WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 27, 2011

ศาลสูงแคนาดาตัดสิน "การแปะลิงก์ไม่ใช่อาชญากรรม"

ที่มา ประชาไท

ศาลสูงแคนาดาตัดสินว่า การแปะลิงก์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทไม่นับเป็นการ สร้างเนื้อหาขึ้น ซึ่งส่งผลให้คุ้มครองผู้แชร์ข้อมูลจากความรับผิด หากว่าเขาโพสต์ลิงก์ที่มีข้อความหมิ่นประมาทโดยไม่ตั้งใจ

คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์นี้มีสาเหตุจากการฟ้องร้องคดีของ เวย์น ครุกส์ เจ้าของบริษัทธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ กล่าวหา จอน นิวตัน บล็อกเกอร์รายหนึ่งว่า ในโพสต์ของเขา มีลิงก์ซึ่งโยงไปสู่ข้อมูลหมิ่นประมาทครุกส์และพรรคกรีนของแคนาดา

ศาลลงความเห็นว่า การลิงก์หรืออ้างถึงข้อมูลหมิ่นประมาทนั้นไม่ได้หมายความว่าลิงก์หรือการอ้างอิงนั้นเป็นการหมิ่นประมาทในตัวมันเอง

"การสื่อสารบางสิ่งบางอย่างแตกต่างอย่างมากจากการเพียงสื่อสารว่าบางสิ่ง มีอยู่จริงหรือที่ไหนที่มันอยู่" คำตัดสินยาว 72 หน้าระบุ " อย่างแรกเกี่ยวกับการกระจายเนื้อหา และควบคุมทั้งเนื้อหา รวมถึงการเข้าถึงของผู้รับสาร ขณะที่อย่างหลังไม่ใช่ แม้ว่าจุดมุ่งหมายของผู้ที่อ้างอิงไปยังเนื้อหาหมิ่นประมาทจะคือการขยายวง ผู้รับสาร แต่การมีส่วนร่วมของพวกเขาหรือเธอก็เป็นเพียงส่วนประกอบของผู้เริ่มเผยแพร่ ไม่ว่าจะอ้างถึงหรือไม่ก็ตาม ข้อมูลที่ อ้างว่ามีเนื้อหาหมิ่นประมาทก็ถูกทำให้สาธารณะเข้าถึงได้ โดยผู้เผยแพร่คนแรกหรือการกระทำของผู้เผยแพร่อยู่แล้ว"

ศาลระบุว่า ไฮเปอร์ลิงก์เป็นการอ้างอิงไปยังเนื้อหาซึ่งผู้ที่โพสต์ลิงก์ไม่ได้เกี่ยว ข้องกับการสร้างเนื้อหานั้นๆ ซึ่งในสหรัฐฯ กรณีเช่นนี้ เขาจะถูกกันออกจากความรับผิดที่อาจเกิดขึ้น

"ข้อเท็จจริงที่ว่าการเข้าถึงเนื้อหาเหล่านั้นผ่านไฮเปอร์ลิงก์นั้นรวด เร็วกว่าเชิงอรรถ ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า ไฮเปอร์ลิงก์โดยตัวมันเองมีความเป็นกลางทางเนื้อหา มันไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ และไม่ได้มีอำนาจควบคุมเหนือเนื้อหาที่มันอ้างถึง" คำตัดสินระบุ

ผู้พิพากษาตัดสินว่าไฮเปอร์ลิงก์ถูกใช้อย่างแพร่หลายและเป็นองค์ประกอบ สำคัญของอินเทอร์เน็ต ในการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล ดังที่อธิบายไว้ในหนังสือ “การคุ้มครองไฮเปอร์ลิงก์และปกป้องคุณค่ารัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในอินเทอร์เน็ต” (Protecting Hyperlinks and Preserving First Amendment Values on the Internet) ซึ่งเขียนโดยแอนจาลี ดาลัล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล

จากการอธิบายของดาลัล ศาลตัดสินว่า การจำกัดการใช้ไฮเปอร์ลิงก์จะสร้างความเสียหายต่อการไหลเวียนอย่างเสรีของ ข้อมูลและเสรีภาพในการแสดงออก

"โดยสรุป อินเทอร์เน็ตจะไม่สามารถเอื้อให้เกิดการเข้าถึงข้อมูล โดยปราศจากไฮเปอร์ลิงก์ การจำกัด คุณประโยชน์ของมัน โดย การทำตามกฎของสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิม จะก่อให้เกิดการจำกัดการไหลเวียนของข้อมูลอย่างร้ายแรง ซึ่งจะส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงออกตามมา" คำตัดสินระบุ " ความน่ากลัวที่เป็นไปได้ของการทำหน้าที่ของอินเตอร์เน็ตอาจเป็นเรื่องที่เลว ร้ายทีเดียว เนื่องจากผู้เขียนบทความดั้งเดิม คงไม่อยากจะเสี่ยงในการรับผิดในการลิงก์เนื้อหาไปยังอีกบทความหนึ่ง ซึ่งเขาไม่อาจควบคุมเนื้อหาที่สามารถเปลี่ยนไปมาได้"

ศาลตัดสินว่า วิธีแก้ที่ดีที่สุดสำหรับโจทก์ในคดีหมิ่นประมาทคือ การค้นหาบุคคลหรือกลุ่มคนที่ต้องรับผิดชอบกับการสร้างและควบคุมการกระทำที่ ถูกกล่าวหา มากกว่าที่จะฟ้องร้องผู้ที่เพียงแค่ลิงก์ไปที่เนื้อหาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์คณะตุลาการจะเห็นตรงกันให้ยกฟ้องคดี แต่ตุลาการบางรายได้เสนอมุมมองที่ต่างออกไปว่าการไฮเปอร์ลิงก์อาจเป็นการทำ ซ้ำข้อมูลหมิ่นประมาท

หัวหน้าตุลาการ บีเวอร์ลีย์ แมคลาชลิน และตุลาการ มอร์ริช ฟิช ตัดสินว่า ไฮเปอร์ลิงก์อาจจะเป็นการหมิ่นประมาทได้ในบางคดี

"การเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทผ่านไฮเปอร์ลิงก์ควรมีการลงความเห็นว่า ข้อความที่ระบุไปที่ลิงก์ดังกล่าวเลือกใช้หรือเห็นด้วยกับเนื้อหาที่ลิงก์ไป หรือไม่ ถ้าข้อความแสดงถึงความเห็นด้วยกับข้อความที่ลิงก์ไป เมื่อนั้น ผู้ที่แปะลิงก์ควรต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาหมิ่นประมาทนั้น" คำตัดสินระบุ (ตัวเน้นตามต้นฉบับ) "จำเลยต้องเลือกใช้หรือเห็นชอบกับถ้อยคำหรือข้อความหมิ่นประมาท แค่การอ้างอิงไปที่เว็บนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้น การลิงก์ของจำเลยซึ่งพิสูจน์แล้วว่าลิงก์ไปยังเว็บที่ไม่มีความผิด แต่ต่อมา มีเนื้อหาหมิ่นประมาท จึงไม่ต้องรับผิด"

ผู้สังเกตการณ์ในคดีนี้ประกอบด้วยสมาคมสิทธิเสรีภาพพลเมืองแคนาดา สหภาพนักเขียน องค์กรด้านสิทธิ องค์กรสื่อ และองค์กรด้านกฎหมายสื่อในแคนาดา

แปลและเรียบเรียงจาก Canada's Supreme Court Protects Hyperlinkers, 20 ต.ค.54
ภาพประกอบจาก
Mykl Roventine (CC BY 2.0)

