WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 16, 2011

ผู้สื่อข่าวนิวยอร์กไทมส์ทำสกู๊ปเผย น้ำท่วมไทยเกิดจาก "ฝีมือมนุษย์" ไม่ใช่ "ปริมาณฝนมากกว่าปกติ"

ที่มา มติชน



(ที่มา สำนักข่าวประชาไท แปลและเรียบเรียงจาก As Thailand Floods Spread, Experts Blame Officials, Not Rains. โดย Seth Mydans)


เซธ เมย์เดนส์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติของไทย ชี้อุทกภัยที่เกิดขึ้นและลามไปหลายพื้นที่ในเวลานี้ ไม่ได้มาจากปริมาณน้ำฝนที่มากผิดปกติ หากแต่เป็นเพราะการวางแผนการจัดการน้ำและผังเมืองที่ไร้ประสิทธิภาพ


กรุงเทพ - ท่ามกลางอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย ที่ส่งผลให้จังหวัดต่างๆ และนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงโบราณสถานกลายเป็นเมืองบาดาลอยู่ใต้น้ำ ผู้เชี่ยวชาญในการจัดการน้ำชี้ว่า สาเหตุของหายนะครั้งนี้ เป็นผลมาจากฝีมือของมนุษย์


ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ปัจจัยหลักๆ ของอุทกภัยในครั้งนี้ คือการ ตัดไม้ทำลายป่า การปลูกสิ่งก่อสร้างที่มากเกินไปในเขตพื้นที่รับน้ำ การสร้างเขื่อนและการหันเหธารน้ำธรรมชาติ การเจริญเติบโตของเมืองที่กระจัดกระจาย รวมถึงคูคลองในเมืองที่เริ่มอุดตันและการขาดการวางแผน เขาชี้ว่า เขาเคยเตือนทางการไปแล้วหลายครั้งในเรื่องนี้ หากแต่ก็ไม่มีผล


"ผมได้พยายามจะบอกทางการไม่รู้กี่ครั้งกี่หน แต่เขาบอกผมว่าผมน่ะบ้าไปเอง" นายสมิทธ ธรรมสโรช อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ผู้ซึ่งโด่งดังจากการคาดการณ์ภัยพิบัติสึนามิหลายปีก่อนที่คลื่นยักษ์จะเข้า ถล่มชายฝั่งในพ.ศ. 2547 กล่าว


ฤดูพายุร้อนในปีนี้ นำหายนะมาสู่กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เวียดนามและไทย ซึ่งมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 283 คน


ในฟิลิปปินส์ มีหลายพันคนที่ต้องอพยพเนื่องจากพายุไต้ฝุ่นที่เข้าถล่มประเทศ ส่วนนาข้าวขั้นบันไดขนาดใหญ่ที่เมืองบานาวของฟิลลิปินส์ ก็ถูกโคลนถล่มทำลายเสียหายย่อยยับ


เช่นเดียวกับในกัมพูชา มีรายงานว่าที่เมืองเสียมราฐ ระดับน้ำก็สูงขึ้นมาระดับเข่า และกระแสน้ำเริ่มท่วมในบริเวณใกล้เคียงกับโบราณสถาน "นครวัด" แล้ว


ทางการไทยได้แจ้งเตือนว่า ในไม่อีกกี่วันนี้ กรุงเทพฯ จะถูกน้ำท่วมด้วยน้ำหลากจากภาคเหนือ น้ำหนุนและน้ำฝนจากพายุฤดูร้อน ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ก็ได้เริ่มขนกระสอบทรายมากั้นไว้เพื่อเตรียมความพร้อม และกว้านซื้ออาหารแห้ง น้ำดื่ม แบตเตอรี่ และเทียนไขมากักตุน


ส่วนการเตรียมการในกรุงเทพฯ ก็เป็นที่วุ่นวายมากทีเดียว กระสอบทรายเรียงรายกันยาวกว่า 45 ไมล์ ถูกวางกั้นตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนแนวกั้นน้ำและคูคลองก็กำลังสร้างขึ้นมารองรับกระแสน้ำ และประชาชนก็ได้รับคำเตือนจากทางการให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ


ในขณะที่น้ำไหลบ่าลงจากทิศใต้จากจังหวัดนครสวรรค์และอยุธยา ทำให้โบราณสถานจมอยู่ใต้น้ำ สื่อท้องถิ่นรายงานว่าทหารก็ได้เตรียมขนย้ายกระสอบทรายกว่า 150,000 ถุง ไล่ลงตามกระแสน้ำจากที่ที่ประสบความเสียหายแห่งหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งซึ่งมี ความเสี่ยงต่อไป


ในขณะที่รัฐบาลพยายามปกป้องพื้นที่ในตัวเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรมโดยการหันเหน้ำไปทางอื่นเท่าที่จะทำได้ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องเผชิญกับการตัดสินใจว่าจะเลือกช่วยเมืองไหน และเมืองไหนที่จะต้องเสียสละ


ในอยุธยา มีรายงานว่ามีชาวบ้านสองกลุ่มเกิดการทะเลาะวิวาทเนื่องมาจากทำนบที่กั้นน้ำจากฝั่งหนึ่ง ไม่ให้ไหลเข้าไปอีกฝั่งหนึ่ง ชาวบ้านฝั่งที่โชคร้ายรับน้ำท่วมเกิดความไม่พอใจ ได้ขุดรูตรงคันกั้นน้ำเพื่อปล่อยน้ำให้ไหลไปยังอีกฝั่งหนึ่ง จึงเกิดการยิงต่อสู้กัน ส่งผลให้มีชาวบ้านคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ ในบางพื้นที่ ยังมีรายงานว่า ทหารได้ถูกส่งไปยังคันกั้นน้ำในบริเวณต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังคันกั้นน้ำด้วย


เอวา นาร์คีวิกซ์ ผู้อำนวยการด้านการสื่อสารองค์กร Elephantstay ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไรที่ดูแลช้างสูงอายุ ให้ข้อมูลว่า มีช้างราว 15 ตัวในอยุธยาที่ถูกปล่อยเกาะ โดยพวกมันหนีเอาตัวรอดโดยการปีนขึ้นหนีน้ำบนกำแพงยอดสูง ช้างโขลงนั้นประกอบด้วยแม่ช้างเจ็ดตัว และลูกๆ ของมัน ในจำนวนนั้น ยังรวมถึงช้างอายุ 9 ปีตัวหนึ่งที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้วยทักษะการวาดภาพด้วยงวง


"ถ้าหากความช่วยเหลือที่เหมาะสมยังไม่มาถึงเร็วๆ นี้ แม่และลูกช้างจะอยู่ในอยู่ในอันตรายมาก" นาร์คีวิกซ์กล่าว เธอเสริมว่า ช้างแต่ละตัวบริโภคอาหารมากถึง 440 ปอนด์ (ราว 200 กิโลกรัม) ต่อวัน แต่เรือที่อาจใช้ขนส่งกล้วย สับปะรดและอ้อย จำเป็นต้องกู้ภัยและช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่ตามที่ต่างๆ


นายสมิทธ นักอุตุนิยมวิทยากล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ถูกทำให้เลวร้ายกว่าเดิม เป็นเพราะแผนการจัดการน้ำที่ไม่ดี


"พวกเขาคำนวณระดับน้ำผิดไป และไม่ได้ปล่อยน้ำออกจากเขื่อนให้เร็วพอในฤดูฝน" เขากล่าวและว่า "และตอนนี้ระดับน้ำในเขื่อนก็เกือบจะเต็มหมดแล้ว พอเมื่อเขาปล่อยน้ำในเวลานี้ น้ำก็ไหลลงมายังพื้นที่ราบต่ำ"


เขากล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวได้กลายเป็น อุปสรรคต่อกระแสการไหลของน้ำ เนื่องจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายยังคงดำเนินการการปลูกสร้างต่อไป ไม่หยุดหย่อน


"พวกเขาสร้างอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ที่ควรจะเป็นอ่างเก็บน้ำ" นายสมิทธ กล่าวและว่า "และ เมื่อพวกเขาสร้างเขื่อนหรือทำนบกั้นน้ำตรงนั้นขึ้นมา มันก็จะปิดกั้นการไหลของกระแสน้ำ ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นทางผ่านของน้ำในฤดูฝน"


เมื่อกระแสน้ำท่วมไหลบ่าเข้ามายังกรุงเทพฯ มันก็จะไหลเข้ามายังมหานครที่สูญเสียปราการกั้นน้ำตามธรรมชาติไปแล้ว กล่าวคือ คูคลองต่างๆ ที่ควรจะรองรับน้ำ ได้อุดตันไปด้วยเศษขยะต่างๆ ที่มาพร้อมกับประชากรที่อยู่อาศัยอย่างหนาแน่นในเมือง


