ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, October 30, 2011
ชีวิต..ไม่สิ้นหวัง..นะลูก
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 29/10/54 มหันตภัยใต้น้ำ....ขบวนการจ้องล้มรัฐบาล
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ประชาชน เลือกเธอมา เป็นนายก
มิใช่ตลก หรือแสดง แสร้งสร้างภาพ
ยุคเมืองไทย เลอะเลือน เหมือนถูกสาป
ดั่งรอยบาป พวกจัญไร ไร้คุณธรรม....
ภัยพิบัติ ถาโถม โหมเข้าใส่
มีเพียงใจ กล้าแกร่ง ออกแรงค้ำ
หวังบารมี เป็นบุญ ช่วยหนุนนำ
ผ่านชอกช้ำ น้ำนอง ปกป้องภัย....
แม้นเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า แสนสาหัส
ยังเร่งรัด สู้กับมัน ไม่หวั่นไหว
มีร้อยแปด พันปัญหา มากวนใจ
ยังยิ้มได้ เพื่อพี่น้อง ผองประชา....
ยังมีภัย ใต้น้ำ ย้ำอุบาทว์
พวกเลวชาติ วิปริต คิดชั่วช้า
หวังจ้องล้ม รัฐบาล ด้วยมารยา
จึงเสาะหา ช่องทาง อย่างเลือดเย็น....
แม้สายน้ำ แห่งนี้ ยังมีพิษ
แม้วิกฤติ ปวดร้าว คราวทุกข์เข็ญ
แม้พวกชั่ว แอบอำพราง อย่างหน้าเป็น
แม้ซ่อนเร้น ก็เผยมา ว่า..โคตรเลว....
๓ บลา / ๒๙ ต.ค.๕๔
"พ่ายแพ้" ทำให้ "แข็งแกร่ง"
ที่มา มติชน
โดย สรกล อดุลยานนท์
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2554)
ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2540 ประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงินบาทอย่างหนักจากพ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส
ตอนนั้น เงินบาทมีอัตราแลกเปลี่ยน 25 บาท ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ
ธนาคารแห่งประเทศไทยในยุคนั้นเลือกยุทธศาสตร์ปกป้องค่าเงินบาท
ไม่ว่า "โซรอส" หรือกองทุนค้าเงินรายใหญ่จะโจมตีหนักแค่ไหน
แบงก์ชาติก็สู้
สู้จนเงินในกระเป๋าเกลี้ยง
ในที่สุดสถานการณ์ที่เลวร้ายก็บีบบังคับให้รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540
และนั่นคือ วิกฤตเศรษฐกิจที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
ประเทศไทยต้องขอวงเงินกู้จากไอเอ็มเอฟ 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือถ้าคิดตามค่าเงินในช่วงนั้นตกประมาณ 700,000 ล้านบาท
ใครที่เคยผ่านวิกฤตปี 40 มาคงจำกันได้ว่า หนักหนาสาหัสเพียงใด
วิกฤตครั้งนั้นทำให้คนไทยได้รู้ว่าการ "ดันทุรัง" สร้างความเสียหายมากกว่าการยอมรับ "ความพ่ายแพ้"
เราต้องรู้จักประเมินพลังของตนเอง และพลังของคู่ต่อสู้ให้เป็น
และการยอมแพ้ คือหนึ่งในกลยุทธ์การต่อสู้
หลังจากนั้นเมื่อไทยฟื้นตัวจากวิกฤต ภาคเศรษฐกิจของไทยก็แข็งแกร่งขึ้นและสามารถปรับตัวรับมรสุมเศรษฐกิจได้สบาย
ไม่ว่าจะเป็นวิกฤต "แฮมเบอร์เกอร์" หรือวิกฤตเศรษฐกิจจากยุโรป
ไทยสะเทือนน้อยมาก
"ความพ่ายแพ้" ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น
ทุกคนรู้แล้วว่า "พายุ" ร้ายแรงเพียงใด ดังนั้น พอลมแรงหน่อยทุกคนก็ระวัง
ไม่คิด "สู้" แบบหัวชนฝาเหมือนในอดีต
มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คล้ายกับวิกฤตค่าเงินบาทเมื่อ ปี 2540
"จุดเริ่มต้น" จะมาจากการกักเก็บน้ำของเขื่อนแต่ละเขื่อนมากเกินความจำเป็น หรือจะมาจากสิ่งอื่นใดก็ตาม
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ รัฐบาลชุดนี้และกรุงเทพมหานครคิดเหมือน "แบงก์ชาติ" ในอดีต
