WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 28, 2011

สลิ่มเกรียนเกลื่อนเน็ตไม่ไหวจะเคลียร์-เงี้ยะจบมั้ย?

ที่มา Thai E-News





โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 ตุลาคม 2554

เว็บไซต์ประชาไท รายงานข่าวเรื่อง เฟซบุคเสื้อแดงฯ ชี้แจงกรณีรถติดป้าย "ทักษิณ" รับของช่วยเหลือที่ดอนเมือง

ชี้แจงกรณีรถติดป้าย "ทักษิณ ชินวัตร" เดิมเป็นรถที่คนเสื้อแดงใช้ช่วยน้ำท่วม-แจกข้าวกล่องอยู่ก่อนแล้วที่อยุธยา โดยไม่เกี่ยวกับ ศปภ. ต่อมาถูกเรียกมาช่วยขนของที่ ศปภ. เนื่องจากรถไม่พอ และไม่ได้ปลดป้ายออก จนเกิดเป็นประเด็นขึ้นมา

ตามที่เมื่อวานก่อนนี้ (26 ต.ค.) มีผู้เผยแพร่วิดีโอคลิปในเว็บไซต์เฟซบุค เป็นภาพอาสาสมัครช่วยกันขนสิ่งของบริจาคขึ้นรถบรรทุกคันหนึ่ง ซึ่งป้ายข้างรถติดป้ายเขียนว่า "บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ด้วยรักและห่วงใย จาก พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร" โดยมีผู้วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมดังกล่าวด้วย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)
ที่มา: เฟซบุคของ Red Democracy ประชาธิปไตยในทัศนะของคนเสื้อแดง

ล่าสุดวานนี้ (27 ต.ค.) ในเฟซบุคของ Red Democracy ประชาธิปไตยในทัศนะของคนเสื้อแดง ได้ชี้แจงพร้อมภาพถ่ายระบุว่า รถคันดังกล่าวเคยนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ จ.อยุธยาเพื่ออพยพออกนอกพื้นที่ และใช้ลำเลียงข้าวกล่องเข้าไปแจกในพื้นที่โดยไม่เกี่ยวกับ ศปภ. ส่วนภาพที่เกิดขึ้นในคลิปเกิดจาก ศปภ. ติดต่อรถดังกล่าวไปช่วยขนของที่ ศปภ. ที่รถไม่พอ และไม่ได้นำป้ายออก

"รถคันนี้เดิมใช้ขนส่งผู้ประสบอุทกภัยที่จังหวัดอยุธยาเพื่อนำ ออกนอกพื้นที่ (ขวา) รวมถึงนำข้าวกล่องที่พวกเขาทำกันเองไปแจกในพื้นที่ (ไม่เกี่ยวกับ ศปภ.) ภาพทางซ้ายได้มีการติดต่อรถคันดังกล่าวให้ไปช่วยขนของที่ ศปภ. เพราะรถไม่พอ แต่เนื่องจากไม่ได้นำป้ายดังกล่าวออก จึงทำให้ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นี้กลายเป็นประเด็นโจมตีกันทางการเมืองไปจน ได้" เฟซบุคดังกล่าวชี้แจง

นพดลชี้แม้วค้านติดรูป"ของแจก"

ทางด้านหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายงาน ว่า นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวถึงกรณีมีรถขนสิ่งของบริจาคให้ศปภ. ติดรูป พ.ต.ท.ทักษิณจนถูกวิจารณ์ว่า ความจริงของบริจาคต่างๆ ที่ส่งไปยัง ศปภ. ไม่ควรมีป้ายนักการเมืองคนใดไปติดอยู่แล้ว ซึ่งพ.ต.ท. ทักษิณไม่มีนโยบาย หรือแนวคิดอะไรทำอย่างนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นอดีตนายกฯ มีความคิด วิจารณญาณว่าควรทำหรือไม่ และไม่เคยสั่งการให้ใครทำเช่นนั้น

นายนพดลกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่อยากมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่เป็นไปได้ว่าอาจมีประชาชนที่รักและชอบพ.ต.ท.ทักษิณ ดำเนินการรูปแบบนั้น ต้องขอความกรุณาว่าอย่าทำเลย เพราะจะเป็นประเด็นการเมืองให้ถูกโจมตีได้ วันนี้ทุกคนกำลังเครียดกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม ก็อยากให้กำลังใจและทุ่มเวลาไปแก้ไข ดีกว่าจะมาตอบโต้ทางการเมือง

สรุปความล้มเหลวของสลิ่มในรอบ 2 สัปดาห์ในการพยายามกุข่าวโจมตีรัฐบาล

1. ธงของเรือผันน้ำเป็นสีแดง >> จริงๆเป็นสีส้ม
2. ยิ่งลักษณ์นั่งฮ.กดบีบีในขณะประชาชนเด­ือดร้อน >> ภายเก่าสมัยหาเสียงที่เชียงใหม่
3. ยิ่งลักษณ์ไปดูคอนเสิร์ต Yanni >> ไม่ได้ไป คนที่ไปคือบรรหารและสุรยุทธ์ (ผู้จัดงา่นยืนยัน)
4. ยิ่งลักษณ์ใส่ Burberry ลุยน้ำท่วม >> แล้วไงวรกร จาติกวณิชยังใส่ Chanel ได้เลย (แพงกว่าด้วย)
5. รมต.ช่วยเอาของประชาชนมาติดชื่อตัวเ­อง >> เป็นของบริจาคลูกๆรมต.ช่วย ติดชื่อให้พ่อ
6. ถุงบริจาคใบใหญ่มีชื่อรมต.จะเอาของประชาชนมาใส่ >> จริงๆเป็นถุงใส่ทรายกันน้ำ
7. ยิ่งลักษณ์ซดเหล้า >> แค่คนหน้าคล้ายจากฟิลิปปินส์
8. ต้องใส่เสื้อแดงช่วยงานศปภ. >> ภาพ+คลิปยืนยันชัดเจนมีเสื้อทุกสี
9. มาร์คอยู่เมืองไทยตลอด ขอร้องอย่าใส่ไฟ >> สุดท้ายโฆษกพรรคปชป.ยอมรับชัดเจนว่าไปมัลดีฟส์
10. กองทัพเรือสหรัฐถอนความช่วยเหลือจากไทย >> ท่านฑูตสหรัฐยืนยันว่าไม่จริง
11. สส.เสื้อแดงกั๊กน้ำดื่มที่ประชาชนบริจาคมา ห้ามเคลื่อนย้าย >> ชัดเจนน้ำดื่ม PPนคร เจ้าของเป็นเสื้อแดง ฝากบริจาคผ่านสส.เสื้อแดง

(เครดิต โดย Befana Thailand:บอร์ดไทยฟรีนิวส์)

******


คลิปเกี่ยวเนื่อง:รวมคลิป ศปภ. ดอนเมือง ทำงานยังไง มีแต่คนต่อว่าแต่ไม่มีเวลาตอบโต้

โดย crazybmw







เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

กนก-สลิ่มซาดิสม์พลิกวิกฤตเป็นโอกาสตื้บรัฐบาล

-ทำดีแล้วโดนด่าไม่ทำห่าแล้วด่าคน สลิ่มแหลรัฐบาลเอาของบริจาคแปะชื่อทักษิณแจกแต่หมู่บ้านเสื้อแดง

Thursday, October 27, 2011

สื่อฝรั่งเศส:น้ำท่วมไทยและอุทกรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News

