WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 18, 2011

ศปภ. จงมั่นใจในตัวเอง

ที่มา ประชาไท

ติดตามข่าวน้ำท่วมด้วยความห่วงใยในทุกข์สุขของพี่น้องคนไทย ยิ่งเห็นภาพพี่น้องต้องทะเลาะเบาะแว้ง ขัดแย้งกันเรื่องการกักน้ำ ระบายน้ำ ก็ยิ่งหดหู่ใจ

สถานการณ์อย่างนี้ภาวะผู้นำของผู้นำแต่ละพื้นที่ไม่ว่าระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ไปจนถึงรัฐมนตรี ล้วนมีความสำคัญจำเป็น และต้องงัดออกมาใช้ให้เต็มที่

แน่นอนว่า ความเป็นผู้นำนั้นมิใช่เรื่องของการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ว่าเป็นเรื่องของการตัดสินใจที่แม่นยำ ถูกต้อง ดีที่สุด สูญเสียน้อยที่สุด และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

โดยส่วนตัวผมนั้นค่อนข้างเห็นใจชาวบ้านที่ถูกทำให้จมน้ำเนื่องเพราะต้อง ทำคันกั้นน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝั่งหนึ่งท่วม ดังนั้น ก่อนการตัดสินใจแต่ละครั้งที่จะกั้น ผู้นำทุกแห่งจะต้องประเมินได้ว่า มันต้องคุ้มกันที่จะกั้นน้ำ และมันต้องไม่ให้คนถูกขังรับเคราะห์กรรมครั้งนี้หนักเกินไป พร้อมกันก็ต้องมีการให้ความช่วยเหลือพวกเขา (ที่ถูกขังอยู่ในคันกั้นน้ำ) ให้ได้มากที่สุด

เมื่อวานนี้ผมเห็นข่าวชายคนหนึ่ง (เบื้องหลังคือม็อบหลายร้อยที่ออกมาต่อต้านการก่อกระสอบทรายกั้นน้ำ) ไม่แน่ใจว่าจังหวัดสิงห์บุรี หรือ ปทุมธานี ออกมาร้องตะโกนว่า บ้านของเขาท่วมสูงถึงสามเมตรแล้ว ช่วยระบายน้ำออกไปหน่อยได้ไหม เพียงขอให้ท่วมหน้าแข้งของฝั่งเท่านั้น ส่วนเขาจะท่วมมิดคอก็ได้ ขอแค่ได้หายใจ

ครับ ฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ (อดคิดไม่ได้ว่า ผมยังโชคดีที่หายใจหายคอได้โล่งอยู่)

น้ำเหนือยังคงดาหน้าไปเรื่อยๆ แหละครับ ขณะที่เขียนนี้ (13.30 วันที่ 17 ตุลาคม2554) สายน้ำกำลังทะลุทะลวงนิคมอุตสาหกรรมนวนคร และ ศปภ. ก็ได้ออกแถลงข่าวว่าให้ประชาชนในพื้นที่เตรียมการอพยพ หลังการแถลงข่าว ช่องเนชั่นแชลแนลดูจะรวดเร็วที่สุดในการรายงานสถานการณ์พื้นที่ มีนักข่าวต่อโทรศัพท์สายตรงเข้าสถานี บอกเล่าถึงภาวะความโกลาหลอลหม่านของคนงาน พากันเก็บข้าวของวิ่งหนี รถติดหน้าโรงงาน ถนนจากกรุงเทพฯ ไปสายเหนือ ติดประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์

หลังจากที่ทางพิธีกรสอบถามอย่างละเอียดก็ได้ต่อสายตรงไปยังคุณนิพิฐ อรุณวงษ์ ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ นวนคร สอบถามอีกครั้งว่า คันดินเสียหายมากน้อยแค่ไหน เห็นว่าได้นำตู้คอนเทรนเนอร์ไปอุดแล้ว ช่วยได้แค่ไหน?

คุณนิพิฐ ตอบด้วยน้ำเสียงน่าฟังมาก นั่นคือ นิ่งสงบ ไม่ชวนให้ตื่นตระหนกและให้ข้อเท็จจริงโดยไม่สอดแทรกความเห็นของตน คุณนิพิฐบอกว่า ขณะนี้ได้น้ำรั่วออกมาทางทิศเหนือ ตู้คอนเทรนเนอร์อุดแล้ว แต่ก็ยังไม่เรียบร้อย

พิธีกรถามว่า เห็นว่าข้างนอกอลหม่าน พากันเก็บข้าวของ หลัง ศปภ. แถลง ท่านตอบว่า ขนย้ายกันก่อนก็ดีนะครับ ก่อนนี้เราก็ได้ให้รถประกาศบอกกับคนในโรงงานไปแล้ว

พิธีกรถามว่า น้ำเข้าในเขตอุตสาหกรรมกี่เปอร์เซ็นต์ ท่านตอบ ตอนนี้ ๕ เปอร์เซ็นต์

พิธีกรถามว่า การอุดรอยรั่วจะสำเร็จไหม ท่านตอบว่า ก็ถ้าอุดได้ มันก็อาจจะอ่อนตรงจุดอื่นอีก มันจะ Weak เรื่อยๆ

พิธีกรถามว่า น้ำท่วมครั้งนี้ต่างจากปี 2538 อย่างไร ท่านตอบว่า ครั้งนั้นน้ำค่อนข้างนิ่ง ค่อยๆ เอ่อ แล้วก็เต็มคันดินพอดี แต่ครั้งนี้ น้ำหลาก มีความแรง และน้ำเยอะกว่ามาก

ชัดเจนมากครับ และประทับใจการตอบคำถามซึ่งพิธีกรอาจจะเกรงว่า ศปภ.จะแถลงเกินเหตุอีกหรือเปล่า เพราะในขณะที่คันดินมีรอยรั่วนั้นก็มีการนำเอาตู้คอนเทรนเน่อร์มาอุดแล้ว อาจจะเหมือนประตูระบายน้ำบ้านพร้าว ปทุมธานีที่สุดท้ายก็อุดได้สำเร็จ แต่ท่านไม่มีท่าทีจะตอบคำถามเพื่อให้ ศปภ.กลายเป็นตัวโจ๊กเหมือนคุณปลอดประสพ สุรัสวดี ท่านบอกว่าดีแล้วที่อพยพ ตอนนี้โรงงานคนน้อยลงแล้ว จะได้จัดการอะไรง่ายขึ้น

ศปภ.เคยทำให้สื่อมวลชนและประชาชนเห็นเป็นตัวตลกและดูไม่น่าเชื่อถือจาก กรณีที่คุณปลอดประสพออกมาแถลงว่า ประตูบ้านพร้าว ที่ปทุมธานีแตก ให้ประชาชนใน 6 พื้นที่ต้องเก็บของ ขนของ ใครสามารถไปอยู่บ้านญาติที่ปลอดภัยได้ก็ให้ไป

การแถลงของคุณปลอดประสพ วันนั้น ผมนั่งดูครับ และว่าตามตรงแกไม่ได้เร่งอพยพคนเลยนะครับ ผมจำได้ว่า แกบอกว่า ถ้าบ้านใครสองชั้นให้ขนของจากชั้นล่างขึ้นไปไว้ชั้นบน รับรองยังไงชั้นบนก็ไม่ท่วม แต่เป็นห่วงพวกบ้านชั้นเดียว ถ้าใครมีญาติอยู่ที่ปลอดภัยกว่าก็แนะว่าให้ไปอยู่กับญาติอย่าได้เป็นห่วง ทรัพย์สิน ตำรวจจะดูแลให้ ส่วนสถานที่รองรับประชาชนนั้นจะเอาสนามบินดอนเมืองรองรับ

แกยังตอบคำถามนักข่าวว่า น้ำน่าจะท่วมไม่เกินหนึ่งเมตร ไม่เกินหน้าอกแก คือ ไม่มีอะไรต้องตกใจ จะเป็นห่วงก็แค่รถยนต์ก็ให้เอาไปจอดบนถนน

แต่ไม่รู้ทำไม ภายในไม่กี่นาทีต่อมา ผมเห็นข่าวผู้ว่า กทม. ออกมาให้ข่าวว่า “คนกทม.โปรดฟังผมคนเดียว เพราะผมเป็นผู้ว่าฯ ของคุณ คุณเลือกผมมาต้องฟังผม หากมีเหตุร้ายกับกทม. ผมจะแจ้งให้ทราบเป็นคนแรก ผมจะไม่การเมืองครับ ผมจะร่วมมือกับทุกฝ่าย แต่ให้ฟังผม เชื่อผม”

ครับ เชื่อไหมครับ หลังฟังผู้ว่าฯ กทม. พูดจบ ผมกลับรู้สึกว่า สิ่งที่ท่านพูดนั้นแหละ การเมื้อง การเมือง ในขณะที่คุณปลอดประสพนั้น ผิดจริงครับที่ออกมาแถลงเกินเหตุ แต่ไม่ได้เกินเหตุเท่าที่คนเอาไปบอกต่อๆ กันว่าให้อพยพ ยิ่งสื่อมวลชนกระจายต่อๆ กันไปแล้ว (ต้องเข้าใจว่าสื่อส่วนใหญ่ยืนอยู่ข้างไหน) ยิ่งหนักเข้าไปอีก โดนด่าเละตุ้มเป๊ะ ดังนั้นประชาชนไทยส่วนใหญ่ (ที่ไม่ได้ฟังการแถลงข่าวด้วยตนเอง) จึงเข้าใจว่า คุณปลอดประสพนั้นบอกว่า กทม.จะเจอน้ำท่วมและให้อพยพ

ผมยืนยันนะครับ ได้ยินเต็มสองรูหู (ไปหาเทปวันที่แกแถลงมาเปิดฟังได้เลย) พื้นที่ 6 พื้นที่ที่บอกว่าจะเจอน้ำท่วมนั้นเป็นพื้นที่ในปทุมธานีเสียส่วนใหญ่ (เชียงรากน้อย ลำลูกกา คลองหลวง ตอนเหนือของถนนรังสิต ปทุมธานี) มีเขตกรุงเทพฯ ก็คือ สายไหม เท่านั้น แกยังย้ำนะครับว่า นอกนั้นไม่ท่วม กรุงเทพฯ ชั้นในไม่ท่วม ขอให้สบายใจไม่ต้องวิตก

แต่ไม่รู้ว่าข่าวลือสะพัดไปท่าไหน บอกว่า ปลอดประสพบอกว่า น้ำจะท่วม กทม.

กลายเป็นว่าต้องออกมาแถลงข่าวขอโทษ รุ่งอีกวัน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ออกมาแถลงข่าวคราวใดก็ย้ำแล้วย้ำอีก กรุงเทพฯ ไม่ท่วมแน่นอน ย้ำหลายครั้งมาก ท่าทางท่านดูเกรงอกเกรงใจคน กทม.เหลือหลายคงเพราะเสียความมั่นใจไปเยอะ

ผมอยากบอกว่า ศปภ.แถลงข่าวขอโทษเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าไขว้เขวเกินไป ต้องไม่หวั่นไหวกับนักข่าว ต้องหนักแน่น มั่นคง เชื่อมั่นในตนเองให้มากกว่านี้ (ที่คุณปลอดประสพ แถลงในวันนั้นมีข้อมูลหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ ซึ่งหาก ศปภ. หยิบประเด็นนั้นมากลั่นกรอง พูดเตือนซ้ำ เช่น มีพื้นที่ในปทุมธานีส่วนไหนบ้างที่ต้องเตรียมตัว ปรากฏว่าไม่พูดถึงอีกเลย แต่กลับตัดทุกอย่างที่แกพูดออกไปหมด ผลคือ ชาวปทุมธานีที่ไม่ทันระวังตัวก็เจอน้ำท่วมเก็บของไม่ทันกันในหลายพื้นที่)

และที่สำคัญ อย่าเอาใจคนกรุงเทพฯให้มากเกินพอดี ผมเห็นว่า ศปภ.ไม่เห็นจะต้องไปย้ำนักย้ำหนาเลยว่า กทม.จะไม่ท่วม ในเมื่อน้ำเหนือหลากขนาดนี้ การเตือนให้รับมือแต่เนิ่นๆ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าด้วยซ้ำ ให้ข้อมูลประชาชนในพื้นที่เสี่ยงไปเลยว่าต้องทำอย่างไรบ้าง (แต่ต้องแม่นยำในข้อมูลนะครับ)

วันนี้หลังจากที่ฟังการแถลงคันดินรั่วของนิคมอุตสาหกรรมนวน ครแล้ว ผมคิดว่า ศปภ. น่าจะเผชิญภาวะแจ้งข่าวร้ายให้กับประชาชนมากขึ้น ซึ่งท่านจะต้องเตรียมตัวให้ดีทั้งคำพูดจา วิธีการ และระยะเวลาที่บอก อย่าให้กระชั้นเกิน

เพราะ ศปภ. จะเป็นที่พึ่งของประชาชนอีกมากต่อจากนี้

นิติราษฎร์ ฉบับ 31 (ฐาปนันท์ นิพิฎฐกุล): เจตจำนงปวงประชาจักคือปราการต้านรัฐประหาร

ที่มา ประชาไท

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายฝ่ายต่างออกมาวิพากษ์ข้อเสนอในคำแถลงการณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีนิติราษฎร์ ส่วนใหญ่มุ่งประเด็นไปยังเรื่อง “การลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549” ซึ่งปรากฏข้อวิจารณ์อย่างอึกทึกครึกโครม ทั้งที่ยังมีข้อเสนออีกหลายประการในคำแถลงการณ์ และในวันที่ได้ออกแถลงการณ์เป็นครั้งแรก (วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน 2554) นั้น นิติราษฎร์ก็ได้อธิบายให้เห็นความชัดเจนของข้อเสนออื่น ๆ ไปบ้างแล้วในระดับหนึ่ง แต่เพื่อเน้นย้ำในเห็นถึงจุดยืนในเรื่องการปฏิเสธรัฐประหารอย่างถึงที่สุด จึงขอหยิบยกข้อเสนออีกประเด็นหนึ่งในคำแถลงการณ์ (แต่ไม่เป็นที่สนใจของสื่อสาธารณะ) มาบอกเล่าให้ทราบกัน ณ ที่นี้อีกครั้ง...

