ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนต้นฉบับแบบเร่งรีบ
เพราะมีภารกิจติดพัน เลยลืมพูดบางเรื่อง ที่กวนหัวใจตัวเองมาหลายวันแล้ว
เพราะเมื่อเดือนที่ผ่านมา
มีเสียงร่ำลือออกจากแหล่งข่าวต่างๆ ลงทั้งหน้าหนังสือพิมพ์
และข่าวสารทางวิทยุ อ้างคำกล่าวของพระเถระผู้ใหญ่ ที่แสดงความเห็นว่า
‘ผู้หญิง’ ปกครองบ้านเมือง ไม่ดีบ้าง จะทำให้บ้านเมืองพินาศย่อยยับบ้าง ฯลฯ อะไรทำนองนี้
ควรให้ ‘ผู้ชาย’ ปกครองเท่านั้น!
ฟังเรื่องไร้สาระแบบนี้ นึกจะด่าสวนออกไปแรงๆ แต่ก็กลัวบาป เพราะไม่รู้ว่า ‘เจ้ากู’ ไปพูดจา...
ได้ ‘โง่เง่า’ ถึงขนาดนั้น...จริงหรือไม่!?
มาฉุกคิดอีกครั้ง ก็เห็นว่า
คนที่พูดอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระหรือเป็นโยม
ก็เพราะพวกเขาเหล่านั้น เข้าใจ ‘อำนาจ’ ของผู้หญิงไทยเราผิดไป
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะคนเหล่านั้น ไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพล
และอำนาจของผู้หญิงไทย มาอย่างเพียงพอ หรือไม่ได้ใส่ใจที่จะศึกษากัน ก็เป็นได้
ถ้าผมจะพูดออกไปบ้าง ว่า
“ประเทศไทยจะมีนายกฯหญิง ยาวนานไปอีก 40 ปี!?”
อยากจะรู้เหมือนกัน...คนพวกนี้ จะคิดอย่างไร!!
ผมเคยพูดถึงเรื่อง ‘อำนาจ’ ของผู้หญิงไทย
ด้วยความทึ่งและเคารพยกย่อง มาหลายครั้งหลายหนแล้ว
และเคยยกตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ จากในสมัยไม่นานมากนัก
แค่ยุครัชกาลที่ 4 นี้เอง เวลาผัวต้องไปเข้าเวรยาม
ที่บ้านเจ้านายตามหน้าที่ของไพร่ อย่าง “ทิดมาก’” ผัวของ “แม่นากพระโขนง”
เขาก็แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างที่ดี
การไปเข้าเวรยามบ้านเจ้านาย แต่ละครั้งนั้น
ผู้ชายไทยอย่าง “ทิดมาก’” ต้องออกจากบ้านไปปีละหกเดือน
จึงทำให้ผู้หญิงที่เป็นเมียอย่างแม่นาก ต้องมีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวด้วยตนเอง
ความจำเป็นอย่างนี้เอง
ทำให้ผู้หญิงไทยจำนวนมาก ต้องเป็นฝ่ายหาเลี้ยงตัวเองและลูกๆ
การที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิต ทำให้พวกเธอเหล่านั้น ทำมาหากินเป็น ค้าขายเป็น ที่สำคัญคือ
ผู้หญิงไทย คิดเลขเป็น และเป็นผู้กุมการเงินของบ้านมาตั้งแต่ครั้งโบราณ
ผมเล่าต่อไปด้วยว่า
สำหรับฝรั่งนั้น หากจะดูความสำคัญของคนองค์กรหรือบริษัทแล้ว เขาให้ดูตรงที่ว่า
“ Who holds the purse strings ?”
แปลได้ว่า ใครเป็นคนกุมสายกระเป๋า ?
พูดภาษาไทยไม่ต้องอ้อมค้อม นั่นก็คือ
“ใครกันล่ะ ที่กุมกระเป๋าสตางค์?”
สำหรับผู้หญิงไทยแต่โบราณมาแล้ว จึงเป็นผู้กุมอำนาจในบ้านอย่างแท้จริง
เพราะเป็นผู้กุมกระเป๋าตังค์ ส่วนผู้หญิงฝรั่งอย่างอเมริกันชาติที่ว่ามีความเจริญแล้ว นั้น
ต้องเป็นฝ่าย แบมือ...ขอสตางค์ผัว!
กว่าผู้หญิงฝรั่งในสหรัฐ จะหาเลี้ยงตัวเองได้ ด้วยการออกไปทำงานนอกบ้าน
และสามารถหาเงินเอง ใช้เงินที่หาเองได้ ก็ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นแล้ว
เพราะผู้ชายมะกันจำนวนมากมาย ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปรบต่างทวีป
โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆขาดแรงงาน รัฐบาลลุงแซมเลยต้องพึ่งแรงงานสตรีเป็นหลักแทน
ใครอยากรู้เรื่องนี้อย่างละเอียด
ก็ต้องเข้าไปอ่านใน คอลัมน์ กาแฟขม...ขนมหวาน ตอน ผู้หญิงมีกล้าม…กล้ามโต๊..โต!
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=119
แล้วจะเข้าใจทะลุปรุโปร่ง จะได้เก็บไว้เป็นข้อมูล สอนลูกสอนหลานกันต่อไป
แม้ก่อนหน้าที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก้าวขึ้นมามาสู่ตำแหน่ง ผู้นำของประเทศ
บ้านเราไม่เคยมีผู้หญิงเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ มาก่อน แต่ความเป็นจริงนั้น
ผู้หญิงไทยอยู่ในอำนาจ ทั้งในบ้าน และทางการบริหารมาก่อนแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการ องค์กร บริษัท ต่างๆ ฯลฯ
บางครั้งในองค์กรหรือบริษัทเอกชน ผู้หญิงอาจให้ สามีออกหน้าแทน
เพื่อเป็นเกียรติกับคู่สมรส แต่อำนาจที่แท้จริงในการบริหารองค์กรและบริษัท
ตกอยู่ในมือของเธอซึ่งเป็นผู้หญิง เหมือนกับวลีที่ว่า
Power behind the throne.
หากแปลหรือถอดความเป็นไทยให้สละสลวย น่าจะหมายถึง
อำนาจหลังบัลลังก์ หรือ อำนาจค้ำบัลลังก์ ก็คงจะพอไปได้
ยกตัวอย่าง ให้เห็นได้ง่ายๆสำหรับคนไทย เช่น
ข้าราชการที่จะวิ่งเต้นเอาตำแหน่ง หากไปหาผู้บังคับบัญชา
หรือเจ้านายตนเอง อาจไม่สำเร็จ หรือเป็นคนพูดยาก
แต่ถ้าเข้าทาง ‘หลังบ้าน’ คือการเข้าไปหาคุณนายของท่าน นั่นเอง
ความสำเร็จก็จะบังเกิด!
ตัวอย่างนี้ แสดงให้เห็น Power behind the throne.
สำหรับสังคมไทย ได้ชัดเจนเป็นที่สุด!!
ที่สำคัญอย่างยิ่ง และผู้คนไม่ค่อยจะคิดถึงกัน นั่นคือ
ผู้หญิงไทยได้รับสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย
เท่าเทียมกับชาย มาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475
ไม่ว่าจะเป็น...
สิทธิในการเลือกตั้ง และสิทธิการดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ส่วนชาติใหญ่ๆ แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา
ผู้หญิงต้องต่อสู้หลายปี กว่าจะได้รับสิทธิในการเลือกตั้ง คือ
ก่อนปี พ.ศ. 2393 ผู้ชายผิวขาวที่เสียภาษีเท่านั้น จึงมีสิทธิเลือกตั้ง
ก่อนปี พ.ศ. 2412 ผู้หญิงไม่มีสิทธิการเลือกตั้ง
ปี พ.ศ. 2413 ผู้ชายผิวดำมีสิทธิเลือกตั้ง
โดยต้องตอบคำถามให้ผ่านการดสอบของทางการก่อนก่อน
ปี พ.ศ. 2475 ผู้หญิงและผู้ชายมีสิทธิเลือกตั้ง
ปี พ.ศ.2508 หญิงชาย ผิวขาวและดำ มีสิทธิการเลือกตั้งเท่าเทียมกัน
สำหรับประเทศไทยเรา หลัง พ.ศ. 2475 มีรัฐธรรมนูญ แล้ว
ชายหญิง รวยจน มีการศึกษาสูงต่ำแค่ไหน ต่างก็มีสิทธิเลือกตั้งเท่าเทียมกันทั้งหมดทั้งสิ้น
จะเห็นได้ว่า ผู้หญิงเมืองไทยนั้น แทบจะไม่มีความแตกต่างจากชาย ในเรื่องของการเมืองเลย
นอกจากนั้น สิทธิในด้านอื่นเช่นด้านการประกอบอาชีพ ก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย
นับว่าเป็นโชคดี ของผู้หญิงในประเทศนี้อย่างยิ่ง!
