ที่มา มติชน
หน่วยบินเฉพาะกิจกองทัพบก สนับสนุนการบรรเทาสาธาณภัย ศูนย์การบินกองทัพบก ออกลาดตระเวณตรวจการณ์สถานการณ์น้ำท่วมบริเวณถนนวงแหวนตะวันตกหมายเลข9 มุ่งหน้า อ.บางปะอิน จ.ปทุมธานี ซึ่งระดับน้ำที่ท่วมบนถนนยังคงมีระดับสูง โดยสัญจรได้เพียงเฉพาะรถขนาดใหญ่ และประชาชนจำนวนมากได้นำรถส่วนบุคคลไปจอดบนถนนจำนวนมาก เมื่อ 19 ต.ค
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, October 19, 2011
สภาพถนนราชพฤกษ์ มุ่งหน้าบางปะอิน มีน้ำท่วมและรถหลายคันต้องจอดหนีบนพื้นที่สูง
"ยิ่งลักษณ์"ปัดข่าวย่องดู"คอนเสิร์ต"คืนวันที่ 18 ต.ค. ยันทุ่มเทเวลาให้แก่ประชาชน
ที่มา มติชน
ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีทวิตเตอร์แพร่สะพัด ระบุมีคนเห็นนายกฯไปดูคอนเสิร์ตศิลปินคลาสสิก "ยานนี" เมื่อค่ำวันที่ 18 ตุลาคม ที่เมืองทองธานี ว่า ขอยืนยันว่าไม่จริง ตนไม่ได้ไปดูคอนเสิร์ต เพราะชีวิตวันนี้จากที่บ้านก็มาที่ ศปภ.ดอนเมือง และก็กลับไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลตามภารกิจ ไม่ได้ไปงานบันเทิงใดๆ ออกไปรับประทานข้าวนอกบ้านก็ไม่ได้ไป ใช้เวลาทั้งหมดทุ่มเทให้ประชาชน เพราะว่าวันนี้อยู่ที่ไหนใจก็ไม่เป็นสุข เพราะมีความเป็นห่วงประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงตนและเจ้าหน้าที่มีความรู้สึกเดียวกันว่า ประชาชนมีความทุกข์ก็พยายามที่จะรวมพลังและช่วยกันอย่างเข้มแข็ง และถือโอกาสนี้นำความสามัคคีโดยขอความร่วมมือทุกคนในชาติ โดยเฉพาะจุดที่จะทำแนวกั้นน้ำขอกำลังนักศึกษา เยาวชนต่างๆ มาช่วยกันอีกแรงหนึ่ง ซึ่งในส่วนของ ศปภ.วันนี้ก็ได้รับความร่วมมือจากนักเรียนนายร้อยตำรวจมาช่วยเหลือในจุดที่ ประชาชนเริ่มอ่อนล้า และจะเสริมในจุดต่างๆ ของ กทม.หลายแห่ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทราบหรือไม่ว่าคนปล่อยข่าวนายกฯไปดูคอนเสิร์ตต้องการอะไร น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ในวันนี้ประชาชนประสบอุทกภัย อยากขอความเห็นใจว่าอย่ามองในเรื่องประเด็นการเมือง หรือการกลั่นแกล้งกัน หันมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานช่วยประชาชน ซึ่งตนพร้อมที่จะรับฟัง และขอความร่วมมือและขออนุญาตเอาเรื่องต่างๆ เหล่านี้ออกไปก่อน และมารวมพลังมุ่งมั่นเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนฝ่าฟันวิกฤตไปด้วยกัน อย่างไรก็ตามในเวลา 17.00 น. ตนจะเชิญ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ผบ.เหล่าทัพมาหารือเพื่อเตรียมมาตรการต่างๆ ด้วย
สภาพน้ำท่วมที่ อ.บางบัวทอง
ที่มา มติชน
หน่วยบินเฉพาะกิจกองทัพบก สนับสนุนการบรรเทาสาธาณภัย ศูนย์การบินกองทัพบก ออกลานตระเวณตรวจการณ์สถานการณ์น้ำท่วมและหย่อนถุงยังชีพให้แก่ประชาชที่ ประสบอุทกภัยในพื้นที่โดยรอบ อ.บางบัวทอง ซึ่งอยู่ในภาวะวิกฤติ เมื่อ 19 ตุลาคม
กำแพงกั้นน้ำชุมชนจรัญฯ 74 บางพลัดแตก ปชช.แตกตื่น!