หากผู้อ่านได้อ่านข้อเสนอในเรื่องการลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร ฯ ซึ่งอยู่ในคำแถลงการณ์ ฯ ประเด็นที่ 1 ประกอบกับคำแถลงการณ์ ฯ ประเด็นที่ 4 เรื่องการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อที่ 4 และข้อที่ 5 ก็จะเห็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกันอีกประเด็นหนึ่งซึ่งนิติราษฎร์เสนอให้ มีการจัดทำ “คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตย” ประกอบกันไปด้วย แท้จริงแล้ว ข้อเสนอในเรื่องการลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร ฯ นั้นย่อมเป็นสิ่งอันพึงกระทำก่อน อีกนัยหนึ่งก็คือ เราจะต้องหันกลับไปปฏิเสธ “สิ่งตกค้าง” ที่สืบเนื่องมาจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ประการต่อมา ข้อเสนอที่ให้มีการจัดทำ “คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตย” นั้น นิติราษฎร์คาดหวังว่า จะเป็นการวางรากฐานที่สำคัญสำหรับอนาคตที่จะยับยั้งมิให้เกิดการรัฐประหาร ขึ้นได้อีกต่อไป หรือหากเกิดมีขึ้น จะต้องมีมาตรการซึ่งจะทำให้การรัฐประหารนั้นไร้ผลและไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ทั้งในทางการเมืองและในทางกฎหมาย
ในข้อเขียนชิ้นนี้ ผู้เขียนจึงประสงค์จะขยายความข้อเสนอในเรื่องนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อประกอบการพิจารณาของสาธารณชนทั้งหลายผู้ใฝ่ใจในระบอบประชาธิปไตย
1. วัตถุประสงค์ของข้อเสนอดังกล่าว
1.1 สภาพการณ์ทางกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหาร : ธรรมเนียมการฉีกรัฐธรรมนูญ
เราจะเห็นว่า เมื่อการกระทำรัฐประหารได้สำเร็จลง นอกเหนือจากการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่การกระทำของคณะรัฐประหารเองแล้ว คณะรัฐประหารยังออกประกาศให้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้อยู่ในขณะนั้น สิ้นสุดลง กล่าวคือ คณะรัฐประหารถือธรรมเนียมในอันที่จะยกเลิกหรือ “ฉีก” กฎหมายสูงสุดของประเทศทิ้งด้วยเสมอ
ดังนั้น วิญญูชนทั่วไปจึงเห็นได้โดยไม่ยากว่า เพราะเหตุใด ในประเทศไทยเรานับจากปี 2490 เป็นต้นมา จึงมีกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญการปกครองแผ่นดินใช้เป็นจำนวนมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอื่น ๆ ในโลก นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยต้องทนรับการรัฐประหารหลายครั้งหลายคราและผลพวงของการนั้นอย่างยอม จำนนมาโดยตลอด และที่สำคัญก็คือ นักฎหมายบางส่วนกลับเชื่อด้วยว่า นี่คือจารีตประเพณีทางการเมืองและกฎหมายของไทยไปแล้ว โดยไม่คิดจะตั้งคำถามใด ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำไป
กรณีที่ว่ามานี้ เมื่อพิจารณาในแง่ระบบกฎหมายย่อมเป็นคำตอบอยู่ในตัวเองแล้วว่า หลักการพื้นฐานที่ว่าด้วย “กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ” นั้น มีผลบังคับ (และหยั่งรากลึกลงไปในจิตสำนึกของนักกฎหมาย) อย่างแท้จริงเพียงใดในประเทศนี้ โดยยังไม่ต้องคำนึงถึงคำวินิจฉัยฝ่ายตุลาการที่ยอมรับคณะรัฐประหารว่ามีฐานะ เป็นรัฏฐาธิปัตย์ (เมื่อยึดอำนาจการปกครองประเทศไว้ได้แล้ว) ซึ่งเป็นการใช้ตรรกะทางกฎหมายที่ทำลายล้างหลักการข้างต้นลงอย่างสิ้นเชิง
1.2 นิติราษฎร์เสนอให้มีการจัดทำ “คำประกาศ ฯ” เพื่ออะไร
• เพื่อให้ “คำประกาศ ฯ” เป็นวิธีการอันถาวร มั่นคงและยืนนาน ในอันที่จะยับยั้งและต่อต้านรัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต อีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องกำหนดวิธีการที่จะยับยั้งอย่างได้ผลและมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อมีการใช้อำนาจนอกระบบกฎหมายเพื่อแทรกแซงทางการเมือง
• เพื่อเป็นคำประกาศเจตจำนงและความเข้าใจร่วมกันของปวงชนชาวไทยว่า ในระบอบการเมืองการปกครองและกฎหมายนั้น จะต้องมีหลักการพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นคุณค่า เป็นหัวใจหรือเป็นสาระสำคัญ โดยหลักการพื้นฐานเหล่านี้จะถูกยกเลิกเพิกถอนหรือก้าวล่วงโดยองค์กรหรือ สถาบันการเมืองใด ๆ มิได้เป็นอันขาด
• เพื่อเสนอให้ระบอบการเมืองการปกครองและระบบกฎหมายไทยมีบรรทัดฐานการอ้าง อิงที่ชัดเจน ทั้งในแง่หลักการและเจตนารมณ์ในการก่อตั้งและการดำรงอยู่ของกฎหมายรัฐ ธรรมนูญ องค์กรและสถาบันทางการเมืองและการปกครองทั้งปวง
2. คำประกาศ ฯ ดังกล่าวจะช่วยยับยั้งและต่อต้านรัฐประหารได้อย่างไรบ้าง
เราอาจพิจารณาแนวทางใช้ประโยชน์จากคำประกาศ ฯ ได้ใน 2 ลักษณะคือ
2.1 ในแง่รูปแบบ ต้องทำให้สถานะของคำประกาศ ฯ มีความชอบธรรมอันบริบูรณ์และสูงสุดโดยปราศจากเงื่อนไข ในฐานะที่เป็นเจตจำนงสูงสุดของปวงชนชาวไทยในทางการเมืองการปกครอง อยู่เหนือการกระทำรัฐประหารและการใช้อำนาจทางกฎหมาย (ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม) ของคณะรัฐประหาร
2.2 ในแง่เนื้อหา ต้องกำหนดให้คำประกาศ ฯ แสดงเจตจำนงของปวงชนชาวไทยอย่างชัดเจน อันจะมีผลให้หากมีการใช้อำนาจนอกระบบกฎหมายเข้าแทรกแซงทางการเมือง การกระทำนั้นจะเป็นปฏิปักษ์กับเจตจำนงที่แสดงออกผ่านทางคำประกาศ ฯ ข้างต้น
ซึ่งผู้เขียนจะได้ขยายความในแง่วิธีการให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ดังนี้
ก. คำประกาศ ฯ พึงมีรูปแบบแยกออกจากระบบกฎหมายและไม่มีสถานะในโครงสร้างของกฎหมาย
ในกรณีนี้ เราต้องเข้าใจแนวคิด (เชิงเทคนิค) ว่าด้วยโครงสร้างของระบบกฎหมายสักเล็กน้อย
กล่าวคือ ในโครงสร้างของระบบกฎหมายในประเทศไทยนั้น บนยอดสุดของโครงสร้างได้แก่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ (ตามหลักการที่ว่าด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด) ส่วนกฎหมายอื่น ๆ (เช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา เป็นต้น) จะไล่ลำดับศักดิ์หรือชั้นของกฎหมายลดหลั่นกันลงมา แต่ไม่ว่าบทกฎหมายเหล่านี้จะมีลำดับชั้นอย่างไรก็ตาม กฎหมายทั้งหมดล้วนอยู่ในโครงสร้างของระบบกฎหมายทั้งสิ้น นั่นหมายถึง บทกฎหมายต่าง ๆ อาจมีถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไขเพิ่มเติมโดยอาศัยอำนาจและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายลำดับชั้นที่ สูงกว่าได้ตามความเหมาะสม
ดังนี้ เราจึงเข้าใจได้ไม่ยากว่า เมื่อคณะรัฐประหารสามารถยึดอำนาจการปกครองประเทศและฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่ง สถาปนาอำนาจการปกครองไว้ในรูปแบบโครงสร้างทางกฎหมายทิ้งไปแล้ว ในทางข้อเท็จจริง คณะรัฐประหารจึงสามารถบัญญัติกฎหมายใหม่ ออกคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือประกาศยกเลิกกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งที่มีอยู่ในโครงสร้างระบบกฎหมายเหล่า นั้นได้ เนื่องจากอำนาจที่คณะรัฐประหารใช้ขณะนั้นมีลักษณะเป็นอำนาจ (เถื่อนที่เกิดจากปลายกระบอกปืน) ตามความเป็นจริงนั่นเอง
ดังนั้น นิติราษฎร์จึงเสนอให้คำประกาศ ฯ มีสถานะพิเศษ กล่าวคือ แยกออกจากระบบกฎหมายและไม่ให้มีสถานะอยู่ในโครงสร้างของระบบกฎหมายที่ว่ามา ข้างต้น ซึ่งถ้าไม่แยกคำประกาศ ฯ ออกจากสถานะในทางกฎหมาย หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นและคณะรัฐประหารสามารถยึดอำนาจการปกครองประเทศไว้ ได้ คำประกาศ ฯ ก็อาจถูกยกเลิกหรือถูกประกาศให้สิ้นสุดลงได้ ทั้งนี้ ก็เพื่อปิดทางมิให้คำประกาศ ฯ ถูกฉีกทิ้งได้ได้ง่ายในทำนองเดียวกับการฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญอีกต่อไป
นั่นหมายถึง แม้หากการรัฐประหารจะสำเร็จและฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญทิ้งแล้วก็ตาม แต่คณะรัฐประหารจะไม่สามารถฉีกคำประกาศ ฯ ข้างต้นได้เป็นอันขาด เพราะคำประกาศ ฯ มีลักษณะพิเศษที่แยกออกจากระบบกฎหมายและไม่มีสถานะใด ๆ อยู่ในโครงสร้างของระบบกฎหมายของประเทศนั่นเอง
ข. พึงกำหนดเนื้อหาในคำประกาศ ฯ ในลักษณะการวางหลักการพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อประกาศคุณค่าอันสูงสุดของระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยต่อหน้า พลเมืองทุกคน
ในที่นี้ คำประกาศ ฯ จึงมีสถานะเป็นการประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกันของปวงชนชาวไทย ต้องถือเป็นหลักใหญ่ใจความในการปกครองประเทศ หรืออีกนัยหนึ่ง มีลักษณะเป็นสัญญาประชาคมร่วมกันของพลเมืองซึ่งเป็นเสมือนหลักการและคุณค่า พื้นฐานอันศักดิ์สิทธิ์ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ องค์กรและสถาบันการเมืองใด ๆ จะก้าวล่วงมิได้เป็นอันขาด และเพื่อให้เนื้อหาของคำประกาศ ฯ ธำรงคุณค่าทางการเมืองการปกครองอย่างมั่นคงและถาวร จึงควรกำหนดประเด็นสำคัญในเนื้อหา (อย่างน้อย) 2 ประการได้แก่
• การปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงและถึงที่สุดต่อการใช้อำนาจนอกระบบกฎหมาย (เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอันเป็นการล้มล้างเจตจำนงอันเป็น อิสระของพลเมืองผ่านกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย) พร้อมด้วยสิทธิธรรมอันบริบูรณ์ของพลเมืองทั้งปวงในอันที่จะต่อต้านการใช้ อำนาจนอกระบบเช่นว่านั้น เพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบการปกครอง รวมทั้งสิทธิธรรมของพลเมืองทั้งปวงในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญด้วยมาตรการต่าง ๆ ที่จำเป็น
• การเน้นย้ำและวางหลักการพื้นฐานที่สำคัญของระบอบการปกครองของประเทศไว้ ให้มั่นคง โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ องค์กรและสถาบันการเมืองทั้งปวงจะต้องผูกพันตนเข้ากับหลักการพื้นฐานที่ สำคัญในคำประกาศ ฯ นอกเหนือไปจากภารกิจและหน้าที่ขององค์กรและสถาบันการเมืองซึ่งบทบัญญัติใน กฎหมายรัฐธรรมนูญจะได้กำหนดไว้แล้วอีกส่วนหนึ่ง
ดังนั้น คำแถลงการณ์ของนิติราษฎร์ ในข้อ 5 (ของประเด็นที่ 4) จึงเสนอตัวอย่างเนื้อหาของคำประกาศ ฯ เพื่อเป็นการนำร่องเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานต่าง ๆ อาทิเช่น
• มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระ มีสิทธิ เสรีภาพและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
• อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย ไม่มีผู้ใดหรือไม่มีวิธีการใดที่จะพรากไปจากราษฎรได้
• การปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรมเป็นคุณค่าพื้นฐานของรัฐ
• การแบ่งแยกอำนาจเป็นอุดมการณ์ในการจัดรูปการปกครองที่ต้องธำรงไว้ให้มั่นคงตลอดกาล เป็นต้น
ตัวอย่างประสบการณ์ในประเทศประชาธิปไตยอื่น ๆ
แนวความคิดในเรื่องสถานะพิเศษของคำประกาศ ฯ เช่นว่านี้ หากเราต้องการดูตัวอย่างจากประสบการณ์ของประเทศประชาธิปไตยในโลก ก็อาจจะพิจารณาได้ เช่น กรณี “คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง 1789” ที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศสปี 1789 ซึ่งยังคงมีผลผูกพันและได้รับการยอมรับเชิงคุณค่าทั้งในทางการเมืองและ กฎหมายว่า เทียบเท่าหรือสูงกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสสืบมาจนกระทั่งปัจจุบัน
3. ผลของการมีคำประกาศ ฯ
3.1 ในสถานการณ์รัฐประหารซึ่งมุ่งล้มล้างรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายและล้มล้างกฎหมายรัฐธรรมนูญ
1. ในทางการเมือง
• การกำหนดเนื้อหาไว้ในคำประกาศ ฯ ว่าด้วยการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงและถึงที่สุดต่อการใช้อำนาจนอกระบบกฎหมายและ สิทธิธรรมของพลเมืองในอันที่จะต่อต้านรัฐประหาร เพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบการปกครองและเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญด้วยมาตรการต่าง ๆ ที่จำเป็น ย่อมทำให้การรัฐประหารเป็นการกระทำทางการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน กับเจตจำนงของปวงชนชาวไทยซึ่งแสดงออกผ่านคำประกาศ ฯ ดังนั้น พลเมืองทั้งหลายย่อมมีความชอบธรรมในการลุกขึ้นต่อต้านรัฐประหาร โดยสามารถใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็นแก่การนั้นได้
• สำหรับคณะรัฐประหาร คำประกาศ ฯ ย่อมมีฐานะเป็น “ความชอบธรรมสูงสุดทางการเมืองและอยู่เหนือการกระทำของคณะรัฐประหาร” และแม้คำประกาศ ฯ จะไม่สามารถขัดขวางการกระทำใด ๆ ของคณะรัฐประหารที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง (โดยพฤตินัย) ได้ แต่คำประกาศ ฯ จะมีผลเป็นการปฏิเสธการกระทำทั้งปวงและล้มล้างผลในทางกฎหมายของการกระทำนั้น (นิตินัย) อย่างสิ้นเชิงและปราศจากเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น
2. ในทางกฎหมาย
คณะรัฐประหารย่อมไม่สามารถใช้อำนาจประกาศยกเลิกหรือ “ฉีก” คำประกาศ ฯ ดังกล่าวได้ แม้จะใช้อำนาจประกาศยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับในขณะนั้นได้สำเร็จ แล้วก็ตาม
• การใด ๆ ที่คณะรัฐประหารได้ก่อขึ้น (เช่น การกระทำ ประกาศ คำสั่ง เป็นต้น) เมื่อเป็นปฏิปักษ์กับคำประกาศ ฯ ย่อมถือว่าไม่เพียงแต่จะปราศจากความชอบธรรมในทางการเมืองเท่านั้น ยังต้องถือด้วยว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายโดยปราศจากเงื่อนไข เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อเจตจำนงอันสูงสุดของปวงชนชาวไทย
• หากสังคมไทยเห็นพ้องต้องกันในมาตรการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร (ดังคำแถลงการณ์ของนิติราษฎร์ในประเด็นที่ 1) ก็สามารถดำเนินการในลักษณะดังกล่าวกับการรัฐประหารได้ เมื่อสถานการณ์รัฐประหารได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทั้งนี้ ย่อมรวมถึงการดำเนินคดีอาญากับคณะบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร ด้วย
• ดังนั้น สังคมไทยพึงดำเนินการในส่วนนี้เพื่อเป็นบรรทัดฐานในทางกฎหมาย สำหรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดมีขึ้นในอนาคตด้วย
• คำประกาศ ฯ มีผลทำให้การรัฐประหารและการใช้อำนาจทางกฎหมายของคณะรัฐประหารเป็นการอันมิ ชอบด้วยกฎหมายโดยสิ้นเชิงและตลอดสาย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการพิทักษ์รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองและเป็นการยืน ยันเจตนารมณ์ของกฎหมายในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 อันว่าด้วยความผิดฐานกบฏด้วย
3.2 ในสถานการณ์ปกติ
3.2.1 สถานะในทางการเมือง
คำประกาศ ฯ จะเป็นสัญญาประชาคมร่วมกันของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง เป็นการประกาศเจตจำนงสูงสุดทางการเมืองที่ยึดถือหลักอำนาจอธิปไตย “เป็นของ” ปวงชนชาวไทย หลักประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐว่า เป็นหลักการพื้นฐานในระบอบการเมืองการปกครองของประเทศ และจะเป็นบรรทัดฐานอ้างอิงที่ชัดเจนสำหรับการกระทำทั้งหลายทั้งปวงในทางการ เมือง
3.2.2 สถานะในทางกฎหมาย
ดังที่กล่าวแล้วว่า คำประกาศ ฯ จะมีสถานะเป็นเพียงการประกาศเจตจำนงทางการเมืองหรือเป็นสัญญาประชาคมของปวง ชนชาวไทยและไม่มีสถานะใด ๆ ในโครงสร้างทางกฎหมาย แต่คำประกาศ ฯ ในฐานะเป็นเจตจำนงอันสูงสุดของพลเมืองที่จะธำรงไว้ซึ่งระบอบการเมืองการ ปกครองอันชอบธรรม จะถือเป็นหลักการพื้นฐานและความชอบธรรมสำหรับโครงสร้างของระบบกฎหมายใน ประเทศ เป็นคุณค่าอันถาวรและสูงสุดที่ผูกพันกฎหมายรัฐธรรมนูญ องค์กรและสถาบันการเมืองการปกครองทั้งปวงตามรัฐธรรมนูญ มีฐานะเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายเพื่อใช้สำหรับอ้างอิงในแง่การร่าง แก้ไขเพิ่มเติม การใช้และการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างเป็นการถาวร
4. สังคมไทยที่ผ่านมาในอดีตมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาก่อนแล้วหรือไม่
หากจะกล่าวว่า ข้อเสนอนี้เป็นสิ่งใหม่ที่สังคมไทยยังไม่คุ้นเคยกันมาก่อนเลยก็อาจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงที่เคยเกิดขึ้นก็เป็นได้
เราจะต้องไม่ลืมว่า “การอภิวัฒน์ 2475” นั้นถูกประกาศอย่างเป็นทางการพร้อมด้วย “หลัก 6 ประการของคณะราษฎร” ซึ่งถือเป็นเจตนารมณ์ที่สำคัญในการอภิวัฒน์ เป็นหลักใหญ่ใจความในการบริหารและปกครองบ้านเมืองในเวลานั้น อีกนัยหนึ่ง “หลัก 6 ประการ” ถือเสมือนเป็น “สัญญาประชาคม” ที่คณะราษฎรผูกพันตนเองและชี้แจงแก่สาธารณชนว่าจะนำการอภิวัฒน์ 2475 ไปในทิศทางใดนั่นเอง กรณีนี้เราจะเห็นด้วยว่า คณะรัฐบาลที่มีขึ้นในช่วงแรกภายหลังการอภิวัฒน์ 2475 ยังถือเป็นธรรมเนียมที่จะปฏิญาณตนก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดินว่า จะยึดมั่นและปฏิบัติตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎรสืบไปอีกด้วย
ดังนั้น ข้อเสนอของนิติราษฎร์เพื่อให้มี “คำประกาศ ฯ” จึงมิใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทยแต่ประการใด เพราะเป็นสิ่งที่สังคมไทยเคยรับรู้และพยายามสร้างธรรมเนียมปฏิบัติทางการ เมืองการปกครองในลักษณะเช่นว่านี้มาแล้วในอดีต เพียงแต่หลักการหรือเจตนารมณ์พื้นฐานของการปกครองในทำนองนี้อาจถูกลืมเลือน จากสาธารณชนไปบ้าง (ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ)
นอกจากนี้ การเสนอของนิติราษฎร์ให้มี “คำประกาศ ฯ” ก็เพื่อสืบทอดและหยั่งรากจิตวิญญาณประชาธิปไตยให้มั่นคงแน่นหนามากขึ้น และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือ เพื่อให้สอดรับกับพัฒนาการทางการเมืองในปัจจุบันที่กำลังก้าวเข้าใกล้หลัก การประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐยิ่งขึ้นด้วยอีกประการหนึ่ง.

