WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 28, 2011

"พานทองแท้"โอดเหนื่อยใจ โดนโจมตีใช้"กระสอบทรายกทม."กั้น"จันทร์ส่องหล้า"

ที่มา มติชน



ภายหลังจากที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายคนโต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร ได้โพสต์ข้อความและรูปภาพผ่านทางเฟซบุ๊ก ในชื่อ Oak Panthongtae Shinawatra และทวิตเตอร์ในชื่อ @oak_ptt ไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยทั้ง 4 ภาพนั้นเป็นภาพการกั้นน้ำด้วยกระสอบทราย ของ บ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งเป็นบ้านพักของคนในครอบครัวชินวัตร ที่ซ.จรัญสนิทวงศ์ 69 เขตบางพลัด พื้นที่น้ำท่วม ต่อมา ก็ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขว้างในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีผู้สังเกตว่า กระสอบที่นำมากั้นรอบบ้านจันทร์ส่องหล้านั้น บางส่วนประทับตรากรุงเทพมหานคร ขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต้องวิ่งหาซื้อกระสอบและทรายกันจ้าละหวั่นในท้องตลาดและ มีราคาแพงเพราะขาดแคลนเนื่องจากความต้องการสูงนั้น


ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 28 ตุลาคม นายพานทองแท้ ได้โพสต์ข้อความ ผ่านทาง เฟซบุ๊ก ของตนเอง โดยระบุว่า

"เหนื่อยแรงยังพอทนนะครับแต่ทุกวันนี้ เหนื่อยใจ เราร่วมกันเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ แทนที่จะให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ช่วยกันคนละไม้คนละมือกลับมาจ้องที่จะซ้ำเติมกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมออกไปช่วยผู้ประสบภัยเกือบทุกวัน นำอาหารและเครื่องดื่มไปแจกผู้ประสบภัยบ้าง รวมถึงจิตอาสาอีกหลายท่านที่มาช่วยบรรจุถุงยังชีพที่ศปภ.บ้าง และยังบริจาคเงินช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัย จนลืมนึกถึงความปลอดภัยของบ้านตัวเอง พอคิดขึ้นมาได้ก็ทำวิธีแบบชาวบ้านทั่วไปคือพยายามหากระสอบทรายมากั้นแต่ก็ อย่างที่ทราบกันว่าเวลานี้กระสอบทรายหายากมากๆ ก็มีคนเอากระสอบเปล่ามาให้ผมโดยผมและคนที่บ้านก็ต้องกรอกทรายกันเองโดยไม่ ได้ดูว่าเป็นของใครเอาแจก และไม่คิดว่าใครจะนำมาเป็นประเด็นโจมตีกันทางการเมืองในช่วงนี้ครับ"


ซึ่งเมื่อนายพานทองแท้ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กลงไปได้มีผู้เข้ามากด like จำนวนมาก รวมถึงแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นเชิงให้กำลังใจล้นหลาม

ข่าวลึก แกนนำสภาอุต ฯ และทหารเผด็จการวางแผนกักตุนสินค้าหวังก่อจลาจลหลังน้ำลด

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

ข่าวลึกจากนายทหารนิยมประชาธิปไตยและนักธุรกิจชั้นนำที่ทราบเรื่องแจ้งมาว่า เมื่อคืนวันที่ 27 และเช้าวันที่ 28 ที่ผ่านมา มีการประชุมร่วมระหว่างแกนนำหลายคนของสภาอุตสาหกรรม และกลุ่มนายทหารจำนวนหนึ่งในสภากลาโหมที่ต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ วางแผนการล้มรัฐบาลหลังจากน้ำลด โดยจะดำเนินการดังนี้

1. เตรียม กักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และสินค้าวัสดุก่อสร้าง ฯลฯ ไม่ให้ออกสู่ท้องตลาด และขึ้นราคาสินค้าทุกอย่าง เพื่อให้ประชาชนลำบากมากที่สุด

2. เตรียมจัดทีมสร้างสถานการณ์จลาจลแย่งอาหารและสินค้าในหลายพื้นที่ เพื่อให้รัฐบาลมีปัญหาว่าควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองไม่ได้

3. จากนั้นจะมีขบวนการพิเศษตั้งรัฐบาลที่พวกตนต้องการขึ้นมา อาจจะใช้วิธีใดก็ได้ แม้แต่วิธีการนอกรัฐธรรมนูญ


ศึกษา แล้วข่าวนี้มีความเป็นไปได้สูง โดยขอให้สังเกตความพยายามสร้างข่าวของ TPBS (ASTV 2) Nation TV และสื่อเครือข่ายอำมาตย์ต่าง ๆ ที่พยายามเน้นความยากลำบากของประชาชน การขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มในหมู่ผู้ประสบภัย พยายามดิสเครดิตรัฐบาลในเรื่องช่วยเหลือด้านของแจกผู้ประสบภัย

เรื่อง นี้ชาวจิตอาสาที่ไปร่วมงานที่ดอนเมืองทุกคนรู้ดีว่า มีการแจกของอย่างเต็มที่และทั่วถึงมาก นอกจากไม่กี่รายที่อยู่ไกลหรือฝ่ายช่วยเหลือไม่ทราบแหล่งที่ติดอยู่เท่านั้น และเมื่อพบก็ออกไปแจกทันที ไม่ว่าจะห่างไกลขนาดไหน

นี่ยังรวมไปถึง การรีบลนลานออกมาพยายามไม่ยอมให้รัฐบาลนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคหรือน้ำดื่ม จากต่างประเทศของพวกอุตสาหกรที่เป็นแกนนำ สอท. และผู้ผลิตน้ำดื่มรายใหญ่อีกด้วย

จะวางแผนกันอย่างไรก็ตามใจ แต่ขอบอกไปยังพวกจิตวิปลาสที่พร้อมจะเอาความทุกข์ยากของประชาชนมาเปลี่ยนรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาให้ได้ว่า

1. ประชาชนรู้นะว่ากำลังทำอะไรกันอยู่
2. เราไม่กลัว พร้อมสู้ด้วย

อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก thaifreenews

รั้วสนามบินดอนเมืองพัง! น้ำท่วมชั้นล่างศปภ.-เตรียมเรือให้“ปู”หนีขึ้นโทลเวย์

ที่มา ข่าวสด


เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 28 ต.ค. ผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” รายงานว่ากำแพงรั้วของสนามบินดอนเมืองที่กั้นตลอดแนวถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ประตู 5 ของท่าอากาศยานกองทัพอากาศ หรืออาคารรับรองพิเศษ ได้เกิดเอนเนื่องจากรองรับแรงดันน้ำที่สูงจากวิภาวดีฯไม่ไหว ทำให้น้ำไหลเข้าสู่ถนนโดยรอบของสนามบินดอนเมือง จากนั้นเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง กำแพงรั้วดังกล่าว ก็พังทำให้น้ำไหลทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็วและแผ่กระจายด้วยปริมาณน้ำจำนวนมาก ท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ

เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ท่าอากาศยานดอนเมืองพยายามแจ้งให้ข้าราชการสื่อมวลชน และผู้ปฏิบัติงานในศปภ.ให้ดำเนินการย้ายรถยนต์โดยเร่งด่วน ขณะเดียวกันบางส่วนต่างรีบเก็บอุปกรณ์การทำงานและทยอยเดินทางกลับออกจากศปภ. แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังคงนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำภายในห้องประชุมศปภ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เกิดปัญหาน้ำไหลทะลักท่วมภายในชั้นล่างของที่ทำการศปภ. ทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีได้รีบเคลื่อนย้ายรถขบวนของนายกฯจากบริเวณชั้น 2 อาคารที่ทำการศปภ.ขึ้นไปจอดบนโทล์เวย์ และได้เตรียมแผนการเดินทางกลับของนายกฯ โดยจัดรถกระบะยกสูงมาไว้ แต่หากระดับน้ำสูงมากจนไม่สามารถใช้รถยนต์ได้ก็ได้เตรียมเรือไว้สำรองเพื่อพาไปส่งในที่บริเวณทางขึ้นโทลเวย์

กรุงแตก!?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ตอนนี้คนกรุงเทพฯ คงต้องยอมรับว่าสถานการณ์น้ำท่วมถึงขั้นวิกฤตแล้ว

ต้องรับสภาพว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ แน่นอน

จากคำแถลงของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อคืนวันที่ 25 ต.ค.

"ขณะนี้มวลน้ำจากทางเหนือไหลสู่ภาคกลาง มวลน้ำก้อนใหญ่ไหลลงผ่านกทม.สู่ทะเล พลังของน้ำครั้งนี้มีแนวโน้มมาก เกินกว่าประตูน้ำจะรับได้"

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ยังระบุว่า มีโอกาสสูงจะทะลักเข้ามาในพื้นที่ชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอกของกทม.

เท่าที่ฟังดูจะเห็นว่าเส้นทางการระบายน้ำทุ่งก้อนมหึมามีด้วยกัน 3 ทาง

ทางแรกคือฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และฝั่งธนบุรี เพราะมีน้ำเหนือผ่านทางนนทบุรีเข้าท่วมเขตบางพลัดแล้ว

การระบายน้ำต้องใช้คลองมหาสวัสดิ์ ส่งมวลน้ำลงแม่น้ำท่าจีนเพื่อลงสู่อ่าวไทยโดยเร็ว

แต่อาจเกิดน้ำท่วมฝั่งธนบุรีและปริมณฑล ในพื้นที่ลุ่มสูงประมาณ 50 ซ.ม.

ทางที่สองก็คือตอนเหนือของกทม. เพราะมีแรงกดดันจากมวลน้ำทุ่งจากรังสิต ทำให้ต้องเปิดคลองต่างๆ ในกทม.ระบายลงสู่อ่าวไทย

ส่งผลให้พื้นที่ดอนเมือง หลักสี่ สายไหม บางซื่อ บางเขน ได้รับผลกระทบจากน้ำเอ่อล้นและท่วมขัง

แต่จะควบคุมไม่ให้สูงเกิน 50 ซ.ม.

ทางระบายที่สามคือฝั่งตะวันออกของกทม.คือ มีนบุรี หนองจอก และลาดพร้าว

โดยมีคลองระพีพัฒน์ คลองหกวาสายล่าง และคลองแสนแสบ ระบายน้ำไปตามแนวคลองที่ขุดไว้ส่งมวลน้ำก้อนใหญ่ออกทะเลฝั่งตะวันออก

แต่อาจเกิดน้ำท่วมขังระดับ 1-1.5 เมตร

เท่าที่ติดตามสถานการณ์ในกทม. ก็คงต้องทำใจว่ายังไงน้ำก็ต้องท่วม

อยู่ที่ว่าจะท่วมสูงเท่าไหร่ ท่วมพื้นที่ไหนบ้าง และท่วมนานแค่ไหน

ปัจจัยหลักๆ ก็อยู่ที่พื้นที่สูงต่ำในแต่ละเขตไม่เท่ากัน

กับปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงสุดช่วงปลายเดือนนี้

แต่ต้องยอมรับว่าศักยภาพในการระบายน้ำของกทม.ถือว่าดีที่สุดทั้งเครื่องไม้เครื่องมือและบุคลากร

หากเกิดน้ำท่วมขังในกทม.จริงๆ ก็น่าเชื่อว่าการระบายน้ำจะทำได้รวดเร็ว

ก็ได้แต่ปลอบใจคนกรุงเทพฯ ด้วยกัน

คงไม่ท่วมหนักและไม่ท่วมนานเท่านั้น

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 28/10/54 เสริมเท่าไรๆ ถึงจะเอาอยู่....?

