WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 17, 2011

เช็ดน้ำตา..แล้วลุกขึ้น..ยืนสู้มัน

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


เรามีเรา..เท่านั้น..ร่วมกันสู้
ยืนหยัดอยู่..เดินหน้า..ฝ่าทุกข์เข็ญ
"เขา"ทำลาย..หมายเชือด..อย่างเลือดเย็น
ยิ่งลำเค็ญ..ยิ่งแกร่งกล้า..เพื่อท้าอธรรม....


กี่น้ำหลาก..บากบั่น..กัดฟันรบ
กี่ทำนบ..แตกสลาย..มุ่งหมายขย้ำ
กี่น้ำตา..ที่ไหลคลอ...รอรับกรรม
กี่ใจดำ..ที่เฉยชา..เบือนหน้าไป....


อย่าคาดหวัง..เขาคือมิตร..คิดสงสาร
อาจร้าวราน..กว่าที่เห็น..เป็นไหนไหน
อย่าคิดว่า..คงมีบ่วง..ความห่วงใย
ตอบแทนให้..สู่พี่น้อง..ผองประชา....


เรามีเรา..เท่านั้น..ร่วมกันเถิด
สู้ตามมี..ตามเกิด..เลอเลิศค่า
อย่าคาดหวัง..ใครแลเหลียว..มาเยียวยา
เช็ดน้ำตา..แล้วลุกขึ้น..ยืนสู้มัน.....


ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องทุกๆ คนครับ


๓ บลา / วันอาทิตย์ที่ ๑๖ ต.ค.๕๔

กานดา นาคน้อย: เศรษฐศาสตร์สามัญสำนึก ตอน น้ำท่วม เขื่อน และประกันอุทกภัย

ที่มา ประชาไท

ศึกษากรณีการทำประกันอุทกภัยและการรับมืออุทกภัยในสหรัฐอเมริกา ข้อสังเกตต่อการจัดการของประเทศไทยที่การบริจาคและถุงยังชีพไม่ใช่คำถตอบ และคำถามหลักๆ อาทิ ทำไมไทยแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ทั้งๆ ที่สร้างเขื่อนกันมากมาย? คนไทยจะร่วมกันรับภาระจากอุทกภัยในอนาคตอย่างไร?

วิกฤตอุทกภัยฤดูฝนปีนี้ขณะนี้มีผลกระทบพื้นที่ 61 จังหวัด 600 อำเภอ มีประชากรได้รับผลกระทบมากกว่า 8 ล้านคนหรือมากกว่า 2 ล้านครัวเรือน [1] สื่อมวลชนจัดอันดับว่าเป็นอุทกภัยที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี แสดงว่าถ้าย้อนประวัติศาสตร์ไปเกิน 50 ปีก็จะพบอุทกภัยที่สาหัสกว่านี้ แล้วทำไมผ่านไปหลายสิบปีแล้วรัฐไทยยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้?

ทำไมไทยแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ทั้งๆ ที่สร้างเขื่อนกันมากมาย?
หน้าที่หลักของเขื่อนไทยคือการผลิตไฟฟ้า ส่วนชลประทานและการป้องกันน้ำท่วมเป็นหน้าที่รอง

ไทยเริ่มสร้างเขื่อนพลังน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าในยุคสงครามเกาหลีเมื่อ 60 ปีที่แล้วเพื่อส่งเสริมการร่วมทุนอุตสาหกรรมกับบริษัทอเมริกัน จำนวนเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมการร่วม ทุนอุตสาหกรรมกับบริษัทญี่ปุ่นซึ่งย้ายฐานการผลิตเพราะเงินเยนแข็งค่าขึ้น หลังสงครามเวียดนาม เขื่อนใหญ่ทั่วไทยบริหารโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กฟผ.บริหาร 14 เขื่อนจากเหนือลงใต้ดังต่อไปนี้ [2] เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล (เชียงใหม่) เขื่อนสิริกิติ์ (อุตรดิตถ์) เขื่อนภูมิพล (ตาก) เขื่อนน้ำพุง (สกลนคร) เขื่อนอุบลรัตน์(ขอนแก่น) เขื่อนจุฬาภรณ์ (ชัยภูมิ) เขื่อนปากมูล (อุบลราชธานี) เขื่อนสิรินธร (อุบลราชธานี) เขื่อนวชิราลงกรณ์ (กาญจนบุรี) เขื่อนศรีนครินทร์ (กาญจนบุรี) เขื่อนท่าทุ่งนา (กาญจนบุรี) เขื่อนแก่งกระจาน (เพชรบุรี) เขื่อนรัชชประภา (สุราษฎร์ธานี) และเขื่อนบางลาง (ยะลา)

ชัดเจนว่ารัฐไทยมอบหมายให้วิศวกรไฟฟ้าบริหารน้ำโดยยึดหลักว่าน้ำมี หน้าที่ผลิตไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าเพื่อตอบสนองโรงงานอุตสาหกรรมสำคัญต่อการพัฒนา แต่การบริหารน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมสำคัญกว่าการผลิตไฟฟ้าและเกินความสามารถ ของวิศวกรไฟฟ้า เพราะถ้าน้ำท่วมโรงงานอุตสาหรรม เขื่อนผลิตไฟฟ้ามากมายเท่าไรก็ผลิตสินค้าและขนส่งสินค้าไม่ได้ แม้ว่ากรมชลประทานมีส่วนร่วมในการสร้างเขื่อนแล้วยกให้กฟผ.บริหาร การบริหารน้ำไม่สิ้นสุดในปีที่สร้างเขื่อนเสร็จ นอกจากปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนแล้วไทยก็มีปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูร้อนด้วย

เนเธอร์แลนด์และอิสราเอลในอดีตมีปัญหาคล้ายไทย กล่าวคือ เนเธอร์แลนด์ในอดีตโดนน้ำทะเลท่วมซ้ำซากจึงลงทุนสร้างเขื่อนกั้นน้ำทะเลซึ่ง ป้องกันน้ำท่วมได้จริงๆ กรุงเทพและสมุทรปราการอาจต้องใช้วิธีเดียวกันในอนาคตอันใกล้ แต่วิธีนี้ไม่ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดอื่นโดยเฉพาะภาคกลางและเขต ปริมณฑลที่รับภาระน้ำ(จืด)ท่วมแทนกรุงเทพ ส่วนอิสราเอลในอดีตมีปัญหาขาดแคลนน้ำเพราะภูมิศาสตร์แบบทะเลทราย แต่วิศวกรชลประทานของอิสราเอลก็สามารถบริหารน้ำจนทำการเกษตรได้

ในกรณีของไทย ตราบใดที่กฟผ.บริหารน้ำด้วยหลักการว่าหน้าที่หลักของน้ำคือเป็นปัจจัยผลิต ไฟฟ้า และตราบใดที่วิศวกรชลประทานไม่มีส่วนร่วมบริหารเขื่อนใหญ่ 14 เขื่อน ก็ยากที่จะป้องกันน้ำท่วมได้ ในสหรัฐฯก็มีเขื่อนพลังน้ำที่ทำหน้าที่เพื่อผลิตไฟฟ้า ป้องกันน้ำท่วมและชลประทาน เช่น เขื่อนฮูเวอร์ที่อยู่ระหว่างมลรัฐเนวาดาและมลรัฐอริโซนา เขื่อนฮูเวอร์ทำหน้าที่ทั้ง 3 อย่างได้ดีถึงแม้ว่าทำให้ปลาบางชนิดสูญพันธุ์ไป

คนไทยจะร่วมกันรับภาระจากอุทกภัยในอนาคตอย่างไร?

อุทกภัยและภัยธรรมชาติต่างๆคือความเสี่ยงประเภทหนึ่งที่มีผลกระทบต่อ คุณภาพชีวิต ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงต่ออุทกภัยจึงคล้ายคลึงกับการประกันความเสี่ยง ด้านอื่น ในประเทศที่พัฒนาแล้วพลเมืองซื้อประกันจากรัฐและเอกชนเพื่อประกันความเสี่ยง ได้สารพัด อาทิ ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันพิการ ประกันอัคคีภัย ประกันขโมย รวมถึงประกันภัยธรรมชาติ เช่น ประกันแผ่นดินไหว ประกันลมแรง ประกันพายุ ประกันอุทกภัย

ประกันอุทกภัยป้องกันอุทกภัยไม่ได้แต่สร้างแรงจูงใจเพื่อลดความเสียหาย ได้ ด้วยการบังคับให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใน พื้นที่ที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมแบกภาระ เช่น พื้นที่ริมแม่น้ำ ริมคลอง ริมทะเลสาบ และริมชายทะเลทางผ่านของพายุ แต่จุดอ่อนของระบบประกันอยู่ตรงที่ว่า ถ้าความเสี่ยงสูง ภาระความเสียหายสูง และจำนวนลูกค้าที่ซื้อประกันมีน้อย เอกชนจะทำกำไรไม่ได้ ทำให้เกิดปัญหาว่าเอกชนไม่ยอมขายประกันความเสี่ยงที่มีความน่าจะเป็นสูงและ ความเสียหายสูง ในกรณีนี้รัฐต้องรับภาระประกันความเสี่ยงและต้องใช้กฎหมายบังคับให้คนจำนวน มากเข้าร่วมจ่ายเบี้ยประกัน ประกันอุทกภัยและประกันสุขภาพเข้าข่ายนี้

ในสหรัฐฯเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในเขตที่เสี่ยงต่ออุทุกภัยโดนกฎหมาย บังคับให้ซื้อประกันอุทกภัย ถ้าไม่อยู่ในเขตที่เสี่ยงต่ออุทกภัยจะซื้อประกันอุทกภัยเผื่อไว้ก็ได้ ตามสถิติแล้วไม่ถึง 50% ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในเขตที่เสี่ยงต่ออุทกภัยซื้อประกันจากเอกชน ที่เหลือซื้อไม่ได้เพราะเอกชนไม่ยอมขายให้เนื่องจากประเมินว่าเสี่ยงเกินไป และค่าเสียหายสูงเกินไป รัฐบาลกลางก็ต้องขายประกันอุทกภัยด้วย ประเด็นสำคัญคือรัฐบาลกลางเป็นผู้นิยามว่าเขตไหนคือเขตที่เสี่ยงต่ออุทกภัย โดยใช้ข้อมูลจากรัฐบาลท้องถิ่น