จ้องมองน้ำ จะหลากท่วมทุ่งเมืองไทย

ที่มา ประชาไท

“ภาพฝนตกพร่ำๆ ช่วงปลายฝนต้นหนาว ตุลาคม 2554 สลับกับภาพน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ผ่านแนวกระสอบทรายที่กั้นไว้ พร้อมคำสัมภาษณ์ถึงความทุกข์ยากของชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมบ้านเรือน ขณะเดียวกันก็มีการเสนอภาพการอพยพหนีน้ำท่วม และความช่วยเหลือต่างๆ ที่เข้ามายังพื้นที่น้ำท่วม เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน”

การถ่ายทอดภาพเสมือนความจริงผ่านเครื่องโทรทัศน์ที่รับรู้และจ้อง มองอย่างไม่กระพริบตาในช่วงเวลานี้ เรื่องน้ำหลากท่วมพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ถือเป็นเรื่องที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนมากที่สุด เนื่องด้วยปริมาณน้ำที่มากมายมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ราบลุ่มของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลาง บางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนน้ำทั้งหมดจะไหลหลากมายังกรุงเทพในท้ายที่สุด ซึ่งปริมาณน้ำ หรือเรียกกันจนติดปากว่า มวลน้ำ ได้ส่งผลกระทบมากมายกับชีวิตผู้คน ทั้งในพื้นที่ที่มวลน้ำไหลผ่านและไม่ไหลผ่าน เพราะทุกคนได้จับจ้อง เฝ้ามอง และวิตกกังวลกับความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นกับตนเอง ญาติพี่น้อง และคนอื่นๆ ก็ตามที และมักจะได้คำทักทายใหม่ๆ ว่า “น้ำท่วมหรือยัง?” นอกจากนี้ ยังมีคำใหม่ๆ ผ่านสื่อ เช่น น้ำเข้าโจมตี การต่อสู้กับมวลน้ำ การอพยพหนีน้ำ ฯลฯ

ประเด็นสำคัญ คือ ทำไมเรื่องน้ำท่วมจึงสร้างความเครียด และความหวาดกลัวให้กับผู้คนได้อย่างมากมาย ซึ่งสะท้อนผ่านวิธีคิดในการอธิบายเรื่องน้ำพุทธศักราช 2554 นี้ พบว่าความคิดเรื่องน้ำในบริบทปัจจุบัน ได้เปลี่ยนสถานภาพจาก “มิตร” ทรัพยากรผู้หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต เป็น “ศัตรู” ภัยธรรมชาติผู้บ่อนทำลายชีวิตและทรัพย์สิน ดังคำกล่าวว่า “…การป้องกันน้ำท่วมก็เหมือนการป้องกันเมืองจากการโจมตีของข้าศึก ซึ่งเราอาจจะป้องกันเอาไว้ได้หรือป้องกันไม่ไหวก็ได้ หากถึงที่สุดแล้ว เราไม่มีทางต่อสู้ได้แน่ๆ พ่ายแพ้แล้ว...” (ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์.2554) หรืออาจกล่าวว่า น้ำที่เราจ้องมองนี้ ไม่ใช่น้ำที่เชื่อง แบบว่านอนสอนง่าย แต่เป็นมวลน้ำที่ดุดันและน่าสะพรึงกลัว ไม่เหมือนกับสายน้ำเมื่อวันวานที่ผ่านมา

