WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 19, 2011

"มัลลิกา" ถีบก้น "เก่ง การุณ" - ยัวะยืนค้ำหัวผู้ว่าฯ กทม.

ที่มา ข่าวสด


วันที่ 19 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตสายไหม เพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วมที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย 2 เขตสายไหม ปรากฏว่า น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อจะตรวจพื้นที่บริเวณดังกล่าวเช่นเดียวกัน

ต่อมา เมื่อทราบว่าผู้ว่าฯ กทม.ยังอยู่ในห้องประชุม คณะของรมว.ไอซีที จึงตามเข้าไปในห้องประชุม เพื่อจะให้ข้อเสนอขอให้เร่งผันน้ำไปทางทิศตะวันออก ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ได้เข้าไปพูดคุยกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ เพื่อเชิญให้เข้าร่วมประชุมที่ ศปภ.กับนายกรัฐมนตรีในเวลา 17.00น. วันเดียวกัน ซึ่งทางผู้ว่าฯกทม.ได้บอกว่านายกรัฐมนตรีเชิญมาแล้ว

ผู้สื่อข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่ผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายกำลังพูดคุยกันอยู่ นายการุณได้เข้าไปยืนแทรกอยู่ด้านข้างของน.อ.อนุดิษฐ์และผู้ว่าฯ กทม. ทำให้บังหน้าน.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งร่วมคณะมากับผู้ว่าฯ กทม. สร้างความไม่พอใจให้กับน.ส.มัลลิกาเป็นอย่างมาก และพยายามสะกิดเพื่อให้นายการุณหลบออกไป แต่ไม่สำเร็จ และทันทีที่น.อ.อนุดิษฐ์และคุณหญิงสุดารัตน์ เดินทางออกจากห้องประชุมไป และเหลือเพียงนายการุณที่กำลังจะเดินตามออกไป น.ส.มัลลิกา ได้เข้าไปพูดกับนายการุณด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “ฉันรู้นะ ว่าเธอมาทำไม เธอทำอย่างนี้ไม่ถูก” แต่นายการุณ ทำเป็นไม่รู้เรื่อง ทำให้ น.ส.มัลลิกาเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ยกเท้าถีบไปที่ก้นของนายการุณเต็มแรงถึงกับหัวคะมำไปข้างหน้า สร้างความตกใจให้กับสื่อมวลชนบางส่วนที่ยังอยู่ในห้องประชุม

จากนั้นผู้ที่พบเห็นก็รีบเข้าไปแยกและคลี่คลายสถานการณ์ จนท้ายที่สุดผู้ว่าฯกทม.ได้สั่งปิดห้องประชุมห้ามบุคคลภายนอกและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป

หลังเกิดเหตุ น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงว่า ช่วงที่ผู้ใหญ่พูดคุยกัน นายการุณมายืนค้ำหัวผู้ว่าฯ กทม. ตนจึงบอกให้นายการุณไปหาเก้าอี้มานั่งจะได้ไม่ต้องยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ แต่กลับถูกนายการุณพูดสวนว่า “ใหญ่แค่ไหนกูก็ไม่กลัว” จากนั้นจึงโต้เถียงกันไปมาเล็กน้อย จนกระทั่งผู้ใหญ่หารือกันเสร็จ และเดินทางออกจากห้อง ตนก็ถูกนายการุณพูดกระแนะกระแหน พร้อมกับยกก้นมาเบียดตนกระดันออกไป ทำให้ตนไม่พอใจจึงยกเท้าขึ้นถีบนายการุณ แต่ปรากฎว่าลูกน้องของนายการุณมายืนประกบข้างกับตนและทำท่าจะเอาเรื่องตน แต่สุดท้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น และต่างฝ่ายต่างต่างแยกย้ายกันกลับไป

นายการุณ กล่าวว่า ตนไม่รู้เรื่องอะไรเลย และระหว่างนั้นไม่ได้สนใจว่าใครพูดอะไร ไม่ได้มีวิวาทะว่าใครจะพูดอะไร เมื่อตนเดินตามผู้ใหญ่ออกมาจากห้องประชุมก็ไม่รู้สึกว่าโดนถีบหรือทำร้าย แต่ได้ยินเสียงมีคนไปโวยวายกับน.ส.มัลลิกา และไม่ทราบว่ากลุ่มคนดังกล่าวเป็นใคร และมาดูเสื้อก็ไม่พบรอยเท้าแต่อย่างใด

ด้านน.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ให้ไปถามสื่อที่อยู่ในเหตุการณ์เอาเอง

สดจากนักข่าว7สีนาทีเล่าระทึกรองโฆษกแข้งทองปชป.ถีบกลา่งหลังส.ส.เพื่อไทยประสานงาน้ำท่วม

ที่มา Thai E-News

รองโฆษกแข้งทอง-มัลลิกา บุญมีตระกูล "ติ่ง"อดีตนักปั่นจักรยานทีมชาติ อดีตผู้สื่อข่าวทีวีที่ผันตัวมาเป็นรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ สวมวิญญาณนักปั่นทีมชาติถีบเก่ง-การุณ โหสกุล ส.ส.เพื่อไทยระหว่างผู้ใหญ่ของ 2 ฝายไปประสานงานแก้น้ำท่วม ทั้งนี้เก่ง-การุณเคยสร้างวีรกรรมถีบสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์มาก่อนหน้านี้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ตุลาคม 2554