"การวางผังเมืองของเรานั้นไร้ประสิทธิภาพ" นาวาอากาศเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์


"ฤดูกาลมิได้เปลี่ยนไปมากเท่าไหร่หรอก" เขากล่าวและว่า "เรามักจะมีน้ำเยอะมากเป็นพิเศษในฤดูฝน แต่ถ้าหากเรายังไม่มีแผนการจัดการน้ำที่ดี เราก็จะเผชิญกับปัญหานี้อีกในปีหน้า"


ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติกล่าวต่อว่า มนุษย์และธรรมชาติเริ่มขัดแย้งกันมากขึ้นเรื่อยๆ และการอยู่ร่วมกันก็กลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อย "นี่ เป็นสัญญานที่เตือนให้เรารู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะอนุรักษ์ผืนป่า... เราทำลายธรรมชาติไปมากพอแล้ว และตอนนี้ ก็เสมือนว่าเป็นเวลาที่ธรรมชาติจะขอเอาคืน"

"แม้ว"ชิงพื้นที่ แก้วิกฤตน้ำท่วม

ที่มา ข่าวสด



สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เข้าสู่ช่วงไฮไลต์

น้ำเหนือก้อนมหึมาจู่โจมฝ่าด่านนครสวรรค์ เคลื่อนขบวนทะลุทะลวงผ่านชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี เข้าพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี

สร้างความเสียหายตามรายทางให้กับบ้านเรือนประชาชน พื้นที่เศรษฐกิจ โรงงานอุตสาหกรรมเสียหายไปแล้วไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท

ก่อนทะลักเข้าโอบล้อมกรุงเทพฯ ด้วยปริมาณน้ำกว่า 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ในจังหวะ"ดาบสอง"น้ำทะเลหนุนสูงไปจนถึงวันที่ 18 ต.ค. ทั้งยังต้องรอลุ้นต่อถึง"ดาบสาม"กับปริมาณน้ำฝนที่ถล่มลงมาไม่หยุดหย่อน

น้ำเหนือ น้ำหนุน น้ำฝน ทั้ง 3 อย่างนี้คือเงื่อนไขสำคัญที่มาบรรจบกันโดยมิได้นัดหมาย ทำให้กรุงเทพฯ ยังหนีไม่พ้นภาวะลูกผีลูกคน ต้องลุ้นระทึกกันชนิดนาทีต่อนาที

แต่กระนั้นก็ตาม ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า โอกาสที่กทม.จะรอดพ้นไปได้มีค่อนข้างมาก

ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

จังหวัดที่ได้รับผลกระทบอุทกภัยในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง รวม 61 จังหวัด มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 280 ราย เดือดร้อนเกิน 2.4 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 8.3 ล้านคน

ด้วยตัวเลขที่ปรากฏจึงไม่แปลกหากน้ำท่วมครั้งนี้จะได้รับการจดบันทึกให้เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งสาหัสสากรรจ์ที่สุดในรอบ 50 ปี

ซัดกระหน่ำ"รัฐบาลยิ่งลักษณ์"ที่มีอายุประสบการณ์บริหารประเทศแค่เดือนเศษจนโซซัดโซเซในช่วงแรก

แต่ก็เป็นอะไรที่"ตั้งหลักได้เร็ว"กับการตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ ประสบอุทกภัย หรือศปภ. มอบหมายให้พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรมเป็น"พ่องาน"ในฐานะผอ.ศูนย์ฯ

ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ก็สามารถรีดฟอร์ม"ผู้นำ"ออกมาได้ทันท่วงทียามบ้านเมืองเกิดวิกฤต ขนาดอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา ยังกล่าวชื่นชม

แถมออกตัวให้ด้วยว่าปัญหาตอนนี้ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน หรือต่อให้มี 10 รัฐบาลก็รับมือกับปริมาณน้ำขนาดนี้ไม่ไหว



นอกเหนือจากภาพการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยกระดับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยขึ้นเป็น"วาระแห่งชาติ"

ระดมกำลังทุกภาคส่วนทั้งภาคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน ทหาร ตำรวจ และภาคประชาชน เข้าร่วมวงหารือในที่ประชุมศปภ.

และจากที่เคยฮือฮากลายเป็นภาพเห็นกันจนชินตา คือนายกฯยิ่งลักษณ์ ควงคู่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ออกตรวจสถานการณ์พื้นที่ประสบภัยรายวัน

ไม่ว่าขึ้นรถ ลงเรือ ขี่เฮลิคอปเตอร์ เห็นนายกฯยิ่งลักษณ์ที่ไหน เป็นต้องเห็นพล.อ.ประยุทธ์ที่นั่น

ผลพลอยได้จากการที่ผู้นำรัฐบาลกับผู้นำกองทัพเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้กับ วิกฤตน้ำท่วม ทำให้บรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองที่เป็นมาตลอดตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้ เข้ามา เริ่มคลายตัวลง

ล่าสุดรัฐบาลด้วยความร่วมมือของหน่วยงานทุกกระทรวง ทบวง กรม ยังคิดค้นผลักดันมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อแบ่งเบาภาระให้ประชาชนผู้ประสบภัย

ทั้งการขอผู้ประกอบการช่วยตรึงราคาน้ำมันไว้ก่อน การผ่อนผันชำระค่าไฟฟ้าเป็นเวลา 3 เดือน พักชำระหนี้โดยไม่คิดดอกเบี้ยในส่วนของผู้เช่าซื้อบ้านกับการเคหะ รวม 3 เดือน

กระทรวงการคลังสั่งให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ หาแนวทางหยุดพักชำระหนี้ให้ผู้ประสบภัยจนกว่าน้ำจะแห้ง ควบคู่กับการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อซ่อมแซมบ้านเรือน และเป็นทุนหมุนเวียนในการทำอาชีพใหม่

ขณะที่กรมสรรพากรออกมาตรการภาษี ให้ผู้บริจาคเงินช่วยน้ำท่วมนำไปหักลดหย่อนภาษีเพิ่มเป็น 1.5 เท่า

ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมเงินชดเชยอีกครอบครัวละ 5,000 บาท และชดเชยพื้นที่การเกษตรอีกไร่ละ 2,222 บาทที่รัฐบาลทยอยจ่ายไปบ้างแล้ว

อย่างไรก็ตามมีการมองว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมจะเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของ รัฐบาล แต่โจทย์ที่ยากจริงๆ สำหรับคณะผู้บริหารประเทศภายใต้การนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์

อยู่ที่สถานการณ์ภายหลังน้ำลดมากกว่า



ยังไม่มีการประเมินแน่ชัดว่ารัฐบาลต้องใช้เม็ดเงินจำนวนเท่าใดในการฟื้นฟูความเสียหายหลังภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่นี้

แต่เบื้องต้นรัฐบาลได้เตรียมตัวเลขเบื้องต้นไว้ที่จำนวน 80,000 ล้านบาท ซึ่งจะได้มาจากการหั่นงบลงทุนของทุกกระทรวงลง 10 เปอร์เซ็นต์

กระนั้นก็ตามฉากสำคัญยังเป็นพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ชิงเปิดประเด็นข้ามฟากมาจากดูไบ ถึงมาตรการฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วม

เป้าหมายให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมทั้งบ้านเรือน โบราณสถาน วัด โรงเรียน พื้นที่เกษตรกรรม และโรงงานอุตสาหกรรม

เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ประเทศโดยเร็ว

การดำเนินการตรงนี้รัฐบาลจำเป็นต้องหาเงินให้ได้อย่างน้อย 1 แสนล้านบาท ซึ่งได้เตรียมจัดหาแหล่งทุนไว้แล้ว

ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวต้องทำหลายอย่างเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งไป พร้อมกัน ทั้งโครงการแก้มลิง เขื่อนกักเก็บน้ำ และเขื่อนกั้นน้ำทะเลป้องกันไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ

ส่วนจะสร้างอะไรไว้ตรงไหน รวมถึงการตัดเส้นทางเดินของน้ำใหม่ รัฐบาลต้องนำภาพถ่ายดาวเทียมในช่วงน้ำท่วมมาศึกษาให้ละเอียด

เบ็ดเสร็จคาดว่าต้องใช้เงินงบประมาณอีกไม่ต่ำกว่า 400,000 ล้านบาท ถึงจะเป็นเงินจำนวนมากแต่ก็คุ้มค่าหากเปรียบเทียบจากตัวเลขความเสียหายทุกปี โดยเฉพาะปีนี้

สำหรับที่มาของแหล่งเงิน พ.ต.ท.ทักษิณชี้ช่องให้ไปกู้จากประเทศจีน แล้วจ่ายคืนเป็นสินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังช่วยเจรจาดึงนักลงทุนต่างชาติเพื่อเข้ามาลงทุนในไทยอีกทาง

อธิบายส่งต่อให้รัฐบาลเพื่อไทยรับไปปฏิบัติ

พ.ต.ท.ทักษิณฉวยโอกาสตอนกระแสสังคมเรียกร้องหามาตรการป้องกันน้ำท่วมระยะยาว ที่กำลังเป็นประเด็นมาแรงแซงโครงการประชานิยมอื่นๆ ที่รัฐบาลเองก็ถูกหาว่า"ดีแต่โม้"

โชว์มันสมองระดับเวิลด์คลาส กลบข้อครหา"ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ"เสียสนิท

นักข่าวพลเมือง: แห่ 6 ศพ เสื้อแดงก่อนฌาปนกิจ

ที่มา ประชาไท

เสื้อแดงจัดฌาปนกิจ 6 ศพ ผู้เสียชีวิต 10 เมษา 2553 ณ วัดบำเพ็ญเหนือ มีนบุรี 16 ตุลาคม นี้ เวลา 10.00น.-17.00น.

