WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 12, 2011

รวบรวมสถานที่จอดรถยนต์หนีน้ำท่วม... ใครยังไม่รู้ "เช็ค" โลด!!

ที่มา มติชน



กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ได้เผยแพร่ข้อมูลสถานที่ที่ให้บริการจอดรถยนต์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อหนีจากสถานการณ์น้ำท่วม ผ่านเว็บไซต์ www.trafficpolice.go.th ซึ่งเป็นข้อมูลที่อัพเดทแล้ว พร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ซึ่งก่อนที่ประชาชนจะเดินทางไป ควรโทรศัพท์สอบถามล่วงหน้าก่อนด้วย เนื่องจากบางสถานที่อาจเต็มแล้ว

รายชื่อสถานที่จอดรถฟรีมีดังนี้

- สนามบินดอนเมือง บริเวณอาคารจอดรถผู้โดยสารภายในประเทศ และอาคารคลังสินค้าสูง 5 ชั้น รับรถได้ 3,000 คัน ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ 0-2535-1533, 1466, 0-2535-1515, 1516, 0-2535-1349, 1630


- ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต สามารถนำรถมาจอดได้ที่บนอาคารจอดรถของศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-958-0011 กด 0

- ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ เปิดพื้นที่ดาดฟ้าชั้น 6 รองรับรถได้ถึง 750 คัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 7-16 ต.ค.โดยสามารถจอดค้างคืนตลอดระยะเวลาดังกล่าว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายสื่อสารการตลาด โทร.02-721-8888 ต่อ 313 , 314 หรือ http://www.twitter.com/seaconsquare, www.facebook.com/SeaconSquareFanPage


- บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา เปิดให้บริการจอดรถฟรีที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ปิ่นเกล้า, บางนา, พระราม 2, พระราม 3, แจ้งวัฒนะ, รัตนาธิเบศร์, รามอินทรา, เชียงใหม่ แอร์พอร์ต,เชียงราย, ขอนแก่น, อุดรธานี, ชลบุรี และเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช สอบถามเพิ่มเติม โทร 02-667-5555 ต่อ 4108 ,02 667 5555 ต่อ 4108


- ตลาดนัดบานาน่าสแควร์ ข้างโลตัสลพบุรี และตึกจอดรถของห้างโลตัสอีก 8 ชั้น รวมจอดรถได้กว่า 1,500 คัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอู้ 089- 884-4839


- ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ถนนศรีนครินทร์ (เหมาะสำหรับคนที่อยู่แถว สมุทรปราการ ประเวศ พัฒนาการ อ่อนนุช หรือแถวๆ นั้น) รองรับรถยนต์ได้ถึง 650 คัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-787-2191


- อาคาร HobbyLobby แยกแคราย จ.นนทบุรี ตรงข้ามเอสพลานาด รองรับรถยนต์ได้ 400 คัน สอบถามเพิ่มเติม โทร 081-906-9460


- อิมพีเรียลลาดพร้าว เปิดบริการจอดรถฟรีฉุกเฉินในบริเวณเขตพื้นที่ลาดพร้าว วังทองหลางตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อ โทร.02-9349150


- เดอะมอลล์ สาขารามคำแหง ฝั่งเดอะมอลล์ 2 เปิดให้จอดรถที่ชั้น 3


- เดอะมอลล์ 3 เปิดให้จอดรถที่ ชั้น 3บี ขึ้นไป ติดต่อ 02-310-1000 ต่อฝ่ายธุรการ


- แฟชั่นไอส์แลนด์ เปิดให้จอดรถ เริ่มวันที่ 8 ต.ค. ติดต่อ 0-2947-5000


- สนามบินสุวรรณภูมิ ให้จอดฟรีถึงวันที่ 15 ต.ค. และอาจขยายเวลาออกไปอีก สอบถามเพิ่มเติม โทร 02-132-6535 หรือ ประชาสัมพันธ์ของสนามบิน 02-132-1888

- กองทัพอากาศ ที่โรงเรียนนายเรืออากาศ จำนวน 1,000 คัน, หอประชุมกองทัพอากาศ 600 คัน, สวนสุขภาพ 100 คัน, พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ 100 คัน, สนามกีฬาธูปะเตมีย์ 300 คัน โดยต้องเตรียมหลักฐานจำนวน 2 ชุด ติดด้านหน้ากระจกรถยนต์ จำนวน 1 ชุด ได้แก่ สำเนาทะเบียนรถ, สำเนาบัตรประชาชาชน, หมายเลขโทรศัพท์ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ณ ที่ตั้งท่าอากาศยานดอนเมือง โทร 1111 ต่อ 5 (โทรได้ตลอดเวลา) และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ 02-5342096 ในเวลาราชการ, 02-5341700 ต่อ 15 นอกเวลาราชการ


- สถานีแอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน ให้จอดรถฟรี 200 คัน บริเวณลานจอดรถชั้น 1 สถานีมักกะสัน โดยต้องนำสำเนาทะเบียนรถ และสำเนาบัตรประชาชนมาติดต่อเจ้าหน้าที่ บริเวณชั้น 3 ของสถานีมักกะสัน หรือโทรศัพท์หมายเลข 02-308-5600 ต่อ 2906 หรือ 2907 ตั้งแต่เวลา 07.00-23.00 น.


