WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 26, 2011

แม้น้ำจะท่วม กทม. แต่หาก พรรค ปชป.หยุดพูดหยุดวิจารณ์ สักพัก ความเครียดคนจะน้อยลง

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

น้ำท่วมก็เครียดกันพอแล้ว รอลุ้นอยู่ว่าจะเข้าบ้านตัวเองเมื่อไหร่ จะอพยพเมื่อไหร่ จะหาสะเบียงเพิ่มได้ไหม จะอุดน้ำได้หรือไม่ แค่นี้มันก็เครียดกันพออยู่แล้ว

แต่ต้องมาฟังน้ำลาย ไร้สาระของพวกพรรคประชาธิปัตย์ พวกสะลิ่ม อีก มันยิ่งหงุดหงิดหนักขึ้น ประชาชนคงระเบิดเข้าสักวัน

การ พูดของพรรคเปรตนี้ "ปากจะบอกก่อนว่าหวังดี" แต่จริง ๆ คือหวังร้าย ข้อสำคัญ พวกนี้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่จะต้องแก้ไข ตัดสินใจดำเนินการ พูดมาก็มีแต่ทำให้เกิดความหงุดหงิดกันทั่วหน้า

แถลงการณ์ก็ไม่มีอะไรนอกจากด่าคนโน้น โยนความผิดให้คนนี้ เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ไม่มีประโยชน์ต่อสถานการณ์อะไรทั้งสิ้น

ปัญหาวิกฤติภัยพิบัติ ต้องการคำแนะนำของ "ผู้เชี่ยวชาญ" ที่เชี่ยวชาญจริง ไม่ใช่คำแนะนำของนักการเมืองฝ่ายค้านว่าจะต้องทำอย่างไร

ไม่ ต้องสอนคนอื่น ทุกคนโตแล้ว เขาต้องการข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเขาก็จะต้องเสนอปัญหา ทางเลือกต่างๆ ผลดีผลเสียของแต่ละทางเลือก

นักการเมืองที่มีตำแหน่ง เช่น นายกฯ และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ เขาก็มีหน้าที่ตัดสินใจเมื่อเห็นข้อเสนอ และทางเลือกของผูเชี่ยวชาญแล้ว

ไม่ มีใครฟัง ความเห็นของ สส.ฝ่ายค้าน ทีไม่ใช่ทั้งผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ไม่มีข้อมูล มีแต่ "เป้าหมายทางการเมืองในการทำลายฝ่ายตรงข้าม"
คำแนะนำของฝ่ายค้าน หัวหน้าฝ่ายค้าน จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ
ยกเว้นว่า บ้านคุณเดือดร้อนอย่างไร ในฐานะตัวแทนเขตนั้น ก็มาเสนอปัญหาได้

ไม่ ใช่มาแนะนำวิธีตัดสินใจ วิธีทำงาน วิธีแก้ปัญหา พวกคุณไม่มีข้อมูลปัจจุบันที่ทันการ ไม่มีความรู้ความเชียวชาญด้านนั้น มีแต่ความเห็นท่วไป ที่ไม่ต่างจากคนเดินถนนทั่วไป


หากหุบปากกันสักพัก วิกฤติมันจะน้อยลง

มาตรา 31

ที่มา มติชน



โดย ฐากูร บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2554)

ใครที่เรียกร้องให้รัฐบาลประกาศใช้ ′พ.ร.ก.ฉุกเฉิน′ อาจจะผิดหวังไปนิดหน่อย

เมื่อนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดสินใจประกาศใช้มาตรา 31 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแทน

เป็นกฎหมายที่ใช้บริหารงานในภาวะฉุกเฉินโดยไม่ต้องประกาศเป็นภาวะฉุกเฉิน

อย่างน้อยก็ทำให้ไม่เสียบรรยากาศด้านเศรษฐกิจ หรือไม่ทำให้เกิดปัญหาและข้อถกเถียงในเรื่องการประกันภัยภายหลังน้ำลด

แต่ถามว่าทำไมต้องประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้

ประเด็นก็มีอยู่แค่ว่า จัดการกับปัญหาน้ำจำนวนมหาศาลว่ายุ่งยากอยู่แล้ว แต่จัดการกับเรื่องของคนด้วยกันยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่

