WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 14, 2011

แก้"พ.ร.บ.กลาโหม" ทุบ"กล่องดวงใจ"เหล่าทัพ

ที่มา มติชน


(ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 14 ตุลาคม 2554 น.11)



คำสัมภาษณ์ของ "ศักดา คงเพชร" ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ที่พูดถึงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ว่าคลอดออกมาจาก "มดลูก" เผด็จการ เป็นการเปิดหน้าชนโดยตรงต่อกองทัพที่ได้อานิสงส์จากการมี พ.ร.บ.ฉบับนี้อยู่

โดยเฉพาะจาก "มาตรา 25" ที่กำหนดว่า การแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการ อันประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (เป็นประธาน) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นกรรมการ ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นกรรมการและเลขานุการ

หมากเกมแรก ขับเคลื่อนโดย "ประชา ประสพดี" ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่เตรียมชงผลการบังคับใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าวให้ กมธ.พิจารณาศึกษาข้อดี-ข้อเสีย เป็นการเปิดทางสู่กระบวนการถัดๆ ไป

แต่ท่าทีดังกล่าว สวนกับท่าทีของ "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี "พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือแม้แต่ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรีที่ยังแบ่งรับแบ่งสู้

เพราะ "เซียนการเมือง" ย่อมรู้ดีว่า เป็น "ของร้อน" หากบุ่มบ่ามแตะไป รังแต่จะแตกหักก่อนเวลา

เพราะ ด้วยโดยเนื้อแท้แล้ว รัฐบาลปัจจุบัน กับ กองทัพ เป็นคนละเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว เพียงแต่ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่ "พรรคเพื่อไทย" ชนะอย่างท่วมท้น ทำให้ทหารไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวใดๆ ในทางการเมือง

แต่ทว่า มีเงื่อนไขในใจว่า "การเมือง" ก็อย่ามายุ่งกับ "ทหาร"

การ บริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ กับการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายราชการ มีมาแต่ในอดีต ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่ายุคสมัยใด ย่อมเข้ามาจัดวางพวกวางคนของตัวทั้งสิ้น

เป็นเหตุแห่งที่มาของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่เร่งวางภูมิคุ้มกัน "โรคแทรกแซง" เอาไว้ใน พ.ร.บ.ดังกล่าว

จริง อยู่ที่ "มาตรา 25" ตรึงอำนาจของ รมว.กลาโหมไว้ เพราะมีเพียง 1 เสียง และไม่มี รมช.กลาโหมมาช่วยอีก 1 เสียง แต่กระนั้นถ้าแก้ไขแล้ว ก็ไม่มีเครื่องการันตีทิศทางการแต่งตั้งโยกย้ายระดับนายพล

แม้ข้อ เสนอทางวิชาการที่บอกให้ตั้งเป็นคณะกรรมการหมือนคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ (กตช.) ก็ไม่สามารถ "การันตี" ถึงความปลอดภัยได้ เพราะกรรมการโดยตำแหน่งส่วนใหญ่มาจากฝ่ายประจำ เช่น ปลัดกระทรวง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ฝ่ายประจำจะกล้าโหวตสวนทางกับ รมว.กลาโหม

และ หากฝ่ายบริหาร เข้ามาแต่งตั้ง 500 กว่านายพลได้จริง จะวุ่นวายหรือไม่ จะมีมาตรการกันบรรดานักการเมืองตัวดีคือบรรดา ส.ส. ที่จะเข้ามาฝากฝังคน หรือใช้อำนาจใช้งานอย่างไร จะซ้ำรอยผู้ว่าฯ นายอำเภอ ที่ถูกการเมืองใช้งานชี้นิ้ว เพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่

ต่อไปนายทหารตัวเล็กๆ จะต้องเดินตามนัการเมืองหรือไม่ เพื่อให้ได้เติบโตทางการงาน ซึ่งเกิดมาแล้วกับองค์กรตำรวจ ตามที่รู้กัน

หาก จำได้ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ภาพกองทัพถูกแทรกแซงจากการเมืองอย่างหนัก ดั่งภาพ ตท.10 เพื่อนร่วมรุ่น "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญจำนวนมาก ภาพของ ผบ.หน่วยทหารที่ต้องเดินตาม "พ.ต.ท.ทักษิณ" ไปทัวร์นกขมิ้น คอยรับคำสั่งเจียดงบประมาณและส่งกำลังซ่อมแซมสาธารณูปโภคตามจังหวัดต่างๆ ที่ส่งผลต่อคะแนนนิยมพรรคการเมือง ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนาหู

แล้วจะหาจุดสมดุลได้อย่างไร ที่ไม่ให้กองทัพกังวลจนต้องตั้ง "รัฐอิสระ" และไม่ให้การเมืองเข้า "ล้วงลูก" อย่างน่าเกลียด

สำหรับ กองทัพ เคยมีอดีตนายทหารทำการวิจัยศึกษาการแต่งตั้งโยกย้ายเทียบเคียงกรณีต่าง ประเทศ ซึ่งสมดุลที่คิดคือ ฝ่ายการเมืองควรแต่งตั้งในระดับผู้บัญชาการทหาร อาทิ ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. ได้เนื่องจากต้องทำงานสอดรับประสานงานกับฝ่ายบริหารโดยตรง

ส่วนนายพล ระดับล่าง ตั้งแต่ ผบ.กรม ผบ.กองพลขึ้นมา ควรให้ทหารตั้งกันเอง เพราะทหารมีวัฒนธรรมการเลือกใช้คนที่ไว้ใจ สั่งให้ไปตายแทนกันได้ในยามศึกสงคราม บางครั้งจึงสะท้อนภาพของการขึ้นยกแผงของรุ่นเดียวกันนั่นเอง

เมื่ออยากแตะ "ของร้อน" ก็ต้องใส่ถุงมือ และมีลีลาชั้นเชิงมากกว่านี้

อาการ บุ่มบ่ามกระหายใคร่แก้จาก ส.ส.เพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง ที่มุ่งแต่ประเด็นเดียว คือ อำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายทหาร ย่อมบีบให้เดินสู่ "ความหมางใจ"

หัวอกชายชาติทหารอย่าง "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผบ.ทบ. ที่เหลืออายุราชการถึงปี 2557 ย่อมหวาดระแวงเป็นธรรมดา หากถูก "ย้าย" หรือ "ปลด" กลางอากาศ

และ "กองทัพ" ยังจำได้ถึงอำนาจของนายกฯ ตามมาตรา 11 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ที่สามารถสั่งให้ข้าราชการสังกัดกระทรวง ทบวง กรม มาช่วยราชการสำนักนายกฯได้

นั่นคือการ "ปลด" กลางอากาศ ทั้งในยามปกติ และในยามต่อสู้กันทางการเมือง เช่นการทำ "รัฐประหาร"

อย่า ลืมเหตุการณ์สำคัญ คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 "พ.ต.ท.ทักษิณ" พยายามใช้อำนาจดังกล่าว "ปลด" "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน" พ้น ผบ.ทบ. แต่ไม่สำเร็จ

หรือย้อนไปไกลกว่านั้น "พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ" อดีตนายกฯเคยพยายามหาเหตุปลด "พล.อ.สุจินดา คราประยูร" อดีต ผบ.ทบ. แต่ถูกรัฐประหารเสียก่อน

ทั้งหมดคือเหตุผลที่พูดกันว่า "ของร้อน" นี้ แตะไม่ดี อาจเจอ "รถถังและกระบอกปืน" กันอีกรอบ..

"ยิ่งลักษณ์"ตรวจแนวป้องกันน้ำคลองรังสิต มั่นใจไม่ทะลักเข้า กทม. "ธีระ"เผยอาจปิดประตูคลอง 1 ระบายน้ำไปคลอง 6

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 14 ตุลาคม ที่ประตูแนวป้องกันน้ำท่วม เทศบาลตำบลหลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ผอ.ศปภ. นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผวจ.ปทุมธานี และ พล.ท.ยอดยุทธ์ บุญญาธิการ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก (นปอ.) รอต้อนรับ ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า วันนี้มาตรวจเพื่อให้เกิดความมั่นใจและความสบายใจต่อพี่น้องประชาชนในการทำ งานสัมพันธ์ระหว่าง ศปภ.กับ กทม. และขณะนี้ตนเห็นว่าทุกฝ่ายทำงานอย่างเต็มที่อยากให้ประชาชนมีความมั่นใจ ทางกรมชลประทานได้รายงานสถานการณ์ว่าน้ำมีความคงที่และมีแนวโน้มที่จะลดลง


พล.ต.อ.ประชากล่าวว่า ขณะนี้แนวคันกั้นน้ำระหว่างคลองเปรมประชากรกับคลองรังสิตสูงกว่าระดับน้ำ 50 เซนติเมตร แต่เรายังไม่วางใจในสถานการณ์ ซึ่งที่จริงเราต้องการให้เพิ่มจำนวนกระสอบทรายสูงขึ้นอีก 50 เซนติเมตร แต่หากต้องการความเร็วเราสามารถเพิ่มได้แค่ 30 เซนติเมตรไปก่อนเพื่อเป็นการสนับสนุนการป้องกันน้ำที่จะไหลทะลักเข้าคลอง เปรมประชากรซึ่งจะเป็นด่านแรกของ กทม.


ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า ตนได้ลงตรวจพื้นที่รอยต่อปทุมธานีกับ กทม.หลายรอบแล้ว และมีการเสริมคันกั้นน้ำตลอดแนวคลองรังสิต คิดว่าหากเพิ่มขึ้นสูงอีก 30 เซนติเมตรจะสามารถกันได้อยู่เพราะว่ามีแนวคันดินของชาวบ้านอีกชั้นอยู่หลัง แนวกระสอบทราย เพื่อเป็นแนวกั้นที่สามารถถ่วงเวลาให้เราเสริมกระสอบทรายหากมีจุดใดพังทลาย ลง และใช้เครื่องสูบน้ำออกได้ อย่างไรก็ตาม ตนยังมีความมั่นใจว่าจะสามารถกั้นน้ำไม่ให้เข้าตัว กทม.ได้ แต่ขอให้ ศปภ.จัดเวรยามดูแลแนวกระสอบทรายตลอด 24 ชั่วโมง


นายธีระกล่าวว่า เรามีปัญหาอีกจุดหนึ่งที่น้ำเหนือเอ่อล้นมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา ที่จะไหลผ่านคลองที่ 26 มายังคลองรังสิต 1 ซึ่งชาวบ้านไม่พอใจมีการพังแนวกั้นน้ำ ตนจึงอยากให้ปิดประตูระบายน้ำคลอง 1 ตามที่ ผวจ.ปทุมธานีเสนอเพื่อให้น้ำไปไหลลงทางคลองรังสิต 6

ล่าคนสั่งการ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ก้าวคืบไปอีกขั้นสำหรับคดีสลายม็อบ 91 ศพ

หลัง นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่น้องเกด 1 ใน 6 ศพเหยื่อสังหารหมู่ในวัดปทุมวนาราม เข้าพบ พล.ต.ต. อนุชัย เล็กบำรุง หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีเจ้าหน้าที่รัฐฆ่า 13 ศพ

เรียกร้องให้นำคดีน้องเกดไปรวมกับคดี 13 ศพด้วย

เพราะมีพยานหลักฐานแน่นหนาว่าเสียชีวิตจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนกัน

ก่อน หน้านี้ไม่กี่วัน นายวสันต์ หรือ เก่ง สายรัศมี เจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาพยาบาลฯ เข้าพบตำรวจสน.บางรัก เพื่อเป็นพยานในคดี 6 ศพวัดปทุมฯ

พร้อมทั้งนำพนักงานสอบสวนไปชี้จุดที่เหยื่อทั้ง 6 ศพถูกยิงตาย ยืนยันว่าเห็นเจ้าหน้าที่เล็งปืนมาจากบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส

ทั้งหมดไม่ใช่แค่คำให้การเพียงลำพัง เพราะมีพยานอีกหลายคนที่เห็นเหตุการณ์

มีหลักฐานทั้งภาพถ่ายและคลิปประกอบสำนวน

ตรงนี้ถือเป็นช่องทางสำคัญในการรื้อคดี 6 ศพวัดปทุมฯขึ้นมาใหม่ หลังจากโดน "ดอง" อยู่นานเกือบ 2 ปี

การดำเนิน 91 ศพในกระบวนการสอบสวนของไทยได้ฤกษ์เดินหน้ากันแล้ว

การดำเนินคดี 91 ศพในศาลอาญาระหว่างประเทศก็กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าเช่นกัน

ล่า สุด นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความคนเสื้อแดง พร้อมด้วยทีมทนายความต่างชาติรวม 5 คน เข้าเยี่ยมกลุ่มนักโทษทางการเมืองที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง ลาดยาว

นายอัมสเตอร์ดัมมีโปรแกรมอยู่ในเมืองไทย 2 สัปดาห์พบปะกับญาติพี่น้องเหยื่อ 91 ศพ

เพื่อเก็บข้อมูลเป็นหลักฐานใหม่ นำไปใช้ประกอบสำนวนที่ยื่นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศไปก่อนหน้าแล้ว

โดยยืนยันว่าไม่ได้มุ่งเอาผิดแก่ทหารชั้นผู้น้อย ซึ่งทำตามคำสั่งของผู้บัญชาการ

หากจะมีใครต้องรับผิดชอบ นั่นคือตัว "ผู้สั่งการ" ต่างหาก !?

นายอัมสเตอร์ดัมยังวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความแปลกใจว่าผู้เกี่ยวข้องกับคดีสังหารหมู่ประชาชน ยังมีหน้าที่และตำแหน่งในการบริหารบ้านเมือง

ไทยคงเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่เป็นแบบนี้ !??

นายอัมสเตอร์ดัมต้องรอนานถึงเกือบ 2 ปีถึงจะได้เดินทางเข้าเมืองไทย

รวบรวมพยานหลักฐานยื่นศาลโลก เอาผิดคนสั่งการสังหารหมู่ 91 ศพใจกลางกรุงเทพฯ

จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอำนาจรัฐในยุคก่อน

ถึงสั่งห้ามนายอัมสเตอร์ดัมเข้าเมืองไทย

แก้"พ.ร.บ.กลาโหม" ทุบ"กล่องดวงใจ"เหล่าทัพ

ที่มา ประชาไท

(หนึ่ง) เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าว "รำลึก 100 ปีปฏิวัติซินไห่ ปธน.จีน เรียกร้องรวมชาติจีน-ไต้หวัน" (http://www.prachatai.com/journal/2011/10/37313)

ดังรายละเอียดนี้ "ประธานาธิบดีจีน กล่าวสุนทรพจน์ในโอกาสครบรอบ 100 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครองจีน เป็นระบอบสาธารณรัฐ ชี้สองชาติจีน-ไต้หวัน ต้องยุติการเป็นปรปักษ์ เยียวยาความเจ็บปวดในอดีต และร่วมมือกัน พร้อมยกคำพูด “ซุนยัดเซ็น” การรวมชาติเป็นความหวังของชาวจีนทุกคน
พิธีรำลึกครบรอบ 100 ปีการปฏิ วัติซินไห่ ที่ศาลามหาประชาชน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ 9 ต.ค. 54 (ที่มา: สำนักข่าวซินหัว)





