WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 20, 2011

ไชยันต์ รัชชกูล:พิพากษาผู้พิพากษา ก่อนฟัง"อ่านคำพิพากษา จากชาติ กอบจิตติ ถึงตุลาการศาลไทย"

ที่มา Thai E-News



เหตุการณ์ที่ราชประสงค์ ที่ราชดำเนิน มันขัดตรงๆ กับหลักการ the Rule of Law ฉะนั้นพูดได้อย่างไรว่าทำตามกฎหมาย ใช่ทำในนาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ไม่ใช่ในนามของนิติธรรมและนิติรัฐ ถ้าศาลตัดสินแบบนี้เราก็ควรจะเอาศาลมาขึ้นศาล ผู้พิพากษาก็ควรได้รับการพิพากษา
วัน เสาร์ที่ 22 ตุลาคม 2554 ที่ร้าน Book Re:public* ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ ได้รับเชิญเป็นองค์ปาฐกในหัวข้อ "อ่าน คำพิพากษา จากชาติ กอบจิตติ ถึงตุลาการศาลไทย" ซึ่งเป็นการเสวนา อ่านออกเสียงครั้งที่ 1 “เปิดปาก เปิดพื้นที่เสรีทางความคิด” ที่จะจัดเป็นประจำทุกเดือนร้าน Book Re:public

เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศดังกล่าวเราขอนำบทเสวนา “law ไม่ใช่ Law พิพากษาผู้พิพากษา กติกาประชาธิปไตย” ของไชยันต์ รัชชกูล ที่เป็นส่วนหนึ่งในการอภิปรายหัวข้อ “นิติรัฐกับความยุติธรรมแบบไทย” เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2553 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มาเผยแพร่อีกครั้งก่อนที่จะฟังปาฐกถา

law ไม่ใช่ Law พิพากษาผู้พิพากษา กติกาประชาธิปไตย

เริ่มด้วยคำถามง่ายๆ ว่า หากมีคนตายอยู่กลางเมืองหลวงแปดสิบกว่าศพ แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันต้องมี something seriously wrong (บางสิ่งผิดปกติอย่างมหันต์) กับสังคมไทย

ทีนี้ถ้าเกิดว่าการฆาตกรรมเกิดขึ้นในนามของนิติรัฐ ก็ต้องมี something seriously wrong กับนิติรัฐ และไม่ใช่แค่กับอภิสิทธิ์และสุเทพ แสดงว่ามีคนให้ท้ายเขา สมรู้ร่วมคิด เห็นด้วยและผลักดัน เชียร์ให้เขาปราบ [เสื้อแดง] ทั้งสื่อ ทั้ง ส.ส. ที่อยู่ร่วมรัฐบาล ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีอันจะกิน ผู้ประกอบการในราชประสงค์ คหบดี นักธุรกิจสีลม พวกนี้เป็นกองเชียร์ให้เขาทำ มัน seriously wrong กับคนเหล่านี้ด้วย

อะไรคือนิติรัฐ ผมขอใช้ the Rule of Law ทำการปกครองโดยกฎหมาย คำว่ากฎหมาย (Law) ที่เป็น L ตัวใหญ่มีความหมายต่างกับ l ตัวเล็กนะครับ กฎหมายเล็กๆ ต้องขึ้นกับกฎหมายตัวใหญ่

ความจริงแล้วเราต้องเอาศาลขึ้นศาลด้วยในบางกรณี นิติรัฐต้องอยู่ใต้นิติธรรม เหมือนคณะนิติศาสตร์ต้องอยู่ใต้ธรรมศาสตร์ ธรรมะต้องใหญ่เหนือกฎหมาย นี่คือประเด็นที่เราเรียกว่า the Rule of Law

the Rule of Law มีการถกเถียงหลายมิติมาก มิติแรก ความเห็นที่ต่างกันเกี่ยวกับเรื่องนิติธรรม-นิติรัฐ ศาลตีความอย่างหนึ่งว่านิติรัฐเป็นอย่างนี้ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติก็อาจจะตีความอีกอย่างหนึ่ง สมมติพูดว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย “law is Law” ถามว่า law ที่เป็นอยู่มี law ที่เลวหรือไม่ มีไหมสิ่งที่ดีที่ควรทำเป็นกฎหมายแต่ยังไม่มีกฎหมาย แล้วกฎหมายที่ไม่ดีควรจะเลิกมีหรือไม่ มีเยอะ เพราะฉะนั้นคุณจะยึด law เป็นสรณะอยู่สูงสุดได้อย่างไร เราต้องแก้ได้ ปรับได้ ยกเลิกได้ “law cannot be always Law” ถ้า law มีความสมบูรณ์แล้วจะมีสภานิติบัญญัติไว้ให้เปลืองเงินราษฎรทำไม อันนี้เป็นการถกเถียงกันระหว่างฝ่ายศาลกับฝ่ายบริหาร

มีอีกมิติหนึ่งของการถกเถียงเรื่องนิติรัฐในความหมายที่เป็นอยู่ในระบบ กฎหมาย คำว่า Law ตัวใหญ่มิใช่หมายถึงพระราชบัญญัติเล็กๆ แต่หมายถึงระบบกฎหมายทั้งระบบ ตั้งแต่กฎหมายอยู่ได้อย่างไร ต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างไร มีใครที่มีสิทธิ์ในการออกกฎหมายได้ รวมทั้งมีการตัดสินพิจารณาคดีอย่างไร อันนี้เป็นแง่ของภายในกรอบของกฎหมายที่พูดถึง the Rule of Law ในฐานะที่หมายถึงระบบกฎหมาย อันนี้คือในความหมายแคบ

ที่นี้ the Rule of Law ไม่ได้เฉพาะอยู่แต่ในกฎหมาย แต่มันสัมพันธ์กับระบบการเมือง ระบบศีลธรรม ระบบสังคม อันนี้เป็นความหมายกว้าง และในความหมายกว้างอันนี้มีประเด็นหนึ่งก็คือมีนักคิดคนหนึ่งชื่อ โทมัส ฮอบส์ บอกว่าถ้าไม่มีกฎหมายมันจะเป็นลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก the Rule of Law ข้อสำคัญอันหนึ่งคือการที่จะป้องกันมิให้อสูรมาทำร้ายประชาชน คือจะทำร้ายชีวิตประชาชนไม่ได้

แต่ที่เกิดขึ้นที่ราชประสงค์ ที่ราชดำเนิน อันนี้ทำร้ายประชาชน มันขัดตรงๆ กับหลักการ the Rule of Law ฉะนั้นพูดได้อย่างไรว่าทำตามกฎหมาย ใช่ทำในนาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ไม่ใช่ในนามของนิติธรรมและนิติรัฐ

ถ้าศาลตัดสินแบบนี้เราก็ควรจะเอาศาลมาขึ้นศาล ผู้พิพากษาก็ควรได้รับการพิพากษา

หลายคนเมื่อเรียนหนังสือก็เคยทราบว่าอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ ต้องแยกกัน คำถามคือทำไมต้องแยกกัน ถ้าแยกกันแล้วจะเอาอะไรผิดอะไรถูก

ผมเพิ่งเข้าใจเมื่อเร็วๆ นี้เอง คือปัจจุบันในสังคมไทยเราจะเห็นมากเลยว่าอำนาจไปทางเดียวกันหมด สื่อก็ไปทางเดียวกัน พวก ส.ส. รัฐบาล พวกคหบดีรวมทั้งผู้มีอันจะกินก็ไปทางเดียวกัน คนจำนวนหนึ่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดก็คิดไปเช่นนั้น ตอนนี้มันเป็น unification (เอกภาพ) ของหลายๆ อำนาจ ทั้งอำนาจของรัฐ แม้แต่ประชาสังคมซึ่งกำลังดี๊ด๊ากันใหญ่

