ที่มา thaifreenews
โดย bozo
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมครอบครัว
เดินทางไปประเทศอังกฤษตั้งแต่คืนวันที่ 20 ต.ค.
โดยคาดว่าจะเดินทางกลับก่อนวันที่ 25 ต.ค.
เนื่องจากในวันที่ 25 ต.ค.มีนัดนำทีมพรรคประชาธิปัตย์ไปแข่งขันฟุตบอล
นัดพิเศษกับทีมรวมดาราช่อง 3 เพื่อหาเงินช่วยน้ำท่วมที่สนามติณสูลานนท์ จ.สงขลา
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 ต.ค. นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์
ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวนายอภิสิทธิ์เดินทางไปประเทศอังกฤษว่า
"ไม่ได้ไปไหน ตอนนี้หัวหน้าอยู่กับครอบครัว พรุ่งนี้ก็มาแล้ว" ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
จากการตรวจสอบทราบว่านายอภิสิทธิ์ใช้พาสปอร์ตแดงในการเดินทางไปอังกฤษในครั้งนี้
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdOakkwTVRBMU5BPT0=§ionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1TMHhNQzB5TkE9PQ==
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, October 24, 2011
"มาร์ค"ยกครัว บินทัวร์อังกฤษ
โดนอีก! แฮกเกอร์ป่วน 'ศปภ.' เจาะคอมพ์ทำลายข้อมูล
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
มือดีล้วงคอ ศปภ. แฮกระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ล่มเป็นวัน!
โชคดีไหวตัวทันป้องกันไม่ให้เจาะได้
เผยหากโดนอาจเจ๊ง ประเทศเป็นอัมพาตแน่
ซัดกลุ่มเสียผลประโยชน์จ้องดิสเครดิตตัวการ ระบุแฮกเกอร์ใช้เอเชียเป็นฐานในการโจมตี
เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์
ที ่ศปภ. ไม่สามารถใช้งานได้คล่องมาตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทำให้หลายหน่วยงานรัฐบาลที่มาอยู่รวมกัน
ในการวิเคราะห์ข้อมูลวอร์รูมสถานการณ์น้ำท่วม
เกิดการประสานงานที่ล่าช้าและติดขัดในหลายประการ
จึงเกิดความไม่สะดวกในการทำงาน
คาดการณ์ว่าอาจจะเกิดจากสาเหตุที่ถูกมือดีมาล้วงข้อมูล
หรือแฮกเกอร์ระบบคอมพิวเตอร์ภายในศปภ.แห่งนี้
จึงเป็นเหตุให้ระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายในศปภ.เกิดการรวนและขัดข้องติดขัด
ทำระบบคอมพิวเตอร์อาจได้รับความเสียหายจนเป็นสาเหตุดังกล่าว
แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที) ที่อยู่ประจำใน ศปภ.
เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ยอมรับว่า
มีแฮกเกอร์แอบเจาะระบบจริง
มีขบวนการในการทำลาย และปล่อยข่าวลือ
จนทำให้เป็นการแพร่กระจายของข้อมูลที่ไม่เป็นจริง
ซึ่งตัวแฮกเกอร์เองก็มีความพยายามที่จะมีการยิงตัวเซิร์ฟเวอร์ (ฐานเก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์)
แต่เราก็แก้ได้ทันทีภายในวันเดียว รู้แล้วว่า
ตัวแฮกเกอร์นั้นยิงมาจากประเทศในแถบโซนเอเชีย
คาดว่าไม่ประเทศจีน ก็ญี่ปุ่น ซึ่งไม่ไกลจากประเทศไทยเท่าใดนัก
ดูแล้วว่าต้องเชื่อมโยงให้เห็นว่าเป็นการสมคบคิดกันของคนบางกลุ่ม
โดยมีการทำการเป็นอย่าง และกลุ่มที่คิดไว้ที่ลงมือคือ
ผู้ที่มีความเห็นแตกต่างทางการเมือง เป็นการดิสเครดิตทำลายชื่อเสียง
และยิ่งกว่านั้นเพื่อต้องการทำลายในเรื่องการบริหารการจัดการทั้งหมด
"ฐานเก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์เราต้องบูรณาการข้อมูลทางสารสนเทศทั้งหมด
เราต้องใช้สำหรับความช่วยเหลือประชาชน
เราใช้เชื่อมโยงกับระบบคอลเซ็นเตอร์ในการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนทั้งหมด
ทั้งศูนย์อพยพและเส้นทางการเดินรถ
ถ้าซัดเราล่มนี่ถึงตายแน่นอน
และผู้ที่อยู่ในระบบนี้
ก็มีตั้งแต่ผู้ที่เป็นหน่วยงานภาคประชาชน ไปจนถึงผู้บริหารระดับสูงของประเทศ
ซึ่งใช้ฐานข้อมูลเหล่านี้ทั้งสิ้น" แหล่งข่าวระดับสูงไอซีที กล่าว
แหล่งข่าวระดับสูงไอซีที กล่าวเพิ่มเติมว่า
ถ้าโจมตีระบบได้แล้วมันจะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ทำให้เครื่องและระบบช้า
ซึ่งคนที่เขามีประสบการณ์ก็ได้รายงานให้ตนทราบโดยทันที ว่าแบบนี้มันคือ
โดนแล้วมือดีแฮกระบบแล้วนะ ในวันนั้นก็ทำให้เสียหายไประยะหนึ่ง
แต่เมื่อเราปิดเส้นทางที่ตัวแฮกเกอร์ยิงมาได้
มันก็ทำให้ป้องกันตัวเองได้โดยไวกว่าที่ข้อมูลจะเสียหายไปมากกว่านี้
โดยไอซีทีเราอาจจะต้องคอยระวังการป้องกันอยู่
พวกที่ยิงมาเป็นพวกที่เก่งมาก
พวกนี้มี 4 กลุ่มที่มีศักยภาพที่จะเล่นงานเราในวิธีแบบนี้
แต่ที่ไม่ชอบเราก็มีเพียงกลุ่มเดียว
ที่เราสงสัยมากที่สุด 3 กลุ่มที่เหลือไม่น่าใช่ สำหรับผมแล้ว 1000 เปอร์เซ็นต์แน่นอน
"หากระบบคอมพิวเตอร์ล่มนั้น ทั้งเรื่องทุกอย่าง
ในการช่วยคน การติดต่อสื่อสารโลกภายนอก แค่ 1 ชั่วโมงก็จะตายแล้ว
โชคดีที่เราป้องกันไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้
เพราะคนที่เจาะเข้ามาก็ยังมาไม่ลึกถึงข้อมูลที่สำคัญๆในฐานข้อมูล" แหล่งข่าวระดับสูงไอซีที กล่าว
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงไอซีที กล่าวว่า
ต้องบอกว่าระบบที่นี่เป็นระบบช่วยคราวที่รวบรวมมาไว้ทั้งหมด
แต่จุดอ่อนของ ศปภ.เยอะมาก แต่เราก็ได้ป้องกันเพิ่มแล้ว
ตอนนี้ก็มีการทำฐานข้อมูลทำสำรองไว้แล้ว
ซึ่งถ้าโดนอีกก็สามารถป้องกันได้ และตอนนี้ก็กำลังหาตัวแฮกเกอร์ไปด้วย
ซึ่งต้องตามคอยดูว่าจะได้ไหม หากแฮกเกอร์กระทำการสำเร็จ
จะส่งผลความเสียหายให้ระบบความช่วยเหลือที่อยู่ในฐานข้อมูลที่มีทั้งหมด
แต่ก็ยอมรับว่าโดนแฮกจริงๆ ตอนนี้ก็ได้แต่เฝ้าระวังไว้เท่านั้น
รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น
ก็เคยมีกรณีที่เกิดกับทวิตเตอร์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (twitter.com@PouYingluck)
โดยแฮกเกอร์ได้ลักลอบเข้าไปในฐานข้อมูลของนายกรัฐมนตรี
แล้วก็ทวิตข้อความออกมาในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิด
ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็เพิ่งจะเกิดมาไม่นานเช่นกันก่อนจะโดนเป็นครั้งที่ สองที่ศปภ.แห่งนี้
http://www.thairath.co.th/content/pol/211417
มูลนิธิกระจกเงาเสนอแนวทางรับมืออุทกภัยน้ำท่วมต่อรัฐบาล
ที่มา มติชน
ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานมูลนิธิกระจกเงา แถลงข้อเสนอแนะแนวทางต่อรัฐบาลในการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติน้ำ ท่วมว่า ขอให้ประชาชนที่อยู่พื้นที่เสี่ยงเตรียมความพร้อมในการอพยพ เก็บของขึ้นที่สูง และควรออกจากพื้นที่ โดยทำการตัดกระแสไฟให้เรียบร้อย แต่หากบุคคลใดมีความประสงค์จะเข้าไปอาศัยในพื้นที่น้ำท่วมนั้น ควรเตรียมอาหารและน้ำดื่ม เข้าไปอย่างน้ำ 1-2 อาทิตย์ ให้เพียงพอแก่การบริโภค และขอให้ภาคเอกชนจัดเตรียมสถานที่สำหรับฝากรถ เพราะไม่ควรนำรถไปจอดไว้ในทางด่วน หรือสะพาน เนื่องจากจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการขนส่ง และลดขีดความสามารถในการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
นายสมบัติกล่าวอีกว่า ขอให้ผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม เข้าพักอาศัยกับญาติ เพื่อนสนิท เพื่อช่วยลดปัญหาความแออัดที่ศูนย์พักพิง ขอให้ผู้ประกอบการหอพัก คอนโดฯ งดเว้นการจัดเก็บค่าเช่าล่วงหน้ารายเดือน สำหรับบริษัทเอกชน ห้างร้าน หากมีพนักงานที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ควรประกาศให้เป็นวันหยุด และขอเรียกร้องให้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรมการปกครอง และกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำโครงการโฮมสเตย์ เพื่อให้ผู้ประสบภัยเดินทางไปพักอาศัยในต่างจังหวัดได้ ซึ่งทางมูลกระจกเงา ที่สำนักงานจังหวัดเชียงราย ได้เปิดรับผู้ประสบภัยจำนวน 50 คน เข้าพักอาศัย ในโครงการท่องเที่ยวชาวเผ่า เพื่อให้ผู้ประสบอุทกภัยได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวเขา อย่างไรก็ตาม ขอให้มีการควบคุมราคาสินค้า ต้องจัดการกับผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสในการขึ้นราคาสินค้า
ฤา....อุทกภัยครั้งนี้เพราะการเมือง
ที่มา thaifreenews
โดย vinitaya
ฤา....อุทกภัยครั้งนี้เพราะการเมือง
คนท่วมทุกข์น้ำทับยับทุกย่าน
น้ำไหลผ่านพัดพาน้ำตาไหล
คนลำเค็ญเข็ญยากลำบากใจ
น้ำหลากไทยลาญแหลกแตกตื่นคน
ผู้คนพล่านผ่านพบประสบเห็น
ฉุกละหุกทุกแห่งเป็นน้ำท่วมท้น
ลุยน้ำหลากหลบหนีมากมีคน
ทุลักทุเลคนผลวุ่นวาย
อพยพทิ้งบ้านซมซานหนี
พาชีวีลี้หลากจากบ้านหาย
เข้าอยู่ศูนย์ช่วยเหลือเพื่อหนีตาย
จากภัยร้ายน้ำหลากทุกข์ยากคน
ภัยพิบัติครั้งนี้มีใหญ่ยิ่ง
คนทอดทิ้งบ้านจากมีมากผล
เพราะเหตุใดไหนเจ้าเอาสายชล
รุกท่วมท้นไหลหลากจนมากมี
ยากสิ่งใดไหนต้านน้ำผ่านพัง
ทำนบพนังพังครืนคนตื่นหนี
นิคมล่มจมลับนับเนื่องมี
มหานทีกลืนรถราใต้วารี
อยากรู้นักเพราะเหตุใดเพราะใครนั่น
น้ำจึงพลันไหลหลากจนมากนี่
ทั้งที่ป้องกันได้ไม่ให้มี
ฤา....อุทกภัยครั้งนี้เพราะการเมือง
วินิตยา
24/10/2554
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 24 ต.ค.54 คนขวางคลอง....
