WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 24, 2011

ไซเรน"ศปภ."เบากว่า"จิ้งจก"ทัก คำบังคับเชื่อ"ปลอดประสพ" ก่อน1,000สึนามิถล่มรบ.

ที่มา มติชน



สัมภาษณ์พิเศษ โดย สุเมศ ทองพันธ์ นัฐวัฒน์ ดวงแก้ว

การเมือง (ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2554)




"...ศปภ. ก็ต้องปรับปรุงตัวเองว่าทำไมคนถึงไม่เชื่อ เป็นหน่วยราชการ ไม่เชื่อได้อย่างไร จะให้ไปเชื่ออะไรล่ะ จิ้งจกเหรอ...จุ๊ จุ๊ จุ๊...อย่าออกจากบ้าน น้ำท่วม เอาอย่านั้นหรือ..."

สถานการณ์น้ำท่วม ใหญ่ประเทศไทย เริ่มต้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ตั้งแต่สุโขทัย พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร แล้วค่อยๆ เลื่อนลงมาที่นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี และมาถึงพระนครศรีอยุธยา

"รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ดูเหมือนจะไม่สามารถแก้ไข ควบคุมสถานการณ์อะไรได้

กระทั่ง มีการตั้ง "ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)" ขึ้นมาบูรณาการการแก้ไขปัญหา มี "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ศปภ.

และมี "ปลอดประสพ สุรัสวดี" รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็น "ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ศปภ."

คล้ายทำให้คนไทยพอมีความหวังในการแก้ไขปัญหาของ "รัฐบาล" ผ่านการบังคับบัญชาของ "ศปภ." ขึ้นมาบ้าง

แต่ เมื่อ "กรุงเก่า" เริ่มจม พร้อมๆ กับ "มวลน้ำก้อนใหญ่" ที่บุกทำลายปทุมธานี นนทบุรี และ "นิคมอุตสาหกรรม" ขนาดใหญ่อีกหลายแห่งชนิดที่ "ศปภ." ไม่สามารถรักษาพื้นที่ได้แม้แต่เพียงตารางนิ้ว

เมื่อปริมาณน้ำนับ หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร เคลื่อนตัวเข้าประชิด "กรุงเทพมหานคร" ก็ยิ่งทำให้ "ศปภ." ประสบกับวิกฤตหนักหน่วงมากขึ้น จนกระทบกับสถานภาพของ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์"

"ปลอดประสพ" เปิดใจคุยกับ "มติชน" ในระหว่างที่ "ศปภ." ต้องเตรียมการรับมือ "มวลน้ำก้อนใหญ่" ไปพร้อมๆ กับการแก้ไข "มหาพิบัติภัย" ภายใน "ศปภ." เอง

- สถานการณ์จริงๆ ขณะนี้คืออะไร

ใน ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีฝนตกมากกว่าเกณฑ์ปกติเยอะ ฝนมาเร็วกว่าปกติ 2 เดือน และมีฝนตกไม่ทิ้งช่วงเลย ตกเอาๆ มากกว่าปกติ 35 เปอร์เซ็นต์ ทำให้น้ำไม่เคยขาด ลำน้ำไม่พร่อง อ่างเก็บน้ำมีน้ำขึ้นในเกณฑ์ที่สูง ดังนั้นเมื่อเจอพายุ 5 ลูกพร้อมกัน เป็นพายุลูกใหญ่ 2 ลูกจังๆ คือ ไหหม่ากับนกเตน ทำให้ผลที่ตามมาคือยอดน้ำรวมกันแล้วได้ประมาณ 2 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งประเทศไทยไม่เคยมีน้ำมากมายขนาดนี้มาก่อน น้ำในภาคเหนือก็เริ่มทยอยลงมาตามลำน้ำตามธรรมชาติอย่างรวดเร็ว พร้อมกันกับน้ำหลากตามทุ่ง ตั้งแต่สุโขทัย พิษณุโลก น้ำก็มากองที่นครสวรรค์และลงมาที่อยุธยา น้ำมาในลำน้ำก็เร็วหน่อย ส่วนน้ำทุ่งก็ช้าหน่อย แต่ก็มากองเป็นกองทัพใหญ่โตเลย นั่นคือเหตุการณ์ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างน้อยก็ในชั่วชีวิตผม ผมไม่เคยเห็น ตอนนี้น้ำประชิดกรุงเทพฯ เดิมน้ำที่เข้าประชิดกรุงเทพฯจะเบียดมาทางฝั่งภาคตะวันออก จะเห็นว่าทุ่งรังสิตเป็นทุ่งที่มีขนาดใหญ่มาก 4 แสนไร่ เป็นที่พักน้ำตามธรรมชาติเพื่อไหลลงสู่ทะเลตรงคลองด่านและบางปะกง แต่ปีนี้พฤติกรรมธรรมชาติมันแปลก น้ำไหลลงทางทิศตะวันตกด้วย นี่คือเหตุผลทำให้ปทุมธานี นนทบุรี อ่วม เผลอๆ อาจอาละวาดไปถึงฝั่งธนบุรีถึงสมุทรสาคร นี่เป็นพฤติกรรมใหม่ที่ไม่เคยมี

แต่ เดิมน้ำจะไหลผ่านทุ่งช้าๆ กลางเดือนพฤศจิกายน น้ำก็หมด แต่คราวนี้น้ำวิ่งช้ากว่าปกติ แม้น้ำจะเยอะ เพราะมีถนนสายตะวันตก ถนนตะวันออกมากมายก่ายกองไม่รู้กี่บล็อกที่บล็อกไว้ มีนิคมอีกบานเบอะ บ้านจัดสรรอีกที่กั้นน้ำให้ไหลช้า เท่านั้นยังไม่พอยังยกระดับให้น้ำสูงขึ้นด้วย เมื่อยกเสร็จก็แตก แต่ทุกครั้งที่แตกก็เกิดความโกลาหล แทนที่น้ำจะขึ้นทีละเซนติเมตร ก็ขึ้นทีละพัวะๆๆ นี่คือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นด้วยความกลัวของพวกเราก็คิดจะสู้กับธรรมชาติ เลยทำเขื่อนสูงบ้างต่ำบ้าง ต่างคนต่างทำ ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด ไกด์น้ำไปคนละทิศละทาง สวนกันอุตลุดจนกลับมาซัดตัวเอง นอกจากนี้เขื่อนที่ทำขึ้นบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ทำให้แม่น้ำไหลเชี่ยวกว่าปกติ ดังนั้นน้ำที่มาจากลำน้ำจะมาเร็วกว่าปกติ ส่วนน้ำที่มาตามทุ่งก็จะช้ากว่าปกติ เกิดพฤติกรรม 2 น้ำที่วนกันแหลกลาญที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้

สำหรับกรุงเทพฯจะเป็น อย่างไร ที่ตอบได้แน่ๆ ในวินาทีนี้คือ ขณะนี้มีน้ำเหลือ 1 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร แต่ที่พัวพันกับเราอยู่ก็ประมาณ 6 พันล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนอีก 4 พันล้านลูกบาศก์เมตร รออยู่ยังไม่ลงมา ดังนั้นแปลว่ายาว ปีนี้เรามีสิทธิอยู่กับน้ำท่วมไปได้ถึงเดือนธันวาคม ทั้งๆ ที่แต่เดิมน้ำจะอยู่แค่พฤศจิกายน แปลว่าปีนี้น้ำมาเร็วไป 2 เดือน แต่น้ำจากเราช้าไป 1 เดือน ทำให้เราเจอน้ำท่วมเฉี่ยวๆ ครึ่งปี

- ยาวนานเลยหรือ

1.จะ ช้าเพราะน้ำเยอะ 2.ผังเมืองล้มเหลวโดยสิ้นเชิงที่ไปบล็อกน้ำกันเอาไว้ และการสร้างเมืองที่ไม่เป็นระบบ 3.การป้องกันที่ไม่เป็นระบบ เพราะต่างคนต่างกันน้ำ มึงกัน กูกัน กันกันไป กันกันมา ทำให้น้ำไม่ไปไหน จังหวัดมีการกันน้ำของเขา อำเภอกันน้ำของเขา วัด โรงเรียน บ้านประชาชนก็กันน้ำของตัวเอง ใครก็กลัวน้ำ เลยเกิดลักษณะแบบนี้ กรุงเทพฯรอบนอก หรือกรุงเทพฯนอกคันกั้นน้ำคงท่วม เผลอๆ ท่วมถึงเอวประมาณ 50-60 เซนติเมตร ส่วนที่ลุ่มมากๆ อาจเจอน้ำท่วมเมตรกว่า ส่วนกรุงเทพฯชั้นในขึ้นอยู่กับความสามารถของคันกั้นน้ำ (คิงส์ไดรฟ์) ที่วิ่งอยู่แถวลาดพร้าวไปทางตะวันออกแถวๆ ร่มเกล้า เลี้ยวลงใต้ไปแถวๆ สุขุมวิท

- วันนี้เรากำลังสู้กับน้ำ 6 พันล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนอีก 4 พันล้าน ลูกบาศก์เมตร ที่กำลังจะลงมาอีกนั้นจะรับมือกันอย่างไร

ใคร ก็ไม่รู้เมื่อ 2-3 วันที่แล้วพูดว่าน้ำมวลใหญ่ผ่าน กทม.ไปแล้ว สบายใจได้ ซึ่งการพูดแบบนี้ละครับ เขาเรียกว่าการเตือนภัยเฮงซวย การเตือนภัยฉบับห่วย ถ้าไม่รู้ก็โกหก มี 2 อย่าง มวลน้ำอีกก้อน 4 พันล้านลูกบาศก์เมตร จะมาในอีกสัก 2 สัปดาห์ คราวนี้น้ำจะลงมาช้า เพราะน้ำเอ่อแล้ว ข้างล่างยังดันอยู่ ศึกนี้ยังอีกยาวไกล ผมยังมึนเลย รีบกลับมานับก้อนเล็ก ก้อนใหญ่อยู่ที่ไหน (หัวเราะ) ชัดเจน นายกฯก็พูดแล้วน้ำ 6 พันล้านลูกบาศก์เมตรจ่อคออยู่ มะรุมมะตุ้มอยู่แล้วอีก 4 พันล้านลูกบาศก์เมตรก็ยังอยู่ข้างบน และเราอาจจะต้องลุ้นไปจนถึงเดือนธันวาคมถึงจะเห็นดำเห็นเขียว แต่ไม่ใช่ว่าจะจบนะ เพียงแต่เดือนธันวาคมจะสบายใจมากขึ้น แต่เพราะน้ำท่วมขังเหม็น จะมียุง มีโรคระบาดตามมา ยังมีอีกหลายชุด

