WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 20, 2011

ทีวีลิเบียประกาศ "กัดดาฟี" เสียชีวิตแล้ว

ที่มา ข่าวสด


เมื่อ 20 ต.ค. เอเอฟพีรายงานว่า กองกำลังฝ่ายสภาถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติ (เอ็นทีซี) หรือรัฐบาลใหม่ของลิเบีย แถลงชัยชนะหลังจากจับกุมตัวพ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ได้แล้วที่เมืองเซิร์ต ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของอดีตผู้นำลิเบียรายนี้ พร้อมระบุว่า กัดดาฟี บาดเจ็บสาหัสจากการปะทะ แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ ขณะนี้อยู่ในความดูแลที่โรงพยาบาลสนามของฝ่ายเอ็นทีซี รายงานยังระบุว่า นายอาบู บากร์ ยูนิส อดีตรมว.กลาโหมในสมัยของกัดดาฟี ก็ได้เสียชีวิตในการปะทะครั้งใหญ่ที่เมืองเซิร์ตครั้งนี้เช่นเดียวกัน


ส่วนรายละเอียดของปฏิบัติการครั้งนี้ทางเอ็นทีซีระบุใช้กองกำลังโอบ ล้อมเมืองจากทั้งสองด้าน ซึ่งเป็นแผนการตามที่ได้รับข่าวกรองรายงานว่ากัดดาฟี พร้อมผู้นำระดับสูงเตรียมการประชุมลับกันที่เมืองเซิร์ตแห่งนี้ ในวันเสาร์ที่ 22 ต.ค. ที่จะถึง ซึ่งคาดว่าบุคคลที่จะเข้าร่วมประกอบด้วยกัดดาฟี กับลูกชายทั้งสองคือเซฟ อัล อิสลาม และนายมูตัสซิม กับคนสนิทอีกหนึ่งคน คือนายอาบู บากร์ ยูนิส นั่นเอง ทั้งนี้ไม่มีรายงานว่าบุตรชายทั้งสองคนของกัดดาฟี ถูกจับกุมตัวด้วยหรือไม่


ต่อมา สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น สหรัฐอเมริกา รายงานว่า สถานีโทรทัศน์ในลิเบียระบุว่า กัดดาฟีได้เสียชีวิตแล้ว อย่างไรก็ตามข่าวชิ้นนี้ยังยืนข้อเท็จจริงไม่ได้ ขณะที่เอเอฟพีเผยภาพที่ระบุว่าถ่ายจากโทรศัพท์มือถือของกองทหารเอ็นทีซี ยืนยันว่าเป็นกัดดาฟี ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะเข้าจับกุมที่เมืองเซิร์ต (ตามภาพ)

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 20/10/54 น้ำท่วมยังมีวันลด..น้ำลายคนโป้ปดมีแต่เพิ่ม

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



คนอีกฝั่ง ยังแน่วแน่ แก้ปัญหา
แต่อีกพวก ยังเดินหน้า ปากราน้ำ
นี่คือเรื่อง คนจัญไร จิตใจดำ
เลวระยำ คร่ำหวอด ตลอดกาล....


พิษน้ำท่วม อ่วมทั่ว มั่วจับผิด
ใช้มารยา พาวิปริต คิดหักหาญ
หวังใช้ความ ชั่วช้า วิชามาร
สืบสันดาน พรรคชั่ว ตัวอัปรีย์....


ประชาชน เดือดร้อน ค่อนประเทศ
น่าสมเพช กลับมุ่งร้าย จ้องป้ายสี
เอาเรื่องน้ำ มาปนมั่ว ลืมชั่วดี
พวกกาลี อันธพาล สามานย์ชน....


หวังสร้างภาพ หลอกคนไทย ให้ปั่นป่วน
แล้วเย้ายวน เดินหน้า พาสับสน
ใช้มารยา ความทุเรศ ดั่งเศษคน
ช่างสัปดน พวกต่ำช้า บ้าน้ำลาย....


เหมือนขี้แพ้ ชวนตี อัปรีย์ล้น
สร้างหมองหม่น ยุบยิบ จนชิบหาย
มันใช้ความ ร้อยเล่ห์ เพทุบาย
หวังล้างอาย พวกตอแหล..แพ้ทั้งปี....


