WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 24, 2011

รายงานสถานการณ์น้ำ 24 ต.ค. 54

ที่มา Thai E-News

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน






สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ GISDATA

From flood2011
ผังเส้นทาง​น้ำ และชั้นควา​มสูง กทม. และปริมณฑล

From flood2011
พื้นที่น้ำ​ท่วมขังและ​ปริมาณการป​ริมาตรน้ำใน​พื้นที่ GISTDATA - 23 ต.ค.


วิเคราะห์สถานการณ์น้ำของดร เสรี ศุภราทิตย์ ทางTPBS 23 ต.ค.



ภาพอนิเมชั่น พื้นที่น้ำท่วมจากภาพถ่ายดาวเทียม GISTDATA วันที่ 18 และ 22 ต.ค.

พท.วอน ปชป.หยุดเล่นการเมือง จี้หยุดด่า "หญิงหน่อย" ขอหันหน้าร่วมแก้วิกฤต จวก กทม.ไม่จริงใจแก้ปัญหา

ที่มา มติชน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทยและ ส.ส.กทม.เขตคลองสามวา กล่าวเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ว่า อยากเรียกร้องผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาน้ำ ท่วมครั้งนี้แบบเป็นวาระแห่งชาติร่วมกับรัฐบาล โดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะเดินทางไปพักผ่อนต่างประเทศที่ประเทศอังกฤษ แต่ก็ขอให้ท่านสั่งการมายังผู้ว่าฯ กทม. และลูกพรรคของท่านให้ระดมสมองช่วยประชาชนในช่วงภัยพิบัติระดับชาติ มากกว่าการใช้ปากพูดอย่างเดียว เพราะ กทม.วันนี้ไม่ใช่แดนสนธยาของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะมาเล่นเกมการเมืองว่า พอน้ำแห้งน้ำไม่ท่วม กทม.ก็คุยเสียงดังบอกว่าเป็นผลงานของ กทม. พอน้ำท่วม กทม.ก็โบ้ยเสียงดังให้รัฐบาล ตนในฐานะผู้แทนฯ กทม.ฝั่งตะวันออกขอเรียกร้องไปยังผู้ว่าฯ กทม.ว่า ในกรณีที่ท่านจะประกาศเตือนภัย ท่านต้องทำอย่างมืออาชีพ เช่น การที่ท่านประกาศให้อพยพใน 7 เขต กทม.ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วประชาชนยังสงสัยทุกวันว่าตกลงวันนี้เป็นอย่างไร ควรทำตัวอย่างไรในขณะนี้ และ 7 เขต ฝั่งตะวันออกที่ว่านี้เป็นทุกตำบลเลยหรือไม่ ให้อพยพขึ้นที่สูงนั้นสูงขนาดไหน


นายจิรายุกล่าวว่า ข้อมูลของ กทม.ก็ประกาศแบบเหวี่ยงแหเอาแน่เอานอนไม่ได้ คิดแต่จะรักษาแต่ฐานเสียงของตัวเองหรือไม่ ส่วนเขตอื่นที่ไม่ใช่ของตัวเองก็ทำแบบลวกๆ จึงขอเรียกร้องให้ กทม.กรุณาลงรายละเอียดและปรับเปลี่ยนข้อมูลทุกวันได้หรือไม่ เพราะสถานการณ์แบบนี้ควรอัพเดตกันทุกวัน ไม่ใช่ประกาศไปแล้ว 7 วันไม่มีการยกเลิกหรือบอกอะไรเพิ่มเติม วันนี้ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ฝั่งตะวันออกเกือบทุกเขตต้องส่งคนไปเฝ้าระวังที่ทิศเหนือของเขตที่น้ำอาจจะ ลงมา และรายงานผ่านวิทยุสื่อสาร เพื่อให้ทีมงานใช้รถแห่หรือใช้เสียงตามสายในชุมชน บอกกับประชาชนทุกวันเพื่อให้ได้รับข้อมูลโดยตรงจาก ส.ส. เพราะขืนรอ กทม.คงไม่ทันการ กทม.ต้องระดมเจ้าหน้าที่จากเขตอื่นๆ เข้ามาทำงานในพื้นที่เสี่ยง เพราะวันนี้มีเขตที่ไม่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมกว่า 30 เขต อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือมีจำนวนมาก


นายจิรายุกล่าวว่า ส่วนการดูแลบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนก็ขอให้เพลาๆ เรื่องการเมืองกันบ้าง ไม่ใช่อะไรที่เป็นเงินของ กทม. ของบรรเทาทุกข์ก็จะผ่านไปยัง ส.ก. ส.ข.พวกของตนเอง เอาไปหาเสียงจนน่าเกลียด บางเขตบางคนเป็น ส.ส.สอบตกยังไปขึ้นป้ายหาเสียงช่วงนี้เรื่องน้ำท่วมเสียอย่างนั้น วันนี้ไม่ใช่เทศกาลหาเสียง แต่เป็นภัยพิบัติของชาติที่ต้องทำงานร่วมกัน ขณะนี้ทีม ส.ส.พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ทุกวัน ทั้งการบรรเทาทุกข์ด้วยสิ่งของนอกเหนือจากของ กทม. ที่หาแทบไม่ได้ เราก็ต้องประสานกับรัฐบาลเองทั้งเรือท้องแบน ทางเดินไม้ เครื่องสูบน้ำ ทราย แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับการทำภาพรวม ด้วยการทำอย่างไรไม่ให้น้ำท่วมเขตที่ตัวเองเป็น ส.ส. อย่างเขตหนองจอกก็ตั้งแนวกระสอบทรายกันน้ำให้ลงคลองกันเอง จากงบฯของ ส.ส. และเขตคลองสามวาก็ร่วมกับ ส.ส.ลำลูกกา ปทุมธานี เฝ้าเตือนภัยระหว่างกัน เขตมีนบุรี ลาดกระบัง คันนายาว และบึงกุ่ม ก็เร่งผันน้ำด้วยเรือเดินเครื่องในคลองแสนแสบกว่าร้อยเที่ยว ซึ่งพวกเราช่วยผู้ว่าฯ กทม.ทุกทาง ทั้งการเจรจากับ ส.ส.ต่างจังหวัดที่เขตติดกันเพื่อผันน้ำบางจุดระหว่างที่ต่ำที่สูง และร่วมกันทำความเข้าใจกับประชาชนที่โดนน้ำท่วมระหว่างกัน ซึ่งก็ช่วย กทม.ได้เป็นอย่างดี


นายจิรายุกล่าวว่า ส่วนการใช้มืออาชีพที่ติดบ้านเลขที่ 111 หรือ 109 นั้น ในส่วนตัวตนเห็นว่าเป็นเรื่องใจแคบสำหรับฝ่ายค้านที่จะวิจารณ์ เพราะวันนี้ประเทศต้องการคนที่มีความรู้ทุกทางมาช่วยกัน มันสมองเหล่านี้เคยผ่านประสบการณ์การแก้ไขปัญหาภัยพิบัติขนาดใหญ่มา แล้วฝ่ายค้านจะอิจฉาตาร้อนไปเพื่ออะไร ทั้งนี้ควรจะส่งเสริมเสียด้วยซ้ำ เพราะวันนี้เป็นภารกิจของชาติที่ต้องใช้แรงขับเคลื่อนมากกว่าใช้ปากแก้น้ำ ท่วม ขอให้พรรคประชาธิปัตย์หยุดเล่นการเมืองบนความทุกข์ของชาวบ้าน ด้วยการป้ายสีให้คนอื่นเสียหาย โดยเฉพาะการเอาคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มาเป็นแพะรับบาป กรณีที่ กทม.ไม่ยอมช่วยระบายน้ำจากด้านเหนือผ่านคูคลองของ กทม.ที่มีจำนวนมาก


"คุณหญิงไม่เคยไปกล่าวหาผู้ว่าฯ กทม.แม้แต่น้อย ที่พูดถึง กทม.ก็พูดเเต่เพียงในหลักการว่า กทม.ต้องยอมให้ระบายน้ำผ่าน กทม. ซึ่งไม่ใช่คุณหญิงสุดารัตน์คนเดียวที่เห็นเช่นนี้ นายปราโมทย์ ไม้กลัด ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม.เองก็เห็นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่ายิ่งเมื่อวานตัวท่านผู้ว่าฯ เองก็ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าที่ผ่านมายังไม่ได้เปิดประตูน้ำให้น้ำระบายผ่าน กทม.ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา กทม.ก็ไม่ยอมเปิดประตูให้น้ำระบายผ่าน กทม.จริงๆ ประชาชนก็รับรู้ เมื่อวาน น.ส.พ.ก็ลงฟ้องด้วยภาพหน้า 1 ที่แสดงให้เห็นระดับน้ำในคลองแสนแสบแห้งขอดถึงขนาดเรือไม่สามารถวิ่งได้มา เป็นสัปดาห์แล้ว ขณะที่ชาวบ้านในเขตคลองสามวา มีนบุรี หนองจอก และลาดกระบัง กลับถูกน้ำท่วมขังมานานนับเดือนแล้ว จากการปิดประตูระบายน้ำของ กทม." นายจิรายุกล่าว


