WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 13, 2011

น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ

ที่มา Thai E-News


เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดการชุมนุมและปะทะกับเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ณ เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 ตุลาคม 2554



13 ตุลา 51 เย็นศิระ เพราะพระบริบาล

พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกร-เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดการชุมนุมและปะทะกับเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ณ เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

ในโอกาสดังกล่าวนายจินดา ระดับปัญญาชาติวุฒิ บิดาของนางสางอังคณา พร้อมด้วยนางสาวดารณี นางสาววิชชุดา บุตรสาวทั้งสองเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พลับพลาที่ประทับ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับครอบครัวระดับปัญญาวุฒิ ประมาณ 15 นาที ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ

หลังจากที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯกลับ นายจินดาให้สัมภาษณ์ โดยที่หนังสือพิมพ์มติชนรายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งว่า นางสาวอังคณาเป็นคนดีเป็นคนเก่ง และขอชื่นชมที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ขอเป็นกำลังใจให้ครอบ ครัวสู้ต่อไป

"พระองค์ทรงรับสั่งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวอังคณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับรู้เรื่องราวโดยตลอด รวมทั้งกรณีพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทรัพย์ช่วยเหลือมาด้วย ซึ่งผมและครอบครัวระดับปัญญาวุฒิรู้สึกภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้

ที่ทั้งสองพระองค์เสด็จในงานพระราชทานเพลิงของลูกสาว ซึ่งผมและครอบครัวจะน้อมนำเอาพระราชดำรัสที่ทรงห่วงใยมาเป็นกำลังใจในการ ดำเนินชีวิตต่อไป"

ต่อมานายจินดาให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า
"พระองค์ตรัสว่า อังคณาเขาทำดีน่ะ รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านตรัสว่า เสียใจไม่น่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เลย"

"สมเด็จพระราชินีทรงถามสารทุกข์สุกดิบของครอบครัว พระองค์ตรัสถามถึงอาการของภรรยาผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมทูลฯตอบไปว่า รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช อยู่ในพระราชินูปถัมภ์ พระองค์ท่านยังทรงกล่าวอีกว่า ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ด้วย"

พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า


"ตี๋ ชิงชัย" วาดพระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยมือซ้าย

พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯต่อพสกนิกรนั้นยังแผ่ไพศาลต่อมาอย่าง สืบเนื่อง ในคราววันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหามหาราชินีเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2552 เวบไซต์ผู้จัดการASTV รายงานข่าวว่า "พระราชินีตรัสชื่นชม"ตี๋ ชิงชัย"วาดพระสาทิสลักษณ์"เก่งมาก" โดยรายละเอียดข่าวมีว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ หรือ ตี๋ ชิงชัย ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมภรรยาเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่นายชิงชัยวาดด้วยมือซ้าย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารว่า "เก่งมาก"


พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผลงานการวาดด้วยมือซ้ายของนายชิงชัย อุดมเจริญกิจ ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลา 51

"ตี๋ ชิงชัย" เป็นหนึ่งในศิลปินนักสู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้น "ตี๋ ชิงชัย" ถูกระเบิดแก๊สน้ำตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนมือข้างขวาที่เคยใช้วาดรูป ขาดกระจุยและกล่องเสียงถูกทำลาย แต่มีตำรวจบางคนและสื่อมวลชนบางฉบับ ได้รายงานว่านายชิงชัยว่ากำระเบิดมาเอง แต่ผู้จัดการASTVระบุว่า ในความเป็นจริงสิ่งที่เขากำอยู่ในมือคือพวงกุญแจหนัง

พสกนิกรไทยต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า นับเป็นบุญที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ได้อาศัยพระบรมโพธิสมภารเป็นที่พึ่ง โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองมีวิกฤตการณ์แตกแยกความสามัคคี แบ่งออกเป็นหลายฝ่ายช่วงหลายปีมานี้

ทั้งนี้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ต่อพสกนิกรทุกหมู่ เหล่าที่อาศัยอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร นอกจากประชาชนฝ่ายผู้ชุมนุมแล้ว ก็รวมทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมือง ด้วย

พระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น-พระราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในการวางพวงมาลา และพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 ในการนี้มีรับสั่งว่า
เสียใจ เสียดายนายทหารที่ดี นับว่าเป็นการสูญเสียทหารที่ทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง และขอขอบคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกมาเป็นอย่างดี มีความภักดีต่อราชวงศ์
(รายละเอียดข่าว)

ในคราวเกิดเหตุการณ์จลาจลขึ้นในบ้านเมืองเมื่อปีที่แล้ว ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่นั้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ตามประกาศสำนักนายกฯ ระบุว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพบก ซึ่งเสียชีวิตเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยความเสียสละและฝ่าอันตรายจนถึงแก่ชีวิต ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการและเป็นแบบอย่างอันควรแก่การยกย่อง สรรเสริญสืบไปจำนวน 5 ราย ดังนี้

ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก
1. พลเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม
เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
2 . ร้อยเอก ภูริวัฒน์ ประพันธ์
3. ร้อยเอก อนุพนธ์ หอมมาลี
4. ร้อยโท อนุพงษ์ เมืองอำพัน
5. ร้อยตรี สิงหา อ่อนทรง

ประกาศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
สุเทพ เทือกสุบรรณ
รองนายกรัฐมนตรี

เย็นศิระ เพราะพระบริบาล-เมื่อเวลา19.00น.เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2553 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถนนราชวิถี เพื่อทรงเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติการขอพื้นที่คืนจากผู้ ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เมษายน
โดยมีประชาชนมาเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมาก(ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ)

