ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
ตอนแรกมีการคาดการณ์กันไว้ว่ากรุงเทพฯ จะรอดพ้นน้ำท่วม
เพราะน้ำเหนือก้อนใหญ่ลงทะเลไปแล้ว ประกอบกับพ้นช่วงน้ำทะเลหนุนสูงสุดเช่นกัน
แต่สถานการณ์ตอนนี้เริ่มไม่แน่นอน เพราะน้ำก้อนมหาศาลที่กระจายอยู่ตามทุ่งต่างๆ ทั่วภาคกลางเคลื่อนตัวมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ
ตรงนี้สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวกรุงอย่างมาก เพราะไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะป้องกันไว้ได้หรือไม่
ยิ่งมาเจอปัญหา "ศปภ." กับ "กทม." แถลงไปคนละทิศคนละทาง ก็ยิ่งสับสนไปกันใหญ่
จนล่าสุดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งดูแลศปภ. แถลงเสียงสั่น-น้ำตาคลอ วอนทุกฝ่ายหยุดเล่นการเมือง ร่วมกันแก้วิกฤตชาติ
ขณะที่อีกฟากหนึ่งก็คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งต้องยอมรับว่าทุ่มเททำงานอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้กรุงเทพฯ รอดพ้นจากวิกฤตน้ำท่วม
แต่การแถลงแต่ละครั้งของผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ก็ทำให้ประชาชนสับสนเหมือนกัน
เพราะจะเน้นตลอดว่า "ขอให้ประชาชนฟังผมคนเดียว"
ประโยคนี้แหละที่เป็นปัญหา คนฟังไม่รู้จะเชื่อใครดีระหว่างกทม.กับศปภ.
จนเกิดข้อสงสัยว่าทำไม กทม.กับศปภ.จึงไม่ร่วมมือกันทำงานแก้ปัญหาวิกฤตน้ำท่วมด้วยกัน
จะว่ากันตามข้อเท็จจริงแล้ว ศักยภาพในการบริหารจัดการของกทม. ไม่เทียบเท่ากับรัฐบาลแน่นอน
ศปภ.เป็นศูนย์ที่รัฐบาลตั้งขึ้น การบูรณาการครบถ้วนทุกภาคส่วน
รวมศูนย์หมดทุกกระทรวง ทบวง กรม และทุกเหล่าทัพ
เครื่องมือเครื่องไม้ครบครัน งบประมาณพร้อมสรรพ ทำงานได้ฉับไว
เป็นศูนย์รวมข้อมูลทุกอย่างที่จะใช้ในการตัดสินใจ
จึงแปลกใจว่าทำไมกทม.จึงต้องแยกตัวออกมาบริหารจัดการปัญหานี้เพียงลำพัง !?
จนเกิดวิพากษ์วิจารณ์กันกระหึ่มว่า กทม.เป็นเวทีเดียวที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้เป็นพื้นที่หาเสียงในช่วงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้
กรุงเทพฯ จะรอดพ้นวิกฤตน้ำท่วมหรือไม่ อยู่ที่ความร่วมมือแก้ไขของทุกภาคส่วน
ที่สำคัญต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
หากกรุงเทพฯ ไม่รอดน้ำท่วมจริงๆ ก็ยังถือว่าทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหาอย่างถึงที่สุดแล้ว
อย่าลืมว่าบ้านเมืองเราต้องสูญเสียครั้งใหญ่มาหมาดๆ เมื่อปี"53 ก็เพราะเกมช่วงชิงอำนาจที่แหกคอกแหกประชาธิปไตย
แล้วยังจะปล่อยให้กรุงเทพฯ ต้องพังพินาศจากพิษน้ำท่วม
เพราะเกมการเมืองกันอีกหรือ !?
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, October 21, 2011
พังเพราะการเมือง
เม้าท์มอย: Occupy Wall Street เทวดาไขปัญหาน้ำท่วม และเขื่อนไม่ได้มีไว้เก็บน้ำ
ที่มา ประชาไท
เม้าท์มอยสัปดาห์นี้ คุยกันถึงปรากฏการณ์ occupy wall street ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลก และฟังเรื่องของมนุษย์ถอดจิตไปคุยกับเทวดาเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมประเทศไทย ปิดท้ายด้วยวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเขื่อนเพื่ออะไร
ช่วงที่ 1
ดาวน์โหลดไฟล์เสียง mp3 ช่วงที่ 1
ช่วงที่ 2
ดาวน์โหลดไฟล์เสียง mp3 ช่วงที่ 2
ช่วงที่ 3
ร้ายสไตล์บายรุ้งรวี: Flood On Facebook : น้ำท่วมบนเฟซบุ๊ก
ที่มา ประชาไท
เรื่อง : รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์
พลันที่เห็นข่าว (จะเรียกว่าข่าวได้หรือเปล่าก็ไม่รู้) นายกฯ ปู ใส่รองเท้าบู๊ต Burberry ลุยน้ำท่วม ตามมาด้วยคุณเจ จาติกวนิช ภรรยาคนสวยของคุณกรณ์ จาติกวนิช อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ใส่บู๊ตสีเขียวซ้วย...สวยของ Chanel (อ่านออกเสียงว่า ‘ชาเนล’ สระเอ นะคะ ไม่ใช่ ‘ชาแนล’ สระแอ อ้างอิงตามชาเนล ประเทศไทย) ลุยน้ำท่วมเช่นเดียวกัน ดิฉันก็รีบเปิดตู้รองเท้าค้นหารองเท้าบู๊ตมาใส่ เพราะไม่แน่ว่าอีกไม่นานแถวบ้านก็คงท่วม จะได้มีบู๊ตสวยๆ เก๋ๆ เหมือนสุภาพสตรีทั้งสองไว้ใส่บ้าง จะได้ไม่ต้องไปหาซื้อใหม่ให้เปลืองสะตุ้งสตางค์ เพราะจำได้เลาๆ ว่าที่บ้านมีเรนบู๊ตฮันเตอร์ของ Jimmy Choo อยู่คู่หนึ่งนี่นา...ต้องรีบเอามาปัดฝุ่นขัดเงาเสียแล้ว เพราะไม่นานคงได้ใช้
ข่าวไม่เป็นข่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนายกฯ ปูใส่รองเท้าบู๊ต Burberry หรือตามมาด้วยภาพคู่ระหว่างรองเท้า Burberry ของนายกฯ ปู และรองเท้าบู๊ต Chanel ของคุณเจนั้น นอกจากยี่ห้อ ราคา แล้ว ดิฉันยังหาประเด็นไม่ได้ว่า แท้จริงแล้วประเด็นของข่าวคืออะไร ? และการนำเสนอข่าวนี้มุ่งหวังอะไร หรือได้ประโยชน์อะไร (ต่อผู้อ่าน) ? (ขอแอ๊บแบ๊วชั่วขณะนะคะ...นะคะ) โอเค...ถ้าหากพิจารณาว่ามันเป็นเพียงเกร็ดข่าวสนุกๆ อย่างที่เคยทำกันอย่างเช่น นายกฯ ปูใช้ชิเชโด้ อดีตนายกฯ พี่มาร์ค ใช้ลาแมร์ หรือใครแต่งหน้าให้นายกฯ ปู มันก็คงเป็นเกร็ดข่าวสนุกๆ เหมือนนิตยสารกอสซิปเมืองนอกทั้งหลายที่ปาปารัสซี่ชอบไปถ่ายภาพเซเล็บดารา ว่าเธอใส่เสื้อผ้าอะไร ถือกระเป๋าอะไร (เหมือนเคท มิดเดลตันไงคะ) แล้วนำมาลง แต่ประเด็นนี้มันกลับลุกลามไปมากกว่า ‘เกร็ดข่าว’ เพราะเรื่องนายกฯ ปูใส่รองเท้าบู๊ต Burberry ถูกนำมาพูดถึงในเชิงเสียดสี ล้อเลียน ด่าทอ ดังที่ปรากฏในเฟซบุ๊กมากมาย รวมถึงภาพการ์ตูนที่มีคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษที่ตามออกมา แต่จนแล้วจนรอดดิฉันก็ยังไม่เห็นประเด็นว่า แล้วรองเท้าบู๊ต Burberry ที่นายกฯ ปูใส่ มันมีประเด็นตรงไหน ? หรือว่ารองเท้ายี่ห้อนี้ใส่แล้วทำให้น้ำท่วม หรือว่ารองเท้ายี่ห้อนี้ใส่แล้วทำให้โง่ อย่างที่ในเฟซบุ๊กโพสต์กัน
การขาดประเด็น เนื้อข่าว (ไม่ใช่น้ำข่าว) หรือข้อเท็จจริง กลายเป็นเรื่องฮิตที่ปรากฏอยู่บนหน้าเฟซบุ๊กในทุกวันนี้ การใส่รองเท้าบู๊ต Burberry ของนายกฯ ปู ถูกนำไปใช้โจมตี หรือนำไปล้อเลียนเสียดสีอย่างไม่มีประเด็น หรือมีประเด็นอย่างเช่น ความไม่เหมาะสมที่เธอใช้ของแบรนด์ราคาแพงในขณะที่ประชาชนกำลังทุกข์ยากจาก ภัยน้ำท่วม ฯลฯ ถ้าหากเราไม่นาอีฟ (หรืออคติ) จนปัญญาอ่อน เราก็พอจะเข้าใจได้ว่า ไม่ว่านายกฯ ปู หรือคุณเจ ที่ใส่รองเท้าบู๊ตแบรนด์หรูนั้น จากฐานะของทั้งสองที่พอมีเงินจับจ่ายก็น่าจะเข้าใจได้ และเป็นไปได้ว่ามันเป็นรองเท้าที่ทั้งคู่มีอยู่ในแล้วในตู้ที่บ้าน จะหยิบจับมาใส่โดยไม่ต้องซื้อหามาใหม่ให้เสียเงินเสียทองทำไมกัน หรือว่าเรายังติดกับมายาคติว่าด้วยความ ‘โรแมนติก’ อยู่ว่าจะไปหาเสียง ไปหาประชาชนต้องใส่ม่อฮ่อม ผ้าไหมทอมือ ผูกผ้าขาวม้าไปด้วยทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าในตู้เสื้อผ้าคนเหล่านี้ก็มีแต่ของแบรนด์ที่เขามีกำลังซื้อมา สวมใส่ทั้งนั้น