๓ บลา / ๒๐ ต.ค.๕๔

'ใบตองแห้ง' Voice TV: การเมืองเรื่องน้ำ แยกมิตรแยกศัตรู

ที่มา ประชาไท

พลันที่นวนครแตก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ศปภ.พร้อมกับรัฐมนตรีเกษตรฯ และอธิบดีชลประทานเพิ่งแถลงว่า “มวลน้ำก้อนใหญ่ไหลลงทะเลแล้ว” ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลดำดิ่ง ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย
เอแบคโพลล์ให้คะแนน ศปภ.แค่ 3.36 เต็ม 10 ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เพิ่งให้คะแนนความเห็นใจยิ่งลักษณ์ 9 เต็ม 10 และร้อยละ 56.8 ยังให้โอกาสรัฐบาล
ศปภ.ถูกถล่มหนัก ตั้งแต่ปลอดประสพแถลงข่าวให้ประชาชนเตรียมพร้อม แล้วต้องมาแถลงแก้ เพราะกลัวประชาชนแตกตื่น สื่อต่างๆ ได้โอกาสเยาะเย้ย “ปลอดประสบการณ์” แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเห็นได้ว่า พื้นที่ที่ปลอดประสพเตือนภัยนั้น ถูกน้ำท่วมจริงทั้งหมด เพียงแต่ปลอดประสพตกคำว่า “ในเวลา 3-4 วันข้างหน้า” และออกอาการ “ลน” จนทำให้คนแตกตื่น
นี่เป็นภาพสะท้อนว่า ศปภ.สอบตกในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งอันที่จริงควรบอกประชาชนว่าอาจเกิดอะไรขึ้น แม้ ณ วันนี้ยังไม่เกิด แม้ ณ วันนี้รัฐบาลได้พยายามป้องกันอยู่ แต่มันก็มีความเป็นไปได้ทางร้าย ขอให้พ่อแม่พี่น้องเตรียมพร้อม และติดตามคำเตือนทุกระยะ
การแถลงข้อมูลที่เป็นจริง เมื่อเกิดสถานการณ์เลวร้ายขึ้น ประชาชนยังยอมรับได้ ดีกว่าแถลงว่า “มวลน้ำก้อนใหญ่ไหลลงทะเลแล้ว”
ปัญหาที่เกิดขึ้นยังสะท้อนว่า ศปภ.ไม่เป็นเอกภาพ ไม่เป็นระบบ ทั้งการประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเบรกกันหัวทิ่มบ่อ ปลอดประสพก็ดูจะน้อยใจ พอ พล.ต.อ.ประชามาพลาดกับนวนครที่ตอนเช้ายังยืนยันว่า “เอาอยู่” ก็ดูเหมือนจะเกิดความขัดแย้งภายใน จน ศปภ.ไปไม่เป็น
แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือการฉวยโอกาสทางการเมืองของกรุงเทพมหานครและพรรค ประชาธิปัตย์ ที่หลังจากนวนครล่ม ผู้ว่าฯ ก็ออกมาเกทับ “ขอให้ฟังข้าพเจ้าแต่ผู้เดียว” ตามด้วยการทำสงครามน้ำลายกันเรื่องกระสอบทราย โดยมีสื่อมือไม่พายเอา teen ราน้ำจำนวนหนึ่งคอยกระชุ่น หมายจะเอาวิกฤติน้ำโค่นรัฐบาล
ประสิทธิภาพต่ำใต้กรอบจำกัด
ถ้าวิจารณ์ตามเนื้อผ้า รัฐบาลไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้อยู่แล้ว เพราะความเป็นจริงที่ปีนี้น้ำมากกว่าปกติ 40% แต่ถ้ารัฐบาลเข้าใจสถานการณ์ได้เร็วกว่านี้ ก็จะเตรียมพร้อมรับมือได้มากกว่านี้
น้ำท่วมจังหวัดน่านตั้งแต่ยังไม่ทันหย่อนบัตรเลือกตั้ง รัฐบาลกว่าจะจัดตั้งได้ก็เดือนสิงหาคม แน่นอน ตอนนั้นโทษกันไม่ได้ แต่หลังจากตั้งรัฐบาล เกิดพายุถล่มหลายระลอก ถามว่า ณ ตอนนั้นมีใครตระหนักไหมว่า มวลน้ำปริมาณมหาศาลจะเคลื่อนตัวเข้ากรุงเทพฯ
ไม่มีครับ ทำไมถึงไม่มีใครเตือนภัย พลิกหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ย้อนหลังไม่ต้องถึง 7 เดือนหรอก เอาแค่ 3 เดือนหลังเลือกตั้งนี่แหละ หน่วยราชการที่รับผิดชอบไปงมอยู่ที่ไหน เป็นปัญหาประสิทธิภาพหรือปัญหาอะไร จึงไม่บอกรัฐบาล ไม่บอกสาธารณชน ว่าน้ำจะท่วมหนักยิ่งกว่าปีที่แล้ว
พอน้ำท่วมหลายพื้นที่ นายกรัฐมนตรีไปตรวจเยี่ยมบางระกำ ผุด “บางระกำโมเดล” รัฐบาลตั้งคณะกรรมการรับมือ แต่ตอนนั้นก็ดูเหมือนจะยังไม่ตระหนักถึงความหนักหนาสาหัส รัฐบาลมาตั้ง ศปภ.เอาในตอนที่วิกฤติจ่อแล้ว ตรงนี้อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลตื่นช้า และต้องไปซักไซ้ไล่เลียงกันว่า รัฐบาลได้รับข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่
รัฐบาลมีปัญหาที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ ยังไม่รู้ใจรู้มือกัน กระทั่งใน ครม.ด้วยกันเอง อย่าว่าแต่การรู้จักใช้หน่วยราชการ ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ใครเชื่อถือได้ ใครเชื่อไม่ได้ ใครมั่ว ใครรู้จริง (หรือกระทั่งใครวางยา) นี่คือปัญหาของรัฐบาลที่เข้ามาเจอวิกฤติกะทันหัน อย่างที่หมอเลี้ยบพูด รัฐบาลทักษิณรับมือสึนามิในปี 47 โดยทำงานมาแล้ว 3 ปี รู้หน้ารู้ใจรู้ฝีมือทั้งคนใน ครม.ด้วยกันและข้าราชการฝ่ายต่างๆ
นี่คือความจริงแต่ก็ไม่ใช่ข้อแก้ตัว เพราะประเด็นสำคัญคือระหว่างรัฐมนตรีด้วยกันต้องเป็นเอกภาพ ต้องทำงานเข้าขากันให้ได้ นี่เป็นปัญหาของ ศปภ.(ซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจจนบัดนี้ว่าทำไมไม่ตั้ง มท.1 เป็น ผอ.ศปภ.)
ศปภ.มีปัญหาเรื่องจัดวางตัวบุคคล ดูง่ายๆ โฆษกคือนายวิม (ผู้ต้องหาอีเมล์ซื้อสื่อ คริคริ) ทั้งที่วิกฤตน้ำไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ นายวิมอาจเข้าใจเรื่องการสื่อสารกับสื่อ แต่อย่างน้อยก็ควรมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะมาชี้แจงร่วม
เช่นกัน ประชา ปลอดประสพ ก็ควรแถลงข่าวโดยมีนักวิทยาศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญของกรมชลประทานประกบ
งานหนักของรัฐบาลและ ศปภ.นับจากนี้ไปคือต้องฟื้นความเชื่อมั่น โดยพึ่งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ เริ่มจากการให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับประชาชน ว่าสถานการณ์ขณะนี้หนักหนาอย่างไรและควรเตรียมตัวอย่างไร
รัฐบาลต้องบอกประชาชนว่า รัฐบาลจะสู้เต็มที่ แต่ก็ต้องเตือนภัยว่าถ้าสู้ไม่ไหวจะเกิดอะไรขึ้น ยกตัวอย่างนวนคร รัฐบาลต้องบอกว่าพยายามป้องกัน แต่ก็ควรเตรียมอพยพ ขนย้ายข้าวของมีค่า เอารถยนต์ออกไปก่อน เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้น เกิดจากการไม่ได้เตรียมพร้อม เช่นคันกั้นน้ำแตกที่บางบัวทอง หรือหมู่บ้านหรูราคาหลายล้านที่ปทุมธานี รถเบนซ์จมน้ำเกลื่อน
อย่าทำให้คนตื่นตระหนก แต่ก็อย่าทำให้คนตายใจ อย่าฟันธง แค่บอกความจริง
ทีวีไทยเมื่อบ่ายวันอังคาร ออกแผนผังพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมใน กทม.ถ้าน้ำทะลักเข้ามา แถบไหนจะโดนบ้าง นั่นคือหน้าที่ ศปภ.ควรทำ ซึ่งไม่ใช่การทำให้ประชาชนแตกตื่น แต่บอกให้ชัดเจนว่า ถ้าน้ำตีโอบเข้ากรุงเทพฯ มาได้ พื้นที่ไหนจะท่วมสูงกี่เมตร และใช้เวลาเท่าไหร่กว่าน้ำจะมาถึง คนโซนไหนควรย้ายรถหรือเก็บข้าวของไว้ก่อน คนที่อยู่ไกลหน่อย จะมีเวลากี่ชั่วโมง
แน่นอน ศปภ.จะสู้เต็มที่ก่อนถึงเวลานั้น แต่บอกประชาชนเตรียมตัว ถึงเวลาค่อยเป่านกหวีด
การทำเช่นนี้ได้ ศปภ.ต้องตัดสินใจอย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งมาจากการประเมินสถานการณ์ถูกต้อง และได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
ประสิทธิภาพของ ศปภ.ไม่ใช่ประสิทธิภาพที่จะป้องกันน้ำท่วมได้ ทำให้ตายก็ป้องกันไม่ได้ แต่อยู่ที่การรับมืออย่างไรให้เสียหายน้อยที่สุด ทั้งยังต้องมองไปข้างหน้า ถึงการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟู
น้ำท่วมครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งอื่นๆ ที่น้ำมาแล้วก็ไป มีวงจรของการรับมือป้องกัน การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เมื่อน้ำท่วม และการฟื้นฟูเมื่อน้ำลด แต่ครั้งนี้รัฐบาลต้องรับมือทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน ในขณะที่ป้องกันกรุงเทพฯ ก็ต้องบรรเทาทุกข์คนนครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อยุธยา ปทุมธานี แล้วอีกไม่กี่วันในขณะที่น้ำยังนองกรุงเทพฯ ก็ต้องเริ่มฟื้นฟูนครสวรรค์
งานหนักนะครับ
นอกจากการปรับปรุงประสิทธิภาพ อีกข้อสำคัญที่ต้องเตือนกัน คือการเอานักการเมืองเข้าไปทำงานใน ศปภ.ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.พื้นที่ ส.ส.สอบตก แกนนำเสื้อแดง นี่เป็นข้อพึงระวัง บางท่านมีความสามารถ มีประสบการณ์ เช่น บก.ลายจุด ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาทำงานด้านนี้มาตั้งแต่สึนามิ แต่บางคนไม่น่าจะเกี่ยวข้อง กลับไปนั่งคุมเรื่องแจกของ หรือให้ ส.ส.นำขบวนไปแจกถุงยังชีพ หรือไปทำตัวให้เป็นข่าว (กระทั่งเป็นข่าวถีบกัน) นี่เป็นจุดอ่อนที่ต่อให้พวกคุณจริงใจ ก็ถูกโจมตีง่าย ทำลายความเชื่อมั่นได้ง่าย
เอ้อ แล้วมันก็มีส่วนให้เขาวิพากษ์วิจารณ์จริงๆ เช่นเท่าที่รู้ ในแต่ละพื้นที่ ส.ส.เพื่อไทยก็ต่อสายตรง ศปภ. ขอกำลังขออุปกรณ์ไปป้องกันฐานเสียงของตัว
ศัตรูผู้ต่ำช้า
ในภาวะที่ประชาชนเดือดร้อน อารมณ์อ่อนไหว สื่อบางส่วนก็เอาเรื่องการเมือง เรื่องความเหลื่อมล้ำไปขยายผล ซึ่งถ้าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ให้ปรับปรุง ก็ถือว่าสื่อทำหน้าที่ได้น่าชื่นชม แต่บางรายไม่ใช่อย่างนั้น อาทิ เอาเรื่องปกป้องนวนครไปเขียนว่าเป็นนิคมการเมือง เพราะบอร์ดส่วนใหญ่ใกล้ชิดรัฐบาล ประธานบอร์ดคือเสธแอ๊ว น้องชาย รมว.กลาโหม ฯลฯ ทั้งที่ความจริง รัฐบาลก็ปกป้องทุกนิคมอุตสาหกรรมไล่ลงมา ไม่ว่าจะญาติใครใกล้ชิดใคร นวนครมีคนงานคนอยู่อาศัยเป็นแสนๆ รัฐบาลจะไม่ดูแลได้อย่างไร
สื่อบางรายนอกจากถล่มรัฐบาลแล้ว ยังแช่งชักหักกระดูก ยกโหราพยากรณ์ คำทำนายดั้นเมฆ หรือการวิเคราะห์เหลวไหล มาปลุกใจกัน เช่นทำนายว่า “นารีขี่ม้าขาว” จะต้องวิบัติฉิบหายในช่วงเวลานั้นๆ หรือไม่ก็วิเคราะห์ว่าวิกฤตน้ำท่วมจะทำให้เสื้อแดงไม่พอใจแกนนำ แกนนำแตกแยก คะแนนนิยมทหารพุ่ง ประชาชนหนุนทหารปฏิวัติ ฯลฯ
คนพวกนี้อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ บ้างก็โจมตีรัฐบาลว่าไม่ยอมประกาศ พรก.ฉุกเฉินตามข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ อ้างว่านี่มันกลียุคแล้ว ไม่ใช่แค่ฉุกเฉิน โทษรัฐบาลมัวแต่ห่วงภาพลักษณ์ กลัวกระทบการท่องเที่ยว หรือกลัวทหารเป็นฮีโร่ ทั้งที่ความจริง รัฐบาลก็บอกอยู่ว่าการแก้ไขปัญหาขัดแย้งในหมู่ประชาชนควรใช้การทำความเข้าใจ มากกว่า
คุณจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่ออะไร เพื่อปราบ “ชุมชนเข้มแข็ง” อย่างชาวหมู่บ้านกฤษณา ชาวบ้านคลองหนึ่งคลองสอง อย่างนั้นหรือ ต่อให้ประกาศแล้วชาวบ้านไม่พอใจ ออกมาประท้วงปิดถนนไม่ให้รัฐบาลระบายน้ำ คุณจะใช้กำลังทหารเข้าไปสลายม็อบหรือ คุณจะประกาศให้ประชาชนอพยพ ใครไม่ออกจากบ้านมีความผิด อย่างนั้นหรือ
ผมไม่ปฏิเสธว่าเมื่อสถานการณ์ย่ำแย่ลงอีกระดับหนึ่ง ถ้ามันเกิดจลาจล เกิดการแย่งชิงข้าวของ รัฐบาลอาจจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ยังไม่ใช่ช่วงที่ผ่านมา ซึ่งควรใช้การเจรจากันเป็นหลัก
ถ้าจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็สมควรประกาศเพื่อปิดปากผู้ว่า กทม. ปิดปากพรรคประชาธิปัตย์ และสื่อจ้องโค่นรัฐบาลนี่แหละครับ
สื่อบางรายหนักกว่านั้นอีก พอรัฐบาลประกาศว่าจะต้องใช้คลองทางฝั่งตะวันตกตะวันออกระบายน้ำ ก็บอกว่า “มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์” โห เมริงจะบอกว่าระบอบประชาธิปไตยไร้ประสิทธิภาพ กลับไปใช้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ดีกว่า อย่างนั้นเลยหรือ
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าขบวนการโค่นล้มรัฐบาลครั้งนี้จะใหญ่โตกว้างขวาง เพราะเห็นได้ว่า หลายคนที่เคยร่วมขบวนการเสื้อเหลือง เขาไม่ได้ร่วมมือด้วย ไม่ได้ฉวยโอกาสโจมตีรัฐบาล เพราะพวกเขายังมีสำนึกที่เห็นแก่ส่วนรวม เห็นว่าการเล่นเกมการเมืองในสถานการณ์วิกฤติ มีแต่จะทำให้เกิดผลร้ายกับประชาชน หลายคนก็ร่วมใจป้องภัยพิบัติโดยไม่คำนึงถึงสีเสื้อ (คนเสื้อเหลืองจำนวนไม่น้อยไปช่วยรัฐบาลแพคถุงยังชีพที่ดอนเมืองหรือช่วย บรรจุกระสอบทรายตามที่ต่างๆ แต่ก็มีพวกสุดขั้วสุดโต่งนั่งแช่งนั่งด่าอยู่ตามกระดานข่าวในเน็ต พวกนี้ดีใจที่เห็นเพื่อนมนุษย์ฉิบหาย)
พันธมิตรสำคัญของรัฐบาล ยังได้แก่นักวิชาการ ซึ่งช่วยอธิบายว่าปีนี้มีน้ำมากกว่าปกติ 40% ภัยพิบัติแตกต่างจากปี 38 เพราะมีสิ่งปลูกสร้างบ้านเรือนโรงงานเข้าไปอยู่ในพื้นที่รับน้ำ ฯลฯ นักวิชาการที่มาออกทีวีวิทยุช่วงนี้น่าทึ่งนะครับ เพราะเป็นคนหน้าใหม่ๆ ที่พูดตรงไปตรงมา ให้ความรู้ ให้ความคิด และให้เห็นปัญหาว่ามันหมักหมมมานานทั้งการบริหารจัดการน้ำ และการบริหารจัดการภัยพิบัติ
บังเอิญ นักวิชาการที่พูดเรื่องน้ำส่วนใหญ่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งพูดตรงไปตรงมาตามเนื้อผ้า ไม่แหลเหมือนพวกนักนิติศาสตร์นักรัฐศาสตร์ รัฐบาลควรสนับสนุนให้นักวิชาการออกมาพูดเยอะๆ ให้ความเห็น ให้ความรู้ประชาชน กว้างขวางหลากหลาย แม้วิจารณ์รัฐบาลบ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าเขาพูดความจริง
ในภาพรวม รัฐบาลยืนอยู่บนจุดหักเห ยังมีโอกาสที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน แล้วบริหารความร่วมมือร่วมใจสู้ภัยพิบัติ “เปลี่ยนน้ำท่วมเป็นน้ำใจ” ซึ่งถ้าทำได้ รัฐบาลก็จะชนะสงครามสื่อทำให้พวกที่จ้องโค่นล้มถูกโดดเดี่ยว คลั่งใจตายอยู่หน้าจอมืดดำเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าช่องสัญญาณ
ศัตรูสุภาพบุรุษ
ภาพที่น่าชื่นชมยิ่งกว่าภาพยิ่งลักษณ์กับอภิสิทธิ์หารือกัน คือภาพที่ยิ่งลักษณ์กับ พล.อ.ประยุทธ์เคียงคู่กันตรวจน้ำท่วมและกำลังทหารเข้ามาช่วยเหลือรัฐบาล อย่างเต็มที่
ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าภาพยิ่งลักษณ์กับ พล.อ.ประยุทธ์ ค่อยๆ เปลี่ยนแปรจากความเหินห่างมาสู่ความร่วมมือร่วมใจกันมากขึ้น
ในระยะแรกของวิกฤติ ผมสังเกตว่าทหารไม่ได้เข้ามาช่วยรัฐบาลเต็มที่ อาจเป็นเพราะรัฐบาลยังไม่ตระหนักความร้ายแรงของสถานการณ์และยังไม่รู้ว่าจะ ให้ทหารทำอะไร แต่อีกสาเหตุ คงเพราะมีกำแพงที่มองไม่เห็นระหว่างพรรคเพื่อไทยกับผู้นำเหล่าทัพ ซึ่งกล่าวได้เต็มปากว่าอยู่ในภาวะที่เป็น “ศัตรู” กัน
แต่เมื่อบ้านเมืองวิกฤติ น้ำถล่มอยุธยา ทะลักมาจ่อกรุงเทพฯ กระแสข่าวฝ่ายเพื่อไทยก็บอกว่าความจริงใจของยิ่งลักษณ์โน้มน้าวให้กองทัพโดด เข้ามาช่วยเต็มที่ ขณะที่กระแสข่าวฝ่ายทหาร ก็บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ท่านเป็นคนใจอ่อน ไปกับยิ่งลักษณ์หลายๆครั้งก็เห็นใจรัฐบาล
ไม่ว่าจะเชื่อใคร มันก็สะท้อนภาพที่รัฐบาลกับทหารร่วมมือกันอย่างเต็มอกเต็มใจขึ้น
ขณะเดียวกัน มันก็สะท้อนให้เห็นว่า ชายชาติทหารอย่าง พล.อ.ประยุทธ์และแม่ทัพนายกองส่วนใหญ่ ต่างเห็นแก่ส่วนรวม ตระหนักในภาระหน้าที่ ที่จะต้องเป็นกำลังสำคัญของรัฐบาล
นี่คือข้อแตกต่างระหว่างสุภาพบุรุษชายชาติทหาร กับพวกต่ำช้าที่เอาวิกฤติมาเล่นเกมการเมือง
“เราอย่าพูดว่าใครผิดใครถูก แต่ต้องดูว่าจะบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนอย่างไร อย่าไปโทษกัน” คำพูดของ ผบ.ทบ.ในวันหลังจากนวนครล่ม เป็นคำพูดที่ควรปรบมือให้
บางคนอาจจะคิดว่าทหารเล่นเกมเหนือชั้น สร้างภาพ สร้างคะแนนนิยม แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น การมองทหารขึ้นกับเราทำความเข้าใจเขาแบบมองสองด้าน มองอย่างแยกแยะหรือเปล่า
ทหารส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเลวร้าย พวกเขาได้รับการอบรมให้ปกป้องประชาชน ยอมตายเพื่อชาติ ยอมตายก่อนประชาชน แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็เชื่อว่าตนเองมีอภิสิทธิ์เหนือประชาชน มีอภิสิทธิ์ที่จะใช้กำลังปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยมองไม่เห็นความสำคัญของสิทธิเสรีภาพ อำนาจอธิปไตยของปวงชน พวกเขาจึงทำรัฐประหาร จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และใช้กำลังสลายการชุมนุม โดยเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ
ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่จะบอกให้เรายกย่องทหารชื่นชมทหาร แล้วเชื่อว่าทหารคิดถูกทำถูก แต่เราควรจะทำความเข้าใจ และมองสองด้าน ไม่ใช่มองโลกสีขาวดำ มองคนเป็นพระเอกผู้ร้ายในหนังการ์ตูน
เราต้องยืนหยัดต่อสู้ทางความคิดกับทหาร เป็น “ศัตรู” กันทางความคิด ซึ่งต้องสู้กันต่อไปในเรื่องแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกลาโหม หรือการลบล้างผลพวงรัฐประหาร ตามข้อเสนอของ “นิติราษฎร์”
แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องแยกแยะ ให้ความยกย่องชื่นชมเมื่อเขาทำหน้าที่ ที่ควรจะทำในฐานะส่วนราชการซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของรัฐบาล
ที่ต้องพูดเรื่องนี้เพราะผมเชื่อว่าแกนนำเสื้อแดงบางส่วน คงปั่นป่วนรวนเรอยู่เหมือนกัน กลัวทหารจะเป็นฮีโร่ กลัวทหารจะได้ความนิยมจากมวลชน แต่มันก็ขึ้นกับคุณทำความเข้าใจมวลชนอย่างไร ถ้าที่ผ่านมา คุณปลุกมวลชนให้โกรธเกลียดทหารเหมือนผู้ร้ายในหนังการ์ตูน ก็ลำบากละครับ แต่ถ้าคุณทำความเข้าใจได้ว่าเราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นเรื่องของความขัดแย้งทางความคิด ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล เรายอมรับที่เขาทำความดี แต่ต้องต่อสู้ความคิดกันต่อไป มวลชนก็ไม่หวั่นไหว และยกระดับขึ้นด้วยซ้ำ
ผมไม่ได้บอกว่าต้องหยุดพูดเรื่อง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกลาโหม แม้อาจต้องปรับท่าทีบ้าง โดยเน้นพูดเรื่องหลักการ แต่ข้อสำคัญคือต้องแยกแยะระหว่างทหารกับศัตรูผู้ต่ำช้าที่เห็นวิกฤติของชาติ เป็นเครื่องมือทางการเมือง สิ่งที่ต้องระวังคือพวกแกนนำขายหนังการ์ตูนอาจจะก่อกระแสโทษทหารเป็นแพะ ว่าทหารไม่ช่วยเต็มที่ ไม่ 100% เลื่อยรัฐบาลอยู่ลึกๆ ซึ่งการพูดเช่นนั้นไม่ทำให้อะไรดีขึ้น นอกจากหวังจะดึงมวลชนให้ดูหนังของตัวเองต่อไป
ต่อให้คุณเชื่อว่าทหารเล่นเกม รัฐบาลก็ต้องเล่นเกม ไม่ว่าจะเชื่ออย่างไร รัฐบาลก็ต้องใจกว้าง ยกย่อง ชื่นชมทหาร ที่เข้ามาช่วยรัฐบาลเต็มที่ รัฐบาลจำเป็นต้องพึ่งกองทัพต่อสู้ภัยพิบัติ และปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าในสถานการณ์อย่างนี้ ทหารคือฮีโร่ ประชาชนจะเสื้อสีไหนจมน้ำอยู่เห็นทหารเข้าไปช่วยก็ต้องดีอกดีใจ รัฐบาล พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง จะเล่นบทฮีโร่ด้วยกันหรือเล่นบทตัวอิจฉา
ถ้ารัฐบาลแสดงให้เห็นว่าสามารถทำงานร่วมกับกองทัพ ร่วมมือกันแล้วเกิดประสิทธิภาพ และสามารถบริหารความร่วมมือร่วมใจของคนทั้งสังคมได้ ก็จะโดดเดี่ยวพวกที่จ้องโค่นล้มดังกล่าว
ประธานเหมาสอนว่า แยกมิตรแยกศัตรูให้แจ่มชัด การปฏิวัติจึงได้ชัย แต่โก้วเล้งสอนว่า ในมวลหมู่ศัตรูก็มีทั้งศัตรูที่ต่ำช้า และศัตรูที่ควรคารวะ
ใบตองแห้ง
19 ต.ค.54