แต่...เป็นที่น่าสังเกตว่า
การขึ้นมาสู่ตำแหน่งของนายกฯปู
มีกลุ่มคนที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นแผ่นเสียงตกร่อง จนแผ่นจะทะลุ ว่า
รัฐบาลปูฯทำอะไร ก็ผิดไปหมด...โง่ไปหมด!
ที่เห็นชัดๆ นอกจากพวกเสื้อเหลือง
ซึ่งประกาศตนเป็นศัตรูถาวรแล้ว ก็ยังมีพวกผู้ดำเนินรายการ
ในคลื่น FM 101 MHz ที่ทหารเหมาให้คนอื่นทำ
คนทำจะด่าว่ารัฐบาลอย่างไรก็ได้ ไม่เป็นไร
ทหารไม่ถือ เพราะทหารได้ค่าสัมปทานมา
ซุกเข้าพกเข้าห่อเรียบร้อย...อิ่มสบายกันไปแล้ว!
เพราะพฤติกรรมทหารอย่างนี้แหละครับ
ที่ผมบอกว่า ทำให้ พลเอก เจ้ากรมทหารสื่อสาร โดนดำเนินคดีเสีย 3 คน
น่าอาย...ชิบหาย!
ทหารที่ได้ประโยชน์ มักไม่ใส่ใจในพฤติกรรมผู้เช่าคลื่น
การที่คนในขบวนการกลุ่มนี้
ที่อิงแอบคลื่น FM 101 MHz ของกองบัญชาการกองทัพไทย
ซึ่งกลายร่างมาจากองบัญชาการทหารสูงสุด
(เปลี่ยนชื่อแล้ว ยังหารับประทานกันเหมือนเดิม!) ต้องผิดหวังอย่างหนักนั้น
ไม่ใช่อะไรหรอกครับ!
แต่เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ ที่พวกเขารักเขาเชียร์
พ่ายแพ้...ในการเลือกตั้ง...ย่อยยับ!!
แม้คนกลุ่มนี้ จะเกิดอาการหดหู่ ท้อแท้ เสียความรู้สึกอย่างรุนแรง
แต่ถึงกระนั้น คนในขบวนการร่วมด้วยช่วยขย่มทักษิณฯ และพรรคเพื่อไทยเหล่านี้
มันก็ยังไม่ท้อถอย!
ยังคงดำรงการระดมโจมตีต่อเนื่อง มิได้ขาดหาย หรือหยุดยั้งแต่ประการใด!!
ดังนั้น เมื่อคนกลุ่มนี้มาออกหน้า
แสดงโดยนัยถึงความเป็นศัตรูกันกับรัฐบาลนายกฯปู ชัดเจนอยู่แล้ว
ผมจึงขอแนะนำให้ กองบัญชาการกองทัพไทยผู้เป็น เจ้าของคลื่น
ซึ่งสนับสนุน นายมาร์ค มุกควาย และพรรคประชาธิปัตย์ตลอดมา
ตั้งแต่ครั้ง ‘นายพลบุญเสี้ยม’ เป็น ผบ.สส.แล้ว...
จงเอานายมาร์ค มุกควาย มาเป็นผู้ดำเนินรายการร่วมกับคนกลุ่มนี้เสียเลย!
แทนการให้ไอ้หมอนี่ มันไปแหกปากโวยวาย
จะขอเวลาพูดกับประชาชนบ้าง ทั้งๆที่ตัวเอง ไม่เคยเปิดโอกาสให้ใครมาก่อน
ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล จะได้ยึดเวที FM 101 MHz เป็นที่มั่นหลัก
สำหรับการต่อสู้กับพรรคเพื่อไทยและทักษิณ
ไหนๆ...ก็ไหนๆ แล้วนี่!
ท่านผู้อ่าน ที่ต้องการทราบว่า‘ใครเป็นใคร’ ในคลื่น FM 101 MHz
และมีที่มาที่ไปอย่างไร คลิกดูได้ ในคอลัมน์
พวกกู...เชื่อนโยบาย ‘เพื่อไทย’ มากกว่าโว้ย!!!
(http://vattavan.com/detail.php?cont_id=311 )
แล้วท่านจะเข้าใจดี!!
ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ใช่สตรีมีอำนาจ ที่อยู่ เบื้องหลังสามี
หากแต่เป็นตัวของเธอเองนั่นแหละ ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่กุมอำนาจสูงสุด พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
นายกฯปูกำลังนั่งอยู่...บนบัลลังก์อำนาจ!
ผู้หญิงที่ชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ประกาศศักดาหญิงไทยใจหาญ
ก้าวขึ้นนั่งบนบัลลังก์อำนาจ
ด้วยเวลาเพียงไม่กี่วัน หลังจากการเปิดตัวเข้าสู่การเมือง อย่างเป็นทางการ
สามีของเธอเป็นฝ่าย...อยู่ข้างหลัง!
ฝ่ายตรงข้าม ก็มักกล่าวหาว่า
เธอเป็นนอมินีบ้าน เป็นโคลนนิ่งของพี่ชายบ้าง...ก็ไม่ว่ากัน!
แต่ต้องเข้าใจว่า
การที่ผู้คนเลือก “ยิ่งลักษณ์”
และพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีเฉพาะ ‘คนรักทักษิณ’ อย่างเดียวเท่านั้น
แต่อาจมาจากคนที่เกลียดประชาธิปัตย์ด้วย คนพวกนี้มีจำนวนไม่น้อย
ต่อให้ไม่มีพรรคเพื่อไทย มาลงเลือกตั้ง
ให้เหลือแค่ “พรรคหมู” กับ “พรรคหมา” และพรรคประชาธิปัตย์ แข่งขันกัน รวม 3 พรรค
คนจำพวกหลัง ก็จะเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง
ไม่เลือก “พรรคหมู” ก็ต้องเลือก “พรรคหมา” แต่รับรองว่า
ไม่เลือก...ประชาธิเปรต!
“วาทตะวัน” รวมอยู่ในคนกลุ่มหลังนี้ด้วย!!...555
ก่อนจบบทความในวันนี้
จะขอเปิดเผยเรื่องที่ติดค้างท่านผู้อ่านไว้ ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน
เรื่องพรรคดักดาน จะไม่ได้กลับมาสร้างความเดือดร้อน
ให้กับบ้านเมืองของเราอีก เป็นระยะเวลายาวนานถึง 40 ปี นั้น
ผมหมายความว่าอย่างไร!?
ขอเฉลยกันตรงนี้ ว่า
ในความคิดของผมแล้ว
พรรคดักดานได้ความระยำไว้กับบ้านนี้เมืองนี้มากมายเหลือเกิน
โอกาสที่พวกมันจะกลับมาบริหารบ้านเมือง ก็ยากตามไปด้วย
ดังนั้น ถ้านายกฯปูของเรา
อยู่ในอำนาจแค่ 4 สมัยซ้อน ก็กินเวลาเข้าไป 16 ปีเข้าไปแล้ว
หากนายกฯปูเกิดเบื่อขึ้นมา
ตอนเธออายุ 59 ปลายๆ แล้วประกาศเออร์ลี่รีไทร์
โดยสละตำแหน่งผู้นำรัฐบาล ผู้ที่จะสืบตำแหน่งต่อจากนายกฯยิ่งลักษณ์
น่าจะเป็นผู้หญิงอีกคน ที่กำลังจะเป็นเจ้าสาวไวๆนี้ ชื่อ
น.ส.พิณทองทา ชินวัตร
...ยุคนี้น่าจะกินเวลา 2 สมัย อีก 8 ปี!
หมดยุคของ “พิณทอง” ก็จะถึงยุคของ...
น.ส. แพทองธาร ชินวัตร
เงื่อนไขมีแค่...
การสืบทอดตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรีผู้หญิง’ ของประเทศไทย
จะเป็นสำเร็จได้ สำคัญอยู่ตรงที่ว่า
หากประชาชนคนรักชาติ รักประชาธิปไตย อย่างเราๆท่านๆ
ช่วยกดดันทั้งไอ้พรรคและพวกอัปรีย์
ที่มุ่งจะยึดอำนาจไปจากประชาชน เอาไว้ได้เป็นผลสำเร็จ
ผมรับรองว่า
ผู้มีรายชื่อตามที่ระบุ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน!
โดยเฉพาะ “แพทองธาร” ที่จบการศึกษา จากคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ
ร่ำเรียนมาทางการเมืองการปกครองโดยตรง
และเธอได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากสถานที่ศึกษา
ทั้งอาจารย์ในคณะ และสังคมรอบตัวเธอ
เพราะผลพวงจาก พ.ต.ท.ทักษิณฯผู้บิดา ถูกโค่นอำนาจอย่างไม่เป็นธรรม
แรงกระแทกกระทั้นต่างๆเหล่านี้เอง
ได้สร้างความแข็งแกร่งให้เธอกลายเป็นผู้หญิง ที่มีน้ำอดน้ำทนสูง
“แพทองธาร” น่าจะอยู่ในตำแหน่ง อย่างน้อยน่าจะเท่ากับคุณอาของเธอ
ซึ่งเป็นนายกฯผู้หญิงคนแรกของไทยแลนด์ แดน
ศรีวิไลสมทรง
คืออยู่อย่างน้อย... 4 สมัย!