ข่าวพิธีรำลึกครบรอบ 100 ปีการปฏิวัติซินไห่ ทางสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน (ที่มา: TheChineseNews/Youtube)
ปักกิ่ง - สำนักข่าวซินหัว รายงานวันนี้ (9 ต.ค.) ว่า ที่ศาลามหาประชาชน กรุงปักกิ่ง ประธานาธิบดีหูจิ่นเทา แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันครบรอบ 100 ปี การปฏิวัติซินไห่ ปี 1911 (พ.ศ. 2454) โดยนายหูจิ่นเทา กล่าวว่า ความพยายามที่จะทำให้ความเห็นพื้นฐานร่วมทางการเมืองในการคัดค้าน “เอกราช ของไต้หวัน” มีความจำเป็น และจะต้องชูฉันทามติ “1992”
“เรา ควรยุติการเป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างสองฟากฝั่ง เยียวยาความเจ็บปวดในอดีต และทำงานร่วมกันเพื่อการฟื้นฟูพลังอันยิ่งใหญ่ของชาติจีน” นายหูจิ่นเทากล่าว
นโยบายฟื้นฟูจีน (Rejuvenating China ) เป็นนโยบายสำคัญของ ดร.ซุนยัดเซ็น และผู้ร่วมการปฏิวัติในปี 1911 นี้
.........
ทั้งนี้ การปฏิวัติในปี 1911 เริ่มต้นในวันที่ 10 ตุลาคมปี 1911 เป็นการต่อสู้ด้วย กำลังอาวุธ และสิ้นสุดโดยทำให้การปกครองระบบจักรพรรดิกว่า2,000 ปีของจีนและราชวงศ์ ชิง (1644-1911) ต้องยุติลง และทำให้จีนกลายเป็นรัฐบาลสาธารณรัฐแห่งแรกของทวีปเอเชีย
ปาฐกถาในวันอาทิตย์ของนายหูจิ่นเทา เขาได้ยกคำพูดของ ดร.ซุนยัดเซ็นที่ว่า “การรวมชาติเป็นความหวังของชาวจีนทุกคน ถ้าการรวมชาติประสบผลสำเร็จ ประชาชนจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่ถ้าไม่ ประชาชนก็จะได้รับผลกระทบ”
นายหูจิ่นเทา กล่าวด้วยว่า “การรวมชาติโดยสันติวิธี คือ วิธีรับใช้ผลประโยชน์พื้นฐานของประชาชนชาวจีนทุกคน รวมทั้งเพื่อนร่วมชาติที่ไต้หวัน” นายหูจิ่นเทากล่าว...."
สอง) เมื่อไม่นานนี้ ดาราฮ่องกงดังคับโลก "เฉินหลง" (Jackie Chan) สร้างหนังยิ่งใหญ่ เรื่อง
"1911 Revolution" เนื่องในโอกาส 100 ปี ปฏิวัติ "เก็กเหม็ง" ของจีน ลงทุนหลายร้อยล้าน เฉินหลงเล่นเป็นคนสนิทของ ดร.ซุนยัตเซ็น และก็เป็น รมต. กระทรวงทหารบก หนังเรื่องนี้ฉายทั่วโลก เปิดตัวเมื่อต้นเดือนตุลา
ในหนังยิงกันทั้งเรื่อง ดูแล้วเหนื่อย แต่มันสสสส... กับประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ที่จบลงด้วย ฮองไทเฮา (พระพันปีหลวง องค์ที่เป็นต่อจากซูสีไทเฮา) ประกาศสละราชสมบัติ ในนาม Little Emperor: Puyi ดร.ซุนยัตเซ็น กลายเป็นประธาธิบดีคนแรก ก่อนที่จะถูก ยวนซีไข ทรยศ แล้วเมืองจีนก็ออกจาก "ยุคศักดินา" เข้า "ยุคขุนศึก" และ "สงครามกลางเมือง" ยาว ก่อนชัยชนะของเหมาเจ๋อตุง และการสร้างชาติใหม่ (http://www.mediaasia.com/1911/english/e_home.html)
สาม) ประวัติศาสตร์ปฏิวัติจีน 1911 (2454) มีปฏิสัมพันธ์กับ "ปฏิวัติสยาม" หรือ "กบฏ ร.ศ.130" (ค.ศ. 1912 พ.ศ.2454/55) อย่างน่าพิศวง เพียง 4 เดือน จากวันที่ 10 เดือนตุลา (ของปฏิวัติจีน) ถึงวันที่ 27 เดือนกุมภา (ของเหตุการณ์ในสยามประเทศไทย ซึ่งยังนับการขึ้นปีใหม่แบบเก่า คือ 1 เมษา ไม่ใช่ 1 มกรา) ก็มีการรวมตัวของบรรดาทหารหนุ่มรุ่นแรกเพื่อทำการปฏิวัติยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองใน "สยาม" และก็ตรงกับสมัยต้นรัชกาลที่ 6 (ครองราชย์มาได้เพียง 15 เดือน หลังจากการสวรรคตของรัชกาลที่ 5 เมื่อ 23 ตุลา 2453/1910)
"ผู้ก่อการ" ของ "ร.ศ. 130" คือนายทหารหนุ่มจำนวนถึง 91 คน ถูกจับเสียก่อนลงมือปฏิบัติการณ์
-3 คน ถูกตัดสิน ประหารชีวิต (ลดโทษเป็นจำคุก)
-20 คน จำคุกตลอดชีวิต
-32 คน จำคุก 20 ปี
-6 คน จำคุก 15 ปี
-30 คน จำคุก 12 ปี
หัวหน้า "กบฏ ร.ศ. 130" คือ นพ.ร.อ. เหล็ง ศรีจันทร์ (หรือหมอเหล็ง) กับ ร.ท.จรูญ ณ บางช้าง และ ร.ต.เจือ ศิลาอาสน์ นายทหารหนุ่มมากๆ รุ่นนั้นส่วนใหญ่อายุ 20 ปี ต้นๆ การก่อการในสยามประเทศครั้งนั้น บ้างก็เรียก "กบฏหมอเหล็ง" (เพราะหัวหน้า เป็นหมอทหาร ชื่อเหล็ง) บ้างก็เรียก "กบฏเก็กเหม็ง" (เป็นคำยืมจากสำเนียงจีนแต้จิ๋ว) รายละเอียดดู http://politicalbase.in.th/index.php/กบฎ ร.ศ.130
ความพยายาม "ปฏิวัติประชาธิปไตย" ของสยาม จะมาสำเร็จใน "ระดับหนึ่ง" ก็อีก 20 ปีต่อมา คือ เมื่อ 24 มิถุนา 2475 (1932) โดย "คณะราษฎร"(อ่านว่า คะ-นะ-ราด-สะ-ดอน) แต่เส้นทางเดินของ "ประชาธิปไตยไทยสยาม" ก็ลดเลี้ยวเคี้ยวคด ถ้านับแต่ครั้งแรก คือ จาก ร.ศ.130 (พ.ศ.2454/55) ก็เกือบ 100 ปี มาแล้ว ต้องต่อสู้กันอีกหลายครั้งหลายคราว ไม่ว่าจะเป็น ตุลา/ตุลา (2516-2519 หรือ 1973-1976) หรือ พฤษภา/พฤษภา (2535-2553 หรือ 1992-2010)
สี่) "อดีต ปัจจุบัน และอนาคต" ดูเหมือนจะอยู่ใน "กาลานุกรม" (time line) เดียวกัน
เมื่อถึงปีเดือนกุมภาหน้า ค.ศ.2012 หรือ พ.ศ.2555 ก็จะครบรอบ "กบฏ ร.ศ. 130" น่าที่เราจะต้องจัดการศึกษาวิจัย ประเมินเหตุและผลทางประวัติศาสตร์/การเมือง ของสยามประเทศไทยกันเสียทีว่า เรามาจากไหนกัน และ "เราจะไป (กัน) ทางไหน" ครับ Thailand-Siam: Quo Va Dis

เสวนาเดือนตุลา : ความรุนแรง สันติวิธี และการต่อสู้ทางวัฒนธรรม

ที่มา Thai E-News

การปราบจลาจล ทำไมต่างประเทศประท้วงบ่อย แต่ไม่มีคนตาย ทำไมประเทศเราจึงมีคนตาย ..?

โดย อานนท์ ตันติวิวัฒน์
ที่มา สำนักข่าวประชาธรรม
ภาพประกอบ Manit Sriwanichpoom



เมื่อวันพุธที่ 12 ตุลาคม 2554 ณ ห้องแลคเชอร์ ชั้น 2 อาคารมีเดีย อาร์ต แอนด์ ดีไซน์ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดเสวนา "เดือนตุลา : ความรุนแรง สันติวิธี และ การต่อสู้ทางวัฒนธรรม" โดยมีวิทยากรที่ร่วมเสวนาประกอบด้วย ภัควดี ไม่มีนามสกุล นักเขียนและนักแปลอิสระ ชัชวาล บุญปัน อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมิตร ใจอินทร์ ศิลปินอิสระในสาขาทัศนศิลป์ โดยมีณัฐกร วิทิตานนท์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ชัชวาล บุญปัน กล่าวว่า ความรุนแรงเกิดขึ้นในสังคมไทยมายาวนาน สิ่งที่จะแก้ไขความรุนแรงได้คือการเปิดเผยความจริง ซึ่งการเปิดเผยความจริงคือสันติวิธีที่ทำให้สังคมเป็นปกติ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการปิดกั้นไม่ให้มีการแสวงหาความจริง เป็นการสร้างความรุนแรงให้สังคม

เพราะความจริงจะทำให้สังคมร่วมกันตัดสินใจได้ ในประวัติศาสตร์สังคมที่ผ่านมา มันล่มสลายเพราะสังคมไม่รู้ว่าอะไรคือความจริง เช่น สังคมของชนเผ่ามายา ที่แข่งกันสลักรูปหินใหญ่ ทำลายสิ่งแวดล้อม จนสุดท้ายนำมาสู่การล่มสลายของชนเผ่า

หรือสังคมที่รู้ว่าความจริงมันคืออะไร แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว สังคมก็ล่มสลายอย่างเรื่อง อุทกภัย โลกร้อน เป็นต้น

หรือสังคมรู้ว่าความจริงคืออะไร แต่ไม่แก้ไขเพราะติดปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ผลประโยชน์ อำนาจ ฯลฯ สังคมก็อาจล่มสลาย

ชัชวาล กล่าวต่อว่า มนุษย์มีธรรมชาติในการแสวงหาความจริง แม้ว่าผู้ปกครองจะปิดกั้น ข่มขู่ไม่ให้คนแสวงหาความจริง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าสมัยไหนก็ทำไม่สำเร็จ

เช่น สมัยของกาลิเลโอที่จะอธิบายความจริงเกี่ยวกับโลก ก็มีการวิวาทะระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ สันตะปาปาพยายามทำให้หนังสือของกาลิเลโอเป็นหนังสือต้องห้าม ไม่ได้รับการเผยแพร่ แม้ในกรุงโรมจะไม่ได้อ่าน แต่นอกกรุงโรมนั้นได้อ่านหมด

กรณีประเทศไทย แอนดรูว์ มาร์แชล รู้เรื่องเกี่ยวกับประเทศไทยจากเอกสารวิกิลีกส์ประมาณ 3-4 พันฉบับ เขาไม่สามารถเขียนให้คนไทยอ่านได้ แต่เขาสามารถเขียนเป็นภาษาต่างประเทศและเผยแพร่ไปทั่วโลก นี่ก็แสดงให้เห็นว่าความจริงไม่สามารถปิดกั้นได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกสมัย ใหม่


นอกจากนี้ ชัชวาล อ้างบทสัมภาษณ์ของแอนดรูว์ มาร์แชล ว่า
มัน น่าแปลกที่ในยุคโลกาภิวัฒน์ คนไทยไม่สามารถพูดถึงประเด็นใจกลางที่เป็นอนาคตของลูกหลานตัวเองได้ มันไม่สามารถหาทางออกได้หากยังไม่มีใครยอมรับว่าใครทำอะไรลงไป มันจะเป็นวงจรอุบาทว์ต่อไป
ซึ่งแอนด์ดรูว์เห็นว่า การยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 จะทำให้สังคมไทยสามารถพูดในสิ่งที่ไม่สามารถพูดถึงได้

"มีคนกล่าวว่าสังคมไทยขาดจิตวิญญาณที่จะพูดความจริง แต่คิดว่าไม่จริง เพราะหลังรัฐประหารปี 49 นั้นมีคนแบบกาลิเลโอเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

เกิดการตั้งคำถามว่า คนไทยทำไมถึงถูกห้ามไม่ให้พูด เขียน หรืออ่านหนังสือบางเล่มที่คนทั้งโลกได้อ่านทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ

ตรงกันข้ามสื่อกระแสหลักไม่ส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเปิด เผย เพื่อที่จะทำให้คนไทยประเมินความจริงแบบรอบด้าน และรู้เท่าทัน เพราะนี่คือพลังที่จะทำให้สังคมไทยไม่ไปสู่ความล่มสลาย

แต่เครือข่ายอำนาจที่ไม่มีจิตวิญาณที่จะยอมรับความจริง พยายามจะอนุรักษ์ความรุนแรงเพื่อเป็นเครื่องมือปกปิดความจริง" อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าว