ทรงมีพระราชหัตถเลขาชมเชยสตรีไทยช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของชาติ

อีกเรื่องหนึ่งที่นำความปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นต่อปวงพสกนิกรชาวไทยก็คือใน คราวที่เกิดจลาจลในกรุงเทพฯเมื่อปีที่แล้วนั้น ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ นางสนองพระโอษฐ์ และรองราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้อัญเชิญพระราชหัตถเลขา ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชทานให้กับคุณนภัส ณ ป้อมเพชร



พระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2553 มีความรายละเอียดว่า


ถึง คุณนภัส ณ ป้อมเพ็ชร์

ฉันได้อ่านจดหมายของคุณที่เขียนถึงสำนักข่าว CNN แล้ว รู้สึกภูมิใจที่คุณยืนขึ้นทำหน้าที่ของคนไทยตอบโต้นักข่าวต่างชาติอย่าง องอาจตรงไปตรงมา แต่ก็ด้วยความสุภาพและมีเหตุผลที่ชัดเจนพอที่จะทำให้ประชาคมโลกที่ได้อ่าน จดหมายของคุณต้องทบทวนความเชื่อถือที่มีต่อ CNN

ชื่นชมยิ่งที่คุณช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศชาติ

( ลายพระราชหัตถเลขาในสมเด็จพระนางเจ้าฯ )


ด้วยน้ำพระทัยแผ่ไพศาลต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าใต้ร่มพระบารมี ทำให้บ้านเมืองที่เคยรุ่มร้อน ก็ผ่อนคลายร่มเย็นสงบลงด้วยพระบารมีเป็นที่ตั้ง

ปวงข้าพระพุทธเจ้าต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

Wednesday, October 12, 2011

ศปภ.เปิดกองอำนวยการใหม่ ใช้เป็นศูนย์กลางรับบริจาคน้ำท่วม

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



โฆษกรัฐบาลแถลงเปิดกอง อำนวยการร่วมมือร่วมใจจากพี่น้องประชาชน
หวังเป็นจุดศูนย์รวมเรื่องบริจาค ดึง "บก.ลายจุด" ช่วยประสานงานร่วมช่วยผู้ประสบภัย
เจ้าของเว็บไซต์ไทยฟลัดร่วมแชร์ข้อมูลน้ำท่วม


เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกรัฐบาล
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ "บก.ลายจุด" ประธานมูลนิธิกระจกเงา
นายปรเมศร์ มินศิริ กรรมการผู้จัดการบริษัท บัณฑิต เซ็นเตอร์ จำกัด
เจ้าของเว็บไซต์ไทยฟลัด (Thaiflood) ดอทคอม
นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์
เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
แถลงเปิดกองอำนวยการร่วมมือร่วมใจจากพี่น้องประชาชน ภายในศูนย์ ศปภ.
ทั้งนี้ นางฐิติมา กล่าวว่า
ขณะนี้ ศปภ.ได้มีการเปิดกองอำนวยการร่วมมือร่วมใจจากพี่น้องประชาชน
เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรับบริจาคสิ่งของให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม
และเปิดให้ผู้มีจิตอาสามาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือ
และรับเรื่องราวต่างๆ ในการที่จะบริจาค
ซึ่งกองอำนวยการที่เปิดใหม่ภายในศูนย์ ศปภ. ภายในท่าอากาศยานดอนเมืองแห่งนี้
เบื้องต้นจะมีเจ้าหน้าที่ของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
มาเป็นเจ้าหน้าที่ในการรับสายและประสานงานให้แก่ผู้ที่ติดต่อเข้ามา
ดังนั้น หากประชาชนสนใจที่จะโทรเข้ามาบริจาค
สามารถโทรศัพท์มาได้ที่หมายเลข 08-6460-1331-36 ได้ ตลอดเวลา
ซึ่งทั้งนี้ในช่วงเวลาบ่ายโมง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะมารับบริจาคสิ่งของด้วยตนเอง
หรือสามารถบริจาคเงินได้ที่บัญชี
“กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี”
บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 067 – 0 - 06895 – 0



ด้านนายประธานมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า
ทางมูลนิธิกระเงาได้มาช่วยเหลืองานด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตั้งแต่วันแรกที่จัดตั้งศูนย์ ศปภ.
ซึ่งเป็นการช่วยเหลือภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
ตอนนี้ได้มาอยู่ที่กองอำนวยการร่วมมือร่วมใจจากพี่น้องประชาชน
ซึ่งทำการช่วยเหลือเรื่องราวที่ได้เข้าประสานงานมาเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ ทางมูลนิธิได้เสนอรัฐบาลเพื่อขอจั้งตั้ง ศปภ.ในระดับตำบล
เพื่อให้ประสานงานได้เร็วกว่าเดิม โดยขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา
ซึ่งต้องรอให้มีคำสั่งลงมาว่าจะมีความเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร

ส่วนนายปรเมศร์ กล่าวว่า เว็บไซต์ไทยฟลัดดอทคอมก็ดูเรื่องน้ำท่วมมาเป็นเวลาปีกว่า
เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างกัน
โดยเว็บไซต์นั้นมีการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมมาตั้งแต่พายุเริ่มเข้ามา
ตั้งแต่ จ.น่าน หรือตั้งแต่สถานการณ์น้ำท่วมเพิ่งเริ่ม
ซึ่งได้มาร่วมกับกองอำนายการแห่งนี้เพื่อช่วยเหลือรัฐบาล
ในเรื่องข่าวสารและเรื่องอื่นๆ ที่จะต้องบูรณาการทางข้อมูลอีกด้วย