ตรวจสอบรูปข่าวลือง่ายๆ ด้วยGoogle Image Search

ที่มา Thai E-News

แค่ใช้เทคโนโลยีให้เป็นกันสักนิด หาที่มาของรูปนั้นกัน เราก็ไม่ต้องมาหลงเชื่อข่าวลือผิดๆ แล้วก็ด่ากันไปมาไม่รู้จักหยุดหย่อน


ที่มา เว็บบล็อก Mhafai(หมาไฟ)

โพสต์นี้เป็นการแนะนำวิธีการใช้เทคโนโลยีให้ถูกต้อง ไม่ได้มีความคิดเห็นทางการเมือง หรือสถาบันใดๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองหรือสถาบันเมื่อไหร่จะถูกลบ ทันที

พักนี้ใน social network อย่าง Facebook และ Twitter มีคนแบ่งปันรูปพระราชกรณียกิจของในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ โดยบางรูปมีการเติมคำอธิบายด้วยการใส่วันที่ใหม่เข้าไป และล่าสุดก็เป็นรูปนายกยิ่งลักษณ์ถือมือถือ Blackberry ทำหน้ายิ้มแย้มถ่ายรูปอยู่บนเฮลิคอปเตอร์แล้วก็ด่าว่าสถาณการณ์นี้ยังถ่าย รูปมือถือเล่นอีกเหรอ

อยากให้หลายๆ คนหยุดคิดสักนิดนึงและหาว่าภาพพวกนี้มีที่มาเป็นอย่างไร ใช่ที่พวกเราคิดกันหรือเปล่า วิธีหาก็ง่ายๆ ยิ่งเป็นรูปภาพด้วยแล้วยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ Google เพิ่มการรองรับการค้นหาด้วยรูปด้วยไม่นานมานี้โดยให้ไปที่ http://www.google.com/imghp แล้วเราจะเห็นรูปกล้องถ่ายรูปอยู่ในช่องค้นหาลองคลิกขึ้นมา

ให้เราใส่ url ของรูปหรืออัปโหลดไฟล์รูปภาพที่เรามีอยู่เข้าไป แค่นี้ Google ก็จะแสดงผลการค้นหาให้เราได้แล้ว ขอยกตัวอย่างสองรูปคือ รูปสมเด็จพระเทพฯ ประทับอยู่บนรถ GMC กับรูปนายกยิ่งลักษณ์ถ่ายรูป

วิธีการเอาลิงก์ของรูปภาพก็ง่ายๆ แค่คลิกขวาแล้วเลือก คัดลอกที่ตั้งภาพ (อาจแตกต่างกันไปในแต่ละเบราว์เซอร์)

ดูจากวันที่นะครับ ภาพข่าวของสมเด็จพระเทพฯ เป็นภาพที่ท่านเสด็จไปช่วยน้ำท่วมที่โคราชเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว

ส่วนรูปนายกฯ เป็นภาพที่ถ่ายขึ้นตอนกำลังหาเสียงเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เห็น ไหมครับว่าแค่ใช้เทคโนโลยีให้เป็นกันสักนิด หาที่มาของรูปนั้นกัน เราก็ไม่ต้องมาหลงเชื่อข่าวลือผิดๆ แล้วก็ด่ากันไปมาไม่รู้จักหยุดหย่อน

ก่อนจากกันขอแปะโพสต์ที่แปะไว้บน Facebook และ Google+ ของผมหน่อย

หลายคนคงเคยเห็นโฆษณานี้มันช่างเข้ากับสถานการณ์ตอนนี้ยิ่งนัก

เผยแพร่กันเข้าไปสิ ภาพพระราชกรณียกิจเก่าๆ เมื่อหลายปีที่แล้วเติมวันที่ใหม่เข้าไป ทั้งที่ท่านไม่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องเกี่ยวข้องแล้ว ทำอย่างนี้อาจถูกติดคุกไม่รู้ตัว

เผยแพร่กันเข้าไปสิ รูปนายกเดินสะพานไม้ ใส่รองเท้าบูท แล้วเอามานินทาด่ากันให้สนุกปากไปวันๆ ขอให้กูได้ด่าเป็นพอ ทั้งที่เราไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

และอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน

ณ วินาทีนี้เราต้องมาแบ่งปันข้อมูลว่าจุดไหนน้ำท่วมบ้าง และวิธีการป้องกันหรือเอาชีวิตรอดในยามน้ำท่วม ใครมีเงินก็บริจาค ใครมีแรงก็ไปทำงานอาสา(ใจหล่อ,สวยมาก) ถ้ามัวแต่เถียงแต่ด่าแต่นินทากันอย่างนี้ คงได้ ชิบ หาย ตามโฆษณาเป็นแน่แท้


******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-จาก“FWD Mail”สู่“กดแชร์”และ“รีทวีต” เทคโนโลยีเปลี่ยนไป แต่การใช้งานไม่เคยเปลี่ยนแปลง

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งให้น้ำผ่้านวัง สมศักดิ์เจียมฯชี้กระฎุมพีซาบซึ้งปรากฏการณ์ใหม่

-ชั่วซ้ำซาก! "ปั้นคำสนทนาในหลวง-นายกฯ"

รายงานสถานการณ์น้ำ 20 ต.ค. 54

ที่มา Thai E-News

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน







วิเคราะห์สถานการณ์น้ำบริเวณกรุงเทพและเขตรอบนอก
โดย ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร (19 ต.ค.)

จาก“FWD Mail”สู่“กดแชร์”และ“รีทวีต” เทคโนโลยีเปลี่ยนไป แต่การใช้งานไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ที่มา Thai E-News

จาก 4 ตัวอย่างที่ผมยกมาให้เห็น ทำให้เข้าใจได้เลยว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่ถ้าเราไม่เคยคิด ไม่เคยตรวจสอบ แชร์ หรือ รีทวีต แบบอัตโนมัติ ไม่ต่างจากการทำงานของกล้ามเนื้อแบบรีเฟลกซ์ ผ่านแต่สันหลัง ไม่ผ่านสมอง มันมีแต่จะทำให้เสียกับเสียครับ

โดย ณัฐพงศ์ ไชยวานิชย์ผล
ที่มา เว็บบล็อก My Life, My World, My View

จริงๆแล้ว ถ้าใครตามอ่านบล๊อกนี้มาตลอด ก็คงจะเข้าใจว่า นี่เป็นบล๊อกเกี่ยวกับดนตรีเป็นหลัก เพราะเป็นการรวมงานเขียนของผมที่ลงในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทรฺ์ แต่นานๆที ก็คงต้องเขียนเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องบ้าง เพราะว่า ถ้าไม่ คงไม่ไหวเหมือนกันครับ

ในยุคสมัยที่การใช้อินเตอร์เน็ตเริ่มตั้งไข่ในบ้านเรา สิ่งแรกๆที่ทุกคนเห่อที่จะมีคือ อีเมล์ ของตนเอง ซึ่งผมเองเมื่อยังเป็นละอ่อนในมหาวิทยาลัย ก็สมัครเมล์ไว้ใช้กับเขาเหมือนกัน แต่ในตอนนั้น ไม่ได้ใช้ทำอะไรมากนัก เพราะว่า ยังไม่ได้มีการสื่อสารผ่านทางเมล์อะไรนัก และ เมล์บ๊อกซ์ของฟรีเมล์อย่าง Hotmail ตอนนั้น ยังแค่ 2 เม็ก

ย้ำ 2 เม็ก นะครับ เด็กรุ่นนี้คงคิดแทบไม่ออก เพราะว่า ทำอะไรแทบไม่ได้เลย จริงๆ ถ้าส่งแต่เมล์เท็กซ์น่ะ มันไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ แต่เมื่อกระแสเมล์ลูกโซ่ หรือ Forward Mail เริ่มแพร่กระจาย มันก็ทำให้เรามีความจำเป็นต้องพยายามลบเมล์บ่อยๆ ไม่งั้นเมล์จะเต็ม และเด้งไป ถึงขนาดที่ เจ้าแม่เมล์ลูกโซ่ชื่อดังในตอนนั้นอย่าง ลูกแก้ว ยังมีสโลแกนว่า ล้างเมล์บ๊อกซ์ให้ดี เพราะว่า เราจะระเบิดเมล์บ๊อกซ์ของคุณแล้ว

แม้ในช่วงแรก เนื้อหาที่ส่งเวียนกันไปมา ฮาๆบ้าง ภาพโป๊บ้าง แต่เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มมีความแตกแยกทางความคิด ผมก็มักจะได้รับเมลจากเมืองไทยเสมอๆ (ตอนนั้นยังเรียนอยู่ญี่ปุ่นครับ) ซึ่งเนื้อหาก็โจมตีพี่หน้าเหลี่ยมอันเป็นที่รักยิ่งของหลายๆท่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเลวเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องจาบจ้วง

ผมเองก็งงว่า ไปเอามาจากไหนกันวะ เยอะขนาดนั้น ออกมาเป็นชุดยังกับพงศาวดาร มาไม่เบื่อ แต่สุดท้ายคือ ไม่เคยเจอต้นตอ แบบนี้ จะเรียกว่า บัตรสนเท่ออนไลน์ก็ได้ครับ