ชัชวาล ตั้งคำถามต่อไปว่า ทำไมต้องปกปิดข้อมูลข่าวสารอย่าง วิกิลิกส์ นั่นเป็นเพราะข้อมูลนั้นมีพลังการอธิบายสูง คือมันมากกว่าคำอธิบายเดิมที่หมดพลังไป ในโลกแบบอริสโตเติ้ลไม่สามารถอธิบายได้อย่างที่เคยเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะมีคำอธิบายใหม่ๆเกิดขึ้นและดีกว่าเดิม เมื่อใดก็ตามที่มีคำอธิบายใหม่และมีพลังอธิบายมากกว่า คำอธิบายนั้นจะยั่งยืนมั่นคงมากกว่า จนกว่าจะมีคำอธิบายใหม่มาคัดค้านมันให้ตกไป

"ขอเปรียบเทียบในเชิงวิทยาศาสตร์ คำอธิบายของวิกิลีกส์อาจจะเทียบได้กับปรากฏการณ์ "photo reactive effect" หมายความว่าปรากฏการณ์นี้มันเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสของโลกทัศน์กลศาสตร์คลา สสิค ซึ่งมันมีพลังในการอธิบายมาก

จนกระทั่งมีเหตุการณ์เล็กๆเกิดขึ้น คือ มีแสงตกกระทบแผ่นโลหะแล้วมีกระแสไฟฟ้าไหล ก็คิดว่าจะอธิบายด้วยแนวคิดกลศาสตร์นิวตันแบบเดิม แต่ปรากฏว่าทำอย่างไรก็อธิบายไม่ได้ จนกระทั่งต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เกี่ยวกับพลังงาน ซึ่งทฤษฎีโปรตอนของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อธิบายเรื่องนี้ได้ กลายเป็นว่าทฤษฎีนี้ มีพลังในการอธิบายปรากฏการณ์ได้มากขึ้น

เปรียบได้กับวิกิลีกส์ที่ทำให้เราสามารถอธิบายการเมือง และปรากฏการณ์ทางสังคมได้มากกว่าเดิม การได้อ่านข้อมูลมากขึ้นย่อมทำให้ประเมินปรากฏการณ์ได้มากขึ้นกว่าเดิม

กรณีดังกล่าวก็ทำให้เราพบว่าความงอกงามทางปัญญาจะเกิดขึ้นจากอิสรภาพ เสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็นอย่างเต็มที่และยืนยันว่าผลมันเกิดขึ้นอย่าง ไรจริงๆ" ชัชวาล กล่าว

ชัชวาล สรุปว่า ในโลกปัจจุบันข้อมูลข่าวสารมากขึ้น และไม่สามารถสกัดกั้นได้ พลังการอธิบายโลกแบบเดิมมันลดลง เครื่องมือของสังคมไทยในการปกป้องพลังอธิบายเดิมคือ พลังรัฐประหาร ในโลกวิทยาศาสตร์ เราพูดถึงหลักการอนุรักษ์พลังงาน พลังงานมันไม่เคยหายไปไหน มันแค่เปลี่ยนรูปแบบ

เมื่อเทียบกับสังคมไทย ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารกี่ครั้ง สิ่งที่ประชาชนทำ สะท้อนให้เห็นว่า มันยังคงมีพลังของประชาธิปไตยอยู่ ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็สะท้อนว่าพลังประชาธิปไตยนั้นยังคงอยู่

การจำคุก เข่นฆ่า ไม่ได้ทำให้หายไป การต่อสู้ทางวัฒนธรรมก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะรักษาพลังประชาธิปไตยไว้ ที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นสามัญชนกับการเปลี่ยนโลกเพื่อตั้งคำถามว่าวิถีชีวิต แบบไหนแน่ที่คนไทยต้องการ คำถามนี้คือ การยืนยันว่าวิธีที่จะทำให้สังคมกลับไปสู่ความปกติ ก็คือวิถีชีวิตที่ต้องการสิทธิเสรีภาพนั่นเอง

ภัควดี ไม่มีนามสกุล เริ่มต้นกล่าวถึงความสนใจเรื่องการปราบจลาจลว่า ทำไมต่างประเทศประท้วงบ่อย แต่ไม่มีคนตาย ทำไมประเทศเราจึงมีคนตาย

ดังนั้น จากความสนใจในประเด็นเรื่องการปราบจลาจลของตน จึงนำมาสู่เรื่องที่จะนำมาเล่าอยู่สองเรื่องคือหนึ่ง เรื่องความรุนแรงของรัฐ ในเมืองไทยมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปราบจลาจล

ซึ่งในภาษาอังกฤษมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกเรียก "Counterinsurgency" ภาษาไทยเรียกว่าการปราบปรามการก่อความไม่สงบ (ซึ่งคิดว่ายังแปลไม่ถูกและยังไม่รู้ว่าจะแปลอย่างไรจึงขอเรียกเป็นภาษา อังกฤษ-ภัควดี)

อีกอย่างคือ Riot control หรือการควบคุมการจลาจล

เมืองไทยไม่มีการแยกสองอย่างนี้ ฉะนั้นทุกครั้งที่เกิดปัญหาประชาชนประท้วงในเหตุการณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 กรือเซะ ตากใบ เมษายน 52 เราจะใช้วิธีการเดียวกันคือการเอาอาวุธหนักออกมาปราบ

วิธีการที่รัฐไทยทำคือ "counterinsurgency" ซึ่งจริงๆแล้ววิธีนี้ใช้ใน 3 กรณี หนึ่ง ใช้ในการสงคราม สอง การรุกรานเพื่อการยึดครอง และสามการปราบปรามกบฏติดอาวุธ

ภัควดี กล่าวต่อว่า ในสงครามเวียดนาม เวลาทหารสหรัฐเข้าไปปราบปรามคนเวียดนาม เขาจะฆ่ามั่ว ฆ่าชาวบ้านด้วย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเป็นเรื่องยากที่เขายากจะแยกแยะว่าใครเป็นใคร ก็เลยฆ่าหมด เป็นวิธีการเหมารวม

สิ่งที่อยากจะบอกคือรัฐไทยอยู่ในชุดความคิดนี้ไม่เคยเปลี่ยน การปราบประชาชนก็ปราบแบบ "counterinsurgency" ตลอดเวลา

ฉะนั้นเราจะเห็นว่า ตอนพฤษภา 53 ทำไมพยาบาลตาย ทำไมสื่อมวลชนตาย นั่นก็เป็นเพราะทหารไทยปราบหมด ฆ่าตายหมด นี่คือชุดความคิดของรัฐไทยที่มีต่อประชาชนไทย

ทำไมรัฐไทยจึงคิดแบบนี้ ทั้งที่ประเทศอื่นเขาก้าวหน้าไปหมดแล้ว บทความอาจารย์ธงชัยในหนังสือฟ้าเดียวกันเล่มล่าสุดตอบคำถามนี้ได้ดี โดยบอกว่ารัฐไทยในช่วงรัชกาลที่ 5 ไปรับเอาความคิดแบบอาณานิคมเข้ามา ขณะเดียวกันกรุงเทพฯที่เป็นศูนย์กลางก็มองพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นอาณานิคม ด้วย

อธิปไตยของรัฐไทยในสายตาผู้ปกครอง คือ การมีอำนาจเหนือดินแดน สิ่งสำคัญคือดินแดน ไมใช่คน เพราะฉะนั้นรัฐไทยจึงไม่ใช่รัฐประชาชาติ คือไม่ได้มองว่าชีวิตมนุษย์ประชาชนสำคัญต่อรัฐ ดังนั้นเมื่อต้องการปราบปรามประชาชน คือ การปราบปรามให้หมดสิ้น เหมือนปราบปรามประเทศในอาณานิคม

นอกจากนี้ นักเขียนและนักแปลอิสระ กล่าวเพิ่มเติมว่
า วิธีคิดของรัฐและศาล ยังมีวิธีคิดเป็นชนเผ่าอยู่ แนวคิดสมัยใหม่ศาลต้องมองมนุษย์เป็นปัจเจกบุคคล ใครทำผิดก็หาหลักฐานเป็นบุคคล แต่ศาลและรัฐกลับมีแนวคิดคล้ายช่างกลตีกัน คือ ตีหมดทุกคน โดยไม่มองว่าคนนี้เป็นอริหรือไม่ เห็นหัวเข็มขัดก็ตีไว้ก่อน ศาลไทยก็คิดแบบนี้ เวลาจับคนเสื้อแดง แค่ใส่เสื้อแดงก็ผิดหมด ไม่มีการพิสูจน์เป็นรายปัจเจกบุคคล วิธีคิดนี้ครอบงำรัฐไทยมาตลอด

ส่วนวิธีปราบจลาจลแบบ Riot control โดยปกติประเทศโลกที่หนึ่งจะใช้กันมาก คือ มีข้อห้ามในการใช้อาวุธที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต ได้แก่ กระบอง โล่ แก๊สน้ำตา ปืนฉีดน้ำ สเปรย์พริกไทย ใช้กระสุนยาง วิธีการนี้มีมาเป็นร้อยปี อย่างประเทศอังกฤษเขาใช้วิธีนี้มานานแล้ว

น่าสนใจว่าทำไมอังกฤษ ประเทศซึ่งเคยเป็นเจ้าอาณานิคม แต่ไม่ใช้วิธีปราบปรามรุนแรง ไม่ใช้วิธีการฆ่าให้ตายหมด วิธีการนี้เริ่มต้นที่ประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตามอังกฤษก็เลิกใช้กระสุนยางไปเมื่อ 30 กว่าปีแล้วเพราะอาจเกิดอันตรายได้

"เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐไทยไม่เคยใช้วิธีนี้ในการปราบปรามการจารจลในขณะที่ ประเทศอื่นๆอย่าง เยอรมันหรือมาเลเซียเองใช้วิธีนี้ในการควบคุมฝูงชนและไม่ทำให้ผู้ประท้วง เสียชีวิต ทำไมรัฐไทยไม่เปลี่ยนชุดความคิด เปลี่ยนวิธีการปราบจาลาจลใหม่" นักเขียนและนักแปลอิสระ กล่าว

ภัควดี กล่าวต่อว่า ประเด็นที่สองเรื่อง สันติวิธี การต่อสู้แบบนี้ ไม่ใช่เป้าหมายในตัวมันเอง ถ้าเราสังเกตดูมันเกิดขึ้นในระยะหลัง อาจเรียกได้ว่า คานธีเป็นคนริเริ่ม แต่ปัญหาอยู่ที่การนิยามรุนแรง ซึ่งแต่ละคนจะคิดแตกต่างกัน

การประท้วงในต่างประเทศ แรกเริ่มคือนักสันติวิธีจะพยายามห้ามโน่น ห้ามนี่ จนเกิดการโต้เถียงกันในขบวนการประท้วง และมีแบ่งโซนกันประท้วงว่าโซนสีเขียว (แบบสันติวิธี) โซนสีแดง (แบบแนวหน้าชอบปะทะ ไม่ได้นั่งเฉย เช่นอาจมีการรื้อรั้ว) แต่เวลาประท้วงจริงกลับปรากฏว่าผู้ประท้วง จะเทไปอยู่ในโซนสีแดงทุกครั้ง เพราะเวลาโดนยิงแก๊สน้ำตาก็โดนหมด

ฉะนั้นความรุนแรงจึงยากที่จะนิยามได้ เพราะในบางประเทศการใช้ระเบิดขวด ถูกกล่าวหาว่ารุนแรง แต่ในประเทศแคนนาดาโซนที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส ระเบิดขวดเป็นมาตรฐานของการประท้วง ไม่ถือว่าเป็นความรุนแรงเพราะผู้ประท้วงปาระเบิดขวดหมด แล้วปรากฏว่าการระเบิดขวดก็ไม่ได้ทำให้อาคารไหม้ด้วย

การประท้วง WTO หลายครั้ง คนก็จะบอกว่าผู้ประท้วงใช้ความรุนแรง เช่นการรื้อรั้ว (แต่ไม่มีใครตาย)แต่ก็ได้ผลทำให้ที่ประชุมหยุดการประชุมชั่วคราวได้เหมือน กัน อย่างนี้เรียกว่ารุนแรงหรือไม่ ในขณะที่ทั่วโลกประท้วงสหรัฐในการทำสงครามกับอิรัก โดยใช้หลักสันติวิธี แต่สุดท้ายก็ห้ามไม่ได้ จึงเกิดคำถามขึ้นมาอีกว่าแบบนี้สันติวิธีเกินไปหรือเปล่าจึงทำให้ไม่สามารถ ยับยั้งสงครามได้ มันจึงเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบ

สันติวิธีในเมืองไทยมีปัญหามากกว่าในต่างประเทศ เป็นเพราะมันถูกผูกขาดหรือนิยามโดยคนกลุ่มเดียว และนักสันติวิธีในเมืองไทยไม่ใช่นักเคลื่อนไหว ใช้ทฤษฎีมากกว่าการปฏิบัติ ส่วนใหญ่เป็นนักสันติวิธีในห้องแอร์

นักสันติวิธีกลุ่มนี้มักจะเอาตัวอย่างในต่างประเทศมาโดยไม่ดูบริบท จะอ้าง คานธี หรือ เนลสัน แมนเดลา ซึ่งไม่ได้ดูว่าคานธีเคยคิดใช้อาวุธต่อสู้กับอังกฤษ แต่คิดว่าไม่ได้ผลเลยไม่ใช้ ส่วนแมนเดลาก็เคยใช้อาวุธในการต่อสู้มาก่อนเหมือนกันแต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงหันมาต่อสู้โดยสันติวิธี

"อหิงสาของคานธีที่นำมาใช้กัน อย่างการประท้วงเรื่องเกลือ เราจะเห็นภาพคนเดินให้ตำรวจตีหัวโดยไม่ตอบโต้ เป็นภาพที่น่าสะเทือนใจมาก แต่ถามว่าวิธีการนี้มันใช้ได้ทุกที่หรือเปล่า เขาบอกว่าคนอินเดียใช้วิธีการนี้ได้เพราะอินเดียมีระบบวรรณะ และวรรณะต่ำ คือ จัณฑาล ซึ่งถูกกดขี่หรือถูกทำร้ายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่วรรณะนี้จะเดินไปให้เขาตีเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นการที่วิธีการนี้จะสำเร็จในพื้นที่อื่น จะต้องสร้างระบบวรรณะขึ้นมาหรือไม่" นักเขียนและนักแปลอิสระ กล่าว

ภัควดี กล่าวอีกว่า ในสังคมไทยเป็นสังคมของเจ้าพ่อ นักเลง การใช้สันติวิธีแบบอินเดีย เช่น การเดินไปให้เขาตี อาจทำไม่ได้ การใช้สันติวิธีจึงต้องมีเงื่อนไขเฉพาะ นักสันติวิธีเมืองไทยเอาเรื่อง อหิงสามาใช้โดยไม่ดูบริบท ทำให้มีปัญหาในสังคม นอกจากนี้ยังนำสันติวิธีไปผูกติดกับศาสนา โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าคนที่คิดเรื่องจิตวิญญาณ มักจะมองคนเป็นระดับชั้น คือเมื่อเราเชื่อเรื่องจิตวิญญาณเราก็เชื่อว่ามีจิตวิญาณที่ลุ่มลึกกับจิต วิญญาณที่ตื้นเขิน ฉะนั้นจึงนับถือคนที่มีจิตวิญญาณที่ลุ่มลึก จึงทำให้คนที่คิดเรื่องนี้ยึดติดกับผู้นำที่มีบารมี สังเกตได้จากขบวนการสัตยาเคราะห์ของอินเดีย

"กระบวนการสันติวิธีในไทยนั้นแปลก เพราะในต่างประเทศสันติวิธีนั้นมีเป้าเหมายทางการเมือง เช่น คานธีต้องการเอกราชจากอังกฤษ เนลสัน แมนเดลาต้องการยกเลิกการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ มาร์ติน ลูเธอร์คิงต้องการให้คนยอมรับสิทธิคนผิวดำในอเมริกา หรือแม้กระทั่งสันติวิธีในการประท้วง WTO ก็ต่อต้านทุนนิยม

แต่ในไทยใช้สันติวิธีเฉยๆ ไม่มีเป้าหมายหรืออุดมการณ์ทางการเมืองอะไรเลย คือ ไม่เคยบอกว่าต้องการอะไรทางการเมือง ไม่เคยสร้างภาพวิสัยทัศน์การเมืองแบบที่เขาต้องการ สันติวิธีเพื่อสันติวิธีเท่านั้นเอง เป็นสันติวิธีที่ระบอบการปกครองเป็นอะไรก็ได้ ขอแต่อย่าให้มีใครตาย ถ้าสันติวิธีเป็นอย่างนี้ก็อยากให้ผู้ทำสันติวิธีนอนอุเบกขาอยู่บ้านดีกว่า" นักเขียนและนักแปลอิสระ กล่าว

ภัควดี สรุปว่า การต่อสู้ประชาชนไทยต่อไปข้างหน้า เราคงต้องมาคิดเรื่องสันติวิธีกันใหม่ มาสร้างสันติวิธีกันใหม่ที่ไม่ต้องผูกขาดโดยคนกลุ่มเดียว นอกจากนี้ทุกความเปลี่ยนแปลงไม่โรแมนติก ฉะนั้นจึงไม่ต้องยึดติดกับตัวบุคคล เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงเราจึงต้องมีการเตรียมตัว เรื่องสันติวิธีเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ได้รับความนิยม เพราะการเปลี่ยนแปลงรัฐด้วยการใช้กองกำลังอาวุธ เราต้องมีทุน อาวุธ เหมือนสมัยก่อน

แต่ปัญหาคือเมื่อไรก็ตามที่เราจัดตั้งกองทัพหนึ่งขึ้นมาเพื่อปราบอีกกองทัพ หนึ่ง มันจะสร้างอสูรกายขึ้นมากดขี่เราอีก เกิดบาดแผลจากการใช้กองกำลังอาวุธ และใช้เวลาในการเยียวยานาน เป็นไปไม่ได้ที่เราจะใช้ความเป็นเผด็จการมาสร้างประชาธิปไตย

ส่วนเรื่องการนำสันติวิธีมาใช้ ปัญหามันอยู่ที่การนิยามความรุนแรงที่ต่างกัน เพราะในเมืองไทยสันติวิธีมันถูกผูกขาดโดยคนกลุ่มหนึ่ง คนกลุ่มนี้ได้ออกทีวี เพราะเขาบอกว่า การเทเลือดคือความรุนแรง เป็นต้น