ประเทศ นี้กำลังจมอยู่ใต้น้ำ แล้วจะสามารถมอบชะตากรรมไว้ในอุ้งมือทหารได้หรือไม่ มวลน้ำมหาศาลดั่งอสูรกายโจมตีประเทศอย่างบ้าคลั่งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฝ่ายทหารสามารถกำหนดแนวทางการเมืองของราชอาณาจักร นี้

ที่มา หนังสือพิมพ์ภาษาฝรั่งเศส LE FIGARO
แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Alex Biosiam
แปลไทยโดย “ยายสา”

หมายเหตุผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษ:ผมแปลเป็นภาษาอังกฤษจากเรื่อง La Thaïlande à la merci d'un «coup d'État aquatique»ที่ลงในหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส Le Figaro เกี่ยวกับสภาพการน้ำท่วมในประเทศไทย


ขณะนี้ประเทศไทยกำลังถูกคุกคามโดย “อุทกรัฐประหาร” ไม่มีใครยอมฟังหัวหน้ารัฐบาล

ประเทศนี้กำลังจมอยู่ใต้น้ำ แล้วจะสามารถมอบชะตากรรมไว้ในอุ้งมือทหารได้หรือไม่ มวลน้ำมหาศาลดั่งอสูรกายโจมตีประเทศอย่างบ้าคลั่งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฝ่ายทหารสามารถกำหนดแนวทางการเมืองของราชอาณาจักร นี้ ก่อนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่อุบัติขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายจะได้ขานรับต่อวิบัติภัยครั้งนี้

ฝ่ายตรงข้ามเรียกร้องให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่จะทำให้ทหารได้รับอำนาจเต็ม

หลังการ “รัฐประหารด้วยความดีงาม ในปี 2549” ที่ควรปลดปล่อยประเทศไทยจากนายกรัฐมนตรีที่ทั้งเป็นเผด็จการและคดโกง จากนั้นตามมาด้วย กึ่งรัฐประหารในปี 2551 เพื่อดึงอำนาจให้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์

จากนั้นในวันนี้ก็ได้นำรัฐประหารในฉบับอุทกภัย มาเล่นกัน ฝ่ายค้านของนายกรัฐมนตรีกำลังใช้ ภาวะการณ์น้ำท่วม ที่ได้สังหารคน 350 คนและทำให้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศ กลายเป็นอัมพาต เพื่อประโยชน์ในทางการเมือง

คณะผู้ติดตามนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คนพวกนี้จะขัดขวางการร่วมมือของรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือ

หากรัฐบาลชักช้าในการจัดการกับภาวะน้ำท่วม แล้วปล่อยให้บรรดารัฐมนตรีให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกัน ในขณะที่พวกเขาไม่ได้ผิดประเด็น จะทำให้การก้าวก่ายของ สุรยุทธ จุลลานนท์ องคมนตรี กลายเป็นการถูกต้อง นายกรัฐมนตรีต้องทำตามประสบการณ์พิสดารจาก(เซ็นเซอร์) ในการใช้เรือเป็นพันลำ ไล่น้ำในไม่น้ำเจ้าพระยา

การก้าวก่ายของ ‘น้ำ’ ในกรุงเทพฯ

เหนือสิ่งอื่นใด รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังดิ้นรนต่อสู้กับกองทัพ และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ทำงานอย่างเป็นอิสระ
“ฟังผมคนเดียว ผมจะเป็นคนบอกท่านว่าเมื่อไหร่ควรจะอพยพ”
สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่ลังเลที่จะกล่าวย้ำ

ปัจจุบัน เขาเป็นเสาหลักในการดำเนินการ ในวันอังคารที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องปฏิเสธการช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา เพราะถูกบีบโดยกองทัพ ที่ไม่ประสงค์ให้สหรัฐฯ เข้ามายุ่งกับกิจกรรมของพวกเขา

ในที่สุดก็ไม่มีใครเชื่อฟังหัวหน้ารัฐบาล
“ดิฉันสั่งให้เปิดประตูระบายน้ำ แล้วได้รับรายงานว่า ประตูได้เปิดแล้ว แต่เมื่อมีการตรวจ ก็พบว่าประตูไม่ได้เปิดเลย”
เธออธิบายให้ฟังเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อให้เห็นว่าการควบคุมสถานการณ์น้ำท่วมนั้น ทำได้ยากมาก

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับ “การเวียนกลับมา?”

ทว่าสถานการณ์น้ำท่วม ได้ทำให้การแยกฝ่ายคืนกลับมา นี่เป็นการแบ่งแยกระหว่างชนชั้นสูง (elite) และ ประชาชนรากหญ้าตามหัวเมืองและชนบทที่เพิ่งได้เลือกสาวน้อยสกุลชินวัตร ที่เป็นผู้มีความคิดแบบเดียวกัน
“ในสังเวียนการเมืองประเทศไทย พวกเขาไม่สนใจประเทศเพื่อนบ้าน เป้าหมายของพวกเขาคือการริดฝ่ายตรงข้าม แม้ประเทศชาติต้องสูญเสียขนาดไหนก็ตาม”
ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิเคราะห์การเมืองกล่าว

ในประเทศที่ผ่านรัฐประหารมา 18 ครั้ง รวมทั้งการกบฎอีกนับสิบ ในช่วงเวลาเพียงหกสิบปี นี่คือการกลับมาของเผด็จการทหาร วิทยุชุมชน “คนเสื้อแดง” เข้าใจเรื่องนี้ดี พวกเขายังได้ประณาม “การวางแผนชั่วร้ายของชนชั้นสูง” และ “การแก้แค้นสนสกปรกต่อการเลือกตั้ง”

**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ร้าวลึกการเมืองเรื่องน้ำท่วม นับถอยหลังพังกันไปข้าง

ศาลใช้ภาพถ่ายขนยางรถตัดสินคุก20ปี13จำเลยเผาศาลากลางมุกดาหาร รอด16ร่ำไห้ปลุกขวัญเพื่อนสู้

ที่มา Thai E-News

ภาพถ่ายตัดสิน-ศาล ชั้นต้นพิจารณาจากภาพว่าจำเลยช่วยกันขนยางเข้าไปในศาลากลางจริง จึงเชื่อได้ว่า มีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำ ส่วนฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า ในวันดังกล่าวมีการเจรจาให้ขนยางเข้าไปเพื่อกดดันรัฐบาลในขณะนั้นให้หยุดฆ่า ประชาชนที่ชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ ซึ่งตำรวจก็มิได้ห้ามปราม(ดังภาพประกอบ) รวมทั้งจำเลยให้การว่า มีการห้ามปรามกัน และบางคนก็มีการขนยางออกด้วยซ้ำ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 ตุลาคม 2554

นายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ทนายความคนเสื้อแดงจังหวัดมุกดาหาร ถูกกล่าวหาเผาศาลากลางจังหวัดในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา รายงานว่า ในวันนี้ ผลคำพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นได้ตัดสินยกฟ้อง 16 คน และลงโทษจำคุก 13 คน คนละ 20 ปี ในข้อหาเผาศาลากลาง

จำเลยทุกคนกำลังใจดีมาก คนที่ศาลยกฟ้องก็ไม่ยอมกลับบ้าน รอให้กำลังใจเพื่อนๆ สำหรับการฟังผลการยื่นประกันตัวที่ประทับใจมากๆ วันนี้คือ ทุกคนต่อสู้คดีอย่างสมศักดิ์ศรี