แล้วมีอำนาจอะไรที่เหนือกว่าอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการหรือไม่ รัฐธรรมนูญก็เขียนนี่ครับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เป็นอำนาจที่เหนือกว่าสามอำนาจนี้ ควรจะได้ใช้อำนาจเพื่อควบคุมอำนาจทั้งสาม แต่ที่คุมไม่ได้เลยก็คืออำนาจปวงชนไม่ได้คุมอำนาจตุลาการ ดังนั้นอำนาจศาลจะต้องเป็นประชาธิปไตย มีหลายประเทศที่ประชาชนต้องควบคุมตั้งแต่ศาลแขวงระดับเล็กๆ และนี่ทำให้นิติรัฐเป็นนิติรัฐและเป็นนิติธรรม

ประเด็นสุดท้าย เราต้องมีลำดับการพิจารณาเป็นชั้นๆ ในท้ายที่สุดไม่ใช่กฎหมายต้องเป็นกฎหมายนะครับ มีอะไรที่เหนือกว่ากฎหมาย เราไม่ต้องถึงพระเจ้าหรอกครับ แต่มีหลักการประชาธิปไตยว่าหลักการของกฎหมายต้องเป็นไปเพื่ออิสระและเสรีภาพ ของปวงชน

อิสระเสรีภาพต้องมาสูงสุด กฎหมายใดที่ขัดกับสิ่งนี้ต้องถือว่า unconstitutional คือการล้มมูลฐานของกฎหมายทั้งปวง

สองคือสิทธิทั้งหลาย สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เอาสิทธิอื่นมาทำลายชีวิต เอาสิทธิของทหารมาใช้ฆ่าคน

สาม การที่จะดำเนินชีวิตอย่างผาสุก ถ้าหลักการของกฎหมายไม่เป็นไปเพื่อ 3 ข้อนี้ ก็ถือว่ามีอะไรบางอย่างผิดพลาดเกี่ยวกับกฎหมาย

อีกประเด็น หากโยงเรื่องปัญหาการก่อการร้ายกับการมีอาวุธ หลักการประชาธิปไตยคือการให้ต่อสู้กัน คุณจะจัดตั้งเป็นองค์กรได้ไหม จะมีกำลังทรัพย์ของตัวเองได้ไหม จะมีความคิดที่ตรงข้ามกับรูปแบบของรัฐที่มีอยู่ได้ไหม จะมีการโฆษณาทางความคิดได้ไหม ได้

ยกเว้นอันเดียวคือห้ามมีอาวุธ เพราฉะนั้นพรรคการเมืองมีอาวุธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันตัวหรือไม่ แต่เมื่อห้ามอาวุธ กติกาคือฝ่ายรัฐก็ต้องไม่ใช้อาวุธกับประชาชน

ทีนี้กรณีของไทย มีภาษาอังกฤษติดเลย Live Firing Zone (เขตใช้อาวุธจริง) และใช้กองทัพเต็มที่ ใช้รถถังจัดการกับป้อมไม้ไผ่ที่ราชประสงค์

การที่ใช้รถถังออกมาละเมิดข้อตกลงพื้นฐานของกติกาประชาธิปไตย การอ้างชุดดำนั้น นอกจากวันที่ 10 เม.ย. แล้ว ในวันที่ 19 พ.ค. มีทหารคนไหนตายบ้าง

การพูดถึงนิติรัฐไม่ใช่แค่สิ่งที่รัฐจะทำกับประชาชน แต่รัฐและสังคมต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกาเดียวกัน กฎนี้ต้องควบคุมรัฐด้วย ไม่เช่นนั้นจะบิดเบือนไปเลย

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะเปิดอกคือ เราทุกท่านทราบดีถึงความแตกแยกในสังคมไทย ส่วนหนึ่งการต่อสู้ของคนเสื้อแดงเป็นความสำเร็จของคนที่ต่ำต้อยน้อยหน้า นี่ไม่ได้เป็นวิกฤตอะไรเลย การอยู่เฉยๆ ให้เขาเหยียบสิครับถึงจะเรียกว่าวิกฤต

แต่ตอนนี้เป็นเวลาที่เรามาเช็ดน้ำตาเช็ดเลือดกัน ทำยังไงที่เราจะมีวิธีที่จะต่อสู้กันโดยไม่ให้เลือดตกยางออก ขอให้หลายๆ ฝ่ายมาร่วมคิดกัน ไม่ใช่มาดีกันเกี่ยวก้อยเหมือนเด็กประถม แต่อยากคุยกันว่าเราจะมาสู้กันอย่างไรโดยไม่ให้ถึงขั้นที่จะต้องฆ่ากัน อาจจะมีบาดเจ็บ ด่าทอ ซึ่งก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้

และถ้ามีการต่อสู้กันอีก ขออย่าใช้รถถัง อาวุธหนัก อาวุธสงครามมาปราบปราม อย่าให้มนุษย์ของเร าและอย่าให้คนของเราเป็นผักเป็นปลากันต่อไป หลักคือต้องรักษาชีวิต

และวาระซ่อนเร้นคือ ถ้าสู้กันอย่างนั้นเราสู้เขาไม่ได้

0000000000

*22 ตุลานี้ เปิดร้าน Book Re:public เปิดพื้นที่สาธารณะสำหรับการพูดคุยและถกเถียงด้วยเหตุผล


วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม นี้ บริเวณถนนริมคลองชลประทาน หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะมีกิจกรรมเปิด เสวนา อ่านออกเสียงครั้งที่ 1 “เปิดปาก เปิดพื้นที่เสรีทางความคิด”

เนื่องในโอกาสเปิดร้าน Book Re:public ซึ่งนอกจากเป็นร้านหนังสือและบาร์กาแฟแล้ว ยังเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับพบปะพูดคุยเรื่องต่างๆ อย่างเปิดเผย ตั้งแต่ประเด็นหนักหัวอย่างประวัติศาสตร์การเมือง ไปจนถึงสารพันปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมในชีวิตประจำวัน



“เรายังมีพื้นที่สาธารณะไม่เพียงพออีกหรือ?”

คณะผู้ก่อตั้งฯ ซึ่งประกอบด้วย นักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม ได้เห็นร่วมกันว่า นับตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมาพื้นที่สาธารณะหลากหลายประเภทถูกเซ็นเซอร์จากอำนาจรัฐ ไม่ว่าด้วยการปิดเว็บไซต์ การห้ามเผยแพร่หนังสือ การแบนภาพยนตร์ การยึดสถานีวิทยุชุมชน โดยรัฐอ้างว่าพื้นที่เหล่านี้มีเนื้อหาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอัน ดีของประชาชนและที่

ยิ่งไปกว่านั้น การก่อตัวของภาคประชาสังคมเอียงขวา เช่น ขบวนการล่าแม่มดในอินเตอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งสื่อมวลชนหลายแขนงที่สนับสนุนอำนาจรัฐในการปราบปรามประชาชนใน เหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 2553

คณะผู้ก่อตั้งฯ ในฐานะประชาชนธรรมดาไม่อาจเห็นด้วยกับการถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพเช่นนี้ ด้วยความเชื่อว่าการสถาปนาระบอบเสรีประชาธิปไตยให้ลงหลักปักฐานได้อย่างมั่น คงนั้น ประชาชนจำเป็นต้องทวงคืน สร้างใหม่ และขยายพื้นที่สาธารณะทางความคิด ที่เปิดโอกาสให้ทุกอุดมการณ์ได้มาถกเถียง วิวาทะกันอย่างเปิดกว้างที่สุด เพื่อที่เราจะได้ต่อสู้กันทางความคิดแทนการใช้อาวุธและความรุนแรง

กิจกรรมของร้าน Book Re:public เริื่มจากการจัดเสวนา “อ่านออกเสียง” เพื่อให้ทุกอุดมการณ์ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างวิวาทะ และวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกันอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม หลังจากนั้น ก็จะเป็นการเปิด “หลักสูตรประชาธิปไตยศึกษา” เพื่อสร้างพื้นฐานความรู้ทางการเมืองแนววิพากษ์ สำหรับการวิเคราะห์และทำความเข้าใจพลวัตความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย

นอกจากนี้ เรายังจัดพื้นที่ให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการอ่านและค้นคว้าหนังสือเกี่ยว กัประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย มีการจัดฉายหนัง แสดงดนตรี อ่านบทกวี นิทรรศการหมุนเวียน และการแสดง collection หนังสือหายาก เป็นครั้งคราว ซึ่งทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น