ร้าวลึกการเมืองเรื่องน้ำท่วมนับถอยหลังพังกันไปข้าง

ที่มา Thai E-News

การ ไม่หยุดปัดแข้งปัดขาแม้ในสภาวะวิกฤตที่สุดของชาติ แสดงให้เห็นถึงความจริงข้อหนึ่งของประเทศไทย ที่ว่าความแตกแยกในสังคมไทยตอนนี้มันบาดลึกยากเยียวยา เสียจนทำให้ ความเชื่อทางการเมือง สามารถอยู่เหนือ ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และ ความฉุกเฉินในการเยียวยาประเทศได้


ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ประชาชนยินดีที่จะทิ้งความแตกแยกไว้ข้างหลัง แล้วจับมือฟันฝ่ามหันตภัยไปด้วยกันอีกต่อไปแล้ว การอาศัยภัยภิบัติของชาติเพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองจึงกลายเป็นสิ่งที่ยอม รับได้ในปัจจุบัน-ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์’ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์


ความขัดแย้งทางการเมืองในหลายปีที่ผ่านมา ยัง "ร้าวลึก" เพราะขนาดน้ำท่วมระดับ "หายนะ" เช่นนี้ ความขัดแย้งก็ยังแสดงออกรุนแรงมาก...ลำพังการชูเรื่อง "ปรองดอง" นี่ มันคงไมใช่คำตอบจริงๆ..
เรื่อง น่าเศร้าคือ ในประวัติศาสตร์ เมื่อมีความขัดแย้งในลักษณะ "มูลฐาน" (fundamental) เช่นที่เรากำลังเห็นในขณะนี้ มันต้องลงเอย หรือ "ยุติ" ลงด้วยการที่ ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง "พัง" ไป-ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
***********

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: แม้แต่หายนภัยของประเทศ ก็ไม่วายถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมือง

‘ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์’ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ เขียนบทความวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมในไทย ที่ได้กลายเป็น ‘อาวุธทางการเมือง’ ที่ฝ่ายตรงข้ามนำมาโจมตีนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และสะท้อนถึงความแตกแยกอันร้าวลึกในสังคมไทย

"แม้แต่หายนภัยของประเทศ ก็ไม่วายถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมือง"

เว็บไซต์ประชาไท แปลจาก Pavin Chachavalpongpun. Even this national disaster is being used as a political weapon. ตีพิมพ์ครั้งแรกในนสพ. The Nation, 26/10/54
http://www.nationmultimedia.com/opinion/Even-this-national-disaster-is-being-used-as-a-pol-30168516.html

เธอมันชะนีปัญญาทึบ

เธอโง่เหมือนควาย, สวยไร้สมอง, บาร์บี้หัวกลวง , ผู้นำหญิงเป็นกาลกิณี ทำให้เกิดหายนะของชาติฯลฯ

นี่คือสิ่งที่เหล่าบรรดาขาประจำชนชั้นกลาง-สูงกำลังเรียกขานนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในเวลานี้

พื้นที่บางส่วนของประเทศไทยได้กลายเป็นทะเลมาระยะหนึ่งแล้ว กรุงเทพฯเองก็กำลังเตรียมตัวรับน้ำก้อนใหญ่นี้ ในไม่ช้ามหานครแห่งนี้อาจจะไม่แคล้วกลายเป็นสระว่ายน้ำยักษ์ ขณะเดียวกันยิ่งลักษณ์ก็กำลังจมจวนขาดใจภายใต้สายวาีรีการเมือง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของมหันตภัยธรรมชาติอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นเกมการเมืองอันบ้าคลั่ง

การวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่อง "ความโง่" กลายเป็นที่แพร่หลายอย่างไม่หยุดหย่อน ภาพลักษณ์ของยิ่งลักษณ์ถูกทำให้กลายเป็นตัวแทนของ "ความโง่" โดยมีเป้าหมายที่เดาไม่ยากคือทำลายความน่าเชื่อถือส่วนตัว และ ทำให้ความพยายามในการแก้ปัญหากลายเป็นเหมือนเรื่องเด็กเล่น

แต่การจะใช้เรื่องของระดับสติปัญหา "ความโง่" มาประเมินผลงานของยิ่งลักษณ์ จะต้องตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าปกติการเมืองไทยเป็นอาณาจักรแห่งคนอัจฉริยะ ซึ่งก็น่าสงสัยว่าแล้วเหตุไฉน ผู้นำในอดีตเกือบทั้งหมดต่างก็ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเรื้อรังอันเนื่องมาจาก ภัยน้ำท่วม

ถ้าเราจะตัดสินยิ่งลักษณ์ด้วยคำสักคำ บางทีคำว่า "อ่อนแอ" น่าจะเหมาะสมกว่าสำหรับการบ่งชี้ภาวะผู้นำของเธอ เป็นเรื่องจริงที่ว่าเธอตอบสนองต่อปัญหาน้ำท่วมได้ช้าไม่ทันท่วงที ถึงแม้การลงพื้นที่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น แต่ในยามวิกฤตอย่างนี้เธอกลับล้มเหลวในการบรูณาการหาทางผ่อนหนักให้เป็นเบา แต่เนื่องจากมันง่ายกว่าที่จะโทษคนอื่นในยามวิกฤต ทุกคนจึงพากันโทษไปที่ยิ่งลักษณ์กับการขาดความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤต ของเธอ

แต่มันยุติธรรมหรือเปล่าทีจะโยนความผิดทั้งหมดไปให้กับยิ่งลักษณ์ เธอควรจะรับผิดเพียงผู้เดียวต่อผลจากอุทกภัยครั้งประวัติการณ์นี้หรือ? แล้ว ทำไมกรมชลประทานจึงยังกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนที่สำคัญในช่วงต้นฤดูฝน และไม่ยอมระบายน้ำออกทั้งที่มีพายุฝนกระหน่ำต่อเนื่องในปีนี้? ทำไมรัฐบาลก่อนหน้าซึ่งก็พึ่งเผชิญหน้ากับปัญหาอุทกภัยมาจึงไม่ได้วางระบบ การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ?

ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ที่เกี่ยวกับน้ำท่วมครั้งนี้มากมายในโซเชียลเนทเวิร์กต่างๆ ภาพซึ่งถูกถ่ายไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งของยิ่งลักษณ์ขณะกำลังใช้ โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพจากเฮลิคอปเตอร์ถูกส่งต่อไปทั่วในเฟสบุ๊คโดยมีคำ อธิบายว่า
"ประเทศกำลังวิกฤติ แต่ชีกลับแฮปปี้แก้มปริ"
นอกจากนี้ภาพของสาวฟิลิปปินส์ที่ดูเผลินๆคล้ายยิ่งลักษณ์ ขณะกำลังปาร์ตี้และกระดกวิสกี้จากขวด ก็ถูกแชร์ไปทั่วอินเตอร์เนท

ข่าวเรื่องพระราชดำรัสของในหลวงที่ว่าถ้าหากน้ำท่วมกรุงเทพฯให้ปล่อยน้ำให้ ท่วมวังจิตรดาได้เลยไม่ต้องป้องกัน ที่สุดท้ายกลายเป็นเรื่องโอละพ่อ ถูกปฏิเสธโดยสำนักพระราชวัง

ภาพขณะที่พระเทพฯทรงพระราชทานถุงยังชีพในปีที่แล้ว (2553) ก็ถูกแพร่กระจายอย่างตั้งใจที่จะทำให้คนไทยเข้าใจผิด

นี่จะเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมกันโจมตียิ่งลักษณ์โดยมีจุดหมายที่การทำลาย ความเชื่อมั่นในรัฐบาลหรือไม่? แน่นอนที่สุดว่าพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์กำลังสารวลในการแย่งความชอบ ธรรมจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หัวหน้าพรรคอย่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเองก็ผลักดันอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูให้ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน เพื่อสู้กับภัยน้ำท่วม ภายใต้พรก.นี้ กองทัพจะได้รับอำนาจให้สามารถปฏิบัติการได้อย่างที่กองทัพต้องการ ซึ่งในบางเรื่องอาจจะไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลขณะนี้ อย่างไรก็ตามอภิสิทธิ์ไม่ได้อธิบายว่ากองทัพจะสามารถรับมือกับปัญหาน้ำท่วม ได้ดีกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้อย่างไร