เอา อย่างนี้ ที่นครสวรรค์อีก 15 วันจะเริ่มปกติ อยุธยาอีก 1 เดือนถึงจะพอมีชีวิตอยู่ได้ แต่ไม่ใช่ปกตินะ กว่าจะตั้งหลักชีวิตได้ก็อีก 6 เดือน ปทุมธานี นนทบุรี น้ำลงเร็วเท่าๆ กัน ส่วน กทม.ขี้เกียจพูดตอนนี้ เพราะยังมึนอยู่ น้ำจะยาวแผ่เต็มไปหมด ดังนั้นต้องอดทน ครั้งหนึ่งคน กทม.ปากเสีย บอกว่าที่จอดรถใหญ่ที่สุดอยู่บนทางด่วน เพราะต้องการจะเปรียบเปรยว่า กทม.รถติด แล้ววันนี้เป็นอย่างไร ทางด่วนก็เป็นที่จอดรถจริงๆ ที่เคยเปรียบเปรยกันเอาไว้วันนี้เป็นจริงแล้วครับ

- ศปภ.เตรียมการรับมืออย่างไร

เราเตรียมการเอาไว้แล้ว แต่ไม่บอกหรอก เดี๋ยวแตกตื่น

- เพราะอะไรการรับมือภัยพิบัติของ ศปภ.ครั้งนี้ถูกต่อว่าไม่เหมือนสมัยรัฐบาลไทยรักไทยรับมือกับภัยพิบัติสึนามิปี 2547

ตอน นั้นผมเป็นผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ สึนามิมาเร็วและจากเร็ว แผ่นดินไหว 9.2 ริกเตอร์ ปัง! มาถึงเมืองไทย ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงกว่าๆ และมีสึนามิลูกหลักๆ ประมาณ 3-5 ลูกไหลขึ้นมาที่สตูล จบลงที่ระนอง โดยใช้เวลาแตกต่างกันไม่เกิน 20 นาที สึนามิทั้ง 5 ลูกใช้เวลาท่วมขึ้นฝั่งประมาณ 20 นาที และไหลลง 10 นาที แปลว่าไหลขึ้นไหลแล้วกลับภายในครึ่งชั่วโมง ที่เหลือคือซากปรักหักพังและความตาย เมื่อน้ำลงไปแล้วก็หาคนที่รอดชีวิต เก็บคนที่ตาย แล้วก็ซ่อมอาคารบ้านเรือน

น้ำที่ท่วมอยู่ตอนนี้มันไม่ ใช่สึนามิ เพราะน้ำจะอยู่กับเราเป็นเดือน เหมือนเรากำลังโดนสึนามิ 100 ลูก หรือ 1,000 ลูก เพราะน้ำไม่ลดลง แต่จะมาเพิ่มเรื่อยๆ แอ๊กชั่นของรัฐบาลนี้ที่ทำกันอยู่ ก็ไม่ได้แตกต่างกันเลยกับตอนสึนามิ เพียงแต่ความยืดเยื้อของสถานการณ์มันต่างกันโดยสิ้นเชิง น้ำที่ท่วมครั้งนี้กินระยะเวลายาวนาน ดังนั้นเหตุการณ์สึนามิกับอุทกภัยครั้งนี้จะเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย

- เพราะเหตุใดระบบการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของ ศปภ.ถึงล่าช้า

ระบบ ของเราก็คล้ายกันกับสึนามิตอนนั้น ครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีลงไปและแบ่งงานให้รัฐมนตรีเป็นรายจังหวัด จังหวัดละ 2 คน มีทหารเรือเป็นตัวหลัก มีพลเรือนเป็นตัวรอง สิ่งที่ทำตอนนั้นค้นหาคนตาย เก็บศพ พิสูจน์ศพ ให้การช่วยเหลือเยียวยา สร้างบ้านพักให้ก็จบ แต่ครั้งนี้โอ้โห้! ยาวเหยียดเลย

- คนเริ่มเปรียบเทียบการทำงานของ ศปภ.ว่าล้มเหลว ไม่ประทับใจคนเหมือนตอนสึนามิ

เก่ง จริงเกิดสึนามิใหม่อีกสิ เดี๋ยวผมจะโชว์ให้ดูว่าทำให้ได้เหมือนเดิมหรือไม่ แบบนี้ถึงจะเปรียบเทียบได้ (หัวเราะ) แต่เอาเหตุการณ์ 2 อันนี้มาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ตอนนี้คุณปู (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) ก็ลงพื้นที่เหมือนท่านทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ) ส่งรัฐมนตรีไป ผมก็ไปมีหน้าที่ประจำพื้นที่และเป็นฝ่ายนโยบาย หน้าที่ปฏิบัติการผมก็ทำ อย่าลืมว่าสึนามิกินพื้นที่จากทะเลเข้าฝั่งไกลที่สุดไม่เกิน 5 กิโลเมตร แต่น้ำท่วมคราวนี้กินเนื้อที่ประมาณ 100 ล้านไร่ แล้วมันคนละธรรมชาติ รูปแบบก็ไม่เหมือนกัน น้ำท่วมกินเวลามาก สึนามิมีผลกระทบกับผู้คนเฉพาะที่อาศัยอยู่ริมทะเล ฝรั่งที่ว่ายน้ำหรือชาวประมงนิดหน่อย อาจกระทบกับคนจำนวนล้านนิดๆ แต่น้ำท่วมครั้งนี้กระทบกับคนครึ่งประเทศ 30 ล้านคน ครอบคลุม 1 ใน 3 ของประชาชนในประเทศไทย มีระยะเวลายาวกว่าสึนามิประมาณ 6 เดือน หรือประมาณเป็นหมื่นเท่าของสึนามิ

- ศปภ.มีปัญหาจนนายกฯถูกวิจารณ์ว่าเพราะไม่ใช่นายกฯตัวจริง จึงแก้ไขปัญหาไม่สำเร็จ

แหม...(ลากยาวและเสียงสูง) ไม่จริงอะ ก็บอกให้เกิดสึนามิขึ้นมาใหม่สิ แล้วลองเปรียบเทียบกัน ไม่เห็นยากเลย

- คิดว่าระบบเตือนภัยของ ศปภ.มีปัญหา และกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ ศปภ.ไม่น่าเชื่อถือหรือเปล่า

ก็ดีมองในอีกแง่ เราก็ต้องทำให้เกิดการปรับปรุง การแถลง การคิดที่เป็นระบบ ก็ดีเหมือนกัน

- สถานการณ์ตอนนี้ประชาชนยังเชื่อถือ ศปภ.ได้หรือไม่

ได้ สิ (ตอบสวนทันที) ไม่เชื่อแล้วจะไปเชื่อใครล่ะ... ศปภ.ก็ต้องปรับปรุงตัวเองว่าทำไมคนถึงไม่เชื่อ เป็นหน่วยราชการ ไม่เชื่อได้อย่างไร จะให้ไปเชื่ออะไรล่ะ จิ้งจกหรอ...จุ๊ จุ๊ จุ๊...อย่าออกจากบ้าน น้ำท่วม เอาอย่างนั้นหรือ ดังนั้นต้องเชื่อ

- สถานการณ์ตอนนี้ ศปภ.ควรได้รับการเยียวยาตรงไหน

ผม เป็นผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติคนแรกของประเทศไทย ศูนย์นี้ประเทศไทยไม่เคยมี มีหน้าที่วิเคราะห์ภัยให้ชัดเจนและไม่เอาความเสี่ยงของคนมาคำนวณ ในตำราการเตือนภัยเขาบอกเอาไว้เลยว่า ภัยธรรมชาติห้ามสู้นะ วาตภัย อุทกภัย เขาให้หนีลูกเดียว ผมก็จำตำรามาแบบนี้ เขาบอกว่าพระเจ้าที่น่ากลัว ได้แก่ พระพิรุณ พระพาย พระสมุทร อย่าไปแย่ ส่วนพระพรหมแล้วแต่ดวงดีดวงซวย เขาสอนกันมาอย่างนั้น เมื่อผมเห็นว่าเป็นเรื่องของพระพิรุณผสมกับพระแม่คงคา แล้วเป็นอุทกภัย ก็คิดว่าหนีดีกว่า ตายแน่ขืนสู้ ก็บอกให้ถอย...อพยพ ตามตำราเตือนภัย

ผมเป็น ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติฯคนแรกของประเทศไทย คุณต้องเชื่อผมสิ และตามสูตรการเตือนภัยคือการเตือนผิด ทั้งโลกนี้จะเตือนผิด 90 เปอร์เซ็นต์ เตือนแล้วไม่เกิด 90 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าเกิดทุกครั้งที่มีการเตือนภัยก็ตายห่า ตายหมดโลกไปแล้ว เมื่อมีการเตือนไปแล้ว แต่ไม่เกิดขึ้นก็ต้องไม่โกรธกัน เพราะ 90 เปอร์เซ็นต์ต้องผิด แต่ยามซวยเตือนแล้วเกิดจริงๆ ซึ่งผมอยู่ตรงนี้ มีแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นแหละที่เตือนแล้วเกิดขึ้นจริง

- วิเคราะห์ไหมว่าทำไมประชาชนไม่เชื่อถือ ศปภ.