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: ร่วมด้วยช่วยกันวุ่น
ที่มา ประชาไท
เห็นท่าทีสุขุมพันธ์กับเห็นพวกคนกรุงคนชั้นกลางโรคกลัวน้ำเอารถขึ้นไปจอด บนสะพานบนทางด่วน แล้วหมั่นไส้ อยากให้รัฐบาลปล่อยน้ำท่วมกรุงเทพฯ เสียให้เท่าเทียมกัน
บางคันจอดแล้วยังเอาผ้าคลุมรถไว้ซะดิบดี รักถนอมรถเมริงเหลือเกิน บางคันเอากระดาษมาติด “ขอความกรุณา” แหม ทีเวลาม็อบยึดราชประสงค์อดไปช็อปปิ้ง หัวฟัดหัวเหวี่ยง
เอาใจเขาใส่ใจเราหน่อย ไม่ว่ากันถ้าบ้านถูกน้ำท่วม ไม่ว่ากันที่คืนนั้นคลองประปาแตกแล้ว Panic ขับรถขึ้นไปจอดชั่วคราว เช้าสายบ่ายรุ่งขึ้นค่อยขยับขยาย แต่บางคนไม่ใช่อย่างงั้นสิครับ บ้านยังไม่ท่วมซักหน่อย แต่กะจอดทิ้งถึงลอยกระทง เห็นทางด่วนเป็นที่จอดชั้นดี มีกล้องเฝ้ารถให้ด้วย
เจ้าหน้าที่รัฐก็ไปโอนอ่อนผ่อนตาม โอเค รถเยอะมากไม่รู้จะลากทิ้งที่ไหน แต่ขอเสนอว่านี่แหละ ภาษีน้ำท่วมก้อนแรก จดทะเบียนรถไว้แล้วประกาศปรับวันละพัน เหมาจ่ายหมื่นนึง รถราคาเป็นแสนเป็นล้านทำไมจะจ่ายไม่ไหว อย่าอ้างว่าคุณเดือดร้อน คนอื่นเขาก็เดือดร้อนเหมือนกัน มีคนอีกตั้งมากมายที่เขาอยากเอารถขึ้นไปจอด แต่เขายังมีความละอาย
ที่จริงผมเข้าใจดีว่าเราจำเป็นต้องปกป้อง กทม.เพื่อเป็นฐานในการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมโดยรอบ มันไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์การลงทุน (รัฐบาลอ้างผิด) แต่คุณต้องมีฐานที่มั่น ต้องมีศูนย์บัญชาการ ศูนย์การแพทย์ ศูนย์การผลิตและขนส่งเสบียง ตลอดจนเป็นศูนย์อพยพ เป็นที่พักพิงของผู้ประสบภัยจากพื้นที่รอบๆ
มันไม่ใช่ปกป้องเพื่อให้คนกรุงใช้ชีวิตตามปกติสุข ไปชอปปิ้งตามห้าง ไปกินเหล้าเที่ยวผับ ไปสรวลเสเฮฮาอย่างที่เคยทำกัน
ฉะนั้นต่อให้กรุงเทพฯ น้ำไม่ท่วม กรุงเทพฯ ก็ต้องรับภาระ ผมจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้เก็บภาษีที่ดินโรงเรือนพื้นที่น้ำไม่ท่วมแล้ว ยกเว้นภาษีให้พื้นที่น้ำท่วม 3 ปี 5 ปี ออกเป็นพระราชกำหนดเลยครับ เอาภาษีที่ดินที่รัฐบาล ปชป.ร่างไว้มาปรับปรุงแล้วประกาศใช้ทันที
นั่นเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องถกเถียงกัน แต่ในระยะเฉพาะหน้า ผมเห็นด้วยว่าต้องปล่อยน้ำเข้ากรุงเทพฯ บ้าง เพื่อลดแรงดันของน้ำที่อยู่นอกคันกั้นน้ำด้านเหนือ ผมเชื่อว่าคนกรุงตอนนี้ยอมรับได้ ถ้าน้ำท่วมซัก 20-30 ซม.ไม่เข้าบ้าน ไม่ต้องตัดน้ำตัดไฟ โดยรัฐบาลต้องชี้แจงให้เข้าใจว่า ต้องลดแรงกดดันของมวลน้ำลง ถ้าไม่ลดมันอาจจะพังคันกั้นน้ำ แล้วคราวนี้มันจะท่วม 1-2 เมตรเหมือนอยุธยา นครสวรรค์
เพราะเท่าที่เห็น น้ำในคลองเลียบถนนวิภาวดียังต่ำกว่าตลิ่งตั้งเมตร หลายๆ คลองในกรุงเทพฯ ก็แห้งผาก ทั้งๆ ที่รัฐบาลใช้อำนาจตามมาตรา 31 พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สั่งให้เปิดประตูระบายน้ำแล้ว
อย่างว่า นักประวัติศาสตร์บอกว่าถ้าไม่เกิดปฏิวัติ 2475 คุณชายสุขุมพันธ์จะเป็นกษัตริย์ เพราะ ร.7 ท่านสำนึกบุญคุณกรมพระนครสวรรค์วรพินิตที่สนับสนุนให้เป็นกษัตริย์ ท่านไม่มีโอรส จึงเลือกคุณพ่อคุณชายสุขุมพันธ์ไว้สืบราชสมบัติ
คุณชายสุขุมพันธ์ผู้มาจากการเลือกตั้งก็เลยตั้งตัวเหมือนเจ้าผู้ครองนครไปซะนี่
บริหารสถานการณ์-สอบตก
ปัญหาของรัฐบาลคือประเมินสถานการณ์ผิดพลาด แล้วสอบตกในการบริหารจัดการไปจนถึงการสื่อสาร
ถึงวันนี้ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่า วิกฤติน้ำเกินความสามารถที่รัฐบาลไหนจะรับมือ ยังไงๆ มันก็ท่วมอยู่ดี แต่สิ่งที่ทำให้ประชาชนหงุดหงิดสับสนคือ ศปภ.สอบตกในการประเมินสถานการณ์และชี้แจงให้เตรียมรับมือ
ยกตัวอย่างเช่น คนดอนเมืองโกรธ เพราะไม่คิดว่าจะโดนน้ำท่วมอย่างรวดเร็ว เขารับรู้ข่าวสารว่าน้ำจะมาทางเมืองเอก ถ้าคันกั้นน้ำพังจะทะลุทะลวงมาทางเมืองเอก เมื่อเมืองเอกยังไม่แตก เขาก็ตายใจ ที่ไหนได้ไม่คาดคิดว่าน้ำจะมาทางคลองประปา โดยไม่มีใครเตือนล่วงหน้า
อันที่จริง การประเมินสถานการณ์ยามภัยพิบัติ ไม่มีใครประเมินได้ถูกต้องแม่นยำ 100% ต่อให้อเมริกา ญี่ปุ่น ก็ไม่ได้ประเมินทอร์นาโดถล่มนิวออร์ลีนส์ หรือสึนามิที่ฟูกูชิมะได้ถูกต้อง 100% พูดภาษาข่าวคือไม่มีใคร “ฟันธง” ได้ทั้งหมด เขาเพียงแต่ประเมินว่าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดจะเป็นอย่างนี้ ดีที่สุดจะเป็นอย่างนี้ แล้วก็ชี้แจงให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลที่เป็นจริง update อยู่เสมอ ว่าควรจะรับมืออย่างไร
ไม่ใช่บอกว่านวนคร “เอาอยู่” หรือ “ตายแน่” ต้องบอกว่ารัฐบาลจะป้องกันให้ดีที่สุด แต่ก็คาดการณ์ในทางร้าย ให้เตรียมตัวเตรียมใจเตรียมพร้อมไว้ด้วย ถ้า ศปภ.เตือนภัยจะมีเวลาให้อพยพ 3 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง ก็ว่าไป คนจะได้เตรียมเอาของชิ้นใหญ่ๆ ออกมาก่อน แพคกระเป๋าเสื้อผ้า จัดสิ่งของจำเป็นไว้ใกล้มือ ฯลฯ
กรุงเทพฯ ก็เหมือนกัน ศปภ.ต้องคาดการณ์ให้ประชาชนเข้าใจว่า ถ้าสถานการณ์เลวร้ายที่สุด คันกั้นน้ำแตกตรงไหน แล้วจะเกิดอะไรขึ้น อย่าไปฟันธงว่าน้ำท่วม และก็อย่าฟันธงว่าน้ำไม่มีทางท่วม แต่ ศปภ.ต้องออกทีวีรวมการเฉพาะกิจทุกวัน ชี้แจงความเป็นจริงว่า ณ วันนี้น้ำที่อยู่เหนือคันกั้นน้ำ กทม.มีเท่าไหร่ ไปทางตะวันตกเท่าไหร่ ตะวันออกเท่าไหร่ และจะลงมาอีกเท่าไหร่ จะระบายเข้า กทม.เท่าไหร่ และจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้คนในส่วนต่างๆ รวมทั้งจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามันไม่เป็นไปตามแผน เช่นน้ำอาจจะมาทางคลองประปา น้ำอาจจะกระฉอกตามแนวคันกั้นริมเจ้าพระยา
ทั้งนี้ต้องเอานักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญออกมาอธิบาย แล้วนายกฯ หรือ ผอ.ศปภ.ค่อยสรุป
แล้วก็พูดให้เป็นเอกภาพกัน ไม่ใช่ยิ่งลักษณ์พบประชาชนบอกให้ขนข้าวของขึ้นสูง 1 เมตร แต่รัฐมนตรีรายหนึ่งยืนยันว่าน้ำไม่ท่วม รัฐมนตรีอีกรายบอกว่าท่วมแหงแก๋ 1-2 เมตรเท่าอยุธยา
แล้วชาวบ้านจะเชื่อใครดี
ศาสตร์ของการสื่อสารในภัยพิบัติบอกว่า ยิ่งเข้าสู่สถานการณ์วิกฤติ คุณยิ่งต้องแถลงข่าวถี่ยิบ กทม.ทำถูกแล้วที่แถลงข่าวทุก 3 ชั่วโมง แต่ ศปภ.ยังงมโข่งอยู่ที่ไหนไม่ทราบ
คุณต้องบอกสถานการณ์ล่วงหน้า เช่น บอกให้รู้ว่า กทม.จะต้องเผชิญภาวะนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ถึงวันที่ 30 พ.ย.ฉะนั้นถ้าใครลางานได้ ใครไม่มีภารกิจจำเป็น วันหยุดยาวนี้ก็พาครอบครัวลี้ภัยขับรถไปต่างจังหวัด ไปพักบ้านญาติ ไปชะอำ หัวหิน เมืองกาญจน์ ชลบุรี ระยอง แล้วหาที่ฝากรถไว้ (จะให้ดี รัฐบาลควรสั่งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดจัดที่รับฝากรถ) ใครจำเป็นก็ขึ้นรถทัวร์กลับมาเฝ้าบ้าน กลับมาทำงาน จะลด Panic ลงได้ระดับหนึ่ง
การสื่อสารในขณะที่เกิดภัยพิบัติเป็นศาสตร์และศิลป์ ศปภ.ต้องช่วงชิงพื้นทื่สื่อ เพื่อสยบความวุ่นวายโกลาหล ซึ่งไม่จำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อควบคุมสื่อ แต่ใช้สื่อให้เป็น
ปัญหาของสื่อไทย นอกจากอคติ เกลียดชัง ตั้งเป้าล้มรัฐบาล (ซึ่งว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง) สื่อโดยทั่วไปยังเคยชินกับการขายข่าวร้าย ขายความตื่นตระหนก เช่น ถ้า ศปภ.คาดการณ์ว่าสถานการณ์จะมี 3 ระดับ ตั้งแต่ดีที่สุดไปจนเลวร้ายที่สุด แน่นอน สื่อก็จะเอาสถานการณ์เลวร้ายที่สุดไปพาดหัวข่าวให้มัน panic เข้าไว้
หรือถ้า ศปภ.ไม่แถลงอะไรเลย สื่อไทยก็จะเอาข่าวลือข่าวเจาะข่าวซีฟในทางร้ายมาขายอยู่ดี