นอกจากนี้ นางสาวศรีญาดา กล่าวว่า
สำหรับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นั้น
จะดูแลเรื่องอาหารการกินและบรรเทาทุกข์ภัยให้แก่ผู้ประสบภัย
โดยนำศูนย์ฝึกอาชีพและชมรมแม่บ้านมาช่วยส่งเสริมกิจกรรมเพื่อผ่อนคลาย ความเครียด
เป็นการฟื้นฟูจิตใจให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ทั้งนี้ จะรวบรวมบุคคลและอาสาสมัครจากกลุ่มจิตอาสามาช่วยเหลืองานด้านต่างๆ ให้ ศปภ.ด้วย.


http://www.thairath.co.th/content/pol/208755

หัวหน้า ตร.ญี่ปุ่น เข้าพบ รอง ผบช.น.เพื่อติดตามคดี "ช่างภาพรอยเตอร์" เหยื่อคอกวัว

ที่มา มติชน



ที่ บช.น. เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม นายจุน มารุยาม่า (JUN MARUYAMA) ชาวญี่ปุ่น เลขานุการเอก และหัวหน้านายตำรวจประสานงาน สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมคณะและล่าม เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.นสอบถามความคืบหน้ากรณี นายฮิโร มูราโมโต ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่นถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 บริเวณแยกคอกวัว

นายกฯ ช่วยลำเลียงของขึ้น ฮ.เพื่อไปแจก ปชช.ที่ประสบภัยในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก

ที่มา มติชน



เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลำเลียงสิ่งของขึ้นขบวนเฮลิคอปเตอร์ จากกองบินตำรวจจำนวน 10 ลำ เพื่อไปแจกถุงยังชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก

รวบรวมสถานที่จอดรถยนต์หนีน้ำท่วม... ใครยังไม่รู้ "เช็ค" โลด!!

ที่มา มติชน



กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ได้เผยแพร่ข้อมูลสถานที่ที่ให้บริการจอดรถยนต์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อหนีจากสถานการณ์น้ำท่วม ผ่านเว็บไซต์ www.trafficpolice.go.th ซึ่งเป็นข้อมูลที่อัพเดทแล้ว พร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ซึ่งก่อนที่ประชาชนจะเดินทางไป ควรโทรศัพท์สอบถามล่วงหน้าก่อนด้วย เนื่องจากบางสถานที่อาจเต็มแล้ว

รายชื่อสถานที่จอดรถฟรีมีดังนี้

- สนามบินดอนเมือง บริเวณอาคารจอดรถผู้โดยสารภายในประเทศ และอาคารคลังสินค้าสูง 5 ชั้น รับรถได้ 3,000 คัน ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ 0-2535-1533, 1466, 0-2535-1515, 1516, 0-2535-1349, 1630


- ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต สามารถนำรถมาจอดได้ที่บนอาคารจอดรถของศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-958-0011 กด 0

- ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ เปิดพื้นที่ดาดฟ้าชั้น 6 รองรับรถได้ถึง 750 คัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 7-16 ต.ค.โดยสามารถจอดค้างคืนตลอดระยะเวลาดังกล่าว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายสื่อสารการตลาด โทร.02-721-8888 ต่อ 313 , 314 หรือ http://www.twitter.com/seaconsquare, www.facebook.com/SeaconSquareFanPage


- บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา เปิดให้บริการจอดรถฟรีที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ปิ่นเกล้า, บางนา, พระราม 2, พระราม 3, แจ้งวัฒนะ, รัตนาธิเบศร์, รามอินทรา, เชียงใหม่ แอร์พอร์ต,เชียงราย, ขอนแก่น, อุดรธานี, ชลบุรี และเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช สอบถามเพิ่มเติม โทร 02-667-5555 ต่อ 4108 ,02 667 5555 ต่อ 4108


- ตลาดนัดบานาน่าสแควร์ ข้างโลตัสลพบุรี และตึกจอดรถของห้างโลตัสอีก 8 ชั้น รวมจอดรถได้กว่า 1,500 คัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอู้ 089- 884-4839


- ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ถนนศรีนครินทร์ (เหมาะสำหรับคนที่อยู่แถว สมุทรปราการ ประเวศ พัฒนาการ อ่อนนุช หรือแถวๆ นั้น) รองรับรถยนต์ได้ถึง 650 คัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-787-2191


- อาคาร HobbyLobby แยกแคราย จ.นนทบุรี ตรงข้ามเอสพลานาด รองรับรถยนต์ได้ 400 คัน สอบถามเพิ่มเติม โทร 081-906-9460


- อิมพีเรียลลาดพร้าว เปิดบริการจอดรถฟรีฉุกเฉินในบริเวณเขตพื้นที่ลาดพร้าว วังทองหลางตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อ โทร.02-9349150


- เดอะมอลล์ สาขารามคำแหง ฝั่งเดอะมอลล์ 2 เปิดให้จอดรถที่ชั้น 3


- เดอะมอลล์ 3 เปิดให้จอดรถที่ ชั้น 3บี ขึ้นไป ติดต่อ 02-310-1000 ต่อฝ่ายธุรการ


- แฟชั่นไอส์แลนด์ เปิดให้จอดรถ เริ่มวันที่ 8 ต.ค. ติดต่อ 0-2947-5000


- สนามบินสุวรรณภูมิ ให้จอดฟรีถึงวันที่ 15 ต.ค. และอาจขยายเวลาออกไปอีก สอบถามเพิ่มเติม โทร 02-132-6535 หรือ ประชาสัมพันธ์ของสนามบิน 02-132-1888