ผม ว่าเป็นเพราะบางท่านไม่รู้ข้อมูลจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าเขาโกหกนะ เขาไม่ได้หลอกประชาชน แต่บางท่านเขาไม่รู้ (เสียงสูง) แล้วก็พูดออกไป ดังนั้นเขาไม่ได้หลอก แต่จะให้รู้แบบผมก็ต้องมีความรู้ มีประสบการณ์และผมไปดูพื้นที่ก่อนที่จะพูด จึงไม่เหมือนกันนะครับ ความรู้ ประสบการณ์ ไปประสบเหตุด้วยตัวเองจริงๆ แต่นี่บางท่านอยู่แถวนี้เท่านั้น ไม่ได้ไปในพื้นที่

- สถานการณ์ตอนนี้ประชาชนตื่นกลัวกันมาก

อย่า ไปกลัวเลย กลัวไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะจะเกิดแบบนี้ทุกปีมากน้อยบ้างนิดหน่อยไปอีกเป็นพันๆ ปี เพราะอยู่ในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากน้ำมือมนุษย์จากการพัฒนาอุตสาหกรรม เกิดคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าปกติ 2 เท่า นำสู่โลกร้อนแปลว่าเมฆเยอะ เมื่อเมฆเยอะก็แปลว่าฝนเยอะ ฝนเยอะก็แปลว่าน้ำก็เยอะไปด้วย แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะครั้งนี้ถือเป็นศึกเหนือ ยังมีศึกใต้รออยู่อีก คือน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้จะละลาย ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นท่วมประเทศไทย เพราะเรามีฝั่งทะเลยาว 2,600 กิโลเมตร นี่แค่ศึกเหนือ ถ้าศึกใต้มาได้อพยพประเทศกันล่ะ เพราะประเทศไทยจะหายไปครึ่งหนึ่ง เบาที่สุดน้ำท่วมถึงเหนือสุดลพบุรี ซ้ายสุดสุพรรณบุรี ตะวันออกถึงกบินทร์บุรี ถ้าเกิดแบบสุดขั้ว น้ำจะท่วมมากกว่านี้ 10 เท่า กทม.น้ำจะท่วมสูง 60 เมตร คือยอดภูเขาทอง ประเทศไทยหายไปครึ่งหนึ่ง นั่นคือเหตุผลที่จะต้องผลักดันให้มีการสร้างเขื่อนในทะเล ซึ่งตรงนี้ฝรั่งบอกว่าอีก 50 ปีเราจะเริ่มรู้สึก ส่วนอีก 60 ปีข้างหน้าเป็นเรื่องของพวกคุณ ผมเพียงแค่ศึกษาเอาไว้ให้ ส่วนใครที่ช่างด่าผม มาบอกว่าน้ำจะท่วม ทะเลจะเปลี่ยนสภาพสิ่งแวดล้อมก็พูดไป ห้ามผมคิดไม่ได้ ผมเป็นนักวิชาการต้องศึกษา และผมเป็นรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องศึกษา เพื่อปกป้องลูก หลาน เหลนผมในอนาคต ใครไม่อยากปกป้องลูกหลานก็เรื่องของเขา แต่ตรงนี้ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ ปีหน้าก็จะเจอกันอีก แต่ผมไม่อยากให้มาเจอกันที่ดอนเมือง เพราะถ้าเจอกันที่ดอนเมืองแปลว่าหนักแล้ว

"จาตุรนต์" วิพากษ์ศปภ.หลงประเด็น กลัวคนตื่นตระหนก ทั้งที่ควรชี้แจงให้ประชาชนเตรียมรับมือน้ำก้อนใหญ่

ที่มา มติชน



เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และสมาชิกบ้านเลขที่ 11 ได้โพสต์ข้อความลงในทวิตเตอร์-เฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีเนื้อหาเสนอแนะและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย ดังนี้


"ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาถุงทรายช่วยได้กรณีกัน น้ำท่วมเล็กๆน้อยๆ ที่ใช้สู้กับน้ำที่มาเป็นผืนใหญ่ไม่ปรากฏว่าสู้กับน้ำได้เลย จุดใดที่จะต้องรับมือกับน้ำที่มาเป็นหน้ากระดานจึงไม่อาจหวังว่าจะสู้ได้ มีแต่ต้องเตรียมรับผลเมื่อกระสอบหรือพนังกั้นสู้ไม่ไหวแล้วจะทำอย่างไร"


"การจะให้น้ำลดเร็วๆเป็นเรื่องใหญ่ สำคัญและยากมาก ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบโดยผู้เชี่ยวชาญที่ต้องปรึกษากันและต้องอาศัยความ ร่วมมือหลายฝ่าย และยังต้องมีเครื่องมือมากที่ขณะนี้ยังไม่มีเช่นเครื่องสูบน้ำ ถุงทรายจำนวนมาก หากไม่ทำจริงจังจะมีคนจำนวมากต้องอยู่กับน้ำต่อไปอีกเป็นเดือนๆ"


"การที่น้ำก้อนใหญ่กำลังจะมาถึงกทม.เวลาเดียว กับน้ำทะเลจะหนุนสูงสุดยิ่งกว่าตอนน้ำท่วมอยุธยา หยุดราชการอย่างเดียวไม่พอแล้ว มาช่วยกันคิดครับ"


"เมื่อนึกถึงภาพวันที่ 26-29 ต.ค. แล้วการที่เราสู้กับน้ำอยู่ตามคันคลองต่างๆหรือประตูน้ำบางแห่งเป็นเรื่อง จิ๊บจ๊อยมาก ผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากต้องคิดกันใหม่ ให้เข้าใจว่ากำลังสู้กับอะไร และจะเตรียมการอย่างไร จะให้ประชาชนเตรียมตัวอย่างไร"


"ไม่มีใครปล่อยน้ำเข้ากทม. ไม่มีใครตั้งใจให้น้ำท่วมกทม. ที่ท่วมคือเอาไม่อยู่ แต่ที่ระบายผ่านทางคลองผ่านกทม.ไม่ทำให้ท่วมกลับจะช่วยให้ท่วมน้อยลง"


"เมื่อน้ำก้อนใหญ่ลงมา ที่กั้นๆกันอยู่อาจเอาไม่อยู่เลยเหมือนที่เอาไม่อยู่มาตลอดทาง ขณะที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดจะทำให้เวลาน้ำขึ้น น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะสูงกว่าวันนี้อีกมาก"


"ใน1-2 วันมานี้พนังกั้นน้ำริมเจ้าพระยาหลายแห่งก็เริ่มมีอาการเอาไม่อยู่บ้างแล้ว เมื่อน้ำเจ้าพระยาสูงกว่านี้อีกมากจะเป็นอย่างไร ใครจะรับประกันว่า เอาอยู่"


"ที่ผมเสนอความเห็นอยู่นี้เป็นความเห็นในฐานะ ประชาชนคนหนึ่งที่ห่วงใยประชาชนด้วยกันทั้งในจังหวัดต่างๆที่อยู่ในเส้นทาง และในกทม. รวมทั้งกทม.ชั้นใน"


"ส่วนที่เสนอความเห็นให้ศปภ.ได้เสนอไปพอสมควร แล้วและพรุ่งนี้จะพยายามเสนออีกครั้ง แต่ผมจะรอศปภ.เข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้ คิดว่าควรสื่อกับปชช."


"ผมคิดว่าศปภ.และกทม.ยังไม่เข้าใจ หลักการแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเตือนภัยและชี้แจงเพื่อการเตรียมความพร้อมของ ประชาชน ทำให้การชี้แจงที่ผ่านมายังสับสน"


"ศปภ.เน้นเรื่องการกลัวประชาชนตื่น ตระหนกซึ่งเป็นการหลงประเด็น ที่จริงคือประชาชนเขาต้องการรู้ว่าอาจจะเกิดอะไรจะต้องเตรียมตัวอย่างไร เมื่อไร"


"ผมพูดอย่างนี้แล้วศปภ.บางคนอาจจะโกรธผมก็ขอ ให้โกรธไป แต่ถ้ายังอยากฟังคำแนะนำจากผมก็ขอให้บอกมา ยินดีจะไปให้คำแนะนำอีก แต่ศปภ.ต้องปรับความคิดด่วน"


"ขอให้ข้อมูลว่าการระบายน้ำผ่านคลองต่างๆ ของกรุงเทพฯทำได้น้อยกว่าเป้ามาก ส่วนการระบายไปทางตะวันออกที่หวังกันนั้น ถึงเมื่อเช้านี้น้ำยังไม่ไปฉะเชิงเทราและสมุทรปราการ ไม่มีน้ำให้สูบลงแม่น้ำบางปะกงและทะเล"


"ขอถามศปภ.ว่าแล้วน้ำก้อนใหญ่จะหายไปเองได้อย่างไร และจะไม่ลงมาหากรุงเทพฯซึ่งเป็นที่ต่ำหรือ"


"หลักของการเตือนภัยก็คือต้องให้ภาพ ว่าถ้าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดอาจเป็นอย่างไร ทุกฝ่ายควรเตรียมตัวอย่างไร ซึ่งถ้าไม่เกิดก็ไม่เป็นไร แต่ต้องเตรียม"


"การเตรียมรับสึนามิเขาต้องมีไว้ตลอด คนจึงรู้สึกปลอดภัยไม่ใช่ตระหนกเพราะมีแผน พอเกิดแผ่นดินไหวในทะเลบางที่เขาให้อพยพคนขึ้นที่สูงทันที แต่เมื่อไม่มีผลกระทบก็กลับบ้าน ที่เขาเดือดร้อนที่ต้องอพยพกันโกลาหลเขาก็ไม่โกรธ"


"ต้องตั้งโจทย์ใหม่ว่าถ้ากรุงเทพฯเป็นแบบ นครสวรรค์บวกบางบัวทอง จะเตรียมรับกันอบ่างไร มีแผนรับมืออย่างไรและประชาชนจะเตรียมตัวอย่างไร ไม่ใช่บอกแต่ว่ากรุงเทพฯจะไม่เป็นไร"


"ข่าวว่าศปภ.มีแผนเตรียมรับกรณีน้ำ ท่วมกทม.ทุกด้านแล้ว ถ้ามีควรจัดชี้แจงให้ประชาชนทราบ ไม่ต้องกลัวว่าชี้แจงแล้วคนจะตระหนก คนเขากลัวว่าจะไม่มีแผน"


"บางคนว่าผู้รับผิดชอบยังมีความเห็น ต่างกันในเรื่องน้ำจะท่วมกทม.มากน้อยแค่ไหน ฝ่ายที่คิดว่าคงไม่หนักจึงไม่อยากเตือนให้น่ากลัวเกินไปซึ่งเป็นการหลง ประเด็น"


"ที่ถูกคือเมื่อเห็นว่าน้ำท่วมรุนแรง มาตลอดทางและมีบางฝ่ายเห็นว่าอาจรุนแรงมาก จะต้องเตือนให้เห็น worst case scenario (สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่เป็นไปได้) และเตรียมรับมือ"


"ผมไม่ได้บอกว่าศปภ.ไม่พูดความจริง แต่ศปภ.ไม่เข้าใจหลักว่าด้วยการเตือนภัยกับการชี้แจงเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัว"


"ขอพักก่อนครับ ฝากประเด็นส่งท้ายช่วงนี้ ทราบว่าศปภ.กำลังปรับการเตือนภัยและคงดีขึ้นๆ แต่ระหว่างนี้คนในศปภ.ที่เตือนประชาชนอย่างเป็นประโยชน์ที่สุดคือคุณปลอดประสพครับ"

