WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 24, 2011

โต๊ะเจรจาที่ปาตานี: ทางแพร่งและพงหนาม

ที่มา ประชาไท

บทความนี้จะให้ภาพรวมสถานการณ์ภาคใต้ในปัจจุบันได้ว่า ใคร เป็นใคร ทำอะไร และปัญหาภาคใต้คืออะไร

หลังจากรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จัดตั้งขึ้นเรียบร้อย เจ้าหน้าที่หลายคนทำงานด้านเจรจาสันติภาพใต้ดินในสามจังหวัดภาคใต้ รู้ชะตาตัวเองดีว่า ถึงเวลาต้องออกจากงาน เป็นที่รู้กันดีในสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. (National Security Council - NSC) มีไม่กี่คนได้พยายามเปิดการเจรจากับกลุ่มพูโลภายใต้การนำของนายกัสตูรี มาห์โกต้า และนายนัวร์ อัลดุลลามาน ทั้งคู่มักอ้างถึงความร่วมมือกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอื่นๆเช่นกลุ่ม บีอาร์เอ็น-คอร์ดิเนต (Barisan Revolusi Nasional /Coordinate - BRN/C)

ปัญหาก็คือ ในช่วงระหว่างมีการเจรจาลับนั้น สภาความมั่นคงแห่งชาติกลับไม่ประสบความสำเร็จในการชักจูงรัฐบาลพลเรือนเปิด ทางให้อำนาจอย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่และกระบวนการเจรจาดังกล่าว รวมทั้งไม่สามารถสร้างหลักประกันได้ว่าการเจรจาจะดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ตาม ปัญหาสำคัญประการต่อมาคือ กระบวนเจรจาดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายกระทั่งกลายมาเป็นความสับสน อันเนื่องจากความไม่เป็นเอกภาพของกลุ่มผู้นำมลายูที่กำลังลี้ภัยอยู่ในต่าง แดน ต่างกล่าวอ้างภาวะความเป็นผู้นำของกลุ่มองค์กรเคลื่อนไหว เช่นปรากฏว่ามีผู้กล่าวอ้างว่าเป็นผู้นำกลุ่มพูโลถึงสามราย ซึ่งไม่ต่างจากผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้นำกลุ่มบีอาร์เอ็น คอร์ดิเนต

นอกจากนั้น ยังมีฝ่ายทหารซึ่งไม่ชอบกระบวนการเจรจาสันติภาพที่ได้นำเสนอโดยสภาความมั่น คงแห่งชาติ แต่อย่างไรก็ดี ฝ่ายทหารก็ยังส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการเจรจาลับ นายทหารอาวุโสคนหนึ่งเน้นกับผู้เขียนว่า "สภาความมั่นคงแห่งชาติไม่สามารถประกันความต่อเนื่องได้ เราเป็นกุญแจดอกสำคัญในการแก้ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้" ประเด็นนี้เป็นที่ยอมรับกันดีในกลุ่มแบ่งแยกดินแดนดั่งกล่าวที่ได้เคยจับ อาวุธสู้รบกับฝ่ายทหารมาก่อนในยุคคริสต์ศักราชที่ 1970 ถึง 1980

ในตอนนี้ บริบทความขัดแย้งทางการเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เปลี่ยนไปมาก มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมา เป็นกลุ่มปฎิบัติการในพื้นที่ ติดตามดูแลพลพรรคตามกลุ่มเซลล์ต่างๆทั่วภาคใต้ที่พูดภาษามลายูอย่างทั่วถึง แทบพูดได้ว่ามีเพียงไม่กี่คนในกลุ่มรุ่นใหม่ที่เข้าถึงและยอมรับกลุ่มแบ่ง แยกดินแดนรุ่นพี่ๆ ผู้นำกลุ่มเหล่านี้มีการพบปะเสวนากันเป็นประจำก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะยอมรับคำสั่งร่วมจากกลุ่มอื่น กลุ่มจูแว (นักรบปาตานี) เป็นตัวอย่างที่ดี กลุ่มนี้ไม่มียุทธศาสตร์ทางหนีทีไล่เลย นอกจากจะพึ่งพากลุ่มลูกพี่เก่าๆ แต่เพราะปัญหาคือ ท่ามกลางผู้นำกลุ่มรุ่นพี่เองก็ไม่มีเอกภาพและการรวมตัวที่สมบูรณ์เพียงพอ ดังนั้น ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์คงที่แบบนี้ พวกจูแวจึงไม่ได้เดือดร้อนหรือมีความรู้สึกเร่งรีบอะไรที่จะเสริมสร้างสาย สัมพันธ์กับกลุ่มรุ่นพี่

กลุ่มแบ่งแยกดินแดนรุ่นพี่ มักชอบคิดแต่เรื่องดินแดนและการแข่งขันระหว่างกลุ่ม ที่น่าสังเกตคือทุกกลุ่มมักพูดว่าพวกเขาเป็นคู่เจรจาที่แท้จริง ทั้งที่เอาเข้าจริงมีหลายกลุ่มหลายพวกที่ใช้ชื่อองค์กรเดียวกัน จนทำให้กลุ่มคลังสมอง ภาคประชาสังคม รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เช่น องค์กรการประชุมอิสลาม (Organisation of Islamic Conference - OIC) ต้องหันมาแสดงความสนใจอย่างจริงจัง

ส่วนนักเจรจาสันติภาพหรือผู้ไกล่เกลี่ยก็เหมือนผู้นำแบกแยกดินแดนรุ่นพี่ ที่สนใจเฉพาะเรื่องดินแดนเช่นกัน ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว องค์กรโอไอซี (OIC) ได้จัดการจัดประชุมหลายครั้งกับผู้นำแบ่งแยกดินแดนที่ลี้ภัยต่างแดนเหล่านี้ พร้อมกับได้เรียกร้องให้พวกเขาจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมารองรับ โดยให้ชื่อว่า "สภาประชาชนปัตตานี" (United Patani People Council - UPPC)

ประเด็นสำคัญต่อข้อเสนอนี้คือ เมื่อยี่สิบปีก่อนเคยมีผู้นำรุ่นพี่ในขบวนการเบอร์ซาตู (Bersatu) ได้พยายามลองทำมาแล้วแต่ล้มเหลว เนื่องจากไม่มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนใดที่มีความยืดหยุ่นและมีข้อเสนอแลก เปลี่ยนที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

อดีตสมาชิกคนหนึ่งขบวนการเบอร์ซาตูปรารภว่า "ถ้ารัฐบาลไทยไม่สนใจในสภาประชาชนปัตตานี (UPPC) องค์กรโอไอซีก็ทำอะไรไม่ได้"

อย่างไรก็ดี ไม่มีใครรอไฟเขียวจากกรุงเทพฯ ผู้ที่เข้าร่วมประชุมที่โอไอซีจัดให้ข้อมูลว่า รุสดี ยินงอ ผู้นำรุ่นพี่พูโลอีกคนหนึ่ง (แต่เป็นคนละกลุ่มกับกัสตูรี) พร้อมจะกระโดดเข้ามาเป็นผู้นำสภาประชาชนปัตตานี ทันทีหลังจากที่มีการก่อตั้งเรียบร้อยอย่างเป็นทางการ ผู้นำอีกคนหนึ่งคือ แซมซูดิน คาน ผู้ซึ่งเคยประกาศตัวเองว่าเป็นผู้นำพูโล เขาพอจะมีสายสัมพันธ์และรู้จักผู้นำโอไอซีบางคน แต่ปัญหาก็คือไม่ใครรู้ว่ามันจะมีผลอย่างไรต่อการยอมรับในบรรดากลุ่มแบ่งแยก ดินแดนลี้ภัยทั้งหลาย อีกทั้งมีเพียงผู้คนจำนวนน้อยเท่านั้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความ เข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของกลุ่มที่เรียกว่า “ผู้นำ”

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องปวดหัวคือ ยังไม่ผู้นำแบ่งแยกดินแดนลี้ภัยคนใด มีความสามารถชักจูงให้องค์กรระหว่างประเทศ คล้อยตามว่า เขามีบารมีและความสามารถในการเป็นผู้นำหรือมีอำนาจสั่งการต่อกลุ่มวัยรุ่น ไทย-มาเลย์หลายพันคนในสามจังหวัดภาคใต้ที่รู้จักกันในนาม “จูแว” อย่างแท้จริง อย่างไรก็ดีหลายๆฝ่ายรวมทั้งทหารไทยเชื่อว่า การเจรจากับกลุ่มแบกแยกดินแดนรุ่นพี่ๆ ยังเป็นทางออกที่ดี เพราะในตอนนี้กลุ่มจูแวไม่ออกตัวมาเจรจาโดยตรงเพราะกลัวว่าอาจจะถูกปองร้าย หรือฆ่าตาย หากการเจราจาในอนาคตเกิดล้มเหลวขึ้นมา อีกเหตุผลหนึ่งที่พวกจูแวทั้งหลายจะไม่ออกมาร่วมขบวนการเจรจาสันติภาพก็คือ ทุกวันนี้ การที่พวกเขาสามารถโจมตีเหล่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไหน เมื่อใดก็ได้ย่อมแสดงถึงความเป็นผู้ชนะอยู่แล้ว