ที่มา blablabla



พวกขัดแข้ง ขัดขา อีกสารพัด
เล่ห์เหลี่ยมจัด งัดแสดง แถลงไข
ใช้วิกฤติ น้ำท่วม อ่วมอรทัย
หวังเพียงได้ โค่นล้ม จมรัฐบาล....


กุเรื่องราว ข่าวเท็จ จนเสร็จสรรพ
โคตรสับปลับ สลิ่มชั่ว มั่วหลักฐาน
แค่หวังหลอก พวกตน คนสามานย์
สืบสันดาน พวกต่ำช้า คิดสารเลว....


แถมสื่อรัฐ..ยังอมสาก ปิดปาดเงียบ
ถูกย่ำเหยียบ ยังเฉยชา พาดิ่งเหว
ปล่อยพวกชั่ว รุกไล่ สุมไฟเปลว
จนแหลกเหลว ลอยตามน้ำ หยามรัฐมนตรี....


ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น แสนบัดซบ
มันเลี่ยงหลบ มุ่งร้าย ตามป้ายสี
กุข่าวลวง เรื่องระยำ หวังย่ำยี
กลับไม่มี ใครหน้าไหน ให้ความจริง....


เสริมเท่าไหร่ ถึงบรรเทา เอามันอยู่
นายกเรา ยังต้องสู้ เกินผู้หญิง
ฝ่าน้ำหลาก เพื่อคนไทย ได้พึ่งพิง
เธอสู้จริง แต่..พวกชั่ว มั่วป่วนเมือง....


๓ บลา / ๒๘ ต.ค.๕๔

‘ดี-ชั่ว’ ที่ผูกติดกับ ‘รัก-เกลียด’

ที่มา ประชาไท

หลายครั้งที่เราได้ฟังแกนนำมวลชน สื่อ นักวิชาการบางคนพยายามอธิบายว่า ความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในบ้านเราไม่เกี่ยวกับ “ความเกลียดชัง” ตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของการมีความคิดเห็นต่างกัน เนื่องจากยึดหลักการ อุดมการณ์ ต่างกัน

แต่เมื่อสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จะเห็นว่า มันมีเรื่องของ “ความรัก-ความเกลียดชัง” เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างสัมพัทธ์กับการเพิ่ม-ลด “ดีกรี” ของความขัดแย้งและความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ หมายความว่า มันมีการสร้างความเกลียดชังตัวบุคคล กลุ่มคน ฝ่าย หรือ “สี” ผ่านสื่อต่างๆ ในหลากหลายรูปแบบอยู่เสมอตลอดมา นับแต่การสร้างปีศาจทักษิณ เสื้อแดงนิยมความรุนแรง ขบวนการล้มเจ้า หมู่บ้านแดงคอมมิวนิสต์ ฯลฯ
กระทั่งปัจจุบัน ปรากฏการณ์ของ social media ในท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วม ก็มีแม้กระทั่งพระสงฆ์บางรูปโพสต์ข้อความว่า คนเสื้อแดงที่เคยด่า “ทหารเป็นฆาตกร” ไม่น่าจะยื่นมือมาขอรับความช่วยเหลือจากทหาร ไม่ต้องพูดถึงการโพสต์ด่านายกฯ ว่ามีมากเพียงใด อีกทั้งสื่อทีวีที่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามก็ตามกัดเป็นรายวัน เหมือนจงใจใช้ “วิกฤตมหาอุทกภัย” ทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลที่พวกตนเกลียดชัง โดยไม่ต้องสนใจเหตุผลว่า ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ทุกฝ่ายควรหันมาช่วยเหลือกันและกันอย่างไร
แม้กระทั่งเมื่อเช้านี้ (27 ต.ค.) ในรายการ “เก็บตกจากเนชั่น” กนก รัตน์วงสกุล กับ ธีระ ญัญญไพบูลย์ ก็ยังแสดงความเห็นว่า มีน้องๆ ที่ไปช่วยแพ็คของที่ ศปภ.ดอนเมือง บอกว่า มีคนบอกให้ใส่เสื้อแดง แล้วก็พูดตลอดว่า พวกเราคนเสื้อแดงต้องช่วยคนเสื้อแดงด้วยกัน มันเป็นบรรยากาศที่รับไม่ได้ เสียความรู้สึกมาก จนต้องหนีกลับมา กนกยังพูดอีกว่า มีนักการเมืองบางคนให้ติดชื่อตนเองบนห่อของที่รับบริจาคก่อนนำไปแจกชาวบ้าน ภายใน ศปภ.ตอนนี้มันเละจนรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ต้องขอนายกฯ ให้ทหารเข้าไปบริหารจัดการแทน
แล้วกนกก็เชลียร์ทหารต่อว่า “ทหารเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนเรื่องน้ำท่วมอย่างเต็มที่ ตอนนี้ทหารเป็นฮีโร่ของชาวบ้านไปแล้ว ที่จริงทหารเค้าก็เป็นฮีโร่มาตลอด แต่นักการเมืองนับวันจะตกต่ำลง ไม่รู้คิดได้หรือยัง ถ้าคิดได้ตอนนี้ก็ยังกลับตัวทัน”
ตัวอย่างที่ยกมาเป็นต้นนี้ สะท้อนว่าความเกลียดชังมันฝังลึก จนยากที่จะประสานรอยร้าวให้สนิทไม่ว่าจะเผชิญภาวะวิกฤตขนาดไหนก็ตาม จึงน่าคิดว่า ความเกลียดชังฝังลึกที่ส่งผลเป็นความแตกร้าวเกินเยียวยาเช่นนี้มันเกิดขึ้น ได้อย่างไร
หากพิจารณา “วาทกรรมความขัดแย้ง” ในบ้านเราอย่างตรงไปตรงมา จะเห็นว่าเป็นการเถียงกันเรื่องถูก-ผิด แต่ว่าความหมายของ “ถูก-ผิด” ที่สังคมเรานิยมใช้กันมันไม่ใช่เรื่องถูก-ผิดในเชิงการปฏิบัติตามนโยบายของ รัฐบาล ประสิทธิภาพในการทำงาน และมันไม่ใช่การเถียงกันอย่างจริงจังว่า หลักการ อุดมการณ์อะไรถูกหรือผิด ไม่ได้จริงจังด้วยซ้ำว่า มันเป็นเรื่องของกากระทำที่ถูกหรือผิดในทางกฎหมาย หลักความยุติธรรม หรือหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย
แต่ถูก-ผิดที่เราใช้ฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตายนั้น เป็นเรื่องของ “ความถูก-ผิดทางจริยธรรม” ทว่าปัญหาคือ “วัฒนธรรมความคิดทางจริยธรรม” ในบ้านเรา เป็นวัฒนธรรมความคิดที่มีอิทธิพลจากความเชื่อทางศาสนาซึ่งเป็นจริยธรรมเชิง ปัจเจก ไม่ใช่จริยธรรมภาคสาธารณะ (social morality) ฉะนั้น ถูก-ผิด ที่เราใช้ฟาดฟันกัน จึงไม่ชัดว่าเป็นเรื่องของถูก-ผิดตามหลักการของจริยธรรมภาคสาธารณะ คือหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม แต่เราขับเน้นถูก-ผิดในความหมาย “ดี-ชั่ว” ของตัวบุคคล แล้วก็นำเรื่องดี-ชั่วของตัวบุคคลไปผูกติดกับ “ความรัก-ความเกลียดชัง” และใช้ความรัก-ความเกลียดชังนั้นเป็นเงื่อนไขของการแบ่งฝ่าย และการต่อสู้ทางการเมือง
ภายใต้วัฒนธรรมความคิดทางจริยธรรมเช่นนี้ สังคมเราจึงสร้างกระแสความรักความศรัทธาในตัวบุคคลที่ถูกยกย่องกันว่าเป็น “คนดี” หรือเป็น “ผู้มีคุณธรรมจริยธรรมสูงส่ง” อย่างไม่ลืมหูลืมตา และสร้างกระแสความเกลียดชังตัวบุคคลที่ถูกสังคมพิพากษาว่าเป็น “คนเลว” หรือคนไม่มีคุณธรรมจริยธรรม อย่างสุดโต่ง
ฉะนั้น สำหรับคนที่ถูกยกย่องว่า เป็นคนดีมีคุณธรรมสูงส่งและเป็นที่รักของผู้คน เราจึงไม่สนใจวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ขณะที่คนที่ถูกสังคมพิพากษาว่าเป็นคนเลว หรือเป็นพวกเดียวกับคนเลวและผู้คนเกลียด ไม่ว่าเขาจะขยับตัวทำอะไรก็ผิดไปหมด จะต้องถูกตรวจสอบ ถูกจับผิด ถูกวิจารณ์ ถูกด่าอยู่ตลอดไป
วัฒนธรรมความคิดทางจริยธรรมที่เอาเรื่อง “ดี-ชั่วผูกโยงกับความรัก-ความเกลียดชัง” ดังกล่าว สะท้อให้เห็นว่า ความเชื่อทางจริยธรรม หรือความเชื่อเรื่องดี-ชั่ว ของสังคมเราไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความมีเหตุผลและหลักการเชิงสังคม แต่อยู่บนพื้นฐานของความรัก-ความเกลียด หรือความศรัทธา-ไม่ศรัทธาในตัวบุคคลเป็นหลัก
ฉะนั้น เวลาเราพูดถึง “ความดี” หรือการกระทำที่ดี เราจึงไม่มี “จินตภาพ” ของความดี หรือการทำดีในความหมายที่เป็นการกระทำเพื่อปกป้องหลักการเชิงสังคม ป้องคุณค่าความเป็นมนุษย์ หรือประโยชน์สุขเชิงสาธารณะ เช่นการกระทำตามหรือการปกป้องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม จึงไม่ใช่ความดีหรือการกระทำที่ดี ที่ภาครัฐ ระบบการศึกษา สื่อ ฯลฯ โปรโมท กระตุ้นเตือน หรือรณรงค์ให้ประชาชนเห็นคุณค่า และถือเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ หรือยึดถือปฏิบัติเป็นวิถีชีวิต
แต่ความดีหรือการกระทำที่ดีที่สังคมนี้โปรโมท รณรงค์ให้คนทุกเพศทุกวัยกระทำคือ “ความดีเชิงปัจเจก” เช่น การ “ทำดีเพื่อพ่อ” ซึ่งหมายถึงคุณจะทำอะไรก็ได้ที่เกิดประโยชน์กับตัวคุณ(และทำให้คุณเพิ่มพูน ศรัทธาใน “พ่อ” มากขึ้น) เช่น ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ออกกำลังกาย กระทั่ง “อ่านหนังสือสอบเพื่อพ่อ” ร้องเพลงเพื่อพ่อ ถ้าเป็นการทำดีเชิงสาธารณะเพื่อพ่อก็มักจะเป็นเรื่องเก็บขยะ ปลูกป่า ฯลฯ แต่ไม่เคยมีการทำความดีด้วยการต่อสู้เรียกร้องเสรีภาพ ความเสมอภาค ประชาธิปไตย “เพื่อพ่อ” เลย (มีแต่การอ้างพ่อเพื่อจัดการกับคนที่ออกมาเรียกร้องเรื่องดังกล่าว)
นอกจากนี้ ก็เป็นเรื่องของการโปรโมทความดี หรือการทำดีตามความเชื่อทางศาสนา ซึ่งมักเน้นเรื่องทำบุญทำทาน การรักษาศีล ปฏิบัติธรรม เพื่อความสุขความเจริญของชีวิตในชาตินี้และชาติหน้า แต่มุมมองทางศีลธรรมศาสนานิยมปลูกฝังกัน ก็มักจะมองการกระทำหรือพฤติกรรมของมนุษย์ผ่าน “กรอบโลกทัศน์แบบขาว-ดำ” เป็นหลัก
ภายใต้บริบทของสังคมที่ถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมความคิดทางจริยธรรมดัง กล่าวนี้ ทัศนะทางการเมืองก็ถูกทำให้เป็น “ทัศนะแบบขาว-ดำ” ไปด้วย จึงทำให้การถกเถียงเรื่องปัญหาทางการเมืองกลายเป็นเสมือนเรื่องทางศาสนาเข้า ไปทุกที เพราะฝ่ายที่เห็นต่างกันไม่สามารถถกเถียงกันได้ด้วยเหตุผลอย่างถึงที่สุดภาย ใต้บรรยากาศของการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง เนื่องจากทั้งตัวบุคคลและทัศนะของเขาง่ายที่จะ “ถูกจับยัด” เข้าไปใน “กรอบ” ของ “ดี-ชั่ว” อย่างสัมบูรณ์ (absolutely) ตาม concept ที่ว่า “คนดี” คือ “คนที่ต้องจงรักภักดี” ความดี หรือการกระทำที่ดี คือการกระทำที่สนับสนุน ส่งเสริม ปกป้องความจงรักภักดี และ “คนชั่ว” คือ “คนที่ไม่ (หรือถูกสงสัยว่าไม่) จงรักภักดี” ความชั่ว หรือการกระทำที่ชั่ว คือการกระทำที่ไม่สนับสนุน ไม่ส่งเสริม ไม่ปกป้องความจงรักภักดี รวมทั้งการกระทำที่เป็นการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบบุคคล หรือสถาบันที่สังคมจงรักภักดี
นี่คือปัญหาหลักอันเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมความคิด ที่ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองแทนที่จะเป็นเรื่องของการถกเถียงกันด้วย เหตุผลอย่างถึงที่สุด เพื่อแสวงหาอุดมการณ์ หลักการ กติกาที่ยุติธรรมที่สุดแก่สมาชิกของสังคมทุกคนอย่างเสมอภาคที่สุดเท่าที่จะ เป็นไปได้ กลับกลายเป็นเรื่องของการสร้างความเกลียดชัง สร้าง “มายาคติ” เรื่อง “ดี-ชั่ว” ของตัวบุคคลให้เป็นเงื่อนไขของความแตกแยก และความรุนแรงไม่สิ้นสุด
แม้กระทั่งในภาวะที่ประเทศต้องเผชิญ “วิกฤตมหาอุทกภัย” ร่วมกัน การสร้างความเกลียดชังก็ยังคงดำเนินต่อไป!