- ห้างสรรพสินค้าตั้ง ฮั่ว เส็ง ย่านบางพลัด ติดต่อสอบถาม 0-2434-0448 ต่อ 1222, 1234, 8999 ติดต่อ พร้อมเตรียมเอกสารสำเนาบัตรประชาชนของผู้ฝาก สำเนาคู่มือการจดทะเบียนรถหน้าที่แสดงชื่อเจ้าของรถ และหน้าที่แสดงการชำระภาษีประจำปี


- เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขารัชโยธิน, รังสิต, สุขุมวิท, ปิ่นเกล้า และเอสพลานาด งามวงศ์วาน-แคราย โดยเตรียมเอกสารสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนรถ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สาขา รัชโยธิน 02 5115427 ต่อ 190-191, สาขา รังสิต 02 5677047 ต่อ 106-107, สาขา สุขุมวิท 02 7412897, สาขา ปิ่นเกล้า 02 4349075, สาขา งามวงศ์วาน-แคราย 02 5807491 และ www.facebook.com/majorgroup


สำหรับจุดจอดรถ 109 จุดที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 (บก.น.1-9) เตรียมไว้บริการประชาชนในเขตนครบาลนั้น ประกอบด้วย

1.อาคารจอดรถ กทม. ถนนไกรสีห์ จำนวน 400 คัน
2.อาคารสนามม้านางเลิ้ง จำนวน 100 คัน
3.โรงแรมปรินซ์พาเลส จำนวน 50 คัน
4.อาคารจอดรถ สวนสัตว์ดุสิต จำนวน 400 คัน
5.ศูนย์การค้า SUPREME จำนวน 150 คัน
6.บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำนวน 100 คัน
7.ศูนย์การค้าเอสพานาด จำนวน 500 คัน
8.ศูนย์การค้าฟอร์จูน จำนวน 400 คัน
9.อาคารไซเบอร์เวิลด์ จำนวน 300 คัน
10.สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (ศูนย์วัฒนธรรม) จำนวน 80 คัน
11.ห้างแพลตตินัม จำนวน 150 คัน
12.ห้างพันธุ์ทิพย์ จำนวน 100 คัน
13.ห้างพาราเดียม จำนวน 100 คัน
14.โรงแรมอมารีวอเตอร์เกท จำนวน 100 คัน
15.ตึกชาญอิสระ 2 จำนวน 50 คัน
16.อาคารอิตัลไทย จำนวน 50 คัน
รวมพื้นที่ บก.น. 1 ทั้งหมด 3,050 คัน


17.บิ๊กซี แจ้งวัฒนะ จำนวน 69 คัน
18.ห้างไอที หลักสี่ จำนวน 1,000 คัน
19.ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะอาคารบี จำนวน 300 คัน
20.สนามบินดอนเมือง จำนวน 3,000 คัน
21.ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว จำนวน 3,000 คัน
22.ห้างเมเจอร์รัชโยธิน จำนวน 1,200 คัน
23.ลานจอด รฟม.(รัชดา-ลาดพร้าว) จำนวน 2,000 คัน
24.ลานจอดรถบีทีเอส หมอชิตเก่า จำนวน 2,000 คัน
25.ลานจอดรถจตุจักร จำนวน 1,000 คัน
26.ลานจอดรถสวนรถไฟ จำนวน 200 คัน
27.ตึก ปตท.(สำนักงานใหญ่) จำนวน 500 คัน
28.ธนาคารออมสิน (สำนักงานใหญ่) จำนวน 500 คัน
29.ห้างเซ็นทรัล รามอินทรา จำนวน 300 คัน
30.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 500 คัน
31.มหาวิทยาลัยศรีปทุม จำนวน 50 คัน
32.ห้าง MAX VALUE จำนวน 50 คัน
33.ตลาดบองมาเช่ จำนวน 100 คัน
34.ห้างบิ๊กซีวงศ์สว่าง จำนวน 50 คัน
35.โรงเรียนฤทธิยะ สายไหม จำนวน 200 คัน
36.โรงเรียนสายไหม จำนวน 50 คัน
37.โรงเรียนนายเรืออากาศ จำนวน 200 คัน
38.ลานจอดรถบุญถาวร จำนวน 150 คัน
39.ลานจอดรถโลตัส นวมินทร์ จำนวน 80 คัน
40.ถนนคู้บอน (เลียบวงแหวน-แยกคลองสอง) จำนวน 200 คัน
41.ถนนพระยาสุเรนทร์ (แยกคลองสอง-แยกลำกะโหลก) จำนวน 200 คัน
42.ถนนเลียบคลองสอง ตลอดแนว จำนวน 150 คัน
43.ห้าง THE MARKET (ถ.ประชาราษฎร์ สาย ๒) จำนวน 20 คัน
รวมพื้นที่ บก.น. 2 จำนวน 17,069 คัน


44.มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต จำนวน 1,500 คัน
45.มหาวิทยาลัยมหานคร จำนวน 2,000 คัน
46.มหาวิทยาลัยเทคโนพระจอมเกล้า จำนวน 2,000 คัน
47.สภ.ท่าอากาศสุวรรณภูมิ จำนวน 2,000 คัน
48.ห้างเดอะมอลล์บางกะปิ จำนวน 3,000 คัน
49.ห้างพันทิพย์บางกะปิ จำนวน 300 คัน
50.โรงแรมเดอะมอลล์อินน์ จำนวน 50 คัน
51.ห้างแฟชั่นไอแลนด์ จำนวน 1,500 คัน
52.ห้างเพรียวเพลส จำนวน 300 คัน
53.ห้างอมอรินี่ จำนวน 300 คัน
54.ห้างบิ๊กซ๊ลาดพร้าว จำนวน 2,000 คัน
55.ห้างซีคอนสแควร์ จำนวน 1,000 คัน
56.ห้างพาราไดซ์พาร์ค จำนวน 600 คัน
57.ริมถนนสาย 351 จำนวน 50 คัน
58.ศูนย์อัญมนีเจโมโปลิส จำนวน 200 คัน
59.มหาวิทยาลัยรามคำแหง(บางนา) จำนวน 100 คัน
60.ลานจอดรถบริษัทนัมเบอร์วัน จำนวน 100 คัน
61.การกีฬาแห่งประเทศไทย จำนวน 1,500 คัน
62.ใต้ทางด่วนระหว่างด่วนศรีรัช-มอเตอร์เวย์ จำนวน 300 คัน
63.ลานจอดรถร้าน 13 เหรียญพระรามเก้า จำนวน 300 คัน
รวมพื้นที่จอดรถ บก.น.4 จำนวน 11,600 คัน


