WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 30, 2011

เรื่อง flow in - flow out ของเขื่อนภูมิพลตามมุมองนักอุตุนิยมวิทยา

ที่มา ประชาไท

สิบกว่าปีที่แล้ว มีวิทยากรพิเศษมาบรรยายที่โรงเรียนหัวข้อ “การ หลอกลวงข้อมูลด้วยกราฟ” ตอนฟังรู้สึกสนุกมาก ไดรับอีกบทเรียนในฐานะนักวิทยาศาสตร์ว่า ข้อมูลแห่งๆ อย่างตัวเลข ก็สามารถนำมาใช้หลอกลวงผู้บริโภคได้

ก่อนอื่นลองเข้าไปอ่านใน โพสตนี้

ผู้เขียนอธิบายเปรียบเทียบการปล่อยน้ำของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และพรรค เพื่อไทย โดยอ้างอิงว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ปล่อยน้ำได้ดีกว่า เพราะสามารถรักษาระดับน้ำไม่ให้สูงนักจนถึงชวงเปลี่ยนรัฐบาล ขณะที่ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเปนรัฐบาล จะเห็นวากราฟสีแดงพุงพรวดๆ

สิ่งที่เจาของโพสตไมยอมอธิบายคือ เปนปรกติของฤดูฝนที่ชวงทายฤดู ปริมาณฝนจะมากกว่าช่วงต้นฤดู

กราฟที่นำมาแสดงข้างบนมาจากเว็บไซต์ของกรมอุตุ ปริมาณน้ำเฉลี่ยตลอดช่วงสามสิบปี แบ่งแยกในแต่ละเดือน จะเห็นว่าช่วงต้นฤดูฝนตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงกรกฎาคม ปริมาณน้ำฝนต่อเดือนจะต่ำกว่าช่วงปลายฤดูคือเดือนสิงหาคม และกันยายน เมื่อปริมาณน้ำฝนต่อเดือนน้อยกว่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าปริมาณน้ำในเขื่อนจะต่ำกว่า (ต้องไม่ลืมว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ปริมาณสุทธิ แต่เป็นอัตราการไหลเข้าของน้ำด้วย ฝนตกหนักในชั่วระยะเวลาสั้น จะมีโอกาสน้ำท่วมมากกว่าฝนตกน้อยเป็นเวลานาน เพราะการระบายน้ำจะทำได้ยากกว่า)

หากยังไม่เชื่อ ลองวิเคราะห์เฉพาะกราฟที่เจ้าของโพสต์นำมาใช้อ้างอิง ลองเปรียบเทียบกราฟสีแดง (ปริมาณน้ำในเขื่อนปี 2554) กับปริมาณน้ำในปี 2553 (สีน้ำเงิน) และปี 2552 (สีเขียว) ดูในตารางด้านล่าง (หน่วยเป็นล้านลูกบาตรเมตร)

ปี

10 เมษายน

10 สิงหาคม

10 ตุลาคม

2552

6,000

6,000

8,400

2553

5,200

3,900

6,600

2554

6,000

9,300

13,500

ตารางข้างบนแสดงระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำภูมิพลของแต่ละปี แต่ละช่วงเวลา ต้นฤดูฝนคือ 10 เมษายน 10

สิงหาคมถือเป็นรอยต่อระหว่างฤดูฝนช่วงต้น และฤดูฝนช่วงปลาย (และบังเอิญในปี 2554 ตรงกับช่วงขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคุณยิ่งลักษณ์พอดี ไม่ใช่วันที่ 10 กรกฎาคม แบบที่เจ้าของกราฟนี้ระบายสี “ลวง” ไว้) ฤดูฝนไม่ได้สิ้นสุดลงในวันที่ 10 ตุลาคม แต่เราจำกัดเวลาเอาไว้เท่านี้เพื่อการเปรียบเทียบ (เนื่องจากข้อมูลปี 2554 ให้มาถึงแค่ประมาณวันที่ 10 ตุลาคมเท่านั้น) ตารางข้างล่างแสดงความเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำในเขื่อน ระหว่างฤดูฝนช่วงต้นและช่วงปลายในแต่ละปี

ปี

ฤดูฝนช่วงต้น

ฤดูฝนช่วงปลาย

2552

0

2,400

2553

-1,300

2,700

2554

3,300

4,200

จากตารางนี้ ฤดูฝนช่วงต้นนั้น การกักเก็บน้ำในเขื่อนจะต่ำกว่าช่วงปลายจริงๆ ทั้งในปี 2552 และ 2553 มีการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนในช่วงเดือนเมษายน จนเมื่อถึงวันที่ 10 สิงหาคม ปริมาณน้ำกลับมาอยู่ในระดับเดิม หรือกระทั่งต่ำกว่าเดิมในปี 2553 ด้วยซ้ำ (สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะในช่วงต้นฤดูฝนปี 2553 น้ำแล้งเป็นพิเศษ

ข้อมูลตรงนี้สอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนจากกราฟของกรมอุตุฯ ที่ให้มาในตอนแรก

ทีนี้มาดูคำถามสำคัญบ้าง เปรียบเทียบการเปิดน้ำในเขื่อนระหว่างรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในปี 2554 โดยผิวเผินจะเห็นว่าเป็นจริงตามที่เจ้าของโพสต์อธิบายมา คือในปี 2554 รัฐบาลพรรคเพื่อไทยปล่อยน้ำเข้ามาในเขื่อนถึง 4,200 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งปล่อยน้ำเข้ามาแค่ 3,300 ล้านลูกบาศก์เมตร