นายจิรายุกล่าวว่า ตนขอเรียกร้องไปยัง พรรคประชาธิปัตย์ และผู้ว่าฯ กทม.ดังนี้ 1.ขอให้พรรคประชาธิปัตย์ หยุดเล่นเกมการเมือง แล้วรวมใจกันช่วยชาวบ้านจะดีกว่า 2.ขอให้ผู้ว่าฯ กทม.ปลอดการเมือง เลิกอิงแอบพรรคประชาธิปัตย์ ชั่วคราวจนกว่าน้ำจะลด 3.ขอให้ผู้ว่าฯ กทม.สั่งการไปยัง ผอ.เขตที่อยู่ในแนวเสี่ยงให้ทำงานบูรณาการกับ ส.ส.พื้นที่ โดยไม่เกี่ยวว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด 4.ขอให้ ส.ส.กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่อยู่ในแนวน้ำท่วมหยุดใช้ปากแก้ปัญหา และหันมาร่วมมือกับ ส.ส.ทุกพรรคการเมืองที่อยู่ในแนวน้ำท่วม 5.ขอให้นายอภิสิทธิ์เดินทางกลับจากการพักผ่อนในต่างประเทศโดยเร็ว เพื่อร่วมแก้ไขปัญหากับรัฐบาล


ด้านนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม.เขตคันนายาว-บึงกุ่ม กล่าวว่า ตนในฐานะเคยเป็น ส.ก.มานาน เห็นได้ว่าวันนี้ กทม.ไม่จริงใจในการแก้ปัญหาร่วมกัน พยายามแยกตนเองออกเป็นเอกเทศ ทั้งที่คนที่อยู่ใน กทม.กว่าครึ่งเป็นคนที่มีญาติพี่น้องอยู่ในจังหวัดที่น้ำท่วม แต่กลับพยายามสร้างป้อมปราการให้กรุงเทพฯ และพยายามโชว์ว่าเป็นผลงาน วันนี้ กทม.ต้องคิดใหม่ทำใหม่ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เช่น ปล่อยน้ำให้ไหลผ่านคลองจำนวนมากใน กทม.บ้าง น้ำเหนือที่มามากปริมาณน้ำก็จะลดลง ไม่ใช่ปล่อยจนคลองใน กทม.แห้งขอด จนเรือโดยสารในคลองแสนแสบวิ่งไม่ได้ เพราะความกลัวเสียคะแนนแบบไม่มีหลักการ หาก กทม.บริหารอย่างมืออาชีพ ก็จะสามารถเป็นฮีโร่ให้คนทั้งชาติได้ เพราะเพียงแค่ท่านปล่อยน้ำผ่าน กทม.ในระดับที่เหมาะสม และเร่งสูบน้ำออกไปยังทะเลตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อน น้ำที่มาทางเหนือก็จะเบาบางและก็จะไม่เกิดปัญหาเหมือนวันนี้


นายพลภูมิกล่าวอีกว่า หากตรวจสอบอุปกรณ์ของ กทม.หลายอย่าง ที่ท่านผู้ว่าฯ สามารถนำมาจัดการกับน้ำตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อน ป่านนี้ก็คงไม่มีปัญหามากนัก เพราะดูจากข้อมูลแล้ว กทม.สามารถระดมรถดับเพลิงที่มีเครื่องสูบน้ำ รถสูบน้ำทั้งใหม่และเก่าที่สั่งซื้อมา หากนำมาช่วยกันเร่งสูงออกจาก กทม.ลงทะเล จะสูบได้ถึงชั่วโมงละ 40 ล้าน ลบ.ม. หากคิด 7 วัน เป็น 168 ชั่วโมง เดินเครื่องเต็มที่วันนี้น่าจะสูบน้ำออกทะเลไปแล้วถึงกว่า 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปฏิวัติให้โง่

ที่มา ข่าวสด



เหล็กใน
สมิงสามผลัด



จริงอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าคงไม่มีใครออกมาปฏิวัติตอนน้ำท่วมหนักแบบนี้

ผบ.ทบ.พูดว่า "ใครจะมายึดอะไรได้ตอนนี้ น้ำท่วมจะถึงคอแล้ว คงไม่มีใครโง่ไปทำ ตอนนี้มีอย่างเดียวต้องช่วยประชาชนให้ได้มากที่สุด"

สนับสนุนความเห็นของผบ.ทบ.เต็มประตู

เพราะนาทีนี้ทุกคนต้อง "เลิก ลด ละ" เล่นการเมืองชั่วคราว

ควรหันมาร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จับมือกันปกป้องไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ

ฉะนั้น ไอ้พวกที่คิดฉวยโอกาสจากวิกฤตน้ำท่วม อ้างเป็นเหตุผลเล่นงานรัฐบาลว่าควบคุมสถานการณ์ไว้ไม่อยู่ ไร้ประสิทธิภาพจนประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า

แล้วยุยงปลุกปั่นให้กองทัพออกมายึดอำนาจรัฐประ หาร

ถ้าได้ฟังคำยืนยันจากผบ.ทบแล้วคงต้องพับแผน"ก่อหวอดปฏิวัติ"ลงทันที

ความ จริงแล้วภาพการทำงานของทหาร ไม่ว่าจะเป็นกองทัพไทย ทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ ปรากฏต่อสายตาประชาชนอยู่แล้วว่าทุ่มเททำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยเต็มกำลัง

ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของศปภ.เป็นอย่างดี

พล.อ.ประยุทธ์ร่วมประชุมกับศปภ. ขึ้นฮ.ตรวจวันละไม่รู้กี่เที่ยว

จึงรู้ดีว่ารัฐบาลทุ่มเทปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ในเมื่อกองทัพระดมสรรพกำลังเข้าร่วมมือกู้วิกฤตน้ำท่วมแบบนี้แล้ว

ก็ไม่จำเป็นต้องไปประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่จำเป็นต้องพึ่งกฎหมายกึ่งเผด็จการ

เพราะการแก้ปัญหาของรัฐบาลในตอนนี้สู้กับน้ำ

ไม่ได้สู้รบกับคน ไม่ต้องส่งรถถังไปกระชับพื้นที่

แต่เมื่อเกิดปัญหาผู้ว่าฯกทม.ทำงานไปคนละทิศคนละทางกับศปภ.

ด้วยวาทะของผู้ว่าฯกทม.ที่ว่า "ขอให้ฟังผมคนเดียว" หรือ "ผมรับผิดชอบเฉพาะชาวกทม. แต่ไม่รับผิดชอบต่อคนไทยทั้งชาติ"

ทำให้เกิดปัญหาอยู่ตอนนี้

นายกฯยิ่งลักษณ์จึงแก้ปัญหาด้วยการใช้มาตรา 31 ของพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าควบคุมสถานการณ์

เป้าหลักคือดึงกทม.กลับมาร่วมมือกับศปภ.ให้ได้

ฉะนั้น ไม่ว่าจะมองในมุมไหนก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ยกเว้นพวกที่เสพติดอำนาจจนเคยชินเท่านั้น

น้องสาว"ฟาบิโอ" เปิดเว็บขอข้อมูล ญาติเหยื่อร้องอีก

ที่มา ข่าวสด



ทวงชีวิต - นางนันที และนายราตรี วรรณจักร ชาวกาฬสินธุ์ พ่อแม่นายชัยยันต์ วรรณจักร อายุ 21 ปี เหยื่อสลายคนเสื้อแดง เมื่อ 14 พ.ค. 53 ออกมาทวงความเป็นธรรมให้ลูก เรียกร้องเอาคนผิดมาลงโทษ

น้อง สาว"ฟาบิโอ"ช่างภาพอิตาลีหนึ่งใน 91 ศพสลายการชุมนุมเปิดเว็บเพจในเฟซ บุ๊ก เผยแพร่ภาพที่พี่ชายถ่ายไว้ระหว่างการชุมนุม และต้อง การให้บุคคลที่ทราบรายละเอียดมาให้ข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนญาติเหยื่อ 91 ศพร้องทุกข์อีกรายเป็นพ่อแม่หนุ่มกาฬสินธุ์ มาทำงานในกรุงเทพฯ เผยลูกไม่เคยไปร่วมชุมนุมแต่ต้องเดินผ่านจุดชุมนุมเพื่อไปทำงาน จนสุดท้ายถูกยิงตาย จี้"อภิสิทธิ์-สุเทพ"ออกมาแสดงความรับผิดชอบ และต้องการให้รัฐบาลเร่งหาคนสั่งการสลายการชุมนุมมารับโทษ