64.ห้างฟิวเจอร์ จำนวน 500 คัน
65.ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 3 จำนวน 900 คัน
66.ห้างบิ๊กซีเอกมัย จำนวน 1,000 คัน
67.ห้างจัสโก้ สุขุมวิท 71 จำนวน 800 คัน
68.ห้างบิ๊กซีราชดำริ จำนวน 250 คัน
69.ห้างเซ็นทรัลชิดลม จำนวน 250 คัน
70.ห้างเซ็นทรัลบางนา จำนวน 780 คัน
71.เอสบีเฟอร์นิเจอร์ บางนา จำนวน 600 คัน
72. ห้างบิ๊กซีพระราม 4 จำนวน 200 คัน
73.ห้างโลตัสพระราม 4 จำนวน 200 คัน
รวมพื้นที่จอดรถ บก.น.5 จำนวน 5,480 คัน


74. ลานจอดรถดิโอลด์สยาม จำนวน 250 คัน
75.อาคารศรีวรจักร์ จำนวน 100 คัน
76.อาคารคลองถมเซ็นเตอร์ จำนวน 100 คัน
77.อาคารจอดรถริเวอร์ซิตี้ จำนวน 200 คัน
78.อาคารจอดรถเท็กซัส จำนวน 100 คัน
79.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ จำนวน 3,000 คัน
80.ห้างมาบุญครอง จำนวน 1,000 คัน
81.ห้างสยามพารากอน จำนวน 3,000 คัน
82.สนามกีฬาแห่งชาติ จำนวน 300 คัน
83.อาคารจอดรถจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 1,000 คัน
84.อาคารจอดรถตึกเจมส์ทาวเวอร์ จำนวน 100 คัน
85.โรงแรมมณเฑียร จำนวน 50 คัน
86.อาคารจอดรถโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา จำนวน 50 คัน
87.อาคารจอดรถโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน จำนวน 50 คัน
รวมที่จอดรถพื้นที่ บก.น. 6 จำนวน 9,300 คัน

88.ห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้า จำนวน 2,000 คัน
89.ห้างเมเจอร์ปิ่นเกล้า จำนวน 800 คัน
90.ห้างพาต้าปิ่นเกล้า จำนวน 100 คัน
91.ห้างโลตัสปิ่นเกล้า จำนวน 500 คัน
92.ถนนพุทธมณฑลสาย 1 จำนวน 300 คัน
93.สนามหลวงธนบุรี จำนวน 500 คัน
94.อาคารจอดรถ รพ.ยันฮี จำนวน 200 คัน
95.ห้างตั้งฮั่วเส็ง จำนวน 300 คัน
รวมพื้นที่จอดรถ บก.น.7 จำนวน 4,700 คัน


96.โรงเรียนอิสลามวิทยาลัย จำนวน 300 คัน
97.ห้างบิ๊กซีบางปะกอก จำนวน 100 คัน
98.ห้างโลตัสบางปะกอก จำนวน 100 คัน
99.ห้างเดอะมอลล์ท่าพระ จำนวน 100 คัน
100.ห้างบิ๊กซีท่าพระ จำนวน 100 คัน
101.โรงเรียนวัฒนาบริหารธุรกิจ จำนวน 80 คัน
102.สถาบันราชภัฎบ้านสมเด็จ จำนวน 100 คัน
103.ห้างบิ๊กซี จำนวน 100 คัน
104.คู่ขนานถนนราชพฤกษ์ใต้สะพานบางสะแก จำนวน 300 คัน
105.โรงแรมมาริออท จำนวน 100 คัน
รวมพื้นที่จอดรถบก.น. 8 จำนวน 1,380 คัน


106.มหาวิทยาลัยธนบุรี จำนวน 200 คัน
107.มหาวิทยาลัยเอเซีย จำนวน 500 คัน
108.มหาวิทยาลัยสยาม จำนวน 200 คัน
109.ถนนกาญจนาภิเษกช่องคู่ขนานเข้า-ออก จำนวน 10,000 คัน
รวมพื้นที่จอดรถบก.น.9 จำนวน 10,900 คัน

‘ยิ่งลักษณ์’น้ำตาคลอ ช่วย“น้องนาย”เจอแม่หลังพลัดพรากขณะน้ำท่วมนิคมโรจนะ

ที่มา ข่าวสด


ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัย (ศปภ.) ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รรท.ผบ.ตร.ได้นำ น.ส.สุพรรณษา โสภาค อายุ 31 ปี ชาวขอนแก่น พร้อมด้วย “น้องนาย” ด.ช.สุกิจ แสงโสม อายุ 6 เดือน บุตรชายที่พลัดพรากกันในระหว่างเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาขอบคุณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้สั่งการให้ความช่วยเหลือจนสามารถทำให้ทั้งแม่และลูกได้พบกัน ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เข้าปลอบโยน แสดงความดีใจที่ทั้งสองคนได้พบกันอย่างปลอดภัย รวมถึงได้สอบถามความเป็นอยู่ของ น.ส.สุพรรณษา ก่อนจะขออุ้ม “น้องนาย” เพื่อปลอบขวัญ พร้อมมอบสิ่งของให้


โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ศูนย์ Call center ที่รับโทรศัพท์จากน.ส.สุพรรณษาที่โทรเข้ามาขอความช่วยเหลือว่า ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ศูนย์ Call center ที่รับสายและพยายามตามเรื่อง โดยศูนย์ดังกล่าวได้แยกหมวดหมู่ของการให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่เดือดร้อน ที่มีการแจ้งเข้ามา ซึ่งกรณีของน.ส.สุพรรณษานั้นได้โทรศัพท์เข้ามาพร้อมแจ้งว่าลูกหาย ทาง ศปภ.จึงได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ค้นหาจนพบ ซึ่งน้องนายไม่ได้ดื่มนมมาถึง 3 วัน ก็ต้องขอแสดงความดีใจที่ลูกได้อยู่กับแม่ของตัวเอง