สิริรวมผู้หญิงจากตระกูล “ชินวัตร” จะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้
... ยาวนานไปอีก 40 ปี!
คราวนี้...เห็นกันหรือยังล่ะ!!
“แพทองธาร” หรือ “อุ๊งอิ๊ง” คนนี้แหละครับ
ทำให้ผมคิดถึงม้าแข่งเพศเมีย ชื่อ “รำมะนา” จากเมืองย่าโม
ที่สร้างชื่อลือลั่นวงการอาชาประเทศไทย เมื่อหลายทศวรรษก่อน
“รำมะนา” นั้นเป็นม้าฝีเท้าเป็นเลิศ หัวใจใหญ่และเป็นนักสู้เต็มตัว
ม้าตัวไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ ตัวเมีย
หรือแม้แต่ม้ากะเทย พันธ์เดียวกับอาชากาลี ‘เปรมพาชี’
จะพยายามวิ่งตีคู่ขึ้นมาเทียบ หรือพยายามจะแซงหน้า “รำมะนา” ตัวนี้แล้ว...
...รับรองเป็นเรื่อง
เธอจะเบิกตาวาว วาบขึ้น กระชากตัวพรึบ แล้วทะลึ่งพรวดทันที...
ทิ้งม้าที่พยายามจะแซง...ขาดไปเลย!
ขอกราบเรียนท่านผู้อ่าน ตรงๆนะครับ ว่า
รอให้ ได้ ‘บ่ม’ สักนิดเถอะน่า!
ผู้หญิงอย่าง “แพทองธาร” คนนี้ นี่แหละครับ ที่ผมแน่ใจว่า
จะก้าวขึ้นมาปกครองบ้านเมือง
และทำให้ประชาชนคนในสยามประเทศ มีความสุขได้แน่นอน...
เหมือน “อาปู” ... กำลังทำอยู่ไงจ๊ะ!!!
***********
ท้ายบท เขียนออกแนว Fantasy แบบนี้
ด้วยจงใจจะให้ลิ่วล้อของไอ้พรรคกาลี กับไอ้พวกอัปรีย์ ที่ชอบข่มเหงรังแกและเข่นฆ่าประชาชน
มัน ‘อกแตก’ เล่น!
สะใจ!!...ชะมัดเลย!!!
...555
(***คอลัมน์ ประจำสัปดาห์ ตอน “ไทยจะมีนายกฯผู้หญิง ยาวนานไปอีก 40 ปี!!!?”
ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 15 ตุลาคม 2554)
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=327
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, October 16, 2011
“ไทยจะมีนายกฯผู้หญิง ยาวนานไปอีก 40 ปี!!!?” วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
นายกฯสตาร์ทเรืออาสา 500 ลำ ดันน้ำเหนือสู่ทะเล
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการสตาร์ทเครื่องกองเรืออาสาสู้ศึกน้ำท่วม 500 ลำ
เพื่อผลักดันน้ำเหนือไหลสู่ทะเล โดยเป็นที่ซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของ "ในหลวง"
ที่ทรงแนะหนทางระบายน้ำด้วยการดันน้ำลงสู่ทะเล จนประสบความสำเร็จเมื่อ 10 ปีที่แล้ว...
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 16 ต.ค.ที่สะพานพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการเรือประชาอาสาดันน้ำออกทะเล
โดยมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี
พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร.
และนายวิเชียร วุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี
รอให้การต้อนรับ ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่นายปลอดประสพเป็นผู้เสนอแนวคิด
ซึ่งได้รับมาจากแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการใช้เรือดันน้ำออกสู่ทะเล
โดยครั้งนี้มีเรือจากภาครัฐและประชาชนที่มีจิตอาสาเข้าร่วมจำนวน 926 ลำ
สำหรับการวางกองเรือเพื่อผลักดันน้ำ จะกระจายกันดันน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นจุดๆ รวม 50 จุด
เฉพาะที่สะพานพระนั่งเกล้า มีจำนวน 500 ลำ
ซึ่งจะสามารถช่วยระบายน้ำได้เพิ่มจากปกติวันละ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร
อีก 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน อย่างไรก็ตาม
นอกจากนี้ รัฐบาลได้จัดโครงการเรือประชาอาสาดันน้ำออกสู่ทะเลในแม่น้ำบางปะกง
โดยใช้เรือจำนวน 121 ลำ กระจายดันน้ำ 30 จุด และแม่น้ำท่าจีน 102 ลำ 15 จุด
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ ปริมาณน้ำฝนตกลงมาจำนวนมาก
ทำให้ 56 จังหวัดน้ำท่วมเดือดร้อน
รัฐบาลมีความเห็นใจ เข้าใจปัญหาความทุกข์ยาก ปัญหาอยู่ในใจ
และระดมทุกสรรพกำลังในการช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน
การระบายสู่ทะเลเป็นโครงการที่รัฐบาลมุ่งมั่นเร่งระบายน้ำ ลงสู่ทะเล 3 เส้นทาง คือ
การระบายสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ขุดคลองฝั่งตะวันออก และตะวันตกของกทม.
นอกจากการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำตามจุดต่างๆ แล้ว
โครงการเรือประชาอาสาดันน้ำออกทะเลเป็นอีกวิธีหนึ่ง
ที่จะผลักดันน้ำลงทะเลเร็วขึ้น
ด้วยการน้อมนำพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ทรงเคยใช้เรือผลักดันน้ำลงทะเล ประสบความสำเร็จเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาแล้ว
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้ดำเนินการใช้แนวพระราชดำริ
ที่คลองลัดโพธิ์ สามารถดันน้ำได้ 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เราจึงขยายโครงการ โดยขออาสาสมัครทั้งหมดในโครงการนี้
วันนี้เป็นวันสำคัญที่เราได้มาร่วมมือร่วมใจแสดงความสามัคคี ความแข็งแกร่ง
ร่วมมือร่วมใจของประชาชนชาวไทย และเชื่อว่าจะบรรเทาการท่วมขังของน้ำได้
ตนและรัฐบาลรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาที่คุณ
ที่ได้เคยพระราชทานแนวคิดผลักดันน้ำไว้ รัฐบาลขอยืนยันว่าจะทำทุกวิถีทาง
ในการที่จะแก้ไขอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่นี้ให้เร็วที่สุด
เพื่อผ่อนคลายความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน
ขอให้ทุกคนช่วยกันรวมพลังสามัคคีเพื่อก้าวข้ามผ่านวิกฤติอุทกภัยน้ำท่วมครั้งนี้ไปให้ได้
จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ไปลงเรือของกองทัพเรือ
จากท่าเทียบเรือวัดไทรม้าเหนือ เพื่อตรวจแนวเรืออาสา
และให้กำลังใจที่มาช่วยผลักดันน้ำ
ก่อนที่จะเดินทางเข้าไปยังศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
ท่าอากาศยานดอนเมือง ทั้งนี้เมื่อไปถึง
ได้ไปรับมอบสิ่งของจาก น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาวคนกลาง
ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ที่มาช่วยบรรจุสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอยู่ที่ชั้น 1 ของอาคาร
ท่าอากาศยานดอนเมืองในประเทศ
http://www.thairath.co.th/content/pol/209765
วัดฝีมือรัฐบาลแก้น้ำท่วม เดิมพันเชื่อมั่นนักลงทุน
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
ปี"54 ถือว่าเป็นปีแห่งความท้าทายภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์-เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องรับแจ๊กพอต 2 เด้ง ทั้งเหตุการณ์ สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา กับปัญหาอุทกภัยกลืนประเทศไทยที่รุนแรงต่อทุกภาคส่วนของประเทศ ทั้งทรัพย์สิน ชีวิต ความเป็นอยู่ รวมถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ใน ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำจากทางภาคเหนือ-กลางตอนบนไหลบ่าท่วมนิคมอุตสาหกรรมในภาคกลางของ ประเทศไม่ต่ำกว่า 3 นิคมอุตสาห กรรม ซึ่งประกอบไปด้วยโรงงานที่ขับ เคลื่อนจากทุนไทยและทุนต่างชาตินับแสนล้านบาท
เช่น นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ มีโรงงาน 236 แห่ง มูลค่าการลงทุนรวม 70,000 ล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร มีโรงงาน 49 แห่ง มูลค่าการลงทุนรวม 9,472 ล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค (บ้านหว้า) มีโรงงาน 143 แห่ง มูลค่าการลงทุนรวม 65,312 ล้านบาท
และที่ต้องเฝ้าระวังคือ นิคมอุตสาห กรรมบางปะอิน มีโรงงาน 90 แห่ง มูลค่าการลงทุนรวม 60,000 ล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง มีโรงงาน 225 แห่ง มูลค่าลงทุนรวม 85,000 ล้านบาท