"ปู" เจอ "มาร์ค" ขณะลงพื้นที่ตรวจสถานีสูบน้ำอุโมงค์พระโขนง

ที่มา มติชน



นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมพลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจสถานีสูบน้ำอุโมงค์พระโขนง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร และได้พบกับคณะของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเดินทางมาตรวจอุโมงค์พระโขนงเช่นกัน เมื่อ 24 ตุลาคม 2554

‘ปู’ควง ยุทธศักดิ์-บิ๊กตู่-ผู้ว่าฯกทม.ดูอุโมงค์ยักษ์ คาด กทม.ไม่หนักเท่าปทุม-นนท์

ที่มา ข่าวสด



วันที่ 24 ต.ค. ที่สถานีสูบน้ำพระโขนง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.และม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เดินทางไปตรวจสถานีสูบน้ำพระโขนง สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร เพื่อติดตามการระบายน้ำจากพื้นที่กรุงเทพฯออกสู่ทะเล

ผู้ว่าฯ กทม.รายงานว่า สถานีสูบน้ำพระโขนง สูบน้ำเพื่อระบายออกได้ 210 ลบ.ม./วินาที วันนี้อุโมงค์รับน้ำมาอย่างเต็มที่แล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ หากน้ำมามากกว่านี้ก็รับไม่ได้แล้ว โดยตลอดทั้งวันได้เปิดเครื่องระบายน้ำทั้ง 4 เครื่อง ซึ่งพล.อ.ยุทธศักดิ์ รายงานเพิ่มเติมว่าในการขึ้นบินตรวจดูสภาพน้ำร่วมกับผบ.ทบ. ตอนนี้น้ำที่หลากจากทุ่งกำลังไหลลงสู่คูคลองต่างๆ ถ้า กทม.เดินเครื่องเร่งระบายน้ำก็ไม่มีปัญหาเพราะทางผบ.ทบ.เองก็ได้ส่งกำลังพล ช่วยเต็มที่

สถานีสูบนี้แห่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบระบายน้ำของ กทม. ซึ่งระบบการระบายน้ำของ กทม.ทั้งหมดสามารถระบายน้ำได้ถึง 1,600 ลบ.ม./วินาที อุโมงค์ดังกล่าวรับน้ำจากคลองลาดพร้าว คลองแสนแสบและคลองประเวศน์ จากนั้นก็ระบายลงสู่คลองพระโขนงออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ตนยืนยันว่าวันนี้ทุกสถานีระบายน้ำ กทม.ได้เปิดเต็มที่แล้ว แม้แต่ช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงก็จะมีระบบการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ก็น่าจะรับ มือไหวในช่วงเวลาดังกล่าว

แม้พื้นที่ กทม.ชั้นในมีระบบป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับ กรุงเทพฯ ชั้นในค่อนข้างยาก แต่เพื่อไม่ประมาทได้สั่งการให้ทั้ง 50 เขตเตรียมพร้อม น้ำคงไม่ท่วมพร้อมกันทั้ง 50 เขต ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่

ด้านนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ศปภ.และกทม.คงจะได้ทำงานร่วมกันในการวางแผนในการจัดการน้ำ ส่วนจุดที่ยังเป็นห่วงคือแนวคันพระราชดำริ ซึ่งกองทัพได้ระดมสรรพกำลังเพื่อรักษาแนวคันกั้นน้ำแล้ว และเพื่อไม่ให้เป็นการประมาทก็ได้มีการเตรียมแผนกรณีที่มีน้ำท่วมก็จะ ต้องเตรียมเรื่องศูนย์อพยพ ซึ่ง กทม.ก็มีการจัดเตรียมไว้ส่วนหนึ่งแล้ว และเมื่อดูจากระบบการระบายน้ำของ กทม. ถ้าทำเต็มที่ความสูงคงไม่เจอเหมือนกับที่จ.ปทุมธานี หรือจ.นนทบุรี เพราะ กทม.มีระบบระบายน้ำค่อนข้างใหญ่ประกอบกับเป็นพื้นที่ลาดลุ่มต่ำที่ระบายน้ำ ออกสู่ทะเลทันทีได้ ขณะนี้การขุดคลองทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกก็เสร็จเรียบร้อยแล้วเพียง แต่จังหวะน้ำยังไหลลงมาได้ไม่เต็มที่

วันนี้น้ำที่ไหลเข้ามายังพื้นที่ตรงกลาง กทม. ส่วนใหญ่ไหลมาจากประตูคลองหนึ่ง ซึ่งกำลังผันน้ำไปยังจุดอื่น ปริมาณน้ำที่เข้าสู้พื้นที่ กลาง กทม.ก็คงจะลดลง โดยจะพยายามให้น้ำไหลออกไปทางคลองรังสิตประยูรศักดิ์และคลองระพีพัฒน์ ขณะเดียวกันทหารจากกองทัพบกก็ได้ไปเฝ้าพื้นที่แนวคันกั้นน้ำตามแนวพระราช ดำริตั้งแต่บริเวณใต้ประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ยาวไปจนถึงเขตสายไหมก็น่าจะ สามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง ตราบใดที่พนังกั้นน้ำตามแนวคันพระราชดำริยังไม่รั่วซึมน้ำก็ยังไม่เข้า พื้นที่ กทม.

ด้านพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่ากองทัพร่วมกับหน่วยทหารพัฒนาซ่อมแซมพนังกั้นน้ำตามคลองรังสิต ระยะทางประมาณ 50 กม. สำเร็จไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว บริเวณจุดที่น่าเป็นห่วง คือ บริเวณคลองหนึ่งคลองสอง ซึ่งระดับน้ำในคลองรังสิตค่อนข้างสูง ทำให้ส่งผลกระทบต่อดอนเมืองและสายไหม แต่เนื่องจากปริมาณน้ำมีมาก ก็ต้องเห็นใจรัฐบาลและ กทม.ในส่วนการทำงานของกองทัพนั้นไม่มีอุปสรรคอะไร เนื่องจากมีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง กองทัพเป็นฝ่ายสนับสนุนพร้อมเข้าไปดูแลเมื่อมีการร้องขอเข้ามา ขณะนี้ก็ได้ปรับลดกำลังจากพื้นที่ด้านนอกเข้ามาช่วยพื้นที่ตอนใน

รีบๆดูภาพหายากคนไทยร่วมแรงร่วมใจฝ่าวิกฤต

ที่มา Thai E-News

ผู้นำยามวิกฤต-นายก รัฐมนตรี ผบ.ทบ.และผู้ว่า กทม.เดินทางมาตรวจการทำงานที่โรงสูบน้ำพระโขนง และอุโมงค์ยักษ์ พระราม9 เพื่อเร่งระบายน้ำออกจาก กทม. (ที่มา:facebook Yingluck Shinawatra )

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 ตุลาคม 2554

ภาครัฐ-ภาคเอกชน:เรียกเจ้าของห้างคุยอย่าให้สินค้าขาดแคลนซ้ำเติมคนไทย
วันนี้ นายกรัฐมนตรีประชุมสมาคมผู้ค้าปลีกไทย Makro, Tesco, Big C, Tops & Watson เพื่อขอความร่วมมือในการบริหารจัดการและกระจายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคและ ผู้ประสบภัย (ที่มา:facebook Yingluck Shinawatra)


ภาคประชาชน:แถลงการณ์ฉบับที่ 1 ถึงผู้ประสบภัย,เจ้าของหอ และรัฐบาล


ภาพข่าวและคลิปYoutubeโดย prainn2011


วันนี้มีแถลงการณ์ ศปภ.ภาคประชาชนฉบับที่ 1 โดยสมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานมูลนิธิกระจกเงา เมื่อเวลา 11.20 น. ณ ศปภ.ดอนเมือง ดังนี้

ให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมความพร้อม ดังต่อไปนี้

1. เก็บของมีค่าไว้ในที่สูงหรือฝากเพื่อนบ้าน หรือไปอยู่ในที่ไม่เสี่ยงภัย
2. จอดรถในพื้นที่สูงและไม่ควรจอดบนสะพานหรือทางด่วน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการสัญจรในสภาวะวิกฤติ หรือควรไปต่างจังหวัด
3. ให้ตัดกระแสไฟฟ้าบ้านทันทีเมื่อน้ำท่วมถึงหรือทำการแก้ไขระบบไฟฟ้าให้ปลอดภัย โดยตัดกระแสไฟบ้านชั้นที่1 หรือในพื้นที่ที่เสี่ยง
4. ให้ออกนอกพื้นที่ก่อนที่น้ำจะท่วมถึง โดยการไปอาศัยกับญาติพี่น้อง หรือเพื่อนในต่างจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

ให้บริษัทฯ ห้างร้าน นายจ้าง ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ เช่น

1. ให้ผู้ประกอบการ อพาร์ทเมนต์ หอพัก คอนโด งดการเก็บเงินค่าเช่าห้องล่วงหน้า หรือเงินประกันสำหรับผู้เดือดร้อนจากอุทกภัย
2. ประกาศเป็นวันหยุด เพื่อให้ลูกจ้างที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ได้เตรียมความพร้อมหรือเดินทางออกต่างจังหวัดไปอยู่ในที่ปลอดภัย

เสนอแนะต่อรัฐบาล ดังนี้

1. รบ.ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ปชช.ในพื้นที่เสี่ยงเดินทางไปท่องเที่ยวในตจว. หรือพื้นที่ปลอดภัย โดยให้ททท.จัดแพ็คเก็จในราคาถูกให้ผู้ประสบภัย
2. ให้ภูมิภาคต่างๆที่ประกอบการท่องเที่ยวจัดโปรแกรมท่องเที่ยวพิเศษ เพื่อต้อนรับผู้ประสบภัยให้ท่องเที่ยวในประเทศ
3. รัฐบาลต้องดำเนินการควบคุมการขายสินค้าอย่างเคร่งครัด

จบแถลงการณ์ศปภ.ภาคประชาชน


ภาคพลเมือง:ไม่เลือกสีหรือฝ่ายในการช่วยเหลือ


นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล ผู้ประสานงานคนเสื้อแดงราชบุรีกล่าวแสดงความเห็นว่า ได้ติดต่ามข่าวเรื่องสลิ่มตั้งประเด็นโจมตีว่า แดงช่วยแต่แดง แล้วรู้สึกสมเพช ไม่รู้ว่าคนพวกนี้ จิตใจยังเป็น"คน"อยู่หรือเปล่า ในยามนี้ คนไทยทั้งหลาย ไม่ว่าจะสีอะไร กลุ่มใด คงไม่มีใครคิดต่ำ คิดทรามได้เหมือนพวกนี้อีกแล้ว