พอยุค Social Media บูมมากๆ (ผมขอนับยุค Facbook ที่เริ่มประมาณช่วงปี 2552 นะครับ เพราะตัวก่อนหน้าอย่าง Hi5 หรือ MySpace ยังไม่มีศักยภาพด้านการแชร์สารพัดพอ)

คนไทยเริ่มใข้ Facebook เยอะขึ้นมาก จนแทบเดือดในช่วงเหตุการณ์ พฤษภาคม 2553 รวมไปถึง Twitter ที่โด่งดังได้เพราะพี่เหลี่ยมอีกนั่นล่ะครับ (หรือไม่จริง)

ทั้งสองตัวมีฟังชั่นที่คล้ายกันอยู่คือ การแชร์ในเฟซบุ๊ค และการ รีทวีตในทวิตเตอร์ ที่สามารถแบ่งปันข้อมูลทีเราอยากแบ่งได้อย่างรวดเร็ว

และ แท่นแท้น Forward Mail หายไปเลยครับ กลายเป็นกดแชร์ และรีทวีตกันอย่างสะดวกสบาย จนเรียกได้ว่า แทบไม่ต้องใช้สมองกัน ใช้ไขสันหลังในการแบ่งปัน ไม่ต้องคิดหาที่มาของสิ่งที่เราแบ่งปัน จนกลายเป็นเรื่องราวปัญหาที่ผมอยากเอามาเขียนในรอบนี้

กรณีที่ 1 พระราชดำรัสของในหลวงเรื่อง ปล่อยให้น้ำท่วมสวนจิตลดา
"ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย"

เป็นข้อความที่เป็นที่ฮือฮา และปลาบปลื้ม ของชนชาวไทยทัังหลายในโลกไซเบอร์ และถูกส่งต่อเป็นอย่างมาก กระทั่งคนดัง ก็ยังรีทวีตกันไปต่อ

แต่ผมเอง รู้สึกแปลกใจที่ว่า ข้อความดังกล่าว ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีบริบท ไม่มีในข่าวในพระราชสำนัก จนงงว่า มากจากไหน จนในที่สุด ความจริงขั้นแรก ก็กระจ่างว่า

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งในน้ำผ่านสวนจิตรฯ (ขอบคุณข่าวจาก โพสต์ทูเดย์)

สุดท้าย ก็กลายเป็น “พระราชดำรัสปลอม” กุขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีที่มาที่ไป และครั้งนี้ ผมตกใจมากที่ สำนักพระราชวังถึงต้องออกมาปฏิเสธอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นได้เลยว่า ทางวังเองก็ลำบากใจเช่นกัน ผมขอบอกตรงๆครับว่า การกระทำเช่นนี้ เป็นการดึงฟ้าต่ำอย่างแท้จริง

แม้คุณจะบอกว่า ทำด้วยความรัก แต่สิ่งที่คุณทำ มันยิ่งทำให้ระคายเคืองเบื้องสูงขึ้นไปอีก ซึ่งบางท่านถึงแสดงความเห็นว่า ในยุคสมูบรณาญาสิทธิราช หากคุณอ้างคำพูดของกษัตริย์ขึ้นมาลอยๆ โดยมิได้เป็นความจริง คุณสามารถถูกประหารชีวิตได้ด้วยซ้ำ (โดยคุณ @tumbler_p) ซึ่งเมื่อคิดจริงๆแล้ว ก็เป็นไปได้ เพราะการกระทำเช่นนี้ เราไม่อาจบอกเจตนาที่แน่ชัดได้ว่า คิดอะไรอยู่ ใครคิดจะแชร์ ก็คิดให้ดีก่อนเถิดครับ

กรณีที่ 2 สมเด็จพระเทพทรงออกช่วยประชาขนที่ประสบภัยอย่างเงียบๆ

เรื่องนี้ ผมหากระทู้ต้นตอไม่ได้ จึงต้องขออาศัยความจำเป็นหลัก โดยที่ เรื่องที่เกิดมีรายละเอียดประมาณนี้ครับ

“สมเด็จพระเทพทรงออกช่วยประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นการส่วนตัว จึงมิได้เป็นข่าว แม้กระทั่งข่าวในพระราชสำนัก”

ซึ่ง ก็เป็นภาพและข้อความที่ได้รับการแชร์วนไปมาไม่น้อย ซึ่ง ผมเองก็คิดว่า ไม่แปลกอะไร เพราะเรามักจะได้อ่านเรื่องราวของท่านในลักษณะนี้อยู่เสมอ (เช่นใน Fwd Mail ที่ส่งกันไปมาหลายครับ) และครั้งนี้ ก็เป็นอีกครั้ง ที่ท่านทรงภารกิจเป็นการส่วนพระองค์ แต่ที่ผมงงคือ แล้วผุ้ที่เอามาแชร์ ทราบได้อย่างไร และ ทำไมถึงมีภาพ

เรื่องราวมาถึงบางอ้อ เมื่อ ภาพที่ว่า มากจากที่นี้เองครับ

พระเทพโปรดเกล้าฯ พระราชทานพันธุ์ข้าว แจกจ่ายให้เกษตรกร

จริงๆแล้วเป็นภาพข่าวจากปีก่อน ที่ท่านทรงพระราชทานพันธุ์ข้าว กลายเป็นว่า ภาพกับเนื้อหา เป็นคนล่ะเรื่องไป ลดความน่าเชื่อถือของข้อมูลไปครึ่งหนึ่ง และยิ่งไม่มีข่าวอย่างเป็นทางการ เราเองก็ไม่สามารถบอกอะไรได้เลย กลายเป็นอีกครั้งที่ เราแชร์ข้อมูลที่ไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้

หวังว่า ครั้งนี้ คงจะไม่ไประคายเคืองเบื้องสูง ถึงกับสำนักพระราชวังต้องออกมาแถลงข่าวอีกนะครับ

กรณีที่ 3 กรณียิ่งลักษณ์ขี้เมา
กรณีนี้ เป็นอีกด้านหนึ่งของโลกออนไลน์ครับ จะว่าเป็นด่านมืดก็ว่าได้ โดยต้นตอมาจาก ภาพๆนี้ครับ

โดยมีการบรรยายประกอบว่า นี่คือภาพนายกยิ่งลักษณ์ ยกเหล้ากรอกปากสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัย และด่าสาดเสียเทเสีย

จริงๆแล้ว ถ้าเป็นเรื่องในอดีต ผมว่า มันไม่ใช่เรื่องอะไรเลยนะครับ ประธานธิปดีอเมริกาอย่างโอบาม่ายังยอมรับว่าพี้กัญชาสมัยเรียนเลย คนครับ อายุน้อย ทำอะไรก็มีโอกาสพลาด แต่ ประเด็นมันไม่ใช่ตรงนั้นครับ

นี่คือตัวอย่างของ Hate Speech โจมตีเรื่องส่วนตัวของบุุคคลสาธารณะ โดยใช่วิธีการใดก็ได้ที่จะสร้างความน่ารังเกียจให้เกิดกับบุคคลดังกล่าว และอีกประเด็นคือ นี่คือ นายกยิ่งลักษณ์ในอดีตหรือไม่

คำตอบคือ ไม่ และที่มาคือ ลิงค์นี้ครับ คลิก มันคือภาพจากเว็บรวมภาพสาวฟิลิปปินส์ ซึ่งหยิบมาภาพเดียวที่ดูคล้ายนายก (ดูที่เหลือสิครับ เหมือนมั้ย) และเอามาโจมตี

ทั้งๆที่ไม่ใช่เจ้าตัวเลยแท้ๆ นี่คือตัวอย่างของการใช้วิธีสกปรกสาดเสียเทเสียบุคคล โดยไม่ได้คิดเลยว่า วิธีที่ตัวเองใช้นั้นคือ อวิชชา ที่สกปรกจริงๆ แน่นอครับว่า คนทำก็รู้ตัวอยู่แก่ใจว่า กำลังโกหกอยู่ แล้วคุณล่ะครับ จะร่วมขบวนคนโกหกไปกับพวกเขาหรือไม่

กรณีที่ 4 ทำเป็นหน้าเศร้า แต่ที่แท้ ก็ระรื่นเฮฮา
กรณีนี้ ก็กำลังมาแรงครับ โดยบอกว่า ดูนายกฯสิ ทำเป็นลุยงานหนัก แต่เอาเข้าจริงๆ ก็กระดี้กระด้า ไม่ได้มาสามัญสำนึก (ดูรูปประกอบ)

จริงๆแล้ว รูปนี้ ถ้าใช้สมองคิดซักหน่อย ไม่ได้ถูกบังตาโดยความเกลียดชัง จะสังเกตได้ว่า

1. พื้นที่่เป็นป่า ไม่น่าจะใช้พื้นที่ประสบภัยตอนนี้

2. ชุดที่ใส่ ไม่ใช่ชุดที่ใส่เป็นปกติในตอนรับตำแหน่ง แต่ดูคล้ายตอนหาเสียง

3. เวลาขึ้นฮ.สั่งงาน ปกติจะเป็นเครื่องขนาดใหญ่ ที่นั่งคุยแผนงานได้มากกว่าเครื่องขนาดเล็กที่ต้องนั่งติดเก้าอี้แบบนี้

ซึ่งพอเอาเข้าจริงๆ ค้นหาซักหน่อย ก็เจอครับ คลิก ว่าเป็นภาพตั้งแต่สมัยหาเสียง และไปถ่ายที่เชียงใหม่นู่นครับ แต่ชมรมคนเกลียดก็ด่ามันปากไปล่ะ

จาก 4 ตัวอย่างที่ผมยกมาให้เห็น ทำให้เข้าใจได้เลยว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่ถ้าเราไม่เคยคิด ไม่เคยตรวจสอบ แชร์ หรือ รีทวีต แบบอัตโนมัติ ไม่ต่างจากการทำงานของกล้ามเนื้อแบบรีเฟลกซ์ ผ่านแต่สันหลัง ไม่ผ่านสมอง มันมีแต่จะทำให้เสียกับเสียครับ

จริงๆ เรื่องภาพนี่ เทคโนโลยีใหม่ของอากู๋ กูเกิ้ลอย่าง Search by Image ของ Google Image มันเทพมากนะครับ แค่ลากรูปที่เราอยากรู้ว่ามาจากไหน ไปใส่ใน Searchbox ก็เจอแล้ว ดังนั้น ลองหาดูเองมั่งก็ได้ครับ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของ “นักขุดรูปเก่า เล่านิทานลวง” ได้ครับ และที่สำคัญ

“โปรดมีสติและค้นหาความจริงก่อนแชร์หรือรีทวีต”

*ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากคุณ @jj_sathon จากเว็บ www.go6tv.com

************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งให้น้ำผ่้านวัง สมศักดิ์เจียมฯชี้กระฎุมพีซาบซึ้งปรากฏการณ์ใหม่

-ตรวจสอบรูปข่าวลือง่ายๆ ด้วย Google Image Search

ไชยันต์ รัชชกูล:พิพากษาผู้พิพากษา ก่อนฟัง"อ่านคำพิพากษา จากชาติ กอบจิตติ ถึงตุลาการศาลไทย"

ที่มา Thai E-News



เหตุการณ์ที่ราชประสงค์ ที่ราชดำเนิน มันขัดตรงๆ กับหลักการ the Rule of Law ฉะนั้นพูดได้อย่างไรว่าทำตามกฎหมาย ใช่ทำในนาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ไม่ใช่ในนามของนิติธรรมและนิติรัฐ ถ้าศาลตัดสินแบบนี้เราก็ควรจะเอาศาลมาขึ้นศาล ผู้พิพากษาก็ควรได้รับการพิพากษา
วัน เสาร์ที่ 22 ตุลาคม 2554 ที่ร้าน Book Re:public* ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ ได้รับเชิญเป็นองค์ปาฐกในหัวข้อ "อ่าน คำพิพากษา จากชาติ กอบจิตติ ถึงตุลาการศาลไทย" ซึ่งเป็นการเสวนา อ่านออกเสียงครั้งที่ 1 “เปิดปาก เปิดพื้นที่เสรีทางความคิด” ที่จะจัดเป็นประจำทุกเดือนร้าน Book Re:public

เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศดังกล่าวเราขอนำบทเสวนา “law ไม่ใช่ Law พิพากษาผู้พิพากษา กติกาประชาธิปไตย” ของไชยันต์ รัชชกูล ที่เป็นส่วนหนึ่งในการอภิปรายหัวข้อ “นิติรัฐกับความยุติธรรมแบบไทย” เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2553 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มาเผยแพร่อีกครั้งก่อนที่จะฟังปาฐกถา

law ไม่ใช่ Law พิพากษาผู้พิพากษา กติกาประชาธิปไตย

เริ่มด้วยคำถามง่ายๆ ว่า หากมีคนตายอยู่กลางเมืองหลวงแปดสิบกว่าศพ แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันต้องมี something seriously wrong (บางสิ่งผิดปกติอย่างมหันต์) กับสังคมไทย