กรณีอุทกภัยจาก“เฮอริเคนคาทรีนา”ที่สหรัฐฯในปี 2548 ฝนตกหนักจนเขื่อนกั้นทะเลสาบพังทำให้น้ำทะเลสาบท่วมที่อยู่อาศัยในมลรัฐ หลุยเซียนากว่า 70,000 ยูนิต ที่อยู่อาศัยที่เสียหายส่วนมากไม่อยู่ในเขตที่นิยามว่าเสี่ยงต่ออุทกภัยจึง ไม่มีประกันอุทกภัย แต่ผู้เสียหายก็ได้เงินชดเชยจากจากประกันประเภทอื่น เนื่องจากสินเชื่อเพื่ออสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯบังคับให้ซื้อประกันที่อยู่ อาศัยในวงเงินอย่างต่ำเท่าราคาประเมินของสิ่งปลูกสร้าง ประกันที่อยู่อาศัยมักครอบคลุมอัคคีภัย ลมแรงและฝนตกหนัก และมีราคาไม่แพงนักเพราะบริษัทประกันแข่งกันขายมากพอๆกับประกันรถยนต์ (ดิฉันจ่ายเบี้ยประกันที่อยู่อาศัยปีละ 0.35% ของมูลค่าบ้านเท่านั้น) รัฐบาลกลางก็ให้เงินช่วยเหลือแต่ไม่ให้เท่าคนที่มีประกันอุทกภัย

ในกรณีของไทย ถ้าจะนำระบบประกันอุทกภัยเข้ามาใช้ ประเด็นสำคัญคือการนิยามว่าเขตไหนเสี่ยงต่ออุทกภัยแค่ไหน ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทางภูมิศาสตร์และชลประทานช่วยวัดความเสี่ยงต่อ อุทกภัย“โดยธรรมชาติ” เราอาศัยประวัติน้ำท่วมอย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าอาศัยประวัติน้ำท่วมอย่างเดียวจะกลายเป็นว่ากรุงเทพฯมีความเสี่ยง ต่ำกว่าอยุธยา จะทำให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในอยุธยาต้องจ่ายเบี้ยประกันมากกว่าเจ้า ของอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพ ทั้งๆที่อยุธยาโดนผันน้ำเข้าเพื่อไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพ นอกจากนี้การใช้ประวัติน้ำท่วมมาตัดสินก็เข้าข่าย“วัวหายแล้วล้อมคอก” คือรอให้น้ำท่วมเสียก่อนถึงเรียกว่าเสี่ยงต่ออุทกภัย

ไทยได้เปรียบสหรัฐฯเรื่องประกันอุทกภัยตรงที่ว่าสัดส่วนพื้นที่ที่เสี่ยง ต่ออุทกภัยน่าจะมีอัตราสูงกว่าสหรัฐฯ ดังนั้นถ้ามีกฎหมายบังคับประกันอุทกภัยก็จะมีคนจำนวนมากโดนบังคับซื้อประกัน จะตั้งกองทุนเพื่อรับภาระอุทกภัยได้ง่ายกว่าสหรัฐฯ ในแง่นี้อาจดูเหมือนว่าระบบประกันอุทกภัยคล้ายกับการเสียภาษี เช่น การเสียภาษีน้ำมันเพื่อเข้ากองทุนน้ำมัน แต่เบี้ยประกันต่างจากภาษีตรงที่ว่าเบี้ยประกันคำนวณด้วยสถิติด้านความน่าจะ เป็น โรงแรมริมแม่น้ำและคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำมีความเสี่ยงต่ออุทกภัยมากกว่า พื้นที่ไกลจากแม่น้ำ ดังนั้นเจ้าของก็ควรรับภาระประกันมากกว่าโรงแรมและคอนโดมิเนียมที่ไกลจากแม่ น้ำ ระบบประกันดังกล่าวจะช่วยชะลอการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไรด้วย

การบริจาคทดแทนระบบประกันไม่ได้
ดิฉันอ่านข่าวพบว่าการแจกถุงยังชีพนั้นนิยมแจกกันรอบละ 500 ถุง หรือ 1,000 ถุง ดังนั้นถ้าจะให้ครอบคลุมผู้ประสบภัย 8 ล้านคนก็ต้องขนถุงยังชีพไปแจกกัน 8,000 - 16,000 รอบ นอกจากนี้ถุงยังชีพราคา 500 บาทคงจะประทังชีวิตได้ไม่กี่วัน ถ้าจะแจกซ้ำให้ได้กันคนละ 2 ถุงก็ต้องขนถุงยังชีพเพิ่มอีกให้ถึง 16,000-32,000 รอบในระยะเวลาภายในเวลาไม่กี่วันที่ถุงยังชีพล็อตแรกช่วยประทังชีพไว้ ตัวเลขนี้มากจนไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะมีข้อจำกัดทางเวลาและเทคโนโลยีขนส่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยด้วย การบริจาคมีนัยยะทางศีลธรรมว่าเป็นสิ่งดีงาม น่าชื่นชมและน่าสนับสนุน แต่เราต้องยอมรับความจริงว่าการบริจาคไม่สามารถทดแทนกลไกจัดการความเสี่ยง ด้วยระบบประกัน เพราะการบริจาคและถุงยังชีพไม่ช่วยแก้ปัญหาด้านภาระฟื้นฟูอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันยังไม่มีข่าวว่าเศรษฐีเจ้าของหมู่บ้านจัดสรรแห่งใดบริจาคบ้านจัดสรร ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประสบอุทกภัย ตราบใดที่ไม่มีเศรษฐีใจบุญแจกบ้านให้ผู้ประสบภัยย้ายไปอยู่อย่างถาวร การบริจาคแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

จุดมุ่งหมายหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจคือการลดความผันผวนของรายได้และราย จ่ายด้านต่างๆ ความผันผวนของรายได้และรายจ่ายด้านต่างๆมีผลเชิงลบต่อดัชนีความสุขตามหลัก เศรษฐศาสตร์ ดังนั้นประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลกจึงใช้ระบบประกันเพื่อบริหารความเสี่ยงใน ด้านต่างๆดังที่อธิบายไปแล้ว ดัชนีความสุขดังกล่าวต่างจากดัชนีความสุขประชาชาติที่เสนอโดยรัฐบาลภูฎานต้น ตำรับแดนสุขาวดี(ในฝัน) ถ้านักท่องเที่ยวที่ซาบซึ้งกับ“การท่องเที่ยวแดนสุขาวดี”ที่อำนวยการสร้าง โดยรัฐบาลภูฏานลองไปโฮมสเตย์กับชาวบ้านและกินอยู่แบบชาวบ้านซัก 2 เดือนนักท่องเที่ยวก็จะกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เพราะคนภูฎานยังเข้าไม่ถึงการประกันความเสี่ยงในหลายด้าน

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะได้ฤกษ์ตัดริบบิ้นวางเสาเข็มระบบประกันอุทกภัย หรือว่าต้องรอให้น้ำท่วมรัฐสภาและกองบัญชาการทหารบกก่อน?

หมายเหตุ

[1] ศูนย์ข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

[2] ข้อมูลเขื่อนและโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ยิ่งลักษณ์ติดน้ำท่วมปลีกตัวมาไม่ได้ ส่้งรองนายกฯประชุมเพลิง6วีรชน10เมษาพร้อมคำสดุดีเกียรติยศ

ที่มา Thai E-News


ดร.จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส.เพื่อไทย อ่านคำสดุดีวีรชนของนายกรัฐมนตรี ที่ติดภารกิจแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใหญ่ทำให้ปลีกตัวมาเป็นประธานงานประชุมเพลิง 6 วีรชนไม่ได้




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพ เฟซบุ๊ค

16 ตุลาคม 2554 งานฌาปนกิจศพ 6 วีรชน 10 เมษายน 2553 ณ วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี มี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมี ส.ส.พรรคเพื่อไทย., แกนนำ นปช. ทนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ พี่สาวช่างภาพชาวอิตาเลียนที่เสียชีวืตในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 และคนเสื้อแดงเข้าร่วมงานจำนวนมากประมาณ 5,000 คน ทำให้รถติดในย่านนั้น

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวสดุดีแก่ผู้เสียชีวิตว่า ทุกคนคือวีรบุรุษที่ควรจดจำ เพราะได้เสียสละชีวิตเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย จากนั้นจึงมอบทรัพย์ส่วนตัวช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต

ด้าน แกนนำ นปช.กล่าวว่า แม้เพื่อนร่วมอุดมการณ์จะจากไป แต่คนเสื้อแดงจะเรียกร้องประชาธิปไตยต่อไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

ก่อนหน้านี้แกนนำนปช.แถลงว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะมาเป็นประธานในพิธีประชุมเพลิง นายแพทย์เหวง โตจิราการ ส.ส.เพื่อไทยและแกนนำนปช.เขียนลงในเฟซบุ๊คว่า
ตาม กำหนดการเดิม ท่านนายกยิ่งลักษณ์ท่่านให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องน้ำท่วมที่กำลังรุนแรงอยู่ในขณะนี้ ท่านจึงไม่สามารถปลีกตัวมาได้ แต่ท่านมอบหมายให้ รองนายกรัฐมนตรี โกวิท วัฒนะ มาเป็นประธานในพิธี และท่านรองนายกโกวิท ท่านก็ได้สนทนากับครอบครัววีรชนด้วยความเอาใจใส่ครับ
นายกฯส่งคำสดุดีวีรชนมาให้อ่านแทนตัว