ที่มา มติชน
มวลน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลบ่าผ่านแนวกำแพงกั้นน้ำตรงชุมชน จรัญสนิทวงศ์ 74 ย่านบางพลัด พังเสียหายกว้างประมาณ 10 เมตร ส่งผลให้น้ำไหลบ่าท่วมชุมชนบริเวณดังกล่าวสูงกว่า 1 เมตร สร้างความแตกตื่น โกลาหล ให้กับชาวบ้านอย่างมากเนื่องจากไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เมื่อ 19 ตุลาคม
ชี้รัฐกั้นน้ำจนเกิดสึนามิโจมตีกทม. หวั่นท่วม2เดือนเกิดมิคสัญญีทั้งประเทศ
ที่มา ข่าวสด
ที่ศปภ. พล.ร.อ.เกาะหลัก เจริญรุกข์ รองประธานคณะกรรมการระบบเตือนภัยแห่งชาติ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลต้องตัดสินใจระบายน้ำจำนวนมหาศาลที่กองอยู่เหนือกรุงเทพฯ ลงทะเลทันทีเพราะธรรมชาติของน้ำต้องไหลลงทะเล จะเห็นว่าที่กั้นมาพังทุกจุด ไม่ว่าจะกั้นอย่างไรน้ำก็โจมตีได้หมด เพราะนโยบายรัฐบาลไปเพิ่มแรงน้ำให้อาละวาดได้มากขึ้น และยิ่งเมื่อกั้นมากๆจะกลายเป็นสินามิ ที่พุ่งเข้าโจมตีกรุงเทพฯ ขณะนี้ นายกรัฐมนตรี ต้องตัดสินได้เลยว่าให้ปล่อยน้ำระบายผ่านกรุงเทพฯ ออกไปลงทะเล เพราะอย่าลืมว่าความจริงแล้วกรุงเทพฯ คือ ทางผ่านน้ำเหนือที่จะต้องไหลลงทะเลทุกปี
ดังนั้นควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ น้ำจะไหลไปในลักษณะแผ่ขยายออกทางกว้างจะทำให้คนไม่เดือดร้อนมาก เพราะทุกคนได้เฉลี่ยความทุกข์ความสุขกัน ถึงน้ำท่วมก็ไม่สูงมากขนาดมิดหลังคาหรือถึงชั้นสองแบบนี้ ซึ่งน้ำเหนือที่ค้างอยูในพื้นที่อีกหลายจังหวัดที่ประสบภัยเพราะปีนี้ฝนตก เฉลี่ยกว่าปีที่แล้ถึง 46 ซึ่งทางเดียวที่เป็นทางรอดต้องเอาลงทะเลให้เร็วที่สุดเพราะท่วมมากกว่าสอง เดือนหากเกิดโรคระบาด โรคติดต่อ ประเทศไทยเกิดมิคสัญญีแน่ ไม่ควรรอให้น้ำเหนือมาอีกระลอก และมาสมทบกับน้ำทะเลหนุนสูงปลายเดือนนี้จะทำให้พื้นที่ที่โดนน้ำท่วมต้อง ท่วมนานอีกสองเดือนหรือบางพื้นที่ยาวนานถึง 6 เดือน
"กตช." มติเอกฉันท์ตั้ง "เพรียวพันธ์" ผบ.ตร.คนใหม่-เร่งช่วยน้ำท่วม
ที่มา ข่าวสด
เวลา 14.00 น. วันที่ 19 ต.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) เพื่อแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. ปัจจุบันรักษาราชการแทน ผบ.ตร. ขึ้นเป็น ผบ.ตร.แทน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ถูกปรับย้ายมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
จากนั้น พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ที่ปรึกษา สบ 10 ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กตช.วันนี้ มีมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้งให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตามการเสนอของนายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้ ที่ประชุม กตช.ยังมีมติให้เปิดตำแหน่งผู้บังคับการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1 ตำแหน่ง ทำหน้าที่ประสานนโยบายนายกรัฐมนตรี โดยมอบให้ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ทำหน้าที่พิจารณาเสนอชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมต่อไป