ผมยอมรับว่าวันนี้กลัวจำเลยหลบหนีด้วยซ้ำ เพราะโทษสูง แต่เป็นฝ่ายจำเลยเองที่โทรมาปลุกทนายความตั้งแต่หัวรุ่ง ในส่วนของคดีคงต้องสู้กันต่อไปในชั้นอุทธรณ์

เบื้องต้นศาลชั้นต้นพิจารณาจากภาพว่าจำเลยช่วยกันขนยางเข้าไปจริง จึงเชื่อได้ว่า มีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำ ส่วนฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า ในวันดังกล่าวมีการเจรจาให้ขนยางเข้าไปเพื่อกดดันรัฐบาลในขณะนั้นให้หยุดฆ่า ประชาชนที่ชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ ซึ่งตำรวจก็มิได้ห้ามปราม(ดังภาพประกอบด้านบน) รวมทั้งจำเลยให้การว่า มีการห้ามปรามกัน และบางคนก็มีการขนยางออกด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม คดีความคงต้องว่ากันไปตามระบบ และทุกคนยังรอประกันตัวอยู่

วันนี้แทนที่จะเห็นน้ำตาของคนที่ถูกลงโทษกลับเป็นน้ำตาของคนที่ รอดแล้วเข้าไปโอบกอดเพื่อนๆ ... ให้กำลังใจกัน ขอบคุณทีมทนายทุกท่านทั้งจากส่วนกลางและพี่ๆทนายในจังหวัดมุกดาหาร ขอบคุณ ส.ส.เพื่อไทย ที่ใช้ตำแหน่งยื่นประกันจำเลย ขอบคุณเสื้อแดงที่ทำให้เราได้รับรู้ เป็นพี่น้อง และร่วมต่อสู้บนถนนสายนี้ "ถนนสายที่มุ่งสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง" !
จำเลย13ราย ที่ถูกตัดสินจำคุกคนละ20ปีรอฟังคำสั่งประกันตัวอยู่ กลัวแต่ศาลชั้นต้นจะโยนให้ศาลอุทธรณ์สั่ง เพราะเท่ากับว่าจำเลยต้องติดไปอีก3-4 วัน เฮ้อ...สรุปก็ตามคาดครับ(ภาพและคำบรรยาย:อานนท์ นำภา)
ใน ที่สุดก็ไม่ให้ประกัน รอศาลอุทธรณ์สั่ง ส่งจำเลยทั้ง 13 เข้าเรือนจำ เห็นภาพนี้แล้วอยากเผาเสื้อครุยทิ้ง ผมขอโทษที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากกว่านี้(ภาพและคำบรรยาย:อานนท์ นำภา)

นาย ไมตรี พันคูณ จำเลยคดีเผาศาลากลางอีกคนที่ถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี เขาเป็นเสื้อแดงขนานแท้เลยทีเดียว ไมตรีเดินทางเข้าร่วมการชุมนุมกับเสื้อแดงและผ่านเหตุการณ์ 10 เมษา 53 มาพร้อมกับบาดแผล ไมตรีเล่าให้ฟังว่า วันดังกล่าวเขาเป็นแนวหน้าที่วิ่งเข้าผลักดันทหาร และเป็นคนที่ใช้ถังน้ำวิ่งเก็บกระป๋องแก๊สน้ำตาที่โปรยลงมาจากฮ. (พูดพลางโชว์รอยแผลที่ผ่านการไหม้ของแก๊สน้ำตา)

"มันโยนมาเราก็เอาจุ่มน้ำ เราต้องดูแลพี่น้องเรา ผมไม่เคยกลัว 555"

ไมตรีเล่าประสบการณ์ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่จริงจังในเนื้อหา เขาเดินทางกลับจากกรุงเทพฯช่วงกลางเดือนพฤษภา 53 ในวันเกิดเหตุเขาไปร่วมชุมนุมที่ศาลากลาง แต่ยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปข้างใน เขาถูกจับกุมบริเวณสี่แยกไฟแดงด้านนอกศาลากลาง และโดนทำร้ายร่างกายจากตำรวจตชด.

เขาถูกบังคับให้ลงชื่อในเอกสารที่มีภาพชายปิดหน้าว่าเป็นเขา ศาลเห็นว่า "การที่จำเลยเบิกความว่า ถูกบังคับให้ลงชื่อนั้น เป็นเพียงการให้การเพียงลอยๆ ไม่มีน้ำหนัก และที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เห็น และวิ่งตามจับคนร้ายภายหลังจากก่อเหตุและเบิกความว่าได้วิ่งไล่จับชายพรางใบ หน้าที่แต่งกายด้วยเสื้อแขนยาวสีดำและสวมทับด้วยเสื้อสีแดง จึงน่าเชื่อถือ เพราะไม่มีเหตุโกรธเคืองที่จะปรักปรำจำเลย และแม้จะจับจำเลยมาได้ปรากฏตามภาพถ่ายที่เปิดหน้าจะปรากฏว่าจำเลยใส่เสื้อ ยืดสีขาว ก็อาจเป็นไปได้ว่าจำเลยได้เปลี่ยนเสื้อเพื่อมิให้มีการจดจำได้ จึงเชื่อว่าจำเลยกระทำความผิดจริง..."

ก่อนออกจากศาลไปเรือนจำ ไมตรีพูดเพียงข้อความสั้นๆ "ผมจะสู้คดีต่อ ผมไม่ผิด" (ภาพและคำบรรยาย:อานนท์ นำภา)


คุณ แม่ของสมัคร ลิลุนา จำเลยคดีเผาศาลากลาง จ.มุกดาหาร รอลูกชายโดยหวังว่าจะได้ประกันในวันนี้ แต่ศาลชั้นต้นไม่สั่ง แต่ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์สั่งแทน ทำให้ต้องรอไปอีกอย่างน้อย 1 วัน นายสมัคร เข้ามอบตัวกับตำรวจ และปฏิเสธมาโดยตลอด สำหรับพยานหลักฐานของเขากับโทษ 20 ปี ศาลกล่าวว่า "แม้ไม่มีภาพถ่ายของจำเลย แต่จำเลยรับว่าเป็นคนขับสามล้อ และรับจ้างเอายางมาส่ง แม้จะออกจากศาลากลางไปแล้ว แต่เชื่อว่า บุคคลทั่วไปย่อมทราบ และหลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกเผาศาลากลาง..."(ภาพแและคำบรรยาย:อานนท์ นำภา)

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.เพื่อไทยและแกนนำนปช.กล่าวว่า วันนี้ตัดสินคดีพี่น้องเราที่มุกดาหาร ยกฟ้อง16คนจำคุก20ปี13คน ส.ส.พรรคเพื่อไทยกำลังทำเรื่องใช้ตำแหน่งขอประกันตัวมาสู้ชั้นอุทธรณ์ พี่นิสิต สินธุไพร เป็นตัวแทนพวกเราไปร่วมดูแลกันที่นั่น ส.ส.เจ้าบ้านทั้งคุณอนุรักษ์ คุณบุญฐินก็ช่วยกันเต็มที่ เป็นกำลังใจให้พี่น้องเราด้วยนะครับ ผมกำลังพยายามประสานงานทุกทางเรื่องประกันตัว