ไม่ว่าจะกับประชาชนหรือนักการเมือง

เพราะไม่ได้ทำงานมาต่อเนื่องเรื่องทำความเข้าใจกับชาวบ้านแต่ต้น

คนที่ต้อง ′เสียสละ′ มาตลอด ก็มีสิทธิตั้งคำถามว่า ทำไมเขาต้องสังเวยชีวิตและอนาคตให้กับคนอีกจำนวนหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

ที่จนป่านนี้ยังไม่รู้ว่าหน้าตาของน้ำท่วมเป็นอย่างไร

นอกจากในจอทีวี

และเพราะพูดจากัน ′คนละภาษา′ กับพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งกัน ′การประสานงาน′ ก็กลายเป็น ′การประสานงา′

กว่าจะทำให้กลับมาพูดเรื่องเดียวกันได้ ก็ไม่รู้ว่าสายไปแล้วหรือเปล่า

และที่สาหัสไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ การพูดจาคนละภาษา กับคนในพรรคเดียวกันเอง

เอโพดำในสำรับตัวเองทั้งสิ้น

มี ′พนังที่มองไม่เห็น′ คอยปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง เหมือนกับคันกั้นน้ำของแต่ละพื้นที่ ซึ่งตั้งขึ้นมาด้วยความหวังว่า น้ำจะไม่เข้าบ้านฉัน

แต่จะไปบ้านเธอหรือเปล่าไม่รู้

เมื่อเห็นแต่ภาพเล็กไม่เห็นภาพใหญ่

การบริหารจัดการก็อลหม่าน จนกระทั่งวิกฤตคุกคามเข้ามาจ่อคอหอย จึงได้รู้สึกว่า

หนนี้ไม่ใช่จะเอาตัวรอดยังไง แต่จะช่วยกันยังไงให้น้ำและวิกฤตผ่านไปเร็วที่สุดและกระทบกระเทือนน้อยที่สุด

ความ เป็นจริงของวันนี้บอกกับเราทุกคนว่า ลำพังแค่ปัญหาน้ำจำนวนมหาศาลที่สังคมไทยไม่เคยเผชิญหน้ามาก่อน ก็จัดการให้ลดหรือหมดไปด้วยหลักวิชายากยิ่งอยู่แล้ว

ถ้าการตัดสินใจแก้ปัญหา ยังมีประเด็นการเมืองเข้ามาสอดแทรก ยังลูบหน้าแล้วปะจมูกคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง

ก็เอวัง

วันนี้ ให้รักและผูกพันกันขนาดไหนก็ต้องพูดจาด้วยภาพรวมของปัญหา ด้วยงาน ด้วยวัตถุประสงค์ของการแก้ปัญหาที่เป็นเอกภาพและด้วยภาษาเดียวกัน

ในวาระที่มีทุกข์คนครึ่งประเทศเป็นเดิมพัน

ไม่มีที่ว่างให้สำหรับความไร้สาระใดๆ ทั้งสิ้น

มาตรา 31 ไม่ได้แก้ปัญหานี้ทั้งหมด แต่เป็นแค่สัญญาณเตือนให้รู้ว่า

วาระของความเป็นตายมาถึงแล้ว

การเมือง"ใต้กระแสน้ำ "เพื่อไทย"ติดกับดักตัวเอง

ที่มา มติชน


นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต แฉของบริจาคถูกติดป้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้บริจาค


มติชน 26 ตุลาคม 2554

"ถ้าเป็น ส.ส.และข้าราชการการเมืองที่เป็นแกนนำเสื้อแดง

สามารถเบิกจ่ายถุงยังชีพได้ถึงคนละ 5,000 ถุง

แถมมีรถจัดส่งถึงที่หมายด้วย"


ยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็น "ประสิทธิภาพ" ของกระแสการเมืองที่อยู่เหนือกระแสน้ำท่วม และเป้าหมายของการติเตียนและติติงว่า "ล้มเหลว" ในการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าก็คือรัฐบาล

วันนี้เสียงผู้ประสบปัญหาเดือดร้อนเพราะน้ำท่วมขังเริ่มขยับเข้ามาส่ง เสียงดังใกล้หูรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เต็มที หลังจากผู้รับผิดชอบได้ออกประกาศเตือนและแถลงการณ์ นับถอยวัน "กระจายความทุกข์" ให้คนเมืองกรุงได้สัมผัสกับบรรยากาศน้ำท่วมกันแล้ว