ภัควดี กล่าวทิ้งท้ายว่า ดีใจที่คนทำงานด้านศิลปะหันมาสนใจประเด็นนี้ ซึ่งถ้าดูการประท้วงในต่างประเทศ ศิลปินมีบทบาทสูงมาก และทำให้การประท้วงมีสีสัน เช่น การประท้วงในประเทศอิตาลี กลุ่ม "ตูเต้ เบียงเช่" ที่เชื่อว่าสันติวิธีคือการประท้วงแล้วไม่เจ็บตัว เวลาประท้วงเขาจะใส่เกราะ แล้วเดินไปให้ตำรวจตี เขาก็ไม่เจ็บตัว ฉะนั้นถ้าศิลปินเข้ามาร่วมเคลื่อนไหว ก็จะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

ด้านมิตร ใจอินทร์ กล่าวถึงประท้วงทางวัฒนธรรมโดยการอดอาหาร ว่า รู้สึกแปลกใจ อดอาหารแต่ก็ยังมีแรงมาก ยังอยู่ได้ ทฤษฎีกาลิเลโอในปัจจุบัน เราใช้วิกิลีกส์ผ่านโลกออนไลน์ การปกปิดความจริงและความอุจาดทางความคิดวิปริตยิ่งกว่าน้ำท่วม

ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญ และกฎหมายมาตรา 112 ตนคิดว่าเป็นความรุนแรงอย่างมาก เกิดความวิปริต และเกิดอะไรขึ้นจากความจริง ความรุนแรงคือการปกปิดความจริง โดยเฉพาะเรื่องสถาบันกษัตริย์ วิธีการต่อสู้กับความวิปริตเหล่านี้แบบสามัญชน คือการเข้าถึงข้อมูล และการตรวจสอบได้

"การอดอาหารประท้วง 112 ชั่วโมง นั้นคิดมานานแล้ว เพราะรู้สึกตกใจที่ศิลปินด้วยกันที่เคยใช้แนวทางสันติวิธีมาก่อนในการต้าน รัฐประหาร กลับร่วมมือเผด็จการ โดยส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดกับอำนาจเผด็จการ "รู้ทั้งรู้ว่าชั่ว ก็ยังสมคบ" ศิลปินอิสระ กล่าว

มิตร กล่าวต่อว่า อดอาหารประท้วง เพราะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่สถาบันกษัตริย์ไม่สามารถพูดถึงได้ เพราะ มาตรา 112 และการที่คณะวิจิตรศิลป์สนใจ ทำให้ตนอยากทำเรื่องนี้ต่อ โดยจะจัดเวทีพูดเรื่องนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อย่าลืมว่าประชาชนไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยมาตั้งแต่ปี 2475 แล้ว แต่การรัฐประหารทำให้อำนาจของประชาชนไทยหายไป

มิตร กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากเห็นสถานะของสถาบันกษัตริย์มีการเปลี่ยนแปลง และสามารถพูดถึง หรือตรวจสอบได้มากขึ้น บทบาท สถานะ อำนาจของสถาบันต้องพูดได้ในชีวิตประจำวัน ปัญหาของสังคมไทยที่ผ่านมาเกิดจากการสมรู้ร่วมคิดของกลุ่มต่างๆในสังคมกับ อำนาจเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน สื่อมวลชน เอ็นจีโอ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงของการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนซักถาม นายทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ สาขาสื่อศิลปะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นการต่อสู้ทางวัฒนธรรมว่า สิ่งที่น่าสนใจคือสิ่งที่อยู่ระหว่างสันติวิธี และความรุนแรง เป้าหมายของวิธีการต่อสู้หรือขบวนการของพวกสังคมใหม่ มันไม่ได้มีเป้าหมายที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง แต่โดยตัวของมันเอง วิธีการต่อสู้ มันเป็นวิธีการเปิดเวทีหรือเปิดพื้นที่ใหม่ ที่นำไปสู่การต่อสู้ในหลายๆรูปแบบ เช่นในอเมริกามีนักต่อสู้วัฒนธรรมร่วมกัน 2 คน ชื่อ เดอะ เยส แมน (The Yes Man)

วิธีการแบบเดอะ เยส แมน คือปลอมตัวเป็นผู้แทนของสมาคมการค้า หรือบุคคลสำคัญ เข้าไปร่วมประชุมสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น IMF WTO เสร็จแล้วก็จะมีการ sanction เช่น ยกตัวอย่างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ผลกระทบทางเศรษฐกิจ เป็นต้น และจะปฏิเสธหรือไม่เอาด้วยกับมติที่มันจะเกิดขึ้นจาก WTO หรือ IMF จนกลายเป็นเรื่องเป็นราว

และคนกลุ่มนี้ก็เป็นคนที่วิจัยและศึกษาเรื่องนั้นๆมาก่อน และมีแถลงการณ์ออกมาก่อนว่ามติของที่ประชุมจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไร เป็นเรื่องที่ในที่ประชุมไม่มีทางคัดค้านได้เพราะมองในเรื่องผลกระทบ และเขาก็ใช้วิธีการแบบนี้ในเวทีเล็กอื่นๆ พอมีคนเข้าร่วมกลุ่มมากขึ้น ก็เปลี่ยนกันไปหลายเวที ต่อมาในภายหลังก็ถูกจับได้ พวกเขาทำถึงขั้นที่ว่า ทำเว็บเพจของรัฐบาลปลอมในช่วงรัฐบาล จอร์จบุช ขึ้นมา โดยมีเนื้อหาที่สนับสนุนสงครามอ่าว ทำให้รัฐบาลจอร์จบุชถูกด่าเละ โดยไม่รู้เรื่อง ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าอะไรคือสถานะ จอร์จบุช และนำไปสู่คำถามว่า รัฐบาลสนับสนุนสงครามจริงหรือไหม

หรืออีกกลุ่มหนึ่งที่ชื่อ กอลิล่าเกิร์ล จะประท้วงโดยการสวมชุดกอลิล่า ออกไปตามที่ต่างๆ เพื่อให้เกิดประเด็นถกเถียง ตั้งแต่เพศสภาพ เศรษฐกิจ ชาติพันธุ์และความไม่ธรรม ซึ่งปัจจุบันกอลิล่าเกิร์ลมีอยู่ทั่วอเมริกา และเนื่องจากทุกคนใส่ชุดกอลิล่า จึงทำให้ไม่รู้ว่ามันเป็นเกิร์ลหรือบอย มันจึงทำให้เกิดการประท้วงทางวัฒนธรรม และนำไปสู่การทบทวนสิ่งต่างๆในประเด็นเหล่านี้

หรือมีชายคนหนึ่งคล้ายกับกลุ่มเดอะเยสแมน คือ ปลอมตัวเป็นตัวแทนนักลงทุน จากนั้นใช้กาวตราช้างเช็คแฮนด์กับบุคคลสำคัญ วิธีการแบบนี้มันอาจจะไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรในเบื้องต้น แต่มันนำไปสู่การเปิดบาดแผลของประเด็นต่างๆในประเทศที่เขาไปเยี่ยม ซึ่งตอนนี้เขาไม่ต้องทำถึงขั้นเอากาวตราช้างทามือเพื่อเช็คแฮนด์ แต่แค่ประกาศว่าจะไปที่ไหน ประเด็นปัญหาเหล่านี้ก็จะถูกเปิดโดยสื่อมวลชนทันที

การเคลื่อนไหวบางครั้งที่ถูกมองว่าไร้สาระอาจจะนำไปสู่การเปิดประเด็น หรือการพูดคุยต่อไป อาจจะไม่ต้องเป็นแบบวิชาการ หรือว่าต้องมีการเสนออะไรก่อนก็ได้ หรือไม่ต้องเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรม แบบนิติราษฎร์ทุกกลุ่มก็ได้

เพราะแต่ละคนมีความสามารถไม่เหมือนกัน.

************
15 ตุลาคม -เชิญฟังอภิปรายเนื่องในโอกาส ครบรอบ 38 ปี 14 ตุลา 2516




หัวข้อ “14 ตุลากับเส้นทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ผู้ร่วมอภิปราย

-วีระ มุสิกพงษ์
-จรัล ดิษฐาอภิชัย
-สมาน เลิศวงศ์รัฐ
-สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ์
(ดำเนินรายการโดย นิธินันท์ ยอแสงรัตน์)

จัดโดยกลุ่ม เครือข่ายเดือนตุลาและกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ40 วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม 2554 เวลา 13.00 – 17.00 น. ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (สี่แยกคอวัว)

ในงานนี้ขอเชิญนักวิชาการ นักเขียน ศิลปิน และ นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว ทุกรุ่นทุกหมู่เหล่าเข้าร่วมแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น วิจารณ์ เส้นทางการต่อสู้ประชาธิปไตยไทย พร้อมวางพวงมาลัย ดอกไม้ต่างๆ ณ อนุสาวรีย์วีรชน 14 ตุลา

พระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานพระราชทรัพย์ 500,000 บาท ช่วยครัวเคลื่อนที่สภากาชาดไทย

ที่มา Thai E-News


โดย กลุ่มงานสารนิเทศและสื่อสารองค์กร สภากาชาดไทย
ภาพ กลุ่มงานสื่อสัมพันธ์ สภากาชาดไทย
ที่มา เฟซบุ๊ค สภากาชาดไทย

วันที่ 13 ตุลาคม 2554 เวลา 13.25น.สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ฑีขะระ นางสนองพระโอฐในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นผู้แทนพระองค์ นำเงินพระราชทาน จำนวน 500,000 บาท มอบให้สภากาชาดไทย นำไปใช้ในกิจการครัวเคลื่อนที่สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมี นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย รับพระราชทาน ณ ห้องรับรอง อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฒโน)
สมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใย ในราษฎรจังหวัดต่างๆ ที่ประสบเหตุจากภัยธรรมชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นผู้แทนพระองค์ นำชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทยพระราชทาน พร้อมน้ำดื่มไปให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ต่างๆ ที่ได้รับความเดือดร้อน และประชาชนในจังหวัดใกล้เคียงแล้ว รวม 32 จังหวัด คิดเป็นมูลค่ากว่า 180 ล้านบาท