โทรทัศน์ช่อง 7 สีรายงานข่าวในช่วงเวลาประมาณ 17.15 น.วันนี้ว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ กับนอ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีกระทรวงไอซีที เดินทางไปเขตสายไหม เพื่อเชิญผู้ว่า กทม.เข้าร่วมประชุมที่ดอนเมือง ในระหว่างนั้น น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้เกิดปะทะคารมกับนายการุณ โหสกุล ส.ส.เพื่อไทย จน น.ส.มัลลิกา กระโดดถีบ สส.การุณ

ผู้สื่อข่าวช่อง 7 รายงานทางtwitter โดยใช้ชื่อล็อกอินว่า RT @chada_ch7 Chada Somboonphol รายงานเรื่องนี้ว่า
Chada Somboonphol นักข่าวช่อง 7

เรื่องตื่นเต้นระหว่างคุณหญิงหน่อยบุกพบผู้ว่ากทม.ที่สายไหม คล้อยหลังการหารือ ติ่ง มัลลิกา กระโดดถีบเก่ง การุณกลางห้องประชุม

ติ่งเค้าถามการุณว่าบุกมาแบบนี้มีนัยยะรึป่าว เก่งตอบเชิดๆกวนๆนิดๆว่าไม่เห็นมีอะไร จากนั้นทีนก็ลอยเข้าหลังเก่งเลย

ใช่เลย เก่ง ทำท่ากวนๆยื่นก้นไปข้างหลัง และยักไหล่ เลยยิ่งยั่วโมโหติ่ง

ทั้งหมดมันก็เริ่มมาจากการปะทะคารมกัน และยียวนกันไปมา

เรื่องเก่งกะติ่ง ทั้งสองมีปากเสียงตั้งแต่ตอนเข้าไปในห้อง แย่งซีนกัน เก่งยืนบังติ่ง จนติ่งต้องบอกว่าอย่ามาบังชั้น แต่เก่งไม่สน

หารือกันนานแค่ 3 นาที ทยอยเดินออกจากห้องประชุม จังหวะนั้น ติ่งกะเก่งยังมีปากเสียงกันไม่เลิก เหน็บกันไปมา

เก่งยืนยันกะติ่งว่ามาหาผู้ว่าไม่ได้มีนัยยะอะไร จากนั้นก็กระดกก้นไปชนติ่งที่ตามมาข้างหลัง ติ่งไม่พอใจ โดดถีบหลังเก่งทันที

เก่งตีหน้าซื่อ ไม่ตอบโต้ ส่วนติ่งยังคงอยากเอาเรื่องต่อ ในที่สุดจนท. ต้องเข้ามาห้าม บอกสื่อเยอะ แต่ไม่ทันล่ะ ชั้นเห็นหมดแล้ว

เรื่องไม่เป็นเรื่องของคนสองพรรค แค่แย่งซีนออกทีวี ดูแล้วไม่เหมาะทั้งคู่ แต่งานนี้เก่งได้เปรียบนิดนึง ตรงที่ไม่ตอบโต้กลับ

สื่อไม่ควรพาดหัวว่า การที่เก่งถูกถีบเป็นการเอาคืนของปชป. แต่ควรมองว่า ในห้องประชุมนั้น มันเหมาะแล้วหรือที่จะกระโดดถีบกัน

ขณะที่ผู้สนับสนุนเก่ง การุณ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ได้รายงานว่า

เราอยู่ในเหตุการณ์ บอกตรงๆว่า แมร่ง สถุนมากกกกกกกกกกก พี่เก่ง ไปกับ รมต ict คุยกับไอ้เอ๋อ อยู่ดีๆ ตอนเดินออกมา อีนี่ ก็เดินถือกล้อง ตามออกมา แล้วโดดถีบพี่เก่ง แต่พี่เก่ง ก็เดินยิ้มๆไม่ได้สวนมัน แล้วก็เดินออกมาแถลงข่าว เรื่องน้ำท่วม ปกติ ทำแบบไม่มีไรเกิดขึ้น อีนั่นก็ยังเดินตามถ่ายรูป กะว่า พี่เก่งคงหันไปสวนมัน มันตั้งกล้องรอไว้แล้ว แต่พี่เก่งบอกว่า กำลังทำงานใหญ่ ไม่ให้ราคามันหลอก


ภาพ ขณะที่เก่ง การุณร่วมกับรัฐมนตรีอนุดิษฐ์ นาครทรรพ พร้อมด้วยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจแนวคันกั้นน้ำ บริเวณ รร.ฤทธิยะวรรณาลัย 2 เขตสายไหม พร้อมให้กำลังใจ เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร

ขณะที่เฟซบุ๊คของfacebook มัลลิกาล่าสุดได้โพสต์ลงหน้าwallว่า

แถลงการ์ณจากประชาชน: ขอให้ศปภ. อย่าตื่นตระหนก รัฐบาลกรุณาใช้สติในการเตรียมการ ขอให้ ศปภ. กลับบ้านและเก็บเท้าไว้ในที่สูงเพื่อไม่ให้เปียก ส่วนประชาชนช่วยเหลือตัวเองไปก่อน

ต้องวิพากษ์ ปรีดี พนมยงค์ ได้

ที่มา Thai E-News

เรา ก็ควรที่จะวิพากษ์ได้ เพราะ อ.ปรีดีก็เคยวิพากษ์ตัวท่านเองไว้จนถือได้ว่าเป็นวาทะประวัติศาสตร์ว่า "เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ข้าพเจ้าไม่มีประสบการณ์ เมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์ ข้าพเจ้าไม่มีอำนาจ"