อภิสิทธิ์ยังได้ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ มรว.สุขุมพันธ์ (บริพัตร) เพื่อ"แข่งขัน" ไม่ใช่ "ร่วมมือ" กับรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ถูกหลายคนตราหน้าว่า "โง่" แต่ขณะเดียวกันสุขุมพันธ์ก็แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาในพิธีกรรมที่มีรากมา จากขอมเพื่อ "ไล่น้ำ" ว่าเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันมหานครจากน้ำท่วม เขายังแสดงความหวงพื้นที่อย่างมาก จนคราหนึ่งถึงกับประกาศกร้าวว่า
"ขอให้ทุกคนฟังผมคนเดียวเท่านั้น ผมจะเป็นคนบอกให้อพยพเอง"

ในเวลาเดียวกัน ภาพของทหารที่ลงไปในพื้นที่เพื่อช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นที่ประทับใจอย่างมาก แต่ทหารก็เช่นเดียวกับผู้ว่า กทม. คือ ทำงานอย่างเป็นอิสระจากรัฐบาล แสดงให้เห็นภาพของการแข่งขันอย่างดุเดือดระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายตรงข้าม และเสียงวิจารณ์ที่แรงที่สุดคือการขอให้ยิ่งลักษณ์ลาออก

ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลก็ตีความภาพการแก่งแข่งชิงผลงาน และ แรงกดดันให้นายกลาออก เป็นส่วนหนึ่งของแผนการ "รัฐประหารด้วยน้ำ"

การไม่หยุดปัดแข้งปัดขาแม้ในสภาวะวิกฤตที่สุดของชาติ แสดงให้เห็นถึงความจริงข้อหนึ่งของประเทศไทย ที่ว่าความแตกแยกในสังคมไทยตอนนี้มันบาดลึกยากเยียวยา เสียจนทำให้ ความเชื่อทางการเมือง สามารถอยู่เหนือ ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และ ความฉุกเฉินในการเยียวยาประเทศได้

ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ประชาชนยินดีที่จะทิ้งความแตกแยก ไว้ข้างหลังแล้วจับมือฟันฝ่ามหันตภัยไปด้วยกันอีกต่อไปแล้ว การอาศัยภัยภิบัติของชาติเพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองจึงกลายเป็นสิ่งที่ยอม รับได้ในปัจจุบัน

การทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อป้องกันเมืองหลวงจากการจมอยู่ใต้น้ำนี้ยัง สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติที่นึกถึงแต่ตัวเองของชาวกรุง กรุงเทพที่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งทางการเมือง ในขณะที่จังหวัดอื่นต่างต้องทนทุกข์อยู่ใต้น้ำที่ไม่มีวี่แววว่าจะลดมานาน มันแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำอย่างมากระหว่างคนต่างจังหวัดกับคนเมือง หลวง

ตอนนี้ดูเหมือนว่า คนที่บ่นมากที่สุด โวยวายเสียงดังที่สุด กลับกลายเป็นคนกรุงเทพ ทั้งที่สวรรค์เป็นใจให้กว่าสองเดือนมาแล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่ในเมืองกรุงยังถูกปกป้องให้คงความแห้งสนิทไว้ได้ ยิ่งลักษณ์เองกำลังตกอยู่ในกับดักความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เธอเข้าใจถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องป้องกันกรุงเทพไว้เพื่อเอาใจ เหล่าขาประจำชาวกรุง

แต่การทำงานที่ล่าช้าก่อนหน้านี้ไม่สามารถป้องกันจังหวัดรอบข้างไม่ให้จมอยู่ใต้น้ำได้

**********

สมศักดิ์ เจียมฯ:ลึกๆลงไปในการเมืองเรื่องน้ำท่วม
ความ ขัดแย้งทางการเมืองในหลายปีที่ผ่านมา ยัง "ร้าวลึก" เพราะขนาดน้ำท่วมระดับ "หายนะ" เช่นนี้ ความขัดแย้งก็ยังแสดงออกรุนแรงมาก...ลำพังการชูเรื่อง "ปรองดอง" นี่ มันคงไมใช่คำตอบจริงๆ.. เรื่องน่าเศร้าคือ ในประวัติศาสตร์ เมื่อมีความขัดแย้งในลักษณะ "มูลฐาน" (fundamental) เช่นที่เรากำลังเห็นในขณะนี้ มันต้องลงเอย หรือ "ยุติ" ลงด้วยการที่ ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง "พัง" ไป

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขียนลงในเฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลว่า ทุกคน คงเห็นกันแล้วว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในหลายปีที่ผ่านมา ยัง "ร้าวลึก" เพราะขนาดน้ำท่วมระดับ "หายนะ" เช่นนี้ ความขัดแย้งก็ยังแสดงออกรุนแรงมาก โดยเฉพาะในสังคมระดับ "ในเมือง" และ "ออนไลน์" ทั้งหลาย

ผมเห็นคุณ @Apichet Piyasri โพสต์ไว้ที่ไหนสักแห่ง ว่า เป็นเพราะคุณยิ่งลักษณ์เป็นผู้หญิง

ผมคิดว่า ปัญหามัน "ลึก" กว่านั้นนะครับ (ผมว่า ถ้า ตอนนี้ ปชป. เป็นรัฐบาล และมีผุ้นำเป็นผู้หญิง ก็คงไม่มีปัญหาออกมาในลักษณะนี้)

อย่างที่แสดงออกเรื่อง คนระดับ อ.จุฬา ออกมาพูดเรื่อง "ต้องใส่เสื้อแดงถึงเข้าไปที่ ศปภ ได้" แล้ว ทีสำคัญ มีคนเชื่อเยอะมาก (ผมดูจาก Twitter คนที่มาเชียร์คุณ ปรเมศวร์ หลายคน ยังยกเรื่องนี้ขึั้นมาพูด ทั้่งๆที่ ประชาไท และสื่อเสื้อแดงหลายแห่ง เอาหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่า ไม่จริง แล้ว หลายวัน)

หรือกรณีที่ มีการเชียร์ทหารพร้อมๆกับการด่ายิ่งลักษณ์ไปด้วย (แม้แต่กรณีคุณ ปรเมศวร์ เอง)


เดี๋ยวจะหาว่า ผมชอบโยงเข้าเรือ่ง "สถาบัน" อยู่เรื่อย แต่ผมว่า ความขัดแย้งที่ร้าวลึกนี้ ในที่สุด มันมี "เส้นแบ่ง" สำคัญ ตรงนี้จริงๆ

คือระหว่าง การยอมรับ อำนาจที่มาจากการเมืองเปิด ทีให้คนเลือกตั้ง คนส่วนใหญ่ตัดสิน

หรืออำนาจ ที่ไม่ได้มาจากการเลือก แต่มาจากการสร้างระบบบังคับ "โปรแกรม" ให้จงรักภักดี

นี่คือ "ทวิอำนาจ" หรือ Dual Power ที่ผมเคยพูดถึงบ่อยๆว่า เป็น "สาเหตุ" พื้่นฐานที่สุด ของรัฐประหาร 19 กันยา และวิกฤต 5 ปีทีผ่านมา

ผมคิดว่า ถ้าพูดกันให้ถึงที่สุด ระหว่าง "2 ฟาก" ที่เถียงๆกันอยู่นี้ ในทีสุด จะมา "ลง" ที่เรื่องนี้แหละ

