WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 23, 2011

ทำไมท่วมแต่ฉัน ? ฉันก็คนเหมือนกัน ฉันฟ้องศาลได้หรือไม่?

ที่มา ประชาไท

อีกหนึ่งบทความกับสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย “วีรพัฒน์ ปริยวงศ์” ร่วมคิดผ่าน “สามปุจฉา” ว่าด้วยกระบวนการทางตุลาการ บริหาร และ นิติบัญญัติ ที่อาจเปลี่ยน “วิกฤตน้ำปากไหลหลาก” ให้เป็น “โอกาสทางประชาธิปไตย”

ภาพมวลน้ำล้อมรอบกรุงเทพมหานคร จาก http://drbl.in/cffA วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๔

บทนำ: “น้ำท่วมแล้วไง ?”

มวล น้ำใจของคนไทยเอ่อล้นมาพร้อมกับสารพัดวาทะว่าด้วยวิกฤตอุทกภัย บ้างก็ว่าเพราะธรรมชาติส่งมรสุมมาหนักและนานกว่าปกติ บ้างก็ว่าเป็นฝีมือมนุษย์ที่ตัดไม้แล้วเททรายถมคลอง บ้างก็ว่าเพราะคนเห็นแก่ตัวกั้นน้ำไว้จนระบายช้าผิดธรรมชาติ บ้างก็ว่าภาครัฐบริหารน้ำสะเปะสะปะ คนหนึ่งกักไว้ผลิตไฟ อีกคนกักไว้กันแล้ง อีกคนกักไว้กันท่วม เลยไม่รู้จะกักกันอย่างไร บ้างก็ว่าต้องวางผังเมืองและสร้างทางน้ำใหม่ หรือไม่ก็บอกให้จัดพิธีขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ

คำพูดเหล่านี้มีแง่มุมน่าสนใจสามประการ

ประการแรก คำ พูดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่แช่เปื่อยมาจากวิกฤตน้ำท่วมในอดีต เปรียบดั่ง “วิกฤตน้ำปากไหลหลาก” ที่ช่วยกันพูด ช่วยกันคิด ช่วยกันเถียง แต่พอน้ำลด น้ำปากก็หมด แน่นอนว่าน้ำใจของผู้มีจิตอาสานั้นน่าชื่นชมอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ตะกอนความจริงที่เหลือก็คือ ความคิดเห็นที่จะแก้ไขปัญหาได้ไหลลงท่อออกทะเลไปกับน้ำ ฝ่ายที่บริจาคของเก่าก็เก็บเงินซื้อของใหม่ ฝ่ายที่ได้รับของบริจาคก็เก็บเงินซ่อมบ้านแล้วรอรับบริจาคครั้งต่อไป ส่วนนักคิดนักวิจารณ์นักวิชาการก็รอไต่อ่างมาพายเรือวนกันอีกรอบทุกห้าถึง สิบปี

ประการที่สอง เมื่อน้ำท่วมทุกคนไม่เท่ากัน มุมมอง “ความเป็นธรรมในการจัดการน้ำท่วม” ของตนในสถานการณ์หนึ่ง อาจตรงกันข้ามกับมุมมองตนเองในอีกสถานการณ์หนึ่ง สมมติมีคนไทยแบบ John Rawls วันแรกอยู่ที่กรุงเทพฯ นั่งทำบุญบริจาค “like” ทาง facebook แต่ก็กดดู update เพราะกลัวน้ำมา แต่วันที่สองต้องไปนั่งกดจิตและรอความช่วยเหลืออยู่บนหลังคาที่นครสวรรค์ แม้ชื่อสถานที่จะทำให้เชื่อว่าเป็นแดนเทวดาเหมือนกัน แต่คนคนนี้ก็คงหนักใจที่จะสวมผ้าคลุมไม่รู้ร้อน (veil of ignorance) ข่มให้ตนกลับไปสู่สถานะที่มองไม่เห็นสิ่งที่เกิดที่กรุงเทพฯและนครสวรรค์ เพื่อใคร่ครวญอย่างยุติธรรมว่า หากตนเป็นรัฐบาลตนจะเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างไรให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ?

ประการที่สาม คง ดีไม่น้อยหากประโยคว่า “เราจะฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน” ไหลหลากท่วมท้นมาจากคนไทยทุกคน แต่ก็คงน่ารันทดยิ่งนักหากคำพูดดังกล่าวกลับกลบเสียงคนไทยแบบ John Rawls จนแทบไม่ได้ยิน เพราะพอเริ่มคิดเริ่มพูดทวงหาความเป็นธรรม ก็ถูกก่นด่าว่าสร้างความแตกแยกไปทำไม หากไม่ถูกบังคับให้ไปนั่งบนหลังคา ก็กลับไปนั่งกด “like” ยังจะดูดีมีคุณธรรมเสียยิ่งกว่า

ผู้ เขียนเกรงว่าบทความนี้อาจเป็นเรื่องที่คนอยากรู้จะยังไม่ได้อ่าน ส่วนคนที่ได้อ่านก็อาจยังไม่ได้อยากรู้ แต่เมื่อไม่แน่ใจว่าจะได้เขียนอีกนานแค่ไหน และคนที่อยากให้ได้อ่านจะมีเวลาอ่านอีกนานเพียงใด บทความนี้จึงจำต้องละจากเรื่อง “วิกฤตน้ำท่วมในแง่มุมของคนที่ยังไม่ถูกท่วม” (ว่าจะเตรียมรับสถานการณ์อย่างไร ซึ่งก็สำคัญ – ณ วันที่เขียนผู้เขียนก็ยังเป็นหนึ่งในนั้น) แล้วคิดเรื่อง “วิกฤตน้ำปากไหลหลาก” ที่เป็นปัญหาของทั้งคนที่ยังไม่ถูกท่วมและที่ถูกท่วมไปแล้ว (ซึ่งผู้เขียนก็อาจกลายเป็นหนึ่งในนั้น)

ผู้ เขียนขอชวนให้ช่วยกันคิดว่า นอกจากเราจะมีจิตอาสาส่งแรงส่งเงินส่งกำลังใจให้กัน หรือต่อว่าติติงกัน หรือพร่ำวนกับข้อเสนอสูงส่งในหนังสือพิมพ์และจอโทรทัศน์อันล้วนเป็นสิ่งที่ จำเป็นแล้ว จะยังมี “กระบวนการ” อื่นใดหรือไม่ ที่สามารถเอื้อให้คนไทยร่วมกันไล่ “วิกฤตน้ำปากไหลหลาก” ออกไป แม้ “วิกฤตน้ำท่วม” อาจอยู่ต่อไปอีกเป็นเดือนและจะกลับมาตามธรรมชาติอีกในอนาคตก็ตาม ?

สำหรับ เวลานี้ ผู้เขียนขอร่วมคิดผ่าน “สามปุจฉา” ว่าด้วยกระบวนการทางตุลาการ บริหาร และ นิติบัญญัติ ที่อาจเปลี่ยน “วิกฤตน้ำปากไหลหลาก” ให้เป็น “โอกาสทางประชาธิปไตย” ได้ดังนี้

ปุจฉาที่ ๑:

“เธอ” ไม่ท่วม ท่วมแต่ “ฉัน” ฉันก็คนเหมือนกัน ฉันฟ้องศาลได้หรือไม่ ?

Apichat Weerawong AP

ผู้ เขียนไม่คิดว่ามีศาลใดในโลกที่มีอำนาจสั่งให้น้ำลดแล้วไหลลงทะเล แต่ก็ไม่คิดว่าวันนี้สังคมไทยมีคำตอบที่ชัดเจนว่า “การระบายน้ำออกทะเลได้เร็วและดีที่สุด” นั้นต้องทำอย่างไร ผู้เขียนเองไม่ได้เชี่ยวชาญการจัดการปัญหาอุทกภัย และไม่ทราบถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์ หรือหลักการใดที่จะนำมาตัดสินความเป็นธรรม อีกทั้งบรรดารัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญรายวันก็พูดไม่ตรงกัน หลายคนรวมถึงผู้เขียนก็ไม่รู้จะเชื่อใคร

กระนั้น ก็ดี ยังมีประชาชนไทยที่ถูกบังคับให้ต้องเชื่อตัวเอง เมื่อตนเชื่อว่าถูกข่มเหงให้ถูกท่วมและไม่เป็นธรรม แต่เมื่อไม่รู้จะพึ่งใคร ก็จำใจตั้งศาล ณ บัลลังก์คันดิน และไม่ยั้งที่จะลงมือบังคับคดีพิทักษ์ทรัพย์รถแบ็คโฮแล้วปล่อยหรือกักน้ำ ด้วยตนเอง ภาพเช่นนี้ทั้งน่าเห็นใจและหนักใจไม่น้อยไปกว่าภาพที่ผู้ว่าราชการจังหวัด หลั่งน้ำตาขอร้องให้ประชาชนบางส่วนยอมเสียสละเพื่อช่วยกันรักษาจังหวัดไว้ แม้จะต้องแลกด้วยตำแหน่งของตนก็ตาม

สังคมไทยเริ่มตั้งคำถามว่าใครมีคุณธรรม ใครเห็นแก่ตัว แต่การตั้งคำถามที่ไร้กระบวนการและทิศทางเช่นนี้ กว่าจะหาคำตอบได้สุดท้ายน้ำท่วมก็ลด น้ำปากก็หมด คนก็ลืม เรื่องที่ปะทะกันก็แล้วไป ไว้อีกห้าหกปีค่อยว่ากันใหม่

แต่ลองคิดไกลไปอีกขั้น หากประชาชนที่เชื่อว่าตนตกเป็นเหยื่อน้ำท่วมอย่างสาหัสมากกว่าที่ควรจะเป็น เพราะว่ารัฐได้กั้นน้ำเพื่อปกป้องประชาชนอีกส่วน จะถือว่าประชาชนส่วนแรก “ถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม” และนำคดีไปฟ้องศาลได้หรือไม่ ? หรือประชาชนต้องจำยอมเชื่อข้อมูลของเจ้าหน้าที่ที่บอกว่าต้องยอมให้ท่วม โดยไม่อาจโต้แย้งหรือตรวจสอบได้ รอได้แต่ค่าช่วยเหลือชดเชย ? หรือประชาชนจำต้องกลับไปตั้งศาล ณ บัลลังก์คันดิน (ซึ่งอาจลามไปถึงบัลลังก์คอนกรีต) แล้วบังคับคดีเรียกหาความยุติธรรมด้วยตนเอง ?