จากภาพข่าวดังกล่าว หากจะทำเป็นประเด็นเชิงแฟชั่น ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่แค่เพียงความถูกแพงของราคา จะเห็นได้ว่านายกฯ ปู เลือกใส่รองเท้า Burberry ซึ่งแฟชั่นนิสต้าทั้งหลายรู้ดีว่า Burberry เป็นแบรนด์เก่าแก่ของอังกฤษที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1856 และที่เราเห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าเป็นแบรนด์ Burberry นั้น ก็เพราะลวดลายอันเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าลาย ‘Tartan’ หรือลายตารางนั่นเอง อันประกอบไปด้วยลายตารางสลับสีทั้งกากี น้ำตาลคาเมล ดำ ขาว อันเป็นสีพื้นสุดคลาสสิคของแบรนด์
ในอดีตแบรนด์ Burberry นั้นเป็นที่ชื่นชอบและได้รับความนิยมด้วยซิกเนเจอร์ 2 อย่างคือ อย่างแรกเนื้อผ้าแบบ Waterproof หรือกันน้ำ ซึ่งเป็นผลพวงของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในการผลิตเนื้อผ้า ที่เจ้าของแบรนด์ Thomas Burberry คิดค้นได้เมื่อปี ค.ศ. 1879 และอย่างที่สองคือลาย Tartan ที่มาพร้อมกับซิกเนจอร์อีกอย่างของแบรนด์นั่นก็คือ Trench Coat ซึ่งเป็นที่รู้จักในปี ค.ศ. 1924 ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเพราะสภาพภูมิอากาศของอังกฤษ ที่ต้องเจอกับฝนทุกเมื่อเชื่อวัน และไอเท็มเบสิคอย่างร่มลายตาราง เทรนช์โค้ตลายตาราง กระเป๋าสตางค์ หรือรองเท้าบู๊ตลายตางนั่นก็เป็นไอเท็มคลาสสิคและเบสิคที่ Burberry มีให้ช้อปทุกซีซั่นอยู่แล้ว ส่วนไอเท็มที่เป็นแฟชั่นขึ้นมาหน่อย จะเป็นแบรนด์ Burberry Prorsum ที่อยู่ในสังกัดเดียวกัน
ส่วนรองเท้าบู๊ตแบรนด์ Chanel ของคุณเจ นั้น สิ่งที่ทำให้เราเป็นปุ๊บแล้วรู้ปั๊บว่าเป็นแบรนด์ Chanel ก็คือการประดับประดาด้วยดอก ‘คามิเลีย’ ซึ่งชื่อรุ่นของรองเท้าบู๊ตคู่นี้คือ CHANEL Camellia CC Jelly Rain Boots เป็นรุ่นที่เพิ่งออกมาในปี 2010 นี่เอง นอกจากแจ๊กเก็ตผ้าทวีด น้ำหอม Chanel No.5, Little Black Dress หรือสร้อยไข่มุกแล้ว ดอกคามิเลีย ยังเป็นอีกหนึ่งซิกเนเจอร์ของแบรนด์ Chanel ที่โคโค่ ชาเนลชอบนำมาผสมผสานในการทำเสื้อผ้า เริ่มตั้งแต่ต้นยุค 1920s แล้ว ไม่ว่าจะเป็นดอกคามิเลียที่ทำด้วยผ้าที่นำมาประดับบนปกเสื้อ ตามมาด้วยต่างหูดอกคามิเลีย สร้อยดอกคามิเลีย แหวนดอกคามิเลีย และในสองคอลเล็กชั่นที่ผ่านมา รองเท้าแตะพลาสติกใสดอกคามิเลียนั้นเป็นไอเท็มที่ฮอตสุดๆ ของ Chanel ซึ่งบู๊ตอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในคอลเล็กชั่นนี้ ไม่มีข้อเท็จจริงที่แน่นอนว่าทำไมโคโค่ ชาเนลถึงชอบดอกคามิเลียนัก บ้างว่าโคโค่ ชาเนล ได้แรงบันดาลใจมาจาก Alexandre Dumas ตัวละครนำใน La Dame aux Camellias บ้างก็ว่า หรือเพลงของ Giuseppe Verdi ในโอเปร่าเรื่อง La Traviata หรือไม่มีเหตุผล เป็นความชอบส่วนตัวของเธอ
หากจะนำมาวิเคราะห์เล่นๆ ต่อจากนั้น อาจบอกได้ว่า นายกฯ ปู ค่อนข้างจะเป็นคนเซอร์เวทีฟ เรียบง่ายชอบความคลาสสิค และชอบฟังก์ชั่นมากกว่าแฟชั่น เมื่อดูจากแบรนด์ที่ใช้ หรือรูปแบบความคลาสสิคแบบลายตาราง และการเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในเรื่องไอเท็ม Waterproof ของ Burberry ในขณะที่คุณเจ เป็นคนทันสมัย ชอบความโมเดิร์นคลาสสิค มีความเป็นเฟมินีนสูง และมีความเป็นแฟชั่นนิสต้า ดูได้จากรองเท้ารุ่นนี้ ที่เธอเลือก ที่จริงรุ่นนี้มีหลายสี ส่วนมากที่เห็นคือขาว ดำ ชมพูชานม แต่เธอมีคลาสมากๆ ที่เลือกสีเขียวเข้มมะกอก เพราะสีเบสิคที่ผลิตมามัน Look Cheap มากๆ (ขอดัดจริตนี้ดดด...นึงนะคะ) และหากให้โหวตไอเท็มสองชิ้นของผู้หญิงสองคนนี้ดิฉันขอโหวตให้รองเท้าบู๊ต Chanel ของคุณเจ ที่สวย มีกิมมิคน่ารักๆ อย่างดอกคามิเลีย สีสวย มีคลาส
แต่แน่ละว่าหากมันเป็นเพียงประเด็นแฟชั่น (ซึ่งก็ถูกตราหน้าว่าไร้สาระอยู่ดี) ก็คงไม่ได้รับความสนใจอยู่ดี เพราะตอนนี้เรื่องน้ำท่วม หรือเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวพันกับเรื่องนี้ท่วม มันถูกนำไปใช้เป็นประเด็นทางการเมืองเสียหมด ดังจะเห็นได้จากรูป+ข้อความบรรยาย บนหน้าวอลเฟซบุ๊กในทุกวันนี้ ที่มีอยู่เต้มหน้าจอ ถูกโพสต์ ถูกแชร์ ถูกฟลัด (Flood) ขึ้นซ้ำๆ เช้าเย็นจนเต็มหน้าจอ (ไม่รู้ว่าของคนอื่นเป็นอย่างไร แต่หน้า Home ของดิฉันเป็นประมาณนี้) เริ่มต้นด้วยแค่ถ้อยคำด่าทอนายกฯ รัฐบาล คปภ. ฯลฯ ซึ่งมีทั้งการให้รายละเอียดข้อมูลว่าตำหนิ ติเตียน ด่าทอ ด้วยเหตุผลกลใด หรือในแบบที่ไม่มีเหตุผลกำกับ (ก็เข้าใจได้ว่ามันเป็นเพียงวอลเฟซบุ๊ก ไม่ใช่เนื้อหาอย่างข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์) แต่หนักไปกว่านั้นเมื่อเริ่มมีการแชร์ รูป+เรื่อง ที่เสมือนเป็น ‘ข่าว หรือข้อเท็จจริง’ ตามหน้าเฟซบุ๊กขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
เริ่มต้นด้วยเรื่องนายกฯ ปูเดินบนสะพานไม้ ที่กลายเป็นประเด็นอยู่สักพัก ตามมาด้วยเรื่องรองเท้า Burberry ที่ไม่มีเนื้อความอะไรมากนัก หนักกว่านั้นคือความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในเชิงคอมพิวเตอร์ต่างๆ นานา ไม่ว่ะเป็นการทำเป็นแบนเนอร์ หรือการตัดต่อภาพอย่างสนุกสนาน แต่นั่นก็ยังไม่เท่าไหร่ เพราะใครๆ ที่เห็นก็รู้ได้ว่ามันเป็นการ ‘เล่น’ แต่ (อาจจะ) ไม่ได้หวังผลให้เกิดการบิดเบื้อข้อเท็จจริง แต่ก็เริ่มมี ‘รูปแบบ’ ข่าวหรือข้อเท็จจริงแบบ รูป+เรื่อง ที่พยายามจะบิดเบือนข้อเท็จจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น
1. รูปเมืองทั้งเมืองที่จมน้ำจากเฟซบุ๊กของผู้ที่ใช้ชื่อว่า Happy Richy รูปในอัลบั้มที่ชื่อว่า ‘Photos of เกลียดควาย [[แดง]] เชี่ยแม้ว "กบฎ" แผ่นดิน’ โดยมีที่มีข้อความต่อมาว่า
คนที่ต้องรับผิดชอบ ในเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้
ใครมีข้อมูล หรือหลักฐานเก่าๆช่วยๆนำมาเสนอกันนะครับ
อันนี้ได้จาก Forward Mail ครับ........รู้มั้ยว่าทำไมน้ำถึงท่วมเป็นวงกว้างขนาดนี้....... สาเหตู.....การจัดการบริหารน้ำผิดพลาด
ใครผิดพลาด.....นายปลอดประสพภัย ทำไมถึงเป็นนายคนนี้ เพราะตอนน้ำท่วมช่วงแรกๆ
นายคนนี้เป็นคนสั่งให้เขื่อน ทุกเขื่อนกักน้ำให้ไว้ให้มากที่สุด แทนที่จะปล่อยให้ระบายน้ำออกจาก
เขื่อนตามหลักการที่เคยทำมา เพื่อที่จะทำให้ระดับน้ำที่ท่วมในช่วงนั้นลดลง ...........
โดยไม่สนใจคำคัดค้านจาก ผอ.เขื่อนต่างๆ โดยเฉพาะเขื่อภูมิพล ที่พยายามโต้ เถี่ยงคัดค้านมาโดย
ตลอด จนนายคนนี้ไม่สามารถโต้เถี่ยงจึงกล่าวออกมาว่า
นี่คือคำสั่ง ผมสั่ง...คุณต้องทำ
แล้วเป็นไง....น้ำเหนือที่ยังไม่หมดช่วงมรสุมตะวันออกลงมาที่เขื่อนต่างๆเป็น จำนวนมาก
จะค่อยๆระบายก็ไม่ได้ ต้องกัก...นี่เป็นคำสั่ง จนส่งผลดังปัจุบันที่ เป็นอยู่.....