คือ คิดจะสู้กับพลังของ "น้ำ" ที่มากมายมหาศาล
พยายามสร้างคันกั้นน้ำตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะที่นครสวรรค์ อยุธยา นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ฯลฯ
ในขณะที่การเร่งระบายน้ำให้ไหลลงทะเลเร็วที่สุดก็ประสบปัญหา เพราะทุกด่านที่ขวางทางน้ำล้วนมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ
ส่วนกรุงเทพมหานครก็คิดป้องกัน "เมืองกรุง" โดยลืมความจริงว่า กทม.คือประตูสู่ทะเล
สู้มาทีละด่าน แล้วก็พ่ายแพ้มาตลอด
คิดจะสู้ โดยไม่เคารพความยิ่งใหญ่ของคู่ต่อสู้
เราต้องยอมรับว่า "ธรรมชาติ" นั้นยิ่งใหญ่จริงๆ
มนุษย์ก็แค่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ เท่านั้น
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมเชื่อว่าคนที่เคยเชียร์ให้รัฐบาลสู้กับน้ำคงจะเปลี่ยนใจ
และเสนอว่ายอมแพ้ดีกว่า
แต่นี่คือ "บทวิเคราะห์" หลังเหตุการณ์
เพราะในโลกแห่งความจริง ถ้าไม่เห็น "ซากศพ" เราคงยากที่จะ "ยอมแพ้"
มหาอุทกภัยครั้งนี้ทำให้คนไทยได้บทเรียนเช่นเดียวกับการต่อสู้การโจมตีค่าเงินบาทเมื่อปี 2540
...อย่า "ดันทุรัง" สู้กับคู่ต่อสู้ที่มีพลังมากกว่า
เมื่อเราไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ เราก็คงหวังเพียงว่าความเสียหายในวันนี้จะมีคุณค่าเหมือนกับความพ่ายแพ้เมื่อปี 2540
ความเจ็บปวดจาก "ความพ่ายแพ้" ต้องทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น
"ทักษิณ"โผล่ทอดกฐินวัดไทยในเดนมาร์ก-เผย"ปู"โทร.ปรึกษาแก้น้ำท่วม
ที่มา ข่าวสด
เวลา 10.00 น. วันที่ 29 ต.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานจากประเทศเดนมาร์ก ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาร่วมงานกฐินพระราชทาน ที่วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร กรุงโคเปนเฮเกน
ผู้สื่อข่าวแจ้งว่า สำหรับงานกฐินพระราชทานครั้งนี้ จัดโดยสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับวัดสระเกศวรมหาวิหาร จัดพิธีทอดกฐินพระราชทาน ตามโครงการ "คณะผ้ากฐินพระราชทาน ประจำปี 54 9 วัด 9 ประเทศ สู่ยุโรป-สแกนดิเนเวีย" มีพระพรหมโมลี วัดพิชยญาติการาม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายปิยวัฒน์ นิยมกฤษ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโคเปนเฮเกน เป็นประธานฝ่าย มีพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่จากประเทศไทยเข้าร่วมงาน อาทิ พระธรรมสิทธินายก วัดสระเกศฯ พระธรรมโกศาจารย์ วัดประยูรวงศาวาส อธิการบดี มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระเทพปริยวิมล วัดบวรนิเวศวรมหาวิหาร เป็นต้น
ต่อมา พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ที่วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย ว่า ติดตามปัญหามาตลอด ทราบว่าน้ำจากทางเหนือ นครสวรรค์ ลพบุรี อยุธยา ปริมาณน้ำลดลงแล้ว แต่ทางกทม.เจอน้ำทะเลหนุนอีก เชื่อว่าหลังวันที่ 2 พ.ย. ทุกอย่างจะคลี่คลาย ที่สำคัญรัฐบาลวางแผนฟื้นฟูบ้านเรือน สถานที่ราชการ วัด โรงเรียน ถนน คืนสู่สภาพภายใน 3 เดือน โดย 3 เดือนแรกต้องทำงานกันอย่างหนัก คิดว่าการฟื้นฟูจะทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะรัฐบาลเตรียมงบประมาณฉุกเฉินไว้แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ โทร.มาปรึกษาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมบ้างหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า คุยกัน มีอะไรก็ปรึกษากันตลอด ช่วงนี้ท่านนายกฯทำงานหนัก นานๆ จึงโทรมาปรึกษาแนวทางในการจัดสรรงบประมาณที่จะเข้าไปช่วยเหลือและฟื้นฟูให้กับประชาชน ซึ่งวันนี้รัฐบาลมีงบประมาณในการแก้ไขปัญหาเพียงพอ
เมื่อถามว่า ปัญหาน้ำท่วมเกิดความล่าช้าในการช่วยเหลือประชาชน เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างเล่นเกมการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า วันนี้ประเทศชาติเกิดภัยพิบัติ เป็นโอกาสที่คนไทยต้องหาทางหันหน้าเข้าหากัน ห่วงใยประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก อยากให้นักการเมืองทุกฝ่าย ไม่ส่งเสียงทางการเมือง ช่วยกันแก้ปัญหามากกว่า และสาเหตุที่น้ำท่วมครั้งนี้เพราะน้ำมามาก และพื้นที่กว่าง ข้าราชการไม่เคยเจอ จึงต้องใช้เวลาในการตั้งตัว
ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ บ่นหรือขอคำปรึกษาในช่วงที่เกิดน้ำท่วมบ้างหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ยอมรับนายกฯ เหนื่อยและเครียดบ้าง คุยกันเรื่อยๆ ซึ่งต้องช่วยกันส่งกำลังใจและช่วยกันคิด เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก
เรื่อง flow in - flow out ของเขื่อนภูมิพลตามมุมองนักอุตุนิยมวิทยา
ที่มา ประชาไท
ประชาชนผู้หวังดี
สิบกว่าปีที่แล้ว มีวิทยากรพิเศษมาบรรยายที่โรงเรียนหัวข้อ “การ หลอกลวงข้อมูลด้วยกราฟ” ตอนฟังรู้สึกสนุกมาก ไดรับอีกบทเรียนในฐานะนักวิทยาศาสตร์ว่า ข้อมูลแห่งๆ อย่างตัวเลข ก็สามารถนำมาใช้หลอกลวงผู้บริโภคได้
ก่อนอื่นลองเข้าไปอ่านใน โพสตนี้
ผู้เขียนอธิบายเปรียบเทียบการปล่อยน้ำของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และพรรค เพื่อไทย โดยอ้างอิงว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ปล่อยน้ำได้ดีกว่า เพราะสามารถรักษาระดับน้ำไม่ให้สูงนักจนถึงชวงเปลี่ยนรัฐบาล ขณะที่ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเปนรัฐบาล จะเห็นวากราฟสีแดงพุงพรวดๆ
สิ่งที่เจาของโพสตไมยอมอธิบายคือ เปนปรกติของฤดูฝนที่ชวงทายฤดู ปริมาณฝนจะมากกว่าช่วงต้นฤดู

กราฟที่นำมาแสดงข้างบนมาจากเว็บไซต์ของกรมอุตุ ปริมาณน้ำเฉลี่ยตลอดช่วงสามสิบปี แบ่งแยกในแต่ละเดือน จะเห็นว่าช่วงต้นฤดูฝนตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงกรกฎาคม ปริมาณน้ำฝนต่อเดือนจะต่ำกว่าช่วงปลายฤดูคือเดือนสิงหาคม และกันยายน เมื่อปริมาณน้ำฝนต่อเดือนน้อยกว่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าปริมาณน้ำในเขื่อนจะต่ำกว่า (ต้องไม่ลืมว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ปริมาณสุทธิ แต่เป็นอัตราการไหลเข้าของน้ำด้วย ฝนตกหนักในชั่วระยะเวลาสั้น จะมีโอกาสน้ำท่วมมากกว่าฝนตกน้อยเป็นเวลานาน เพราะการระบายน้ำจะทำได้ยากกว่า)
หากยังไม่เชื่อ ลองวิเคราะห์เฉพาะกราฟที่เจ้าของโพสต์นำมาใช้อ้างอิง ลองเปรียบเทียบกราฟสีแดง (ปริมาณน้ำในเขื่อนปี 2554) กับปริมาณน้ำในปี 2553 (สีน้ำเงิน) และปี 2552 (สีเขียว) ดูในตารางด้านล่าง (หน่วยเป็นล้านลูกบาตรเมตร)