ดร.จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส.เพื่อไทยได้ อ่านคำสดุดีที่นายกฯยิ่งลักษณ์เขียนฝากมาให้อ่านในงานนี้ความว่า
"ขอ แสดงความเสียใจต่อญาติผู้สูญเสีย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ถือเป็นสัญลักษณ์สาำคัญในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มีจิตใจที่พร้อมจะเสียสละ แม้ต้องแลกมาด้วยชีวิต ดิฉันขอแสดงคำยืนยันอย่างหนักแน่นที่จะสานต่อเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนใน การหวงแหนรักษาประชาธิปไคยเอาไว้ ลงนาม ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี"

ในวันเดียวกันนี้ นายกรัฐมนตรีไปเป็นประธานปล่อยเรือประชาอาสาดันน้ำออกสู่ทะเลผ่านแม่น้ำ3สาย เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในเวลานี้

สำหรับผู้เสียชีวิตทั้ง 6 รายและประชุมเพลิงในวันนี้ ประกอบด้วย นายบุญธรรม ทองผุย, นายจรูญ ฉายแม้น, นายสวาท วางาม, นายสยาม วัฒนนุกูล, นายทศชัย เมฆงามฟ้า และนายมนต์ชัย แซ่จอง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมมีพิธีแห่ศพวีรชนทั้ง 6 รายรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สถานที่ซึ่งเป็นบริเวณที่ทั้งหมดเสียชีวิต ก่อนนำมาทำพิธีประชุมเพลิงในเย็นวันนี้ ท่ามกลางสายฝนที่ตกโปรยปรายตลอดเวลา






(บน)พิธีแห่ศพ 6 วีรชนรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก่อนจะฌาปนกิจในวันที่ 16 ต.ค. (ล่าง) สำราญ วางาม บิดาของสวาท วางาม 1 ใน 6 วีรชนเล่าเหตุการณ์ตอนเอาเสื้อห่อมันสมองลูกชาย ในวันที่ 10 เมษา 53 ด้วยน้ำตานองหน้า และคลิปข่าวลูกของสวาทที่เสียพ่อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จากVOICE TV(ภาพ:facebook ป๋าจอมตั๊บฯ)

ลูก11ขวบวีรชนหยุดพูดหลังสูญเสียพ่ิอ ครอบครัวไม่เคยได้หลับตราบเท่าที่ฆาตกรลอยนวล


พี่สาวสยาม วัฒนนุกูล พบน้องชายในที่ชุมนุมก่อนจากพรากตลอดกาล


ครอบครัวฉายแม้นเปิดใจ ยังร้องไห้ทุกคืน


เปิดใจภรรยาหม้ายวีรชนของบุญธรรม ทองผุย


เส้นทางการต่อสู้ของบุญธรรม ทองผุย พ่อของลูกสองคนที่สุดท้ายต้องจบชีวิตลงในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ต้องทิ้งให้ภรรยาและลูกเผชิญชะตากรรมที่โหดร้ายเพียงลำพัง

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับครอบครัวทองผุยส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อ สมาชิกในครอบครัวเป็นอย่างมากหลังจากที่นายบุญธรรม ทองผุยหัวหน้าครอบครัวผู้เป็น สามีและพ่อของลูกสองคนต้องจากพวกเขาไปหลังถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์สลาย การชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่10เมษายน2553 บริเวณสี่แยกคอกวัว

พี่แดง นางสุภารัตน์ ทองผุย ภรรยา นายบุญธรรมเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกว่า1ปี6เดือนที่ผ่านมาแต่แววตาและ ความรู้สึกที่บรรยายออกมาเหมือนดั่งว่าเหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ความรู้สึกที่ต้องขาดเสาหลักของบ้านไปคงไม่สามาถอธิบายผ่านคำพูดได้ทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถสะท้อนความรู้สึกของพี่แดงได้เป็นอย่างดีคือแววตาที่ ล่องลอย ไม่รู้ว่าชะตากรรมของครอบครัวนี้ใครเป็นผู้กำหนดแต่เมื่อทุกอย่างเป็นเช่น นี้พวกเขาต้องต่อสู้กับความเลวร้ายที่สุดในชีวิตเนื่องจากทุกวันนี้พี่แดง ไม่มีรายได้เลยในแต่ละวัน เขาอาศัยเงินเหยียวยาที่ได้รับใ ช้ในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝันร้ายที่ตื่นมาแล้วทุกอย่างจะจบลงแต่เหตุการณ์ ที่พวกเขาเจอคือความจริงเนื่องจากวันนี้หน้าที่หัวหน้าครอบครัวตกเป็นของเธอ แล้ว เธอต้องเข้มแข็งเพื่อเป็นที่พึ่งของลูกทั้ง2คนให้ได้และจะทำหน้าที่แม่ให้ดี ที่สุด จะส่งลูกให้ถึงฝั่งรอดูวันที่พวกเขาประสบความสำเร็จ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวทองผุย พี่แดงรู้สึกโกรธแค้นคนที่กระทำ อยากให้เขาได้รู้สึกถึงความสูญเสียที่เธอได้รับ

แม้วันนี้สามีของเธอต้องเสียชีวิตแต่เธอรู้สึกภูมิใจที่เขาได้ทำในสิ่งที่ เขารัก หากเลือกได้คงไม่มีใครอยากประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ แต่ในชะตากรรมของพวกเขาถูกลิขิตให้เป็นเช่นนี้แล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้คือสร้างภูมิคุ้มกันให้พวกเขาทั้ง3คนเข้มแข็งและก้าวผ่าน ความเลวร้ายครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว



Sunday, October 16, 2011

นายกฯลั่นขอสู้รักษา'นวนคร' เชื่อใช้'ฮอว์กอาย'สแกนความลับไม่รั่ว

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



นายกฯ ยัน ป้องนวนครเต็มที่ ชี้ต้องรักษาพื้นที่หัวใจของประเทศ
วอนอย่าพังคันกั้นน้ำ เชื่อใช้"ฮอว์กอาย"สแกนพื้นที่ ความลับไม่รั่ว
เนื่องจากรัฐบาลมอบหมาย ผบ.ทอ.ประสานสหรัฐอเมริกา...

วันที่ 16 ต.ค.2554 ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.)
ท่าอากาศยานดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์
ถึงความมั่นใจที่จะปกป้องนิคมอุตสาหกรรมนวนครที่เป็นด่านสุดท้าย
ก่อนที่น้ำจะเข้า กทม.ว่า ในส่วนของหน้างานจะขอทำหน้าที่อย่างเต็มที่

แต่ขณะเดียวกัน เราจะพยายามดูเรื่องการขนย้ายเครื่องจักรต่างๆด้วย จะทำอย่างเต็มที่
แต่ปริมาณน้ำมีมากจะป้องกันเป็นโซนๆไป
ยืนยันว่าสำหรับนวนครยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมยังถือว่าเริ่มดีขึ้น
แต่ปัญหาในช่วง 1-2 วันนี้จะมีน้ำทะเลหนุนสูง
ซึ่งอาจมีผลกระทบบ้าง แต่การทำงาน เราได้มอบหมายการทำงานชัดเจน
และได้รับความร่วมมือจากกองทัพไทยที่จะเข้ามาช่วย
ในการนำเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เข้ามาเต็มที่มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังยืนยันหรือไม่ว่าช่วงน้ำทะเลหนุน น้ำจะไม่ท่วมกทม.
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้ยังให้ความมั่นใจ
เพราะว่าเราได้มีการกันในหลายๆส่วนอยู่แล้ว
กรมชลประทานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจง
ทางโทรทัศน์ร่วมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยให้ทราบอยู่แล้ว ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจ



เมื่อถามว่า พื้นที่รอบนอกกทม.หรือปริมณฑลต้องมารับน้ำแทนกทม. จะดูแลอย่างไร
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องขอความร่วมมือประชาชนอย่าดึงแนวคันกั้นน้ำออก
และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการดูแลแนวกั้นจะทำให้ กทม.ปลอดภัย
วันนี้น้ำนั้นมีทุกที่ เราต้องเลือกดูแลบางพื้นที่
แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะละเลยพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหา
เพราะเราต้องช่วยกันในเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ
แต่เรื่องการระบายน้ำ เราเร่งทำทุกวิถีทาง
ตั้งแต่เริ่มขุดคลองต่างๆ ทั้งตะวันตก-ตะวันออก
ซึ่งการขุดคลองในฝั่งตะวันออกน่าจะเสร็จเพิ่มขึ้น
แต่ยังไม่ได้รับรายงานว่าเสร็จจำนวนเท่าไหร่
แต่เป็นไปตามกำหนดการอยู่แล้วคือไม่เกิน 1 สัปดาห์จะขุดคลองเสร็จทั้งหมด
โดยเฉพาะคลองฝั่งตะวันตก กองทัพรับปากว่าจะเสร็จภายใน 5 วัน

ต่อข้อถามว่า มีประชาชนร้องเรียนมาว่าเรือที่อาสามาดันน้ำในแม่น้ำท่าจีน
มีจำนวนไม่ครบตามยอดที่แจ้งไว้ แต่มีการเบิกค่าน้ำมันจากรัฐไปแล้ว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้รับรายงาน
แต่เราใช้เรือผลักดันน้ำทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา บางปะกง และท่าจีน
ซึ่งภาพที่ออกตามสื่อมวลชนเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ทั้งหมดเราใช้เรือพันกว่าลำ

เมื่อถามว่า สถานการณ์บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิจะมีผลกระทบหรือไม่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่ต้องห่วง เพราะได้ให้กระทรวงคมนาคมไปดูแล
โดยสนามบินสุวรรณภูมิมีแนวคันกั้นน้ำอยู่แล้ว
และมีการเสริมเข้าไปอีก เชื่อว่าสุวรรณภูมิรองรับได้

ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเตรียมจัดส่งเฮลิคอปเตอร์แบบ ฮอว์กอาย
ที่มีสมรรถนะในการสแกนพื้นที่สูงมาช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม
จะมีปัญหาเรื่องความลับทางความมั่นคงของไทยหรือไม่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่กระทบ
เรื่องนี้ได้ให้ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. ประสานงานอยู่แล้วไม่มีปัญหา
คงจะคุยรายละเอียดกันเอง และจะปรึกษาหารือกันกับกระทรวงการต่างประเทศด้วย


http://www.thairath.co.th/content/pol/209783

FARED ออกลุยช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม กลางทะเลสาบลพบุรี ทะเลเกิดใหม่

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

"อย่าหาว่าผมพูดเกินความจริงไปเลยนะครับ สภาพของพื้นที่ภาคกลางที่ผมร่วมขบวนกับ อาสาพยาบาลเสืื้อแดง FARED ออกไปช่วยพี่น้องประชาชนชาวลพบุรี มันเป็นทะเลสาบชัดๆ น้ำลึกกว่า 4-5 เมตร ที่ถนนกลางหมู่บ้านที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ มันก็ลึกแค่คอผมแล้ว"

--

ก็ได้ฤกษ์ของ FARED ที่จะออกไปแบ่งปันน้ำใจให้พี่น้องคนไทยที่ประสบภัยน้ำท่วมครั้งที่ 3 เสียที
เมื่อ วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา เรานัดพบกันที่บ้านคุณแมวอ้วนอ้วน โดยมีกำหนดการล้อหมุนเวลา 7.00 น. ผมต้องตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ตี 4.30 น. เพื่อจะได้ออกไปช่วยขนของขึ้นรถบรรทุกที่จะไปลพบุรีได้ทันตอน 6.00 น.