ด้าน น.ส.สุพรรณษา กล่าวว่า ตนเป็นชาวขอนแก่น เดินทางมาทำงานในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเลิกกับพ่อของน้องนายตั้งแต่น้องนายยังอยู่ในท้อง ตนมาทำงานที่นิคมโรจนะ และนำน้องนายไปจ้างเลี้ยงไว้ที่ห้องทำงานในนิคมฯ พอเกิดน้ำท่วมก็ไม่สามารถกลับไปรับลูกได้ เพราะช่วงนั้นน้ำไหลแรงมาก ติดต่อกับลูกไม่ได้ไม่รู้จะทำอย่างไร ร้องไห้ตลอดและมีคนบอกให้โทรศัพท์มาที่ ศปภ. จึงได้ลองติดต่อเข้ามา ดีใจมากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำและเจ้าหน้าที่ทุกๆฝ่ายติดต่อมาบอกว่าเจอน้อง นายแล้ว “ดีใจจนพูดไม่ถูก ขอขอบคุณท่านนายกฯ เจ้าหน้าที่ทุกๆคน หนูจะไม่ลืมพระคุณในครั้งนี้”


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ถึงกับน้ำตาคลอเมื่อรับฟังเรื่องราวจากน.ส.สุพรรณษา พร้อมให้กำลังใจ ก่อนจะขอบคุณพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ที่ได้ช่วยจนสามารถทำให้แม่และลูกได้พบกัน

Amsterdam นปช.แถลงข่าว 12-10-201

ที่มา thaifreenews

โดย phit

http://www.youtube.com/watch?v=sAigFNOJAF0&feature=player_detailpage

งบประมาณทหาร

ที่มา มติชน



โดย นวลน้อย ตรีรัตน์

(คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 12 ตุลาคม 2554)

มี ข้อถกเถียงกันอย่างมากมายถึงงบประมาณทหารที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หลังการรัฐประหาร 2549 บทความนี้มุ่งให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเหมาะสมของงบประมาณทหาร โดยการนำเสนอข้อมูลของงบประมาณทหารในมิติต่างๆ

1.งบประมาณทหารทั่ว โลก เมื่อนำงบประมาณทางการทหารของทั้งโลกมารวมกัน พบว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณการทหารสูงที่สุดของโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 42.8 ของงบประมาณทหารรวมกันทั้งโลก จีนเป็นอันดับสองร้อยละ 7.3 ตามด้วยอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ที่ประมาณประเทศละร้อยละ 3.7

และเมื่อรวม 2 ประเทศยักษ์ใหญ่คือสหรัฐอเมริกาและจีนเข้าด้วยกัน งบประมาณของทั้ง 2 ประเทศก็มากถึงร้อยละ 50 ของงบประมาณทางทหารของทั้งโลก

2.ศักยภาพทาง การทหาร จากรายงานการประเมินศักยภาพทางทหารในปี 2554 ที่เสนอในเว็บไซต์ Globalfirepower.com โดยใช้ปัจจัยต่างๆ รวม 45 ปัจจัย โดยปัจจัยเหล่านี้นอกจากปัจจัยทางทหาร ได้แก่ กำลังพล และอาวุธยุทโธปกรณ์ แล้วยังนำปัจจัยทางเศรษฐกิจ ประชากร โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากร และข้อมูลทางภูมิศาสตร์ มาประกอบการพิจารณาด้วย

สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซียอยู่อันดับสูงสุดคือลำดับที่ 18 ของโลก

ตามด้วย ไทยอันดับที่ 19 ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 23 มาเลเซีย 27 และสิงคโปร์ อันดับที่ 41 โดย 10 อันดับแรกของโลกคือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อินเดีย อังกฤษ ตุรกี เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอิสราเอล




3.สัดส่วนงบประมาณทหาร/GDP ในปี 2010 เมื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณให้กับกิจกรรมทางทหารจากผลผลิตของประเทศ โดยดูจากสัดส่วนงบประมาณทหาร/GDP พบว่าสัดส่วนงบประมาณทางทหาร/GDP ของประเทศไทยอยู่ในช่วงเดียวกันกับ อิตาลี อินเดีย บราซิล ออสเตรเลีย อัฟกานิสถาน โปแลนด์ อิหร่าน และมาเลเซีย

และเมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่าสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณทหาร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนาเศรษฐกิจหรือรายได้ต่อหัวประชากรแต่อย่างใด เพราะประเทศในยุโรปจำนวนมาก เช่นเยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน เบลเยียม เดนมาร์ก และฟินแลนด์ มีสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณทหารน้อยกว่าร้อยละ 1.5 แต่อังกฤษ และฝรั่งเศส มีสัดส่วนการจัดสรรที่สูงกว่ามาก





4.เปรียบเทียบกับงบประมาณทหารในกลุ่มประเทศอาเซียนเก่า (6 ประเทศ) เมื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณทางทหารต่อ GDP ในกลุ่มประเทศอาเซียนดั้งเดิม 6 ประเทศ พบว่าสิงคโปร์มีการจัดสรรสูงที่สุด ตามด้วย บรูไน มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

โดยเมื่อพิจารณาการจัดสรรจะพบว่า สัดส่วนของไทยและมาเลเซียใกล้เคียงกัน ที่ประมาณร้อยละ 2 ขณะที่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีระดับการจัดสรรประมาณร้อยละ 1 และเมื่อพิจารณาแนวโน้มจะพบว่าใน 4 ประเทศ (ไม่รวมสิงคโปร์และบรูไน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กทั้งพื้นที่และจำนวนประชากร) มีเฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่มีแนวโน้มการจัดสรรงบประมาณที่เพิ่มมากขึ้น