(ผมไม่นับเรื่อง "ทหาร" เพราะ ดังที่ผมพูดหลายครั้งแล้วว่า ผมว่า "ทหาร" ในปริบทประวัติศาสตร์ปัจจุบัน ไมใช่พลังการเมืองที่เป็นเอกเทศ ทีสามารถแสดงบทบาทนำทางการเมืองได้แท้จริง เอาง่ายๆนะ บรรดา คนที่ออกมาเชียร์ทหาร ด่ายิ่งลักษณ์ ตอนนี้ ถ้าถามว่า ให้ตั้งรัฐบาลทหารเต็มที่เลยไหม ผมว่า พวกเขาก็ไม่เอา และไม่นับว่า ทหารเอง ก็ไม่มีความสามารถในการตั้งรัฐบาลเองด้วย .... อย่าง 19 กันยา นี่ รัฐบาลทหาร ที่ไหน "รัฐบาลพระราชทาน" นายกฯ มาจากองคมนตรี ต่างหาก)

ทีผมพยายามคิดคือ ในการเมืองปัจจุบัน ทีมีลักษณะ "มวลชน" สูง ทั้ง 2 ฝ่าย คือ ไม่ใช่เรื่องทีระดับ "นำๆ" จะไป ตกลง หรือ ทำอะไรกันเองได้เฉยๆ แต่มีคนระดับธรรมดาๆ - เอาง่ายๆทีเห็นๆกัน คนเล่น fb เป็นแสนเป็นล้าน - เข้ามามีส่วนร่วมด้วยอยู่นี้

อย่างการเลือกตั้งครั้งหลัง ฝ่าย เพื่อไทย นี่ชนะ "ถล่มทลาย" จริง แต่ถ้าเราดูตัวเลข ที่ ปชป. ได้รับเลือกตั้ง ก็หมายถึงคนเป็นสิบล้านเช่นกัน

จริงๆ ถ้าในสถานการณ์อื่น การมีพรรค หรือ "ฟาก" การเมืองใหญ่ 2 ฟาก แล้วมีคนสนับสนุนกันเยอะๆ เป็นสิบๆล้าน ในแต่ละฟาก (นึกถึงอังกฤษ หรือ อเมริกา หรือ ประเทศ ตต.จำนวนมาก)

ก็คงไม่เป็นไร ใครชนะเลือกตั้ง ก็เป็นรัฐบาลไป คนอีกเป็น 10 ล้าน อีกฟากที่แพ้ ถึงไม่ชอบ ก็ไม่มีปัญหาอะไร

แต่ปัญหาคือ ในสถานการณ์ประเทศไทย อย่างที่ผมเสนอข้างต้นว่า ความขัดแย้งนี้ มีลักษณะที่เป็น "มูลฐาน" หรือ fundamental มากๆ .. ปัญหา จะยอมรับ อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นอำนาจนำของประเทศ หรือจะยังคง ยืนยันให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ที่รวมศูนย์ที่สถานะ/อำนาจ ของสถาบันฯ เป็นอำนาจทีนำประเทศ

ปัญหาลักษณะ fundamental หรือ "มูลฐาน" ระดับนี้ ถ้าเกิดเป็นความขัดแย้ง อย่างทีเราเห็นในปัจจุบัน

ลำพัง เลือกตั้งแล้ว ใครชนะ เป็นรัฐบาล จะไม่สามารถทำให้เกิดภาวะ "ปกติ" ได้

อย่างที่เห็นว่า แม้แต่ วิกฤติหายนะ ระดับน้ำท่วมใหญ่ขนาดนี้ ยังไม่ทำให้ปัญหาลดความรุนแรงแหลมคมลงไปแต่อย่างใด ....


ในที่สุดแล้ว เราจะ "อยู่ร่วมกัน" อย่างไรดี?


คือ ถ้าเราดูย้อนไปก่อน น้ำท่วม นิดหนึ่ง ช่วงดีเบต เรื่อง "ข้อเสนอนิติราษฎร์" ความจริง ก็มีลักษณะคล้ายๆกัน คือเหมือนพูดกันคนละภาษา คนละเรื่อง (คนละประเทศ) อะไรขนาดนั้นเลยจริงๆ

หลายวันนี้ ผมคิดถึงเรื่องนี้เยอะนะว่า ต้องยอมรับว่า ในภาวะสังคม "ปกติ" ไม่ว่าประเทศไหน ก็มีความแตกต่างทางการเมืองอยู่ อย่างที่ผมเขียนไปว่า ในประเทศตะวันตก เราเองก็เห็น การแบ่งเป็นเสียงสนับสนุนพรรคการเมือง หรือ ขั้วการเมืองใหญ่ๆ 2 พรรคหรือ 2 ขั้ว โดยทัวไป

แต่ว่า ในภาวะปกติ ไม่ว่าจะเชียร์พรรคไหน หรือขั้วไหน ท้ัง 2 ฟาก จะมี "จุดร่วม" ที่ยอมรับร่วมกันบางอย่างอยู่

ปัญหาประเทศไทยตอนนี้ และลักษณะที่ แหลมคม และ "ลึก" และเป็น "มูลฐาน" ของความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้คือ

มันไม่มี "จุดร่วม" ทียอมรับร่วมกันจริงๆ โดยเฉพาะ คือ "จุดร่วม" ที่มีลักษณะผมเรียกว่า fundamental หรือ "มูลฐาน"

คือ เรื่อง "อำนาจ" แบบไหน จะถือเป็นอำนาจในการนำประเทศ (อย่างใน ตะวันตก ในยามปกติ ไม่ว่า เชียร์พรรคไหน ทุกฝ่าย ก็ยอมรับ อำนาจทีมาจากกติกาเลือกตั้ง รัฐสภา และ ระบบศาล อันเดียวกัน)

คือตอนนี้ ในประเทศเรา ไมมีจุดที่ "ยอมรับร่วมกันได้" จริงๆ ในเรื่อง "มูลฐาน" เชิงอำนาจทีว่านี้

ไล่เรียงกันมาเลย ตั้งแต่ปัญหาสถานะสถาบันฯ ถึงศาล ถึง กองทัพ (และทีแสดงออกรวมศูนย์ คือ เรื่อง รัฐประหาร)

ผมว่า ในที่สุด ภาวะนี้ มันต้องหาทางออก หรือไม่งั้น ก็ต้องเสี่ยงลงเอยทีการปะทะ และความรุนแรงอีก

และที่แนๆ ลำพังการชูเรื่อง "ปรองดอง" นี่ มันคงไมใช่คำตอบจริงๆ
******
อันนี้ เป็น "สรุป" - ไมใช่คำตอบนะครับ


Bad News หรือ "ข่าวร้าย" หรือ "เรื่องน่าเศร้าคือ ในประวัติศาสตร์ ไม่ว่า ในประเทศไทยหรือประเทศไหนๆ เมื่อมีความขัดแย้งในลักษณะ "มูลฐาน" (fundamental) เช่นที่เรากำลังเห็นในประเทศไทยขณะนี้

มันต้องลงเอย หรือ "ยุติ" ลงด้วยการที่ ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง "พัง" ไป

อย่างครั้งสุดท้าย ในประเทศไทย ที่มีความขัดแย้ง "มูลฐาน" ทำนองนี้ ยืดเยื้อเป็น 10-20 ปี คือ ระหว่างรัฐ กับ ขบวนการปฏิวัติ ที่นำโดย พคท. และแนวร่วมต่างๆ

ในที่สุด ความขัดแย้งที่มีลักษณะ "มูลฐาน" นั้น ก็ยุติ ลงด้วยการที่ฝ่ายหลัง "พัง" ไป

ไม่เคยมีการ "ประนีประนอม" ที่ "ลงตัว" ในลักษณะ "แบ่งๆกันไป" ได้เลย เพราะความขัดแย้งมันมีลักษณะ "มูลฐาน" เกินกว่าจะ "แบ่งๆกันไป" ได้ - อันนี้ ไม่ได้แปลว่า ต้อง "รุนแรง" หรือ เปลี่ยนอย่างสันติ ไม่ได้นะครับ อย่างกรณี อัฟริกาได้ ในที่สุด ระบอบ Apartheid ก็ "พัง" ไป และ เปลี่ยนเป็น majority rule หรือ ระบอบปกครองโดยคนส่วนมาก ช่วง "เปลียน" ก็เรียกว่า "สันติ" แม้ว่า ก่อนหน้าน้น หลายสิบปี ก็เสียชีวิตผู้คนไปนับไม่ถ้วน


ความขัดแย้งในปัจจุบัน จะ "ยุติ" อย่างไร?