กิจกรรมเสวนาอ่านออกเสียงประจำเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน

อ่านออกเสียงครั้งที่ 1 “เปิดปาก เปิดพื้นที่เสรีทางความคิด”
วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม 2554

16.00 น. - 17.00 น. ปาฐกถา "อ่าน คำพิพากษา จากชาติ กอบจิตติ ถึงตุลาการศาลไทย"
ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
แนะนำโครงการ Cafe´ Democracy และ Book Re:public
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
17.00 น. - 17.40 น. เสวนา “คนหนุ่มสาวสามยุคในขบวนการประชาธิปไตย”
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สืบสกุล กิจนุกร นักวิจัยอิสระ
สุลักษณ์ หลำอุบล อดีตนักกิจกรรม สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
17.40น. - 19.00 น. เสวนา "ยังจะทำ/เขียน/อ่าน/ขาย หนังสืออยู่อีกหรือ?"
คนทำ ไอดา บรรณาธิการวารสารอ่าน
คนเขียน วรพจน์ พันพงศ์ นักเขียนสารคดี
คนขาย เสาวนีย์ เมฆานุพักตร์ เจ้าของร้านเล่า
ดำเนินรายการโดย รจเรข วัฒนพาณิชย์ ร้าน Book Re:public
19.00 น. รับประทานอาหารค่ำ และชมดนตรี โดยวงสุดสะแนนและผองเพื่อน

อ่านออกเสียงครั้งที่ 2 “ประสบการณ์จัดหนัก”
วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2554
15.00 น. -16 .00 น. "คนทำหนังสือที่ริอ่านมาทำหนัง"
สุภาพ หริมเทพาธิป ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ไบโอสโคป/รักจัดหนัก
โจ้ วชิรา Rabbithood ดำเนินรายการ
18.00 -21.00 น. "คนทำหนังที่ริอ่านเป็นผู้ก่อการร้าย"
ดูหนัง ผู้ก่อการร้าย ร่วมเสวนากับ ธัญสก พันสิทธิวรกุล และคำ ผกา


อ่านออกเสียงครั้งที่ 3 “อ่านอัลกุรอาน”
วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2554
13.00 น. - 15.00 น. “อ่านอัลกุรอาน ผ่านตัวบท บริบท และการเมืองของคัมภีร์อัลกุรอาน”
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


อ่านออกเสียงครั้งที่ 4 “อ่านนิยาย/นิทานแห่งชาติ”
วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2554
13.00 น. - 15.00 น. "นิทานแห่งชาติเรื่อง รักแห่งสยาม, พ่อขุนอุปถัมภ์, และ ชนบทไร้เดียงสา”
ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รอการยืนยันหัวข้อ
ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งให้น้ำผ่้านวัง สมศักดิ์เจียมฯชี้กระฎุมพีซาบซึ้งปรากฏการณ์ใหม่

ที่มา Thai E-News

ข้อความและพระบรมฉายาลักษณ์ที่มีการแชร์กันผ่านทางfacebookอย่างแพร่้หลายในวันนี้ ซึ่งสำนักพระราชวังชี้ว่า คือ การตีข่าว ดึงเอาเจ้านายลงมา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ตุลาคม 2554

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งฯให้ผ่านวังสวนจิตร

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิืจ รายงานว่า นายรัตนาวุธ วัชโรทัย ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สำนักพระราชวัง ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีที่มีการแชร์ข้อความในเฟซบุค ว่า ในหลวงทรงรับสั่ง "ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย" ว่า เป็นการพูดไปเรื่อย ไม่น่าเป็นไปได้ และโดยส่วนตัวไม่เคยรู้เรื่องนี้ น้ำไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระนครอยู่แล้ว และถ้าน้ำเข้ามาถึงเขตวังได้ จนท่วม ก็แสดงว่า กทม.ไม่สามารถเอาน้ำไว้อยู่ ซึ่งมันไม่สามารถเป็นไปได้อยู่แล้ว

และจากการติดตามสถานการณ์ข่าวในขณะนี้ ทั้ง กทม. และรัฐบาลต่างร่วมมือกันอย่างแข็งขันไม่ให้น้ำเข้าท่วมได้ ตั้งแต่กทม.รอบนอก และ ตอนนี้พื้นที่รอบวังสวนจิตรลดาในรัศมี 1 ตร.กม. ก็ยังไม่มีกระสอบทรายซักใบ เพราะเราเชื่อว่ากทม. จะสามารถกั้นน้ำไว้ได้ ในส่วนของวังหลวงและวัดพระแก้ว ก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว ว่า น้ำที่ท่าราชวรดิษฐ์สูงกว่าเขตวัง แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อมั่นว่ากำแพงวังสามารถเอาอยู่

ส่วนข้อความที่มีการแชร์ในเฟซบุคนั้น คือ การตีข่าว ดึงเอาเจ้านายลงมา เพราะน้ำที่ท่วมทุกวันนี้มาไม่ถึงสวนจิตรลดา เพราะน้ำที่ท่วมทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากน้ำทะเลหนุน แต่เกิดจากคันดินพัง และ ไม่มีทางที่ถนนราชวิถีจะท่วม เพราะถ้า ถ.ราชวิถีท่วมวังสวนจิตรก็ต้องท่วมแน่นอน

ผู้ใช้ชื่อNina Thongprasert ซึ่งเป็นคนแรกๆที่ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ค ได้ประกาศบนสถานะของตนว่า
เรียน ให้ทราบโดยทั่วกัน ตามที่ได้ Retweet และ shared ข้อความบนหน้า wall เรื่องในหลวงตรัสเมื่อตอนสายวันนี้ ได้ตรวจสอบกลับไปแล้วไม่พบข้อมูลที่มาอย่างชัดเจน แต่ในช่วงที่ตรวจสอบอยู่นั้น พบว่ามีการเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และได้แจ้งให้ทราบเมื่อเวลา 11.09 โดยได้ขอให้ช่วยกัน remove post ออก... ฝากบอกทุกท่านที่ได้ทำการส่งต่อข้อความด้วยค่ะ และขออภัยมา ณ ที่นี้

ต่อมาในภายหลังเมื่อมีข่าวสำนักพระราชวังปฏิเสธข่าวนี้ Nina Thongprasert ได้โพสต์เพิ่มเติมว่า
ดิฉัน ได้แจ้งให้ทราบบนหน้าเฟสและได้ลบออกตั้งแต่ตอน 11.09 หลังจากตรวจสอบถึงแหล่งที่มานั้นไม่น่าเชื่อถือ ตามที่ได้ตอบข้อความที่ถามมาแล้ว ค่ะ..อาจเป็นการผิดพลาดบกพร่องที่ไม่ได้ทำการตรวจสอบก่อนโพส..ซึ่งขออภัย ด้วยค่ะ

อย่างไรก็ตาม การแชร์สิ่งที่อ้างกันว่าเป็นพระราชดำรัสนี้ยังกระจายต่อไปมากกวา 2,600 ราย และมีผู้เข้ามากด"ถูกใจ"และแสดงความเห็นซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนว่า"ทรงพระ เจริญ"มากถึงเกือบ 5,000 ราย(ดูที่เฟซบุ๊คนี้)

ก่อนหน้านี้ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้เขียนตั้งข้อสังเกตในเฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลว่า ผมดู ที่เพจ ที่ผมให้ link ในกระทู้ข้างล่าง เรื่องทวิตเตอร์ พรด.ในหลวง แล้ว ยอมรับว่า สะทกสะท้อน อเน็จอนาถใจไม่น้อย ณ นาทีนี้ มีคนมาแสดงความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ที่สุด ก็ "ทรงพระเจริญ" ๆๆๆ "น้ำตาจะร่วงๆๆๆ" อะไรแบบนั้น ถึง 2100 ความเห็น และมี share ถึง 2600 แล้ว

ดูแล้ว อดไม่ได้ เลยไปเขียนอะไรหน่อย ข้างล่างนี้ copy มาให้ดู เผื่อโดนลบ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=264779103560922&set=a.228571743848325.53576.217645294940970&type=1&ref=nf
......................