ครั้ง นี้เราไปแทบครบทีมครับ ทั้งพี่สี่สาว คุณขุนอินพร้อมลูกชายลูกสวยวัยรุ่น แม่ปังคุง พี่ยงค์ คุณสมเพชร คุณสันติภาพ คุณ Ice Angel คุณกอบชัย พี่บ้านริมคลอง คุณเสื้อน้อย และกลุ่มแพทย์ทีี่เคยเป็นนักศึกษาช่วง 6 ตุลาคม รวมๆ แล้ว 28 ท่านด้วยกัน ก็ต้องช่วยกันขนของขึ้นรถ ไม่เว้นว่าจะเป็นแพทย์หรือเป็นคนอื่น ๆ เพราะเราต้องเป็นทั้งผู้ใช้แรงงาน และผู้นำของไปแบ่งกันให้พี่น้องด้วย เราตัดสินใจไปด้วยรถบรรทุกครับ เอารถส่วนตัวจอดไว้ที่บ้าน เพราะคาดว่าคงลุยน้ำไม่ไหว้ ก็นั่งกันไปท้ายรถบรรทุกส่งสินค้าแบบตู้คอนเทนเนอร์นั่นแหละครับ เหมือนแรงงานพม่าไม่มีผิด เพียงแต่เราไม่ได้ล็อกประตูคอนเทนเนอร์ แต่เปิดเอาไว้เท่านั้นเอง ก็ยังแซวๆ กันอยู่ว่า หากโดนตำรวจจับหาว่าเป็นแรงงานพม่า ร้องเพลงชาติได้ครบทุกคนหรือเปล่า ก็มีคนแซวว่าเดียวนี้เขาให้ร้องเพลงสรรเสริญฯแล้ว (โหแบบนี้เราคงโดนรวบหมดแน่ 5555 )

เราออกไปทางสุพรรณบุรีครับ ขบวนรถติดกันยาว เพราะน้ำท่วมถนนแถวบางบัวทองแล้ว ระหว่างทางก็เจอกับขบวนของ นปช. ทีออกไปช่วยพี่น้องที่ประสบภัยเช่นเดียวกัน ได้ข่าวว่า นปช. ขนขบวนรถไปกว่า 60 คน ก็โบกไม้โบกมือกันด้วยความสนุกสนานที่ได้ร่วมกันทำความดี คือเป็นเสื้อแดงนี่มันสื่อกันได้ด้วยใจ เพราะเจอกันก็รู้สึกว่าเราเป็นพวกกัน พี่น้องกัน ก็ตะโกนถามกันว่าไปช่วยที่ไหน นปช. เขาก็ไปลพบุรีเช่นเดียวกัน

รถ วิ่งได้ช้ามาก กว่าจะไปถึงแถวสิงห์บุรีก็เที่ยงกว่าแล้ว พอรถเริ่มหันออกทางตะวันออกไปทางสิงห์บรี ก็เจอสภาพน้ำนองทั่วท้องทุ่งภาคกลางแล้วครับ

เห็นแล้วรู้สึกอนาถในใจ เพราะมีผู้คน สัตว์เลี้ยงจำนวนมากต้องมาอาศัยนอนบนถนนจำนวนมาก

เห็นห้องน้ำแบบฉุกเฉินตั้งเรียงรายอยู่ริมถนนจำนวนมากเช่นกัน ทั้งคนแก่และเด็กที่ต้องนอนในที่พักชั่วคราวริมถนนตามรายทางเต็มไปหมด

สภาพของภาคกลางตอนนี้ มันคือ ค่ายอพยพขนาดใหญ่ ตามริมถนนเต็มไปหมด

มองพ้นถนนออกไปก็เห็นน้ำท่วมบ้านครึ่งหลังบ้าง ถึงจั่วหลังคาบ้าง เต็นไปตามริ่มข้างทาง
ผม ไม่เคยเห็นสภาพทุลักทุเลของมนุษย์เช่นนี้มาก่อนเลย เคยเห็นภาพคนหอบของหนีการสู้รบในแอฟริกาผ่านทีวี ก็สะท้อนใจพอแล้ว แต่นั่นมันไกลตัว แต่ภาพคนไทยเองกลายเป็นผู้อพยพนี่เพิ่งเคยเห็น

เมื่อรถเข้าเขตอำเภอบ้านหมี่ ถนนก็จมน้ำไปเรียบร้อยแล้วกว่าครึ่งล้อรถบรรทุก รถเล็กผ่านไม่ได้แล้ว

เห็น ชาวบ้านออกมารอรับของบริจาคกระจายเต็มไปสองฝั่งถนน (ที่จริงถนนมันอยู่ใต้น้ำ เรียกว่าคลองน่าจะเหมาะกว่า) พี่บ้านริมคลองก็เอาขนมให้เด็กๆ บ้าง มีชาวบ้านตะโกนถามว่าจะไปแจกที่ไหน ไม่แจกพวกเขาบ้างหรือ เราบอกว่าจะไปที่ลึกเข้าไป เพราะริมถนนด้านนี้ มีผู้มาช่วยเหลือมากแล้ว เพราะรถเข้าถึงได้บ้าง

ก็เห็นข้างเรือท้องแบนที่เขียนว่า บริจาคโดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อยู่หลายลำเหมือนกัน

แสดง ว่าท่านทักษิณ ก็ได้บริจาคช่วยนานแล้ว แต่อาจไม่เป็นข่าว หรือทำเงียบๆ จน โฆษก ปชป. ถามถึง แต่ผมไม่เห็น ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเลยนะครับ

รถเราไปถึง ที่โรงสีย่งเส็ง ซึ่งเป็นจุดนัดพบ ที่เราจะขนของขึ้นเรือ ไปให้ชาวบ้าน หมู่ 9,10 ตำท่าวุ้ง กับชาวบ้านที่วัดเขาสมอคอน

ที่ โรงสีย่งเส็งนี้ เจ้าของโรงสีสามารถกันน้ำไม่ให้เข้าโรงสีได้ จึงยังเป็นที่แห้ง เจ้าของโรงสีทำกับข้าวออกไปแจกชาวบ้านในตำบลนี้กว่าเดือนแล้ว ต้องทำกับข้าวทุกวัน วันละ 500-1000 กล่อง ได้ข่าวว่า เจ้เจ้าของโรงสีต้องจ่ายเงินส่วนตัวไปเป็นล้านแล้ว

ที่เรามานี้ก็ ผ่านเจ้ (ผมลืมชื่อไปแล้ว ต้องถามคุณแมวอ้วน) หมู่ 9,10 และวัดเขาสมอคอน ต้องขึ้นเรือจากโรงสีนี้ไปอีก 4.721 กม. (ผมทราบตัวเลขชัดเจน เพราะใช้ GPS ครับ 555) และจากหมู่ที่ 9 และ 10 ไปที่วัดเขาสมอคอนระยะทาง 4.321 กม.

เจ้ เจ้าของโรงสีนัดชาวบ้านไว้ 600 ครอบครัว แต่ FARED เตรียมไว้แค่ 300 ชุด เจ้เลยต้องเอาของโรงสีที่เตรียมไว้ไปอีก 300 ชุด ลำเลียงโดยเรือท้องแบบ ทั้งคนและของหลายลำครับ

“ไทยจะมีนายกฯผู้หญิง ยาวนานไปอีก 40 ปี!!!?” วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนต้นฉบับแบบเร่งรีบ
เพราะมีภารกิจติดพัน เลยลืมพูดบางเรื่อง ที่กวนหัวใจตัวเองมาหลายวันแล้ว
เพราะเมื่อเดือนที่ผ่านมา
มีเสียงร่ำลือออกจากแหล่งข่าวต่างๆ ลงทั้งหน้าหนังสือพิมพ์
และข่าวสารทางวิทยุ อ้างคำกล่าวของพระเถระผู้ใหญ่ ที่แสดงความเห็นว่า
‘ผู้หญิง’ ปกครองบ้านเมือง ไม่ดีบ้าง จะทำให้บ้านเมืองพินาศย่อยยับบ้าง ฯลฯ อะไรทำนองนี้
ควรให้ ‘ผู้ชาย’ ปกครองเท่านั้น!