แต่ลองเปรียบเทียบการปล่อยน้ำในช่วงเวลาเดียวกันของพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2552 และ 2553 ในปี 2552 เมื่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เพิ่งขึ้นดำรงตำแหน่ง และรู้ว่าจะได้เป็นรัฐบาลต่อไปถึงปลายฤดูฝน ปริมาณการกักเก็บน้ำในปี 2552 ช่วงต้นฤดูฝนคือ 0 ลูกบาศก์เมตร และในปี 2553 ปริมาณน้ำถึงกับติดลบ หรือน้อยลงกว่าเดิมเป็นพันล้านลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกันในปี 2554 ซึ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์ต้องลงสมัครเลือกตั้งแข่งกับพรรคเพื่อไทย ปริมาณการกักเก็บน้ำในเขื่อนช่วงต้นปีสูงถึง 3,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ให้เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์กับในปี 2552 ซึ่งไม่มีการกักเก็บน้ำเลย ก็อาจกล่าวได้ว่าสูงกว่าเดิมถึงอนันต์เปอร์เซ็นต์ (∞ %)

ในทางกลับกัน ปริมาณน้ำ 4,200 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถูกกักเก็บตั้งแต่พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาล อาจเป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการกักเก็บน้ำในช่วงเวลาเดียวกันของสองปีที่ ผ่านมาโดยพรรคประชาธิปัตย์ (2,400 และ 2,700 ลูกบาศก์เมตร) ยังแตกต่างกันไม่ถึง 200% เลยด้วยซ้ำ

ข้อสรุปตรงนี้คืออะไร

กล่าวโดยยุติธรรม ข้อสรุปตรงนี้คือ “ไม่สามารถสรุปอะไรได้ทั้ง สิ้น” สิ่งที่ขาดหายไปคือปริมาณน้ำในเขื่อนเฉลี่ยหลายปี เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเปิดน้ำลักษณะนี้เป็นเรื่องธรรมดา หรือผิดปรกติแค่ไหน การเปิดน้ำของพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ในปี 2554 แตกต่างจากมาตรฐานเฉลี่ยอย่างไร

ยิ่งกว่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือไปจากตัวเลขน้ำในเขื่อนที่ยกมาข้างต้น เช่น ปัจจัยทางธรรมชาติ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ใน ปี 2554 ปริมาณฝนมาก และมาเร็วผิดปรกติ ดังนั้นในช่วงต้นฤดูฝน ปริมาณน้ำจึงมากเป็นพิเศษถึงแม้ 3,300 ล้านลูกบาศก์เมตรภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ อาจเป็นตัวเลขที่มหาศาลเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ แต่ยังไม่สามารถสรุปอะไรได้

และเช่นเดียวกันกับ 4,200 ล้านลูกบาศก์เมตรของรัฐบาลเพื่อไทย ในปี 2554 นี้ พายุพัดเข้าเมืองไทยลูกแล้วลูกเล่า ทำให้ปริมาณฝนมากเป็นประวัติการณ์ (มากสุดในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา) ดังนั้น 4,200 ล้านลูกบาศก์เมตรก็อาจเป็นตัวเลขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ยังไม่นับปัจจัยด้านการจัดการว่า รัฐบาลมีสิทธิอำนาจแค่ไหนในการเข้ามาก้าวก่ายการเปิดปิดเขื่อน ตัวเลขเหล่านี้เป็นความรับผิดชอบของใคร รัฐบาล หรือข้าราชการ สุดท้ายคือปัจจัยด้านอุตุนิยมวิทยา ซึ่งทำนายปริมาณฝนล่วงหน้า และอาจผิดพลาดได้ (หากนักอุตุฯ พยากรณ์ผิดพลาดว่าในปี 2554 ฝนจะแล้ง ก็สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมเขื่อนถึงจงใจกักเก็บน้ำอย่างผิดปรกติ)

ข้อสรุปเดียวในขณะนี้คือ ท่ามกลางสภาพวิกฤติเช่นนี้ อย่างเพิ่งสาดโคลนกันด้วยตัวเลขที่ปราศจากที่มาที่ไป ใครคือผู้รับผิดชอบปริมาณน้ำนี้ตัวจริง เป็นการกระทำอย่างจงใจ เกิดจากความไร้ศักยภาพ หรือเป็นความโชคร้ายที่มาพร้อมกับปรากฏการณ์โลกร้อน อย่าเพิ่งรีบผุดตอกัน รอให้น้ำลดก่อนดีกว่าไหม

“นวมทอง ไพรวัลย์” ประวัติศาสตร์ของสามัญชน: สัญญลักษณ์ต้านอำนาจกองทัพ-รัฐประหาร

ที่มา ประชาไท

วันที่ 31 ตุลาคม เมื่อ 5 ปีที่แล้ว สำหรับหัวใจของ “คนเสื้อแดง” “คนรักประชาธิปไตย” คงไม่มีใครลืมประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ของคนธรรมสามัญชน ผู้รักประชาธิปไตย ที่ชื่อ

“นวมทอง ไพรวัลย์”