หรือน้ำท่วมที่อำเภอหนึ่ง สื่อก็จะไปทำข่าวจุดท่วมสูงที่สุด หนักที่สุด แล้วก็ยื่นไมค์ให้ชาวบ้านบอกว่า ยังไม่มีใครมาช่วยเลย (มีแต่ช่อง 3 นี่แหละค่า)
ฉะนั้นคุณจะต้องสยบสื่อด้วยการแถลงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด กระจ่างแจ้ง ทางทีวีของรัฐ หรือรวมการเฉพาะกิจ เอาผู้เชี่ยวชาญทุกส่วนมานั่งอธิบาย อย่างน้อยวันละหนึ่งครั้งหลังอาหาร
วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ยังมีลักษณะพิเศษที่เหนื่อยหนักเข้าไปอีก เพราะภัยพิบัติส่วนใหญ่ อย่างสึนามิ ทอร์นาโด จะมารวดเดียวจบ รัฐต้องป้องกันและกู้ภัยในภาวะฉุกเฉิน แล้วก็ติดตามให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟู
แต่น้ำท่วมครั้งนี้กินเวลายาวนาน ขณะที่กรุงเทพฯ ยังอยู่ในขั้นป้องกัน บางบัวทองต้องกู้ภัย ที่อยุธยาก็ยังมีชาวบ้านลอยคอรอความช่วยเหลือ (ซึ่งถ้ากรุงเทพฯ เอาตัวไม่รอด อยุธยาจะยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่) ขณะที่นครสวรรค์น้ำกำลังจะลด
รัฐบาลต้องทำงาน 3 อย่างพร้อมกัน ในขณะที่โงหัวไม่ขึ้นกับการผันน้ำระบายน้ำไม่ให้ท่วมกรุงเทพฯ ก็ต้องแบ่งมือไม้ไปช่วยเหลือคนอยุธยา คนปทุมธานี และต้องคิดแผนฟื้นฟู ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนหลังน้ำลดอีกต่างหาก
ซึ่งอันที่จริงก็เป็นเรื่องดี เพราะถ้าประกาศมาตรการช่วยเหลือสร้างความเป็นธรรมระยะยาว เช่น เก็บภาษีที่ดินโรงเรือนคนที่น้ำไม่ท่วม ยกเว้นให้คนน้ำท่วม ก็จะลดอารมณ์ความรู้สึกของคนที่ถูกน้ำท่วมอยู่ตอนนี้ (ซึ่งพวกที่โดนแถวปทุมธานีลงมาทางบางบัวทอง สายไหม คือคนชั้นกลางนะครับ ให้เงิน 5,000 ขี้ปะติ๋ว ต้องหามาตรการเรื่องภาษีเรื่องราคาวัสดุซ่อมแซมฟื้นฟู)
ไม่ใช่ผ้าป่าสามัคคี
การบริหารจัดการภัยพิบัติไม่ใช่ผ้าป่าสามัคคี ที่ไม่มีเจ้าภาพ ทุกคนเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันวุ่น
แต่บ้านเราก็เป็นซะแบบนี้ สังเกตดูเวลาไฟไหม้ในซอย รถดับเพลิงอาสาโน่นมูลนิธินี่มาเป็นร้อย มาด้วยใจ ขอขอบพระคุณไม่ลืมไปจนวันตาย แต่ตอนนี้พวกเมริงช่วยหลีกๆ ให้รถใหญ่เข้ามาหน่อยได้ไหม เพราะจุกทางเข้าออกไปหมด วุ่นแบบนี้บ้านกรูไฟไหม้หมดพอดี
ปัญหาที่ผมร่ายมาตั้งแต่ต้น เชื่อว่ารัฐบาลก็รู้ คนในรัฐบาลตั้งมากตั้งมายก็รู้ ไม่ต้องให้ใบตองแห้งสอนหรอก แต่ที่มันเป็นปัญหาเพราะรู้แล้วบริหารจัดการไม่ได้ ไม่มีความเป็นเอกภาพ
ความเป็นเอกภาพหมายถึงมีศูนย์บัญชาการที่กะทัดรัด เชื่อมต่อไปยังฝ่ายปฏิบัติต่างๆ มีที่ปรึกษาแต่ละด้านที่เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา แล้วรวมศูนย์การแก้ไขปัญหา
แต่ปัญหาของ ศปภ.คือผมเชื่อว่าในสนามบินดอนเมืองเนี่ย มีผู้คนไปร่วมด้วยช่วยกันมากกว่าผู้อพยพเสียอีก มีที่ปรึกษามากมายไม่รู้กี่หน่วยงาน ไม่รู้นักวิชาการกี่มหาลัย แล้วก็นักการเมืองเดินกันให้ควั่ก ต่างคนต่างก็อยากร่วมทำบุญ (มีทั้งที่ปรารถนาดีและอยากเอาหน้า) แล้วมันก็สะเปะสะปะไปหมด เพราะศูนย์บัญชาการไม่สามารถจัดจ่ายบทบาทที่เหมาะสม
ผ้าป่าสามัคคีถึงจะมั่วแต่เขาก็มีรูปการจัดตั้งโดยธรรมชาติ เช่นมีมรรคทายกคอยรับบริจาค มีโฆษกงานวัด และมีแม่ครัวขาประจำ มีกำนันผู้ใหญ่บ้านกะเกณฑ์แรงงาน
แต่ ศปภ.ไม่มีอะไรเลย แถมยังไม่มีความรู้เรื่องน้ำ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรฟังความเห็นใคร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไหน
ยิ่งลักษณ์เพิ่งจะตั้งวีระ วงศ์แสงนาค เป็นประธานบริหารจัดการน้ำ มีนักวิชาการอย่างรอยล จิตรดอน, สมบัติ อยู่เมือง, อานนท์ สนิทวงศ์ ฯลฯ ซึ่งถูกต้องแล้ว แต่เพิ่งจะตั้ง ไม่รู้ พล.ต.อ.ประชาแกไปนั่งทำอะไรอยู่
เอาละ เรื่องเทคนิคจบไปชุดหนึ่ง แต่เรื่องบริหารจัดการด้านอื่นๆ อีกล่ะ ความเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองก็มีปัญหา ผมไม่ได้จะบอกว่ามีแต่เสื้อแดงอย่างที่ครหากัน แต่มันหมายถึงว่าความเป็นนักการเมืองมันทำให้เกิดความเกรงใจคนนั้นคนนี้ ก๊กนั้นก๊กนี้ ไอ้นี่ก็อยากมีความเห็น ไอ้นั่นก็อยากมีบทบาท เอ้า จู่ๆ ยายเจ๊โดดมาจากไหนไม่ทราบ ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา โดดมาเป็นนางเอกกลางเรื่อง ขึ้น ฮ.ตรวจน้ำท่วมแล้วเข้าประชุมเฉยเลย
ภาพเปรียบเทียบง่ายๆ คือถ้ามีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน รวบอำนาจบริหารทั้งหมดไปไว้ที่ ศอฉ. การบริหารจัดการจะง่ายกว่านี้ เพราะมีแค่นายกฯ หรือรองนายกฯ เป็น ผอ.ศอฉ.แล้วก็สั่งการตามสายบังคับบัญชาของกองทัพ ที่กะทัดรัด รวดเร็ว ชัดเจน เพราะเป็นรูปการจัดตั้งที่ใช้ในยามสงคราม
ที่พูดนี่ไม่ใช่สนับสนุนให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะมันมีผลเสีย ในด้านที่จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นเผด็จการ รัฐบาลใช้อำนาจบังคับประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ให้ออกมาเรียกร้องโวยวาย
ตรงนี้รัฐบาลคิดถูกแล้ว ที่บอกว่าต้องใช้การทำความเข้าใจกับประชาชน
รัฐบาลประชาธิปไตยสามารถบริหารภัยพิบัติได้ ถ้าทำงานมีประสิทธิภาพ อเมริกา ญี่ปุ่น เขาทำได้ เพราะมีระบบบริหารราชการที่ดี ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ แต่ของเรามันร่วมด้วยช่วยกันวุ่นไปหมด จึงถูกเปรียบเทียบและเรียกร้องให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (โดยผู้ที่เรียกร้องก็มี Agenda)
หลังจากนายกรัฐมนตรีประกาศใช้มาตรา 31 “รวบอำนาจ” ก็ดูเหมือนรวบอำนาจไปจาก กทม.เท่านั้น แต่ ศปภ.กลับเดี้ยงเป็นอัมพาต ไม่รู้จะเอาไงต่อ
สถานการณ์ที่ผ่านมา “ฟันธง” ได้ว่า พล.ต.อ.ประชาสอบตกในฐานะ ผอ.ศปภ.แล้วก็ไม่รู้จะหาใครมาแทน อำนาจไปรวมศูนย์ที่ยิ่งลักษณ์ ถนนทุกสายมุ่งไปสู่นายกฯมือใหม่ ซึ่งต้องรับทั้งการตัดสินใจทางเทคนิค การตัดสินใจทางการบริหารและการเมือง การตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ การตัดสินใจเรื่องช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการฟื้นฟู ฯลฯ
ยิ่งเข้าสู่ภาวะคับขัน ก็ยิ่งมีข้อเสนอในการแก้ปัญหาหลากหลาย เช่น อาจารย์ ม.รังสิตไปแถลงเรียกร้องให้ระบายน้ำทางถนนวิภาวดี ไปลงอุโมงค์ยักษ์ที่ดินแดง นักวิชาการบางรายก็เรียกร้องให้เอาน้ำดันน้ำ ปล่อยน้ำเข้าท่วมแนวที่ 1 ที่ 2 คือถนนศรีสมานกับถนนแจ้งวัฒนะ ไอเดียเข้าท่านะครับ แต่พอออกทีวีบอกว่า “พวกนักวิชาการที่ทำงานกับรัฐบาลไม่เชื่อว่าผมเก่งกว่า” จบเห่เลย
คือต่างคนก็ต่างมีอัตตาเชื่อว่าตัวเองถูก ไม่คำนึงว่าคนที่ตัดสินใจเขาต้องเลือกจากหลายแนวทางที่เสนอ ซึ่งมันมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การทำความเข้าใจกับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ทุกคนอยากมีส่วนร่วมทั้งนั้น ไม่ได้บอกว่าผิด แต่ถ้าทุกคนเอาอัตตาบอกว่ารัฐบาลต้องฟังกรู แบบนี้ก็ชุลมุนไปหมด
ก็ไม่ได้บอกว่าผิดอีกนั่นแหละครับ สาเหตุเพราะรัฐบาลไม่มีแนวทางของตัวเองที่ชัดเจน มันก็เลยยุ่งเหยิงไปหมด นี่น่าจะเป็นสาเหตุหนี่งที่ทำให้ thaiflood ถอนตัวจาก ศปภ.ซึ่ง ศปภ.ชี้แจงว่า thaiflood ต้องการเข้าไปร่วมประชุม ขอมีส่วนแนะนำรัฐบาล แต่ ศปภ.ให้เข้าประชุมไม่ได้ ผมสันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะใน ศปภ.เองก็ปวดหมองอยู่แล้ว หาเอกภาพไม่ได้ ความเห็นของฝ่ายต่างๆ ก็ไม่ตรงกัน สับสนวุ่นวายอยู่แล้ว เลยไม่ยอมให้ thaiflood มีส่วนร่วม ทั้งที่น่าจะจัดบทบาทให้เขา
ขาใหญ่ถอยไป