- กองทัพอากาศ ที่โรงเรียนนายเรืออากาศ จำนวน 1,000 คัน, หอประชุมกองทัพอากาศ 600 คัน, สวนสุขภาพ 100 คัน, พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ 100 คัน, สนามกีฬาธูปะเตมีย์ 300 คัน โดยต้องเตรียมหลักฐานจำนวน 2 ชุด ติดด้านหน้ากระจกรถยนต์ จำนวน 1 ชุด ได้แก่ สำเนาทะเบียนรถ, สำเนาบัตรประชาชาชน, หมายเลขโทรศัพท์ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ณ ที่ตั้งท่าอากาศยานดอนเมือง โทร 1111 ต่อ 5 (โทรได้ตลอดเวลา) และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ 02-5342096 ในเวลาราชการ, 02-5341700 ต่อ 15 นอกเวลาราชการ


- สถานีแอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน ให้จอดรถฟรี 200 คัน บริเวณลานจอดรถชั้น 1 สถานีมักกะสัน โดยต้องนำสำเนาทะเบียนรถ และสำเนาบัตรประชาชนมาติดต่อเจ้าหน้าที่ บริเวณชั้น 3 ของสถานีมักกะสัน หรือโทรศัพท์หมายเลข 02-308-5600 ต่อ 2906 หรือ 2907 ตั้งแต่เวลา 07.00-23.00 น.


- ห้างสรรพสินค้าตั้ง ฮั่ว เส็ง ย่านบางพลัด ติดต่อสอบถาม 0-2434-0448 ต่อ 1222, 1234, 8999 ติดต่อ พร้อมเตรียมเอกสารสำเนาบัตรประชาชนของผู้ฝาก สำเนาคู่มือการจดทะเบียนรถหน้าที่แสดงชื่อเจ้าของรถ และหน้าที่แสดงการชำระภาษีประจำปี


- เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขารัชโยธิน, รังสิต, สุขุมวิท, ปิ่นเกล้า และเอสพลานาด งามวงศ์วาน-แคราย โดยเตรียมเอกสารสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนรถ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สาขา รัชโยธิน 02 5115427 ต่อ 190-191, สาขา รังสิต 02 5677047 ต่อ 106-107, สาขา สุขุมวิท 02 7412897, สาขา ปิ่นเกล้า 02 4349075, สาขา งามวงศ์วาน-แคราย 02 5807491 และ www.facebook.com/majorgroup


สำหรับจุดจอดรถ 109 จุดที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 (บก.น.1-9) เตรียมไว้บริการประชาชนในเขตนครบาลนั้น ประกอบด้วย

1.อาคารจอดรถ กทม. ถนนไกรสีห์ จำนวน 400 คัน
2.อาคารสนามม้านางเลิ้ง จำนวน 100 คัน
3.โรงแรมปรินซ์พาเลส จำนวน 50 คัน
4.อาคารจอดรถ สวนสัตว์ดุสิต จำนวน 400 คัน
5.ศูนย์การค้า SUPREME จำนวน 150 คัน
6.บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำนวน 100 คัน
7.ศูนย์การค้าเอสพานาด จำนวน 500 คัน
8.ศูนย์การค้าฟอร์จูน จำนวน 400 คัน
9.อาคารไซเบอร์เวิลด์ จำนวน 300 คัน
10.สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (ศูนย์วัฒนธรรม) จำนวน 80 คัน
11.ห้างแพลตตินัม จำนวน 150 คัน
12.ห้างพันธุ์ทิพย์ จำนวน 100 คัน
13.ห้างพาราเดียม จำนวน 100 คัน
14.โรงแรมอมารีวอเตอร์เกท จำนวน 100 คัน
15.ตึกชาญอิสระ 2 จำนวน 50 คัน
16.อาคารอิตัลไทย จำนวน 50 คัน
รวมพื้นที่ บก.น. 1 ทั้งหมด 3,050 คัน


17.บิ๊กซี แจ้งวัฒนะ จำนวน 69 คัน
18.ห้างไอที หลักสี่ จำนวน 1,000 คัน
19.ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะอาคารบี จำนวน 300 คัน
20.สนามบินดอนเมือง จำนวน 3,000 คัน
21.ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว จำนวน 3,000 คัน
22.ห้างเมเจอร์รัชโยธิน จำนวน 1,200 คัน
23.ลานจอด รฟม.(รัชดา-ลาดพร้าว) จำนวน 2,000 คัน
24.ลานจอดรถบีทีเอส หมอชิตเก่า จำนวน 2,000 คัน
25.ลานจอดรถจตุจักร จำนวน 1,000 คัน
26.ลานจอดรถสวนรถไฟ จำนวน 200 คัน
27.ตึก ปตท.(สำนักงานใหญ่) จำนวน 500 คัน
28.ธนาคารออมสิน (สำนักงานใหญ่) จำนวน 500 คัน
29.ห้างเซ็นทรัล รามอินทรา จำนวน 300 คัน
30.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 500 คัน
31.มหาวิทยาลัยศรีปทุม จำนวน 50 คัน
32.ห้าง MAX VALUE จำนวน 50 คัน
33.ตลาดบองมาเช่ จำนวน 100 คัน
34.ห้างบิ๊กซีวงศ์สว่าง จำนวน 50 คัน
35.โรงเรียนฤทธิยะ สายไหม จำนวน 200 คัน
36.โรงเรียนสายไหม จำนวน 50 คัน
37.โรงเรียนนายเรืออากาศ จำนวน 200 คัน
38.ลานจอดรถบุญถาวร จำนวน 150 คัน
39.ลานจอดรถโลตัส นวมินทร์ จำนวน 80 คัน
40.ถนนคู้บอน (เลียบวงแหวน-แยกคลองสอง) จำนวน 200 คัน
41.ถนนพระยาสุเรนทร์ (แยกคลองสอง-แยกลำกะโหลก) จำนวน 200 คัน
42.ถนนเลียบคลองสอง ตลอดแนว จำนวน 150 คัน
43.ห้าง THE MARKET (ถ.ประชาราษฎร์ สาย ๒) จำนวน 20 คัน
รวมพื้นที่ บก.น. 2 จำนวน 17,069 คัน