หาก น้ำไม่ท่วมศาลไปเสียก่อน ช่องทางแสวงหาความยุติธรรม ณ บัลลังก์ศาลปกครองก็พอมีอยู่ โดยประชาชนผู้ได้รับความเสียหายอาจมอบอำนาจยื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กรมชลประทาน และฟ้องเผื่อไปถึง คปภ. (คณะกรรมการบริหารจัดการแก้ปัญหาอุทกภัยนโคลนถล่มและภัยแล้ง) กปภ.ช. (คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำ และผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและ บริหารน้ำ ด้วยเหตุว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหลายได้มีข้อสั่งการ มติ คำสั่ง หรือกระทำทางปกครองอันนำไปสู่หรือมีผลกัก กั้น ปล่อย หรือจัดการน้ำในบางบริเวณจนผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายอย่างสาหัสเกินกว่า ที่ควรเป็นนั้น ถือเป็นการกระทำทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ที่ว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” นั้น อาจฟ้องว่าเพราะ “มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม” ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และขอให้ศาลสั่งห้ามการกระทำลักษณะดังกล่าว ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อสำคัญ คือ มาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ได้ให้อำนาจศาลสามารถบังคับสั่งห้ามการกระทำไปถึงอนาคตได้ อีกทั้งยังกำหนดเงื่อนไขเพื่อความเป็นธรรมเฉพาะกรณีได้อีกด้วย

นอกจากจะฟ้องเรื่อง “การเลือกปฏิบัติ” แล้ว หากจะฟ้องเรื่องการ “ละเลยต่อหน้าที่” หรือ “ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร” (เช่น หน้าที่การระบายน้ำเพื่อป้องปัดภัยพิบัติ การให้ข้อมูลหรือสั่งอพยพ การให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยา ฯลฯ) หรือ “การกระทำละเมิดหรือรับผิดอย่างอื่น” (เช่น เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจนทำให้เกิดความเสียหายในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน ฯลฯ) ก็อาจฟ้องไปพร้อมกัน อีกทั้งการฟ้องคดีเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะย่อมไม่ติดข้อจำกัดเรื่องอายุ ความตาม มาตรา ๕๒ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ

แต่ใช่ว่าฟ้องไปแล้วศาลจะต้องรับฟ้อง ศาลปกครองอาจไม่รับฟ้องโดยอธิบายว่า การบริหารจัดการน้ำในยามอุทกภัยไม่ถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง แต่เป็นการใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินหรือเป็นเรื่องดำเนินการตามนโยบาย รัฐบาล หรืออธิบายว่าคดีนี้ไม่สามารถกำหนดคำบังคับคดีได้ หรือหากฟ้องช้า ก็อาจอธิบายว่าการกระทำทางข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นไปแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือศาลอาจพิจารณาว่าการแก้ไขปัญหายังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนและ สั่งการไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงอาจไม่รับคดีไว้พิจารณา เป็นต้น

มีตัวอย่างคดีที่ประชาชนเคยโต้แย้งมติรัฐมนตรีเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ ประสบอุทกภัยที่มีลักษณะเลือกปฏิบัติ ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้อง โดยเห็นว่าเป็นกรณีที่ฝ่ายบริหารกระทำการในฐานะที่เป็นรัฐบาล เป็นเพียงแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ศาลปกครองจึงมิอาจตรวจสอบได้โดยสภาพ อย่างไรก็ดี ศาลปกครองสูงสุดกลับเห็นว่า การใช้อำนาจทางปกครองเพื่อปฏิบัติตามนโยบายคณะรัฐมนตรีนั้น ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียย่อมโต้แย้งได้ จึงมีคำสั่งให้รับคดีดังกล่าวไว้พิจารณา (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๗๒/๒๕๕๑)

สุดท้ายแม้ศาลรับฟ้อง ก็ยังมีปัญหาว่า “การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม” หรือการกระทำที่ไม่ชอบนั้นเป็นอย่างไร ต้องพิจารณาควบคู่กับหลักกฎหมายปกครองอื่นอย่างไร เช่น หลักความได้สัดส่วนและสมควรแก่เหตุ หลักคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ หรือหลักความชัดเจนแน่นอนและคาดหมายได้จากการกระทำทางปกครอง หลักกฎหมายเหล่านี้ ตลอดจนบทบัญญัติบางมาตราของกฎหมายฉุกเฉิน เช่น มาตรา ๑๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ (หากมีการประกาศใช้) หรือ มาตรา ๔๓ แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯ เปิดช่องให้ศาลชั่งน้ำหนักว่า ฝ่ายปกครองได้แก้ปัญหาตามความจำเป็นและสมเหตุสมผลหรือไม่ เช่น ทำไปเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงและเศรษฐกิจของชาติ การรักษาเมืองหลวงเพื่อเป็นศูนย์ในการช่วยเหลือฟื้นฟูประเทศ ฯลฯ ซึ่งจะฟังขึ้นหรือไม่เช่นใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับดุลพินิจที่ศาลจะไต่สวนฟังความจากทุกฝ่าย ไม่ใช่ให้ใครผูกขาดความเป็นธรรมตามอำเภอใจแต่ผู้เดียว

ผู้เขียนพึงตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมดังนี้

ข้อสังเกตประการแรก อาจมีผู้ถามว่า “ฟ้องไปแล้วได้อะไรขึ้นมา ?” “ฟ้องเพื่อให้ทุกคนถูกท่วมด้วยกันหรือ ?” ผู้เขียนตอบว่า การฟ้องคดีจะสำเร็จหรือมีผลออกมาเช่นใดนั้น ผู้เขียนไม่ติดใจมากเท่ากับการสนับสนุนให้ประชาชนคนไทยตื่นตัวกับสิทธิ เสรีภาพที่ตนมีอยู่ และไม่ขยาดกลัว “กระบวนการประชาธิปไตย” ที่ประกันให้ทุกคนในสังคมมีสิทธิและช่องทางในการเรียกร้องความเป็นธรรมด้วย ตนเองอย่างเท่าเทียมกัน การเผชิญหน้าอย่างสันติผ่านกระบวนการกฎหมาย ย่อมไม่ใช่ตัวเลือกสำรองของการใช้ “กฎหมู่” หรือ “กฎแห่งความอาทรเมตตา” ที่แคบกว้างตามอำเภอใจของแต่ละบุคคล หรือแม้แต่ “กฎแห่งกรรม” ที่อาจอยู่เหนือการควบคุม

แน่ นอนว่าในวิกฤตปัจจุบันย่อมไม่มีใครอยากให้ใครถูกน้ำท่วม แต่คงไม่เป็นธรรมหากจะบอกว่าคนถูกท่วมกับคนไม่ถูกท่วมมีสิทธิคิดแทนกันได้ ไม่ว่าสุดท้ายผลแห่งคดีจะออกมาเช่นใด หากศาลรับฟ้อง ทุกฝ่ายย่อมได้ประโยชน์จากการอาศัยกระบวนการยุติธรรมเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง และฟังความทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม ศาลสามารถเรียกพยานและเอกสารรวมถึงข้อมูลที่ภาครัฐเก็บไว้มาไต่สวน ซึ่งประชาชนผู้ฟ้องก็จะได้ร่วมตรวจสอบ ตลอดจนนำความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์การแก้ปัญหาในต่างประเทศ มาสนับสนุนหักล้างให้เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาได้

สมควรกล่าวเพิ่มว่า การอาศัยกระบวนการยุติธรรมเพื่อ “แสวงหาข้อเท็จจริง” จำเป็นอย่างยิ่งในสังคมไทยที่ประชาชนไม่อาจหวังพึ่งภาครัฐ สื่อมวลชน หรือนักวิชาการได้เท่าที่ควร เห็นได้จากข้อถกเถียงบางส่วนที่ยังวกวนและไม่กระจ่าง ณ เวลานี้ อาทิ

- จริงหรือไม่ว่า ความรุนแรงและความยืดเยื้อของวิกฤตที่ประชาชนในบางพื้นที่ต้องถูกน้ำท่วมสูง เป็นเวลานานเป็นเพราะภาครัฐเลือกปฏิบัติช่วยเหลือเฉพาะพื้นที่บางส่วนโดยการ ไม่ปล่อยให้น้ำระบายออกตามธรรมชาติโดยสะดวก ? และจริงหรือไม่ว่า การปล่อยให้น้ำท่วมทุกพื้นที่ก็มิได้ทำให้นำท่วมจุดใดลดน้อยลง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่มิได้ออกแบบมาให้ระบายน้ำหลากนอกแม่น้ำ อีกทั้งมวลน้ำจากภาคเหนือมีมหาศาล การยอมให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ก็มิได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ?

