WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 20, 2011

แผ่นโฟม ช่วยรถยนต์รอดน้ำได้อย่างไร ? มาดู....

ที่มา มติชน



ได้รับ Forword Mail รวมถึง เห็นการเผยแพร่ต่างๆถึงวิธีการรับมือน้ำท่วมมากมาย จากทาง เฟซบุ๊ก (Facebook) ที่มีการส่งต่อ เผยแพร่กันมากมาย ในโลกแห่งสังคมออนไลน์ คราวนี้ มติชนออนไลน์ จึงหยิบยกอีกหนึ่ง ภาพการแก้ไขรถจมน้ำ ด้วยแผ่นโฟม ซึ่งในข้อความดังกล่าว โดยผู้เขียนที่ ใช้ชื่อว่า "ป๋อ" ระบุว่า


" บางท่านก็คงจะได้เห็นผ่านตามาแล้ว สำหรับคนที่ยังไม่เคยเห็น ผมขอนำเสนอภาพการแก้ไขรถจมน้ำ ด้วยแผ่นโฟม


ผู้สนใจจะซื้อโฟม ไปใช้ ลองสอบถามผู้ขายโฟมโดยตรง

ผมลองหาใน net ได้มา 1 แห่ง คือ www.polyfoam.co.th

ใครยังมีความสามารถในการคำนวณเรื่องแรงลอยตัว ก็ลองคำนวณดู

ถ้าคิดไม่ออกให้ลูกหลานคิดให้แทน"

ป๋อ

เป็นอีกหนึ่งวิธีน่าสนใจ สำหรับการปกป้องรถยนต์แสนรัก ที่หลายคนกว่าจะเก็บตังค์ดาวน์ ผ่อนหรือใช้เงินสดซื้อมาได้แต่ละคัน เลือดตาแทบกระเด็นทีเดียว ถ้าปล่อยให้จมน้ำไปต่อหน้าต่อตา คงเสียดายแทบบ้าไม่เบา...

ชาวลิเบียออกมา "เฉลิมฉลอง" หลังทราบข่าว "กัดดาฟี" เสียชีวิต

ที่มา มติชน


(รอยเตอร์ส)



(อัลจาซีร่า)


ชาวลิเบียออกมาเฉลิมฉลอง ที่จัตุรัสมาร์ไทร์ส กรุงทริโปลี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ภายหลังได้ทราบข่าวว่าอดีตผู้นำประเทศ พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ถูกสังหารที่เมืองเซิร์ต


คลิกอ่านรายละเอียดข่าว

(ภาพถ่ายโดยโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้รับการยืนยันความน่าเชื่อถือ

ซึ่งอ้างว่าเป็นภาพกัดดาฟี ขณะถูกจับกุมตัวระหว่างบาดเจ็บสาหัส

ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา - อัลจาซีร่า)

นายกฯ ถกผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ -ประสานกทม. เปิดประตูระบายน้ำทั้งหมด

ที่มา ข่าวสด



เวลา 14.00 น. วันที่ 20 ต.ค. ที่ ศปภ. ดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ เพื่อหามาตรการรับมือกับน้ำที่จะเข้าท่วมพื้นที่ กทม. โดยมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน นายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม.เข้าร่วมด้วย

ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้น้ำที่มาจากเหนือมากองแถวคลองเปรมประชากร ซึ่งเป็นจุดที่เราเป็นห่วง ดังนั้นจึงอยากหารือว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อให้น้ำแผ่กระจายออกมาให้กว้างและ ให้ไปทางฝั่งตะวันออกให้มากที่สุด เพื่อทำให้น้ำระบายลงสู่ทะเลเร็วขึ้น เพราะวันนี้คลองที่เราขุดลอกทั้งหมด 7 คลอง ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ให้ทหารช่างไปตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจอีกครั้ง

ส่วนการทำแนวพนังกั้นน้ำตามแผนนั้นก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่จะควบคุมและชะลอไม่ให้ไหลกระชากลงมา แต่ให้ค่อยๆ ไหลลงมาอย่างเป็นระบบ โดยจะใช้วิธีปิดเป็นช่วงๆ เพื่อให้น้ำเบี่ยงออกทางขวา และลงไปตามคลองต่างๆ และขอให้อธิบดีกรมชลประทานไปดูการติดตั้งเครื่องระบายน้ำในแต่ละจุดเพื่อให้ เกิดความแน่ใจ โดยเฉพาะระหว่างคลอง 8 คลอง 9 และประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ที่เราเป็นห่วงกันอยู่ และขอให้พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม เข้าไปตรวจคันกั้นน้ำบริเวณคลองหกวา ซึ่งเป็นอีกจุดที่เป็นห่วง เพื่อให้แน่ใจว่าแข็งแรงพอ

“ใน ส่วนของกทม. เราก็ขอให้เปิดประตูน้ำทั้งหมด เพื่อช่วยระบายน้ำให้ไหลออกไป ซึ่งจะระบายน้ำได้ 8-10 ล้าน ลบ.ม. จึงอยากแจ้งเตือนประชาชนใน 7 เขตที่มีการประกาศเตือนภัยไปก่อนหน้านี้ ให้ขนของสำคัญขึ้นที่สูงอย่างน้อย 1 เมตร เพราะเวลาระบายน้ำออกไปตามคูคลองต่างๆ โดยเฉพาะคลองแสนแสบ คลองประเวศ และคลองพระโขนง อาจจะเห็นระดับน้ำในคลองสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงไม่อยากให้ตระหนกตกใจ

ยืนยันว่าการระบายน้ำไปตามคลองทั้งหมดทั่วกทม.เพื่อให้ ลงสู่ทะเลนั้น จะไม่ทำให้น้ำล้นท่วมมาที่ถนน เพียงแต่บางแนวอาจเกิดทรุดลง น้ำก็อาจเอ่อล้นไปบ้าง ซึ่งเราก็ตั้งเครื่องระบายน้ำสูบน้ำออกให้เร็ว และบางคลองที่ขวางอยู่ เราก็จำเป็นต้องขอให้น้ำผ่านไปได้เร็ว ไม่เช่นนั้นน้ำก็ขังอยู่แบบนี้ เพราะตอนนี้น้ำอยู่เต็มทั่วไปหมดแล้ว ไม่มีที่ไป วิธีนี้จะทำให้น้ำลงได้เร็วที่สุด” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว และว่าประสานงานกับกทม.เรียบร้อยแล้ว

นายก รัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ส่งตำรวจไปเฝ้าระวังตามจุดต่างๆ ทั้งหมด และให้รายงานเข้ามายังศปภ.ทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้การติดตามการทำงานได้ผลและมีประสิทธิภาพ และศปภ.จะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ให้ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ไปติดตามจุดที่เฝ้าระวังเหล่านี้ให้เป็นไปตามแผน รวมทั้งให้ไปดูเครื่องสูบน้ำ และประตูระบายน้ำทุกจุดของกทม. และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้แน่ใจว่าใช้ได้จริง

เมื่อถามว่าวันนี้พูดได้หรือไม่ว่ากทม.ปลอดภัยแล้ว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ขอใช้คำพูดว่าเป็นพื้นที่เขตเฝ้าระวังภัยดีกว่า แต่ไม่ได้ใช้คำว่าเสี่ยงภัย”

ทาง ด้านนายพิจิตต กล่าวว่า เวลานี้กทม.เปิดประตูระบายน้ำทุกคลองทั้งหมดแล้ว 100 % เพื่อให้น้ำระบายได้เร็วขึ้น ดังนั้นน้ำในคลองที่เราพร่องไว้ จะเพิ่มระดับขึ้นนิดหน่อย แต่ยืนยันว่าเราควบคุมอยู่ จะไม่เอ่อล้นมาที่ถนนแน่นอน

ตัวอิจฉา

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ระหว่างที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังทำสงครามรบพุ่งกับ "สึนามิน้ำจืด"

โดยมีกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เดิมพันสุดท้าย หลังเมืองด่านหน้าอย่างพระนครศรีอยุธยา-ปทุมธานี ถูก "ข้าศึกทางธรรมชาติ" ตีแตกยับ

สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเห็นก็คือ เผ่าพันธุ์ "แมลงสาบ" น้อย-ใหญ่ยังมุ่งมั่นออกอาละวาดสร้างความน่ารำคาญให้กับคนทำงานอย่างไม่ลดละ

เพื่อกดดันให้ประกาศ "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" ให้ได้

ทั้งที่กลุ่มคนทำงานยืนยันว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องงัดเอากฎหมาย "กึ่งเผด็จการ" ดังกล่าวออกมาใช้

เพราะ สิ่งที่ประเทศชาติกำลังเผชิญไม่ใช่ภัยด้านความมั่นคงที่จะจัดการได้ด้วย "กำลัง" และ "ข้อกฎหมาย" แต่เป็นภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่ต้องแก้ไขด้วย "สติปัญญา" และ "ความร่วมมือร่วมใจ" ของทุกฝ่าย

แม้แต่ในมุมของทหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ยังบอกว่า การประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่เป็นเรื่องของรัฐบาล ทหารไม่เคยเสนอ

เพราะตอนนี้ถึงจะไม่มีพ.ร.ก. ทหารทุกเหล่าทัพก็ร่วมมือกับรัฐบาลเต็มที่ ดังนั้นการมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือ ไม่ จึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

สิ่ง สำคัญคือความร่วมมือและไม่กล่าวให้ร้ายกัน แน่นอนว่างานใหญ่ คนเยอะ ความเดือดร้อนมาก ผลกระทบจึงเกิดขึ้นกว้างขวาง แต่อย่าโทษกันไปมา ทุกคนต้องช่วยกัน

ผบ.ทบ.ยังกล่าวว่า ขณะนี้ต้องเชื่อมั่นรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา เราไม่อยากบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนในตอนนี้เพราะเดือดร้อน สิ่งสำคัญต้องสร้างความเข้าใจกันมากกว่า

กระนั้นก็ตามยังมีความ พยายาม "ตอกลิ่ม" ว่าการไม่ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินก็เพราะ หนึ่ง รัฐบาลกลัวทหารจะฉวยโอกาสคิดร้ายกับรัฐบาล สอง รัฐบาลกลัวทหารได้เป็นพระเอก

สำหรับข้อหนึ่งนั้น ดูจากอารมณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ตอนนี้แล้วน่าจะตัดทิ้งไปได้ ส่วนข้อสองที่ว่ากลัวทหารจะเป็นพระเอกนั้น

จากการสำรวจของเอแบคโพล พบประชาชนพอใจการทำงานของทหารมากที่สุด 9.47 เต็ม 10 คะแนน นั่นเท่ากับว่าทหารเป็นพระเอกอยู่แล้ว

สำหรับ "นางเอก" ก็ไม่น้อยหน้า ประชาชนให้คะแนนกำลังใจและเห็นใจนายกฯ ยิ่งลักษณ์ในระดับ 9 เต็ม 10

ส่วนนางร้าย หรือที่ศัพท์ละครน้ำเน่าเรียกว่า "ตัวอิจฉา" นั้น

ไม่มีใครสนใจพูดถึง

ทีวีลิเบียประกาศ "กัดดาฟี" เสียชีวิตแล้ว

ที่มา ข่าวสด


เมื่อ 20 ต.ค. เอเอฟพีรายงานว่า กองกำลังฝ่ายสภาถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติ (เอ็นทีซี) หรือรัฐบาลใหม่ของลิเบีย แถลงชัยชนะหลังจากจับกุมตัวพ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ได้แล้วที่เมืองเซิร์ต ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของอดีตผู้นำลิเบียรายนี้ พร้อมระบุว่า กัดดาฟี บาดเจ็บสาหัสจากการปะทะ แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ ขณะนี้อยู่ในความดูแลที่โรงพยาบาลสนามของฝ่ายเอ็นทีซี รายงานยังระบุว่า นายอาบู บากร์ ยูนิส อดีตรมว.กลาโหมในสมัยของกัดดาฟี ก็ได้เสียชีวิตในการปะทะครั้งใหญ่ที่เมืองเซิร์ตครั้งนี้เช่นเดียวกัน


ส่วนรายละเอียดของปฏิบัติการครั้งนี้ทางเอ็นทีซีระบุใช้กองกำลังโอบ ล้อมเมืองจากทั้งสองด้าน ซึ่งเป็นแผนการตามที่ได้รับข่าวกรองรายงานว่ากัดดาฟี พร้อมผู้นำระดับสูงเตรียมการประชุมลับกันที่เมืองเซิร์ตแห่งนี้ ในวันเสาร์ที่ 22 ต.ค. ที่จะถึง ซึ่งคาดว่าบุคคลที่จะเข้าร่วมประกอบด้วยกัดดาฟี กับลูกชายทั้งสองคือเซฟ อัล อิสลาม และนายมูตัสซิม กับคนสนิทอีกหนึ่งคน คือนายอาบู บากร์ ยูนิส นั่นเอง ทั้งนี้ไม่มีรายงานว่าบุตรชายทั้งสองคนของกัดดาฟี ถูกจับกุมตัวด้วยหรือไม่


ต่อมา สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น สหรัฐอเมริกา รายงานว่า สถานีโทรทัศน์ในลิเบียระบุว่า กัดดาฟีได้เสียชีวิตแล้ว อย่างไรก็ตามข่าวชิ้นนี้ยังยืนข้อเท็จจริงไม่ได้ ขณะที่เอเอฟพีเผยภาพที่ระบุว่าถ่ายจากโทรศัพท์มือถือของกองทหารเอ็นทีซี ยืนยันว่าเป็นกัดดาฟี ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะเข้าจับกุมที่เมืองเซิร์ต (ตามภาพ)

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 20/10/54 น้ำท่วมยังมีวันลด..น้ำลายคนโป้ปดมีแต่เพิ่ม

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



คนอีกฝั่ง ยังแน่วแน่ แก้ปัญหา
แต่อีกพวก ยังเดินหน้า ปากราน้ำ
นี่คือเรื่อง คนจัญไร จิตใจดำ
เลวระยำ คร่ำหวอด ตลอดกาล....


พิษน้ำท่วม อ่วมทั่ว มั่วจับผิด
ใช้มารยา พาวิปริต คิดหักหาญ
หวังใช้ความ ชั่วช้า วิชามาร
สืบสันดาน พรรคชั่ว ตัวอัปรีย์....


ประชาชน เดือดร้อน ค่อนประเทศ
น่าสมเพช กลับมุ่งร้าย จ้องป้ายสี
เอาเรื่องน้ำ มาปนมั่ว ลืมชั่วดี
พวกกาลี อันธพาล สามานย์ชน....


หวังสร้างภาพ หลอกคนไทย ให้ปั่นป่วน
แล้วเย้ายวน เดินหน้า พาสับสน
ใช้มารยา ความทุเรศ ดั่งเศษคน
ช่างสัปดน พวกต่ำช้า บ้าน้ำลาย....


เหมือนขี้แพ้ ชวนตี อัปรีย์ล้น
สร้างหมองหม่น ยุบยิบ จนชิบหาย
มันใช้ความ ร้อยเล่ห์ เพทุบาย
หวังล้างอาย พวกตอแหล..แพ้ทั้งปี....