ทำไมจึงเกิดปรากฏการณ์ คนจงรักภักดี เชื่ออะไรแบบหัวอ่อน ไร้เหตุผล

ความจริง ถ้าใครศึกษา พรด. ข้อเขียนต่างๆของในหลวงจริงๆ ก็บอกได้เลยว่า ข้อความดังกล่าว ต้องไมใช่แน่ (เช่นเดียวกับบอกได้ทันทีว่า ข้อความอย่าง "36 ขั้นบันได" ไมใช่ หรือ "จากพ่อ" (ถึงพระเทพ) ไมใช่

แต่ปรากฏว่า เรากลับเห็นบรรดาคนจงรักภักดี (แต่จริงๆ ไม่เคยศึกษา เรื่องของสถาบันฯจริงๆจังๆ) พากัน "ซาบซึ้ง" น้ำหูน้ำตาไหล นอนดิ้นกัน

คำตอบคือเพราะ ความจงรักภักดี ในประเทศเรา เกิดมาจากพื้นฐานของการรับข้อมูลข่าวสารเกียวกบสถาบันฯ ที่ไม่อนุญาตให้ ตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย ประเมิน ตรวจสอบ วิพากษ์ กระทั่ง โจมตี ได้

นี่จึงสร้าง "นิสัย" แบบหนึ่ง วิธีคิดแบบหนึงขึ้นมา คือ ในเมื่อโดยตัวความจงรักภักดีนั้น เกิดจากลักษณะ รับข้อมูลข่าวสาร ที่ตรวจสอบไม่ได้ ตังข้อสงสัยไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ อยู่แล้ว ดังนั้น ไมว่า ข้อมูล ข้อความ อะไรที่ ไม่ว่า จะไม่มีเหตุผลขนาดนั้น ก็เชือ่ได้หมด

ก่อนหน้านั้นดร.สมศักดิ์ได้โพสต์ เรื่องขำ (มีประเด็นชวนคิดอยู่ตอนท้าย)

ผมเข้าไปที่เว็บไซต์ ม.รังสิต นึกว่า จะไปหา "แบบจำลองทางคณิตศาสตร์" 23 จุดในกรุงเทพ ที่ว่าเสี่ยงน้ำท่วม (ตามข่าว มติชน) แต่หาไม่เจอ แต่ไปเจอในหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม มี login ในนามมหาวิทยาลัยนี่แหละ เขียนข้อความนี้ (ดูภาพประกอบ ด้านขวาล่างๆลงมา)

"จากทวิตเตอร์: "ในหลวงทรงรับสั่ง..
"ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย"
......ทรงพระเจริญ"

ผมอยากจะพนันร้อยบาทเอาปาท่องโก๋ตัวเดียวว่า นี่เป็น "พระราชดำรัส" ประเภทปลอมๆ หรือหาที่มาอ้างอิงไม่ได้ (แต่คนไม่น้อยจะซาบซึ้งจนลงไปนอนดิ้น) เหมือน "36 ขั้นบันไดชีวิต" เหมือน "บันทึกจากพ่อ (ถึงพระเทพ)" เหมือนอีเมล์ เรื่อง 14 ตุลา ที่อ้างว่า ในหลวงมีรับสั่ง "คนไทยต้องหยุดฆ่ากันเอง" เหมือนเรื่องพายุนากิส, เหมือน (ทีเพิ่งเอามาโพสต์กันอีกไม่นานนี้) "พ่อนั่งเหม่อลอย" (เฉพาะอันหลังนี่ ถ้าถามผม ในฐานะคนศึกษา พรด. ศึกษา "สไตล์" การรับสั่ง การเขียน ของในหลวงมาหลายสิบปี .. อันนี อาจจะมีส่วนมี "มูล" "นิดหน่อย" ในแง่ "เนื้อหา" ไม่ใช่ในแง่คำ ทำไม .. ผมไม่มีเวลาอธิบายจะยาว) แต่อันอื่นทุกอัน ผมว่าปลอมแน่ ตั้งแต่เห็นแรกๆ (อย่าง "36 ขั้นบันได" ผมเห็นบ้ากันอยู่นาน ผมดูแล้ว ก็รู้ว่า ปลอมแน่) รวมทั้งอันน่าสุด "จากทวิตเตอร์" นี้ด้วย

ผมลอง search ดู ปรากฎว่า มีการแพร่ให้ซาบซึ้งกันไปแล้ว ดู
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=264779103560922&set=a.228571743848325.53576.217645294940970&type=1&ref=nf
และอันนี้
http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2011/10/19/entry-1

แต่ก็ยังดีว่า ดูเหมือนมีคนจงรักภักดี ทีอาจจะยังมีสตินิดหน่อย (หรือไม่ก็จำเรื่อง "บันทึกจากพ่อ" หรือเรื่อง "บันไดชีวิต" ได้) เตือนกัน ให้หยุดเผยแพร่ ดูที่นี่ - มีการเล่า "ที่มา" ของ "ทวิตเตอร์" อันนี้ด้วย ดูเหมือนมีคนชื่อ Nina Thongprasert เริ่มก่อน แล้วต่อๆกันไป ตอนนี้ เจ้าตัว คือคุณ "Nina" (ตามที่คนเขียนบล็อกนี้บอก) ได้ขอเองให้หยุด และถอนออกจาก wall ตัวเองแล้ว

http://www.oknation.net/blog/snowy/2011/10/19/entry-1

..................


โอเค ทั้งหมดที่โพสต์มาข้างต้น ถือเป็นเรื่องขำๆ แก้เซ็งน้ำท่วม

แต่ที่บอกว่า มี "ประเด็นชวนคิดอยู่" คืออย่างนี้ครับ

ผมเคยเขียนไว้มาสักพักแล้วว่า ปรากฏการณ์ "จงรักภักดี" อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เป็นอะไรบางอย่างที่ "ใหม่" (โดยสัมพัทธ์กับประวัติศาสตร์) มีลักษณะหลายอย่าง ที แม้แต่เมื่อสมัยผมโตขึ้นมา (ตอนมีขบวนการนักศึกษา) ก็จะไม่มีลักษณะนี้

ลักษณะที่ว่า เช่น (ก) เน้น ในหลวง ในฐานะ "ตัวบุคคล" (เวลาพูดถึง "สถาบันฯ" จะ "หลุด/ลื่น" ไปเป็นพูด "พระองค์ท่าน" เป็นต้น)

(ข) ลักษณะที่ "แต่งเรื่องเอง (อย่างทีอภิปรายข้างบน) แม้แต่เรื่อง ที ไม่น่าจะ "แต่ง" ได้เลย เช่น พรด. 14 ตุลา ("วันมหาวิปโยค") นั้น มีตัวบท text แบบคำต่อคำ ให้อ่านกันได้อยู่ แค่ลองหาดู ก็น่าจะเห็นว่า ไม่มีแบบทีอีเมล์ลูกโซ่ส่งต่อๆกัน ("ทรงรับสัง คนไทยต้องหยุดฆ่ากันเดี๋ยวนี้" อะไรประมาณนั้น - โทษที ผมเขียนจากความจำไม่มีเวลาไปค้นเมล์ที่ว่า)

ลักษณะ "สร้าง" หรือ "แต่ง" เรื่องเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูด อย่างทียกมาทั้งหมด บางที ก็เป็น "เรื่องเล่า" (ทรงทำอะไรที่ไหน ยังไง อะไรประเภทนั้น แบบชนิด "คาดไม่ถึง" ทำให้ ซาบซึ้งมาก เช่นเรื่อง "นากิส" อะไรประมาณนั้น)

สมัยก่อน สถาบันฯ จะมีลักษณะ "ศักดิ์สิทธิ์" หรือ "เป็นทางการ" มากกว่านี้ แม้แต่พวก จงรักภักดี ก็ไม่มีใครคิดจะกล้า "ล่วงเกิน" แตะต้อง (อันที่จริง แม้แต่คำว่า "รัก" ก็ไม่มีใครคิดจะกล้าใช้)

ลักษณะรวมๆนี้ ที่ผมเคยพยายาม theorize ออกมาใน "คอนเซ็ปต์" Mass Monarchy ...