ตัวอย่างเช่นที่พวกเรา"แดงราชบุรี รวบรวมสิ่งของบริจาคได้แล้วไปช่วยผู้ประสบภัยที่อยุธยา ไปช่วยกัน ไม่มีใครแม้แต่คนเดียว ที่จะคิดหรือถามว่า ชุมชนที่เราไปช่วยนี่แดงหรือไม่แดง ช่วยใครได้ก็ช่วยกันไปเลย

ผมฝากรูปให้ดู จะเห็นว่า พี่น้องประชาชนที่มารับของช่วยนั้น ไม่มีใครใส่เสื้อแดงมาเลย แต่แน่นอน พี่น้องที่ออกไปช่วยๆกัน ทุกคนเป็นคนเสื้อแดง การใส่แดงออกช่วยน้ำท่วม ผมว่าเป็นความภูมิใจในความเป็นคนเสื้อแดงของหมู่คณะ และเป็นความรู้สึกว่าเป็นพวกเราเป็นเสมือนตัวแทนของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มาแสดงน้ำใจ รวมกันช่วยพี่น้องที่ประสบภัยน้ำท่วมโดยไม่เลือกสีเลือกข้าง

กลุ่มเส้นทางสีแดงปลื้มคนเสื้อเหลืองร่วมบริจาค

กลุ่มเส้นทางสีแดงรายงานการจัดกิจกรรมปั่นจักรยานจากราชประสงค์ถึงดอนเมือง เมื่อวานนี้ว่า พวกเราพร้อมกันในเวลา 9.00 น.ที่หน้าเวิลด์เทรดตามกำหนด มีทั้งสมาชิกเก่าและใหม่มาร่วมกิจกรรม มีทั้งนักปั่นจักรยานที่เป็นอดีตนายทหารอากาศ ทหารบก อดีตสารวัตรตำรวจตระเวณชายแดนที่เกษียนอายุ ทั้งพ่อค้าแม่ขายมาร่วมทำกิจกรรมนี้ เริ่มมีผู้ทยอยนำสิ่งของบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสพภัยน้ำท่วม


ที่น่าสนใจมากคือมีผู้หญิงที่ใส่เสื้อเหลืองนำนมผงยี่ห้อเอ็นฟาโกรจำนวน 96 กล่องมูลค่าเกือบหนึ่งหมื่นสี่พันบาทมาให้ตามรูปถ่าย

พวกเราได้รับการสนับสนุนรถโมบายติดเครื่องขยายเสียงจากสส.ฉะเชิงเทราที่ส่ง เข้าร่วมกิจกรรม รวมถึงรถหกล้อ และรถกระบะหลายคันที่มาช่วยขนสิ่งของบริจาค มีพี่ๆน้องๆในเฟซบุ้คหลายคนมาร่วมทำกิจกรรมรวมถึงคุณจอย ติตัส


ขบวนเคลื่อนออกจากราชประสงค์ในเวลาประมาณ 10.30 น.และมุ่งหน้าไปประตูน้ำ และแวะจุดแรกที่ตลาดโบ๊เบ้ มีพ่อค้าแม่ขยายที่ตลาดโบ๊เบ๊น้ำสิ่งของมาบริจาคจำนวนมาก

โบ๊เบ๊เป็นแหล่งขายส่งเสื้อผ้ารายใหญ่ของประเทศ มีพ่อค้าบางคนนำเสื้อเหลืองมาบริจาคให้พวกเราประมาณ 12 โหล

จากโบ๊เบ้มุ่งหน้าเยาวราช เมื่อถึงเยาวราชดีเจหนุ่มแอลเอได้ประกาศขอรับบริจาคโดยไม่แบ่งแยกสีเสื้อ เขาบอกว่าในวันนี้คนไทยต้องเก็บความแตกต่างทางอุดมการณ์ไว้ก่อน โยนสีเสือทิ้งและร่วมมือกันช่วยเหลือคนไทยทุกคนที่เดือดร้อนเพราะน้ำท่วม พูดจบมีผู้หญิงใส่เสื้อเหลืองกระโดดขึ้นไปบนรถโมบายร่วมร้องเพลงน้ำท่วมกับ ดีเจหนุ่มแอลเอ ภาพนี้ประทับใจคนที่เห็นเหตุการณ์มาก

ในเวลาบ่ายพวกเราได้มุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยฯ ได้นำรถโมบายและรถหกล้อรับสิ่งของบริจาคไปจอดที่บริเวณป้ายรถเมล์ พวกเราทุกคนได้ลงจากรถและแยกย้ายออกเป็น 2 สาย และได้เดินขอรับบริจาคจากคนไทยที่อยู่บริเวณนั้น ทั้งผู้ที่สัญจรไปมา พ่อค้าแม่ขาย ได้บันทึกภาพและรอยยิ้่มที่ที่น่าประทับใจทั้งผู้ให้และผู้รับ จากนั้นได้มุ่งหน้าตลาดจตุจักร และตระเวณเข้าไปรับน้ำใจถึงด้านในของตลาด มีทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจกิจกรรมนี้

ภาพที่น่าประทับใจมากที่สุดในกิจกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นที่นี่ ขณะที่พวกเราเดินขอรับบริจาคน้นได้มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง อายุไม่เกิน 8 ขวบใบหน้าและลำแขนมีรอยแผลเป็นจากไฟไหม้ น้องคนนี้เป่าแคนขอเงินบริจาคจากผู้ผ่านไปผ่านมา พอได้ยินเสียงของพวกเราที่ช่วยกันร้องบอกว่ามาขอรับน้ำใจเพื่อนำไปมอบให้กับ ผู้ที่ประสพภัยน้ำท่วมที่ศปภ.ดอนเมืองก่อนหกโมงเย็น น้องคนนี้หยุดเป่าแคนและหยิบเงินบริจาคของเขามามอบให้เราเป็นจำนวน 40 บาท และวิ่งไปเป่าแคนต่อ พวกเราถ่ายภาพที่ิน้องคนนี้เอาเงิน 40 บาทหยอดตู้ไม่ทัน แต่ได้ถ่ายภาพเด็กคนนี้พร้อมกับแคนคู่ชีพไว้เป็นที่ระลึก

หลังจากนั้นพวกเราได้มุ่งหน้าไปที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสพอุทกภัย น้ำท่วมที่ดอนเมืองเพื่อนำเงินและสิ่งของบริจาคไปมอบให้ก่อน 6 โมงเย็น ถึงศปภ.ดอนเมืองในเวลา 17.30 น.ได้รวบรวมสิ่งของบริจาคทั้งหมดมอบให้กับศปภ.บริเวณชั้นล่าง และนำเงินบริจาคทั้งหมดไปมอบให้กับกองอำนวยการของศปภ.

มีเจ้าหน้าที่ของกองอำนวยการมานับเงินบริจาคให้ ได้ทั้งหมดจำนวน 40,083.75 บาท (สี่หมื่นแปดสิบสามบาทเจ็ดสิบห้าสตางค์) ออกใบเสร็จรับเงินโดยกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสพภัยสำนักนายกรัฐมนตรี เล่มที่ 293 เลขที่ 9 มีผู้อำนวยการกองคลังเซ็นต์รับ

ขอบคุณเสธดำ คุณหนุ่มแอลเอ คุณจอย ติตัส คุณโต คุณครีม และพี่ๆน้องๆลุงป้าน้าอาทุกคนที่ได้เสียสละเวลาและแรงกายมาทำกิจกรรมในครั้งนี้


ภาคต่างประเทศ:น้ำตาท่วมเมืองไทย-น้ำใจท่วมแอลเอ ผ้าป่ามหากุศลคนรักบ้่านเกิดผนึกทุกศาสนาสู่ผู้ประสบภัยข้ามทวีป


ผ้าป่ามหากุศล กลุ่มรักบ้านเกิด - Heart for Homeland วัดพุทธ - โบสถ์คริสต์ - มัสยิดไทย ทั่วแอลเอ ร่วมเป็นเจ้าภาพ



ชาว ไทยนอกประเทศ ซึ่งอาศัยในท้องที่มหานครลอส แองเจลีส สหรัฐอเมริกา และใกล้เคียง ได้รวมตัวเฉพาะกิจในนาม “กลุ่มรักบ้านเกิด” หรือ Heart for Homeland ด้วยการสนับสนุนจากวัดพุทธ 9 แห่ง โบสถ์คริสต์เมืองแวนนายส์ และมัสยิดไทยในพื้นที่ ร่วมกันทอดผ้าป่ามหากุศล 500 กอง เป็นเวลา 5 สัปดาห์ เพื่อระดมทุนช่วยพี่น้องคนไทยผู้ประสบอุทกภัย

โดยจัดกระถางรับบริจาคพร้อมโปสเตอร์สีสวยงามวางไว้ตามจุดต่าง ๆ กระจายไปทั่วอาณาบริเวณ ให้เข้าถึงผู้มีจิตศรัทธาบริจาคอย่างถ้วนทั่วที่สุด

การนี้รายรับจากการบริจาคทั้งหมด ไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น จะนำมอบให้แก่ ศูนย์อำนวยการป้องกันอุทกภัย (ศปภ.) โดยผ่านทางสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แองเจลีส โดยที่คณะกรรมการร่วมกันรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และชักชวนธุรกิจ พร้อมผู้มีจิตกุศลให้การสนับสนุนทางการเงินด้วย

ทั้งนี้ได้มีการแบ่งหน้าที่ดูแลกระถางผ้าป่า และการจัดเก็บออกเป็น 5 เขต อีกทั้งมีกรรมการตรวจสอบ และรับมอบก่อนส่งให้แก่สถานกงสุลอย่างโปร่งใส ซึ่งมาจากตัวแทนของภาคส่วนต่างๆ ที่มาร่วมมือกันเป็นอันหนึ่งเดียวนี้

จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความพร้อมใจของคนไทยภาคส่วนต่างๆ ในนครลอส แองเจลีส จะเป็นพลังหนุนกำลังใจแก่ผู้ประสพภัยพิบัติในประเทศให้ยืนหยัดเผชิญกับความ เสียหายอย่างสุขุมมั่นคงจนกว่าจะผ่านพ้นไป อีกทั้งเป็นปัจจัยเกื้อกูลในส่วนที่ขาดแคลน ต้องฟื้นฟู และเยียวยา