เลขานุการ กตช. กล่าวต่อว่า ที่ประชุม กตช.วันนี้ยังได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงแนวทางการช่วยเหลือและสนับ สนุนการทำงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาอุทกภัยในขณะนี้โดยนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จัดนักเรียนนายร้อยตำรวจมาช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการป้องกัน น้ำท่วม เช่น การบรรจุกระสอบทราย และการทำคันกั้นน้ำในพื้นที่ต่างๆ เป็นต้น
‘โรเบิร์ต’เยี่ยมแดงอุดรฯ สุดทนปชป.ใส่ร้าย‘ทักษิณ’เป็นปีศาจ
ที่มา ข่าวสด
เมื่อวันที่ 19 ต.ค. นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายคารม พลพรกลาง ทนายความ พร้อมทีมงานทนายความพรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่ จ.อุดรธานี เพื่อเข้าเยี่ยม 2 ผู้ถูกคุมขังที่เรือนจำกลางอุดรธานี ประกอบด้วย นายประสิทธิ วิชัยรัตน์ หรือดีเจ จ.ใจเดียว และนายจักรพงษ์ แสนคำ หรือดีเจ ก้อง ทั้งสองเป็นนักจัดรายการวิทยุสถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร ที่กำลังจะพ้นโทษในวันที่ 31 ต.ค. นี้
นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานมชมรมคนรักอุดร นางอาภรณ์ สาราคำ ส.ส.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ และคนเสื้อแดงจำนวนกว่า 200 คนไปรอบรับที่หน้าเรือนจำกลางอุดรธานี ทีมงานของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ใช้เวลาเยี่ยมผู้ต้องขังและสอบถามข้อมูลประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงเดินทางพบกับคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาในคดีต่างๆ และแวะเยี่ยมทักทายกับผู้บริหารสถานีวิยุของคนเสื้อแดง ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี
นายโรเบิร์ต พร้อมทีมงานยังได้เดินทางมาที่คลื่น 97.5 สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร บ้านหนองลีหู ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี และกล่าวว่า การเดินทางมาในครั้งนี้เพื่อ หาแนวทางการช่วยเหลือและจะดำเนินการโดยให้ทนายทั้งหมดมารวมตัวกัน เพื่อแบ่งปันหลักฐานแล้วจะคุยกับรัฐบาลว่าจะให้ความยุติธรรมกับเขาอย่างไร จะต้องเดินหน้าอย่างไม่หยุดที่จะนำผู้สั่งสังหารคนมาลงโทษให้ได้
นายโรเบิร์ต กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คือ เพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง มีช่วงหนึ่งที่ได้ฟังคำพูดของพรรคประชาธิปัตย์แล้วทำให้ได้รู้ว่ามีการใส่ร้ายและกล่าวหาให้พ.ต.ท.ทักษิณเป็นปีศาจร้าย หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นในประเทศไทย ก็จะมีการโทษว่าเป็นเพราะทักษิณ หากนายอภิสิทธิ์หกล้ม พวกเขาก็จะโทษว่าเป็นเพราะทักษิณ หากนายสุเทพปวดหัว ก็จะถูกใส่ร้ายว่าเป็นเพราะทักษิณอีก
"มัลลิกา" ถีบก้น "เก่ง การุณ" - ยัวะยืนค้ำหัวผู้ว่าฯ กทม.