ฟังเรื่องไร้สาระแบบนี้ นึกจะด่าสวนออกไปแรงๆ แต่ก็กลัวบาป เพราะไม่รู้ว่า ‘เจ้ากู’ ไปพูดจา...
ได้ ‘โง่เง่า’ ถึงขนาดนั้น...จริงหรือไม่!?
มาฉุกคิดอีกครั้ง ก็เห็นว่า
คนที่พูดอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระหรือเป็นโยม
ก็เพราะพวกเขาเหล่านั้น เข้าใจ ‘อำนาจ’ ของผู้หญิงไทยเราผิดไป
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะคนเหล่านั้น ไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพล
และอำนาจของผู้หญิงไทย มาอย่างเพียงพอ หรือไม่ได้ใส่ใจที่จะศึกษากัน ก็เป็นได้
ถ้าผมจะพูดออกไปบ้าง ว่า
“ประเทศไทยจะมีนายกฯหญิง ยาวนานไปอีก 40 ปี!?”
อยากจะรู้เหมือนกัน...คนพวกนี้ จะคิดอย่างไร!!

ผมเคยพูดถึงเรื่อง ‘อำนาจ’ ของผู้หญิงไทย
ด้วยความทึ่งและเคารพยกย่อง มาหลายครั้งหลายหนแล้ว
และเคยยกตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ จากในสมัยไม่นานมากนัก
แค่ยุครัชกาลที่ 4 นี้เอง เวลาผัวต้องไปเข้าเวรยาม
ที่บ้านเจ้านายตามหน้าที่ของไพร่ อย่าง “ทิดมาก’” ผัวของ “แม่นากพระโขนง”
เขาก็แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างที่ดี
การไปเข้าเวรยามบ้านเจ้านาย แต่ละครั้งนั้น
ผู้ชายไทยอย่าง “ทิดมาก’” ต้องออกจากบ้านไปปีละหกเดือน
จึงทำให้ผู้หญิงที่เป็นเมียอย่างแม่นาก ต้องมีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวด้วยตนเอง
ความจำเป็นอย่างนี้เอง
ทำให้ผู้หญิงไทยจำนวนมาก ต้องเป็นฝ่ายหาเลี้ยงตัวเองและลูกๆ
การที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิต ทำให้พวกเธอเหล่านั้น ทำมาหากินเป็น ค้าขายเป็น ที่สำคัญคือ
ผู้หญิงไทย คิดเลขเป็น และเป็นผู้กุมการเงินของบ้านมาตั้งแต่ครั้งโบราณ

ผมเล่าต่อไปด้วยว่า
สำหรับฝรั่งนั้น หากจะดูความสำคัญของคนองค์กรหรือบริษัทแล้ว เขาให้ดูตรงที่ว่า
“ Who holds the purse strings ?”
แปลได้ว่า ใครเป็นคนกุมสายกระเป๋า ?
พูดภาษาไทยไม่ต้องอ้อมค้อม นั่นก็คือ
“ใครกันล่ะ ที่กุมกระเป๋าสตางค์?”
สำหรับผู้หญิงไทยแต่โบราณมาแล้ว จึงเป็นผู้กุมอำนาจในบ้านอย่างแท้จริง
เพราะเป็นผู้กุมกระเป๋าตังค์ ส่วนผู้หญิงฝรั่งอย่างอเมริกันชาติที่ว่ามีความเจริญแล้ว นั้น
ต้องเป็นฝ่าย แบมือ...ขอสตางค์ผัว!

กว่าผู้หญิงฝรั่งในสหรัฐ จะหาเลี้ยงตัวเองได้ ด้วยการออกไปทำงานนอกบ้าน
และสามารถหาเงินเอง ใช้เงินที่หาเองได้ ก็ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นแล้ว
เพราะผู้ชายมะกันจำนวนมากมาย ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปรบต่างทวีป
โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆขาดแรงงาน รัฐบาลลุงแซมเลยต้องพึ่งแรงงานสตรีเป็นหลักแทน
ใครอยากรู้เรื่องนี้อย่างละเอียด
ก็ต้องเข้าไปอ่านใน คอลัมน์ กาแฟขม...ขนมหวาน ตอน ผู้หญิงมีกล้าม…กล้ามโต๊..โต!
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=119
แล้วจะเข้าใจทะลุปรุโปร่ง จะได้เก็บไว้เป็นข้อมูล สอนลูกสอนหลานกันต่อไป



แม้ก่อนหน้าที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก้าวขึ้นมามาสู่ตำแหน่ง ผู้นำของประเทศ
บ้านเราไม่เคยมีผู้หญิงเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ มาก่อน แต่ความเป็นจริงนั้น
ผู้หญิงไทยอยู่ในอำนาจ ทั้งในบ้าน และทางการบริหารมาก่อนแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการ องค์กร บริษัท ต่างๆ ฯลฯ
บางครั้งในองค์กรหรือบริษัทเอกชน ผู้หญิงอาจให้ สามีออกหน้าแทน
เพื่อเป็นเกียรติกับคู่สมรส แต่อำนาจที่แท้จริงในการบริหารองค์กรและบริษัท
ตกอยู่ในมือของเธอซึ่งเป็นผู้หญิง เหมือนกับวลีที่ว่า
Power behind the throne.

หากแปลหรือถอดความเป็นไทยให้สละสลวย น่าจะหมายถึง
อำนาจหลังบัลลังก์ หรือ อำนาจค้ำบัลลังก์ ก็คงจะพอไปได้
ยกตัวอย่าง ให้เห็นได้ง่ายๆสำหรับคนไทย เช่น
ข้าราชการที่จะวิ่งเต้นเอาตำแหน่ง หากไปหาผู้บังคับบัญชา
หรือเจ้านายตนเอง อาจไม่สำเร็จ หรือเป็นคนพูดยาก
แต่ถ้าเข้าทาง ‘หลังบ้าน’ คือการเข้าไปหาคุณนายของท่าน นั่นเอง
ความสำเร็จก็จะบังเกิด!
ตัวอย่างนี้ แสดงให้เห็น Power behind the throne.
สำหรับสังคมไทย ได้ชัดเจนเป็นที่สุด!!

ที่สำคัญอย่างยิ่ง และผู้คนไม่ค่อยจะคิดถึงกัน นั่นคือ
ผู้หญิงไทยได้รับสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย
เท่าเทียมกับชาย มาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475
ไม่ว่าจะเป็น...
สิทธิในการเลือกตั้ง และสิทธิการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ส่วนชาติใหญ่ๆ แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา
ผู้หญิงต้องต่อสู้หลายปี กว่าจะได้รับสิทธิในการเลือกตั้ง คือ
ก่อนปี พ.ศ. 2393 ผู้ชายผิวขาวที่เสียภาษีเท่านั้น จึงมีสิทธิเลือกตั้ง
ก่อนปี พ.ศ. 2412 ผู้หญิงไม่มีสิทธิการเลือกตั้ง
ปี พ.ศ. 2413 ผู้ชายผิวดำมีสิทธิเลือกตั้ง
โดยต้องตอบคำถามให้ผ่านการดสอบของทางการก่อนก่อน
ปี พ.ศ. 2475 ผู้หญิงและผู้ชายมีสิทธิเลือกตั้ง
ปี พ.ศ.2508 หญิงชาย ผิวขาวและดำ มีสิทธิการเลือกตั้งเท่าเทียมกัน

สำหรับประเทศไทยเรา หลัง พ.ศ. 2475 มีรัฐธรรมนูญ แล้ว
ชายหญิง รวยจน มีการศึกษาสูงต่ำแค่ไหน ต่างก็มีสิทธิเลือกตั้งเท่าเทียมกันทั้งหมดทั้งสิ้น
จะเห็นได้ว่า ผู้หญิงเมืองไทยนั้น แทบจะไม่มีความแตกต่างจากชาย ในเรื่องของการเมืองเลย
นอกจากนั้น สิทธิในด้านอื่นเช่นด้านการประกอบอาชีพ ก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย
นับว่าเป็นโชคดี ของผู้หญิงในประเทศนี้อย่างยิ่ง!
แต่...เป็นที่น่าสังเกตว่า
การขึ้นมาสู่ตำแหน่งของนายกฯปู
มีกลุ่มคนที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นแผ่นเสียงตกร่อง จนแผ่นจะทะลุ ว่า
รัฐบาลปูฯทำอะไร ก็ผิดไปหมด...โง่ไปหมด!

ที่เห็นชัดๆ นอกจากพวกเสื้อเหลือง
ซึ่งประกาศตนเป็นศัตรูถาวรแล้ว ก็ยังมีพวกผู้ดำเนินรายการ
ในคลื่น FM 101 MHz ที่ทหารเหมาให้คนอื่นทำ
คนทำจะด่าว่ารัฐบาลอย่างไรก็ได้ ไม่เป็นไร
ทหารไม่ถือ เพราะทหารได้ค่าสัมปทานมา
ซุกเข้าพกเข้าห่อเรียบร้อย...อิ่มสบายกันไปแล้ว!
เพราะพฤติกรรมทหารอย่างนี้แหละครับ
ที่ผมบอกว่า ทำให้ พลเอก เจ้ากรมทหารสื่อสาร โดนดำเนินคดีเสีย 3 คน
น่าอาย...ชิบหาย!

ทหารที่ได้ประโยชน์ มักไม่ใส่ใจในพฤติกรรมผู้เช่าคลื่น
การที่คนในขบวนการกลุ่มนี้
ที่อิงแอบคลื่น FM 101 MHz ของกองบัญชาการกองทัพไทย
ซึ่งกลายร่างมาจากองบัญชาการทหารสูงสุด
(เปลี่ยนชื่อแล้ว ยังหารับประทานกันเหมือนเดิม!) ต้องผิดหวังอย่างหนักนั้น
ไม่ใช่อะไรหรอกครับ!
แต่เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ ที่พวกเขารักเขาเชียร์
พ่ายแพ้...ในการเลือกตั้ง...ย่อยยับ!!

แม้คนกลุ่มนี้ จะเกิดอาการหดหู่ ท้อแท้ เสียความรู้สึกอย่างรุนแรง
แต่ถึงกระนั้น คนในขบวนการร่วมด้วยช่วยขย่มทักษิณฯ และพรรคเพื่อไทยเหล่านี้
มันก็ยังไม่ท้อถอย!
ยังคงดำรงการระดมโจมตีต่อเนื่อง มิได้ขาดหาย หรือหยุดยั้งแต่ประการใด!!