๓ บลา / ๒๐ ต.ค.๕๔

'ใบตองแห้ง' Voice TV: การเมืองเรื่องน้ำ แยกมิตรแยกศัตรู

ที่มา ประชาไท

พลันที่นวนครแตก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ศปภ.พร้อมกับรัฐมนตรีเกษตรฯ และอธิบดีชลประทานเพิ่งแถลงว่า “มวลน้ำก้อนใหญ่ไหลลงทะเลแล้ว” ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลดำดิ่ง ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย
เอแบคโพลล์ให้คะแนน ศปภ.แค่ 3.36 เต็ม 10 ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เพิ่งให้คะแนนความเห็นใจยิ่งลักษณ์ 9 เต็ม 10 และร้อยละ 56.8 ยังให้โอกาสรัฐบาล
ศปภ.ถูกถล่มหนัก ตั้งแต่ปลอดประสพแถลงข่าวให้ประชาชนเตรียมพร้อม แล้วต้องมาแถลงแก้ เพราะกลัวประชาชนแตกตื่น สื่อต่างๆ ได้โอกาสเยาะเย้ย “ปลอดประสบการณ์” แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเห็นได้ว่า พื้นที่ที่ปลอดประสพเตือนภัยนั้น ถูกน้ำท่วมจริงทั้งหมด เพียงแต่ปลอดประสพตกคำว่า “ในเวลา 3-4 วันข้างหน้า” และออกอาการ “ลน” จนทำให้คนแตกตื่น
นี่เป็นภาพสะท้อนว่า ศปภ.สอบตกในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งอันที่จริงควรบอกประชาชนว่าอาจเกิดอะไรขึ้น แม้ ณ วันนี้ยังไม่เกิด แม้ ณ วันนี้รัฐบาลได้พยายามป้องกันอยู่ แต่มันก็มีความเป็นไปได้ทางร้าย ขอให้พ่อแม่พี่น้องเตรียมพร้อม และติดตามคำเตือนทุกระยะ
การแถลงข้อมูลที่เป็นจริง เมื่อเกิดสถานการณ์เลวร้ายขึ้น ประชาชนยังยอมรับได้ ดีกว่าแถลงว่า “มวลน้ำก้อนใหญ่ไหลลงทะเลแล้ว”
ปัญหาที่เกิดขึ้นยังสะท้อนว่า ศปภ.ไม่เป็นเอกภาพ ไม่เป็นระบบ ทั้งการประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเบรกกันหัวทิ่มบ่อ ปลอดประสพก็ดูจะน้อยใจ พอ พล.ต.อ.ประชามาพลาดกับนวนครที่ตอนเช้ายังยืนยันว่า “เอาอยู่” ก็ดูเหมือนจะเกิดความขัดแย้งภายใน จน ศปภ.ไปไม่เป็น
แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือการฉวยโอกาสทางการเมืองของกรุงเทพมหานครและพรรค ประชาธิปัตย์ ที่หลังจากนวนครล่ม ผู้ว่าฯ ก็ออกมาเกทับ “ขอให้ฟังข้าพเจ้าแต่ผู้เดียว” ตามด้วยการทำสงครามน้ำลายกันเรื่องกระสอบทราย โดยมีสื่อมือไม่พายเอา teen ราน้ำจำนวนหนึ่งคอยกระชุ่น หมายจะเอาวิกฤติน้ำโค่นรัฐบาล
ประสิทธิภาพต่ำใต้กรอบจำกัด
ถ้าวิจารณ์ตามเนื้อผ้า รัฐบาลไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้อยู่แล้ว เพราะความเป็นจริงที่ปีนี้น้ำมากกว่าปกติ 40% แต่ถ้ารัฐบาลเข้าใจสถานการณ์ได้เร็วกว่านี้ ก็จะเตรียมพร้อมรับมือได้มากกว่านี้
น้ำท่วมจังหวัดน่านตั้งแต่ยังไม่ทันหย่อนบัตรเลือกตั้ง รัฐบาลกว่าจะจัดตั้งได้ก็เดือนสิงหาคม แน่นอน ตอนนั้นโทษกันไม่ได้ แต่หลังจากตั้งรัฐบาล เกิดพายุถล่มหลายระลอก ถามว่า ณ ตอนนั้นมีใครตระหนักไหมว่า มวลน้ำปริมาณมหาศาลจะเคลื่อนตัวเข้ากรุงเทพฯ
ไม่มีครับ ทำไมถึงไม่มีใครเตือนภัย พลิกหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ย้อนหลังไม่ต้องถึง 7 เดือนหรอก เอาแค่ 3 เดือนหลังเลือกตั้งนี่แหละ หน่วยราชการที่รับผิดชอบไปงมอยู่ที่ไหน เป็นปัญหาประสิทธิภาพหรือปัญหาอะไร จึงไม่บอกรัฐบาล ไม่บอกสาธารณชน ว่าน้ำจะท่วมหนักยิ่งกว่าปีที่แล้ว
พอน้ำท่วมหลายพื้นที่ นายกรัฐมนตรีไปตรวจเยี่ยมบางระกำ ผุด “บางระกำโมเดล” รัฐบาลตั้งคณะกรรมการรับมือ แต่ตอนนั้นก็ดูเหมือนจะยังไม่ตระหนักถึงความหนักหนาสาหัส รัฐบาลมาตั้ง ศปภ.เอาในตอนที่วิกฤติจ่อแล้ว ตรงนี้อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลตื่นช้า และต้องไปซักไซ้ไล่เลียงกันว่า รัฐบาลได้รับข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่
รัฐบาลมีปัญหาที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ ยังไม่รู้ใจรู้มือกัน กระทั่งใน ครม.ด้วยกันเอง อย่าว่าแต่การรู้จักใช้หน่วยราชการ ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ใครเชื่อถือได้ ใครเชื่อไม่ได้ ใครมั่ว ใครรู้จริง (หรือกระทั่งใครวางยา) นี่คือปัญหาของรัฐบาลที่เข้ามาเจอวิกฤติกะทันหัน อย่างที่หมอเลี้ยบพูด รัฐบาลทักษิณรับมือสึนามิในปี 47 โดยทำงานมาแล้ว 3 ปี รู้หน้ารู้ใจรู้ฝีมือทั้งคนใน ครม.ด้วยกันและข้าราชการฝ่ายต่างๆ
นี่คือความจริงแต่ก็ไม่ใช่ข้อแก้ตัว เพราะประเด็นสำคัญคือระหว่างรัฐมนตรีด้วยกันต้องเป็นเอกภาพ ต้องทำงานเข้าขากันให้ได้ นี่เป็นปัญหาของ ศปภ.(ซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจจนบัดนี้ว่าทำไมไม่ตั้ง มท.1 เป็น ผอ.ศปภ.)
ศปภ.มีปัญหาเรื่องจัดวางตัวบุคคล ดูง่ายๆ โฆษกคือนายวิม (ผู้ต้องหาอีเมล์ซื้อสื่อ คริคริ) ทั้งที่วิกฤตน้ำไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ นายวิมอาจเข้าใจเรื่องการสื่อสารกับสื่อ แต่อย่างน้อยก็ควรมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะมาชี้แจงร่วม
เช่นกัน ประชา ปลอดประสพ ก็ควรแถลงข่าวโดยมีนักวิทยาศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญของกรมชลประทานประกบ
งานหนักของรัฐบาลและ ศปภ.นับจากนี้ไปคือต้องฟื้นความเชื่อมั่น โดยพึ่งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ เริ่มจากการให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับประชาชน ว่าสถานการณ์ขณะนี้หนักหนาอย่างไรและควรเตรียมตัวอย่างไร
รัฐบาลต้องบอกประชาชนว่า รัฐบาลจะสู้เต็มที่ แต่ก็ต้องเตือนภัยว่าถ้าสู้ไม่ไหวจะเกิดอะไรขึ้น ยกตัวอย่างนวนคร รัฐบาลต้องบอกว่าพยายามป้องกัน แต่ก็ควรเตรียมอพยพ ขนย้ายข้าวของมีค่า เอารถยนต์ออกไปก่อน เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้น เกิดจากการไม่ได้เตรียมพร้อม เช่นคันกั้นน้ำแตกที่บางบัวทอง หรือหมู่บ้านหรูราคาหลายล้านที่ปทุมธานี รถเบนซ์จมน้ำเกลื่อน
อย่าทำให้คนตื่นตระหนก แต่ก็อย่าทำให้คนตายใจ อย่าฟันธง แค่บอกความจริง
ทีวีไทยเมื่อบ่ายวันอังคาร ออกแผนผังพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมใน กทม.ถ้าน้ำทะลักเข้ามา แถบไหนจะโดนบ้าง นั่นคือหน้าที่ ศปภ.ควรทำ ซึ่งไม่ใช่การทำให้ประชาชนแตกตื่น แต่บอกให้ชัดเจนว่า ถ้าน้ำตีโอบเข้ากรุงเทพฯ มาได้ พื้นที่ไหนจะท่วมสูงกี่เมตร และใช้เวลาเท่าไหร่กว่าน้ำจะมาถึง คนโซนไหนควรย้ายรถหรือเก็บข้าวของไว้ก่อน คนที่อยู่ไกลหน่อย จะมีเวลากี่ชั่วโมง