ขณะนี้ยังประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งในแง่การลงทุนและเครื่องจักรไม่ได้
นํ้า ท่วมไม่ได้ส่งผลเฉพาะแค่การลงทุนที่ผ่านมาต้องหายไป แต่หมายถึงการลงทุนต่อไปในอนาคต รวมถึงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะจากต่างชาติ ที่ต้องตั้งข้อสังเกตกันให้ดีว่า ความเชื่อมั่นการลงทุนจะไหลไปตามกระแสน้ำด้วยหรือไม่
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวยอมรับว่า ในแง่ของความเชื่อมั่นในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ ว่าจะลดลงหรือ นักลงทุนต่างชาติจะมีการย้ายฐานการลงทุนหนีหรือไม่ เพราะตอนนี้ยังมีความไม่ชัดเจนหลายเรื่อง ทุกอย่างอยู่ในช่วงฉุกละหุก ประเด็นสำคัญคือผู้ประกอบการไทยไม่รู้ว่ารัฐบาลกำลังคิดอะไร ทำอย่างไรในการแก้ไขปัญหา ขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่าต่างชาติจะคิดอย่างไรด้วย
"คง ต้องรอติดตามสถานการณ์กันแบบวันต่อวันกันสักระยะ รอดูว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้ได้รวดเร็วมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าปัญหาจะคลี่คลายได้อย่างไร ทำให้การประเมินผลกระทบ หรือประเมินความเชื่อมั่นยังไม่สามารถทำได้" นายสุรพงษ์ กล่าว
นายสุรพงษ์กล่าวว่า ประเด็นความมั่นใจและข้อได้เปรียบในการลงทุนในไทยยังมีอยู่มากเมื่อเทียบกับ ประเทศอื่น ที่ผ่านมาไทยมีสัดส่วนการผลิต ประกอบรถยนต์เพื่อการส่งออก มีสัดส่วนมากกว่า 50% ในภูมิภาคอาเซียน ยอดขายรถยนต์ ผลิตชิ้นส่วนก็ขยายตัวทุกปี ประเทศที่เป็นผู้ลงทุน เช่น ญี่ปุ่น ก็หันมาลงทุนในประเทศไทยกันหมดแล้ว ซึ่งเรื่องนี้มองว่าต่างชาติคงเข้าใจว่าเป็นเหตุสุดวิสัย เป็นภัยธรรมชาติที่ไม่มีใครประเมินสถานการณ์ได้ จึงต้องรออย่างเดียวว่าสถานการณ์จะจบอย่างไร
ด้าน นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาห กรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาพรวมการผลิตรถยนต์ปี"54 มองว่าจะต่ำกว่าที่คาดไว้ 1.8 ล้านคัน โดยก่อนหน้านี้ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ประสบปัญหาอย่างหนักมาตั้งแต่เหตุการณ์สึ นามิ ในญี่ปุ่น ทำให้ยอดกำลังการผลิตหายไปกว่า 9 หมื่นคัน เสียหายกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท และยังมาเจอเหตุการณ์น้ำท่วมอีก ซึ่งกระทบภาคการผลิตชิ้นส่วน อุตสาหกรรมชิ้นส่วนต่อเนื่อง (ซัพพลายเชน) จำนวนมาก ซึ่งยังประเมินความเสียหายไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าน้ำจะท่วมอีกนานแค่ไหน
เป้าหมายการผลิตรถยนต์ 1.8 ล้านคันในปีนี้ จึงอาจไม่ถึงเป้า
ใน ส่วนของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ต้องถือว่าได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่าภาคยานยนต์ เพราะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์สึนามิเช่นเดียวกัน
ภายหลังจากที่น้ำท่วมลุกลามนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร โรจนะ และไฮเทค ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตสำคัญ จมดิ่งอยู่ใต้น้ำ
นาย ศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. ระบุว่า มีความเป็นห่วงว่านักลงทุนต่างชาติจะถอนทุนหนี ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นเป็นอย่างมาก หากรัฐบาลไม่สามารถเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นหลังจากนี้ เพราะผู้ประกอบการโรงงานจมน้ำทั้งหมด ก็เหมือนเหลือศูนย์ ต้องมาเริ่มลงทุนกันใหม่ จึงไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ในไทยก็ได้ หากรัฐบาลไม่มีความชัดเจนเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ดีกว่านี้ เพราะถ้าลงทุนไปใหม่ก็มีความเสี่ยงเหมือนเดิม
ขณะเดียวกัน นโยบายรัฐบาลหลายเรื่องยังเป็นตัวซ้ำเติมให้ผู้ประกอบการย้ายฐานการลงทุนหนี ได้ง่ายขึ้น เช่น นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท มาตรการห้ามแรงงานต่างด้าวทำงานของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ดังนั้นการลงทุนที่ผ่านมาจึงเหมือนเป็นฟางเส้นสุดท้าย แต่เมื่อฟางเส้นสุดท้ายขาดจากน้ำท่วมจมโรงงานไปหมดแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต่อ
"ต้องดูว่ารัฐบาลจะมีข้อเสนออะไร ให้ผู้ประกอบการบ้าง ไม่ต้องคิดถึงว่าจะไปดึงรายใหม่เข้ามา แต่ให้มองรายเก่าไม่ให้หนีออกไปก็พอแล้ว ซึ่งมีอยู่ไม่กี่เรื่องที่ควรทำ ทั้งเรื่องค่าแรง แรงงานต่างด้าว รวมถึงความชัดเจนในการป้องกันน้ำท่วม ปีต่อๆ ไป เพราะสถานการณ์น้ำคงรุนแรงมากขึ้นทุกปีแน่นอน" นายศุภชัย กล่าว
ด้าน นายเซ็ตซีโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กล่าวว่า ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายจากอุทกภัยในเขตพื้นที่อุตสาหกรรม ในส่วนที่เป็นการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นได้ จึงอยากขอให้รัฐบาลไทยเร่งควบคุมสถานการณ์เพื่อลดความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปด้วย
ส่วนนักลงทุน ญี่ปุ่นจะย้ายฐานการผลิตจากไทยหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล แต่เท่าที่ประเมินยังเชื่อว่ารัฐบาล โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น เพราะในแง่ของความเชื่อมั่นนั้น นักลงทุนไม่ได้มองแค่ปัจจัยเดียว แต่มองหลายๆ ปัจจัย ซึ่งเรื่องภัยธรรมชาติก็เป็นปัจจัยหนึ่ง หากมีความเสียหาย ก็ควรเข้าไปเร่งเยียวยา ดูแลรวดเร็วซึ่งจะทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นมาไม่มาก
"ไม่สามารถตอบ ได้ว่าจะย้ายฐานการลงทุนไปที่ประเทศอื่นแทนไทยหรือไม่ เพราะยังเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะมีมาตรการเยียวยาปัญหาออกมา ขณะเดียวกันประเทศไทยเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ ถือว่ายังมีจุดดึงดูดในการลงทุนค่อนข้างเยอะ ก็หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นโดยเร็ว" นายเซ็ตซีโอะ กล่าว
นายเซ็ตซี โอะ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการป้องกันและเยียวยา ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการหลายเรื่อง เช่น การเร่งให้ข้อมูลอย่างเร่งด่วนแม่นยำ การสนับสนุนจากไทยในการฟื้นฟูเครื่องจักรที่เสียหาย การช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ให้ความช่วยเหลืออุดหนุนให้กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมถึงขั้นตอนการทำธุรกิจที่ควรมีการปรับลดเงื่อนไขให้มีความยืดหยุ่นมาก ขึ้นเป็นกรณีพิเศษช่วงเวลาหนึ่ง
นายเคียวอิจิ ทานาดะ ประธานหอการค้าไทย-ญี่ปุ่น (เจซีซี) กล่าวว่า เจซีซีเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะเป็นภัยธรรมชาติ แต่ต้องการให้ไทยมีแผนป้องกันและฟื้นฟู ควรระดมสรรพกำลังเพื่อดำเนินการอย่างเต็มที่
จากหลายเสียงของผู้ ประกอบการ ยังยิ้มสู้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากนี้คงขึ้นอยู่กับฝีมือรัฐบาลในการบริหารจัดการปัญหาให้ดีขึ้นได้อย่างที่ หวังกันหรือไม่
เพราะหากไร้ฝีมือ ก็ย่อมหมายถึงการไร้ความเชื่อมั่น ซึ่งนั่นคือจุดจบเศรษฐกิจไทยแน่นอน
น้ำมาเทวดาหนี หันมาอีกที อ้าวเทวีหาย...สบายนะเอ็ง...บทกลอนของขุนเขาแดนไกล..
ที่มา thaifreenews
โดย ป้าพลอย
ขุนเขาจากแดนไกล
น้ำมาเทวดาหนี หันมาอีกที อ้าวเทวีหาย...สบายนะเอ็ง.....