5.เปรียบ เทียบกับงบประมาณทหารในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน (อาเซียนใหม่ 4 ประเทศ) เมื่อเปรียบเทียบการจัดสรรงบประมาณทางทหารของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียนใหม่ทั้ง 4 ประเทศก็จะพบว่า ลาว กัมพูชา มีสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณทางทหารที่ลดลงอย่างรวดเร็ว (พม่าก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกัน แต่ข้อมูลของพม่ามีแค่ถึงปี 2545) ของประเทศไทยก็มีแนวโน้มที่ลดลงจนถึงปี 2549 ที่งบประมาณทหารเพิ่มมากขึ้น

จาก ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าการจะหาตัวแปรที่ชัดเจนมากำหนดการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมเป็น เรื่องยาก เพราะงบประมาณทหารขึ้นอยู่กับประเด็นในเชิงยุทธศาสตร์หรือนโยบายของรัฐ ความต้องการเตรียมความพร้อม การประเมินภัยคุกคาม และความยอมรับของประชาชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากรของประเทศ

ปัญหา ′น้ำท่วม′ ปัญหา ′ยิ่งลักษณ์′ เร่งบูรณาการ ′ยั่งยืน′

ที่มา มติชน



(ที่มา มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2554)


การที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ที่มี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน ที่สนามบินดอนเมือง ไม่รู้ว่า "ช้าไป" หรือไม่

เพราะตลอดระยะเวลา 1 เดือนเต็มๆ คงต้องบอกว่ารัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์ วิ่งตามปัญหาไม่ทัน

กล่าวคือ ยังเกิดอาการลนๆ ในการแก้ไขปัญหา ปล่อยมือให้ข้าราชการประจำทำ ซึ่งก็สามารถแก้ได้เฉพาะบางจุดที่เป็น "ขอบเขตอำนาจ" เท่านั้น

ฉะนั้น การตั้ง ศปภ.ขึ้นมา นอกจากจะมีเป้าหมายในการระดมแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะสั้นแล้ว การแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน เป็นรูปธรรม ก็เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ประกาศเป็น "วาระแห่งชาติ" เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

เพราะหากวิเคราะห์ปัญหาที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในเมืองไทยที่กำลังประสบกันอยู่ก็จะพบว่า มาจากสาเหตุต่างๆ หลายประการ

ทั้ง ปริมาณฝนที่ตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันในช่วงฤดูฝน เนื่องจากไทยตั้งอยู่ในเขตมรสุม มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือสลับกันพัดผ่านเกือบ ตลอดปี

อิทธิพลของลมมรสุมทั้งสองได้ก่อให้เกิดผลต่างกัน

นอก จากฝนที่เกิดจากลมมรสุมทั้งสองแล้ว ยังมีอิทธิพลอื่นๆ ที่เข้ามาข้องแวะในแต่ละปีอีก เช่น อิทธิพลร่องความกดอากาศ (Through) อิทธิพลพายุหมุน หรือหย่อมความกดอากาศต่ำ (Depression) ซึ่งมักเกิดขึ้นช่วงฤดูฝน

เมื่อผสมรวมกันจึงทำให้ฝนตกต่อเนื่องโดย เฉลี่ยประมาณ 1,500 มิลลิเมตรต่อปี และเป็นสาเหตุหรือที่มาของการเกิดน้ำหลาก น้ำท่วมอย่างรุนแรง

นอกจาก นั้น ยังพบการขยายตัวของชุมชนเมือง โดยขาดการวางแผนวางผังเมืองที่เป็นระบบ การถมที่สร้างบ้านจัดสรรหรือขยายเมืองไปในทิศทางที่ต่ำหรือที่ลุ่ม

นี่คือ "ปัญหา" ที่นอกเหนือจากการตัดไม้ทำลายป่า

ปัญหาทั้งหมด หากปล่อยให้ดำรงอยู่และดำเนินเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าความรุนแรงและความเสียหายก็จะซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

หรือหากจะปล่อยให้แต่ละฝ่ายแต่ละหน่วยงาน เช่น จังหวัด อบต. หรือเทศบาลที่ประสบปัญหาต่างไปดำเนินการกันเองก็คงไม่สำเร็จ

เพราะอาจทำให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างไม่คุ้มค่า ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่อื่นๆ อย่างคาดไม่ถึง

เนื่อง จากปัญหาน้ำแตกต่างจากปัญหาอื่น ตรงที่ไม่สามารถแก้ไขแบบเฉพาะจุดได้ เพราะลำน้ำมีความยาวและไหลผ่านพื้นที่หรือชุมชนต่างๆ ต่อเนื่องกันไป

แน่นอนว่า ครั้งนี้คงไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าการเยียวยาผู้ประสบภัย

อนาคต นายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องมองให้ออกว่าจะ "แก้เกม" น้ำท่วมในปีต่อๆ ไปอย่างไร

ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยมีการประสานกับประเทศต่างๆ ที่เป็นพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย เยอรมนี นำเทคโนโลยีและความรอบรู้ในการบริหารจัดการนำเข้ามาแก้ไขปัญหา แลกกับสินค้าเกษตร ในรูปแบบ จีทูจี

แต่ก็ไม่ถึงฝั่ง เพราะเกิดการปฏิวัติเสียก่อน

การ ป้องกันปัญหาใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นไปได้หรือไม่ที่จะยกร่างกฎหมายออกประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกา เพื่อกันเขตแม่น้ำสายสำคัญๆ ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ 25 ลุ่มน้ำ เหมือนการเวนคืนที่เพื่อสร้างถนน

โดยเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มสองฝั่ง แม่น้ำหรือย่านชุมชนที่คาดว่าจะมีการขยายตัวในอนาคต และมีโอกาสเกิดน้ำหลากล้นตลิ่งเข้าไปท่วมได้ ส่วนความกว้างวัดจากแม่น้ำออกไปสุดแนวเขตเป็นระยะเท่าใดขึ้นอยู่กับความ เหมาะสมของแต่ละพื้นที่ไป

โดยกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตที่ยอมให้น้ำหลากท่วมได้