ตอนนี้กรอบการเจรจาของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (NSC) กำลังมาถึงโค้งสุดท้าย ในขณะที่ฝ่ายทหารกระตือรือร้นจะเริ่มกระบวนการสันติภาพอีกครั้งหนึ่งกับ บรรดากลุ่มรุ่นพี่ ผู้นำทหารหลายคนบอกกับผู้เขียนว่า ยินดียอมรับความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะอินโดนีเซียและมาเลเซีย เพื่อช่วยในเรื่องไกล่เกลี่ย และคาดหวังว่าผู้ให้การคุ้มครองเจ้าเก่าเหล่านี้จะสามารถนำพวกจูแวมาสู่โต๊ะ เจรจา หรืออย่างน้อยที่สุดก็อาจจะเข้าร่วมในฐานะตัวแทนพวกจูแวได้

เรื่องนี้พูดง่ายแต่ทำยาก เนื่องจากกลุ่มจูแว โดยเฉพาะพวกวัยรุ่นเหล่านี้ไม่ค่อยแยแสในเรื่องการเจรจาสันติภาพ พวกเขาวาดหวังว่าผู้คุ้มครองเจ้าเก่าจะสามารถผนึกเป็นกำลังสำคัญของฝ่ายการ เมืองในกระบวนการสันติภาพร่วมกับรัฐไทย แต่ก็เป็นเรื่องที่คาดหวังยาก เพราะต่างก็รู้ดีว่าขบวนการของตนอยู่ในสถานะที่แยกส่วนและมีอิสระในการ เคลื่อนไหวมากเกินไป ส่วนผู้คุ้มครองเก่าๆ ก็อยู่กันอย่างไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวอย่างมากด้วย ดังนั้นไม่ว่าการขยับไปสู่การตั้งโต๊ะเจรจากระบวนการสันติภาพอย่างเป็นทาง การจึงเป็นเรื่องยาก ยกเว้นแต่เมื่อใดที่กลุ่มผู้คุ้มครองเจ้าเก่าสามารถรวมตัวกันและยอมเป็นฝ่าย การเมืองด่านหน้าให้กับกลุ่มจูแว เมื่อนั้น กลุ่มจูแวก็อาจบรรลุความมุ่งหมายในการปลดปล่อยมาตุภูมิในประวัติศาสตร์ของ พวกเขา “ปาตานี” ซึ่งบางคนที่ผันตัวมาเป็นพวกจูแวก็เพราะความโกรธแค้นจากความอยุติธรรมที่เคย เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เช่น เหตุการณ์ตากใบ และบางส่วนก็พอใจรับใช้กลุ่มพ่อค้ายาเสพติดและพ่อค้าของเถื่อนตามชายแดน มากกว่า ส่วนคนอื่นๆ ยังคิดว่าการเจรจาเป็นแผนการร้ายอันจะล่อพวกเขาให้ปรากฏตัวออกมาเพื่อรอวัน ตาย

สอง-สามเดือนก่อน ทั้งฝ่ายตำรวจและทหารพูดกันคนละเรื่องถึงเบื้องหลังการระเบิดรถยนต์ที่ยะลา ทหารบอกว่าเป็นฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ตำรวจกลับบอกว่าเป็นฝีมือของพวกค้าของเถื่อน ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ หลังจากเหตุการณ์ระเบิดใช้รถจักรยานยนต์และรถยนต์ที่อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส

สิ่งที่น่าสนใจคือ การอธิบายสถานการณ์จากฝั่งรัฐก็ไม่เป็นเนื้อเดียวกันด้วย เช่นที่ฝ่ายตำรวจและทหารต่างออกมาพูดถึงเบื้องหลังเหตุการณ์ระเบิดรถยนต์ที่ ยะลาเมื่อสอง – สามเดือนก่อนกลับเป็นคนละเรื่อง เพราะในขณะที่ตำรวจบอกว่าเป็นฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนทหารกลับอธิบายว่า เป็นฝีมือของพวกค้าของเถื่อน และอีกเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้หลังจากเหตุการณ์ระเบิดรถจักรยานยนต์และรถ ยนต์ที่อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลลงความเห็นว่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดที่ว่า จ้างกลุ่มวัยรุ่นหัวรุนแรง (จูแว) เพื่อตอบโต้การกวาดล้างยาเสพติด แต่แหล่งข่าวของกองทัพกลับลงความเห็นว่าเป็นปฏิบัติการของกลุ่มจูแวเองที่ ต้องการสั่งสอนบทเรียนแก่สังคมไทยว่าธุรกิจค้าประเวณีและอบายมุขทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อีกต่อไปในพื้นที่ ซึ่งแหล่งข่าวในกลุ่มบีอาร์เอ็น โคออดิเนต (ไม่ใช่พวกเดียวกับกลุ่มของกัสตูรี) มีความเห็นสอดคล้องกับการวิเคราะห์ของของฝ่ายทหารไทยเรื่องสาเหตุในการโจมตี ที่สุไหงโกลกเมื่อเดือนสิงหาคม ศกนี้

สมาชิกคนนี้แสดงความกังวลต่อพวกวัยรุ่นบางคนที่ยอมทำงานให้กลุ่มมิชฉาชีพ ต่างๆ ประเด็นนี้ทำให้กลุ่มขบวนการติดประวัติอาชญากรรมไปด้วย สร้างความความอับอาย และบั่นทอนเป้าหมายระยะยาว เพราะมันแสดงให้เห็นว่ากลุ่มขบวนการซึ่งยังอาศัยอยู่ในต่างประเทศ ไม่สามารถควบคุมความประพฤติของวัยรุ่นเหล่านี้ได้

ทั้งนี้แหล่งข่าวคนเดียวกันยังยืนยันคำกล่าวอ้างของรัฐบาลพร้อมตอกย้ำว่า “พวกผู้ใหญ่ในขบวนการรู้สึกเป็นห่วงว่าการกระทำดังกล่าวคาบเส้นการต่อสู้ที่ มีกับอาชญากรรม” ซึ่งข้อสังเกตดังกล่าวจะเข้าทางรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มีแนวโน้มต้องการใส่ร้าย ป้ายสีขบวนการที่ได้ต่อสู้มาเป็นเวลาช้านานเพื่อลดความสำคัญของประวัติ ศาสตร์คับแค้นใจของคนมลายูในปัตตานี

รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีมุมมองที่น่าสนใจ คือกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ความแร้นแค้นทางประวัติศาสตร์และกลุ่มลักลอบค้ายา เสพติดนั้นถือว่าเป็นพวกทำผิดกฎหมายเหมือนกัน ฉะนั้นมันง่ายมากที่จะเดาท่าทีของรัฐบาลชุดนี้ต่อ “การเจรจาสันติภาพ” ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่าทีของฝ่ายทหารไทยจึงมีความสำคัญ ประเด็นมีอยู่ว่า ฝ่ายทหารจะสามารถทำงานร่วมกับกัวลาลัมเปอร์หรือจาการ์ตาได้หรือไม่ เพราะลึกๆในสายตาของฝ่ายทหาร ทั้งสองประเทศไม่ได้วางตัว “เป็นกลางที่แท้จริง” สำหรับการเจรจาสันติภาพ เพราะถือว่าเป็น “กลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสีย” โดยตรง อันเนื่องมาจากสาเหตุที่ผู้นำรุ่นพี่ๆเหล่านี้ได้รับสัญชาติสองประเทศนี้ พร้อมที่พำนักถาวร ซึ่งในสายตาของฝ่ายไทยไม่ได้ถือว่าเป็น “กลาง”

อย่างไรก็ตาม ในหมู่ผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจกันดีว่า ทั้งกัวลาลัมเปอร์และจากาตาร์ นั้นมีความสำคัญจำเป็นต้องดึงเข้ามามีส่วนไกล่เกลี่ยไม่มากก็น้อย เพื่อโน้มน้าวเอากลุ่มต่างๆเข้ามาสู่โต๊ะเจรจาเดียวกัน กระนั้นก็ตามยังไม่มีหลักประกันว่ากลุ่มจูแวจะเห็นดีด้วย

เพื่อให้กระบวนการเจรจาสันติภาพประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องสิ่งมีดึงดูดน่าพอใจหรือข้อเสนอที่น่าสนใจที่จะทำให้กลุ่มจู แวสนใจและยอมรับ ซึ่งในขณะนี้พวกเขาเป็นฝ่ายเหนือกว่าในภาคสนามเนื่องจากสามารถโจมตีเป้าหมาย ได้ทุกพื้นที่ทุกเวลาเมื่อพวกเขาต้องการ

บก. 'อ่าน': ตำแหน่งแห่งที่ของ'คนทำหนังสือ' ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 ต.ค.) เนื่องในวาระการเปิดร้านหนังสือ Book Re:public และโครงการ Cafe Democracy ที่จังหวัดเชียงใหม่ เวลา 18.00 น. มีการจัดวงเสวนาสาธารณะในหัวข้อ "ยังจะทำ/เขียน/อ่าน/ขาย หนังสืออยู่อีกหรือ?" โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการวารสารอ่าน วรพจน์ พันพงศ์ นักเขียนหนังสือ/สารคดี และ เสาวนีย์ เมฆานุพักตร์ เจ้าของร้านหนังสือ 'เล่า' โดยได้แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจในการทำหนังสือท่ามกลางบริบททางสังคมและการ เมืองในปัจจุบัน จากมุมมองของคนที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ

ในการเสวนาดังกล่าว ไอดา บรรณาธิการวารสาร 'อ่าน' ได้อภิปรายประเด็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสังคมไทย และนัยสำคัญของการแก้ไข พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ที่มติครม. เพิ่่งมีมติเห็นชอบไปเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา โดยมีบทบัญญัติให้อำนาจแก่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการจัดการกับสิ่งพิมพ์ที่เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง, ละเมิด 'ความมั่นคงของชาติ' และ 'ศีลธรรมอันดี'

โดยประชาไทขอนำเสนอบทอภิปรายดังกล่าวแก่ผู้อ่าน ดังนี้

Book Republic forum

(จากซ้าย) ไอดา อรุณวงศ์, เสาวนีย์ เมฆานุพักตร์ และวรพจน์ พันพงศ์
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Book Re:public

“การอ่านหนังสือจึงยังคงเป็นกิจกรรมของคนมีการศึกษาและมีโอกาสทางสังคมจำนวนหนึ่ง
ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สามารถมีเสียงดังในสังคมนี้ได้โดยไม่ต้องลงแรง
เลือดตาแทบกระเด็นหรือถูกสไนเปอร์ยิงหัวเป็นว่าเล่น”

000

แม้จะได้รับการติดต่อจากคณะผู้จัดงานล่วงหน้าเป็นระยะเวลาพอสมควร แต่เอาเข้าจริงก็เพิ่งจะมานั่งคิดและเตรียมการพูดเมื่อไม่กี่วันนี้เอง ซึ่งอาจจะเป็นข่าวร้ายสำหรับผู้ฟังอยู่สักนิดตรงที่ว่า มันเป็นช่วงเวลาที่กำลังทบทวนอย่างหนักจริงๆ ว่า “ยังจะทำหนังสืออยู่อีกหรือ” หรืออันที่จริงถ้าจะให้ตรงกว่านั้นก็คือ “ยังจะทำต่อไปอีกทำไม” และคำตอบที่ได้ก็ออกจะชวนหม่นหมองและเป็นการมองโลกในแง่ร้ายอยู่สักนิด เพราะมันจะกลายเป็นคำตอบจากอารมณ์เก็บกดของ 1) คนทำหนังสือปัญญาชน 2) เพศหญิง (ไม่มีลูกมีผัว) 3) แห่งเจเนอเรชั่นลูกหลง 4) ที่ดำรงอยู่ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข

ถ้าจะให้ขยายความนิยามต่างๆ ข้างต้น ก็คงต้องพูดกันยืดยาวเกินไป และจำนวนหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องเก็บและกดไว้ต่อไปอย่างลูกผู้หญิงของ ประเทศนี้ ที่ต้องคำนึงถึง “ขบวน” และถ้อยคำอะไรทั้งหลายที่ใหญ่โตกว่าคำที่ “เอาท์” ไปจากสังคมไทยแล้วโดยที่ยังไม่เคยได้ “อิน” อย่างคำว่า “สิทธิสตรี” ในวันนี้ และด้วยภาวะอารมณ์ที่ใกล้จะเป็นหญิงเสียสติเต็มที จึงไม่มีอะไรจะพูดถึงประเด็นนี้นอกจากการบอกตรงๆ กับปัญญาชนเพศชายจำนวนหนึ่งของประเทศนี้ว่า FUCK YOU และ FUCK OFF

ส่วนนิยามที่ว่าเป็นเจเนอเรชั่นลูกหลงนั้น ก็ควรจะเลิกฟูมฟายขยายความเสียที มันก็แค่เป็นคนรุ่นที่เกิดหลังรุ่น 14 และ 6 ตุลาไม่ทันพอที่จะมาเกทับกันทางประวัติศาสตร์ได้ แต่ก็ดันทันพอที่จะไปทะเล่อทะล่ารับเอาสปิริตบางอย่างของปัญญาชนรุ่นนั้นมา ไว้ แล้วก็ได้แต่นั่งมองคนรุ่นนั้นใน “วัยวิกฤติ” ของพวกเขาอย่างตาสว่างกระจ่างใจ เพราะพวกเขาไม่เพียงไม่เยาว์ ไม่เขลา และไม่ทึ่ง อีกต่อไป แต่พวกเขายังเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ฉลาด และปวารณาตัวเพื่อกู้ชาติ รักพระพุทธทาสศาสนา และมั่นใจว่าคนไทยปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์กันเกินกว่าหนึ่งล้านคนแน่นอน อีกด้วย

ในเมื่อไม่มีอะไรจะพูดในเรื่องเพศและวัย หรือเพศสถานะและเจเนอเรชั่นแล้ว ก็เหลือสองเรื่องให้อภิปราย คือเรื่องตำแหน่งแห่งที่และบริบท นั่นคือการทำหนังสือปัญญาชนในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์เป็นประมุข

ตอนที่เริ่มทำวารสารอ่านใหม่ๆ เคยมีนักข่าวถามว่าคิดอย่างไรกับปัญหาที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยเพียง ปีละ 8 บรรทัดหรืออะไรทำนองนั้น ก็ตอบเขาไปว่าไม่รู้สึกว่าวารสารฉบับนี้จะต้องมาทำหน้าที่ส่งเสริมการอ่าน ให้คนไทยอ่านหนังสือให้เยอะขึ้น เพราะ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนที่ไม่อ่านหนังสือ แต่อยู่ที่คนที่อ่านมากกว่า ว่าพวกเขาอ่านกันอย่างไร เพราะเราไม่ควรลืมว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนี้อยู่ในภาวะที่ขาดแคลน สวัสดิการพื้นฐานของชีวิตมานานหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ ศึกษา รายได้ขั้นต่ำ สิทธิในการรักษาพยาบาล แม้ในช่วงหลังมานี้จะมีความพยายามของฝ่ายการเมืองที่จะทำนโยบายเพื่อแก้ไข ปัญหาเหล่านี้อยู่บ้าง แต่ภาวะนี้ที่สะสมมานานก็ทำให้คนไทยจำนวนมหาศาลขาดโอกาสเหล่านั้นไปแล้ว และไม่น่าแปลกใจที่การอ่านหนังสือจะกลายเป็นกิจกรรมที่ฟุ่มเฟือยเกินไป สำหรับพวกเขา

การอ่านหนังสือจึงยังคงเป็น กิจกรรมของคนมีการศึกษาและมีโอกาสทางสังคมจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สามารถมีเสียงดังในสังคมนี้ได้โดยไม่ต้องลงแรงเลือด ตาแทบกระเด็นหรือถูกสไนเปอร์ยิงหัวเป็นว่าเล่น คนกลุ่มนี้ โดยเหตุที่อยู่ในโลกของการสื่อสารแบบคนมีการศึกษา จึงมักเชื่อมั่นในการเรียนรู้ผ่านโลกของการอ่าน ไม่ว่าจะอ่านหนังสือที่เป็นเล่มหรืออ่านผ่านโลกไซเบอร์ ยิ่งอ่านภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันได้ ยิ่งรู้สึกว่ารู้จักโลกมากขึ้นไปกันใหญ่ ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องผิดนัก ช่วยไม่ได้ ก็อย่างที่นักเขียนบางคนของประเทศนี้เคยบอกไว้ – คนเรามันเกิดมาไม่เท่ากัน สอดคล้องกันกับที่เจ้านายบางคนเคยยกสาธกอธิบายว่า ดูแต่นิ้วมือทั้งห้าของเราก็หาได้เท่ากันไม่ ซึ่งทั้งครูภาษาไทยและนักสื่อสารมวลชนของไทยก็นิยมอ้างใช้กันต่อๆ มา โดยที่ไม่ยักฉุกคิดว่า จริงอยู่ นิ้วมือของคนอาจไม่สามารถยาวเพิ่มขึ้นได้ เกิดมาเป็นแบบไหนก็อยู่ไปแบบนั้น แต่มนุษย์เราสามารถขยับสถานะหรือตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองได้ หากได้รับโอกาสทางสังคมการเมืองที่เท่าเทียมกันมิใช่หรือ ไม่ต้องพูดถึงว่านี่ออกจะเป็นการสอบตกวิชาการใช้เหตุผลขั้นพื้นฐาน ก็มันธุระอะไรเล่าที่จะเอาสิทธิทางการเมืองไปเทียบเคียงกับความสั้นยาวของ นิ้วมือนิ้วตีน

คนกลุ่มนี้แหละ ที่วารสารอ่านมองว่าเป็นกลุ่มที่เป็นปัญหาหรือเป็นกลุ่มเป้าหมาย คนกลุ่มที่พูดอะไรก็เสียงดัง พูดอะไรก็ขลัง พูดอะไรก็ดูจะเป็นความจริงอันไม่อาจโต้แย้งได้ นั่นคือกลุ่มคน “นิ้วกลาง” ที่มีอภิสิทธิ์มากพอที่จะได้เป็นคนอ่านหนังสือ (และบางทีก็เป็นคนเขียนด้วย)