โจทย์คำถามนี้ ทำให้ต้องทบทวนว่า เมื่อ 20-30 ปีก่อนหน้านี้ เราไม่มีความคิดว่า น้ำที่ไหลผ่านบ้านจะเป็นศัตรูที่ต้องป้องกันหรือกีดกั้นให้ออกจากบ้าน แต่กลับคิดว่า เราจะอาศัยอยู่ในบ้านที่มีน้ำร่วมอยู่ด้วยอย่างไร เพราะเชื่อว่า น้ำที่ไหลเข้ามานั้น เป็นเรื่องของฤดูกาลที่เกิดขึ้นเกือบทุกปี จึงเรียนรู้และเตรียมพร้อมว่า ช่วงฤดูปลายฝนต้นหนาว จะมีวิถีชีวิตที่อาจมีน้ำ(ท่วม) เข้ามาอยู่กับเราในบ้านหรือรอบบ้าน โดยชาวบ้านจะซ่อมแซมเรือ เตรียมเครื่องมือหาปลา เก็บเกี่ยวข้าวนาปีให้เสร็จสิ้นก่อน และเตรียมจัดแจงพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำ หรือพิธีกรรมที่แสดงถึงความเคารพทรัพยากรท้องถิ่น ดังนั้น ความคิดเรื่องน้ำ จึงไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องกีดกั้นให้ออกไป ตรงกันข้าม น้ำท่วมเป็นเรื่องวัฎจักรหมุนเวียนรอบปีที่ผู้คนต้องปรับตัว เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและชุมชน

หากถกเถียงว่า เรื่องน้ำท่วมในอดีตกับปัจจุบันมีความแตกต่างกัน ทั้งปริมาณมวลน้ำ วิถีชีวิตผู้คน และสภาพบ้านเรือน จึงทำให้วิธีคิดในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกัน เพราะปัจจุบัน บริบทของเมืองไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ประการแรก การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทางกายภาพ โดยพบว่า มีการปรับพื้นที่ดินให้สูงขึ้น เพื่อสร้างบ้านเรือน หมู่บ้านจัดสรร และนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่น้ำหลาก หรือพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งแต่เดิมพื้นที่เหล่านี้ เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำ เป็นทางน้ำไหล หรือเรียกง่ายๆ คือ ทำเลน้ำท่วม

ประการสอง โครงสร้างทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ มีการผลิตสินค้าทางการเกษตรและอุตสาหกรรมทางการค้า เพื่อแข่งขันเวทีตลาดโลก ขณะเดียวกัน ประเพณีวัฒนธรรมที่เคยปฏิบัติประจำปี ถูกละเลยและไม่สามารถนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานทางสังคมได้อีกต่อไป แต่กลับผลิตวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้าการท่องเที่ยว ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในปัจจุบันจึงเร่งผลิตเพื่อแสวงหากำไร และหากมีเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่ จะทำให้ประสบภาวะขาดทุน เพราะน้ำได้บ่อนทำลายผลผลิต อันหมายถึงต้นทุนและผลกำไรที่ต้องไหลไปกับน้ำท่วม

ประการสาม การปรับเปลี่ยนสถานภาพทางสังคมของผู้คน พบว่าคนรุ่นใหม่ลูกหลานเกษตรกร มีการศึกษาสูงขึ้น มีวิถีชีวิตและฐานะทางเศรษฐกิจไม่แตกต่างจากสังคมเมือง และเชื่อมโยงสังคมโลก จึงอาจเรียกว่า มีสถานภาพเป็นคนชั้นกลางสมัยใหม่ ท่ามกลางบริบททรัพยากรธรรมชาติที่จำกัด ปัญหามลพิษที่เพิ่มขึ้น และปัญหายาเสพติด อาชญกรรม ความขัดแย้งและอื่นๆ นับว่าเป็นความเสี่ยงที่แวดล้อมอยู่รอบตัว ซึ่งบริบทเหล่านี้ได้หล่อหล่อมวิถีคิดของคนชั้นกลางสมัยใหม่ ทั้งด้านความเป็นนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ต้องการบริโภคพืชผักปลอดสารพิษ ความใส่ใจต่อสุขภาพอนามัย และภาพจินตนาการชุมชนเข้มแข็งพึงพาตนเอง ภาพตัวแทนเหล่านี้ เป็นการแสวงหาความบริสุทธิ์และความสะอาด ตรงกันข้าม ก็รังเกียจและกีดกั้นความไม่บริสุทธิ์และความไม่สะอาด ดังนั้น เสียงที่ดังของคนชั้นกลางสมัยใหม่ จึงให้ความหมายกับน้ำหลากท่วมนี้ว่า เป็นสิ่งสกปรกและ ไม่สะอาด หรือ Mary Douglas (1966) เรียกว่า "วัตถุ-สสารที่ไม่เหมาะกับกาละเทศะ" คือ น้ำหลากท่วมไม่ถูกต้องกับจังหวะเวลาและพื้นที่ที่ต้องการให้น้ำท่วม

น้ำที่ไหลหลากเข้าท่วมเมืองไทยขณะนี้ ล้วนผสมปนเปไปด้วยสิ่งสกปรก สิ่งปฏิกูล อุจจาระ ซากเน่าเปื่อย และมลพิษต่างๆ จากทุกทิศทางที่น้ำไหลผ่าน ผนวกกับรากเหง้าความเชื่อที่ว่า น้ำเป็นเครื่องมือส่งผ่านความชั่วร้ายหรือเคราะห์กรรมออกจากครอบครัวและ ชุมชน แต่ขณะนี้ น้ำได้นำพาความชั่วร้ายหรือเคราะห์กรรมเข้ามาสู่บ้านเรือน วิธีการป้องกัน คือ กีดกั้นน้ำให้ออกจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ซึ่ง “น้ำ”ในความหมายนี้ ไม่แตกต่างจาก “ขยะ” ที่ต้องการทิ้งลงถังให้เร็วที่สุด แต่อย่าลืม ยังมีความเชื่อเรื่องน้ำในความหมายของความศักดิ์สิทธิ์ เช่น น้ำในพิธีกรรมทางศาสนาและสถาบัน และน้ำฝนจากฟ้า ซึ่งล้วนมีนัยยะของความบริสุทธิ์ บุญ และความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น ความหมายในวิธีคิดเรื่องน้ำ จึงมีสองด้าน คือ ความศักดิ์สิทธิ์กับความสกปรก

Mary Douglas (1966) ได้กล่าวว่า แนวคิดสุดขั้วเรื่อง ความสะอาด-สกปรก เกิดจากการตีความ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติรอบตัว และมนุษย์กับความขัดแย้งทางจิตใจ ซึ่งความสะอาด-สกปรกในธรรมชาตินั้นเป็นของคู่กัน แต่มนุษย์ได้แยกแยะความสะอาดกับความสกปรกออกจากกัน จากนั้นก็สร้างพิธีกรรมและความเชื่อเรื่องความสะอาดให้กลายเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่ความสกปรก หรือไม่สะอาด ถูกตีความใหม่ว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายและบาปของมนุษย์ที่ต้องขจัดทิ้ง เมื่อรากฐานความเชื่อนี้ได้แพร่กระจายไปสู่วิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ใน สังคม ผ่านอาหาร การทำงาน เพศสัมพันธ์ การชำระร่างกาย การแพทย์ ฯลฯ จนกลายเป็นฐานรากทางสังคมที่ฝังลึกในจิตไร้สำนึกของมนุษย์ กลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมขึ้นมา และมีการกำหนดสิ่งต้องห้ามและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเพื่อจัดระเบียบสังคม โดยการวินิจฉัยเชิงคุณค่าเกี่ยวกับความสะอาด-สกปรกเป็นรากฐาน ซึ่งกระบวนการนี้ได้ถูกส่งผ่านวิถีคิดแบบตะวันตกเกือบทุกสาขามาจนถึง ปัจจุบัน

เมื่อสังคมโลกาภิวัตน์ขยายตัว เป็นคู่ขนานกับแนวคิดเรื่องความสะอาด-สกปรก และเคลื่อนย้ายไปผนวกรวมกับมายาคติปัญหามลพิษ และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมโลก และดูเหมือนว่าวิธีคิดนี้จะเข้มข้นและแพร่กระจายในสังคมเมือง หมู่คนชั้นกลางสมัยใหม่ ทำให้แบ่งแยกเป็นสองขั้วความคิดชัดเจน เช่น ด้านการเมือง ชาติพันธุ์ เศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น ทั้งนี้ ความแบ่งแยกขั้วความคิดเรื่องสะอาด-สกปรก ก็ยังมีจุดคลุมเครือและพร่ามัว ยกตัวอย่าง ประเด็นที่ว่า หากสุขาเป็นเรื่องความสกปรก ทำไมต้องทำสุขาไว้ภายในบ้านหรือบนบ้าน ไม่แยกออกจากบ้านเรือน หรือ สุขา เป็นเรื่องความสะอาด หรือถูกทำให้สะอาดเพราะน้ำ

ทั้งนี้ น้ำท่วมในความหมายของเมืองไทย ณ ช่วงเวลานี้ คือ ศัตรู หรือความสกปรกที่ต้องการกีดกั้นออกไป ด้วยกระบวนการจัดจำแนกพื้นที่ป้องกันน้ำท่วมตามลำดับขั้น ซึ่งเมืองหลวง เป็นพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และสังคมที่สำคัญที่สุดในการป้องกันน้ำท่วม สำหรับข้อกล่าวอ้าง เพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพ คือ หากน้ำท่วมจะกระทบต่อศูนย์กลางเศรษฐกิจ และการบริหารราชการแผ่นดินของเมืองไทย ซึ่งสาเหตุหลักที่น้ำท่วมกรุงเทพ มาจากเงื่อนไข 3 ประการสำคัญ คือ 1) น้ำเหนือที่ไหลมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา 2) น้ำทะเลหนุนเข้ามาทางปากอ่าวและปากคลองต่างๆ และ 3) ฝนที่ตกลงมาในพื้นที่

มีข้อเสนอว่า การป้องกันน้ำท่วมพื้นที่กรุงเทพ ควรทำให้เป็นพื้นที่ปิดล้อม โดยปิดล้อมทางด้านเหนือและภาคตะวันออก รวมทั้งการปิดล้อมประตูระบายน้ำเมื่อน้ำหนุน และปิดล้อมน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนฝั่งตะวันตก หรือฝั่งธนบุรีจะทำให้มีพื้นที่ปิดล้อมย่อยๆ (สฤณี อาชวานันทกุล. 2554) ซึ่งการดำเนินการปัจจุบัน ก็ได้ทำให้กรุงเทพเป็นพื้นที่ปิดล้อมแล้ว ด้วยการสร้างแนวกระสอบทราย และเร่งสูบน้ำออก เพื่อไม่ให้น้ำไหลตามพื้นที่ความลาดชันตามธรรมชาติ หากแต่ผลักน้ำให้ไหลไปตามพื้นที่ที่มีลำดับขั้นความสำคัญต่ำกว่ากรุงเทพ บางส่วนก็ผลักน้ำเข้าเรือกสวนไร่นาหรือชุมชนรอบกรุงเทพ และภาคกลาง ซึ่งเป็นการจงใจปล่อยน้ำให้ท่วมจังหวัดรอบๆ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มปากอ่าวไทย อันเป็นทำเลน้ำท่วม

ทั้งนี้ยังไม่มีข้อถกเถียงว่า ชาวบ้านในภาคกลางและเขตปริมณฑลที่ถูกน้ำท่วมจำนวนมากต้องหมดเนื้อหมดตัว ทุกอย่าง หรือบางคนถึงกับเสียชีวิต เพราะสายป่านทางเศรษฐกิจไม่ยาวพอที่จะเอาตัวรอดหรือเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่าง อื่นได้ และต้องรอเงินชดเชยจากรัฐเป็นเวลานาน หรือหลายคนไม่ได้รับเงินชดเชยเลย ส่วนเงินชดเชยที่ได้รับ็ก็เป็นเพียงส่วนน้อยของมูลค่าผลิตผลที่คาดว่าจะขาย ได้ถ้าน้ำไม่ท่วม (สฤณี อาชวานันทกุล. 2554) ขณะที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อคนกรุงเทพนั้น หากปล่อยให้น้ำท่วมอาจจะน้อยกว่าผลรวมของความเสียหายชาวบ้านในจังหวัดภาค กลางและเขตปริมณฑล เพราะมีสายป่านทางเศรษฐกิจที่ยาวกว่าชาวบ้านในเขตรอบนอก กล่าวได้ว่า บริษัท โรงงาน ห้างร้าน คอนโด บ้านจัดสรร ที่ถูกน้ำท่วมเพียงไม่กี่วัน อย่างมากก็สูญเสียรายได้บ้าง หรือต้องอดทนกับการลุยน้ำ ซึ่งมีน้อยรายที่ต้องหมดเนื้อหมดตัวทุกอย่าง

แผนผังแสดงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยปี 2553


ความไม่เท่าเทียมกันในการรับน้ำหลากท่วมทุ่งเมืองไทย ระหว่างคนกรุงเทพกับคนรอบนอกกรุงเทพและคนต่างจังหวัด ขณะที่คนกรุงเทพได้รับผลกระทบน้อยมาก ตรงกันข้าม คนอื่นต้องยืนมองน้ำท่วมบ้านและเรือกสวนไร่นา ด้วยเหตุผลว่า เป็นการเสียสละ เพื่อป้องกันน้ำไม่ให้ท่วมเมืองหลวง ขณะเดียวกัน คนกรุงเทพ แสดงออกถึงความสงสาร ความเห็นใจ และขานรับด้วยการระดมการบริจาคเงินและสิ่งของ ช่วยบรรเทาและเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการแจกถุงยังชีพ และกล่อมผู้คนให้ลืมความไม่เท่าเทียมกันด้วยละคร เสียงเพลงและข่าวสถานการณ์น้ำท่วมผ่านรายการทีวี ซึ่งการกระทำเฉกเช่นนี้ เพื่อบอกให้รู้สึกว่า คนกรุงเทพได้ขอโทษในสิ่งที่ได้กระทำไปแล้ว และเมื่อรอบปีน้ำหลากท่วมผ่านมาอีกครั้ง กลไกความไม่เท่าเทียมกันก็จะทำงานอีก โดยกลบเกลื่อนเรื่องศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อกำหนดว่า ใครควรมีศักดิ์ศรีและคุณค่าเท่าไร โดยมีพื้นที่น้ำท่วม เป็นภาพสะท้อนตัวชี้วัดคุณค่าความสำคัญ

ทางเลือกการป้องกันน้ำท่วมดังกล่าวนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างคนกับคน และคนกับน้ำ ซึ่งดูเหมือนว่า ปัจจุบันเมืองไทยกับน้ำท่วมจะไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ เว้นแต่ว่า น้ำท่วมจะอยู่คู่กับวิถีชีวิตตลอดทุกวัน เหมือนกับส้วมที่ตั้งอยู่ในบ้านจัดสรร หรือหากจะคิดจัดการน้ำท่วมต่อไปในอนาคต คงต้องคำนึงว่า น้ำจะอยู่ที่ไหนและอยู่ในสถานภาพอะไร (ความสกปรก-ความศักดิ์สิทธิ์-ความสะอาด)

ณ ขณะนี้ เกือบทุกสายตา เฝ้าจ้องมองว่า น้ำจะท่วมทุ่งเมืองไทยที่ไหนต่อไป ความทุกข์ยากของชาวบ้านมีอะไรบ้าง และการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาทุกข์ด้วยการแจกถุงยังชีพจะเข้าถึงชาวบ้านหรือ ไม่ ซึ่งการจ้องมองและช่วยเหลือกับผู้ประสบภัยน้ำท่วม นับว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า เราจะต้องพบเจอเหตุการณ์น้ำท่วม การป้องกัน และการช่วยเหลือชาวบ้าน ด้วยกระบวนการนี้เกือบทุกปีเชียวหรือ หรือจะเปิดให้มีทางเลือกอื่นๆ เพื่อค้นหาคำตอบว่าจะทำให้อย่างไรให้ คน ท้องถิ่น และเมืองอยู่กับน้ำท่วมอย่างมีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน

บรรณานุกรม

Mary Douglas. Purity and Danger: An Analysis of Concepts of Pollution and Taboo .Routledge Classics: London. 1966

ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์. บัญญัติ 20 ประการ เตรียมบ้านก่อนน้ำท่วม. http://www.tcijthai.com/column-article/886. 10 ตุลาคม 2554

สฤณี อาชวานันทกุล. เศรษฐศาสตร์และการเมืองเรื่องน้ำ. http://www.tcijthai.com/column-article/567. 30 มิถุนายน 2554

ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท 7 จังหวัด เริ่ม 1 เม.ย.55

ที่มา ประชาไท

คณะกรรมการค่าจ้างเคาะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 40% ทั่วประเทศเริ่ม 1 เม.ย.55 ปรับ 7 จังหวัด ค่าจ้างวันละ 300 บ. พิจารณาปรับครบทุกจังหวัดปี 56

(17 ต.ค.54) เว็บไซต์เดลินิวส์ รายงานว่า เวลา 11.30 น. ที่ห้องประชุมสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ชั้น 5 กระทรวงแรงงาน ได้มีการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลาง ซึ่งมี นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุม โดยเป็นการพิจารณาถึงการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ทั้งนี้การประชุมดังกล่าวเริ่มขึ้นล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมคือเวลา 09.30 น. เนื่องจาก นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ได้เชิญปลัดกระทรวงฯและตัวแทนฝ่ายนายจ้างเข้าหารือนอกรอบก่อน ที่ห้องทำงานรัฐมนตรี จากนั้นการประชุมดังกล่าวจึงเริ่มขึ้น ซึ่งใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง

นพ.สมเกียรติ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลของคณะกรรมการค่าจ้างจังหวัด และข้อเสนอจากคณะอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองของคณะกรรมการค่าจ้างกลาง จึงมีมติเอกฉันท์ให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับปี 2555 ขึ้นทั่วประเทศอีกประมาณร้อยละ 40 ซึ่งมี 7 จังหวัดที่ได้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม และภูเก็ต โดยจะให้เริ่มในวันที่ 1 ม.ค.55 แต่เนื่องจากขณะนี้เกิดภาวะวิกฤตน้ำท่วม ทางคณะกรรมการฯจึงจะเสนอให้เปลี่ยนไปบังคับใช้ในวันที่ 1 เม.ย.55 ส่วนจังหวัดที่มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำยังไม่ถึง 300 บาท ก็จะมีการพิจารณาในปี 56 ต่อไป ขณะที่จังหวัดที่ได้ปรับถึง 300 บาทแล้วก็ให้คงอัตรานี้ไว้ไปจนถึงปี 58

อย่างไรก็ตาม หากสภาพเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ก็จะมีการพิจารณาปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทุกจังหวัดให้เร็วขึ้นกว่ากำหนด เมื่อถามว่ามติดังกล่าวเป็นผลจากการหารือนอกรอบระหว่างรมว.แรงงาน กับตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ใช่หรือไม่ นพ.สมเกียรติ กล่าวว่า รมว.แรงงานไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามมีการพูดคุยกันบ้าง แต่เป็นเรื่องของคณะกรรมการค่าจ้างกลาง

ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงมาตรการที่จะช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่า จ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ที่กระทรวงการคลังเห็นชอบ เช่น การลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อย 23 ในปี 2555 และการหักรายจ่ายของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปหักภาษีนิติบุคคลได้ 1.5 เท่า จากที่ก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงานได้เสนอไว้ที่ 2 เท่า โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ที่มีทุนจด ทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในที่ประชุม กรรมการค่าจ้างฝ่ายนายจ้างได้เสนอมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การเสนอขอลดภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 3 จากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 7 ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มธุรกิจ แต่ครอบคลุมเฉพาะบุคคลธรรมดา อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้รับไปพิจารณา รวมทั้งการลดการจ่ายเงินสมทบประกันสังคม และขยายเวลาการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม ทั้งนี้ คาดว่าจะเสนอในเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคมในการประชุมวัน ที่ 25 ต.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ทั่วประเทศ จะทำให้อัตราค่าจ้างแต่ละจังหวัดเพิ่มขึ้นดังนี้ จ.ภูเก็ต กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรสาคร 300 บาทต่อวัน จ.ชลบุรี 274.4 บาทต่อวัน จ.ฉะเชิงเทรา และสระบุรี 270.2 บาทต่อวัน จ.พระนครศรีอยุธยา 266 บาทต่อวัน จ.ระยอง 264.6 บาทต่อวัน จ.พังงา 260.4 บาทต่อวัน จ.ระนอง 259 บาทต่อวัน จ.กระบี่ 257.6 บาทต่อวัน จ.นครราชสีมา และปราจีนบุรี 256.2 บาทต่อวัน จ.ลพบุรี 254.8 บาทต่อวัน

จ.กาญจนบุรี 253.4 บาทต่อวัน จ.เชียงใหม่ และราชบุรี 252 บาทต่อวัน จ.จันทบุรี และเพชรบุรี 250.6 บาทต่อวัน จ.สงขลา และสิงห์บุรี 246.4 บาทต่อวัน จังหวัดตรัง 254 บาทต่อวัน จ.นครศรีธรรมราช และอ่างทอง 243.6 บาทต่อวัน จ.เลย ชุมพร พัทลุง สตูล และสระแก้ว 242.2 บาทต่อวัน จ.สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ ยะลา สุราษฎร์ธานี 240.8 บาทต่อวัน จ.นราธิวาส อุบลราชธานี และอุดรธานี 239.4 บาทต่อวัน จ.นครนายก และปัตตานี 238 บาทต่อวัน

จ.หนองคาย ตราด และลำพูน 236.6 บาทต่อวัน จ.กำแพงเพชร และอุทัยธานี 235.2 บาทต่อวัน จ.กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยนาท และสุพรรณบุรี 233.8 บาทต่อวัน จ.เชียงราย นครสวรรค์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด และสกลนคร 232.4 บาทต่อวัน จ.ชัยภูมิ มุกดาหาร ลำปาง สุโขทัย และหนองบัวลำภู 231 บาทต่อวัน จ.นครพนม 229.6 บาทต่อวัน จ.พิจิตร พิษณุโลก แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน อำนาจเจริญ และอุตรดิตถ์ 228.2 บาทต่อวัน จ.ตาก และสุรินทร์ 226.8 บาทต่อวัน จ.น่าน 225.4 บาทต่อวัน จ.ศรีสะเกษ 224 บาทต่อวัน และจ.พะเยา 222.6 บาทต่อวัน

15 ธ.ค.พิพากษาคดี ‘ดา ตอร์ปิโด’ หลังศาล รธน.ฟันธงพิจารณาลับไม่ขัดรธน.

ที่มา ประชาไท

17 ต.ค.54 ที่ศาลอาญา ห้องพิจารณาคดี 801 ผู้พิพากษาขึ้นบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล จำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ทำคำโต้แย้งว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ พิจารณาคดีลับอาจเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย (คำวินิจฉัยที่ 30/2554) เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ จึงให้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 15 ธ.ค.54 เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา โดยทนายจำเลยระบุว่า จำเลยเตรียมจะทำการขออภัยโทษต่อไป ซึ่งหากศาลนัดพิพากษากลางเดือนธันวาคม ก็จะไม่ทันวาระเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค.ปีนี้ตามที่จำเลยคาดหวัง

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคดีนี้เป็นการลับ และพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 18 ปีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ได้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น พร้อมทั้งมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งคำโต้แย้งของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็น ผู้วินิจฉัยว่า คำสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับตามมาตรา 177 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ 40 (2) หรือไม่

อย่างไรก็ตาม แม้ศาลอาญาจะนัดฟังคำวินิจฉัยในวันนี้ (17 ต.ค.) แต่เว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่คำวินิจฉัยดังกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลาหลาย เดือนแล้ว โดยคำวินิจฉัยที่ 30/2554 นี้ลงวันที่ 11 พ.ค.54 ระบุเหตุผลตอนหนึ่งว่า การพิจารณาคดีลับ มิได้หมายความว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไมได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการ ยุติธรรม และมิได้จำกัดสิทธิของจำเลยในคดีอาญาแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีการพิจารณาเป็นการลับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 178 กำหนดให้มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณามีสิทธิอยู่ในห้องพิจารณาได้ อาทิเช่น โจทก์และทนายความโจทก์ จำเลยและทนายความของจำเลย ผู้ควบคุมตัวจำเลย พยานผู้เชี่ยวชาญ และล่าม เป็นต้น จึงเห็นได้ว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 เป็นบทบัญญัติที่อูยู่ในขอบเขตแห่งการให้สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณาแก่ บุคคลตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ถึงแม้จะมีผลเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพียงเท่าที่จำเป็น มิได้กระทบเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ อีกทั้งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็น การเจาะจง จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และมาตรา 40 (2)

เลขามูลนิธิสืบฯ อธิบายสถานการณ์น้ำเข้า กทม.-แนะคนกรุงนอกคันกั้นน้ำเก็บของขึ้นที่สูง

ที่มา ประชาไท

เมื่อหัวค่ำวานนี้ (17 ต.ค.) นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้บันทึกคลิปวิดีโอลงใน youtube ของมูลนิธิ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังไหลเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานครในวันที่ 17 ต.ค. 2554 หลังน้ำเข้าท่วมนวนคร โดยเตือนผู้อาศัยในพื้นที่กรุงเทพชั้นนอก ซึ่งอยู่นอกเขตคันกั้นน้ำ เฝ้าระวังในช่วงนี้ 1-2 วันนี้ พร้อมย้ำไม่ให้ใช้คำว่าอพยพ และให้เก็บของขึ้นที่สูง ขณะที่กรุงเทพมหานครชั้นใน เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร แนะนำให้เฝ้าระวังสถานกาณณ์พร้อมเก็บของไว้ในพื้นที่สูง โดยคลิปดังกล่าวมีรายละเอียดการนำเสนอดังนี้