นอกเหนือจากนั้นยังเชื่อว่ากิจกรรมอันร่วมกันกระทำเพื่อพี่น้องร่วมชาติถ้วน หน้าครั้งนี้จักก่อให้เกิดความร่วมใจในวงกว้างในหมู่ผู้บริจาค หรือเพียงแต่อนุโมทนา อันจะทำให้ประเทศชาติของเราก้าวพ้นวิกฤติไปสู่อนาคตอันสดใสข้างหน้าอย่าง สมานฉันท์

คณะกรรมการที่ปรึกษา

เจ้าอาวาสวัดไทยลอสแองเจลิส
เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมชาติ
เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย
เจ้าอาวาสวัดพุทธวิปัสสนา
เจ้าอาวาสวัดโพธิวารีรังสฤษฏ์
เจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส
เจ้าอาวาสวัดพุทธคุณ
เจ้าอาวาสวัดพุทธธัมโม
เจ้าอาวาสวัดมอญรามัญ
พระมหาบุญเริ่ม กิตฺติญาโณ
อนุศาสนาจารย์โบสถ์ Van Nuys
อิหม่ามเราะห์มัติ พโยม พยกุล
กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส
สุรพล เมฆพงษ์สาธร
เชาว์ ซื่อแท้
ชัชวาลย์ ศรีพาณิชย์
เพ็ญพิมพ์ จิตรธร
สุรพงษ์ ชิโนทัยกุล
ประสงค์ สุวรรณพานิช
ไพรัช พันธุ์นรา

คณะกรรมการดำเนินงาน

ดอลลี่ ไพรสุวรรณ-วรฉัตร
วาสนา อารยตานนท์
รุจิราภา พัฑฒนะ
ประสงค์ จตุระบุล
ลิลลี่ เลิศสมิติวันท์
สุ พงศ์
สุกิจ วราปัญญาเสนีย์
เนตร ภูตินันท์
นิยม วันทนา
สุพัตรา กฤติยาชวลิต


"น้ำตาท่วมเมืองไทย น้ำใจท่วมแอลเอ"

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:อีกหนึ่งกิจกรรมที่LA(คลิ้กดูรายละเอียดในโปสเตอร์ด้านล่าง)

ลองวีคเอ็นด์หรูที่มัลดีฟของอภิสิทธิ์ในวิกฤตน้ำท่วม

ที่มา Thai E-News

เป็นเรื่อง-ในสถานการณ์น้ำท่วม แม้แต่ผู้นำฝ่ายค้านก็ตกเป็นเป้าหมายการวิพากษ์ฺวิจารณ์ได้ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คอลัมน์โสมชบาจ๊ะจ๋า ฉบับวันที่ 24 ตุลาคมรายงาน ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พาครอบครัวไปพักผ่อนช่วงลองวีคเอ็นด์สุดหรูที่ มัลดีฟ ดังที่ลงให้ดูข้างต้น จนตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ขณะที่ประเทศวิกฤตหนักอย่างนี้ยังมีแก่ใจหนีไปเที่ยว ส่วนกองเชียร์แก้ต่างให้ว่า โหมงานมาหนักก็ให้ได้พักผ่อนบ้าง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 ตุลาคม 2554

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ข่าวสด รายงานไปอีกทางว่า นายอภิสิทธิ์กับครอบครัวเดินทางไปอังกฤษ โดยรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมครอบครัว เดินทางไปประเทศอังกฤษตั้งแต่คืนวันที่ 20 ต.ค. โดยคาดว่าจะเดินทางกลับก่อนวันที่ 25 ต.ค. เนื่องจากในวันที่ 25 ต.ค.มีนัดนำทีมพรรคประชาธิปัตย์ไปแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษกับทีมรวมดาราช่อง 3 เพื่อหาเงินช่วยน้ำท่วมที่สนามติณสูลานนท์ จ.สงขลา

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 ต.ค. นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวนายอภิสิทธิ์เดินทางไปประเทศอังกฤษว่า "ไม่ได้ไปไหน ตอนนี้หัวหน้าอยู่กับครอบครัว พรุ่งนี้ก็มาแล้ว" ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบทราบว่านายอภิสิทธิ์ใช้พาสปอร์ตแดงในการเดินทางไปอังกฤษใน ครั้งนี้

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.เพื่อไทย เขียนลง เฟซบุ๊ค ว่า

ขณะที่ลูกพรรคปชป.และกองเชียร์กระหน่ำโจมตีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ว่าไม่พูดความจริง ขาดความจริงใจในการแก้ปัญหา นายอภิสิทธิ์ กลับพาครอบครัวไปพักผ่อนที่มัลดีฟส่์โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ไป 20 ต.ค. PG711 กลับ 23 ต.ค.PG712 ถึงกรุงเทพฯ 23.40 น. ในฐานะหัวหน้าครอบครัว OK. แต่ในฐานะอดีตนายกฯ ปัจจุบันผู้นำฝ่ายค้านที่ลูกพรรคเหน็บแหนมเขาอยู่ทุกวัน ก็...จบข่าว

แฟนเพจในเฟซบุ๊คของนายอภิสิทธิ์รายหนึ่งเขียนลงในเฟซบุ๊คนายอภิสิทธิ์ว่า
Anne Charoensuk เมื่อวานเห็นนายกอภิสิทธิ์ที่สุวรรณภูมิด้วย ดีใจสุดๆเลย

นี่อาจเป็นการยืนยันที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โพสต์ลงเฟซบุ๊คว่านายอภิสิทธิ์เดินทางกลัีบกรุงเทพฯในเวลา23.40

เฟซบุ๊คของ Abhisit Vejjajiva นำเสนอภาพในช่วงเช้าวันที่ 24 ตุลาคม โดยโพสต์ว่า
เมื่อเช้านี้ คุณอภิสิทธิ์ กำลังปรึกษาหารือมาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมกับคุณกรณ์ ที่ทำการพรรค

ซึ่งหากเป็นไปตามที่นายณัฐวุฒิเปิดเผยแสดงว่านายอภิสิทธิ์เดินทางกลับเมื่อ23.40น.เมื่อคืน พอเช้าวันนี้ก็มาที่พรรค


statusในเฟซบุ๊คของ Abhisit Vejjajiva เมื่อเวลาราว 13.00 น.ของวันนี้ ลงภาพข่าวนายอภิสิทธิ์ว่า
รับฟังสถานการณ์จากตัวแทนกทม.ที่สถานีสูบน้ำพระโขนง

แฟนเพจของนายอภิสิทธิ์หลายรายโพสต์แก้ต่างให้ว่า นายอภิสิทธิ์โหมงานมาหนักก็ให้ได้พักผ่อนบ้าง ขณะที่ฝ่ายกองเชียร์นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้ามาวิจารณ์ว่า ทีนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่เคยหนีไปเที่ยวดูคอนเสิร์ตกลับถูกโจมตีว่าร้่าย ทั้งที่ทำงานแก้น้ำท่วมวันละ20ชั่วโมง แต่พอนายอภิสิทธิ์หนีเที่ยวจริงๆ กลุ่มกองเชียร์นายอภิสิทธิ์กลับเห็นอกเห็นใจว่าให้ไปพักผ่อนมั่ง

ขณะที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.ประชาธิปัตย์ เงาของนายอภิสิทธิ์กล่าวปฏิเสธว่านายอภิสิทธิ์ไม่ได้เดินทางไปอังกฤษตามข่าว โดยให้สัมภาษณ์ไทยรัฐออนไลน์ ในวันนี้ ยังอยู่ที่เมืองไทย กำลังประชุมพรรคแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยเมื่อประชุมพรรคเสร็จก็จะลงพื้นที่ช่วยเหลืิอประชาชนต่อไป

อย่างไรก็ตามนายศิริโชคไม่ได้กล่าวถึงข่าวเรื่องนายอภิสิทธิ์ไปพักผ่อนสุดสัปดาห์ที่มัลดีฟอต่อย่างใด

รายงานสถานการณ์น้ำ 24 ต.ค. 54

ที่มา Thai E-News

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน






สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ GISDATA

From flood2011
ผังเส้นทาง​น้ำ และชั้นควา​มสูง กทม. และปริมณฑล

From flood2011
พื้นที่น้ำ​ท่วมขังและ​ปริมาณการป​ริมาตรน้ำใน​พื้นที่ GISTDATA - 23 ต.ค.


วิเคราะห์สถานการณ์น้ำของดร เสรี ศุภราทิตย์ ทางTPBS 23 ต.ค.



ภาพอนิเมชั่น พื้นที่น้ำท่วมจากภาพถ่ายดาวเทียม GISTDATA วันที่ 18 และ 22 ต.ค.

พท.วอน ปชป.หยุดเล่นการเมือง จี้หยุดด่า "หญิงหน่อย" ขอหันหน้าร่วมแก้วิกฤต จวก กทม.ไม่จริงใจแก้ปัญหา

ที่มา มติชน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทยและ ส.ส.กทม.เขตคลองสามวา กล่าวเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ว่า อยากเรียกร้องผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาน้ำ ท่วมครั้งนี้แบบเป็นวาระแห่งชาติร่วมกับรัฐบาล โดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะเดินทางไปพักผ่อนต่างประเทศที่ประเทศอังกฤษ แต่ก็ขอให้ท่านสั่งการมายังผู้ว่าฯ กทม. และลูกพรรคของท่านให้ระดมสมองช่วยประชาชนในช่วงภัยพิบัติระดับชาติ มากกว่าการใช้ปากพูดอย่างเดียว เพราะ กทม.วันนี้ไม่ใช่แดนสนธยาของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะมาเล่นเกมการเมืองว่า พอน้ำแห้งน้ำไม่ท่วม กทม.ก็คุยเสียงดังบอกว่าเป็นผลงานของ กทม. พอน้ำท่วม กทม.ก็โบ้ยเสียงดังให้รัฐบาล ตนในฐานะผู้แทนฯ กทม.ฝั่งตะวันออกขอเรียกร้องไปยังผู้ว่าฯ กทม.ว่า ในกรณีที่ท่านจะประกาศเตือนภัย ท่านต้องทำอย่างมืออาชีพ เช่น การที่ท่านประกาศให้อพยพใน 7 เขต กทม.ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วประชาชนยังสงสัยทุกวันว่าตกลงวันนี้เป็นอย่างไร ควรทำตัวอย่างไรในขณะนี้ และ 7 เขต ฝั่งตะวันออกที่ว่านี้เป็นทุกตำบลเลยหรือไม่ ให้อพยพขึ้นที่สูงนั้นสูงขนาดไหน