ขณะที่ชายฉกรรจ์ผมเกรียนเรือนพันเรือนหมื่นนายจากเหล่าทัพต่างๆ กำลังขะมักเขม้นในการกรอก-ขนกระสอบทรายสร้างแนวกั้นน้ำ ขับรถยีเอ็มซีคันโตออกตระเวนรับผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในบ้านพัก ...ปรากฏว่าบรรดานักการเมืองที่ชูมือหรา หาเสียงว่าจะขออาสา "บำบัดทุกข์บำรุงสุข" ให้ประชาชนเพื่อแลกคะแนนเสียง ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา กลับใช้ "คำพูด" ทำงานแทนเสียมากกว่า

และเมื่อสถานการณ์เมืองกรุงใกล้จะจมอยู่ในบาดาลเหมือนจังหวัดตอนบนอื่นๆ ที่ประสบมาแล้ว ก็ยิ่งเห็น "ตัวจริง" ของผู้แทนมากขึ้น !!

พักเรื่องปัญหาต่างคนต่างชี้นิ้ว "โทษกันไปมา" ระหว่างรัฐบาลกลางของพรรคเพื่อไทย กับการทำงานในแนว "ปะทะ" มากกว่า "ประสาน" ของผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ใต้ปีกของพรรคประชาธิปัตย์เอาไว้ก่อน เพราะเชื่อว่าท้ายที่สุดเรื่องนี้ย่อมพิสูจน์ได้ด้วยวลี "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา"

แต่สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าและมีความเร่งด่วนมากถึงมากที่สุดในการเยียวยา ผู้ประสบภัยที่ในเบื้องต้นที่ยังติดอยู่บ้านพักของตัวเอง ขาดแคลนเครื่องใช้อุปโภคบริโภคทุกประการ และแถมยังมี "ขโมยขึ้นบ้าน" เป็นอีกภัยหนึ่งที่มาจากมือมนุษย์ที่มาซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีกนั้น

กลับพบว่าการขับเคลื่อนเข้าคลี่คลายปัญหากลับเป็นว่า "ไร้กระบวนท่า"

ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ หากเป็นเขตหรือชุมชนที่ "ผู้แทน" อยู่ในอำนาจ ไม่ใช่พวก "ส.ต.หรือสอบตก" ก็จะได้รับการดูแลที่รวดเร็วกว่า พร้อมกับมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ครบครันมากกว่า ไม่เช่นนั้นคงไม่มีเสียงสะท้อนของ ส.ต.หลายคน ออกมาบ่นแกมตัดพ้อกับแกนนำชุมชนในพื้นที่น้ำท่วมว่าถ้าเป็น ส.ส.ก็คงช่วยได้มากกว่านี้

ขณะเดียวกันในหมู่ของพรรคร่วมรัฐบาล หรือภายในพรรคเดียวกันก็มี "ปัญหาเชิงซ้อน" ขึ้นมาด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นจากการกระทบกระเทียบของสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลที่พาดพิงถึง "ผู้มีอิทธิพล" เหนือกรมชลประทาน ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวในการพร่องน้ำลงทะเล

และล่าสุดภายในพรรคเพื่อไทยก็เกิดอาการ "ฝีแตก" อันเนื่องมาจากการได้รับปฏิบัติที่แตกต่างกันระหว่าง ส.ส.เพื่อไทย ค่ายเสื้อแดง กับ ส.ส.เพื่อไทยเกิดขึ้น

ที่ ศปภ. ท่าอากาศยานดอนเมือง มีสิ่งของ เครื่องใช้ที่จำเป็นซึ่ง ศปภ.ได้รับบริจาคมาจำนวนมาก แม้จะมีการทยอยนำไปแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยแล้ว แต่ที่เห็นด้วยสายตาก็ยังมีเรือและสิ่งของที่จำเป็นวางกองอยู่พร้อมกับเขียน ชื่อ "ผู้จอง" ไว้เสร็จสรรพ

"ฉลอง เรี่ยวแรง" ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ซึ่งพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วม มีชาวบ้านเดือดร้อนรอคอยความช่วยเหลือด้วยเช่นกัน ได้ไปติดต่อขอเบิกสิ่งของไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ ศปภ. โดยได้ถุงยังชีพ 500 ถุง จากที่ขอไป 2 พันถุง