ที่มา: มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร youtube.com/Seub2010

ฟ้าหลังฝนที่ ‘ปอเนาะบาลอ’

ที่มา ประชาไท

มูฮำหมัด ดือราแม สำนักข่าวประชาไท
อารีด้า สาเม๊าะ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้(DSJ)

อุสตาซที่นี่ถูกยิงตาย 6 คน ‘ปอเนาะบาลอ’ ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องคดีป่วนใต้ กับความคลุมเครือในสายตาทหารมลายไปสิ้นแล้วในปัจจุบัน

อาหะมะรูยามี มูยุ

“เจ้าหน้าที่อธิบายว่า แนวร่วมก่อความไม่สงบที่ถูกจับตัวได้ ส่วนหนึ่งเป็นศิษย์เก่าของเรา ผมก็ยอมรับว่าจริง แต่พวกเขาก็อยู่ในฐานะศิษย์เก่า”

อาหะมะรูยามี มูยุ เจ้าของโรงเรียนมะอาหัดอิสลามียะห์ คือเจ้าของประโยคข้างต้น

อาหะมะรูยามี เป็นครูสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งคนในพื้นที่จะคุ้นเคยกับการเรียก “มูเดร์บาลอ” มากกว่า ในวัย 63 ปี มีประสบการณ์ด้านการสอนวิชาศาสนาอิสลามมากว่า 20 ปี สืบทอดตำแหน่งเจ้าของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามแห่งนี้จากบิดา

โรงเรียนมะอาหัดอิสลามียะห์ ที่ชาวบ้านรู้จักในชื่อ “ปอเนาะบาลอ” ตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟบาลอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลาแห่งนี้ ถูกฝ่ายรัฐมองด้วยสายตาหวาดระแวงสงสัยมาตลอด บวกกับคำร่ำลือว่าเป็น “โรงงานผลิตแนวร่วมก่อความไม่สงบ”

อุสตาซที่นี่ถูกยิงตาย 6 คน
อาหะมะรูยามี เล่าว่า ปอเนาะบาลอตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ที่สุดราวปี 2550 – 2552 เริ่มจากปรากฏข่าวว่า ผู้ก่อเหตุไม่สงบหลายคนเป็นศิษย์เก่าของปอเนาะบาลอ และในช่วง 2 ปีนั่นเองที่มีอุสตาซ (ครูสอนศาสนาอิสลาม) ของที่นี่ถูกยิงตายไป 6 คน ทำให้ทั้งอุสตาซและนักเรียนที่เหลืออยู่ ต้องอยู่อย่างหวาดผวา

ในขณะที่อุสตาซอีก 2 -3 คน หายตัวไป ไม่ยอมกลับมาสอนหนังสือตามปกติ ยังไม่รวมอุสตาซอีกหลายคนที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐเชิญตัวไปสอบสวนหลายครั้ง แต่ยังไม่มีใครถูกดำเนินคดี

มีครั้งหนึ่งที่คนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม-16 ยิงถล่มฆ่านายอับดุลเราะมาน สะมะ อายุ 60 ปี อุสตาซปอเนาะบาลอและเป็นกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา เสียชีวิตคารถกระบะเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2550 ทำให้ในวันต่อมานักเรียนปอเนาะบาลอทั้งชายหญิงกว่า 1,500 คน ชุมนุมประท้วงร่วมกับชาวบ้านที่หน้ามัสยิดกลางประจำอำเภอรามัน ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปรวมตัวกันที่หน้าสำนักงานเทศบาลตำบลกายูบอเกาะ อำเภอรามัน และกางเต็นท์ขวางถนน

จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมยื่นข้อเรียกร้อง 8 ข้อ ผ่านนายธานี หะยีสาและ ปลัดอำเภออาวุโส รักษาการนายอำเภอรามัน เช่น รัฐบาลต้องไม่อคติและกลั่นแกล้งประชาชนมุสลิมอีก รัฐบาลต้องไม่จับตัวผู้บริสุทธิ์อีก รัฐบาลต้องถอนกำลังทหารและหน่วยล่าสังหารออกจากพื้นที่ให้หมด รัฐบาลต้องประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นต้น กระทั่งเวลา 14.00 น. จึงสลายการชุมนุม

ทว่า เหตุการณ์ที่ส่งผลสะเทือนต่อปอเนาะบาลอมากที่สุด เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งอาหามะมะรูยามี บอกว่า เป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับปอเนาะบาลอมากที่สุด เพราะเกิดขึ้นภายในปอเนาะบาลอเอง

ย้อนกลับไปเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 1 เมษายน 2554 ชายฉกรรจ์ 10 คน แต่งกายคล้ายทหาร สวมหมวกแดง ตั้งด่านสกัดรถบนถนนสายจ๊ะกว๊ะ – รือเสาะ เรียกตรวจรถกระบะโตโยต้า วีโก้คันหนึ่ง หมายเลขทะเบียน ผข – 3510 สงขลา มีนายพิชัย ติ้นสั้น พ่อค้าขายผักชาวอำเภอรือเสาะเป็นคนขับ มีภรรยานั่งโดยสารมาด้วย

ทว่า ทั้ง 2 คนถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ทำร้ายจนบาดเจ็บ แล้วยึดรถคันนั้นไป พร้อมปล้นเงินสดกว่า 120,000 บาท

หลักฐานชิ้นสำคัญที่เจ้าหน้าที่ใช้ตัดสินใจเข้าตรวจค้นปอเนาะบาลอในเวลา ต่อมาคือ ภาพจากโทรทัศน์วงจรปิดที่ชี้ให้เห็นชัดว่า รถกระบะคันนั้น มีคนขับเลี้ยวเข้าไปในโรงเรียนแล้วขับรถออกไปในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น ทิ้งหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารคู่มือรถและอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง โดยมีร่องรอยถูกเผาทำลาย

อาหะมะรูยามี เล่าว่า ตอนนั้น พวกนักเรียนเห็นว่ามีรถเข้ามาในปอเนาะ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นรถใคร แล้วก็ไม่ได้สนใจมาก เพราะปกติมีรถยนต์เข้าออกปกติ ประตูปอเนาะไม่ได้ปิด

เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้ฝ่ายรัฐมองปอเนาะบาลอด้วยความหวาดระแวงยิ่งขึ้น จนนำมาสู่การจับเข่าคุยกันของนายทหารจำนวนหนึ่งที่มี พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 รวมอยู่ด้วย กับกลุ่มอุสตาซและผู้บริหารของปอเนาะบาลอจำนวนหนึ่งที่โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี

ความผิดของปอเนาะบาลอครั้งนี้ช่างร้ายแรงนัก อาจถึงขึ้นต้องปิดปอเนาะ แต่ พล.ท.อุดมชัย ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เพราะอาจส่งผลไปถึงมวลชน แน่นอนว่าฝ่ายปอเนาะคงไม่ต้องการให้ปิดเช่นกัน

วันที่ 27 เมษายน 2554 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าได้เชิญบุคลากรของปอเนาะบาลอเกือบ 40 คน กับนักการเมืองท้องถิ่นและผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่อีกจำนวนหนึ่ง เดินทางไปร่วมเสวนา “เปิดใจสร้างสันติสุข โรงเรียนมะอาหัดอิสลามียะห์” ถึงที่โรงแรมไดอิชิ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

เป็นวงเสวนาที่เริ่มต้นด้วยวลีเด็ด “อดีตไม่สำคัญ วันนี้ฉันรักเธอ” ที่ออกมาจากปากของ พ.ท.อิศรา จันทะกระยอม เมื่อคราวเป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา 12 รับผิดชอบพื้นที่อำเภอรามัน พร้อมกับแง้มรายชื่อบุคคลอันเป็นผลผลิตของปอเนาะบาลอ ก่อนที่จะให้แต่ละคนเปิดอกคุย

อาหะมะรูยามี เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2548 จนปัจจุบัน มีเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะทหารมาตรวจเยี่ยมปอเนาะบาลอตลอด เคยถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นครั้งใหญ่ก็คือหลังจากคนร้ายนำรถกระบะที่ปล้นเข้า มาในบริเวณปอเนาะ แต่ยังไม่เคยถูกปิดล้อม ส่วนการเข้ามาในช่วงหลังๆ มักเป็นการมาแจกยาสามัญประจำบ้านให้เด็กปอเนาะ

จำนวนนักเรียนลดลงเกินครึ่ง
อาหะมะรูยามี เล่าด้วยว่า ก่อนปี 2547 ปอเนาะบาลอมีนักเรียนประมาณ 2,000 คน ครั้นอีกประมาณ 3 ปี ต่อมา เมื่อเหตุการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้น ผู้ปกครองเริ่มย้ายเด็กไปเรียนที่อื่นหรือไม่ก็ไม่ส่งเด็กมาอีกเลย เดิมมีเด็กจากภาคใต้ตอนบนมาเรียนที่นี่มากถึง 40 คน เพราะพ่อแม่ต้องการให้ได้เรียนศาสนาควบคู่กับสามัญ แต่ตอนนี้เหลือเด็กกระบี่แค่คนเดียว

ปัจจุบันทั้งโรงเรียนมีนักเรียน 900 คน มีเด็กที่พักประจำที่ “ปอเนาะ” หรือที่พักลักษณะเหมือนกระท่อมในบริเวณโรงเรียนลดลงจาก 600 คน เหลือ 200 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง นักเรียนที่เหลือเรียนไป - กลับ ซึ่งอาหะมะรูยามี บอกว่า เพราะนักเรียนรุ่นหลังๆ นิยมเดินทางไปกลับมากกว่าจะอยู่ประจำ

“แม้จำนวนจะนักเรียนลดลงไปเกินครึ่ง แต่จำนวนอุสตาซก็ลดลงด้วยเช่นกัน แม้ไม่มีใครขอลาออก (ลดลงเพราะถูกยิงตายหรือไม่ก็หลบหนีไป) ทำให้จำนวนอุสตาซกับจำนวนนักเรียนสัมพันธ์ลงตัวพอดี” อาหะมะรูยามี ระบุ

มาตรการที่เข้มงวด
อาหะมะรูยามี เล่าว่า หลังต้องประสบกับช่วงเวลาที่เลวร้ายมาหลายครั้ง ทางโรงเรียนจึงพยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันมิให้โรงเรียนตกอยู่ในความระแวงสงสัยอีกต่อไป รวมทั้งป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับนักเรียน โดยเฉพาะการเข้มงวดกับนักเรียนชายมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น การออกคำสั่งห้ามนักเรียนชายเข้าไปอุดหนุนร้านอาหารด้านข้างโรงเรียน เนื่องจากที่ผ่านมามักมีนักเรียนชายชอบไปรวมกลุ่มกัน โดยทางโรงเรียนไม่ทราบว่าไปทำอะไรบ้างและมีคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือ ไม่

ส่วนที่สำคัญคือ พยายามสอดส่องว่ามีศิษย์เก่าของโรงเรียนมาเกี่ยวข้องกับนักเรียนหรือไม่ การไปมาหาสู่ของศิษย์เก่าภายในบริเวณโรงเรียนต้องระวังมากขึ้น ซึ่งไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ ทางโรงเรียนจะไม่อนุญาตให้ศิษย์เก่าเข้ามานั่งเล่น นอนเล่นในบริเวณโรงเรียนโดยไม่จำเป็น

“กลางคืนต้องปิดประตูรั้วโรงเรียน ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่เปิดประตูทิ้งไว้ เพราะไม่เคยมีเรื่องร้ายอะไร จึงไม่ทราบว่ามีใครเข้ามาในเวลากลางคืนบ้าง แต่ตอนนี้ก็ต้องปิดไว้เพื่อเป็นการป้องกันอันตาย”

ฟ้าหลังฝนของปอเนาะบาลอ
ในช่วงสองปีให้หลังสุด ทุกอย่างเริ่มกลับมาดีขึ้น มีนักเรียนที่เรียนศาสนาควบคู่กับสามัญเพิ่มขึ้น จากเดิมที่จะมีนักเรียนที่เรียนชั้นศาสนาอย่างเดียวจำนวนมากพอสมควร จำนวนนักเรียนก็เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังเพียงพอกับจำนวนอุสตาซและครูสอนวิชาสามัญ ยังไม่ต้องจ้างเพิ่ม

เมื่อผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปแล้ว ครูผู้สอนต่างก็มีกำลังใจและมีความพยายามในการสอนมากขึ้น ดูเหมือนว่า ช่วงนี้ทุกคนพยายามตื่นขึ้น สอนดีขึ้น พยายามเร่งยกระดับมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา หลังจากที่ต้องห่อเหี่ยวสิ้นหวังมาช่วงหนึ่ง ทุกคนมีความอยากที่จะสอนนักเรียนอย่างเต็มที่ หลังจากที่ไม่สามารถแสดงบทบาทครูได้เต็มที่มากนัก เพราะมัวแต่หวาดระแวง

โรงเรียนพยายามประชาสัมพันธ์และสร้างความตระหนักถึงอนาคตของนักเรียนให้ มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา นักเรียนที่นี่ไม่ค่อยเลือกเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาในประเทศ แต่เลือกเรียนต่อในสายวิชาศาสนามากกว่า