ส่วนคนกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มคนที่เป็นปัญหาในสายตาของวารสารอ่าน คือคนกลุ่มที่ต้องเผชิญปัญหาในชีวิตมากมายอยู่แล้วจนไม่มีเวลาจะมาอ่านหรือ มาหัดอ่านหนังสือ หากว่าหลังเสร็จการงานอันอ่อนล้าแล้วพวกเขาจะหันหน้าเข้าหาหนังสืออย่างศาลา คนเศร้า ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือน่าวิตกกังวลอันใด หนังสือเหล่านั้นอาจจะมีอะไรให้น่า “ถอดรหัส” “รื้อสร้าง” อยู่เหมือนกันก็ได้ แต่มันไม่เป็นปัญหาเท่าหนังสือที่เอาเข้าจริงแล้วอุดมไปด้วยมายาคติเสียยิ่ง กว่า อันได้แก่บรรดาหนังสือของคนที่ไม่อ่านศาลาคนเศร้า คนกลุ่มที่เรามักเรียกว่าเป็นผู้มีการศึกษา หรือในหลายกรณีเราก็เรียกว่าเป็นปัญญาชน

แล้วเหตุการณ์ทางการเมืองในรอบสี่ ห้าปีที่ผ่านมา ก็ยิ่งเป็นบทพิสูจน์ที่ดีว่า คนกลุ่มไหนที่ยิ่งอ่านหนังสือยิ่งไร้กึ๋น ยิ่งอ่านหนังสือที่ดูก้าวหน้ายิ่งดูจะล้าหลัง เห็นคนเป็นคนไม่เท่ากัน ถ้าไม่เห็นเป็นนิ้วมือก็เห็นเป็นควาย และต้องเป็นควายสีแดงเท่านั้นด้วย

ประชาชนที่ออกมาตายตามราชดำเนินและตรงราชประสงค์ ไม่ได้เรียนรู้ประชาธิปไตยจากหนังสือรัฐศาสตร์ ไม่ได้เรียนรู้เรื่องสิทธิและเสรีภาพจากนักปรัชญา ไม่ได้เรียนรู้เรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันจากตำรามานุษยวิทยา ไม่ได้เรียนรู้เรื่องแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์จากขี้ปากนักมนุษยศาสตร์และ วรรณคดีหน้าไหน ไม่ได้เรียนรู้เรื่องหัวใจและจิตวิญญาณจากนักเทศน์และศิลปินคนใด พวกเขาเรียนรู้จากการยอมเอาตัวและหัวใจเข้าแลก ซึ่งเป็นวิธีวิทยาที่โง่เกินไปสำหรับปัญญาชนหลังตู้หนังสือ

เท่าที่พล่ามมาก็คงพอจะทำให้ท่านทั้งหลายสังเคราะห์ออกมาได้ว่า เบื้องลึกของการยังฝืนทนเป็นคนทำวารสารอ่านและสำนักพิมพ์อ่านต่อไป ก็เนื่องมาจากความสัมพันธ์แบบ love-hate กับคนอ่านหนังสือทั้งหลาย ซึ่งรวมถึงตัวเองด้วย มีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อชดใช้บาปกำเนิดทางชนชั้นพอๆ กับชดใช้บาปกำเนิดของการเกิดเป็นลูกหลานนังอีฟ

คิดว่าคงไม่เป็นการเข้าข้างตัวเองเกินไปแน่นอนถ้าจะบอกว่า สาเหตุ สำคัญที่ทำให้คนไทยยิ่งอ่านยิ่งไร้กึ๋น (ซึ่งกึ๋นในที่นี้หมายถึงทั้งความสามารถในการเกิดพุทธิปัญญาหรือ enlighten หรือตาสว่าง และรวมถึงในความมายของความกล้าหาญ) ก็เพราะสิ่งที่เรียกว่าวิจารณญาณหรือ critical mind ไม่อาจเกิดขึ้นได้ภายใต้สภาพอย่างที่เป็นอยู่ สภาพที่สังคมตกอยู่ภายใต้อำนาจทางกฎหมายและทางวัฒนธรรมที่ยังเชื่อว่าคนเรา ไม่เท่ากัน ดังนั้นคนบางกลุ่มจึงมีอภิสิทธิ์และอาญาสิทธิ์เหนือคนส่วนใหญ่ได้ถึงขนาดที่ ไม่อนุญาตแม้แต่ที่จะให้มีการตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์ต่ออภิสิทธิ์และ อาญาสิทธิ์นั้น โดยลืมไปว่า การบอกว่า “คนเราเท่ากัน” นั้น ไม่ใช่จะเป็นการลดทอนหรือดึงอะไรให้ต่ำลงมาแต่อย่างใด การเห็นคนเป็นคน เห็นคนเป็นคนเท่าๆ กันต่างหาก คือการให้เกียรติและเคารพต่อกันในฐานะมนุษย์อย่างที่สุดแล้ว

ตัวอย่างล่าสุดของความเข้าใจผิดเช่นนี้ คือการผลักดันให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ครั้งล่าสุด ที่ให้เพิ่มโทษทางปกครองยุบยิบแยกย่อยอีกมากมาย มากำกับให้คนทำหนังสือทั้งหลายจงอยู่ในโอวาท แค่ไม่ได้ส่งหนังสือปกละสองเล่มให้หอสมุดแห่งชาติก็อาจถูกปรับได้ถึงหนึ่ง หมื่นบาท (นี่ใจคอไม่คิดจะช่วยสนับสนุนซื้อหนังสือเข้าหอสมุดเองบ้างหรืออย่างไร)

รวมถึงการเพิ่มโทษทางอาญาในกรณีที่เขาอธิบายเหตุผลในทางหลักการว่า “สมควรกำหนดให้มีมาตรการบังคับในการควบคุมสิ่งพิมพ์หรือหนังสือพิมพ์ที่มีผล กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” ซึ่งผลก็คือการเพิ่มมาตรา 18/1 ที่ว่า “ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจออกคำสั่งห้ามพิมพ์ เผยแพร่ สั่งเข้าหรือนำเข้าเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร ซึ่งหนังสือพิมพ์ใดๆ ที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” และ “ห้ามมิให้นำข้อความที่มีลักษณะที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือข้อความที่กระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนมาแสดงไว้ด้วย” หากฝ่าฝืน “ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจริบและทำลาย”

อันที่จริงเนื้อหานี้ก็มีอยู่ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้มาแต่เดิมอยู่แล้วและน่าอนาถเกินพออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าของเดิมนั้นมีบังคับอยู่เฉพาะในหมวดของสิ่งพิมพ์ ซึ่งหมายถึง สมุด กระดาษ หนังสือ หรือวัสดุใดๆ ที่พิมพ์ขึ้นเป็นหลายสำเนา แต่ที่เพิ่มมานี้เป็นการเพิ่มมาในหมวดหนังสือพิมพ์ ซึ่งโดยนิยามนั้นหมายถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกตามวาระทั้งหลายอันได้แก่นิตยสารและ วารสารด้วย ไม่อยากจะคิดเลยว่าเขานึกหน้าวารสารฉบับไหนอยู่บ้างตอนที่เพิ่มมาตรานี้เข้า มา รวมทั้งเพิ่มโทษทางอาญาให้หนักกว่าเดิมด้วย

มีแต่คนที่ไม่เชื่อในการใช้เหตุใช้ผลและใช้วิจารณญาณเท่านั้นแหละ ที่จะใช้อำนาจมาบังคับการใช้เหตุใช้ผลและใช้วิจารณญาณของคนอื่น และมีแต่อำนาจที่กำลังหวั่นไหวและวิตกจริตต่อความศักดิ์สิทธิ์ของตัว เองอย่างหนักแล้วเท่านั้นแหละ ที่จะมาเที่ยว ริบ ทำลาย จำคุกใครต่อใคร แค่เพราะหมึกบนกระดาษไม่กี่แผ่น

อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเมื่อเทียบกับกฎหมายที่ใหญ่กว่านั้น อย่างรัฐธรรมนูญของประเทศนี้ที่มีมากกว่าหนึ่งมาตราที่สามารถเอาประชาชนมือ เปล่าขังคุกอย่างไม่มีทางสู้ เพราะถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ทั้งหมดที่ว่ามานั่นน่ะ เอาเข้าจริงมันก็คือการพูด การเขียน การแสดงความเห็น เท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าจับอาวุธขึ้นมาจะไปทำอะไรใคร หรือสั่งการให้ใครไปฆ่าใครด้วยซ้ำ ทำไมมันถึงกลายเป็นความผิดฉกรรจ์ไปได้ แล้วคนที่จะมาตัดสินว่าอะไรเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่ายนี่ก็ต้องเป็นพวกที่อ่าน หนังสือตำรับตำรามามากมายเสียเหลือเกินอีกนั่นแหละ ถึงได้มั่นใจในความสามารถในการแยกแยะของตัวเองได้พอที่จะไม่ละอายแก่ใจทุก ครั้งที่ตัดสินไม่ให้ประกันหรือตัดสินโทษประชาชนที่อยู่ในประเทศที่ปกครอง ด้วยระบอบประชาธิปไตย