ในชั้นแรกอาจจะเข้าใจได้ว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องกระจายความช่วยเหลือไปในที่ต่างๆด้วย เพียงข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนี้ เพราะ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทยผู้นี้ ระบายความอึดอัดใจว่า ถ้าเป็น ส.ส.และข้าราชการการเมืองที่เป็นแกนนำเสื้อแดงสามารถเบิกจ่ายถุงยังชีพได้ ถึงคนละ 5,000 ถุง แถมมีรถจัดส่งถึงที่หมายด้วย

"ทุกวันนี้ผมไม่รู้ว่าเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย หรือพรรคเสื้อแดงกันแน่" เป็นคำกล่าวของ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ชื่อ "ฉลอง เรี่ยวแรง"

ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพาดพิงถึงการดูแล "เสื้อแดง" ดีกว่าคนอื่นๆ เพราะตั้งแต่กระจายตำแหน่งข้าราชการการเมืองที่คนเสื้อแดงได้ปูนบำเหน็จ มาจนถึงการดูแลผู้ประสบภัยก็ยังมีการยืนยันว่าดูแลดีกว่า

พรรคประชาธิปัตย์เคยกระทุ้งรัฐบาลว่าอย่า ดูแลเฉพาะคนเสื้อแดง ขอให้กระจายไปยังคนกลุ่มอื่นด้วย ก็ถูกสวนกลับว่า "เล่นการเมือง" บนความเดือดร้อนของประชาชน กับครั้งนี้ที่คนใน "พรรคเสื้อแดง" ออกมาพูดเอง แกนนำพรรคไทยคงหาข้อแก้ตัวลำบาก



นปช.ชี้แจง ช่วยน้ำท่วมโดยสุจริตใจ

ไม่ไหวจะเคลียร์กับกทม.เช็คทางออกพ้นเมืองหลวงมุ่งหน้าเหนือ-อีสานได้ที่นี่

ที่มา มติชน






ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ว่า เว็บไซต์ สำนักบริหารบำรุงทาง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม www.doh.go.th ได้ขึ้น รูปภาพแผนที่แสดงทางออกจากกรุงเทพฯ สู่ภาคเหนือ และภาคอีสาน ลงข้อมูลวันที่ 26 ตุลาคม 2554 เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวมถึงจังหวัดอื่นๆที่ ต้องการจะเดินทางออกต่างจังหวัดในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมโดยรอบขณะนี้

‘ยิ่งลักษณ์’สั่งตรึง3จุดหลักกั้นน้ำเข้ากรุง รับคุมน้ำท่วมกรุงเทพได้50:50 ต้องทน2สัปดาห์ถึง1เดือน

ที่มา มติชน

ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าในส่วนของ ศปภ.จะยังไม่มีการย้ายที่ทำการ เพราะต้องการให้อยู่ดูแลประชาชน เมื่อถามว่ามีรายงานจุดแตกเพิ่มในรอยต่อของกทม.หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อย่างเมื่อวันที่ 25 ตค.ที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จในการใช้ถุงทรายขนาดใหญ่ลงไปอุดรอยชำรุดที่ เมืองเอก แต่ก็ยังมีจุดอื่นแตกเพิ่ม และวันเดียวกันนี้ก็จะมีการนำเข้าถุงทรายขนาดใหญ่ถ้าเป็นไปตามเป้าหมาย สถานการณ์ก็จะดีขึ้นบ้าง วันนี้น้ำเป็นพายุมหึมามากและมีปัจจัยใหม่ๆเข้ามาเพิ่ม ดังนั้นก็ต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหาให้ได้ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องยาก คงต้องมีน้ำไหลเข้ามาในพื้นที่กทม.บ้างแต่เราก็จะพยายามทำให้น้ำนั้นไหลผ่าน ให้เร็วที่สุดสิ่งที่เราพยายามทำวันนี้คือการชะลอเพื่อไม่ให้น้ำทะลักเข้ามา อย่างรุนแรงจนประชาชนเตรียมตัวไม่ทัน เราพยายามชะลอเพื่อให้น้ำมีเวลาไหลลงผ่านตามท่อระบายน้ำของกทม. แต่ด้วยศักยภาพระบบสูบน้ำของกทม.เพียงจังหวัดเดียวเท่ากับของกรมชลประทาน ทั้งประเทศก็หวังว่าจะสามารถช่วยได้ในบางส่วน