เช้ามืดวันนี้ (15 ตุลาคม 2554) กลุ่มญาติวีรชน 10 เมษา แห่ขบวนศพจากวัดพลับพลาไชยผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถนนราชดำเนิน

กลุ่มญาติวีรชนแต่ละครอบครัวได้ประกอบพิธีรำลึก ณ จุดที่วีรชนเสียชีวิต จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังวัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี เพื่อประกอบพิธีประชุมเพลิงศพวีรชนคนเสื้อแดงในเวลา 10.00น.-17.00น. ของ วันที่ 16 ตุลาคม 2554 ต่อไป

ศพวีรชนคนเสื้อแดงทั้ง 6 นี้ประกอบด้วย สวาท วางาม ทศชัย เมฆงามฟ้า จรูญ ฉายแม้น บุญธรรม ทองผุย สยาม วัฒนนุกูล และมนต์ชัย แซ่จอง ซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตเนื่องจากเหตุสลายการชุมนุมวันที่ 10 เมษายน 2553 บริเวณสี่แยกคอกวัว

อนึ่งในงานแห่ศพผู้เสียชีวิตที่ได้จัดขึ้นในครั้งนี้นอกจากนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ นางสาวกมนเกด อัคฮาด อาสาพยาบาลที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิตในเขตอภัยทาน ที่วัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 แล้วไม่ปรากฎว่ามีแกนนำ นปช.เข้าร่วมเลยแม้แต่คนเดียว

ตำแหน่งที่มนต์ชัย แซ่จองถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตา

นักปรัชญาชายขอบ: กระแสน้ำ กระแสประชาธิปไตย และกลุ่มชนชั้นนำเก่า

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ

การเกิดพายุ ฝนตกหนักเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่ภาวะน้ำท่วมเกือบครึ่งประเทศ และท่วมอย่างยาวนาน ย่อมไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติล้วนๆ หากแต่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญกับปัญหาระบบการจัดการน้ำที่จำเป็นต้องถูก หยิบยกขึ้นมาทบทวนอย่างหนัก และต้องเป็นการทบทวนอย่างหนักไม่น้อยไปกว่าปัญหาการจัดระบบสังคมการการเมือง

เพราะเมื่อว่าโดยพื้นฐานทางความคิด ปัญหาการจัดการน้ำกับปัญหาการจัดระบบสังคมการเมืองของบ้านเราอยู่บนฐานคิด เดียวกัน คือฐานคิดที่ว่าประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมและจากนโยบายทางการ เมืองโดยตรงไม่จำเป็นต้องมีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง วันนี้กระแสน้ำทะลัก กระแสประชาธิปไตยบ่าล้น กลุ่มชนชั้นนำเก่าที่ถนัดแก้ปัญหาด้วยการแจกสิ่งของ และการอบรมสั่งสอนไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ น้ำก็ไหลบ่าท่วมทะลัก โดยไม่เกี่ยวข้องกับกับนโยบายการสร้างเขื่อน การเก็บกักน้ำ การปล่อยน้ำ การเปิด-ปิดทางน้ำ การสร้างเขื่อนกั้น ขุดคลอง การสร้างถนน การวางระบบผังเมือง และ/หรือนโยบายการจัดการน้ำโดยรวมที่ขึ้นอยู่กับความคิดของเบื้องบนที่ ประชาชนผู้อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะน้ำท่วม หรือภาวะขาดแคลนน้ำไม่มีส่วนในการรับรู้ แลกเปลี่ยนถกเถียง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ นักศึกษา ประชาชน นักวิชาการ จะออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาค หรือเรียกร้องอำนาจในฐานะเจ้าของประเทศ หากความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาค และอำนาจในฐานะเจ้าของประเทศของพวกเขาไม่ได้ถูกฉ้อฉลโดยกลุ่มชนชั้นนำเก่า ที่รวบอำนาจในการจัดการระบบสังคมการเมืองของประเทศมาอย่างยาวนาน ด้วย “อุดมการณ์สามรัก” คือรักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์

ดูๆ ไป เสมือนว่าประเทศนี้จะเป็น “ประเทศล้นรัก” เพราะแทบทุกอย่างถูกอธิบายได้ด้วยความรัก นโยบายการจัดการน้ำ การสร้างเขื่อน การป้องกันน้ำท่วม ฯลฯ ก็ถูกอธิบายว่ามาจากความรักของเบื้องบนที่มีต่อประชาชน และเมื่อเป็นนโยบายที่มาจากความรักของเบื้องบน ประชาชนจึงต้องน้อมรับ ไม่อาจตั้งคำถาม ไม่มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนถกเถียง และตัดสินใจร่วมกัน

เป็นเรื่องยากมากที่ประชาชนในแต่ละพื้นที่ ในแต่จังหวัดจะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องควรจะสร้างหรือไม่สร้างเขื่อน ควรจะเปิดหรือปิดน้ำจากเขื่อนแค่ไหนอย่างไร ในแต่ละฤดูกาล ทั้งที่พวกเขาคือผู้ที่แบกรับความเสี่ยง ต้องรับผลกระทบโดยตรงในการทำมาหากิน และปัญหาน้ำท่วม

ในทำนองเดียวกัน ภายใต้ “อุดมการณ์สามรัก” การกระทำที่ถูกหรือผิดในการต่อสู้ทางการเมืองก็ขึ้นอยู่กับเรื่อง “รัก-ไม่รัก” หากใครต่อสู้ทางการเมืองภายใต้วาระการเรียกร้องให้คนรักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์ เขาก็เป็นฝ่ายทำถูก เป็นคนดี แม้โดยการเรียกร้องนั้นจะนำไปสู่รัฐประหาร หรือแม้กระทั่งการเข่นฆ่านักศึกษาและประชาชนก็ตาม

แต่ถ้าการต่อสู้ทางการเมืองเป็นการเรียกร้องเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม หรือเรียกร้องการจัดระบบสังคมการเมืองที่อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน จริงๆ ก็อาจเป็นการต่อสู้ที่ผิด เป็นภัยต่อความมั่นคง (แห่งระบบอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำเก่า) ที่อาจถูกล้อมปราบได้ง่ายๆ

ฉะนั้น ในประเทศที่อยู่ภายใต้ “อุดมการณ์สามรัก” จึงเรียกร้องการอยู่ร่วมกันด้วยความรัก มากกว่าที่จะเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันด้วยความยุติธรรมบนหลักเสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างเท่าเทียม

แม้แต่ข่าวน้ำท่วม สื่อก็สร้างกระแส “ดราม่า” จนแทบไม่ตั้งคำถามต่อสาเหตุที่แท้จริง เช่น คนไทยรักกัน คนไทยไม่ทิ้งกัน นายกฯ พบผู้นำฝ่ายค้านเป็นสัญญาณความปรองดอง ฯลฯ ส่วนเรื่องที่ชาวบ้านพังคูกั้นน้ำกลับถูกนำเสนอเสมือนว่าเป็นความไม่เข้าใจ สถานการณ์ ความไม่เสียสละของชาวบ้านกลุ่มนั้นๆ โดยที่สื่อไม่ตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมไม่เป็นธรรม

ที่สำคัญสื่อแทบไม่ตั้งคำถามต่อปัญหาการจัดการน้ำตั้งแต่ระดับแนวคิด นโยบาย การปฏิบัติที่เป็นการผลักภาระให้คนบางกลุ่มต้องจำทนต่อสภาพน้ำท่วมแทนคน กลุ่มอื่นๆ หรือภาคธุรกิจสำคัญๆ โดยที่พวกเขาไม่มีหลักประกันความเสี่ยงและการชดเชยใดๆ