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 19 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตสายไหม เพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วมที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย 2 เขตสายไหม ปรากฏว่า น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อจะตรวจพื้นที่บริเวณดังกล่าวเช่นเดียวกัน
ต่อมา เมื่อทราบว่าผู้ว่าฯ กทม.ยังอยู่ในห้องประชุม คณะของรมว.ไอซีที จึงตามเข้าไปในห้องประชุม เพื่อจะให้ข้อเสนอขอให้เร่งผันน้ำไปทางทิศตะวันออก ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ได้เข้าไปพูดคุยกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ เพื่อเชิญให้เข้าร่วมประชุมที่ ศปภ.กับนายกรัฐมนตรีในเวลา 17.00น. วันเดียวกัน ซึ่งทางผู้ว่าฯกทม.ได้บอกว่านายกรัฐมนตรีเชิญมาแล้ว
ผู้สื่อข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่ผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายกำลังพูดคุยกันอยู่ นายการุณได้เข้าไปยืนแทรกอยู่ด้านข้างของน.อ.อนุดิษฐ์และผู้ว่าฯ กทม. ทำให้บังหน้าน.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งร่วมคณะมากับผู้ว่าฯ กทม. สร้างความไม่พอใจให้กับน.ส.มัลลิกาเป็นอย่างมาก และพยายามสะกิดเพื่อให้นายการุณหลบออกไป แต่ไม่สำเร็จ และทันทีที่น.อ.อนุดิษฐ์และคุณหญิงสุดารัตน์ เดินทางออกจากห้องประชุมไป และเหลือเพียงนายการุณที่กำลังจะเดินตามออกไป น.ส.มัลลิกา ได้เข้าไปพูดกับนายการุณด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “ฉันรู้นะ ว่าเธอมาทำไม เธอทำอย่างนี้ไม่ถูก” แต่นายการุณ ทำเป็นไม่รู้เรื่อง ทำให้ น.ส.มัลลิกาเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ยกเท้าถีบไปที่ก้นของนายการุณเต็มแรงถึงกับหัวคะมำไปข้างหน้า สร้างความตกใจให้กับสื่อมวลชนบางส่วนที่ยังอยู่ในห้องประชุม
จากนั้นผู้ที่พบเห็นก็รีบเข้าไปแยกและคลี่คลายสถานการณ์ จนท้ายที่สุดผู้ว่าฯกทม.ได้สั่งปิดห้องประชุมห้ามบุคคลภายนอกและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป
หลังเกิดเหตุ น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงว่า ช่วงที่ผู้ใหญ่พูดคุยกัน นายการุณมายืนค้ำหัวผู้ว่าฯ กทม. ตนจึงบอกให้นายการุณไปหาเก้าอี้มานั่งจะได้ไม่ต้องยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ แต่กลับถูกนายการุณพูดสวนว่า “ใหญ่แค่ไหนกูก็ไม่กลัว” จากนั้นจึงโต้เถียงกันไปมาเล็กน้อย จนกระทั่งผู้ใหญ่หารือกันเสร็จ และเดินทางออกจากห้อง ตนก็ถูกนายการุณพูดกระแนะกระแหน พร้อมกับยกก้นมาเบียดตนกระดันออกไป ทำให้ตนไม่พอใจจึงยกเท้าขึ้นถีบนายการุณ แต่ปรากฎว่าลูกน้องของนายการุณมายืนประกบข้างกับตนและทำท่าจะเอาเรื่องตน แต่สุดท้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น และต่างฝ่ายต่างต่างแยกย้ายกันกลับไป