(ภาพประกอบชื่อภาพ facing a crossroad หรือ "เมื่อมาถึงทางแยก" เครดิตภาพ http://arnel113.wordpress.com/2009/12/05/at-the-crossroad-proverbs-14-12/ ได้มาจากการสุ่ม search Google)

นปช.ชี้แจง ช่วยน้ำท่วมโดยสุจริตใจ

ที่มา Asia Update

สื่อฝรั่งกังขารูปมาร์คพบผู้นำมัลดีฟไม่มีลงเว็บปธน.เหมือนแขกเมืองรายอื่น หรือว่ายี้มือเปื้อนเลือด

ที่มา Thai E-News

เปรียบเทียบภาพปธน.มัลดีฟรับแขกเมืองช่วง19-24ต.ค.54

ปธน.มัลดีฟต้อนรับอดีตรัฐมนตรีคลังมาเลเซีย 24 ต.ค.(ที่มา:presidencymaldives)

ปธน.มัลดีฟต้อนรับทูตอิหร่าน 23 ต.ค.(ที่มา:presidencymaldives)
ปธน.มัลดีฟต้อนรับรัฐมนตรีช่วยสื่อสารของญี่ปุ่น 19 ต.ค.(ที่มา:presidencymaldives.gov )
ปธน.มัลดีฟต้อนรับทูตจีนคนใหม่ 19 ต.ค.(ที่มา:presidencymaldives)

ปธน.มัลดีฟต้อนรับอดีตนายกฯไทย ไม่ระบุวันที่ (ที่มา:ศิริโชค โสภา คนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ได้โพสต์ลงทวีตเตอร์)

***


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 ตุลาคม 2554

ล่าสุด Andrew Spooner เขียนบทความเรื่องนี้ต่อเนื่องเป็นตอนที่ 3 โดยตั้งข้อสังเกตภาพที่นายศิริโชคนำมาเผยแพร่ทางทวิตเตอร์ว่า นายอภิสิทธิ์อยู่ในชุดที่ไม่เป็นทางการเอามากๆ ทั้งเสื้อผ้าลินินที่ใส่ลอยชายและยับย่น ซึ่งชาวพรรคประชาธิปัตย์อ้างภาพถ่ายนี้เป็นหลักฐานการเข้าพบกับประธานาธิบดี มัลดีฟอย่างเป็นทางการ เสียทีแต่้ไม่ยอมบอกว่าถ่ายเอาไว้ตอนไหน ทำไมการเข้าพบนี้จึงไม่ปรากฎในข่าวเข้าเยี่ยมคารวะในเว็บไซต์ของ ประธานาธิบดีมัลดีฟเลย


หลังจากถูกนักข่าวต่างประเทศตั้งข้อสงสัยว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เข้าพบหารือกับประธานาธิบดีมัลดีฟจริงหรือไม่ เพราะไม่มีกำหนดการเข้าพบอย่างเป็นทางการ

เมื่อวานนี้ (26 ตุลาคม) นายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ ได้ทวีตภาพนาย อภิสิทธิ์ ถ่ายภาพคู่กับนายโมฮัมเหม็ด นาชีด (Mohamed Nasheed) ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ พร้อมกับข้อความว่า "ผู้นำฝ่ายค้านหารือปัญหาน้ำท่วมกับปธนมัลดิฟประเด็นที่มัลดีฟได้เงิน100 ล้านบาทจากUNDP เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนและน้ำท่วม "

ก่อนหน้านี้ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงยอมรับว่านายอภิสิทธิ์ เดินทางไปมัลดีฟส์จริง โดยเป็นไปตามคำเชิญของประธานาธิบดีมัลดีฟส์ และมีการหารือเรื่องปัญหาน้ำท่วมกันเป็นหลัก แต่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศคือAndrew Spooner แห่งเว็บไซต์Asiancorrespondent.comตั้งข้อสงสัยว่า จริงหรือ?ิเพราัะเมื่อตรวจสอบในหมายกำหนดการที่เป็นทางการของประธานาธิืบดี มัลดีฟช่วงวีนที่ 20-23 ตุลาคมที่นายอภิสิทธิ์เดืนทางไปที่เกาะแห่งนี้ ไม่พบกำหนดการเข้าพบหารือกับประธานาธิบดีมัลดีฟแต่อย่างใด

ล่าสุด Andrew Spooner เขียนบทความเรื่องนี้ต่อเนื่องเป็นตอนที่ 3 โดยตั้งข้อสังเกตภาพที่นายศิริโชคนำมาเผยแพร่ทางทวิตเตอร์ว่า นายอภิสิทธิ์อยู่ในชุดที่ไม่เป็นทางการเอามากๆ ทั้งเสื้อที่ใส่ลอยชายและยับย่น ซึ่งชาวพรรคประชาธิปัตย์อ้างภาพถ่ายนี้เป็นหลักฐานการเข้าพบกับประธานาธิบดี มัลดีฟอย่างเป็นทางการ เสียทีแต่้ไม่ยอมบอกว่าถ่ายเอาไว้ตอนไหน ทำไมการเข้าพบนี้จึงไม่ปรากฎในข่าวเข้าเยี่ยมคารวะในเว็บไซต์ของ ประธานาธิบดีมัลดีฟเลย ทำไมอภิสิทธิ์และชาวประชาธิปัตย์ถึงได้ปกปิดกำหนดการนี้ และไม่สามารถอธิบายแจกแจงได้เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย มีคำถามตั้งมากมาย และความรับผิดชอบ ตลอดทั้งความโปร่งใสจากอภิสิทธิ์ที่ต้องอธิบาย

นายอภิสิทธิ์สู้อุตส่าห์บินไปบินมาตั้ง2วันเพื่อขอทราบประสบการณ์แก้น้ำท่วม จากประธานาธิบดีมัลดีฟ แบบนี้จะทันการณ์ดอกหรือ หากจะยังงั้นไม่สู้รอจนน้ำลดซะก่อนเลยหละ แทนที่จะลำบากขนาดนั้นทำไม่ยกหูโทรศัพท์หาประธานาธิบดีมัลดีฟ ก็ได้์เรื่องเหมือนกันและทันการณ์กว่า

หากชาวประชาธิปัตย์จะมีหลักฐานของการเดินทางเข้าพบประธานาธิบดีมับ ลดีฟอย่างเป็นทางกา่ร เราจึุงควรเชื่อเรื่องนี้อย่างที่พวกเขาอยากให้เชืื่อ ไม่ใช่การนำเสนอความจริงเพียงครึ่งเดียว และปฏิเสธอย่างไร้สาระในการแก้ตัวด้วยภาพถ่ายใบเดียว