44.มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต จำนวน 1,500 คัน
45.มหาวิทยาลัยมหานคร จำนวน 2,000 คัน
46.มหาวิทยาลัยเทคโนพระจอมเกล้า จำนวน 2,000 คัน
47.สภ.ท่าอากาศสุวรรณภูมิ จำนวน 2,000 คัน
48.ห้างเดอะมอลล์บางกะปิ จำนวน 3,000 คัน
49.ห้างพันทิพย์บางกะปิ จำนวน 300 คัน
50.โรงแรมเดอะมอลล์อินน์ จำนวน 50 คัน
51.ห้างแฟชั่นไอแลนด์ จำนวน 1,500 คัน
52.ห้างเพรียวเพลส จำนวน 300 คัน
53.ห้างอมอรินี่ จำนวน 300 คัน
54.ห้างบิ๊กซ๊ลาดพร้าว จำนวน 2,000 คัน
55.ห้างซีคอนสแควร์ จำนวน 1,000 คัน
56.ห้างพาราไดซ์พาร์ค จำนวน 600 คัน
57.ริมถนนสาย 351 จำนวน 50 คัน
58.ศูนย์อัญมนีเจโมโปลิส จำนวน 200 คัน
59.มหาวิทยาลัยรามคำแหง(บางนา) จำนวน 100 คัน
60.ลานจอดรถบริษัทนัมเบอร์วัน จำนวน 100 คัน
61.การกีฬาแห่งประเทศไทย จำนวน 1,500 คัน
62.ใต้ทางด่วนระหว่างด่วนศรีรัช-มอเตอร์เวย์ จำนวน 300 คัน
63.ลานจอดรถร้าน 13 เหรียญพระรามเก้า จำนวน 300 คัน
รวมพื้นที่จอดรถ บก.น.4 จำนวน 11,600 คัน


64.ห้างฟิวเจอร์ จำนวน 500 คัน
65.ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 3 จำนวน 900 คัน
66.ห้างบิ๊กซีเอกมัย จำนวน 1,000 คัน
67.ห้างจัสโก้ สุขุมวิท 71 จำนวน 800 คัน
68.ห้างบิ๊กซีราชดำริ จำนวน 250 คัน
69.ห้างเซ็นทรัลชิดลม จำนวน 250 คัน
70.ห้างเซ็นทรัลบางนา จำนวน 780 คัน
71.เอสบีเฟอร์นิเจอร์ บางนา จำนวน 600 คัน
72. ห้างบิ๊กซีพระราม 4 จำนวน 200 คัน
73.ห้างโลตัสพระราม 4 จำนวน 200 คัน
รวมพื้นที่จอดรถ บก.น.5 จำนวน 5,480 คัน


74. ลานจอดรถดิโอลด์สยาม จำนวน 250 คัน
75.อาคารศรีวรจักร์ จำนวน 100 คัน
76.อาคารคลองถมเซ็นเตอร์ จำนวน 100 คัน
77.อาคารจอดรถริเวอร์ซิตี้ จำนวน 200 คัน
78.อาคารจอดรถเท็กซัส จำนวน 100 คัน
79.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ จำนวน 3,000 คัน
80.ห้างมาบุญครอง จำนวน 1,000 คัน
81.ห้างสยามพารากอน จำนวน 3,000 คัน
82.สนามกีฬาแห่งชาติ จำนวน 300 คัน
83.อาคารจอดรถจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 1,000 คัน
84.อาคารจอดรถตึกเจมส์ทาวเวอร์ จำนวน 100 คัน
85.โรงแรมมณเฑียร จำนวน 50 คัน
86.อาคารจอดรถโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา จำนวน 50 คัน
87.อาคารจอดรถโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน จำนวน 50 คัน
รวมที่จอดรถพื้นที่ บก.น. 6 จำนวน 9,300 คัน

88.ห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้า จำนวน 2,000 คัน
89.ห้างเมเจอร์ปิ่นเกล้า จำนวน 800 คัน
90.ห้างพาต้าปิ่นเกล้า จำนวน 100 คัน
91.ห้างโลตัสปิ่นเกล้า จำนวน 500 คัน
92.ถนนพุทธมณฑลสาย 1 จำนวน 300 คัน
93.สนามหลวงธนบุรี จำนวน 500 คัน
94.อาคารจอดรถ รพ.ยันฮี จำนวน 200 คัน
95.ห้างตั้งฮั่วเส็ง จำนวน 300 คัน
รวมพื้นที่จอดรถ บก.น.7 จำนวน 4,700 คัน


96.โรงเรียนอิสลามวิทยาลัย จำนวน 300 คัน
97.ห้างบิ๊กซีบางปะกอก จำนวน 100 คัน
98.ห้างโลตัสบางปะกอก จำนวน 100 คัน
99.ห้างเดอะมอลล์ท่าพระ จำนวน 100 คัน
100.ห้างบิ๊กซีท่าพระ จำนวน 100 คัน
101.โรงเรียนวัฒนาบริหารธุรกิจ จำนวน 80 คัน
102.สถาบันราชภัฎบ้านสมเด็จ จำนวน 100 คัน
103.ห้างบิ๊กซี จำนวน 100 คัน
104.คู่ขนานถนนราชพฤกษ์ใต้สะพานบางสะแก จำนวน 300 คัน
105.โรงแรมมาริออท จำนวน 100 คัน
รวมพื้นที่จอดรถบก.น. 8 จำนวน 1,380 คัน