เมื่อถามว่าเท่าที่ ประเมินน้ำจะทะลักเข้าท่วมพื้นที่กทม.100 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จุดใหญ่ที่เราป้องกันไว้ทั้ง 3 จุด ทั้งฝั่งตะวันออก ด้านทิศเหนือ บริเวณประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ และฝั่งตะวันตก บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาถ้าเราสามารถกั้นได้สถานการณ์ก็จะดีขึ้น แต่ถ้าจุดใดจุดหนึ่งไม่สามารถป้องกันได้น้ำก็จะท่วมในบริเวณดังกล่าว แต่ถ้าเลวร้ายคือทั้ง 3 จุดไม่สามารถดำเนินการป้องกันได้น้ำก็จะท่วมพื้นที่กทม.ทั้งหมด แต่ถ้าบางส่วนเรายังรักษาไว้ได้น้ำก็จะไม่ท่วมพื้นที่กทม.ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ระดับน้ำก็คงจะมีความสูงไม่เท่ากันเริ่มตั้งแต่ 10 ซม.ถึงเมตรกว่า เส้นทางคมนาคมก็จะมีทางด่วน มีทางโทลล์เวย์ที่ยังสามารถใช้การได้


เมื่อถามว่าโอกาสที่ 3 จุดคันกั้นน้ำ กทม.จะพังมีมากแค่ไหน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นไปอย่างที่พล.ต.อ.ประชาระบุไว้ คือ 50:50 แต่ในความเป็นจริงของการทำงาน เจ้าหน้าที่ทำมากกว่า 50 พยายามทำทุกวิถีทาง วันนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน กองทัพ กทม.ต่างก็เข้ามาช่วยกัน รวมทั้งตำรวจด้วย
“ในจุดต่างๆของบางพื้นที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ทาง การแจ้งเตือน ขอให้เวลา 1 วันน้ำจะเข้ามาแน่นอนหรือในบางพื้นที่ที่อยู่ติดชิดกับแม่น้ำ ก็ขอให้รีบอพยพหรือขนย้ายสิ่งของภายใน 3 ชั่วโมง”นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามว่าถ้าสถานการณ์รุนแรงที่สุดประเมินว่ากทม.จะมีภาวะน้ำท่วมขัง กี่วันถึงจะระบายลงสู่ทะเลได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่สามารถพูดได้ต้องขอทำงานก่อนเพราะยังไม่รู้ระบบการระบายน้ำของกทม.ก็ ประมาณว่าจะอยู่ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือนแต่สถานการณ์จะไม่รุนแรงเหมือนพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะต้องถือว่าชาวต่างจังหวัดได้รับความทรมานมากกว่าใช้เวลา 2-3 เดือน และระดับน้ำก็สูงมาก ซึ่งในพื้นที่เขตชั้นในของ กทม.เรายังมีความมั่นใจมากกว่า 50 เปอร์เซนต์ ว่าจะป้องกันได้ โดยตั้งแต่ประตูจุฬาลงกรณ์ ใช้กำลังของกองทัพประมาณพันกว่านายร่วมกับ กทม.ตรวจเวรยามตลอด รวมทั้งการซ่อมจุดรั่วซึม

เพราะหากปล่อยให้ประตูจุฬาลงกรณ์มีปัญหาน้ำจะเข้าสู่กรุงเทพฯชั้นใน แม้จะมีคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริอีกชั้นก็ตาม ขณะนี้ได้ใช้คนเฝ้าในทุกๆจุดและให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจตามจุดตลอดเวลาและ ส่งข้อมูลมาให้หน่วยประเมิน เพื่อให้รู้ว่าสถานการณ์เกิดอะไรขึ้น โดยคณะกรรมการที่ประเมินสถานการณ์ที่มีนายรอยล จิตรดอน นายวีระ วงศ์แสงนาค และดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นทีมงานที่ติดตามน้ำในแต่ละจุด


เมื่อถามว่า มีการประเมินว่าน้ำทะเลจะขึ้นสูงสุดประมาณ 2.65 เมตร แต่คันกั้นน้ำของ กทม.สูงเพียง 2.50 เมตร จะรับมืออย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องใช้วิธีการเร่งระบายน้ำในส่วนชั้นในออกไปให้มากที่สุดให้เต็มที่ อาจจะมีบ้างที่น้ำจะกระฉอกล้นเข้ามาในพื้นที่ จึงขอเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำให้เร่งขนย้ายของมีค่าขึ้นที่สูง

จ้องทำลาย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



เรียกร้องกันมาตลอดว่า หากประเทศจะฝ่าวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ไปได้

ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันทุกฝ่าย

ตอนนี้ก็ยังต้องจับตากันด้วยใจระทึกว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ หรือไม่

ถ้าเกิดน้ำท่วมจริงๆ จะท่วมพื้นที่ใดบ้าง ท่วมสูงขนาดไหน และท่วมนานแค่ไหน

ดูจากการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นที่ยอมรับในเรื่องความตั้งใจและทุ่มเท

จะมีบกพร่องบ้างก็คงเป็นเรื่องการประชาสัมพันธ์ที่ช่วงแรกๆ สับสนพอสมควร

กับปัญหาเรื่องการทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. ที่ไปกันคนละทิศคนละทางกับศปภ.

