาทชี้นำสังคม และนักกฎหมายที่เป็นชนชั้นนำปิดล้อมความคิดความอ่านของผู้คนด้วยการยกเอาข้อ ธรรม ความเชื่อในทางจารีตประเพณี ตลอดจนบุคคลที่ถูกสร้างให้เป็นที่ยึดถือศรัทธาขึ้นเป็นกรงขังการใช้เหตุผล และสติปัญญาของผู้คน

เพื่อจะไปให้พ้นจากสภาวะเช่นนี้ สังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการกฎหมายและวงวิชาการนิติศาสตร์จะต้องก้าวข้ามยุคมืดไป สู่ยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญาหรือที่บางท่านเรียกว่ายุคภูมิธรรมหรือ ยุคพุทธิปัญญา (Enlightenment; les Lumières; Aufklärung) ดังที่ได้เคยเกิดมาแล้วในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคภูมิธรรมหรือพุทธิปัญญาในช่วงศตวรรษที่ ๑๗ และ ๑๘ ซึ่งในที่สุดแล้วเป็นรากฐานสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมไป สู่ความเป็นประชาธิปไตย ลักษณะสำคัญของ Enlightenment คือ การเกิดความเคลื่อนไหวทางความคิดในทุกแขนงวิชา โดยการเคลื่อนไหวทางความคิดดังกล่าวมีลักษณะเป็นการตั้งคำถาม การวิพากษ์วิจารณ์ การสงสัยต่อสิ่งที่ยอมรับเด็ดขาดเป็นยุติ ห้ามโต้แย้ง ห้ามคิดต่าง เช่น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือคำสอนทางศาสนา ทั้งนี้โดยที่ถือว่า “เหตุผล” มีคุณค่าเท่าเทียมกับ “ความดี” การใช้สติปัญญาครุ่นคิดตรึกตรอง ไม่หลงเชื่ออะไรอย่างงมงายมีค่าเป็นคุณธรรม ถือว่ามนุษย์ทั้งหลายสามารถที่จะได้รับการฝึกฝนให้ใช้สติปัญญาได้ และถือว่าเหตุผลเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการรับรู้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบ ตัวอย่างเท่าทัน ยุคนี้เป็นยุคที่เกิดการเรียกร้องให้มีขันติธรรมในเรื่องความเชื่อทางศาสนา กล่าวให้ถึงที่สุด ยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญา คือ ยุคที่เสรีภาพจะเข้าแทนที่สมบูรณาญาสิทธิ์ ความเสมอภาคจะเข้าแทนที่ระบบชนชั้น เหตุผล ความรู้ วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์จะเข้าแทนที่อคติและความงมงายทั้งหลาย

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้นักคิดสกุลหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) และนักคิดในสายถอดรื้อโครงสร้าง (Deconstruction) จะปฏิเสธคุณค่าภววิสัยและความจริงปรมัตถ์และเห็นว่าตรรกะไม่ใช่รากฐานเพียง ประการเดียวของความรู้ของมนุษย์ก็ตาม แต่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหากเราไม่เริ่มต้นตั้งคำถาม และใช้สติปัญญาของเราอันเปรียบเสมือนแสงสว่างขับไล่ความมืดมนคืออคติและความ งมงายแล้ว เราก็คงจะสร้างสรรค์สังคมมนุษย์ที่ยุติธรรมไม่ได้ แม้ว่ายุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญาจะเป็นเพียงยุคสมัยหนึ่งในประวัติ ศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่การใช้เหตุผลและสติปัญญาแสวงหาความจริงเป็นกระบวนการที่ไม่รู้จักจบสิ้น เราปฏิเสธความเชื่อ จารีตอันงมงายอันปรากฏในวงวิชาการนิติศาสตร์ และอยู่บนหนทางของการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และท้าทายสถาบันทั้งหลายทั้งปวงในทางกฎหมายที่ไม่ตั้งอยู่บนรากฐานของเหตุผล ที่สามารถยอมรับได้ เราเห็นด้วยกับคำขวัญของยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญา คำขวัญที่ Immanuel Kant (ค.ศ.๑๗๒๔-๑๘๐๔) นักปรัชญาผู้เรืองนามชาวเยอรมันให้ไว้ว่า “จงกล้า ที่จะใช้ปัญญาญานแห่งตน!” (Habe Mut, dich deines eigenen Verstandes zu bedienen!)