แม้ว่าหลักสูตรการอบรมบ่มเพาะครอบงำทางประวัติศาสตร์ของชนชั้นปกครอง อำมาตย์ศักดินา มักจักให้ผู้คนในสังคมไทยจำในเรื่องในสิ่งที่พวกเขาอยากให้จำ และลืมในเรื่องในสิ่งที่พวกเขาต้องการให้ลืม แต่นับจากนี้ไป เราพบเห็นว่า “คนเสื้อแดง” “คนรักประชาธิปไตย” “ผู้ตาสว่าง” ได้สร้างประวัติศาสตร์ของตนเองด้วยความภาคภูมิใจขึ้นมาแล้ว

เราจึงได้ยินการเอ่ยถึง จิตร ภูมิศักดิ์ เตียง ศิริขันธ์ ปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ พระยาพหล พยุหเสนา ถวัติ ฤทธิเดช พ่อหลวงอินทา และอีกหลายคน ผู้มีความใฝ่ฝันถึง “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ความยุติธรรม ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

คืนวันที่ 31 ตุลาคม “นวมทอง ไพรวัลย์” อดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 “นวมทอง ไพรวัลย์” ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กรุงเทพมหานคร ของบริษัท สหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัด พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ (คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 )และได้รับบาดเจ็บสาหัส

ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ ที่ว่า

ตื่นเถิดเสรีชน อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน

ดาบหอกกระบอกปืน หรือทนคลื่นกระแสเรา

แผ่นดินมีหินชาติ ที่ดาดาษความโฉดเขลา

ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา ประโยชน์เข้าเฉพาะตน

กล่าวได้ว่า การขับรถแท็กซี่ชนรถถังครั้งนั้นของ “นวมทอง ไพรวัลย์” เป็นการต่อสู้กับอำนาจนอกระบบของอำมาตย์ ที่ทำลายประชาธิปไตย และเป็นอุปสรรคขัดขางหนทางประชาธิปไตยในสังคมไทยมาหลายยุคหลายสมัย

การกระทำดังกล่าวของ “นวมทอง ไพรวัลย์” จึงเป็นสัญลักษณ์ต้านอำนาจกองทัพและรัฐประหารของระบบอำมาตย์ นั่นเอง

กระนั้นก็ตาม การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในช่วงเมษา –พฤษภา 53 อำมหิต กองทัพได้เป็นกลไกหลักในการล้อมปราบประชาชนครั้งนั้น จึงต้องนำคนฆ่า คนสั่งฆ่าดำเนินการตามกฎหมายเพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชนผู้ ถูกกระทำด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากสังคมไทย ต้องการปลดเปลื้องพันธนาการที่ลดทอนการเติบโตของพลังประชาธิปไตย ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยหนึ่ง “ต้องปฏิรูปกองทัพไทย” เหมือนเช่นประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกที่กระทำกัน

กล่าวสำหรับกองทัพไทย ภายใต้บริบทการเมืองไทย ภาวะ“รัฐซ้อนรัฐ” ดำรงอยู่ปัจจุบัน ผู้เขียนมีข้อเสนอ 3 ประการ ในการปฏิรูปกองทัพ คือ

1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องดำเนิกระบวนการ แก้ไขพรบ.สภากลาโหม เพื่อให้อำนาจในการบังคับบัญชากองทัพ กลับมาอยู่กับผู้นำพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

2. รัฐประชาธิปไตยต้องทำให้กองทัพมีขนาดเล็กลง ไม่มีระบบการเกณฑ์ทหาร งบประมาณก็ต้องลดลง เพื่อนำงบประมาณใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมที่มีประโยชน์กว่า ท่ามกลางยุคที่หมดสมัยการทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน

3. รัฐประชาธิปไตย ต้องสร้างระบบการศึกษาและวัฒนธรรมกองทัพให้ทันสมัย เป็นประชาธิปไตยทั้งความคิดและการจัดองค์กร ที่ไม่เน้นระบบสายบังคัญชาแบบแบบสั่งการ โดยผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีส่วนร่วมแต่อย่างใด

การปฏิรูปกองทัพ คงเป็นความใฝ่ฝันหนึ่งของ “นวมทอง ไพรวัลย์”

ขอคารวะดวงวิญญาณ “นวมทอง ไพรวัลย์”

อุดมการประชาธิปไตย ของ “นวมทอง ไพรวัลย์” จงเจริญ

รายงาน: ร่าง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ มาเนียนๆ ดาบใหม่ ‘เซ็นเซอร์’ ?

ที่มา ประชาไท

ข่าว ครม.ผ่านร่าง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ผ่านไปเงียบๆ ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก

มีเพียงศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบายสื่อมวลชน สถาบันอิศราออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยเพราะไปจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ขณะที่ ‘ยักษ์ใหญ่’ ไทยรัฐออกโรงโวย การกำหนดให้หนังสือพิมพ์ต้องยื่นคำขอต่ออายุหนังสือสำคัญแสดงการจดแจ้งการ พิมพ์ทุก 5 ปี และเจ้าพนักงานมีอำนาจจะต่อหรือไม่ต่ออายุให้ก็ได้

แต่ใครๆ ก็แซวว่า ร่างนี้เขาเอาไว้เล่นงาน ‘ฟ้าเดียวกัน’ โดยเฉพาะ ?! หลังจากการก่อนหน้านี้เคยมีกรณีสั่งห้ามจำหน่ายฉบับ “โค้ก” กันมาแล้ว และยังมีข่าวว่าสำนักหอสมุดแห่งชาติเคยเรียกดูเนื้อหาก่อนที่จะให้เลข ISBN กันเลยทีเดียว