- จริงหรือไม่ว่า ภาครัฐได้ละเลยการบริหารจัดการน้ำโดยกักน้ำในเขื่อนไว้มากและนานเกินไป ตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ และต่อมาในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ไม่มีการจัดการปล่อยน้ำให้ทันการณ์ ? และจริงหรือไม่ว่าเป็นเพราะมีเหตุให้เชื่อว่าจำเป็นต้องกักน้ำจำนวนมากไว้ กันแล้ง ?

- จริงหรือไม่ว่า รัฐบาลได้เลือกปฏิบัติโดยทุ่มงบประมาณวัสดุก่อสร้างคันหรือเขื่อนกั้นน้ำให้ แข็งแรงและทนทานเฉพาะบางพื้นที่ ในขณะที่บางพื้นที่กลับได้รับการสนับสนุนที่ขาดแคลนไม่เท่าเทียมกัน (เทียบคันดินกับคันคอนกรีต) หรือแม้แต่ “กองเรือผลักดันน้ำครั้งใหญ่ที่สุดในโลก” นั้น หากมีประโยชน์ตามที่อ้างจริง ย่อมต้องไม่เลือกปฏิบัติจัดเฉพาะที่ปลายน้ำเจ้าพระยาเท่านั้น แต่ต้องขับน้ำจากภาคกลางตอนบนเพื่อเร่งผลักมวลน้ำลงมาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่มวลน้ำที่สมทบจากภาคเหนือจะสูงขึ้น ?

- จริงหรือไม่ว่า เขตอุตสาหกรรมที่จมน้ำไปหลายแห่งนั้น บางแห่งได้รับการเลือกปฏิบัติให้ความคุ้มกันดูแลหนาแน่นเป็นพิเศษยิ่งกว่า ที่อื่น (แม้สุดท้ายจะรักษาไว้ไม่ได้ก็ตาม) เพราะเจ้าหน้าที่ภาครัฐระดับสูงมีส่วนได้เสียกับกำไรของเขตอุตสาหกรรมนั้น ในขณะที่หลายพื้นที่กลับไม่ได้รับการแจ้งเตือนและถูกละเลย ?

- จริงหรือไม่ว่า การบริหารน้ำที่เลือกปฏิบัติและผิดพลาดเป็นผลมาจากการที่เจ้าหน้าที่บาง หน่วยงาน ไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่หรือให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ เพราะเกรงกลัวอิทธิพลทางการเมืองที่โยงใยกับผลประโยชน์ของพื้นที่บางบริเวณ และงบประมาณในการเตรียมการรับมือน้ำท่วมกลับถูกย้ายไปใช้เพื่อการอื่น ?

ฯลฯ

ผู้ เขียนไม่ปักใจว่าคำตอบของคำถามข้างต้นจะต้องเป็นอย่างไร และไม่อาจทราบได้ว่าเป็นเพียงข้ออ้างข้อสงสัยที่ลึกซึ้งหรือเลื่อนลอย ขณะเดียวกันก็เห็นใจประชาชนที่อัดอั้นและต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมไม่ น้อยไปกว่าที่เห็นใจภาครัฐและฝ่ายปกครองตลอดจนกองทัพที่เหน็ดเหนื่อยกับการ พยายามแก้ปัญหาให้ดีที่สุด มีหลายคดีในอดีตที่ฝ่ายปกครองพยายามผันระบายน้ำ แต่เมื่อไม่อาจทำให้ถูกใจทุกคนก็ถูกฟ้องหลายคดี เชื่อเหลือเกินว่าหากทำให้ไม่มีใครถูกท่วมได้ ภาครัฐก็คงกระทำไปแล้ว

กระนั้น ก็ดี ผู้เขียนจำต้องย้ำว่ากระบวนการยุติธรรมไม่ใช่ระบบการต่อว่าให้ร้ายว่าใครผิด ใครถูก แต่เป็นกระบวนการนำความจริงมาเปิดเผย โต้แย้ง และตรวจสอบอย่างเป็นระบบเพื่อปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่อาจผิดพลาด ถูกปิดบังหรือถูกละเลย ผู้ที่ชนะคดีในทางกฎหมาย ใช่ว่าจะต้องชนะในทางความเป็นจริงเสมอไป ตรงกันข้าม การที่ศาลไม่รับฟ้องคดีจนประชาชนไร้ที่พึ่งนั้น อาจจุดประกายการต่อสู้ทางประชาธิปไตยเพื่อปฏิรูปสังคมก็เป็นได้

ข้อสังเกตประการที่สอง รัฐ ธรรมนูญได้ประกัน “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ “ความเสมอภาค” ให้คนไทยทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ไม่ว่าจะในยามแล้งหรือยามน้ำหลาก ไม่ว่าจะรวยจนหรืออยู่ ณ จังหวัดใด

แต่ คำว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ “ความเสมอภาค” นั้น ไม่ได้แปลว่า “ทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนกันทุกประการ” ตรงกันข้าม ยามใดที่ “ทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนกัน” ยามนั้น “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ “ความเสมอภาค” ย่อมไม่หลงเหลือ

ลองนึกถึงสังคมที่คนทุกคนไม่ว่า เด็กทารก มหาเศรษฐี หรือคนชราที่ตกงาน ต้องจ่ายภาษีเท่ากัน เกณฑ์ทหารพร้อมกัน และได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงจากรัฐบาลเท่ากัน ก็คงจะเห็นภาพปัญหาได้โดยไม่ต้องอธิบาย แต่การที่เด็กทารกกลับนำไปสู่สิทธิการหักภาษี หรือคนชราที่ตกงานได้รับเบี้ยเลี้ยงจากรัฐบาลมากกว่ามหาเศรษฐี ก็เป็นภาพการ “การเลือกปฏิบัติ” อย่างเป็นธรรมที่เราชินตา

รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ก็ใช้ถ้อยคำที่แสดงให้เห็นว่า “การเลือกปฏิบัติ” ไม่ใช่เป็นสิ่งต้องห้าม ดังที่บัญญัติว่า

“การ เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่น กำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้”

เห็น ได้ว่ากฎหมายไม่ได้ห้าม “การเลือกปฎิบัติ” ทั้งปวง แต่เจาะจงห้ามเฉพาะการเลือกปฎิบัติ “ที่ไม่เป็นธรรม” อีกทั้งยังต้องเกิดจาก “เหตุแห่งความแตกต่าง” เฉพาะตามที่กฎหมายระบุไว้ แม้กฎหมายจะใช้ถ้อยคำกินความทั่วไปแต่ก็ไม่ได้เปิดกว้างว่าจะเป็นเหตุอะไรก็ ได้ เช่น หากรัฐจะเลือกปฏิบัติลดภาษีให้เฉพาะผู้ที่ฉลาดปราดเปรื่องเพื่อกันการสมอง ไหลออกนอกประเทศ ก็อาจมีผู้เถียงว่าทำได้แน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ บัญญัติต่อไปว่า

“มาตรการ ที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและ เสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม...”

หากสมมติ (arguendo) ว่า ศาลเห็นว่าการจัดการกักกั้นน้ำมีลักษณะ “เลือกปฏิบัติ” ขั้นต่อไปที่จะพิจารณาว่า “เป็นธรรมหรือไม่” นั้น ก็น่าคิดว่าการกักกั้นน้ำเพื่อปกป้องพื้นที่บางส่วนในประเทศจะถือว่าเป็น มาตรการที่ทำไปเพื่อ “ขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับ บุคคลอื่น” ตามหลักการใน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ได้หรือไม่ ?

แน่ นอนว่ามาตรการลดภาษีและดอกเบี้ย ชะลอหนี้สิน ลดค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ แก่ผู้ประสบภัยย่อมชอบด้วยหลักการนี้ แต่การเลือกปฏิบัติเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการประกอบธุรกิจและเดินทางไป มาอย่างอิสระของคนส่วนหนึ่ง จะแลกด้วยการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เช่น ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน หรือแม้แต่สิทธิในเคหสถานที่ต้องเสียหายหรือจมน้ำนานมากขึ้นได้หรือไม่ อย่างไร ? เส้นวัดความสำคัญของสิทธิเสรีภาพแต่ละประเภทของบุคคลในแต่ละสถานการณ์อยู่ ที่ใด ? หรือเส้นวัดนี้สามารถขยับเลื่อนได้โดยการจ่ายเงินช่วยเหลือหรือค่าชดเชย แม้จะไม่มีผู้ใดอยากกลายเป็นผู้ได้รับการช่วยเหลือชดเชยก็ตาม ?

ศาล ไทยพร้อมศึกษาประสบการณ์ของศาลต่างประเทศที่ใช้เวลาเป็นร้อยปีในการพัฒนา หลักเกณฑ์เหล่านี้แทนการตีความตัวบทลายลักษณ์อักษรตามอำเภอใจหรือไม่ ? หรือศาลไทยจะถือว่าเป็นคำถามที่กฎหมายควรละคำตอบไว้ให้ประชาชนอาศัยกระบวน การทางการเมืองเพื่อเรียนรู้และตัดสินใจตามกาลเวลา ?