เมืองเทวดา ถูกธาราล้อม
สายน้ำไหลอ้อม ล้อมสรวงสวรรค์
ทรัพย์สินเทวา คุณค่าอนันต์
สร้างเขื่อนล้อมกั้น ก่อนมันวอดวาย
จะอยู่หรือตาย ถุงทรายปิดล้อม
ทนุถนอม พร้อมพลีถวาย
จะเฝ้ารักษา จนชีวาวาย
เพื่อท่านสบาย เชื้อสายเทวดา
รอบพระนคร ไพร่นอนแช่น้ำ
น้ำรุกคุกคาม ถ้วยชามจมหาย
ศิระฉ่ำเย็น เซ่นน้ำทลาย
เป็นกระสอบทราย ป้องกายเทวดา
เทวีเทวา อุจจาระเน่าเหม็น
ถ่ายเช้าถ่ายเย็น เป็นที่สิเหน่หา
ชาวพระนคร กราบกรเจ้าพระยา
สูงส่งเทียมฟ้า พ่อมหาจำเริญ
อีกไม่กี่วัน สวรรค์คงล่ม
ธาราระทม สมคำสรรเสริญ
อุทกภัย ยิ่งใหญ่เหลือเกิน
ทุกข์ที่เผชิญ เกินจักเยียวยา
เทวดาเทวดี ขี่รุ้งเป็นสาย
รีบหลบเร้นกาย ปล่อยสายมหา
ธาราวารี พรากชีวีประชา
เทวาลอยฟ้า เจ้าพระยาเนืองนอง
สุดท้าย.....พระนคร ต้องนอนแช่น้ำ
ความทุกข์ลุกลาม สยามสยอง
มองไปทางไหน น้ำไหลเนืองนอง
หลงเฝ้าปกป้อง พี่น้องเทวดา...........น้ำมาเทวดาหนี หันมาอีกที อ้าวเทวีหาย...สบายนะเอ็ง.
ปฏิกิริยา สังคม ต่อ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม คือ "หินลองทอง"
ที่มา ข่าวสด
การปรากฏตัวของ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความชาวแคนาดา ก็เหมือนกับการปรากฏตัวของแถลงการณ์ "5 ปี รัฐประ หาร 1 ปีคณะนิติราษฎร์"
นั่นก็คือ ก่ออาการไหวสั่นให้กับบางคนและบางพรรค การเมือง
อย่าได้แปลกใจหากลิ่วล้อของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ซึ่งมีส่วนร่วมในการก่อรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
จะมีสภาพเหมือน "หะมู" ถูกน้ำร้อนลวก ดิ้นพราดๆ
พรรค การเมืองบางพรรคซึ่งได้เสพเสวยอำนาจจากการอุ้มสมของ กองทัพโดยการจัดฟอร์มกันภายใน "ค่ายทหาร" ตบเท้าออกมาให้ความเห็นอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน
ชำแหละทั้ง "คณะนิติราษฎร์" สาดสีใส่ไข่ทั้ง นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ ดัม
เพราะ ว่าการเคลื่อนไหวของ "คณะนิติราษฎร์" เท่ากับฉีกโฉมการรัฐประหารอย่างล่อนจ้อน เพราะว่าบทบาท นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทำให้การสังหารประชาชนถูกเปิดโปง
เป็นบทบาทเหมือน "ลำแสง" อันสาดฉายไปใน "ความมืด"
จึงแทนที่จะถกแถลง อภิปราย ว่าความเห็นอัน "คณะนิติราษฎร์" เสนอ ความจริงอัน นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม นำมาแผ่แบเป็นอย่างไร
กลับเป็นการด่าว่า กลับเป็นการสาดสี ตีไข่ ใส่ร้าย
ข้อกล่าวหา 1 คือ ข้อกล่าวหาว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นผิด
จากนั้นก็นำไปสู่อีกข้อกล่าวหา 1 ว่าหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ
ที่ ว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็เหมือนกับข้อกล่าวหาต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เหมือนกับข้อกล่าวหาต่อแกนนำนปช. แดงทั้งแผ่นดิน นั่นก็คือ เป็นการกล่าวหาอย่างลอยๆ กล่าวหาอย่างกว้างๆ
เป็นการดึงเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือในการทำลายบุคคลอื่นๆ
นัก วิจารณ์สังคมในจีนท่านหนึ่งซึ่งเป็นคนร่วมสมัยกับ หลินยู่ถัง นักเขียนที่ในเมืองไทยรู้จักดี คือท่าน หลู่ซิ่น คนเขียนประวัติจริง อาคิว
หลู่ซิ่น เคยเตือนนักวิจารณ์ว่า ต้องวิจารณ์ด้วยเหตุผล อย่าด่า
ในความเห็นของท่าน หากฝ่ายใดหยิบยกคำด่า กล่าวหาอย่างเลอะเทอะ สะท้อนให้เห็นว่าหมดภูมิที่จะเอาเหตุผลมาต่อสู่กัน
เลยงัดกลยุทธ์ "ด่า" มาใช้
กระนั้น การด่าเพื่อทำลาย "คณะนิติราษฎร์" หรือการด่าเพื่อทำลาย นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม หากไม่ยืนอยู่กับข้อมูลความเป็นจริง ผลก็จะกลายเป็นตรงกันข้าม
เพราะว่า "จันทน์หอม" ยิ่งถูกทุบกลับยิ่งหอมมากขึ้นเป็นทบทวิทวีคูณ
บทเรียนจากกรณี "คณะนิติราษฎร์" จากกรณี นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จึงทรงความหมาย
ทรง ความหมายว่า คุณค่าของ "คณะนิติราษฎร์" เป็นอย่าง ไร คุณค่าและการทำงานของ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เป็นอย่างไร ทำเพื่อสัจจะ ทำเพื่อหลักการแห่งนิติธรรมหรือไม่
หากเป็นไปเพื่อสัจจะเพื่อหลักแห่งกฎหมายก็ยากที่ใครจะบดขยี้ทำลายได้โดยง่าย
"ตัน ภาสกรนที" บทพิสูจน์ "ตัน" žไม่มีวัน "ตัน"ž วันที่โรงงาน 3,000 ล้านจมน้ำ
ที่มา มติชน
(ที่มา หน้าเศรษฐกิจ มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2554)
"ขณะที่ทีมมูลนิธิตันปันกำลังขนถุงยังชีพ 20,000 ชุด ที่เพิ่งเตรียมเสร็จจากงานที่คุณตันจัดเมื่อวันอาทิตย์ไปแจกผู้เดือดร้อนใน จังหวัดลพบุรี เดิมคุณตันจะเดินทางมาพร้อมกัน แต่ต้องเปลี่ยนแผนกะทันหันเพราะโรงงานกำลังเข้าขั้นวิกฤต หลังเสร็จงานที่ลพบุรีพวกเรารีบมุ่งหน้าเตรียมไปสมทบคุณตันที่อยุธยา แต่ถูกห้ามไว้บอกว่าอย่าเข้ามาที่โรงงาน อันตรายมาก พวกเราขอร้องให้คุณตันรีบออกมา โดยพนักงานหลายคนยืนยันจะเข้าไปรับ แต่แกพูดว่า
"พนักงานยังอยู่ที่นี่อีกตั้งหลายคน จะให้ผมออกมาได้ยังไง พวกคุณก็ไม่ต้องเข้ามา ผมจะออกจากที่นี่เป็นคนสุดท้าย"Ž
นั่นคือ ข้อความบนเว็บเพจของ ตัน ภาสกรนที ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไม่ตัน จำกัด ผู้ผลิตชาเขียวพร้อมดื่มตรา อิชิตัน ในวันที่ถูกน้ำจากทุกทิศทางเข้าโจมตีโรงงานผลิตชาเขียวพร้อมดื่มอิชิตัน ซึ่งใช้เงินลงทุนไปถึง 3,000 ล้านบาท ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะเฟส 3 และโรงงานแห่งนี้จมมิดอยู่ใต้น้ำ โดยมีไลน์การผลิตน้ำดื่มที่เตรียมผลิตไปแจกผู้ประสบภัยน้ำท่วมหนัก ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี คาอยู่
ถึงปาฏิหาริย์จะไม่เกิดขึ้น โรงงานผลิต เครื่องดื่มชาพร้อมดื่ม อิชิตันจมมิดอยู่ใต้น้ำในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ เฟส 3 โดยไม่รู้เมื่อไหร่จะฟื้นฟูให้กลับมาดำเนินการได้ใหม่
แต่สำหรับ ตัน ภาสกรนที แล้ว เขาบอกว่า ไม่เป็นไร ยังมีทุนมีกำลังใจ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา ถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับคนทั่วไป ที่ประสบภัยในครั้งนี้อย่างหนักหนาสาหัสชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนใน ประเทศไทย