ทีนี้ถ้าเกิดว่าการฆาตกรรมเกิดขึ้นในนามของนิติรัฐ ก็ต้องมี something seriously wrong กับนิติรัฐ และไม่ใช่แค่กับอภิสิทธิ์และสุเทพ แสดงว่ามีคนให้ท้ายเขา สมรู้ร่วมคิด เห็นด้วยและผลักดัน เชียร์ให้เขาปราบ [เสื้อแดง] ทั้งสื่อ ทั้ง ส.ส. ที่อยู่ร่วมรัฐบาล ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีอันจะกิน ผู้ประกอบการในราชประสงค์ คหบดี นักธุรกิจสีลม พวกนี้เป็นกองเชียร์ให้เขาทำ มัน seriously wrong กับคนเหล่านี้ด้วย

อะไรคือนิติรัฐ ผมขอใช้ the Rule of Law ทำการปกครองโดยกฎหมาย คำว่ากฎหมาย (Law) ที่เป็น L ตัวใหญ่มีความหมายต่างกับ l ตัวเล็กนะครับ กฎหมายเล็กๆ ต้องขึ้นกับกฎหมายตัวใหญ่

ความจริงแล้วเราต้องเอาศาลขึ้นศาลด้วยในบางกรณี นิติรัฐต้องอยู่ใต้นิติธรรม เหมือนคณะนิติศาสตร์ต้องอยู่ใต้ธรรมศาสตร์ ธรรมะต้องใหญ่เหนือกฎหมาย นี่คือประเด็นที่เราเรียกว่า the Rule of Law

the Rule of Law มีการถกเถียงหลายมิติมาก มิติแรก ความเห็นที่ต่างกันเกี่ยวกับเรื่องนิติธรรม-นิติรัฐ ศาลตีความอย่างหนึ่งว่านิติรัฐเป็นอย่างนี้ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติก็อาจจะตีความอีกอย่างหนึ่ง สมมติพูดว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย “law is Law” ถามว่า law ที่เป็นอยู่มี law ที่เลวหรือไม่ มีไหมสิ่งที่ดีที่ควรทำเป็นกฎหมายแต่ยังไม่มีกฎหมาย แล้วกฎหมายที่ไม่ดีควรจะเลิกมีหรือไม่ มีเยอะ เพราะฉะนั้นคุณจะยึด law เป็นสรณะอยู่สูงสุดได้อย่างไร เราต้องแก้ได้ ปรับได้ ยกเลิกได้ “law cannot be always Law” ถ้า law มีความสมบูรณ์แล้วจะมีสภานิติบัญญัติไว้ให้เปลืองเงินราษฎรทำไม อันนี้เป็นการถกเถียงกันระหว่างฝ่ายศาลกับฝ่ายบริหาร

มีอีกมิติหนึ่งของการถกเถียงเรื่องนิติรัฐในความหมายที่เป็นอยู่ในระบบ กฎหมาย คำว่า Law ตัวใหญ่มิใช่หมายถึงพระราชบัญญัติเล็กๆ แต่หมายถึงระบบกฎหมายทั้งระบบ ตั้งแต่กฎหมายอยู่ได้อย่างไร ต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างไร มีใครที่มีสิทธิ์ในการออกกฎหมายได้ รวมทั้งมีการตัดสินพิจารณาคดีอย่างไร อันนี้เป็นแง่ของภายในกรอบของกฎหมายที่พูดถึง the Rule of Law ในฐานะที่หมายถึงระบบกฎหมาย อันนี้คือในความหมายแคบ

ที่นี้ the Rule of Law ไม่ได้เฉพาะอยู่แต่ในกฎหมาย แต่มันสัมพันธ์กับระบบการเมือง ระบบศีลธรรม ระบบสังคม อันนี้เป็นความหมายกว้าง และในความหมายกว้างอันนี้มีประเด็นหนึ่งก็คือมีนักคิดคนหนึ่งชื่อ โทมัส ฮอบส์ บอกว่าถ้าไม่มีกฎหมายมันจะเป็นลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก the Rule of Law ข้อสำคัญอันหนึ่งคือการที่จะป้องกันมิให้อสูรมาทำร้ายประชาชน คือจะทำร้ายชีวิตประชาชนไม่ได้

แต่ที่เกิดขึ้นที่ราชประสงค์ ที่ราชดำเนิน อันนี้ทำร้ายประชาชน มันขัดตรงๆ กับหลักการ the Rule of Law ฉะนั้นพูดได้อย่างไรว่าทำตามกฎหมาย ใช่ทำในนาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ไม่ใช่ในนามของนิติธรรมและนิติรัฐ

ถ้าศาลตัดสินแบบนี้เราก็ควรจะเอาศาลมาขึ้นศาล ผู้พิพากษาก็ควรได้รับการพิพากษา

หลายคนเมื่อเรียนหนังสือก็เคยทราบว่าอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ ต้องแยกกัน คำถามคือทำไมต้องแยกกัน ถ้าแยกกันแล้วจะเอาอะไรผิดอะไรถูก

ผมเพิ่งเข้าใจเมื่อเร็วๆ นี้เอง คือปัจจุบันในสังคมไทยเราจะเห็นมากเลยว่าอำนาจไปทางเดียวกันหมด สื่อก็ไปทางเดียวกัน พวก ส.ส. รัฐบาล พวกคหบดีรวมทั้งผู้มีอันจะกินก็ไปทางเดียวกัน คนจำนวนหนึ่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดก็คิดไปเช่นนั้น ตอนนี้มันเป็น unification (เอกภาพ) ของหลายๆ อำนาจ ทั้งอำนาจของรัฐ แม้แต่ประชาสังคมซึ่งกำลังดี๊ด๊ากันใหญ่

แล้วมีอำนาจอะไรที่เหนือกว่าอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการหรือไม่ รัฐธรรมนูญก็เขียนนี่ครับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เป็นอำนาจที่เหนือกว่าสามอำนาจนี้ ควรจะได้ใช้อำนาจเพื่อควบคุมอำนาจทั้งสาม แต่ที่คุมไม่ได้เลยก็คืออำนาจปวงชนไม่ได้คุมอำนาจตุลาการ ดังนั้นอำนาจศาลจะต้องเป็นประชาธิปไตย มีหลายประเทศที่ประชาชนต้องควบคุมตั้งแต่ศาลแขวงระดับเล็กๆ และนี่ทำให้นิติรัฐเป็นนิติรัฐและเป็นนิติธรรม

ประเด็นสุดท้าย เราต้องมีลำดับการพิจารณาเป็นชั้นๆ ในท้ายที่สุดไม่ใช่กฎหมายต้องเป็นกฎหมายนะครับ มีอะไรที่เหนือกว่ากฎหมาย เราไม่ต้องถึงพระเจ้าหรอกครับ แต่มีหลักการประชาธิปไตยว่าหลักการของกฎหมายต้องเป็นไปเพื่ออิสระและเสรีภาพ ของปวงชน

อิสระเสรีภาพต้องมาสูงสุด กฎหมายใดที่ขัดกับสิ่งนี้ต้องถือว่า unconstitutional คือการล้มมูลฐานของกฎหมายทั้งปวง

สองคือสิทธิทั้งหลาย สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เอาสิทธิอื่นมาทำลายชีวิต เอาสิทธิของทหารมาใช้ฆ่าคน

สาม การที่จะดำเนินชีวิตอย่างผาสุก ถ้าหลักการของกฎหมายไม่เป็นไปเพื่อ 3 ข้อนี้ ก็ถือว่ามีอะไรบางอย่างผิดพลาดเกี่ยวกับกฎหมาย

อีกประเด็น หากโยงเรื่องปัญหาการก่อการร้ายกับการมีอาวุธ หลักการประชาธิปไตยคือการให้ต่อสู้กัน คุณจะจัดตั้งเป็นองค์กรได้ไหม จะมีกำลังทรัพย์ของตัวเองได้ไหม จะมีความคิดที่ตรงข้ามกับรูปแบบของรัฐที่มีอยู่ได้ไหม จะมีการโฆษณาทางความคิดได้ไหม ได้

ยกเว้นอันเดียวคือห้ามมีอาวุธ เพราฉะนั้นพรรคการเมืองมีอาวุธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันตัวหรือไม่ แต่เมื่อห้ามอาวุธ กติกาคือฝ่ายรัฐก็ต้องไม่ใช้อาวุธกับประชาชน

ทีนี้กรณีของไทย มีภาษาอังกฤษติดเลย Live Firing Zone (เขตใช้อาวุธจริง) และใช้กองทัพเต็มที่ ใช้รถถังจัดการกับป้อมไม้ไผ่ที่ราชประสงค์

การที่ใช้รถถังออกมาละเมิดข้อตกลงพื้นฐานของกติกาประชาธิปไตย การอ้างชุดดำนั้น นอกจากวันที่ 10 เม.ย. แล้ว ในวันที่ 19 พ.ค. มีทหารคนไหนตายบ้าง

การพูดถึงนิติรัฐไม่ใช่แค่สิ่งที่รัฐจะทำกับประชาชน แต่รัฐและสังคมต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกาเดียวกัน กฎนี้ต้องควบคุมรัฐด้วย ไม่เช่นนั้นจะบิดเบือนไปเลย

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะเปิดอกคือ เราทุกท่านทราบดีถึงความแตกแยกในสังคมไทย ส่วนหนึ่งการต่อสู้ของคนเสื้อแดงเป็นความสำเร็จของคนที่ต่ำต้อยน้อยหน้า นี่ไม่ได้เป็นวิกฤตอะไรเลย การอยู่เฉยๆ ให้เขาเหยียบสิครับถึงจะเรียกว่าวิกฤต

แต่ตอนนี้เป็นเวลาที่เรามาเช็ดน้ำตาเช็ดเลือดกัน ทำยังไงที่เราจะมีวิธีที่จะต่อสู้กันโดยไม่ให้เลือดตกยางออก ขอให้หลายๆ ฝ่ายมาร่วมคิดกัน ไม่ใช่มาดีกันเกี่ยวก้อยเหมือนเด็กประถม แต่อยากคุยกันว่าเราจะมาสู้กันอย่างไรโดยไม่ให้ถึงขั้นที่จะต้องฆ่ากัน อาจจะมีบาดเจ็บ ด่าทอ ซึ่งก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้

และถ้ามีการต่อสู้กันอีก ขออย่าใช้รถถัง อาวุธหนัก อาวุธสงครามมาปราบปราม อย่าให้มนุษย์ของเร าและอย่าให้คนของเราเป็นผักเป็นปลากันต่อไป หลักคือต้องรักษาชีวิต

และวาระซ่อนเร้นคือ ถ้าสู้กันอย่างนั้นเราสู้เขาไม่ได้

0000000000

*22 ตุลานี้ เปิดร้าน Book Re:public เปิดพื้นที่สาธารณะสำหรับการพูดคุยและถกเถียงด้วยเหตุผล


วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม นี้ บริเวณถนนริมคลองชลประทาน หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะมีกิจกรรมเปิด เสวนา อ่านออกเสียงครั้งที่ 1 “เปิดปาก เปิดพื้นที่เสรีทางความคิด”

เนื่องในโอกาสเปิดร้าน Book Re:public ซึ่งนอกจากเป็นร้านหนังสือและบาร์กาแฟแล้ว ยังเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับพบปะพูดคุยเรื่องต่างๆ อย่างเปิดเผย ตั้งแต่ประเด็นหนักหัวอย่างประวัติศาสตร์การเมือง ไปจนถึงสารพันปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมในชีวิตประจำวัน



“เรายังมีพื้นที่สาธารณะไม่เพียงพออีกหรือ?”