ประเด็นทีเกียวเนื่องสำคัญอันหนึ่งกับเรื่องนี้คือ ผมเสนอว่า ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน (ทศวรรษ 1970-1980) "ฐานทางชนชั้น" หรือ "ฐานมวลชน" สำคัญ ของสถาบันกษัตริย์ ได้ "เคลื่อนย้าย" หรือ "เปลี่ยน" จาก "ชนชั้นชาวนา" "ชนชั้นเกษตรกร" ในชนบท (นึกถึงลูกเสือชาวบ้าน)

มาที่ "ชนชั้นกระฏุมพี" "ชนชั้นกระฏุมพีน้อย" ในเมือง (นึกถึงพวก "สลิ่ม")

Wednesday, October 19, 2011

น้ำท่วม - ภัยจากการจัดการแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ (ท่วม)

ที่มา มติชน



โดย เพจเฟซบุ๊ก "A Journey through Science and Art"

ภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นขณะนี้ หลายคนบอกเป็นภัยธรรมชาติ แต่ทางศูนย์นิเวศวิทยาพยากรณ์และการจัดการ ขอมองอย่างแตกต่างว่า ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นภัยจากการจัดการที่ผิดพลาด อย่างไรก็ดีเราไม่ควรมุ่งหาผู้ผิดชอบเพราะไม่มีประโยชน์อันใดและไม่ใช่ หน้าที่ของเรา แต่ควรมุ่งหาสาเหตุเพื่อแก้ไข ด้วยเหตุการณ์น้ำท่วมนี้จะเกิดอีกแน่นอน


งบประมาณมากมายที่ลงไปแบบผิดทิศผิดทาง บริหารจัดการแบบคลาสสิก ด้วยความไม่รู้ของนักวิชาการ (อาจจะคิดว่าตนรู้ แต่ความรู้นั้นไม่ทันสมัย ไม่ทันกาละ) กับปี 2554 ที่น้ำท่วมรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา (และไม่ได้พยากรณ์ได้อย่างเหมาะสม ทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยนักวิชาการทั้งภาครัฐ และภาคมหาวิทยาลัยที่รับงบประมาณไปดูแลศึกษาเรื่องนี้)

เริ่มต้นที่ฤดูร้อน ที่ภาคใต้บริเวณเทือกเขาหลวง กรุงชิง รับปริมาณฝนแบบไม่คาดถึง โดยที่ไม่ได้มีไต้ฝุ่นเข้าประเทศไทย และน้ำท่วมในภาคเหนือ และภาคกลาง ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ (ตุลาคม 2554) นักวิชาการภาครัฐและดูแลเรื่องนี้หาได้ตระหนักและค้นหาถึงสาเหตุอันแปลก ประหลาดไม่ ไม่เว้นแม้แต่ศูนย์ต่างๆ ที่อุปโลกขึ้นเพื่อดึงงบประมาณจากกระแสเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จนนักวิจัยที่ดำเนินการเรื่องนี้จริงๆ งุนงง


[20111012 (12 ตุลาคม 2554 - มติชนออนไลน์) มีนักวิชาการของไทย ออกมาบอกสื่อว่ามีนักวิชาการของเนเธอร์แลนด์ มาดูระบบจัดการน้ำของไทย แล้วบอกว่าไทยมีหน่วยจัดการน้ำที่ไม่บูรณาการ นักวิชาการไม่ชำนาญ ต่างจากต่างประเทศที่ให้จัดตั้งหน่วยงานกลางเรื่องนี้ ไม่ต้องบอกว่านักวิชาการท่านนั้นเป็นใคร จริงๆ พอมีเรื่องภัยพิบัติ เรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศท่านต้องออกสื่อตลอด ยกเว้น เที่ยวนี้ ท่านนั้นเป็นหนึ่ง (ในเรื่องได้งบประมาณสนับสนุนวิจัย) ที่ตั้งหน่วยงานในลักษณะหน่วยกลางของประเทศ ดูแลเรื่องการจัดการการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เป็นตัวแทนประเทศตลอดในเรื่องนี้ แต่ปัญหาเรื่องน้ำท่วมใหญ่ในปีนี้ ท่านและหน่วยงานของท่านน่าจะเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ เกิดขึ้นไม่มากก็น้อย]


ทางศูนย์ฯ ไม่เห็นด้วยในเรื่องตั้งองค์กรกลางที่จัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง หมดเวลาที่จะทุ่มงบประมาณลงส่วนกลาง หรือหน่วยงานที่ว่าแล้ว งบประมาณน่าจะทุ่มลงไปสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนจัดการเรื่องน้ำของตนเอง ถึงเวลากระจายอำนาจ เรื่องน้ำเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งในแง่พื้นที่ เวลา และพลังงาน ชุมชนต้องมีองค์ความรู้ ต้องสร้างคน สร้างความเข้มแข็ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ต้องพึ่งตนเอง ดังประสบการณ์ที่คนจำนวนมากประสบอยู่ในเวลานี้


[20111009 (9 ตุลาคม 2554 - มติชนออนไลน์) ก๊วนข่าว ช่อง 3 รายงานว่าสถานการณ์น้ำท่วมตอนนนี้ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง บอกว่าเอาไม่อยู่แล้ว พื้นที่เศรษฐกิจ นิคมอุตสาหกรรม จมหาย โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนดา โรจนะ เห็นแต่หลังคารถโผล่ เคลื่อนย้ายไม่ทัน ความเสียหายมหาศาล ด้วยคันดินที่กั้นน้ำไว้พังทลายลง]

สาเหตุที่ทำให้การทำนายหรือพยากรณ์ไม่มีทางถูกต้องและทันกาล เนื่องจาก ปัญหาที่เป็น Open Boundary Flow (การไหลท่วมอย่างไม่จำกัดขอบเขต - มติชนออนไลน์) และเป็น Dynamic Flow (การไหลท่วมอย่างมีพลวัต - มติชนออนไลน์) กล่าวคือ น้ำนั้นไม่ได้ไหลเฉพาะในคูคลอง น้ำสามารถ เอ่อบ่าเข้าไปในพื้นที่ชุ่มน้ำได้ น้ำสามารถไหลใต้ดินได้ ระดับน้ำไม่ได้คงที่ ขณะไหลสามารถหนุนกันได้สูงกว่าปกติมาก ในหลายกรณี สามารถไหลบ่ากันสูงกว่าความลึกของคูคลองอีก นอกจากนั้นคันกั้นน้ำเองก็พังทะลาย และถูกสร้างใหม่ได้ ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้การคำนวณปริมาณน้ำและความเร็วในการไหลทำได้ไม่ถูกต้องแน่นอน ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยเหล่านี้ สำคัญมากในระบบซับซ้อน


แผนที่น้ำท่วม มีคนสงสัยมาก เพราะเป็นความจำเป็นที่ต้องรู้ แต่พอถึงเวลาก็ไม่สามารถบอกได้ เหตุเพราะ แผนที่ น้ำท่วมที่ทำๆ กัน ทำผิด ทำโดยการใช้ระดับความสูงเพียงอย่างเดียว แผนที่น้ำท่วมที่ดี ต้องเป็นแผนที่แบบไดนามิก มีพลวัต ต้องมีการจำลองน้ำที่ไหลบ่า ซึ่งทำได้ยากมาก เพราะระดับน้ำนั้น ไม่สามารถบอกได้แน่ชัด เพราะเป็นปริมาณที่แปรผันกับเวลาอย่างมาก ความเร็วของการไหลที่เปลี่ยนไป ระดับน้ำก็เปลี่ยนไป บางจุดนั้นน้ำอาจจะท่วม แต่ท่วมนานเท่าใด ท่วมในช่วงเวลาเล็กน้อย เช่น 10 นาที เราจะถือว่าน้ำท่วมหรือไม่ 5 นาทีล่ะ 1 นาทีล่ะ ให้ไปสังเกตแอ่งน้ำต่างๆ ของน้ำตก โดยเฉพาะน้ำตกที่มีระดับการไหลไม่คงที่