ฟ้าเดียวกัน ฉบับล่าสุด

“เรื่องนี้ต้องถือเป็นการคุกคามต่อเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น เนื้อหาอะไรบ้างที่ถือว่า "กระทบ" ต่อสถาบันกษัตริย์ ความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดี? คำว่า "กระทบ" นี้กว้างไกลแค่ไหน ซึ่งแน่นอนว่าครอบคลุมมากกว่า "ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย" แน่ๆ? ผบ.ตร. มีสิทธิ์ขาดในการวินิจฉัยเลยหรือ ว่าสิ่งพิมพ์ใดมีเนื้อหา "กระทบ" และ "ต้องห้าม" ซึ่งคนที่ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามของ ผบ.ตร. มีสิทธิ์จำคุกถึง 3 ปี? หากมีการฟ้องศาล การพิจารณาในชั้นศาลจะพิจารณาเฉพาะว่ามีการฝ่าฝืนคำสั่ง ผบ.ตร. หรือไม่ประเด็นเดียว จะไม่มีการพิจารณาว่าเนื้อหาในสิ่งพิมพ์นั้น "กระทบ" หรือไม่อย่างไร?”

คำถามที่ค่อนข้างมีคำตอบชัดเจนแล้ว ของชัยธวัช ตุลาฑล ทีมงานฟ้าเดียวกันที่ปรากฏขึ้นในเฟซบุ๊ก ทันทีที่มีข่าว ครม.ผ่านร่างใหม่กฎหมายนี้

เมื่อสอบถามเท้าความกันไป ทางตำรวจก็โยนว่า งานนี้สำนักหอสมุดแห่งชาติ ในสังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นเจ้าภาพหลักไม่ใช่ตำรวจ !! ขณะที่ทางกรมศิลปากรก็แจ้งว่า อำนาจสำนักหอสมุดไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนมากนัก ส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิค ขณะที่ได้เพิ่มอำนาจ ผบ.ตร.ขึ้นอีกเล็กน้อย ให้มีอำนาจในการสั่ง “ห้ามพิมพ์” ด้วย จากเดิมที่สั่งห้ามนำเข้า ห้ามเผยแพร่ ห้ามขายได้อยู่แล้ว

ส่วนเรื่องโทษก็ปรับเพิ่มเฉพาะโทษปรับจาก 6 หมื่น เป็น 1 แสนบาท ส่วนโทษจำคุกนั้นเท่าเดิม

แต่กระนั้น เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรก็ระบุว่า อำนาจสั่งห้ามพิมพ์ของ ผบ.ตร. มิได้หมายเลยไปถึงปิดโรงพิมพ์แต่อย่างใด ดังนั้นสำนักพิมพ์ไม่ต้องกลัว และหนังสือพิมพ์รายวันก็ไม่ต้องตกใจ

“ยังไงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะในขณะที่เราจะรณรงค์ให้ลดหรือยกเลิกโทษอาญาที่กระทบเสรีภาพในการแสดง ความเห็นอื่นๆ เช่น 112 หรือ กฎหมายหมิ่นประมาทปกติ ก็ดันมีกฎหมายมาเอาผิดอาญาเพิ่มอีก ต่อไปกฎหมายนี้อาจจะพัฒนากลายเป็นคล้ายๆ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในแง่ที่ว่า ในโลกไซเบอร์ก็จัดการเจ้าของเว็บให้หนักๆ ด้วย แทนที่จะจัดการคนโพสต์อย่างเดียว ในโลกกระดาษก็จัดการสำนักพิมพ์ให้หนักๆ เช่นกัน” ชัยธวัชแสดงความกังวล

เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรยังระบุถึงสาเหตุและความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ในฉบับร่างใหม่นี้ว่า เหตุที่มีการปรับแก้ครั้งนี้เป็นเพราะต้องการให้ผู้มาจดแจ้ง เมื่อได้รับอนุญาตและได้เลขมาตรฐานสากลประจำวารสารที่หอสมุดแห่งชาติออกให้ แล้ว จะต้องนำไปใช้จริง เพราะรหัสที่ว่ามีจำกัด ที่ผ่านมาสำนักพิมพ์จำนวนมากขอไปแล้วไม่ได้จัดพิมพ์จริงจึงกำหนดระยะเวลาว่า มาจดแจ้งแล้วต้องพิมพ์ภายในเวลาเท่าไร อีกทั้งยังบังคับให้ส่งหนังสือให้หอสมุดแห่งชาติภายในเวลาที่กำหนด เพราะที่ผ่านมา หนังสือที่จัดพิมพ์แพงๆ สวยๆ มักไม่ส่งให้หอสมุด แต่จ่ายค่าปรับเล่มละ 12 บาทแทน

นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นที่สำคัญคือ การได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับการวางหนังสือไม่ เหมาะกับเยาวชนบนแผง ทำให้เกิดการเพิ่มเติมให้สิ่งพิมพ์จำพวกวารสาร นิตยสาร ต้องกระทำการคล้ายๆ “จัดเรท” ตัวเอง โดยจะมีการออกรายละเอียดการจำแนกประเภทในกฎกระทรวงอีกครั้ง แล้วสำนักพิมพ์ต้องพิมพ์เรทดังกล่าวบนหนังสือที่วางแผงด้วย

แม้รายละเอียดเรื่องการจัดเรทยังไม่ปรากฏให้เห็นตอนนี้ แต่ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ เจ้าหน้าที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน แสดงความกังวลว่ามันอาจเป็นอีกช่องทางในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดูจากประสบการณ์การจัดเรทของสื่ออีกประเภท คือ ภาพยนตร์