106.มหาวิทยาลัยธนบุรี จำนวน 200 คัน
107.มหาวิทยาลัยเอเซีย จำนวน 500 คัน
108.มหาวิทยาลัยสยาม จำนวน 200 คัน
109.ถนนกาญจนาภิเษกช่องคู่ขนานเข้า-ออก จำนวน 10,000 คัน
รวมพื้นที่จอดรถบก.น.9 จำนวน 10,900 คัน

‘ยิ่งลักษณ์’น้ำตาคลอ ช่วย“น้องนาย”เจอแม่หลังพลัดพรากขณะน้ำท่วมนิคมโรจนะ

ที่มา ข่าวสด


ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัย (ศปภ.) ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รรท.ผบ.ตร.ได้นำ น.ส.สุพรรณษา โสภาค อายุ 31 ปี ชาวขอนแก่น พร้อมด้วย “น้องนาย” ด.ช.สุกิจ แสงโสม อายุ 6 เดือน บุตรชายที่พลัดพรากกันในระหว่างเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาขอบคุณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้สั่งการให้ความช่วยเหลือจนสามารถทำให้ทั้งแม่และลูกได้พบกัน ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เข้าปลอบโยน แสดงความดีใจที่ทั้งสองคนได้พบกันอย่างปลอดภัย รวมถึงได้สอบถามความเป็นอยู่ของ น.ส.สุพรรณษา ก่อนจะขออุ้ม “น้องนาย” เพื่อปลอบขวัญ พร้อมมอบสิ่งของให้


โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ศูนย์ Call center ที่รับโทรศัพท์จากน.ส.สุพรรณษาที่โทรเข้ามาขอความช่วยเหลือว่า ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ศูนย์ Call center ที่รับสายและพยายามตามเรื่อง โดยศูนย์ดังกล่าวได้แยกหมวดหมู่ของการให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่เดือดร้อน ที่มีการแจ้งเข้ามา ซึ่งกรณีของน.ส.สุพรรณษานั้นได้โทรศัพท์เข้ามาพร้อมแจ้งว่าลูกหาย ทาง ศปภ.จึงได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ค้นหาจนพบ ซึ่งน้องนายไม่ได้ดื่มนมมาถึง 3 วัน ก็ต้องขอแสดงความดีใจที่ลูกได้อยู่กับแม่ของตัวเอง

ด้าน น.ส.สุพรรณษา กล่าวว่า ตนเป็นชาวขอนแก่น เดินทางมาทำงานในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเลิกกับพ่อของน้องนายตั้งแต่น้องนายยังอยู่ในท้อง ตนมาทำงานที่นิคมโรจนะ และนำน้องนายไปจ้างเลี้ยงไว้ที่ห้องทำงานในนิคมฯ พอเกิดน้ำท่วมก็ไม่สามารถกลับไปรับลูกได้ เพราะช่วงนั้นน้ำไหลแรงมาก ติดต่อกับลูกไม่ได้ไม่รู้จะทำอย่างไร ร้องไห้ตลอดและมีคนบอกให้โทรศัพท์มาที่ ศปภ. จึงได้ลองติดต่อเข้ามา ดีใจมากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำและเจ้าหน้าที่ทุกๆฝ่ายติดต่อมาบอกว่าเจอน้อง นายแล้ว “ดีใจจนพูดไม่ถูก ขอขอบคุณท่านนายกฯ เจ้าหน้าที่ทุกๆคน หนูจะไม่ลืมพระคุณในครั้งนี้”


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ถึงกับน้ำตาคลอเมื่อรับฟังเรื่องราวจากน.ส.สุพรรณษา พร้อมให้กำลังใจ ก่อนจะขอบคุณพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ที่ได้ช่วยจนสามารถทำให้แม่และลูกได้พบกัน

Amsterdam นปช.แถลงข่าว 12-10-201

ที่มา thaifreenews

โดย phit

http://www.youtube.com/watch?v=sAigFNOJAF0&feature=player_detailpage

งบประมาณทหาร

ที่มา มติชน



โดย นวลน้อย ตรีรัตน์

(คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 12 ตุลาคม 2554)

มี ข้อถกเถียงกันอย่างมากมายถึงงบประมาณทหารที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หลังการรัฐประหาร 2549 บทความนี้มุ่งให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเหมาะสมของงบประมาณทหาร โดยการนำเสนอข้อมูลของงบประมาณทหารในมิติต่างๆ

1.งบประมาณทหารทั่ว โลก เมื่อนำงบประมาณทางการทหารของทั้งโลกมารวมกัน พบว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณการทหารสูงที่สุดของโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 42.8 ของงบประมาณทหารรวมกันทั้งโลก จีนเป็นอันดับสองร้อยละ 7.3 ตามด้วยอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ที่ประมาณประเทศละร้อยละ 3.7

และเมื่อรวม 2 ประเทศยักษ์ใหญ่คือสหรัฐอเมริกาและจีนเข้าด้วยกัน งบประมาณของทั้ง 2 ประเทศก็มากถึงร้อยละ 50 ของงบประมาณทางทหารของทั้งโลก