ตบเกรียนสลิ่มไม่ทำห่าแล้วด่าคนช็อตต่อช็อต

ที่มา Thai E-News

สงครามข่าวทางเฟซบุ๊ค-ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้เฟซบุ๊คโจม ตีกล่าวหารัฐบาลและศปภ.เรื่องของบริจาคว่าคนเสื้อแดงเป็นแก๊งมาเฟียคุม เอาของบริจาคแปะชื่อนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและทักษิณแล้วนำไปแจกเฉพาะหมู่ บ้านเสื้อแดง สุดท้ายก็สรุปดังภาพข้างบนคือไล่รัฐบาล ทำให้ฝ่ายเสื้อแดงที่ถูกพาดพิงได้ใช้เฟซบุ๊คออกมาโต้แบบช็อตต่อช็อต ดังต่อไปนี้

โดย ป๋าจอมตั๊ป กลุ่มสหายสีแดง รักราษฎร
ที่มา บันทึกในเฟซบุ๊คของป๋าจอมตั๊บฯ

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บันทึกนี้เดิมชื่อ NO TOP SECRET ,สลิ่มเอ๋ย เราไม่มีเวลาว่างมากพอจะเอามานั่งมองคุณ

จากบันทึก "TOP SECRET, ศปภ. เรามองคุณอยู่" https://www.facebook.com/note.php?note_id=257897004256221
จากเพจเฟซบุ๊คของผู้ใช้ชื่อ "คนละหมัด เตอะซีรี่ย์" ที่มีคนแชร์ในระบบเฟสบุคไปมากกว่า 400 ครั้ง ซึ่งมีการพาดพิงถึงเฟสบุคของผมด้วยนั้น

ก็ต้องชี้แจงให้เข้าใจกันในหลายๆเรื่อง สำหรับคนที่ตั้งหน้าตั้งตาคอยจับผิดด้วยอคติและนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว เฉพาะสิ่งที่ตนเองอยากจะเชื่อมโยงนะครับ

ปล.มันไม่เห็นจะ TOP SECRET ตรงไหน จริงๆมาดูการทำงานที่ ศปภ.เองก็รู้ ไม่ใช่มานั่งดูรูปเพียงด้านเดียวจากฝ่ายที่ต่อต้านเสื้อแดงมาตั้งแต่ไหนแต่ ไรแล้วตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างจากคำบอกเล่านะครับ

จากบันทึกฉบับนั้นคงต้องมาไล่กันทีละประเด็น

ประเด็นแรก

1. เรื่องการบรรจุถุงยังชีพ ที่มีคนบอกว่ามีการบังคับให้ต้องใส่เสื้อแดงนั้น เป็นเรื่องไม่จริง มีคนใส่เสื้อทุกสี
ปัญญาชนต้องอย่าใช้ความกากพร่ำเพรื่อแบบอาจารย์จุฬาคนนี้...

อันนี้ที่ตอนออกมาปล่อยข่าวตอนแรกก็ปั่นข่าวกันซะใหญ่โตตามประสาพวกชอบจับ ผิด ใครโง่ไปเชื่อโดยไม่ตรวจสอบก็ควรใช้วิจารณญาณบ้างอะไรบ้างในคราวหลัง ไม่ใช่เอะอะว่าไม่ชอบเสื้อแดงแล้วเชื่อทุกข่าวลือข่าวปล่อย

แค่ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านก็เหนื่อยกันจะตายห่าแล้ว ไม่ค่อยมีเวลามานั่งเขียนตอบโต้พวกคอยฉวยโอกาสปั้นข่าวโจมตีตอนที่คนกำลังทำ งานกันหรอกนะครับ

ข่าวปั้น ข่าวแต่ง ข่าวลืองี้ไปเร็ว แชร์กันพรึ่บๆยังกะพายุ ทีข่าวข้อมูลความจริงโต้แย้งนี่ไม่ยักกะมีใครแชร์ หรือแก้ไขให้ตามข้อเท็จจริง คือง่ายๆว่าไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเองหลงเชื่อลมปากคนบางคนไปแล้วอย่างหัว ปักหัวปำ

เพราะมีฐานคิดของความไม่ชอบเสื้อแดงอยู่เป็นทุนเดิม ต้องฝึกใช้สมอง บริหารรรกะกันบ้างนะครับ สำหรับคนที่เชื่อข่าวลือแบบไม่ลืมหูลืมตา

ประเด็นที่สอง

2. แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับพบว่าเป็นการสนับสนุนกลุ่มการเมืองอย่างชัดเจน
คนนี้ชื่อพี่เดี่ยว แต่งตัวเป็นมาสคอตหุ่นปูแดง แกไปทุกที่ งานนี้มาให้กำลังใจที่ศปภ.

แล้วไม่ทราบว่าแปลกตรงไหน หรือผิดยังไงครับ เพราะรัฐบาลนี้ "คนเสื้อแดง" เลือกเข้ามา การจะมาช่วยเหลืองาน หรือให้กำลังใจรัฐบาลที่เขาเลือก มันเป็นเรื่องผิดหรืออย่างไรกันครับ

ครั้งตอนที่ทหารศอฉ.ตั้งศูนย์มาสลาย มาซุ่มยิงเข่นฆ่า มาปราบคนเสื้อแดง ขนาดภารกิจฆ่าคนไทยด้วยกันแท้ๆ
หลายคนยังไปทำอาหาร ไปให้กำลังใจ แบ่งแยกฝั่งฝ่ายอย่างชัดเจน กับสนับสนุนภารกิจ"ไทยฆ่าไทย"
ไม่ น่าละอายกว่าหรือกับการแสดงตัวสนับสนุนของสีตรงข้ามที่อยากให้อีกสีหนึ่ง ตายๆไป? แต่กับกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนการช่วยเหลือคนน้ำท่วมทุกๆพื้นที่กลับมาถูก โจมตีแบบไร้สาระอย่างนี้ ?

ประเด็นที่สาม

3. รถที่ขนของไปแจกมีติดสัญญลักษณ์ธงสีแดง รถที่มารับของไปลงพื้นที่ติด"ธงแดง"
ประเด็นนี้ผมว่า"โคตรไร้สาระ" บรรดารถที่มาขนของจากศปภ.ไปลงพื้นที่น้ำท่วมที่รถเล็กเข้าไม่ถึง
มี รถหลากหลายหน่วยงาน มากหน้าหลายตาตามแต่ความพร้อมที่จะลงพื้นที่มาขนของไป มีทั้งรถเมล์ รถบรรทุก รถ6ล้อ รถคอนเทนเนอร์ รถจากหลากหลายหน่วยงาน

รวมถึงรถของ"กองทัพบก" ที่ถือเป็นคู่ปรับกับคนเสื้อแดงในกรณีสลายการชุมนุมเมื่อเมษา-พฤษภา 53 เสียด้วยซ้ำ
"กองทัพบก ช่วยเหลือประชาชน ด้วยของจากศปภ."

แล้วจะแปลกอะไรถ้าหากมี"รถติดธงแดง"อาสามาช่วยเหลือเอาของบริจาคไปกระจายส่งให้ชาวบ้านในพื้นที่ภัยพิบัติน้ำท่วมล่ะครับ ?

แต่ ณ เวลานี้ ถ้ามานั่งคิดว่า"แบ่งแยกฝักฝ่าย"กัน แล้วมั่นใจว่าของที่ไปช่วยกันแพ็คที่ศปภ.มันมีเจ้าของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล่ะก็ "รถ 6 ล้อ ของทหาร ของกองทัพ ที่ติดป้าย "กองทัพบกช่วยเหลือประชาชน" แต่มาเอาของจากศปภ.ไปเป็นหมื่นๆแสนๆชุดแล้ว ก็คงไม่ได้ออกลงถึงพื้นที่ ถึงมือชาวบ้านสักคันหรอก ถ้าคนเสื้อแดงอย่างผมมานั่งจิกกัดเรื่องพวกนี้แบบสลิ่มทั้งหลาย
รถของกองทัพบกจอดเรียงราย รอรับของที่ศปภ.