แน่นอน ศปภ.จะสู้เต็มที่ก่อนถึงเวลานั้น แต่บอกประชาชนเตรียมตัว ถึงเวลาค่อยเป่านกหวีด
การทำเช่นนี้ได้ ศปภ.ต้องตัดสินใจอย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งมาจากการประเมินสถานการณ์ถูกต้อง และได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
ประสิทธิภาพของ ศปภ.ไม่ใช่ประสิทธิภาพที่จะป้องกันน้ำท่วมได้ ทำให้ตายก็ป้องกันไม่ได้ แต่อยู่ที่การรับมืออย่างไรให้เสียหายน้อยที่สุด ทั้งยังต้องมองไปข้างหน้า ถึงการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟู
น้ำท่วมครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งอื่นๆ ที่น้ำมาแล้วก็ไป มีวงจรของการรับมือป้องกัน การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เมื่อน้ำท่วม และการฟื้นฟูเมื่อน้ำลด แต่ครั้งนี้รัฐบาลต้องรับมือทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน ในขณะที่ป้องกันกรุงเทพฯ ก็ต้องบรรเทาทุกข์คนนครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อยุธยา ปทุมธานี แล้วอีกไม่กี่วันในขณะที่น้ำยังนองกรุงเทพฯ ก็ต้องเริ่มฟื้นฟูนครสวรรค์
งานหนักนะครับ
นอกจากการปรับปรุงประสิทธิภาพ อีกข้อสำคัญที่ต้องเตือนกัน คือการเอานักการเมืองเข้าไปทำงานใน ศปภ.ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.พื้นที่ ส.ส.สอบตก แกนนำเสื้อแดง นี่เป็นข้อพึงระวัง บางท่านมีความสามารถ มีประสบการณ์ เช่น บก.ลายจุด ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาทำงานด้านนี้มาตั้งแต่สึนามิ แต่บางคนไม่น่าจะเกี่ยวข้อง กลับไปนั่งคุมเรื่องแจกของ หรือให้ ส.ส.นำขบวนไปแจกถุงยังชีพ หรือไปทำตัวให้เป็นข่าว (กระทั่งเป็นข่าวถีบกัน) นี่เป็นจุดอ่อนที่ต่อให้พวกคุณจริงใจ ก็ถูกโจมตีง่าย ทำลายความเชื่อมั่นได้ง่าย
เอ้อ แล้วมันก็มีส่วนให้เขาวิพากษ์วิจารณ์จริงๆ เช่นเท่าที่รู้ ในแต่ละพื้นที่ ส.ส.เพื่อไทยก็ต่อสายตรง ศปภ. ขอกำลังขออุปกรณ์ไปป้องกันฐานเสียงของตัว
ศัตรูผู้ต่ำช้า
ในภาวะที่ประชาชนเดือดร้อน อารมณ์อ่อนไหว สื่อบางส่วนก็เอาเรื่องการเมือง เรื่องความเหลื่อมล้ำไปขยายผล ซึ่งถ้าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ให้ปรับปรุง ก็ถือว่าสื่อทำหน้าที่ได้น่าชื่นชม แต่บางรายไม่ใช่อย่างนั้น อาทิ เอาเรื่องปกป้องนวนครไปเขียนว่าเป็นนิคมการเมือง เพราะบอร์ดส่วนใหญ่ใกล้ชิดรัฐบาล ประธานบอร์ดคือเสธแอ๊ว น้องชาย รมว.กลาโหม ฯลฯ ทั้งที่ความจริง รัฐบาลก็ปกป้องทุกนิคมอุตสาหกรรมไล่ลงมา ไม่ว่าจะญาติใครใกล้ชิดใคร นวนครมีคนงานคนอยู่อาศัยเป็นแสนๆ รัฐบาลจะไม่ดูแลได้อย่างไร
สื่อบางรายนอกจากถล่มรัฐบาลแล้ว ยังแช่งชักหักกระดูก ยกโหราพยากรณ์ คำทำนายดั้นเมฆ หรือการวิเคราะห์เหลวไหล มาปลุกใจกัน เช่นทำนายว่า “นารีขี่ม้าขาว” จะต้องวิบัติฉิบหายในช่วงเวลานั้นๆ หรือไม่ก็วิเคราะห์ว่าวิกฤตน้ำท่วมจะทำให้เสื้อแดงไม่พอใจแกนนำ แกนนำแตกแยก คะแนนนิยมทหารพุ่ง ประชาชนหนุนทหารปฏิวัติ ฯลฯ
คนพวกนี้อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ บ้างก็โจมตีรัฐบาลว่าไม่ยอมประกาศ พรก.ฉุกเฉินตามข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ อ้างว่านี่มันกลียุคแล้ว ไม่ใช่แค่ฉุกเฉิน โทษรัฐบาลมัวแต่ห่วงภาพลักษณ์ กลัวกระทบการท่องเที่ยว หรือกลัวทหารเป็นฮีโร่ ทั้งที่ความจริง รัฐบาลก็บอกอยู่ว่าการแก้ไขปัญหาขัดแย้งในหมู่ประชาชนควรใช้การทำความเข้าใจ มากกว่า
คุณจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่ออะไร เพื่อปราบ “ชุมชนเข้มแข็ง” อย่างชาวหมู่บ้านกฤษณา ชาวบ้านคลองหนึ่งคลองสอง อย่างนั้นหรือ ต่อให้ประกาศแล้วชาวบ้านไม่พอใจ ออกมาประท้วงปิดถนนไม่ให้รัฐบาลระบายน้ำ คุณจะใช้กำลังทหารเข้าไปสลายม็อบหรือ คุณจะประกาศให้ประชาชนอพยพ ใครไม่ออกจากบ้านมีความผิด อย่างนั้นหรือ
ผมไม่ปฏิเสธว่าเมื่อสถานการณ์ย่ำแย่ลงอีกระดับหนึ่ง ถ้ามันเกิดจลาจล เกิดการแย่งชิงข้าวของ รัฐบาลอาจจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ยังไม่ใช่ช่วงที่ผ่านมา ซึ่งควรใช้การเจรจากันเป็นหลัก
ถ้าจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็สมควรประกาศเพื่อปิดปากผู้ว่า กทม. ปิดปากพรรคประชาธิปัตย์ และสื่อจ้องโค่นรัฐบาลนี่แหละครับ
สื่อบางรายหนักกว่านั้นอีก พอรัฐบาลประกาศว่าจะต้องใช้คลองทางฝั่งตะวันตกตะวันออกระบายน้ำ ก็บอกว่า “มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์” โห เมริงจะบอกว่าระบอบประชาธิปไตยไร้ประสิทธิภาพ กลับไปใช้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ดีกว่า อย่างนั้นเลยหรือ
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าขบวนการโค่นล้มรัฐบาลครั้งนี้จะใหญ่โตกว้างขวาง เพราะเห็นได้ว่า หลายคนที่เคยร่วมขบวนการเสื้อเหลือง เขาไม่ได้ร่วมมือด้วย ไม่ได้ฉวยโอกาสโจมตีรัฐบาล เพราะพวกเขายังมีสำนึกที่เห็นแก่ส่วนรวม เห็นว่าการเล่นเกมการเมืองในสถานการณ์วิกฤติ มีแต่จะทำให้เกิดผลร้ายกับประชาชน หลายคนก็ร่วมใจป้องภัยพิบัติโดยไม่คำนึงถึงสีเสื้อ (คนเสื้อเหลืองจำนวนไม่น้อยไปช่วยรัฐบาลแพคถุงยังชีพที่ดอนเมืองหรือช่วย บรรจุกระสอบทรายตามที่ต่างๆ แต่ก็มีพวกสุดขั้วสุดโต่งนั่งแช่งนั่งด่าอยู่ตามกระดานข่าวในเน็ต พวกนี้ดีใจที่เห็นเพื่อนมนุษย์ฉิบหาย)
พันธมิตรสำคัญของรัฐบาล ยังได้แก่นักวิชาการ ซึ่งช่วยอธิบายว่าปีนี้มีน้ำมากกว่าปกติ 40% ภัยพิบัติแตกต่างจากปี 38 เพราะมีสิ่งปลูกสร้างบ้านเรือนโรงงานเข้าไปอยู่ในพื้นที่รับน้ำ ฯลฯ นักวิชาการที่มาออกทีวีวิทยุช่วงนี้น่าทึ่งนะครับ เพราะเป็นคนหน้าใหม่ๆ ที่พูดตรงไปตรงมา ให้ความรู้ ให้ความคิด และให้เห็นปัญหาว่ามันหมักหมมมานานทั้งการบริหารจัดการน้ำ และการบริหารจัดการภัยพิบัติ