2.ศักยภาพทาง การทหาร จากรายงานการประเมินศักยภาพทางทหารในปี 2554 ที่เสนอในเว็บไซต์ Globalfirepower.com โดยใช้ปัจจัยต่างๆ รวม 45 ปัจจัย โดยปัจจัยเหล่านี้นอกจากปัจจัยทางทหาร ได้แก่ กำลังพล และอาวุธยุทโธปกรณ์ แล้วยังนำปัจจัยทางเศรษฐกิจ ประชากร โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากร และข้อมูลทางภูมิศาสตร์ มาประกอบการพิจารณาด้วย

สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซียอยู่อันดับสูงสุดคือลำดับที่ 18 ของโลก

ตามด้วย ไทยอันดับที่ 19 ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 23 มาเลเซีย 27 และสิงคโปร์ อันดับที่ 41 โดย 10 อันดับแรกของโลกคือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อินเดีย อังกฤษ ตุรกี เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอิสราเอล




3.สัดส่วนงบประมาณทหาร/GDP ในปี 2010 เมื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณให้กับกิจกรรมทางทหารจากผลผลิตของประเทศ โดยดูจากสัดส่วนงบประมาณทหาร/GDP พบว่าสัดส่วนงบประมาณทางทหาร/GDP ของประเทศไทยอยู่ในช่วงเดียวกันกับ อิตาลี อินเดีย บราซิล ออสเตรเลีย อัฟกานิสถาน โปแลนด์ อิหร่าน และมาเลเซีย

และเมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่าสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณทหาร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนาเศรษฐกิจหรือรายได้ต่อหัวประชากรแต่อย่างใด เพราะประเทศในยุโรปจำนวนมาก เช่นเยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน เบลเยียม เดนมาร์ก และฟินแลนด์ มีสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณทหารน้อยกว่าร้อยละ 1.5 แต่อังกฤษ และฝรั่งเศส มีสัดส่วนการจัดสรรที่สูงกว่ามาก





4.เปรียบเทียบกับงบประมาณทหารในกลุ่มประเทศอาเซียนเก่า (6 ประเทศ) เมื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณทางทหารต่อ GDP ในกลุ่มประเทศอาเซียนดั้งเดิม 6 ประเทศ พบว่าสิงคโปร์มีการจัดสรรสูงที่สุด ตามด้วย บรูไน มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

โดยเมื่อพิจารณาการจัดสรรจะพบว่า สัดส่วนของไทยและมาเลเซียใกล้เคียงกัน ที่ประมาณร้อยละ 2 ขณะที่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีระดับการจัดสรรประมาณร้อยละ 1 และเมื่อพิจารณาแนวโน้มจะพบว่าใน 4 ประเทศ (ไม่รวมสิงคโปร์และบรูไน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กทั้งพื้นที่และจำนวนประชากร) มีเฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่มีแนวโน้มการจัดสรรงบประมาณที่เพิ่มมากขึ้น

5.เปรียบ เทียบกับงบประมาณทหารในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน (อาเซียนใหม่ 4 ประเทศ) เมื่อเปรียบเทียบการจัดสรรงบประมาณทางทหารของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียนใหม่ทั้ง 4 ประเทศก็จะพบว่า ลาว กัมพูชา มีสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณทางทหารที่ลดลงอย่างรวดเร็ว (พม่าก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกัน แต่ข้อมูลของพม่ามีแค่ถึงปี 2545) ของประเทศไทยก็มีแนวโน้มที่ลดลงจนถึงปี 2549 ที่งบประมาณทหารเพิ่มมากขึ้น

จาก ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าการจะหาตัวแปรที่ชัดเจนมากำหนดการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมเป็น เรื่องยาก เพราะงบประมาณทหารขึ้นอยู่กับประเด็นในเชิงยุทธศาสตร์หรือนโยบายของรัฐ ความต้องการเตรียมความพร้อม การประเมินภัยคุกคาม และความยอมรับของประชาชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากรของประเทศ

ปัญหา ′น้ำท่วม′ ปัญหา ′ยิ่งลักษณ์′ เร่งบูรณาการ ′ยั่งยืน′

ที่มา มติชน



(ที่มา มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2554)


การที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ที่มี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน ที่สนามบินดอนเมือง ไม่รู้ว่า "ช้าไป" หรือไม่

เพราะตลอดระยะเวลา 1 เดือนเต็มๆ คงต้องบอกว่ารัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์ วิ่งตามปัญหาไม่ทัน

กล่าวคือ ยังเกิดอาการลนๆ ในการแก้ไขปัญหา ปล่อยมือให้ข้าราชการประจำทำ ซึ่งก็สามารถแก้ได้เฉพาะบางจุดที่เป็น "ขอบเขตอำนาจ" เท่านั้น

ฉะนั้น การตั้ง ศปภ.ขึ้นมา นอกจากจะมีเป้าหมายในการระดมแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะสั้นแล้ว การแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน เป็นรูปธรรม ก็เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ประกาศเป็น "วาระแห่งชาติ" เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

เพราะหากวิเคราะห์ปัญหาที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในเมืองไทยที่กำลังประสบกันอยู่ก็จะพบว่า มาจากสาเหตุต่างๆ หลายประการ

ทั้ง ปริมาณฝนที่ตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันในช่วงฤดูฝน เนื่องจากไทยตั้งอยู่ในเขตมรสุม มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือสลับกันพัดผ่านเกือบ ตลอดปี