ในภาพรวมรัฐบาลก็ต้องยอมรับว่า การที่ thaiflood ถอนตัวกระทบต่อความเชื่อมั่นรัฐบาลและ ศปภ.และต้องปรับปรุงการทำงานขนานใหญ่ โดยเฉพาะการที่ thaiflood ออกมาโจมตีภายหลังว่ารถบริจาคไม่จอดถ้าไม่ติดธงแดง และต้องให้ ส.ส.เป็นคนเอาของบริจาคออกจากดอนเมือง
ในมุมหนึ่ง ต้องติงว่า thaiflood ทำตัวไม่เหมาะสม เหมือนโดดเรือหนีแล้วเจาะเรือในยามคับขัน โดยไม่คำนึงถึงผู้โดยสารตาดำๆ เพราะจะส่งผลให้ประชาชนไม่บริจาคช่วยน้ำท่วม ไม่ใช่ว่าไม่บริจาคผ่าน ศปภ.แล้วไปบริจาคให้ thaiflood แต่อาจเสียความรู้สึกงดบริจาคทั้งสองฟากไปเลย เรื่องจริงหรือไม่ก็สะท้อนว่าไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ เหมือนไม่ได้แสดงบทบาทให้สมกับความเก่งของตัวเองแล้วอารมณ์เสีย
กระนั้นถ้าถามว่าจริงไหม เรื่องนี้ผมก็ได้ยินเข้าหูมาพอสมควร และเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ต้องรีบแก้ไข แม้ยังไม่ด่วนสรุปว่าเป็นอย่างนั้นไปเสียหมด เพราะมองอย่างให้ความเป็นธรรมก็ต้องบอกว่า ปทุมธานี นนทบุรี อยุธยา มีแต่เสื้อแดงทั้งนั้นนี่ครับ ของบริจาคมันจะไปไหนเสีย ส.ส.ในพื้นที่ก็เป็น ส.ส.รัฐบาลเกือบหมด ไม่ใช่เพื่อไทยก็ชาติไทย ส่วนอาสาสมัครที่ไปช่วยงาน ก็มีมวลชนเสื้อแดงจำนวนมาก ไม่แปลกหรอกที่เขาจะใส่เสื้อแดงชูธงแดงแสดงพลังไปช่วยขนของบริจาคที่ ดอนเมือง
แต่ประเด็นสำคัญก็คือ การบริหารจัดการเรื่องของบริจาคเป็นไปอย่างคลุมเครือ ไม่เป็นไปตามระบบ เช่นเอา เก่ง การุณ ไปเซ็นอนุมัติออกของ เอาเจ๋ง ดอกจิก มาเดินกร่าง แล้วผู้สื่อข่าวก็รายงานว่าของเหลือเต็มสต๊อก มันอาจจะส่งไปไม่ทัน ไม่มีกำลังพอขนส่งก็ได้ แต่เมื่อ “ผู้สื่อข่าวรายงานว่า” ก็รู้เสียเถอะว่านี่คือจุดอ่อน
รัฐบาลจึงควรแยกศูนย์รับบริจาคและช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกไปให้ชัดเจน ให้กระทรวงมหาดไทย กองทัพ และอาสาประชาชน ร่วมกันรับผิดชอบ จัดส่งสิ่งของให้จังหวัด อำเภอ มีศูนย์ปฏิบัติการระดับอำเภอ ตำบล ให้ทหารและอาสาประชาชนเป็นผู้จัดส่ง ถ้าจะให้ดีก็ส่งถึงตำบล ให้นายก อบต.ไปจัดการ ถ้ามันไปไม่ทั่วถึง ชาวบ้านเขาก็ด่านายก อบต.เอง
เอานักการเมืองออกมา เอาขาใหญ่ออกมา เอา ส.ส.ออกมา อย่ามาร่วมด้วยช่วยกันวุ่น ถ้า ส.ส.อยากตั้งศูนย์ช่วยเหลือของตัวเอง ของพรรคเพื่อไทย ก็ตั้งไป แต่อย่ามีภาพ ส.ส.เอาถุงบริจาคของ ศปภ.ไปแจกจ่ายเด็ดขาด
มองมุมกลับ ผมว่าที่ผ่านมารัฐบาลยังโชคดีนะครับ ที่มีพรรคประชาธิปัตย์กับสื่ออคติจ้องเตะตัดขา ทำให้สังคมเบื่อหน่ายพฤติกรรมของสุขุมพันธ์ และบรรดาลิ่วล้อพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม (ตั้งคันกั้นน้ำแล้ว-ฮา) ที่ยุให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่พอใช้มาตรา 31 ก็ด่า โพลล์เอแบคถึงออกมาว่าชาวบ้านเบื่อหน่ายการเล่นเกมการเมือง
การโจมตีรัฐบาลอย่างจ้องโค่นล้ม เช่น ให้ข่าวว่ามีไซยาไนด์ในคลองประปา ไปจนถึงการบิดเบือนภาพยิ่งลักษณ์ในเฟซบุค ทำให้เกิดกระแสปกป้องรัฐบาล ซึ่งก็ช่วยปกป้องความไร้ประสิทธิภาพไปด้วย มวลชนที่เลือกข้างแล้ว ยังไงก็ไม่เปลี่ยนใจต่อให้น้ำท่วมถึงปาก เพราะความเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามที่เล่นวิธีสกปรก
กระนั้นถ้าไม่อุดช่องโหว่มันก็จะขยายขึ้นเรื่อยๆ
ผมเห็นด้วยกับเฟซบุค ศปภ.นะที่บอกว่าสื่อค่ายหนึ่ง (ในหลายๆค่าย) จ้องเล่นงานรัฐบาลเต็มเหนี่ยว เพราะดูบทความในเว็บไซต์ที่บางครั้งก็ไปเอาจากเว็บบล็อกของบุคคลที่มีอคติมา ลง หรือเขียนข่าวให้ร้ายโดยไม่มีที่มาที่ไป มีแต่ “แหล่งข่าว” โดยคนเขียนไม่ได้ลงชื่อด้วยซ้ำ แล้วก็ว่า ศปภ.ยึดอำนาจหวังฮุบงบ กทม.ว่ากรมชลประทานบริหารน้ำไม่เป็น เปิดประตูระบายน้ำช่วงเย็นทำให้น้ำทะลัก
คล้ายๆ กับที่ ปชป.หาว่ารัฐบาลไม่เอาคนรู้จริงมาบริหาร ต้องเอาคนอย่างปราโมทย์ ไม้กลัด ที่ไหนได้ ลุงปราโมทย์แกไปนั่งกับรัฐบาลแล้วอธิบายให้เสร็จสรรพว่ามันต้องมีน้ำกระฉอก บ้าง
ผมดูคลิปข่าวที่มีอาจารย์จุฬาฯ กล่าวหาว่าจะส่งนักศึกษาไปช่วย ศปภ.แล้วต้องใส่เสื้อแดง ดูแล้วก็สังเวช อาจารย์ท่านอาจอ้างว่าได้ฟังมาอย่างนั้นจริง แต่คนเราถ้าไม่มีอคติ ก็ต้องฟังหูไว้หูแล้วตรวจสอบความเป็นจริง ไม่ใช่มาพูดออกทีวีทำลายตัวเอง
แต่ที่ต้องพูดถึงในฐานะนักข่าวด้วยกันก็คือท่าทีของพิธีกร ซึ่งทำท่ายิ้มแย้มสมใจ คิดว่าได้ประเด็นเด็ด คุณเป็นนักข่าวก็น่าจะรู้ว่าอาสาสมัครที่ ศปภ.มีทุกสี ทำไมไม่ซักค้าน
คล้ายกันเลยกับพิธีกรที่สัมภาษณ์นายอำเภอปากเกร็ด ว่าเก่ง การุณ พาชาวบ้านไปรื้อคันกั้นน้ำ คือออกอาการเหมือนลิงได้แก้ว สะใจกรูได้เล่นเมริงแล้ว
เพียงแต่ 2 กรณีนี้ข้อเท็จจริงมันต่างกัน ต้องแยกแยะ ญาติผมบ้านอยู่แถวเมืองทองธานีเล่าว่า ชาวบ้านด่ากันตรึม เพราะคืนนั้นชาวบ้านไปกันหลายคน เขาเห็นกับตา ฝั่งปากเกร็ดให้รถแบคโฮลไป แต่ฝั่งดอนเมืองทำคันกั้นไม่ได้ เพราะไม่มีถนน (ฝั่งปากเกร็ดมีถนนเลียบคลอง) พอทำไม่ได้ ฝั่งดอนเมืองก็พาลพาโลจะมาพังคันกั้นฝ่ายปากเกร็ดให้ท่วมด้วยกัน คือถ้าเป็นอารมณ์ชาวบ้านต่อชาวบ้านมันไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่นักการเมืองแทนที่จะมีวุฒิภาวะ
บอกแล้วว่าถ้าไม่อุดช่องโหว่ ก็จะพากันพังเหมือนคันกั้นน้ำ ดีนะที่มัลลิกา บุญมีตระกูล ช่วยไว้ (ทำให้ภาพลักษณ์แย่ไปทั้งสองฝ่าย)
23 ต.ค.54
ปันประสบการณ์จากญี่ปุ่น กรณีภัยพิบัติ ประชาชน และรัฐ และสื่อควรทำอย่างไรในภาวะวิกฤต
ที่มา ประชาไท
ยามาดะ
ผู้เขียนซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมากว่า 10 ปี และผ่านสถานการณ์วิกฤตกรณีสึนามิถล่มประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดความเสียหาย และแพร่กัมมันตรังสีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เขาเขียนสเตตัสบนเฟซบุ๊กเพื่อแชร์ประสบการณ์ที่ประชาชนและรัฐบาลญี่ปุ่น เผชิญกับภัยพิบัติในครั้งนั้น โดยตั้งข้อสังเกตคร่าวๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติตนของประชาชน และแนวทางการจัดการของรัฐบาล ประชาไทขออนุญาตนำขอความของเขาที่โพสต์ต่อเนื่องกันหลายวันมาเผยแพร่เพื่อ ประโยชน์แก่การทำความเข้าใจ และแนวทางการปฏิบัติตัวของประชาชนทั่วไป
000
: "การช่วยให้ประเทศญี่ปุ่นฟื้น ไม่ใช่การไปเป็น"อาสาสมัคร" ทุกคน แต่ทุกคนควรทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด นักธุรกิจก็ทำธุรกิจ พ่อค้าก็ค้าขาย นักโฆษณาก็ชวนคนออกเที่ยว
งานรื่นเริงก็ควรจัดตามปกติ คนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ประสบภัยก็ควรดำเนินชีวิตตามปกติ หากประเทศโดยรวมเป็นปกติ เศรษฐกิจก็เดินได้ รัฐก็มีภาษีเข้า หากทุกคนไปเป็นอาสาสมัคร รัฐจะเดินไปได้อย่างไร งานต่างๆให้ข้าราชการ ทหาร ซึ่งรับเงินเดือนราชการลงไปทำ
คนทั่วไปทำอาสาสมัครเท่าที่ไม่กระทบต่องานประจำก็พอ...เงินส่วนหนึ่ง บริจาคแต่อีกส่วนหนึ่งก็นำไปเที่ยวตามปกติ หากทุกคนงดเที่ยวธุรกิจท่องเที่ยวก็เจ๊ง จะเอาภาษีไหนเข้ารัฐ
: งานอาสาสมัครที่ผมทำอยู่ในญี่ปุ่นเพื่อช่วยเมืองไทย...เข้าไปคอมเมนท์กระทู้ น้ำท่วมที่ญี่ปุ่น เขียนและบอกว่า"น้ำไม่ได้ท่วมประเทศไทย"
"น้ำท่วมบางจังหวัดและท่วมกรุงเทพบางส่วน" อย่ายกเลิกทริปไปเที่ยวเมืองไทย ภาคใต้เรามีชายทะเลสวยงาม น้ำไม่ได้ท่วม
อีสานก็มีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย หากกังวลเรื่องรถวิ่งได้ไม่ได้ก็เน้นนั่งเครื่องบินไปก็ได้...น้ำไม่ได้ท่วม ทั้งประเทศไทย คือข้อความที่ผมบอกคนต่างชาติทุกคน...
สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากสึนามิและวิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือ การนำเสนอภาพข่าวที่เจาะจงเฉพาะนิวเคลียร์ทำให้ผู้คนทั่วโลกต่างเข้าใจผิด คิดว่านิวเคลียร์ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศ ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันเป็นเพียงแค่บางส่วนของประเทศญี่ปุ่น ความเข้าใจผิดของต่างชาติทำให้จังหวัดที่อยู่ห่างไกลออกไปเกือบ600กิโลเมตร ก็ได้รับผลกระทบทางธุรกิจเพราะนักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทางทั้งหมด
ดังนั้นการประโคมข่าวเรื่องน้ำท่วมจนละเลยการนำเสนอสภาพเมืองที่ไม่ได้ รับผลกระทบก็สามารถสร้างความเข้าใจผิดให้กับต่างประเทศได้เช่นกัน
: ในภาวะวิกฤติสื่อมวลชนควรทำหน้าที่ "นำเสนอข่าว" ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็น "หน่วยกู้ภัย" เพราะการทำหน้าที่เป็น "หน่วยกู้ภัย"
ทำให้สื่อมีแนวโน้มที่จะเสนอแต่เรื่องราวกิจกรรมของตัวเองหรือภาคธุรกิจ ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับตัวเองเท่านั้น ทำให้ประชาชนได้ข่าวไม่ครบถ้วน...สื่อมวลชนทำหน้าที่ของตัวเองในการเสนอ ข้อมูลข่าวอย่างรอบด้าน ประชาชน อาสาสมัคร
หน่่วยงานที่รับผิดชอบจะได้ทราบว่าที่ไหนกำลังขาดแคลนอะไรและต้องการอะไร และในสถานการณ์ปัจจุบันควรทำอะไร...
: ในช่วงสึนามิ ญี่ปุ่นไม่อนุญาตให้รถทั่วไปขึ้นทางด่วน เพราะจะสงวนเอาไว้สำหรับการส่งความช่วยเหลือ อาหารสิ่งของจำเป็น เข้าไปในพื้นที่ให้เร็วที่สุด รถที่จะอนุญาติให้เข้าไปในพื้นที่ต้องได้รับการอนุมัติทั้งหมดและจะติดป้าย พิเศษไว้ว่า"รถขนสิ่งของสำหรับนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย"
: ในสภาวะวิกฤต ปากคนญี่ปุ่นก็บ่นรัฐบาลแต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล รัฐบาลสั่งให้อพยพมาแต่ตัว ห้ามเอาของออกมาและขึ้นรถที่กำหนด ทุกคนก็ยอมทำตามแม้จะไม่เห็นด้วย
รัฐบาลอนุญาตให้กลับไปเก็บของได้คนละไม่เกินหนึ่งกระสอบทุกคนก็ทำตาม
: ในสภาวะวิกฤตในการอพยพประชาชน ญี่ปุ่นจะเน้นอพยพกันเป็นชุมชน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับว่าใครอยากไปศูนย์ไหน ก็ได้และการช่วยเหลือ ก็จะให้การช่วยเหลือผ่านชุมชน องค์กรปกครองท้องถิ่นมีหน้าที่ในการประสานกับชุมชนและองค์กรอาสาสมัครและคอย รับคำสั่งจากรัฐบาลเพื่อกระจายสู่คนในชุมชน ในกรณีที่ไม่ไม่มีจุดลี้ภัยในเทศบาลตัวเองก็จะติดต่อไปยังพื้นที่ใกล้เคียง สรุปการเคลื่อนย้ายประชาชนจะทำเป็นชุมชนโดยเทศบาลเป็นหัวหน้าหลัก อาสาสมัครและทหารก็ทำงานตามกรอบที่เทศบาลนั้นวางไว้
: สาเหตุที่ท้องถิ่นต้องเป็นคนประสานงานหลัก เพราะท้องถิ่นมีรายชื่อลูกบ้านทุกคนและทำงานในท้องที่ และประชาชนมีความคุ้นเคยกับการติดต่อกับองค์กรปกครองท้องถิ่นอยู่แล้ว และข้าราชการขององค์กรปกครองท้องถิ่นคือกลุ่มคนที่รู้จักชุมชนในท้องถิ่น มากกว่า ข้าราชการส่วนกลางที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าไปตามระยะเวลาแล้วย้ายออกไป
: ในสภาวะวิกฤตรัฐบาลญี่ปุ่นจะใช้กองทัพเป็นแนวหน้าในการลงไปกู้ภัยเพราะกอง ทัพเป็นหน่วยงานรัฐที่สามารถเคลื่อนพลได้เร็วและมีความสามารถในการดูแลตัว เองได้ตั้งแต่เรื่องการกิน การถ่าย และที่พัก รวมทั้งมีอุปกรณที่เพรียบพร้อม กำลังพลไม่ต้องไปฝากท้องกับพื้นที่ประสบภัย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเห็นทหารมากกว่าพลเรือนที่ลงไปกู้ภัย เพราะกองทัพถูกฝึกมาในด้านนี้
แต่กองทัพก็จะทำงานตามคำสั่งของรัฐบาล เพราะรัฐบาลเป็นเจ้าภาพใหญ่ ส่วนพลเรือนอาสาสมัครทุกคนก็มีความสำคัญไม่แพ้ทหาร เพียงแต่ทำงานกันคนละอย่าง สรุปก็คือในภาวะวิกฤติ ทุกฝ่ายก็ควรได้รับการชมเชย เพราะทุกฝ่ายต่างก็ทำหน้าที่หนุนกัน เพื่อให้ผ่านวิกฤต ทั้งทหาร ข้าราชการพลเรือน. อาสาสมัคร ทุกคนคือฮีโร่ที่ เท่ากัน
: ปกติ หากประเทศชาติ สามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้. รัฐบาลจะได้หน้า. ในฐานะผู้บริหาร. รัฐบาลได้หน้า. ประชาชนของรัฐบาลนั้น ก็ได้หน้าเช่นกัน ....โต๊ะเจรจาที่ปาตานี: ทางแพร่งและพงหนาม
ที่มา ประชาไท
ดอน ปาทาน
http://www.pataniforum.com
บทความนี้จะให้ภาพรวมสถานการณ์ภาคใต้ในปัจจุบันได้ว่า ใคร เป็นใคร ทำอะไร และปัญหาภาคใต้คืออะไร
หลังจากรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จัดตั้งขึ้นเรียบร้อย เจ้าหน้าที่หลายคนทำงานด้านเจรจาสันติภาพใต้ดินในสามจังหวัดภาคใต้ รู้ชะตาตัวเองดีว่า ถึงเวลาต้องออกจากงาน เป็นที่รู้กันดีในสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. (National Security Council - NSC) มีไม่กี่คนได้พยายามเปิดการเจรจากับกลุ่มพูโลภายใต้การนำของนายกัสตูรี มาห์โกต้า และนายนัวร์ อัลดุลลามาน ทั้งคู่มักอ้างถึงความร่วมมือกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอื่นๆเช่นกลุ่ม บีอาร์เอ็น-คอร์ดิเนต (Barisan Revolusi Nasional /Coordinate - BRN/C)
ปัญหาก็คือ ในช่วงระหว่างมีการเจรจาลับนั้น สภาความมั่นคงแห่งชาติกลับไม่ประสบความสำเร็จในการชักจูงรัฐบาลพลเรือนเปิด ทางให้อำนาจอย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่และกระบวนการเจรจาดังกล่าว รวมทั้งไม่สามารถสร้างหลักประกันได้ว่าการเจรจาจะดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ตาม ปัญหาสำคัญประการต่อมาคือ กระบวนเจรจาดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายกระทั่งกลายมาเป็นความสับสน อันเนื่องจากความไม่เป็นเอกภาพของกลุ่มผู้นำมลายูที่กำลังลี้ภัยอยู่ในต่าง แดน ต่างกล่าวอ้างภาวะความเป็นผู้นำของกลุ่มองค์กรเคลื่อนไหว เช่นปรากฏว่ามีผู้กล่าวอ้างว่าเป็นผู้นำกลุ่มพูโลถึงสามราย ซึ่งไม่ต่างจากผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้นำกลุ่มบีอาร์เอ็น คอร์ดิเนต
นอกจากนั้น ยังมีฝ่ายทหารซึ่งไม่ชอบกระบวนการเจรจาสันติภาพที่ได้นำเสนอโดยสภาความมั่น คงแห่งชาติ แต่อย่างไรก็ดี ฝ่ายทหารก็ยังส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการเจรจาลับ นายทหารอาวุโสคนหนึ่งเน้นกับผู้เขียนว่า "สภาความมั่นคงแห่งชาติไม่สามารถประกันความต่อเนื่องได้ เราเป็นกุญแจดอกสำคัญในการแก้ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้" ประเด็นนี้เป็นที่ยอมรับกันดีในกลุ่มแบ่งแยกดินแดนดั่งกล่าวที่ได้เคยจับ อาวุธสู้รบกับฝ่ายทหารมาก่อนในยุคคริสต์ศักราชที่ 1970 ถึง 1980
ในตอนนี้ บริบทความขัดแย้งทางการเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เปลี่ยนไปมาก มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมา เป็นกลุ่มปฎิบัติการในพื้นที่ ติดตามดูแลพลพรรคตามกลุ่มเซลล์ต่างๆทั่วภาคใต้ที่พูดภาษามลายูอย่างทั่วถึง แทบพูดได้ว่ามีเพียงไม่กี่คนในกลุ่มรุ่นใหม่ที่เข้าถึงและยอมรับกลุ่มแบ่ง แยกดินแดนรุ่นพี่ๆ ผู้นำกลุ่มเหล่านี้มีการพบปะเสวนากันเป็นประจำก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะยอมรับคำสั่งร่วมจากกลุ่มอื่น กลุ่มจูแว (นักรบปาตานี) เป็นตัวอย่างที่ดี กลุ่มนี้ไม่มียุทธศาสตร์ทางหนีทีไล่เลย นอกจากจะพึ่งพากลุ่มลูกพี่เก่าๆ แต่เพราะปัญหาคือ ท่ามกลางผู้นำกลุ่มรุ่นพี่เองก็ไม่มีเอกภาพและการรวมตัวที่สมบูรณ์เพียงพอ ดังนั้น ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์คงที่แบบนี้ พวกจูแวจึงไม่ได้เดือดร้อนหรือมีความรู้สึกเร่งรีบอะไรที่จะเสริมสร้างสาย สัมพันธ์กับกลุ่มรุ่นพี่
กลุ่มแบ่งแยกดินแดนรุ่นพี่ มักชอบคิดแต่เรื่องดินแดนและการแข่งขันระหว่างกลุ่ม ที่น่าสังเกตคือทุกกลุ่มมักพูดว่าพวกเขาเป็นคู่เจรจาที่แท้จริง ทั้งที่เอาเข้าจริงมีหลายกลุ่มหลายพวกที่ใช้ชื่อองค์กรเดียวกัน จนทำให้กลุ่มคลังสมอง ภาคประชาสังคม รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เช่น องค์กรการประชุมอิสลาม (Organisation of Islamic Conference - OIC) ต้องหันมาแสดงความสนใจอย่างจริงจัง
ส่วนนักเจรจาสันติภาพหรือผู้ไกล่เกลี่ยก็เหมือนผู้นำแบกแยกดินแดนรุ่นพี่ ที่สนใจเฉพาะเรื่องดินแดนเช่นกัน ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว องค์กรโอไอซี (OIC) ได้จัดการจัดประชุมหลายครั้งกับผู้นำแบ่งแยกดินแดนที่ลี้ภัยต่างแดนเหล่านี้ พร้อมกับได้เรียกร้องให้พวกเขาจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมารองรับ โดยให้ชื่อว่า "สภาประชาชนปัตตานี" (United Patani People Council - UPPC)