ประเด็น ทางนิติศาสตร์ที่ท้าทายเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับ ประชาธิปไตยใดที่กำลังพัฒนา แม้คำตอบอาจไม่ชัดเจนทุกข้อ แต่สิ่งที่แน่ชัดในขั้นต้นก็คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘ วรรคสาม ประกอบกับมาตรา ๖๗ วรรคสาม ประกันให้ประชาชนทุกคนสามารถยกสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคขึ้นอ้างได้โดยตรง ด้วยตนเองเพื่อขอความคุ้มครองจากศาล และศาลก็ย่อมมีดุลพินิจว่าจะคุ้มครองอย่างไรให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงภาครัฐที่ต้องรับหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

ผู้ เขียนเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมไม่ใช่ของวิเศษสำเร็จรูปที่ดีพร้อม แต่ต้องผ่านการทดสอบ ปฏิบัติจริง และขัดเกลาพัฒนาตามกาลเวลา คำพูดมักง่ายที่ว่าผู้อยู่ในสถานะต่างกันย่อมได้รับการปฏิบัติที่ต่างกัน และต้องยอมรับสภาพนั้นเสมอไป จึงเป็นกรงความคิดที่คับแคบและตื้นเขินไม่ต่างไปจากปัญหาเรื่องรัฏฐาธิปัตย์ รัฐประหารอันล้วนต้องอาศัยการพัฒนาขัดเกลาโดยสถาบันตุลาการที่ลึกซึ้ง หลักแหลมและแยบยล ซึ่งประชาชนอาจจะได้พึ่งพิงและตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปจากยามวิกฤตครั้ง นี้

Sukree Sukplang Reuters

* *

หมายเหตุ: นี่เป็นบางส่วนจากบทความเรื่อง น้ำขึ้นให้รีบตัก: พลิก “วิกฤติน้ำปากไหลหลาก” สู่ “โอกาสทางประชาธิปไตย” เผยแพร่ช่วงวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ เพื่อร่วมรำลึกถึงพระปิยมหาราชผู้ทรงริเริ่มพัฒนาการชลประทานของไทยให้ทัด เทียมนานาอารยประเทศ อ่านฉบับเต็มแบบ PDF

บทเรียนวิกฤติน้ำท่วม 2554 และสิ่งที่ควรแก้ไขในอนาคต

ที่มา ประชาไท

ในฐานะที่ผมเป็นผู้ที่เผชิญปัญหาน้ำท่วม 54 ไปแล้ว เพราะมีที่พักอยู่บริเวณซอยท่าอิฐ ตำบลบางรักน้อย อ.เมืองของจังหวัดนนทบุรี ผมคิดว่าควรจะหาบทเรียนจากวิกฤติครั้งนี้ ซึ่งมีดังนี้

1) บทเรียนนี้มีราคาแพงมากและน่าจะสร้างความเสียหายสูงสุดแก่ประเทศไทยเป็น ประวัติการณ์ จากการประเมินโดยเบื้องต้นของผมซึ่งรวมผลกระทบทั้งทางตรง ซึ่งก็คือความเสียหายต่อภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ทางอ้อม คือกำลังซื้อของประเทศหดหายไปมหาศาล เพราะแรงงานในภาคอุตสาหกรรมตกงานหรือไม่ได้รับค่าจ้างและอาจจะรวมถึงโบนัสใน ไตรมาส 4 เพราะช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่ภาคอุตสาหกรรมมีคำสั่งซื้อสูงที่สุด ในขณะที่กำลังซื้อภาคเกษตรลดลงเพราะเทือกสวน ไร่นา จมน้ำเสียหาย

ผมประเมินความเสียหายประมาณ 5.5-6.5 แสนล้านบาท และส่งผลกระทบต่อจีดีพีให้หายไปประมาณ 2-2.5 % เพราะกว่าน้ำจะลดและไร่นาจะกลับมาเพาะปลูก กว่าที่เครื่องจักรจะมาเดินการผลิต อาจจะต้องใช้เวลา 3-4 เดือนขึ้นไป

2) ต้องเร่งหาสาเหตุของวิกฤติน้ำท่วม 2554 ให้ได้ เพราะสาเหตุที่ถูกต้อง จะนำไปสู่การแก้ปัญหาวิกฤติน้ำท่วมที่ถูกต้อง โดยควรใช้คณะกรรมการอิสระในรูปแบบเดียวกับที่ประเทศไทยหลังเผชิญวิกฤติการ เงินปี 2540 เคยจัดตั้ง คณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการ เงินของประเทศ (ศปร.)

โดยรัฐบาลควรตั้งคณะกรรมอิสระที่เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ฝน ภูมิอากาศ เศรษฐกิจ การเกษตร เพื่อศึกษาและเสนอแนะแนวทางจัดการบริหารน้ำอย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับ ภูมิประเทศและเศรษฐกิจไทย เพราะข้อมูล ข่าวสารในขณะนี้จากองค์การสหประชาชาติ ผู้เชี่ยวชาญของไทย สื่อชั้นนำของต่างประเทศ และรัฐมนตรีของรัฐบาล (คุณปลอดประสพ) ได้ให้ความเห็นไปในทางว่าความเสียหายจากวิกฤติน้ำท่วมส่วนหนึ่งอาจมาจากการ จัดการบริหารน้ำที่ผิดพลาด ส่งผลให้นักลงทุนจากต่างประเทศเกิดการขาดความเชื่อมั่นในการบริหารน้ำของ รัฐบาล เพราะไม่มีใครในรัฐบาลรับประกันได้ว่าในปีหน้าถ้ามีปัญหาน้ำท่วมและมีการ บริหารจัดการน้ำในรูปแบบนี้อีก จะไม่เกิดผลเสียต่อนิคมอุตสาหกรรม

ถ้าไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ การย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยจะเป็นเรื่องที่ตามมา เพราะการลงทุนในมูลค่า 1 พันล้านบาทขึ้นไปนั้น จำเป็นที่จะต้องได้รับความมั่นใจและรับประกันถึงความปลอดภัยในการลงทุนโดย เฉพาะจากความบกพร่องในฝีมือมนุษย์ เพราะเรื่องธรรมชาตินั้น นักลงทุนเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องสุดวิสัยและไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่ถ้าเป็นจากความบกพร่องในเรื่องของการบริหารจัดการและยังไม่ได้มีการ จัดการแก้ไข ความจำเป็นในการย้ายฐานการผลิตจะเป็นเรื่องตามมา เพราะความเสียหายขณะนี้ ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลกของชิ้นส่วนอีเลกทรอนิกส์และยานยนตร์ ให้เกิดการชะงักขึ้น สร้างความเสียหายในการผลิตไปทั่วโลก

3) การบริการสถานการณ์ในภาวะวิกฤติ ( Crisis Management) เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องปรับปรุงอย่างมากโดยเฉพาะในเรื่องความสอดคล้องและ ความถูกต้องของข้อมูล รวมทั้งแผนรองรับ เพราะประชาชนไม่น่าจะต้องการทราบว่าจะมีมวลน้ำก้อนใหญ่ ไหลมาด้วยความเร็วกี่ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือมีพื้นที่รองรับปริมาณน้ำได้กี่ลูกบาศก์เมตร แต่ประชาชนน่าจะต้องการทราบว่ามีถนนสายไหนบ้างที่น้ำจะท่วมและจะท่วมสูงแค ไหน กี่เซนติเมตร กี่เมตรและจะท่วมขังอยู่นานแค่ไหน เพื่อที่ประชาชนและหน่วยงานต่างๆจะได้วางแผนถูก เพราะข้อมูลความเร็วน้ำและปริมาตรน้ำนั้น เอาไปใช้ในการวางแผนรับน้ำท่วมไม่ได้เพราะประชาชนไม่ใช่นักอุทกศาสตร์ที่ วิเคราะห์ข้อมูลพวกนี้ได้ด้วยตนเอง

ประการสำคัญ วิกฤติน้ำท่วมมิใช่ภัยแผ่นดินไหว สึนามิ หรือภูเขาไฟระเบิดที่รู้ตัวล่วงหน้าในเวลาไม่นาน หากแต่น้ำท่วมครั้งนี้ รัฐบาลได้รู้ล่วงหน้ามากกว่า 1 เดือน เพราะนายกรัฐมนตรี ได้ไปเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วม แต่ทำไมจึงไม่มีการเตรียมตัวรับมือวิกฤติตั้งแต่แรก ต้องรอให้อยุธยาจมน้ำจนมิดเสียก่อน รัฐบาลจึงพึ่งตื่นและตระหนักว่านี่คือวิกฤติ ดังนั้น เกิดอะไรขึ้นกับระบบประมวลข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลในการคาดการณ์วิกฤติ

ในวิกฤติครั้งนี้ ผมเห็นถึงพลังขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. อบต. ที่เข้ามาทำหน้าที่อย่างแข็งขันในยามที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติน้ำ ท่วมนี้ได้ นอกจากนี้ ผมขอบคุณภาคประชาชนที่ร่วมมือร่วมใจในการช่วยเหลือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลโดย เฉพาะเครือข่ายสังคม (Social Network) ใน Face Book ที่ชื่อว่า “น้ำขึ้น ให้รีบบอก” ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องน้ำขึ้นตามสถานที่ต่างๆระหว่างภาคประชาชน ในอินเตอร์เน็ต และข้อมูลนี้มีส่วนช่วยผมมากในประเมินระดับวิกฤติของปัญหาน้ำท่วมเป็นราย นาที