เมื่อน้ำบ่าทะลักท่วมเกือบครึ่งประเทศ เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลแล้วหากเราจะยังไว้วางใจใน “ความรัก” จากเบื้องบนในเรื่องการจัดการปัญหาน้ำ ต่อไปเรื่องการจัดการปัญหาน้ำจะต้องเป็นนโยบายของรัฐที่ครอบคลุมการจัดการ น้ำในภาพรวมระดับประเทศ ขณะเดียวกันก็กระจายอำนาจให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาน้ำท่วม ปัญหาภัยแล้งมีส่วนร่วมในการถกเถียงแลกเปลี่ยน และตัดสินใจร่วมกัน

พูดในเชิงหลักการปัญหาการจัดการน้ำ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของ “ความรัก” ความเมตตา ความชาญฉลาดจากเบื้องบน แต่เป็นเรื่องที่ต้องจัดการบนพื้นฐานของ “ความเป็นธรรม” แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อม เป็นเรื่องของความมีประสิทธิภาพที่ตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วมร่วมของประชาชน

เช่นเดียวกัน ปัญหาการจัดระบบสังคมการเมือง ก็ไม่จำเป็นต้องถกเถียงในกรอบของ “อุดมการณ์สามรัก” หรือเถียงกันแค่รักคือถูกไม่รักคือผิดอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ต้องจัดการเพื่อตอบโจทย์ความเป็นธรรมในเชิงอำนาจต่อรองทาง การเมือง การวางระบบให้ทุกอำนาจสาธารณะถูกตรวจสอบได้ หรือระบบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว การล้างผลพวงของรัฐประหาร การแก้กฎหมายหมิ่นฯ การสร้างกติกาเกี่ยวกับสถานะ อำนาจ และบทบาทของสถาบันกษัตริย์ให้เป็นไปตามหลักเสรีภาพและความเสมอภาค และการปฏิรูปกองทัพให้เป็นกองทัพภายใต้การควบคุมของรัฐบาลที่ประชาชนเลือก จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จะว่าไปแล้ว กระแสน้ำท่วมทะลัก กระแสประชาธิปไตยบ่าล้น คือกระแสท้าทายสังคมไทยว่า เราจะสามารถจัดการกับภัยธรรมชาติ และจัดการระบบสังคมการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพที่ตรวจสอบได้ บนจุดยืนที่พ้นไปจากเรื่องรัก-ไม่รัก สู่จุดยืนเรื่องความเป็นธรรม เสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างไร

Where is Thailand: คำถามเรื่องการบริหารเขื่อนที่สังคมต้องได้รับคำตอบ

ที่มา Thai E-News

ที่มา เว็บไซต์"ประเทศไทยอยู่ตรงไหน"
15 ตุลาคม 2554

คำถามเรื่องการบริหารเขื่อนที่สังคมต้องได้รับคำตอบ


เรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดโดยคุณ Tum Bussayasakul

ใน เมื่อนักข่าวไม่ทำงานที่ควรจะทำ เราทำกันเองก็ได้ ทำเพื่อตอบข้อสงสัยที่ผมมีมานานแล้ว คำถามคือเหตุการณ์น้ำท่วมคราวนี้เกิดมาจากอะไร สาเหตุมาจากตรงไหน เพื่อที่เราจะได้เห็นปัญหาและนำไปแก้ไขได้ในอนาคต

ปัญหาหลักๆ ที่เจอเมื่อต้องการนั่งศึกษาหาข้อมูลเองก็คือ ระบบการจัดการกับข้อมูลของหน่วยราชการในเมืองไทยย่ำแย่เอามากๆ (ไม่มีข้อมูล, มีแต่นำเสนอได้ห่วยแตก เอามาใช้อะไรไม่ได้, ไม่เห็นข้อมูลในภาพรวม)

รูปแรกด้านบนสุด คือภาพแสดงปริมาณน้ำฝนทั้งประเทศ (หาได้แค่นี้จริงๆ) ที่ได้มาจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร [1] (อยากหาปริมาณน้ำฝนเฉพาะเขตภาคเหนือ แต่หาไม่ได้เลยครับ)

รูปที่ 2 และ 3 คือปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ทั้งสองของประเทศไทย ได้มาจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย [2]

เท่าที่ลองไปค้นหาตามข่าวย้อนหลัง ปีนี้เรามีปัญหาเรื่องน้ำหลาก น้ำท่วม ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว ยกตัวอย่างเช่นตามข่าวเหล่านี้ [3] [4] [5] จนมาถึงปลายเดือนกรกฏาคม ต้นสิงหาคม เราเจอพายุนกเตนซ้ำเข้าไปอีก [6]

แต่คำถามที่น่าสนใจเมื่อดูกราฟปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ทั้งสองแล้ว จะเห็นจุดที่ผมใส่หมายเลข 1 และ 2 ไว้

หมาย เลข 1 (เขื่อนภูมิพล) ปริมาณน้ำเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จริงอยู่ที่เราเริ่มมีฝนตกเยอะตั้งแต่เดือนนั้นแล้วแต่การบริหารจัดการ ปริมาณน้ำในเขื่อน ถ้าดูจากเส้นกราฟแล้วจะเห็นได้ว่ายังคงปล่อยให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงจุดวิกฤตในเดือนตุลาคมนี้

คำถามแรกคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีเหตุผลอะไร ที่ยังคงปล่อยให้ปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงจุดวิกฤตในช่วงปลายฤดูฝน? (ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำปี 2553 ที่เป็นเส้นสีเขียว จะเห็นได้ชัด)

คำถามที่สองคือ ทำไมน้ำในเขื่อนภูมิพลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ทั้งที่เมื่อดูปริมาณน้ำฝนแล้ว ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด? (ข้อนี้ข้อมูลผมไม่ละเอียดพอ ที่จะแยกว่าปริมาณน้ำฝนทั้งประเทศเป็นน้ำฝนในบริเวณภาคเหนือมากน้อยแค่ไหน เช่น อาจจะมีข้อโต้แย้งว่าน้ำฝนรวมทั้งประเทศเท่าเติม แต่มันไปตกเยอะตรงภาคเหนือ)

หมายเลขที่ 2 (เขื่อนสิริกิติ์) ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนกรกฏาคม สาเหตุมาจากอะไร? และมีการจัดการบริหารปริมาณน้ำอย่างไร ทำไมถึงยังปล่อยให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบนั้น?

ยิ่งถ้าไปดูกราฟปริมาณเก็บกักน้ำย้อนหลัง 7 ปี แล้ว [7] [8] ยิ่งเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในปีนี้

ลิ้งก์ข้อมูลอ้างอิงทั้งหมดในคอมเมนต์

==========
หมายเหตุจากแอดมิน(เว็บWhere is Thailand):

เรา เห็นการตั้งประเด็นเรื่องนี้มามาก แต่จำนวนไม่น้อยเป็นเหมือนเรื่องเล่าเสียมากกว่าจะมีข้อมูลยืนยัน แอดมินได้รับข้อมูลชุดนี้มาจากผู้อ่านคนหนึ่ง ซึ่งเรียบเรียงออกมาได้ดีมีแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ

มี 2 ประเด็นที่แอดมินคิดว่าน่าสนใจคือ

1. หลายคนที่พยายามค้นข้อมูลเรื่อง ฝน-น้ำ พูดเป็นเสียงเดียวว่าข้อมูลด้านนี้หายาก ไม่ค่อยมีแหล่งข้อมูลอ้างอิง ไม่ละเอียด ไม่มีการรวบรวมอย่างเป็นระบบ และไม่ค่อยเปิดเผยสู่สาธารณะสักเท่าไหร่ – ซึ่งก็น่าสนใจว่าเป็นเพราะเราไม่มีการจัดเก็บข้อมูลจริงๆ หรือเป็นเพราะหน่วยงานราชการไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลกันแน่ ?