บังเอิญ นักวิชาการที่พูดเรื่องน้ำส่วนใหญ่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งพูดตรงไปตรงมาตามเนื้อผ้า ไม่แหลเหมือนพวกนักนิติศาสตร์นักรัฐศาสตร์ รัฐบาลควรสนับสนุนให้นักวิชาการออกมาพูดเยอะๆ ให้ความเห็น ให้ความรู้ประชาชน กว้างขวางหลากหลาย แม้วิจารณ์รัฐบาลบ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าเขาพูดความจริง
ในภาพรวม รัฐบาลยืนอยู่บนจุดหักเห ยังมีโอกาสที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน แล้วบริหารความร่วมมือร่วมใจสู้ภัยพิบัติ “เปลี่ยนน้ำท่วมเป็นน้ำใจ” ซึ่งถ้าทำได้ รัฐบาลก็จะชนะสงครามสื่อทำให้พวกที่จ้องโค่นล้มถูกโดดเดี่ยว คลั่งใจตายอยู่หน้าจอมืดดำเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าช่องสัญญาณ
ศัตรูสุภาพบุรุษ
ภาพที่น่าชื่นชมยิ่งกว่าภาพยิ่งลักษณ์กับอภิสิทธิ์หารือกัน คือภาพที่ยิ่งลักษณ์กับ พล.อ.ประยุทธ์เคียงคู่กันตรวจน้ำท่วมและกำลังทหารเข้ามาช่วยเหลือรัฐบาล อย่างเต็มที่
ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าภาพยิ่งลักษณ์กับ พล.อ.ประยุทธ์ ค่อยๆ เปลี่ยนแปรจากความเหินห่างมาสู่ความร่วมมือร่วมใจกันมากขึ้น
ในระยะแรกของวิกฤติ ผมสังเกตว่าทหารไม่ได้เข้ามาช่วยรัฐบาลเต็มที่ อาจเป็นเพราะรัฐบาลยังไม่ตระหนักความร้ายแรงของสถานการณ์และยังไม่รู้ว่าจะ ให้ทหารทำอะไร แต่อีกสาเหตุ คงเพราะมีกำแพงที่มองไม่เห็นระหว่างพรรคเพื่อไทยกับผู้นำเหล่าทัพ ซึ่งกล่าวได้เต็มปากว่าอยู่ในภาวะที่เป็น “ศัตรู” กัน
แต่เมื่อบ้านเมืองวิกฤติ น้ำถล่มอยุธยา ทะลักมาจ่อกรุงเทพฯ กระแสข่าวฝ่ายเพื่อไทยก็บอกว่าความจริงใจของยิ่งลักษณ์โน้มน้าวให้กองทัพโดด เข้ามาช่วยเต็มที่ ขณะที่กระแสข่าวฝ่ายทหาร ก็บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ท่านเป็นคนใจอ่อน ไปกับยิ่งลักษณ์หลายๆครั้งก็เห็นใจรัฐบาล
ไม่ว่าจะเชื่อใคร มันก็สะท้อนภาพที่รัฐบาลกับทหารร่วมมือกันอย่างเต็มอกเต็มใจขึ้น
ขณะเดียวกัน มันก็สะท้อนให้เห็นว่า ชายชาติทหารอย่าง พล.อ.ประยุทธ์และแม่ทัพนายกองส่วนใหญ่ ต่างเห็นแก่ส่วนรวม ตระหนักในภาระหน้าที่ ที่จะต้องเป็นกำลังสำคัญของรัฐบาล
นี่คือข้อแตกต่างระหว่างสุภาพบุรุษชายชาติทหาร กับพวกต่ำช้าที่เอาวิกฤติมาเล่นเกมการเมือง
“เราอย่าพูดว่าใครผิดใครถูก แต่ต้องดูว่าจะบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนอย่างไร อย่าไปโทษกัน” คำพูดของ ผบ.ทบ.ในวันหลังจากนวนครล่ม เป็นคำพูดที่ควรปรบมือให้
บางคนอาจจะคิดว่าทหารเล่นเกมเหนือชั้น สร้างภาพ สร้างคะแนนนิยม แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น การมองทหารขึ้นกับเราทำความเข้าใจเขาแบบมองสองด้าน มองอย่างแยกแยะหรือเปล่า
ทหารส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเลวร้าย พวกเขาได้รับการอบรมให้ปกป้องประชาชน ยอมตายเพื่อชาติ ยอมตายก่อนประชาชน แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็เชื่อว่าตนเองมีอภิสิทธิ์เหนือประชาชน มีอภิสิทธิ์ที่จะใช้กำลังปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยมองไม่เห็นความสำคัญของสิทธิเสรีภาพ อำนาจอธิปไตยของปวงชน พวกเขาจึงทำรัฐประหาร จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และใช้กำลังสลายการชุมนุม โดยเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ
ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่จะบอกให้เรายกย่องทหารชื่นชมทหาร แล้วเชื่อว่าทหารคิดถูกทำถูก แต่เราควรจะทำความเข้าใจ และมองสองด้าน ไม่ใช่มองโลกสีขาวดำ มองคนเป็นพระเอกผู้ร้ายในหนังการ์ตูน
เราต้องยืนหยัดต่อสู้ทางความคิดกับทหาร เป็น “ศัตรู” กันทางความคิด ซึ่งต้องสู้กันต่อไปในเรื่องแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกลาโหม หรือการลบล้างผลพวงรัฐประหาร ตามข้อเสนอของ “นิติราษฎร์”
แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องแยกแยะ ให้ความยกย่องชื่นชมเมื่อเขาทำหน้าที่ ที่ควรจะทำในฐานะส่วนราชการซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของรัฐบาล
ที่ต้องพูดเรื่องนี้เพราะผมเชื่อว่าแกนนำเสื้อแดงบางส่วน คงปั่นป่วนรวนเรอยู่เหมือนกัน กลัวทหารจะเป็นฮีโร่ กลัวทหารจะได้ความนิยมจากมวลชน แต่มันก็ขึ้นกับคุณทำความเข้าใจมวลชนอย่างไร ถ้าที่ผ่านมา คุณปลุกมวลชนให้โกรธเกลียดทหารเหมือนผู้ร้ายในหนังการ์ตูน ก็ลำบากละครับ แต่ถ้าคุณทำความเข้าใจได้ว่าเราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นเรื่องของความขัดแย้งทางความคิด ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล เรายอมรับที่เขาทำความดี แต่ต้องต่อสู้ความคิดกันต่อไป มวลชนก็ไม่หวั่นไหว และยกระดับขึ้นด้วยซ้ำ
ผมไม่ได้บอกว่าต้องหยุดพูดเรื่อง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกลาโหม แม้อาจต้องปรับท่าทีบ้าง โดยเน้นพูดเรื่องหลักการ แต่ข้อสำคัญคือต้องแยกแยะระหว่างทหารกับศัตรูผู้ต่ำช้าที่เห็นวิกฤติของชาติ เป็นเครื่องมือทางการเมือง สิ่งที่ต้องระวังคือพวกแกนนำขายหนังการ์ตูนอาจจะก่อกระแสโทษทหารเป็นแพะ ว่าทหารไม่ช่วยเต็มที่ ไม่ 100% เลื่อยรัฐบาลอยู่ลึกๆ ซึ่งการพูดเช่นนั้นไม่ทำให้อะไรดีขึ้น นอกจากหวังจะดึงมวลชนให้ดูหนังของตัวเองต่อไป
ต่อให้คุณเชื่อว่าทหารเล่นเกม รัฐบาลก็ต้องเล่นเกม ไม่ว่าจะเชื่ออย่างไร รัฐบาลก็ต้องใจกว้าง ยกย่อง ชื่นชมทหาร ที่เข้ามาช่วยรัฐบาลเต็มที่ รัฐบาลจำเป็นต้องพึ่งกองทัพต่อสู้ภัยพิบัติ และปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าในสถานการณ์อย่างนี้ ทหารคือฮีโร่ ประชาชนจะเสื้อสีไหนจมน้ำอยู่เห็นทหารเข้าไปช่วยก็ต้องดีอกดีใจ รัฐบาล พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง จะเล่นบทฮีโร่ด้วยกันหรือเล่นบทตัวอิจฉา
ถ้ารัฐบาลแสดงให้เห็นว่าสามารถทำงานร่วมกับกองทัพ ร่วมมือกันแล้วเกิดประสิทธิภาพ และสามารถบริหารความร่วมมือร่วมใจของคนทั้งสังคมได้ ก็จะโดดเดี่ยวพวกที่จ้องโค่นล้มดังกล่าว
ประธานเหมาสอนว่า แยกมิตรแยกศัตรูให้แจ่มชัด การปฏิวัติจึงได้ชัย แต่โก้วเล้งสอนว่า ในมวลหมู่ศัตรูก็มีทั้งศัตรูที่ต่ำช้า และศัตรูที่ควรคารวะ
ใบตองแห้ง
19 ต.ค.54