ดังนั้น เมื่อคนกลุ่มนี้มาออกหน้า
แสดงโดยนัยถึงความเป็นศัตรูกันกับรัฐบาลนายกฯปู ชัดเจนอยู่แล้ว
ผมจึงขอแนะนำให้ กองบัญชาการกองทัพไทยผู้เป็น เจ้าของคลื่น
ซึ่งสนับสนุน นายมาร์ค มุกควาย และพรรคประชาธิปัตย์ตลอดมา
ตั้งแต่ครั้ง ‘นายพลบุญเสี้ยม’ เป็น ผบ.สส.แล้ว...
จงเอานายมาร์ค มุกควาย มาเป็นผู้ดำเนินรายการร่วมกับคนกลุ่มนี้เสียเลย!
แทนการให้ไอ้หมอนี่ มันไปแหกปากโวยวาย
จะขอเวลาพูดกับประชาชนบ้าง ทั้งๆที่ตัวเอง ไม่เคยเปิดโอกาสให้ใครมาก่อน
ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล จะได้ยึดเวที FM 101 MHz เป็นที่มั่นหลัก
สำหรับการต่อสู้กับพรรคเพื่อไทยและทักษิณ
ไหนๆ...ก็ไหนๆ แล้วนี่!
ท่านผู้อ่าน ที่ต้องการทราบว่า‘ใครเป็นใคร’ ในคลื่น FM 101 MHz
และมีที่มาที่ไปอย่างไร คลิกดูได้ ในคอลัมน์
พวกกู...เชื่อนโยบาย ‘เพื่อไทย’ มากกว่าโว้ย!!!
(http://vattavan.com/detail.php?cont_id=311 )
แล้วท่านจะเข้าใจดี!!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ใช่สตรีมีอำนาจ ที่อยู่ เบื้องหลังสามี
หากแต่เป็นตัวของเธอเองนั่นแหละ ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่กุมอำนาจสูงสุด พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
นายกฯปูกำลังนั่งอยู่...บนบัลลังก์อำนาจ!

ผู้หญิงที่ชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ประกาศศักดาหญิงไทยใจหาญ
ก้าวขึ้นนั่งบนบัลลังก์อำนาจ
ด้วยเวลาเพียงไม่กี่วัน หลังจากการเปิดตัวเข้าสู่การเมือง อย่างเป็นทางการ
สามีของเธอเป็นฝ่าย...อยู่ข้างหลัง!
ฝ่ายตรงข้าม ก็มักกล่าวหาว่า
เธอเป็นนอมินีบ้าน เป็นโคลนนิ่งของพี่ชายบ้าง...ก็ไม่ว่ากัน!
แต่ต้องเข้าใจว่า
การที่ผู้คนเลือก “ยิ่งลักษณ์”
และพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีเฉพาะ ‘คนรักทักษิณ’ อย่างเดียวเท่านั้น
แต่อาจมาจากคนที่เกลียดประชาธิปัตย์ด้วย คนพวกนี้มีจำนวนไม่น้อย
ต่อให้ไม่มีพรรคเพื่อไทย มาลงเลือกตั้ง
ให้เหลือแค่ “พรรคหมู” กับ “พรรคหมา” และพรรคประชาธิปัตย์ แข่งขันกัน รวม 3 พรรค
คนจำพวกหลัง ก็จะเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง
ไม่เลือก “พรรคหมู” ก็ต้องเลือก “พรรคหมา” แต่รับรองว่า
ไม่เลือก...ประชาธิเปรต!
“วาทตะวัน” รวมอยู่ในคนกลุ่มหลังนี้ด้วย!!...555

ก่อนจบบทความในวันนี้
จะขอเปิดเผยเรื่องที่ติดค้างท่านผู้อ่านไว้ ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน
เรื่องพรรคดักดาน จะไม่ได้กลับมาสร้างความเดือดร้อน
ให้กับบ้านเมืองของเราอีก เป็นระยะเวลายาวนานถึง 40 ปี นั้น
ผมหมายความว่าอย่างไร!?
ขอเฉลยกันตรงนี้ ว่า

ในความคิดของผมแล้ว
พรรคดักดานได้ความระยำไว้กับบ้านนี้เมืองนี้มากมายเหลือเกิน
โอกาสที่พวกมันจะกลับมาบริหารบ้านเมือง ก็ยากตามไปด้วย
ดังนั้น ถ้านายกฯปูของเรา
อยู่ในอำนาจแค่ 4 สมัยซ้อน ก็กินเวลาเข้าไป 16 ปีเข้าไปแล้ว
หากนายกฯปูเกิดเบื่อขึ้นมา
ตอนเธออายุ 59 ปลายๆ แล้วประกาศเออร์ลี่รีไทร์
โดยสละตำแหน่งผู้นำรัฐบาล ผู้ที่จะสืบตำแหน่งต่อจากนายกฯยิ่งลักษณ์
น่าจะเป็นผู้หญิงอีกคน ที่กำลังจะเป็นเจ้าสาวไวๆนี้ ชื่อ
น.ส.พิณทองทา ชินวัตร
...ยุคนี้น่าจะกินเวลา 2 สมัย อีก 8 ปี!

หมดยุคของ “พิณทอง” ก็จะถึงยุคของ...
น.ส. แพทองธาร ชินวัตร
เงื่อนไขมีแค่...
การสืบทอดตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรีผู้หญิง’ ของประเทศไทย
จะเป็นสำเร็จได้ สำคัญอยู่ตรงที่ว่า
หากประชาชนคนรักชาติ รักประชาธิปไตย อย่างเราๆท่านๆ
ช่วยกดดันทั้งไอ้พรรคและพวกอัปรีย์
ที่มุ่งจะยึดอำนาจไปจากประชาชน เอาไว้ได้เป็นผลสำเร็จ
ผมรับรองว่า
ผู้มีรายชื่อตามที่ระบุ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน!

โดยเฉพาะ “แพทองธาร” ที่จบการศึกษา จากคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ
ร่ำเรียนมาทางการเมืองการปกครองโดยตรง
และเธอได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากสถานที่ศึกษา
ทั้งอาจารย์ในคณะ และสังคมรอบตัวเธอ
เพราะผลพวงจาก พ.ต.ท.ทักษิณฯผู้บิดา ถูกโค่นอำนาจอย่างไม่เป็นธรรม
แรงกระแทกกระทั้นต่างๆเหล่านี้เอง
ได้สร้างความแข็งแกร่งให้เธอกลายเป็นผู้หญิง ที่มีน้ำอดน้ำทนสูง
“แพทองธาร” น่าจะอยู่ในตำแหน่ง อย่างน้อยน่าจะเท่ากับคุณอาของเธอ
ซึ่งเป็นนายกฯผู้หญิงคนแรกของไทยแลนด์ แดน
ศรีวิไลสมทรง
คืออยู่อย่างน้อย... 4 สมัย!
สิริรวมผู้หญิงจากตระกูล “ชินวัตร” จะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้
... ยาวนานไปอีก 40 ปี!
คราวนี้...เห็นกันหรือยังล่ะ!!

“แพทองธาร” หรือ “อุ๊งอิ๊ง” คนนี้แหละครับ
ทำให้ผมคิดถึงม้าแข่งเพศเมีย ชื่อ “รำมะนา” จากเมืองย่าโม
ที่สร้างชื่อลือลั่นวงการอาชาประเทศไทย เมื่อหลายทศวรรษก่อน
“รำมะนา” นั้นเป็นม้าฝีเท้าเป็นเลิศ หัวใจใหญ่และเป็นนักสู้เต็มตัว
ม้าตัวไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ ตัวเมีย
หรือแม้แต่ม้ากะเทย พันธ์เดียวกับอาชากาลี ‘เปรมพาชี’
จะพยายามวิ่งตีคู่ขึ้นมาเทียบ หรือพยายามจะแซงหน้า “รำมะนา” ตัวนี้แล้ว...
...รับรองเป็นเรื่อง
เธอจะเบิกตาวาว วาบขึ้น กระชากตัวพรึบ แล้วทะลึ่งพรวดทันที...
ทิ้งม้าที่พยายามจะแซง...ขาดไปเลย!

ขอกราบเรียนท่านผู้อ่าน ตรงๆนะครับ ว่า

รอให้ ได้ ‘บ่ม’ สักนิดเถอะน่า!



ผู้หญิงอย่าง “แพทองธาร” คนนี้ นี่แหละครับ ที่ผมแน่ใจว่า
จะก้าวขึ้นมาปกครองบ้านเมือง
และทำให้ประชาชนคนในสยามประเทศ มีความสุขได้แน่นอน...

เหมือน “อาปู” ... กำลังทำอยู่ไงจ๊ะ!!!

***********

ท้ายบท เขียนออกแนว Fantasy แบบนี้
ด้วยจงใจจะให้ลิ่วล้อของไอ้พรรคกาลี กับไอ้พวกอัปรีย์ ที่ชอบข่มเหงรังแกและเข่นฆ่าประชาชน
มัน ‘อกแตก’ เล่น!

สะใจ!!...ชะมัดเลย!!!
...555

(***คอลัมน์ ประจำสัปดาห์ ตอน “ไทยจะมีนายกฯผู้หญิง ยาวนานไปอีก 40 ปี!!!?”
ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 15 ตุลาคม 2554)


http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=327

นายกฯสตาร์ทเรืออาสา 500 ลำ ดันน้ำเหนือสู่ทะเล

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการสตาร์ทเครื่องกองเรืออาสาสู้ศึกน้ำท่วม 500 ลำ
เพื่อผลักดันน้ำเหนือไหลสู่ทะเล โดยเป็นที่ซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของ "ในหลวง"
ที่ทรงแนะหนทางระบายน้ำด้วยการดันน้ำลงสู่ทะเล จนประสบความสำเร็จเมื่อ 10 ปีที่แล้ว...


เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 16 ต.ค.ที่สะพานพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการเรือประชาอาสาดันน้ำออกทะเล
โดยมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี
พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร.
และนายวิเชียร วุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี
รอให้การต้อนรับ ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่นายปลอดประสพเป็นผู้เสนอแนวคิด
ซึ่งได้รับมาจากแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการใช้เรือดันน้ำออกสู่ทะเล
โดยครั้งนี้มีเรือจากภาครัฐและประชาชนที่มีจิตอาสาเข้าร่วมจำนวน 926 ลำ

สำหรับการวางกองเรือเพื่อผลักดันน้ำ จะกระจายกันดันน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นจุดๆ รวม 50 จุด
เฉพาะที่สะพานพระนั่งเกล้า มีจำนวน 500 ลำ
ซึ่งจะสามารถช่วยระบายน้ำได้เพิ่มจากปกติวันละ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร
อีก 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน อย่างไรก็ตาม
นอกจากนี้ รัฐบาลได้จัดโครงการเรือประชาอาสาดันน้ำออกสู่ทะเลในแม่น้ำบางปะกง
โดยใช้เรือจำนวน 121 ลำ กระจายดันน้ำ 30 จุด และแม่น้ำท่าจีน 102 ลำ 15 จุด



น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ ปริมาณน้ำฝนตกลงมาจำนวนมาก
ทำให้ 56 จังหวัดน้ำท่วมเดือดร้อน
รัฐบาลมีความเห็นใจ เข้าใจปัญหาความทุกข์ยาก ปัญหาอยู่ในใจ
และระดมทุกสรรพกำลังในการช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน
การระบายสู่ทะเลเป็นโครงการที่รัฐบาลมุ่งมั่นเร่งระบายน้ำ ลงสู่ทะเล 3 เส้นทาง คือ
การระบายสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ขุดคลองฝั่งตะวันออก และตะวันตกของกทม.
นอกจากการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำตามจุดต่างๆ แล้ว
โครงการเรือประชาอาสาดันน้ำออกทะเลเป็นอีกวิธีหนึ่ง
ที่จะผลักดันน้ำลงทะเลเร็วขึ้น
ด้วยการน้อมนำพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ทรงเคยใช้เรือผลักดันน้ำลงทะเล ประสบความสำเร็จเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาแล้ว

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้ดำเนินการใช้แนวพระราชดำริ
ที่คลองลัดโพธิ์ สามารถดันน้ำได้ 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เราจึงขยายโครงการ โดยขออาสาสมัครทั้งหมดในโครงการนี้
วันนี้เป็นวันสำคัญที่เราได้มาร่วมมือร่วมใจแสดงความสามัคคี ความแข็งแกร่ง
ร่วมมือร่วมใจของประชาชนชาวไทย และเชื่อว่าจะบรรเทาการท่วมขังของน้ำได้
ตนและรัฐบาลรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาที่คุณ
ที่ได้เคยพระราชทานแนวคิดผลักดันน้ำไว้ รัฐบาลขอยืนยันว่าจะทำทุกวิถีทาง
ในการที่จะแก้ไขอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่นี้ให้เร็วที่สุด
เพื่อผ่อนคลายความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน
ขอให้ทุกคนช่วยกันรวมพลังสามัคคีเพื่อก้าวข้ามผ่านวิกฤติอุทกภัยน้ำท่วมครั้งนี้ไปให้ได้

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ไปลงเรือของกองทัพเรือ
จากท่าเทียบเรือวัดไทรม้าเหนือ เพื่อตรวจแนวเรืออาสา
และให้กำลังใจที่มาช่วยผลักดันน้ำ
ก่อนที่จะเดินทางเข้าไปยังศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
ท่าอากาศยานดอนเมือง ทั้งนี้เมื่อไปถึง
ได้ไปรับมอบสิ่งของจาก น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาวคนกลาง
ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ที่มาช่วยบรรจุสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอยู่ที่ชั้น 1 ของอาคาร
ท่าอากาศยานดอนเมืองในประเทศ


http://www.thairath.co.th/content/pol/209765

วัดฝีมือรัฐบาลแก้น้ำท่วม เดิมพันเชื่อมั่นนักลงทุน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ



ปี"54 ถือว่าเป็นปีแห่งความท้าทายภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์-เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องรับแจ๊กพอต 2 เด้ง ทั้งเหตุการณ์ สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา กับปัญหาอุทกภัยกลืนประเทศไทยที่รุนแรงต่อทุกภาคส่วนของประเทศ ทั้งทรัพย์สิน ชีวิต ความเป็นอยู่ รวมถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ใน ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำจากทางภาคเหนือ-กลางตอนบนไหลบ่าท่วมนิคมอุตสาหกรรมในภาคกลางของ ประเทศไม่ต่ำกว่า 3 นิคมอุตสาห กรรม ซึ่งประกอบไปด้วยโรงงานที่ขับ เคลื่อนจากทุนไทยและทุนต่างชาตินับแสนล้านบาท

เช่น นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ มีโรงงาน 236 แห่ง มูลค่าการลงทุนรวม 70,000 ล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร มีโรงงาน 49 แห่ง มูลค่าการลงทุนรวม 9,472 ล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค (บ้านหว้า) มีโรงงาน 143 แห่ง มูลค่าการลงทุนรวม 65,312 ล้านบาท

และที่ต้องเฝ้าระวังคือ นิคมอุตสาห กรรมบางปะอิน มีโรงงาน 90 แห่ง มูลค่าการลงทุนรวม 60,000 ล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง มีโรงงาน 225 แห่ง มูลค่าลงทุนรวม 85,000 ล้านบาท

ขณะนี้ยังประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งในแง่การลงทุนและเครื่องจักรไม่ได้

นํ้า ท่วมไม่ได้ส่งผลเฉพาะแค่การลงทุนที่ผ่านมาต้องหายไป แต่หมายถึงการลงทุนต่อไปในอนาคต รวมถึงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะจากต่างชาติ ที่ต้องตั้งข้อสังเกตกันให้ดีว่า ความเชื่อมั่นการลงทุนจะไหลไปตามกระแสน้ำด้วยหรือไม่

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวยอมรับว่า ในแง่ของความเชื่อมั่นในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ ว่าจะลดลงหรือ นักลงทุนต่างชาติจะมีการย้ายฐานการลงทุนหนีหรือไม่ เพราะตอนนี้ยังมีความไม่ชัดเจนหลายเรื่อง ทุกอย่างอยู่ในช่วงฉุกละหุก ประเด็นสำคัญคือผู้ประกอบการไทยไม่รู้ว่ารัฐบาลกำลังคิดอะไร ทำอย่างไรในการแก้ไขปัญหา ขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่าต่างชาติจะคิดอย่างไรด้วย

"คง ต้องรอติดตามสถานการณ์กันแบบวันต่อวันกันสักระยะ รอดูว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้ได้รวดเร็วมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าปัญหาจะคลี่คลายได้อย่างไร ทำให้การประเมินผลกระทบ หรือประเมินความเชื่อมั่นยังไม่สามารถทำได้" นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ประเด็นความมั่นใจและข้อได้เปรียบในการลงทุนในไทยยังมีอยู่มากเมื่อเทียบกับ ประเทศอื่น ที่ผ่านมาไทยมีสัดส่วนการผลิต ประกอบรถยนต์เพื่อการส่งออก มีสัดส่วนมากกว่า 50% ในภูมิภาคอาเซียน ยอดขายรถยนต์ ผลิตชิ้นส่วนก็ขยายตัวทุกปี ประเทศที่เป็นผู้ลงทุน เช่น ญี่ปุ่น ก็หันมาลงทุนในประเทศไทยกันหมดแล้ว ซึ่งเรื่องนี้มองว่าต่างชาติคงเข้าใจว่าเป็นเหตุสุดวิสัย เป็นภัยธรรมชาติที่ไม่มีใครประเมินสถานการณ์ได้ จึงต้องรออย่างเดียวว่าสถานการณ์จะจบอย่างไร

ด้าน นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาห กรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาพรวมการผลิตรถยนต์ปี"54 มองว่าจะต่ำกว่าที่คาดไว้ 1.8 ล้านคัน โดยก่อนหน้านี้ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ประสบปัญหาอย่างหนักมาตั้งแต่เหตุการณ์สึ นามิ ในญี่ปุ่น ทำให้ยอดกำลังการผลิตหายไปกว่า 9 หมื่นคัน เสียหายกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท และยังมาเจอเหตุการณ์น้ำท่วมอีก ซึ่งกระทบภาคการผลิตชิ้นส่วน อุตสาหกรรมชิ้นส่วนต่อเนื่อง (ซัพพลายเชน) จำนวนมาก ซึ่งยังประเมินความเสียหายไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าน้ำจะท่วมอีกนานแค่ไหน

เป้าหมายการผลิตรถยนต์ 1.8 ล้านคันในปีนี้ จึงอาจไม่ถึงเป้า

ใน ส่วนของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ต้องถือว่าได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่าภาคยานยนต์ เพราะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์สึนามิเช่นเดียวกัน

ภายหลังจากที่น้ำท่วมลุกลามนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร โรจนะ และไฮเทค ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตสำคัญ จมดิ่งอยู่ใต้น้ำ

นาย ศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. ระบุว่า มีความเป็นห่วงว่านักลงทุนต่างชาติจะถอนทุนหนี ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นเป็นอย่างมาก หากรัฐบาลไม่สามารถเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นหลังจากนี้ เพราะผู้ประกอบการโรงงานจมน้ำทั้งหมด ก็เหมือนเหลือศูนย์ ต้องมาเริ่มลงทุนกันใหม่ จึงไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ในไทยก็ได้ หากรัฐบาลไม่มีความชัดเจนเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ดีกว่านี้ เพราะถ้าลงทุนไปใหม่ก็มีความเสี่ยงเหมือนเดิม

ขณะเดียวกัน นโยบายรัฐบาลหลายเรื่องยังเป็นตัวซ้ำเติมให้ผู้ประกอบการย้ายฐานการลงทุนหนี ได้ง่ายขึ้น เช่น นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท มาตรการห้ามแรงงานต่างด้าวทำงานของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ดังนั้นการลงทุนที่ผ่านมาจึงเหมือนเป็นฟางเส้นสุดท้าย แต่เมื่อฟางเส้นสุดท้ายขาดจากน้ำท่วมจมโรงงานไปหมดแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต่อ