นายจิรายุกล่าวว่า ข้อมูลของ กทม.ก็ประกาศแบบเหวี่ยงแหเอาแน่เอานอนไม่ได้ คิดแต่จะรักษาแต่ฐานเสียงของตัวเองหรือไม่ ส่วนเขตอื่นที่ไม่ใช่ของตัวเองก็ทำแบบลวกๆ จึงขอเรียกร้องให้ กทม.กรุณาลงรายละเอียดและปรับเปลี่ยนข้อมูลทุกวันได้หรือไม่ เพราะสถานการณ์แบบนี้ควรอัพเดตกันทุกวัน ไม่ใช่ประกาศไปแล้ว 7 วันไม่มีการยกเลิกหรือบอกอะไรเพิ่มเติม วันนี้ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ฝั่งตะวันออกเกือบทุกเขตต้องส่งคนไปเฝ้าระวังที่ทิศเหนือของเขตที่น้ำอาจจะ ลงมา และรายงานผ่านวิทยุสื่อสาร เพื่อให้ทีมงานใช้รถแห่หรือใช้เสียงตามสายในชุมชน บอกกับประชาชนทุกวันเพื่อให้ได้รับข้อมูลโดยตรงจาก ส.ส. เพราะขืนรอ กทม.คงไม่ทันการ กทม.ต้องระดมเจ้าหน้าที่จากเขตอื่นๆ เข้ามาทำงานในพื้นที่เสี่ยง เพราะวันนี้มีเขตที่ไม่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมกว่า 30 เขต อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือมีจำนวนมาก


นายจิรายุกล่าวว่า ส่วนการดูแลบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนก็ขอให้เพลาๆ เรื่องการเมืองกันบ้าง ไม่ใช่อะไรที่เป็นเงินของ กทม. ของบรรเทาทุกข์ก็จะผ่านไปยัง ส.ก. ส.ข.พวกของตนเอง เอาไปหาเสียงจนน่าเกลียด บางเขตบางคนเป็น ส.ส.สอบตกยังไปขึ้นป้ายหาเสียงช่วงนี้เรื่องน้ำท่วมเสียอย่างนั้น วันนี้ไม่ใช่เทศกาลหาเสียง แต่เป็นภัยพิบัติของชาติที่ต้องทำงานร่วมกัน ขณะนี้ทีม ส.ส.พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ทุกวัน ทั้งการบรรเทาทุกข์ด้วยสิ่งของนอกเหนือจากของ กทม. ที่หาแทบไม่ได้ เราก็ต้องประสานกับรัฐบาลเองทั้งเรือท้องแบน ทางเดินไม้ เครื่องสูบน้ำ ทราย แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับการทำภาพรวม ด้วยการทำอย่างไรไม่ให้น้ำท่วมเขตที่ตัวเองเป็น ส.ส. อย่างเขตหนองจอกก็ตั้งแนวกระสอบทรายกันน้ำให้ลงคลองกันเอง จากงบฯของ ส.ส. และเขตคลองสามวาก็ร่วมกับ ส.ส.ลำลูกกา ปทุมธานี เฝ้าเตือนภัยระหว่างกัน เขตมีนบุรี ลาดกระบัง คันนายาว และบึงกุ่ม ก็เร่งผันน้ำด้วยเรือเดินเครื่องในคลองแสนแสบกว่าร้อยเที่ยว ซึ่งพวกเราช่วยผู้ว่าฯ กทม.ทุกทาง ทั้งการเจรจากับ ส.ส.ต่างจังหวัดที่เขตติดกันเพื่อผันน้ำบางจุดระหว่างที่ต่ำที่สูง และร่วมกันทำความเข้าใจกับประชาชนที่โดนน้ำท่วมระหว่างกัน ซึ่งก็ช่วย กทม.ได้เป็นอย่างดี


นายจิรายุกล่าวว่า ส่วนการใช้มืออาชีพที่ติดบ้านเลขที่ 111 หรือ 109 นั้น ในส่วนตัวตนเห็นว่าเป็นเรื่องใจแคบสำหรับฝ่ายค้านที่จะวิจารณ์ เพราะวันนี้ประเทศต้องการคนที่มีความรู้ทุกทางมาช่วยกัน มันสมองเหล่านี้เคยผ่านประสบการณ์การแก้ไขปัญหาภัยพิบัติขนาดใหญ่มา แล้วฝ่ายค้านจะอิจฉาตาร้อนไปเพื่ออะไร ทั้งนี้ควรจะส่งเสริมเสียด้วยซ้ำ เพราะวันนี้เป็นภารกิจของชาติที่ต้องใช้แรงขับเคลื่อนมากกว่าใช้ปากแก้น้ำ ท่วม ขอให้พรรคประชาธิปัตย์หยุดเล่นการเมืองบนความทุกข์ของชาวบ้าน ด้วยการป้ายสีให้คนอื่นเสียหาย โดยเฉพาะการเอาคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มาเป็นแพะรับบาป กรณีที่ กทม.ไม่ยอมช่วยระบายน้ำจากด้านเหนือผ่านคูคลองของ กทม.ที่มีจำนวนมาก


"คุณหญิงไม่เคยไปกล่าวหาผู้ว่าฯ กทม.แม้แต่น้อย ที่พูดถึง กทม.ก็พูดเเต่เพียงในหลักการว่า กทม.ต้องยอมให้ระบายน้ำผ่าน กทม. ซึ่งไม่ใช่คุณหญิงสุดารัตน์คนเดียวที่เห็นเช่นนี้ นายปราโมทย์ ไม้กลัด ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม.เองก็เห็นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่ายิ่งเมื่อวานตัวท่านผู้ว่าฯ เองก็ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าที่ผ่านมายังไม่ได้เปิดประตูน้ำให้น้ำระบายผ่าน กทม.ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา กทม.ก็ไม่ยอมเปิดประตูให้น้ำระบายผ่าน กทม.จริงๆ ประชาชนก็รับรู้ เมื่อวาน น.ส.พ.ก็ลงฟ้องด้วยภาพหน้า 1 ที่แสดงให้เห็นระดับน้ำในคลองแสนแสบแห้งขอดถึงขนาดเรือไม่สามารถวิ่งได้มา เป็นสัปดาห์แล้ว ขณะที่ชาวบ้านในเขตคลองสามวา มีนบุรี หนองจอก และลาดกระบัง กลับถูกน้ำท่วมขังมานานนับเดือนแล้ว จากการปิดประตูระบายน้ำของ กทม." นายจิรายุกล่าว


นายจิรายุกล่าวว่า ตนขอเรียกร้องไปยัง พรรคประชาธิปัตย์ และผู้ว่าฯ กทม.ดังนี้ 1.ขอให้พรรคประชาธิปัตย์ หยุดเล่นเกมการเมือง แล้วรวมใจกันช่วยชาวบ้านจะดีกว่า 2.ขอให้ผู้ว่าฯ กทม.ปลอดการเมือง เลิกอิงแอบพรรคประชาธิปัตย์ ชั่วคราวจนกว่าน้ำจะลด 3.ขอให้ผู้ว่าฯ กทม.สั่งการไปยัง ผอ.เขตที่อยู่ในแนวเสี่ยงให้ทำงานบูรณาการกับ ส.ส.พื้นที่ โดยไม่เกี่ยวว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด 4.ขอให้ ส.ส.กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่อยู่ในแนวน้ำท่วมหยุดใช้ปากแก้ปัญหา และหันมาร่วมมือกับ ส.ส.ทุกพรรคการเมืองที่อยู่ในแนวน้ำท่วม 5.ขอให้นายอภิสิทธิ์เดินทางกลับจากการพักผ่อนในต่างประเทศโดยเร็ว เพื่อร่วมแก้ไขปัญหากับรัฐบาล


ด้านนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม.เขตคันนายาว-บึงกุ่ม กล่าวว่า ตนในฐานะเคยเป็น ส.ก.มานาน เห็นได้ว่าวันนี้ กทม.ไม่จริงใจในการแก้ปัญหาร่วมกัน พยายามแยกตนเองออกเป็นเอกเทศ ทั้งที่คนที่อยู่ใน กทม.กว่าครึ่งเป็นคนที่มีญาติพี่น้องอยู่ในจังหวัดที่น้ำท่วม แต่กลับพยายามสร้างป้อมปราการให้กรุงเทพฯ และพยายามโชว์ว่าเป็นผลงาน วันนี้ กทม.ต้องคิดใหม่ทำใหม่ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เช่น ปล่อยน้ำให้ไหลผ่านคลองจำนวนมากใน กทม.บ้าง น้ำเหนือที่มามากปริมาณน้ำก็จะลดลง ไม่ใช่ปล่อยจนคลองใน กทม.แห้งขอด จนเรือโดยสารในคลองแสนแสบวิ่งไม่ได้ เพราะความกลัวเสียคะแนนแบบไม่มีหลักการ หาก กทม.บริหารอย่างมืออาชีพ ก็จะสามารถเป็นฮีโร่ให้คนทั้งชาติได้ เพราะเพียงแค่ท่านปล่อยน้ำผ่าน กทม.ในระดับที่เหมาะสม และเร่งสูบน้ำออกไปยังทะเลตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อน น้ำที่มาทางเหนือก็จะเบาบางและก็จะไม่เกิดปัญหาเหมือนวันนี้


นายพลภูมิกล่าวอีกว่า หากตรวจสอบอุปกรณ์ของ กทม.หลายอย่าง ที่ท่านผู้ว่าฯ สามารถนำมาจัดการกับน้ำตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อน ป่านนี้ก็คงไม่มีปัญหามากนัก เพราะดูจากข้อมูลแล้ว กทม.สามารถระดมรถดับเพลิงที่มีเครื่องสูบน้ำ รถสูบน้ำทั้งใหม่และเก่าที่สั่งซื้อมา หากนำมาช่วยกันเร่งสูงออกจาก กทม.ลงทะเล จะสูบได้ถึงชั่วโมงละ 40 ล้าน ลบ.ม. หากคิด 7 วัน เป็น 168 ชั่วโมง เดินเครื่องเต็มที่วันนี้น่าจะสูบน้ำออกทะเลไปแล้วถึงกว่า 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปฏิวัติให้โง่

ที่มา ข่าวสด



เหล็กใน
สมิงสามผลัด



จริงอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าคงไม่มีใครออกมาปฏิวัติตอนน้ำท่วมหนักแบบนี้

ผบ.ทบ.พูดว่า "ใครจะมายึดอะไรได้ตอนนี้ น้ำท่วมจะถึงคอแล้ว คงไม่มีใครโง่ไปทำ ตอนนี้มีอย่างเดียวต้องช่วยประชาชนให้ได้มากที่สุด"