โดยขณะนี้ส.ส.เพื่อไทย7คนร่วมยื่นคำร้องขอประกันตัวพี่น้องเราที่มุกดาหาร เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ผมทำได้และต้องทำก็ทำทั้งหมดแล้ว รอผลการพิจารณาของศาลด้วยกันนะครับ คิวต่อไปจะยื่นในกรุงเทพฯและปริมณฑลอีกทีครับ
นิสิต สินธุไพร แกนนำนปช.ที่เป็นผู้ไปดูแลการประสานงานประกันตัวจำเลยที่ถูกตัดสินจำคุก 13 ราย

สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า ศาลจังหวัดมุกดาหาร อ่านคำพิพากษาตัดสินคดีเสื้อแดง จำคุก13 ยกฟ้อง16 คดีเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร

เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ นางวรพรรณ รักความสุข ผู้พิพากษาศาลจังหวัดมุกดาหาร ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา ที่พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร ยื่นฟ้องสมาชิกกลุ่มเสื้อแดง จังหวัดมุกดาหาร ฐานความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ ร่วมกันทำลายทรัพย์สิน และวางเพลิงเผาอาคารศาลากลางเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งมีผู้ถูกส่งฟ้องรวมทั้งสิ้น 29 คน

โดยศาลใช้เวลาอ่านรายละเอียดการเบิกคำให้การของพยานแวดล้อมที่อยู่ใน เหตุการณ์ โดยพิจารณาจากภาพถ่ายทำให้ศาลเชื่อว่าจำเลยช่วยกันขนยางเข้าไปและมีการวาง แผนและแบ่งหน้าที่กัน ก่อนมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษและยกคำฟ้องจำเลย ซึ่งใช้เวลาอ่านคำตัดสินประมาณ 2 ชั่วโมง โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมารักษาความสงบเรียบร้อยกว่า 500 นาย พร้อมชุดตรวจหาวัตถุระเบิดจาก ตชด.23 มาดูแลอย่างเข้มงวด

ศาลจังหวัดมุกดาหาร พิพากษา ให้จำคุก 20 ปี 13 ราย ในข้อหาความผิดบุกรุกสถานที่ราชการ ร่วมกันทำลายทรัพย์สิน และวางเพลิงเผาอาคารศาลากลางจังหวัด ส่วนอีก 16 ราย ศาลมี คำพิพากษาให้ยกฟ้อง เนื่องจากไม่มีหลักฐานอื่นที่แสดงว่าโจทก์ ได้ร่วมกระทำความผิดอื่นตามฟ้อง

หลังศาลอ่านคำพิพากษา เจ้าหน้าที่เรือนจำได้นำตัวผู้ต้องหาลงจากบัลลังก์ เพื่อนำกลับเข้าไปควบคุมไว้ที่เรือนจำจังหวัดมุกดาหาร ส่วนผู้ที่ถูกยกฟ้อง เมื่อออกมาจากห้องพิจารณาคดีต่างร้องไห้และสวมกอดกับครอบครัวที่มาให้กำลัง ใจ

ขณะที่นายนิสิต สินธุไพร แกนนำกลุ่มนปช. ที่เดินทางมาให้กำลังใจกลุ่มเสื้อแดงมุกดาหารกล่าวว่า จะยื่นขอประกันตัวทั้ง 13 คน โดยใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. 7 คน เงินประกันคนละ 600,000 บาทเพื่อยื่นขอประกันทั้ง13 คนโดยเร็ว และขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้ที่ถูกตัดสินจำคุกด้วย ทั้งนี้ จะหาแนวทางดูแลให้ดีที่สุด

สำหรับผู้ต้องขังที่โดนพิพากษาจำคุก 20 ปี ทั้ง13คนได้แก่ นายดวง คนยืน นายทวีศักดิ์ แข็งแรง นายณัฐวุฒิ พิกุลศรี นายไมตรี พันธ์คูน นายวิชัย อุสุพันธ์ นายวิชิต อินตะ นายพนม กันนอก นายวินัย ปิ่นศิลปชัย นายนพชัย พิกุลศรี นายสมัคร รุนลิลา นายแก่น หนองพุดสา นายทินวัฒน์ เมืองโคตร และนายประคอง ทองน้อย

โปรดเกล้าฯ "เพรียวพันธ์" เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon






ในช่วงค่ำที่ผ่านมา (วันที่ 26 ตุลาคม 2554) ราชกิจจานุเบกษา
ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ

ประกาศระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ

ให้ พลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พ้นจากตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ
ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2554


ประกาศ ณ วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี


http://www.go6tv.com/2011/10/blog-post_27.html

ชัดเจนใครเกียร์ว่าง

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel

เมื่อคืน( 25/10/2554) คุณภิญโญกับรองผู้ว่ากทม. พูดคุยชัดเจน
ในรายการตอบโจทย์ ฟังแล้วชัดเจนว่าใครเกียร์ว่าง เห็นแก่ตัว
ใครเสียประโยชน์ ใครได้ประโยชน์ ประตูระบายน้ำคลองแสนแสบ
ไม่เปิดประตูระบายน้ำจริง ทำให้พื้นที่การระบายน้ำมีพื้นที่น้อย
ใครมีอำนาจวาสนาไม่ให้ประตูระบายน้ำ 20 ตัวเปิดระบายน้ำ
ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง



ดูแล้วถึงบางอ้อ เหตุใดคลองแสนแสบถึงได้เน่าเหม็นตลอดชาติ

ย้อนดู แนวคิดเจาะถนน5สาย เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออกลงทะเล "ทีม กรุ๊ป"เสนอมาครึ่งเดือนแล้ว

ที่มา ข่าวสด


ชวลิต จันทรรัตน์



ภาพพื้นที่โดยรวม(ภาพถ่ายดาวเทียม)



ภาพบริเวณกทม.และปริมณฑล(ภาพถ่ายดาวเทียม)



(ขอบคุณภาพจาก ทีม กรุ๊ป)


รับชมข่าว VDO
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 ต.ค. ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) นายนินนาท ไชยธีรญิญโญ พร้อมด้วยกลุ่มวิศวกร และผู้เชี่ยวชาญโครงสร้าง ได้เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตน้ำเหนือที่บ่าท่วมกทม. โดยใช้เวลาหารือกว่า 40 นาที โดยทางกลุ่มได้เสนอข้อมูลว่าปี 2554 ปริมาณมวลน้ำตลอดฤดูฝน 36,000 ล้านลบ.ม. ซึ่งมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ขณะที่ปี 2538 มีมวลน้ำ 25,000 ล้านลบ.ม.