ประเด็นสำคัญต่อข้อเสนอนี้คือ เมื่อยี่สิบปีก่อนเคยมีผู้นำรุ่นพี่ในขบวนการเบอร์ซาตู (Bersatu) ได้พยายามลองทำมาแล้วแต่ล้มเหลว เนื่องจากไม่มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนใดที่มีความยืดหยุ่นและมีข้อเสนอแลก เปลี่ยนที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
อดีตสมาชิกคนหนึ่งขบวนการเบอร์ซาตูปรารภว่า "ถ้ารัฐบาลไทยไม่สนใจในสภาประชาชนปัตตานี (UPPC) องค์กรโอไอซีก็ทำอะไรไม่ได้"
อย่างไรก็ดี ไม่มีใครรอไฟเขียวจากกรุงเทพฯ ผู้ที่เข้าร่วมประชุมที่โอไอซีจัดให้ข้อมูลว่า รุสดี ยินงอ ผู้นำรุ่นพี่พูโลอีกคนหนึ่ง (แต่เป็นคนละกลุ่มกับกัสตูรี) พร้อมจะกระโดดเข้ามาเป็นผู้นำสภาประชาชนปัตตานี ทันทีหลังจากที่มีการก่อตั้งเรียบร้อยอย่างเป็นทางการ ผู้นำอีกคนหนึ่งคือ แซมซูดิน คาน ผู้ซึ่งเคยประกาศตัวเองว่าเป็นผู้นำพูโล เขาพอจะมีสายสัมพันธ์และรู้จักผู้นำโอไอซีบางคน แต่ปัญหาก็คือไม่ใครรู้ว่ามันจะมีผลอย่างไรต่อการยอมรับในบรรดากลุ่มแบ่งแยก ดินแดนลี้ภัยทั้งหลาย อีกทั้งมีเพียงผู้คนจำนวนน้อยเท่านั้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความ เข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของกลุ่มที่เรียกว่า “ผู้นำ”
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องปวดหัวคือ ยังไม่ผู้นำแบ่งแยกดินแดนลี้ภัยคนใด มีความสามารถชักจูงให้องค์กรระหว่างประเทศ คล้อยตามว่า เขามีบารมีและความสามารถในการเป็นผู้นำหรือมีอำนาจสั่งการต่อกลุ่มวัยรุ่น ไทย-มาเลย์หลายพันคนในสามจังหวัดภาคใต้ที่รู้จักกันในนาม “จูแว” อย่างแท้จริง อย่างไรก็ดีหลายๆฝ่ายรวมทั้งทหารไทยเชื่อว่า การเจรจากับกลุ่มแบกแยกดินแดนรุ่นพี่ๆ ยังเป็นทางออกที่ดี เพราะในตอนนี้กลุ่มจูแวไม่ออกตัวมาเจรจาโดยตรงเพราะกลัวว่าอาจจะถูกปองร้าย หรือฆ่าตาย หากการเจราจาในอนาคตเกิดล้มเหลวขึ้นมา อีกเหตุผลหนึ่งที่พวกจูแวทั้งหลายจะไม่ออกมาร่วมขบวนการเจรจาสันติภาพก็คือ ทุกวันนี้ การที่พวกเขาสามารถโจมตีเหล่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไหน เมื่อใดก็ได้ย่อมแสดงถึงความเป็นผู้ชนะอยู่แล้ว
ตอนนี้กรอบการเจรจาของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (NSC) กำลังมาถึงโค้งสุดท้าย ในขณะที่ฝ่ายทหารกระตือรือร้นจะเริ่มกระบวนการสันติภาพอีกครั้งหนึ่งกับ บรรดากลุ่มรุ่นพี่ ผู้นำทหารหลายคนบอกกับผู้เขียนว่า ยินดียอมรับความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะอินโดนีเซียและมาเลเซีย เพื่อช่วยในเรื่องไกล่เกลี่ย และคาดหวังว่าผู้ให้การคุ้มครองเจ้าเก่าเหล่านี้จะสามารถนำพวกจูแวมาสู่โต๊ะ เจรจา หรืออย่างน้อยที่สุดก็อาจจะเข้าร่วมในฐานะตัวแทนพวกจูแวได้
เรื่องนี้พูดง่ายแต่ทำยาก เนื่องจากกลุ่มจูแว โดยเฉพาะพวกวัยรุ่นเหล่านี้ไม่ค่อยแยแสในเรื่องการเจรจาสันติภาพ พวกเขาวาดหวังว่าผู้คุ้มครองเจ้าเก่าจะสามารถผนึกเป็นกำลังสำคัญของฝ่ายการ เมืองในกระบวนการสันติภาพร่วมกับรัฐไทย แต่ก็เป็นเรื่องที่คาดหวังยาก เพราะต่างก็รู้ดีว่าขบวนการของตนอยู่ในสถานะที่แยกส่วนและมีอิสระในการ เคลื่อนไหวมากเกินไป ส่วนผู้คุ้มครองเก่าๆ ก็อยู่กันอย่างไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวอย่างมากด้วย ดังนั้นไม่ว่าการขยับไปสู่การตั้งโต๊ะเจรจากระบวนการสันติภาพอย่างเป็นทาง การจึงเป็นเรื่องยาก ยกเว้นแต่เมื่อใดที่กลุ่มผู้คุ้มครองเจ้าเก่าสามารถรวมตัวกันและยอมเป็นฝ่าย การเมืองด่านหน้าให้กับกลุ่มจูแว เมื่อนั้น กลุ่มจูแวก็อาจบรรลุความมุ่งหมายในการปลดปล่อยมาตุภูมิในประวัติศาสตร์ของ พวกเขา “ปาตานี” ซึ่งบางคนที่ผันตัวมาเป็นพวกจูแวก็เพราะความโกรธแค้นจากความอยุติธรรมที่เคย เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เช่น เหตุการณ์ตากใบ และบางส่วนก็พอใจรับใช้กลุ่มพ่อค้ายาเสพติดและพ่อค้าของเถื่อนตามชายแดน มากกว่า ส่วนคนอื่นๆ ยังคิดว่าการเจรจาเป็นแผนการร้ายอันจะล่อพวกเขาให้ปรากฏตัวออกมาเพื่อรอวัน ตาย
สอง-สามเดือนก่อน ทั้งฝ่ายตำรวจและทหารพูดกันคนละเรื่องถึงเบื้องหลังการระเบิดรถยนต์ที่ยะลา ทหารบอกว่าเป็นฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ตำรวจกลับบอกว่าเป็นฝีมือของพวกค้าของเถื่อน ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ หลังจากเหตุการณ์ระเบิดใช้รถจักรยานยนต์และรถยนต์ที่อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส
สิ่งที่น่าสนใจคือ การอธิบายสถานการณ์จากฝั่งรัฐก็ไม่เป็นเนื้อเดียวกันด้วย เช่นที่ฝ่ายตำรวจและทหารต่างออกมาพูดถึงเบื้องหลังเหตุการณ์ระเบิดรถยนต์ที่ ยะลาเมื่อสอง – สามเดือนก่อนกลับเป็นคนละเรื่อง เพราะในขณะที่ตำรวจบอกว่าเป็นฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนทหารกลับอธิบายว่า เป็นฝีมือของพวกค้าของเถื่อน และอีกเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้หลังจากเหตุการณ์ระเบิดรถจักรยานยนต์และรถ ยนต์ที่อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลลงความเห็นว่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดที่ว่า จ้างกลุ่มวัยรุ่นหัวรุนแรง (จูแว) เพื่อตอบโต้การกวาดล้างยาเสพติด แต่แหล่งข่าวของกองทัพกลับลงความเห็นว่าเป็นปฏิบัติการของกลุ่มจูแวเองที่ ต้องการสั่งสอนบทเรียนแก่สังคมไทยว่าธุรกิจค้าประเวณีและอบายมุขทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อีกต่อไปในพื้นที่ ซึ่งแหล่งข่าวในกลุ่มบีอาร์เอ็น โคออดิเนต (ไม่ใช่พวกเดียวกับกลุ่มของกัสตูรี) มีความเห็นสอดคล้องกับการวิเคราะห์ของของฝ่ายทหารไทยเรื่องสาเหตุในการโจมตี ที่สุไหงโกลกเมื่อเดือนสิงหาคม ศกนี้
สมาชิกคนนี้แสดงความกังวลต่อพวกวัยรุ่นบางคนที่ยอมทำงานให้กลุ่มมิชฉาชีพ ต่างๆ ประเด็นนี้ทำให้กลุ่มขบวนการติดประวัติอาชญากรรมไปด้วย สร้างความความอับอาย และบั่นทอนเป้าหมายระยะยาว เพราะมันแสดงให้เห็นว่ากลุ่มขบวนการซึ่งยังอาศัยอยู่ในต่างประเทศ ไม่สามารถควบคุมความประพฤติของวัยรุ่นเหล่านี้ได้
ทั้งนี้แหล่งข่าวคนเดียวกันยังยืนยันคำกล่าวอ้างของรัฐบาลพร้อมตอกย้ำว่า “พวกผู้ใหญ่ในขบวนการรู้สึกเป็นห่วงว่าการกระทำดังกล่าวคาบเส้นการต่อสู้ที่ มีกับอาชญากรรม” ซึ่งข้อสังเกตดังกล่าวจะเข้าทางรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มีแนวโน้มต้องการใส่ร้าย ป้ายสีขบวนการที่ได้ต่อสู้มาเป็นเวลาช้านานเพื่อลดความสำคัญของประวัติ ศาสตร์คับแค้นใจของคนมลายูในปัตตานี
รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีมุมมองที่น่าสนใจ คือกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ความแร้นแค้นทางประวัติศาสตร์และกลุ่มลักลอบค้ายา เสพติดนั้นถือว่าเป็นพวกทำผิดกฎหมายเหมือนกัน ฉะนั้นมันง่ายมากที่จะเดาท่าทีของรัฐบาลชุดนี้ต่อ “การเจรจาสันติภาพ” ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่าทีของฝ่ายทหารไทยจึงมีความสำคัญ ประเด็นมีอยู่ว่า ฝ่ายทหารจะสามารถทำงานร่วมกับกัวลาลัมเปอร์หรือจาการ์ตาได้หรือไม่ เพราะลึกๆในสายตาของฝ่ายทหาร ทั้งสองประเทศไม่ได้วางตัว “เป็นกลางที่แท้จริง” สำหรับการเจรจาสันติภาพ เพราะถือว่าเป็น “กลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสีย” โดยตรง อันเนื่องมาจากสาเหตุที่ผู้นำรุ่นพี่ๆเหล่านี้ได้รับสัญชาติสองประเทศนี้ พร้อมที่พำนักถาวร ซึ่งในสายตาของฝ่ายไทยไม่ได้ถือว่าเป็น “กลาง”
อย่างไรก็ตาม ในหมู่ผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจกันดีว่า ทั้งกัวลาลัมเปอร์และจากาตาร์ นั้นมีความสำคัญจำเป็นต้องดึงเข้ามามีส่วนไกล่เกลี่ยไม่มากก็น้อย เพื่อโน้มน้าวเอากลุ่มต่างๆเข้ามาสู่โต๊ะเจรจาเดียวกัน กระนั้นก็ตามยังไม่มีหลักประกันว่ากลุ่มจูแวจะเห็นดีด้วย
เพื่อให้กระบวนการเจรจาสันติภาพประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องสิ่งมีดึงดูดน่าพอใจหรือข้อเสนอที่น่าสนใจที่จะทำให้กลุ่มจู แวสนใจและยอมรับ ซึ่งในขณะนี้พวกเขาเป็นฝ่ายเหนือกว่าในภาคสนามเนื่องจากสามารถโจมตีเป้าหมาย ได้ทุกพื้นที่ทุกเวลาเมื่อพวกเขาต้องการ
บก. 'อ่าน': ตำแหน่งแห่งที่ของ'คนทำหนังสือ' ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ที่มา ประชาไท