หากเราย้อนกลับไปที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว เราจะพบความจริงประการหนึ่งว่าวิธีคิดของคนในวงการนิติศาสตร์และระบบตลอดจน โครงสร้างขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลยุติธรรม มีความเปลี่ยนแปลงน้อยมาก อาจกล่าวได้ว่าอุดมการณ์ประชาธิปไตยซึ่งเป็นอุดมการณ์ของการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองนั้น ไม่ได้ถูกปลูกฝังบ่มเพาะให้เข้าสู่ความรับรู้ของบุคคลในวงการกฎหมายอย่างที่ ควรจะเป็น การเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ตุลาการภิวัตน์” ในช่วงก่อนการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ย่อมต้องถือว่าเป็นผลพวงของความล้มเหลวในอันที่จะสถาปนาอุดมการณ์นิติ รัฐ-ประชาธิปไตยให้เป็นอุดมการณ์หลักในวงการกฎหมายและวงวิชาการนิติศาสตร์ เหตุผลของความล้มเหลวดังกล่าวมีอยู่หลายประการ แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งน่าจะเนื่องมาจากการที่สถาบันที่อบรมให้ ความรู้ทางวิชาการและฝึกฝนวิชาชีพทางกฎหมายตัดตัวเองออกจากการเรียนการสอน กฎหมายมหาชนในแง่ของหลักการและคุณค่าที่แท้จริง นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นมา เราจึงได้เห็นการรัฐประหารและล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า เราเห็นบรรดานักกฎหมายรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่พร้อมจะรับใช้คณะรัฐประหารและผู้ ที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร และพร้อมที่จะละทิ้งหลักวิชาที่ร่ำเรียนมาเพื่อตอบสนองความต้องการของการทำ รัฐประหาร เราเห็นศาลยอมรับบรรดาประกาศคำสั่งของคณะรัฐประหารให้มีค่าบังคับเป็นกฎหมาย โดยแทบจะไม่มีการตั้งคำถามถึงความยุติธรรมในทางเนื้อหาของบรรดาประกาศหรือคำ สั่งเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้นอกจากจะมีผลทำลายคุณค่าของวิชานิติศาสตร์ลงอย่างถึงรากแล้ว ในที่สุดยังเท่ากับเป็นการทำร้ายราษฎรผู้เป็นเจ้าของอำนาจรัฐด้วย

ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องทำให้บรรดานักนิติศาสตร์และนักกฎหมายทั้งปวงเห็นว่าวิชานิติศาสตร์ ในรัฐเสรีประชาธิปไตย ต้องเป็นศาสตร์ที่มุ่งตรงไปที่ความยุติธรรมและความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ ที่สำคัญวิชานิติศาสตร์ต้องเป็นวิชาการที่เป็นไปเพื่อราษฎร การเรียนการสอนในทางนิติศาสตร์ไม่ควรจำกัดอยู่แต่การท่องจำตัวบท คำอธิบายกฎหมาย หรือคำพิพากษาของศาล การเรียนการสอนในทางนิติศาสตร์ไม่ควรเป็นไปเพื่อให้ผู้เรียนตัดขาดตัวเองออก จากสังคม ไต่เต้าบันไดแห่งความสำเร็จทางวิชาชีพเพียงเพื่อในที่สุดแล้วจะได้อยู่ในที่ สูงกว่าราษฎร และใช้อำนาจหรือการผูกขาดความรู้ทางกฎหมายเอารัดเอาเปรียบกดขี่ข่มเหงราษฎร วิชานิติศาสตร์ควรจะสอนให้ผู้เรียนได้ตระหนักว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาและ เริ่มต้นประกอบวิชาชีพโดยเข้าไปเป็นองค์กรของรัฐและทรงอำนาจในการกระทำการ ทางกฎหมาย อำนาจที่ตนกำลังใช้อยู่นั้นโดยเนื้อแท้แล้ว หาใช่อำนาจของตนเองไม่ แต่เป็นอำนาจของราษฎร ผู้ที่ศึกษาวิชานิติศาสตร์ควรจะศึกษาอย่างมีจิตใจวิพากษ์วิจารณ์ และเมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้ว จะต้องใช้กฎหมายโดยซื่อตรงต่อหลักวิชาที่ยอมรับกันเป็นยุติว่ามีเหตุผล อธิบายได้ ไม่คำนึงถึงหน้าคน การใช้กฎหมายเช่นนี้ในที่สุดแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ราษฎรทั้งหลาย