แล้วเราจะประนามใคร......... ช่วยกระจายเรื่องหน่อยเถอะครับ ชาวไทยจะได้ตาสว่าง*** ชาวเขื่อน ***
น้ำท่วมครั้งนี้ เกิดจากความผิดพลาดการบริหารน้ำทั้งหมด คนที่ต้องรับผิดชอบ ปู ปลอดประศพ
เตี้ยสุพรรณ รมต.เกษตร กรมชล! ฯ ความจริงที่ควรรู้๑.ปริมาณน้ำไม่ได้มากกว่าปี ๔๙ และ ๓๘
๒. เพียงแต่น้ำมาเร็วกว่าปกติประมาณ ๔๕ วัน
๓. ทำให้มีการกักน้ำไว้ไม่ให้ไปท่วมนาที่ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จ
๔. บรรหารไม่ยอมให้ผันน้ำไปท่าจีนตั้งแต่แรก ทำให้เกิดการแตก ของบาง โฉมศรีทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติหนัก
๕. อ้ายเหลี่ยมรู้ดีดังนั้นตอนที่อ้ายพายัพ มันออกมาโวย อ้ายเตี้ยสุพัน มันจึงรีบออกมาห้ามเพราะม่ายงั้น จะความแตก เพราะงานนี้ชิหายเกินกว่าจะคาดคิด
๖. อ้ายปลอดประศพสั่งไม่ปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพล ตั้งแต่แรกเพราะต้องการให้ ตอนล่างเก็บเกี่ยวเสร็จ พอน้ำเหนือมามาก จนท่วมตัวเมืองเชียงใหม่จึงต้องปล่อย น้ำลงเขื่อนจนน้ำในเขื่อนเกิดวิกฤติ ต้องปล่อยน้ำจำนวนมาก ติดต่อกัน
๗. หลายพื้นที่มีการกักกันน้ำ โดยเน้นไม่ให้พื้นที่ฐานเสียง ที่ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จถูกน้ำท่วมยิ่งเป็นการซ้ำเติม ให้น้ำมีมวลมากก้อนใหญ่และรุนแรง หลายพื้นที่ไม่เคยท่วมหรือท่วมหนักจึงโดนกันทั่ว
๘.มีการบริหารผิดพลาดที่อยุธยาทำให้ ตัวเมือง เกาะเมือง และนิคมวายวอด ฝีมือหลักของอ้ายปลอดประศพ
๙.ใบเสร็จทั้งหมดดูได้จาก ปริมาณน้ำของแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำสายอื่นๆ ที่มีการเก็บข้อมูล
๑๐. ผู้ได้รับความเสียหายควรฟ้องศาลปกครอง เรียกให้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบค่าเสียหายเพราะเป็นการปฏิบัติงาน ผิดพลาดร้ายแรง รวมถึงม.๑๕๗
๑๑.ย้ำอีกครั้งว่าอย่าอ้างภัยธรรมชาติ เป็นฝีมือห่วย๑๐๐%
สรุปต้องลากคอ บรรหาร ธีระ ปู ปลอดประศพ อธิบดีกรมชล มารับโทษ โดยใช้หลักฐานจากข้อมูลน้ำทั้งหมด ซึงถ้าฟ้องศาลปกครอง ให้ศาลออกหมายเรียก เอกสารพวกนี้มาดูได้ ประเทศชิหายขนาดนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ
โดย Leonet
ซึ่งในข้อความนั้นก็ไม่ปรากฏหลักฐาน ข้อเท็จจริงอะไรเลย นอกจากคำกล่าวลอยๆ และที่โอละพ่อไปกว่านั้นคือรูปที่ใช้ประกอบการอ้างอิงเป็นภาพน้ำท่วมนั้น ไม่ใช่ภาพที่เกิดในเมืองไทยในขณะนี้ แต่เป็นภาพที่เกิดจากพายุเฮอริเคน แคทริน่า ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเราสามารถเสิร์จคำว่า ‘hurricane katrina’ ในกูเกิ้ลส่วนของรูปภาพได้ และจะปรากฏภาพนี้ออกมา เหมือนกันเปี๊ยบ...
หรือจะเป็น
2. รูปนายกฯ ปู กำลังถือมือถือถ่ายรูปบนเฮลิคอปเตอร์ ของผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อ ‘NooAnn Subthamrong’ ในอัลบั้มที่ชื่อ ‘การเมืองไทย ??’ โดยมีข้อความประกอบว่า
“อนาคตของประเทศไทยก็น่าห่วงยิ่งนัก !!! ลาออกเสียเถอะบ้านเมืองไม่ใช่ของเล่นของคุณไปนั่งแอ๊บแอ้วที่บริษัทตระกูล ชินดีกว่า มั้ง..... —“
โดยเนื้อหาก็ไม่มีประเด็น หรือข้อเท็จจริงอะไร ไม่ได้ลิ้งก์กับรูป แต่ที่โอละพ่อกว่านั้นคือรูปที่หยิบยืมมาใช้นั้นเป็นรูปในช่วงที่ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ได้เป็นรัฐบาล ยังอยู่ในช่วงหาเสียง ซึ่งเป็นรูปจากข่าวของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ในวันที่ 14 มิถุนายน 2544 ใช้ชื่อว่าว่า ‘แอ๊กชั่น’ มีบรรยายประกอบภาพว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครสส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย ใช้กล้องมือถือถ่ายภาพทิวทัศน์ ขณะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปปราศรัย ที่โรงเรียนศรีจอมทอง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่” (http://www.naewna.com/news.asp?ID=266017)
หรือล่าสุดที่เลยเถิดไปกว่านั้นคือ มีการโพสรูปพระบาทสมเด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2 แบบ แบบแรกมาจากเจ้าของเฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า ‘Supakorn Nok เรารักในหลวง’ มีข้อความประกอบรูปประหนึ่งเป็นพระราชดำรัส ว่า
“ในหลวงทรงมีรับสั่ง: ถ้าน้ำเข้าพระนครให้ผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นนำ ให้ผ่านวังไปเลย”
และอีกรูปแบบหนึ่งจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘เล็ก รักพ่อหลวง’ ในหัวข้อ ‘การเมืองเรื่องผลประโยชน์' โดยมีข้อความแตกต่างจากรูปแบบแรกเล็กน้อยว่า
"ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย" ทรงพระเจริญ
ซึ่งในเวลาต่อมา สำนักพระราชวังปฏิเสธข่าวลือเฟซบุ๊ก เรื่องในหลวงรับสั่งฯ ให้น้ำผ่านสวนจิตรฯ ตามข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ออนไลน์ต่างๆ (http://prachatai.com/journal/2011/10/37486)
ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าผู้ที่กระทำการดังกล่าว โดยนำรูปพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นรูปที่มาจากเหตุการณ์ใด วันเวลาใด มาประกอบกับพระราชดำรัสที่สำนักพระราชวังออกมาปฏิเสธแล้วว่าในหลวงทรงมิได้ รับสั่งฯ เช่นนั้น จะมีความผิดทางกฎหมายหรือไม่
ไม่ว่าจะอย่างไร ประเด็นนี้ที่น่าสนใจสำหรับดิฉันก็คือ อะไรที่ทำให้เรา ‘เชื่อ’ บรรดาข้อความ (บวกรูปภาพ) เหล่านั้น แชร์ต่อจนกลายเป็นแชร์ลูกโซ่บนหน้าวอลเฟซบุ๊ก อะไรที่ทำให้เรา ผู้ที่มีการศึกษาทั้งหลาย ที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ไม่คิดที่จะใช้สติหยุดคิด เพื่อตรวจสอบ แหล่งที่มา ข้อเท็จจริง ของโพสต์นั้นๆ แต่กลับรีบแชร์รีบแสดงความคิดเห็นอย่างบ้าคลั่ง และที่สำคัญในขณะที่บ้านเมืองกำลังเกิดวิกฤติน้ำท่วม และผู้ที่ใช้เฟซบุ๊กอีกหลากหลายคนที่ใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางในการให้ข้อมูล ข่าวสาร การแจ้งเตือน การขอความช่วยเหลือ ฯลฯ แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับกำลังสนุกสนานในการสร้างสรรค์ข้อเท็จจริงที่บิดเบือน ขึ้นมา และคนอีกกลุ่มหนึ่งก็หลงงมงาย ขาดสติ รีบแชร์ รีบคอมเมนต์โดยปราศจากคิดใคร่ครวญ ตั้งคำถาม ประเมิน ตรวจสอบว่าโพสนั้นๆ จริงเท็จอย่างไร และแม้จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่การแชร์ต่อ การฟลัดเรื่องราวเหล่านี้อย่างต่อเนื่องมันก็เท่ากับการโหมกระพือข้อเท็จ จริงอันบิดเบือนสู่สังคม (ที่กำลังวุ่นวายและทุกข์ด้วยภัยพิบัติ) อยู่ดี แทนที่เราจะได้รับรู้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์เพื่อป้องกัน รับมือ หรือช่วยเหลือกันและกันในยามทุกข์ยากนี้ แต่กลับกลายเป็นว่าบนหน้าเฟซบุ๊กมันกลับท่วมท้นไปด้วยข้อเท็จจริงอันบิด เบือน ที่ถูกโพสต์ ถูกแชร์ ก่นด่าด้วยความสะใจ หยาบคาย ไร้สติไร้เหตุผลอย่างสนุกสนาน
มันคืออคติทางการเมืองใช่หรือไม่ ? มันคือเกมทางการเมืองบนความทุกข์ร้อนและคราบน้ำตาของประชาชนใช่หรือเปล่า ?