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 ต.ค.) เนื่องในวาระการเปิดร้านหนังสือ Book Re:public และโครงการ Cafe Democracy ที่จังหวัดเชียงใหม่ เวลา 18.00 น. มีการจัดวงเสวนาสาธารณะในหัวข้อ "ยังจะทำ/เขียน/อ่าน/ขาย หนังสืออยู่อีกหรือ?" โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการวารสารอ่าน วรพจน์ พันพงศ์ นักเขียนหนังสือ/สารคดี และ เสาวนีย์ เมฆานุพักตร์ เจ้าของร้านหนังสือ 'เล่า' โดยได้แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจในการทำหนังสือท่ามกลางบริบททางสังคมและการ เมืองในปัจจุบัน จากมุมมองของคนที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ
ในการเสวนาดังกล่าว ไอดา บรรณาธิการวารสาร 'อ่าน' ได้อภิปรายประเด็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสังคมไทย และนัยสำคัญของการแก้ไข พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ที่มติครม. เพิ่่งมีมติเห็นชอบไปเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา โดยมีบทบัญญัติให้อำนาจแก่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการจัดการกับสิ่งพิมพ์ที่เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง, ละเมิด 'ความมั่นคงของชาติ' และ 'ศีลธรรมอันดี'
โดยประชาไทขอนำเสนอบทอภิปรายดังกล่าวแก่ผู้อ่าน ดังนี้
(จากซ้าย) ไอดา อรุณวงศ์, เสาวนีย์ เมฆานุพักตร์ และวรพจน์ พันพงศ์
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Book Re:public
“การอ่านหนังสือจึงยังคงเป็นกิจกรรมของคนมีการศึกษาและมีโอกาสทางสังคมจำนวนหนึ่ง
ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สามารถมีเสียงดังในสังคมนี้ได้โดยไม่ต้องลงแรง
เลือดตาแทบกระเด็นหรือถูกสไนเปอร์ยิงหัวเป็นว่าเล่น”
000
แม้จะได้รับการติดต่อจากคณะผู้จัดงานล่วงหน้าเป็นระยะเวลาพอสมควร แต่เอาเข้าจริงก็เพิ่งจะมานั่งคิดและเตรียมการพูดเมื่อไม่กี่วันนี้เอง ซึ่งอาจจะเป็นข่าวร้ายสำหรับผู้ฟังอยู่สักนิดตรงที่ว่า มันเป็นช่วงเวลาที่กำลังทบทวนอย่างหนักจริงๆ ว่า “ยังจะทำหนังสืออยู่อีกหรือ” หรืออันที่จริงถ้าจะให้ตรงกว่านั้นก็คือ “ยังจะทำต่อไปอีกทำไม” และคำตอบที่ได้ก็ออกจะชวนหม่นหมองและเป็นการมองโลกในแง่ร้ายอยู่สักนิด เพราะมันจะกลายเป็นคำตอบจากอารมณ์เก็บกดของ 1) คนทำหนังสือปัญญาชน 2) เพศหญิง (ไม่มีลูกมีผัว) 3) แห่งเจเนอเรชั่นลูกหลง 4) ที่ดำรงอยู่ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข
ถ้าจะให้ขยายความนิยามต่างๆ ข้างต้น ก็คงต้องพูดกันยืดยาวเกินไป และจำนวนหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องเก็บและกดไว้ต่อไปอย่างลูกผู้หญิงของ ประเทศนี้ ที่ต้องคำนึงถึง “ขบวน” และถ้อยคำอะไรทั้งหลายที่ใหญ่โตกว่าคำที่ “เอาท์” ไปจากสังคมไทยแล้วโดยที่ยังไม่เคยได้ “อิน” อย่างคำว่า “สิทธิสตรี” ในวันนี้ และด้วยภาวะอารมณ์ที่ใกล้จะเป็นหญิงเสียสติเต็มที จึงไม่มีอะไรจะพูดถึงประเด็นนี้นอกจากการบอกตรงๆ กับปัญญาชนเพศชายจำนวนหนึ่งของประเทศนี้ว่า FUCK YOU และ FUCK OFF
ส่วนนิยามที่ว่าเป็นเจเนอเรชั่นลูกหลงนั้น ก็ควรจะเลิกฟูมฟายขยายความเสียที มันก็แค่เป็นคนรุ่นที่เกิดหลังรุ่น 14 และ 6 ตุลาไม่ทันพอที่จะมาเกทับกันทางประวัติศาสตร์ได้ แต่ก็ดันทันพอที่จะไปทะเล่อทะล่ารับเอาสปิริตบางอย่างของปัญญาชนรุ่นนั้นมา ไว้ แล้วก็ได้แต่นั่งมองคนรุ่นนั้นใน “วัยวิกฤติ” ของพวกเขาอย่างตาสว่างกระจ่างใจ เพราะพวกเขาไม่เพียงไม่เยาว์ ไม่เขลา และไม่ทึ่ง อีกต่อไป แต่พวกเขายังเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ฉลาด และปวารณาตัวเพื่อกู้ชาติ รักพระพุทธทาสศาสนา และมั่นใจว่าคนไทยปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์กันเกินกว่าหนึ่งล้านคนแน่นอน อีกด้วย
ในเมื่อไม่มีอะไรจะพูดในเรื่องเพศและวัย หรือเพศสถานะและเจเนอเรชั่นแล้ว ก็เหลือสองเรื่องให้อภิปราย คือเรื่องตำแหน่งแห่งที่และบริบท นั่นคือการทำหนังสือปัญญาชนในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์เป็นประมุข
ตอนที่เริ่มทำวารสารอ่านใหม่ๆ เคยมีนักข่าวถามว่าคิดอย่างไรกับปัญหาที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยเพียง ปีละ 8 บรรทัดหรืออะไรทำนองนั้น ก็ตอบเขาไปว่าไม่รู้สึกว่าวารสารฉบับนี้จะต้องมาทำหน้าที่ส่งเสริมการอ่าน ให้คนไทยอ่านหนังสือให้เยอะขึ้น เพราะ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนที่ไม่อ่านหนังสือ แต่อยู่ที่คนที่อ่านมากกว่า ว่าพวกเขาอ่านกันอย่างไร เพราะเราไม่ควรลืมว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนี้อยู่ในภาวะที่ขาดแคลน สวัสดิการพื้นฐานของชีวิตมานานหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ ศึกษา รายได้ขั้นต่ำ สิทธิในการรักษาพยาบาล แม้ในช่วงหลังมานี้จะมีความพยายามของฝ่ายการเมืองที่จะทำนโยบายเพื่อแก้ไข ปัญหาเหล่านี้อยู่บ้าง แต่ภาวะนี้ที่สะสมมานานก็ทำให้คนไทยจำนวนมหาศาลขาดโอกาสเหล่านั้นไปแล้ว และไม่น่าแปลกใจที่การอ่านหนังสือจะกลายเป็นกิจกรรมที่ฟุ่มเฟือยเกินไป สำหรับพวกเขา
การอ่านหนังสือจึงยังคงเป็น กิจกรรมของคนมีการศึกษาและมีโอกาสทางสังคมจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สามารถมีเสียงดังในสังคมนี้ได้โดยไม่ต้องลงแรงเลือด ตาแทบกระเด็นหรือถูกสไนเปอร์ยิงหัวเป็นว่าเล่น คนกลุ่มนี้ โดยเหตุที่อยู่ในโลกของการสื่อสารแบบคนมีการศึกษา จึงมักเชื่อมั่นในการเรียนรู้ผ่านโลกของการอ่าน ไม่ว่าจะอ่านหนังสือที่เป็นเล่มหรืออ่านผ่านโลกไซเบอร์ ยิ่งอ่านภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันได้ ยิ่งรู้สึกว่ารู้จักโลกมากขึ้นไปกันใหญ่ ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องผิดนัก ช่วยไม่ได้ ก็อย่างที่นักเขียนบางคนของประเทศนี้เคยบอกไว้ – คนเรามันเกิดมาไม่เท่ากัน สอดคล้องกันกับที่เจ้านายบางคนเคยยกสาธกอธิบายว่า ดูแต่นิ้วมือทั้งห้าของเราก็หาได้เท่ากันไม่ ซึ่งทั้งครูภาษาไทยและนักสื่อสารมวลชนของไทยก็นิยมอ้างใช้กันต่อๆ มา โดยที่ไม่ยักฉุกคิดว่า จริงอยู่ นิ้วมือของคนอาจไม่สามารถยาวเพิ่มขึ้นได้ เกิดมาเป็นแบบไหนก็อยู่ไปแบบนั้น แต่มนุษย์เราสามารถขยับสถานะหรือตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองได้ หากได้รับโอกาสทางสังคมการเมืองที่เท่าเทียมกันมิใช่หรือ ไม่ต้องพูดถึงว่านี่ออกจะเป็นการสอบตกวิชาการใช้เหตุผลขั้นพื้นฐาน ก็มันธุระอะไรเล่าที่จะเอาสิทธิทางการเมืองไปเทียบเคียงกับความสั้นยาวของ นิ้วมือนิ้วตีน
คนกลุ่มนี้แหละ ที่วารสารอ่านมองว่าเป็นกลุ่มที่เป็นปัญหาหรือเป็นกลุ่มเป้าหมาย คนกลุ่มที่พูดอะไรก็เสียงดัง พูดอะไรก็ขลัง พูดอะไรก็ดูจะเป็นความจริงอันไม่อาจโต้แย้งได้ นั่นคือกลุ่มคน “นิ้วกลาง” ที่มีอภิสิทธิ์มากพอที่จะได้เป็นคนอ่านหนังสือ (และบางทีก็เป็นคนเขียนด้วย)
ส่วนคนกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มคนที่เป็นปัญหาในสายตาของวารสารอ่าน คือคนกลุ่มที่ต้องเผชิญปัญหาในชีวิตมากมายอยู่แล้วจนไม่มีเวลาจะมาอ่านหรือ มาหัดอ่านหนังสือ หากว่าหลังเสร็จการงานอันอ่อนล้าแล้วพวกเขาจะหันหน้าเข้าหาหนังสืออย่างศาลา คนเศร้า ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือน่าวิตกกังวลอันใด หนังสือเหล่านั้นอาจจะมีอะไรให้น่า “ถอดรหัส” “รื้อสร้าง” อยู่เหมือนกันก็ได้ แต่มันไม่เป็นปัญหาเท่าหนังสือที่เอาเข้าจริงแล้วอุดมไปด้วยมายาคติเสียยิ่ง กว่า อันได้แก่บรรดาหนังสือของคนที่ไม่อ่านศาลาคนเศร้า คนกลุ่มที่เรามักเรียกว่าเป็นผู้มีการศึกษา หรือในหลายกรณีเราก็เรียกว่าเป็นปัญญาชน
แล้วเหตุการณ์ทางการเมืองในรอบสี่ ห้าปีที่ผ่านมา ก็ยิ่งเป็นบทพิสูจน์ที่ดีว่า คนกลุ่มไหนที่ยิ่งอ่านหนังสือยิ่งไร้กึ๋น ยิ่งอ่านหนังสือที่ดูก้าวหน้ายิ่งดูจะล้าหลัง เห็นคนเป็นคนไม่เท่ากัน ถ้าไม่เห็นเป็นนิ้วมือก็เห็นเป็นควาย และต้องเป็นควายสีแดงเท่านั้นด้วย
ประชาชนที่ออกมาตายตามราชดำเนินและตรงราชประสงค์ ไม่ได้เรียนรู้ประชาธิปไตยจากหนังสือรัฐศาสตร์ ไม่ได้เรียนรู้เรื่องสิทธิและเสรีภาพจากนักปรัชญา ไม่ได้เรียนรู้เรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันจากตำรามานุษยวิทยา ไม่ได้เรียนรู้เรื่องแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์จากขี้ปากนักมนุษยศาสตร์และ วรรณคดีหน้าไหน ไม่ได้เรียนรู้เรื่องหัวใจและจิตวิญญาณจากนักเทศน์และศิลปินคนใด พวกเขาเรียนรู้จากการยอมเอาตัวและหัวใจเข้าแลก ซึ่งเป็นวิธีวิทยาที่โง่เกินไปสำหรับปัญญาชนหลังตู้หนังสือ