นักวิชาการที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้ มักคิดแต่เพียงมิติการบูรณาการ คิดว่าเมื่อบูรณาการข้อมูลมาทั้งหมด อย่างทันกาล (Real Time) แล้ว ก็จะสามารถจัดการปัญหานี้ได้ วิธีคิดแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วกับการจราจร โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบัน เรียนรู้ (ด้วยราคาแสนแพง) แล้วว่า ระบบจราจรในเมืองใหญ่เป็นระบบซับซ้อน (Complex System) ซึ่งไม่มีทางที่จะพยากรณ์เพื่อจัดการได้แม้ว่าได้ข้อมูลทั้งหมด (Initial Conditions) แล้ว ผู้อ่านที่สนใจเรื่องนี้ จะเห็นการ ปรับตัวในเรื่อง จากการพยากรณ์ ไปเป็นการจัดการ ให้รถวิ่งทางโน้น ทางนี้แทน ดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่จะจัดการอย่างไรล่ะ จึงจะดีที่สุด แน่นอน คำตอบในเรื่องน่าจะใช้ได้กับการจัดการน้ำ (ท่วม) ที่ความซับซ้อนมีมากกว่า โดยเฉพาะสเกลของพื้นที่

ทิศทางการบริหารจัดการที่ป้องกันเขตเศรษฐกิจ โดยการกั้นเขื่อน คือสาเหตุหลักของการจัดการที่ผิดพลาด แทนที่จะปล่อยให้น้ำไหลไปกระจายตัวบนพื้นที่ แต่กลับปิดกั้นไว้ ไม่ให้ลงกรุงเทพฯ เสมือนกับการอั้นไว้ด้านล่าง บีบทางน้ำไว้ ทำให้พื้นที่นครสวรรค์และอยุธยารับน้ำเต็มๆ หากมีการจัดการที่ดี ให้น้ำท่วมกระจายตัว พูดง่ายๆ คือ ให้น้ำหลากไปยังลุ่มน้ำต่างๆ ก็จะลงพละกำลังของมวลน้ำ (ศัพท์ใหม่) กระจายพลังอำนาจให้เป็นเพียงน้ำหลาก แต่ไม่ใช่น้ำท่วมในเขตเศรษฐกิจ ก็จะช่วยแบ่งเบาไปได้เยอะ อย่างไรก็ดี การจัดการแบบใหม่นี้ต้องอาศัยพลังกำลังของชุมชมที่เข้มแข็ง และองค์ความรู้ใหม่ในการบริหารลุ่มน้ำ ที่มอง "ฮวงจุ้ย" และ "เห็น" เส้นทางน้ำใหม่ที่ชัดเจนกว่า

ปัญหาที่ตามมาก็คือ น้ำท่วมทำให้น้ำเข้าขังอยู่ที่ลุ่มเฉพาะจุด (Local Minima) น้ำจะนิ่ง ค่อยๆ ซึมเข้าน้ำใต้ดิน และระเหย มักจะเน่าและก่อให้เกิดปัญหาสาธารณสุขตามมา

ท้ายๆ แล้ว น้ำก็จะเคลื่อนตัวลงมายังกรุงเทพฯ ซึ่งมาตรการการดันน้ำของกทม. ก็จะส่งผลให้น้ำไหลออกทางตะวันออก และตะวันตก กทม. ก็จะถูกน้ำล้อมไว้ทุกด้าน และ แม่น้ำเจ้าพระยาก็ไม่ได้ทำหน้าที่ส่งน้ำละทะเล แต่เป็นแม่น้ำบางปะกง (ฝั่งตะวันออก) และแม่น้ำท่าจีน (ฝั่งตะวันตก) กทม. กังวลกับน้ำจากแหล่ง 3 แหล่ง แหล่งน้ำจากด้านบน (นครสวรรค์ อยุธยา) น้ำฝน และ น้ำทะเลหนุน แต่ มวลน้ำก้อนหนึ่งที่มักถูกละเลยคิอ น้ำใต้ดิน จากอัตราเคลื่อนตัวของพื้นที่น้ำท่วม จะเห็นว่าเป็นระดับสัปดาห์ ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับการเคลื่อนตัวของมวลน้ำก้อนนี้

ผลของมวลน้ำก้อนนี้จะส่งแบบประหลาด กล่าวคือ จะส่งผลให้แนวป้องกันต่างๆ อ่อนตัวลง เขื่อนและกำแพงน้ำเปราะบางต่อการพังทะลาย และส่งผลต่อให้น้ำผิวดินเอ่อสูงกว่าควร เมื่อเขื่อนพังทลายด้วยน้ำใต้ดิน ผสมกับ กระแสน้ำของน้ำที่ไหลบ่า จะซ่อมแซมได้ยากมากๆ มีความพยายามใช้เฮลิคอปเตอร์วางตู้คอนเทนเนอร์เหนือทางน้ำเพื่ออุดรอยรั่ว (นวนคร 17 ต.ค. 2545) ซึ่งไม่มีทางทำได้ เพราะ 1. เฮลิคอปเตอร์ยกของที่มีน้ำหนักมากไม่ได้อยู่แล้ว 2. กระแสน้ำสามารถยกเคลื่อนย้ายหินขนาดใหญ่ๆ ได้อย่างสบาย 3. แรงน้ำผลักตู้บวกกับหล่อลื่น ทำให้ตู้สามารถไหลพ้นเขื่อนไปได้อย่างสบาย วิธีการนี้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงคือ จะทำให้กระสอบทรายพังมากขึ้น


แล้วจะอุดรูรั่วอย่างไร ทางศูนย์ฯ แนะนำให้ใช้วิธีเดียวกับที่ร่างกายเราหยุดเลือดเมื่อเราเกิดแผล กล่าวคือ ให้ใช้ระบบตาข่ายกางขึ้นเหนือน้ำก่อน จากนั้นค่อยปล่อยถุงทรายให้ไหลไปติดตาข่าย ค่อยๆ ทำเพื่อช่วยกันหยุดยึด จนน้ำไหลน้อยลง

การบริหารจัดการเรื่องนี้ต้องคิดในลักษณะนิเวศ กรุงเทพฯ อยุธยา อยู่บน Delta หรือดินแดนปากแม่น้ำ ซึ่งปกติจะประกอบด้วยสายน้ำคดเคี้ยวเลี้ยวไปมาเพราะ น้ำไม่ได้ไหลตามแรงโน้มถ่วง แต่ไหลบ่าเป็นหลัก เนื่องจากระดับความสูงไม่แตกต่างกันมาก เป็นดินแดนแบนราบ การพัฒนา Landuse หรือการใช้พื้นที่ในกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านมาได้ทำลายความสามารถในการระบายน้ำของระบบนิเวศนี้ การถมดินอย่างมากมายทำลายทางน้ำ ทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำไปจนเกือบหมด เมื่อมีปริมาณน้ำมากมายที่ตกในปีนี้ (ซึ่งธรรมชาติได้เตือนแล้วด้วยน้ำท่วมในฤดูร้อนของภาคใต้ที่ผ่านมา แต่ผู้รับผิดชอบก็เพิกเฉย) ภัยน้ำนี้จึงมาจากการจัดการที่ผิดพลาดของน้ำมือมนุษย์ตั้งแต่เริ่มต้น จนไปถึงการบริหารจัดการน้ำต่อมา ดังที่เจอกันอยู่ในขณะนี้

[20111018 (18 ตุลาคม 2554 - มติชนออนไลน์) ในที่สุดก็เริ่มมีนักวิชาการมาบอกแนวทางที่เหมาะสมแล้วคือ ต้องยอมให้ "น้ำ" ผ่าน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทันหรือเปล่า การยอมให้น้ำผ่านนั้นสำคัญอย่างไร ปรัชญานิเวศบอกเราว่า ทุกองค์ประกอบในระบบนิเวศมีฟังก์ชันหรือหน้าที่ของมัน ทางน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหลายมีหน้าที่ให้น้ำเข้า การยอมให้น้ำผ่านเป็นการคืนหน้าที่ของมันให้ทำงาน]

(กรุณาติดตามตอนต่อไป)