แต่ตอนนี้ก็ถือว่าเข้าที่เข้าทางแล้ว หลังนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศบังคับใช้พ.ร.บ.ปภ. มาตรา 31

รวมอำนาจสั่งการไว้ที่นายกฯ ในกรณีภัยพิบัติร้ายแรง

ความจริงการที่รัฐบาลต่อสู้กับมวลน้ำก้อนมหึมาก็ถือว่าหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว

แต่ยังต้องมีเจอกับขบวนการจ้องล้มรัฐบาล พวกแมลงสาบ แก๊งซ่าหริ่ม ฯลฯ

ใช้โลกอินเตอร์เน็ตโจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้น

ความจริงหากจะวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาน้ำท่วมก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่ทุกวันนี้กลับเป็นการโพสต์ทำลาย ปล่อยข่าวลือ ดิสเครดิตนายกฯ

บอกว่าไม่ยอมแก้น้ำท่วมเอาเวลาไปดูคอนเสิร์ตบ้าง

เอารูปผู้หญิงหน้าตาคล้ายยิ่งลักษณ์กำลังซดเหล้ามาโพสต์ทำลายบ้าง

เอารูปสมัยยิ่งลักษณ์ใช้มือถือถ่ายรูปเล่นตอนนั่งฮ.หาเสียงเลือกตั้งส.ส.มาโพสต์ทำนองว่าตรวจน้ำท่วมแล้วยังทำเป็นเล่นอีก

เอารูปน้ำท่วมใหญ่ที่ฟิลิปปินส์เมื่อปี"09 มาโพสต์กันกระหึ่มว่าเป็นน้ำท่วมรังสิตตอนนี้

ทำเอาคนแตกตื่นกันพอสมควร

นอกจากนี้ยังมีบางสื่อออกข่าวโจมตีทำนองว่าคนที่จะเข้าไปเป็นอาสาสมัครที่ศปภ.ดอนเมือง ต้องสวมเสื้อแดง

ว่ากันไปนั่น

ยังมีพิธีกร "หน้าแคบ-ใจแคบ" คนเดิม ทำหน้า โฮมเพจตัวเองโจมตีรัฐบาล เอาใจพวกซ่าหริ่มขวาจัด

แต่กลับใช้มุขสกปรก ลามกอนาจาร

สะท้อนถึงสติปัญญา-จิตสำนึกของคนทำจริงๆ

เห็นแล้วอเนจอนาถใจ

รัฐบาลชุดนี้ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเข้าแก้ปัญหาน้ำท่วม ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

กลับต้องมาผจญกับพวกบ่อนทำลายแบบนี้

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 26/10/54 ภัยสะเทิ้นน้ำ...สะเทิ้นบก..

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


ร้อยปัญหา สารพัด อัดทับทม
วิโยคตรม ทั่วถิ่น แผ่นดินสยาม
ภาพรอยยิ้ม เคยเลื่องชื่อ ระบือนาม
กลับลอยตาม น้ำหลาก พรากไปไกล....


มีทั้งภัย สะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบก
ทำจิตตก หมองหม่น จนหวั่นไหว
จ้องใส่ร้าย ป้ายสี ฝีมือใคร
แผนจัญไร คนอำมหิต จิตโสมม....


ปล่อยข่าวลือ สนั่นเมือง กุเรื่องเท็จ
จนสำเร็จ แผนทราม ตามทับถม
ให้ลิ่วล้อ สื่อชั่ว ยั่วอารมณ์
จนสาสม แบ่งแยก แตกยับเยิน....


ส่วนพ่อค้า หน้าเลือด เตรียมเชือดต่อ
พวกสอพลอ ก็ดาหน้า พาสรรเสริญ
ทั้งกักตุน สารพัด ยัดกันเพลิน
มันเลวเกิน จะสรรหา มาบรรยาย....