นายการุณ กล่าวว่า ตนไม่รู้เรื่องอะไรเลย และระหว่างนั้นไม่ได้สนใจว่าใครพูดอะไร ไม่ได้มีวิวาทะว่าใครจะพูดอะไร เมื่อตนเดินตามผู้ใหญ่ออกมาจากห้องประชุมก็ไม่รู้สึกว่าโดนถีบหรือทำร้าย แต่ได้ยินเสียงมีคนไปโวยวายกับน.ส.มัลลิกา และไม่ทราบว่ากลุ่มคนดังกล่าวเป็นใคร และมาดูเสื้อก็ไม่พบรอยเท้าแต่อย่างใด
ด้านน.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ให้ไปถามสื่อที่อยู่ในเหตุการณ์เอาเอง
สดจากนักข่าว7สีนาทีเล่าระทึกรองโฆษกแข้งทองปชป.ถีบกลา่งหลังส.ส.เพื่อไทยประสานงาน้ำท่วม
ที่มา Thai E-News
รองโฆษกแข้งทอง-มัลลิกา บุญมีตระกูล "ติ่ง"อดีตนักปั่นจักรยานทีมชาติ อดีตผู้สื่อข่าวทีวีที่ผันตัวมาเป็นรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ สวมวิญญาณนักปั่นทีมชาติถีบเก่ง-การุณ โหสกุล ส.ส.เพื่อไทยระหว่างผู้ใหญ่ของ 2 ฝายไปประสานงานแก้น้ำท่วม ทั้งนี้เก่ง-การุณเคยสร้างวีรกรรมถีบสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์มาก่อนหน้านี้
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ตุลาคม 2554
โทรทัศน์ช่อง 7 สีรายงานข่าวในช่วงเวลาประมาณ 17.15 น.วันนี้ว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ กับนอ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีกระทรวงไอซีที เดินทางไปเขตสายไหม เพื่อเชิญผู้ว่า กทม.เข้าร่วมประชุมที่ดอนเมือง ในระหว่างนั้น น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้เกิดปะทะคารมกับนายการุณ โหสกุล ส.ส.เพื่อไทย จน น.ส.มัลลิกา กระโดดถีบ สส.การุณ
ผู้สื่อข่าวช่อง 7 รายงานทางtwitter โดยใช้ชื่อล็อกอินว่า RT @chada_ch7 Chada Somboonphol รายงานเรื่องนี้ว่าChada Somboonphol นักข่าวช่อง 7
เรื่องตื่นเต้นระหว่างคุณหญิงหน่อยบุกพบผู้ว่ากทม.ที่สายไหม คล้อยหลังการหารือ ติ่ง มัลลิกา กระโดดถีบเก่ง การุณกลางห้องประชุม
ติ่งเค้าถามการุณว่าบุกมาแบบนี้มีนัยยะรึป่าว เก่งตอบเชิดๆกวนๆนิดๆว่าไม่เห็นมีอะไร จากนั้นทีนก็ลอยเข้าหลังเก่งเลย
ใช่เลย เก่ง ทำท่ากวนๆยื่นก้นไปข้างหลัง และยักไหล่ เลยยิ่งยั่วโมโหติ่ง
ทั้งหมดมันก็เริ่มมาจากการปะทะคารมกัน และยียวนกันไปมา
เรื่องเก่งกะติ่ง ทั้งสองมีปากเสียงตั้งแต่ตอนเข้าไปในห้อง แย่งซีนกัน เก่งยืนบังติ่ง จนติ่งต้องบอกว่าอย่ามาบังชั้น แต่เก่งไม่สน
หารือกันนานแค่ 3 นาที ทยอยเดินออกจากห้องประชุม จังหวะนั้น ติ่งกะเก่งยังมีปากเสียงกันไม่เลิก เหน็บกันไปมา
เก่งยืนยันกะติ่งว่ามาหาผู้ว่าไม่ได้มีนัยยะอะไร จากนั้นก็กระดกก้นไปชนติ่งที่ตามมาข้างหลัง ติ่งไม่พอใจ โดดถีบหลังเก่งทันที
เก่งตีหน้าซื่อ ไม่ตอบโต้ ส่วนติ่งยังคงอยากเอาเรื่องต่อ ในที่สุดจนท. ต้องเข้ามาห้าม บอกสื่อเยอะ แต่ไม่ทันล่ะ ชั้นเห็นหมดแล้ว
เรื่องไม่เป็นเรื่องของคนสองพรรค แค่แย่งซีนออกทีวี ดูแล้วไม่เหมาะทั้งคู่ แต่งานนี้เก่งได้เปรียบนิดนึง ตรงที่ไม่ตอบโต้กลับ