ตรวจสอบรูปข่าวลือง่ายๆ ด้วยGoogle Image Search

ที่มา Thai E-News

แค่ใช้เทคโนโลยีให้เป็นกันสักนิด หาที่มาของรูปนั้นกัน เราก็ไม่ต้องมาหลงเชื่อข่าวลือผิดๆ แล้วก็ด่ากันไปมาไม่รู้จักหยุดหย่อน


ที่มา เว็บบล็อก Mhafai(หมาไฟ)

โพสต์นี้เป็นการแนะนำวิธีการใช้เทคโนโลยีให้ถูกต้อง ไม่ได้มีความคิดเห็นทางการเมือง หรือสถาบันใดๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองหรือสถาบันเมื่อไหร่จะถูกลบ ทันที

พักนี้ใน social network อย่าง Facebook และ Twitter มีคนแบ่งปันรูปพระราชกรณียกิจของในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ โดยบางรูปมีการเติมคำอธิบายด้วยการใส่วันที่ใหม่เข้าไป และล่าสุดก็เป็นรูปนายกยิ่งลักษณ์ถือมือถือ Blackberry ทำหน้ายิ้มแย้มถ่ายรูปอยู่บนเฮลิคอปเตอร์แล้วก็ด่าว่าสถาณการณ์นี้ยังถ่าย รูปมือถือเล่นอีกเหรอ

อยากให้หลายๆ คนหยุดคิดสักนิดนึงและหาว่าภาพพวกนี้มีที่มาเป็นอย่างไร ใช่ที่พวกเราคิดกันหรือเปล่า วิธีหาก็ง่ายๆ ยิ่งเป็นรูปภาพด้วยแล้วยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ Google เพิ่มการรองรับการค้นหาด้วยรูปด้วยไม่นานมานี้โดยให้ไปที่ http://www.google.com/imghp แล้วเราจะเห็นรูปกล้องถ่ายรูปอยู่ในช่องค้นหาลองคลิกขึ้นมา

ให้เราใส่ url ของรูปหรืออัปโหลดไฟล์รูปภาพที่เรามีอยู่เข้าไป แค่นี้ Google ก็จะแสดงผลการค้นหาให้เราได้แล้ว ขอยกตัวอย่างสองรูปคือ รูปสมเด็จพระเทพฯ ประทับอยู่บนรถ GMC กับรูปนายกยิ่งลักษณ์ถ่ายรูป

วิธีการเอาลิงก์ของรูปภาพก็ง่ายๆ แค่คลิกขวาแล้วเลือก คัดลอกที่ตั้งภาพ (อาจแตกต่างกันไปในแต่ละเบราว์เซอร์)

ดูจากวันที่นะครับ ภาพข่าวของสมเด็จพระเทพฯ เป็นภาพที่ท่านเสด็จไปช่วยน้ำท่วมที่โคราชเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว

ส่วนรูปนายกฯ เป็นภาพที่ถ่ายขึ้นตอนกำลังหาเสียงเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เห็น ไหมครับว่าแค่ใช้เทคโนโลยีให้เป็นกันสักนิด หาที่มาของรูปนั้นกัน เราก็ไม่ต้องมาหลงเชื่อข่าวลือผิดๆ แล้วก็ด่ากันไปมาไม่รู้จักหยุดหย่อน

ก่อนจากกันขอแปะโพสต์ที่แปะไว้บน Facebook และ Google+ ของผมหน่อย

หลายคนคงเคยเห็นโฆษณานี้มันช่างเข้ากับสถานการณ์ตอนนี้ยิ่งนัก

เผยแพร่กันเข้าไปสิ ภาพพระราชกรณียกิจเก่าๆ เมื่อหลายปีที่แล้วเติมวันที่ใหม่เข้าไป ทั้งที่ท่านไม่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องเกี่ยวข้องแล้ว ทำอย่างนี้อาจถูกติดคุกไม่รู้ตัว

เผยแพร่กันเข้าไปสิ รูปนายกเดินสะพานไม้ ใส่รองเท้าบูท แล้วเอามานินทาด่ากันให้สนุกปากไปวันๆ ขอให้กูได้ด่าเป็นพอ ทั้งที่เราไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

และอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน

ณ วินาทีนี้เราต้องมาแบ่งปันข้อมูลว่าจุดไหนน้ำท่วมบ้าง และวิธีการป้องกันหรือเอาชีวิตรอดในยามน้ำท่วม ใครมีเงินก็บริจาค ใครมีแรงก็ไปทำงานอาสา(ใจหล่อ,สวยมาก) ถ้ามัวแต่เถียงแต่ด่าแต่นินทากันอย่างนี้ คงได้ ชิบ หาย ตามโฆษณาเป็นแน่แท้


******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-จาก“FWD Mail”สู่“กดแชร์”และ“รีทวีต” เทคโนโลยีเปลี่ยนไป แต่การใช้งานไม่เคยเปลี่ยนแปลง

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งให้น้ำผ่้านวัง สมศักดิ์เจียมฯชี้กระฎุมพีซาบซึ้งปรากฏการณ์ใหม่

-ชั่วซ้ำซาก! "ปั้นคำสนทนาในหลวง-นายกฯ"

รายงานสถานการณ์น้ำ 20 ต.ค. 54

ที่มา Thai E-News

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน







วิเคราะห์สถานการณ์น้ำบริเวณกรุงเทพและเขตรอบนอก
โดย ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร (19 ต.ค.)