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

อนุสนธิการตั้งคำถาม ๑๕ ข้อ ของ”สมคิด เลิศไพฑูรย์”อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีต่อ ”นิติราษฎร์”

โดยคำถามข้อหนึ่งระบุว่า
“ถ้าเรายกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้ เราจะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด สุจินดา ถนอม ประภาส สฤษดิ์ จอมพล ป.,อ.ปรีดี หรือจะลงโทษเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำต่อนายกฯทักษิณ”
ซึ่งส่ง ผลให้ลูกสาว อ.ปรีดี และผู้ที่เห็นแย้งกับ”สมคิด”ออกมาโต้แย้งอย่างมากมาย จนถึงกับเดินขบวนให้ปลดออกจากตำแหน่งอธิการบดีในข้อหาฝักไฝ่เผด็จการไปเลยก็ มี

แต่ประเด็นที่พูดถึงกันส่วนใหญ่แล้วก็มุ่งแก้ต่างไปในประเด็นของการเปลี่ยน แปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ซึ่ง อ.ปรีดีเป็นแกนนำสำคัญของคณะราษฎร์ในฝ่ายพลเรือน และในกรณีนี้ก็เป็นที่ยุติในเชิงวิชาการแล้วว่าเป็นการ ”ปฏิวัติ(revolution)”มิใช่”รัฐประหาร(coup d'état)”เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองทั้งระบบโดยเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย

มิใช่การใช้กำลังเข้าเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลแล้วฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ซึ่งหากทำสำเร็จก็เรียกว่า “รัฐประหาร(coup d'état)”หากทำไม่สำเร็จก็กลายเป็น “กบฏ(rebellion)”ไป

น่าเสียดายและเสียเชิงเป็นอย่างยิ่งที่ “สมคิด”ไม่ยอมชี้แจงข้อสอบถามของลูกสาว อ.ปรีดี และนักวิชาการค่ายอื่นๆที่สนับสนุน”นิติราษฎร์” แต่ใช้วิธีการ”หนีหน้า”โดยการลบข้อความออกจากเฟซบุ๊กของตนเองทิ้งไปเสียอย่างน่าละอาย และหมดรูปของนักวิชาการในระดับศาสตราจารย์ทางกฎหมาย และอธิการบดีมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มี อ.ปรีดีเป็นผู้ประศาสน์การ

ในความเห็นของผมแล้ว ประเด็นอยู่ที่มิใช่ว่า อ.ปรีดี จะถูกวิพากษ์ไม่ได้ และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกสาว อ.ปรีดีจะออกมาตอบโต้

ผมคิดว่า เราเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการต่อ อ.ปรีดี ซึ่งนอกจากจะเป็นรัฐบุรุษแล้ว ยังเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะย่อมสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางวิชาการได้

เหมือนที่นักวิชาการหลายคนเคยวิพากษ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, พระยาอนุมานราชธนมาแล้ว หรือแม้แต่รัชกาลที่ ๕ ก็ยังถูกวิจารณ์โดย ส.ศิวรักษ์ในที่สาธารณะในเชิงวิชาการในหลายต่อหลายครั้ง

หากนักวิชาการเรายังมีความจำไม่สั้นเกินไปนัก เราน่าจะจำกรณี “กบฏวังหลวง”หรือที่เรียกว่า “ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492”ซึ่ง เป็นคำเรียกของ อ.ปรีดี โดยเป็นขบวนการต่อต้านรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ของกลุ่มประชาธิปไตยพลเรือนซึ่งก็คือกลุ่มการเมืองที่แวดล้อม อ.ปรีดี หรือกลุ่มที่ถือเอา อ.ปรีดี เป็นผู้นำและแกนกลาง โดยมุ่งที่จะประสานกำลังหลัก 2 ส่วนเข้าด้วยกัน คือ ฝ่ายทหารเรือและเสรีไทย ซึ่งเป็นความพยายามในการรื้อฟื้นอำนาจที่สูญเสียไปก่อนการรัฐประหารใน พ.ศ.2490

ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 เวลา 20.00น.อ.ปรีดี และเสรีไทยได้ขนอาวุธขึ้นฝั่งที่หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเพื่อ เตรียมกำลัง จากนั้นเวลา 21.05 น. กำลังส่วนหนึ่งเข้ายึดสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ พญาไท และเริ่มประกาศแต่งตั้งรัฐบาลใหม่โดยมี ดิเรก ชัยนาม เป็นนายกรัฐมนตรีฯ

พร้อมกันนั้นได้ออกคำสั่งปลด พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ทั้งยังสั่งห้ามเคลื่อนย้ายกำลังพลไม่ว่าในกรณี ใด ๆ นอกจากจะได้รับคำสั่งโดยตรงจากแม่ทัพใหญ่ จากนั้นหน่วยอื่น ๆ ก็ลงมือปฏิบัติการในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ในพระบรมมหาราชวัง ร.อ.วัชรชัย ชัยสิทธิเวช ได้นำทหารเรือและเสรีไทยส่วนหนึ่งเข้ายึดได้เมื่อเวลา 21.00 น.