ความคืบ หน้าการทวงยุติธรรม 91 ศพเหยื่อสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.อลิซาเบตตา โปเลงกี น้องสาวของนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลีที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 โพสต์ข้อความในเว็บไซต์เฟซบุ๊กของพี่ชายที่ใช้ชื่อว่า "Fabio Polenghi reporter" เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักนายฟาบิโอมากขึ้น

โดยข้อความดัง กล่าวเชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บเพจที่ใช้ชื่อว่า "Who is this man?" หรือ "ชายผู้นี้เป็นใคร" ซึ่งน.ส.อลิซาเบตตาทำขึ้นราววันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติและผลงานของนายฟาบิโอซึ่งน.ส. อลิซาเบตตาระบุว่า เหตุผลที่ทำเฟซบุ๊กนี้เพื่อต้องการให้เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนคดีด้วยความ เชื่อว่าพี่ชายเป็นบุคคลเดียวที่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในวันที่มีการ สลายการชุมนุม และหวังว่าจะมีบุคคลอื่นเข้ามาให้ข้อมูลเบาะแสต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อค้นหาความจริงว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับพี่ชายที่หายไป รวมถึงรูปภาพจากเมมโมรี่การ์ดของกล้องนายฟาบิโอ ซึ่งมีความหมายต่อครอบครัวมาก

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดกาฬสินธุ์เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 169 หมู่ที่ 11 บ.ยอดแกง ต.ยอดแกง อ.นามน จ.กาฬ สินธุ์ เพื่อพบนางนันที วรรณจักร อายุ 52 ปี และนายราตรี วรรณจักร อายุ 56 ปี แม่และพ่อของนายชัยยันต์ วรรณจักร หรือต้น อายุ 21 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2553

นางนันทีกล่าวว่า ลูกชายไปทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหาร ซอยสุขุมวิท 24 ซึ่งลูกชายไม่เคยไปร่วมชุมนุมทางการเมือง เพียงแต่ชอบติดตามข่าวการเมืองเนื่องจากเป็นการต่อสู้ของกลุ่มคนรากหญ้าที่ ต้องการจะเรียกร้องประชาธิปไตย และทุกๆ วันตนและสามีก็จะเปิดโทรทัศน์เพื่อติดตามข่าวโดยเฉพาะในช่วงที่ทหารเริ่มที่ จะเข้าสลายการชุมนุม

นางนันทีกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาพยายามติดต่อพูดคุยโทรศัพท์กับลูกชายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตือนสติให้ระมัดระวังเพราะเส้นทางการทำงานจะต้องผ่านจุดที่มีการ ชุมนุมเกือบทุกวัน แต่แล้วในช่วงของวันที่ 13 พ.ค. 53 ซึ่งมีข่าวเรื่องของการปะทะระหว่างทหารกับประชาชน จนเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ติดต่อกับลูกชายอีกครั้ง ตอนแรกติดต่อไม่ได้แต่สักพักมีเสียงผู้หญิงรับแจ้งว่าเป็นพยาบาลแต่จำไม่ได้ ว่าอยู่ร.พ.ไหน จนวันที่ 14 พ.ค. แพทย์โทรศัพท์มาบอกว่าลูกชายเสียชีวิตแล้ว มีบาดแผลถูกยิงเข้าที่ท้อง

"บอกตามตรงหลังจากที่ได้รับโทรศัพท์ไม่ เชื่อจริงๆ ว่าลูกชายเสียชีวิต เพราะลูกชายไม่เคยเข้าไปร่วมชุมนุมแน่นอน แต่เมื่อเกิดขึ้นรู้ว่าผลที่ออกมาจากการสลายการชุมนุมเสมือนเป็นการเปิดเกม ไล่ล่าฆ่ากันให้ตายอย่างไม่มีเหตุผล" นางนันทีกล่าวและว่า ช่วงไปติดต่อรับศพลูกชายที่โรงพยาบาล ใบชันสูตรระบุว่าถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงจนเสียชีวิต และได้นำศพกลับมาบำเพ็ญกุศลที่บ้านที่จังหวัดกาฬสินธุ์ในทันทีท่ามกลางความ เสียใจของญาติพี่น้องทุกคน

ด้านนายราตรี พ่อผู้ตายกล่าวว่า ลูกชายเป็นเด็กที่เชื่อฟัง สั่งอะไรก็จะไม่ขัด อีกทั้งที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กเป็นคนเรียนดี ไม่มีประวัติเสียหาย และต้องการที่จะดิ้นรนหาเงินกลับไปเลี้ยงพ่อแม่ จึงต้องการให้รัฐบาลหาผู้ที่ยิงลูกชายไปดำเนินคดี อีกทั้งต้องการให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ความสูญเสียของครอบครัว เพียงเพราะต้องการที่จะแย่งชิงอำนาจที่ได้เอาประชาชนไปเป็นตัวตัดสินปัญหา

"ผม ต้องการให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาแสดงความรับผิดชอบ และเป็นไปได้ต้องการให้รัฐบาลหาคนที่ออกคำสั่งสลายการชุมนุม เพราะการสลายการชุมนุมเป็น การกระทำที่บ้าคลั่ง ไม่คิดว่าคนเป็นคน คิดแต่ว่าคนที่เคลื่อนไหวเป็นศัตรู"

นางนันทีกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ที่ผ่านมาได้รับการเยียวยาจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกฯ เป็นเงิน 50,000 บาท จากรัฐบาลจำนวน 500,000 บาท จากผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ 30,000 บาท และจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จำนวน 50,000 บาท แต่ไม่ว่าจะมีการเยียวยาอย่างไรก็ไม่เท่ากับชีวิตของลูกชายที่เสียไป แม้จะให้เงินเป็นล้านก็ไม่ต้องการแต่เมื่อเป็นเหตุการณ์แห่งประชาธิปไตยก็ ต้องการให้รัฐบาลและทุกฝ่ายจดจำปัญหาความสูญเสียของในแต่ละครอบครัว ที่สำคัญก็ขอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี พอกันทีกับการเล่นละครแย่งอำนาจ และควรให้ทุกฝ่ายยุติคำว่าสีเสื้อเพราะทั้งหมดคือเกมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ โค่นล้มอำนาจกันเอง

"มาร์ค"ยกครัว บินทัวร์อังกฤษ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมครอบครัว
เดินทางไปประเทศอังกฤษตั้งแต่คืนวันที่ 20 ต.ค.
โดยคาดว่าจะเดินทางกลับก่อนวันที่ 25 ต.ค.
เนื่องจากในวันที่ 25 ต.ค.มีนัดนำทีมพรรคประชาธิปัตย์ไปแข่งขันฟุตบอล
นัดพิเศษกับทีมรวมดาราช่อง 3 เพื่อหาเงินช่วยน้ำท่วมที่สนามติณสูลานนท์ จ.สงขลา
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 ต.ค. นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์
ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวนายอภิสิทธิ์เดินทางไปประเทศอังกฤษว่า
"ไม่ได้ไปไหน ตอนนี้หัวหน้าอยู่กับครอบครัว พรุ่งนี้ก็มาแล้ว" ผู้สื่อข่าวรายงานว่า

จากการตรวจสอบทราบว่านายอภิสิทธิ์ใช้พาสปอร์ตแดงในการเดินทางไปอังกฤษในครั้งนี้



http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdOakkwTVRBMU5BPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1TMHhNQzB5TkE9PQ==

โดนอีก! แฮกเกอร์ป่วน 'ศปภ.' เจาะคอมพ์ทำลายข้อมูล

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



มือดีล้วงคอ ศปภ. แฮกระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ล่มเป็นวัน!
โชคดีไหวตัวทันป้องกันไม่ให้เจาะได้
เผยหากโดนอาจเจ๊ง ประเทศเป็นอัมพาตแน่
ซัดกลุ่มเสียผลประโยชน์จ้องดิสเครดิตตัวการ ระบุแฮกเกอร์ใช้เอเชียเป็นฐานในการโจมตี


เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์
ที ่ศปภ. ไม่สามารถใช้งานได้คล่องมาตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทำให้หลายหน่วยงานรัฐบาลที่มาอยู่รวมกัน
ในการวิเคราะห์ข้อมูลวอร์รูมสถานการณ์น้ำท่วม
เกิดการประสานงานที่ล่าช้าและติดขัดในหลายประการ
จึงเกิดความไม่สะดวกในการทำงาน
คาดการณ์ว่าอาจจะเกิดจากสาเหตุที่ถูกมือดีมาล้วงข้อมูล
หรือแฮกเกอร์ระบบคอมพิวเตอร์ภายในศปภ.แห่งนี้
จึงเป็นเหตุให้ระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายในศปภ.เกิดการรวนและขัดข้องติดขัด
ทำระบบคอมพิวเตอร์อาจได้รับความเสียหายจนเป็นสาเหตุดังกล่าว



แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที) ที่อยู่ประจำใน ศปภ.
เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ยอมรับว่า
มีแฮกเกอร์แอบเจาะระบบจริง
มีขบวนการในการทำลาย และปล่อยข่าวลือ
จนทำให้เป็นการแพร่กระจายของข้อมูลที่ไม่เป็นจริง
ซึ่งตัวแฮกเกอร์เองก็มีความพยายามที่จะมีการยิงตัวเซิร์ฟเวอร์ (ฐานเก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์)
แต่เราก็แก้ได้ทันทีภายในวันเดียว รู้แล้วว่า
ตัวแฮกเกอร์นั้นยิงมาจากประเทศในแถบโซนเอเชีย
คาดว่าไม่ประเทศจีน ก็ญี่ปุ่น ซึ่งไม่ไกลจากประเทศไทยเท่าใดนัก
ดูแล้วว่าต้องเชื่อมโยงให้เห็นว่าเป็นการสมคบคิดกันของคนบางกลุ่ม
โดยมีการทำการเป็นอย่าง และกลุ่มที่คิดไว้ที่ลงมือคือ
ผู้ที่มีความเห็นแตกต่างทางการเมือง เป็นการดิสเครดิตทำลายชื่อเสียง
และยิ่งกว่านั้นเพื่อต้องการทำลายในเรื่องการบริหารการจัดการทั้งหมด

"ฐานเก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์เราต้องบูรณาการข้อมูลทางสารสนเทศทั้งหมด
เราต้องใช้สำหรับความช่วยเหลือประชาชน
เราใช้เชื่อมโยงกับระบบคอลเซ็นเตอร์ในการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนทั้งหมด
ทั้งศูนย์อพยพและเส้นทางการเดินรถ
ถ้าซัดเราล่มนี่ถึงตายแน่นอน
และผู้ที่อยู่ในระบบนี้
ก็มีตั้งแต่ผู้ที่เป็นหน่วยงานภาคประชาชน ไปจนถึงผู้บริหารระดับสูงของประเทศ
ซึ่งใช้ฐานข้อมูลเหล่านี้ทั้งสิ้น" แหล่งข่าวระดับสูงไอซีที กล่าว

แหล่งข่าวระดับสูงไอซีที กล่าวเพิ่มเติมว่า
ถ้าโจมตีระบบได้แล้วมันจะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ทำให้เครื่องและระบบช้า
ซึ่งคนที่เขามีประสบการณ์ก็ได้รายงานให้ตนทราบโดยทันที ว่าแบบนี้มันคือ
โดนแล้วมือดีแฮกระบบแล้วนะ ในวันนั้นก็ทำให้เสียหายไประยะหนึ่ง
แต่เมื่อเราปิดเส้นทางที่ตัวแฮกเกอร์ยิงมาได้
มันก็ทำให้ป้องกันตัวเองได้โดยไวกว่าที่ข้อมูลจะเสียหายไปมากกว่านี้
โดยไอซีทีเราอาจจะต้องคอยระวังการป้องกันอยู่
พวกที่ยิงมาเป็นพวกที่เก่งมาก
พวกนี้มี 4 กลุ่มที่มีศักยภาพที่จะเล่นงานเราในวิธีแบบนี้
แต่ที่ไม่ชอบเราก็มีเพียงกลุ่มเดียว
ที่เราสงสัยมากที่สุด 3 กลุ่มที่เหลือไม่น่าใช่ สำหรับผมแล้ว 1000 เปอร์เซ็นต์แน่นอน

"หากระบบคอมพิวเตอร์ล่มนั้น ทั้งเรื่องทุกอย่าง
ในการช่วยคน การติดต่อสื่อสารโลกภายนอก แค่ 1 ชั่วโมงก็จะตายแล้ว
โชคดีที่เราป้องกันไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้
เพราะคนที่เจาะเข้ามาก็ยังมาไม่ลึกถึงข้อมูลที่สำคัญๆในฐานข้อมูล" แหล่งข่าวระดับสูงไอซีที กล่าว

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงไอซีที กล่าวว่า
ต้องบอกว่าระบบที่นี่เป็นระบบช่วยคราวที่รวบรวมมาไว้ทั้งหมด
แต่จุดอ่อนของ ศปภ.เยอะมาก แต่เราก็ได้ป้องกันเพิ่มแล้ว
ตอนนี้ก็มีการทำฐานข้อมูลทำสำรองไว้แล้ว
ซึ่งถ้าโดนอีกก็สามารถป้องกันได้ และตอนนี้ก็กำลังหาตัวแฮกเกอร์ไปด้วย
ซึ่งต้องตามคอยดูว่าจะได้ไหม หากแฮกเกอร์กระทำการสำเร็จ
จะส่งผลความเสียหายให้ระบบความช่วยเหลือที่อยู่ในฐานข้อมูลที่มีทั้งหมด
แต่ก็ยอมรับว่าโดนแฮกจริงๆ ตอนนี้ก็ได้แต่เฝ้าระวังไว้เท่านั้น

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น
ก็เคยมีกรณีที่เกิดกับทวิตเตอร์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (twitter.com@PouYingluck)
โดยแฮกเกอร์ได้ลักลอบเข้าไปในฐานข้อมูลของนายกรัฐมนตรี
แล้วก็ทวิตข้อความออกมาในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิด
ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็เพิ่งจะเกิดมาไม่นานเช่นกันก่อนจะโดนเป็นครั้งที่ สองที่ศปภ.แห่งนี้


http://www.thairath.co.th/content/pol/211417

มูลนิธิกระจกเงาเสนอแนวทางรับมืออุทกภัยน้ำท่วมต่อรัฐบาล

ที่มา มติชน

ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานมูลนิธิกระจกเงา แถลงข้อเสนอแนะแนวทางต่อรัฐบาลในการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติน้ำ ท่วมว่า ขอให้ประชาชนที่อยู่พื้นที่เสี่ยงเตรียมความพร้อมในการอพยพ เก็บของขึ้นที่สูง และควรออกจากพื้นที่ โดยทำการตัดกระแสไฟให้เรียบร้อย แต่หากบุคคลใดมีความประสงค์จะเข้าไปอาศัยในพื้นที่น้ำท่วมนั้น ควรเตรียมอาหารและน้ำดื่ม เข้าไปอย่างน้ำ 1-2 อาทิตย์ ให้เพียงพอแก่การบริโภค และขอให้ภาคเอกชนจัดเตรียมสถานที่สำหรับฝากรถ เพราะไม่ควรนำรถไปจอดไว้ในทางด่วน หรือสะพาน เนื่องจากจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการขนส่ง และลดขีดความสามารถในการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย


นายสมบัติกล่าวอีกว่า ขอให้ผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม เข้าพักอาศัยกับญาติ เพื่อนสนิท เพื่อช่วยลดปัญหาความแออัดที่ศูนย์พักพิง ขอให้ผู้ประกอบการหอพัก คอนโดฯ งดเว้นการจัดเก็บค่าเช่าล่วงหน้ารายเดือน สำหรับบริษัทเอกชน ห้างร้าน หากมีพนักงานที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ควรประกาศให้เป็นวันหยุด และขอเรียกร้องให้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรมการปกครอง และกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำโครงการโฮมสเตย์ เพื่อให้ผู้ประสบภัยเดินทางไปพักอาศัยในต่างจังหวัดได้ ซึ่งทางมูลกระจกเงา ที่สำนักงานจังหวัดเชียงราย ได้เปิดรับผู้ประสบภัยจำนวน 50 คน เข้าพักอาศัย ในโครงการท่องเที่ยวชาวเผ่า เพื่อให้ผู้ประสบอุทกภัยได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวเขา อย่างไรก็ตาม ขอให้มีการควบคุมราคาสินค้า ต้องจัดการกับผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสในการขึ้นราคาสินค้า

ฤา....อุทกภัยครั้งนี้เพราะการเมือง

ที่มา thaifreenews

โดย vinitaya

ฤา....อุทกภัยครั้งนี้เพราะการเมือง


คนท่วมทุกข์น้ำทับยับทุกย่าน
น้ำไหลผ่านพัดพาน้ำตาไหล
คนลำเค็ญเข็ญยากลำบากใจ
น้ำหลากไทยลาญแหลกแตกตื่นคน

ผู้คนพล่านผ่านพบประสบเห็น
ฉุกละหุกทุกแห่งเป็นน้ำท่วมท้น
ลุยน้ำหลากหลบหนีมากมีคน
ทุลักทุเลคนผลวุ่นวาย

อพยพทิ้งบ้านซมซานหนี
พาชีวีลี้หลากจากบ้านหาย
เข้าอยู่ศูนย์ช่วยเหลือเพื่อหนีตาย
จากภัยร้ายน้ำหลากทุกข์ยากคน

ภัยพิบัติครั้งนี้มีใหญ่ยิ่ง
คนทอดทิ้งบ้านจากมีมากผล
เพราะเหตุใดไหนเจ้าเอาสายชล
รุกท่วมท้นไหลหลากจนมากมี

ยากสิ่งใดไหนต้านน้ำผ่านพัง
ทำนบพนังพังครืนคนตื่นหนี
นิคมล่มจมลับนับเนื่องมี
มหานทีกลืนรถราใต้วารี

อยากรู้นักเพราะเหตุใดเพราะใครนั่น
น้ำจึงพลันไหลหลากจนมากนี่
ทั้งที่ป้องกันได้ไม่ให้มี
ฤา....อุทกภัยครั้งนี้เพราะการเมือง

วินิตยา
24/10/2554

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 24 ต.ค.54 คนขวางคลอง....