จาก“FWD Mail”สู่“กดแชร์”และ“รีทวีต” เทคโนโลยีเปลี่ยนไป แต่การใช้งานไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ที่มา Thai E-News

จาก 4 ตัวอย่างที่ผมยกมาให้เห็น ทำให้เข้าใจได้เลยว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่ถ้าเราไม่เคยคิด ไม่เคยตรวจสอบ แชร์ หรือ รีทวีต แบบอัตโนมัติ ไม่ต่างจากการทำงานของกล้ามเนื้อแบบรีเฟลกซ์ ผ่านแต่สันหลัง ไม่ผ่านสมอง มันมีแต่จะทำให้เสียกับเสียครับ

โดย ณัฐพงศ์ ไชยวานิชย์ผล
ที่มา เว็บบล็อก My Life, My World, My View

จริงๆแล้ว ถ้าใครตามอ่านบล๊อกนี้มาตลอด ก็คงจะเข้าใจว่า นี่เป็นบล๊อกเกี่ยวกับดนตรีเป็นหลัก เพราะเป็นการรวมงานเขียนของผมที่ลงในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทรฺ์ แต่นานๆที ก็คงต้องเขียนเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องบ้าง เพราะว่า ถ้าไม่ คงไม่ไหวเหมือนกันครับ

ในยุคสมัยที่การใช้อินเตอร์เน็ตเริ่มตั้งไข่ในบ้านเรา สิ่งแรกๆที่ทุกคนเห่อที่จะมีคือ อีเมล์ ของตนเอง ซึ่งผมเองเมื่อยังเป็นละอ่อนในมหาวิทยาลัย ก็สมัครเมล์ไว้ใช้กับเขาเหมือนกัน แต่ในตอนนั้น ไม่ได้ใช้ทำอะไรมากนัก เพราะว่า ยังไม่ได้มีการสื่อสารผ่านทางเมล์อะไรนัก และ เมล์บ๊อกซ์ของฟรีเมล์อย่าง Hotmail ตอนนั้น ยังแค่ 2 เม็ก

ย้ำ 2 เม็ก นะครับ เด็กรุ่นนี้คงคิดแทบไม่ออก เพราะว่า ทำอะไรแทบไม่ได้เลย จริงๆ ถ้าส่งแต่เมล์เท็กซ์น่ะ มันไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ แต่เมื่อกระแสเมล์ลูกโซ่ หรือ Forward Mail เริ่มแพร่กระจาย มันก็ทำให้เรามีความจำเป็นต้องพยายามลบเมล์บ่อยๆ ไม่งั้นเมล์จะเต็ม และเด้งไป ถึงขนาดที่ เจ้าแม่เมล์ลูกโซ่ชื่อดังในตอนนั้นอย่าง ลูกแก้ว ยังมีสโลแกนว่า ล้างเมล์บ๊อกซ์ให้ดี เพราะว่า เราจะระเบิดเมล์บ๊อกซ์ของคุณแล้ว

แม้ในช่วงแรก เนื้อหาที่ส่งเวียนกันไปมา ฮาๆบ้าง ภาพโป๊บ้าง แต่เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มมีความแตกแยกทางความคิด ผมก็มักจะได้รับเมลจากเมืองไทยเสมอๆ (ตอนนั้นยังเรียนอยู่ญี่ปุ่นครับ) ซึ่งเนื้อหาก็โจมตีพี่หน้าเหลี่ยมอันเป็นที่รักยิ่งของหลายๆท่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเลวเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องจาบจ้วง

ผมเองก็งงว่า ไปเอามาจากไหนกันวะ เยอะขนาดนั้น ออกมาเป็นชุดยังกับพงศาวดาร มาไม่เบื่อ แต่สุดท้ายคือ ไม่เคยเจอต้นตอ แบบนี้ จะเรียกว่า บัตรสนเท่ออนไลน์ก็ได้ครับ

พอยุค Social Media บูมมากๆ (ผมขอนับยุค Facbook ที่เริ่มประมาณช่วงปี 2552 นะครับ เพราะตัวก่อนหน้าอย่าง Hi5 หรือ MySpace ยังไม่มีศักยภาพด้านการแชร์สารพัดพอ)

คนไทยเริ่มใข้ Facebook เยอะขึ้นมาก จนแทบเดือดในช่วงเหตุการณ์ พฤษภาคม 2553 รวมไปถึง Twitter ที่โด่งดังได้เพราะพี่เหลี่ยมอีกนั่นล่ะครับ (หรือไม่จริง)

ทั้งสองตัวมีฟังชั่นที่คล้ายกันอยู่คือ การแชร์ในเฟซบุ๊ค และการ รีทวีตในทวิตเตอร์ ที่สามารถแบ่งปันข้อมูลทีเราอยากแบ่งได้อย่างรวดเร็ว

และ แท่นแท้น Forward Mail หายไปเลยครับ กลายเป็นกดแชร์ และรีทวีตกันอย่างสะดวกสบาย จนเรียกได้ว่า แทบไม่ต้องใช้สมองกัน ใช้ไขสันหลังในการแบ่งปัน ไม่ต้องคิดหาที่มาของสิ่งที่เราแบ่งปัน จนกลายเป็นเรื่องราวปัญหาที่ผมอยากเอามาเขียนในรอบนี้

กรณีที่ 1 พระราชดำรัสของในหลวงเรื่อง ปล่อยให้น้ำท่วมสวนจิตลดา
"ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย"

เป็นข้อความที่เป็นที่ฮือฮา และปลาบปลื้ม ของชนชาวไทยทัังหลายในโลกไซเบอร์ และถูกส่งต่อเป็นอย่างมาก กระทั่งคนดัง ก็ยังรีทวีตกันไปต่อ

แต่ผมเอง รู้สึกแปลกใจที่ว่า ข้อความดังกล่าว ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีบริบท ไม่มีในข่าวในพระราชสำนัก จนงงว่า มากจากไหน จนในที่สุด ความจริงขั้นแรก ก็กระจ่างว่า

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งในน้ำผ่านสวนจิตรฯ (ขอบคุณข่าวจาก โพสต์ทูเดย์)

สุดท้าย ก็กลายเป็น “พระราชดำรัสปลอม” กุขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีที่มาที่ไป และครั้งนี้ ผมตกใจมากที่ สำนักพระราชวังถึงต้องออกมาปฏิเสธอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นได้เลยว่า ทางวังเองก็ลำบากใจเช่นกัน ผมขอบอกตรงๆครับว่า การกระทำเช่นนี้ เป็นการดึงฟ้าต่ำอย่างแท้จริง

แม้คุณจะบอกว่า ทำด้วยความรัก แต่สิ่งที่คุณทำ มันยิ่งทำให้ระคายเคืองเบื้องสูงขึ้นไปอีก ซึ่งบางท่านถึงแสดงความเห็นว่า ในยุคสมูบรณาญาสิทธิราช หากคุณอ้างคำพูดของกษัตริย์ขึ้นมาลอยๆ โดยมิได้เป็นความจริง คุณสามารถถูกประหารชีวิตได้ด้วยซ้ำ (โดยคุณ @tumbler_p) ซึ่งเมื่อคิดจริงๆแล้ว ก็เป็นไปได้ เพราะการกระทำเช่นนี้ เราไม่อาจบอกเจตนาที่แน่ชัดได้ว่า คิดอะไรอยู่ ใครคิดจะแชร์ ก็คิดให้ดีก่อนเถิดครับ