| ปี | 10 เมษายน | 10 สิงหาคม | 10 ตุลาคม |
| 2552 | 6,000 | 6,000 | 8,400 |
| 2553 | 5,200 | 3,900 | 6,600 |
| 2554 | 6,000 | 9,300 | 13,500 |

ตารางข้างบนแสดงระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำภูมิพลของแต่ละปี แต่ละช่วงเวลา ต้นฤดูฝนคือ 10 เมษายน 10
สิงหาคมถือเป็นรอยต่อระหว่างฤดูฝนช่วงต้น และฤดูฝนช่วงปลาย (และบังเอิญในปี 2554 ตรงกับช่วงขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคุณยิ่งลักษณ์พอดี ไม่ใช่วันที่ 10 กรกฎาคม แบบที่เจ้าของกราฟนี้ระบายสี “ลวง” ไว้) ฤดูฝนไม่ได้สิ้นสุดลงในวันที่ 10 ตุลาคม แต่เราจำกัดเวลาเอาไว้เท่านี้เพื่อการเปรียบเทียบ (เนื่องจากข้อมูลปี 2554 ให้มาถึงแค่ประมาณวันที่ 10 ตุลาคมเท่านั้น) ตารางข้างล่างแสดงความเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำในเขื่อน ระหว่างฤดูฝนช่วงต้นและช่วงปลายในแต่ละปี
| ปี | ฤดูฝนช่วงต้น | ฤดูฝนช่วงปลาย |
| 2552 | 0 | 2,400 |
| 2553 | -1,300 | 2,700 |
| 2554 | 3,300 | 4,200 |
จากตารางนี้ ฤดูฝนช่วงต้นนั้น การกักเก็บน้ำในเขื่อนจะต่ำกว่าช่วงปลายจริงๆ ทั้งในปี 2552 และ 2553 มีการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนในช่วงเดือนเมษายน จนเมื่อถึงวันที่ 10 สิงหาคม ปริมาณน้ำกลับมาอยู่ในระดับเดิม หรือกระทั่งต่ำกว่าเดิมในปี 2553 ด้วยซ้ำ (สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะในช่วงต้นฤดูฝนปี 2553 น้ำแล้งเป็นพิเศษ
ข้อมูลตรงนี้สอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนจากกราฟของกรมอุตุฯ ที่ให้มาในตอนแรก
ทีนี้มาดูคำถามสำคัญบ้าง เปรียบเทียบการเปิดน้ำในเขื่อนระหว่างรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในปี 2554 โดยผิวเผินจะเห็นว่าเป็นจริงตามที่เจ้าของโพสต์อธิบายมา คือในปี 2554 รัฐบาลพรรคเพื่อไทยปล่อยน้ำเข้ามาในเขื่อนถึง 4,200 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งปล่อยน้ำเข้ามาแค่ 3,300 ล้านลูกบาศก์เมตร
แต่ลองเปรียบเทียบการปล่อยน้ำในช่วงเวลาเดียวกันของพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2552 และ 2553 ในปี 2552 เมื่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เพิ่งขึ้นดำรงตำแหน่ง และรู้ว่าจะได้เป็นรัฐบาลต่อไปถึงปลายฤดูฝน ปริมาณการกักเก็บน้ำในปี 2552 ช่วงต้นฤดูฝนคือ 0 ลูกบาศก์เมตร และในปี 2553 ปริมาณน้ำถึงกับติดลบ หรือน้อยลงกว่าเดิมเป็นพันล้านลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกันในปี 2554 ซึ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์ต้องลงสมัครเลือกตั้งแข่งกับพรรคเพื่อไทย ปริมาณการกักเก็บน้ำในเขื่อนช่วงต้นปีสูงถึง 3,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ให้เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์กับในปี 2552 ซึ่งไม่มีการกักเก็บน้ำเลย ก็อาจกล่าวได้ว่าสูงกว่าเดิมถึงอนันต์เปอร์เซ็นต์ (∞ %)