สุดท้าย ผมขอขอบคุณ คณะกรรมการหมู่บ้านและอาสาสมัครของหมู่บ้านนันทนาการ์เด้น ซอยท่าอิฐ ที่มีจิตอาสาร่วมมือในการต้านภัยน้ำท่วมครั้งนี้

หมายเหตุ: 1)บทความนี้ มุมมองส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่สังกัดอยู่ และผู้เขียนขอขอบคุณคำแนะนำของ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ที่ให้ความเห็นว่าจริงๆแล้ว ประชาชนที่กังวลเรื่องน้ำท่วมอยากรู้ข้อมูลประเภทใด
2)บทความนี้ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ฉบับวันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม 2554

ทำดีแล้วโดนด่าไม่ทำห่าแล้วด่าคน สลิ่มแหลรัฐบาลเอาของบริจาคแปะชื่อทักษิณแจกแต่หมู่บ้านเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 ตุลาคม 2554

โจมตีว่าเอาของบริจาคมาแปะป้ายชื่้อทักษิณ-ก่อน หน้านี้พวกสลิ่มพากันปล่อยข่าวแล้วก็แชร์กันต่อๆตามfacebookว่าน้ำท่ืวมมี ต้นเหตุจากทักษิณ(อีักแล้ว...)จากนั้่นก็ด่าว่าไม่เห็นทักษิณช่วย โฆษกปชป.ไปกระพือต่อว่าทักษิณช่วยอะไรหรือยัง? ความจริงคือทักษิณช่วยบริจาคเงินและสิ่งของรวมทั้งเรือเมื่อ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา

พอช่วยแล้่่ว พวกสลิ่มก็ตามมาด่าอีกว่า มีการแปะชื่อทักษิณบนถุงยังชีพ แล้วขนใส่รถเสื้อแดงไปแจกเฉพาะหมู่บ้านเสื้อแดง แบบนี้อย่าบริจาคผ่านศปภ.ให้ไปบริจาคผ่านกาชาด หรือหน่วยงานบรรเทาทุกข์ที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระราชวงศ์แทนดี กว่า(ที่มาภาพ:facebook เจเจ สาทร)


เอาของบริจาคจากเมืองจีนแปะชื่อทักษิณ+เสื้อแดง- คุณเจเจ สาทร ชี้แจงว่า วันนี้ มีรายการตอแหลแต่เช้า มาใส่ร้ายว่าของช่วยเหลือน้ำท่วมทั้งหมดของจีน แต่ทักษิณ เอาภาพตัวเองแปะบนกล่องพัสดุอ้างว่าเป็นของทักษิณส่งมาช่วยน้ำท่วม

ทุกวันนี้เขาโกหกรายวัน ผมเลยเปิดบท "Go6tv โกหกรายวัน" ซะเลย เพราะมั่นใจว่า มันมีเรื่องโกหกได้ทุกวัน เกินวันละเรื่องแน่นอน facebook

ส่วนเรื่องที่คุณปรเมศร์ เวบไซต์ไทยฟลัดถอนตัวจากศปภ.ไปแล้วก็โจมตีว่าศปภ.เน้นเล่นพวกเสื้อแดงนั้น คุณเจเจสาทรบอกว่า ไทยฟลัด นอกจากทำเว็บ ก็มีแต่ "ตั้งกล่องบริจาค" โดยเอาเงินเข้าเว็บไซต์อย่างเดียว ทำอย่างนี้ไม่สวย เสื้อแดงเขาอาสาเอารถมาขนของไปช่วยกระจายถุงยังชีพ เพราะรถทหาร ตำรวจ รถคุก รถไปรษณีย์ รถดับเบิ้ลเอ รถอาสาสารพัดก็ยังไม่ทัน (อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:แฉกลับเหตุ'THAIFLOOD'ถอนตัว)


คณะที่หมอสลักธรรม โตจิราการ ลูกชายอาจารย์ธิดา โตจิราการ รักษาการประธานนปช.แจ้งทางเฟซบุ๊คคล้ายๆกัน กรณีทีภาพขนของบริจาคที่คนมาบริจาคกับศปภ.ขึ้นรถเสื้อแดงไปบริจาคผู้ประสบ ภัยนั้น

ฟังพวกที่มาหาว่าเสื้อแดงเอาของบริจาคของคนอื่นไปแจกแล้วนึกถึง เสื้อแดงที่บริจาคและแพ็กของส่งให้นปช.และเสื้อแดงทุกกลุ่ม รวมถึงเสื้อแดงที่บริจาคให้ศปภ.และกลุ่มอื่นโดยตรง บางคนที่จนมากๆในกล่องรับบริจาคเขายังพยายามใส่เหรียญมาให้ เขาคงเสียใจมากที่ขนาดเขาบริจาคและแกนนำไปช่วยแจกยังมีคนใส่ไคล้ขนาดนี้ ค่ารถบางครั้งนปช.ก็ต้องออกเอง เพราะรถทหารเหลือแค่10คัน เนื่องจากต้องไปขนประชาชนหมด แม้จะขอรถทหารเขายังขอคันละ2,000บาทต่อคันต่อวันเป็นเบี้ยเลี้ยงก็ต้องกัดฟันควักเนื้อเพื่อให้มีรถบรรทุกไปช่วยเหลือประชาชนเลย

ส่วนคุณข้าวหอม ประชาไท เขียนถึงความล้มเหลวของสลิ่มในรอบ 1 สัปดาห์ในการกุข่าว ปล่อยข่าว แพร่ข่าวผ่านทางเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และโลกออนไลน์ ดังนี้

1. ธงผันน้ำสีแดง >> จริงๆสีส้ม
2. ยิ่งลักษณ์กดบีบีในขณะประชาชนเด­ือดร้อน >> ภายเก่าสมัยหาเสียงที่เชียงใหม่
3. ยิ่งลักษณ์ไปดู concert Yanni >> ไม่ได้ไป คนไปคือบรรหารและสุรยุทธ์ (ผู้จัดงานยืนยัน)
4. ยิ่งลักษณ์ใส่ Burberry ลุยน้ำท่วม >> แล้วไงวรกร จาติกวณิชยังใส่ Chanel ได้เลย (แพงกว่าด้วย)
5. รมต.ช่วยเอาของประชาชนมาติดชื่อตัวเ­อง >> เป็นของบริจาคลูกๆรมต.ช่วย ติดชื่อให้พ่อ
6. ถุงบริจาคใบใหญ่มีชื่อรมต.จะเอาของประชาชนมาใส่ >> จริงๆเป็นถุงใส่ทรายกันน้ำ
7. ยิ่งลักษณ์ซดเหล้า >> แค่คนหน้าคล้ายจากฟิลิปปินส์
8. ไม่ใส่แดงไปช่วยที่ดอนเมืองไม่ได้ >> ภาพข่าวยืนยันชัดเจน มีเสื้อทุกสี
9. พระราชดำรัสในหลวง >> ปลอม

ส่วนความพยายามหนที่ 10 ก็ตามข่าวข้างต้นนี่แหละ คือให้ร้ายป้ายสีใส่ความว่ารัฐบาลเอาของบริจาคจากประชาชนมาแปะชื่อทักษิณและ ขนขึ้นรถเสื้อแดงไปบริจาคชาวบ้าน และจะให้ชาวบ้านที่ปักธงแดงหน้าชุมชน หรือหมู่บ้านก่อนเท่านั้น

ท่านคิดว่าความพยายามเล่นบทตัวอิจฉา หรือผู้ร้ายหนังไทยของสลิ่มฉากต่อไปคืออะไร...? และจะประสบผลหรือไม่?

น้ำตาท่วมเมืองไทย-น้ำใจท่วมแอลเอ ผ้าป่ามหากุศลคนรักบ้่านเกิดผนึกทุกศาสนาสู่ผู้ประสบภัยข้ามทวีป

ที่มา Thai E-News


ผ้าป่ามหากุศล กลุ่มรักบ้านเกิด - Heart for Homeland วัดพุทธ - โบสถ์คริสต์ - มัสยิดไทย ทั่วแอลเอ ร่วมเป็นเจ้าภาพ






ชาวไทยนอกประเทศ ซึ่งอาศัยในท้องที่มหานครลอส แองเจลีส สหรัฐอเมริกา และใกล้เคียง ได้รวมตัวเฉพาะกิจในนาม “กลุ่มรักบ้านเกิด” หรือ Heart for Homeland ด้วยการสนับสนุนจากวัดพุทธ 9 แห่ง โบสถ์คริสต์เมืองแวนนายส์ และมัสยิดไทยในพื้นที่ ร่วมกันทอดผ้าป่ามหากุศล 500 กอง เป็นเวลา 5 สัปดาห์ เพื่อระดมทุนช่วยพี่น้องคนไทยผู้ประสบอุทกภัย

โดยจัดกระถางรับบริจาคพร้อมโปสเตอร์สีสวยงามวางไว้ตามจุดต่าง ๆ กระจายไปทั่วอาณาบริเวณ ให้เข้าถึงผู้มีจิตศรัทธาบริจาคอย่างถ้วนทั่วที่สุด