ยิ่งชีพเท้าความถึงปัญหาความคลุมเครือสำหรับเรทภาพยนตร์ว่า มันไม่ได้มีแต่เรทการห้ามอย่างเดียว แต่มีเรท “ส่งเสริม” ด้วย หนังที่ได้เรทนี้ส่วนใหญ่คือหนังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย หรือหนังที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์ เช่น ภาพยนตร์เรื่องพระนเรศวร ซึ่งยังคงเป็นปัญหาว่าใครจะเป็นผู้นิยามความถูกต้อง ดีงาม ในการให้เรทควรส่งเสริมนี้ ขณะที่เรทการแบ่งตามาอายุ 13 15 18 20 ปี ก็ยังมีข้อสงสัยกันอยู่มากว่าช่วงอายุที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันนั้นมีความแตก ต่างกันอย่างไร อะไรจะเป็นตัวชี้วัดวุฒิภาวะของคนในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งที่ผ่านมาคู่มือที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดทำขึ้นมาก็ดูจะไม่ได้ช่วยในการหา คำตอบเท่าไรนัก

ที่สำคัญ ใน พ.ร.บ.ภาพยนตร์ ยังมีเรทห้ามฉาย ในมาตรา 26 (7) ซึ่งปรากฏว่าที่ผ่านมา ไม่มีหนังเรื่องไหนที่ได้เรทนี้เลยแม้แต่เรื่องเดียว แต่ขณะเดียวกันมีหนังที่ถูกห้ามฉายแล้วกว่า 200 เรื่อง .... โดยมาตราอื่น !!!

มาตราที่ว่าคือ มาตรา 29

“การพิจารณาอนุญาตภาพยนตร์ตามมาตรา 25 ถ้าคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์เห็นว่าภาพยนตร์ใดมีเนื้อหาที่ เป็นการบ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐและเกียรติภูมิของประเทศไทยให้คณะ กรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์มีอำนาจสั่งให้ผู้ขออนุญาตแก้ไขหรือตัด ทอนก่อนอนุญาต หรือจะไม่อนุญาตก็ได้”

ยิ่งชีพว่า คำเหล่านี้เป็นคำกว้างๆ และมีความหมายคลุมเครือ ซึ่งถูกนำมาใช้แทนมาตรา “ห้ามฉาย” โดยตรงได้อย่างง่ายดาย โดยอำนาจจะอยู่ที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ฯ ซึ่งจะดูเนื้อหาของหนังก่อนแล้วจึงลงความเห็นว่าจะอนุญาตให้ฉายหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร จะว่าไปก็คล้ายอำนาจห้ามพิมพ์ ห้ามเผยแพร่ของ ผบ.ตร. ในร่างกฎหมายจดแจ้งการพิมพ์ในแง่ที่สามารถควบคุมได้ตั้งแต่ต้นตอ

“พ.ร.บ.ภาพยนตร์สร้างระบบการเซ็นเซอร์ก่อนเผยแพร่ ถือเป็นครั้งแรกเลยที่มีการเซ็นเซอร์แบบนี้ ขณะที่สื่ออื่นๆ หนังสือ เว็บไซต์ ล้วนเป็นระบบเซ็นเซอร์หลังจากเผยแพร่แล้วทั้งสิ้น แต่ร่างใหม่ของ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ กำลังจะสร้างการเซ็นเซอร์ก่อนเหมือนภาพยนตร์ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน” ยิ่งชีพกล่าว

เขาระบุว่าด้วย ขณะนี้หนังเรื่อง "Insects In the Backyard" ของธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ซึ่งถูกคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ฯ สั่งห้ามฉาย กำลังอยู่ระหว่างการฟ้องร้องศาลปกครอง และยังมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกว่า มาตรา 29 และ มาตรา 26 (7) ของ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ระหว่างที่ศาลยังไม่มีคำวินิจฉัย และฝุ่นยังตลบอยู่ในแวดวงภาพยนตร์ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็น่าจะรอดูทิศทางที่ชัดเจนของคำพิพากษาเสียก่อน

เรื่องนี้เพิ่งเริ่มนับหนึ่ง หวังว่าหลังกระแสน้ำลด สังคมไทยจะได้มีโอกาสพิจารณา ‘ตอ’ ต่างๆ ร่วมกัน ก่อนมีกฎหมายใหม่บังคับใช้ โดยเฉพาะบรรดาแฟนานุแฟนหนังสือเล่มนั้น ;)

ศาลไม่ให้ประกันเสื้อแดงมุกฯในชั้นอุทธรณ์อ้างคดีร้ายแรง

ที่มา ประชาไท

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่อนุญาตให้ประกัน 13 เสื้อแดงมุกฯ ที่ต้องโทษจำคุก 20 ปี อ้างพฤติการณ์ร้ายแรง กระทบความมั่นคง ไม่พิจารณาปัญหาสุขภาพหรือพฤติกรรมในศาลชั้นต้น จำเลยรู้ตัวว่าไม่มีหวัง เครียดพยายามกระโดดตึก