เราก่อตั้งสำนักพิมพ์นิติราษฎร์ขึ้น เพื่อหวังเป็นกลไกอีกประการหนึ่งในการสถาปนาอุดมการณ์นิติรัฐ-ประชาธิปไตย ให้เจริญงอกงามในวงวิชาการนิติศาสตร์ เพื่อผลิตตำราทางนิติศาสตร์ที่มีคุณภาพ เพื่อนำเอาตำราทางนิติศาสตร์ในอดีตที่สนับสนุนหลักนิติรัฐ-ประชาธิปไตยกลับ มาพิมพ์ขึ้นใหม่เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าได้อย่างสะดวกขึ้น เราหวังว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์จากหนังสืออันทรงคุณค่าต่างๆที่เราจะได้จัด พิมพ์ขึ้น และจะได้ติดตามผลงานของสำนักพิมพ์นิติราษฎร์ในอันดับถัดๆไป

คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ก่อตั้ง ๑๙ กันยายน ๒๕๕๓

บทเรียนหมาแก่ดับคาจอต่อจากหนังตั้ว-ออฟ พิสูจน์พลังคว่ำบาตรคือพลังอำนาจฝ่ายประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News



ที่มา: คลิปข่าวกระชับวงล้อม เรื่อง หมาแก่ ดับคาจอ โดยโพสต์ทูเดย์


โดย ทีมข่า่วไทยอีนิวส์
12 ตุลาคม 2554

ฤทธิ์บอยคอตดาราต่อต้านประชาชน หมาแก่อันตรายตายสนิท 2 อาทิตย์ทำเงินแค่3ล้าน

เวบไซต์เอ็นเทอร์เทนวีคลี่ เปิดเผย อันดับหนังทำเงินในบ้านเราประจำสุดสัปดาห์ที่ 6-9 ตค. 2554 ปรากฎว่าภาพยนตร์เรื่องหมาแก่อันตราย ที่เทพ โพธิ์งาม แสดงนำ ทำเงินรายได้ในสัปดาห์ที่สองของการเข้าฉายเพียง0.4ล้านบาท รวมรายได้ทั้งหมดนับแต่เข้าฉายเพียง 3.1 ล้านบาทเท่านั้น โดยอันดับทำเงินลงมาอยู่อันดับ10 หรืออันดับโหล่ของตาราง

ส่วนภาพยนตร์เรื่องอุโมงค์ผาเมืองที่มีพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง แสดงด้วยหลุดจากตารางหนังทำเงินไปแล้ว จากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ทำเงินเพียง 0.2 ล้านบาท รวม 3 สัปดาห์ทำเงินเพียง 27ล้านบาท คาดว่าจะประสบปัญหาขาดทุน เพราะผู้สร้างบอกว่าใช้งบในการสร้างหลายสิบล้านบาท ขณะที่ผู้กำกับบอกว่าเฉพาะค่าตัวนักแสดงก็ร้อยล้านบาทเข้าไปแล้ว