ดังนั้นจึงต้องผันน้ำออกทางทุ่งตะวันออก และเร่งเจาะถนนให้เป็นทางน้ำผ่าน คือ ถนนประชาร่วมใจ ราษฎรอุทิศ สุวินทวงษ์ ร่วมพัฒนา นิมิตรใหม่ เป็นระยะทาง 5-6 กม. หลังจากนั้นให้ทำสะพานแบริ่งข้ามหากดำเนินการตามแนวทางนี้จะทำให้มีเวลา เตรียมการตั้งคันน้ำเพื่อป้องกันจุดสำคัญต่างๆได้ดีกว่าได้ดีกว่าระบายน้ำ เข้าพื้นที่กทม. ซึ่งไม่มีเวลาในการเตรียมการ

ทั้งนี้นายกฯ เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และได้สั่งการให้กทม. กรมทางหลวง กรมชลประทาน และกลุ่มวิศวกร ขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อดูเส้นทางน้ำ และความเป็นไปได้ในการดำเนินการแก้ไขปัญหา


เอาเข้าจริงแนวคิดและข้อเสนอ เจาะถนน5สาย เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออกลงทะเล ไม่ใช่เรื่องใหม่ ข้อเสนอนี้ถูกชงให้นายกฯ มากว่าครึ่งเดือนแล้ว แต่ถูกเก็บใส่ลิ้นชัก



ชวลิต จันทรรัตน์ วิศวกรแหล่งน้ำ กรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจแหล่งน้ำ จากกลุ่มบริษัท ทีม ซึ่งมีประสบการณ์ความชำนาญในด้านการบริหารจัดการน้ำมากกว่า 30 ปี ให้สัมภาษณ์กับ มติชนออนไลน์ ถึงข้อเสนอเจาะถนนระบายน้ำ ดังนี้



"การเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกเป็นไปได้ยากและเป็นไปได้ ไม่มากกว่านี้แล้ว ส่วนทางฝั่งตะวันออกน้ำที่เข้าท่วมแล้วนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องใช้บริเวณพื้นที่สีแดงซึ่งเป็นแอ่งให้เป็นพื้นที่น้ำ ไหลผ่าน หรือ "flood way" เพื่อระบายน้ำลงสู่คลองด่านลงสู่ทะเล มิฉะนั้น น้ำจากพื้นที่ตอนบนจะเข้ามาอัดกันเพิ่มขึ้นโดยไม่มีทางออก ซึ่งตอนนี้คลองด่านก็พร้อมที่จะเอาน้ำลงสู่ทะเลอยู่แล้ว" นายชวลิตกล่าว


"ไม่อยากใช้คำว่าเสียสละ แต่ "ยินยอมให้เป็นทางน้ำผ่าน"


"เราต้องยอมรับกันว่านี่คือ flood way ที่จะให้น้ำผ่าน เราก็มาดูในรายละเอียดว่า พื้นที่ไหนมีความจำเป็นที่จะต้องเจาะทะลุ ต้องมาเลือกว่าพื้นที่ไหนหากมีการเจาะทะลุแล้วจะทำให้น้ำไหลผ่านได้ดี ถนนเส้นไหนที่จะต้องเอาไว้ ถนนไหนที่จะต้องยอมเจาะ ส่วนพื้นที่สีแดงนี้ต้องยอมรับว่าเป็นพื้นที่น้ำท่วมแน่ๆ"


ทั้งนี้ บริเวณพื้นที่สีแดงดังกล่าวเป็นพื้นที่เกษตรรวมทั้งมีหมู่บ้านจัดสรรตั้งอยู่จำนวนมาก


ขณะที่บริเวณพื้นที่สีเหลืองนั้นไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงกว่ากัน เพียงแต่มีการป้องกันโดยพนังกั้นน้ำที่แข็งแรง


"ถามว่าทำไมบริเวณพื้นที่สีเหลือง (พื้นที่กรุงเทพชั้นใน) นี่เราถึงป้องกันแข็งแรงจังเลย คือบางทีเราต้องตัดนิ้วบางนิ้วเพื่อรักษาหัวใจไว้" นายชวลิตกล่าว


ในส่วนของพื้นที่สีแดง หากอพยพผู้คนได้เร็วก็จะแก้ไขได้เร็ว ระบายน้ำได้เร็ว ถ้ายังรีรอกันอยู่ก็จะเสียเวลาไปเรื่อยๆ เพราะน้ำที่ยังอยู่ในตอนบนก็จะขยับลงมาเรื่อยๆและดันพนังกั้นน้ำที่ไม่แข็ง แรงให้พังลง





นายชวลิตกล่าวว่า หากเปิดทางระบายน้ำได้หมดก็เร่งให้น้ำลดลงเร็วขึ้นได้ภายใน 1 เดือน แต่ถ้าไม่เร่งจัดการบางพื้นที่อาจต้องแช่น้ำนาน 2 เดือน


"กรณีที่เบาที่สุดสำหรับสถานการณ์ตอนนี้ก็คือ ที่ไหนท่วมก็ขอให้ยอมรับ เฉลี่ยทุกข์สุขกัน แต่ผู้ที่ให้ความยินยอมให้น้ำผ่าน เขาก็ต้องได้รับการชดเชยความเสี่ยงตามสภาพความเป็นจริงและเป็นธรรม และต้องเร่งระบายเพื่อลดเวลาและความเสี่ยงของพื้นที่สีส้มลง คือถ้าระบายน้ำได้คล่อง นนทบุรี ปทุมธานีก็จะยังอยู่ แถวรังสิตก็ยังอยู่"


ทางที่ดีที่สุดคือการเจาะทะลุให้น้ำลงสู่ทะเลโดยเร็ว เพื่อไม่ให้คันกั้นน้ำพังลงมาอีก



แต่ถ้าไม่จัดการอะไรเลย ไม่เจาะถนนเพื่อเร่งการระบายน้ำ เมื่อพนังกั้นน้ำรั่วก็ใช้วิธีซ่อมเอา บริเวณพื้นที่สีส้มก็จะเสี่ยงต่อการที่พนังกั้นน้ำพัง



"น้ำจะขึ้นสูงของสูงสุดอีกครั้งในวันที่ 31 ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่น่าเป็นห่วงที่สุด โดยระดับสูงสุดของน้ำจะมีความสูงประมาณ 2.40 เมตร ในขณะที่พนังกั้นน้ำของกทม.สูง 2.50 เมตร แต่สภาพจริงเมื่อน้ำทะเลหนุนขึ้น น้ำปะทะกันมันมีจังหวะหนึ่งน้ำยกตัว หรือน้ำกระเพื่อม ทำให้เกิดคลื่นเป็นช่วงๆ ซึ่งอาจทำให้มีคลื่นสูงขึ้นได้อีก 30 ซม. โดยจะเกิดในช่วงเวลาประมาณ 1-2 ชม. แต่ไม่เกิน 3 ชม. ซึ่งในช่วงนี้อาจทำให้น้ำล้นระดับคันกั้นน้ำของกทม. แต่อย่าตกใจเพราะจะเกิดไม่เยอะนัก เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ใกล้คันกั้นน้ำของกทม. ควรเพิ่มความระมัดระวัง"


นี่คือ ข้อเสนอเจาะถนนระบายน้ำ ฝั่งตะวันออก ที่ถูกเสนอมานานแล้ว แต่ไม่มีการตัดสินใจ

จนมาวันนี้ รัฐบาลไม่อาจปฎิเสธ แนวทางดังกล่าว อีกต่อไป .

ดูคลิปวีดีโอชัดๆ "นายกฯยิ่งลักษณ์" ยิ้มทั้งน้ำตา ไม่ท้อ(ค่ะ) ไม่ร้องไห้ ... ต้องเข้มแข็ง

ที่มา มติชน



รับชมข่าว VDO

หลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยืนหยัดสู้กับมหาวิกฤตน้ำท่วม มากกว่า 1 เดือน

ภาพของนายกฯ ผ่านสายตานักข่าว ดูอิดโรยและอ่อนล้า ยิ่งความเสียหายถาโถม ยิ่งทำให้นายกฯเครียดมากขึ้น

คำถามที่มักถามนายกฯก็คือ ท้อไหม !!!