ในยามนี้ต้องแยกแยะได้แล้ว พวกเรา"เสื้อแดง"เกลียด"ทหารที่เข่นฆ่าประชาชน" จริง! และรัฐบาลที่"เสื้อแดงเลือกเข้ามา"ไม่จำเป็นต้องเอาของให้ทหารไปแจกในนาม" กองทัพบกช่วยเหลือประชาชน"ด้วยซ้ำก็ได้ (แต่อีกปัจจัยหนึ่งคือเรื่องการเมือง ที่กองทัพส่งรถใหญ่มาช่วยขนส่งของจาก ศปภ.ไปลงพื้นที่เพียงไม่กี่คัน ก็เพราะรัฐบาลมีปัญหากันกับกองทัพเรื่องแก้กฎกลาโหมฯ) แต่ถ้ามานั่งแบ่งแยกรถคันนู้น รถคันนี้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก็คงไม่เป็นอันทำอะไรกัน ผลประโยชน์ของผู้ประสบภัยต้องมาก่อน
ถ้า คุณรับไม่ได้เรื่องรถธงแดงมาช่วยกระจายของศปภ. เราเสื้อแดงอยากบอกว่า เรายังทนได้ที่รถ"กองทัพบก"มาเอาของจาก"ศปภ."ไปแจกจ่ายในนามของตนเอง เรายอมได้ หากว่าผู้ประสบภัยได้ประโยชน์

แล้วพวกคุณปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า ฝ่ายเสื้อแดงมีคนอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมครั้งนี้เยอะกว่ากลุ่มการเมืองสีอื่นๆ เพราะพื้นที่รับน้ำรวมถึงเขตปริมลฑลก็ได้ส.ส.เพื่อไทยเข้ามามากกว่าฝ่ายตรง ข้าม

จะแปลกตรงไหนถ้าคนเสื้อแดงที่เป็นกำนันบ้าง อบต.บ้าง ผู้ใหญ่บ้านบ้าง ที่ดูแลอยู่ในพื้นที่นั้นๆมาขอของไปลงช่วยเหลือพื้นที่ดูแลของพวกเขาที่น้ำ ท่วม?

และรถพร้อมลุยน้ำที่จะลงพื้นที่ก็ขาดแคลน คือนอกจากประชาชนคนทั่วไปที่มีจิตอาสาที่มาช่วยงานกันที่ศปภ.อย่างคับคั่งนั้น เรายังไม่เห็นรถของASTV รถของสนธิ ลิ้มทองกุล หรือรถของหมอตุลย์อะไรพวกนี้มาช่วยกระจายของสู่พื้นที่ประสบภัย ณ จุดนี้นี่ครับ ก็เห็นมีแต่รถของคนเสื้อแดง ส.ส.พื้นที่แต่ละเขต และส.ส.ในพรรคเพื่อไทยบางคน รวมถึงเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ ที่อาสามาช่วย มาช่วยขนของที่ศปภ.เพื่อลุยน้ำไปลงพื้นที่กัน

อ่อ ยังมีรถของกองทัพอีกหลายๆหน่วยงานมาร่วมกันด้วย และอานิสงส์ของสิ่งของเหล่านั้นก็ตกกับคนทุกๆคนในพื้นที่นั้นๆเองมิใช่หรือ ทั้งคนที่กาเลือกรัฐบาลเข้ามา และคนที่เลือกพรรคอื่นๆในพื้นที่ด้วยซ้ำ

จะมานั่งตั้งแง่จับผิดทุกเรื่องราวแบบนี้ ผมว่าไร้สาระครับ อยากทำอะไร ให้ได้ดั่งใจ ก็ลงมือทำดีกว่าครับ มานั่งเก่งเรื่องการหาเรื่องโจมตีคนที่เขาทำงาน กันอยู่บนอินเตอร์เน็ตในเวลาคับขันแบบนี้ พวกคุณน่าจะเอาเวลาไปทำอะไรที่มีประโยชน์ต่อสังคมได้มากกว่านี้นะ

ประเด็นที่สี่

4. จุดกระจายของบริเวณ cargo คุมโดยคนเสื้อแดงทั้งหมด รถที่ขนของติดภาพ-ชื่อนักการเมืองชัดเจน
แบบนี้เรียกเป็นแก๊งค์แล้วหรอ?

ถ้าคนได้ลงไปทำงาน ไปเห็นบริเวณหน้าคาร์โกและบริเวณที่ขนถ่ายของกันจริงๆ คงจะทราบว่าผู้คนจุดนั้นมากหน้าหลายตา ผัดเปลี่ยนเวรกันมาทำงานขนของขึ้นรถกันตามแต่แรงและกำลังของตน

มีเสื้อทุกสี ผัดเปลี่ยนกันทุกวัน อาสาสมัครบ้าง พนักงานบริษัทบางบริษัทมาช่วยขนของบริจาคจากบริษัทลงคาร์โกบ้าง วันนั้นผมก็แวะไป ใส่เสื้อแดงกันทั้งกลุ่มเลย ..พนักงานจากแม็คโคร มาโหลดของ

คนก็ยืนๆเดินๆแถวๆคารืโกกันพลุกพล่น
แต่ ไอ่รูปที่คนทำบันทึกนั้นเป็นเพียง รูปมุมเดียว ช่วงเวลาเดียว เพื่อจะตั้งประเด็นโจมตีโดยเฉพาะ ทำไมตอนคนใส่เสื้อสีเขียว สีเหลือง สีม่วง สีส้ม มาคุมขนของขึ้นรถตรงหน้า Cargo ถึงไม่เอารูปมาแปะบ้าง

และถึงจะเป็นคนใส่เสื้อแดงควบคุมจุดกระจายของบริเวณคาร์โกทั้งหมด ผมก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องน่าแปลก เพราะศูนย์ศปภ.เป็นศูนย์ที่รัฐบาลตั้งขึ้นส่วนกลางเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบ ภัย หากผู้สนับสนุนรัฐบาลอย่าง"คนเสื้อแดง"จะเข้ามาช่วยดูแล ณ จุดนี้ มันจะเป็นอะไรที่น่าตกใจขนาดนั้นเลยหรือ?

ผมก็พอมีรูปบรรยากาศมุมอื่นๆดูบ้าง มีทั้งคนเสื้อแดง ทั้งอาสาสมัคร ทั้งทหาร อยู่ในจุดโหลดของจากคาร์โกกระจายสู่พื้นที่ประสบภัย
อาสาสมัครช่วยกันลำเลียงของ"ศปภ."ขึ้นรถของ"กองทัพบก"
ไม่เห็นมีนะ แก๊งมาเฟียเสื้อแดงหน้าคาร์โก ที่ปล่อยข่าวกัน?
อาสาสมัครมาช่วยกันโหลดของขึ้นรถที่ศปภ.
อาสาสมัครมาช่วยกันโหลดของขึ้นรถที่ศปภ.
ทหารมานั่งพักอยู่คาโกร์ข้างๆ

ปล.ถึงคนที่เป็นกลาง หากเคยไปช่วยเป็นอาสาสมัครที่ศปภ.ทำงานที่ดอนเมือง หรือเคยผ่านบริเวณจุดนั้น "ผมท้าให้ไปพิสูจน์" ว่าที่ผมบอกจริงหรือไม่จริง แล้วที่เขาเอารูปมาลง เป็นแค่ภาพจาก"บางมุม บางเวลา" จริงหรือไม่จริง?

เรื่องภาพ-ชื่อนักการเมืองบนรถนั้น ผมเฉยๆ ไม่ได้เห็นด้วย แต่ก็ไม่เห็นต่างอะไรจากป้ายสร้างภาพของ"กองทัพบก ช่วยเหลือประชาชน" ที่มาเอาของจากศปภ. หรือจะเป็นถุงช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วของรัฐบาลอภิสิทธิ์เลย

หรือแม้แต่กระทั่งถุงยังชีพพระราชทานก็ยังตีตราหน้าถุง ว่าถุงนั้น รถนั้น สังกัดใคร หน่วยงานไหนมาช่วยเป็นธุระจัดทำ ก็ติดรูปคนนั้น ติดตราคนนั้น จะสุเทพ เทือกสุบรรณ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะส.ส.เพื่อไทย หรือจะสำนักพระราชวังก็ตามแต่ ก็ทำเช่นเดียวกันหมด เพื่อเป็นการโฆษณาหน่วยงานของแต่ละคนแต่ละหน่วยว่าใครทำ หรืออาจจะเป็นหน่วยงานเอกชน
รูป นี้หลายคนอาจเห็น"ความต่าง" ตามอคติของตน แต่ผมเห็นแต่"ความเหมือน" ทั้งตรา ชื่อ สัญลักษณ์หน้าถุงต่างๆเหล่านี้ ก็เป็นการ Propaganda เพื่อให้ติดตา มาตามทฤษฎีทั้งนั้น

ก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า เพื่อความอยู่รอดในสังคมของหน่วยงานของตน ถ้าหากคนเหล่านั้นเป็นธุระจัดการหรือประสานงานเรื่องของพวกนี้ เขาก็อาจใส่ชื่อหน่วยงานตัวเอง หรือโฆษณาบุคคลนั้นๆที่เอาของลงไปช่วยเหลือเหมือนกันทุกๆที่

แต่มันก็มาจาก"ภาษีประชาชน"เหมือนกันทั้งนั้น อยู่ที่ใครเป็นรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจจัดทำ มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่จะเป็นประเด็นมาบั่นทอนกำลังคนทำงานในเวลาแบบ นี้ ด้วยการปล่อยข่าวโน่นนี่ ไม่ให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปช่วยเหลือเป็นอาสาสมัครที่ศปภ.แบบที่พวกคุณกำลัง ทำอยู่ตอนนี้ แค่สถานการณ์ที่เป็นอยู่มันก็ย่ำแย่พอแล้วครับ

อนึ่ง ผมมิได้ปกป้องหรือดีเฟนด์ให้ศปภ.หรือรัฐบาลใดๆ ระบบการจัดการเรื่องควบคุมของบริจาคอาจมีปัญหาจริง และก็สมควรต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนในหลายเรื่อง โดยเฉพาะช่วงนี้ ทั้งน้ำท่วมสนามบินดอนเมือง ทั้งการปล่อยข่าวโจมตีให้ประชาชนไม่มาช่วยเป็นอาสาสมัครกันที่ศปภ.

กำลังคนยิ่งน้อย การช่วยเหลือคนในพื้นที่ก็ยิ่งยากลำบาก ของต่างๆจากศปภ.ที่ลงไปสู่พื้นที่ ไม่ต้องกังวลหรอกว่าใครเขาจะไปแบ่งแยกสีช่วยเหลือ เขาลงพื้นที่กันไม่ว่าบ้านนั้นจะธงอะไร จะสีอะไร ถ้าเดือดร้อนก็ต้องช่วยเหลือ นั่นเป็นหลักสิทธิมนุษยชนเบื้องต้นที่คนมีจิตอาสาลงไปถึงพื้นที่ทุกคนเขาทำ กัน
ก็ทำเหมือนๆกันมิใช่หรือ ทำไมจะเล่นเรื่องนี้แต่กลับเลือกโจมตีแค่ฝ่ายเดียวล่ะ ?