คณะผู้ก่อตั้งฯ ซึ่งประกอบด้วย นักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม ได้เห็นร่วมกันว่า นับตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมาพื้นที่สาธารณะหลากหลายประเภทถูกเซ็นเซอร์จากอำนาจรัฐ ไม่ว่าด้วยการปิดเว็บไซต์ การห้ามเผยแพร่หนังสือ การแบนภาพยนตร์ การยึดสถานีวิทยุชุมชน โดยรัฐอ้างว่าพื้นที่เหล่านี้มีเนื้อหาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอัน ดีของประชาชนและที่

ยิ่งไปกว่านั้น การก่อตัวของภาคประชาสังคมเอียงขวา เช่น ขบวนการล่าแม่มดในอินเตอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งสื่อมวลชนหลายแขนงที่สนับสนุนอำนาจรัฐในการปราบปรามประชาชนใน เหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 2553

คณะผู้ก่อตั้งฯ ในฐานะประชาชนธรรมดาไม่อาจเห็นด้วยกับการถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพเช่นนี้ ด้วยความเชื่อว่าการสถาปนาระบอบเสรีประชาธิปไตยให้ลงหลักปักฐานได้อย่างมั่น คงนั้น ประชาชนจำเป็นต้องทวงคืน สร้างใหม่ และขยายพื้นที่สาธารณะทางความคิด ที่เปิดโอกาสให้ทุกอุดมการณ์ได้มาถกเถียง วิวาทะกันอย่างเปิดกว้างที่สุด เพื่อที่เราจะได้ต่อสู้กันทางความคิดแทนการใช้อาวุธและความรุนแรง

กิจกรรมของร้าน Book Re:public เริื่มจากการจัดเสวนา “อ่านออกเสียง” เพื่อให้ทุกอุดมการณ์ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างวิวาทะ และวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกันอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม หลังจากนั้น ก็จะเป็นการเปิด “หลักสูตรประชาธิปไตยศึกษา” เพื่อสร้างพื้นฐานความรู้ทางการเมืองแนววิพากษ์ สำหรับการวิเคราะห์และทำความเข้าใจพลวัตความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย

นอกจากนี้ เรายังจัดพื้นที่ให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการอ่านและค้นคว้าหนังสือเกี่ยว กัประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย มีการจัดฉายหนัง แสดงดนตรี อ่านบทกวี นิทรรศการหมุนเวียน และการแสดง collection หนังสือหายาก เป็นครั้งคราว ซึ่งทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น


กิจกรรมเสวนาอ่านออกเสียงประจำเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน

อ่านออกเสียงครั้งที่ 1 “เปิดปาก เปิดพื้นที่เสรีทางความคิด”
วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม 2554

16.00 น. - 17.00 น. ปาฐกถา "อ่าน คำพิพากษา จากชาติ กอบจิตติ ถึงตุลาการศาลไทย"
ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
แนะนำโครงการ Cafe´ Democracy และ Book Re:public
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
17.00 น. - 17.40 น. เสวนา “คนหนุ่มสาวสามยุคในขบวนการประชาธิปไตย”
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สืบสกุล กิจนุกร นักวิจัยอิสระ
สุลักษณ์ หลำอุบล อดีตนักกิจกรรม สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
17.40น. - 19.00 น. เสวนา "ยังจะทำ/เขียน/อ่าน/ขาย หนังสืออยู่อีกหรือ?"
คนทำ ไอดา บรรณาธิการวารสารอ่าน
คนเขียน วรพจน์ พันพงศ์ นักเขียนสารคดี
คนขาย เสาวนีย์ เมฆานุพักตร์ เจ้าของร้านเล่า
ดำเนินรายการโดย รจเรข วัฒนพาณิชย์ ร้าน Book Re:public
19.00 น. รับประทานอาหารค่ำ และชมดนตรี โดยวงสุดสะแนนและผองเพื่อน

อ่านออกเสียงครั้งที่ 2 “ประสบการณ์จัดหนัก”
วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2554
15.00 น. -16 .00 น. "คนทำหนังสือที่ริอ่านมาทำหนัง"
สุภาพ หริมเทพาธิป ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ไบโอสโคป/รักจัดหนัก
โจ้ วชิรา Rabbithood ดำเนินรายการ
18.00 -21.00 น. "คนทำหนังที่ริอ่านเป็นผู้ก่อการร้าย"
ดูหนัง ผู้ก่อการร้าย ร่วมเสวนากับ ธัญสก พันสิทธิวรกุล และคำ ผกา


อ่านออกเสียงครั้งที่ 3 “อ่านอัลกุรอาน”
วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2554
13.00 น. - 15.00 น. “อ่านอัลกุรอาน ผ่านตัวบท บริบท และการเมืองของคัมภีร์อัลกุรอาน”
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


อ่านออกเสียงครั้งที่ 4 “อ่านนิยาย/นิทานแห่งชาติ”
วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2554
13.00 น. - 15.00 น. "นิทานแห่งชาติเรื่อง รักแห่งสยาม, พ่อขุนอุปถัมภ์, และ ชนบทไร้เดียงสา”
ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รอการยืนยันหัวข้อ
ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งให้น้ำผ่้านวัง สมศักดิ์เจียมฯชี้กระฎุมพีซาบซึ้งปรากฏการณ์ใหม่

ที่มา Thai E-News

ข้อความและพระบรมฉายาลักษณ์ที่มีการแชร์กันผ่านทางfacebookอย่างแพร่้หลายในวันนี้ ซึ่งสำนักพระราชวังชี้ว่า คือ การตีข่าว ดึงเอาเจ้านายลงมา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ตุลาคม 2554

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งฯให้ผ่านวังสวนจิตร

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิืจ รายงานว่า นายรัตนาวุธ วัชโรทัย ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สำนักพระราชวัง ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีที่มีการแชร์ข้อความในเฟซบุค ว่า ในหลวงทรงรับสั่ง "ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย" ว่า เป็นการพูดไปเรื่อย ไม่น่าเป็นไปได้ และโดยส่วนตัวไม่เคยรู้เรื่องนี้ น้ำไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระนครอยู่แล้ว และถ้าน้ำเข้ามาถึงเขตวังได้ จนท่วม ก็แสดงว่า กทม.ไม่สามารถเอาน้ำไว้อยู่ ซึ่งมันไม่สามารถเป็นไปได้อยู่แล้ว

และจากการติดตามสถานการณ์ข่าวในขณะนี้ ทั้ง กทม. และรัฐบาลต่างร่วมมือกันอย่างแข็งขันไม่ให้น้ำเข้าท่วมได้ ตั้งแต่กทม.รอบนอก และ ตอนนี้พื้นที่รอบวังสวนจิตรลดาในรัศมี 1 ตร.กม. ก็ยังไม่มีกระสอบทรายซักใบ เพราะเราเชื่อว่ากทม. จะสามารถกั้นน้ำไว้ได้ ในส่วนของวังหลวงและวัดพระแก้ว ก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว ว่า น้ำที่ท่าราชวรดิษฐ์สูงกว่าเขตวัง แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อมั่นว่ากำแพงวังสามารถเอาอยู่

ส่วนข้อความที่มีการแชร์ในเฟซบุคนั้น คือ การตีข่าว ดึงเอาเจ้านายลงมา เพราะน้ำที่ท่วมทุกวันนี้มาไม่ถึงสวนจิตรลดา เพราะน้ำที่ท่วมทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากน้ำทะเลหนุน แต่เกิดจากคันดินพัง และ ไม่มีทางที่ถนนราชวิถีจะท่วม เพราะถ้า ถ.ราชวิถีท่วมวังสวนจิตรก็ต้องท่วมแน่นอน

ผู้ใช้ชื่อNina Thongprasert ซึ่งเป็นคนแรกๆที่ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ค ได้ประกาศบนสถานะของตนว่า
เรียน ให้ทราบโดยทั่วกัน ตามที่ได้ Retweet และ shared ข้อความบนหน้า wall เรื่องในหลวงตรัสเมื่อตอนสายวันนี้ ได้ตรวจสอบกลับไปแล้วไม่พบข้อมูลที่มาอย่างชัดเจน แต่ในช่วงที่ตรวจสอบอยู่นั้น พบว่ามีการเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และได้แจ้งให้ทราบเมื่อเวลา 11.09 โดยได้ขอให้ช่วยกัน remove post ออก... ฝากบอกทุกท่านที่ได้ทำการส่งต่อข้อความด้วยค่ะ และขออภัยมา ณ ที่นี้

ต่อมาในภายหลังเมื่อมีข่าวสำนักพระราชวังปฏิเสธข่าวนี้ Nina Thongprasert ได้โพสต์เพิ่มเติมว่า
ดิฉัน ได้แจ้งให้ทราบบนหน้าเฟสและได้ลบออกตั้งแต่ตอน 11.09 หลังจากตรวจสอบถึงแหล่งที่มานั้นไม่น่าเชื่อถือ ตามที่ได้ตอบข้อความที่ถามมาแล้ว ค่ะ..อาจเป็นการผิดพลาดบกพร่องที่ไม่ได้ทำการตรวจสอบก่อนโพส..ซึ่งขออภัย ด้วยค่ะ

อย่างไรก็ตาม การแชร์สิ่งที่อ้างกันว่าเป็นพระราชดำรัสนี้ยังกระจายต่อไปมากกวา 2,600 ราย และมีผู้เข้ามากด"ถูกใจ"และแสดงความเห็นซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนว่า"ทรงพระ เจริญ"มากถึงเกือบ 5,000 ราย(ดูที่เฟซบุ๊คนี้)

ก่อนหน้านี้ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้เขียนตั้งข้อสังเกตในเฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลว่า ผมดู ที่เพจ ที่ผมให้ link ในกระทู้ข้างล่าง เรื่องทวิตเตอร์ พรด.ในหลวง แล้ว ยอมรับว่า สะทกสะท้อน อเน็จอนาถใจไม่น้อย ณ นาทีนี้ มีคนมาแสดงความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ที่สุด ก็ "ทรงพระเจริญ" ๆๆๆ "น้ำตาจะร่วงๆๆๆ" อะไรแบบนั้น ถึง 2100 ความเห็น และมี share ถึง 2600 แล้ว

ดูแล้ว อดไม่ได้ เลยไปเขียนอะไรหน่อย ข้างล่างนี้ copy มาให้ดู เผื่อโดนลบ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=264779103560922&set=a.228571743848325.53576.217645294940970&type=1&ref=nf
......................


ทำไมจึงเกิดปรากฏการณ์ คนจงรักภักดี เชื่ออะไรแบบหัวอ่อน ไร้เหตุผล

ความจริง ถ้าใครศึกษา พรด. ข้อเขียนต่างๆของในหลวงจริงๆ ก็บอกได้เลยว่า ข้อความดังกล่าว ต้องไมใช่แน่ (เช่นเดียวกับบอกได้ทันทีว่า ข้อความอย่าง "36 ขั้นบันได" ไมใช่ หรือ "จากพ่อ" (ถึงพระเทพ) ไมใช่

แต่ปรากฏว่า เรากลับเห็นบรรดาคนจงรักภักดี (แต่จริงๆ ไม่เคยศึกษา เรื่องของสถาบันฯจริงๆจังๆ) พากัน "ซาบซึ้ง" น้ำหูน้ำตาไหล นอนดิ้นกัน

คำตอบคือเพราะ ความจงรักภักดี ในประเทศเรา เกิดมาจากพื้นฐานของการรับข้อมูลข่าวสารเกียวกบสถาบันฯ ที่ไม่อนุญาตให้ ตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย ประเมิน ตรวจสอบ วิพากษ์ กระทั่ง โจมตี ได้

นี่จึงสร้าง "นิสัย" แบบหนึ่ง วิธีคิดแบบหนึงขึ้นมา คือ ในเมื่อโดยตัวความจงรักภักดีนั้น เกิดจากลักษณะ รับข้อมูลข่าวสาร ที่ตรวจสอบไม่ได้ ตังข้อสงสัยไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ อยู่แล้ว ดังนั้น ไมว่า ข้อมูล ข้อความ อะไรที่ ไม่ว่า จะไม่มีเหตุผลขนาดนั้น ก็เชือ่ได้หมด

ก่อนหน้านั้นดร.สมศักดิ์ได้โพสต์ เรื่องขำ (มีประเด็นชวนคิดอยู่ตอนท้าย)

ผมเข้าไปที่เว็บไซต์ ม.รังสิต นึกว่า จะไปหา "แบบจำลองทางคณิตศาสตร์" 23 จุดในกรุงเทพ ที่ว่าเสี่ยงน้ำท่วม (ตามข่าว มติชน) แต่หาไม่เจอ แต่ไปเจอในหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม มี login ในนามมหาวิทยาลัยนี่แหละ เขียนข้อความนี้ (ดูภาพประกอบ ด้านขวาล่างๆลงมา)

"จากทวิตเตอร์: "ในหลวงทรงรับสั่ง..
"ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย"
......ทรงพระเจริญ"

ผมอยากจะพนันร้อยบาทเอาปาท่องโก๋ตัวเดียวว่า นี่เป็น "พระราชดำรัส" ประเภทปลอมๆ หรือหาที่มาอ้างอิงไม่ได้ (แต่คนไม่น้อยจะซาบซึ้งจนลงไปนอนดิ้น) เหมือน "36 ขั้นบันไดชีวิต" เหมือน "บันทึกจากพ่อ (ถึงพระเทพ)" เหมือนอีเมล์ เรื่อง 14 ตุลา ที่อ้างว่า ในหลวงมีรับสั่ง "คนไทยต้องหยุดฆ่ากันเอง" เหมือนเรื่องพายุนากิส, เหมือน (ทีเพิ่งเอามาโพสต์กันอีกไม่นานนี้) "พ่อนั่งเหม่อลอย" (เฉพาะอันหลังนี่ ถ้าถามผม ในฐานะคนศึกษา พรด. ศึกษา "สไตล์" การรับสั่ง การเขียน ของในหลวงมาหลายสิบปี .. อันนี อาจจะมีส่วนมี "มูล" "นิดหน่อย" ในแง่ "เนื้อหา" ไม่ใช่ในแง่คำ ทำไม .. ผมไม่มีเวลาอธิบายจะยาว) แต่อันอื่นทุกอัน ผมว่าปลอมแน่ ตั้งแต่เห็นแรกๆ (อย่าง "36 ขั้นบันได" ผมเห็นบ้ากันอยู่นาน ผมดูแล้ว ก็รู้ว่า ปลอมแน่) รวมทั้งอันน่าสุด "จากทวิตเตอร์" นี้ด้วย

ผมลอง search ดู ปรากฎว่า มีการแพร่ให้ซาบซึ้งกันไปแล้ว ดู
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=264779103560922&set=a.228571743848325.53576.217645294940970&type=1&ref=nf
และอันนี้
http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2011/10/19/entry-1

แต่ก็ยังดีว่า ดูเหมือนมีคนจงรักภักดี ทีอาจจะยังมีสตินิดหน่อย (หรือไม่ก็จำเรื่อง "บันทึกจากพ่อ" หรือเรื่อง "บันไดชีวิต" ได้) เตือนกัน ให้หยุดเผยแพร่ ดูที่นี่ - มีการเล่า "ที่มา" ของ "ทวิตเตอร์" อันนี้ด้วย ดูเหมือนมีคนชื่อ Nina Thongprasert เริ่มก่อน แล้วต่อๆกันไป ตอนนี้ เจ้าตัว คือคุณ "Nina" (ตามที่คนเขียนบล็อกนี้บอก) ได้ขอเองให้หยุด และถอนออกจาก wall ตัวเองแล้ว

http://www.oknation.net/blog/snowy/2011/10/19/entry-1

..................