เช่นเดียวกับเหตุการณ์เมื่อเช้าวันที่ 27 ตุลาคม เวลา 09.00 น. ณ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมทีมงาน ในหลายประเด็น

เริ่มจาก ประเด็นไฟฟ้าที่ท่าอากาศยานดอนเมืองดับ ภายหลังมีน้ำเอ่อเข้าไปยังหม้อแปลง

นายกฯ ตอบว่า ยังไม่คิดเรื่องย้าย ศปภ. จะพิจารณาเป็นเรื่องหลังสุด เพราะยังมีหน้าที่ต้องทำอยู่ กรณีหม้อแปลงไฟฟ้าดับเป็นเรื่องปกติเพราะอาจมีน้ำเข้าไปบ้าง แต่เชื่อว่าภายในวันนี้ (27 ต.ค.) เจ้าหน้าที่จะซ่อมสำเร็จ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อย ขอดูแลประชาชนให้เรียบร้อยก่อน เพราะหากศปภ.ไปย้ายก่อนตนจะไม่สบายใจ

เมื่อถามว่าแปลว่าย้ายผู้อพยพเสร็จอาจจะย้ายศปภ. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องดูอีกทีโดยประเมินเรื่องการเดินทางของเจ้าหน้าที่ ซึ่งตนได้สั่งการให้ตำรวจไปดูเรื่องจุดจอดรถรวมถึงสถานที่พักใกล้เคียง ตนไม่อยากให้เกิดลักษณะเป็นการตื่นแล้วรีบย้ายสถานที่เพราะศปภ.ได้เซ็ตระบบ ต่างๆไว้ จึงไม่อยากให้เกิดการติดขัด

รับกรุงเทพวิกฤตแล้ว

เมื่อถามว่ารมว.กลาโหมเสนอให้ย้ายไปที่สโมสรกองทัพบกถนนวิภาวดีรังสิต แทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตัวตึกที่โน่นก็อยู่ได้ที่นี่ก็อยู๋ได้ แต่ตนเป็นห่วงเรื่องการเดินทาง ที่รมว.กลาโหมเสนอก็เป็นสถานที่ที่ดีแต่สุดท้ายก็จะเจอน้ำเหมือนกันจึงไม่ ต่างจากที่นี่ แต่ยืนยันว่าไม่ไปที่จ.ขลบุรี ที่ไปมีแต่ศูนย์พักพิง

เมื่อถามว่ากทม.เข้าสู่ขั้นวิกฤตจริงๆแล้วใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นอย่างนั้น เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำคือการฝืนธรรมชาติของน้ำ ต้องสู้กับทั้งน้ำ คันกั้นน้ำ และมวลชน ซึ่งต้องขอความเห็นใจ เพราะไม่อยากใช้กฎหมายกับมวลชน และทุกคนก็ทรมานด้วยกัน ควรจะมาช่วยกันทำให้น้ำไหลลงทะเลให้เร็วที่สุด ที่ผ่านมา รัฐบาลก็พยายามหลายวิธี อย่างวันนี้ (27 ต.ค.) ก็มีการนำเข้ากระสอบทรายความยาว 1 กิโลเมตร แต่ยอมรับว่ามีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้มาก

จมน้ำสูง/ต่ำไม่เท่ากัน-คาดแช่เป็นเดือน

เมื่อถามว่ายอมรับน้ำท่วมจะทุกพื้นที่ในกทม. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คงจะใช่แต่ระดับน้ำจะสูง-ต่ำไม่เท่ากัน ที่อยู่ใกล้เครื่องระบายน้ำคงจะไม่นานคงจะสูบออกได้ ปัญหาคือน้ำไม่ได้ไหลลงคลองมากพอจึงต้องใช้เครื่องผลักดันน้ำช่วย วันนี้การระบายน้ำทางตะวันออกทำได้ดีขึ้นเยอะ แล้วน้ำก็เริ่มลงคลองแสนแสบแล้ว เมื่อถามว่าประเมินว่าจะท่วมกทม.นานเท่าใด น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “บางพื้นที่อาจจะเป็นเดือน บางพื้นที่อาจจะเร็วกว่านั้น ขึ้นอยู่กับเครื่องสูบน้ำ ซึ่งระบบสูบน้ำจะต้องหารือกับกทม.ในการเร่งระบายน้ำ ขอกราบเรียนประชาชนว่า เราต้องขอกำลังใจให้กันและกัน เพราะเจ้าหน้าที่สู้กับน้ำมาหลายเดือนแล้ว และปัญหาเรื่องการควบคุมบางครั้งไม่ได้มีปัจจัยจากศปภ.ทั้งหมด ดิฉันก็เห็นใจทุกคนโดยเฉพาะพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรมในฐานะผู้อำนวยการศปภ.ที่ทำงานจนแทบไม่ได้นาน”

วอนขาวบ้านอย่าลุกฮือ แจงทำดีสุดแล้ว

เมื่อถามว่ากลัวคนไม่พอใจการทำงานศปภ.จนลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลหรือ ไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อยากจะขอความเห็นใจ เพราะศปภ.มีเจ้าหน้าที่น้อย บางคนยังไปเป็นผู้ประสบภัย ศปภ.เกิดขึ้นอย่างฉุกละหุกเพราะประชุมวันเดียวแล้วก็จัดตั้งเลย ทั้งที่ศูนย์ลักษณะนี้ควรจะใช้เวลาจัดตั้งเป็นเดือน ที่สำคัญยังเป็นการนำหน่วยงานต่างๆมาร่วมกันทำงานอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมา ก่อน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน แน่นอนว่าความเข้าใจไม่ตรงกันจะต้องมี ที่สำคัญมีอยู่ศูนย์เดียวแต่ต้องทำทั้งป้องกัน ดูแล และฟื้นฟูด้วย จึงอยากขอความเห็นใจด้วย

เมื่อถามว่าการเตรียมตั้งศูนย์อพยพในจังหวัดใกล้เคียงไว้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า มีทั้งในจ.ลพบุรี ที่รองรับได้ 5 พันคน รวมถึง จ.ชลบุรีและอีกหลายจังหวัด ศูนย์พร้อม แต่ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ เพราะศูนย์ใกล้กทม.มีคนใช้หมดแล้ว จึงขอความกรุณาให้ประชาชนที่มีภูมิลำเนาต่างจังหวัด ไปใช้ศูนย์ต่างจังหวัด

ยันยังดูแลคนอีสานอยู่ ไม่ได้ทอดทิ้ง

เมื่อถามว่านักวิชาการเสนอให้ใช้ถนนวิภาวดีรังสิตเป็นทางผ่านของน้ำไปลง อุโมงค์ยักษ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า กทม.เคยหารือถึงเรื่องนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้ เพราะเวลานี้สิ่งที่ศปภ.และกทม.จะทำร่วมกันคือระบายน้ำไปยังฝั่งตะวันออก ส่วนฝั่งตะวันตกก็พยายามอยู่แต่น้ำยังไปยากอยู่ คงจะเป็น 2 ทางที่ทำ

เมื่อถามว่าหลายพื้นที่ในภาคอีสานประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นกันจะทำอย่างไร ให้รู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้งดูแลเฉพาะกทม. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เวลานี้รัฐบาลกำลังป้องกันน้ำ แต่ตนจะบอกตลอดว่า อย่าลืมคนต่างจังหวัดอีก 3 ล้านคนที่ประสบภัยน้ำท่วมเช่นกัน ทั้งพื้นที่ที่น้ำลดแล้วก็เร่งฟื้นฟู ส่วนพื้นที่ที่น้ำท่วมขังแล้วให้เร่งดูแล ประชาชนที่อยู่ตามบ้านอาจจะไม่สะดวกเหมือนเดิม เรื่องสินค้าที่จะให้กลับมาขายก็จะมีเฉพาะสินค้าที่จำเป็น สินค้าอื่นๆอาจจะไม่มีขายเหมือนเดิม เพราะยังติดอยู่ในศูนย์กระจายสินค้าที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

น้ำตาคลอ-ย้ำ2หน “ไม่ท้อค่ะ”

เมื่อถามว่าอยากจะบอกประชาชนถึงความอัดอั้นในใจอะไรหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์น้ำตาซึมออกมาพร้อมกระพริบตาถี่ๆ ก่อนกล่าวว่า “ก็ ...เราเอง กราบเรียนพี่น้องประชาชนว่า เรามีเจตนาดี (เสียงสั่นเครือ) และมีความตั้งใจ (เงียบไปพักหนึ่ง) ไม่ท้อค่ะ!”