อคติทางการเมือง การสาดโคลนทางการเมือง มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในสังคมการเมืองนี้ สิ่งที่น่าเสียใจที่สุด ไม่ใช่การยอมรับไม่ได้ที่มีการสาดโคลนกัน เพราะเราคงไม่นาอีฟที่จะไม่เข้าใจปรากฏการณ์นี้ขนาดนั้น แต่เป็นการที่บรรดาคน คนแชร์รูป+เรื่องนั้นๆ ทั้งหลาย ที่มืดบอดต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริง เอนเอียงไปด้วยอคติจนหลงลืมทั้งกาละเทศะในวิกฤติบ้านเมืองที่กำลังเผชิญ และบรรดาคนที่แชร์รูป+เรื่องนั้นๆ ที่ไม่ว่าคุณจะ ‘เลือกข้าง’ หรือ ‘นิยมชมชอบ’ หรือ ‘เกลียด’ ใคร ฝ่ายใด ข้างใด ก็ตาม การตั้งคำถาม การประเมิน การตรวจสอบ ว่าอันไหนเท็จ อันไหนจริง ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็น การเป็นเจ้าของอความคิด อุดมการณ์นั้นๆ ในรูปแบบการชอแชร์เรื่องราวนั้นๆ มันก็เป็นพื้นฐานของผู้ที่มีการศึกษา มีอารยะ วัฒนธรรม ในสังคมประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ ทำไมเราถึงหลงลืมที่จะตรวจสอบ ความถูกผิดบิดเบือนแล้วรีบประโจนลงไปเล่นสนุกสนานอย่างง่ายดายได้ขนาดนั้น หรือว่าแท้ที่จริงแล้ว เราไม่สนหรอกว่า อันไหนจะเท็จ อันไหนจะจริง แต่เราล้วนบูชาลัทธิความเชื่อส่วนตัวของเราและพร้อมจะมืดบอดต่อตรรกะ เหตุผล ความจริงเท็จ ทุกประการ
ในขณะที่หน้าเฟซบุ๊กยังเต็มไปด้วยข้อความที่ว่า ไม่อยากได้ผู้นำ หรือนายกฯ ‘โง่’ ในประเทศนี้ เรา...ประชากร พลเมืองในประเทศก็อย่าได้แชร์ข้อความที่บืดเบือนข้อเท็จจริงด้วยอคติทางการ เมืองต่อด้วยความ "โง่ๆ" โดยไม่ดู ไม่หยุดคิดสักนิดที่จะตั้งคำถาม ตรวจสอบ เลยว่ารูปกับเรื่อง ตรงกันไหม ข้อความเหล่านั้นเป็นเท็จเป็นจริงประการใด จงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง สติ และเหตุผล กันดีกว่า อย่าได้ปล่อยไก่ แสดง (หรือตกเป็นเหยื่อ) ความ ‘โง่’ ของตัวเองโดยการแชร์ การฟลัด สิ่งที่บิดเบือนข้อเท็จจริงด้วยอคติ หรือประเด็นทางการเมืองออกมาอีกเลย
น้ำท่วมประเทศครั้งนี้ คงไม่ใช่เพียงแค่ผู้นำที่โง่อย่างที่มีการกล่าวอ้าง แต่ประชากร (ในเฟซบุ๊ก ?) ในประเทศก็ไม่ได้ฉลาดเท่าไหร่ น้ำเลวทางการเมืองที่บิดเบือนและสกปรกโสมมจึงท่วมเฟซบุ๊กเช่นเดียวกั
ฮีโร่สีเหลืองฝ่าเวลากู้วิกฤตเซฟชีวิตชาวกรุง
ที่มา Thai E-News
ขอบคุณสำหรับกำลังใจ ตอนนี้ต้องการกำลังกาย
แกน นอน บก.ลายจุด หลังจากไปปักหลักเป็นอาสาสมัครภาคประชาชนที่ดอนเมืองมาหลายวัน ได้รับกำลังใจท่วมท้น เจ้าตัวแจ้งว่า ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ แต่สิ่งที่ผมต้องการยามนี้คือ "กำลังกาย" อย่าโกรธนะ พูดจริง
ต้องการอาสาสมัครมืออาชีพ มีใจ มีความคิด มีทักษะ มีความยืดหยุ่น และมีเวลา 2 สัปดาห์ มีเท่าไหร่ รับหมด ที่มูลนิธิกระจกเงา ดอนเมือง******
1ปี 7เดือน ราชประสงค์ ใครสั่งฆ่า...เราไม่ลืม!
เมื่อ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา พี่น้องเสื้อแดงที่ไปตั้งเต๊นท์บริจาคช่้วยน้ำท่วมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (นักรบCyberรวมใจต้านภัยน้ำท่วม) ได้พากันปลีกตัวไปที่แยกราชประสงค์ ทำพิธีรำลึกวีรชน 92 ศพ ครบรอบ 1 ปี 7เดือน ขออนุญาตมาทำหน้าที่แทน เนื่องจากหลายๆคนประสพภัยพิบัติน้ำท่วมหนัก หรือติดภารกิจไปช่วยน้ำท่วม ไม่สามารถมาได้ แต่เรารู้ว่าไม่มีใครลืม
ไม่ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร น้ำท่วม เราก็ต้องเยียวยาช่วยเหลือกันอย่างสุดความสามารถ แต่กับการตามล่าคนสั่งฆ่าพี่น้องวีรชน ...รอยเลือดยังไม่เคยจางหายไป
คนที่ไปงานแจ้งว่า ตัวผมและพี่น้องพอจะสะดวกไปได้ ก็แวะมา"ทำหน้าที่แทนพี่น้องร่วมอุดมการณ์"ครับ
จากนั้นกลุ่มนักรบCyberรวมใจต้านภัยน้ำท่วม ก็ลงพื้นที่ครั้งที่ 8 อ บางปะหัน จ อยุธยา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
(รายละเอียดกิจกรรมตามไปดู)
*********
สีเหลืองมาแล้ว เป็นฮีโร่ไม่ให้น้ำทะลักจมกทม.
ภาพเหตุการณ์จากกระทู้เว็บบอร์ด IF เหตุการณ์เขื่อนดิน ที่คลองระพีพัฒน์แตก คลองนี้อยู่ระหว่างคลอง 3 กับ คลอง 4 โดยเป็นคลองย่อย แต่ก็ออกไปสู่คลองรังสิตเช่นกัน
ถ้าหากปล่อยให้เขื่อนดินจุดนี้แตก ไม่รีบกู้คืน ผลก็คือมันจะแตกมากยิ่งขึ้น เหมือนช่วงที่แตกพร้อมกันที่ระหว่างคลองคลองห้า คลองหก และจะมีผลให้ทุกอย่างที่ทำมา ล้มเหลว จะทำให้น้ำทะลักเข้าสู่บ้านเรือนริมคลองทุกคลอง และเลยไปท่วม กทม. อย่างรวดเร็ว แบบเอาไม่อยู่แน่
ทาง อบต. คลองสาม พระ, ฆราวาส วัดพระธรรมกาย และประชาชนคลองสาม จึงได้ร่วมแรงร่วมใจกัน มาปกป้องเขื่อนดินแห่งนี้ ตั้งแต่ สองทุ่ม จนถึง ตีสามจึงจะสำเร็จ
งานนี้ไม่ต้องใช้ฮ.ซีนุกส์ ไม่ต้องใช้ตู้คอนเทนเนอร์แบบสีเขียวทำ เอาหนึ่งสมองสองมือของมนุษย์นี่แหละ ต่อสู้กับกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก ความสามัคคีและความมุ่งมั่น เท่านั้น ครับ ที่จะทำให้งานใดๆ สำเร็จได้
ตอนเช้าทางวัดพระธรรมกาย กระจายเสียงแจ้งข่าวให้ ศธัทธาญาติโยม เจ้าหน้าที่วัด พระ เณร ให้มาช่วยกันเสริมกระสอบทรายเพิ่มขึ้นอีกชั้น ตลอดแนว 8 กิโลเมตร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุแบบเมื่อคืนอีก และจะเฝ้าเวรยาม ตรวจดูตลอด 24 ชม.
เป็นอันเบาใจได้นะครับ ท่านทั้งหลาย ที่อยู่ใน กทม.(เรื่องและภาพโดย:JPLSOFT)
*********
เส้นทางสีแดงจากราชประสงค์ถึงดอนเมืองช่วยเหลือผู้ประสบภัย
เนื่อง จากปัญหาอุทกภัยได้ลุกลามทั่วประเทศ กลุ่มเส้นทางสีแดงจึงได้จัดกิจกรรมแรลลี่ในกรุงเทพเพื่อรวบรวมน้ำใจและสิ่ง ของบริจาคไปมอบให้กับผู้ประสพอุทกภัยทั่วประเทศผ่านศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัยของรัฐบาลที่ดอนเมือง
กิจกรรม : เส้นทางสีแดงเพื่อผู้ประสพอุทกภัย
เป้าหมาย : เพื่อรวบรวมน้ำใจ สิ่งของบริจาคมอบให้กับผู้ประสพอุทกภัยทั่วประเทศที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ดอนเมือง)
กำหนดการ : 9.00 น. เปิดรับมอบน้ำใจและสิ่งของบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ผู้สนใจร่วมกิจกรรมน้ำรถมอเตอร์ไซด์ รถกระบะ รถหกล้อ รถทุกชนิดมาร่วมบรรทุกสิ่งของบริจาค หน้าเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม FORD 081-5836964
10.00 น. เคลื่อนขบวนแรลลี่ไปตามเส้นทางที่กำหนด และรวบรวมนำไปมอบให้กับศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสพอุทกภัยที่ดอนเมือง
เส้นทาง : ราชประสงค์-ดอนเมือง (ผ่าน เยาวราช บางลำพู นางเลิ้ง ประตูน้ำ ดินแดง อนุเสาวรีย์ สะพานควาย ลาดพร้าว พหลโยธิน ดอนเมือง)
วันเวลา : อาทิตย์ 23 ตค. 2554 เวลา 9.00-12.00 น.
******
ร้านหนังสือในฝันของคุณๆเป็นกันแบบนี้ไหม
*22 ตุลานี้ เปิดร้าน Book Re:public เปิดพื้นที่สาธารณะสำหรับการพูดคุยและถกเถียงด้วยเหตุผล
วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม นี้ บริเวณถนนริมคลองชลประทาน หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะมีกิจกรรมเปิด เสวนา อ่านออกเสียงครั้งที่ 1 “เปิดปาก เปิดพื้นที่เสรีทางความคิด”
เนื่องในโอกาสเปิดร้าน Book Re:public ซึ่งนอกจากเป็นร้านหนังสือและบาร์กาแฟแล้ว ยังเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับพบปะพูดคุยเรื่องต่างๆ อย่างเปิดเผย ตั้งแต่ประเด็นหนักหัวอย่างประวัติศาสตร์การเมือง ไปจนถึงสารพันปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมในชีวิตประจำวัน
“เรายังมีพื้นที่สาธารณะไม่เพียงพออีกหรือ?”