"ต้องดูว่ารัฐบาลจะมีข้อเสนออะไร ให้ผู้ประกอบการบ้าง ไม่ต้องคิดถึงว่าจะไปดึงรายใหม่เข้ามา แต่ให้มองรายเก่าไม่ให้หนีออกไปก็พอแล้ว ซึ่งมีอยู่ไม่กี่เรื่องที่ควรทำ ทั้งเรื่องค่าแรง แรงงานต่างด้าว รวมถึงความชัดเจนในการป้องกันน้ำท่วม ปีต่อๆ ไป เพราะสถานการณ์น้ำคงรุนแรงมากขึ้นทุกปีแน่นอน" นายศุภชัย กล่าว

ด้าน นายเซ็ตซีโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กล่าวว่า ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายจากอุทกภัยในเขตพื้นที่อุตสาหกรรม ในส่วนที่เป็นการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นได้ จึงอยากขอให้รัฐบาลไทยเร่งควบคุมสถานการณ์เพื่อลดความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปด้วย

ส่วนนักลงทุน ญี่ปุ่นจะย้ายฐานการผลิตจากไทยหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล แต่เท่าที่ประเมินยังเชื่อว่ารัฐบาล โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น เพราะในแง่ของความเชื่อมั่นนั้น นักลงทุนไม่ได้มองแค่ปัจจัยเดียว แต่มองหลายๆ ปัจจัย ซึ่งเรื่องภัยธรรมชาติก็เป็นปัจจัยหนึ่ง หากมีความเสียหาย ก็ควรเข้าไปเร่งเยียวยา ดูแลรวดเร็วซึ่งจะทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นมาไม่มาก

"ไม่สามารถตอบ ได้ว่าจะย้ายฐานการลงทุนไปที่ประเทศอื่นแทนไทยหรือไม่ เพราะยังเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะมีมาตรการเยียวยาปัญหาออกมา ขณะเดียวกันประเทศไทยเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ ถือว่ายังมีจุดดึงดูดในการลงทุนค่อนข้างเยอะ ก็หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นโดยเร็ว" นายเซ็ตซีโอะ กล่าว

นายเซ็ตซี โอะ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการป้องกันและเยียวยา ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการหลายเรื่อง เช่น การเร่งให้ข้อมูลอย่างเร่งด่วนแม่นยำ การสนับสนุนจากไทยในการฟื้นฟูเครื่องจักรที่เสียหาย การช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ให้ความช่วยเหลืออุดหนุนให้กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมถึงขั้นตอนการทำธุรกิจที่ควรมีการปรับลดเงื่อนไขให้มีความยืดหยุ่นมาก ขึ้นเป็นกรณีพิเศษช่วงเวลาหนึ่ง

นายเคียวอิจิ ทานาดะ ประธานหอการค้าไทย-ญี่ปุ่น (เจซีซี) กล่าวว่า เจซีซีเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะเป็นภัยธรรมชาติ แต่ต้องการให้ไทยมีแผนป้องกันและฟื้นฟู ควรระดมสรรพกำลังเพื่อดำเนินการอย่างเต็มที่

จากหลายเสียงของผู้ ประกอบการ ยังยิ้มสู้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากนี้คงขึ้นอยู่กับฝีมือรัฐบาลในการบริหารจัดการปัญหาให้ดีขึ้นได้อย่างที่ หวังกันหรือไม่

เพราะหากไร้ฝีมือ ก็ย่อมหมายถึงการไร้ความเชื่อมั่น ซึ่งนั่นคือจุดจบเศรษฐกิจไทยแน่นอน

น้ำมาเทวดาหนี หันมาอีกที อ้าวเทวีหาย...สบายนะเอ็ง...บทกลอนของขุนเขาแดนไกล..

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

ขุนเขาจากแดนไกล




น้ำมาเทวดาหนี หันมาอีกที อ้าวเทวีหาย...สบายนะเอ็ง.....

เมืองเทวดา ถูกธาราล้อม
สายน้ำไหลอ้อม ล้อมสรวงสวรรค์
ทรัพย์สินเทวา คุณค่าอนันต์
สร้างเขื่อนล้อมกั้น ก่อนมันวอดวาย

จะอยู่หรือตาย ถุงทรายปิดล้อม
ทนุถนอม พร้อมพลีถวาย
จะเฝ้ารักษา จนชีวาวาย
เพื่อท่านสบาย เชื้อสายเทวดา

รอบพระนคร ไพร่นอนแช่น้ำ
น้ำรุกคุกคาม ถ้วยชามจมหาย
ศิระฉ่ำเย็น เซ่นน้ำทลาย
เป็นกระสอบทราย ป้องกายเทวดา

เทวีเทวา อุจจาระเน่าเหม็น
ถ่ายเช้าถ่ายเย็น เป็นที่สิเหน่หา
ชาวพระนคร กราบกรเจ้าพระยา
สูงส่งเทียมฟ้า พ่อมหาจำเริญ

อีกไม่กี่วัน สวรรค์คงล่ม
ธาราระทม สมคำสรรเสริญ
อุทกภัย ยิ่งใหญ่เหลือเกิน
ทุกข์ที่เผชิญ เกินจักเยียวยา

เทวดาเทวดี ขี่รุ้งเป็นสาย
รีบหลบเร้นกาย ปล่อยสายมหา
ธาราวารี พรากชีวีประชา
เทวาลอยฟ้า เจ้าพระยาเนืองนอง

สุดท้าย.....พระนคร ต้องนอนแช่น้ำ
ความทุกข์ลุกลาม สยามสยอง
มองไปทางไหน น้ำไหลเนืองนอง
หลงเฝ้าปกป้อง พี่น้องเทวดา...........น้ำมาเทวดาหนี หันมาอีกที อ้าวเทวีหาย...สบายนะเอ็ง.

ปฏิกิริยา สังคม ต่อ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม คือ "หินลองทอง"

ที่มา ข่าวสด

การปรากฏตัวของ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความชาวแคนาดา ก็เหมือนกับการปรากฏตัวของแถลงการณ์ "5 ปี รัฐประ หาร 1 ปีคณะนิติราษฎร์"

นั่นก็คือ ก่ออาการไหวสั่นให้กับบางคนและบางพรรค การเมือง

อย่าได้แปลกใจหากลิ่วล้อของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ซึ่งมีส่วนร่วมในการก่อรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

จะมีสภาพเหมือน "หะมู" ถูกน้ำร้อนลวก ดิ้นพราดๆ

พรรค การเมืองบางพรรคซึ่งได้เสพเสวยอำนาจจากการอุ้มสมของ กองทัพโดยการจัดฟอร์มกันภายใน "ค่ายทหาร" ตบเท้าออกมาให้ความเห็นอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน

ชำแหละทั้ง "คณะนิติราษฎร์" สาดสีใส่ไข่ทั้ง นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ ดัม

เพราะ ว่าการเคลื่อนไหวของ "คณะนิติราษฎร์" เท่ากับฉีกโฉมการรัฐประหารอย่างล่อนจ้อน เพราะว่าบทบาท นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทำให้การสังหารประชาชนถูกเปิดโปง

เป็นบทบาทเหมือน "ลำแสง" อันสาดฉายไปใน "ความมืด"

จึงแทนที่จะถกแถลง อภิปราย ว่าความเห็นอัน "คณะนิติราษฎร์" เสนอ ความจริงอัน นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม นำมาแผ่แบเป็นอย่างไร

กลับเป็นการด่าว่า กลับเป็นการสาดสี ตีไข่ ใส่ร้าย

ข้อกล่าวหา 1 คือ ข้อกล่าวหาว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นผิด

จากนั้นก็นำไปสู่อีกข้อกล่าวหา 1 ว่าหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ

ที่ ว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็เหมือนกับข้อกล่าวหาต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เหมือนกับข้อกล่าวหาต่อแกนนำนปช. แดงทั้งแผ่นดิน นั่นก็คือ เป็นการกล่าวหาอย่างลอยๆ กล่าวหาอย่างกว้างๆ

เป็นการดึงเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือในการทำลายบุคคลอื่นๆ

นัก วิจารณ์สังคมในจีนท่านหนึ่งซึ่งเป็นคนร่วมสมัยกับ หลินยู่ถัง นักเขียนที่ในเมืองไทยรู้จักดี คือท่าน หลู่ซิ่น คนเขียนประวัติจริง อาคิว

หลู่ซิ่น เคยเตือนนักวิจารณ์ว่า ต้องวิจารณ์ด้วยเหตุผล อย่าด่า

ในความเห็นของท่าน หากฝ่ายใดหยิบยกคำด่า กล่าวหาอย่างเลอะเทอะ สะท้อนให้เห็นว่าหมดภูมิที่จะเอาเหตุผลมาต่อสู่กัน

เลยงัดกลยุทธ์ "ด่า" มาใช้

กระนั้น การด่าเพื่อทำลาย "คณะนิติราษฎร์" หรือการด่าเพื่อทำลาย นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม หากไม่ยืนอยู่กับข้อมูลความเป็นจริง ผลก็จะกลายเป็นตรงกันข้าม

เพราะว่า "จันทน์หอม" ยิ่งถูกทุบกลับยิ่งหอมมากขึ้นเป็นทบทวิทวีคูณ

บทเรียนจากกรณี "คณะนิติราษฎร์" จากกรณี นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จึงทรงความหมาย

ทรง ความหมายว่า คุณค่าของ "คณะนิติราษฎร์" เป็นอย่าง ไร คุณค่าและการทำงานของ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เป็นอย่างไร ทำเพื่อสัจจะ ทำเพื่อหลักการแห่งนิติธรรมหรือไม่

หากเป็นไปเพื่อสัจจะเพื่อหลักแห่งกฎหมายก็ยากที่ใครจะบดขยี้ทำลายได้โดยง่าย