ในทางกลับกัน ปริมาณน้ำ 4,200 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถูกกักเก็บตั้งแต่พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาล อาจเป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการกักเก็บน้ำในช่วงเวลาเดียวกันของสองปีที่ ผ่านมาโดยพรรคประชาธิปัตย์ (2,400 และ 2,700 ลูกบาศก์เมตร) ยังแตกต่างกันไม่ถึง 200% เลยด้วยซ้ำ
ข้อสรุปตรงนี้คืออะไร
กล่าวโดยยุติธรรม ข้อสรุปตรงนี้คือ “ไม่สามารถสรุปอะไรได้ทั้ง สิ้น” สิ่งที่ขาดหายไปคือปริมาณน้ำในเขื่อนเฉลี่ยหลายปี เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเปิดน้ำลักษณะนี้เป็นเรื่องธรรมดา หรือผิดปรกติแค่ไหน การเปิดน้ำของพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ในปี 2554 แตกต่างจากมาตรฐานเฉลี่ยอย่างไร
ยิ่งกว่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือไปจากตัวเลขน้ำในเขื่อนที่ยกมาข้างต้น เช่น ปัจจัยทางธรรมชาติ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ใน ปี 2554 ปริมาณฝนมาก และมาเร็วผิดปรกติ ดังนั้นในช่วงต้นฤดูฝน ปริมาณน้ำจึงมากเป็นพิเศษถึงแม้ 3,300 ล้านลูกบาศก์เมตรภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ อาจเป็นตัวเลขที่มหาศาลเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ แต่ยังไม่สามารถสรุปอะไรได้
และเช่นเดียวกันกับ 4,200 ล้านลูกบาศก์เมตรของรัฐบาลเพื่อไทย ในปี 2554 นี้ พายุพัดเข้าเมืองไทยลูกแล้วลูกเล่า ทำให้ปริมาณฝนมากเป็นประวัติการณ์ (มากสุดในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา) ดังนั้น 4,200 ล้านลูกบาศก์เมตรก็อาจเป็นตัวเลขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ยังไม่นับปัจจัยด้านการจัดการว่า รัฐบาลมีสิทธิอำนาจแค่ไหนในการเข้ามาก้าวก่ายการเปิดปิดเขื่อน ตัวเลขเหล่านี้เป็นความรับผิดชอบของใคร รัฐบาล หรือข้าราชการ สุดท้ายคือปัจจัยด้านอุตุนิยมวิทยา ซึ่งทำนายปริมาณฝนล่วงหน้า และอาจผิดพลาดได้ (หากนักอุตุฯ พยากรณ์ผิดพลาดว่าในปี 2554 ฝนจะแล้ง ก็สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมเขื่อนถึงจงใจกักเก็บน้ำอย่างผิดปรกติ)
ข้อสรุปเดียวในขณะนี้คือ ท่ามกลางสภาพวิกฤติเช่นนี้ อย่างเพิ่งสาดโคลนกันด้วยตัวเลขที่ปราศจากที่มาที่ไป ใครคือผู้รับผิดชอบปริมาณน้ำนี้ตัวจริง เป็นการกระทำอย่างจงใจ เกิดจากความไร้ศักยภาพ หรือเป็นความโชคร้ายที่มาพร้อมกับปรากฏการณ์โลกร้อน อย่าเพิ่งรีบผุดตอกัน รอให้น้ำลดก่อนดีกว่าไหม
“นวมทอง ไพรวัลย์” ประวัติศาสตร์ของสามัญชน: สัญญลักษณ์ต้านอำนาจกองทัพ-รัฐประหาร
ที่มา ประชาไท
แนวร่วมคนเสื้อแดง
วันที่ 31 ตุลาคม เมื่อ 5 ปีที่แล้ว สำหรับหัวใจของ “คนเสื้อแดง” “คนรักประชาธิปไตย” คงไม่มีใครลืมประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ของคนธรรมสามัญชน ผู้รักประชาธิปไตย ที่ชื่อ
“นวมทอง ไพรวัลย์”
แม้ว่าหลักสูตรการอบรมบ่มเพาะครอบงำทางประวัติศาสตร์ของชนชั้นปกครอง อำมาตย์ศักดินา มักจักให้ผู้คนในสังคมไทยจำในเรื่องในสิ่งที่พวกเขาอยากให้จำ และลืมในเรื่องในสิ่งที่พวกเขาต้องการให้ลืม แต่นับจากนี้ไป เราพบเห็นว่า “คนเสื้อแดง” “คนรักประชาธิปไตย” “ผู้ตาสว่าง” ได้สร้างประวัติศาสตร์ของตนเองด้วยความภาคภูมิใจขึ้นมาแล้ว