คณะผู้ก่อตั้งฯ ซึ่งประกอบด้วย นักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม ได้เห็นร่วมกันว่า นับตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมาพื้นที่สาธารณะหลากหลายประเภทถูกเซ็นเซอร์จากอำนาจรัฐ ไม่ว่าด้วยการปิดเว็บไซต์ การห้ามเผยแพร่หนังสือ การแบนภาพยนตร์ การยึดสถานีวิทยุชุมชน โดยรัฐอ้างว่าพื้นที่เหล่านี้มีเนื้อหาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอัน ดีของประชาชนและที่
ยิ่งไปกว่านั้น การก่อตัวของภาคประชาสังคมเอียงขวา เช่น ขบวนการล่าแม่มดในอินเตอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งสื่อมวลชนหลายแขนงที่สนับสนุนอำนาจรัฐในการปราบปรามประชาชนใน เหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 2553
คณะผู้ก่อตั้งฯ ในฐานะประชาชนธรรมดาไม่อาจเห็นด้วยกับการถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพเช่นนี้ ด้วยความเชื่อว่าการสถาปนาระบอบเสรีประชาธิปไตยให้ลงหลักปักฐานได้อย่างมั่น คงนั้น ประชาชนจำเป็นต้องทวงคืน สร้างใหม่ และขยายพื้นที่สาธารณะทางความคิด ที่เปิดโอกาสให้ทุกอุดมการณ์ได้มาถกเถียง วิวาทะกันอย่างเปิดกว้างที่สุด เพื่อที่เราจะได้ต่อสู้กันทางความคิดแทนการใช้อาวุธและความรุนแรง
กิจกรรมของร้าน Book Re:public เริื่มจากการจัดเสวนา “อ่านออกเสียง” เพื่อให้ทุกอุดมการณ์ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างวิวาทะ และวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกันอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม หลังจากนั้น ก็จะเป็นการเปิด “หลักสูตรประชาธิปไตยศึกษา” เพื่อสร้างพื้นฐานความรู้ทางการเมืองแนววิพากษ์ สำหรับการวิเคราะห์และทำความเข้าใจพลวัตความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย
นอกจากนี้ เรายังจัดพื้นที่ให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการอ่านและค้นคว้าหนังสือเกี่ยว กัประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย มีการจัดฉายหนัง แสดงดนตรี อ่านบทกวี นิทรรศการหมุนเวียน และการแสดง collection หนังสือหายาก เป็นครั้งคราว ซึ่งทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
กิจกรรมเสวนาอ่านออกเสียงประจำเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน
อ่านออกเสียงครั้งที่ 1 “เปิดปาก เปิดพื้นที่เสรีทางความคิด”
วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม 2554
16.00 น. - 17.00 น. ปาฐกถา "อ่าน คำพิพากษา จากชาติ กอบจิตติ ถึงตุลาการศาลไทย"
ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
แนะนำโครงการ Cafe´ Democracy และ Book Re:public
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
17.00 น. - 17.40 น. เสวนา “คนหนุ่มสาวสามยุคในขบวนการประชาธิปไตย”
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สืบสกุล กิจนุกร นักวิจัยอิสระ
สุลักษณ์ หลำอุบล อดีตนักกิจกรรม สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
17.40น. - 19.00 น. เสวนา "ยังจะทำ/เขียน/อ่าน/ขาย หนังสืออยู่อีกหรือ?"
คนทำ ไอดา บรรณาธิการวารสารอ่าน
คนเขียน วรพจน์ พันพงศ์ นักเขียนสารคดี
คนขาย เสาวนีย์ เมฆานุพักตร์ เจ้าของร้านเล่า
ดำเนินรายการโดย รจเรข วัฒนพาณิชย์ ร้าน Book Re:public
19.00 น. รับประทานอาหารค่ำ และชมดนตรี โดยวงสุดสะแนนและผองเพื่อน
อ่านออกเสียงครั้งที่ 2 “ประสบการณ์จัดหนัก”
วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2554
15.00 น. -16 .00 น. "คนทำหนังสือที่ริอ่านมาทำหนัง"
สุภาพ หริมเทพาธิป ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ไบโอสโคป/รักจัดหนัก
โจ้ วชิรา Rabbithood ดำเนินรายการ
18.00 -21.00 น. "คนทำหนังที่ริอ่านเป็นผู้ก่อการร้าย"
ดูหนัง ผู้ก่อการร้าย ร่วมเสวนากับ ธัญสก พันสิทธิวรกุล และคำ ผกา
อ่านออกเสียงครั้งที่ 3 “อ่านอัลกุรอาน”
วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2554
13.00 น. - 15.00 น. “อ่านอัลกุรอาน ผ่านตัวบท บริบท และการเมืองของคัมภีร์อัลกุรอาน”
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ่านออกเสียงครั้งที่ 4 “อ่านนิยาย/นิทานแห่งชาติ”
วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2554
13.00 น. - 15.00 น. "นิทานแห่งชาติเรื่อง รักแห่งสยาม, พ่อขุนอุปถัมภ์, และ ชนบทไร้เดียงสา”
ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รอการยืนยันหัวข้อ
ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน
********
ทนายดา ตอร์ปิโด รายงานยอดบริจาคช่วงพี่ชายโดนจับ
ทนายประเวศ ประภานุกูล แจ้งรายงาน รายการบัญชีเงินบริจาคช่วยเหลือ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด)
ว่า สืบเนื่องจากการที่คุณกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล พี่ชายของดารณี ถูกจับตัวเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2554 ทำให้ไม่มีคนดูแลความเป็นอยู่(การซื้อของใช้)และฝากเงินเข้าบัญชีทัณฑสถาน หญิงกลางให้ดา จึงมีคนนำหมายเลขบัญชีเงินฝากของผมไปเผยแพร่เพื่อให้ผู้ที่ประสงค์จะให้ความ ช่วยเหลือดา โอนเงินเข้ามาเป็นค่าใช้จ่ายของดา นั้น
ต่อมาคุณกิตติชัย ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำแล้วตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน ดังนั้นเรื่องความเป็นอยู่ของดา คุณกิตติชัย จึงเป็นผู้ดูแลต่อไปเช่นเดิม ไม่จำเป็นต้องผ่านผมอีก หากใครต้องการช่วยเหลือดา ขอให้ติดต่อคุณกิตติชัย ตามเดิม
ส่วนเงินที่โอนเข้าบัญชีผมมาแล้วนั้น ผมได้ไปคุยกับดา ได้ข้อสรุปจากดา ว่า ให้โอนเงินทั้งหมดเข้าบัญชีของคุณกิตติชัย เพื่อให้คุณกิตติชัย รับไปใช้ดูแลดา ต่อไป ผมจึงได้โอนเงินเข้าบัญชีคุณกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาพูนผล เลขที่บัญชี 297-1-25805-5 จำนวนเงิน 16,224.13 บาท โดยเป็นการโอนผ่านธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเสียค่าโอนเงิน 60 บาท (ตามใบคำขอโอนเงิน/ใบเสร็จรับเงิน)
ดังนั้นหากมีใครต้องการช่วยเหลือดา ขอได้โปรดติดต่อคุณกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล พี่ชายดาโดยตรงตามเดิม ไม่ต้องโอนผ่านบัญชีของผมแล้ว
อ่านปากคำของดา ตอร์ปิโด ที่พูดกับบางกอกโพสต์ล่าสุด และประชาไทถอดความเป็นภาษาไทย คลิ้กที่นี่ มีหลายประเด็นน่าสนใจ และคนยังไม่รู้แบบลึกๆในบทสัมภาษณ์นี้
จากตี 4 ถึงฟ้าค่ำมืดอีกครั้ง กว่า 20 ชั่วโมงฮึดของยิ่งลักษณ์
ที่มา มติชน นายกฯ เอ่ยว่า วันหนึ่งๆ เธอออกจากบ้านก็ไปทำเนียบรัฐบาล แล้วก็ไป ศปภ. ดอนเมือง หรือไม่ก็สำรวจพื้นที่แก้ปัญหาน้ำท่วม ตี 4 หรือ 04.20 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำบริเวณริมคลองประปา บริเวณแยกศรีสมาน หลังน้ำได้ไหลลงมาจากจังหวัดปทุมธานี ผ่านเขตดอนเมือง เข้าเขตประชาชื่น โดยนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงการเตรียมแก้ไขสถานการณ์ โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประสาน ระดมรถเครนมายกแผ่นเหล็กที่ปิดประตูระบายน้ำคลองสามเสนซึ่งชำรุดขึ้น เพื่อเร่งระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาให้ได้โดยเร็วที่สุด 10.00น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงศูนย์ปฎิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมืองเพื่อประเมินสถานการณ์น้ำท่วมกทม. 14.30 น. นายกรัฐมนตรี ได้เรียกนายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมหารือเพื่อเตรียมการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใน พื้นที่กรุงเทพมหานคร ก่อนนายกฯจะออกมา แถลงข่าว วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนกหากมีการระบายน้ำลงคลองทำให้ระดับน้ำสูงขึ้น พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าระวังตามจุดต่างๆ เพื่อรายงานเข้ามาทุกสองชั่วโมงเพื่อให้การติดตามเป็นไปอย่างประสิทธิภาพ พร้อม สั่งเปิดประตูระบายน้ำ กทม. เพื่อเร่งระบายน้ำออกให้เร็วที่สุด ผ่านคลองสำคัญกลางกรุงย้ำ กรุงเทพอยู่ในภาวะเฝ้าระวังรับมือได้ 16.00 น. นายกรัฐมนตรีและคู่สมรส เฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และร่วมในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประจำปี 2554 และร่วมงานพระราชทานเลี้ยงน้ำชาเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้รับพระราชทานรางวัลฯ ณ พระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ ในองค์พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง
เมื่อวาน นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางสถานการณ์รับมือน้ำท่วม ถูกมือดี ถล่มว่า แอบหนีไปดูคอนเสิร์ต Yanni เล่นเอานายกฯหัวเสีย และสุดเซ็งกับข่าวปล่อย
ลองมาดูว่า 1 วัน ( 20 ตุลาคม 2554 ) ของนายกรัฐมนตรี"ยิ่งลักษณ์" ทำอะไรบ้าง ?