อาจจะด้วยเหตุนี้ก็ได้ ที่ทำให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีนักเรียนจากที่นี่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศได้มากขึ้น ดูอย่างที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีซิ มีเป็นสิบๆ ก็เกิดจากการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ของครูและโรงเรียน

“โชคดีที่ในช่วงที่โรงเรียนเจอเผชิญวิกฤติ บุคคลากรหลายคนก็ยังยืนยันที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป” คือคำทิ้งท้ายของอาหะมะรูยามี มูยุ

พ.ท.อิศรา จันทะกระยอม
ความคลุมเครือที่ปอเนาะบาลอจบลงแล้ว
“ผู้ใหญ่ข้างบนจะสั่งปิดปอเนาะบาลอ ยังไงก็ต้องปิด ผมก็โดนกดดันมาอีกที” คือคำเปิดเผย พ.ท.อิศรา จันทะกระยอม ปัจจุบันเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 152 กองพลทหารราบที่ 15

พ.ท.อิศรา เปิดเผยข้อมูลว่า ปอเนาะบาลอ ถูกฝ่ายความมั่นคงของรัฐจับตามองตั้งแต่ปี 2548 เนื่องจากมีข้อมูลว่าครูสอนศาสนาบางส่วน เผยแพร่แนวคิดกู้เอกราชรัฐปัตตานีแก่นักเรียน และมีผลผลิตจากปอเนาะบาลอที่มีหมายจับหลายคน ซึ่งเป็นเหตุให้ยิ่งสงสัยว่า ปอเนาะน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นแหล่งเผยแพร่แนวคิดของขบวนการก่อความไม่สงบ

“ผมก็เรียนมูเดร์ตรงๆ ว่า ผู้ใหญ่จะสั่งปิดโรงเรียนนี้ แต่ผมใช้วิธีการสร้างความเข้าใจระหว่างโรงเรียนกับทหาร ซึ่งทางโรงเรียนก็ยอมรับว่าที่ผ่านมามีขบวนการก่อความไม่สงบมาใช้พื้นที่ โรงเรียนจริง”

“การสั่งปิดโรงเรียนเป็นเรื่องใหญ่ นอกจากไม่แก้ปัญหาแล้ว ยังสร้างความรู้สึกไม่ดีแก่ชาวบ้านที่ทราบข่าวด้วย จะยิ่งเป็นการสร้างเงื่อนไข สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ คือเลี่ยงการสร้างเงื่อนไขต่างๆ ที่นำไปสู่ปัญหาจากทั้งสองฝ่าย”

“ข้อมูลจากวงเสวนาครั้งนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจคนในปอเนาะบาลอมากขึ้นว่า มีแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้พวกเขาต้องเข้าไปเกี่ยวพันในขบวนการ บางคนบอกว่าเป็นแฟชั่น ถ้าไม่เข้าร่วมขบวนการแล้วจะเชย ซึ่งทำให้เห็นว่าปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคล”

“ปอเนาะเป็นเพียงอาคาร สถานที่ ไม่ได้มีความผิดอะไร แต่ถ้ามีคนที่คิดไม่ดีอยู่ที่นั้น ก็ต้องว่ากันที่ตัวคน ตราบใดที่ผมยังอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมจะไม่ยอมให้โรงเรียนบาลอถูกปิดแน่นอน”

พ.ท.อิศรา ระบุว่า ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างปอเนาะบาลอกับและทหารดีขึ้นมาก หลังจากได้เปิดอกคุยกัน ทางโรงเรียนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนฝ่ายทหารก็ได้เข้าไปทำกิจกรรมกับปอเนาะบาลอมากขึ้น

“โดยส่วนตัว ผมมองว่า ขบวนการมีข้อดีที่สามารถดึงเยาวชนให้เลิกยาเสพติดได้ เพราะต้องทำด้วยอุดมการณ์ที่บริสุทธิ์ แต่สิ่งที่ไม่ดีคือการให้เยาวชนจับอาวุธ แล้วจะถอนตัวออกมาไม่ได้ เป็นการตัดอนาคตเด็ก”

“ทุกอย่างที่ปอเนาะบาลอเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ความคลุมเครือจบลงแล้วหลังการเสวนาที่หาดใหญ่ อุสตาซที่ยังมีชื่อในบัญชีของเจ้าหน้าที่ก็มีการสารภาพมาตรงๆ แล้ว และสัญญาว่าจะไม่กลับไปเข้าขบวนการอีก ปอเนาะก็ให้ความร่วมมือดี ทุกอย่างจบลงด้วยดี” พ.ท.อิศรา จันทะกระยอม กล่าวทิ้งท้าย

กรรมการสิทธิฯ เอเชีย เผยสลดใจคำตัดสินคดี “จินตนา” ชี้เป็นการยืนยัน “ใช้สิทธิปกป้องชุมชน” ผิดกฎหมาย

ที่มา ประชาไท

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ออกแถลงการณ์ ต่อคำตัดสินของศาลฎีกาไทย คดี “จินตนา แก้วขาว” ชี้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ยังคงถูกมองว่าเป็นผู้ก่อความวุ่นวาย ต่อต้านประโยชน์ของรัฐ