อย่างไรก็ดี Andrew Spooner ยังติดใจเรื่องเว็บไซต์ทำเนียบประธานาธิบดีมัลดีฟไม่ ได้ลงข่าวคราวการเข้าเยี่ยมคำนับหารือของอดีตนายกรัฐมนตรีไทย หากมีการเดินทางไปพบจริงเหมือนภาพถ่ายที่นายศิริโชคนำมาอ้าง เพราะขนาดอดีตรัฐมนตรีคลังมาเลเซียเข้าเยี่ยมคำนับก็ยังลงข่าวไว้ หรือเพราะประธานาธิบดีมัลดีฟอับอายที่ต้องให้ใครรู้ว่าคบหาสมาคมกับอดีตนายก รัฐมนตรีไทยผู้รับผิดชอบสั่งการการสังหารพลเรือน 85 รายในกรุงเทพฯเมื่อปีกลาย เลยสู้ไม่ยอมเผยแพร่ข่าวซะจะดีกว่า

ฝรั่งคาใจภาพปริศนามาร์คพบปธน.มัลดีฟ

ที่มา Thai E-News

ล่าสุด Andrew Spooner เขียนบทความเรื่องนี้ต่อเนื่องเป็นตอนที่ 3 โดยตั้งข้อสังเกตภาพที่นายศิริโชคนำมาเผยแพร่ทางทวิตเตอร์ว่า นายอภิสิทธิ์อยู่ในชุดที่ไม่เป็นทางการเอามากๆ ทั้งเสื้อผ้าลินินที่ใส่ลอยชายและยับย่น ซึ่งชาวพรรคประชาธิปัตย์อ้างภาพถ่ายนี้เป็นหลักฐานการเข้าพบกับประธานาธิบดี มัลดีฟอย่างเป็นทางการ เสียทีแต่้ไม่ยอมบอกว่าถ่ายเอาไว้ตอนไหน ทำไมการเข้าพบนี้จึงไม่ปรากฎในข่าวเข้าเยี่ยมคารวะในเว็บไซต์ของ ประธานาธิบดีมัลดีฟเลย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 ตุลาคม 2554

หลังจากถูกนักข่าวต่างประเทศตั้งข้อสงสัยว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เข้าพบหารือกับประธานาธิบดีมัลดีฟจริงหรือไม่ เพราะไม่มีกำหนดการเข้าพบอย่างเป็นทางการ

มาวันนี้ (26 ตุลาคม) นายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ ได้ทวีตภาพนาย อภิสิทธิ์ ถ่ายภาพคู่กับนายโมฮัมเหม็ด นาชีด (Mohamed Nasheed) ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ พร้อมกับข้อความว่า "ผู้นำฝ่ายค้านหารือปัญหาน้ำท่วมกับปธนมัลดิฟประเด็นที่มัลดีฟได้เงิน100 ล้านบาทจากUNDP เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนและน้ำท่วม "

ก่อนหน้านี้ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงยอมรับว่านายอภิสิทธิ์ เดินทางไปมัลดีฟส์จริง โดยเป็นไปตามคำเชิญของประธานาธิบดีมัลดีฟส์ และมีการหารือเรื่องปัญหาน้ำท่วมกันเป็นหลัก แต่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศคือAndrew Spooner แห่งเว็บไซต์Asiancorrespondent.comตั้งข้อสงสัยว่า จริงหรือ?ิเพราัะเมื่อตรวจสอบในหมายกำหนดการที่เป็นทางการของประธานาธิืบดี มัลดีฟช่วงวีนที่ 20-23 ตุลาคมที่นายอภิสิทธิ์เดืนทางไปที่เกาะแห่งนี้ ไม่พบกำหนดการเข้าพบหารือกับประธานาธิบดีมัลดีฟแต่อย่างใด

ล่าสุด Andrew Spooner เขียนบทความเรื่องนี้ต่อเนื่องเป็นตอนที่ 3 โดยตั้งข้อสังเกตภาพที่นายศิริโชคนำมาเผยแพร่ทางทวิตเตอร์ว่า นายอภิสิทธิ์อยู่ในชุดที่ไม่เป็นทางการเอามากๆ ทั้งเสื้อที่ใส่ลอยชายและยับย่น ซึ่งชาวพรรคประชาธิปัตย์อ้างภาพถ่ายนี้เป็นหลักฐานการเข้าพบกับประธานาธิบดี มัลดีฟอย่างเป็นทางการ เสียทีแต่้ไม่ยอมบอกว่าถ่ายเอาไว้ตอนไหน ทำไมการเข้าพบนี้จึงไม่ปรากฎในข่าวเข้าเยี่ยมคารวะในเว็บไซต์ของ ประธานาธิบดีมัลดีฟเลย ทำไมอภิสิทธิ์และชาวประชาธิปัตย์ถึงได้ปกปิดกำหนดการนี้ และไม่สามารถอธิบายแจกแจงได้เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย มีคำถามตั้งมากมาย และความรับผิดชอบ ตลอดทั้งความโปร่งใสจากอภิสิทธิ์ที่ต้องอธิบาย

นายอภิสิทธิ์สู้อุตส่าห์บินไปบินมาตั้ง2วันเพื่อขอทราบประสบการณ์แก้น้ำท่วม จากประธานาธิบดีมัลดีฟ แบบนี้จะทันการณ์ดอกหรือ หากจะยังงั้นไม่สู้รอจนน้ำลดซะก่อนเลยหละ แทนที่จะลำบากขนาดนั้นทำไม่ยกหูโทรศัพท์หาประธานาธิบดีมัลดีฟ ก็ได้์เรื่องเหมือนกันและทันการณ์กว่า

หากชาวประชาธิปัตย์จะมีหลักฐานของการเดินทางเข้าพบประธานาธิบดีมับลดีฟอย่าง เป็นทางกา่ร เราจึุงควรเชื่อเรื่องนี้อย่างที่พวกเขาอยากให้เชืื่อ ไม่ใช่การนำเสนอความจริงเพียงครึ่งเดียว และปฏิเสธอย่างไร้สาระในการแก้ตัวด้วยภาพถ่ายใบเดียว

อย่างไรก็ดี Andrew Spooner ยังติดใจเรื่องเว็บไซต์ทำเนียบประธานาธิบดีมัลดีฟไม่ ได้ลงข่าวคราวการเข้าเยี่ยมคำนับหารือของอดีตนายกรัฐมนตรีไทย หากมีการเดินทางไปพบจริงเหมือนภาพถ่ายที่นายศิริโชคนำมาอ้าง เพราะขนาดอดีตรัฐมนตรีคลังมาเลเซียเข้าเยี่ยมคำนับก็ยังลงข่าวไว้ หรือเพราะประธานาธิบดีมัลดีฟอับอายที่ต้องให้ใครรู้ว่าคบหาสมาคมกับอดีตนายก รัฐมนตรีไทยผู้รับผิดชอบสั่งการการสังหารพลเรือน 85 รายในกรุงเทพฯเมื่อปีกลาย เลยสู้ไม่ยอมเผยแพร่ข่าวซะจะดีกว่า

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เปรียบเทียบภาพปธน.มัลดีฟรับแขกเมืองช่วง19-24ต.ค.54
ปธน.มัลดีฟต้อนรับอดีตรัฐมนตรีคลังมาเลเซีย 24 ต.ค.(ที่มา:presidencymaldives)

ปธน.มัลดีฟต้อนรับทูตอิหร่าน 23 ต.ค.(ที่มา:presidencymaldives)
ปธน.มัลดีฟต้อนรับรัฐมนตรีช่วยสื่อสารของญี่ปุ่น 19 ต.ค.(ที่มา:presidencymaldives.gov )
ปธน.มัลดีฟต้อนรับทูตจีนคนใหม่ 19 ต.ค.(ที่มา:presidencymaldives)

ปธน.มัลดีฟต้อนรับอดีตนายกฯไทย ไม่ระบุวันที่ (ที่มา:ศิริโชค โสภา คนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ได้โพสต์ลงทวีตเตอร์)