และการแจกถุงยังชีพ ไม่ว่าของใคร หน่วยงานไหน ถ้าไม่ได้มีส่วนร่วมในการผลิต จัดหา จัดทำ หรือขนส่ง ก็ไม่ควรโฆษณาตัวบุคคลจนโอเวอร์เสียจะดีกว่า เห็นคนบางคนเอาภาษีประชาชนมาใช้โฆษณาตัวเองฝังหัวประชาชน แจกรูปแจกอะไรไปพร้อมในถุงซะจนดูน่าเกลียด ในเวลาเร่งรีบและคับขันช่วงที่น้ำท่วมหนักแบบนี้

ประเด็นที่ห้า

5.ของที่จะนำไปบริจาคห้ามขนย้ายเพราะนักการเมืองสั่ง

รูปภาพหนึ่งรูปของแอดมินเพจนั้น มันอธิบายได้มากขนาดนั้นเลยหรอ? งั้นผมขออธิบายบ้างละกัน หากใครมีใจเป็นกลางหวังว่าคงจะมีสติในการรับฟังข่าวสารให้รอบด้าน
น้ำดื่ม PP (เจ้าของเป็นเสื้อแดงที่สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม)

รูปที่ท่านเห็นถ้าซูมเข้าไปให้ชัดคือกองน้ำดื่มยี่ห้อPPนคร ที่มีคนเสื้อแดงมาบริจาคให้เอาไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ปทุม (ส.ส.วรชัย เหมะ อยู่แถวพื้นที่นั้น)

และที่สำคัญ น้ำดื่มPPนคร ผลิตโดย บริษัทในเครือของคนเสื้อแดง เขามาบริจาคต่างหากในนามของเสื้อแดงให้ส.ส.เสื้อแดงไปลงพื้นที่ช่วยเหลือชาว บ้าน แล้วเอาแยกกองไว้รอส.ส.คนนั้นมาขนไปลงพื้นที่ มันผิดมากนักหรือครับ?

แล้วจะเอารูปนี้มาเหมารวมว่าเป็นการทำงานของทั้งศปภ. มันถูกต้องแล้วหรืออย่างไรครับ ?

จากข้อมูลโต้แย้งเบื้องต้น จึงอยากจะบอกให้คนที่ยังมีสติครบสมบูรณ์ กรุณา"ฟังความให้รอบด้าน"ก่อนที่จะเชื่ออะไร ไม่ใช่มีจิดใจอคติเป็นที่ตั้งแล้วเห็นข้อมูลด้านเดียวก็ด่าไว้ก่อนโดยแทบไม่ ทันอ่าน

แค่พอรู้ว่ามีเรื่องอะไรเกี่ยวกับเสื้อแดง เกี่ยวกับทักษิณแล้วก็ตัดสินใจว่า อี๊ๆๆๆ ชั้นเกลียดๆๆๆ พวกนี้ทำอะไรก็ผิดไปหมด ไม่ดีทุกอย่าง ทุกเรื่อง โดยที่พวกคุณไม่เคยเหลียวกลับมามองอีกด้านว่ามันเป็นอย่างไร

เราจึงอยากถามท่านผู้มีวิจารณญาณทั้งหลายว่า การกระทำเหล่านี้ของแอดมินเพจ"คนละหมัด เดอะซีรีย์"ที่ทำเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่ เพราะเป็นการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวเพื่อพุ่งโจมตีโดยเฉพาะในขณะที่ฝ่าย ถูกโจมตีกำลังทำงานกันอย่างหนัก ไม่มีเวลามาโต้แย้ง

ประชาชนรวมทั้งชาวต่างประเทศ และองค์กรต่างๆ นำของมาบริจาคให้กับหน่วยงานของรัฐบาล และการนำไปบริจาคแจกจ่าย ก็ทำในนามรัฐบาล ในนามศปภ.

และการมีคนเสื้อแดงซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของรัฐบาลมาช่วยเหลือ นำของลงไปสู่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ มาอาสางาน อย่างหนาหูหนาตาในยามคับขันแบบนี้นั้น กลับถูกมองเป็นเรื่อง"ผิด"ในสังคม จากบุคคลบางกลุ่มที่มีอคติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

หากใครยังมีจิตใจเป็นกลางอยู่บ้าง ก็ลองพิจารณาเรื่องเหล่านี้ให้รอบด้านกันเถิดครับ เราไม่บังคับให้ใครต้องเลือกข้าง แต่เราอยากให้ทุกคนมองความจริงให้รอบด้านกว่าที่กำลังเป็นอยู่ในสังคมนี้ ครับ

ส่วนคำถามที่หลายคนตั้งมาว่า สงสัยว่าการที่คนเหล่านี้เลือกมอบของให้กับคนเสื้อสีเดียวกัน พวกเดียวกันเท่านั้น จะเป็นจริงหรือไม่?

หลังน้ำลดผมท้าให้ไปสัมภาษณ์ชาวบ้านดูครับ ว่าการช่วยเหลือจากที่ต่างๆที่เข้าไปนั้น ทั้งจากรัฐบาลและภาคเอกชน เขาเลือกสีเสื้อแจกรึปล่าว

แต่สำหรับผมที่ถูกแอดมินเพจ"คนละหมัด เดอะซีรีย์"พาดพิงนั้น ต้องขอเรียนว่าเต๊นท์ที่พวกผมทำรับบริจาคสิ่งของช่วยน้ำท่วมนั้น อยู่ ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ และทุกๆกลุ่มเสื้อแดงที่ร่วมกันช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัยน้ำท่วม

ผมกล้ายืนยันว่า ไม่ว่าธงบ้านคุณจะปักสีอะไรไว้บ้าง ถ้าหากคุณคือผู้ประสบภัยน้ำท่วมแล้วเราผ่านไปพบในขณะเอาของบรรเทาสาธารณภัย ไปลงพื้นที่ ...เราช่วยเหลือทุกๆคนอย่างเท่าเทียมกันครับ

ปล.ส่วนมากคนที่ถูกน้ำท่วมเขาไม่ค่อยใส่เสื้อกันแล้ว หรือจะปักธงสีอะไรไว้ ไม่จม..ก็ลอย ไปกับน้ำ ไม่ได้แตกต่างกันเลย
ในรูปที่ถูกโพสต์ขึ้นมา(รูปที่ถูกโพสต์เป็นประเด็น)

เป็นรูปที่ผมไปลงพื้นที่ที่ ต.บ้านม้า อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา แล้วได้พบกับขบวนกลุ่มเรด ออฟโรด เดินทางกลับจากภารกิจที่อำเภอผักไห่มาพอดี

บนรถของพี่ๆกลุ่มเรดออฟโรดมีสกรีนคำว่า “ใช้ในงานไพร่เท่านั้น” ซึ่งสกรีนมาเป็นปีแล้วตั้งแต่เขาตั้งกลุ่มกันมาและชุมนุม เคลื่อนขบวนในโอกาสต่างๆในกิจกรรมทางการเมือง
กลุ่มเรด ออฟโรด

และเมื่อพรรคเพื่อไทยได้ขึ้นเป็นรัฐบาลจากการชนะการเลือกตั้ง มีเหตุการณ์น้ำท่วมหนัก ก็จึงได้อาสาเป็น”หน่วยอาสาช่วยภัยน้ำท่วมในพื้นที่เข้าถึงยาก”กับทางสำนักนายกรัฐมนตรี
วิ่ง ลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านทุกรูปแบบ ทุกพื้นที่ที่รถของพวกเขาไปถึง มีทั้งหน่วยงานเอกชนและภาครัฐอาศัยไหว้วานกันไปช่วยนำของบริจาคลงไปสู่ พื้นที่ประสบภัย
ใน มุมนี้ประชาชนทั่วไปจะมองอย่างไรกันก็แล้วแต่จะเกลียดเสื้อแดง หรือจะชอบเสื้อแดง หรือว่าก็เฉยๆกับเสื้อแดง ผมคงไม่รู้ แต่ลองดูภาพการทำงานของพวกเขากันก่อนบ้างสักนิด
ฝ่าพายุยามค่ำคืน
ช่วยเหลืออพยพคนบาดเจ็บในพื้นที่ภัยพิบัติ

ผมว่าไม่ใช่ประเด็นมาโจมตีเลยว่าเขาจะเอาของจากที่ไหนไปช่วยเหลือชาวบ้าน เพราะรถออฟโรดเหล่านี้มีสังกัดของตนเองอยู่แล้ว มีสกรีนข้างรถมาตั้งนมนานมาก่อนที่จะมาทำภารกิจช่วยชาวบ้านแล้ว จะให้เขาไปลบลายสกรีนข้างรถของพวกเขาก่อนเอารถไปช่วยลงพื้นที่กันหรืออย่างไร ?

แอดมินเพจดังกล่าว เพียงแค่เห็นรูปไม่กี่รูป กลับไปสรุปเอาเองได้อย่างเป็นวรรคเป็นเวรว่าไปเอาของที่นู่นที่นี่มา และถึงแม้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม ว่านำของจากศปภ.ไปให้ชาวบ้าน ผมก็มองว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายใดๆเลยทั้งของฝ่ายรัฐหรือฝ่ายเสื้อแดง แต่คือประโยชน์ที่ชาวบ้านผู้ประสบภัยจะได้รับต่างหาก

และในวันนั้นกลุ่มพี่ๆเรด ออฟโรดนำถุงยังชีพจากบริษัทเอเจ ดีวีดี จากคุณสมบัติ เมทะนี นำไปให้กับชาวบ้าน
กลุ่มเรด ออฟโรด ถ่ายรูปร่วมกับสมบัติ เมทะนี เตรียมนำของช่วยน้ำท่วมจากบริษัท AJ ไปแจกผู้ประสบภัย
ถุงยังชีพ จากAJ
กลุ่มเรด ออฟโรดช่วยแจกถุงยังชีพ จากAJ ให้กับชาวบ้านในพื้นที่น้ำท่วม
กลุ่มเรด ออฟโรดช่วยแจกถุงยังชีพ จากAJ ให้กับชาวบ้านในพื้นที่น้ำท่วม

สิ่งสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่าประโยชน์จากของบริจาคเหล่านั้นจะลงไปถึงมือชาวบ้าน ผู้ประสบภัยได้จริงหรือเปล่า แม้จะปักธงสีอะไร สกรีนรถว่าอะไรขับไปลงพื้นที่หาชาวบ้าน นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลย

ถ้ายังมานั่งแบ่งแยกว่าฉันชอบนี่ ไม่ชอบนั่น นั่นไม่ได้ นี่ไม่ได้ ถ้าสมมุติคุณไม่ชอบกระบะยี่ห้อโตโยต้า ก็ต้องให้เขาไปซื้ออิซูซุมาขับ ถึงจะไปลงพื้นที่ได้ดั่งใจทุกคนหรือเปล่า ...