2. สังคมควรได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจนว่าเราบริหารเขื่อนกันอย่างไร อยู่ในความรับผิดชอบของใครบ้าง มีกระบวนการตัดสินใจอย่างไร แล้วเกิดอะไรขึ้นในอดีต และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เพราะถ้าเราไม่รู้สาเหตุของ “ปัญหา” แล้วเราจะหาแนวทาง “แก้ไข” ได้อย่างไร

อ้างอิง :
[1] http://www2.oae.go.th/mis/Forecast/02_journal/dike.pdf
[2] http://ichpp.egat.co.th/graphIN/hydro/bigdam.php?year=2011
[3] http://goo.gl/vguar
[4] http://goo.gl/7v951
[5] http://goo.gl/7ibtd
[6] http://goo.gl/08iwv
[7] ปริมาณน้ำย้อนหลัง 7 ปีเขื่อนภูมิพล http://www.kromchol.com/DailyUDQ/GIS/DamGraph/DGraph.asp?p1=1
[8] ปริมาณน้ำย้อนหลัง 7 ปี เขื่อนสิริกิติ์ http://www.kromchol.com/DailyUDQ/GIS/DamGraph/DGraph.asp?p1=2

รายงานสถานการณ์น้ำ 16 ต.ค. 54

ที่มา Thai E-News

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ: สทอภ.
กระทรวงวิทย์ รายงานฉบับวันที่ 15 ต.ค. 54


Open publication - Free publishing

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน






วิเคราะห์ภาพดาวเทียมการเปลี่ยนแปลงของขอบเขตน้ำท่วมวันที่ 10,11,15 ต.ค.

นครสวรรค์ถึงอ่าวไทย

อยุธยาถึงกรุงเทพ

ภาพน้ำท่วม

ภาพจากคุณเฮียสุริยา

Saturday, October 15, 2011

"หมอเลี้ยบ" อ่านไพ่ในมือ "ปู" ผ่าตัดจุดอ่อน "รบ.เพื่อไทย"..เตือน "บางเรื่องไม่มีโอกาสแก้ตัว"

ที่มา มติชน



สัมภาษณ์ โดย พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์

การเมือง/สัมภาษณ์ (ที่มา มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 15 ตุลาคม 2554)



เคยมีส่วนร่วมคิดนโยบายของ "พรรคไทยรักไทย" จนเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทย จากสู้ด้วย "น้ำลาย" มาเป็น "นโยบาย"

เคยนำ "พรรคพลังประชาชน" สู้ศึกเลือกตั้ง จนชนะพรรคคู่แข่งท่วมท้น ทั้งที่ถูกเตะสกัดทุกทาง ท่ามกลางยุคทหารครองเมือง

วินาที หนึ่ง ยังเคยถูกเสนอชื่อให้เป็น "นายกรัฐมนตรีคนที่ 26" หลังเกิดอุบัติเหตุกับ "สมัคร สุนเทรเวช" ก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยปาก "ปฏิเสธข้อเสนอ" ไป

ด้วยประสบการณ์โชกโชน ทั้งบู๊-บุ๋นนี้ ทำให้ "หมอเลี้ยบ" นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี สามารถอ่านจุดอ่อน-จุดแข็งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้ทะลุปรุโปร่ง ยิ่งในยามที่เกิด "มหาอุทกภัย" ที่ถึงกับทำให้นายกฯนารีหลั่งน้ำตาด้วยแล้ว จึงถือโอกาสส่งคำเตือนไปยังรัฐบาลในฐานะกัลยาณมิตร หวังใช้เป็น "ยา" รักษาโรค "มือไม่ถึง" ที่เริ่มแสดงอาการให้เห็น...

"ผมไม่เคยทำงาน กับคุณยิ่งลักษณ์ แต่ได้ยินคนรอบข้างบอกว่า จุดแข็งของท่านคือผ่านงานธุรกิจมา จึงบริหารคน จัดการเชิงระบบได้ แต่จุดอ่อนคือท่านไม่เคยมีประสบการณ์บริหารงานการเมือง ในฐานะผู้กำหนดนโยบายมาก่อน การมาเป็นนายกฯทันทีโดยไม่เคยเป็นรัฐมนตรี จึงเป็นความท้าทายและทำให้เกิดอุปสรรค เช่น 1.มองว่างานยากเพราะไม่รู้ทำอะไรได้บ้าง 2.อ่านไพ่ในมือได้น้อย และไม่รู้จะใช้ใคร อย่างไร"

"หมอเลี้ยบ" ยกตัวอย่างว่า สมัยที่รับตำแหน่ง รมช.สาธารณสุขใหม่ๆ จะรู้จักเฉพาะคนคุ้นเคย แต่ไม่รู้เลยว่า เลขาธิการสภาพัฒน์ ผอ.สำนักงบประมาณ เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการ ครม. หรือปลัดกระทรวงอื่นๆ กลับไม่รู้จัก ทำให้ไม่รู้จะประสานงานอย่างไร

"ต่างกับสมัยที่ผมเป็น รมว.คลัง ที่รู้ว่าแต่ละคนมีบทบาทอย่างไร ทำให้เวลาต้องการผลักดันเรื่องใด หรือเจอปัญหาใด เราอ่านไพ่ในมือได้เลยว่า เรื่องนี้ต้องคุยกับใคร ประสานใคร เรื่องยากๆ แบบนี้ ใครเก่ง และใครเป็นคนทำ"

เขาบอกว่า คนเป็นรัฐมนตรีจะมีคุณสมบัติ "3 เก่ง" คือ 1.เก่งจัดการ 2.เก่งคิด หาโอกาสเรียนรู้และคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอด และ 3.เก่งคน อ่านคนออก รู้ไพ่ในมือทั้งหมด เช่นรู้ว่าเมื่อน้ำท่วมต้องการการทำงานที่ฉับไว คนไหนจะเหมาะ สิ่งเหล่านี้ไม่มีทางเรียนรู้ได้ในระยะเวลาอันสั้น

ส่วน ข้อสงสัยคลางแคลงใจเรื่อง "นายกฯยิ่งลักษณ์" เป็น "โคลนนิ่ง" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้เป็นพี่ชาย เลยทำให้ไม่ได้เลือกไพ่เอง นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า เป็นปัญหารองลงไป เพราะถึงเวลา "นายกฯคนที่ 28" จะต้องชี้ได้เองว่า ไพ่ที่คนอื่นเสนอมานั้น ใบไหนใช่ ใบไหนไม่ใช่ แต่กว่าจะเลือกได้ ก็ต้องได้ลอง-เรียนรู้ก่อน ซึ่งระยะเวลาเพียง 1 เดือนเศษนั้น ถือว่ายังน้อยเกินไป

แม้จะปลอบใจให้คะแนนความตั้งใจนารีวัย 44 ด้วย "เกรด A" ก็ตาม แต่ก็ไม่วายข้อคิดไว้น่าฟัง

"เทียบ กับรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ปี 2544 เป็นรัฐบาล 1 เดือน ถ้าเจอปัญหาเดียวกัน ผมคิดว่ารัฐบาลนั้นก็รับมือไม่ได้ดีกว่ารัฐบาลนี้มากนัก ที่เรารับมือสึนามิในปี 2547 ได้ เพราะผ่านประสบการณ์มาแล้ว ผ่านการทำงานมาเยอะ อ่านไพ่ในมือได้หมด รู้ว่าในทีมเราไหนเหมาะเป็นทีมรับ คนไหนเหมาะเป็นทีมรุก แม้จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นระยะๆ แต่แกนกลางยังเป็นทีมที่ทำงานร่วมกัน 3-4 ปี ทำให้รับมือได้ดีพอสมควร"

อดีต แพทย์มหิดลฯ ยังกล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมคราวนี้ ไม่ใช่การรักษาปกติ แต่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน จึงต้องมีการรักษาถึง 3 ขั้นตอน "ห้องฉุกเฉิน" ป้องกันความเสียหาย ลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จากนั้นให้นำเข้า "ห้องผู้ป่วยใน" เพราะน้ำท่วมไม่จบใน 5 วัน 7 วัน แต่นานเป็นเดือน จึงต้องจัดการเรื่องศูนย์อพยพ โรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ ซึ่งทีมงานทั้ง 2 ห้องนี้จะต้องทำคู่ขนาน ปิดท้าย "ทีมกายภาพบำบัด" ต้องเข้ามาฟื้นฟูหลังน้ำลด ทั้ง 3 ทีม 3 เรื่อง จะต้องมีคนทำ จึงต้องอ่านไพ่ในมือว่า ใครเหมาะกับเรื่องอะไร

เมื่อถามว่าแล้ว "สมาชิกบ้านเลขที่ 111 และฝ่ายค้าน" เป็นไพ่อะไร?