เมื่อถามว่านายกฯร้องไห้บ่อยแค่ไหนตั้งแต่เกิดวิกฤตน้ำท่วม น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ไม่ได้ร้องไห้เลย ที่มีภาพออกมาเป็นจังหวะ แต่ไม่เคยร้องไห้ เพราะตนอยู่ตรงนี้ ต้องเข้มแข็ง ยืนยิ้มรับไม่ท้อค่ะ (เสียงดัง)” เมื่อถามว่ายิ้มทั้งน้ำตา น.ส.ยิ่งลักษณ์หัวเราะ

เมื่อถามว่าในช่วงวิกฤตของจริงจะมีมาตรการพิเศษอะไรออกมาเพิ่มเติมหรือ ไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังตอบเสียงสั่นว่า การป้องกันคงทำได้ยาก เพราะเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชา เวียดนาม ลาว ก็เจอเหมือนเราหมด เท่าที่คุยกับต่างชาติก็ยอมรับว่าเป็นภัยธรรมชาติที่ยากจะควบคุมได้ มาตรการที่รัฐบาลจะออกคงเป็นเรื่องการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน ตั้งแต่คุยว่าจะใช้เครื่องสูบน้ำเท่าไร เพราะการกู้นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องใช้เป็นพันตัวซึ่งในประเทศมีไม่พอจำเป็นต้องนำเข้า อย่างที่จีนก็ยังหายากแล้ว จึงต้องสั่งไว้ล่วงหน้า นี่คือตัวอย่างในการเตรียมแผนฟื้นฟูล่วงหน้า

วิกฤตซ้ำ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ความหวังในการป้องกันกรุงเทพฯ ให้รอดพ้นอภิมหาอุทกภัยหมื่นล้านลูกบาศก์เมตร

ยิ่งนานวันยิ่ง"ริบหรี่"เหมือนหิ่งห้อยใกล้ขาด ใจตาย

ถึงตอนนี้หลายคนได้ข้อสรุปว่าการ "ทำใจ" ยอมรับอย่างสงบเยือกเย็นคือต้นทุนเดียวที่ยังเหลืออยู่

แต่ อีกด้านหนึ่งเป็นธรรมชาติของคนกรุงอีกจำนวนไม่น้อย ที่มักจะรับมือกับปัญหาใหญ่ๆ แบบนี้ได้ไม่ค่อยดีนัก อาจเป็นเพราะกรุงเทพฯ ไม่ค่อยเกิดน้ำท่วมใหญ่บ่อยๆ

ครั้งสุดท้ายเมื่อพ.ศ.2538 นาน 15 ปีมาแล้ว ทำให้การเตรียมรับมือในปัจจุบันถลำเลยเส้นความตื่นตัว จนกลายเป็นความตื่นตระหนก

มีดัชนีหลายตัวชี้วัดความตื่นตระหนกของคนกรุง

เช่น การนำรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปจอดทิ้งไว้บนสะพานข้ามแยกต่างๆ รวมถึงทางด่วน หรือการเข้าไปกวาดซื้อของกินของใช้จนเกลี้ยงฉาดซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ว่าจะใน ห้างเล็กห้างใหญ่

ตอนนี้จะหาซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดสักขวด ยากยิ่งกว่างมเข็มในบางบัวทองเสียอีก

แน่ นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงงานน้ำดื่มตั้งอยู่ในเขตพื้นที่น้ำท่วมหนัก เช่น อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เป็นต้น จึงจำเป็นต้องหยุดพักการผลิตไว้ชั่วคราว

แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ขาดแคลนเป็นเพราะคนแห่ซื้อกักตุน

ด้วย กฎกติกาง่ายๆ คือใครมาก่อนได้ก่อน ใครมาหลังก็อดไป รอแย่งชิงใหม่รอบหน้า จะซื้อมากซื้อน้อยแล้วแต่ทุนทรัพย์ และพละกำลังในการแบกกลับบ้าน

นอก จากน้ำดื่มขวดแล้วของบริโภคประเภทปลากระป๋อง อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมปัง ไข่ไก่ ข้าวสาร อาหารแห้ง ฯลฯ ก็เป็นเหมือนกัน

บางอย่างเริ่มขาดตลาด หาซื้อยาก บางอย่างหาซื้อไม่ได้มานานตั้งแต่น้ำท่วมนครสวรรค์ใหม่ๆ ก็ยังหาซื้อไม่ได้จนบัดนี้

แต่น่าเจ็บใจที่สุดคือสินค้าที่พอมีเหลืออยู่บ้างตามร้านชำในตรอกซอกซอย หรือตามแผงริมฟุตปาธ พ่อค้าแม่ค้าก็ยึดหลักแปรวิกฤตเป็นโอกาส

โก่งราคาเพิ่มหลายเท่าตัว

โดย เฉพาะอาวุธต่อสู้น้ำท่วม เสื้อชูชีพสีส้มๆ แพงขึ้น 1-2 เท่า จาก 300 เป็น 600 ถุงบรรจุทราย-ทรายบรรจุถุง ไม่ใช่แค่แพงแต่ยังหายาก อิฐบล็อกก้อนละ 7 บาท ตอนนี้ 30-35 บาท

ประมาณการกันว่าหลังน้ำท่วม คนขายตั้งตัวส่งลูกเรียนเมืองนอกได้เลย

นี่แหละ วิกฤตซ้ำวิกฤตของแท้

‘ยิ่งลักษณ์’น้ำตาไหล รับกทม.วิกฤตแล้ว มีแผนอพยพคนไปตจว.

ที่มา ข่าวสด


เมื่อ 27 ต.ค. ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)ดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความจำเป็นที่จะต้องย้าย ศปภ.ไปอยู่ที่อื่น เนื่องจากทั้งกระแสไฟฟ้า และน้ำประปาเริ่มมีปัญหาเนื่องจากมีน้ำทะลักเข้าท่วมบริเวณศูนย์ผลิตไฟฟ้า ภายในสนามบินดอนเมืองว่า ยืนยันว่า ศปภ.จะเป็นหน่วยงานสุดท้ายที่จะย้ายออกจากจุดนี้ ที่สำคัญเรายังมีผู้อพยพที่ยังต้องขนย้ายไปในที่ที่ปลอดภัย

เมื่อถามว่าหากย้ายผู้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว จะย้ายศปภ.ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องขอพิจารณาดูอีกทีหนึ่ง โดยจะมีการประเมินเรื่องการเดินทางเข้ามายังศปภ.ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปัจจัยเรายังใช้โทลเวย์ได้อยู่

เมื่อถามถึงกรณีที่รมว.กลาโหมเสนอให้ไปใช้สโมสรทบ.แทน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สโมสร ทบ.ถือเป็นสถานที่ดี แต่ก็อยู่ในเส้นทางเดียวกับดอนเมือง ความจริงตัวตึกที่ใช้ทำงานไม่มีปัญหา ที่ไหนก็อยู่ได้ แต่เราเป็นห่วงคนที่จะเข้ามาทำงาน จึงต้องดูเส้นทางว่าจุดไหนสะดวก แต่ยืนยันว่าจะมีย้ายไปอยู่ จ.ชลบุรีแน่นอน ยกเว้นผู้อพยพ เพราะการปฏิบัติงานควรต้องอยู่ในกทม.