ต้องขอยืมลีลาคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มาใช้ ว่า วิจารณ์ ไม่ใช่หมิ่น เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่อาฆาตมาดร้าย เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่หมิ่น เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่อาฆาตมาดร้าย เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่หมิ่น เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่ อาฆาตมาดร้าย เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่หมิ่น เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่อาฆาตมาดร้าย เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่หมิ่น เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่อาฆาตมาดร้าย เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่หมิ่น เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่อาฆาตมาดร้าย เข้าใจไหม การวิจารณ์ไม่ใช่อย่างเดียวกันกับการหมิ่นและการอาฆาตมาดร้ายโว้ย ได้ยินไหม

คงเพราะอย่างนี้นี่เอง สี่ห้าปีมานี้เขาถึงได้พร่ำพูดให้เราจำขึ้นใจ ว่าเราอยู่ในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข ทั้งที่แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เห็นต้องมาขยายความกันถึงขนาดนี้ เพิ่มคำขยายขึ้นมาให้น้ำหนักมันอยู่ที่วลีต่อท้าย จนเดี๋ยวนี้ถ้าแค่พูดไม่ครบก็จะแทบกลายเป็นการหมิ่นไปได้แล้ว ทำไมประเทศอังกฤษหรือญี่ปุ่นไม่เห็นต้องพูดแบบนี้มั่ง รู้ตัวหรือเปล่าว่ายิ่งทำแบบนี้ยิ่งสะท้อนความหวั่นไหว ว่ากลัวคนจะไม่รู้ว่าตำแหน่งแห่งที่ของอะไรอยู่ตรงไหน เพราะ ไม่งั้นถ้าจะต้องขยายความกันอย่างนี้ ก็ควรเรียกไปเลยว่าเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฝ่ายบริหาร มีประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานฝ่ายนิติบัญญัติ และมีประธานอะไรอีกดีล่ะที่เป็นประธานฝ่ายตุลาการ ทำไมไม่เอาแบบนั้นไปเลยล่ะ อย่างน้อยก็จะได้เฉลี่ยความไหวหวั่นให้เนียนขึ้นอีกหน่อย

ประชาชนใน พ.ศ. นี้จึงน่าสงสารเสียยิ่งกว่าประชาชนใน พ.ศ. 2475 ที่เคยถูกกล่าวหาว่าโง่ขนาดไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร เพราะประชาชนใน พ.ศ. นี้เรียกชื่อระบอบการปกครองของประเทศก็ยังไม่ถูก

อันที่จริงก็ดีเหมือนกันที่เราถูก บีบให้ต้องเรียกมันให้เต็ม ก็ดี มันจะได้ตอกย้ำ จะได้ไม่ลืมว่าเรากำลังเผชิญอยู่กับปัญหาแบบไหน การเรียกเพียงสั้นๆ ว่าประชาธิปไตยจะทำให้เราประเมินสถานการณ์ผิดไป และเกิดสิ่งที่เรียกว่า false hope ได้ พอๆ กับที่ต้องบอกตัวเองว่า การที่ผู้หญิงบ้านๆ คนหนึ่งมาเป็นบรรณาธิการหนังสือปัญญาชน จะเท่ากับการได้มี “a room of one's own” ก็หาไม่ เพราะเอาเข้าจริงแล้วก็ยังไม่ต่างอะไรจาก mad woman in the attic เหมือนเดิม

และอย่าประหลาดใจ ถ้าวันดีคืนดีคนทำวารสารอ่านและสำนักพิมพ์อ่าน จะลุกขึ้นมาประกาศเลิกทำหนังสือ ไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องวิจารณ์อะไรกันอีก เผชิญหน้ากับชะตากรรมของการต้อง “ไหลพรากทางตา” กันอย่างเดียวต่อไป

แต่อย่ามาถามก็แล้วกันว่ามันจะไหลด้วยความซาบซึ้งหรือความคับแค้นใจ
เพราะถึงวันนั้นเหตุผลก็คงหมดความหมาย และสายเกินไปเสียแล้ว

รายงานสถานการณ์น้ำ 24 ต.ค. 54

ที่มา Thai E-News

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน







สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ GISDATA

From flood2011
ผังเส้นทาง​น้ำ และชั้นควา​มสูง กทม. และปริมณฑล

From flood2011
พื้นที่น้ำ​ท่วมขังและ​ปริมาณการป​ริมาตรน้ำใน​พื้นที่ GISTDATA - 23 ต.ค.


วิเคราะห์สถานการณ์น้ำของดร เสรี ศุภราทิตย์ ทางTPBS 23 ต.ค.

ตู่+เต้นจัดเต็มโต้สลิ่ม:น้ำใจไม่แพ้ภัยน้ำลายท่วม

ที่มา Thai E-News

ปล่อยให้ปัญญาชนกรอกทราย?-แล้ว ปล่อยผู้นำฝ่ายค้านพาครอบครัวพักผ่อนสุดหรูที่มัลดีฟ อย่่างไรก็ตามแม้คอลัมน์ฮ็อตในไทยรัฐบอกว่านายอภิสิทธิ์ไปมัลดีฟ แต่ข่าวสดรายงานว่าเขาไปอังกฤษ
ปล่อยให้2สหายโดนข่าวลือ- ส่วนเฟซบุ๊คของ Abhisit Vejjajiva นำเสนอภาพว่าเช้านี้เขายังอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ ในกรุงเทพฯ

พลิกวิกฤตเป็นโอกาสใส่ไคล้รัฐบาล-รูป ที่บรรดาสลิ่ม ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล มีการเผยแพร่โจมตีทางอินเตอร์เน็ต ประเด็นที่ใส่ร้ายคือ รัฐบาลกับศปภ.นำสิ่งของที่ประชาชนบริจาคมาแปะชื่อทักษิณ หรือนักการเมืองแล้วขนขึ้นรถคนเสื้อแดงไปแจกเฉพาะหมู่บ้านเสื้อแดงที่โดนน้ำ ท่วม

ฟังคำอธิบายจากณัฐวุฒิ-จตุพร รวมทั้งกรณีนายปรเมศวร์ มินศิริ เวบไซต์thaifloodถอนตัว ตามคลิปด้านล่างนี้





โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 ตุลาคม 2554

บก.ลายจุด+ทหารเล่าเรื่องศปภ.ทำงานกันยังไง




ทำดีแล้วโดนด่าไม่ทำห่าแล้วด่าคน สลิ่มแหลรัฐบาลเอาของบริจาคแปะชื่อทักษิณแจกแต่หมู่บ้านเสื้อแดง


โจมตีว่าเอาของบริจาคมาแปะป้ายชื่้อทักษิณ-ก่อน หน้านี้พวกสลิ่มพากันปล่อยข่าวแล้วก็แชร์กันต่อๆตามfacebookว่าน้ำท่ืวมมี ต้นเหตุจากทักษิณ(อีักแล้ว...)จากนั้่นก็ด่าว่าไม่เห็นทักษิณช่วย โฆษกปชป.ไปกระพือต่อว่าทักษิณช่วยอะไรหรือยัง? ความจริงคือทักษิณช่วยบริจาคเงินและสิ่งของรวมทั้งเรือเมื่อ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา

พอช่วยแล้่่ว พวกสลิ่มก็ตามมาด่าอีกว่า มีการแปะชื่อทักษิณบนถุงยังชีพ แล้วขนใส่รถเสื้อแดงไปแจกเฉพาะหมู่บ้านเสื้อแดง แบบนี้อย่าบริจาคผ่านศปภ.ให้ไปบริจาคผ่านกาชาด หรือหน่วยงานบรรเทาทุกข์ที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระราชวงศ์แทนดี กว่า(ที่มาภาพ:facebook เจเจ สาทร)


เอาของบริจาคจากเมืองจีนแปะชื่อทักษิณ+เสื้อแดง- คุณเจเจ สาทร ชี้แจงว่า วันนี้ มีรายการตอแหลแต่เช้า มาใส่ร้ายว่าของช่วยเหลือน้ำท่วมทั้งหมดของจีน แต่ทักษิณ เอาภาพตัวเองแปะบนกล่องพัสดุอ้างว่าเป็นของทักษิณส่งมาช่วยน้ำท่วม

ทุกวันนี้เขาโกหกรายวัน ผมเลยเปิดบท "Go6tv โกหกรายวัน" ซะเลย เพราะมั่นใจว่า มันมีเรื่องโกหกได้ทุกวัน เกินวันละเรื่องแน่นอน facebook

ส่วนเรื่องที่คุณปรเมศร์ เวบไซต์ไทยฟลัดถอนตัวจากศปภ.ไปแล้วก็โจมตีว่าศปภ.เน้นเล่นพวกเสื้อแดงนั้น คุณเจเจสาทรบอกว่า ไทยฟลัด นอกจากทำเว็บ ก็มีแต่ "ตั้งกล่องบริจาค" โดยเอาเงินเข้าเว็บไซต์อย่างเดียว ทำอย่างนี้ไม่สวย เสื้อแดงเขาอาสาเอารถมาขนของไปช่วยกระจายถุงยังชีพ เพราะรถทหาร ตำรวจ รถคุก รถไปรษณีย์ รถดับเบิ้ลเอ รถอาสาสารพัดก็ยังไม่ทัน (อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:แฉกลับเหตุ'THAIFLOOD'ถอนตัว)