จากนั้น อ.ปรีดี, ทวี ตะเวทิกุล, พล.ต.สมบูรณ์ ศรานุชิต และกำลังส่วนอื่น ๆ ก็ได้เคลื่อนย้ายจากธรรมศาสตร์เข้าพระบรมมหาราชวัง และใช้เป็นศูนย์บัญชาการ

จนถึงครึ่งวันแรกมีแนวโน้มที่ขบวนการ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 จะได้รับชัยชนะ เพราะบุคคลสำคัญทั้งของฝ่ายคณะรัฐประหารและฝ่ายรัฐบาลรวมตัวกันไม่ติด และติดต่อกันไม่ได้เลย แม้ว่าหลายคนจะเตรียมการต่อสู้ แต่ก็ไม่รู้ทิศทาง ไม่รู้ที่มั่นของฝ่ายยึดอำนาจ และไม่ทราบสถานการณ์ที่เป็นจริง

แต่ความคลาดเคลื่อนของฝ่าย อ.ปรีดีอยู่ที่ว่า กำลังนาวิกโยธินจากสัตหีบ ซึ่งจะต้องเป็นกำลังหลักเข้ายึด และควบคุมตามสถานที่สำคัญนั้นมาไม่ทันตามกำหนดนัดหมายที่จะต้องเข้าควบคุม สถานการณ์เสียตั้งแต่ระยะครึ่งคืนแรก เพราะเนื่องจากยกกำลังมาแล้วมาติดน้ำลงที่ท่าข้ามแม่น้ำบางปะกงต้องรอเวลา น้ำขึ้น ทำให้ข้ามฝั่งแม่น้ำมาได้ไม่ทันเวลา

ดังนั้น ตั้งแต่เวลา 23.00 น.ของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 ฝ่ายรัฐบาลเริ่มติดต่อกันได้และตั้งตัวติด และได้ออกประกาศยืนยันว่ารัฐบาลเดิมยังคงบริหารประเทศอยู่ และได้มีการสู้รบกัน จนในที่สุดฝ่ายอ.ปรีดีต้องถอนกำลังออกจากพระบรมมหาราชวัง

ในท้ายที่สุดการสู้รบระหว่างฝ่ายทหารบกและทหารเรือก็ยุติลงในเวลาประมาณ 10.30 น.ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 และถือได้ว่าขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 ได้ล้มเหลวลง กลายเป็น “กบฏวังหลวง” และผลที่เกิดขึ้นตามมา คือ มีผู้เสียชีวิตเป็นทหารบก 4 คน ทหารเรือ 3 คน และประชาชนในเขตพญาไท 3 คน

ส่วน อ.ปรีดี ได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายทหารเรือ โดยจัดเรือยนต์บรรทุกเพื่อนในขบวนการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังฟากธนบุรีโดยปลอดภัย

หลังจากการพ่ายแพ้ครั้งนี้ อ.ปรีดีได้หลบอยู่ในประเทศไทยจนถึงวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2492 และลอบเดินทางไปยังประเทศจีน หลังจากนั้นก็ลี้ภัยอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่นานถึง 21 ปี และเดินทางไปลี้ภัยต่อที่ประเทศฝรั่งเศสจนสิ้นอายุขัย รวมเวลาที่ลี้ภัยนานถึง 34 ปี

กล่าวโดยสรุป ก็คือ อ.ปรีดีก็เคยทำ “รัฐประหาร”เหมือนกัน ถึงแม้จะเรียกชื่อว่า “ขบวนการประชาธิปไตยฯ”โดยให้เหตุผลว่าเพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการรัฐ ประหาร พ.ศ.2490 ก็ตาม แต่ทำไม่สำเร็จจึงกลายเป็น “กบฏ”ไป

ส่วนจะถูกต้องด้วยเหตุผลหรือไม่อย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร ก็ว่ากันไป ซึ่งเราก็ควรที่จะวิพากษ์ได้ เพราะ อ.ปรีดีก็เคยวิพากษ์ตัวท่านเองไว้จนถือได้ว่าเป็นวาทะประวัติศาสตร์ว่า
"เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ข้าพเจ้าไม่มีประสบการณ์ เมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์ ข้าพเจ้าไม่มีอำนาจ"

ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่ อ.ปรีดีจะถูกวิพากษ์ แม้ว่าเราจะเคารพนับถือท่านอยู่อย่างเต็มเปี่ยมหัวใจก็ตาม ใช่ไหมครับ
------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 19 ตุลาคม 2554

'ไม่มีสี ขอโทษที่ทำให้เข้าใจผิด…' หนูดี-วนิษา เรซ กับ พิษทวิตเตอร์เดือด!!

ที่มา Thai E-News

หนู ดี เปิดใจกับไทยรัฐออนไลน์ด้วยเสียงสั่นเครือต่อกรณีข้อความทวิตเตอร์ "ผู้นำโง่" นี้ว่า ตนหมายถึง ผู้นำที่ประกาศให้ชาวบ้านอพยพหนีตายกลางดึก ในจังหวัดปทุมธานี ทำให้คนโกลาหล ไม่มีระบบ

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
19 ตุลาคม 2554

ทันทีที่ปลายนิ้วของหนูดี - วนิษา เรซ กดส่งข้อความระบายความรู้สึก "อัดอั้น" ในฐานะประชาชนคนไทยที่ประสบเหตุลงไปในทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาว่า
“ขอพูดแรงๆ สักครั้งในชีวิตค่ะ พูดแล้วจะร้องไห้...น้ำท่วมไม่กลัว กลัวอย่างเดียว...ผู้นำโง่ เพราะพวกเราจะตายกันหมด” (ปัจจุบันลบข้อความนี้ไปแล้ว)”
จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของคนบางกลุ่มมาผูกโยงการเมืองกับคำว่า “ผู้นำโง่” ว่าหมายถึงผู้นำคนนั้นกันอย่างมากมาย