ระหว่างโรงงานยังจมน้ำ ตันยืนยันว่า จะเดินหน้าให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมหนักใน เขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ผ่านรูปแบบการช่วยเหลือหลากหลาย ทั้งอาหาร น้ำดื่ม เรือ และของจำเป็นในการยังชีพอื่นๆ ต่อไป หลังจากที่เขาเป็นหนึ่งในผู้บริจาครายใหญ่สุดผ่านมูลนิธิตันปัน ให้กับกระทรวงคมนาคมเป็นเงินรวม 40 ล้านบาท
งบฯที่ใช้ในการลงทุนโรงงานแห่งนี้ และความเสียหายที่เกิดขึ้น
ผม ใช้เงินลงทุนโรงงานแห่งนี้ประมาณ 3,000 ล้านบาท คงเสียหายเยอะ แต่ไม่อยากพูดถึงเรื่องความเสียหายในตอนนี้ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานคงหนักไม่เท่ากับความเสียหายของชาว บ้านที่ได้รับจากน้ำท่วมในครั้งนี้ คนที่ประสบภัยไม่มีข้าวกิน ไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีแม้กระทั่งบัตรประชาชน ไม่มีอะไรเลย
เรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานต้องประเมิน หลังจากน้ำลดและสถานการณ์โดยรวมกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ตอนนี้เครื่องจักรจมอยู่ในน้ำ ที่เป็นคอมพิวเตอร์เสียหายหมด ต้องรอน้ำลดแล้วรอให้ทางญี่ปุ่นเจ้าของเทคโนโลยีมาตรวจสอบความเสียหายอย่าง เป็นทางการอีกครั้ง
"ผมไม่ได้เจอวิกฤตคนเดียว หลายคนเจอหนักกว่า สิ่งที่ประสบยังไม่หนักเท่ากับคนอื่น ผมยังมีกำลังใจ ยังมีร้านอาหาร ยังมีธุรกิจอื่นๆ อีกหลายอย่าง ยังมีเงินฝากในธนาคาร มีที่ดิน มีทรัพย์สินอื่นๆ และในส่วนของโรงงาน หากเสียหายไปสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ แต่คนอื่นไม่มีอะไรเลย ไม่มีข้าวกิน ไม่มีแม้แต่บัตรประชาชน"Ž
มีการปรับแผนธุรกิจอย่างไร
ต้องรอให้น้ำลดก่อนแล้วถึงมาว่ากัน สำหรับเรื่องธุรกิจตอนนี้ขอหยุดก่อน ยังมีเวลาอีกเป็นเดือน คิดว่าน้ำยังไม่ลง และจะใช้เวลาตอนนี้ไปช่วยเหลือคนอื่นผ่านมูลนิธิตันปันไปก่อน และอยากขอร้องให้ทุกคนออกมาช่วยกันเพราะหนักหนากว่าทุกคนคิดไว้มาก และคิดว่าสถานการณ์จะวิกฤตอีกนานกว่าน้ำจะลด ตอนนี้ คนไม่มีข้าวกิน มีการปล้นกัน ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงวิกฤต ทุกคนต้องช่วยเหลือกัน มีน้ำใจต่อกัน ช่วยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้วิกฤตครั้งนี้ผ่านไปให้ได้ และหลังน้ำลงก็ต้องมาคิดจะช่วยชาวบ้านกันยังไงต่อ เพราะขณะนี้บ้านก็ไม่เหลือ งานไม่มีทำ ข้าวไม่มีกิน น้ำท่วมครั้งนี้ไม่ใช่น้ำท่วมธรรมดา แต่เป็นยิ่งกว่าสึนามิ
เมื่อมาโดนด้วยตัวเอง ยิ่งเข้าใจใหญ่และคิดว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐบาล ฝ่ายค้าน บริษัทห้างร้าน คนกรุงเทพฯ ทุกคนต้องมาช่วยกัน ไม่อย่างนั้นจะผ่านวิกฤตไม่ได้ อย่าฝากความหวังไว้กับรัฐบาลหรือทหาร ตำรวจฝ่ายเดียว ทุกคนต้องช่วยกัน วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก กำลังใจและความหวังเท่านั้นที่จะให้ผ่านวิกฤตไปได้
เรื่องแผนธุรกิจ ตอนนี้วางไว้ก่อน ไม่คิดแล้ว รอให้น้ำลดไปก่อน ซึ่งคิดว่าต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน น้ำก้อนใหญ่จากภาคเหนือยังมาไม่ถึง ในส่วนโรงงานจะยังจ้างบริษัทอื่นให้ผลิตสินค้าให้ต่อไป จากแผนเดิมโรงงานนี้ต้องเริ่มผลิตภายในเดือนตุลาคมนี้ วางแผนเปิดโรงงานวันที่ 11 เดือน 11 ทุกอย่างต้องล้มเลิกหมด แต่ไม่เป็นไร ของเราแค่ธุรกิจเดินหน้าไม่ได้ และยังฟื้นฟูได้ แต่คนอื่นไม่รอด กำลังจะอดตาย ซึ่งต้องได้รับความช่วยเหลือก่อน
ตั้งแต่ทำธุรกิจมาเผชิญวิกฤตมากี่ครั้งแล้ว
เจอวิกฤตมาตลอด ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มธุรกิจก็เจอวิกฤตแล้ว ครั้งแรกเริ่มจากขายหนังสือพิมพ์ที่ชลบุรีก็เจอน้ำท่วม แต่ครั้งนั้นกับครั้งนี้ต่างกัน ตอนขายหนังสือพิมพ์ไม่มีทุนและต้องยืมเงินพ่อกับพี่สาวมาอีก 50,000 บาท เมื่อมาเจอน้ำท่วมวันนั้นจึงหนักมากเพราะไม่มีทุนเหมือนหลายคนที่พบเจอตอน นี้
แต่วันนี้ต่างกัน แม้โรงงานจะเสียหาย โดนน้ำพัดพาไป ยังมีทุน ยังมีธุรกิจอื่น ยังมีกำลังใจ เมื่อเทียบความเสียหายของตัวเองกับคนอื่น ที่ไม่มีบ้าน ไม่มีข้าวกิน ถือว่าเล็กน้อยมาก
มองกระแสในสังคมออนไลน์ยังไง มีให้กำลังใจคุณตันมาก
ขอขอบคุณทุกกำลังใจ ไม่ต้องห่วง ยังสู้และช่วยตัวเองได้ ขอบคุณมากสำหรับความหวังดี ผมยังมีกำลังใจ ยังมีแรง ขอทำหน้าที่ช่วยเหลือชาวบ้านก่อน หลังน้ำลงจะมาทำทันที
ส่วนเรื่องที่แฟนเพจให้กำลังใจเข้ามาเยอะนั้น อันนี้ถือเป็นกำลังใจอย่างหนึ่ง ตอนนี้มีทั้งทุนและกำลังใจ ทำเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้โรงงานเสียหายทั้งตึก ใช้เวลาไม่ถึง 1 ปีก็สร้างใหม่ขึ้นมาได้เพราะมีทั้งทุนและกำลังใจ
โรงงานสร้างไม่ยาก วันนี้ที่ผมลาออก (บริษัทโออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มาถึงวันนี้ยังไม่ครบปี ได้เริ่มก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่โรจนะในเดือนเมษายน ใช้เวลาประมาณ 8 เดือนก็สร้างเสร็จ เพราะว่ามีทุน
สิ่งที่จะฝากถึงทุกคนคือ ออกมาช่วยให้มันผ่านวิกฤตครั้งนี้ ช่วยกันจนกว่าน้ำลง จนกว่าคนอื่นจะอยู่ได้ จึงจะมาเริ่มคิดเรื่องธุรกิจ
สถานการณ์น้ำประตูน้ำพระอินทร์ราชา
ที่มา Voice TV
Voice News ประจำวันที่ 16 ต.ค. 54 (12.00น.)
- สถานการณ์น้ำประตูน้ำพระอินทร์ราชา
- ปล่อยขบวนเรือนับพันลำเร่งผลักดันน้ำลงทะเล
- กรีซประท้วงทุนนิยมการเป็นเหตุจลาจล
สถานการณ์น้ำประตูน้ำพระอินทร์ราชา
เกิดความวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้งเมื่อน้ำเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประมาณอีก 1 เมตร ทำให้การอพยพชาวบ้านเป็นไปอย่างยากลำบาก
ปล่อยขบวนเรือนับพันลำเร่งผลักดันน้ำลงทะเล
เรือแต่ละลำเริ่มกระจายตัวกันไปประจำตามจุดต่างๆ เพื่อปฏิบัติภารกิจผลักดันน้ำแล้ว
กรีซประท้วงทุนนิยมการเป็นเหตุจลาจล
กลุ่มอ็อคคูพาย วอลล์สตรีท รวมตัวกันหลายประเทศ มีการเดินขบวนพร้อมกันทั่วโลก และยังได้กลายเป็นจลาจลที่รุนแรงในประเทศอิตาลี
'โรเบิร์ต'ลุยอุบลฯ
ที่มา ข่าวสด
เยี่ยม4นักโทษเสื้อแดง คดีวางเพลิงศาลากลาง
ทนาย โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เดินสายเยี่ยม นักโทษเสื้อแดงในเรือนจำกลางอุบลราช ธานี พูดคุยหาแนวทางต่อสู้ทางคดี ก่อนสอบ ถามข้อมูลจากผู้ต้องหาที่ได้ประกันตัวเพิ่มเติม ตั้งข้อสงสัยชายชุดดำไปโผล่ในศาลากลางอุบลฯ ก่อนถูกเผาได้อย่างไร อีกทั้งตั้งข้อหาหนักเกินไป เตรียมรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับคดี 91 ศพ ฟ้องศาลโลก แดงเชียงรายเปิด 3 หมู่บ้านคนเสื้อแดง เรียกร้องปล่อยตัวแกนนำ-แนวร่วมนปช.