คณะที่หมอสลักธรรม โตจิราการ ลูกชายอาจารย์ธิดา โตจิราการ รักษาการประธานนปช.แจ้งทางเฟซบุ๊คคล้ายๆกัน กรณีทีภาพขนของบริจาคที่คนมาบริจาคกับศปภ.ขึ้นรถเสื้อแดงไปบริจาคผู้ประสบ ภัยนั้น

ฟังพวกที่มาหาว่าเสื้อแดงเอาของบริจาคของคนอื่นไปแจกแล้วนึกถึง เสื้อแดงที่บริจาคและแพ็กของส่งให้นปช.และเสื้อแดงทุกกลุ่ม รวมถึงเสื้อแดงที่บริจาคให้ศปภ.และกลุ่มอื่นโดยตรง บางคนที่จนมากๆในกล่องรับบริจาคเขายังพยายามใส่เหรียญมาให้ เขาคงเสียใจมากที่ขนาดเขาบริจาคและแกนนำไปช่วยแจกยังมีคนใส่ไคล้ขนาดนี้ ค่ารถบางครั้งนปช.ก็ต้องออกเอง เพราะรถทหารเหลือแค่10คัน เนื่องจากต้องไปขนประชาชนหมด แม้จะขอรถทหารเขายังขอคันละ2,000บาทต่อคันต่อวันเป็นเบี้ยเลี้ยงก็ต้องกัดฟันควักเนื้อเพื่อให้มีรถบรรทุกไปช่วยเหลือประชาชนเลย

ส่วนคุณข้าวหอม ประชาไท เขียนถึงความล้มเหลวของสลิ่มในรอบ 1 สัปดาห์ในการกุข่าว ปล่อยข่าว แพร่ข่าวผ่านทางเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และโลกออนไลน์ ดังนี้

1. ธงผันน้ำสีแดง >> จริงๆสีส้ม
2. ยิ่งลักษณ์กดบีบีในขณะประชาชนเด­ือดร้อน >> ภายเก่าสมัยหาเสียงที่เชียงใหม่
3. ยิ่งลักษณ์ไปดู concert Yanni >> ไม่ได้ไป คนไปคือบรรหารและสุรยุทธ์ (ผู้จัดงานยืนยัน)
4. ยิ่งลักษณ์ใส่ Burberry ลุยน้ำท่วม >> แล้วไงวรกร จาติกวณิชยังใส่ Chanel ได้เลย (แพงกว่าด้วย)
5. รมต.ช่วยเอาของประชาชนมาติดชื่อตัวเ­อง >> เป็นของบริจาคลูกๆรมต.ช่วย ติดชื่อให้พ่อ
6. ถุงบริจาคใบใหญ่มีชื่อรมต.จะเอาของประชาชนมาใส่ >> จริงๆเป็นถุงใส่ทรายกันน้ำ
7. ยิ่งลักษณ์ซดเหล้า >> แค่คนหน้าคล้ายจากฟิลิปปินส์
8. ไม่ใส่แดงไปช่วยที่ดอนเมืองไม่ได้ >> ภาพข่าวยืนยันชัดเจน มีเสื้อทุกสี
9. พระราชดำรัสในหลวง >> ปลอม

ส่วนความพยายามหนที่ 10 ก็ตามข่าวข้างต้นนี่แหละ คือให้ร้ายป้ายสีใส่ความว่ารัฐบาลเอาของบริจาคจากประชาชนมาแปะชื่อทักษิณและ ขนขึ้นรถเสื้อแดงไปบริจาคชาวบ้าน และจะให้ชาวบ้านที่ปักธงแดงหน้าชุมชน หรือหมู่บ้านเสื้อแดงก่อนเท่านั้น...(คิดเข้าไปได้)
คนอื่นเขาตั้งใจมาช่วยผู้ประสบภัย พวกนี้ตั้งใจมาจับผิด แล้วก็ดันโชว์โง่อีก(ที่มา:facebookเจเ้จ สาทร)

ท่านคิดว่าความพยายามเล่นบทตัวอิจฉา หรือผู้ร้ายหนังไทยของสลิ่มฉากต่อไปคืออะไร...? และจะประสบผลหรือไม่?

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

กนก-สลิ่มซาดิสม์พลิกวิกฤตเป็นโอกาสตื้บรัฐบาล

-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แจงสลิ่มให้รู้ฟัง

Who is this man? ตามหาชายนิรนามเก็บกล้องช่างภาพอิตาลี กุญแจไขปริศนาฆาตกรรม19พฤษภา53

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 ตุลาคม 2554

พี่สาวผู้มุ่งมั่นของฟาบิโอ โปเลนกี (Fabio Polenghi - ช่างภาพอิตาเลียนซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 53) ได้เปิดเพจ "Who is this man?" ( https://www.facebook.com/pages/Who-is-this-man/240714019314299) ขึ้น เพื่อตามหาชายในภาพ ซึ่งได้เก็บกล้องของน้องชายเธอไปหลังจากที่เขาถูกยิง

โดยเธอเชื่อว่าชายคนนี้สามารถให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันที่ 19 พ.ค. 53 ซึ่งมีความสำคัญต่อการสืบสวนในคดีของฟาบิโอได้

เธอและครอบครัวจึงต้องการติดต่อกับชายในภาพ เพื่อขอข้อมูล หรืออย่างน้อย "ภาพในเมมโมรีการ์ด" จากกล้องของฟาบิโอ ซึ่งมีความหมายต่อเธอและกรณีนี้อย่างมาก

หากคุณเป็นคนในภาพ หรือทราบช่องทางติดต่อชายคนนี้ ได้โปรดแจ้งไปยังพี่สาวของฟาบิโอ โดยส่งข้อความผ่านทางเพจนี้https://www.facebook.com/pages/Who-is-this-man/240714019314299 หรือส่งอีเมลไปที่ info@fabiopolenghi.org โดยไม่จำเป็นต้องระบุชื่อจริง




ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร นี่เป็นโอกาสที่จะช่วยให้เกิดความยุติธรรมสำหรับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์

ได้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ดูจากภาพแล้วชายผู้นี้น่าจะเป็นคนช่วยชีวิตช่างภาพอิตาเลียน หากดูจากหมวกที่ใส่ และเสื้อที่เหมือนเสื้อเกราะ พบว่าเหมือนๆพวกนักข่าวต่างประเทศชอบใส่เวลานั้น ดังนั้นชายผู้นี้อาจจะเป็นนักข่าว หรือช่างภาพ (ไม่นักข่าวช่างภาพไทยก็อาจเป็นชาวเอเชีย อาจเป็นญี่ปุ่น มาเลย์ ฟิลิปปินส์ อะัไรยังงั้นไหม?)


เป็น ไปได้ไหมว่าชายผู้นี้อาจจะเป็นนาย MASAYUKI ZAITO ช่างภาพของสำนักข่าว NEWSCLIP เข้าไปช่วยช่างภาพอิตาเลียน เมื่อพิจารณาจากสารคดีของบีบีซีที่เคยสัมภาษณ์เขาไว้(ดูตั้งแต่นาทีที่ 9.13-9.45) พบว่ามีเค้าหน้าใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตามแอดมินของเพจWho is this man?(พี่สาวของนัำกข่าวอิตาเลียนผู้เสียชีวิต)แจ้งว่านาย Masayuki Zaito ไม่ใช่ชายนิรนามที่กำลังประกาศตามหา เพราะเป็นที่แน่ชัดว่าแม้นายMasayuki Zaitoจะอยู่ในเหตุการณ์ แต่เป็นคนละคนกับชายในภาพที่ตามหา เนื่องจากในเหตุการณ์ดังกล่าวMasayuki Zaitoใส่หมวกสีเหลือง ไม่ใช่หมวกสีเทาดำดังคนในภาพที่กำลังตามหา ดูในคลิปข่าวต่อไปนี้ในนาทีที่0.05

ทำดีแล้วโดนด่าไม่ทำห่าแล้วด่าคน สลิ่มแหลรัฐบาลเอาของบริจาคแปะชื่อทักษิณแจกแต่หมู่บ้านเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 ตุลาคม 2554

โจมตีว่าเอาของบริจาคมาแปะป้ายชื่้อทักษิณ-ก่อน หน้านี้พวกสลิ่มพากันปล่อยข่าวแล้วก็แชร์กันต่อๆตามfacebookว่าน้ำท่ืวมมี ต้นเหตุจากทักษิณ(อีักแล้ว...)จากนั้่นก็ด่าว่าไม่เห็นทักษิณช่วย โฆษกปชป.ไปกระพือต่อว่าทักษิณช่วยอะไรหรือยัง? ความจริงคือทักษิณช่วยบริจาคเงินและสิ่งของรวมทั้งเรือเมื่อ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา

พอช่วยแล้่่ว พวกสลิ่มก็ตามมาด่าอีกว่า มีการแปะชื่อทักษิณบนถุงยังชีพ แล้วขนใส่รถเสื้อแดงไปแจกเฉพาะหมู่บ้านเสื้อแดง แบบนี้อย่าบริจาคผ่านศปภ.ให้ไปบริจาคผ่านกาชาด หรือหน่วยงานบรรเทาทุกข์ที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระราชวงศ์แทนดี กว่า(ที่มาภาพ:facebook เจเจ สาทร)


เอาของบริจาคจากเมืองจีนแปะชื่อทักษิณ+เสื้อแดง- คุณเจเจ สาทร ชี้แจงว่า วันนี้ มีรายการตอแหลแต่เช้า มาใส่ร้ายว่าของช่วยเหลือน้ำท่วมทั้งหมดของจีน แต่ทักษิณ เอาภาพตัวเองแปะบนกล่องพัสดุอ้างว่าเป็นของทักษิณส่งมาช่วยน้ำท่วม

ทุกวันนี้เขาโกหกรายวัน ผมเลยเปิดบท "Go6tv โกหกรายวัน" ซะเลย เพราะมั่นใจว่า มันมีเรื่องโกหกได้ทุกวัน เกินวันละเรื่องแน่นอน facebook

ส่วนเรื่องที่คุณปรเมศร์ เวบไซต์ไทยฟลัดถอนตัวจากศปภ.ไปแล้วก็โจมตีว่าศปภ.เน้นเล่นพวกเสื้อแดงนั้น คุณเจเจสาทรบอกว่า ไทยฟลัด นอกจากทำเว็บ ก็มีแต่ "ตั้งกล่องบริจาค" โดยเอาเงินเข้าเว็บไซต์อย่างเดียว ทำอย่างนี้ไม่สวย เสื้อแดงเขาอาสาเอารถมาขนของไปช่วยกระจายถุงยังชีพ เพราะรถทหาร ตำรวจ รถคุก รถไปรษณีย์ รถดับเบิ้ลเอ รถอาสาสารพัดก็ยังไม่ทัน (อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:แฉกลับเหตุ'THAIFLOOD'ถอนตัว)


คณะที่หมอสลักธรรม โตจิราการ ลูกชายอาจารย์ธิดา โตจิราการ รักษาการประธานนปช.แจ้งทางเฟซบุ๊คคล้ายๆกัน กรณีทีภาพขนของบริจาคที่คนมาบริจาคกับศปภ.ขึ้นรถเสื้อแดงไปบริจาคผู้ประสบ ภัยนั้น

ฟังพวกที่มาหาว่าเสื้อแดงเอาของบริจาคของคนอื่นไปแจกแล้วนึกถึง เสื้อแดงที่บริจาคและแพ็กของส่งให้นปช.และเสื้อแดงทุกกลุ่ม รวมถึงเสื้อแดงที่บริจาคให้ศปภ.และกลุ่มอื่นโดยตรง บางคนที่จนมากๆในกล่องรับบริจาคเขายังพยายามใส่เหรียญมาให้ เขาคงเสียใจมากที่ขนาดเขาบริจาคและแกนนำไปช่วยแจกยังมีคนใส่ไคล้ขนาดนี้ ค่ารถบางครั้งนปช.ก็ต้องออกเอง เพราะรถทหารเหลือแค่10คัน เนื่องจากต้องไปขนประชาชนหมด แม้จะขอรถทหารเขายังขอคันละ2,000บาทต่อคันต่อวันเป็นเบี้ยเลี้ยงก็ต้องกัดฟันควักเนื้อเพื่อให้มีรถบรรทุกไปช่วยเหลือประชาชนเลย

ส่วนคุณข้าวหอม ประชาไท เขียนถึงความล้มเหลวของสลิ่มในรอบ 1 สัปดาห์ในการกุข่าว ปล่อยข่าว แพร่ข่าวผ่านทางเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และโลกออนไลน์ ดังนี้

1. ธงผันน้ำสีแดง >> จริงๆสีส้ม
2. ยิ่งลักษณ์กดบีบีในขณะประชาชนเด­ือดร้อน >> ภายเก่าสมัยหาเสียงที่เชียงใหม่
3. ยิ่งลักษณ์ไปดู concert Yanni >> ไม่ได้ไป คนไปคือบรรหารและสุรยุทธ์ (ผู้จัดงานยืนยัน)
4. ยิ่งลักษณ์ใส่ Burberry ลุยน้ำท่วม >> แล้วไงวรกร จาติกวณิชยังใส่ Chanel ได้เลย (แพงกว่าด้วย)
5. รมต.ช่วยเอาของประชาชนมาติดชื่อตัวเ­อง >> เป็นของบริจาคลูกๆรมต.ช่วย ติดชื่อให้พ่อ
6. ถุงบริจาคใบใหญ่มีชื่อรมต.จะเอาของประชาชนมาใส่ >> จริงๆเป็นถุงใส่ทรายกันน้ำ
7. ยิ่งลักษณ์ซดเหล้า >> แค่คนหน้าคล้ายจากฟิลิปปินส์
8. ไม่ใส่แดงไปช่วยที่ดอนเมืองไม่ได้ >> ภาพข่าวยืนยันชัดเจน มีเสื้อทุกสี
9. พระราชดำรัสในหลวง >> ปลอม

ส่วนความพยายามหนที่ 10 ก็ตามข่าวข้างต้นนี่แหละ คือให้ร้ายป้ายสีใส่ความว่ารัฐบาลเอาของบริจาคจากประชาชนมาแปะชื่อทักษิณและ ขนขึ้นรถเสื้อแดงไปบริจาคชาวบ้าน และจะให้ชาวบ้านที่ปักธงแดงหน้าชุมชน หรือหมู่บ้านเสื้อแดงก่อนเท่านั้น...(คิดเข้าไปได้)
คนอื่นเขาตั้งใจมาช่วยผู้ประสบภัย พวกนี้ตั้งใจมาจับผิด แล้วก็ดันโชว์โง่อีก(ที่มา:facebookเจเ้จ สาทร)

ท่านคิดว่าความพยายามเล่นบทตัวอิจฉา หรือผู้ร้ายหนังไทยของสลิ่มฉากต่อไปคืออะไร...? และจะประสบผลหรือไม่?

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

กนก-สลิ่มซาดิสม์พลิกวิกฤตเป็นโอกาสตื้บรัฐบาล

-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แจงสลิ่มให้รู้ฟัง

Sunday, October 23, 2011

ไอซีที เร่งจับมือปล่อยข่าวลือโจมตี ‘ยิ่งลักษณ์’

ที่มา ข่าวสด

วันที่ 23 ต.ค. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือไอซีที กล่าวถึงกรณีที่มีนักวิชาการออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมผ่านทาง สังคมออนไลน์ต่างๆ ในขณะนี้ว่า ผู้รับสาร คือประชาชนควรมีแนวทางการรับข่าวสารก่อนตัดสินใจ ถ้าเป็นข้อมูลทางราชการก็อยากให้ติดตามจากทางราชการมากกว่าช่องทางอื่น เพราะข้อมูลอาจจะไม่ตรงกัน

ส่วนการปล่อยข่าวลือด้านลบโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั้น ตนอยากเรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว เพราะข่าวที่ปล่อยออกมาได้สร้างความเสียหายทั้งสภาพจิตใจ และการบริหารจัดการปัญหาของรัฐบาลเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติไปให้ได้

สำหรับกรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่ารู้ตัวคนปล่อยข่าวด้านลบของนายกฯ แล้ว โดยเป็นนักการเมืองระดับชาติอยู่เบื้องหลังนั้น ตนในฐานะที่มีขีดความสามารถในการตรวจสอบ ยืนยันว่ากระทรวงไอซีทีกำลังตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอยู่ รวมทั้งข่าวด้านลบในเรื่องอื่นๆ ด้วย โดยมีการตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามการกระทำที่ไม่ถูกต้อง การใช้ข้อมูลเป็นเท็จ รวมถึงการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลางในกรณีอื่นๆ ด้วย ซึ่งตนจะเร่งดำเนินการสืบค้นต้นตอของผู้ที่ปล่อยข่าวลือโดยเร็วที่สุด และขอยืนยันว่าทางกระทรวงจะดำเนินการทุกย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีการกล่าวหาใครทั้งสิ้น

“การแสดงความคิดเห็นที่เกิดขึ้นผ่านทางสังคมออนไลน์ต่างๆ ในขณะนี้ ถือเป็นสิทธิเสรีภาพประชาชน แต่ในสภาวะที่เรายกำลังเผชิญภัยพิบัติ ความร่วมมือและการสร้างความเข้าใจ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ ดังนั้นขอเรียกร้องว่าอย่าใช้เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้บิดเบือนทางการเมือง หากแสดงความเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจ เราน้อมรับแต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ส่วนจะเป็นกระบวนการเพื่อล้มรัฐบาลหรือไม่นั้น โดยปกติของการบริหารราชการแผ่นดินของทุกรัฐบาล ย่อมจะมีฝ่ายไม่เห็นด้วยเสมอ แต่ในสภาวะแบบี้ไม่ควรมีสี มีข้าง หรือแบ่งพรรคแบ่งพวก อยากให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันเพื่อให้ผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาระบุว่าไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 แทนการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพราะไม่เกิดประโยชน์นั้น ว่าพ.ร.บ.ป้องกันฯ ใช้ในการป้องกันภัยธรรมชาติโดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ที่สำคัญ พ.ร.บ.ป้องกันฯ ดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ร่วมกันออกกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาฯ ซึ่งทุกพรรคก็เข้าใจตรงกัน ตนจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดพรรคประชาธิปัตย์จึงแสดงความไม่เห็นด้วยกับกฎหมาย ฉบับนี้