15. 30 น. นางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เข้าพบนายกรัฐมนตรี พร้อมนำเงินจำนวน 15 ล้านบาทช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยมีนายฮานส์ เบ็คเกอร์ (Mr.Hans Beckers) ตัวแทนองค์การการย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศร่วมเดินทางมายังศปภ.ด้วย ซึ่งเงินดังกล่าวจะได้นำไปซื้อเรือ เครื่องกรองน้ำ ชุดชูชีพ และสิ่งของที่จำเป็นให้กับผู้ประสบอุทกภัยต่อไป
วันเดียวกัน "เคียวจิ โมชิกุล " ผู้บริหาร บริษัท สยามทีเคเอ็ม จำกัด ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี
Thursday, October 20, 2011
จากตี 4 ถึงฟ้าค่ำมืดอีกครั้ง กว่า 20 ชั่วโมงฮึดของยิ่งลักษณ์
ที่มา มติชน นายกฯ เอ่ยว่า วันหนึ่งๆ เธอออกจากบ้านก็ไปทำเนียบรัฐบาล แล้วก็ไป ศปภ. ดอนเมือง หรือไม่ก็สำรวจพื้นที่แก้ปัญหาน้ำท่วม ตี 4 หรือ 04.20 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำบริเวณริมคลองประปา บริเวณแยกศรีสมาน หลังน้ำได้ไหลลงมาจากจังหวัดปทุมธานี ผ่านเขตดอนเมือง เข้าเขตประชาชื่น โดยนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงการเตรียมแก้ไขสถานการณ์ โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประสาน ระดมรถเครนมายกแผ่นเหล็กที่ปิดประตูระบายน้ำคลองสามเสนซึ่งชำรุดขึ้น เพื่อเร่งระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาให้ได้โดยเร็วที่สุด 10.00น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงศูนย์ปฎิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมืองเพื่อประเมินสถานการณ์น้ำท่วมกทม. 14.30 น. นายกรัฐมนตรี ได้เรียกนายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมหารือเพื่อเตรียมการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใน พื้นที่กรุงเทพมหานคร ก่อนนายกฯจะออกมา แถลงข่าว วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนกหากมีการระบายน้ำลงคลองทำให้ระดับน้ำสูงขึ้น พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าระวังตามจุดต่างๆ เพื่อรายงานเข้ามาทุกสองชั่วโมงเพื่อให้การติดตามเป็นไปอย่างประสิทธิภาพ พร้อม สั่งเปิดประตูระบายน้ำ กทม. เพื่อเร่งระบายน้ำออกให้เร็วที่สุด ผ่านคลองสำคัญกลางกรุงย้ำ กรุงเทพอยู่ในภาวะเฝ้าระวังรับมือได้ 16.00 น. นายกรัฐมนตรีและคู่สมรส เฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และร่วมในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประจำปี 2554 และร่วมงานพระราชทานเลี้ยงน้ำชาเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้รับพระราชทานรางวัลฯ ณ พระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ ในองค์พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง
เมื่อวาน นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางสถานการณ์รับมือน้ำท่วม ถูกมือดี ถล่มว่า แอบหนีไปดูคอนเสิร์ต Yanni เล่นเอานายกฯหัวเสีย และสุดเซ็งกับข่าวปล่อย
ลองมาดูว่า 1 วัน ( 20 ตุลาคม 2554 ) ของนายกรัฐมนตรี"ยิ่งลักษณ์" ทำอะไรบ้าง ?
15. 30 น. นางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เข้าพบนายกรัฐมนตรี พร้อมนำเงินจำนวน 15 ล้านบาทช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยมีนายฮานส์ เบ็คเกอร์ (Mr.Hans Beckers) ตัวแทนองค์การการย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศร่วมเดินทางมายังศปภ.ด้วย ซึ่งเงินดังกล่าวจะได้นำไปซื้อเรือ เครื่องกรองน้ำ ชุดชูชีพ และสิ่งของที่จำเป็นให้กับผู้ประสบอุทกภัยต่อไป
วันเดียวกัน "เคียวจิ โมชิกุล " ผู้บริหาร บริษัท สยามทีเคเอ็ม จำกัด ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี
นิติธรรม (ชาติ) : นิติราษฎร์แถลง
ที่มา มติชน
โดย โสต สุดานันท์
(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2554)
สำหรับกฎเกณฑ์กติกาในการอยู่ร่วมกันนั้น ในยุคเริ่มแรกจะมีที่มาจากวิถีปฏิบัติ ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือศีลธรรมที่สืบทอดต่อๆ กันมา
จวบ จนกระทั่งสังคมเติบโตและมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ศีลธรรมไม่พอใช้บังคับกับเหตุการณ์ จึงมีความจำเป็นต้องตั้งกฎเกณฑ์การปกครองบ้านเมืองที่ชัดเจนแน่นอนและมีสภาพ บังคับที่เด็ดขาดขึ้นมา ซึ่งก็คือ "กฎหมาย" นั้นเอง
ในยุค สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ จะเป็นผู้มีบทบาทสูงสุดในการบัญญัติกฎหมายออกมาเพื่อบังคับใช้ในสังคม โดยส่วนใหญ่จะยึดโยงอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระเจ้าในรูปแบบต่างๆ ตามแนวคิดความเชื่อของแต่ละสังคม
คือมาด้วยสภาพปัญหาต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความแตกต่างเหลื่อมล้ำ การใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงและเอารัดเอาเปรียบกันอย่างรุนแรง ประกอบกับอิทธิพลแนวคิดของปรัชญาเมธีในยุคต่างๆ สืบต่อเนื่องกันมา
ทำให้เริ่มมีการต่อต้านระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และแผ่ขยายกระจายไปทั่วโลกในเวลาต่อมา
เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในการแสดงออกถึงการต่อต้านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1776 และการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.1789 โดยมีเครื่องมือสำคัญอันทรงพลังที่นำไปใช้เป็นธงนำในการต่อต้านและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คือ ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ ทฤษฎีเสรีนิยมทางการเมือง และทฤษฎีเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ซึ่งพอสรุปหลักภารแนวคิดที่สำคัญได้ว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมามีอิสระและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน เหนืออำนาจสูงสุดของมนุษย์ยังมีอีกสิ่งหนึ่งคือ ธรรมชาติ
การปกครองบ้านเมืองต้องยืนอยู่บนหลักเหตุผลของธรรมชาติ มิใช่อยู่บนอำเภอน้ำใจของบุคคลใด
เมื่อ สิ่งใดเป็นสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติของมนุษย์แล้ว ย่อมไม่อาจมีใครใช้อำนาจลบล้างหรือละเมิดได้ (เช่น สิทธิในชีวิต การแสวงหาความผาสุก กรรมสิทธิ์ ความมั่นคงปลอดภัย การต่อต้านการกดขี่ข่มเหง เป็นต้น)
และรัฐบาลต้องมาจากความยินยอมของประชาชน มีอยู่เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
หากรัฐบาลล่วงละเมิดสิทธิตามธรรมชาติของประชาชน หรือใช้อำนาจไม่ถูกต้องเหมาะสม ประชาชนย่อมมีสิทธิปฏิเสธการปกครองนั้นได้
นอก จากนั้น ยังมีทฤษฎีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ แนวคิดเรื่องการถ่วงดุลตรวจสอบการใช้อำนาจ ด้วยการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ฝ่าย คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
ทั้งนี้เนื่องจากประวัติศาสตร์ความเป็นมาของมนุษย์ทั่ว โลกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มนุษย์ทุกคนที่มีอำนาจย่อมนำไปสู่การใช้อำนาจเกินสมควรทั้งสิ้น เว้นแต่เขาจะพบกับข้อจำกัดของอำนาจ
ปรัชญาแนวคิดดังกล่าวถูกนำไปปรับ ใช้อย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการยึดถือ "กฎหมาย" เป็นหลักสำคัญในการปกครองบ้านเมืองแทนการยึดถือตัว "บุคคล" เป็นหลักเหมือนเช่นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และมีการถ่ายโอนอำนาจจากพระมหากษัตริย์หรือกลุ่มขุนนางชนชั้นสูงไปสู่ ประชาชนทั้งประเทศ
ดังที่เรียกกันว่า การปกครอง "ระบอบประชาธิปไตย" ที่มีการยึดถือหลัก "นิติรัฐ" เป็นหลักการสำคัญสูงสุดนั้นเอง
ขอ ตัดภาพมาศึกษาวิเคราะห์การเมืองการปกครองในบ้านเรา หากพิจารณาในเรื่องของรูปแบบแล้ว น่าจะสามารถยืดอกพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า ประเทศเรามีระบอบการเมืองการปกครองที่ก้าวหน้าทันสมัยไม่ด้อยไปกว่านานา ประเทศใดในโลก
แต่เมื่อพิจารณาลงลึกในรายละเอียดของเนื้อหาและภาคปฏิบัติที่เป็นจริงแล้ว ก็ต้องยอมรับความจริงกันว่า เรายังล้าหลังอยู่มาก
โดย เฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงหรือการประพฤติมิชอบใดๆ ในการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ การทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวางของบรรดาเหล่าผู้ปกครองและนักการเมือง ขี้ฉ้อทั้งหลาย การยึดติดคิดพึ่งพาตัวบุคคลมากยิ่งกว่าที่จะยึดถือหลักการใหญ่ของบ้านเมือง ตามหลักนิติรัฐ
รวมทั้งการรัฐประหารซึ่งเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าและไม่แน่ว่าในอนาคตจะเกิดมีขึ้นอีกหรือไม่
เพื่อให้สอดคล้องกับกาละเทศะของเทศกาลบ้านเมืองในปัจจุบัน ผู้เขียนขอถือโอกาสนี้นำประเด็นเกี่ยวกับเรื่อง "การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549" ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจถกเถียงกันอย่างกว้างขวางอยู่ในสังคม ณ ขณะนี้ มาแลกเปลี่ยนความคิดความเห็น เผื่อว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยและช่วยทำให้หลัก การเรื่องนิติรัฐในบ้านเมืองเรามีความศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
จากการศึกษาข้อมูลความเห็นเกี่ยวกับ "ผลในทางกฎหมายที่เกิดจากการรัฐประหาร" พบว่า มีกระแสความเห็นแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
กลุ่มแรก เห็นว่าการรัฐประหารโดยใช้กำลังบังคับเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งความผิดตามกฎหมายย่อมมิอาจกลายเป็นความชอบด้วยกฎหมายไปได้ ตามหลักที่ว่า อำนาจหรือสิทธิย่อมไม่อาจบังเกิดขึ้นได้จากการกระทำผิด (Jus ex injuria non oritur) หลักเกิดการรัฐประหาร เราไม่ได้อยู่กับกฎหมายอีกต่อไป อำนาจในการก่อตั้งองค์กรทางการเมืองสูงสุดไม่ได้เกิดจากกฎหมายเลย แต่ตกอยู่ในมือของผู้มีกำลังมากที่สุด ดังนั้น จึงต้องปฏิเสธผลทางกฎหมายของการรัฐประหารอย่างเด็ดขาดทุกกรณีไป
กลุ่มที่สอง เห็นว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองได้สำเร็จ ย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมืองหรือรัฏฐาธิปัตย์ มิฉะนั้น ประเทศชาติก็จะตั้งอยู่ในความสงบไม่ได้ ดังนั้น ประกาศ คำสั่ง และกฎหมายใดๆ ที่เกิดจากการรัฐประหารจึงมีผลในทางกฎหมายโดยสมบูรณ์