ก่อนที่เรื่องราวจะไปกันใหญ่ หนูดี - วนิษา เรซ หนูดี ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านอัจฉริยภาพ นักเขียน และสาวเก่งที่มีคนชื่นชอบมากมาย ออกมากล่าวเปิดใจกับไทยรัฐออนไลน์ด้วยเสียงสั่นเครือต่อกรณีข้อความ ทวิตเตอร์ "ผู้นำโง่" นี้ว่า ตนหมายถึงผู้นำที่ประกาศให้ชาวบ้านอพยพหนีตายกลางดึก ในจังหวัดปทุมธานี ทำให้คนโกลาหล ไม่มีระบบ และไม่มีข้อเท็จจริง

“ทวิตนี้มันเริ่มต้นจากบ้านครอบครัวของหนูดีอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี แล้ว 2-3 วันที่ผ่านมา มีผู้ใหญ่ที่ดูแลในเขตที่อาศัยอยู่ออกประกาศบอกให้ชาวบ้านย้ำให้อพยพอย่างเร่งด่วน ซึ่งเป็นเวลาวิกาลเพราะว่าคืนนี้น้ำจะท่วมใหญ่แน่นอน

การประกาศแบบนี้แม้ว่าบ้านหนูดีจะขนของอพยพไปอยู่ชั้น 2 เกือบจะหมดแล้ว มีแต่เปียโนตัวใหญ่มากไม่สามารถขนขึ้นไปได้ และกระดาษมากมายของสำนักพิมพ์ของเรายังอยู่ด้านล่างอีกมากมายไม่สามารถขน ขึ้นไปบนบ้านได้ สิ่งที่ทำให้หนูดีโมโหมากๆ ก็คือวันนั้นผู้นำบอกข่าวสารมีการประกาศให้ชาวบ้านปทุมธานีออกจากพื้นที่เร่งด่วน แบบไม่เช็กข้อมูลให้ถูกต้องก่อน ส่งผลให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นอย่างมากมาย โกลาหลมากๆ

อย่างโรงเรียนของหนูดีก็มีคุณครูอยู่คนหนึ่งบ้านเขาอยู่อยุธยา บ้านเขาจมทั้งหลัง รถจมมอเตอร์ไซต์จม เครื่องใช้ไฟฟ้าก็พังหมด เรียกว่าหมดสิ้นเสียบ้านและทรัพย์สินไปทั้งหลัง พอหนีมาอยู่ที่คลอง 2 จ.ปทุมธานี ซึ่งจากข่าวนี้ทำให้เขาอาเจียนไม่หยุด ไมเกรนขึ้นแล้ว ที่สำคัญหนูดีสงสารตาสีตาสาที่วิ่งหนีตายตุหรัดตุเหร่ตามการประกาศแบบไม่ กรอง หนีตายเพื่อไปที่ศูนย์อพยพดอนเมือง”

หนูดีบอกว่า การประกาศโดยไม่มีเอกภาพวันนั้นและภาพการอพยพหนีตายของหญิงสาวผู้เฒ่าผู้แก่ มันกระทบหัวใจตนเองมาก จนต้องทวิตข้อความออกไปในฐานะประชาชนคนหนึ่ง

"สิ่งที่หนูดีเห็นแล้วสลดก็คือ คนในจังหวัดปทุมธานีหลา่ยครอบครัวไม่มีรถพอได้ยินประกาศต่างก็วิ่งหนีตาย เพื่อไปให้ถึงปากซอยให้ได้ ซึ่งมันไกลมาก (เสียงสะอื้น)เราก็รู้สึกจะบ้าเหรอ 4-5 ทุ่ม แล้วถ้าเป็นผู้หญิง เป็นเด็กสาววิ่งหนีแบบไร้จุดหมายแบบนั้นไม่โดนข่มขืนหรือโดนอะไรทำร้ายไป ถามว่ามันใช่เรื่องไหม สิ่งที่เราทวิตไปเราก็รู้สึกในฐานะประชาชน คือถ้าคิดจะทำอะไร อยากจะประกาศอะไรประชาชน ช่วยคิดถึงประชาชนหน่อยแ้ล้วที่น่าตกใจก็คือ "ผู้นำในพื้นที่กับคนที่ประกาศไม่ใช่คนเดียวกัน" โดยผู้นำบอกว่าไม่มีอะไรอย่าแตกตื่น ที่สุดแล้วน้ำที่ประกาศว่ามาก็ไม่มา"

ภาพเหล่านี้มันทำให้เราเกิดอารมณ์ แต่ก็น่าเสียใจเพราะทันทีที่เราทวิตออกไปคนก็ไปตีความว่า ผู้นำเราหมายถึงนายกฯ ซึ่ง หนูดียืนยันเลยว่าไม่ได้หมายถึงท่าน เพราะเราไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องการเมืองอยู่แล้ว ไม่มีสี ไม่เหลืองไม่แดง แล้วไปรีเช็กดูได้ว่าตั้งแต่หนูดีกลับมาเมืองไทย ไม่เคยคอมเมนต์การเมืองเลย ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลย และไม่เคยคิดที่จะลง ส.ส.แล้วคอมเมนต์นี้เราถือว่าไม่ได้คอมเมนต์การเมือง แต่ถูกตีความเป็นเรื่องการเมือง ตั้งแต่วันที่กลับมาเมืองไทยเราไม่คิดว่ากลับมาแล้วยุให้คนไทยแตกแยกกัน