บุกอุบลฯ- นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความคนเสื้อแดงเข้าเยี่ยมนักโทษคดีเผาศาลากลาง ที่เรือนจำอุบลราชธานี นำข้อมูลประกอบสำนวนคดี 91 ศพ ฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ วันที่ 15 ต.ค.
เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 15 ต.ค. ที่เรือนจำกลางจังหวัดอุบลราชธานี นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความส่วนตัวของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ส.ส.เพื่อไทย จ.อุบลราชธานี เข้าเยี่ยมนักโทษเสื้อแดง 4 คน ประกอบด้วย น.ส. ปัทมา มูลมิล นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ นาย สนอง เกตุสุวรรณ และนายสมศักดิ์ ประ สานทรัพย์ ซึ่งถูกศาลชั้นต้นตัดสินพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่ให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษเหลือจำคุก 33 ปี 4 เดือน คดีร่วมกันวางเพลิงเผาอาคารศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553
โดยทางเรือนจำได้เบิกตัวนักโทษเสื้อแดงทั้ง 4 ราย ออกมาพูดคุยผ่านลูกกรงบริเวณห้องเยี่ยมญาติ โดยนายโรเบิร์ตใช้เวลาซักถามข้อมูลเหตุการณ์วันเกิดเหตุ พร้อมกระ บวนการต่อสู้คดีผ่านล่าม นานประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนออกจากเรือนจำเดินทางไปดูสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งปัจจุบันตัวอาคารศาลากลางที่ถูกเผาทำลายเสียหายทั้งหมด ทางจังหวัดได้รื้อถอนซาก จึงเหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่าไว้เป็นอนุสรณ์ของชาวจังหวัดอุบลราช ธานี
จาก นั้นนายโรเบิร์ตได้มาพบกับสมาชิกคนเสื้อแดง ที่ยังถูกดำเนินคดีในหลายข้อหา แต่ได้ยื่นขอประกันตัวออกมาต่อสู้คดี โดยใช้เวลาพบปะหารือซักถามประมาณ 30 นาที จึงเดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมในเขตอำเภอวารินชำราบ
นาย คารม พลพรกลาง ทนายความคนเสื้อแดง กล่าวว่า การเข้าเยี่ยมนักโทษเสื้อแดงของนายโรเบิร์ตครั้งนี้ต้องการนำข้อมูลทั้งหมด ไปประมวลใช้ฟ้องร้องรวมกับคดี 91 ศพ ที่แยกราชประสงค์ต่อศาลโลก เพราะการไปพบกับนักโทษทั้ง 4 ทำให้นายโรเบิร์ตพบข้อเท็จจริง ว่ามีการตั้งข้อหาที่เกินความจริง ส่วนคนทั้ง 4 จะผิดหรือไม่ถือเป็นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ส่วนศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้กันต่อไป และเมื่อได้สอบถามจากผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ยังพบว่าชายชุดดำซึ่งทำให้คนเหล่านี้ต้องถูกตั้งข้อหาเผาศาลากลางเข้าไปอยู่ ในศาลากลางได้อย่างไร ในทางกฎหมายต้องมีการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งนายโรเบิร์ตจะนำประเด็นนี้ไปสู่การต่อสู้ระหว่างประเทศ เพราะประเทศที่มีความเจริญทางกฎหมาย ต้องการรู้รายละเอียดที่เกิดขึ้น รวมทั้งนายโรเบิร์ตยังอยากรู้ว่านักกฎหมายไทยมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้ จริงด้วยหรือไม่ เรื่องราวทั้งหมดที่นายโรเบิร์ตลงมาพบกับคนเสื้อแดงจะถูกนำไปประมวลเพื่อ ดำเนินการในระดับโลก
วันเดียวกัน ที่ศาลาศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านหนองหม้อ ม.9 ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย นายสมชัย แสงทอง ประธานเครือข่ายกลุ่มประชาธิปไตย และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง จัดพิธีเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง โดยมีนายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ที่ปรึกษามูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เดินทางเป็นประธาน มีเครือข่ายคนเสื้อแดงเข้าร่วมจำนวนมาก
นายอานนท์ แสนน่าน ผู้ริเริ่มโครงการหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป้าหมายของพวกเราคือ การเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวแกนนำและแนวร่วมประชา ธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ถูกดำเนินคดี รวมทั้งเรียกร้องให้มีการนำประเทศไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย เพราะปัจจุบันรัฐธรรมนูญยังไม่เป็นประชา ธิปไตย โดยจะมีการจัดตั้งกรรมการประจำหมู่บ้านคนเสื้อแดง หมู่บ้านละ 15 คน เพื่อดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
ตั้งผบ.ทบ.ป้องให้ได้ 'นวนคร' นิคมอุตฯสุดท้าย
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
1.ระดมผบ. -น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เรียกประชุมผบ.เหล่าทัพ
และว่าที่ผบ.ตร.หารือแผนรับมือน้ำท่วมที่กำลังวิกฤตหนัก
เพื่อวางแผนรับมือทั้งระยะสั้นและยาว ที่ศปภ.ดอนเมือง วันที่ 15 ต.ค.
2.เกาะ- มหา วิทยาลัยมหาจุฬาฯ อ.วังน้อย จ.อยุธยา
กลายเป็นเกาะกลางน้ำหลังบริเวณโดยรอบถูกน้ำท่วมสูง โดยก่อนหน้านี้ใช้เป็นศูนย์อพยพด้วย
3.ต้านไม่อยู่ - น้ำท่วมทั่วนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมฯใหญ่แห่งที่ 4
ที่ไม่สามารถต้านกระแสน้ำได้ ขณะที่ศปภ.ส่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.
รุดบัญชาการป้องกันนิคมฯนวนคร ไว้แล้ว
4.นครสวรรค์ - สภาพน้ำท่วมระดับสูงมิดหลังคาในจ.นครสวรรค์
ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลักสัญจรไปมา
ไม่เว้นแม้แต่ในเขตตัวเมืองที่รถแล่นไม่ได้แล้ว เมื่อวันที่ 15 ต.ค.
1.ทหารนำรถสายพานลำเลียงมาช่วย
2.ตัวเมืองปทุมธานีเข้าขั้นวิกฤต
3.ภายในนิคมฯบางปะอิน ที่ถูกน้ำทะลักเข้าท่วมทั้งหมด
4.คนงานนิคมฯบางปะอิน อุ้มสุนัขหนีน้ำ
5.ภายในนิคมฯบางปะอิน ที่ถูกน้ำทะลักเข้าท่วมทั้งหมด
6.รถปิกอัพและเรืออพยพคนงาน
7.ใช้ช่วงกลางสะพานเป็นที่พักพิงชั่วคราว
8.รถบรรทุกขนาดใหญ่ขนคนออกจากนิคมฯ
ผบ.ทบ.ตรวจนิคมนวนคร
วันเดียวกัน ที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พร้อมด้วยพล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เสธ.ทบ.
และพล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 ไปตรวจสถานการณ์น้ำท่วม
โดยตรวจการเสริมแนวคันกั้นน้ำ ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการรับน้ำจากเส้นทางน้ำอยุธยา
ทั้งนี้ ภายใน นิคมมีโรงงานผู้ผลิต 227 โรงงาน พื้นที่กว่า 8,000 ไร่ พนักงานกว่า 180,000 คน
เงินลงทุนภายในนิคมกว่า 1 แสนล้านบาท
และมีประชากรอาศัยอยู่ในหมู่บ้านภายในนิคมกว่า 30,000 หลังคาเรือน ประชาชนกว่า 1 แสนคน
สั่งเสริมแนวคันกั้น 3 จุดเสี่ยง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์เน้นย้ำใน 3 จุดเสี่ยงโดยรอบนิคม คือ
จุดที่ 1 บริเวณทิศเหนือของโรงงานที่อยู่ติดกับคลองเชียงราก
ซึ่งระดับน้ำขณะนี้อยู่ต่ำกว่าแนวคันเพียง 30 ซ.ม.
เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเสริมแนวคันเพิ่มและเสริมเสาเข็มรับอีกชั้น
จุดที่ 2 ด้านหลังโรงงานฝั่งทิศตะวันตก ซึ่งน้ำไหลเข้าร่องด้านข้างทางรถไฟ
ระดับน้ำอยู่ห่างจากแนวคันเดิม 1 เมตร เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องจักร
รถแบ๊กโฮตักดินทำแนวคันดินกั้นเสริมเพิ่มอีกกว่า 1 เมตร
และจุดที่ 3 บริเวณด้านข้างโรงงานฝั่งทิศใต้ น้ำเพิ่มระดับจากแนวคันที่บ่อขยะของโรงงาน
ขณะนี้เร่งเสริมแนวคันกั้นเช่นกัน พบว่าระดับน้ำยังสูงขึ้นจนน่าเป็นห่วง
โดยทางผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมนวนครร่วมกับกำลังพลทหาร
เตรียมกรอกกระสอบทรายกว่า 1 แสนกระสอบเพื่อรับมือหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน
ชูต้นแบบกำแพงกั้นน้ำ
จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า ศปภ.สั่งการกองทัพบก
ให้ช่วยดูแลนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
ซึ่งใน 3 นิคมที่ผ่านมา ทั้งโรจนะ ไฮเทค และสหรัตนนครที่บางปะอิน
กองทัพพยายามกู้อยู่ แต่หนักใจกระแสน้ำมากเหลือเกิน ไม่ใช่ความบกพร่องของใคร
แต่เป็นปริมาณน้ำที่สาหัส ส่วนนิคมนวนครเป็นทางน้ำจากทางเหนือลงมาทางใต้
แต่เท่าที่สำรวจสบายใจนิดหนึ่งเพราะเตรียมการดีมาก เข้มแข็งในการดูแล
หากสามารถต้านทานกระแสน้ำครั้งนี้ได้อาจเป็นแบบอย่างเรื่องการทำกำแพงกั้นน้ำในอนาคต
วอนเชื่อมั่นรัฐบาลแก้ปัญหา
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับนิคม
เพราะแต่ละแห่งมีประชาชนทำงานเป็นแสนๆ คน
หากหยุดงานนาน 6-7 เดือนจะกระทบต่อครอบครัว
เราจึงพยายามป้องกันน้ำ ไม่ให้น้ำทะลักเข้ามาภายในโรงงาน
เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรอบของโรงงาน
โดยให้พล.1 รอ.รับผิดชอบ และกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.)
กองทัพภาคที่ 1 หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ (นปอ.) มาร่วมด้วย
ตนให้แม่ทัพภาคที่ 1 นำบทเรียนจากนิคม 2-3 แห่งที่เกิดขึ้น มาแนะนำกับนิคมนวนคร
โดยลึกๆ ยังเป็นห่วง ปริมาณน้ำในปัจจุบันไหลเข้ามาจำนวนมาก
ต้องขุดลอกคูคลองเพื่อให้น้ำไหลสะดวกมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ยอมรับว่าไม่สามารถดูแลทั่วถึง
เพราะเป็นพื้นที่กว้าง ประชาชนต้องเชื่อฟังในการอพยพประชาชนไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย
ถ้าทุกคนยังอยู่ที่บ้าน คงไม่สามารถแก้อะไรได้
เผยไม่อยากให้กฎหมายบังคับ
ผบ.ทบ.กล่าวว่า การประกาศพ.ร.ก. ฉุกเฉินหรือไม่เป็นเรื่องของรัฐบาล
ทหารทำตามนโยบายที่ ศปภ.สั่งการลงมา การ จะมีพ.ร.ก.หรือไม่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
สิ่งสำคัญ เราต้องร่วมมือกัน ประชาชนที่เดือดร้อนมากๆ ก็ร้อนใจ
แต่เราอย่าโกรธเคืองกัน ไม่กล่าวให้ร้ายกัน อย่าโทษกันไปมา
ให้เชื่อมั่นรัฐบาลแก้ไขปัญหา
เราไม่อยากบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนตอนนี้เพราะเดือดร้อน
อยากสร้างความเข้าใจกันมากกว่า ส่วนพื้นที่ กทม.เราเตรียมการเป็นอย่างดี
แต่ประชาชนที่อยู่บริเวณคันกั้นน้ำ และติดกับลำน้ำที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
ซึ่งคนต่างจังหวัดและคนกรุงเทพฯ ต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน เอื้อเฟื้อต่อกัน
พื้นที่ตรงไหนกันได้ก็ต้องกัน หากท่วมทั้งหมดแล้ว
มานั่งมองตากันปริบๆ ไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะไม่รู้จะไปตรงไหน เป็นคนไทยต้องเห็นใจกัน
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNVEUyTVRBMU5BPT0=§ionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1TMHhNQzB4Tmc9PQ==
วีรกรรมพรรคแมงสาป หักหลังเหยียบหัวเพื่อน และทำได้ทุกอย่างเพื่อตัวเอง(ย้ำๆกันลืม)
ที่มา thaifreenews
โดย คนใต้ ตาสว่าง
พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งครั้งล่าสุด ก็เมื่อปี พศ. 2535 นั่นแหละครับ เป็นการเลือกตั้งเมื่อเดือนกันยายน ภายหลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และที่ชนะเลือกตั้งมาได้ในครั้งนั้นก็ด้วยนโยบายวิธีการหาเสียงแบบ “แทงข้างหลังเพื่อน”
ย้อน กลับไปก่อนหน้านั้น ขบวนการประชาชนที่ร่วมกันขับไล่นายกรัฐมนตรีสุจินดา คราประยูร ผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรคและประชาชนจำนวนมากซึ่งก็มีพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมด้วย โดยมีแกนนำหลักที่โดดเด่นคือ จำลอง ศรีเมือง และพรรคพลังธรรม
ภาย หลังฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกประสบชัยชนะ แต่ก็มีประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนหนึ่ง เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ดูเหมือนว่า จำลอง ศรีเมืองและพรรคพลังธรรมจะได้รับความนิยมจากประชาชนเพราะเห็นว่ากล้าหาญเด็ด เดี่ยวในการนำเพื่อเรียกร้องและต่อสู้ให้ได้มาในระบอบประชาธิปไตยที่นายก ต้องมาจากการเลือกตั้ง
เมื่อเห็นดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ผู้กลัวแพ้ เลือกตั้งจึงใช้วิธีป้ายสีว่า จำลอง ศรีเมือง “พาคนไปตาย” ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทั้งๆที่พรรคตัวเองก็เข้าร่วมเรียกร้องด้วยในเหตุการณ์นั้น พรรคประชาธิปัตย์จงใจใช้วิธีการนี้เพื่อหลอกล่อชนชั้นกลางในเมืองที่มีความ จำสั้นป้ายความผิดให้พรรคการเมืองที่เป็นเพื่อนร่วมรบ เพื่อถีบหัวเพื่อนให้ตัวเองชนะเลือกตั้ง นี่คือวิธีการของพรรคประชาธิปัตย์ที่ชนะเลือกตั้งเมื่อครั้งล่าสุดเมื่อ เกือบ 20 ปีที่แล้ว ในครั้งนั้นนายชวน หลีกภัยได้เป็นนายก และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เป็น สส.สมัยที่สอง แต่หลังจากเป็นรัฐบาลได้ประมาณ 3 ปี ไม่ทราบด้วยความอดอยากหิวโหยตะกระกรามหรืออย่างไร รัฐบาลนี้ก็พังลงเพราะกรณี สปก 4-01 สมัยนั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เอาที่ดินที่เขาเจตนาแจกให้เกษตรกรไปแจกให้พรรคพวกตัวเอง กรณีนี้ นายชวน หลีกภัย ถึงกับลงทุนผลิตวาทกรรมตอแหลเปรียบเทียบการแจกที่ดินทำกินให้เกษตรกรว่า “คนรวยคนจนมีสิทธิสอบชิงทุนเท่ากัน” และแทนที่เมื่อโดนเปิดโปงกรณีนี้แล้ว จะยอมรับสารภาพขอโทษประชาชน พรรคประชาธิปัตย์กลับปลุกม็อบชาวใต้ขึ้นป้ายต่อต้านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่ ออกมาเปิดโปงพฤติกรรมนี้้ ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อปกป้องพฤติกรรมทุจริตของตัวเอง
ขณะนั้น เวลานั้น นายชวน หลีกภัย ยืนยันหนักแน่นว่ากรณีนี้ไม่ทุจริต แต่ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2550 ศาลฎีกาจังหวัดภูเก็ตมีคำพิพากษา ให้นายทศพร เทพบุตร สามีนางอัญชลี เทพบุตร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ คืนที่ดินที่ได้รับมาจากกรณี สปก. 4-01
กรณีนี้คน ปากแข็งอย่างนายชวน หลีกภัยและ สส.พรรคประชาธิปัตย์ทั้งหลายก็ยังไม่ยอมออกมาขอโทษประชาชน และถึงกลับหน้าด้าน ส่งนายทศพร เทพบุตร ลงเลือกตั้งในจังหวัดภูเก็ตอีก ส่วนประชาชนในจังหวัดเมื่อเห็นพรรคนี้หน้าด้านส่งลงมา ก็พร้อมใจกันเลือกนายทศพร เป็น สส.แม้ว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาแบบนั้นแล้วก็ตาม ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการส่งเสียด่าทอของพันธมิตร ประชาชนเพื่อความไม่เป็นประชาธิปไตยจังหวัดภูเก็ตที่กำลังด่า ทักษิณ ชินวัตร ว่าขี้โกง แต่ทั้งหมดกลับพร้อมใจกันเลือกนายทศพร เทพบุตร ทั้งๆที่ศาลฏีกาพึ่งตัดสินให้คืนที่ สปก. หยกๆ ?!?!
(ขออภัยเจ้าของบทความนะครับ ผมจำที่มาไม่ได้)