ตามหาวีรชนไม่ทราบชื่อ..ในวันที่น้ำกลบทุกกระแส

ที่มา Thai E-News





ที่มา เฟซบุ๊ค Bus Tewarit

พี่ชายท่านนี้(คนถอดเสื้อกางเกงลายทหาร) คืออีก 1 นักสู้ผู้เสียสละที่เสียชีวิตในวันที่ 19 พค 53 บริเวณศาลาแดง

เป็นคนที่ยังไม่มีใครทราบแม้แต่ชื่อ (1 ใน 2 ศพที่ยังไม่ทราบชื่อ)

เป็นคนที่ สุเทพ บอกในสภาว่า "ตายก่อนหน้าที่ทหารจะเข้าสลายการชุมนุมแล้ว เลือดแห้งแล้ว"

ทั้งๆรูปจากช่างภาพต่างประเทศเหล่านี้ยืนยันว่าเช้าวันที่ 19 เขายังช่วยผู้บาดเจ็บบริเวณ ศาลาแดง สารสิน อยู่เลย

เรา ไม่ควรทำให้ความเสียสละของเขาตายไป แม้แต่ชื่อเรายังไม่รู้จัก เรามาร่วมกันหาชื่อ หาญาติพี่เขาดีมั้ยครับ ร่วมกันแชร์เผื่อมีคนรู้จักครับ หรือมีข้อมูลเพิ่มเติมครับ ขอบคุณครับ
--------
ศพดังกล่าวอาสาพยาบาลที่มากับทหารได้เก็บศพไปครับ สามารถดูได้ตาม clip นี้ นาทีที่ 0.44 http://www.youtube.com/watch?v=1DDYTfsEdEA และไม่หายครับ แต่ระบุชื่อไม่ได้

ส่วนคนที่นอนเสื้อดำผ้าพันคอเขียว นั้นคือศพคุณถวิล คำมูล ซึ่งถูกยิงคนแรกในวันที่ 19 จนมีคนพยายามเข้าไปช่วยแล้วยังโดยยิงอีกหลายคน และพี่คนถอดเสื้อนี่เสียชีวิตใกล้จุดที่คุณถวิล ถูกยิงเสียชีวิต คาดว่าพยายามมาช่วยอีกครั้งให้ภายหลัง แต่คงถูกยิงเสียชีวิตบริเวณเต้นดังกล่าว

ศพไปพร้อมกับคุณถวิล คำมูล ที่ สถาบันนิติเวชรพ.รามาธิบดี ครับ ระบุถูกยิงที่ศีรษะ

หากท่านใดไม่สะดวกให้ข้อมูลหน้าไมค์ รบกวนแจ้งหลังไมค์ได้ครับ หรือทาง bus.tewarit@gmail.com ขอบคุณล่วงหน้าจริงๆครับ
(ต้องขออภัยช่างภาพที่เอารูปมาโดยไม่ได้อ้างเครดิสครับ)

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:Who is this man? ตามหาชายนิรนามเก็บกล้องช่างภาพอิตาลี กุญแจไขปริศนาฆาตกรรม19พฤษภา53

-ปคอป.ประชุมนัดแรกวางกรอบเร่งเยียวยา-สางปมคดีหมิ่นเบื้องสูง ยันไม่แก้ ม.112

Wednesday, October 26, 2011

ขอพูดอะไรแรงๆสักครั้งในชีวิตค่ะ...แตหลอ!

ที่มา Thai E-News

ไม่ จริงหรอกที่ว่าหนูดีจบด้านสมองจากฮาร์วาร์ดมาเพียงคนเดียวของประเทศ อย่างน้อยก็มีิอีกราย รายนี้เป็นคนไทยแท้ๆเรียนหมอจุฬาฯ แล้วมารู้ใจตัวเองว่าชอบเป็นครูมากกว่า เลยไปเรียนโทด้านสมองที่ฮาวาร์ด บ้านอยู่ปทุมฯแต่ก็ไม่เคยออกมาโวยวายเลยว่า "ขอพูดอะไรแรงๆสักครั้งในชีวิต พูดแล้วจะร้องไห้..." แต่เธอพูดว่า"คนอเมริกันไม่ค่อยสนใจน้ำท่วมในประเทศไทย คนไทยเราก็ต้องช่วยเหลือกันเอง ถ้าเราไม่รักกัน ใครจะมารักเรา"

โดย prewden

จากประเด็นฮ็อตเรื่องทวิตเตอร์ของหนูดี ที่มีวาทะเด็ดเรื่องผู้นำโง่ จนโดนด่ายับเยิน ต้องมาแก้ตัวตามทีหลัง แถมยังแถประจบเอาใจเชียร์นายกฯผู้หญิงอีกต่างหาก

ภาษาชาวบ้านเรียก "แตหลอ"

จึงขอย้อนอดีตความ "แตหลอ" อีกประเด็น ดูง่ายๆ ประวัติหนูดี-วริษา เรซ จะพบว่าพยายามเอาสถาบันการศึกษาที่เรียนจบมาใช้หากิน อวดอ้างตัวเองว่าเป็นผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านสมองเพียงคนเดียวใน ประเทศไทย

จะบอกว่ากูฉลาดคนเดียว เรียนที่นี่คนเดียวได้ว่างั้นเหอะ

ขอเชิญที่นี่ www.kru-mon.com ของ"ครูม่อน"- ณัฏฐ์ภัทร์ ชาญเชาวน์กุล คนไทยแท้ๆที่เรียนปริญญาโทด้านสมองจากฮาร์วาร์ด

ครูม่อนไม่ใช่ลูกครึ่งอเมริกัน ไม่ใช่คนที่โตเมืองนอก ไม่ใช่คนที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ (เข้าใจว่าไม่ได้เรียนแค่ปริญญาโทด้วย เคยได้ยินว่าจะเรียนปริญญาเอก)

ประวัติครูม่อน



มัธยม:โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

AFS: รุ่น 40 ประเทศนอร์เวย์

ปริญญาตรี: คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปริญญาโท: Master of Education (Mind, Brain and Education), Harvard Graduate School of Education (ปริญญาโทด้านสมองกับการศึกษา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด )
ครูม่อน พูดถึงตัวเธอเองว่า

เลือกเรียนหมอเพราะไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร พอเรียนๆไปก็ค้นพบว่า ตัวเองไม่ชอบเรียนหมอและไม่ได้อยากเป็นหมอ ระหว่างนั้นก็ค้นหาตัวเองจนรู้ว่าสนใจเรื่องการศึกษา และการใช้ความรู้เกี่ยวกับสมองให้เป็นประโยชน์กับการศึกษา

ตัดสินใจลาออกจากคณะแพทย์หลังจากจบปีสี่เพื่อไปศึกษาต่อด้านที่สนใจจริงๆ ม่อนได้ไปเรียนปริญญาโทสาขา Mind, Brain and Education ซึ่งก็คือ การเรียนเรื่องการนำความรู้ด้านสมองและจิตใจมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ กับการศึกษา ครูม่อนหวังว่าครูจะได้มีส่วนช่วยเป็นกำลังใจให้กับผู้อ่านได้ทำตามความฝัน ของตัวเองนะคะ
เธอเขียนหนังสือไว้เล่มหนึ่งชื่อ ฟังเสียงหัวใจ เรียนอะไรที่ใช่เรา โดยอธิบายหนังสือเล่มนี้ว่า จากหมอมาเป็นครู จากจุฬาฯสู่ฮาร์วาร์ด บทเรียนการเลือกคณะและเปลี่ยนเส้นทางชีวิต พร้อมแนะนำผู้อ่านว่า รู้ใจตัวเ้อง เลือกคณะที่ใช่ ก่อนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