นายกฯ ห่วงดอนเมือง หลักสี่ ยันไม่ท่วม กทม.ทั้งหมด เร่งสูบน้ำออก

ที่มา ข่าวสด


วันที่ 23 ต.ค. ที่ศปภ. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธกระแสข่าวว่าหากน้ำท่วมกทม.จะย้ายศปภ.ไปอยู่
จ.ชลบุรี โดยกล่าวว่า ตนยังไม่ทราบข่าวดังกล่าว สถานการณ์น้ำในวันนี้น้ำอาจจะมีส่วนเข้ากทม.บ้างเนื่องจากมีหลายจุดที่น้ำ เอ่อล้นพนังกั้นน้ำ ซึ่งประสานงานไปที่กทม.กำลังเร่งสูบ และแก้ปัญหาโดยเฉพาะพื้นที่เซียร์รังสิต และอาจจะปัญหาในพื้นที่ ดอนเมือง หลักสี่ ที่อาจจะมีท่วมขัง ก็จะเร่งสูบระบาย แต่ยังไม่ใช่พื้นที่ทั้งหมดของกทม.

อีกทั้ง ต้องเฝ้าระวังในหลายจุด แต่อาจจะมีเอ่อล้นบ้างบางจุดก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง ดูแล ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยก็อยากให้ย้ายสิ่งของมีค่าต่างๆออกจากพื้นที่ที่ ลุ่มต่ำ เพื่อความปลอดภัย ไม่ประมาท

นายกฯ ยอมรับว่ามีปัญหาในจุดการปิดประตูน้ำพระอินทร์ ซึ่งตนจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหามาตรการว่าจะทำอย่างไรเพื่อ ปิดประตูน้ำให้ได้ แต่ที่ประตูนั้นดังกล่าวนั้นน้ำเชี่ยวมาก แรงมาก ตอนนี้พยายามกั้นประตูน้ำพระอินทร์และตลอดแนว

อีกจุดคือคลองเปรมประชากร ซึ่งตามแผนระบายน้ำ ต้องการเบี่ยงออกทางตะวันออกไปทางคลองระพีพัฒน์และคลองรังสิตประยูรศักดิ์ แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศนั้นเป็นแอ่งช้อนขึ้นไปทำให้น้ำไหลไปไม่มากเท่า ที่คาดหวัง และน้ำที่มาจากอยุธยาสองทางนั้นค่อนข้างแรง เมื่อมารวมกันที่คลองเปรมประชากร ทำให้เป็นภาระหนักของประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ และประตูน้ำพระอินทร์ ตรงนี้น่าเป็นห่วง และพยายามกั้นเพื่อชะลอน้ำเพื่อไม่ให้เข้ากทม.ชั้นใน ดังนั้น น้ำทะลักเข้าบริเวณดังกล่าวประมาณ 50 เซนติเมตร ถึง 1เมตรกว่า

ตนบอกไม่ได้ว่าคน กทม.จะได้รับผลกระทบนานแค่ไหน เพราะมีปัญหาหลายอย่างที่คุมไม่ได้ ประชาชนกทม.ต้องมีผลกระทบบ้าง เพราะน้ำต้องไหลผ่านลงมาตามคลองต่างๆ โดยเฉพาะคลองแสนแสบ จึงต้องอาศัยตามท่อระบายน้ำของกทม.ระบายออกให้เร็วที่สุด ก่อนที่น้ำทะเลจะหนุนสูงในสิ้นเดือนนี้ แต่การระบายน้ำลงคลองแสนแสบยังไปไม่ได้เต็มที่ จึงให้คณะทำงานไปทำงานร่วมกทม.เพื่อไปดูเฉพาะจุดว่าทำไมจึงยังเปิดประตู ระบายน้ำไม่ได้อย่างเต็มที่

สำหรับกรณีน้ำทะลักคันกั้นน้ำที่แยกเขียวไข่กา เขตบางกระบือ นายกฯ กล่าวว่า น้ำล้นทะลักจากคันกั้นประมาณ 10 เซ็นติเมตร และประสานงานกทม.เร่งสูบซึ่งปลัดกทม.ดำเนินการอย่างเต็มที่ และกั้นได้แล้ว ควบคุมสถานการณ์ได้

เมื่อถามว่า การที่มีน้ำท่วมขังบริเวณสนามกีฬาธูปเตมีย์จะทำให้สามารถกระจายไปถนน พหลโยธินได้ง่ายหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช่ แต่ได้ระดมสรรพกำลังเต็มที่ ดังนั้นน่าจะควบคุมสถานการณ์ให้รักษาปริมาณน้ำได้ และเร่งระบายออก ตอนนี้เราพยายามสู้กับน้ำ ระดมทุกส่วนเพื่อควบคุมปริมาณน้ำ

นอกจากนี้ ตอนนี้ปัญหาบริเวณบางบัวทองคือ มีหลายบ้านที่ไม่ยอมย้ายออกจากบ้านก็คงต้องขอความร่วมมือเนื่องจากกำลังเจ้า หน้าที่มีจำกัด มีความจำเป็นเอาไว้ช่วยเหลือฉุกเฉิน ทำให้ไม่สามารถอำนวยความสะดวกขนย้ายประชาชนได้ ศูนย์พักพิงตอนนี้มีกว่า 1,200 แห่ง แต่ประชาชนอยู่เพียงไม่กี่ร้อยศูนย์ ปัญหาคือประชาชนต้องการอยู่ในศูนย์ที่ใกล้บ้านเท่านั้นเพราะต้องการกลับเข้า ไปดูแลบ้านได้

นายกให้สัมภาษณ์ ความคืบหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วม 23 10 54 (คลิป12นาที)

ที่มา thaifreenews

โดย ขวดเปล่า



รัฐบาลที่แตกต่าง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



กับวิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่

ถ้า ไม่ใช่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่เป็นรัฐบาลอีกชุด ป่านนี้ประชาชนทั้งผู้ประสบภัยและไม่ประสบภัยคงต้องดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเรียบร้อย

เผลอๆ ยังจะมีรัฐมนตรีขนาดกะทัดรัดบางคนออกมากล่าวโจมตีสื่อมวลชนที่ลงไปทำข่าวทุกวันนี้ว่า

"ทำเพื่อโปรโมตบริษัทตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อชาติ พยายามทำเหมือนรัฐบาลไม่ทำอะไร"

หรือมี "ผู้นำ" บางคนที่จิตใจคับแคบ พูดจาแดกดันพิธีกรข่าวชื่อดังว่าเมื่อไหร่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง

อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ปัจจุบัน บางคนในซีกฝ่ายค้านไม่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ในยามประเทศชาติอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน

ยังมุ่งแต่จะเล่นการเมือง ฉวยเอาวิกฤตประชาชนกำลังประสบปัญหาทุกข์ยากมาเป็นโอกาสในการโค่นล้มรัฐบาล

อย่างการเสนอให้รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินสู้ภัยน้ำท่วมนั้น

ว่า กันตามจริงคงมองเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากเป็นเรื่องของการขุดกับดักหลุมพรางทางการเมือง พร้อมกับสร้างความแตกแยกระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ

โทรโข่งแมลงสาบอ้างว่า มีภาคเอกชนถึงกับออกมาคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องให้รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินเพื่อแก้ไขสถานการณ์ขณะนี้

อยากรู้จริงๆ ว่าภาคเอกชนที่ว่าคือใคร

ทำไมถึงกระเหี้ยนกระหือรืออยากให้บ้านเมืองอยู่ภายใต้กฎหมายกึ่งเผด็จการ

ถ้าบอกว่าเพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการเด็ดขาด ถามว่าจะให้เด็ดขาดอย่างไร

เวลาประกาศให้ประชาชนอพยพแล้วเขาไม่อพยพ บางคนก่อม็อบฮือไปพังคันกั้นน้ำ หรือยกพวกไปขัดขวางการปิด-เปิดประตูน้ำ

ถาม ว่าใจคอจะให้ใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา หรือสั่งให้ทหารใช้กำลังลากตัวไปกักขังในข้อหาพยายามปกป้องบ้านเรือน ทรัพย์สินของตัวเองให้อยู่รอดหรืออย่างไร

น่าเห็นใจฝ่ายค้านที่ต้องกระเสือกกระสนแย่งชิงพื้นที่สื่อ ไม่ปล่อยให้รัฐบาลทำงานได้ง่ายๆ

เพราะรัฐบาลทำงานมากเท่าไหร่

ก็จะยิ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากรัฐบาลชุดที่แล้วมากเท่านั้น