หมอ เลี้ยบบอกว่า เรื่องคนไทยรักไทยนั้น บางทีไพ่ในมือไม่พอก็ต้องยืมไพ่สำรับคนอื่นมาเล่น ถ้าเล่นแล้วไม่ผิดกติกาก็ไม่เสียหายอะไร เพราะเป้าหมายไม่ใช่เล่นให้ชนะ แต่เล่นให้วงไม่แตก แต่เรื่องพรรคประชาธิปัตย์นั้น เขาตอบแบบเทียบเคียงให้วิเคราะห์เอง

"ย้อนไปสมัยสึนามิ แม้จะเป็นช่วงเลือกตั้ง พอพรรคไทยรักไทยหยุดหาเสียง พรรคประชาธิปัตย์ก็หยุดเช่นกัน แล้ว ส.ส.ทุกพรรคมาช่วยกันหมด ภารกิจวันนี้ก็เช่นกัน การชิงไหวพริบทางการเมืองเป็นเรื่องรอง การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นเรื่องหลัก ผลที่ตามมาคือได้รับการชื่นชมจากทุกฝ่าย ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ"

นพ.สุรพงษ์พักจิบน้ำ ก่อนตะลุยตีแตก "จุดอ่อน" ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์

"รัฐบาล นี้มีปัญหาเรื่องการเตรียมการ เหมือนที่คุณปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ ยอมรับว่าประเมินสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.พระนครสรีอยุธยา ว่ารุนแรงน้อยกว่าที่เป็นจริง ขนาด จ.นครสวรรค์ เตรียมการมาหลายเดือน ทำพนังกั้นน้ำ 2 ชั้น มีการติดซีซีทีวีรายงานสถานการณ์น้ำ สุดท้ายพนังก็ยังแตกเพราะมีเรือชน"

เขากล่าวว่า ปัญหาของรัฐบาล คือมี "จุดโฟกัส" มากไป จนน้ำท่วมกลายเป็น "เรื่องรอง"

ทำให้เห็นปัญหาที่ใหญ่กว่า คือ "การมองปัญหา-การคาดการณ์" ของรัฐบาลชุดนี้ ที่ "ไม่ได้มาตรฐาน"

"สิ่ง ที่คุณทักษิณพูดเสมอ คือคำของแอนดรูว์ โกรฟ อดีตซีอีโอ บ.อินเทลฯ ที่ว่า Only the Paranoid Survive (คนขี้ระแวงเท่านั้นที่จะอยู่รอด) คือให้มองแง่ร้ายไว้ก่อน คาดว่าร้ายที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น แล้วจะเตรียมรับมืออย่างไร ที่ย้ำอยู่ตลอดว่า กทม.จะไม่ท่วม ถ้าพูดในเชิงบริหารจัดการต้องบอกว่า ให้เตรียมใจไว่ก่อนว่าจะท่วม แล้วคุณยกของขึ้นไปไว้ชั้นสองหรือยัง หน้าบ้านคุณเตรียมพร้อมหรือยัง เพราะวันนี้ข่าวลือมันเยอะมาก ถามว่าคนเชื่อไหมว่า กทม.ไม่ท่วม ถึงวันนี้คนเริ่มไม่เชื่อแล้วนะ ในทางจิตวิทยาถ้าบอกว่า กทม.จะท่วม แล้วสุดท้ายไม่ท่วม หรือท่วมน้อยกว่า เราก็จะบอกได้ว่า นี่ไง...เพราะเราเตรียมการดี

"อีกคำพูดคือ Under Promise, Over Deliver (สัญญาให้น้อย, ทำให้มากกว่า) คือถ้าคุณสัญญาไว้น้อย แต่ทำได้มากกว่า คนก็จะบอกว่าคุณทำดี"

เมื่อ ถูกถามเรื่องการเมือง ที่กรณีพรรคประชาธิปัตย์ออกมาทำตัวเป็นโหรการเมือง ทำนายว่า รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์จะอายุสั้นแค่ 6 เดือน คิดว่ามาจากปัจจัยอะไร อดีตเลขาธิการพรรคพลังประชาชนทายว่า พรรคประชาธิปัตย์คงเข้าใจว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยนายสมัคร สมัครสุนทรเวช ซึ่งเป็นข้อเตือนใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า ต้องระมัดระวัง เพราะข้อหาคุณสมัครในปี 2551 ครั้งนั้นในพรรคพลังประชาชนก็ไม่ได้คาดคิด และอุบัติเหตุไม่มีทางจะรู้ล่วงหน้าได้

"ยอมรับว่าไม่รู้ว่าจะเกิด เรื่องไม่คาดคิดขึ้นในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพราะบางอย่างอยู่เหนือจินตนาการ ที่ทำได้ดีที่สุดให้เอาหลังพิงประชาชน อะไรที่สุ่มเสี่ยงไม่ได้ยึดผลประโยชน์ประชาชน ให้พิจารณาว่าควรทำหรือไม่ ควรทำเวลานี้หรือไม่"

เมื่อโฟกัสลงในประเด็นระหว่าง "นายกฯยิ่งลักษณ์ กับ คนเสื้อแดง" อะไรจะเป็น "ปัจจัยเสี่ยง" มากกว่ากัน หมอเลี้ยบอธิบายว่า..

"ความ เสี่ยงในประวัติศาสตร์มาจากความสุดโต่ง ศัพท์ทางธุรกิจคือ High Risk, High Return (ความเสี่ยงสูง, ผลตอบแทนสูง) ยิ่งสุดโต่งยิ่งเสี่ยงมากขึ้น คนที่ไม่มีอะไรเสียก็สุดโต่งได้ แต่คนที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าถ้าเดินไปแล้วสุ่มเสี่ยง ทำให้ตัวเองหรือเพื่อนร่วมงานเสียหาย ก็ต้องระมัดระวัง ไม่สุดโต่ง ซึ่งไม่ได้หมายถึงไม่ทำอะไรเลย แต่ทำให้เหมาะสม สอดคล้อง รู้จักประมาณตน และประมาณสถานการณ์"

หมอเลี้ยบแย้งความเห็นที่โยนมาในวงสนทนาที่ว่า เพราะรัฐบาลคุณสมัคร-คุณสมชายไม่สุดโต่ง จึงทำอะไรไม่สำเร็จ "รัฐบาลปู" จึงต้องทำตรงกันข้าม

โดยบอกว่า สถานการณ์ปีนี้ ไม่เหมือนในปี 2551 ที่เพิ่งผ่านรัฐประหารมาแค่ปีกว่า ยังไม่มีเรื่องสองมาตรฐานหรือความรุนแรง ปี 2551 แค่พูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญหน่อยเดียว ก็มีเสียงค้านแล้ว แต่วันนี้การแก้รัฐธรรมนูญจะมีเสียงตอบรับมากขึ้น ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ในปีนั้นยังไม่มีตัวเปรียบเทียบเหมือนปีนี้ ที่คนได้เห็นการทำงานของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์แล้ว

"ในปี 2551 คนไม่น้อยอยากเห็นคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นนายกฯ เพราะเชื่อว่าจะบริหารประเทศได้ดี ถึงวันนี้ทุกคนรู้แล้วว่าคุณอภิสิทธิ์บริหารประเทศแล้วเป็นอย่างไร ดีไม่ดี ดีเบตกันได้ แต่ได้เห็นฝีมือแล้ว ดังนั้นรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์จะไม่ได้เทียบกับรัฐบาลไทยรักไทยเหมือนรัฐบาลคุณ สมัคร หรือรัฐบาลคุณสมชาย แต่จะเทียบกับรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ด้วย การมี Comparative Study อย่างนี้เป็นตัวช่วยให้คนเห็นภาพมากขึ้น และมันทำให้อะไรที่เคยเสนอไม่ได้ เสนอได้ง่ายขึ้น"

นพ.สุรพงษ์สรุปว่า ความสุดโต่งไม่ได้อยู่ "เนื้อหา" ของข้อเสนอ แต่อยู่ที่ "ความสอดคล้อง" กับการรับรู้ของผู้คนหรือไม่

มี คนโยนคำถามตูมกลางวงสนทนาว่า "แต่คุณทักษิณอาจมองว่าไม่มีอะไรเสียแล้ว เลยต้องสุดโต่ง เพราะบ้านก็ยังไม่ได้กลับซักที?" ทำให้หมอเลี้ยบต้องตอบว่า "ผมไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าเป็นความคิดคุณทักษิณหรือเปล่า เพราะหลายอย่างที่ถูกอ้าง ในอดีตก็พิสูจน์ว่าเป็นแค่ข้ออ้าง บางทีคุณทักษิณอาจเกรงใจบอกว่า "ให้ไปปรึกษากันดู" ซึ่งแปลว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่คนไปตีความว่าเห็นด้วย ทั้งที่ถ้าเห็นด้วยจะบอกว่า ทำเลย เอาเลย"

วันนี้ แม้พรรคเพื่อไทยจะมีมวลชน 15.7 ล้านคนหนุนหลัง แต่การจะเดินหน้าอะไร หมอเลี้ยบเน้นว่า รัฐบาลก็ยังต้องระดมคนหมู่มากให้มาเห็นด้วย ไม่ว่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ แก้ พ.ร.บ.กลาโหม ฯลฯ

สำหรับคำถามสุดท้ายที่ถามว่า พรรคเพื่อไทยมีโอกาสถูก "อำนาจนอกระบบ" เตะออกนอกกระดานอีกครั้งหรือไม่ นพ.สุรพงษ์บอกว่า บทเรียนรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ตลอดเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมาสอนว่า การจะทำอะไรโดยไม่ฟังความเห็นอย่างรอบคอบ สุดท้ายก็ต้องมาแก้ บางเรื่องแก้ไม่ยาก แต่บางเรื่องไม่มีโอกาสได้แก้...