แม้มีความพยายามเอาใจช่วยว่าช่วงนี้เมืองไทยน้ำท่วมเลยกระทบต่อนยอดรายได้ ของหนัง ก็คงยากที่จะเอ่ยได้เต็มปาก เพราะหนังต่างประเทศที่เข้าฉายพร้อมกันในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้อย่าง The Three Musketers ยังทำเงินเพิ่มสัปดาห์ล่าสุดอีก 8 ล้านบาท รวมยอดรายได้ 2 สัปดาห์ 27.5 ล้านบาท และหนังเรื่อง Cars 2 ทำเงินเพิ่ม 6.2ล้านบาท รวม 2 สัปดาห์ 24.5 ล้านบาท รวมทั้งหนังตลก Johnny English Reborn ที่ยืนโรงมา 3 สัปดาห์ ทำเงินรวม 67 ล้านบาท

สำหรับหมาแก่อันตราย เป็นภาพยนตร์ภาคที่ 3 ของภาพยนตร์เรื่องมือปืนโลก/พระ/จันทร์ ซึ่งภาคแรกทำเงิืนรายได้สูงถึง 123 ล้านบาท (ดูวิกิพีเดีย)

เจ้าของหนังเผยทุนสร้าง3ภาค100ล้าน

ผู้สร้างเผยว่า พระนครฟิล์ม ร่วมกับ ยุทธเลิศ สิปปภาค ได้ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท เพื่อสร้างภาพยนตร์ไทยฟอร์มเด็ดชุด “มือปืน ตรัยภาค” (คิลเลอร์ไทรลอจี้) ที่ระดมดารานักแสดงและดาวตลกชื่อดังมาประชันบทบาทกันอย่างมากมาย โดยมีการเปิดตัวแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เมื่อค่ำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ณ ร้านบัสเตอร์บัสเตอร์ หลังเอสพลานาด รัชดา กรุงเทพฯ ภายในงานมีสื่อมวลชนและแขกในวงการมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

โดยหนังที่กล้าทุ่มทุนสร้างครั้งนี้ ธวัชชัย พันธุ์ภักดี ผู้จัดการทั่วไปของ พระนครฟิล์ม เผยว่า ถึงการได้ผู้กำกับ ยุทธเลิศ สิปปภาค ว่า “หลังจากที่ผมได้ดูรายละเอียดของโปรเจคส์นี้แล้ว รู้สึกว่าน่าสนใจและน่าลงทุนมาก เป็นแนวหนังที่แปลก ฉีกจากความเป็นพระนครฯ แต่ก็ยังคงความสนุกเหมือนเดิม แต่เป็นความสนุกที่ฉีกแนวจากที่เคยทำ เราจึงกล้าที่จะลงทุน เพราะคิดแล้วว่าน่าจะคุ้มค่า แล้วที่สำคัญหนังเรื่องนี้ผมมองว่ามันสามารถได้ทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ ได้อย่างสบาย”

ภาพยนตร์นี้จะถ่ายทำยาวแบบต่อเนื่องกันไปเลย และจะตัดต่อแบ่งแต่ละภาคตามที่ว่า ซึ่งไม่น่าจะต่างจากภาพยนตร์เรื่อง บุปผาราตรี 3.1 และ บุปผาราตรี 3.2 เท่าใดนัก เพียงแต่แต่ละภาคจะมีจุดเด่นอยู่ที่นักแสดงประจำภาคนั้นๆ นั่นเอง(ที่มา:วิกิพีเดีย)



ในช่วงที่ผ่านมากระแสการบอยคอตผลงานของดาราศิลปินพันธมิตรในหมู่คนเสื้อแดง ได้ขยายวงลุกลาม หลังจากมีกระแสคว่ำบาตรหนังเรื่องคนโขนของศรัณยู วงศ์กระจ่าง จนเจ๊ง และหนังเรื่องอุโมงค์ผาเมือง ที่มีพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง แสดงนำ จนล้มเหลวทั้งยอดคนดูและรายได้แล้ว ล่า่สุดมีการก่อกระแสก่อหวอดจะคว่ำบาตรภาพยนตร์เรื่อง หมาแก่ อันตราย ที่นำแแสดงโดยเทพ โพธิ์งาม อีกด้วย โดยภาพยนตร์เรื่องนี้กำหนดเริ่มฉายในวันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา

กลุ่มคนเสื้อแดงให้เหตุผลที่ชวนกันบอยคอตว่า เนื่องจากเทพ นักแสดงนำเรื่องนี้เคยขึ้นเวทีเสื้อหลากสีของหมอตุลย์ แนวร่วมของพันธมิตร ในวันที่ 16 เมษายน 2553 ที่หน้าราบ11 โดยเทพ ได้ขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยอย่างติดตลก ว่า "บังเอิญว่าผมออกมาซื้อข้าวมันไก่เลยแวะมาที่นี่ ประกอบกับเห็นข่าวแล้วรำคาญกลุ่มคนเสื้อแดง จึงออกมาแสดงพลังด้วย"

การกระทำดังกล่าวของเทพ โพธิ์งา่ม เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์นองเลือด 10 เมษายน 2553 มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทำให้นปช.ประกาศจองกฐินไว้ตั้งแต่เวลานั้นว่า หากเทพมีผลงานแสดงเรื่องใดจะพากันคว่ำบาตร



หนังเรื่องหมาแก่อันตราย เป็นผลงานสร้างของค่ายพระนครฟิล์ม กำกับโดยยุทธเลิศ เป็นหนังไตรภาคต่อเนื่องจากเรื่อง"มือปืน โลก/พระ/จันทร์"โดยภาพยนตร์ที่เทพนำแสดงนี้เป็นแนวดราม่า เรื่องราวของมือปืนชราที่ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดกับลูกสาวที่ไม่้รู้ว่าเทพ เป็นพ่อเพราะไปติดคุกเสียนาน ทำให้เกิดการห้ำหั่นกันอย่างหนัก เทพต้องรับบทแนวดราม่าอย่างพลิกคาแรกเตอร์ดารารตลกที่คนคุ้นเคยอย่างสิ้น เชิง และเป็นภาพยนตร์ที่ได้รางวัลในเวทีประกวดระดับเอเชียมาแล้ว

พงษ์พัฒน์(ซ้ายมือ):เวลา ที่ผมเล่นไพ่กับเพื่อนแล้วโกง เพื่อนมันก็ด่าผมว่าไอ้เห้...ออฟ แล้วคนที่โกงประเทศชาติเราควรจะเรียกว่าอะไรดี..หลายคนสงสัยเป็นนักแสดงกลัว มั้ย จะโดนอะไรมั้ย ไม่เป็นไรครับ ให้มันรู้กันไป”(ที่มา:ASTVผู้จัดการ)
เทพ โพธิ์งาม(พูดบนเวทีเสื้อหลากสีของหมอตุลย์ เมื่อ16เม.ย.53):บังเอิญว่าผมออกมาซื้อข้าวมันไก่เลยแวะมาที่นี่ ประกอบกับเห็นข่าวแล้วรำคาญกลุ่มคนเสื้อแดง จึงออกมาแสดงพลังด้วย (ภาพข่าว:มติชน)

สามัคคีประชาชาติไทยฝ่าพิบัติภัย 2554

ที่มา Thai E-News



ยังมีประเทศไทย-(ที่มา:ภาพจากเฟซบุ๊คของ Theerachot Rergjaree และ Yingluck Shinawatra )

โดย รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
12 ตุลาคม 2554

ในท่ามกลางวิกฤตพิบัติภัยธรรมชาติเป็นอุทกภัยใหญ่ ที่มีความร้ายแรงทั้งขอบเขตและความรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ประชาชาติไทยกลับถูกซ้ำเติมด้วยผลจาก "ปรากฏการณ์ผลกระทบปีกผีเสื้อ" (Butterfly Effect) ที่เกิดจากเจตนาในการ "แบ่งแยก" ผู้คนในสังคมเป็น "สีเสื้อ" ต่างๆ นำไปสู่วิกฤตที่ยิ่งกว่าวิกฤตธรรมชาติ นั่นคือ
(การ์ตูนจากเวบไซต์ASTVผู้จัดการ)