อิทธิพลของลมมรสุมทั้งสองได้ก่อให้เกิดผลต่างกัน

นอก จากฝนที่เกิดจากลมมรสุมทั้งสองแล้ว ยังมีอิทธิพลอื่นๆ ที่เข้ามาข้องแวะในแต่ละปีอีก เช่น อิทธิพลร่องความกดอากาศ (Through) อิทธิพลพายุหมุน หรือหย่อมความกดอากาศต่ำ (Depression) ซึ่งมักเกิดขึ้นช่วงฤดูฝน

เมื่อผสมรวมกันจึงทำให้ฝนตกต่อเนื่องโดย เฉลี่ยประมาณ 1,500 มิลลิเมตรต่อปี และเป็นสาเหตุหรือที่มาของการเกิดน้ำหลาก น้ำท่วมอย่างรุนแรง

นอกจาก นั้น ยังพบการขยายตัวของชุมชนเมือง โดยขาดการวางแผนวางผังเมืองที่เป็นระบบ การถมที่สร้างบ้านจัดสรรหรือขยายเมืองไปในทิศทางที่ต่ำหรือที่ลุ่ม

นี่คือ "ปัญหา" ที่นอกเหนือจากการตัดไม้ทำลายป่า

ปัญหาทั้งหมด หากปล่อยให้ดำรงอยู่และดำเนินเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าความรุนแรงและความเสียหายก็จะซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

หรือหากจะปล่อยให้แต่ละฝ่ายแต่ละหน่วยงาน เช่น จังหวัด อบต. หรือเทศบาลที่ประสบปัญหาต่างไปดำเนินการกันเองก็คงไม่สำเร็จ

เพราะอาจทำให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างไม่คุ้มค่า ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่อื่นๆ อย่างคาดไม่ถึง

เนื่อง จากปัญหาน้ำแตกต่างจากปัญหาอื่น ตรงที่ไม่สามารถแก้ไขแบบเฉพาะจุดได้ เพราะลำน้ำมีความยาวและไหลผ่านพื้นที่หรือชุมชนต่างๆ ต่อเนื่องกันไป

แน่นอนว่า ครั้งนี้คงไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าการเยียวยาผู้ประสบภัย

อนาคต นายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องมองให้ออกว่าจะ "แก้เกม" น้ำท่วมในปีต่อๆ ไปอย่างไร

ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยมีการประสานกับประเทศต่างๆ ที่เป็นพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย เยอรมนี นำเทคโนโลยีและความรอบรู้ในการบริหารจัดการนำเข้ามาแก้ไขปัญหา แลกกับสินค้าเกษตร ในรูปแบบ จีทูจี

แต่ก็ไม่ถึงฝั่ง เพราะเกิดการปฏิวัติเสียก่อน

การ ป้องกันปัญหาใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นไปได้หรือไม่ที่จะยกร่างกฎหมายออกประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกา เพื่อกันเขตแม่น้ำสายสำคัญๆ ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ 25 ลุ่มน้ำ เหมือนการเวนคืนที่เพื่อสร้างถนน

โดยเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มสองฝั่ง แม่น้ำหรือย่านชุมชนที่คาดว่าจะมีการขยายตัวในอนาคต และมีโอกาสเกิดน้ำหลากล้นตลิ่งเข้าไปท่วมได้ ส่วนความกว้างวัดจากแม่น้ำออกไปสุดแนวเขตเป็นระยะเท่าใดขึ้นอยู่กับความ เหมาะสมของแต่ละพื้นที่ไป

โดยกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตที่ยอมให้น้ำหลากท่วมได้

หรือจะเรียกว่าพื้นที่ควบคุมน้ำท่วม

นอก จากนั้น ควรก่อสร้างแนวคันดินกั้นน้ำที่มีความสูงเหนือระดับน้ำหลากสูงสุดตามแนวเขต พื้นที่ควบคุมที่ประกาศเพื่อป้องกันน้ำมิให้น้ำหลากท่วมพื้นที่ภายนอก

ให้ มีการบังคับใช้กฎหมายควบคุมสิ่งปลูกสร้างที่จะเกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่ควบคุม อาทิ หากใครจะปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนในพื้นที่ริมน้ำ จะต้องยกพื้น มีใต้ถุนสูงพ้นระดับน้ำหลากสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ห้ามถมดินเพื่อก่อสร้างโดยเด็ดขาด เพื่อไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม

นอก จากนั้น อาจต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาช่วยเสริม ได้แก่ การเร่งก่อสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีน้ำท่วมซ้ำซาก การก่อสร้างฝายแบบขั้นบันไดเพื่อเป็นแก้มลิงชะลอการหลากในพื้นที่เสี่ยงภัย ฯลฯ

จริงอยู่ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่จะให้ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ คงยาก เพราะต้องยอมรับสภาพความจริงก่อนว่าการขยายตัวอย่างกระจัดกระจายและขาดการ วางแผนของชุมชนเมืองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้การตามแก้ปัญหายุ่งยาก ไม่แตกต่างจากการแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ

แต่กระนั้นคงจะดีกว่าที่เราจะไม่ยอมลุกขึ้นมาหาทางป้องกันหรือทำอะไรเลย

มาดูนวัตกรรมป้องกันน้ำแบบต่างๆ ที่คนไทยไม่เคยเห็น

ที่มา มติชน



ด้วยว่าไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ จึงหลีกเลี่ยงเหตุการณ์น้ำท่วมไม่ได้ หลายต่อหลายครั้ง ทั้งหนัก-เบา แต่เราก็คงยังใช้วิธีการแบบดั้งเดิม ตั้งแต่น้ำท่วมโลกมนุษย์จนถึงทุกวันนี้ ลองมาเรียนรู้ มาดู เพื่อสร้างแรงบันดาลใจที่จะค้นคิดนวัตกรรมการแก้ปัญหาดีกว่า