หากปัญญาชนไทยมานั่งคิดแบบนั้นชาวบ้านที่เดือดร้อนอยู่คงอดข้าวอดน้ำตายกันก่อนพอดีครับ


**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:สลิ่มเกรียนเกลื่อนเน็ตไม่ไหวจะเคลียร์-เงี้ยะจบมั้ย?

คุก9เสื้อแดงอุดรคดีเผาศาลากลางรอด13 ที่มุกคุก20ปีพยายามฆ่าตัวตายในเรือนจำพ้อ'ผมไม่ผิด'

ที่มา Thai E-News

เราบ่ผิดท่านมล้าง-นาง วรพรรณ รักความสุข ผู้พิพากษาศาลจังหวัดมุกดาหาร ตัดสินให้จำคุกจำเลยคดีกล่าวหาว่าเผาศาลากลางมุกดาหาร 13 ราย โดยอิงภาพถ่ายขนยางรถยนต์เข้าไปในศาลากลาง แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันเป็นผู้ลงมือเผา แต่ตัดสินจำคุก 20 ปี เพราะ"เชื่อได้ว่า"เป็นผู้กระทำผิด และไม่ให้ประกันตัวสู้คดี จนทำให้1ในจำเลยพยายามฆ่าตัวตายในเรือนจำบอกว่า"ผมไม่ผิด" ส่วนที่อุดรธานีวันนี้ศาลตัดสินจำคุก 9 ราย โทษสูงสุด 22 ปี 6 เดือน ต่ำสุด 6 เดือน ปรับ 142 ล้านบาท


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 ตุลาคม 2554

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.เพื่อไทย และแกนนำนปช.เปิดเผยว่า ที่อุดรธานีศาลตัดสินวันนี้ มีพี่น้องเสื้อแดงถูกจำคุกเวลาต่างๆกันรวม 9 คน โทษสูงสุด 22 ปี 6 เดือน ลดหลั่นกันไป ส.ส.อุดรฯกำลังเร่งเรื่องประกันตัว พูดตรงๆไม่มั่นใจว่าผลจะออกมายังไง มุกดาหารจากเมื่อวานก็ยังรออยู่ไม่ได้ข้อสรุป ต้องพยายามกันต่อ

มันยากเย็นจริงหนอ...อิสรภาพของคนเสื้อแดง




บรรยากาศเมื่อครั้งที่จำเลย 22 เสื้อแดงอุดรได้ประกันตัวออกมาสู่อิสรภาพชั่วคราว เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา วันนี้ 9 รายต้องกลับเข้าสู่เรือนจำอีกครั้งหลังศาลตัดสินจำคุก อีก 13 รายยกฟ้องสู่อิสรภาพ

วันนี้ศาลจังหวัดอุดรธานี ได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเผาสถานที่ราชการเมื่อ 19 พ.ค.53 โดยคดีที่พิจารณารวมกันและอ่านคำพิพากษานี้มีทั้งสิ้น 4 คดี มีจำเลยรวม 22 ราย ตัดสินจำคุก 9 ราย โดยคนที่ถูกตัดสินสูงสุดจำคุก 22 ปี 6เดือน ต่ำสุด 6 เดือน ปรับ 142 ล้านบาท อีก 13 รายยกฟ้องเป็นอิสระ

ประกอบด้วย คดีเผาศาลากลางจังหวัด(คดีดำที่1154/53)อัยการสั่งฟ้องจำเลยทั้งสิ้น 11 คน

คดีเผาสำนักงานเทศบาลเมืองอุดรธานี(คดีดำที่1221/53) ฟ้องจำเลย 5 คน

คดีพยายามเผาที่ว่าการอำเภอเมืองและจวนผู้ว่าฯ(คดีดำที่1155/53) จำเลย 15 คน

และคดีเผาที่ว่าการอำเภอเมือง(คดีดำที่1374/53) สั่งฟ้องจำเลย 1 คน

ทั้งนี้ มีจำเลยที่ถูกฟ้อง 2 คดี จำนวน 6 คน และจำเลยที่ถูกฟ้อง 3 คดี มีจำนวน 2 คน

ทั้งนี้ ข้อหาหรือฐานความผิดมีทั้งฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน,ร่วมกันบุกรุกโดยมีอาวุธ, พยายามวางเพลิงหรือวางเพลิงเผาทรัพย์, ทำให้เสียทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์, มั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป และร่วมกันประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด

กรณีของจังหวัดอุดรธานี เจ้าหน้าที่ได้สลายการชุมนุมเมื่อเกิดขึ้นเมื่อไฟไหม้ศาลากลางหลังเก่าแล้ว ราว 4 ช.ม. สำนักงานเทศบาลเมืองลุกไหม้เกือบ 2 ช.ม.แล้ว และผู้ชุมนุมบางส่วนพยายามจะไปที่ที่ว่าการอำเภอเมืองและจวนผู้ว่าฯ อีก จึงเกิดการปิดล้อมทุ่งศรีเมืองและไล่จับประชาชนในบริเวณนั้น มีผู้บาดเจ็บถูกนำส่ง ร.พ. 4 ราย(ต่อมาเสียชีวิต 2 ราย จับกุม 1 ราย) ถูกจับกุม 45 ราย(บางรายถูกทำร้ายร่างกาย) เป็นหญิง 9 คน เยาวชน 1 คน

ต่อมา ตำรวจออกหมายจับโดยใช้หลักฐานภาพถ่ายทั้งสิ้น 71 ราย จับกุมได้เพิ่ม 7 ราย รวมเป็น 52 ราย ในจำนวนนี้อัยการสั่งฟ้อง 4 คดี รวม 22 คน ที่เหลือปล่อยตัวหลังครบกำหนดฝากขัง 7 ผลัด โดยยังไม่มีการสั่งฟ้อง

ส่วนจำเลยที่ถูกฟ้องทั้ง 22 ราย ในการสืบพยานโจทก์ก็ไม่พบหลักฐานการกระทำผิดที่ชัดเจน

จำเลยมุกดาหารที่ถูกตัดสินคุก20ปีฆ่าตัวตาย หมอช่วยชีวิตทัน:พ้อผมไม่ผิด

ภาพถ่ายตัดสิน-ศาล ชั้นต้นพิจารณาจากภาพว่าจำเลยช่วยกันขนยางเข้าไปในศาลากลางจริง จึงเชื่อได้ว่า มีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำ ส่วนฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า ในวันดังกล่าวมีการเจรจาให้ขนยางเข้าไปเพื่อกดดันรัฐบาลในขณะนั้นให้หยุดฆ่า ประชาชนที่ชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ ซึ่งตำรวจก็มิได้ห้ามปราม(ดังภาพประกอบ) รวมทั้งจำเลยให้การว่า มีการห้ามปรามกัน และบางคนก็มีการขนยางออกด้วยซ้ำ แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นคนลงมือเผา แต่กรณีนี้กลับไม่มีการยกประโยชน์ให้จำเลยแต่อย่างใด

นายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ทนายความคนเสื้อแดงจังหวัดมุกดาหาร ถูกกล่าวหาเผาศาลากลางจังหวัดในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา รายงานว่า หลังจา่กเมื่อวานนี้ ผลคำพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นได้ตัดสินยกฟ้อง 16 คน และลงโทษจำคุก 13 คน คนละ 20 ปี ในข้อหาเผาศาลากลาง และศาลชั้นต้นไม่ให้ประกัน และให้ศาลอุทธรณ์ไปพิจารณาให้ประักันตัว ล่าสุดวันนี้ศาลสั่งไม่ให้ประกัน โดย
อ้างเป็นคดีร้ายแรง กระทบความมั่นคง

เศร้า และลำบากใจมากที่ต้องมาบอกข่าวกับบรรดาญาติๆของจำเลยที่มารอหน้าเรือนจำว่า ศาลไม่ให้ประกัน อีกใจนึงก็รู้สึกแค้น จุกที่อก

ทนายอานนท์แจ้งข่าวทางเฟซบุ๊คด้วยว่า ได้เกิดเหตุ 1ใน 13 จำเลยที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีได้พยายามฆ่าตัวตาย

ญาติจำเลยที่ถูกพิพากษาจำคุก 20 ปีคดีเผาศาลากลางจ.มุกดาหาร เพิ่งโทร.เข้ามาว่า จำเลยฆ่าตัวตายในเรือนจำ รถโรงพยาบาลเพิ่งมารับออกไป อาการยังไงยังไม่รู้ กำลังจะตามไปโรงพยาบาล !-ทนายอานนท์แจ้งข่าวทางเฟซบุ๊คช่วงเช้าวันนี้

ต่อมาอีกราว 1 ชั่วโมงได้แจ้งเพิ่มเติมว่า
ช่วยบอกมันหน่อยว่ายังไม่ตาย จำเลยมีอาการคลุ้มคลั่ง หมอให้ยานอนหลับแล้ว ไม่ได้ดราม่า มีเสียงพึมพำจากจำเลยว่า "ผมไม่ผิด"

ศาลชั้นต้นมุกดาหารได้พิจารณาจากภาพว่าจำเลยช่วยกันขนยางเข้าไปจริง จึงเชื่อได้ว่า มีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำ ส่วนฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า ในวันดังกล่าวมีการเจรจาให้ขนยางเข้าไปเพื่อกดดันรัฐบาลในขณะนั้นให้หยุดฆ่า ประชาชนที่ชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ ซึ่งตำรวจก็มิได้ห้ามปราม(ดังภาพประกอบด้านบน) รวมทั้งจำเลยให้การว่า มีการห้ามปรามกัน และบางคนก็มีการขนยางออกด้วยซ้ำ

จำเลย13ราย ที่ถูกตัดสินจำคุกคนละ20ปีรอฟังคำสั่งประกันตัว แต่ที่สุดศาลชั้นต้นได้โยนให้ศาลอุทธรณ์สั่ง และผลออกมาคือไม่ให้ประกันตัวสู้คดี อ้างเป็นคดีร้ายแรงและผิดต่อความมั่นคง (ภาพและคำบรรยาย:อานนท์ นำภา)
ใน ที่สุดก็ไม่ให้ประกัน ศาลอุทธรณ์สั่งไม่ให้ประกัน ส่งจำเลยทั้ง 13 เข้าเรือนจำ เห็นภาพนี้แล้วอยากเผาเสื้อครุยทิ้ง ผมขอโทษที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากกว่านี้(ภาพและคำบรรยาย:อานนท์ นำภา)

นาย ไมตรี พันคูณ จำเลยคดีเผาศาลากลางอีกคนที่ถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี เขาเป็นเสื้อแดงขนานแท้เลยทีเดียว ไมตรีเดินทางเข้าร่วมการชุมนุมกับเสื้อแดงและผ่านเหตุการณ์ 10 เมษา 53 มาพร้อมกับบาดแผล ไมตรีเล่าให้ฟังว่า วันดังกล่าวเขาเป็นแนวหน้าที่วิ่งเข้าผลักดันทหาร และเป็นคนที่ใช้ถังน้ำวิ่งเก็บกระป๋องแก๊สน้ำตาที่โปรยลงมาจากฮ. (พูดพลางโชว์รอยแผลที่ผ่านการไหม้ของแก๊สน้ำตา)

"มันโยนมาเราก็เอาจุ่มน้ำ เราต้องดูแลพี่น้องเรา ผมไม่เคยกลัว 555"

ไมตรีเล่าประสบการณ์ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่จริงจังในเนื้อหา เขาเดินทางกลับจากกรุงเทพฯช่วงกลางเดือนพฤษภา 53 ในวันเกิดเหตุเขาไปร่วมชุมนุมที่ศาลากลาง แต่ยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปข้างใน เขาถูกจับกุมบริเวณสี่แยกไฟแดงด้านนอกศาลากลาง และโดนทำร้ายร่างกายจากตำรวจตชด.