เมื่อวันที่ 13 ต.ค.54 คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC) ออกแถลงการณ์ ต่อกรณีศาลฎีกาพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา นางจินตนา แก้วขาว แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ชี้เป็นการยืนยันว่าการพิทักษ์สิทธิมนุษยชนนั้นผิดกฎหมาย
แถลงการณ์ดังกล่าว ระบุว่า รู้สึกสลดใจกับคำตัดสินของศาลฎีกาไทย ที่สั่งให้ลงโทษนางจินตนา ซึ่งได้พยายามใช้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชุมชนตนเอง โดยได้ร่วมกับสมาชิกกลุ่มรักษ์ท้องถิ่น บ่อนอก – หินกรูด ต่อสู้โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโครงการพัฒนาที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ในพื้นที่หินกรูดและบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์มากว่า 10 ปี จนกระทั่งประสบความสำเร็จ สามารถป้องกันไม่ให้เกิดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในชุมชนได้
“แต่ในตอนนี้เธอถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลาสี่เดือน ในข้อหาบุกรุกที่ดินของบริษัทที่พยายามสร้างโรงไฟฟ้า หลังจากผ่านไปแปดปี ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีของเธอ ซึ่งเป็นการยืนยันว่า สิทธิของประชาชนชาวไทย ในการประท้วงและปกป้องชุมชนจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย” แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ชี้แจงด้วยว่า AHRC ต้องการเน้นย้ำในประเด็นนี้ เนื่องจากภายหลังรัฐประหารปี 2549 AHRC ได้ทำนายว่า จะเกิดการฟื้นคืนของอำนาจทหาร และลัทธิธรรมนูญนิยมจอมปลอม ซึ่งย่อมจะนำไปสู่แนวคิดและแนวนิติศาสตร์ที่ต่อต้านสิทธิมนุษยชน ดังที่เห็นได้ในคดีนี้ คำพิพากษาที่ออกมาเช่นนี้น่าจะมีสาเหตุมาจากการที่ศาลไม่เชื่อมโยงกับความ เป็นจริง หรืออาจเป็นเพราะศาลเพิกเฉยต่อความเป็นจริงก็ได้
ความเห็นที่ว่า โจทก์ในคดีนี้อาจมีความหวาดกลัวต่อ “อิทธิพล” ของจำเลย ไม่เพียงเป็นความคิดที่ผิดโดยสิ้นเชิง แต่ยังเป็นความเห็นที่น่าขัดเคืองใจ ในประเทศไทยการอ้างถึงบุคคล “ที่มีอิทธิพล” ทำให้เกิดภาพของบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ ซึ่งมักจะหมายถึงอิทธิพลของบุคคลและหน่วยงานของรัฐที่มีศักยภาพ และไม่หวั่นเกรงที่จะต้องใช้วิธีการนอกกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
“การที่ศาลอุทธรณ์เอ่ยถึงนางจินตนาด้วยการใช้ถ้อยความเช่นนี้ และศาลฎีกาเองก็ไม่คัดค้านความเห็นดังกล่าว ไม่เพียงเป็นเรื่องที่ผิด แต่เป็นเรื่องที่ชั่วร้าย และเป็นตัวชี้วัดว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ยังคงถูกมองว่า เป็นผู้ก่อความวุ่นวาย และเป็นคนทำความชั่ว ต่อต้านประโยชน์ของรัฐ” แถลงการณ์ระบุความเห็น
นอกจากนั้น แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า นางจินตนาและเพื่อนสมาชิกที่ประจวบคีรีขันธ์ ต้องเผชิญกับการข่มขู่ และคุกคาม จากนายทุนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่นเดียวกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วประเทศ โดยยกตัวอย่างการใช้ความรุนแรงอย่างเปิดเผย กรณี นายเจริญ วัดอักษร ประธานกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก ต.บ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกสังหารระหว่างลงจากรถทัวร์ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2547 หลังจากไปให้การต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่กรุงเทพฯ และเมื่อต้นปีนี้ ในวันที่ 31 ม.ค.2554 นายเผชิญ เกตุแก้ว แกนนำกลุ่มอนุรักษ์บ้านเกิด ต.อ่าวน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกลอบสังหาร แต่รอดมาได้
“แม้จะมีวิธีการแตกต่างกัน ตั้งแต่การลงโทษตามกฎหมาย ไปจนถึงการสังหารนอกกระบวนการกฎหมาย คดีของ นางจินตนา แก้วขาว นายเจริญ วัดอักษร และ นายเผชิญ เกตุแก้ว สะท้อนให้เห็นความเสี่ยงที่ยังดำรงอยู่ของคนไทยที่พยายามต่อสู้เพื่อคุ้ม ครองชุมชนและสุขภาพของตนเอง ซึ่งเป็นการต่อต้านความพยายามที่ทำลายธรรมชาติเพื่อประโยชน์ส่วนตน” แถลงการณ์ระบุ
เพื่อการเผยแพร่ทันที
13 ตุลาคม 2554
แถลงการณ์คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC)
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC) รู้สึกสลดใจกับคำตัดสินของศาลฎีกาไทย ที่สั่งให้ลงโทษ นางจินตนา แก้วขาว จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้พยายามใช้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชุมชนตนเอง
เป็นเวลากว่าทศวรรษที่นางจินตนา ได้ต่อสู้กับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโครงการพัฒนา ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่บริเวณหินกรูดและบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เธอและเพื่อนสมาชิกกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก – หินกรูด ประสบความสำเร็จ สามารถป้องกัน ไม่ให้เกิดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในชุมชนของตน และพยายามทำงานเพื่อพัฒนารูปแบบพลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ในตอนนี้เธอถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลาสี่เดือน ในข้อหาบุกรุกที่ดินของบริษัทที่พยายามสร้างโรงไฟฟ้า หลังจากผ่านไปแปดปี ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีของเธอ ซึ่งเป็นการยืนยันว่า สิทธิของประชาชนชาวไทย ในการประท้วงและปกป้องชุมชนจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในชั้นต้น ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้สืบพยานในคดีของ นางจินตนา (คดีหมายเลขดำที่ 1480/2545; คดีหมายเลขแดงที่ 3283/2546) โดยพนักงานอัยการอ้างว่า ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้บริหาร บริษัท ยูเนียนเพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กำลังจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ในตอนบ่ายของวันที่ 13 มกราคม 2547 ระหว่างจัดเตรียมโต๊ะอาหารและจัดเตรียมห้อง กลุ่มประชาชนได้บุกเข้ามาในห้องและเทน้ำปฏิกูลบนโต๊ะและในถังน้ำแข็ง นางจินตนาให้การว่า เธอได้ไปที่สำนักงานของบริษัทในตอนบ่ายนั้นจริง แต่ไปที่นั่นพร้อมกับนักรณรงค์คนอื่น ๆ เพื่อยื่นจดหมายประท้วงบริษัท เมื่อไปถึงก็ต้องเจอกับชายฉกรรจ์กว่า 50 คน ที่รออยู่ พวกเธอจึงตัดสินใจกลับบ้าน คำเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์ กับคำเบิกความของนางจินตนา มีลักษณะขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่พยานโจทก์บางคนอ้างว่า นางจินตนาเป็นผู้นำฝูงชนที่บุกเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร พยานคนอื่น ๆ กลับไม่ระบุว่าเห็นเธอเป็นส่วนหนึ่งของผู้บุกรุกเข้ามา ด้วยเหตุของการเบิกความที่ไม่สอดคล้องกัน ทำให้ศาลจังหวัดพิพากษายกฟ้อง นอกจากนั้น ศาลยังได้อ้างถึงบริบทที่นำไปสู่การต่อสู้คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน และได้หยิบยกเหตุผลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และอาชีพของประชาชน เพื่ออธิบายว่า เหตุใดนางจินตนาและชาวบ้านคนอื่น ๆ รวมทั้งนักเคลื่อนไหวที่บ่อนอกและหินกรูด ต้องรวมตัวเพื่อต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้า (รายละเอียดเพิ่มเติมโปรดดู: http://www.article2.org/mainfile.php/0603/282/)
ฝ่ายอัยการโจทก์อุทธรณ์คำพิพากษา และในวันที่ 1 สิงหาคม 2548 ศาลอุทธรณ์ ภาค 7 ได้กลับคำพิพากษายกฟ้อง และมีคำสั่งให้ลงโทษนางจินตนา ตามมาตรา 362 และ 365 (2) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ในข้อหาบุกรุกร่วมกับบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป (คดีหมายเลขดำที่ 3533/2546; คดีหมายเลขแดงที่ 2355/2548) ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาจากศาลชั้นต้น โดยอ้างว่า มีพยานหลักฐานที่ชี้ว่า นางจินตนาอยู่ที่สำนักงานของบริษัท ยูเนียน เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในวันที่มีการก่อกวนงานเลี้ยง แม้ศาลยอมรับว่า มีการเบิกความของพยานโจทก์ที่ไม่สอดคล้องกัน แต่ก็ยืนยันว่า ทางฝ่ายจำเลยไม่แสดงพยานหลักฐานมากเพียงพอ ที่จะพิสูจน์ว่า ไม่มีความผิดฐานบุกรุก และเป็นผู้นำคนอื่นให้เทสิ่งปฏิกูลใส่โต๊ะอาหาร ศาลยังมีความเห็นต่อไปว่า การเบิกความที่ไม่สอดคล้องกันของโจทก์ อาจเป็นเพราะ “เกรงกลัวต่ออิทธิพลของจำเลยซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าหิน กรูด” เป็นเหตุให้ศาลลงโทษจำคุกนางจินตนาเป็นเวลาหกเดือน
ฝ่ายจำเลยจึงได้ยื่นฎีกา และศาลฎีกาได้พิพากษายืน มีคำสั่งให้จำคุกนางจินตนาเป็นเวลาสี่เดือน ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553 (ศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ 13005/2553) ซึ่งมีการอ่านคำพิพากษาดังกล่าว ที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา ศาลฎีกามีความเห็นว่า ประเด็นของคดีว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มคัดค้านได้บุกรุกและเทสิ่งปฏิกูลลงบนโต๊ะอาหารของ บริษัท ยูเนียนเพาเวอร์ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือไม่ ศาลเห็นว่า การเบิกความที่ไม่สอดคล้องกันของโจทก์ และการที่พยานฝ่ายโจทก์ไม่สามารถระบุตัวนางจินตนา ไม่ได้ลดทอนน้ำหนักของคำเบิกความ ศาลยังมีความเห็นต่อไปว่า เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานที่ชี้ว่า โจทก์มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลเชื่อได้ว่า การกล่าวโทษเกิดจากเจตนาร้าย เนื่องจากฝ่ายจำเลยไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานที่ชัดเจนได้ว่า นางจินตนาไม่ได้เป็นผู้นำกลุ่มบุคคลที่บุกรุกเข้าไปในงานเลี้ยงตอนกลางวัน ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน แต่มีเหตุให้บรรเทาโทษ เนื่องจากจำเลยให้ความร่วมมือในระหว่างการพิจารณาคดี นางจินตนาต้องเข้าเรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อใช้โทษทันที หลังจากมีการอ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ได้ตีพิมพ์บทความเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554 (ที่นี่) ซึ่งผู้เขียน คือ ผ.ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้หยิบยกประเด็นที่สำคัญหลายประการเกี่ยวกับคดีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจารย์ได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของคดีนี้ต่อขบวนการด้านสิทธิชุมชนและสิ่งแวด ล้อมในประเทศไทย ทั้งยังเชื่อมโยงคดีนี้เข้ากับคำถามเกี่ยวกับสิทธิในรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ เนื่องจากการกล่าวโทษนางจินตนาเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ยังคงมีผลบังคับใช้ แต่ต่อมา ก็ถูกทดแทนด้วยรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียประสงค์ที่จะเน้น ย้ำในประเด็นนี้ เนื่องจากภายหลังรัฐประหารปี 2549 เราได้ทำนายว่า จะเกิดการฟื้นคืนของอำนาจทหาร และลัทธิธรรมนูญนิยมจอมปลอม ซึ่งย่อมจะนำไปสู่แนวคิดและแนวนิติศาสตร์ที่ต่อต้านสิทธิมนุษยชน ดังที่เห็นได้ในคดีนี้ คำพิพากษาที่ออกมาเช่นนี้น่าจะมีสาเหตุมาจากการที่ศาลไม่เชื่อมโยงกับความ เป็นจริง หรืออาจเป็นเพราะศาลเพิกเฉยต่อความเป็นจริงก็ได้ ความเห็นที่ว่า โจทก์ในคดีนี้อาจมีความหวาดกลัวต่อ “อิทธิพล” ของจำเลย ไม่เพียงเป็นความคิดที่ผิดโดยสิ้นเชิง แต่ยังเป็นความเห็นที่น่าขัดเคืองใจ ในประเทศไทยการอ้างถึงบุคคล “ที่มีอิทธิพล” ทำให้เกิดภาพของบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ ซึ่งมักจะหมายถึงอิทธิพลของบุคคลและหน่วยงานของรัฐที่มีศักยภาพ และไม่หวั่นเกรงที่จะต้องใช้วิธีการนอกกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน การที่ศาลอุทธรณ์เอ่ยถึงนางจินตนาด้วยการใช้ถ้อยความเช่นนี้ และศาลฎีกาเองก็ไม่คัดค้านความเห็นดังกล่าว ไม่เพียงเป็นเรื่องที่ผิด แต่เป็นเรื่องที่ชั่วร้าย และเป็นตัวชี้วัดว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ยังคงถูกมองว่า เป็นผู้ก่อความวุ่นวาย และเป็นคนทำความชั่ว ต่อต้านประโยชน์ของรัฐ
เช่นเดียวกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วประเทศ นางจินตนาและเพื่อนสมาชิกที่ประจวบคีรีขันธ์ ต้องเผชิญกับการข่มขู่ และคุกคาม ของนายทุนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ร่วมมือด้วยมาเป็นเวลานาน ผู้ที่ต่อต้านนักปกป้องสิทธิฯต่างหากที่จะมุ่งหน้าใช้ความรุนแรงอย่างเปิด เผย ไม่ใช่ตัวผู้ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนเลย อย่าลืมว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547 นายเจริญ วัดอักษร ผู้นำอีกคนหนึ่งที่ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินและการทำลายสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ถูกสังหารจนเสียชีวิตระหว่างลงจากรถทัวร์ หลังจากไปให้การต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่กรุงเทพฯ (โปรดดู AHRC-UA-76-2004 สำหรับ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลอบสังหาร) เมื่อต้นปีนี้ ในวันที่ 31 มกราคม 2554 นายเผชิญ เกตุแก้ว ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มนางจินตนาก็รอดตายจากการลอบสังหาร นายเผชิญทำงานต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้าที่ประจวบคีรีขันธ์ แต่เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ชีวมวลไม่ใช้ถ่านหิน แม้จะมีวิธีการแตกต่างกัน ตั้งแต่การลงโทษตามกฎหมาย ไปจนถึงการสังหารนอกกระบวนการกฎหมาย คดีของ นางจินตนา แก้วขาว นายเจริญ วัดอักษร และ นายเผชิญ เกตุแก้ว สะท้อนให้เห็นความเสี่ยงที่ยังดำรงอยู่ของคนไทยที่พยายามต่อสู้เพื่อคุ้ม ครองชุมชนและสุขภาพของตนเอง ซึ่งเป็นการต่อต้านความพยายามที่ทำลายธรรมชาติเพื่อประโยชน์ส่วนตน
# # #
เอเอชอาร์ซี: คณะกรรมาธิการสิทธิ มนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในระดับภูมิภาค ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนในเอเชีย ออกเอกสารเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ และ สนับสนุนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และสถาบันยุติธรรม เพื่อให้แน่ใจว่า สิทธิมนุษยชนได้รับการคุ้มครองและส่งเสริม สำนักงานตั้งอยู่ที่ฮ่องกง โดยก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ.2527

เอเอสทีวีจอดับ แต่ยังชมทางเน็ตได้

ที่มา ประชาไท

ผู้ชมเอเอสทีวีไม่สามารถรับชมผ่านทีวีดาวเทียมได้ในช่วงเย็นวันนี้ เนื่องจากถูกตัดสัญญาณออกอากาศ เหตุค้างชำระหนี้เจ้าของดาวเทียม ขณะนี้ผู้บริหารกำลังเร่งหาทางออก ขณะที่ผู้ชมเอเอสทีวียังสามารถรับชมผ่านเน็ตได้

เอเอสทีวีจอดับ หลังเจ้าของดาวเทียมตัดสัญญาณ แต่ยังชมทางเน็ตได้

เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า วันนี้ (17 ต.ค.) ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.30 น.ที่ผ่านมา การแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีได้เกิดปัญหาไม่สามารถดำเนินการได้ตาม ปกติ โดยผู้ชมทางบ้านได้โทรศัพท์สอบถามมายังสถานีเป็นจำนวนมากหลังจากที่รับชม รายการไม่ได้

โดยผู้บริหารระดับสูงของสถานี แจ้งว่า ปัญหาเกิดจากการตัดสัญญานดาวเทียม NSS-6 ของบิรษัท นิวสกาย แซทเทลไลต์ จำกัด ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เอเอสทีวีเช่าสัญญาณอยู่ โดยที่ผ่านมา เอเอสทีวีได้ทำสัญญาเช่าช่องสัญญานกับทาง NSS-6 มาโดยตลอด แต่ก็มีหนี้ค้างชำระอยู่บางส่วน ซึ่งล่าสุด NSS-6 ไม่ยอมที่จะผ่อนปรนภาระหนี้ให้กับเอเอสทีวี แม้ทางผู้บริหารจะพยายามเจรจาขอยืดเวลาชำระหนี้ออกไป หรือขอชำระเพียงบางส่วนแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ฝ่ายเทคนิคเอเอสทีวีได้ประชุมหารือกับผู้บริหารเพื่อ หาทางออกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า ทั้งนี้ แม้ผู้ชมเอเอสทีวีจะรับชมรายการจากทางสถานีผ่านดาวเทียมไม่ได้ขณะนี้แต่ยัง สามารถรับฟังสถานีวิทยุคลื่น 97.75 MHz และรับชมสถานีโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ [1], [2]. [3]. [4]

คอลัมน์นิสต์แจงแฟนคลับ-การสนับสนุนจาก พธม.ยังเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบรายจ่าย

ขณะที่ สุรวิชช์ วีรวรรณ คอลัมน์นิสต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ โพสต์ชี้แจงทางเฟซบุ๊กว่า "ขณะนี้เกิดปัญหากับทางดาวเทียมns6 ที่ยังค้างค่าเช่าช่องสัญญาณและทางเราพยายามเจรจาเพื่อผ่อนปรนแล้ว แต่ทางเจ้าของดาวเทียมไม่ยินยอม ภาระดังกล่าวคุณสนธิแบกรับคนเดียวมาตลอดตั้งแต่เริ่มการต่อสู้กับระบอบ ทักษิณมา ทั้งค่าดาวเทียม เงินเดือนพนักงาน ต้องขายทรัพย์สินทุกอย่างที่มีอยู่ แม้จะมีเงินสนับสนุนจากพี่น้้องพันธมิตรฯก็เป็นเพียงเงินส่วนน้อยเมื่อเทียบ กับรายจ่ายที่คุณสนธิต้องแบกรับในแต่ละเดือน จึงเป็นเห็นสุดวิสัยที่คุณสนธิจะหาเงินมาจ่ายค่าดาวเทียมที่ค้างอยู่ จากการยื่นคำขาดของเจ้าของดาวเทียมและได้ทำการตัดการออกอากาศของเราโดยทันที แต่ขอแจ้งว่าขณะนี้ยังมีช่องทางที่ดูได้คือทางอินเทอร์้เน็ต และหวังว่าคนที่รักเอเอสทีวีจะเข้าใจ แม้หัวใจของพวกเราจะยังต่อสู้และอยากทำทีวีที่มีจุดยืนเพื่อชาติบ้านเมือง แต่คำตอบที่่่เราได้รับคือ การสนับสนุนที่เราได้รับไม่เพียงพอที่จะให้เรายืนหยัดต่อสู้ได้อย่างมั่นคง"

รายงานสถานการณ์น้ำ 18 ต.ค. 54

ที่มา Thai E-News

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน







รศ.เสรี ประเมินน้ำท่วม (17 ต.ค.)



ภาพจำลองสถานการณ์ขอบเขตพื้นที่ที่น้ำน่าจะท่วม ประเมิน ณ 17 ต.ค. โดย รศ.เสรี



เว็บ TVThaiNETWORK.com เผย "คาดการณ์ระดับน้ำท่วมในพื้นที่เฝ้าระวัง 6 จุด" ใน กทม.










ภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISDATA บริเวณ บางปะอิน จ.อยุธยา 15 ต.ค.

From flood201