เราจึงได้ยินการเอ่ยถึง จิตร ภูมิศักดิ์ เตียง ศิริขันธ์ ปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ พระยาพหล พยุหเสนา ถวัติ ฤทธิเดช พ่อหลวงอินทา และอีกหลายคน ผู้มีความใฝ่ฝันถึง “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ความยุติธรรม ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
คืนวันที่ 31 ตุลาคม “นวมทอง ไพรวัลย์” อดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 “นวมทอง ไพรวัลย์” ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กรุงเทพมหานคร ของบริษัท สหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัด พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ (คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 )และได้รับบาดเจ็บสาหัส
ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ ที่ว่า
ตื่นเถิดเสรีชน อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน หรือทนคลื่นกระแสเรา
แผ่นดินมีหินชาติ ที่ดาดาษความโฉดเขลา
ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา ประโยชน์เข้าเฉพาะตน
กล่าวได้ว่า การขับรถแท็กซี่ชนรถถังครั้งนั้นของ “นวมทอง ไพรวัลย์” เป็นการต่อสู้กับอำนาจนอกระบบของอำมาตย์ ที่ทำลายประชาธิปไตย และเป็นอุปสรรคขัดขางหนทางประชาธิปไตยในสังคมไทยมาหลายยุคหลายสมัย
การกระทำดังกล่าวของ “นวมทอง ไพรวัลย์” จึงเป็นสัญลักษณ์ต้านอำนาจกองทัพและรัฐประหารของระบบอำมาตย์ นั่นเอง
กระนั้นก็ตาม การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในช่วงเมษา –พฤษภา 53 อำมหิต กองทัพได้เป็นกลไกหลักในการล้อมปราบประชาชนครั้งนั้น จึงต้องนำคนฆ่า คนสั่งฆ่าดำเนินการตามกฎหมายเพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชนผู้ ถูกกระทำด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากสังคมไทย ต้องการปลดเปลื้องพันธนาการที่ลดทอนการเติบโตของพลังประชาธิปไตย ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยหนึ่ง “ต้องปฏิรูปกองทัพไทย” เหมือนเช่นประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกที่กระทำกัน
กล่าวสำหรับกองทัพไทย ภายใต้บริบทการเมืองไทย ภาวะ“รัฐซ้อนรัฐ” ดำรงอยู่ปัจจุบัน ผู้เขียนมีข้อเสนอ 3 ประการ ในการปฏิรูปกองทัพ คือ
1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องดำเนิกระบวนการ แก้ไขพรบ.สภากลาโหม เพื่อให้อำนาจในการบังคับบัญชากองทัพ กลับมาอยู่กับผู้นำพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
2. รัฐประชาธิปไตยต้องทำให้กองทัพมีขนาดเล็กลง ไม่มีระบบการเกณฑ์ทหาร งบประมาณก็ต้องลดลง เพื่อนำงบประมาณใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมที่มีประโยชน์กว่า ท่ามกลางยุคที่หมดสมัยการทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน
3. รัฐประชาธิปไตย ต้องสร้างระบบการศึกษาและวัฒนธรรมกองทัพให้ทันสมัย เป็นประชาธิปไตยทั้งความคิดและการจัดองค์กร ที่ไม่เน้นระบบสายบังคัญชาแบบแบบสั่งการ โดยผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีส่วนร่วมแต่อย่างใด
การปฏิรูปกองทัพ คงเป็นความใฝ่ฝันหนึ่งของ “นวมทอง ไพรวัลย์”
ขอคารวะดวงวิญญาณ “นวมทอง ไพรวัลย์”
อุดมการประชาธิปไตย ของ “นวมทอง ไพรวัลย์” จงเจริญ
รายงาน: ร่าง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ มาเนียนๆ ดาบใหม่ ‘เซ็นเซอร์’ ?