เขาถูกบังคับให้ลงชื่อในเอกสารที่มีภาพชายปิดหน้าว่าเป็นเขา ศาลเห็นว่า "การที่จำเลยเบิกความว่า ถูกบังคับให้ลงชื่อนั้น เป็นเพียงการให้การเพียงลอยๆ ไม่มีน้ำหนัก และที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เห็น และวิ่งตามจับคนร้ายภายหลังจากก่อเหตุและเบิกความว่าได้วิ่งไล่จับชายพรางใบ หน้าที่แต่งกายด้วยเสื้อแขนยาวสีดำและสวมทับด้วยเสื้อสีแดง จึงน่าเชื่อถือ เพราะไม่มีเหตุโกรธเคืองที่จะปรักปรำจำเลย และแม้จะจับจำเลยมาได้ปรากฏตามภาพถ่ายที่เปิดหน้าจะปรากฏว่าจำเลยใส่เสื้อ ยืดสีขาว ก็อาจเป็นไปได้ว่าจำเลยได้เปลี่ยนเสื้อเพื่อมิให้มีการจดจำได้ จึงเชื่อว่าจำเลยกระทำความผิดจริง..."

ก่อนออกจากศาลไปเรือนจำ ไมตรีพูดเพียงข้อความสั้นๆ "ผมจะสู้คดีต่อ ผมไม่ผิด" (ภาพและคำบรรยาย:อานนท์ นำภา)


คุณ แม่ของสมัคร ลิลุนา จำเลยคดีเผาศาลากลาง จ.มุกดาหาร รอลูกชายโดยหวังว่าจะได้ประกันในวันนี้ แต่ศาลชั้นต้นไม่สั่ง แต่ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์สั่งแทน ทำให้ต้องรอไปอีกอย่างน้อย 1 วัน นายสมัคร เข้ามอบตัวกับตำรวจ และปฏิเสธมาโดยตลอด สำหรับพยานหลักฐานของเขากับโทษ 20 ปี ศาลกล่าวว่า "แม้ไม่มีภาพถ่ายของจำเลย แต่จำเลยรับว่าเป็นคนขับสามล้อ และรับจ้างเอายางมาส่ง แม้จะออกจากศาลากลางไปแล้ว แต่เชื่อว่า บุคคลทั่วไปย่อมทราบ และหลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกเผาศาลากลาง..."(ภาพแและคำบรรยาย:อานนท์ นำภา)

เปิดคำพิพากษาศาลมุกดาหาร

เมื่อเวลา 09.00 น.วานนี้ นางวรพรรณ รักความสุข ผู้พิพากษาศาลจังหวัดมุกดาหาร ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา ที่พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร ยื่นฟ้องสมาชิกกลุ่มเสื้อแดง จังหวัดมุกดาหาร ฐานความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ ร่วมกันทำลายทรัพย์สิน และวางเพลิงเผาอาคารศาลากลางเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งมีผู้ถูกส่งฟ้องรวมทั้งสิ้น 29 คน

โดยศาลใช้เวลาอ่านรายละเอียดการเบิกคำให้การของพยานแวดล้อมที่อยู่ใน เหตุการณ์ โดยพิจารณาจากภาพถ่ายทำให้ศาลเชื่อว่าจำเลยช่วยกันขนยางเข้าไปและมีการวาง แผนและแบ่งหน้าที่กัน ก่อนมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษและยกคำฟ้องจำเลย ซึ่งใช้เวลาอ่านคำตัดสินประมาณ 2 ชั่วโมง โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมารักษาความสงบเรียบร้อยกว่า 500 นาย พร้อมชุดตรวจหาวัตถุระเบิดจาก ตชด.23 มาดูแลอย่างเข้มงวด

ศาลจังหวัดมุกดาหาร พิพากษา ให้จำคุก 20 ปี 13 ราย ในข้อหาความผิดบุกรุกสถานที่ราชการ ร่วมกันทำลายทรัพย์สิน และวางเพลิงเผาอาคารศาลากลางจังหวัด ส่วนอีก 16 ราย ศาลมี คำพิพากษาให้ยกฟ้อง เนื่องจากไม่มีหลักฐานอื่นที่แสดงว่าโจทก์ ได้ร่วมกระทำความผิดอื่นตามฟ้อง

หลังศาลอ่านคำพิพากษา เจ้าหน้าที่เรือนจำได้นำตัวผู้ต้องหาลงจากบัลลังก์ เพื่อนำกลับเข้าไปควบคุมไว้ที่เรือนจำจังหวัดมุกดาหาร ส่วนผู้ที่ถูกยกฟ้อง เมื่อออกมาจากห้องพิจารณาคดีต่างร้องไห้และสวมกอดกับครอบครัวที่มาให้กำลัง ใจ

ขณะที่นายนิสิต สินธุไพร แกนนำกลุ่มนปช. ที่เดินทางมาให้กำลังใจกลุ่มเสื้อแดงมุกดาหารกล่าวว่า จะยื่นขอประกันตัวทั้ง 13 คน โดยใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. 7 คน เงินประกันคนละ 600,000 บาทเพื่อยื่นขอประกันทั้ง13 คนโดยเร็ว และขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้ที่ถูกตัดสินจำคุกด้วย ทั้งนี้ จะหาแนวทางดูแลให้ดีที่สุด

สำหรับผู้ต้องขังที่โดนพิพากษาจำคุก 20 ปี ทั้ง13คนได้แก่ นายดวง คนยืน นายทวีศักดิ์ แข็งแรง นายณัฐวุฒิ พิกุลศรี นายไมตรี พันธ์คูน นายวิชัย อุสุพันธ์ นายวิชิต อินตะ นายพนม กันนอก นายวินัย ปิ่นศิลปชัย นายนพชัย พิกุลศรี นายสมัคร รุนลิลา นายแก่น หนองพุดสา นายทินวัฒน์ เมืองโคตร และนายประคอง ทองน้อย

ข่าวซาบซึ้งในหลวง-พระเทพที่แพร่ทางเน็ตล่าสุด เปิดปูมทำไมคนถึงเชื่อและแชร์ต่อๆไม่ต้องมีเหตุผล

ที่มา Thai E-News

เ้รื่องเล่าที่มีการแชร์ตามfacebook และรีทวีตทางtwitterมากที่สุดในยามนี้ (ที่มา:facebookของ Tammy Musikadilok )

เมื่อคืนเวลาประมาณเกือบๆห้าทุ่ม ณ สะพานที่หนึ่งในเขตทวีวัฒนา มีรถคันนึงจอดอยู่บนสะพาน ชาวบ้านแถวนั้นเห็นจึงเข้าไปเคาะกระจกรถเพื่อที่จะบอกว่าเค้ามีคำสั่งให้ อพยพแล้ว
เมื่อ ชาวบ้านพยายามมองเข้าไปในรถ ภาพที่เห็น กลับทำให้ชาวบ้านคนนั้นถึงกับเข่าทรุด เพราะคนที่นั่งอยู่ในรถ คือ พระเจ้าอยู่หัวของเรา กับสมเด็จพระเทพที่เสด็จมาดูปัญหาน้ำท่วมด้วยพระองค์เอง"

ฟังไปก็ขนลุกไป ตื้นตันมาก ขอพระองค์ทั้งสองทรงพระเจริญ

รู้รึยังว่าใครที่ห่วงใยเราตลอดเวลา ใครที่เป็นผู้นำ ใครที่แม้ไม่สบายแต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งพวกเรา

ยังจำกันได้ไหม ตอนที่พระองค์พูดว่า ถ้าหากพวกท่านไม่ละทิ้งข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะละทิ้งพวกท่านได้อย่างไร พระองค์ทรงทำตามคำพูดคำสัญญาตลอด ({}) ทรงพระเจริญ !

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 ตุลาคม 2554

ผู้เผยแพร่เรื่องนี้ทางอินเตอร์เน็ตคือ Tammy Musikadilok โดยเริ่มโพสต์เมื่อวันพุธที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา ผ่านไปเพียง2วัน มีผู้ที่แชร์ข้อความนี้ต่อๆกันไป 8.321 ครั้ง

หากเข้าไปดูสไตล์การโพสต์ของ Tammy Musikadilokก็ จะพบว่าเต็มไปด้วยอคติ คือการโจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยนำภาพรีทัชตัดต่อ ขณะเดียวกันก็นำภาพข่าวในหลวงกับพระราชวงศ์ออกเผยแพร่เพื่อให้เกิดความซาบ ซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ

สำนักพระราชวังยังไม่ได้มีถ้อยแถลงใดต่อเรื่องดังกล่าว หลังจากก่อนหน้านี้เคยออกมาปฏิเสธกระแสข่าวที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตใน ทำนองเดียวกัน
ข้อความที่มีการแชร์กันผ่านทางfacebookอย่างแพร่้หลายในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งสำนักพระราชวังชี้ว่า คือ การตีข่าว ดึงเอาเจ้านายลงมา

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งฯให้ผ่านวังสวนจิตร

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิืจ รายงานว่า นายรัตนาวุธ วัชโรทัย ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สำนักพระราชวัง ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีที่มีการแชร์ข้อความในเฟซบุค ว่า ในหลวงทรงรับสั่ง "ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย" ว่า เป็นการพูดไปเรื่อย ไม่น่าเป็นไปได้ และโดยส่วนตัวไม่เคยรู้เรื่องนี้ น้ำไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระนครอยู่แล้ว และถ้าน้ำเข้ามาถึงเขตวังได้ จนท่วม ก็แสดงว่า กทม.ไม่สามารถเอาน้ำไว้อยู่ ซึ่งมันไม่สามารถเป็นไปได้อยู่แล้ว

และจากการติดตามสถานการณ์ข่าวในขณะนี้ ทั้ง กทม. และรัฐบาลต่างร่วมมือกันอย่างแข็งขันไม่ให้น้ำเข้าท่วมได้ ตั้งแต่กทม.รอบนอก และ ตอนนี้พื้นที่รอบวังสวนจิตรลดาในรัศมี 1 ตร.กม. ก็ยังไม่มีกระสอบทรายซักใบ เพราะเราเชื่อว่ากทม. จะสามารถกั้นน้ำไว้ได้ ในส่วนของวังหลวงและวัดพระแก้ว ก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว ว่า น้ำที่ท่าราชวรดิษฐ์สูงกว่าเขตวัง แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อมั่นว่ากำแพงวังสามารถเอาอยู่

ส่วนข้อความที่มีการแชร์ในเฟซบุคนั้น คือ การตีข่าว ดึงเอาเจ้านายลงมา เพราะน้ำที่ท่วมทุกวันนี้มาไม่ถึงสวนจิตรลดา เพราะน้ำที่ท่วมทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากน้ำทะเลหนุน แต่เกิดจากคันดินพัง และ ไม่มีทางที่ถนนราชวิถีจะท่วม เพราะถ้า ถ.ราชวิถีท่วมวังสวนจิตรก็ต้องท่วมแน่นอน

ผู้ใช้ชื่อNina Thongprasert ซึ่งเป็นคนแรกๆที่ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ค ได้ประกาศบนสถานะของตนว่า
เรียน ให้ทราบโดยทั่วกัน ตามที่ได้ Retweet และ shared ข้อความบนหน้า wall เรื่องในหลวงตรัสเมื่อตอนสายวันนี้ ได้ตรวจสอบกลับไปแล้วไม่พบข้อมูลที่มาอย่างชัดเจน แต่ในช่วงที่ตรวจสอบอยู่นั้น พบว่ามีการเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และได้แจ้งให้ทราบเมื่อเวลา 11.09 โดยได้ขอให้ช่วยกัน remove post ออก... ฝากบอกทุกท่านที่ได้ทำการส่งต่อข้อความด้วยค่ะ และขออภัยมา ณ ที่นี้