กระแสแรก เกิดความ "กระหยิ่มยินดี/สะใจ" กับความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของเพื่อนร่วมชาติ ที่อยู่ใน "พื้นที่คิดต่าง" หรือกลายเป็น "ศัตรูในจินตนาการ" จาก "กลุ่มสู่กลุ่ม" "สีเสื้อสู่สีเสื้อ" และ "ภูมิภาคภาคสู่ภูมิภาค" ทั้งมีการขยายความเกินจริง ไม่ว่าจะโดยไม่เจตนาหรือเจตนาก็ตาม
(ภาพจากเฟซบุ๊ค Abhisit Vejjajiva)

กระแสที่สอง การปลุกเร้าด้วยข้อเรียกร้อง "แบกรับภัยถ้วนหน้า" ในลักษณะ "เฉลี่ยสัมบูรณ์" ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริง และเป็นไปไม่ได้ หรือไม่ควรจะเป็นในทางปฏิบัติ เนื่องจากความจำเป็นต้องที่พื้นที่ "แนวหลัง" เพื่อ "ต้านรับ" และ "รวมศูนย์การบัญชาการรับมือ"
(ภาพจากเฟซบุ๊ค Yingluck Shinawatra )

และ กระแสที่สาม การเปรียบเทียบเปรียบเปรยนโยบายและแนวทาง/การดำเนิน การแก้ไข/เยียวยาผู้ที่รับผลโดยตรงและ/หรือผลกระทบจากพิบัติภัย ไม่ว่าจะเป็นในด้านปัจจัยสี่ และในด้านอาชีพการงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนระดับล่างลงไปของสังคม

นำไปสู่การ "สาดโคลน" "เยาะเย้ยถากถาง" ที่นำโดย "นักประดิษฐ์วาทกรรมสามานย์" จากทุกขั้วการเมือง อย่างน่าละอาย โดยหาได้แสดงจุดยืน วิสัยทัศน์ ในฐานะกลุ่มคนที่ได้รับฉันทานุมัติผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งโดยประชาชน ไปทำหน้าที่ "ใช้อำนาจอธิปไตย" แต่อย่างใด

คำถามเร่งด่วน และเป็นคำถามใจกลางของความขัดแย้งในทางการเมือง ที่สะท้อนผ่านทุกกิจกรรมในชีวิตของประชาชน ทั้งในฐานะปัจเจกและในฐานะกลุ่มทางสังคม นั้นคือ นอกเหนือจากระดมสรรพกำลังเพื่อดำเนินการแก้ไข เยียวยา ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อหน้านี้ แล้ว สังคมทั้งสังคม โดยผ่าน "กลุ่มคนชั้นนำ" ที่ประกอบด้วย ผู้ใช้อำนาจอธิปไตย และบรรดากลุ่มชนที่อยู่ในฐานะผู้ได้เปรียบมาตลอดนั้นแล้ว จะประกาศจุดยืนและวิสัยทัศน์ เพื่อวางรากฐาน แนวทางการผลักดันสังคมให้ขับเคลื่อนผ่านวิกฤตในลักษณะเดียวกันนี้ในอนาคตได้ อย่างไร
ที่ สำคัญ "ต้อง" หยุดการ "โฆษณาชวนเชื่อ" เพื่อหวังผลในคะแนนเสียง "เลือกตั้ง" ทุกรูปแบบ ไม่ว่ากติกาในการเลือกตั้งนั้นจะเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยก็ตาม จากการดำเนินการแก้ไขเยียวยาผลจากพิบัติภัย ไม่เพียงครั้งนี้ หากหมายรวมไปถึงภาวการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งคงเป็นเรื่องที่หลีก เลี่ยงได้ยาก ในท่ามกลางวิกฤตโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นในขอบเขตทั่วโลก