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


โถ..ไอ้คน ขวางคลอง สมองเอ๋อ
ตีหน้าเซ่อ ร้อยเล่ห์ ทำเฉไฉ
บนเส้นทาง สัปดน คนจัญไร
มันจงใจ วิปริต คิดขวางคลอง....

สร้างความทุกข์ หมองหม่น จนถ้วนหน้า
ด้วยต่ำช้า โง่งั่ง หวังตอบสนอง
แหกกฎเกณฑ์ กีดกั้น ฉีกครรลอง
จนน้ำนอง ไหลท่วม อ่วมทั้งบาง....

น้ำจะไป แต่ขวางไว้ ไม่ให้ผ่าน
สร้างสามานย์ โฉดชั่ว หัวยันหาง
มันใช้แผน สุดระยำ หวังอำพราง
แล้วปิดกั้น ทุกเส้นทาง อย่างเลือดเย็น....

ประชาชน สุดแค้น แสนรันทด
ยังโป้ปด วกวน บนทุกข์เข็ญ
ใช้เล่ห์ลิ้น มารยา พวกหน้าเป็น
แอบซ่อนเร้น ความอำมหิต ของจิตใจ....

กลเกมพวก ขวางคลอง สมองฝ่อ
นับวันรอ สิ่งระยำ ที่ทำไว้
เล่นการเมือง แบบสามานย์ สันดานใคร
เลวแค่ไหน ไม่อยากรู้ ดูเอาเอง....

๓ บลา / ๒๔ ต.ค.๕๔

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: ร่วมด้วยช่วยกันวุ่น

ที่มา ประชาไท

เห็นท่าทีสุขุมพันธ์กับเห็นพวกคนกรุงคนชั้นกลางโรคกลัวน้ำเอารถขึ้นไปจอด บนสะพานบนทางด่วน แล้วหมั่นไส้ อยากให้รัฐบาลปล่อยน้ำท่วมกรุงเทพฯ เสียให้เท่าเทียมกัน

บางคันจอดแล้วยังเอาผ้าคลุมรถไว้ซะดิบดี รักถนอมรถเมริงเหลือเกิน บางคันเอากระดาษมาติด “ขอความกรุณา” แหม ทีเวลาม็อบยึดราชประสงค์อดไปช็อปปิ้ง หัวฟัดหัวเหวี่ยง

เอาใจเขาใส่ใจเราหน่อย ไม่ว่ากันถ้าบ้านถูกน้ำท่วม ไม่ว่ากันที่คืนนั้นคลองประปาแตกแล้ว Panic ขับรถขึ้นไปจอดชั่วคราว เช้าสายบ่ายรุ่งขึ้นค่อยขยับขยาย แต่บางคนไม่ใช่อย่างงั้นสิครับ บ้านยังไม่ท่วมซักหน่อย แต่กะจอดทิ้งถึงลอยกระทง เห็นทางด่วนเป็นที่จอดชั้นดี มีกล้องเฝ้ารถให้ด้วย

เจ้าหน้าที่รัฐก็ไปโอนอ่อนผ่อนตาม โอเค รถเยอะมากไม่รู้จะลากทิ้งที่ไหน แต่ขอเสนอว่านี่แหละ ภาษีน้ำท่วมก้อนแรก จดทะเบียนรถไว้แล้วประกาศปรับวันละพัน เหมาจ่ายหมื่นนึง รถราคาเป็นแสนเป็นล้านทำไมจะจ่ายไม่ไหว อย่าอ้างว่าคุณเดือดร้อน คนอื่นเขาก็เดือดร้อนเหมือนกัน มีคนอีกตั้งมากมายที่เขาอยากเอารถขึ้นไปจอด แต่เขายังมีความละอาย

ที่จริงผมเข้าใจดีว่าเราจำเป็นต้องปกป้อง กทม.เพื่อเป็นฐานในการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมโดยรอบ มันไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์การลงทุน (รัฐบาลอ้างผิด) แต่คุณต้องมีฐานที่มั่น ต้องมีศูนย์บัญชาการ ศูนย์การแพทย์ ศูนย์การผลิตและขนส่งเสบียง ตลอดจนเป็นศูนย์อพยพ เป็นที่พักพิงของผู้ประสบภัยจากพื้นที่รอบๆ

มันไม่ใช่ปกป้องเพื่อให้คนกรุงใช้ชีวิตตามปกติสุข ไปชอปปิ้งตามห้าง ไปกินเหล้าเที่ยวผับ ไปสรวลเสเฮฮาอย่างที่เคยทำกัน

ฉะนั้นต่อให้กรุงเทพฯ น้ำไม่ท่วม กรุงเทพฯ ก็ต้องรับภาระ ผมจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้เก็บภาษีที่ดินโรงเรือนพื้นที่น้ำไม่ท่วมแล้ว ยกเว้นภาษีให้พื้นที่น้ำท่วม 3 ปี 5 ปี ออกเป็นพระราชกำหนดเลยครับ เอาภาษีที่ดินที่รัฐบาล ปชป.ร่างไว้มาปรับปรุงแล้วประกาศใช้ทันที

นั่นเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องถกเถียงกัน แต่ในระยะเฉพาะหน้า ผมเห็นด้วยว่าต้องปล่อยน้ำเข้ากรุงเทพฯ บ้าง เพื่อลดแรงดันของน้ำที่อยู่นอกคันกั้นน้ำด้านเหนือ ผมเชื่อว่าคนกรุงตอนนี้ยอมรับได้ ถ้าน้ำท่วมซัก 20-30 ซม.ไม่เข้าบ้าน ไม่ต้องตัดน้ำตัดไฟ โดยรัฐบาลต้องชี้แจงให้เข้าใจว่า ต้องลดแรงกดดันของมวลน้ำลง ถ้าไม่ลดมันอาจจะพังคันกั้นน้ำ แล้วคราวนี้มันจะท่วม 1-2 เมตรเหมือนอยุธยา นครสวรรค์

เพราะเท่าที่เห็น น้ำในคลองเลียบถนนวิภาวดียังต่ำกว่าตลิ่งตั้งเมตร หลายๆ คลองในกรุงเทพฯ ก็แห้งผาก ทั้งๆ ที่รัฐบาลใช้อำนาจตามมาตรา 31 พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สั่งให้เปิดประตูระบายน้ำแล้ว

อย่างว่า นักประวัติศาสตร์บอกว่าถ้าไม่เกิดปฏิวัติ 2475 คุณชายสุขุมพันธ์จะเป็นกษัตริย์ เพราะ ร.7 ท่านสำนึกบุญคุณกรมพระนครสวรรค์วรพินิตที่สนับสนุนให้เป็นกษัตริย์ ท่านไม่มีโอรส จึงเลือกคุณพ่อคุณชายสุขุมพันธ์ไว้สืบราชสมบัติ

คุณชายสุขุมพันธ์ผู้มาจากการเลือกตั้งก็เลยตั้งตัวเหมือนเจ้าผู้ครองนครไปซะนี่


บริหารสถานการณ์-สอบตก
ปัญหาของรัฐบาลคือประเมินสถานการณ์ผิดพลาด แล้วสอบตกในการบริหารจัดการไปจนถึงการสื่อสาร

ถึงวันนี้ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่า วิกฤติน้ำเกินความสามารถที่รัฐบาลไหนจะรับมือ ยังไงๆ มันก็ท่วมอยู่ดี แต่สิ่งที่ทำให้ประชาชนหงุดหงิดสับสนคือ ศปภ.สอบตกในการประเมินสถานการณ์และชี้แจงให้เตรียมรับมือ

ยกตัวอย่างเช่น คนดอนเมืองโกรธ เพราะไม่คิดว่าจะโดนน้ำท่วมอย่างรวดเร็ว เขารับรู้ข่าวสารว่าน้ำจะมาทางเมืองเอก ถ้าคันกั้นน้ำพังจะทะลุทะลวงมาทางเมืองเอก เมื่อเมืองเอกยังไม่แตก เขาก็ตายใจ ที่ไหนได้ไม่คาดคิดว่าน้ำจะมาทางคลองประปา โดยไม่มีใครเตือนล่วงหน้า