กลุ่มที่สาม เห็นว่า คณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจตรารัฐธรรมนูญใหม่แทนที่ยกเลิกไป เนื่องจากเป็นการอันจำเป็นที่ต้องทำต่อไปเพื่อให้การรัฐประหารสำเร็จผลตาม ความมุ่งหมาย และกฎหมายต่างๆ ที่ออกมานับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ย่อมมีผลในทางกฎหมายโดยสมบูรณ์
แต่กรณีประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐ ประหารที่เกิดมีขึ้นในช่วงเวลาที่ยังมิได้มีพระบรมราชโองการประกาศใช้รัฐ ธรรมนูญนั้น ย่อมมีผลสิ้นไปนับแต่วันที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทั้ง นี้ ด้วยเหตุผลตามทฤษฎีนิติศาสตร์ที่ว่า ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะรัฐประหารไม่ได้อยู่ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์อย่างแท้จริง โดยหลังการรัฐประหารสำเร็จอำนาจอธิปไตยย่อมกลับคืนสู่พระมหากษัตริย์ทั้งใน ฐานะที่มีอำนาจนี้แต่เดิมมา และในฐานะที่เป็นประเพณีการปกครองแผ่นดินของประเทศไทย
และด้วยเหตุผล ทางพฤตินัยที่ว่า การรัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมเมื่อเสียงปืนเงียบสงบลง กฎหมายควรจะมีเสียงดังขึ้นเพื่อกอบกู้ฟื้นฟูเกียรติยศศักดิ์ศรีและความ ศักดิ์สิทธิ์ของตนเองกลับคืนมาได้บ้าง แม้จะไม่มากนักก็ตาม
สำหรับ แถลงการณ์ของคณะนิติราษฎร์ ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับความเห็นของกลุ่มแรก แต่ก็ประนีประนอมด้วยการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาตามความเห็นของกลุ่มที่สาม
ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังนี้ คือ
1) จากการอ่านคำแถลงการณ์ของคณะนิติราษฎร์ในประเด็นที่ 4 ข้อ 4 และข้อ 5 ดูเหมือนว่าจะมีกลิ่นอายของโลกตะวันตกแฝงอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งสถานการณ์โลกที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ น่าจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าบ้านเมืองเขาก็กำลังเป็นปัญหากันอยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังเห็นว่า การนำข้อมูลความรู้ที่อยู่ไกลตัวปรับใช้นั้น แม้จะเป็นความรู้ที่ได้รับการยอมรับว่าดีเลิศ แต่หากไม่ระมัดระวังให้ดีหรือมีปัญญาที่ลึกซึ้งพอ ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้
อย่าง เช่น การออกแบบก่อสร้างบ้านให้มีความมั่นคงแข็งแรงหรือการตัดเย็บเสื้อผ้าให้สวย งามนั้น เราคงไม่อาจนำรูปแบบวิธีการหรือวัสดุที่ใช้ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในประเทศเขามาปรับใช้ในบ้านเราให้เหมือนกัน ทั้งหมดได้ เพราะบ้านเราเป็นเมืองร้อน บ้านเขาเป็นเมืองหนาว อีกทั้งยังมีปัจจัยเงื่อนไขอื่นๆ อีกมากมายที่มีความแตกต่างกัน
นอก จากนั้น ยังเห็นว่า ปรัชญาแนวคิดของโลกตะวันตกอันเป็นรากฐานที่มาของระบอบเสรีประชาธิปไตยนั้น จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลและให้ความสำคัญสูงสุด เฉพาะประโยชน์ของมนุษย์
ต่างจากปรัชญาแนวคิดในโลกตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธที่สอนให้ลดอัตตาตัวตน มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับคนอื่นและสังคมส่วนรวม รวมตลอดถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย และมองปัญหาอย่างเป็นองค์รวมเชื่อมโยงถึงกันไม่แยกส่วน โดยมองว่ามนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบธรรมชาติเท่านั้น ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าหรือแปลกแยกออกจากธรรมชาติ
ถึงแม้ว่า ในคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาจะมีการกล่าวถึงกฎหมายธรรมชาติและสิทธิตาม ธรรมชาติ (natural rights) อยู่ด้วย แต่ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ก็เห็นว่า ไม่ตรงกับหลักธรรมในศาสนาพุทธ
ตัวอย่าง เช่น เรื่องสิทธิในที่ดิน หากมองเฉพาะในแง่ประโยชน์ของมนุษย์และในฐานะที่เป็นสิทธิของปัจเจกบุคคล เจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมสามารถใช้สอยหรือจัดการกับที่ดินของตนอย่างไรก็ได้ตาม ใจชอบ ซึ่งหากไม่คำนึงถึงคนอื่นในสังคมหรือธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเลย ปัญหาต่างๆ ย่อมตามมา
ขณะที่ศาสนาพุทธมองว่า แท้จริงแล้วมนุษย์ไม่มีสิทธิใดๆ การกำหนดให้มีสิทธิต่างๆ ขึ้นมา เป็นเพียงกฎเกณฑ์สมมุติที่มนุษย์ตกลงกันเองเพื่อประโยชน์ในการอยู่ร่วมกัน เท่านั้น
สิทธิที่ว่านั้นเป็นเรื่องที่จะใช้อ้างกันได้เพราะในหมู่ มนุษย์ จะเอาไปอ้างกับธรรมชาติไม่ได้ เราจะบอกว่าที่ดินแปลงนี้เป็นของฉัน ทุกอย่างในที่นี้จะต้องเชื่อฟังฉัน ฉันปลูกอะไรก็จะต้องเจริญงอกงามตามคำสั่งฉันไม่ได้ หรือแม้กระทั่งสิทธิในชีวิต มนุษย์ก็ไม่มีสิทธิที่จะไปอ้างยันกับธรรมชาติ เพราะธรรมชาติจะไม่ยอมรับฟัง
ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทั่ว โลกในเวลานี้ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีถึงการคำนึงถึงแต่ สิทธิประโยชน์ของมนุษย์ โดยไม่สนใจให้ความสำคัญกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ดัง นั้น จึงมีความเห็นว่า คำประกาศที่จะจัดให้มีขึ้นนั้น น่าจะยึดถือปรัชญาแนวคิดตามหลักการคำสอนของศาสนาพุทธ เป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยในบ้านเมืองเรา ซึ่งจากการศึกษาพบว่า พระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวถึงกฎธรรมชาติไว้อย่างชัดเจนและครอบคลุมกว้างขวางใน ทุกเรื่องทุกประเด็น
ดังที่เรียกกันว่า "นิยาม 5" อันได้แก่ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตตนิยาม กรรมนิยาม และธรรมนิยาม ซึ่งหากมีการศึกษาอย่างถ่องแท้ลึกซึ้งก็จะพบว่า เป็นองค์ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าความรู้ใดๆ ในโลก
และหากเรามี ปัญญาสามารถนำเอาองค์ความรู้เหล่านั้นมาจัดสรรวางระบบแบบแผนขึ้นในสังคมได้ อย่างสอดคล้องกลมกลืนและถูกต้องเหมาะสมลงตัว คำว่า "นิติรัฐ" กับ "นิติธรรม" ก็จะกลายเป็นสิ่งเดียวกัน
วันนั้นสังคมโลกตะวันตกก็คงจะต้องเป็นฝ่ายหันกลับมาเดินตามหลังเราแทนอย่างแน่นอน
2) ต้นไม้ประชาธิปไตยจะเจริญงอกงามได้นั้น ประชาชนส่วนใหญ่ต้องมีความรู้ความเข้าใจในความหมาย ปรัชญาแนวคิด รวมทั้งกระบวนการขั้นตอนของประชาธิปไตยอย่างถูกต้องและถ่องแท้ลึกซึ้ง ซึ่งเรื่องนี้นับได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับสังคมไทย
แม้แต่ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดของคณะนิติราษฎร์ก็เคยเขียนบทความยอมรับว่า "ประชาธิปไตยคืออะไร? อาจเป็นคำถามที่ตอบยาก..." ก็คงต้องเป็นหน้าที่ของทุกคนทุกฝ่ายที่จะต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ ช่วยกันศึกษาค้นคว้าหาความรู้และเผยแพร่องค์ความรู้ที่ถูกต้องไปสู่ประชาชน อย่างกว้างขวางและทั่วถึงกันต่อไป
ทั้งนี้ทั้งนั้น แหล่งเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดก็คงหนีไม่พ้นหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธอีกเช่น กัน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีปราชญ์ทางด้านศาสนาหลายท่านที่เขียนหนังสือดีๆ ไว้ให้ศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านพุทธทาสภิกขุและท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์
ท้ายที่สุดนี้ ขอนำประสบการณ์ส่วนตัวจากการทำงานมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมได้บ้าง
ในการทำสำนวนคดีที่รับผิดชอบนั้น
ผู้ เขียนมักจะพยายามไกล่เกลี่ยคู่ความก่อนเสมอ เพราะผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำกล่าวที่ว่า "ข้อตกลงที่แย่ที่สุดซึ่งเกิดจากการไกล่เกลี่ยประนีประนอม ยังดีกว่าคำพิพากษาของศาลที่ได้รับการยอมรับว่าเขียนดีที่สุด"
โดย ข้อเตือนใจที่ผู้เขียนมักจะหยิบยกขึ้นพูดในระหว่างการไกล่เกลี่ยเพื่อให้ เป็นแง่คิดสำหรับประกอบการตัดสินใจของคู่ความ รวมทั้งเป็นเครื่องเตือนสติตัวเองไปด้วยในตัวอยู่เสมอคือ คนเรานั้นชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน ไม่มีใครในโลกที่ทำถูกทั้งหมดโดยไม่มีผิด หรือทำผิดทั้งหมดโดยไม่มีถูกเลย
ความยุติธรรมที่แท้จริงนั้นหากจะมี ก็ได้แก่การให้ความยุติธรรมต่อตัวเองด้วยการปล่อยวางและให้อภัย, อย่าไปทุกข์กับความเลวของคนอื่น แต่จงทุกข์กับความเลวของตนเอง
การ ให้ที่ได้บุญกุศลมากที่สุดคือ การให้อภัย, คนเรานั้นยิ่งให้ก็จะยิ่งได้, ผู้ชนะคือผู้ที่เห็นปัญหาเป็นโอกาส ผู้แพ้คือผู้ที่เห็นโอกาสเป็นปัญหา
และ ตลอดช่วงเวลาของการไกล่เกลี่ยก็จะพยายามพูดเน้นย้ำกับคู่ความอยู่เสมอว่า ขอให้ทุกฝ่ายมุ่งมองไปยังอนาคตข้างหน้าเพื่อคิดหาทางออกในการแก้ไขปัญหาที่ ดีที่สุดร่วมกัน อย่าจมปลัก ขุดคุ้ย หรือถกเถียงกันแต่เรื่องราวในอดีต เพราะจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด รังแต่จะทำให้ความขัดแย้งบาดหมางรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก
ผู้ เขียนเชื่อมั่นด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า ทั้งฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าประชาธิปไตยหัวก้าวหน้า และฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นจารีตนิยมล้าหลัง ต่างก็ปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมืองทั้งสิ้น แต่แนวคิดความเห็นในการแก้ไขปัญหาอาจแตกต่างกันไปบ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่งสำหรับธรรมชาติของมนุษย์
โจทย์ใหญ่ สำคัญสำหรับสังคมไทยตอนนี้ก็คือ เราจะปรับเปลี่ยนวิธีคิดและปรับปรุงแก้ไขกระบวนการ หรือโครงสร้างทางการเมืองกันอย่างไร เพื่อแปรให้ความเห็นต่างนั้น เป็นพลังที่สร้างสรรค์ช่วยนำพาให้สังคมก้าวไปสู่ความเจริญงอกงาม ไม่ใช่เป็นพลังแห่งความชั่วร้ายที่ใช้ทิ่มแทงหรือห้ำหั่นทำลายล้างกันเหมือน เช่นที่ผ่านมา
และในทรรศนะของผู้เขียนมองว่า ศัตรูตัวฉกาจที่แท้จริงของทั้งสองฝ่ายและของสังคมไทยร่วมกันในอนาคต คือ ความยากจนขาดแคลนองค์ความรู้เรื่องประชาธิปไตยที่ถูกต้องสมบูรณ์ กับความเลวร้ายของเหล่านักการเมืองขี้ฉ้อและข้าราชการกังฉิน (บางคน) ไม่ใช่ความคิดความเห็นหรือมุมมองที่แตกต่างกันของอีกฝ่ายหนึ่ง
รวมทั้งไม่ (น่าจะ) ใช่การรัฐประหารอย่างแน่นอน
แผ่นโฟม ช่วยรถยนต์รอดน้ำได้อย่างไร ? มาดู....