หมายเหตุ Note (บันทึก - มติชนออนไลน์) นี้เป็นสะท้อนความเห็นหนึ่งของศูนย์นิเวศวิทยาพยากรณ์และการจัดการ ซึ่งดำเนินการทำงานในแนวปรัชญานิเวศวิทยา เพื่อสะท้อนให้เห็นมุมมองที่แตกต่างจากแนวคิดกระแสหลัก

จริงของ สนธิ ลิ้มทองกุล ผลประกอบการของ"เอเอสทีวี" ไม่สวยแถมยังเสี่ยงระดับสูง

ที่มา มติชน



" ผมคงแบกความรับผิดชอบแบบนี้ คนเดียวต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว เพราะผมไม่มีแล้ว หลังหักแล้ว อย่างที่ผมเคยบอกว่าผมจะทำต่อไปจนไม่มีแรงทำ แล้ววันนี้ก็มาถึงแล้ว ... ไม่มีแรงแล้ว "


"สนธิ ลิ้มทองกุล" กล่าวหลัง"เอเอสทีวี"ยุติการออกอากาศ เนื่องจากถูกตัดสัญญาณดาวเทียม (17 ตุลาคม 2554)

รายงานข่าวเอเอสทีวีระบุว่า ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.30 น. ที่ผ่านมา การแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีเกิดปัญหาไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยผู้ชมทางบ้านได้โทรศัพท์สอบถามมายังสถานีเป็นจำนวนมากหลังจากที่รับชม รายการปกติไม่ได้

ผู้บริหารระดับสูงของสถานี ชี้แจงว่า ปัญหาเกิดจากการตัดสัญญานดาวเทียม NSS-6 ของบริษัทนิวสกาย แซทเทลไลต์ จำกัด ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เอเอสทีวีเช่าสัญญาณอยู่ โดยที่ผ่านมาเอเอสทีวีทำสัญญาเช่าช่องสัญญานกับทาง NSS-6 มาโดยตลอด แต่ก็มีหนี้ค้างชำระอยู่บางส่วน

NSS-6 ไม่ยอมที่จะผ่อนปรนภาระหนี้ให้กับเอเอสทีวี แม้ทางผู้บริหารจะพยายามเจรจาขอยืดเวลาชำระหนี้ออกไป หรือขอชำระเพียงบางส่วนแล้วก็ตาม

" ผมไม่มีแล้ว หลังหักแล้ว " เป็นคำพูดที่จริงที่สุดของ สนธิ ลิ้มทองกุล

เพราะ หากใครเข้าไปดู ผลการดำเนินการของ บริษัท เอเอสทีวีผู้จัดการ จำกัด ก็จะรู้ว่าเรื่องนี้ ปกปิดกันไม่ได้

บริษัท เอเอสทีวี จดทะเบียนปี 2549 ทุนประเดิม 1 ล้าน ก่อนจะมาเพิ่มเป็น 50 ล้านในปี 2551 ก่อนจะมาเพิ่มอีกครั้งเป็น 250 ล้าน ธุรกิจของบริษัทคือ กิจการโทรคมนาคม บริการกระจายเสียง

กรรมการ บริษัท ประกอบด้วย นายวริษฐ์ ลิ้มทองกุล นางสาวธิดาลักษณ์ วรรณวัฒนากิจ นายปัญจภัทร อังคสุวรรณ และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดคือ บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด ถือหุ้น 49,999,990 หุ้น มูลค่า 249,999,950 บาท

บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด มีกรรมการ 4 คน คือ นาย จิตตนาถ ลิ้มทองกุล (ลูกชายของสนธิ ถือหุ้น 5.9 ล้านหุ้น มูลค่า 59.9 ล้านบาท) นาย พชร สมุทวณิช นาย ขุนทอง ลอเสรีวานิช นาย อุเว่ เฮนเก้ พาร์พาร์ท

ไทยเดย์ฯ ไม่ได้ตั้งอยู่ที่สำนักงานท่าพระอาทิตย์ แต่แยกไปตั้งที่ อาคารสีลมเซ็นเตอร์ ชั้น 15 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร


ไทยเดย์ฯ ผลประกอบการขาดทุนปี 2548 กว่า 236 ล้านปี 2549 ขาดทุน 147 ล้าน ก่อนจะมีกำไรในปี 2550 จำนวน 19.9 ล้าน ปี 2551 จำนวน 157 ล้าน และกำไรปี 2552 กว่า 66.6 ล้านบาท


กลับมาที่บริษัท เอเอสทีวี อันเป็นบริษัทออกอากาศรายการเอเอสทีวี ผลประกอบการไม่สวยนัก เพราะขาดทุนสุทธิอย่างต่อเนื่อง ปี 2553 ขาดทุน 24 ล้าน ย้อนกลับไปปี 2552 ขาดทุน 61 ล้าน


เมื่อดูบทวิเคราะห์ผลการดำเนินการ ในส่วนของสภาพหนี้สินบริษัท เอเอสทีวีฯ


จากการวิเคราะห์ พบว่าโครงสร้างการจัดหาเงินทุน ประกอบด้วย หนี้สิน 1.31 เท่า และส่วนของผู้ถือหุ้น -0.31 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีการจัดหาเงินทุนที่นำมาลงทุนในสินทรัพย์ ส่วนใหญ่มาจากหนี้สิน ซึ่งในสภาวะเช่นนี้ เจ้าหนี้จะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ถือหุ้น และเมื่อมองที่ตัวบริษัท จัดได้ว่าบริษัทมีความเสี่ยงในระดับสูงอย่างมาก

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนี้คำนวณได้เท่ากับ -4.21 เท่า ซึ่งเป็นการพิจารณาสัดส่วนของหนี้สินทั้งหมดเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น ในกรณีบริษัทนี้พบว่า โครงสร้างเงินทุนของบริษัทมาจากหนี้สินในปริมาณที่มากกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น นอกจากนี้เราจะสังเกตได้ว่า ส่วนของผู้ถือหุ้นมีค่าติดลบ

อัตราส่วนแสดงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย

อัตราส่วนนี้แสดงถึงความสามารถในการจ่ายภาระหนี้สินระยะยาวของบริษัท นั่นคือ ถ้าบริษัทมีการจ่ายดอกเบี้ยที่ดี บริษัทก็อาจได้รับการต่ออายุสินเชื่อเมื่อครบกำหนด อัตราส่วนนี้ยิ่งสูงก็ยิ่งแสดงถึงความเสี่ยงทางการเงินที่ต่ำ อัตราส่วนที่เหมาะสมควรมีค่าอย่างน้อยเท่ากับ 1 เท่า

กรณีนี้ บริษัทมีค่าอัตราส่วนแสดงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยในปี 2553 น้อยกว่า 1 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่มีความสามารถเพียงพอในการจ่ายภาระหนี้สินระยะ ยาว โดยมีค่าเท่ากับ -57.68 เท่าในปี 2553 และ -103.76 เท่าในปี 2552 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น

" ผมคงแบกความรับผิดชอบแบบนี้ คนเดียวต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว เพราะผมไม่มีแล้ว หลังหักแล้ว อย่างที่ผมเคยบอกว่าผมจะทำต่อไปจนไม่มีแรงทำ แล้ววันนี้ก็มาถึงแล้ว ... ไม่มีแรงแล้ว "

นี่คือ ความจริงจากปากของ สนธิ ลิ้มทองกุล

สภาพถนนราชพฤกษ์ มุ่งหน้าบางปะอิน มีน้ำท่วมและรถหลายคันต้องจอดหนีบนพื้นที่สูง

ที่มา มติชน


หน่วยบินเฉพาะกิจกองทัพบก สนับสนุนการบรรเทาสาธาณภัย ศูนย์การบินกองทัพบก ออกลาดตระเวณตรวจการณ์สถานการณ์น้ำท่วมบริเวณถนนวงแหวนตะวันตกหมายเลข9 มุ่งหน้า อ.บางปะอิน จ.ปทุมธานี ซึ่งระดับน้ำที่ท่วมบนถนนยังคงมีระดับสูง โดยสัญจรได้เพียงเฉพาะรถขนาดใหญ่ และประชาชนจำนวนมากได้นำรถส่วนบุคคลไปจอดบนถนนจำนวนมาก เมื่อ 19 ต.ค