การนี้รายรับจากการบริจาคทั้งหมด ไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น จะนำมอบให้แก่ ศูนย์อำนวยการป้องกันอุทกภัย (ศปภ.) โดยผ่านทางสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แองเจลีส โดยที่คณะกรรมการร่วมกันรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และชักชวนธุรกิจ พร้อมผู้มีจิตกุศลให้การสนับสนุนทางการเงินด้วย

ทั้งนี้ได้มีการแบ่งหน้าที่ดูแลกระถางผ้าป่า และการจัดเก็บออกเป็น 5 เขต อีกทั้งมีกรรมการตรวจสอบ และรับมอบก่อนส่งให้แก่สถานกงสุลอย่างโปร่งใส ซึ่งมาจากตัวแทนของภาคส่วนต่างๆ ที่มาร่วมมือกันเป็นอันหนึ่งเดียวนี้

จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความพร้อมใจของคนไทยภาคส่วนต่างๆ ในนครลอส แองเจลีส จะเป็นพลังหนุนกำลังใจแก่ผู้ประสพภัยพิบัติในประเทศให้ยืนหยัดเผชิญกับความ เสียหายอย่างสุขุมมั่นคงจนกว่าจะผ่านพ้นไป อีกทั้งเป็นปัจจัยเกื้อกูลในส่วนที่ขาดแคลน ต้องฟื้นฟู และเยียวยา

นอกเหนือจากนั้นยังเชื่อว่ากิจกรรมอันร่วมกันกระทำเพื่อพี่น้องร่วมชาติถ้วน หน้าครั้งนี้จักก่อให้เกิดความร่วมใจในวงกว้างในหมู่ผู้บริจาค หรือเพียงแต่อนุโมทนา อันจะทำให้ประเทศชาติของเราก้าวพ้นวิกฤติไปสู่อนาคตอันสดใสข้างหน้าอย่าง สมานฉันท์

คณะกรรมการที่ปรึกษา

เจ้าอาวาสวัดไทยลอสแองเจลิส
เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมชาติ
เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย
เจ้าอาวาสวัดพุทธวิปัสสนา
เจ้าอาวาสวัดโพธิวารีรังสฤษฏ์
เจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส
เจ้าอาวาสวัดพุทธคุณ
เจ้าอาวาสวัดพุทธธัมโม
เจ้าอาวาสวัดมอญรามัญ
พระมหาบุญเริ่ม กิตฺติญาโณ
อนุศาสนาจารย์โบสถ์ Van Nuys
อิหม่ามเราะห์มัติ พโยม พยกุล
กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส
สุรพล เมฆพงษ์สาธร
เชาว์ ซื่อแท้
ชัชวาลย์ ศรีพาณิชย์
เพ็ญพิมพ์ จิตรธร
สุรพงษ์ ชิโนทัยกุล
ประสงค์ สุวรรณพานิช
ไพรัช พันธุ์นรา

คณะกรรมการดำเนินงาน

ดอลลี่ ไพรสุวรรณ-วรฉัตร
วาสนา อารยตานนท์
รุจิราภา พัฑฒนะ
ประสงค์ จตุระบุล
ลิลลี่ เลิศสมิติวันท์
สุ พงศ์
สุกิจ วราปัญญาเสนีย์
เนตร ภูตินันท์
นิยม วันทนา
สุพัตรา กฤติยาชวลิต


"น้ำตาท่วมเมืองไทย น้ำใจท่วมแอลเอ"

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:อีกหนึ่งกิจกรรมที่LA(คลิ้กดูรายละเอียดในโปสเตอร์ด้านล่าง)

10 Things I Hate About You-10พฤติกรรมน่ารังเกียจยุคน้ำท่วม มาสำรวจซิว่าคุณปาเข้าไปกี่ข้อ?

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 ตุลาคม 2554

1.เตรียมของกินของใช้ไว้แต่พอเพียง แต่ไม่ใช่กวาดซะเกลี้ยงร้าน ไม่เหลือเผื่อชาวบ้านเค๊า


2.ให้นำทรัพย์สิน รถยนต์ไปเก็บรักษาให้พ้นน้ำ แต่ไม่ได้แปลว่าให้ไปจอดบนทางด่วน ทางยกระดับ สะพานจนทำให้ชาวบ้านร้านช่องสัญจรไปมาไม่ได้ รถราจะไปช่วยน้ำท่วมก็จบเห่ไปด้วย

3.ช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้วยจิตอาสา แต่ไม่ใช่ว่า เจอปุ๊บโดนใจเป็นกดแชร์ รีทวีต ดูซักนิดว่ามันจริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่
( [ข่าวลือ] หลายๆ คนโพสต์รูปนี้ แล้วบอกว่าเป็นสะพานปทุม-รังสิต / [ข้อเท็จจริง] เป็นภาพที่ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2009 ตอนที่โดนพายุไต้ฝุ่น ไปดูที่หน้าเพจ Thailand Anti-Hoax Center )

4.อย่ากุข่าวขึ้นซะเอง เพื่้อหวังเอามันเข้าว่า หรือหาเรื่องด่าหาเรื่องอวยเพื่อกระทบชิ่งทางการเมือง เพราะผิดกฎหมาย อย่างพรบ.คอมพ์นี่คุก 20 ปี ถ้าไปเจอ112นี่15ปี มันไม่คุ้ม

5.อย่าทำBlack propagandaคือบิดเบือนลวงโลก จากดำเป็นขาวจากขาวเป็นดำ เพื่อผลประโยชน์การเมืองหรือสร้างความแตกตื่น

เวลา เจอรูปแล้วแชร์ต่อๆกันมา เห็นทำท่าแปลกๆแหม่งๆก่อนจะกดแชร์ต่อ กดไปgoogleนิสนึง เพื่อตรวจสอบ แม้แต่คนที่ไม่รู้เรื่องITเลยก็ทำได้ง่ายๆตรวจสอบรูปข่าวลือง่ายๆ ด้วยGoogle Image Search คลิ้กเลย

6.อย่าเห็นแก่ตัว จู่ๆก็จะไล่รัฐบาลที่คนทั้งประเทศเลือกมาออกไปง่ายๆ หากน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมที่โรงงานตัวเองตั้งอยู่ ลองคิดลองทำลองเสียสละให้ได้ซักขี้ตีนของเสี่ยตัน ภาสกรนทีกันบ้าง



หาก ยามยากเช่นนี้อาเจ็กสุรพร สิมะกุลธร ไม่มีน้ำใจมีทุกข์ร่วมต้าน มีสุขร่วมเสพย์ เชิญเลยครับจะัย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม เขมร ลาว หรือไปสร้างความเจริญให้กับอูกานด้า ซิมบับเว คองโก โซมาเลียที่ไหนก็ให้รีบๆไป

7.อย่าประโช้ด
อุตส่าห์ ทำจส.100มานาน คนเขาก็นับถือว่าอาจารย์สมเกียรติเป็นคนมีจิตอาสา นี่อะไรก็ไม่รู้ คนอยุธยา นครสวรรค์ ปทุม เมืองนนท์เขารับน้ำแทนเราเท่าไหร่แล้ว หากคนกรุงจะโดนน้ำเปียกน่อง ขอให้จังหวัดรอบนอกพร่องลงมาเหลือซักหน้าอกก็น่าจะยอมนะอาจารย์นะ

8.ถ้าไม่มีแก่ใจจะมีจิตอาสาช่วยน้ำท่วมซักทาง กรอกทรายก็ดูถูกว่าไม่ใช่งานของปัญญาชน บุกไปช่วยคนหรือหมาแมวติดน้ำท่วมก็บอกตัวเองไม่มีแรงวัวแรงควาย สุดท้ายนั่งหน้าจอแล้วก็ด่าๆๆๆๆๆๆๆๆอันนี้อยู่เฉยๆก็ได้ไม่มีใครว่า

เพราะหากเผลอ"ไม่ทำห่าแล้วด่าคน"ก็อาจจะโดนสวนแรงๆแบบนี้...
คำ ผกา,มติชนสุดสัปดาห์

9.หรือเจออาจารย์แม่แบบนี้...!!

คำค้มคม,จากเว็บดราม่า
จะเอาฮาไปถึงไหน ใจเขาใจเรา ลองโดนน้ำมิดหัวเข้าไปเหมือนคนอื่นเขายังจะรีทัชรูปแบบนี้อยู่ไหมหละเนี่ย


10.อย่าเอาตัวรอดแล้วโยนความผิดให้คนนั้นคนนี้ื มันไม่แมน




ประชาชนต้องมาก่อน?!-ช่างก่อสร้างกำลังพากันเร่งก่อกำแพงสูงขึ้นระดับอก หน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีที่ทำการอยู่ใกล้คลองประปาสามเสน(ภาพ:facebook) ขณะที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แสดงความกังวลน้ำท่วมคลองประปา
ส่วนอันนี้โฆษกพรรคปชป.พิสูจน์ทรายที่รัฐบาลส่งมาช่วยกทม. หลังจากก่อนนี้พิสูจน์ถุงทรายไปทีแล้ว..

...........