อันที่จริง การประเมินสถานการณ์ยามภัยพิบัติ ไม่มีใครประเมินได้ถูกต้องแม่นยำ 100% ต่อให้อเมริกา ญี่ปุ่น ก็ไม่ได้ประเมินทอร์นาโดถล่มนิวออร์ลีนส์ หรือสึนามิที่ฟูกูชิมะได้ถูกต้อง 100% พูดภาษาข่าวคือไม่มีใคร “ฟันธง” ได้ทั้งหมด เขาเพียงแต่ประเมินว่าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดจะเป็นอย่างนี้ ดีที่สุดจะเป็นอย่างนี้ แล้วก็ชี้แจงให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลที่เป็นจริง update อยู่เสมอ ว่าควรจะรับมืออย่างไร

ไม่ใช่บอกว่านวนคร “เอาอยู่” หรือ “ตายแน่” ต้องบอกว่ารัฐบาลจะป้องกันให้ดีที่สุด แต่ก็คาดการณ์ในทางร้าย ให้เตรียมตัวเตรียมใจเตรียมพร้อมไว้ด้วย ถ้า ศปภ.เตือนภัยจะมีเวลาให้อพยพ 3 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง ก็ว่าไป คนจะได้เตรียมเอาของชิ้นใหญ่ๆ ออกมาก่อน แพคกระเป๋าเสื้อผ้า จัดสิ่งของจำเป็นไว้ใกล้มือ ฯลฯ

กรุงเทพฯ ก็เหมือนกัน ศปภ.ต้องคาดการณ์ให้ประชาชนเข้าใจว่า ถ้าสถานการณ์เลวร้ายที่สุด คันกั้นน้ำแตกตรงไหน แล้วจะเกิดอะไรขึ้น อย่าไปฟันธงว่าน้ำท่วม และก็อย่าฟันธงว่าน้ำไม่มีทางท่วม แต่ ศปภ.ต้องออกทีวีรวมการเฉพาะกิจทุกวัน ชี้แจงความเป็นจริงว่า ณ วันนี้น้ำที่อยู่เหนือคันกั้นน้ำ กทม.มีเท่าไหร่ ไปทางตะวันตกเท่าไหร่ ตะวันออกเท่าไหร่ และจะลงมาอีกเท่าไหร่ จะระบายเข้า กทม.เท่าไหร่ และจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้คนในส่วนต่างๆ รวมทั้งจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามันไม่เป็นไปตามแผน เช่นน้ำอาจจะมาทางคลองประปา น้ำอาจจะกระฉอกตามแนวคันกั้นริมเจ้าพระยา

ทั้งนี้ต้องเอานักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญออกมาอธิบาย แล้วนายกฯ หรือ ผอ.ศปภ.ค่อยสรุป

แล้วก็พูดให้เป็นเอกภาพกัน ไม่ใช่ยิ่งลักษณ์พบประชาชนบอกให้ขนข้าวของขึ้นสูง 1 เมตร แต่รัฐมนตรีรายหนึ่งยืนยันว่าน้ำไม่ท่วม รัฐมนตรีอีกรายบอกว่าท่วมแหงแก๋ 1-2 เมตรเท่าอยุธยา

แล้วชาวบ้านจะเชื่อใครดี

ศาสตร์ของการสื่อสารในภัยพิบัติบอกว่า ยิ่งเข้าสู่สถานการณ์วิกฤติ คุณยิ่งต้องแถลงข่าวถี่ยิบ กทม.ทำถูกแล้วที่แถลงข่าวทุก 3 ชั่วโมง แต่ ศปภ.ยังงมโข่งอยู่ที่ไหนไม่ทราบ

คุณต้องบอกสถานการณ์ล่วงหน้า เช่น บอกให้รู้ว่า กทม.จะต้องเผชิญภาวะนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ถึงวันที่ 30 พ.ย.ฉะนั้นถ้าใครลางานได้ ใครไม่มีภารกิจจำเป็น วันหยุดยาวนี้ก็พาครอบครัวลี้ภัยขับรถไปต่างจังหวัด ไปพักบ้านญาติ ไปชะอำ หัวหิน เมืองกาญจน์ ชลบุรี ระยอง แล้วหาที่ฝากรถไว้ (จะให้ดี รัฐบาลควรสั่งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดจัดที่รับฝากรถ) ใครจำเป็นก็ขึ้นรถทัวร์กลับมาเฝ้าบ้าน กลับมาทำงาน จะลด Panic ลงได้ระดับหนึ่ง

การสื่อสารในขณะที่เกิดภัยพิบัติเป็นศาสตร์และศิลป์ ศปภ.ต้องช่วงชิงพื้นทื่สื่อ เพื่อสยบความวุ่นวายโกลาหล ซึ่งไม่จำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อควบคุมสื่อ แต่ใช้สื่อให้เป็น

ปัญหาของสื่อไทย นอกจากอคติ เกลียดชัง ตั้งเป้าล้มรัฐบาล (ซึ่งว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง) สื่อโดยทั่วไปยังเคยชินกับการขายข่าวร้าย ขายความตื่นตระหนก เช่น ถ้า ศปภ.คาดการณ์ว่าสถานการณ์จะมี 3 ระดับ ตั้งแต่ดีที่สุดไปจนเลวร้ายที่สุด แน่นอน สื่อก็จะเอาสถานการณ์เลวร้ายที่สุดไปพาดหัวข่าวให้มัน panic เข้าไว้

หรือถ้า ศปภ.ไม่แถลงอะไรเลย สื่อไทยก็จะเอาข่าวลือข่าวเจาะข่าวซีฟในทางร้ายมาขายอยู่ดี

หรือน้ำท่วมที่อำเภอหนึ่ง สื่อก็จะไปทำข่าวจุดท่วมสูงที่สุด หนักที่สุด แล้วก็ยื่นไมค์ให้ชาวบ้านบอกว่า ยังไม่มีใครมาช่วยเลย (มีแต่ช่อง 3 นี่แหละค่า)

ฉะนั้นคุณจะต้องสยบสื่อด้วยการแถลงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด กระจ่างแจ้ง ทางทีวีของรัฐ หรือรวมการเฉพาะกิจ เอาผู้เชี่ยวชาญทุกส่วนมานั่งอธิบาย อย่างน้อยวันละหนึ่งครั้งหลังอาหาร

วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ยังมีลักษณะพิเศษที่เหนื่อยหนักเข้าไปอีก เพราะภัยพิบัติส่วนใหญ่ อย่างสึนามิ ทอร์นาโด จะมารวดเดียวจบ รัฐต้องป้องกันและกู้ภัยในภาวะฉุกเฉิน แล้วก็ติดตามให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟู

แต่น้ำท่วมครั้งนี้กินเวลายาวนาน ขณะที่กรุงเทพฯ ยังอยู่ในขั้นป้องกัน บางบัวทองต้องกู้ภัย ที่อยุธยาก็ยังมีชาวบ้านลอยคอรอความช่วยเหลือ (ซึ่งถ้ากรุงเทพฯ เอาตัวไม่รอด อยุธยาจะยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่) ขณะที่นครสวรรค์น้ำกำลังจะลด

รัฐบาลต้องทำงาน 3 อย่างพร้อมกัน ในขณะที่โงหัวไม่ขึ้นกับการผันน้ำระบายน้ำไม่ให้ท่วมกรุงเทพฯ ก็ต้องแบ่งมือไม้ไปช่วยเหลือคนอยุธยา คนปทุมธานี และต้องคิดแผนฟื้นฟู ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนหลังน้ำลดอีกต่างหาก

ซึ่งอันที่จริงก็เป็นเรื่องดี เพราะถ้าประกาศมาตรการช่วยเหลือสร้างความเป็นธรรมระยะยาว เช่น เก็บภาษีที่ดินโรงเรือนคนที่น้ำไม่ท่วม ยกเว้นให้คนน้ำท่วม ก็จะลดอารมณ์ความรู้สึกของคนที่ถูกน้ำท่วมอยู่ตอนนี้ (ซึ่งพวกที่โดนแถวปทุมธานีลงมาทางบางบัวทอง สายไหม คือคนชั้นกลางนะครับ ให้เงิน 5,000 ขี้ปะติ๋ว ต้องหามาตรการเรื่องภาษีเรื่องราคาวัสดุซ่อมแซมฟื้นฟู)


ไม่ใช่ผ้าป่าสามัคคี
การบริหารจัดการภัยพิบัติไม่ใช่ผ้าป่าสามัคคี ที่ไม่มีเจ้าภาพ ทุกคนเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันวุ่น