"ยิ่งลักษณ์"ปัดข่าวย่องดู"คอนเสิร์ต"คืนวันที่ 18 ต.ค. ยันทุ่มเทเวลาให้แก่ประชาชน

ที่มา มติชน

ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีทวิตเตอร์แพร่สะพัด ระบุมีคนเห็นนายกฯไปดูคอนเสิร์ตศิลปินคลาสสิก "ยานนี" เมื่อค่ำวันที่ 18 ตุลาคม ที่เมืองทองธานี ว่า ขอยืนยันว่าไม่จริง ตนไม่ได้ไปดูคอนเสิร์ต เพราะชีวิตวันนี้จากที่บ้านก็มาที่ ศปภ.ดอนเมือง และก็กลับไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลตามภารกิจ ไม่ได้ไปงานบันเทิงใดๆ ออกไปรับประทานข้าวนอกบ้านก็ไม่ได้ไป ใช้เวลาทั้งหมดทุ่มเทให้ประชาชน เพราะว่าวันนี้อยู่ที่ไหนใจก็ไม่เป็นสุข เพราะมีความเป็นห่วงประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงตนและเจ้าหน้าที่มีความรู้สึกเดียวกันว่า ประชาชนมีความทุกข์ก็พยายามที่จะรวมพลังและช่วยกันอย่างเข้มแข็ง และถือโอกาสนี้นำความสามัคคีโดยขอความร่วมมือทุกคนในชาติ โดยเฉพาะจุดที่จะทำแนวกั้นน้ำขอกำลังนักศึกษา เยาวชนต่างๆ มาช่วยกันอีกแรงหนึ่ง ซึ่งในส่วนของ ศปภ.วันนี้ก็ได้รับความร่วมมือจากนักเรียนนายร้อยตำรวจมาช่วยเหลือในจุดที่ ประชาชนเริ่มอ่อนล้า และจะเสริมในจุดต่างๆ ของ กทม.หลายแห่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทราบหรือไม่ว่าคนปล่อยข่าวนายกฯไปดูคอนเสิร์ตต้องการอะไร น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ในวันนี้ประชาชนประสบอุทกภัย อยากขอความเห็นใจว่าอย่ามองในเรื่องประเด็นการเมือง หรือการกลั่นแกล้งกัน หันมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานช่วยประชาชน ซึ่งตนพร้อมที่จะรับฟัง และขอความร่วมมือและขออนุญาตเอาเรื่องต่างๆ เหล่านี้ออกไปก่อน และมารวมพลังมุ่งมั่นเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนฝ่าฟันวิกฤตไปด้วยกัน อย่างไรก็ตามในเวลา 17.00 น. ตนจะเชิญ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ผบ.เหล่าทัพมาหารือเพื่อเตรียมมาตรการต่างๆ ด้วย

สภาพน้ำท่วมที่ อ.บางบัวทอง

ที่มา มติชน



หน่วยบินเฉพาะกิจกองทัพบก สนับสนุนการบรรเทาสาธาณภัย ศูนย์การบินกองทัพบก ออกลานตระเวณตรวจการณ์สถานการณ์น้ำท่วมและหย่อนถุงยังชีพให้แก่ประชาชที่ ประสบอุทกภัยในพื้นที่โดยรอบ อ.บางบัวทอง ซึ่งอยู่ในภาวะวิกฤติ เมื่อ 19 ตุลาคม

กำแพงกั้นน้ำชุมชนจรัญฯ 74 บางพลัดแตก ปชช.แตกตื่น!

ที่มา มติชน



มวลน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลบ่าผ่านแนวกำแพงกั้นน้ำตรงชุมชน จรัญสนิทวงศ์ 74 ย่านบางพลัด พังเสียหายกว้างประมาณ 10 เมตร ส่งผลให้น้ำไหลบ่าท่วมชุมชนบริเวณดังกล่าวสูงกว่า 1 เมตร สร้างความแตกตื่น โกลาหล ให้กับชาวบ้านอย่างมากเนื่องจากไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เมื่อ 19 ตุลาคม

ชี้รัฐกั้นน้ำจนเกิดสึนามิโจมตีกทม. หวั่นท่วม2เดือนเกิดมิคสัญญีทั้งประเทศ

ที่มา ข่าวสด

ที่ศปภ. พล.ร.อ.เกาะหลัก เจริญรุกข์ รองประธานคณะกรรมการระบบเตือนภัยแห่งชาติ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลต้องตัดสินใจระบายน้ำจำนวนมหาศาลที่กองอยู่เหนือกรุงเทพฯ ลงทะเลทันทีเพราะธรรมชาติของน้ำต้องไหลลงทะเล จะเห็นว่าที่กั้นมาพังทุกจุด ไม่ว่าจะกั้นอย่างไรน้ำก็โจมตีได้หมด เพราะนโยบายรัฐบาลไปเพิ่มแรงน้ำให้อาละวาดได้มากขึ้น และยิ่งเมื่อกั้นมากๆจะกลายเป็นสินามิ ที่พุ่งเข้าโจมตีกรุงเทพฯ ขณะนี้ นายกรัฐมนตรี ต้องตัดสินได้เลยว่าให้ปล่อยน้ำระบายผ่านกรุงเทพฯ ออกไปลงทะเล เพราะอย่าลืมว่าความจริงแล้วกรุงเทพฯ คือ ทางผ่านน้ำเหนือที่จะต้องไหลลงทะเลทุกปี

ดังนั้นควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ น้ำจะไหลไปในลักษณะแผ่ขยายออกทางกว้างจะทำให้คนไม่เดือดร้อนมาก เพราะทุกคนได้เฉลี่ยความทุกข์ความสุขกัน ถึงน้ำท่วมก็ไม่สูงมากขนาดมิดหลังคาหรือถึงชั้นสองแบบนี้ ซึ่งน้ำเหนือที่ค้างอยูในพื้นที่อีกหลายจังหวัดที่ประสบภัยเพราะปีนี้ฝนตก เฉลี่ยกว่าปีที่แล้ถึง 46 ซึ่งทางเดียวที่เป็นทางรอดต้องเอาลงทะเลให้เร็วที่สุดเพราะท่วมมากกว่าสอง เดือนหากเกิดโรคระบาด โรคติดต่อ ประเทศไทยเกิดมิคสัญญีแน่ ไม่ควรรอให้น้ำเหนือมาอีกระลอก และมาสมทบกับน้ำทะเลหนุนสูงปลายเดือนนี้จะทำให้พื้นที่ที่โดนน้ำท่วมต้อง ท่วมนานอีกสองเดือนหรือบางพื้นที่ยาวนานถึง 6 เดือน

"กตช." มติเอกฉันท์ตั้ง "เพรียวพันธ์" ผบ.ตร.คนใหม่-เร่งช่วยน้ำท่วม

ที่มา ข่าวสด

ภาพ : พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ไปอำนวยการอพยพผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่นิคมฯ นวนคร เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 54

เวลา 14.00 น. วันที่ 19 ต.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) เพื่อแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. ปัจจุบันรักษาราชการแทน ผบ.ตร. ขึ้นเป็น ผบ.ตร.แทน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ถูกปรับย้ายมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

จากนั้น พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ที่ปรึกษา สบ 10 ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กตช.วันนี้ มีมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้งให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตามการเสนอของนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ ที่ประชุม กตช.ยังมีมติให้เปิดตำแหน่งผู้บังคับการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1 ตำแหน่ง ทำหน้าที่ประสานนโยบายนายกรัฐมนตรี โดยมอบให้ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ทำหน้าที่พิจารณาเสนอชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมต่อไป

เลขานุการ กตช. กล่าวต่อว่า ที่ประชุม กตช.วันนี้ยังได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงแนวทางการช่วยเหลือและสนับ สนุนการทำงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาอุทกภัยในขณะนี้โดยนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จัดนักเรียนนายร้อยตำรวจมาช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการป้องกัน น้ำท่วม เช่น การบรรจุกระสอบทราย และการทำคันกั้นน้ำในพื้นที่ต่างๆ เป็นต้น