กี่ร้อยพัน ภัยพาล มารคอยซัด
เหมือนเร่งรัด เร่งรีบ ให้ชิบหาย
สักวันหนึ่ง มันลอยคอ รอวันตาย
ไม่อยากทาย วันชาวประชา..เหยียบหน้ามัน....


๓ บลา / ๒๖ ต.ค.๕๔

บึ้มป่วนเมืองยะลาวันครบ7ปีตากใบ เกือบ20จุด ตาย 3 เจ็บกว่า 50 คน

ที่มา ประชาไท

ยะลาลุกเป็นไฟ ในวันครบรอบ 7 ปีเหตุการณ์ตากใบ คนร้ายวางบึ้มปวนเมืองเกือบ 20 จุด เบื้องต้นตาย 3 เจ็บ 50 สาหัส 15 ราย
เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. วันที่ 25 ตุลาคม 2554 เกิดเหตุระเบิดขึ้นหลายสิบจุดในเขตเทศบาลนครยะลา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาเจ็บหลายราย โดยจุดแรกเกิดขึ้นบริเวณซอยศรีปุตรา ถนนสิโรรส ย่านตลาดเก่า ห่างจากด่านจุดตรวจตำรวจขุนไว ประมาณ 200 เมตร
พ.ต.อ.กฤษฏา แก้วจันดี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร(ผกก.สภ.)เมืองยะลา หลังได้รับแจ้งเหตุจึงนำกำลังจะเข้าไปตรวจสอบ ปรากฏว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้นครั้งติดๆ กัน เจ้าหน้าที่จึงพยายามปิดพื้นที่และกันให้ประชาชนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของและ รับประทานอาหารในร้านต่างๆ ให้อยู่กับที่ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกระเบิดที่อาจจะมีขึ้นอีก
เหตุระเบิดส่งผลให้กระแสไฟฟ้าดับเป็นเวลากว่า 15 นาที เป็นบริเวณกว้างจนถึงเขตพื้นที่จังหวัดปัตตานี
เจ้าหน้าที่ร่วมกับชุดกู้ภัยได้ช่วยนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลา กันอย่างอลหม่าน เนื่องจากต้องระมัดระวังว่า อาจมีระเบิดเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ด้วย พบว่ามีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้กว่า 50 คน ถูกนำส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลา และมีอาการสาหัส 15 ราย
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า มีจุดเกิดเหตุระเบิด เบื้องต้นรวม 16 จุด จุดแรกเกิดขึ้นที่ซอยศรีปุตรา 1 ถนนสิโรรส ย่านตลาดเก่า ผู้เสียชีวิต 2 ราย หลังจากนั้นทิ้งช่วงกันราว 10 นาที ได้เกิดระเบิดขึ้นที่ปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ถนนเทศบาล 1 เป็นจุดที่ 2
จุดที่ 3 ที่หน้าร้านแซบอีสาน 2 ถนนผังเมือง 6 หลังศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) จุดที่ 4 ที่ร้านข้าวต้มคนจนหัวมุมถนนรวมมิตร หน้าโรงแรมโคล่า จุดที่ 5 หน้าเซ็นจูรี่ผับ โรงแรมปาร์ควิว
จุดที่ 6 สี่แยกซุ้มเบียร์ถนนรวมมิตร จุดที่ 7 หน้าโรงแรมยะลารามา ถนนศรีบำรุง จุดที่ 8 หน้าร้านเก่ง ถนนอาคารสงเคราะห์ ใกล้สำนักงานเขตการศึกษา
จุดที่ 9 หน้าตลาดผลไม้ตลาดเมืองใหม่ ถนนเปรมจิตต์-สุรพันธ์ จุดที่ 10 หน้าร้านฟูดเซ็นเตอร์ ถนนสิโรรส จุดที่ 11 ร้านสะดวกซื้อซอย 11 ถนนผังเมือง 4
จุดที่ 12 ร้านโชว์ไทม์สี่แยกถนนจงรักษ์ จุดที่ 13 หน้าเขตการศึกษา 2 จุดที่ 14 ร้านยะลาเฟอร์นิเจอร์ ถนนสิโรรส จุดที่ 15 ถนนปิติอุทิศ หน้าโรงแรมเทพวิมาน และลูกที่ 16 หน้าตลาดสดผังเมือง 4 ถนนผังเมือง 4
จากตรวจสอบพบว่า คนร้ายวางระเบิดในรถจักรยานยนต์ หรือจักรยานยนต์บอมบ์ และระเบิดแสวงเครื่องบรรจุกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมชนิดตั้งเวลา โดยเจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ได้อีกหลายจุด