และลองอ่านบทความต่างๆจะเห็นได้ว่า เขียนด้วยภาษาง่ายๆแต่ความคิดเฉียบคมตรงประเด็น และบางบทความได้แฝงธรรมะเข้าไปด้วย ไม่มีการดูถูกดูแคลนคน ไม่ยกตนข่มท่านเลย เอาความรู้ที่มีมาแบ่งปันเพื่อสังคมโดยไม่เน้นเรื่องเงินทอง

ไม่ใช่ว่าเอะอะอะไรก็อ้างสถาบันฮาวาร์ดหากิน ออกหนังสือเยอะแยะแต่เนี้อหามีอยู่เท่าเดิม

เคยเจอตัวจริงของน้องเขา(ครูม่อน)ครั้งเดียว ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่เขาเป็นคนไม่คุยโม้โอ้อวด คนรอบๆตัวไม่รู้เลยว่าเนี่ยเรียนจบฮาวาร์ดมานะ วางตัวก็ติดดิน แต่งตัวก็ไม่เวอร์

ที่สำคัญ บ้านน้องเค้าก็อยู่ปทุมธานี เค้าไม่บ่นสักคำ ว่าจะเป็นจะตายกับน้ำท่วม แถมยังเขียนบทความ ให้คนไทยต้องช่วยเหลือกัน

ช่วงนี้ดูข่าวน้ำท่วมแล้วรู้สึกสงสารประเทศไทยของเราจัง แต่ที่เซ็งไม่แพ้กันก็คือว่าข่าวบ้านเราไม่ค่อยได้รับความสำคัญที่อเมริกา เท่าไหร่เลย ซึ่งก็จริงอยู่ที่ประเทศเราเป็นประเทศเล็กๆที่อาจจะไม่ได้สำคัญสำหรับเขา เท่าไหร่

แต่รู้สึกได้เหมือนกันนะว่าคนอเมริกันเองก็ไม่ค่อยสนใจสิ่งเกิดขึ้นในประเทศ อื่นๆ อย่างเช่น ประเทศเราสักเท่าไหร่ ช่วงนี้เวลาไปเรียน ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ก็จะพยายามเล่าให้เพื่อนๆในห้องฟัง และฝากบอกว่าสามารถบริจาคให้ผู้ประสบภัยผ่านเว็บสภากาชาดได้

ทำให้รู้สึกจริงๆว่าคนไทยเราก็ต้องช่วยเหลือกันเอง เพราะคนอื่นก็คงไม่ได้สนใจเราสักเท่าไหร่หรอก ถ้าเราไม่รักกัน ใครจะมารักล่ะ


แถมยังหาทางเรี่ยไรเงินจากเพื่อนๆต่างชาติมาช่วยคนไทยอีก

เห็นดังนี้ก็เลยอดเปรียบเทียบกับอีกคนไม่ได้จริงๆ

คลิปปลาวาฬมาแล้วเข้ากรุงเทพด้วย

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ



สุรพล ยอมหักยันไม่ลาออกจาประธาน MCOT <--- ไม่ลาออกดีๆ ก็ปลดออกเลยไม่ต้องเกรงใจ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

จากข่าวนี้นะครับ

http://www.thairath.co.th/content/eco/211939

คือ นายสุรพล นิติไกรพจน์ นี่ไม่ได้มีความดีอะไรสำหรับประเทศไทย และเป็นพวกอำมาตย์เต็มที่ และตำแหน่งประธานบอร์ดของรัฐวิสาหกิจนั้น สามมารถปลดออกได้ด้วยมติของที่ประชุมใหญ่ผุ้ถือหุ้น

ดังนั้น หากนายสุรพล ดื้อด้าน ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจอะไร เรียกประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งก็คือกระทรวงการคลังนั่นแหละที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ปลดออกไปเลย

ตำแหน่งนี้ไม่ต้องมีการโปรดเกล้าแต่งตั้ง แต่บอร์ดรัฐวิสาหกิจแต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี
อันที่จริง อสมท. ตอนนี้มีสภาพเป็น บริษัท มหาชน จำกัด อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบริษัทมหาชน

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลง กรรมการบริษัท ประธานบริษัท ขึ้นกับที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว

ซึ่ง อสมท. กระทรวงการคลังถือหุ้น 100%
ดังนั้น กระทรวงการคลังก็ปลดสุรพลได้เลย เมื่อไม่ยอมดื่มสุรามงคล ก็ต้องจับกรอกครับ


ก็ปลดอออกไปเลยครับ
พวกอำมาตย์นี่หน้าด้านทุกคน เมื่อหน้าด้านก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ

ขอเขียนอะไรมันแค่ตัวหน้งสือเขียนอย่างไรก็ได้

ตำแหน่งในบริษัท หากผู้ถือหุ้นไม่พอใจ ก็ประชุมปลดออกได้ทุกเมื่อ

แม้น้ำจะท่วม กทม. แต่หาก พรรค ปชป.หยุดพูดหยุดวิจารณ์ สักพัก ความเครียดคนจะน้อยลง

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

น้ำท่วมก็เครียดกันพอแล้ว รอลุ้นอยู่ว่าจะเข้าบ้านตัวเองเมื่อไหร่ จะอพยพเมื่อไหร่ จะหาสะเบียงเพิ่มได้ไหม จะอุดน้ำได้หรือไม่ แค่นี้มันก็เครียดกันพออยู่แล้ว

แต่ต้องมาฟังน้ำลาย ไร้สาระของพวกพรรคประชาธิปัตย์ พวกสะลิ่ม อีก มันยิ่งหงุดหงิดหนักขึ้น ประชาชนคงระเบิดเข้าสักวัน

การ พูดของพรรคเปรตนี้ "ปากจะบอกก่อนว่าหวังดี" แต่จริง ๆ คือหวังร้าย ข้อสำคัญ พวกนี้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่จะต้องแก้ไข ตัดสินใจดำเนินการ พูดมาก็มีแต่ทำให้เกิดความหงุดหงิดกันทั่วหน้า

แถลงการณ์ก็ไม่มีอะไรนอกจากด่าคนโน้น โยนความผิดให้คนนี้ เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ไม่มีประโยชน์ต่อสถานการณ์อะไรทั้งสิ้น

ปัญหาวิกฤติภัยพิบัติ ต้องการคำแนะนำของ "ผู้เชี่ยวชาญ" ที่เชี่ยวชาญจริง ไม่ใช่คำแนะนำของนักการเมืองฝ่ายค้านว่าจะต้องทำอย่างไร

ไม่ ต้องสอนคนอื่น ทุกคนโตแล้ว เขาต้องการข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเขาก็จะต้องเสนอปัญหา ทางเลือกต่างๆ ผลดีผลเสียของแต่ละทางเลือก

นักการเมืองที่มีตำแหน่ง เช่น นายกฯ และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ เขาก็มีหน้าที่ตัดสินใจเมื่อเห็นข้อเสนอ และทางเลือกของผูเชี่ยวชาญแล้ว

ไม่ มีใครฟัง ความเห็นของ สส.ฝ่ายค้าน ทีไม่ใช่ทั้งผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ไม่มีข้อมูล มีแต่ "เป้าหมายทางการเมืองในการทำลายฝ่ายตรงข้าม"
คำแนะนำของฝ่ายค้าน หัวหน้าฝ่ายค้าน จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ
ยกเว้นว่า บ้านคุณเดือดร้อนอย่างไร ในฐานะตัวแทนเขตนั้น ก็มาเสนอปัญหาได้

ไม่ ใช่มาแนะนำวิธีตัดสินใจ วิธีทำงาน วิธีแก้ปัญหา พวกคุณไม่มีข้อมูลปัจจุบันที่ทันการ ไม่มีความรู้ความเชียวชาญด้านนั้น มีแต่ความเห็นท่วไป ที่ไม่ต่างจากคนเดินถนนทั่วไป


หากหุบปากกันสักพัก วิกฤติมันจะน้อยลง