28 ตุลาคม 2554 สืบเนื่องจากการที่ศาลจังหวัดมุกดาหารตัดสินจำคุก 20 ปี จำเลย 13 คน ในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาศาลากลางจังหวัดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา และทีมทนายได้ยื่นขอประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ทันที โดยอ้างเหตุผลว่า ในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจำเลยมาฟังการพิจารณาด้วยดีและตรงต่อเวลามาโดย ตลอด อีกทั้งจำเลยยังมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ประกันตัวมาแล้ว ทั้งนี้ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก จ.มุกดาหาร, กาฬสินธุ์, ยโสธร, นครพนม และอำนาจเจริญ รวม 7 คน ใช้ตำแหน่ง ส.ส.ค้ำประกันในการยื่นประกันครั้งนี้

อย่างไรก็ดี ศาลจังหวัดมุกดาหารได้ส่งคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้ง 13 คน ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง และในวันนี้(28 ต.ค.54) เวลาประมาณ 15.00 น. นางวรพรรณ รักความสุข ผู้พิพากษาได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยมีทนายจำเลยเข้าฟัง “ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง และมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติ ทั้งศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุกจำเลยที่... ฐานร่วมกันวางเพลิงเผาโรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำคุก คนละ 20 ปี หากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เชื่อว่าจำเลยที่...จะหลบหนี ประกอบกับจำเลยที่... ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวมาแล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัว ชั่วคราวจำเลยที่.... ยกคำร้อง” อย่างไรก็ตาม ทีมทนายยังไม่หมดหวัง เตรียมยื่นคำร้องอีกวันจันทร์หน้า

ก่อนหน้านี้ กลางดึกคืนที่ผ่านมา จำเลยคนหนึ่งมีอาการเครียดและพยายามกระโดดตึกฆ่าตัวตาย แต่เพื่อนจำเลยด้วยกันได้จับตัวไว้ ในตอนเช้าทางเรือนจำจึงได้ส่งตัวไปโรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อรักษาอาการทางประสาท โดยแพทย์ได้ฉีดยาระงับประสาทจนจำเลยคนดังกล่าวอาการสงบลง แต่ยังคงนอนพัก รักษาตัวและอยู่ในความดูแลของแพทย์

หลบไปเลยดารานักร้องรั่วๆเมื่อฮีโร่ด่มด๋มปรากฎตัว

ที่มา Thai E-News

ช่วยหลบไปหน่อย ชิ้วๆ...เกะกะ


พระเอกกำลังมา...เอ๊ยไม่ช๊าย คนนี้จะหลุดมาแย่งซีนทำมั๊ย!


ครับ ต้องคนนี้เลย

ที่มา เฟซบุ๊คเดี่ยว 9 (โน้ต อุดม)
ลำดับภาพ-เรื่อง ไทยอีนิวส์
ความเดิมจากโพสที่แล้ว โบกเค้ามาเรื่อยๆ

วันนี้ มาศูนย์พักพิงสนามราชมังคลาคับ มีน้องจิตอาสาไปชวนที่บ้าน บอกว่าผู้อพยพที่นี่กะลังประสบภาวะตึงเครียด ผมเลยไปทําให้เค้าเครียดกว่าเดิม(ที่มา:facebook โน้ต อุดม)
มินิเดี่ยวไปอีกครึ่งชั่วโมง
เดี่ยว อยู่ดีๆฝนก็มาไล่ให้ให้กลับบ้าน แต่ดมก็ยังหน้าด้านไปต่อ คราวนี้มีอาสาสมัครตามมาเป็นพรวน ดูทรงแล้วคงใม่ได้ตั้งมาช่วย แต่อยากดูตลกฟรี 55
จบคืนนี้แบบ ไลท์ๆโฮมๆ(เบาๆบ้านๆ)กับภาพที่ไอ้เติงถ่ายให้บนกองทรายก่อนที่จะบรรจุไส่ถุงไปกั้นนํ้าในวันพรุ่ง

(นํ้าๆๆๆๆน้องเคยเห็นนํ้าหรือป่าว นํ้ามันมีมวลไม่เบา มันท่วมยาวๆตามบ้านเรือน มันท่วมเป็นเดือนที่บ้านเรา มีเรือหางยาวหรือยางงงงง)

พรุ่งนี้ด่มด๋มและด่างด๋าง(นอนเกาอยู่ด้านหลัง)ก็คงต้องสู้ภัยพิบัติกันต่อ ไป ตามสภาพที่ตนประสบอยู่ และก็คงเหมือนๆกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเรา มันมาแล้วก็ผ่านไป แต่สี่งนึงที่ผมสัมผัสได้จากอุทุกภัยครั้งนี้ นํ้าได้พัดพาการแบ่งแยกสีให้เจือจางลงไป นํ้าได้ทําให้เราหันมารักกัน คุณรู้สึกบ้างหรือเปล่า(ที่มา:facebookโน้ต อุดม)
ขากลับ อาศัยรถอาสาสมัครป้องกั้นแนวกั้นนํ้ามาส่งเราที่จุดจอดรถเมื่อเช้า ฝนก็กระหนํ่ามาอีกระลอก บอกตรงตรงหนาวสั่นและปวดฉี่มัก แต่ไม่กล้าบอกให้รถจอด แหม ผู้หญิงเกือบทั้งคัน จะมายืนแอ่นฉี่ข้างทางท่ามกลางสายตาห่วงใยของสาวๆใครจะฉี่ออก ที่หนักกว่านั้น ข้างๆทางเป็นนํ้าล้วนๆยืนฉี่ในนํ้าก็ไม่ต่างจากฉี่รดขาตัวเอง หนักกว่าโรคฉี่หนูก็น่าจะเป็นฉี่ด่มด๋มนี่แหละ อั้นจนเป่งอ่ะ บอกตรงๆ(ที่มา:facebookโน้ต อุดม)

.
.
.
.
.
.
.
.