สนับสนุนความเห็นของผบ.ทบ.เต็มประตู

เพราะนาทีนี้ทุกคนต้อง "เลิก ลด ละ" เล่นการเมืองชั่วคราว

ควรหันมาร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จับมือกันปกป้องไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ

ฉะนั้น ไอ้พวกที่คิดฉวยโอกาสจากวิกฤตน้ำท่วม อ้างเป็นเหตุผลเล่นงานรัฐบาลว่าควบคุมสถานการณ์ไว้ไม่อยู่ ไร้ประสิทธิภาพจนประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า

แล้วยุยงปลุกปั่นให้กองทัพออกมายึดอำนาจรัฐประ หาร

ถ้าได้ฟังคำยืนยันจากผบ.ทบแล้วคงต้องพับแผน"ก่อหวอดปฏิวัติ"ลงทันที

ความ จริงแล้วภาพการทำงานของทหาร ไม่ว่าจะเป็นกองทัพไทย ทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ ปรากฏต่อสายตาประชาชนอยู่แล้วว่าทุ่มเททำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยเต็มกำลัง

ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของศปภ.เป็นอย่างดี

พล.อ.ประยุทธ์ร่วมประชุมกับศปภ. ขึ้นฮ.ตรวจวันละไม่รู้กี่เที่ยว

จึงรู้ดีว่ารัฐบาลทุ่มเทปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ในเมื่อกองทัพระดมสรรพกำลังเข้าร่วมมือกู้วิกฤตน้ำท่วมแบบนี้แล้ว

ก็ไม่จำเป็นต้องไปประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่จำเป็นต้องพึ่งกฎหมายกึ่งเผด็จการ

เพราะการแก้ปัญหาของรัฐบาลในตอนนี้สู้กับน้ำ

ไม่ได้สู้รบกับคน ไม่ต้องส่งรถถังไปกระชับพื้นที่

แต่เมื่อเกิดปัญหาผู้ว่าฯกทม.ทำงานไปคนละทิศคนละทางกับศปภ.

ด้วยวาทะของผู้ว่าฯกทม.ที่ว่า "ขอให้ฟังผมคนเดียว" หรือ "ผมรับผิดชอบเฉพาะชาวกทม. แต่ไม่รับผิดชอบต่อคนไทยทั้งชาติ"

ทำให้เกิดปัญหาอยู่ตอนนี้

นายกฯยิ่งลักษณ์จึงแก้ปัญหาด้วยการใช้มาตรา 31 ของพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าควบคุมสถานการณ์

เป้าหลักคือดึงกทม.กลับมาร่วมมือกับศปภ.ให้ได้

ฉะนั้น ไม่ว่าจะมองในมุมไหนก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ยกเว้นพวกที่เสพติดอำนาจจนเคยชินเท่านั้น

น้องสาว"ฟาบิโอ" เปิดเว็บขอข้อมูล ญาติเหยื่อร้องอีก

ที่มา ข่าวสด



ทวงชีวิต - นางนันที และนายราตรี วรรณจักร ชาวกาฬสินธุ์ พ่อแม่นายชัยยันต์ วรรณจักร อายุ 21 ปี เหยื่อสลายคนเสื้อแดง เมื่อ 14 พ.ค. 53 ออกมาทวงความเป็นธรรมให้ลูก เรียกร้องเอาคนผิดมาลงโทษ

น้อง สาว"ฟาบิโอ"ช่างภาพอิตาลีหนึ่งใน 91 ศพสลายการชุมนุมเปิดเว็บเพจในเฟซ บุ๊ก เผยแพร่ภาพที่พี่ชายถ่ายไว้ระหว่างการชุมนุม และต้อง การให้บุคคลที่ทราบรายละเอียดมาให้ข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนญาติเหยื่อ 91 ศพร้องทุกข์อีกรายเป็นพ่อแม่หนุ่มกาฬสินธุ์ มาทำงานในกรุงเทพฯ เผยลูกไม่เคยไปร่วมชุมนุมแต่ต้องเดินผ่านจุดชุมนุมเพื่อไปทำงาน จนสุดท้ายถูกยิงตาย จี้"อภิสิทธิ์-สุเทพ"ออกมาแสดงความรับผิดชอบ และต้องการให้รัฐบาลเร่งหาคนสั่งการสลายการชุมนุมมารับโทษ

ความคืบ หน้าการทวงยุติธรรม 91 ศพเหยื่อสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.อลิซาเบตตา โปเลงกี น้องสาวของนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลีที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 โพสต์ข้อความในเว็บไซต์เฟซบุ๊กของพี่ชายที่ใช้ชื่อว่า "Fabio Polenghi reporter" เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักนายฟาบิโอมากขึ้น

โดยข้อความดัง กล่าวเชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บเพจที่ใช้ชื่อว่า "Who is this man?" หรือ "ชายผู้นี้เป็นใคร" ซึ่งน.ส.อลิซาเบตตาทำขึ้นราววันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติและผลงานของนายฟาบิโอซึ่งน.ส. อลิซาเบตตาระบุว่า เหตุผลที่ทำเฟซบุ๊กนี้เพื่อต้องการให้เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนคดีด้วยความ เชื่อว่าพี่ชายเป็นบุคคลเดียวที่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในวันที่มีการ สลายการชุมนุม และหวังว่าจะมีบุคคลอื่นเข้ามาให้ข้อมูลเบาะแสต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อค้นหาความจริงว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับพี่ชายที่หายไป รวมถึงรูปภาพจากเมมโมรี่การ์ดของกล้องนายฟาบิโอ ซึ่งมีความหมายต่อครอบครัวมาก

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดกาฬสินธุ์เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 169 หมู่ที่ 11 บ.ยอดแกง ต.ยอดแกง อ.นามน จ.กาฬ สินธุ์ เพื่อพบนางนันที วรรณจักร อายุ 52 ปี และนายราตรี วรรณจักร อายุ 56 ปี แม่และพ่อของนายชัยยันต์ วรรณจักร หรือต้น อายุ 21 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2553

นางนันทีกล่าวว่า ลูกชายไปทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหาร ซอยสุขุมวิท 24 ซึ่งลูกชายไม่เคยไปร่วมชุมนุมทางการเมือง เพียงแต่ชอบติดตามข่าวการเมืองเนื่องจากเป็นการต่อสู้ของกลุ่มคนรากหญ้าที่ ต้องการจะเรียกร้องประชาธิปไตย และทุกๆ วันตนและสามีก็จะเปิดโทรทัศน์เพื่อติดตามข่าวโดยเฉพาะในช่วงที่ทหารเริ่มที่ จะเข้าสลายการชุมนุม

นางนันทีกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาพยายามติดต่อพูดคุยโทรศัพท์กับลูกชายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตือนสติให้ระมัดระวังเพราะเส้นทางการทำงานจะต้องผ่านจุดที่มีการ ชุมนุมเกือบทุกวัน แต่แล้วในช่วงของวันที่ 13 พ.ค. 53 ซึ่งมีข่าวเรื่องของการปะทะระหว่างทหารกับประชาชน จนเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ติดต่อกับลูกชายอีกครั้ง ตอนแรกติดต่อไม่ได้แต่สักพักมีเสียงผู้หญิงรับแจ้งว่าเป็นพยาบาลแต่จำไม่ได้ ว่าอยู่ร.พ.ไหน จนวันที่ 14 พ.ค. แพทย์โทรศัพท์มาบอกว่าลูกชายเสียชีวิตแล้ว มีบาดแผลถูกยิงเข้าที่ท้อง

"บอกตามตรงหลังจากที่ได้รับโทรศัพท์ไม่ เชื่อจริงๆ ว่าลูกชายเสียชีวิต เพราะลูกชายไม่เคยเข้าไปร่วมชุมนุมแน่นอน แต่เมื่อเกิดขึ้นรู้ว่าผลที่ออกมาจากการสลายการชุมนุมเสมือนเป็นการเปิดเกม ไล่ล่าฆ่ากันให้ตายอย่างไม่มีเหตุผล" นางนันทีกล่าวและว่า ช่วงไปติดต่อรับศพลูกชายที่โรงพยาบาล ใบชันสูตรระบุว่าถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงจนเสียชีวิต และได้นำศพกลับมาบำเพ็ญกุศลที่บ้านที่จังหวัดกาฬสินธุ์ในทันทีท่ามกลางความ เสียใจของญาติพี่น้องทุกคน

ด้านนายราตรี พ่อผู้ตายกล่าวว่า ลูกชายเป็นเด็กที่เชื่อฟัง สั่งอะไรก็จะไม่ขัด อีกทั้งที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กเป็นคนเรียนดี ไม่มีประวัติเสียหาย และต้องการที่จะดิ้นรนหาเงินกลับไปเลี้ยงพ่อแม่ จึงต้องการให้รัฐบาลหาผู้ที่ยิงลูกชายไปดำเนินคดี อีกทั้งต้องการให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ความสูญเสียของครอบครัว เพียงเพราะต้องการที่จะแย่งชิงอำนาจที่ได้เอาประชาชนไปเป็นตัวตัดสินปัญหา

"ผม ต้องการให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาแสดงความรับผิดชอบ และเป็นไปได้ต้องการให้รัฐบาลหาคนที่ออกคำสั่งสลายการชุมนุม เพราะการสลายการชุมนุมเป็น การกระทำที่บ้าคลั่ง ไม่คิดว่าคนเป็นคน คิดแต่ว่าคนที่เคลื่อนไหวเป็นศัตรู"

นางนันทีกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ที่ผ่านมาได้รับการเยียวยาจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกฯ เป็นเงิน 50,000 บาท จากรัฐบาลจำนวน 500,000 บาท จากผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ 30,000 บาท และจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จำนวน 50,000 บาท แต่ไม่ว่าจะมีการเยียวยาอย่างไรก็ไม่เท่ากับชีวิตของลูกชายที่เสียไป แม้จะให้เงินเป็นล้านก็ไม่ต้องการแต่เมื่อเป็นเหตุการณ์แห่งประชาธิปไตยก็ ต้องการให้รัฐบาลและทุกฝ่ายจดจำปัญหาความสูญเสียของในแต่ละครอบครัว ที่สำคัญก็ขอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี พอกันทีกับการเล่นละครแย่งอำนาจ และควรให้ทุกฝ่ายยุติคำว่าสีเสื้อเพราะทั้งหมดคือเกมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ โค่นล้มอำนาจกันเอง