โอเค ทั้งหมดที่โพสต์มาข้างต้น ถือเป็นเรื่องขำๆ แก้เซ็งน้ำท่วม

แต่ที่บอกว่า มี "ประเด็นชวนคิดอยู่" คืออย่างนี้ครับ

ผมเคยเขียนไว้มาสักพักแล้วว่า ปรากฏการณ์ "จงรักภักดี" อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เป็นอะไรบางอย่างที่ "ใหม่" (โดยสัมพัทธ์กับประวัติศาสตร์) มีลักษณะหลายอย่าง ที แม้แต่เมื่อสมัยผมโตขึ้นมา (ตอนมีขบวนการนักศึกษา) ก็จะไม่มีลักษณะนี้

ลักษณะที่ว่า เช่น (ก) เน้น ในหลวง ในฐานะ "ตัวบุคคล" (เวลาพูดถึง "สถาบันฯ" จะ "หลุด/ลื่น" ไปเป็นพูด "พระองค์ท่าน" เป็นต้น)

(ข) ลักษณะที่ "แต่งเรื่องเอง (อย่างทีอภิปรายข้างบน) แม้แต่เรื่อง ที ไม่น่าจะ "แต่ง" ได้เลย เช่น พรด. 14 ตุลา ("วันมหาวิปโยค") นั้น มีตัวบท text แบบคำต่อคำ ให้อ่านกันได้อยู่ แค่ลองหาดู ก็น่าจะเห็นว่า ไม่มีแบบทีอีเมล์ลูกโซ่ส่งต่อๆกัน ("ทรงรับสัง คนไทยต้องหยุดฆ่ากันเดี๋ยวนี้" อะไรประมาณนั้น - โทษที ผมเขียนจากความจำไม่มีเวลาไปค้นเมล์ที่ว่า)

ลักษณะ "สร้าง" หรือ "แต่ง" เรื่องเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูด อย่างทียกมาทั้งหมด บางที ก็เป็น "เรื่องเล่า" (ทรงทำอะไรที่ไหน ยังไง อะไรประเภทนั้น แบบชนิด "คาดไม่ถึง" ทำให้ ซาบซึ้งมาก เช่นเรื่อง "นากิส" อะไรประมาณนั้น)

สมัยก่อน สถาบันฯ จะมีลักษณะ "ศักดิ์สิทธิ์" หรือ "เป็นทางการ" มากกว่านี้ แม้แต่พวก จงรักภักดี ก็ไม่มีใครคิดจะกล้า "ล่วงเกิน" แตะต้อง (อันที่จริง แม้แต่คำว่า "รัก" ก็ไม่มีใครคิดจะกล้าใช้)

ลักษณะรวมๆนี้ ที่ผมเคยพยายาม theorize ออกมาใน "คอนเซ็ปต์" Mass Monarchy ...

ประเด็นทีเกียวเนื่องสำคัญอันหนึ่งกับเรื่องนี้คือ ผมเสนอว่า ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน (ทศวรรษ 1970-1980) "ฐานทางชนชั้น" หรือ "ฐานมวลชน" สำคัญ ของสถาบันกษัตริย์ ได้ "เคลื่อนย้าย" หรือ "เปลี่ยน" จาก "ชนชั้นชาวนา" "ชนชั้นเกษตรกร" ในชนบท (นึกถึงลูกเสือชาวบ้าน)

มาที่ "ชนชั้นกระฏุมพี" "ชนชั้นกระฏุมพีน้อย" ในเมือง (นึกถึงพวก "สลิ่ม")

Wednesday, October 19, 2011

น้ำท่วม - ภัยจากการจัดการแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ (ท่วม)

ที่มา มติชน



โดย เพจเฟซบุ๊ก "A Journey through Science and Art"

ภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นขณะนี้ หลายคนบอกเป็นภัยธรรมชาติ แต่ทางศูนย์นิเวศวิทยาพยากรณ์และการจัดการ ขอมองอย่างแตกต่างว่า ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นภัยจากการจัดการที่ผิดพลาด อย่างไรก็ดีเราไม่ควรมุ่งหาผู้ผิดชอบเพราะไม่มีประโยชน์อันใดและไม่ใช่ หน้าที่ของเรา แต่ควรมุ่งหาสาเหตุเพื่อแก้ไข ด้วยเหตุการณ์น้ำท่วมนี้จะเกิดอีกแน่นอน


งบประมาณมากมายที่ลงไปแบบผิดทิศผิดทาง บริหารจัดการแบบคลาสสิก ด้วยความไม่รู้ของนักวิชาการ (อาจจะคิดว่าตนรู้ แต่ความรู้นั้นไม่ทันสมัย ไม่ทันกาละ) กับปี 2554 ที่น้ำท่วมรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา (และไม่ได้พยากรณ์ได้อย่างเหมาะสม ทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยนักวิชาการทั้งภาครัฐ และภาคมหาวิทยาลัยที่รับงบประมาณไปดูแลศึกษาเรื่องนี้)

เริ่มต้นที่ฤดูร้อน ที่ภาคใต้บริเวณเทือกเขาหลวง กรุงชิง รับปริมาณฝนแบบไม่คาดถึง โดยที่ไม่ได้มีไต้ฝุ่นเข้าประเทศไทย และน้ำท่วมในภาคเหนือ และภาคกลาง ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ (ตุลาคม 2554) นักวิชาการภาครัฐและดูแลเรื่องนี้หาได้ตระหนักและค้นหาถึงสาเหตุอันแปลก ประหลาดไม่ ไม่เว้นแม้แต่ศูนย์ต่างๆ ที่อุปโลกขึ้นเพื่อดึงงบประมาณจากกระแสเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จนนักวิจัยที่ดำเนินการเรื่องนี้จริงๆ งุนงง


[20111012 (12 ตุลาคม 2554 - มติชนออนไลน์) มีนักวิชาการของไทย ออกมาบอกสื่อว่ามีนักวิชาการของเนเธอร์แลนด์ มาดูระบบจัดการน้ำของไทย แล้วบอกว่าไทยมีหน่วยจัดการน้ำที่ไม่บูรณาการ นักวิชาการไม่ชำนาญ ต่างจากต่างประเทศที่ให้จัดตั้งหน่วยงานกลางเรื่องนี้ ไม่ต้องบอกว่านักวิชาการท่านนั้นเป็นใคร จริงๆ พอมีเรื่องภัยพิบัติ เรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศท่านต้องออกสื่อตลอด ยกเว้น เที่ยวนี้ ท่านนั้นเป็นหนึ่ง (ในเรื่องได้งบประมาณสนับสนุนวิจัย) ที่ตั้งหน่วยงานในลักษณะหน่วยกลางของประเทศ ดูแลเรื่องการจัดการการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เป็นตัวแทนประเทศตลอดในเรื่องนี้ แต่ปัญหาเรื่องน้ำท่วมใหญ่ในปีนี้ ท่านและหน่วยงานของท่านน่าจะเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ เกิดขึ้นไม่มากก็น้อย]


ทางศูนย์ฯ ไม่เห็นด้วยในเรื่องตั้งองค์กรกลางที่จัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง หมดเวลาที่จะทุ่มงบประมาณลงส่วนกลาง หรือหน่วยงานที่ว่าแล้ว งบประมาณน่าจะทุ่มลงไปสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนจัดการเรื่องน้ำของตนเอง ถึงเวลากระจายอำนาจ เรื่องน้ำเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งในแง่พื้นที่ เวลา และพลังงาน ชุมชนต้องมีองค์ความรู้ ต้องสร้างคน สร้างความเข้มแข็ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ต้องพึ่งตนเอง ดังประสบการณ์ที่คนจำนวนมากประสบอยู่ในเวลานี้


[20111009 (9 ตุลาคม 2554 - มติชนออนไลน์) ก๊วนข่าว ช่อง 3 รายงานว่าสถานการณ์น้ำท่วมตอนนนี้ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง บอกว่าเอาไม่อยู่แล้ว พื้นที่เศรษฐกิจ นิคมอุตสาหกรรม จมหาย โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนดา โรจนะ เห็นแต่หลังคารถโผล่ เคลื่อนย้ายไม่ทัน ความเสียหายมหาศาล ด้วยคันดินที่กั้นน้ำไว้พังทลายลง]

สาเหตุที่ทำให้การทำนายหรือพยากรณ์ไม่มีทางถูกต้องและทันกาล เนื่องจาก ปัญหาที่เป็น Open Boundary Flow (การไหลท่วมอย่างไม่จำกัดขอบเขต - มติชนออนไลน์) และเป็น Dynamic Flow (การไหลท่วมอย่างมีพลวัต - มติชนออนไลน์) กล่าวคือ น้ำนั้นไม่ได้ไหลเฉพาะในคูคลอง น้ำสามารถ เอ่อบ่าเข้าไปในพื้นที่ชุ่มน้ำได้ น้ำสามารถไหลใต้ดินได้ ระดับน้ำไม่ได้คงที่ ขณะไหลสามารถหนุนกันได้สูงกว่าปกติมาก ในหลายกรณี สามารถไหลบ่ากันสูงกว่าความลึกของคูคลองอีก นอกจากนั้นคันกั้นน้ำเองก็พังทะลาย และถูกสร้างใหม่ได้ ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้การคำนวณปริมาณน้ำและความเร็วในการไหลทำได้ไม่ถูกต้องแน่นอน ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยเหล่านี้ สำคัญมากในระบบซับซ้อน


แผนที่น้ำท่วม มีคนสงสัยมาก เพราะเป็นความจำเป็นที่ต้องรู้ แต่พอถึงเวลาก็ไม่สามารถบอกได้ เหตุเพราะ แผนที่ น้ำท่วมที่ทำๆ กัน ทำผิด ทำโดยการใช้ระดับความสูงเพียงอย่างเดียว แผนที่น้ำท่วมที่ดี ต้องเป็นแผนที่แบบไดนามิก มีพลวัต ต้องมีการจำลองน้ำที่ไหลบ่า ซึ่งทำได้ยากมาก เพราะระดับน้ำนั้น ไม่สามารถบอกได้แน่ชัด เพราะเป็นปริมาณที่แปรผันกับเวลาอย่างมาก ความเร็วของการไหลที่เปลี่ยนไป ระดับน้ำก็เปลี่ยนไป บางจุดนั้นน้ำอาจจะท่วม แต่ท่วมนานเท่าใด ท่วมในช่วงเวลาเล็กน้อย เช่น 10 นาที เราจะถือว่าน้ำท่วมหรือไม่ 5 นาทีล่ะ 1 นาทีล่ะ ให้ไปสังเกตแอ่งน้ำต่างๆ ของน้ำตก โดยเฉพาะน้ำตกที่มีระดับการไหลไม่คงที่

นักวิชาการที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้ มักคิดแต่เพียงมิติการบูรณาการ คิดว่าเมื่อบูรณาการข้อมูลมาทั้งหมด อย่างทันกาล (Real Time) แล้ว ก็จะสามารถจัดการปัญหานี้ได้ วิธีคิดแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วกับการจราจร โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบัน เรียนรู้ (ด้วยราคาแสนแพง) แล้วว่า ระบบจราจรในเมืองใหญ่เป็นระบบซับซ้อน (Complex System) ซึ่งไม่มีทางที่จะพยากรณ์เพื่อจัดการได้แม้ว่าได้ข้อมูลทั้งหมด (Initial Conditions) แล้ว ผู้อ่านที่สนใจเรื่องนี้ จะเห็นการ ปรับตัวในเรื่อง จากการพยากรณ์ ไปเป็นการจัดการ ให้รถวิ่งทางโน้น ทางนี้แทน ดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่จะจัดการอย่างไรล่ะ จึงจะดีที่สุด แน่นอน คำตอบในเรื่องน่าจะใช้ได้กับการจัดการน้ำ (ท่วม) ที่ความซับซ้อนมีมากกว่า โดยเฉพาะสเกลของพื้นที่

ทิศทางการบริหารจัดการที่ป้องกันเขตเศรษฐกิจ โดยการกั้นเขื่อน คือสาเหตุหลักของการจัดการที่ผิดพลาด แทนที่จะปล่อยให้น้ำไหลไปกระจายตัวบนพื้นที่ แต่กลับปิดกั้นไว้ ไม่ให้ลงกรุงเทพฯ เสมือนกับการอั้นไว้ด้านล่าง บีบทางน้ำไว้ ทำให้พื้นที่นครสวรรค์และอยุธยารับน้ำเต็มๆ หากมีการจัดการที่ดี ให้น้ำท่วมกระจายตัว พูดง่ายๆ คือ ให้น้ำหลากไปยังลุ่มน้ำต่างๆ ก็จะลงพละกำลังของมวลน้ำ (ศัพท์ใหม่) กระจายพลังอำนาจให้เป็นเพียงน้ำหลาก แต่ไม่ใช่น้ำท่วมในเขตเศรษฐกิจ ก็จะช่วยแบ่งเบาไปได้เยอะ อย่างไรก็ดี การจัดการแบบใหม่นี้ต้องอาศัยพลังกำลังของชุมชมที่เข้มแข็ง และองค์ความรู้ใหม่ในการบริหารลุ่มน้ำ ที่มอง "ฮวงจุ้ย" และ "เห็น" เส้นทางน้ำใหม่ที่ชัดเจนกว่า