สื่อไม่ควรพาดหัวว่า การที่เก่งถูกถีบเป็นการเอาคืนของปชป. แต่ควรมองว่า ในห้องประชุมนั้น มันเหมาะแล้วหรือที่จะกระโดดถีบกัน
ขณะที่ผู้สนับสนุนเก่ง การุณ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ได้รายงานว่า
เราอยู่ในเหตุการณ์ บอกตรงๆว่า แมร่ง สถุนมากกกกกกกกกกก พี่เก่ง ไปกับ รมต ict คุยกับไอ้เอ๋อ อยู่ดีๆ ตอนเดินออกมา อีนี่ ก็เดินถือกล้อง ตามออกมา แล้วโดดถีบพี่เก่ง แต่พี่เก่ง ก็เดินยิ้มๆไม่ได้สวนมัน แล้วก็เดินออกมาแถลงข่าว เรื่องน้ำท่วม ปกติ ทำแบบไม่มีไรเกิดขึ้น อีนั่นก็ยังเดินตามถ่ายรูป กะว่า พี่เก่งคงหันไปสวนมัน มันตั้งกล้องรอไว้แล้ว แต่พี่เก่งบอกว่า กำลังทำงานใหญ่ ไม่ให้ราคามันหลอก
ภาพ ขณะที่เก่ง การุณร่วมกับรัฐมนตรีอนุดิษฐ์ นาครทรรพ พร้อมด้วยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจแนวคันกั้นน้ำ บริเวณ รร.ฤทธิยะวรรณาลัย 2 เขตสายไหม พร้อมให้กำลังใจ เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร
ขณะที่เฟซบุ๊คของfacebook มัลลิกาล่าสุดได้โพสต์ลงหน้าwallว่า
แถลงการ์ณจากประชาชน: ขอให้ศปภ. อย่าตื่นตระหนก รัฐบาลกรุณาใช้สติในการเตรียมการ ขอให้ ศปภ. กลับบ้านและเก็บเท้าไว้ในที่สูงเพื่อไม่ให้เปียก ส่วนประชาชนช่วยเหลือตัวเองไปก่อน
ต้องวิพากษ์ ปรีดี พนมยงค์ ได้
ที่มา Thai E-News
เรา ก็ควรที่จะวิพากษ์ได้ เพราะ อ.ปรีดีก็เคยวิพากษ์ตัวท่านเองไว้จนถือได้ว่าเป็นวาทะประวัติศาสตร์ว่า "เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ข้าพเจ้าไม่มีประสบการณ์ เมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์ ข้าพเจ้าไม่มีอำนาจ"
โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
อนุสนธิการตั้งคำถาม ๑๕ ข้อ ของ”สมคิด เลิศไพฑูรย์”อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีต่อ ”นิติราษฎร์”
โดยคำถามข้อหนึ่งระบุว่า
“ถ้าเรายกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้ เราจะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด สุจินดา ถนอม ประภาส สฤษดิ์ จอมพล ป.,อ.ปรีดี หรือจะลงโทษเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำต่อนายกฯทักษิณ”ซึ่งส่ง ผลให้ลูกสาว อ.ปรีดี และผู้ที่เห็นแย้งกับ”สมคิด”ออกมาโต้แย้งอย่างมากมาย จนถึงกับเดินขบวนให้ปลดออกจากตำแหน่งอธิการบดีในข้อหาฝักไฝ่เผด็จการไปเลยก็ มี
แต่ประเด็นที่พูดถึงกันส่วนใหญ่แล้วก็มุ่งแก้ต่างไปในประเด็นของการเปลี่ยน แปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ซึ่ง อ.ปรีดีเป็นแกนนำสำคัญของคณะราษฎร์ในฝ่ายพลเรือน และในกรณีนี้ก็เป็นที่ยุติในเชิงวิชาการแล้วว่าเป็นการ ”ปฏิวัติ(revolution)”มิใช่”รัฐประหาร(coup d'état)”เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองทั้งระบบโดยเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย
มิใช่การใช้กำลังเข้าเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลแล้วฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ซึ่งหากทำสำเร็จก็เรียกว่า “รัฐประหาร(coup d'état)”หากทำไม่สำเร็จก็กลายเป็น “กบฏ(rebellion)”ไป
น่าเสียดายและเสียเชิงเป็นอย่างยิ่งที่ “สมคิด”ไม่ยอมชี้แจงข้อสอบถามของลูกสาว อ.ปรีดี และนักวิชาการค่ายอื่นๆที่สนับสนุน”นิติราษฎร์” แต่ใช้วิธีการ”หนีหน้า”โดยการลบข้อความออกจากเฟซบุ๊กของตนเองทิ้งไปเสียอย่างน่าละอาย และหมดรูปของนักวิชาการในระดับศาสตราจารย์ทางกฎหมาย และอธิการบดีมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มี อ.ปรีดีเป็นผู้ประศาสน์การ
ในความเห็นของผมแล้ว ประเด็นอยู่ที่มิใช่ว่า อ.ปรีดี จะถูกวิพากษ์ไม่ได้ และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกสาว อ.ปรีดีจะออกมาตอบโต้
ผมคิดว่า เราเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการต่อ อ.ปรีดี ซึ่งนอกจากจะเป็นรัฐบุรุษแล้ว ยังเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะย่อมสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางวิชาการได้
เหมือนที่นักวิชาการหลายคนเคยวิพากษ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, พระยาอนุมานราชธนมาแล้ว หรือแม้แต่รัชกาลที่ ๕ ก็ยังถูกวิจารณ์โดย ส.ศิวรักษ์ในที่สาธารณะในเชิงวิชาการในหลายต่อหลายครั้ง
หากนักวิชาการเรายังมีความจำไม่สั้นเกินไปนัก เราน่าจะจำกรณี “กบฏวังหลวง”หรือที่เรียกว่า “ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492”ซึ่ง เป็นคำเรียกของ อ.ปรีดี โดยเป็นขบวนการต่อต้านรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ของกลุ่มประชาธิปไตยพลเรือนซึ่งก็คือกลุ่มการเมืองที่แวดล้อม อ.ปรีดี หรือกลุ่มที่ถือเอา อ.ปรีดี เป็นผู้นำและแกนกลาง โดยมุ่งที่จะประสานกำลังหลัก 2 ส่วนเข้าด้วยกัน คือ ฝ่ายทหารเรือและเสรีไทย ซึ่งเป็นความพยายามในการรื้อฟื้นอำนาจที่สูญเสียไปก่อนการรัฐประหารใน พ.ศ.2490
ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 เวลา 20.00น.อ.ปรีดี และเสรีไทยได้ขนอาวุธขึ้นฝั่งที่หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเพื่อ เตรียมกำลัง จากนั้นเวลา 21.05 น. กำลังส่วนหนึ่งเข้ายึดสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ พญาไท และเริ่มประกาศแต่งตั้งรัฐบาลใหม่โดยมี ดิเรก ชัยนาม เป็นนายกรัฐมนตรีฯ
พร้อมกันนั้นได้ออกคำสั่งปลด พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ทั้งยังสั่งห้ามเคลื่อนย้ายกำลังพลไม่ว่าในกรณี ใด ๆ นอกจากจะได้รับคำสั่งโดยตรงจากแม่ทัพใหญ่ จากนั้นหน่วยอื่น ๆ ก็ลงมือปฏิบัติการในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ในพระบรมมหาราชวัง ร.อ.วัชรชัย ชัยสิทธิเวช ได้นำทหารเรือและเสรีไทยส่วนหนึ่งเข้ายึดได้เมื่อเวลา 21.00 น.