สำหรับเหตุระเบิดจุดที่ถนนศรีปุตรา 1 เกิดขึ้นบริเวณด้านหลังโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามชื่อดัง มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ราย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เข้าตรวจสอบ แต่คาดว่าผู้เสียชีวิตอาจเป็นคนร้ายที่แอบนำระเบิดไปวาง แต่เกิดความผิดพลาดทำให้เกิดระเบิดขึ้นก่อน
นอกจากนี้มีรายงานว่า พบวัตถุต้องสงสัยที่หน้าโรงเรียนพัฒนาวิทยา ถนนผังเมือง 2 หลังศาลากลางจังหวัดยะลา เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดได้เข้าตรวจสอบพบว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ชนิดตั้งเวลา โดยคนร้ายได้ตั้งเวลาไว้ที่ 22.30 น. จึงเก็บกู้ไว้ได้
เหตุการณ์ป่วนเมืองครั้งนี้ เกินขึ้นในวันครบรอบเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นนำมาสู่การเสียชีวิตระหว่างการสลายการชุมนุม 7 คน และระหว่างถูกขนย้ายมายังค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานีอีก 76 คน
สำหรับรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ประกอบด้วย นายเศรษฐวุฒิ ทองจีน อายุ 17 ปี เสียชีวิตระหว่างการช่วยเหลือ นายซารียะ ดุลยเสรี นายฉลองชัย สายกะทะ นางสร้อยแก้ว หงวนฝัน นายพงษ์เทพ แซ่ซิ้ม นางรีกาญจน์ ไม่ทราบนามสกุล นายสุเทพ ผ่องสุวรรณ นายเจริญ แซ่เล่า นางสุวรรณา ศรีเดช น.ส.ขวัญชนก รักษ์ทอง นางสุภาวดี ทองเพชร นายสุรศักดิ์ สันติธัญญาโชค นายซุลกิพลี ไม่ทราบนามสกุล นางมารีแย สุหลง หญิงไม่ทราบชื่อ
ส่วนผู้บาดเจ็บรายอื่นๆ ได้แก่ ด.ญ.กัลยกร สุวรรณชาตรี นายกัมปนาท สุวรรณชาตรี ด.ญ.ศิริวิภา สายอาทร นายชนา ยานุมาศยุคล นางโสภา วรวัฒนวิชัย นายทรงพล คงนะ นายกิตติพัฒน์ อารีรักษ์ น.ส.จงใจ วงศ์คำอินทร์ น.ส.ณิชิกร มอคำ นางพิไล เลากาวงศ์ น.ส.ขนิษฐา สายยะนะ นายอาชิยา ดุลยเสรี นายโชติวิทย์ สังข์แก้ว นายบุญช่วย สังข์แก้ว นางพงศ์กฤษณ์ แก้ววิจิตร นายอาวุธ ชมจันทร์
หมายเหตุ : เรียบเรียงจาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์

'นิว แมนดาลา' อภิปราย 'พระมหากษัตริย์' ในซีรีส์ตอนสุดท้าย

ที่มา ประชาไท

เว็บไซต์ 'นิวแมนดาลา' ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ที่นำเสนอประเด็นทางสังคม การเมือง วัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ได้นำเสนอตอนสุดท้ายของวีดีโอชุด 'ชาติ ศาสน์ กษัตริย์' ซึ่งเป็นการอภิปรายในหัวข้อ 'พระมหากษัตริย์' กับอนาคตของประเทศไทย

วิทยากรในตอนสุดท้ายนี้ ประกอบด้วย แพทริก โจรี มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ประเทศสิงคโปร์ และ ไทเรลล์ ฮาเบอร์คอร์น มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย





ผู้ชมสามารถเลือกคลิกปุ่ม 'CC' เพื่อเปิดคำบรรยายภาษาไทย

'นิว แมนดาลา' อภิปราย 'พระมหากษัตริย์' ในซีรีส์ตอนสุดท้าย

รายงานสถานการณ์น้ำ 26 ต.ค. 54

ที่มา Thai E-News

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน






วิเคราะห์สถานการณ์น้ำของดร เสรี ศุภราทิตย์ ทางTPBS 25 ต.ค.