.
มารับคุณนายทองสุข หนีนํ้าไปเชียงใหม่ นางอิดออดไม่อยากไป ถ้าจะไปขอเป็นหลังวันที่1ตอนแรกนึกว่าห่วงบ้านเหมือนคนสูงอายุทั่วไป ถามไปถามมาคือแกจะขออยู่ลุ้นหวยงวดนี้ก่อนเป็นการทิ้งทวน

ผมจนปัญญาจะโน้มน้าววันนี้เลยใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ด้วยการชวนลูกน้องออกไป แจกนํ้าให้กําลังใจ สั่งมา2000ขวดมุ่งหน้าดุ่ยๆไปทางบางปะอิน รถไปได้แค่ด่านเก็บเงินวงแหวนรอบนอกก็ไม่สามารถไปต่อ (ไอ้เติงถ่ายภาพ)

ลูกรีบบินกลับมาด้วยความเป็นห่วง แต่ดูเค้าสิคับ เธอกำลังซ้อมลอยตัวกรณีน้ำมาฉุกเฉิน
สู้เค๊าต่อไปเถอะน้ะ ขบวนการด่มด๋ม

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ปวดตับกับแอ๊ด-หงามาดูโน้ตอุดมอำมาร์ค-ปู



Thailand 2011 Flood: A Conspiracy?

ที่มา Thai E-News

By Incognito
29 October 2011

ผบ.กองทัพเรือ:ท่านนายกสู้นะ เก่งมากๆสถานการณ์ตอนนี้ท่านเข้มแข็งแม้จะเป็นผู้หญิงสู้กับปัญหา

ที่มา Thai E-News



เมื่อกองทัพกับรัฐบาล เป็นคนละสีคนละขั้ว และเคยปะทะกันบนท้องถนนมาแล้ว ก็ย่อมถูกจับตาเรื่องความขัดแย้ง รอยแตกร้าว และการต่อสู้เพื่อแย่งชิงและรักษาอำนาจ

แต่สำหรับ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ แล้ว ยิ่งเมื่อได้มาทำงานกับ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้ประชุม หารือพูดคุยด้วยแล้ว ก็มองเห็นว่านายกฯ หญิงหรือชายไม่มีอะไรแตกต่างในการบริหาร

"ท่านสู้นะ เก่งมากๆ สถานการณ์ตอนนี้ ท่านเข้มแข็งแม้จะเป็นผู้หญิงสู้กับปัญหา เช้าตื่นทำงานประชุมทั้งวัน ไปโน่นนี่ พอมีโทรศัพท์เข้ามา นายกฯ ท่านก็ใจหาย เครียดนะ ว่าจะต้องมีเรื่องมีปัญหารายงานเข้ามา" บิ๊กหรุ่น กล่าว

เพราะขนาดบิ๊กหรุ่นเอง ตั้งแต่เป็น ผบ.ทร. ทำงานไม่มีวันหยุดจนน้ำหนักลดลง ช่วยเหลือประชาชนเต็มที่


ที่แน่ๆ "ผมจะไม่ยุ่งการเมือง ไม่ปฏิวัติ แต่จะขอเป็นทหารเรือของประชาชน ขอให้มั่นใจในตัวผมและทหารเรือทุกนาย"

ที่มา:มติชนสุดสัปดาห์ , ฉบับวันที่28ต.ค.-3พ.ย.2554

Saturday, October 29, 2011

แอ่นแอนแอ๊น!!ฮีโร่ด่มด๋มมากอบกู้โลกแว้ว

ที่มา Thai E-News


ที่มา เฟซบุ๊คเดี่ยว 9 (โน้ต อุดม)
ลำดับภาพ ไทยอีนิวส์
ความเดิมจากโพสที่แล้ว โบกเค้ามาเรื่อยๆ

วันนี้ มาศูนย์พักพิงสนามราชมังคลาคับ มีน้องจิตอาสาไปชวนที่บ้าน บอกว่าผู้อพยพที่นี่กะลังประสบภาวะตึงเครียด ผมเลยไปทําให้เค้าเครียดกว่าเดิม(ที่มา:facebook โน้ต อุดม)
มินิเดี่ยวไปอีกครึ่งชั่วโมง
เดี่ยว อยู่ดีๆฝนก็มาไล่ให้ให้กลับบ้าน แต่ดมก็ยังหน้าด้านไปต่อ คราวนี้มีอาสาสมัครตามมาเป็นพรวน ดูทรงแล้วคงใม่ได้ตั้งมาช่วย แต่อยากดูตลกฟรี 55
จบคืนนี้แบบ ไลท์ๆโฮมๆ(เบาๆบ้านๆ)กับภาพที่ไอ้เติงถ่ายให้บนกองทรายก่อนที่จะบรรจุไส่ถุงไปกั้นนํ้าในวันพรุ่ง

(นํ้าๆๆๆๆน้องเคยเห็นนํ้าหรือป่าว นํ้ามันมีมวลไม่เบา มันท่วมยาวๆตามบ้านเรือน มันท่วมเป็นเดือนที่บ้านเรา มีเรือหางยาวหรือยางงงงง)