จากนั้น อ.ปรีดี, ทวี ตะเวทิกุล, พล.ต.สมบูรณ์ ศรานุชิต และกำลังส่วนอื่น ๆ ก็ได้เคลื่อนย้ายจากธรรมศาสตร์เข้าพระบรมมหาราชวัง และใช้เป็นศูนย์บัญชาการ
จนถึงครึ่งวันแรกมีแนวโน้มที่ขบวนการ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 จะได้รับชัยชนะ เพราะบุคคลสำคัญทั้งของฝ่ายคณะรัฐประหารและฝ่ายรัฐบาลรวมตัวกันไม่ติด และติดต่อกันไม่ได้เลย แม้ว่าหลายคนจะเตรียมการต่อสู้ แต่ก็ไม่รู้ทิศทาง ไม่รู้ที่มั่นของฝ่ายยึดอำนาจ และไม่ทราบสถานการณ์ที่เป็นจริง
แต่ความคลาดเคลื่อนของฝ่าย อ.ปรีดีอยู่ที่ว่า กำลังนาวิกโยธินจากสัตหีบ ซึ่งจะต้องเป็นกำลังหลักเข้ายึด และควบคุมตามสถานที่สำคัญนั้นมาไม่ทันตามกำหนดนัดหมายที่จะต้องเข้าควบคุม สถานการณ์เสียตั้งแต่ระยะครึ่งคืนแรก เพราะเนื่องจากยกกำลังมาแล้วมาติดน้ำลงที่ท่าข้ามแม่น้ำบางปะกงต้องรอเวลา น้ำขึ้น ทำให้ข้ามฝั่งแม่น้ำมาได้ไม่ทันเวลา
ดังนั้น ตั้งแต่เวลา 23.00 น.ของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 ฝ่ายรัฐบาลเริ่มติดต่อกันได้และตั้งตัวติด และได้ออกประกาศยืนยันว่ารัฐบาลเดิมยังคงบริหารประเทศอยู่ และได้มีการสู้รบกัน จนในที่สุดฝ่ายอ.ปรีดีต้องถอนกำลังออกจากพระบรมมหาราชวัง
ในท้ายที่สุดการสู้รบระหว่างฝ่ายทหารบกและทหารเรือก็ยุติลงในเวลาประมาณ 10.30 น.ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 และถือได้ว่าขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 ได้ล้มเหลวลง กลายเป็น “กบฏวังหลวง” และผลที่เกิดขึ้นตามมา คือ มีผู้เสียชีวิตเป็นทหารบก 4 คน ทหารเรือ 3 คน และประชาชนในเขตพญาไท 3 คน
ส่วน อ.ปรีดี ได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายทหารเรือ โดยจัดเรือยนต์บรรทุกเพื่อนในขบวนการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังฟากธนบุรีโดยปลอดภัย
หลังจากการพ่ายแพ้ครั้งนี้ อ.ปรีดีได้หลบอยู่ในประเทศไทยจนถึงวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2492 และลอบเดินทางไปยังประเทศจีน หลังจากนั้นก็ลี้ภัยอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่นานถึง 21 ปี และเดินทางไปลี้ภัยต่อที่ประเทศฝรั่งเศสจนสิ้นอายุขัย รวมเวลาที่ลี้ภัยนานถึง 34 ปี
กล่าวโดยสรุป ก็คือ อ.ปรีดีก็เคยทำ “รัฐประหาร”เหมือนกัน ถึงแม้จะเรียกชื่อว่า “ขบวนการประชาธิปไตยฯ”โดยให้เหตุผลว่าเพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการรัฐ ประหาร พ.ศ.2490 ก็ตาม แต่ทำไม่สำเร็จจึงกลายเป็น “กบฏ”ไป
ส่วนจะถูกต้องด้วยเหตุผลหรือไม่อย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร ก็ว่ากันไป ซึ่งเราก็ควรที่จะวิพากษ์ได้ เพราะ อ.ปรีดีก็เคยวิพากษ์ตัวท่านเองไว้จนถือได้ว่าเป็นวาทะประวัติศาสตร์ว่า
"เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ข้าพเจ้าไม่มีประสบการณ์ เมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์ ข้าพเจ้าไม่มีอำนาจ"
ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่ อ.ปรีดีจะถูกวิพากษ์ แม้ว่าเราจะเคารพนับถือท่านอยู่อย่างเต็มเปี่ยมหัวใจก็ตาม ใช่ไหมครับ
------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 19 ตุลาคม 2554