หรือจะเรียกว่าพื้นที่ควบคุมน้ำท่วม

นอก จากนั้น ควรก่อสร้างแนวคันดินกั้นน้ำที่มีความสูงเหนือระดับน้ำหลากสูงสุดตามแนวเขต พื้นที่ควบคุมที่ประกาศเพื่อป้องกันน้ำมิให้น้ำหลากท่วมพื้นที่ภายนอก

ให้ มีการบังคับใช้กฎหมายควบคุมสิ่งปลูกสร้างที่จะเกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่ควบคุม อาทิ หากใครจะปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนในพื้นที่ริมน้ำ จะต้องยกพื้น มีใต้ถุนสูงพ้นระดับน้ำหลากสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ห้ามถมดินเพื่อก่อสร้างโดยเด็ดขาด เพื่อไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม

นอก จากนั้น อาจต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาช่วยเสริม ได้แก่ การเร่งก่อสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีน้ำท่วมซ้ำซาก การก่อสร้างฝายแบบขั้นบันไดเพื่อเป็นแก้มลิงชะลอการหลากในพื้นที่เสี่ยงภัย ฯลฯ

จริงอยู่ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่จะให้ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ คงยาก เพราะต้องยอมรับสภาพความจริงก่อนว่าการขยายตัวอย่างกระจัดกระจายและขาดการ วางแผนของชุมชนเมืองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้การตามแก้ปัญหายุ่งยาก ไม่แตกต่างจากการแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ

แต่กระนั้นคงจะดีกว่าที่เราจะไม่ยอมลุกขึ้นมาหาทางป้องกันหรือทำอะไรเลย

มาดูนวัตกรรมป้องกันน้ำแบบต่างๆ ที่คนไทยไม่เคยเห็น

ที่มา มติชน



ด้วยว่าไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ จึงหลีกเลี่ยงเหตุการณ์น้ำท่วมไม่ได้ หลายต่อหลายครั้ง ทั้งหนัก-เบา แต่เราก็คงยังใช้วิธีการแบบดั้งเดิม ตั้งแต่น้ำท่วมโลกมนุษย์จนถึงทุกวันนี้ ลองมาเรียนรู้ มาดู เพื่อสร้างแรงบันดาลใจที่จะค้นคิดนวัตกรรมการแก้ปัญหาดีกว่า









เบื้องหลัง 1 คืนที่โรงงาน "อิชิตัน" ของ "กัปตัน" และ "คำขอร้อง" จาก "ตัน ภาสกรนที"

ที่มา มติชน



"ผมเพิ่งโทรไปบอกลูกน้องว่าเรือ 100 ลำที่จะเอาไปบริจาค ให้เก็บไว้ลำหนึ่ง"

"ตัน ภาสกรนที" เล่าให้ฟังเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ตอนแรก ลูกน้องคิดว่า "ตัน" จะเล่นเคล็ดตัวเลข

ลดจำนวนเรือจาก 100 เหลือ 99

เมื่อลูกน้องถามว่าอีกลำหนึ่งจะเอาไปไหน

คำตอบก็คือ "เอาไว้ที่บ้าน"

"ตัน" บอกว่ามัวแต่ช่วยคนอื่น แต่ลืมตัวเอง

มหันตภัยครั้งนี้ใหญ่หลวงกว่าที่ใครจะคาดคิด

"จุดต่ำสุด" หรือ "จุดที่แย่ที่สุด" ที่คนอยุธยาและนครสวรรค์เคยคาดการณ์ไว้ วันนี้ทุกคนรู้แล้วว่า "ความจริง" ครั้งนี้เลวร้ายกว่าที่เขาคิดไว้หลายเท่าตัวนัก

ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา "ตัน" ค่อนข้าง "อิน" กับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ตอนแรก เขาคิดว่าน้ำท่วมครั้งนี้จะบริจาคเงินช่วยเหลืออย่างเดียว

เพราะช่วงนี้ "ตัน" เริ่มลุยธุรกิจชาเขียว "อิชิตัน" อย่างเต็มตัว

ไม่มีเวลาว่างเหมือนตอนที่ช่วยน้ำท่วมครั้งก่อน

เขาขออนุญาตคู่ชีวิต "อิง" สุนิสา ภาสกรนที ว่าจะบริจาคเงินก้อนใหญ่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

40 ล้านบาท

แต่หลังจากเห็นข่าวอุทกภัยครั้งใหญ่ "ตัน" ก็ทนไม่ได้ เขาระดมมิตรรักแฟนเพลงจาก "แฟนเพจ" ของเขามาช่วยบรรจุของลงถุงยังชีพ เพื่อนำไปบริจาคให้กับผู้ที่เดือดร้อน

ครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ "อารีน่า10"

มีคนไปร่วมประมาณ 2,000 คน

จากนั้น "ตัน" ก็ลุยซื้อเสื้อชูชีพ 10,000 ตัว และเรือท้องแบนขนาด 15-20 ที่นั่งจำนวน 100 ลำ

ส้วมไฟเบอร์ 12 หลัง ส้วมกระดาษอีก 100 ชุด

และวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา "ตัน" ก็ขอแรง "แฟนเพจ" เป็นครั้งที่ 2 เพื่อบรรจุของลงในถุงยังชีพจำนวน 20,000 ชุด

ครั้งนี้มีคนไปร่วม "จิตอาสา" ถึง 7,000 คน

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม "ตัน" มีกำหนดการต้องไปมอบของให้กับผู้ว่าฯลพบุรี

แต่เขาเปลี่ยนใจ เมื่อทราบข่าวจากลูกน้องว่าโรงงาน "อิชิตัน" มูลค่า 3,500 ล้านบาทของเขากำลังอยู่ช่วงวิกฤต

"ตัน" ตัดสินใจเข้าไปโรงงาน "อิชิตัน"

เพื่อสู้กับ”น้ำ”กับลูกน้อง
..................