กรณีที่ 2 สมเด็จพระเทพทรงออกช่วยประชาขนที่ประสบภัยอย่างเงียบๆ

เรื่องนี้ ผมหากระทู้ต้นตอไม่ได้ จึงต้องขออาศัยความจำเป็นหลัก โดยที่ เรื่องที่เกิดมีรายละเอียดประมาณนี้ครับ

“สมเด็จพระเทพทรงออกช่วยประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นการส่วนตัว จึงมิได้เป็นข่าว แม้กระทั่งข่าวในพระราชสำนัก”

ซึ่ง ก็เป็นภาพและข้อความที่ได้รับการแชร์วนไปมาไม่น้อย ซึ่ง ผมเองก็คิดว่า ไม่แปลกอะไร เพราะเรามักจะได้อ่านเรื่องราวของท่านในลักษณะนี้อยู่เสมอ (เช่นใน Fwd Mail ที่ส่งกันไปมาหลายครับ) และครั้งนี้ ก็เป็นอีกครั้ง ที่ท่านทรงภารกิจเป็นการส่วนพระองค์ แต่ที่ผมงงคือ แล้วผุ้ที่เอามาแชร์ ทราบได้อย่างไร และ ทำไมถึงมีภาพ

เรื่องราวมาถึงบางอ้อ เมื่อ ภาพที่ว่า มากจากที่นี้เองครับ

พระเทพโปรดเกล้าฯ พระราชทานพันธุ์ข้าว แจกจ่ายให้เกษตรกร

จริงๆแล้วเป็นภาพข่าวจากปีก่อน ที่ท่านทรงพระราชทานพันธุ์ข้าว กลายเป็นว่า ภาพกับเนื้อหา เป็นคนล่ะเรื่องไป ลดความน่าเชื่อถือของข้อมูลไปครึ่งหนึ่ง และยิ่งไม่มีข่าวอย่างเป็นทางการ เราเองก็ไม่สามารถบอกอะไรได้เลย กลายเป็นอีกครั้งที่ เราแชร์ข้อมูลที่ไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้

หวังว่า ครั้งนี้ คงจะไม่ไประคายเคืองเบื้องสูง ถึงกับสำนักพระราชวังต้องออกมาแถลงข่าวอีกนะครับ

กรณีที่ 3 กรณียิ่งลักษณ์ขี้เมา
กรณีนี้ เป็นอีกด้านหนึ่งของโลกออนไลน์ครับ จะว่าเป็นด่านมืดก็ว่าได้ โดยต้นตอมาจาก ภาพๆนี้ครับ

โดยมีการบรรยายประกอบว่า นี่คือภาพนายกยิ่งลักษณ์ ยกเหล้ากรอกปากสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัย และด่าสาดเสียเทเสีย

จริงๆแล้ว ถ้าเป็นเรื่องในอดีต ผมว่า มันไม่ใช่เรื่องอะไรเลยนะครับ ประธานธิปดีอเมริกาอย่างโอบาม่ายังยอมรับว่าพี้กัญชาสมัยเรียนเลย คนครับ อายุน้อย ทำอะไรก็มีโอกาสพลาด แต่ ประเด็นมันไม่ใช่ตรงนั้นครับ

นี่คือตัวอย่างของ Hate Speech โจมตีเรื่องส่วนตัวของบุุคคลสาธารณะ โดยใช่วิธีการใดก็ได้ที่จะสร้างความน่ารังเกียจให้เกิดกับบุคคลดังกล่าว และอีกประเด็นคือ นี่คือ นายกยิ่งลักษณ์ในอดีตหรือไม่

คำตอบคือ ไม่ และที่มาคือ ลิงค์นี้ครับ คลิก มันคือภาพจากเว็บรวมภาพสาวฟิลิปปินส์ ซึ่งหยิบมาภาพเดียวที่ดูคล้ายนายก (ดูที่เหลือสิครับ เหมือนมั้ย) และเอามาโจมตี

ทั้งๆที่ไม่ใช่เจ้าตัวเลยแท้ๆ นี่คือตัวอย่างของการใช้วิธีสกปรกสาดเสียเทเสียบุคคล โดยไม่ได้คิดเลยว่า วิธีที่ตัวเองใช้นั้นคือ อวิชชา ที่สกปรกจริงๆ แน่นอครับว่า คนทำก็รู้ตัวอยู่แก่ใจว่า กำลังโกหกอยู่ แล้วคุณล่ะครับ จะร่วมขบวนคนโกหกไปกับพวกเขาหรือไม่

กรณีที่ 4 ทำเป็นหน้าเศร้า แต่ที่แท้ ก็ระรื่นเฮฮา
กรณีนี้ ก็กำลังมาแรงครับ โดยบอกว่า ดูนายกฯสิ ทำเป็นลุยงานหนัก แต่เอาเข้าจริงๆ ก็กระดี้กระด้า ไม่ได้มาสามัญสำนึก (ดูรูปประกอบ)

จริงๆแล้ว รูปนี้ ถ้าใช้สมองคิดซักหน่อย ไม่ได้ถูกบังตาโดยความเกลียดชัง จะสังเกตได้ว่า

1. พื้นที่่เป็นป่า ไม่น่าจะใช้พื้นที่ประสบภัยตอนนี้

2. ชุดที่ใส่ ไม่ใช่ชุดที่ใส่เป็นปกติในตอนรับตำแหน่ง แต่ดูคล้ายตอนหาเสียง

3. เวลาขึ้นฮ.สั่งงาน ปกติจะเป็นเครื่องขนาดใหญ่ ที่นั่งคุยแผนงานได้มากกว่าเครื่องขนาดเล็กที่ต้องนั่งติดเก้าอี้แบบนี้

ซึ่งพอเอาเข้าจริงๆ ค้นหาซักหน่อย ก็เจอครับ คลิก ว่าเป็นภาพตั้งแต่สมัยหาเสียง และไปถ่ายที่เชียงใหม่นู่นครับ แต่ชมรมคนเกลียดก็ด่ามันปากไปล่ะ

จาก 4 ตัวอย่างที่ผมยกมาให้เห็น ทำให้เข้าใจได้เลยว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่ถ้าเราไม่เคยคิด ไม่เคยตรวจสอบ แชร์ หรือ รีทวีต แบบอัตโนมัติ ไม่ต่างจากการทำงานของกล้ามเนื้อแบบรีเฟลกซ์ ผ่านแต่สันหลัง ไม่ผ่านสมอง มันมีแต่จะทำให้เสียกับเสียครับ

จริงๆ เรื่องภาพนี่ เทคโนโลยีใหม่ของอากู๋ กูเกิ้ลอย่าง Search by Image ของ Google Image มันเทพมากนะครับ แค่ลากรูปที่เราอยากรู้ว่ามาจากไหน ไปใส่ใน Searchbox ก็เจอแล้ว ดังนั้น ลองหาดูเองมั่งก็ได้ครับ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของ “นักขุดรูปเก่า เล่านิทานลวง” ได้ครับ และที่สำคัญ

“โปรดมีสติและค้นหาความจริงก่อนแชร์หรือรีทวีต”

*ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากคุณ @jj_sathon จากเว็บ www.go6tv.com

************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งให้น้ำผ่้านวัง สมศักดิ์เจียมฯชี้กระฎุมพีซาบซึ้งปรากฏการณ์ใหม่

-ตรวจสอบรูปข่าวลือง่ายๆ ด้วย Google Image Search