เท่าที่พล่ามมาก็คงพอจะทำให้ท่านทั้งหลายสังเคราะห์ออกมาได้ว่า เบื้องลึกของการยังฝืนทนเป็นคนทำวารสารอ่านและสำนักพิมพ์อ่านต่อไป ก็เนื่องมาจากความสัมพันธ์แบบ love-hate กับคนอ่านหนังสือทั้งหลาย ซึ่งรวมถึงตัวเองด้วย มีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อชดใช้บาปกำเนิดทางชนชั้นพอๆ กับชดใช้บาปกำเนิดของการเกิดเป็นลูกหลานนังอีฟ
คิดว่าคงไม่เป็นการเข้าข้างตัวเองเกินไปแน่นอนถ้าจะบอกว่า สาเหตุ สำคัญที่ทำให้คนไทยยิ่งอ่านยิ่งไร้กึ๋น (ซึ่งกึ๋นในที่นี้หมายถึงทั้งความสามารถในการเกิดพุทธิปัญญาหรือ enlighten หรือตาสว่าง และรวมถึงในความมายของความกล้าหาญ) ก็เพราะสิ่งที่เรียกว่าวิจารณญาณหรือ critical mind ไม่อาจเกิดขึ้นได้ภายใต้สภาพอย่างที่เป็นอยู่ สภาพที่สังคมตกอยู่ภายใต้อำนาจทางกฎหมายและทางวัฒนธรรมที่ยังเชื่อว่าคนเรา ไม่เท่ากัน ดังนั้นคนบางกลุ่มจึงมีอภิสิทธิ์และอาญาสิทธิ์เหนือคนส่วนใหญ่ได้ถึงขนาดที่ ไม่อนุญาตแม้แต่ที่จะให้มีการตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์ต่ออภิสิทธิ์และ อาญาสิทธิ์นั้น โดยลืมไปว่า การบอกว่า “คนเราเท่ากัน” นั้น ไม่ใช่จะเป็นการลดทอนหรือดึงอะไรให้ต่ำลงมาแต่อย่างใด การเห็นคนเป็นคน เห็นคนเป็นคนเท่าๆ กันต่างหาก คือการให้เกียรติและเคารพต่อกันในฐานะมนุษย์อย่างที่สุดแล้ว
ตัวอย่างล่าสุดของความเข้าใจผิดเช่นนี้ คือการผลักดันให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ครั้งล่าสุด ที่ให้เพิ่มโทษทางปกครองยุบยิบแยกย่อยอีกมากมาย มากำกับให้คนทำหนังสือทั้งหลายจงอยู่ในโอวาท แค่ไม่ได้ส่งหนังสือปกละสองเล่มให้หอสมุดแห่งชาติก็อาจถูกปรับได้ถึงหนึ่ง หมื่นบาท (นี่ใจคอไม่คิดจะช่วยสนับสนุนซื้อหนังสือเข้าหอสมุดเองบ้างหรืออย่างไร)
รวมถึงการเพิ่มโทษทางอาญาในกรณีที่เขาอธิบายเหตุผลในทางหลักการว่า “สมควรกำหนดให้มีมาตรการบังคับในการควบคุมสิ่งพิมพ์หรือหนังสือพิมพ์ที่มีผล กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” ซึ่งผลก็คือการเพิ่มมาตรา 18/1 ที่ว่า “ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจออกคำสั่งห้ามพิมพ์ เผยแพร่ สั่งเข้าหรือนำเข้าเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร ซึ่งหนังสือพิมพ์ใดๆ ที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” และ “ห้ามมิให้นำข้อความที่มีลักษณะที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือข้อความที่กระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนมาแสดงไว้ด้วย” หากฝ่าฝืน “ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจริบและทำลาย”
อันที่จริงเนื้อหานี้ก็มีอยู่ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้มาแต่เดิมอยู่แล้วและน่าอนาถเกินพออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าของเดิมนั้นมีบังคับอยู่เฉพาะในหมวดของสิ่งพิมพ์ ซึ่งหมายถึง สมุด กระดาษ หนังสือ หรือวัสดุใดๆ ที่พิมพ์ขึ้นเป็นหลายสำเนา แต่ที่เพิ่มมานี้เป็นการเพิ่มมาในหมวดหนังสือพิมพ์ ซึ่งโดยนิยามนั้นหมายถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกตามวาระทั้งหลายอันได้แก่นิตยสารและ วารสารด้วย ไม่อยากจะคิดเลยว่าเขานึกหน้าวารสารฉบับไหนอยู่บ้างตอนที่เพิ่มมาตรานี้เข้า มา รวมทั้งเพิ่มโทษทางอาญาให้หนักกว่าเดิมด้วย
มีแต่คนที่ไม่เชื่อในการใช้เหตุใช้ผลและใช้วิจารณญาณเท่านั้นแหละ ที่จะใช้อำนาจมาบังคับการใช้เหตุใช้ผลและใช้วิจารณญาณของคนอื่น และมีแต่อำนาจที่กำลังหวั่นไหวและวิตกจริตต่อความศักดิ์สิทธิ์ของตัว เองอย่างหนักแล้วเท่านั้นแหละ ที่จะมาเที่ยว ริบ ทำลาย จำคุกใครต่อใคร แค่เพราะหมึกบนกระดาษไม่กี่แผ่น
อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเมื่อเทียบกับกฎหมายที่ใหญ่กว่านั้น อย่างรัฐธรรมนูญของประเทศนี้ที่มีมากกว่าหนึ่งมาตราที่สามารถเอาประชาชนมือ เปล่าขังคุกอย่างไม่มีทางสู้ เพราะถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ทั้งหมดที่ว่ามานั่นน่ะ เอาเข้าจริงมันก็คือการพูด การเขียน การแสดงความเห็น เท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าจับอาวุธขึ้นมาจะไปทำอะไรใคร หรือสั่งการให้ใครไปฆ่าใครด้วยซ้ำ ทำไมมันถึงกลายเป็นความผิดฉกรรจ์ไปได้ แล้วคนที่จะมาตัดสินว่าอะไรเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่ายนี่ก็ต้องเป็นพวกที่อ่าน หนังสือตำรับตำรามามากมายเสียเหลือเกินอีกนั่นแหละ ถึงได้มั่นใจในความสามารถในการแยกแยะของตัวเองได้พอที่จะไม่ละอายแก่ใจทุก ครั้งที่ตัดสินไม่ให้ประกันหรือตัดสินโทษประชาชนที่อยู่ในประเทศที่ปกครอง ด้วยระบอบประชาธิปไตย
ต้องขอยืมลีลาคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มาใช้ ว่า วิจารณ์ ไม่ใช่หมิ่น เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่อาฆาตมาดร้าย เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่หมิ่น เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่อาฆาตมาดร้าย เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่หมิ่น เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่ อาฆาตมาดร้าย เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่หมิ่น เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่อาฆาตมาดร้าย เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่หมิ่น เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่อาฆาตมาดร้าย เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่หมิ่น เข้าใจไหม วิจารณ์ ไม่ใช่อาฆาตมาดร้าย เข้าใจไหม การวิจารณ์ไม่ใช่อย่างเดียวกันกับการหมิ่นและการอาฆาตมาดร้ายโว้ย ได้ยินไหม
คงเพราะอย่างนี้นี่เอง สี่ห้าปีมานี้เขาถึงได้พร่ำพูดให้เราจำขึ้นใจ ว่าเราอยู่ในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข ทั้งที่แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เห็นต้องมาขยายความกันถึงขนาดนี้ เพิ่มคำขยายขึ้นมาให้น้ำหนักมันอยู่ที่วลีต่อท้าย จนเดี๋ยวนี้ถ้าแค่พูดไม่ครบก็จะแทบกลายเป็นการหมิ่นไปได้แล้ว ทำไมประเทศอังกฤษหรือญี่ปุ่นไม่เห็นต้องพูดแบบนี้มั่ง รู้ตัวหรือเปล่าว่ายิ่งทำแบบนี้ยิ่งสะท้อนความหวั่นไหว ว่ากลัวคนจะไม่รู้ว่าตำแหน่งแห่งที่ของอะไรอยู่ตรงไหน เพราะ ไม่งั้นถ้าจะต้องขยายความกันอย่างนี้ ก็ควรเรียกไปเลยว่าเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฝ่ายบริหาร มีประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานฝ่ายนิติบัญญัติ และมีประธานอะไรอีกดีล่ะที่เป็นประธานฝ่ายตุลาการ ทำไมไม่เอาแบบนั้นไปเลยล่ะ อย่างน้อยก็จะได้เฉลี่ยความไหวหวั่นให้เนียนขึ้นอีกหน่อย
ประชาชนใน พ.ศ. นี้จึงน่าสงสารเสียยิ่งกว่าประชาชนใน พ.ศ. 2475 ที่เคยถูกกล่าวหาว่าโง่ขนาดไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร เพราะประชาชนใน พ.ศ. นี้เรียกชื่อระบอบการปกครองของประเทศก็ยังไม่ถูก
อันที่จริงก็ดีเหมือนกันที่เราถูก บีบให้ต้องเรียกมันให้เต็ม ก็ดี มันจะได้ตอกย้ำ จะได้ไม่ลืมว่าเรากำลังเผชิญอยู่กับปัญหาแบบไหน การเรียกเพียงสั้นๆ ว่าประชาธิปไตยจะทำให้เราประเมินสถานการณ์ผิดไป และเกิดสิ่งที่เรียกว่า false hope ได้ พอๆ กับที่ต้องบอกตัวเองว่า การที่ผู้หญิงบ้านๆ คนหนึ่งมาเป็นบรรณาธิการหนังสือปัญญาชน จะเท่ากับการได้มี “a room of one's own” ก็หาไม่ เพราะเอาเข้าจริงแล้วก็ยังไม่ต่างอะไรจาก mad woman in the attic เหมือนเดิม
และอย่าประหลาดใจ ถ้าวันดีคืนดีคนทำวารสารอ่านและสำนักพิมพ์อ่าน จะลุกขึ้นมาประกาศเลิกทำหนังสือ ไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องวิจารณ์อะไรกันอีก เผชิญหน้ากับชะตากรรมของการต้อง “ไหลพรากทางตา” กันอย่างเดียวต่อไป
แต่อย่ามาถามก็แล้วกันว่ามันจะไหลด้วยความซาบซึ้งหรือความคับแค้นใจ
เพราะถึงวันนั้นเหตุผลก็คงหมดความหมาย และสายเกินไปเสียแล้ว
รายงานสถานการณ์น้ำ 24 ต.ค. 54
ที่มา Thai E-News
ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน


สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ GISDATA
![]() |
| From flood2011 |
![]() |
| From flood2011 |
วิเคราะห์สถานการณ์น้ำของดร เสรี ศุภราทิตย์ ทางTPBS 23 ต.ค.