ตั้งแต่เริ่มบริษัท ไม่ตัน และเปิดตัวสินค้าใหม่ทั้งเครื่องดื่มดับเบิ้ลดริ้งก์ และชาเขียวอิชิตัน

"ตัน" ใช้ระบบการจ้างผลิต

เพราะโรงงานใหม่ของเขาอยู่ระหว่างการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักร

และด้วยสไตล์การตัดสินใจอย่างรวดเร็วของ "ตัน"

โรงงานมูลค่า 3,500 ล้านบาทใช้เวลาก่อสร้างไม่ถึง 1 ปี

เดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ โรงงานของเขาจะเดินเครื่องอย่างเต็มที่

และจะเป็นโรงงานชาเขียวที่มีกำลังการผลิตสูงสุดในเมืองไทย

ทันทีที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ และน้ำเริ่มตีโอบนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ

"ตัน" ก่อกำแพงสูงกว่า 3 เมตร รอบโรงงาน

ตอนแรกเขาเชื่อมั่นว่ากำแพงดังกล่าวจะสู้กับ "น้ำ" ได้

แต่เมื่อโรงงานฮอนด้าถูกน้ำทะลักเข้าร่วม

ความมั่นใจของ "ตัน" เริ่มลดลง

แต่ยังเชื่อว่า "ปาฎิหาริย์" น่าจะมีจริง

คืนวันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม เขาได้รับโทรศัพท์จากลูกน้องว่า "กำแพง" ที่กั้นไว้เริ่มจะสู้ไม่ไหว

อาหารและน้ำเริ่มร่อยหรอ และน้ำมันที่ใช้กับเครื่องปั่นไฟเริ่มไม่พอเพียง

ในขณะที่ลูกน้องเริ่มหมดแรงลงเรื่อยๆ

"ตัน" ตัดสินใจเข้าไปโรงงาน เพื่อให้กำลังใจและสู้ร่วมกับ "ลูกน้อง"

ตอนเช้าที่คุยกัน "ตัน" ยังมีเสียงที่สดใส

เขายังคิดแก้ปัญหาเรื่องการขนน้ำมันเข้าไปโรงงาน

และวางแผนจะไปนอนที่โรงงานร่วมกับลูกน้อง

"ผมเตรียมชุดนอนไว้แล้ว"

แต่พอตอนบ่าย เมื่อโทรศัพท์ไปคุยกันอีกครั้งหนึ่ง

เสียงของ "ตัน" เริ่มเปลี่ยนไป

เขาบอกว่าคงต้องยอมรับความเป็นจริง และวางแผนอพยพลูกน้องออกจากโรงงานให้ปลอดภัยที่สุด

"ผมจะเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากโรงงาน"

ผ่านไปจนถึงช่วงเย็น ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ช่วง "เจาะข่าวเด่น"

"สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา" บุกเข้าไปในโรงงาน "อิชิตัน" เพื่อสัมภาษณ์ "ตัน"

ไม่มีใครเห็นภาพ เพราะรถถ่ายทอดสดไม่สามารถเข้าไปได้


มีแต่เสียงของ "ตัน" และ "สรยุทธ์"

ช่วงต้นเขายังคุมอารมณ์อยู่ "ตัน" ยังบอกว่าคนที่เดือดร้อนกว่าเขายังมีอีกมากมาย เขายังมีกำลังที่จะสู้ต่อได้

"แต่วันนี้คงจบแล้วสำหรับภารกิจกู้โรงงาน พรุ่งนี้ก็กลับไปทำมาหากินกันต่อ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เราต้องมีกำลังใจ"

เมื่อ "สรยุทธ์" รู้ว่า "ตัน" จะนอนค้างที่นี่ เพื่อส่งพนักงานคนสุดท้ายออกไปให้หมด และเหลือคนอยู่เฝ้าโรงงาน 5 คน

เขาเสนอทางเลือกว่าให้ช่วยนำพนักงานออกให้หมดภายในคืนนี้แล้ว "ตัน" ออกไปด้วยกันกับเขา

แต่ "ตัน" ปฏิเสธ บอกว่าที่นี่ยังมีเครื่องปั่นไฟ มีอาหาร

"ผมขออยู่ที่นี่สักคืนหนึ่ง" เสียงของ "ตัน" เริ่มสั่นเครือ และขาดหายเป็นช่วงๆ

"....อยู่ให้สมกับที่ลงทุนไป"

ในจอโทรทัศน์มีแต่ความเงียบประมาณ 10 วินาที

ไม่มีเสียงของ "ตัน" หรือ "สรยุทธ์"

เพราะ "ตัน" ร้องไห้
.................

ภาพของ "ตัน" น้ำตาคลอ แพร่ภาพอีกครั้งในช่วง "เรื่องเล่าเช้านี้"

พร้อมกับ "แฟนเพจ" เข้ามาให้กำลังใจ 6,000 กว่าคน

3 โมงเย็นของวันพุธที่ 12 ตุลาคม "ตัน" เพิ่งออกจากโรงงาน

"คุณเชื่อไหม ตลอดระยะทาง 14 กิโลเมตรจากโรงงาน มันมีแต่น้ำ ทุกโรงงานมีแต่น้ำท่วมกับท่วมมาก"

เขาเล่าว่าระหว่างที่นั่งรถจะมีคนงานโรงงานต่างๆขอโดยสารออกมาด้วย

แต่ละคนอยู่ในสภาพที่ทั้งหมดแรง และหมดกำลังใจ

"ผมยังมีแรง มีเงินที่จะสู้ต่อ แต่บางคนบ้านก็ถูกน้ำท่วม โรงงานก็ท่วม บ้านก็ไม่มีอยู่ งานก็ไม่มี เงินก็ไม่มี น่าสงสารมาก"

จากประสบการณ์ครั้งนี้ "ตัน" อยากฝากไปถึงคนไทยทุกคนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่ปัญหาของคนใดคน หนึ่ง ไม่ใช่ของรัฐบาล แต่เป็นของคนไทยทุกคน

"ถ้าเรียกร้องได้ ผมอยากเรียกร้องให้คนไทยที่ยังมีแรงอยู่ให้ออกมาช่วยกันให้มากที่สุด ใครมีเงินช่วยเงิน ช่วยเรื่องสิ่งของ ใครมีแรงช่วยออกแรง ปัญหาวันนี้มันหนักหนาสาหัสจริงๆ"

"ผมขอร้อง..."