แต่บ้านเราก็เป็นซะแบบนี้ สังเกตดูเวลาไฟไหม้ในซอย รถดับเพลิงอาสาโน่นมูลนิธินี่มาเป็นร้อย มาด้วยใจ ขอขอบพระคุณไม่ลืมไปจนวันตาย แต่ตอนนี้พวกเมริงช่วยหลีกๆ ให้รถใหญ่เข้ามาหน่อยได้ไหม เพราะจุกทางเข้าออกไปหมด วุ่นแบบนี้บ้านกรูไฟไหม้หมดพอดี

ปัญหาที่ผมร่ายมาตั้งแต่ต้น เชื่อว่ารัฐบาลก็รู้ คนในรัฐบาลตั้งมากตั้งมายก็รู้ ไม่ต้องให้ใบตองแห้งสอนหรอก แต่ที่มันเป็นปัญหาเพราะรู้แล้วบริหารจัดการไม่ได้ ไม่มีความเป็นเอกภาพ

ความเป็นเอกภาพหมายถึงมีศูนย์บัญชาการที่กะทัดรัด เชื่อมต่อไปยังฝ่ายปฏิบัติต่างๆ มีที่ปรึกษาแต่ละด้านที่เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา แล้วรวมศูนย์การแก้ไขปัญหา

แต่ปัญหาของ ศปภ.คือผมเชื่อว่าในสนามบินดอนเมืองเนี่ย มีผู้คนไปร่วมด้วยช่วยกันมากกว่าผู้อพยพเสียอีก มีที่ปรึกษามากมายไม่รู้กี่หน่วยงาน ไม่รู้นักวิชาการกี่มหาลัย แล้วก็นักการเมืองเดินกันให้ควั่ก ต่างคนต่างก็อยากร่วมทำบุญ (มีทั้งที่ปรารถนาดีและอยากเอาหน้า) แล้วมันก็สะเปะสะปะไปหมด เพราะศูนย์บัญชาการไม่สามารถจัดจ่ายบทบาทที่เหมาะสม

ผ้าป่าสามัคคีถึงจะมั่วแต่เขาก็มีรูปการจัดตั้งโดยธรรมชาติ เช่นมีมรรคทายกคอยรับบริจาค มีโฆษกงานวัด และมีแม่ครัวขาประจำ มีกำนันผู้ใหญ่บ้านกะเกณฑ์แรงงาน

แต่ ศปภ.ไม่มีอะไรเลย แถมยังไม่มีความรู้เรื่องน้ำ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรฟังความเห็นใคร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไหน

ยิ่งลักษณ์เพิ่งจะตั้งวีระ วงศ์แสงนาค เป็นประธานบริหารจัดการน้ำ มีนักวิชาการอย่างรอยล จิตรดอน, สมบัติ อยู่เมือง, อานนท์ สนิทวงศ์ ฯลฯ ซึ่งถูกต้องแล้ว แต่เพิ่งจะตั้ง ไม่รู้ พล.ต.อ.ประชาแกไปนั่งทำอะไรอยู่

เอาละ เรื่องเทคนิคจบไปชุดหนึ่ง แต่เรื่องบริหารจัดการด้านอื่นๆ อีกล่ะ ความเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองก็มีปัญหา ผมไม่ได้จะบอกว่ามีแต่เสื้อแดงอย่างที่ครหากัน แต่มันหมายถึงว่าความเป็นนักการเมืองมันทำให้เกิดความเกรงใจคนนั้นคนนี้ ก๊กนั้นก๊กนี้ ไอ้นี่ก็อยากมีความเห็น ไอ้นั่นก็อยากมีบทบาท เอ้า จู่ๆ ยายเจ๊โดดมาจากไหนไม่ทราบ ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา โดดมาเป็นนางเอกกลางเรื่อง ขึ้น ฮ.ตรวจน้ำท่วมแล้วเข้าประชุมเฉยเลย

ภาพเปรียบเทียบง่ายๆ คือถ้ามีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน รวบอำนาจบริหารทั้งหมดไปไว้ที่ ศอฉ. การบริหารจัดการจะง่ายกว่านี้ เพราะมีแค่นายกฯ หรือรองนายกฯ เป็น ผอ.ศอฉ.แล้วก็สั่งการตามสายบังคับบัญชาของกองทัพ ที่กะทัดรัด รวดเร็ว ชัดเจน เพราะเป็นรูปการจัดตั้งที่ใช้ในยามสงคราม

ที่พูดนี่ไม่ใช่สนับสนุนให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะมันมีผลเสีย ในด้านที่จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นเผด็จการ รัฐบาลใช้อำนาจบังคับประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ให้ออกมาเรียกร้องโวยวาย

ตรงนี้รัฐบาลคิดถูกแล้ว ที่บอกว่าต้องใช้การทำความเข้าใจกับประชาชน

รัฐบาลประชาธิปไตยสามารถบริหารภัยพิบัติได้ ถ้าทำงานมีประสิทธิภาพ อเมริกา ญี่ปุ่น เขาทำได้ เพราะมีระบบบริหารราชการที่ดี ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ แต่ของเรามันร่วมด้วยช่วยกันวุ่นไปหมด จึงถูกเปรียบเทียบและเรียกร้องให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (โดยผู้ที่เรียกร้องก็มี Agenda)

หลังจากนายกรัฐมนตรีประกาศใช้มาตรา 31 “รวบอำนาจ” ก็ดูเหมือนรวบอำนาจไปจาก กทม.เท่านั้น แต่ ศปภ.กลับเดี้ยงเป็นอัมพาต ไม่รู้จะเอาไงต่อ

สถานการณ์ที่ผ่านมา “ฟันธง” ได้ว่า พล.ต.อ.ประชาสอบตกในฐานะ ผอ.ศปภ.แล้วก็ไม่รู้จะหาใครมาแทน อำนาจไปรวมศูนย์ที่ยิ่งลักษณ์ ถนนทุกสายมุ่งไปสู่นายกฯมือใหม่ ซึ่งต้องรับทั้งการตัดสินใจทางเทคนิค การตัดสินใจทางการบริหารและการเมือง การตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ การตัดสินใจเรื่องช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการฟื้นฟู ฯลฯ

ยิ่งเข้าสู่ภาวะคับขัน ก็ยิ่งมีข้อเสนอในการแก้ปัญหาหลากหลาย เช่น อาจารย์ ม.รังสิตไปแถลงเรียกร้องให้ระบายน้ำทางถนนวิภาวดี ไปลงอุโมงค์ยักษ์ที่ดินแดง นักวิชาการบางรายก็เรียกร้องให้เอาน้ำดันน้ำ ปล่อยน้ำเข้าท่วมแนวที่ 1 ที่ 2 คือถนนศรีสมานกับถนนแจ้งวัฒนะ ไอเดียเข้าท่านะครับ แต่พอออกทีวีบอกว่า “พวกนักวิชาการที่ทำงานกับรัฐบาลไม่เชื่อว่าผมเก่งกว่า” จบเห่เลย

คือต่างคนก็ต่างมีอัตตาเชื่อว่าตัวเองถูก ไม่คำนึงว่าคนที่ตัดสินใจเขาต้องเลือกจากหลายแนวทางที่เสนอ ซึ่งมันมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การทำความเข้าใจกับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ทุกคนอยากมีส่วนร่วมทั้งนั้น ไม่ได้บอกว่าผิด แต่ถ้าทุกคนเอาอัตตาบอกว่ารัฐบาลต้องฟังกรู แบบนี้ก็ชุลมุนไปหมด

ก็ไม่ได้บอกว่าผิดอีกนั่นแหละครับ สาเหตุเพราะรัฐบาลไม่มีแนวทางของตัวเองที่ชัดเจน มันก็เลยยุ่งเหยิงไปหมด นี่น่าจะเป็นสาเหตุหนี่งที่ทำให้ thaiflood ถอนตัวจาก ศปภ.ซึ่ง ศปภ.ชี้แจงว่า thaiflood ต้องการเข้าไปร่วมประชุม ขอมีส่วนแนะนำรัฐบาล แต่ ศปภ.ให้เข้าประชุมไม่ได้ ผมสันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะใน ศปภ.เองก็ปวดหมองอยู่แล้ว หาเอกภาพไม่ได้ ความเห็นของฝ่ายต่างๆ ก็ไม่ตรงกัน สับสนวุ่นวายอยู่แล้ว เลยไม่ยอมให้ thaiflood มีส่วนร่วม ทั้งที่น่าจะจัดบทบาทให้เขา

ขาใหญ่ถอยไป
ในภาพรวมรัฐบาลก็ต้องยอมรับว่า การที่ thaiflood ถอนตัวกระทบต่อความเชื่อมั่นรัฐบาลและ ศปภ.และต้องปรับปรุงการทำงานขนานใหญ่ โดยเฉพาะการที่ thaiflood ออกมาโจมตีภายหลังว่ารถบริจาคไม่จอดถ้าไม่ติดธงแดง และต้องให้ ส.ส.เป็นคนเอาของบริจาคออกจากดอนเมือง