ปัญหาที่ตามมาก็คือ น้ำท่วมทำให้น้ำเข้าขังอยู่ที่ลุ่มเฉพาะจุด (Local Minima) น้ำจะนิ่ง ค่อยๆ ซึมเข้าน้ำใต้ดิน และระเหย มักจะเน่าและก่อให้เกิดปัญหาสาธารณสุขตามมา

ท้ายๆ แล้ว น้ำก็จะเคลื่อนตัวลงมายังกรุงเทพฯ ซึ่งมาตรการการดันน้ำของกทม. ก็จะส่งผลให้น้ำไหลออกทางตะวันออก และตะวันตก กทม. ก็จะถูกน้ำล้อมไว้ทุกด้าน และ แม่น้ำเจ้าพระยาก็ไม่ได้ทำหน้าที่ส่งน้ำละทะเล แต่เป็นแม่น้ำบางปะกง (ฝั่งตะวันออก) และแม่น้ำท่าจีน (ฝั่งตะวันตก) กทม. กังวลกับน้ำจากแหล่ง 3 แหล่ง แหล่งน้ำจากด้านบน (นครสวรรค์ อยุธยา) น้ำฝน และ น้ำทะเลหนุน แต่ มวลน้ำก้อนหนึ่งที่มักถูกละเลยคิอ น้ำใต้ดิน จากอัตราเคลื่อนตัวของพื้นที่น้ำท่วม จะเห็นว่าเป็นระดับสัปดาห์ ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับการเคลื่อนตัวของมวลน้ำก้อนนี้

ผลของมวลน้ำก้อนนี้จะส่งแบบประหลาด กล่าวคือ จะส่งผลให้แนวป้องกันต่างๆ อ่อนตัวลง เขื่อนและกำแพงน้ำเปราะบางต่อการพังทะลาย และส่งผลต่อให้น้ำผิวดินเอ่อสูงกว่าควร เมื่อเขื่อนพังทลายด้วยน้ำใต้ดิน ผสมกับ กระแสน้ำของน้ำที่ไหลบ่า จะซ่อมแซมได้ยากมากๆ มีความพยายามใช้เฮลิคอปเตอร์วางตู้คอนเทนเนอร์เหนือทางน้ำเพื่ออุดรอยรั่ว (นวนคร 17 ต.ค. 2545) ซึ่งไม่มีทางทำได้ เพราะ 1. เฮลิคอปเตอร์ยกของที่มีน้ำหนักมากไม่ได้อยู่แล้ว 2. กระแสน้ำสามารถยกเคลื่อนย้ายหินขนาดใหญ่ๆ ได้อย่างสบาย 3. แรงน้ำผลักตู้บวกกับหล่อลื่น ทำให้ตู้สามารถไหลพ้นเขื่อนไปได้อย่างสบาย วิธีการนี้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงคือ จะทำให้กระสอบทรายพังมากขึ้น


แล้วจะอุดรูรั่วอย่างไร ทางศูนย์ฯ แนะนำให้ใช้วิธีเดียวกับที่ร่างกายเราหยุดเลือดเมื่อเราเกิดแผล กล่าวคือ ให้ใช้ระบบตาข่ายกางขึ้นเหนือน้ำก่อน จากนั้นค่อยปล่อยถุงทรายให้ไหลไปติดตาข่าย ค่อยๆ ทำเพื่อช่วยกันหยุดยึด จนน้ำไหลน้อยลง

การบริหารจัดการเรื่องนี้ต้องคิดในลักษณะนิเวศ กรุงเทพฯ อยุธยา อยู่บน Delta หรือดินแดนปากแม่น้ำ ซึ่งปกติจะประกอบด้วยสายน้ำคดเคี้ยวเลี้ยวไปมาเพราะ น้ำไม่ได้ไหลตามแรงโน้มถ่วง แต่ไหลบ่าเป็นหลัก เนื่องจากระดับความสูงไม่แตกต่างกันมาก เป็นดินแดนแบนราบ การพัฒนา Landuse หรือการใช้พื้นที่ในกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านมาได้ทำลายความสามารถในการระบายน้ำของระบบนิเวศนี้ การถมดินอย่างมากมายทำลายทางน้ำ ทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำไปจนเกือบหมด เมื่อมีปริมาณน้ำมากมายที่ตกในปีนี้ (ซึ่งธรรมชาติได้เตือนแล้วด้วยน้ำท่วมในฤดูร้อนของภาคใต้ที่ผ่านมา แต่ผู้รับผิดชอบก็เพิกเฉย) ภัยน้ำนี้จึงมาจากการจัดการที่ผิดพลาดของน้ำมือมนุษย์ตั้งแต่เริ่มต้น จนไปถึงการบริหารจัดการน้ำต่อมา ดังที่เจอกันอยู่ในขณะนี้

[20111018 (18 ตุลาคม 2554 - มติชนออนไลน์) ในที่สุดก็เริ่มมีนักวิชาการมาบอกแนวทางที่เหมาะสมแล้วคือ ต้องยอมให้ "น้ำ" ผ่าน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทันหรือเปล่า การยอมให้น้ำผ่านนั้นสำคัญอย่างไร ปรัชญานิเวศบอกเราว่า ทุกองค์ประกอบในระบบนิเวศมีฟังก์ชันหรือหน้าที่ของมัน ทางน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหลายมีหน้าที่ให้น้ำเข้า การยอมให้น้ำผ่านเป็นการคืนหน้าที่ของมันให้ทำงาน]

(กรุณาติดตามตอนต่อไป)

หมายเหตุ Note (บันทึก - มติชนออนไลน์) นี้เป็นสะท้อนความเห็นหนึ่งของศูนย์นิเวศวิทยาพยากรณ์และการจัดการ ซึ่งดำเนินการทำงานในแนวปรัชญานิเวศวิทยา เพื่อสะท้อนให้เห็นมุมมองที่แตกต่างจากแนวคิดกระแสหลัก

จริงของ สนธิ ลิ้มทองกุล ผลประกอบการของ"เอเอสทีวี" ไม่สวยแถมยังเสี่ยงระดับสูง

ที่มา มติชน



" ผมคงแบกความรับผิดชอบแบบนี้ คนเดียวต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว เพราะผมไม่มีแล้ว หลังหักแล้ว อย่างที่ผมเคยบอกว่าผมจะทำต่อไปจนไม่มีแรงทำ แล้ววันนี้ก็มาถึงแล้ว ... ไม่มีแรงแล้ว "


"สนธิ ลิ้มทองกุล" กล่าวหลัง"เอเอสทีวี"ยุติการออกอากาศ เนื่องจากถูกตัดสัญญาณดาวเทียม (17 ตุลาคม 2554)

รายงานข่าวเอเอสทีวีระบุว่า ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.30 น. ที่ผ่านมา การแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีเกิดปัญหาไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยผู้ชมทางบ้านได้โทรศัพท์สอบถามมายังสถานีเป็นจำนวนมากหลังจากที่รับชม รายการปกติไม่ได้

ผู้บริหารระดับสูงของสถานี ชี้แจงว่า ปัญหาเกิดจากการตัดสัญญานดาวเทียม NSS-6 ของบริษัทนิวสกาย แซทเทลไลต์ จำกัด ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เอเอสทีวีเช่าสัญญาณอยู่ โดยที่ผ่านมาเอเอสทีวีทำสัญญาเช่าช่องสัญญานกับทาง NSS-6 มาโดยตลอด แต่ก็มีหนี้ค้างชำระอยู่บางส่วน

NSS-6 ไม่ยอมที่จะผ่อนปรนภาระหนี้ให้กับเอเอสทีวี แม้ทางผู้บริหารจะพยายามเจรจาขอยืดเวลาชำระหนี้ออกไป หรือขอชำระเพียงบางส่วนแล้วก็ตาม

" ผมไม่มีแล้ว หลังหักแล้ว " เป็นคำพูดที่จริงที่สุดของ สนธิ ลิ้มทองกุล

เพราะ หากใครเข้าไปดู ผลการดำเนินการของ บริษัท เอเอสทีวีผู้จัดการ จำกัด ก็จะรู้ว่าเรื่องนี้ ปกปิดกันไม่ได้

บริษัท เอเอสทีวี จดทะเบียนปี 2549 ทุนประเดิม 1 ล้าน ก่อนจะมาเพิ่มเป็น 50 ล้านในปี 2551 ก่อนจะมาเพิ่มอีกครั้งเป็น 250 ล้าน ธุรกิจของบริษัทคือ กิจการโทรคมนาคม บริการกระจายเสียง

กรรมการ บริษัท ประกอบด้วย นายวริษฐ์ ลิ้มทองกุล นางสาวธิดาลักษณ์ วรรณวัฒนากิจ นายปัญจภัทร อังคสุวรรณ และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดคือ บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด ถือหุ้น 49,999,990 หุ้น มูลค่า 249,999,950 บาท

บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด มีกรรมการ 4 คน คือ นาย จิตตนาถ ลิ้มทองกุล (ลูกชายของสนธิ ถือหุ้น 5.9 ล้านหุ้น มูลค่า 59.9 ล้านบาท) นาย พชร สมุทวณิช นาย ขุนทอง ลอเสรีวานิช นาย อุเว่ เฮนเก้ พาร์พาร์ท

ไทยเดย์ฯ ไม่ได้ตั้งอยู่ที่สำนักงานท่าพระอาทิตย์ แต่แยกไปตั้งที่ อาคารสีลมเซ็นเตอร์ ชั้น 15 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร


ไทยเดย์ฯ ผลประกอบการขาดทุนปี 2548 กว่า 236 ล้านปี 2549 ขาดทุน 147 ล้าน ก่อนจะมีกำไรในปี 2550 จำนวน 19.9 ล้าน ปี 2551 จำนวน 157 ล้าน และกำไรปี 2552 กว่า 66.6 ล้านบาท


กลับมาที่บริษัท เอเอสทีวี อันเป็นบริษัทออกอากาศรายการเอเอสทีวี ผลประกอบการไม่สวยนัก เพราะขาดทุนสุทธิอย่างต่อเนื่อง ปี 2553 ขาดทุน 24 ล้าน ย้อนกลับไปปี 2552 ขาดทุน 61 ล้าน


เมื่อดูบทวิเคราะห์ผลการดำเนินการ ในส่วนของสภาพหนี้สินบริษัท เอเอสทีวีฯ


จากการวิเคราะห์ พบว่าโครงสร้างการจัดหาเงินทุน ประกอบด้วย หนี้สิน 1.31 เท่า และส่วนของผู้ถือหุ้น -0.31 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีการจัดหาเงินทุนที่นำมาลงทุนในสินทรัพย์ ส่วนใหญ่มาจากหนี้สิน ซึ่งในสภาวะเช่นนี้ เจ้าหนี้จะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ถือหุ้น และเมื่อมองที่ตัวบริษัท จัดได้ว่าบริษัทมีความเสี่ยงในระดับสูงอย่างมาก

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนี้คำนวณได้เท่ากับ -4.21 เท่า ซึ่งเป็นการพิจารณาสัดส่วนของหนี้สินทั้งหมดเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น ในกรณีบริษัทนี้พบว่า โครงสร้างเงินทุนของบริษัทมาจากหนี้สินในปริมาณที่มากกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น นอกจากนี้เราจะสังเกตได้ว่า ส่วนของผู้ถือหุ้นมีค่าติดลบ

อัตราส่วนแสดงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย

อัตราส่วนนี้แสดงถึงความสามารถในการจ่ายภาระหนี้สินระยะยาวของบริษัท นั่นคือ ถ้าบริษัทมีการจ่ายดอกเบี้ยที่ดี บริษัทก็อาจได้รับการต่ออายุสินเชื่อเมื่อครบกำหนด อัตราส่วนนี้ยิ่งสูงก็ยิ่งแสดงถึงความเสี่ยงทางการเงินที่ต่ำ อัตราส่วนที่เหมาะสมควรมีค่าอย่างน้อยเท่ากับ 1 เท่า

กรณีนี้ บริษัทมีค่าอัตราส่วนแสดงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยในปี 2553 น้อยกว่า 1 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่มีความสามารถเพียงพอในการจ่ายภาระหนี้สินระยะ ยาว โดยมีค่าเท่ากับ -57.68 เท่าในปี 2553 และ -103.76 เท่าในปี 2552 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น

" ผมคงแบกความรับผิดชอบแบบนี้ คนเดียวต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว เพราะผมไม่มีแล้ว หลังหักแล้ว อย่างที่ผมเคยบอกว่าผมจะทำต่อไปจนไม่มีแรงทำ แล้ววันนี้ก็มาถึงแล้ว ... ไม่มีแรงแล้ว "

นี่คือ ความจริงจากปากของ สนธิ ลิ้มทองกุล