"หลายเรื่องต้องประเมินกันจริงๆ จังๆ ว่า มันเป็นคำตอบหรือไม่ บางเรื่องเหมาะจะทำในอนาคต แต่ไม่เหมาะจะทำตอนนี้" นพ.สุรพงษ์ทิ้งท้าย
.....

หมอเลี้ยบ-ชูธงเชียร์ "นิติราษฎร์" ทำนายอุบัติเหตุการเมือง "ยิ่งลักษณ์" ..คลิกอ่าน

พิธีราษฎร์ฌาปนกิจศพ6วีรชนไพร่10เมษา53พรุ่งนี้

ที่มา Thai E-News




(บน)งานแถลงข่าวฌาปนกิจศพ 6 วีรชน 10 เมษา 53 ในวันที่ 16 ตุลาคมนี้ ที่วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี จนถึงเวลานี้บริเวณจัดงานไม่ได้ประสบปัญหาน้ำท่วมแต่อย่างใด (ล่าง)คลิปข่าวคนเสื้อแดงนั่งขวางรถถังที่เคลื่อนเข้าล้อมปราบในเหตุการณ์ 10 เมษา 53

โดย ทีมข่่าวไทยอีนิวส์
15 ตุลาคม 2554

16ตุลาคม นายกฯเป็นประธานฌาปนกิจ6วีรชนเสื้อแดง


(บน)สถานที่ฌาปนกิจศพ 6 วีรชน 10 เมษา 53 (ล่าง)ภาพเมื่อครั้งคนเสื้อแดงไปร่วมงานฌาปนกิจศพวีรชนเสื้อแดงที่สมุทรปราการ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานคณะกรรมการประสานงานภาค กทม. พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง นำญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่สี่แยกคอกวัว ร่วมแถลงข่าวการจัดงานฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย ว่าญาติผู้เสียชีวิตอยากให้มีการจัดงานฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตที่เหลืออยู่ 6 ราย หลังจากที่มีการชันสูตรศพเรียบร้อยแล้ว ในฐานะ ส.ส.กทม.และกลุ่ม นปช. เห็นตรงกันว่าจะจัดงานฌาปนกิจศพในวันที่ 16 ตุลาคมนี้ ที่วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี

นอกจากนั้นได้จัดทำหนังสือวีรชนประชาธิปไตยในราคาเล่มละ 300 บาทเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายงานศพครั้งนี้และเป็นการอุทิศให้แก่วีรชนผู้เสีย ชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว

โดย ในวันที่ 15 ตุลาคมนี้จะเป็นพิธีทำบุญ และในวันที่ 16 ตุลาคม จะเป็นพิธีฌาปนกิจศพ โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

สำหรับผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย ประกอบด้วย นายบุญธรรม ทองผุย, นายจรูญ ฉายแม้น, นายสวาท วางาม, นายสยาม วัฒนนุกูล, นายทศชัย เมฆงามฟ้า และนายมนต์ชัย แซ่จอง

จากการตรวจสอบถึงเวลานี้บริเวณจัดงานฌาปนกิจศพยังไม่ประสบปัญหาน้ำท่วมแต่อย่างใด





(บน)พิธีแห่ศพ 6 วีรชนรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก่อนจะฌาปนกิจในวันที่ 16 ต.ค. (ล่าง) สำราญ วางาม บิดาของสวาท วางาม 1 ใน 6 วีรชนเล่าเหตุการณ์ตอนเอาเสื้อห่อมันสมองลูกชาย ในวันที่ 10 เมษา 53 ด้วยน้ำตานองหน้า และคลิปข่าวลูกของสวาทที่เสียพ่อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จากVOICE TV(ภาพ:facebook ป๋าจอมตั๊บฯ)

ลูก11ขวบวีรชนหยุดพูดหลังสูญเสียพ่ิอ ครอบครัวไม่เคยได้หลับตราบเท่าที่ฆาตกรลอยนวล


พี่สาวสยาม วัฒนนุกูล พบน้องชายในที่ชุมนุมก่อนจากพรากตลอดกาล


ครอบครัวฉายแม้นเปิดใจ ยังร้องไห้ทุกคืน


เปิดใจภรรยาหม้ายวีรชนของบุญธรรม ทองผุย



เส้นทางการต่อสู้ของบุญธรรม ทองผุย พ่อของลูกสองคนที่สุดท้ายต้องจบชีวิตลงในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ต้องทิ้งให้ภรรยาและลูกเผชิญชะตากรรมที่โหดร้ายเพียงลำพัง

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับครอบครัวทองผุยส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อ สมาชิกในครอบครัวเป็นอย่างมากหลังจากที่นายบุญธรรม ทองผุยหัวหน้าครอบครัวผู้เป็น สามีและพ่อของลูกสองคนต้องจากพวกเขาไปหลังถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์สลาย การชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่10เมษายน2553 บริเวณสี่แยกคอกวัว

พี่แดง นางสุภารัตน์ ทองผุย ภรรยา นายบุญธรรมเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกว่า1ปี6เดือนที่ผ่านมาแต่แววตาและ ความรู้สึกที่บรรยายออกมาเหมือนดั่งว่าเหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ความรู้สึกที่ต้องขาดเสาหลักของบ้านไปคงไม่สามาถอธิบายผ่านคำพูดได้ทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถสะท้อนความรู้สึกของพี่แดงได้เป็นอย่างดีคือแววตาที่ ล่องลอย ไม่รู้ว่าชะตากรรมของครอบครัวนี้ใครเป็นผู้กำหนดแต่เมื่อทุกอย่างเป็นเช่น นี้พวกเขาต้องต่อสู้กับความเลวร้ายที่สุดในชีวิตเนื่องจากทุกวันนี้พี่แดง ไม่มีรายได้เลยในแต่ละวัน เขาอาศัยเงินเหยียวยาที่ได้รับใ ช้ในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝันร้ายที่ตื่นมาแล้วทุกอย่างจะจบลงแต่เหตุการณ์ ที่พวกเขาเจอคือความจริงเนื่องจากวันนี้หน้าที่หัวหน้าครอบครัวตกเป็นของเธอ แล้ว เธอต้องเข้มแข็งเพื่อเป็นที่พึ่งของลูกทั้ง2คนให้ได้และจะทำหน้าที่แม่ให้ดี ที่สุด จะส่งลูกให้ถึงฝั่งรอดูวันที่พวกเขาประสบความสำเร็จ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวทองผุย พี่แดงรู้สึกโกรธแค้นคนที่กระทำ อยากให้เขาได้รู้สึกถึงความสูญเสียที่เธอได้รับ

แม้วันนี้สามีของเธอต้องเสียชีวิตแต่เธอรู้สึกภูมิใจที่เขาได้ทำในสิ่งที่ เขารัก หากเลือกได้คงไม่มีใครอยากประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ แต่ในชะตากรรมของพวกเขาถูกลิขิตให้เป็นเช่นนี้แล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้คือสร้างภูมิคุ้มกันให้พวกเขาทั้ง3คนเข้มแข็งและก้าวผ่าน ความเลวร้ายครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว



"บ้านเลขที่ 111 - เสื้อแดง" เสริมทัพ "ยิ่งลักษณ์" แก้น้ำท่วม ศปภ.