น่าเสียดาย ที่พื้นฐานบางประการจากอดีตด้วยข้อจำกัดโอกาสในการรับรู้ของประชาชาติไทยเรา นี้ หล่อหลอมในผู้คนส่วนใหญ่ "สนใจ" เฉพาะเรื่องราวเฉพาะหน้า โดยละเลยหลักการ และพิจารณาไปที่ "เหตุปัจจัย" ของปัญหาทั้งหลาย การแก้ปัญหาจึงมีลักษณะ "แก้ผ้าเอาหน้ารอด" การจะวางแผนบริหารจัดการแทบทุกกิจกรรมที่มีลักษณะระยะยาวจะถูกกีดกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเสนอแนวทางก้าวออกจาก "ความคิดหวังพึ่ง" จะถูกขัดขวางจาก "มือ" ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นเสมอ เพราะนั่นจะทำลายแนวทาง "ลัทธิประสิทธิ์ประศาสน์" ในฐานะ "ผู้ให้" กับ "ผู้รับ" ออกไปทั้งหมด

การทำให้ประชาชน "เสพติด" การเป็น "ผู้รับ" หรือ "ผู้ร้องขอ/รอคอย" นั่นเอง ที่ทำให้ "สถานภาพเดิม" (status quo) ของความเป็น "คนชั้นนำ" (elite) ดำรงอยู่คู่ "ความล้าหลัง" ของสังคม
พิบัติ ภัยที่มนุษย์จะผ่านไปได้ก็ด้วยความเป็นหนึ่งเดียว เริ่มจากกลุ่มชนที่อยู่บนสุด ก้าวลงมาเคียงบ่าเคียงไหล่กับกลุ่มคนที่อยู่ล่างสุด ในลักษณะ "ภราดรภาพ" หรือ "สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งนั้น" ที่มี "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" อย่างเท่าเทียมเสมอกัน ไม่ใช้ในลักษณะ "ผู้ให้" ในขณะที่อีกฝ่ายเป็น "ผู้รับ"

หาไม่แล้ว เมื่อประชาชนทั้งหลายตื่นขึ้นจากความหลับใหลในความไม่รู้ การมอมเมาด้วยความเท็จ และปกปิดบิดเบือนความจริง เมื่อนั้นประชาชนจะพร้อมใจกันลุกขึ้นแก้ปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญในสภาพยาก แค้นแสนสาหัสมานานนับชั่วคนแล้วชั่วคนเล่า ในขณะที่คนชั้นนำ นั่งพล่ามน้ำลายฟูมปาก ถึงความเมตตาเยี่ยง "น้ำตาจรเข้"

เป็นไปได้ว่าการแก้ปัญหานั้น อาจมีสภาพ "พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน" ก็เป็นได้ ใครจะรู้.

รายงานสถานการณ์น้ำ 12 ต.ค. 54

ที่มา Thai E-News

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์



หมายเหตุไทยอีนิวส์: จากข้อมูลในตารางพบว่า ทางกรมชลประทานได้ปรับค่าความสูงของน้ำที่สถานีบางไทร สถานีปทุมธานี และสถานีสะพานพุทธในวันที่ 15-16 ต.ค. ใหม่ โดยเพิ่มอีกประมาณ 12-30 ซม.จากการคาดหมายเมื่อวานนี้

รูปตัดขวางพื้นที่ กทม พร้อมข้อมูลระดับน้ำสูงสุดที่สะพานพุทธ

หมายเหตุไทยอีนิวส์: จาก การคาดการณ์ของกรมชลประทานพบว่า ระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำสะพานพุทธจะมีระดับน้ำเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางที่ 2.30-2.40 ในวันที่ 15 - 16 ตุลาคม ซึ่งหากเป็นไปตามการพยากรณ์ จะเป็นระดับน้ำสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้ ซึ่งมากกว่าเมื่อปี 2538 ที่ 2.27 เมตรอีกด้วย

แผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม จากสัมนา TEAM Group of Companies วันที่ 12/10/54 โดยคุณชวลิต