ในมุมหนึ่ง ต้องติงว่า thaiflood ทำตัวไม่เหมาะสม เหมือนโดดเรือหนีแล้วเจาะเรือในยามคับขัน โดยไม่คำนึงถึงผู้โดยสารตาดำๆ เพราะจะส่งผลให้ประชาชนไม่บริจาคช่วยน้ำท่วม ไม่ใช่ว่าไม่บริจาคผ่าน ศปภ.แล้วไปบริจาคให้ thaiflood แต่อาจเสียความรู้สึกงดบริจาคทั้งสองฟากไปเลย เรื่องจริงหรือไม่ก็สะท้อนว่าไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ เหมือนไม่ได้แสดงบทบาทให้สมกับความเก่งของตัวเองแล้วอารมณ์เสีย

กระนั้นถ้าถามว่าจริงไหม เรื่องนี้ผมก็ได้ยินเข้าหูมาพอสมควร และเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ต้องรีบแก้ไข แม้ยังไม่ด่วนสรุปว่าเป็นอย่างนั้นไปเสียหมด เพราะมองอย่างให้ความเป็นธรรมก็ต้องบอกว่า ปทุมธานี นนทบุรี อยุธยา มีแต่เสื้อแดงทั้งนั้นนี่ครับ ของบริจาคมันจะไปไหนเสีย ส.ส.ในพื้นที่ก็เป็น ส.ส.รัฐบาลเกือบหมด ไม่ใช่เพื่อไทยก็ชาติไทย ส่วนอาสาสมัครที่ไปช่วยงาน ก็มีมวลชนเสื้อแดงจำนวนมาก ไม่แปลกหรอกที่เขาจะใส่เสื้อแดงชูธงแดงแสดงพลังไปช่วยขนของบริจาคที่ ดอนเมือง

แต่ประเด็นสำคัญก็คือ การบริหารจัดการเรื่องของบริจาคเป็นไปอย่างคลุมเครือ ไม่เป็นไปตามระบบ เช่นเอา เก่ง การุณ ไปเซ็นอนุมัติออกของ เอาเจ๋ง ดอกจิก มาเดินกร่าง แล้วผู้สื่อข่าวก็รายงานว่าของเหลือเต็มสต๊อก มันอาจจะส่งไปไม่ทัน ไม่มีกำลังพอขนส่งก็ได้ แต่เมื่อ “ผู้สื่อข่าวรายงานว่า” ก็รู้เสียเถอะว่านี่คือจุดอ่อน

รัฐบาลจึงควรแยกศูนย์รับบริจาคและช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกไปให้ชัดเจน ให้กระทรวงมหาดไทย กองทัพ และอาสาประชาชน ร่วมกันรับผิดชอบ จัดส่งสิ่งของให้จังหวัด อำเภอ มีศูนย์ปฏิบัติการระดับอำเภอ ตำบล ให้ทหารและอาสาประชาชนเป็นผู้จัดส่ง ถ้าจะให้ดีก็ส่งถึงตำบล ให้นายก อบต.ไปจัดการ ถ้ามันไปไม่ทั่วถึง ชาวบ้านเขาก็ด่านายก อบต.เอง

เอานักการเมืองออกมา เอาขาใหญ่ออกมา เอา ส.ส.ออกมา อย่ามาร่วมด้วยช่วยกันวุ่น ถ้า ส.ส.อยากตั้งศูนย์ช่วยเหลือของตัวเอง ของพรรคเพื่อไทย ก็ตั้งไป แต่อย่ามีภาพ ส.ส.เอาถุงบริจาคของ ศปภ.ไปแจกจ่ายเด็ดขาด

มองมุมกลับ ผมว่าที่ผ่านมารัฐบาลยังโชคดีนะครับ ที่มีพรรคประชาธิปัตย์กับสื่ออคติจ้องเตะตัดขา ทำให้สังคมเบื่อหน่ายพฤติกรรมของสุขุมพันธ์ และบรรดาลิ่วล้อพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม (ตั้งคันกั้นน้ำแล้ว-ฮา) ที่ยุให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่พอใช้มาตรา 31 ก็ด่า โพลล์เอแบคถึงออกมาว่าชาวบ้านเบื่อหน่ายการเล่นเกมการเมือง

การโจมตีรัฐบาลอย่างจ้องโค่นล้ม เช่น ให้ข่าวว่ามีไซยาไนด์ในคลองประปา ไปจนถึงการบิดเบือนภาพยิ่งลักษณ์ในเฟซบุค ทำให้เกิดกระแสปกป้องรัฐบาล ซึ่งก็ช่วยปกป้องความไร้ประสิทธิภาพไปด้วย มวลชนที่เลือกข้างแล้ว ยังไงก็ไม่เปลี่ยนใจต่อให้น้ำท่วมถึงปาก เพราะความเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามที่เล่นวิธีสกปรก

กระนั้นถ้าไม่อุดช่องโหว่มันก็จะขยายขึ้นเรื่อยๆ

ผมเห็นด้วยกับเฟซบุค ศปภ.นะที่บอกว่าสื่อค่ายหนึ่ง (ในหลายๆค่าย) จ้องเล่นงานรัฐบาลเต็มเหนี่ยว เพราะดูบทความในเว็บไซต์ที่บางครั้งก็ไปเอาจากเว็บบล็อกของบุคคลที่มีอคติมา ลง หรือเขียนข่าวให้ร้ายโดยไม่มีที่มาที่ไป มีแต่ “แหล่งข่าว” โดยคนเขียนไม่ได้ลงชื่อด้วยซ้ำ แล้วก็ว่า ศปภ.ยึดอำนาจหวังฮุบงบ กทม.ว่ากรมชลประทานบริหารน้ำไม่เป็น เปิดประตูระบายน้ำช่วงเย็นทำให้น้ำทะลัก

คล้ายๆ กับที่ ปชป.หาว่ารัฐบาลไม่เอาคนรู้จริงมาบริหาร ต้องเอาคนอย่างปราโมทย์ ไม้กลัด ที่ไหนได้ ลุงปราโมทย์แกไปนั่งกับรัฐบาลแล้วอธิบายให้เสร็จสรรพว่ามันต้องมีน้ำกระฉอก บ้าง

ผมดูคลิปข่าวที่มีอาจารย์จุฬาฯ กล่าวหาว่าจะส่งนักศึกษาไปช่วย ศปภ.แล้วต้องใส่เสื้อแดง ดูแล้วก็สังเวช อาจารย์ท่านอาจอ้างว่าได้ฟังมาอย่างนั้นจริง แต่คนเราถ้าไม่มีอคติ ก็ต้องฟังหูไว้หูแล้วตรวจสอบความเป็นจริง ไม่ใช่มาพูดออกทีวีทำลายตัวเอง

แต่ที่ต้องพูดถึงในฐานะนักข่าวด้วยกันก็คือท่าทีของพิธีกร ซึ่งทำท่ายิ้มแย้มสมใจ คิดว่าได้ประเด็นเด็ด คุณเป็นนักข่าวก็น่าจะรู้ว่าอาสาสมัครที่ ศปภ.มีทุกสี ทำไมไม่ซักค้าน

คล้ายกันเลยกับพิธีกรที่สัมภาษณ์นายอำเภอปากเกร็ด ว่าเก่ง การุณ พาชาวบ้านไปรื้อคันกั้นน้ำ คือออกอาการเหมือนลิงได้แก้ว สะใจกรูได้เล่นเมริงแล้ว

เพียงแต่ 2 กรณีนี้ข้อเท็จจริงมันต่างกัน ต้องแยกแยะ ญาติผมบ้านอยู่แถวเมืองทองธานีเล่าว่า ชาวบ้านด่ากันตรึม เพราะคืนนั้นชาวบ้านไปกันหลายคน เขาเห็นกับตา ฝั่งปากเกร็ดให้รถแบคโฮลไป แต่ฝั่งดอนเมืองทำคันกั้นไม่ได้ เพราะไม่มีถนน (ฝั่งปากเกร็ดมีถนนเลียบคลอง) พอทำไม่ได้ ฝั่งดอนเมืองก็พาลพาโลจะมาพังคันกั้นฝ่ายปากเกร็ดให้ท่วมด้วยกัน คือถ้าเป็นอารมณ์ชาวบ้านต่อชาวบ้านมันไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่นักการเมืองแทนที่จะมีวุฒิภาวะ

บอกแล้วว่าถ้าไม่อุดช่องโหว่ ก็จะพากันพังเหมือนคันกั้นน้ำ ดีนะที่มัลลิกา บุญมีตระกูล ช่วยไว้ (ทำให้ภาพลักษณ์แย่ไปทั้งสองฝ่าย)

ใบตองแห้ง
23 ต.ค.54