"หนูดีคิดว่าคนที่อยู่ต่างประเทศกลับมาก็อยากที่จะทำอะไรให้กับประเทศ แต่หากมันกลับมาเป็นประเด็นแบบนี้ หนูดีคิดว่ามันผิดวัตถุประสงค์ วันนี้มีคนลำบากเดือดร้อนอีกเยอะ ไม่รู้ว่าจะมาทะเลาะกันเรื่องอะไร วันนี้น้ำท่วมหนูดีก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน ทั้งบ้านและโรงเรียน ซึ่งน้ำเริ่มเข้าแล้ว แต่ก็พยายามกั้นกระสอบทรายอยู่ คนในพื้นที่ก็มีความเครียดมาก ดังนั้นถ้าจะประกาศอะไรก็อยากให้รีเช็กหน่อย เราก็รู้สึกว่ามันไม่เหมาะสม เรื่องก็มีอยู่เท่านี้”

เมื่อถามว่าเข็ดเรื่องทวิตเตอร์ไหม...? หนูดีบอกว่า จะว่าเข็ดก็ไม่ซะทีเดียว เพราะเราก็หาประโยชน์จากมันได้ แต่ก็อย่างว่ามันเป็นสื่อที่เร็วมาก ในมุมกลับกันมันก็เป็นแบบนี้ ซึ่งสิ่งที่เรากำลังอยากจะบอกก็คือมันไม่ใช่ความผิดของทวิตเตอร์ แต่เป็นความผิดของเราเอง ฉะนั้นเราไม่อยากโทษทวิตเตอร์หรือคนที่ตามไม่เห็นด้วย เพราะเราพูดกำกวมเอง

“หนูดีว่ากล้าทำก็ต้องกล้ารับ ไม่อยากตอบว่าใครแฮกหรือว่าอะไรมันตลกเกินไป ผิดไปแล้วก็พร้อมขอโทษ ไม่ได้หมายถึงนายกฯเลย ถ้าใครอ่านกลางๆ เราไม่ได้หมายถึงนายกฯ เราพลาดเอง หลังจากนี้คงต้องกลั่นกรองมากขึ้น”

สุดท้าย สาวเก่งยังฝากเอาไว้ด้วยว่า นอกจากการเตือนภัยที่ต้องระวังจะเกินความจริง จะทำให้ประชาชนโกลาหลและเดือดร้อนมากแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือนาทีนี้ ไม่มีใครอยากจะลุกขึ้นมาเสี้ยมให้คนตีกันอีกแล้ว

"วันนี้ประเทศเราคนตีกันเยอะจริง มันพอแล้วล่ะ เราก็ไม่อยากจะมีส่วนหนึ่งตรงนั้น ไม่คิดว่าทวิตข้อความเดียวมันจะส่งผลไปขนาดนี้ ขอโทษจริงๆ ขอโทษมากๆ แต่หนูดีว่า เราไม่ได้สำคัญขนาดที่ใครจะต้องมาเสียเวลา แม้ในสถานการณ์ที่วิกฤติคับขันอย่างนี้ หนูดีว่า ไม่ว่าจะเป็นคนในสังคมคนไหนจะเป็นไอดอลหรือไม่ไอดอล ไม่มีใครสำคัญมากพอที่เราจะโยงเพื่อให้มาทะเลาะกัน เอาเวลาไปช่วยเหลือร่วมใจกันฝ่าวิกฤติดีกว่า” หนูดีกล่าวในที่สุด

ประวัติการศึกษา

นางสาววนิษา เรซ ชื่อเล่นหนูดี จบปริญญาตรีเกียรตินิยม ด้านครอบครัวศึกษา Family Studies มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ คอลเลจพาร์ค สหรัฐอเมริกา ปริญญาโทเกียรตินิยมด้านวิทยาการทางสมอง (Neuroscience) ในโปรแกรม Mind, Brain and Education มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เธอถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านอัจฉริยภาพ นอกจากนี้ยังเป็นนักเขียนอีกด้วย.

Coffee with Robert Amsterdam

ที่มา Voice TV



Robert Amsterdam มาให้สัมภาษณ์ในรายการ Wake Up Thailand ประเด็นเรื่องการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ กรณีการใช้กระสุนปืนสลายการชุมนุมเสื้อแดง

เกินกำลังกู้พนังกั้นน้ำคลองรพีพัฒน์ เร่งอพยพปชช.พ้นพื้นที่

ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ถึงสถานการณ์น้ำท่วม จ.ปทุมธานี บริเวณคลองระพีพัฒน์ ช่วงคลอง 5 ว่า แรงดันน้ำที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้พนังกั้นน้ำพังยังคงอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ยาวไปถึง 120 เมตร แล้ว ขณะที่ องค์การบริหารส่วนตำบล เร่งอพยพประชาชนที่ติดค้างอยู่ภายในบ้าน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่า การกู้พนังกั้นน้ำดังกล่าวเป็นเรื่องยาก เนื่องจากกระแสน้ำรุนแรง รถยนต์ไม่สามารถเข้าไปได้