อย่าคิดถึงแต่ประโยชน์ตัว คิดถึงประโยชน์ท่านด้วย ใจเขา ใจเรา แล้วเราจะรอดวิกฤตไปด้วยกัน

ผู้หญิงใจกว้างกว่า

ที่มา Thai E-News





ประชาชนต้องมาก่อน?!-ช่างก่อสร้างกำลังพากันเร่งก่อกำแพงสูงขึ้นระดับอก หน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีที่ทำการอยู่ใกล้คลองประปาสามเสน(ภาพ:facebook) ขณะที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แสดงความกังวลน้ำท่วมคลองประปา

โดย ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ
ที่มา ไทยรัฐ
22 ตุลาคม 2554

ใจเสียแต่ไม่เท่าเสียใจ



ในอารมณ์ของคนเขตดอนเมือง และเขตหลักสี่ ด้านเหนือกรุงเทพมหานคร ที่ต้องเผชิญวิกฤติน้ำเหนือที่ไหลลงคลองประปา ทะลักเข้าท่วมเป็นพื้นที่แรกของเมืองหลวง ตื่นตระหนกขนของหนีน้ำกันหูตาเหลือก

ยิ่งได้ฟัง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. แถลงเลยว่า กทม.อยากจะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ แต่ทรัพยากรบุคคลและเครื่องมือต่างๆ ถูกนำไปช่วยในพื้นที่ กทม.ฝั่งเหนือและตะวันออก โดยเฉพาะที่เขตสายไหม ที่จะเร่งสร้างคันแนวกั้นน้ำริมแนวคลองหกวาให้เสร็จ กทม.จึงไม่สามารถไปช่วยประชาชนในสองเขตนี้ได้โดยเร็ว

จึงได้ประสานไปยัง ศปภ.ให้พยายามลดระดับน้ำในคลองประปา เพราะคลองประปาถือว่าเป็นจุดเดียวที่ กทม.ไม่สามารถเข้าไปสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ทาง กทม.จะเข้าไปซ่อมบายริเออร์ที่เสียหาย เพราะเป็นพื้นที่ของการประปานครหลวง จึงขอให้ทาง ศปภ.เข้าไปดำเนินการซ่อมแซมด้วย
“จุดที่รั่วอยู่เป็นพื้นที่ของ กปน. กทม.ไม่สามารถเข้าไปดูแลได้ ซึ่งผมได้ประสานไปยังรัฐบาลให้เข้าไปดูแลแล้ว หากน้ำที่มีการรั่วซึมออกมา อาจจะได้รับผลกระทบกับประชาชนก็สามารถเตรียมการอพยพได้ทันที ซึ่งในขณะนี้ก็ยังพบว่ามีการรั่วซึมอยู่ ด้วยเหตุผลทั้งหมด กทม.จึงขอให้ ศปภ.ช่วยรับผิดชอบด้วย”

ชิ่ง ปัดสวะกันออกอากาศเลย

เท่าที่จับน้ำเสียงปนอารมณ์หมั่นไส้ ในจังหวะต่อเนื่องกับปรากฏการณ์ชิงเหลี่ยมทางการเมืองที่ไล่มาตั้งแต่ช็อต ที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ประกาศเลยว่า

เรื่องการป้องกันน้ำท่วม กทม.ขอให้ฟังตนเองคนเดียว ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ของรัฐบาล ก็ฟ้องประจานว่า ผู้ว่าฯ กทม.ไม่ค่อยเข้าร่วมประชุมกับ ศปภ. ส่งแค่ตัวแทนมานั่ง

ตั้งแง่กันแม้กระทั่งเรื่องถุงทรายที่โวยวายว่า รัฐบาล “วางยา” ส่งถุงกระดาษให้

ยังไม่นับเกมชิงพื้นที่ข่าว แย่งกระแสมวลชน ตามปรากฏการณ์ที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นำทีมคนพรรคประชาธิปัตย์ ไปร่วมกับประชาชนและอาสาสมัครกรอกกระสอบทราย ทำพนังกั้นน้ำที่คลองหกวา เขตสายไหม

แต่หลังจากนั้นก็เป็นคิวของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองหลวง นำทีม น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที นายอนุสรณ์ ปั้นทอง ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ลงหน้างาน โชว์หน้าโชว์ตาให้ชาวบ้านเห็นเหมือนกัน

เบียดแย่งซีนกันแบบช็อตต่อช็อต

ลุยน้ำเล่นการเมืองกันก็เอา

แต่คนที่โดนน้ำจ่อครึ่งปากครึ่งจมูก ไม่มีแก่ใจเล่นเกมกับใคร จับน้ำเสียงเครียดปนเหนื่อยของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พูดถึงกรณีที่ผู้ว่าฯ กทม.ออกมาเรียกร้องให้ ศปภ.ดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการที่น้ำทะลักเข้าคลองประปา เขตหลักสี่ และดอนเมือง โดยอ้างว่า กทม.ไม่ได้รับผิดชอบดูแลพื้นที่น้ำในคลองประปา

วันนี้ไม่ต้องการที่จะพูดคำว่าเราต้องการความเป็นเอกภาพ เพราะวันนี้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่ต่างจังหวัด หรือ กทม.ต้องมีภาระรับผิดชอบร่วมกัน และขอให้ กทม.ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ขอความกรุณาอย่ามองว่าส่วนไหนเป็นหน้าที่ของ ศปภ.หรือรัฐบาลเลย

เพราะที่จริงแล้วรัฐบาลดูภาพรวม และดูแลพี่น้องประชาชนหลายจังหวัด ถ้าทาง กทม.จะช่วยเหลือได้ในส่วนของพื้นที่นี้จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทางรัฐบาลพร้อมสนับสนุน แต่ถ้า กทม.คิดว่าดูแลไม่ไหว เราก็จะเข้าไปดูแลในความรับผิดชอบพี่น้องประชาชนนั้นไม่ว่าจะอยู่จังหวัดใด ถือว่าเป็นหน้าที่ที่เรารับผิดชอบร่วมกัน

และวันนี้ต้องขอแรงในการรวมพลังช่วยกันทุกส่วนเพื่อต่อสู้กับอุทกภัย เพราะครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่หนักมาก เราต้องการความร่วมมือร่วมใจ ความเป็นเอกภาพที่จะมองภาพรวม ถ้าต่างคนต่างมองในมุมของตนเองจะทำให้ประเทศเดินไม่ได้

“ดิฉันอยากจะมองในเจตนาดีว่า ท่านผู้ว่าฯ กทม.เอง อยากให้มีกลไกช่วยกัน ขอให้ท่านทำหน้าที่ของท่านอย่างเต็มที่ และขอร้องทุกท่านทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อประชาชนวันนี้ให้เรา ก้าวผ่านวิกฤติให้ได้”

กลายเป็นผู้หญิงที่แสดงความใจกว้างมากกว่า.



ทีมข่าวการเมือง รายงาน

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง



มติชน:กลเกม การเมือง ต่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกม "ตัวอิจฉา"

Friday, October 21, 2011

กนก-สลิ่มซาดิสม์พลิกวิกฤตเป็นโอกาสตื้บรัฐบาล

ที่มา Thai E-News

เขาหละ กนก!-กนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้ดำเนินรายการข่าวโทรทัศน์เครือเนชั่น ซึ่งแสดงทัศนะอย่างเปิดเผยว่าสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ต่อต้านและอคติเกลียด ชังทักษิณกับ รัฐบาล สร้างความตะลึงด้วยการนำรูปนี้ขึ้นหน้าแฟนเพจ Kanok Ratwongsakul Fan Page ในเฟซบุ๊คของเขาเมื่อคืนนี้ แต่หลังจากโดนวิจารณ์อย่างหนักก็ได้ลบออกแล้ว แต่ไม่มีคำชี้แจงใดๆกับแฟนเพจที่ไปทวงถามคำชี้แจง แต่ได้แสดงความเห็นเรื่องทหารออกมาช่วยน้ำท่วมว่า "ซุเปอร์ฮีโร่ตลอดกาล"
แต่ไม่ว่านายกนกจะเขียนสนุกสนานสะใจทางเฟซบบุ๊คในเวลาจวน 4 ทุ่ม หรือ ตี 4 ก็ ตาม ความจริงก็คือนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่นายกนกเกลียดชังกำลังทำงานหามรุ่งหามค่ำแก้ปัญหาน้ำท่วมอยู่ ล่าสุดทีมงานของนายกฯยิ่งลักษณ์ได้แนะนำให้คนเข้าไปกดLikeหน้าเพจ Thailand Anti-Hoax Center หรือหน้าเพจต่อต้านข่าวลือผิดๆทั้งหลาย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 ตุลาคม 2554


เปิดโฉมแก๊งสลิ่มมือไม่พายเอาปากราน้ำ ปล่อยข่าวทำลายนายกฯไม่ใส่แก้น้ำท่วมหนีัเที่ยวดูคอนเสิร์ต
ต้นตอปล่อยข่าวนายกฯไม่สนใจแก้น้ำท่วมหนีไปดูคอนเสิร์ต-เว็บไซต์FreeThaiได้ แสดงหลักฐานตัวการที่เป็นต้นตอการปล่อยข่าวว่านายกฯยิื่งลักษณ์ไม่ใส่แก้ไข ปัญหาน้ำท่วม หนีไปดูคอนเสิร์ต เป็นผู้ใช้ชื่อล็อกอินทางทวิตเตอร์ว่า Tatum Natweerapoj


ซึ่งจากการตรวจสอบของคนในโลกออนไลน์คือ Facebookของล็อกอินที่ชื่อว่า สาคู เสรีซน รักหน้ากากแอ๊คชั่น พบว่า Tatum Natweerapoj เป็นผู้ที่มีทัศนะทางการเมืองต่อต้านนปช. เสื้อแดง และพรรคเพื่อไทย โดยปรากฎภาพเคยไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มสลิ่มเพื่อต่อต้านนปช.



นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวปฏิเสธการโจมตีทางอินเตอร์เน็ตเรื่องไม่สนใจแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกลับเอา เวลาไปหนีเที่ยวว่า ไม่เคยไปดูงานคอนเสิร์ตที่ว่านั้น เวลานี้ไปแค่บ้านกับที่ศปภ.ดอนเมืองเท่านั้น ไม่มีเวลาไปไหน ไม่อยากให้นำเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติใน เวลานี้
(ภาพล่าง)ภาพตกแต่งล่าสุดที่สลิ่มพากันแชร์ และรีทวิตกันอย่างสนุกสนาน แต่ไม่รู้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจะขำไปด้วยไหม(ที่มา:อัลบั้มภาพจากเฟซบุ๊คกนก รัตน์วงศ์สกุล)


ช่วงนี้มีการแพร่ข่าวทางโลกออนไลน์หลายข่าวโจมตีว่านายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ได้ ทุ่มเทแก้ไขปัญหา นอกจากกุข่าวหนีไปดูคอนเสิร์ตแล้วก็มีการนำภาพว่านายกฯยิ่งลํกษณ์ขึ้น ฮ.เล่นBBหน้าระรื่น ซึ่งต่อมาพบว่าเป็นรูปเก่าสมัยไปหาเสียงเมื่อเดือนมิถุนายน และภาพนายกฯยิ่งลักษณ์เดินบนสะพานไม้ ขณะที่ชาวบ้านจมน้ำ ซึ่งพบว่าความจริงนายกฯไปเจรจาชาวบ้าน2ฝ่ายที่ขัดแย้งกันเรื่องคันกั้นน้ำ รวมไปถึงการนำพระฉายาลักษณ์ของในหลวง กับสมเด็จพระเทพฯออกเผยแพร่พร้อมพระราชดำรัสที่ชี้ไปในทางว่ารัฐบาลบริหาร ผิดพลาด ต้องให้ในหลวงและพระราชวงศ์ลำบากพระวรกายแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้ราษฎร ซึ่งสำนักพระราชวังต้องออกมาปฏิเสธว่าเป็นพระราชดำรัสปลอม รวมทั้งเป็นภาพข่าวเก่า

พท.ล่าไอ้โม่ง ถล่ม"ปู"ในเน็ต

ข่าวสด รายงานว่า "พร้อมพงศ์" จวกขบวนการปล่อยข่าวโจมตีนายกฯ เชื่อเป็นฝีมือฝ่ายตรงข้ามที่เสียอำนาจ กุข่าวใส่ร้ายหวังจะล้มรัฐบาล เพื่อไทยมอบรมต.ไอซีที-รมต.คุมสื่อ กระชากหน้ากาก ไอ้โม่ง

"เด็จพี่"ชี้แผนล้มรัฐบาล

วันที่ 20 ต.ค. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงขบวนการปล่อยข่าวด้านลบโจมตี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในสังคมออนไลน์ ว่า คาดว่าเป็นการดำเนินการของฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งฝ่ายที่เสียอำนาจเสียประโยชน์ในทางการเมือง อาศัยสถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้ปล่อยข่าวทำลายความน่าเชื่อถือของนายกฯ และรัฐบาล ข้อเท็จจริงนายกฯ ก็ปฏิเสธแล้วว่าไม่ได้ไปดูคอนเสิร์ตยานนี

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า กระบวนการปล่อยข่าวลือดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งในแผนของฝ่ายตรงข้ามที่จ้องล้มรัฐบาล เล่นเกมการเมืองในทุกรูปแบบ ทำกันเป็นขบวนการ เริ่มจากกุเรื่อง สร้างข่าวมั่วใส่ร้ายป้ายสีนายกฯ ด้วยข้อความหรือเรื่องราวอันเป็นเท็จเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ ขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำที่จะสร้างความแตกแยก

ลั่นกระชากหน้ากากไอ้โม่ง

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า การประชุมส.ส. พรรคเมื่อวันที่ 19 ต.ค. พูดคุยในประเด็นดังกล่าว มองว่าข่าวลือที่เกิดขึ้นเป็นขบวน การจ้องทำลายความน่าเชื่อถือและหวังโจมตีรัฐบาล พรรคมีมติมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้า ไปตรวจสอบ ทั้งน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ตรวจสอบต้นตอของ การปล่อยข่าวลือว่ามาจากเว็บไซต์ใด รวมถึงรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสื่อ วิทยุชุมชน รวมทั้งสถานีข่าวบางช่องตามสถานีดาว เทียมที่พยายามขยายความเรื่องดังกล่าวหวังให้ประชาชนเกลียดชังรัฐบาล ลดความน่าเชื่อถือ ของนายกฯ ต้องดำเนินการเอาผิดเพื่อให้เป็น เยี่ยงอย่าง

โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย หวังเพียงเพื่อเอาชนะทางการเมืองเท่านั้น ยืนยันว่า นายกฯ ทำงานหนักตลอดทั้งสัปดาห์ไม่มีวันหยุด ทั้งการดูแลและออกตรวจสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ประชุมที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทก ภัย (ศปภ.) และที่ทำเนียบ จะเอาเวลาที่ไหนไปชมคอนเสิร์ต รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องกระชากหน้ากากของไอ้โม่งเหล่านี้ออกมาให้ได้

ยันนายกฯอยู่ศปภ.ตลอด

น.ส.วิลาวัลย์ ธรรมชาติ เลขานุการรมว. ไอซีที กล่าวถึงกระแสข่าวปล่อยนายกฯ ไม่เอาใจใส่ปัญหาน้ำท่วม แต่กลับไปดูคอนเสิร์ตยานนี ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะนายกฯอยู่ที่ศปภ.ในสนามบินดอนเมืองเกือบตลอด จนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น และหากมีเวลานายกฯ ก็ไม่ไปดู เพราะไม่มีความสุขกับสถานการณ์น้ำท่วมที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ส่วนกระทรวงไอซีทีไม่ได้นิ่งนอนใจ ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชน ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมเป็นอันดับแรก ซึ่งในแต่ละวันมีผู้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือผ่านทางสายด่วน 1111 กด 5 นับหมื่นราย

******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง

-หน้าเพจ Thailand Anti-Hoax Center ต่อต้านข่าวลือผิดๆ เช่น จริงไหมข่าวสะพานปทุม-รังสิตหัก,จริงไหมเรื่องว่าอาจารย์จุฬาหาว่าให้นิสิต จุฬาฯมาช่วยงานศปภ.ต้องเปลี่ยนเป็นเสื้อแดงก่อน ฯลฯ

-ตรวจสอบรูปข่าวลือง่ายๆ ด้วยGoogle Image Search

-จาก“FWD Mail”สู่“กดแชร์”และ“รีทวีต” เทคโนโลยีเปลี่ยนไป แต่การใช้งานไม่เคยเปลี่ยนแปลง

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งให้น้ำผ่้านวัง สมศักดิ์เจียมฯชี้กระฎุมพีซาบซึ้งปรากฏการณ์ใหม่

-ชั่วซ้ำซาก! "ปั้นคำสนทนาในหลวง-นายกฯ"

รายงานสถานการณ์น้ำ 21 ต.ค. 54

ที่มา Thai E-News

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน






วิเคราะห์สถานการณ์น้ำ 20 ต.ค.54 เวลา 19.30 น. โดย รศ.เสรี ทางสถานีไทยพีบีเอส



วิเคราะห์สถานการณ์น้ำ 20 ต.ค.54 เวลา 19.30 น.ศศิน เฉลิมลาภ

แผนผังแนวคันกั้นน้ำและแสดงระดับพื้นที่ในกทม.โดยกรมแผนที่ทหาร

ภาพถ่ายดาวเทียมจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กระทรวงวิทย์ฯ

From flood2011
ข้อมูล จากดา​วเทียม THEOS วันที่ 18 ตุลาคม 2554 แสดงพื้นที่​น้ำท่วมบริ​เวณบางส่วน​ของจังหวัด​สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี และพระนครศ​รีอยุธยา

From flood2011
ข้อมูล จากดา​วเทียม RADARSAT-2 วันที่ 20 ตุลาคม 2554 แสดงพื้นที่​น้ำท่วมบริ​เวณบางส่วน​ของจังหวัด​นครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี และสุพรรณบุ​รี

From flood2011
ข้อมูล จากดา​วเทียม RADARSAT-2 วันที่ 20 ตุลาคม 2554 แสดงพื้นที่​น้ำท่วมบริ​เวณบางส่วน​ของจังหวัด​อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ และอุทัยธา​นี

Thailand Anti-Hoax Center ศูนย์ต่อต้านข่าวหลอกลวง

ที่มา thaifreenews

โดย NuDang

ตอนนี้มีกระบวน สร้างข่าวปล่อยเยอะมาก

เจตนาไม่หวังดีต่อประเทศชาติ

ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความแตกแยก

เพื่อตัวเองจะได้ครอบครองอำนาจ

จึงเกิดแฟนเพจหน้านี้ขึ้นมา..จะได้ติดตามกัน