เมื่อถามว่าวันนี้ถือว่าพื้นที่ กทม.เข้าสู่ขั้นวิกฤตอย่างแท้จริงแล้วใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวยอมรับว่า ก็คงจะเป็นแบบนั้น สิ่งที่เราทำวันนี้คือกำลังฝืนธรรมชาติของน้ำอยู่ แต่เนื่องจากมวลน้ำมีขนาดใหญ่มาก จึงทำให้บางจุดเกิดปัญหา และยังเจอปัญหาของมวลชน จึงอยากจะขอความเห็นใจ เพราะบางครั้งจะให้เราใช้กฎหมายกับมวลชนคงไม่ได้

เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่วันนี้เราจะปล่อยให้น้ำไหลไปตามธรรมชาติ เพื่อให้ลงสู่ทะเล โดยไม่ต้องกั้นในจุดใดอีก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้มวลน้ำก้อนใหญ่มาก ถ้าปล่อยให้ไหลไปตามธรรมชาติมากเกินไป ก็จะทะลัก และทำให้บางพื้นที่เตรียมตัวไม่ทัน เราจึงต้องกั้นเพื่อชะลอให้น้ำไหลไปตามคลอง แต่เนื่องจากปริมาณน้ำมีมาก บางพื้นที่เลยเกิดปัญหา

ตอนนี้เราจึงจำเป็นต้องนำเข้ากระสอบทรายยาว 1 ก.ม. มาทดลองใช้เพื่อประหยัดเวลา แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร บางที่แนะนำให้ใช้แผ่นเหล็ก แต่ก็มีปัญหาน้ำเชี่ยวมาก เครื่องจักรเข้าไปไม่ได้ และแผ่นเหล็กก็หมด อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควบคุมไม่ได้

เมื่อถามว่าได้เตรียมแผนอพยพคนกทม.ชั้นในไปอยู่ในที่ปลอดภัยหรือยัง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มีการเตรียมการสำรองพื้นที่ไว้แล้ว เช่นที่ จ.ลพบุรี ชลบุรี และอีกหลายจังหวัด ก็ต้องขอความร่วมมือ เพราะไม่มีทางเลือกมากนัก

ส่วนข้อเสนอของนักวิชาการให้ถนนวิภาวดีเป็นที่ระบายน้ำนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้ข่าวว่ากทม.ก็มีการหารือกัน แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้หรือไม่ ดังนั้นขอให้นักวิชาการได้ไปวิเคราะห์กันก่อน

นักข่าวถามต่อว่าน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่กทม.จะกินระยะเวลานานเท่าไหร่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า บางพื้นที่อาจจะเป็นเดือน บางพื้นที่อาจจะเร็วกว่านั้น ขึ้นอยู่กับระบบการระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำ ซึ่งต้องหารือกับทางกทม.เพื่อเร่งระบายน้ำ

เมื่อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าประชาชนที่เดือดร้อนจะลุกฮือไม่พอใจการทำงาน ของ ศปภ. เพราะเจ้าหน้าที่เริ่มล้ากันมาก นายกรัฐมนตรีตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ต้องขอความกรุณาให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ เพราะศปภ.เป็นศูนย์เดียว และเจ้าหน้าที่ก็มีจำกัด และกลายไปเป็นผู้ประสบภัยเอง


“วันนี้ต้องขอกำลังใจซึ่งกันและกัน เพราะเจ้าหน้าที่ได้ต่อสู้กับน้ำมาเกือบ 2 เดือนแล้ว หลายคนเหนื่อยล้า และปัญหาที่ควบคุมไม่ได้หลายอย่างก็ไม่ใช่ปัจจัยที่เกิดมาจากศปภ. วันนี้เห็นใจผอ.ศูนย์ ที่นอนวันละ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

เมื่อถามว่าวันนี้อยากจะฝากอะไรไปถึงประชาชนหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึงกับพูดไม่ออก และมีน้ำตาไหลออกมาทันที และพยายามสะกดกั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ก่อนจะตอบว่า “กราบเรียนพี่น้องประชาชนว่าเรามีเจตนาดีและมีความตั้งใจ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อมาถึงตรงนี้นายกรัฐมนตรี ถึงกับพูดต่อไม่ได้ และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมถึงร้องไห้บ่อย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวปฏิเสธทั้งที่มีน้ำตาคลอเบ้าว่า “ไม่ได้ร้องเลยคะ ที่เห็นภาพออกมาคงเป็นจังหวะ แต่ยืนยันว่าไม่ได้ร้องไห้ เพราะเราอยู่ตรงนี้ต้องเข้มแข็ง ยืนยิ้มรับ และช่วยกัน ยืนยันว่าไม่ท้อ ส่วนที่บ้านพักของดิฉันในซอยโยธินพัฒนา 3 ไม่ได้เตรียมทำคันกั้นน้ำแต่อย่างใด ขอทำให้ประชาชนก่อน ตอนนี้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม”

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 27/10/54 กอดคอกันไว้...มองไปข้างหน้า...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ประเทศไทย ยามนี้ ต้องมีหวัง
รวมพลัง สู้ด้วยกัน อย่าหวั่นไหว
กี่ร้อยพัน ยังเป็นบ่วง คอยห่วงใย
กอดคอไว้ เดินหน้า ร่วมฝ่าฟัน....


ภัยน้ำหลาก ไหลท่วม อ่วมไปหมด
แม้ี่รันทด ก็ตั้งใจ ให้แม่นมั่น
แล้วกอบกู้ สิ่งวิกฤติ คิดด้วยกัน
เพื่อสร้างฝัน ข้างหน้า ฟ้าสีทอง....


เช็ดน้ำตา ให้แห้ง ออกแรงสู้
หวังเป็นผู้ พิชิตชัย ไม่เป็นสอง
มาร่วมสร้าง ประเทศไทย ให้น่ามอง
ตามครรลอง เมืองยิ้ม ที่พิมพ์ใจ....


กอดคอเดิน ไปข้างหน้า ฝ่าวิกฤติ
เพื่อชีวิต สุขสัตน์ กับวันใหม่
ลืมความทุกข์ ทรมาน ที่ผ่านไป
วันสดใส สวยงาม จะตามมา....


ส่งแรงใจ ท่วมท้น ปนน้ำหลาก
หอบมาฝาก ด้วยแสนรัก เป็นนักหนา
ขอความสุข สวัสดี ชื่นชีวา
เพื่อรอยยิ้ม พริ้มเต็มหน้า วัน..ฟ้าสีทอง....


๓ บลา / ๒๗ ต.ค.๕๔