นอก จากนี้ สภากาชาดไทยยังได้จัดส่งเรือท้องแบน รถผลิตน้ำดื่มไปให้บริการแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดเหตุอุทกภัยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สภากาชาดไทยขอเชิญร่วมบริจาคเงินช่วยผู้ประสบอุทกภัย ได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย ชื่อบัญชี สภากาชาดไทยช่วยผู้ประสบอุทกภัย ประเภทบัญชี กระแสรายวัน เลขที่ 045-3-04190-6 หรือสอบถามไปที่ โทรศัพท์ 02-251-7853-6 หรือ สายด่วน 1664

รายงานสถานการณ์น้ำ 14 ต.ค. 54

ที่มา Thai E-News



ภาพเหมือนที่แตกต่างระหว่าง14ตุลาVS19พฤษภา

ที่มา Thai E-News

ความแตกต่างระหว่างพ.ศ.-(ภาพ บน) เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ชายเสื้อดำใช้ปืนยาวยิงตำรวจที่บชน.เดิมตรงผ่านฟ้า โดยมีนักศึกษาช่างกลนำปืนที่ยึดมาได้จากร้านปืนแถวย่านแยกอุณากรรณ์ เป็นไรเฟิ่ล คอยส่งกระสุนให้ และก่อนค่ำวันนั้น บชน.ก็ถูกอาชีวะและประชาชนใช้รถน้ำ้ฉีดน้ำมันแล้วเผาจนวอดทั้งตึก (ภาพล่าง)ผู้ชุมนุมนปช.ในเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ใช้บั้งไฟ กับหนังสติ๊กยิงสู้กับอาวุธหนักของฝ่ายทหาร

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 ตุลาคม 2554

ว่าไปแล้ว.. ข้อเรียกร้องทางการเมืองของคนเสื้อแดง จากการต่อสู้ ในเดือน มีนาคม-พฤษภาคม 2553 คือ "ขอให้รัฐบาล ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่"

เมื่อเทียบกับข้อเรียกร้องทางการเมืองของ นักเรียน นักศึกษา ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 คือ "ขอรัฐธรรมนูญ ขอการเลือกตั้ง และขอให้ รัฐบาลเผด็จการออกไป" แล้ว

จะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องของนักเรียนนักศึกษา คนเดือนตุลา ใหญ่หลวง หนักหน่วงสำหรับชนชั้นปกครอง ยิ่งกว่าข้อเรียกร้องให้ "ยุบสภา" ของคนเสื้อแดงเป็นอย่างมาก

แต่คนเดือนตุลา ถูกยกย่องให้เป็น วีรชน ในขณะที่คนเสื้อแดง ถูกเรียกว่า ผู้ก่อการร้าย

ในแง่ของความรุนแรง เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีการใช้อาวุธต่อต้านการปราบปรามของเจ้าหน้าที่แบบที่พอหาได้ เผาสถานที่ราชการ และ ลุกลามขยายไปหลายที่ เกิดเหตุจลาจลไปทั่วกรุง

และเราต่างก็รู้เห็นกันชัดเจนว่า นักเรียน นิสิต นักศึกษา เป็นฝ่ายเผา เราเรียกสิ่งนั้นว่า "วีรกรรม" และเรียกผู้กระทำการวันนั้นว่า "วีรชน"

ในขณะที่เหตุการณ์ เผาเซ็นทรัลเวิร์ด ยังมีข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงมากมาย จากเจ้าของสถานที่ และ รปภ. กล้องวงจรปิด ที่บ่งชี้ว่าเกิดจากฝีมือของคนมีอาวุธหนัก และมีข้อเท็จจริงอีกมากที่บ่งชี้ว่า ไม่ใช่เป็นฝีมือของคนเสื้อแดง (อ่านข่าว:จนท.CTWเบิกความคดีเผาต่อศาล เผยมีชายชุดดำคล้ายทหารพรานขว้างระเบิดในอาคารก่อนเผา)

แต่คนเสื้อแดงถูกรวบรัดให้เป็นผู้ก่อการร้าย เผาบ้าน เผาเมือง

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรม "เผาบ้าน เผาเมือง" ของ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกร้อง "รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และขับไล่รัฐบาลเผด็จการ" ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้รับการเรียกขานว่า "วีรกรรม" และ"วีรชน" ผู้เสียชีวิตในวันนั้นได้รับพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ

ในโอกาสนี้จึง นำเสนอภาพเชิงเปรียบเทียบ "การเผาบ้าน เผาเมือง" ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กับ 19 พฤษภาคม 2553 และผลลัพธ์ที่ตามมา

1.ชายชุดดำยุค14ตุลา2516
ชาย ที่ใส่เสื้อสีดำใช้ปืนยาวยิงตำรวจที่บชน.เดิมตรงผ่านฟ้า โดยมีนักศึกษาช่างกลนำปืนที่ยึดมาได้จากร้านปืนแถวย่านแยกอุณากรรณ์ เป็นไรเฟิ่ล ซุ่มยิงตำรวจ โดยมีพรรคพวกคอยส่งกระสุนให้ และก่อนค่ำวันนั้นเอง(15ต.ค.2516) บชน.ก็ถูกอาชีวะและประชาชนใช้รถน้ำ้ฉีดน้ำมันแล้วเผาจนวอดทั้งตึก


หากเรื่องนี้มาเกิดในพ.ศ.2553 พวกเขาจะถูกเรียกว่า"ผู้ก่อการร้ายชายชุดดำ เผาบ้านเผาเมือง" แต่ในยุค 14 ตุลา 2516 เราเรียกพวกเขาว่า"วีรชนผู้รักชาติ"

2.พันเอกร่มเกล้ายุค14ตุลา16
ทหาร ราบ 11 เริ่มนอนหมอบหลังจากถูก Sniper อาชีวะยิง ด้วยปืนไรเฟิ่ล นายทหารคนซ้ายมือ กำลังมองหาที่มาของจุดยิงปืนไรเฟิ่ล ที่ยิงทหารจนทะลุหมวกเหล็ก ล้มทั้งยืน
หาก เรื่องนี้มาเกิดในปีพ.ศ.2553ทหารที่ถูกยิงจนทะลุหมวกเหล็กจะกลายเป็นพลเอก และสลิ่มในเฟซบุ๊คจะเขียนยกย่องวีรกรรม แต่เรื่องนี้เกิดในปี2516พวกเขาจึงถูกเรียกว่า"สมุนทรราชย์เข่นฆ่าประชาชน"

3.การระบายความคับแค้นของประชาชนยุค14ตุลาฯ
การ เผาทำลายสถานที่ราชการ เช่น ที่ทำการกรมประชาสัมพันธ์ ตึกกตป. ตึกบชน. การเผารถเมล์เพื่อใช้ควันไฟพลางทหารในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถูกอธิบายว่าเป็นการระบายความคับแค้นของประชาชนที่มีต่อสัญลักษณ์ของระบอบ เผด็จการ จึงถือเป็นวีรกรรม
ของวีรชน 14 ตุลาคม 2516

แต่หากมาเกิดในปัจจุบันจะถูกเรียกว่า "เผาบ้าน เผาเมือง"



วิดิโอนี้ เสนอภาพ "เผาบ้าน เผาเมือง"(หากเป็นมิติในปัจจุบัน)ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หลังจากจอมพลถนอมประกาศ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี นายสัญญา ธรรมศักดิ์ (องคมนตรี) ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีและประกาศ จะให้มีรัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน

4.การพระราชทานเพลิงศพวีรชน
15 ตุลาคม 2517 ภาพเหตุการณ์ ณ เมรุสนามหลวง สถานที่พระราชทานเพลิงศพ "วีรชน 14 ตุลาคม 2516" (ปกติสนามหลวงไม่ใช่เป็นสถานที่ ฌาปณกิจ สามัญชน)
ริ้ว ขบวน นิสิต นักศึกษา ประชาชน แห่แหน ศพ "วีรชน" อย่างยิ่งใหญ่ (หากเรื่องนี้มาเกิดในปี2553 พวกเขาจะกลายเป็นศพที่ยังไม่รู้ว่าใครฆ่า อาจถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายที่ถูกสังหาร และผู้นำการประท้วงของพวกเขาอาจถูกดำเนินคดีก่อการร้าย)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงจุดฝักแค พระราชทานเพลิงศพ "วีรชน 14 ตุลาคม 2516"
ส่วน งานศพของผู้เสียชีวิตในเหตุึการ์เมษา-พฤษภาคม 2553 ไม่ได้รับการยกย่องเป็นวีรชนของชาติอย่างเป็นทางการ แต่ประชาชนไทยและคนเสื้อแดงยกย่องเป็นวีรชนไพร่ โดยทำพิธีศพกันเอง ล่าสุดในวันที่ 16 ตุลาคมนี้จะมีพิธีฌาปณกิจศพ 6 วีรชนจากเหตุการณ์ 10 เมษาฯ ที่วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี ในสถานการณ์ข่าวน้ำท่วม กำลังหลากท่วมทุกกระแสข่าว(ดูรายละเอียด)

5.เมื่อนกสีเหลือง14ตุลา2516 เป็นวีรชน แต่นกสีแดง19พฤษภา2553เป็นทรชนในทัศนะของหงา คาราวาน