ที่มา มติชน
ได้รับ Forword Mail รวมถึง เห็นการเผยแพร่ต่างๆถึงวิธีการรับมือน้ำท่วมมากมาย จากทาง เฟซบุ๊ก (Facebook) ที่มีการส่งต่อ เผยแพร่กันมากมาย ในโลกแห่งสังคมออนไลน์ คราวนี้ มติชนออนไลน์ จึงหยิบยกอีกหนึ่ง ภาพการแก้ไขรถจมน้ำ ด้วยแผ่นโฟม ซึ่งในข้อความดังกล่าว โดยผู้เขียนที่ ใช้ชื่อว่า "ป๋อ" ระบุว่า
" บางท่านก็คงจะได้เห็นผ่านตามาแล้ว สำหรับคนที่ยังไม่เคยเห็น ผมขอนำเสนอภาพการแก้ไขรถจมน้ำ ด้วยแผ่นโฟม
ผู้สนใจจะซื้อโฟม ไปใช้ ลองสอบถามผู้ขายโฟมโดยตรง
ผมลองหาใน net ได้มา 1 แห่ง คือ www.polyfoam.co.th
ใครยังมีความสามารถในการคำนวณเรื่องแรงลอยตัว ก็ลองคำนวณดู
ถ้าคิดไม่ออกให้ลูกหลานคิดให้แทน"
ป๋อ
เป็นอีกหนึ่งวิธีน่าสนใจ สำหรับการปกป้องรถยนต์แสนรัก ที่หลายคนกว่าจะเก็บตังค์ดาวน์ ผ่อนหรือใช้เงินสดซื้อมาได้แต่ละคัน เลือดตาแทบกระเด็นทีเดียว ถ้าปล่อยให้จมน้ำไปต่อหน้าต่อตา คงเสียดายแทบบ้าไม่เบา...
ชาวลิเบียออกมา "เฉลิมฉลอง" หลังทราบข่าว "กัดดาฟี" เสียชีวิต
ที่มา มติชน
(รอยเตอร์ส)
(อัลจาซีร่า)
ชาวลิเบียออกมาเฉลิมฉลอง ที่จัตุรัสมาร์ไทร์ส กรุงทริโปลี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ภายหลังได้ทราบข่าวว่าอดีตผู้นำประเทศ พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ถูกสังหารที่เมืองเซิร์ต
(ภาพถ่ายโดยโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้รับการยืนยันความน่าเชื่อถือ
ซึ่งอ้างว่าเป็นภาพกัดดาฟี ขณะถูกจับกุมตัวระหว่างบาดเจ็บสาหัส
ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา - อัลจาซีร่า)
นายกฯ ถกผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ -ประสานกทม. เปิดประตูระบายน้ำทั้งหมด
ที่มา ข่าวสด
เวลา 14.00 น. วันที่ 20 ต.ค. ที่ ศปภ. ดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ เพื่อหามาตรการรับมือกับน้ำที่จะเข้าท่วมพื้นที่ กทม. โดยมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน นายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม.เข้าร่วมด้วย
ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้น้ำที่มาจากเหนือมากองแถวคลองเปรมประชากร ซึ่งเป็นจุดที่เราเป็นห่วง ดังนั้นจึงอยากหารือว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อให้น้ำแผ่กระจายออกมาให้กว้างและ ให้ไปทางฝั่งตะวันออกให้มากที่สุด เพื่อทำให้น้ำระบายลงสู่ทะเลเร็วขึ้น เพราะวันนี้คลองที่เราขุดลอกทั้งหมด 7 คลอง ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ให้ทหารช่างไปตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจอีกครั้ง
ส่วนการทำแนวพนังกั้นน้ำตามแผนนั้นก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่จะควบคุมและชะลอไม่ให้ไหลกระชากลงมา แต่ให้ค่อยๆ ไหลลงมาอย่างเป็นระบบ โดยจะใช้วิธีปิดเป็นช่วงๆ เพื่อให้น้ำเบี่ยงออกทางขวา และลงไปตามคลองต่างๆ และขอให้อธิบดีกรมชลประทานไปดูการติดตั้งเครื่องระบายน้ำในแต่ละจุดเพื่อให้ เกิดความแน่ใจ โดยเฉพาะระหว่างคลอง 8 คลอง 9 และประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ที่เราเป็นห่วงกันอยู่ และขอให้พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม เข้าไปตรวจคันกั้นน้ำบริเวณคลองหกวา ซึ่งเป็นอีกจุดที่เป็นห่วง เพื่อให้แน่ใจว่าแข็งแรงพอ
“ใน ส่วนของกทม. เราก็ขอให้เปิดประตูน้ำทั้งหมด เพื่อช่วยระบายน้ำให้ไหลออกไป ซึ่งจะระบายน้ำได้ 8-10 ล้าน ลบ.ม. จึงอยากแจ้งเตือนประชาชนใน 7 เขตที่มีการประกาศเตือนภัยไปก่อนหน้านี้ ให้ขนของสำคัญขึ้นที่สูงอย่างน้อย 1 เมตร เพราะเวลาระบายน้ำออกไปตามคูคลองต่างๆ โดยเฉพาะคลองแสนแสบ คลองประเวศ และคลองพระโขนง อาจจะเห็นระดับน้ำในคลองสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงไม่อยากให้ตระหนกตกใจ
ยืนยันว่าการระบายน้ำไปตามคลองทั้งหมดทั่วกทม.เพื่อให้ ลงสู่ทะเลนั้น จะไม่ทำให้น้ำล้นท่วมมาที่ถนน เพียงแต่บางแนวอาจเกิดทรุดลง น้ำก็อาจเอ่อล้นไปบ้าง ซึ่งเราก็ตั้งเครื่องระบายน้ำสูบน้ำออกให้เร็ว และบางคลองที่ขวางอยู่ เราก็จำเป็นต้องขอให้น้ำผ่านไปได้เร็ว ไม่เช่นนั้นน้ำก็ขังอยู่แบบนี้ เพราะตอนนี้น้ำอยู่เต็มทั่วไปหมดแล้ว ไม่มีที่ไป วิธีนี้จะทำให้น้ำลงได้เร็วที่สุด” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว และว่าประสานงานกับกทม.เรียบร้อยแล้ว
นายก รัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ส่งตำรวจไปเฝ้าระวังตามจุดต่างๆ ทั้งหมด และให้รายงานเข้ามายังศปภ.ทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้การติดตามการทำงานได้ผลและมีประสิทธิภาพ และศปภ.จะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ให้ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ไปติดตามจุดที่เฝ้าระวังเหล่านี้ให้เป็นไปตามแผน รวมทั้งให้ไปดูเครื่องสูบน้ำ และประตูระบายน้ำทุกจุดของกทม. และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้แน่ใจว่าใช้ได้จริง
เมื่อถามว่าวันนี้พูดได้หรือไม่ว่ากทม.ปลอดภัยแล้ว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ขอใช้คำพูดว่าเป็นพื้นที่เขตเฝ้าระวังภัยดีกว่า แต่ไม่ได้ใช้คำว่าเสี่ยงภัย”
ทาง ด้านนายพิจิตต กล่าวว่า เวลานี้กทม.เปิดประตูระบายน้ำทุกคลองทั้งหมดแล้ว 100 % เพื่อให้น้ำระบายได้เร็วขึ้น ดังนั้นน้ำในคลองที่เราพร่องไว้ จะเพิ่มระดับขึ้นนิดหน่อย แต่ยืนยันว่าเราควบคุมอยู่ จะไม่เอ่อล้นมาที่ถนนแน่นอน

