ถนนชัยนาท-ตาคลี น้ำยังท่วมสูง ไหลแรงพัดรถตกถนนหลายคัน

ที่มา มติชน



น้ำที่ท่วมถนนทางหลวงหมายเลข 1 สายชัยนาท-ตาคลี ยังคงเพิ่มสูงขึ้นกว่า 1 เมตร และไหลแรงมากขึ้น ซึ่งแขวงการทางชัยนาทได้สั่งปิดการจราจรไปแล้ว อนุญาตให้เฉพาะรถทหารที่รับส่งประชาชน กับรถบรรทุกหิน-ทราย ที่จะนำไปซ่อมคันกั้นน้ำที่พังทลาย กับเสริมแนวกระสอบทรายให้แข็งแรงมากขึ้น แต่เนื่องจากถนนสายนี้ เป็นเส้นทางเข้าไปยังเขตเศรษฐกิจเมืองชัยนาท จึงยังมีผู้ฝ่าฝืนขับรถลุยกระแสน้ำเข้าไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระแสน้ำที่ไหลแรง ได้พัดรถตกถนนจมน้ำไปแล้วหลายคัน แม้แต่รถบรรทุก 6 ล้อ ก็ยังไม่สามารถต้านทานกระแสน้ำได้ ซ้ำถนนก็เริ่มทรุดตัว เพราะถูกน้ำกัดเซาะมานาน ประกอบกับมีผู้ประกอบการนำรถบรรทุกสิบล้อ กว่า 10 คัน มารับจ้างบรรทุกรถยนต์ วิ่งผ่านเส้นทางน้ำ ในราคาคันละ 200 บาท/เที่ยว ทำให้ถนนต้องรับน้ำหนักมากขึ้น จึงทรุดตัวเสี่ยงที่ถนนจะขาดเป็นอย่างมาก

น้ำท่วมถนนรังสิต-นครนายก ช่วงคลอง2

ที่มา มติชน



สภาพน้ำเริ่มเอ่อล้นข้ามถนนรังสิต-นครนายกเป็นทางยาว ช่วงคลอง2 หลังจากที่มีรายงานข่าวว่าน้ำจากคันกั้นน้ำรพีพัฒน์แตก ทำให้นำเริ่มทะลักเข้าสู่คลองรังสิตแล้ว เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม

"ยิ่งลักษณ์"เครียด! ตอบไม่ถูกน้ำท่วม กทม.หรือไม่ ยัน รบ.ไม่ได้ปกปิดข้อมูล โอดวิกฤตใหญ่ของประเทศ

ที่มา มติชน



เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 ตุลาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้ามายังศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งสังเกตเห็นได้ว่ามีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ตอนนี้ไปขอตรวจสอบข้อมูลก่อนว่าน้ำจะท่วมเขตพื้นที่ดอนเมือง 1-2 เมตร ตามที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แสดงความเห็นหรือไม่ เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกโดยหากเกิดเหตุการณ์จริงรัฐบาล จะเตือนภัยอย่างเป็นทางการในส่วนของ ศปภ. ซึ่งการเตือนภัยของ ศปภ.จะมีการปรับรูปแบบใหม่โดยต้องมีรายละเอียดชัดเจนเพื่อแสดงประชาชนให้ เห็นว่านี่คือแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ


"กราบเรียนพี่น้องประชาชนว่าเราจะไม่อยู่ในความประมาทแต่อยากให้ทุก คนเตรียมตัวเอาไว้และอย่าตื่นตระหนก ศปภ.จะทำหน้าที่ให้เต็มที่ดูแลประชาชนที่ประสบปัญหาทุกพื้นที่รวมทั้ง กทม.ด้วย สถานการณ์ตอนนี้ในส่วนของคลองรังสิตก็ได้มีการเปิดประตูน้ำทั้งหมด จึงอยากขอความกรุณาประชาชนอย่าเข้าไปดึงแนวกั้นน้ำหรือกระสอบทรายออกไม่งั้น จะควบคุมน้ำไม่ได้ ธรรมชาติของน้ำที่เข้ามาเยอะกว่าทุกปีเมื่อระบายไปทางไหนก็จะมีปัญหาแต่ รัฐบาลพยายามป้องกันให้เต็มที่" น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว


เมื่อถามว่า จากโพลที่ออกมาระบุว่าไม่มั่นใจในข้อมูลของ ศปภ. รัฐบาลจะเรียกความเชื่อมั่นอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมน้อมรับความคิดเห็นของประชาชน แต่ขอความเห็นใจด้วยเพราะตอนนี้ ศปภ.เป็นศูนย์รวมของทุกองค์กรอาจทำให้มีมุมมองแตกต่างกัน และส่งผลให้ประชาชนรับรู้ข่าวสารเกิดความตกใจ ซึ่ง ศปภ.จะปรับปรุงต่อไปและตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบเพื่อให้ประชาชนสามารถยึด ถือของข้อมูลของ ศปภ.อย่างเป็นทางการได้


"ยืนยันข้อมูลที่ ศปภ.ได้เข้ามาไม่มีความผิดพลาด แต่บางครั้งขอความกรุณาสื่อมวลชนเวลาสัมภาษณ์หนึ่งคนเดียวอาจจะมีแค่มุม เดียวไม่เห็นภาพรวมทั้งหมด พอข้อมูลออกไปอาจทำให้ประชาชนตกใจ ดังนั้น เราต้องมาปรับปรุงในส่วนของการแถลงข่าวของ ศปภ.ให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น สื่อมวลชนก็จะได้ไม่แปลงและใช้ข้อเท็จจริงนั้นในการอ้างอิงได้ วันนี้ยืนยันว่าได้พูดความจริงไม่ได้ปิดบังพี่น้องประชาชน แต่ดิฉันต้องบอกว่าครั้งนี้เป็นวิกฤตใหญ่ของประเทศลำพังคนเดียวเราทำไม่ได้ ต้องรวมพลังจากทุกภาคส่วนและต้องเอาเกมการเมืองออกไป เราต้องแก้ไขปัญหาและสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนไทย" น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว


น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า สำหรับการประสานงานกับ กทม.และกรมชลประสานยอมรับว่ามีมุมมองที่แตกต่างกัน อย่าง กทม.ก็จะมองในส่วน กทม.เช่นเดียวกับกรมชลประทานก็ให้ในส่วนของตัวเองที่เกี่ยวกับการระบายน้ำ ดังนั้น เราต้องเอาทุกหน่วยงานมารวมกันแต่ปัญหานี้เราไม่สามารถประมาณการได้จริงๆ เช่น ปริมาณน้ำฝน ทั้งนี้ บอกตรงๆ ว่าตอบได้ยากมากว่าปริมาณน้ำจะเข้ามาใน กทม.เท่าไหร่ โดยจะขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตอบ เราเองไม่รู้ว่าพายุลูกใหม่ที่อาจจะเข้ามาเป็นอย่างไร วันนี้ประเทศไทยยังไม่มีกระบวนการในการประมาณการปริมาณน้ำที่แม่นยำ


ในตอนท้ายของการให้สัมภาษณ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวอย่างมีอารมณ์ด้วยน้ำเสียงเข้มเมื่อถูกสื่อมวลชนซักถาม หลายครั้งถึงระดับปริมาณที่จะเข้ามาท่วม กทม.ว่า "ถ้าถามแบบนี้ยิ่งไม่เกิดประโยชน์ต้องขอจริงๆ ถามแบบนี้เราควรต้องนั่งคุยกับผู้ที่มีความรู้ ดิฉันเองเป็นผู้ที่เข้ามาในฐานะนายกรัฐมนตรีประสานงานทุกหน่วยงาน ดังนั้น เราควรจะคุยพร้อมกับผู้มีความรู้ถูกต้อง ขอความกรุณาว่าดิฉันอาจจะไม่สามารถให้ข้อมูลสื่อมวลชนได้ครบเพราะเกรงว่าการ สื่อสารในมุมมองจากความรู้สึกส่วนตัววันนี้หรือการจากการสัมผัสจะทำให้ ประชาชนขาดความมั่นใจและไขว้เขว ขอความกรุณาว่าไม่สามารถให้ได้และจะขอให้ข้อมูลที่เป็นทางการเท่านั้น"

จุดพลุ15นัดเตือนอพยพคนบางกะดี หลังน้ำทะลักจากคลองเชียงรากขั้นวิกฤต

ที่มา ข่าวสด


เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 19 ต.ค. ผู้สื่อข่าวข่าวสดรายงานจากสวนอุตสาหกรรมบางกะดีว่า นายธวัชชัย อึ้งอัมพรวิไล นายกเทศบาลตำบลบางกะดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี ได้จุดพลุ 5 ครั้ง ครั้งละ 3 นัด เตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในเทศบาลบางกะดี และสวนอุตสาหกรรมบางกะดี โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เตรียมรับมือ และอพยพออกจากพื้นที่ หลังน้ำจากคลองเชียงรากได้ไหลทะลักล้นมาตลบหลังเข้าท่วม ต.บางกะดี บางส่วนแล้ว และส่งผลให้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา โดยระดับน้ำเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 10 กว่าเซนติเมตร ซึ่งเทศบาลตำบลบางกะดีคาดว่าไม่น่าจะรับมือได้ เช่นเดียวกันกับคันกั้นน้ำที่เกาะกลางถนนติวานนท์ ที่อาจรับมือกับน้ำไม่ไหวเช่นกันสวนอุตสาหกรรมบางกะดีตอนนี้น้ำยังเข้าไปไม่ ถึง ซึ่งอยู่ระหว่างเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนอยู่ ซึ่งขณะนี้น้ำก็ได้เข้าท่วมบ้านของตน ซึ่งอยู่ติดถนนสายปทุมธานี-ติวานนท์ห่างจากอุตสาหกรรมบางกะดีประมาณ 1 กิโลเมตรแล้ว

ขณะที่ อบจ.ปทุมธานี แจ้งว่า ช่วงค่ำที่ผ่านมา คันกั้นน้ำที่คลอง 5 พังประมาณ 100 ม. ซึ่งคันดินมีความสูงกว่า 2 ม. แต่น้ำมาแรงและถนนแคบ ทำให้น้ำทะลักไปรวมอยู่ที่คลองรังสิต โดยมีเครื่องสูบน้ำตั้งอยู่ที่ประตูน้ำจุฬาฯ หากสกัดไม่อยู่จะเข้าสู่ อ.ลำลูกกา และ กทม. โดยทางอบจ.ได้ใช้เสาเข็มขวางชะลอน้ำไว้


นายชาญ พวงเพ็ชร์ นายก อบจ.ปทุมธานี กล่าวว่า เครื่องสูบน้ำที่ประตูน้ำจุฬาฯ อาจสูบไม่ทัน เพราะแม่น้ำสูงกว่าในพื้นที่ของเราอยู่แล้ว ไม่มีทางไปนอกจากล้นเข้ากทม.เท่านั้น น้ำมาแรงขนาดนี้เครื่องสูบก็จะเอาไม่ไหว น้ำก็จะล้นเข้าลำลูกกา และจะไปกทม.ไปได้หมดเลย เพราะทางวังน้อยน้ำมาแรงมาก ในนวนครตอนนี้น้ำสูงเมตรกว่า ถนนแถวหมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี รถผ่านไม่ได้ ถนนไปทางธรรมศาสตร์ รังสิต ที่จะไปคลองหลวงไปไม่ได้แล้ว