ต่อมาในภายหลังเมื่อมีข่าวสำนักพระราชวังปฏิเสธข่าวนี้ Nina Thongprasert ได้โพสต์เพิ่มเติมว่า
ดิฉัน ได้แจ้งให้ทราบบนหน้าเฟสและได้ลบออกตั้งแต่ตอน 11.09 หลังจากตรวจสอบถึงแหล่งที่มานั้นไม่น่าเชื่อถือ ตามที่ได้ตอบข้อความที่ถามมาแล้ว ค่ะ..อาจเป็นการผิดพลาดบกพร่องที่ไม่ได้ทำการตรวจสอบก่อนโพส..ซึ่งขออภัย ด้วยค่ะ

อย่างไรก็ตาม การแชร์สิ่งที่อ้างกันว่าเป็นพระราชดำรัสนี้ยังกระจายต่อไปมากกวา 2,600 ราย และมีผู้เข้ามากด"ถูกใจ"และแสดงความเห็นซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนว่า"ทรงพระ เจริญ"มากถึงเกือบ 5,000 ราย(ดูที่เฟซบุ๊คนี้)

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้เขียนตั้งข้อสังเกตในเฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลว่า ผมดู ที่เพจ ที่ผมให้ link ในกระทู้ข้างล่าง เรื่องทวิตเตอร์ พรด.ในหลวง แล้ว ยอมรับว่า สะทกสะท้อน อเน็จอนาถใจไม่น้อย ณ นาทีนี้ มีคนมาแสดงความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ที่สุด ก็ "ทรงพระเจริญ" ๆๆๆ "น้ำตาจะร่วงๆๆๆ" อะไรแบบนั้น ถึง 2100 ความเห็น และมี share ถึง 2600 แล้ว

ดูแล้ว อดไม่ได้ เลยไปเขียนอะไรหน่อย ข้างล่างนี้ copy มาให้ดู เผื่อโดนลบ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=264779103560922&set=a.228571743848325.53576.217645294940970&type=1&ref=nf
......................


ทำไมจึงเกิดปรากฏการณ์ คนจงรักภักดี เชื่ออะไรแบบหัวอ่อน ไร้เหตุผล

ความจริง ถ้าใครศึกษา พรด. ข้อเขียนต่างๆของในหลวงจริงๆ ก็บอกได้เลยว่า ข้อความดังกล่าว ต้องไมใช่แน่ (เช่นเดียวกับบอกได้ทันทีว่า ข้อความอย่าง "36 ขั้นบันได" ไมใช่ หรือ "จากพ่อ" (ถึงพระเทพ) ไมใช่

แต่ปรากฏว่า เรากลับเห็นบรรดาคนจงรักภักดี (แต่จริงๆ ไม่เคยศึกษา เรื่องของสถาบันฯจริงๆจังๆ) พากัน "ซาบซึ้ง" น้ำหูน้ำตาไหล นอนดิ้นกัน

คำตอบคือเพราะ ความจงรักภักดี ในประเทศเรา เกิดมาจากพื้นฐานของการรับข้อมูลข่าวสารเกียวกบสถาบันฯ ที่ไม่อนุญาตให้ ตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย ประเมิน ตรวจสอบ วิพากษ์ กระทั่ง โจมตี ได้

นี่จึงสร้าง "นิสัย" แบบหนึ่ง วิธีคิดแบบหนึงขึ้นมา คือ ในเมื่อโดยตัวความจงรักภักดีนั้น เกิดจากลักษณะ รับข้อมูลข่าวสาร ที่ตรวจสอบไม่ได้ ตังข้อสงสัยไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ อยู่แล้ว ดังนั้น ไมว่า ข้อมูล ข้อความ อะไรที่ ไม่ว่า จะไม่มีเหตุผลขนาดนั้น ก็เชือ่ได้หมด

ก่อนหน้านั้นดร.สมศักดิ์ได้โพสต์ เรื่องขำ (มีประเด็นชวนคิดอยู่ตอนท้าย)

ผมเข้าไปที่เว็บไซต์ ม.รังสิต นึกว่า จะไปหา "แบบจำลองทางคณิตศาสตร์" 23 จุดในกรุงเทพ ที่ว่าเสี่ยงน้ำท่วม (ตามข่าว มติชน) แต่หาไม่เจอ แต่ไปเจอในหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม มี login ในนามมหาวิทยาลัยนี่แหละ เขียนข้อความนี้ (ดูภาพประกอบ ด้านขวาล่างๆลงมา)

"จากทวิตเตอร์: "ในหลวงทรงรับสั่ง..
"ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย"
......ทรงพระเจริญ"

ผมอยากจะพนันร้อยบาทเอาปาท่องโก๋ตัวเดียวว่า นี่เป็น "พระราชดำรัส" ประเภทปลอมๆ หรือหาที่มาอ้างอิงไม่ได้ (แต่คนไม่น้อยจะซาบซึ้งจนลงไปนอนดิ้น) เหมือน "36 ขั้นบันไดชีวิต" เหมือน "บันทึกจากพ่อ (ถึงพระเทพ)" เหมือนอีเมล์ เรื่อง 14 ตุลา ที่อ้างว่า ในหลวงมีรับสั่ง "คนไทยต้องหยุดฆ่ากันเอง" เหมือนเรื่องพายุนากิส, เหมือน (ทีเพิ่งเอามาโพสต์กันอีกไม่นานนี้) "พ่อนั่งเหม่อลอย" (เฉพาะอันหลังนี่ ถ้าถามผม ในฐานะคนศึกษา พรด. ศึกษา "สไตล์" การรับสั่ง การเขียน ของในหลวงมาหลายสิบปี .. อันนี อาจจะมีส่วนมี "มูล" "นิดหน่อย" ในแง่ "เนื้อหา" ไม่ใช่ในแง่คำ ทำไม .. ผมไม่มีเวลาอธิบายจะยาว) แต่อันอื่นทุกอัน ผมว่าปลอมแน่ ตั้งแต่เห็นแรกๆ (อย่าง "36 ขั้นบันได" ผมเห็นบ้ากันอยู่นาน ผมดูแล้ว ก็รู้ว่า ปลอมแน่) รวมทั้งอันน่าสุด "จากทวิตเตอร์" นี้ด้วย

ผมลอง search ดู ปรากฎว่า มีการแพร่ให้ซาบซึ้งกันไปแล้ว ดู
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=264779103560922&set=a.228571743848325.53576.217645294940970&type=1&ref=nf
และอันนี้
http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2011/10/19/entry-1

แต่ก็ยังดีว่า ดูเหมือนมีคนจงรักภักดี ทีอาจจะยังมีสตินิดหน่อย (หรือไม่ก็จำเรื่อง "บันทึกจากพ่อ" หรือเรื่อง "บันไดชีวิต" ได้) เตือนกัน ให้หยุดเผยแพร่ ดูที่นี่ - มีการเล่า "ที่มา" ของ "ทวิตเตอร์" อันนี้ด้วย ดูเหมือนมีคนชื่อ Nina Thongprasert เริ่มก่อน แล้วต่อๆกันไป ตอนนี้ เจ้าตัว คือคุณ "Nina" (ตามที่คนเขียนบล็อกนี้บอก) ได้ขอเองให้หยุด และถอนออกจาก wall ตัวเองแล้ว

http://www.oknation.net/blog/snowy/2011/10/19/entry-1

..................


โอเค ทั้งหมดที่โพสต์มาข้างต้น ถือเป็นเรื่องขำๆ แก้เซ็งน้ำท่วม

แต่ที่บอกว่า มี "ประเด็นชวนคิดอยู่" คืออย่างนี้ครับ

ผมเคยเขียนไว้มาสักพักแล้วว่า ปรากฏการณ์ "จงรักภักดี" อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เป็นอะไรบางอย่างที่ "ใหม่" (โดยสัมพัทธ์กับประวัติศาสตร์) มีลักษณะหลายอย่าง ที แม้แต่เมื่อสมัยผมโตขึ้นมา (ตอนมีขบวนการนักศึกษา) ก็จะไม่มีลักษณะนี้

ลักษณะที่ว่า เช่น (ก) เน้น ในหลวง ในฐานะ "ตัวบุคคล" (เวลาพูดถึง "สถาบันฯ" จะ "หลุด/ลื่น" ไปเป็นพูด "พระองค์ท่าน" เป็นต้น)

(ข) ลักษณะที่ "แต่งเรื่องเอง (อย่างทีอภิปรายข้างบน) แม้แต่เรื่อง ที ไม่น่าจะ "แต่ง" ได้เลย เช่น พรด. 14 ตุลา ("วันมหาวิปโยค") นั้น มีตัวบท text แบบคำต่อคำ ให้อ่านกันได้อยู่ แค่ลองหาดู ก็น่าจะเห็นว่า ไม่มีแบบทีอีเมล์ลูกโซ่ส่งต่อๆกัน ("ทรงรับสัง คนไทยต้องหยุดฆ่ากันเดี๋ยวนี้" อะไรประมาณนั้น - โทษที ผมเขียนจากความจำไม่มีเวลาไปค้นเมล์ที่ว่า)

ลักษณะ "สร้าง" หรือ "แต่ง" เรื่องเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูด อย่างทียกมาทั้งหมด บางที ก็เป็น "เรื่องเล่า" (ทรงทำอะไรที่ไหน ยังไง อะไรประเภทนั้น แบบชนิด "คาดไม่ถึง" ทำให้ ซาบซึ้งมาก เช่นเรื่อง "นากิส" อะไรประมาณนั้น)

สมัยก่อน สถาบันฯ จะมีลักษณะ "ศักดิ์สิทธิ์" หรือ "เป็นทางการ" มากกว่านี้ แม้แต่พวก จงรักภักดี ก็ไม่มีใครคิดจะกล้า "ล่วงเกิน" แตะต้อง (อันที่จริง แม้แต่คำว่า "รัก" ก็ไม่มีใครคิดจะกล้าใช้)

ลักษณะรวมๆนี้ ที่ผมเคยพยายาม theorize ออกมาใน "คอนเซ็ปต์" Mass Monarchy ...

ประเด็นทีเกียวเนื่องสำคัญอันหนึ่งกับเรื่องนี้คือ ผมเสนอว่า ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน (ทศวรรษ 1970-1980) "ฐานทางชนชั้น" หรือ "ฐานมวลชน" สำคัญ ของสถาบันกษัตริย์ ได้ "เคลื่อนย้าย" หรือ "เปลี่ยน" จาก "ชนชั้นชาวนา" "ชนชั้นเกษตรกร" ในชนบท (นึกถึงลูกเสือชาวบ้าน)

มาที่ "ชนชั้นกระฏุมพี" "ชนชั้นกระฏุมพีน้อย" ในเมือง (นึกถึงพวก "สลิ่ม")

******


-ตรวจสอบรูปข่าวลือง่ายๆ ด้วยGoogle Image Search

-จาก“FWD Mail”สู่“กดแชร์”และ“รีทวีต” เทคโนโลยีเปลี่ยนไป แต่การใช้งานไม่เคยเปลี่ยนแปลง


-ชั่วซ้ำซาก! "ปั้นคำสนทนาในหลวง-นายกฯ"

-เปิดโฉมแก๊งสลิ่มมือไม่พายเอาปากราน้ำ ปล่อยข่าวทำลายนายกฯไม่ใส่แก้น้ำท่วมหนีัเที่ยวดูคอนเสิร์ต