ในยุค 14 ตุลาคม 2516 สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน แต่งและขับร้องเพลงเชิดชู"นกสีเหลือง"เป็นวีรชน

แต่ในยุค19 พฤษภาคม 2553 หรืออีก 37 ปีต่อมา หงาซึ่งขึ้นเวทีพันธมิตร มีจุดยืนสนับสนุนสนธิ ลิ้มฯอย่างแข็งขัน ไม่ลังเลที่จะแต่งและขับร้องเพลงชื่อ "ขอสันติภาพ" ด้วยสายตา"ของสลิ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ" ที่ได้แต่ติดตามข้อมูลข่าวสารจากสื่อกระแสหลักแล้วเห็นว่า บ้านเมืองลุกเป็นไฟเพราะการประท้วงในกรุงเทพฯเป็นสงครามกลางเมืองของพวกกบ ฎที่ก่อการโค่นรัฐบาลเพราะความ"บ้าสี"แตกคอกัน แล้วขนคนจากภาคเหนือ-อีสานเข้ามา ทำให้ชาวบ้านร้านค้าในกรุงเทพฯไม่กล้าออกจากบ้าน ซึ่งที่สุดก็ไม่มีฝ่ายใดมีชัยชนะ เราขอสันติภาพได้ไหม

โดยการร้องเพลงนี้ในช่วงเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนในเดือนพฤษภาคม 2553 แล้วส่งให้สรยุทธ์ สุทัศนะจินดาเผยแพร่ทางรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3

นี่คือความต่างระหว่างพ.ศ. เป็นภาพเหมือนที่ช่างแตกต่างอย่างชวนขบคิดและกังขา..

**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:Sinar-ช่างภาพหัวเห็ด กับเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ
ภาพชุดประวัติศาสตร์ขาวดำข้างต้น มาจากผู้ใช้นามแฝงว่า"Sinar" ซึ่งเป็นช่างภาพที่ได้บันทึกภาพเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เอาไว้


คืนวันที่ 13 ตุลาคม 2516 ผมกลับไปนอนบ้านอย่างสบายใจ หลังจากดูเหมือนว่าที่ชุมนุมนักศึกษาใกล้จะสลายตัวแล้ว เพราะเฝ้ากันมาสองสามวันแล้ว

แต่แล้วเช้าตรู่ 14 ตุลาก็เกิดเหตุปะทะอย่างรุนแรงที่หน้าวังสวนจิตรลดา ตรงข้ามเขาดิน จนกระทั่งพระเจ้าอยู่หัวต้องรับสั่งให้เปิดประตูให้นักศึกษาเข้าไปในบริเวณ วังสวนจิต เป็นการบรรเทาเหตุ

ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับประกาศของรัฐบาลทหารอย่างดุดันว่าจะปราบปรามอย่างเด็ด ขาด ผมคว้ากล้องออกไปราชดำเนินทันที โดยข้ามจากฝั่งธนข้ามสะพานพระปิ่นเกล้า เวลานั้นทหาร โดยรถถัง M 41 (คันโบราณที่เอามาปฏิวัติ 19กย.)และทหารจากราบ11เริ่มยิงขับไล่นักศึกษาออกมาจากถนนจักรพงษ์ (หน้าโรงพักชนะสงคราม)แล้ว ผมต้องหมอบคลาน ข้ามช่องถนนนั้นหนีห่ากระสุนเพื่อข้ามไปด้านโรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยใช้เกาะเตี้ยๆกลางถนนราชดำเนินเป็นที่กำบัง โดยมีกระสุนวิ่งผ่านหัวไป พร้อมกับลากกระเป๋ากล่องไปด้วย

ไม่นานรถถังรุกคืบหน้าออกมาถนนราชดำเนินโดยมีทหารราวหนึ่งกองร้อย ยิงเปิดทางออกมาตลอด ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นกระสุนยางหรือกระสุนจริง แต่ช่วงนั้นยังไม่มีคนตาย ยิงทั้งปืนเล็ก M-16 ยิงทั้งแกสนำ้ตาอย่างหนัก ช่วงบ่ายกระสุนจริงเริ่มออกฤทธิ์ ผมเห็นคนถูกยิงแถวของสนามหลวงร่วงเป็นใบไม้ รวมทั้งเณรด้วยที่ผมเห็นกับตา

ผมวิ่งพล่านอยู่กับช่างภาพ นสพ.กลุ่มหนึ่งราว10เลยตัดสินใจ บอกพรรคพวกว่าเราอยู่ตรงนี้ไม่ได้ต้องตายแน่ ผมจึงวิ่งไปหาทหารพร้อมชูบัตรหนังสือพิมพ์ แล้วตะโกน "อย่ายิงๆ หนังสือพิมพ์ ขอเข้าไปหน่อย" พวกเราถูกค้นตัว โดยทหารทุกคน เฮ้อ...รอดตายไปอีกนิด

ผมบอกกับนายทหารด้วยว่า ยิงสูงๆไว้นะอย่าต่ำมาก ดูเหมือนว่าเขาก็เข้าใจและจะดูตื่นๆกับเหตุการณ์เหมือนกัน

ฝ่ายนักศึกษาโดย นักเรียนช่างกลเป็นหัวหอก พวกนี้ใช้ได้เลยครับ ระห่ำจริงๆ ยึดรถขับพุ่งชนทหาร แต่ก็ถูกยิงสกัดไว้ได้ก่อนที่จะมาถึงรถถัง ทหารคนหนึ่งถูกยิงต่อหน้าต่อตาผม กระสุนทะลุหมวกเหล็กเห็นเป็นรูทหารทรุดลงกับพื้นเลย จึงทำให้ทหารโมโหกดปืนยิงใส่่ประชาชน มันเหมือนสาดน้ำใส่กันแล้วครับ แต่อย่างไรทหารก็ได้เปรียบกว่าอยู่แล้ว จึงมีคนเสียชีวิตไปเยอะ

แต่ทหารที่ถูกยิงผมก็ไปเยี่ยมเขาอีกทีนะครับหลังจากผ่านไปสักสองเดือนที่ รพ.พระมงกุฏฯ เขาพิการ ตาลอยเอ๋อๆเพราะกระสุนเข้าหัวครับ

อาชีพช่างภาพหนังสือพิมพ์ที่ผมชอบก็คือ เราอยู่ตรงนั้น เป็นอย่างนั้น เรารู้จริง เพราะมันอยู่ตรงหน้าเรา เมื่อเหตุการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์ของชาติมีการบันทึกกัน พูดกัน เราจะ เห็นด้วยหรือแย้ง อย่างมั่นใจว่า เรารู้จริง...

ก็เราอยู่ตรงนั้นแหละ

เตือนสติ..ครั้งสุดท้าย Thai PBS

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน





อย่าเป็นสื่อ..สามานย์..สันดานถ่อย
สร้างด่างพร้อย..รอยหม่น..ดั่งคนสถุน
เอาภาษี..ละเลงบาป..ใครคราบบุญ
หวังเกื้อกูล..พวกพ้อง..สนองกัน....

อย่าเป็นสื่อ..เลวระยำ..ทำโป้ปด
คิดกบฏ..หลงทาง..ไม่สร้างสรรค์
ทั้งเฉไฉ..ทั้งเบี่ยงเบน..ไม่เว้นวัน
หวังห้ำหั่น..โค่นล้ม..ให้จมดิน....

อย่าเป็นสื่อ..เหลวไหล..ใจเหลวแหลก
สร้างรอยแยก..เพิ่มพูน..ไม่สูญสิ้น
ริแอบแฝง..ซ่อนเร้น..เป็นอาจิณ
หวังตีกิน..จนฉิบหาย..จากขายตัว....

อย่าเป็นสื่อ..โสมม..สมกล่าวไว้
สร้างจัญไร..ดีเดือด..เพราะเลือดชั่ว
สร้างรอยร้าว..คนในชาติ..เติมหวาดกลัว
สมสื่อมั่ว..จิตอคติ..คิดริยำ....

๓ บลา / บ่าย ๑๔ ต.ค.๕๔

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 14/10/54 โปรดช่วยชีวิตของเหยื่อ..น้ำท่วมปาก

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน





เสียงโอดโอย โหยหวน ชวนสงสาร
ถูกรุกราน ใส่ร้าย มุ่งป้ายสี
สิทธิ์ของคน พวกระยำ มันย่ำยี
คืออัปรีย์ แห่งตราบาป คราบน้ำตา....


ล่ามโซ่ตรวน จับมัด ยัดกรงขัง
ภาพก่อนยัง ปวดใจ ถูกไล่ฆ่า
คราบนักโทษ การเมือง เรื่องมารยา
สุดเหว่ว้า เหน็บหนาว ร้าวระทม....


กี่ข้อหา สารพัด ยัดเข้าใส่
พวกจัญไร สรรหา มาทับถม
กี่กลลวง ที่อำพราง อย่างโสมม
ล้วนอาจม แห่งอำนาจ พวกฆาตกร...


ยุติธรรม บ้านเมืองนี้ ไม่มีให้
ทั้งเฉไฉ ใจทราม ตามหลอกหลอน
จึงร้องขอ ความเมตตา เอื้ออาทร
ส่งคำวอน ข้ามฟ้า หายุติธรรม....


ภาพน้ำหลาก เอ่อท่วม อ่วมไปทั่ว
เติมหวาดกลัว ย้อนยอก จนชอกช้ำ
น้ำท่วมปาก ผองชน คนรับกรรม
ยิ่งตอกย้ำ ตอแหลแลนด์ แดนสนธยา....


๓ บลา / ๑๔ ต.ค.๕๔