"ในหลวง" พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ "นายกรัฐมนตรี" เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเป็นการส่วนพระองค์

ที่มา มติชน



วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2554 เวลา 17.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ห้องประชุม สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เป็นการส่วนพระองค์

รวมใจสู้น้ำท่วม

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ดูทีท่าอาจจะยืดเยื้อออกไปหลายเดือนทีเดียว

ด้วยปัจจัยหลายอย่างทั้งพายุที่ยังโหมกระหน่ำฟาดหางใส่เมืองไทยลูกแล้วลูกเล่า และมีแนวโน้มว่าจะมีพายุเพิ่มอีก

ปริมาณน้ำในหลายเขื่อนใหญ่อั้นไม่อยู่ ต้องเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำสาขา ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

ประเมินกันคร่าวๆ จะมีมวลน้ำมหึมากว่า 7 พันล้านลบ.ม.ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงเดือนนี้

ฉะนั้น จังหวัดที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาจึงกลายเป็นพื้นที่รับน้ำไปโดยปริยาย

พระนครศรีอยุธยาจึงประสบกับภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างรุนแรงอย่างที่เห็น

ล่าสุดนครสวรรค์ก็เกิดพนังกั้นน้ำแตก ทะลักเข้าท่วมเขตเมืองในพริบตา

แต่ที่ต้องจับตากันอย่างใจระทึกคือกรุงเทพฯ

คาดกันว่ามวลน้ำก้อนใหญ่จะเดินทางมาถึงเมืองหลวงในช่วงสัปดาห์นี้

ผสมโรงกับช่วงน้ำทะเลหนุน 13-15 ต.ค.

การระบายน้ำผ่านกรุงเทพฯลงสู่ทะเลเกิดอุปสรรคแน่ๆ

ถึงเวลานั้นอาจจะเห็นกรุงเทพฯจมน้ำอีกครั้ง

ทั้งเหตุผลเรื่องความแปรปรวนของธรรมชาติ ประกอบกับน้ำก้อนมหาศาลที่สะสมอยู่ก่อนหน้านี้

อาจทำให้สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้รุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปีของเมืองไทย

แต่ต้องยอมรับว่าการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ถือว่าทำได้ค่อนข้างดีในระดับหนึ่ง

การเปิดศูนย์ป้องกันอุทกภัยที่สนามบินดอนเมือง ถือเป็นหัวใจในการบริหารจัดการและแก้ปัญหาให้คล่องตัว

บูรณาการทุกภาคส่วนให้ไปในแนวทางเดียวกัน

การส่งรัฐมนตรีทั้งหมดลงพื้นที่บัญชาการป้องกันในจังหวัดสำคัญๆ ก็ช่วยให้การตัดสินใจฉับไวทันท่วงที

ที่สำคัญการออกทีวีพูลของนายกฯยิ่งลักษณ์เพื่อเตือนภัยพี่น้องประชาชนก็มีส่วนช่วย

เพราะการยืนยันว่ารัฐบาลยังควบคุมสถานการณ์ ไว้ได้

เป็นการป้องกันไม่ให้ประชาชนแตกตื่นโกลาหล !?

แต่ภัยพิบัติครั้งนี้ต้องการความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทั้งชาติ

ฝ่ายการเมืองควรหยุด ควรเลิกซ้ำเติมกันสักระยะ ระดมสรรพกำลังเข้าช่วยแก้ปัญหา

คนสีเสื้อต่างๆ หันมาร่วมมือกันซับน้ำตาผู้ประสบภัย

เชื่อว่าเมืองไทยคงผ่านภัยพิบัติครั้งนี้ได้ไม่ยาก

‘ยิ่งลักษณ์’ เผยในหลวงทรงห่วงประชาชน แนะเร่งระบายน้ำด้านตะวันออก

ที่มา ข่าวสด


วันที่ 12 ต.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า พระองค์ท่านทรงรับสั่งว่าในเรื่องของน้ำครั้งนี้มากจริงๆ กระทบและทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก พระองค์ทรงเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ และพระองค์ทรงให้ความสำคัญในการเร่งระบายน้ำทางด้านตะวันออกของกทม. ที่เรามีการเร่งระบายน้ำ และดำเนินการขุดคลองนั้น ก็คงต้องเร่งรัดในการขุดคลองเพื่อให้เกิดการระบายน้ำอย่างเต็มที่ ส่วนทางด้านทิศตะวันตกของกทม. ก็คงจะไปดูในส่วนของการหาพื้นที่ หรือคลองเพื่อระบายน้ำ ซึ่งตนจะไปสำรวจในวันที่ 13 ต.ค.นี้ เพิ่มเติม ทั้งนี้การระบายน้ำที่ดีที่สุดคือการระบายน้ำลงสู่ทะเล ดังนั้นการทำงานของประตูปิด-เปิดระบายน้ำถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องบริหารจัดการให้อยู่ในช่วงที่สัมพันธ์กับระดับน้ำทะเลที่ขึ้นลง

“พระองค์ท่านทรงเป็นห่วงประชาชนอย่างมาก ดิฉันก็ได้กราบทูลพระองค์ท่านในเรื่องที่เราได้มีการดำเนินการและสั่งการ ดูแลพี่น้องประชาชน” นายกรัฐมนตรี กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับบรรดารัฐมนตรี และคณะกรรมการ ศปภ.อีกครั้งซึ่งคาดว่าได้มีการนำเอากระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาแจ้งให้รับทราบและเร่งดำเนินการ