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



14ต.ค.2554 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
การทำของศปภ.ซึ่งมีพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรมเป็นผอ.ศูนย์
ซึ่งเปิดดำเนินการมากว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วนั้น
การทำงานของหน่วยงานต่างๆเพิ่งจะจัดระบบได้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันอดีตรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลไทยรักไทยและพลังประชาชน
ก็มาช่วยระดมความคิดและแนะนำการทำงานให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์กันพร้อมหน้าอาทิ


นายจาตุรนต์ ฉายแสง

นายภูมิธรรม เวชยชัย

นายวราเทพ รัตนากร

พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิต

พล.ต.ท.จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช

นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ

นายนพดล ปัทมะ

นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์


เพราะบุคลากรเหล่านี้หลายคนมีประสบการณ์การทำงานที่มากกว่าครม.ยิ่งลักษณ์
และหลายคนเคยไปช่วยแก้สถานการณ์สึนามิเมื่อปลายปี2547-ต้นปี2548ด้วย
โดยบุคลากรเหล่านี้กระจายตัวไปช่วยแนะนำและทำงานในด้านต่างๆเช่น

นายสุรนันทน์ดูแลเรื่องการให้ข่าวและเผยแพร่ข่าวกับสื่อมวลชนเป็นต้น

ส่วนนายวิม รุ่งวัฒนะจินดา โฆษกศปภ.นั้นทำหน้าที่แถลงข่าว
ดูแลข้อมูลเรื่องต่างๆที่จะเสนอนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีโดยตรง

ส่วนคนเสื้อแดงนั้นเรียกได้ว่าแทบจะเป็นกำลังหลัก
ในการดูแลสิ่งของบริจาคและการกระจายการช่วยเหลือไปยังจุดต่างๆเช่น

นายสมบัติ บุญงามอนงค์หรือบก.ลายจุดที่เคยทำงานในมูลนิธิกระจกเงา

นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยที่เป็นผอ.ศูนย์รับบริจาคดอนเมือง

หรือ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำนปช.ที่มาช่วยงานศปภ.
และขึ้นตรงกับนางสาวยิ่งลักษณ์ โดยตรง
ก็มาประสานงานด้านมวลชนและดูแลสื่อในสังกัดรัฐบาลเช่น
วิทยุแห่งประเทศไทย และสถานีโทรทัศน์ช่อง11(เอ็นบีที)
กรมประชาสัมพันธ์ในการเผยแพร่ข่าวและเชิญบุคคลมาเข้ารายการ

ขณะเดียวกันก็มีทีมเฉพาะกิจซึ่งแต่งตั้งโดยพล.ต.อ.ประชา
ที่เรียกว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
ประกอบด้วยลูกหลานของแกนนำรัฐบาลชุดนี้ อาทิ

นายจารุวงศ์ เรืองสุวรรณ เป็นหัวหน้าคณะทำงานชุดเฉพาะกิจ

นายวัน อยู่บำรุง เป็นรองหัวหน้าคณะ

โดยหน้าที่ของทีมนี้คือช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามคำสั่งนายกฯ
ให้เป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพในพื้นที่ที่ยังเข้าไปไม่ถึง
ซึ่งทีมนี้เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่แล้วและออกทำงานทุกวัน



ขอขอบคุณ คมชัดลึก และ

ภาพจากเฟรซบุ๊ค

Nipaporn Freedom
http://www.facebook.com/nipapornfreedom


http://www.go6tv.com/2011/10/111.html

INN ช่วยแฉเหตุ! "กรมชลฯ มัวแต่จัดเลี้ยงปาร์ตี้เกษียณ-ใส่เกียร์ว่าง"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



ยามนี้ ถ้าไม่พูดถึงสถานการณ์น้ำท่วมเมืองสยาม คงต้องตกยุคตกสมัยเป็นแน่แท้

โดนกันอย่างทั่วหน้าทุกภูมิภาคของประเทศไทย
หนักที่สุดตอนนี้คงต้องยกให้กับภาคกลาง
ไล่มาตั้งแต่ "จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี
และ นนทบุรี" ส่วนทางภาคตะวันตก อย่าง จ.สุพรรณบุรี และ นครปฐม ก็โดน แต่ยังไม่มากนัก

เหตุที่ทางภาคตะวันตกยังประสบปัญหาน้ำท่วมไม่หนักนั้น
ไม่รู้ว่าจะชื่นชม "บิ๊กเติ้ง บรรหาร ศิลปอาชา" ดีหรือเปล่า
มันก็ดีหรอกนะที่น้ำไม่ท่วมบ้านตัวเอง แต่มันจะดีจริงเหรอที่น้ำไปทะลักเข้าบ้านคนอื่น
ทั้งๆ ที่ช่วยได้ แต่ก็ไม่ช่วยกันแบ่งเบา ก็แล้วแต่นานาทัศนะกับกรณีนี้

เรื่องความเสียหายคงไม่ต้องพูดถึง
เพราะความเสียหายครั้งนี้ไม่ได้น้อยไปกว่าที่ประเทศญี่ปุ่น
ประสบกับ "โศกนาฏกรรมสึนามิ " เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา
ภาพที่เห็นไม่ได้น่ากลัวและรุนแรงอย่างคลื่นยักษ์
แต่น้ำที่หลากหรือล้นตลิ่ง มันก็เคลื่อนตัวทำลายล้างทุกสิ่งได้เช่นกัน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเสียหายใดก็ไม่เท่ากับความเสียหายที่เกิดจากความแตกแยก
ของพี่น้องคนไทยด้วยกัน

ภาพพี่น้องคนไทยต่างฝ่ายต่างโต้เถียง ด่าท่อใส่กันตามแนวคันกั้นน้ำ
ภาพการเข้าพังกระสอบทราย
ภาพของการถือมีดวิ่งไล่ฟันผู้ประสบภัยด้วยกัน อันเนื่องมาจากความเครียด
ภาพเหล่านี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับสังคมไทยและสังคมชนบทเลย
แม้แต่นิด

อย่างที่เรารู้กัน น้ำที่ท่วมภาคกลางนั้นลงมาจากภาคเหนือ "แม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน"
ไหลมารวมกันที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ ก่อนไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ลงสู่อ่าวไทย จ.สมุทรปราการ

น้ำจำนวนมหาศาลก้อนนี้ "กรมชลประทาน" เป็นผู้ที่น่าจะรู้ดีที่สุด
คิดกันง่ายๆ ไม่ต้องคิดมาก คือ
กรมชลฯ รู้ทั้งรู้ว่าจะมีน้ำก้อนใหญ่ไหลมาจากภาคเหนือ
มันก็เกิดคำถามว่า ทำไมกรมชลฯ ไม่รีบผันน้ำที่มีอยู่แล้วออกอ่าวไทยให้เร็วที่สุด
เพื่อที่แม่น้ำแต่ละสายจะได้มีพื้นที่รองรับน้ำ
เพราะอาจจะทำให้หนักเป็นเบาได้
ทำไมไม่ใช้ประตูระบายน้ำแต่ละประตูให้เกิดประโยชน์ เมื่อไม่ใช้แล้วจะสร้างขึ้นมาทำไม

คงไม่กล้ากล่าวโทษกรมชลฯ ที่เป็นผู้ทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรงอยู่ขณะนี้
ถ้าไม่เคยประสบกับเหตุที่กรมชลฯ เคยทำผิดพลาดมา
ขอย้อนกลับไปเมื่อปี 2549 ณ บ้านเกิด "จ.นครปฐม" ประสบกับปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก
อันเพราะเกิดจากกรมชลฯ ไม่ระบายน้ำจากแม่น้ำสุพรรณบุรี เข้าสู่แม่น้ำท่าจีน
เมื่อไม่ระบายก็เกิดการอั้น จนในที่สุด ประตูน้ำไม่สามารถรองรับน้ำได้อีก
จึงตัดสินใจเปิดประตูน้ำกลางดึกตูมเดียว
เข้าแม่น้ำท่าจีน ต.บางหลวง อ.บางเลน จมน้ำก่อนใคร พื้นที่ไร่นา บ้านเรือนอยู่ใต้น้ำ
เจ้าของสวนกล้วยไม้บางรายถึงกับหมดตัว

ถ้ากรมชลฯ มีแผนการทำงานที่ดีกว่านี้ ความเสียหายครั้งนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น.!!!

ครั้งนี้ก็เช่นกัน กรมชลฯ รู้สึกตัวช้าเกินไป
หรือกรณี "ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี พัง" ยังคงต้องใช้เวลาอันยาวนานในการซ่อมแซม
นี่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่กันแน่ แล้วอย่างนี้ ประชาชนตาดำๆ เขาจะอยู่กันอย่างไร

"ไม่รู้ว่าเหตุที่กรมชลฯ รู้สึกตัวช้า
เพราะมัวแต่เตรียมจัดงานเลี้ยงให้กับข้าราชการที่เกษียณอายุราช
รวมถึงข้าราชการที่จะเกษียณอายุก็ปลดเกียร์ว่างตั้งแต่ 2 เดือนก่อนหรือเปล่า...."


**************
นรภัทร ตรีแดงน้อย ..รายงาน

Link : http://www.innnews.co.th/น้ำท่วมนั้นเพราะใครกัน--312739_34.html


http://www.go6tv.com/2011/10/inn_14.html