พรุ่งนี้ด่มด๋มและด่างด๋าง(นอนเกาอยู่ด้านหลัง)ก็คงต้องสู้ภัยพิบัติกันต่อ ไป ตามสภาพที่ตนประสบอยู่ และก็คงเหมือนๆกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเรา มันมาแล้วก็ผ่านไป แต่สี่งนึงที่ผมสัมผัสได้จากอุทุกภัยครั้งนี้ นํ้าได้พัดพาการแบ่งแยกสีให้เจือจางลงไป นํ้าได้ทําให้เราหันมารักกัน คุณรู้สึกบ้างหรือเปล่า(ที่มา:facebookโน้ต อุดม)
ขากลับ อาศัยรถอาสาสมัครป้องกั้นแนวกั้นนํ้ามาส่งเราที่จุดจอดรถเมื่อเช้า ฝนก็กระหนํ่ามาอีกระลอก บอกตรงตรงหนาวสั่นและปวดฉี่มัก แต่ไม่กล้าบอกให้รถจอด แหม ผู้หญิงเกือบทั้งคัน จะมายืนแอ่นฉี่ข้างทางท่ามกลางสายตาห่วงใยของสาวๆใครจะฉี่ออก ที่หนักกว่านั้น ข้างๆทางเป็นนํ้าล้วนๆยืนฉี่ในนํ้าก็ไม่ต่างจากฉี่รดขาตัวเอง หนักกว่าโรคฉี่หนูก็น่าจะเป็นฉี่ด่มด๋มนี่แหละ อั้นจนเป่งอ่ะ บอกตรงๆ(ที่มา:facebookโน้ต อุดม)

.
.
.
.
.
.
.
.

.
มารับคุณนายทองสุข หนีนํ้าไปเชียงใหม่ นางอิดออดไม่อยากไป ถ้าจะไปขอเป็นหลังวันที่1ตอนแรกนึกว่าห่วงบ้านเหมือนคนสูงอายุทั่วไป ถามไปถามมาคือแกจะขออยู่ลุ้นหวยงวดนี้ก่อนเป็นการทิ้งทวน

ผมจนปัญญาจะโน้มน้าววันนี้เลยใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ด้วยการชวนลูกน้องออกไป แจกนํ้าให้กําลังใจ สั่งมา2000ขวดมุ่งหน้าดุ่ยๆไปทางบางปะอิน รถไปได้แค่ด่านเก็บเงินวงแหวนรอบนอกก็ไม่สามารถไปต่อ (ไอ้เติงถ่ายภาพ)

ลูกรีบบินกลับมาด้วยความเป็นห่วง แต่ดูเค้าสิคับ เธอกำลังซ้อมลอยตัวกรณีน้ำมาฉุกเฉิน
สู้เค๊าต่อไปเถอะน้ะ ขบวนการด่มด๋ม

'ซินหัว'ตีข่าวทหารไทยสังหารโหด13ลูกเรือจีนกลางน้ำโขงใกล้สามเหลี่ยมทองคำ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงาน
คนร้ายที่ลงมือก่อเหตุสังหารโหด 13 ลูกเรือสินค้าชาวจีน
ในแม่น้ำโขงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา
แท้จริงแล้วเป็นทหารจำนวน 9 นายของไทย...


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 29 ต.ค. โดยอ้างสำนักข่าวซินหัวของจีนว่า
คนร้ายที่ลงมือก่อเหตุสังหารโหด 13 ลูกเรือสินค้าชาวจีนในแม่น้ำโขงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ
เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา แท้จริงแล้วเป็นทหารจำนวน 9 นายของไทย


รายงานข่าวของซินหัวระบุ ผลการสืบสวนของตำรวจไทยพบว่า
ทหาร 9 นายจากกองทัพภาคที่ 3 ของไทย
ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องพื้นที่ชายแดนทางภาคเหนือของประเทศ ได้ยอมรับว่า
พวกตนเป็นผู้ลงมือสังหารลูกเรือชาวจีนบนเรือสินค้า 2 ลำ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา
โดยข้อมูลของทางตำรวจไทยเชื่อว่า
ทหารกลุ่มนี้น่าจะลงมือก่อเหตุสะเทือนขวัญกลางลำน้ำโขง
ตามคำสั่งของนักธุรกิจบางรายในพื้นที่


เรือสินค้าจากจีนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญในแม่น้ำโขง


อย่างไรก็ดี รายงานข่าวซึ่งอ้างเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงของไทยยืนยันว่า
กองทัพไทย และรัฐบาลไทย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารลูกเรือชาวจีนดังกล่าวแต่อย่างใด.


http://www.thairath.co.th/content/oversea/212811

คลิปน้ำท่วมทั่วกทม.28ต.ค.54

ที่มา thaifreenews

โดย RedThailand

น้ำท่วมท่าพระจันทร์ 18 35น 28ต ค 54
คลิก http://youtu.be/2byiwlelROo



น้ำจ่อท่วมสนามหลวง ธรรมศาสตร์ 17 30น 28ต ค 54
คลิก http://youtu.be/g99MCdP2WDU



สถานการณ์น้ำท่วมท่าพระจันทร์ 28 ต ค 54
คลิก http://youtu.be/sLQ9-8LXprg



น้ำท่วมถนนบรมราชชนนี โลตัสปิ่นเกล้า สายใต้เก่า16 00น 28 ต ค 54
คลิก http://youtu.be/fNabRn-1n38



การจราจรชัยพฤษถึงสายใต้ใหม่17 00น 28 ต ค 54
คลิก http://youtu.be/6Ux9tNlfPXs



ศูนย์พักพิงรถยนต์อพยพลอยฟ้าบรมราชชนนี
คลิก http://youtu.be/qcvfTjSrUa8