ที่มา ประชาไท
มุทิตา เชื้อชั่ง
ข่าว ครม.ผ่านร่าง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ผ่านไปเงียบๆ ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก
มีเพียงศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบายสื่อมวลชน สถาบันอิศราออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยเพราะไปจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ขณะที่ ‘ยักษ์ใหญ่’ ไทยรัฐออกโรงโวย การกำหนดให้หนังสือพิมพ์ต้องยื่นคำขอต่ออายุหนังสือสำคัญแสดงการจดแจ้งการ พิมพ์ทุก 5 ปี และเจ้าพนักงานมีอำนาจจะต่อหรือไม่ต่ออายุให้ก็ได้
แต่ใครๆ ก็แซวว่า ร่างนี้เขาเอาไว้เล่นงาน ‘ฟ้าเดียวกัน’ โดยเฉพาะ ?! หลังจากการก่อนหน้านี้เคยมีกรณีสั่งห้ามจำหน่ายฉบับ “โค้ก” กันมาแล้ว และยังมีข่าวว่าสำนักหอสมุดแห่งชาติเคยเรียกดูเนื้อหาก่อนที่จะให้เลข ISBN กันเลยทีเดียว
ฟ้าเดียวกัน ฉบับล่าสุด
“เรื่องนี้ต้องถือเป็นการคุกคามต่อเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น เนื้อหาอะไรบ้างที่ถือว่า "กระทบ" ต่อสถาบันกษัตริย์ ความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดี? คำว่า "กระทบ" นี้กว้างไกลแค่ไหน ซึ่งแน่นอนว่าครอบคลุมมากกว่า "ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย" แน่ๆ? ผบ.ตร. มีสิทธิ์ขาดในการวินิจฉัยเลยหรือ ว่าสิ่งพิมพ์ใดมีเนื้อหา "กระทบ" และ "ต้องห้าม" ซึ่งคนที่ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามของ ผบ.ตร. มีสิทธิ์จำคุกถึง 3 ปี? หากมีการฟ้องศาล การพิจารณาในชั้นศาลจะพิจารณาเฉพาะว่ามีการฝ่าฝืนคำสั่ง ผบ.ตร. หรือไม่ประเด็นเดียว จะไม่มีการพิจารณาว่าเนื้อหาในสิ่งพิมพ์นั้น "กระทบ" หรือไม่อย่างไร?”
คำถามที่ค่อนข้างมีคำตอบชัดเจนแล้ว ของชัยธวัช ตุลาฑล ทีมงานฟ้าเดียวกันที่ปรากฏขึ้นในเฟซบุ๊ก ทันทีที่มีข่าว ครม.ผ่านร่างใหม่กฎหมายนี้
เมื่อสอบถามเท้าความกันไป ทางตำรวจก็โยนว่า งานนี้สำนักหอสมุดแห่งชาติ ในสังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นเจ้าภาพหลักไม่ใช่ตำรวจ !! ขณะที่ทางกรมศิลปากรก็แจ้งว่า อำนาจสำนักหอสมุดไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนมากนัก ส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิค ขณะที่ได้เพิ่มอำนาจ ผบ.ตร.ขึ้นอีกเล็กน้อย ให้มีอำนาจในการสั่ง “ห้ามพิมพ์” ด้วย จากเดิมที่สั่งห้ามนำเข้า ห้ามเผยแพร่ ห้ามขายได้อยู่แล้ว
ส่วนเรื่องโทษก็ปรับเพิ่มเฉพาะโทษปรับจาก 6 หมื่น เป็น 1 แสนบาท ส่วนโทษจำคุกนั้นเท่าเดิม
แต่กระนั้น เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรก็ระบุว่า อำนาจสั่งห้ามพิมพ์ของ ผบ.ตร. มิได้หมายเลยไปถึงปิดโรงพิมพ์แต่อย่างใด ดังนั้นสำนักพิมพ์ไม่ต้องกลัว และหนังสือพิมพ์รายวันก็ไม่ต้องตกใจ
“ยังไงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะในขณะที่เราจะรณรงค์ให้ลดหรือยกเลิกโทษอาญาที่กระทบเสรีภาพในการแสดง ความเห็นอื่นๆ เช่น 112 หรือ กฎหมายหมิ่นประมาทปกติ ก็ดันมีกฎหมายมาเอาผิดอาญาเพิ่มอีก ต่อไปกฎหมายนี้อาจจะพัฒนากลายเป็นคล้ายๆ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในแง่ที่ว่า ในโลกไซเบอร์ก็จัดการเจ้าของเว็บให้หนักๆ ด้วย แทนที่จะจัดการคนโพสต์อย่างเดียว ในโลกกระดาษก็จัดการสำนักพิมพ์ให้หนักๆ เช่นกัน” ชัยธวัชแสดงความกังวล
เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรยังระบุถึงสาเหตุและความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ในฉบับร่างใหม่นี้ว่า เหตุที่มีการปรับแก้ครั้งนี้เป็นเพราะต้องการให้ผู้มาจดแจ้ง เมื่อได้รับอนุญาตและได้เลขมาตรฐานสากลประจำวารสารที่หอสมุดแห่งชาติออกให้ แล้ว จะต้องนำไปใช้จริง เพราะรหัสที่ว่ามีจำกัด ที่ผ่านมาสำนักพิมพ์จำนวนมากขอไปแล้วไม่ได้จัดพิมพ์จริงจึงกำหนดระยะเวลาว่า มาจดแจ้งแล้วต้องพิมพ์ภายในเวลาเท่าไร อีกทั้งยังบังคับให้ส่งหนังสือให้หอสมุดแห่งชาติภายในเวลาที่กำหนด เพราะที่ผ่านมา หนังสือที่จัดพิมพ์แพงๆ สวยๆ มักไม่ส่งให้หอสมุด แต่จ่ายค่าปรับเล่มละ 12 บาทแทน
นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นที่สำคัญคือ การได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับการวางหนังสือไม่ เหมาะกับเยาวชนบนแผง ทำให้เกิดการเพิ่มเติมให้สิ่งพิมพ์จำพวกวารสาร นิตยสาร ต้องกระทำการคล้ายๆ “จัดเรท” ตัวเอง โดยจะมีการออกรายละเอียดการจำแนกประเภทในกฎกระทรวงอีกครั้ง แล้วสำนักพิมพ์ต้องพิมพ์เรทดังกล่าวบนหนังสือที่วางแผงด้วย
แม้รายละเอียดเรื่องการจัดเรทยังไม่ปรากฏให้เห็นตอนนี้ แต่ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ เจ้าหน้าที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน แสดงความกังวลว่ามันอาจเป็นอีกช่องทางในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดูจากประสบการณ์การจัดเรทของสื่ออีกประเภท คือ ภาพยนตร์
ยิ่งชีพเท้าความถึงปัญหาความคลุมเครือสำหรับเรทภาพยนตร์ว่า มันไม่ได้มีแต่เรทการห้ามอย่างเดียว แต่มีเรท “ส่งเสริม” ด้วย หนังที่ได้เรทนี้ส่วนใหญ่คือหนังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย หรือหนังที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์ เช่น ภาพยนตร์เรื่องพระนเรศวร ซึ่งยังคงเป็นปัญหาว่าใครจะเป็นผู้นิยามความถูกต้อง ดีงาม ในการให้เรทควรส่งเสริมนี้ ขณะที่เรทการแบ่งตามาอายุ 13 15 18 20 ปี ก็ยังมีข้อสงสัยกันอยู่มากว่าช่วงอายุที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันนั้นมีความแตก ต่างกันอย่างไร อะไรจะเป็นตัวชี้วัดวุฒิภาวะของคนในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งที่ผ่านมาคู่มือที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดทำขึ้นมาก็ดูจะไม่ได้ช่วยในการหา คำตอบเท่าไรนัก
ที่สำคัญ ใน พ.ร.บ.ภาพยนตร์ ยังมีเรทห้ามฉาย ในมาตรา 26 (7) ซึ่งปรากฏว่าที่ผ่านมา ไม่มีหนังเรื่องไหนที่ได้เรทนี้เลยแม้แต่เรื่องเดียว แต่ขณะเดียวกันมีหนังที่ถูกห้ามฉายแล้วกว่า 200 เรื่อง .... โดยมาตราอื่น !!!
มาตราที่ว่าคือ มาตรา 29
“การพิจารณาอนุญาตภาพยนตร์ตามมาตรา 25 ถ้าคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์เห็นว่าภาพยนตร์ใดมีเนื้อหาที่ เป็นการบ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐและเกียรติภูมิของประเทศไทยให้คณะ กรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์มีอำนาจสั่งให้ผู้ขออนุญาตแก้ไขหรือตัด ทอนก่อนอนุญาต หรือจะไม่อนุญาตก็ได้”
ยิ่งชีพว่า คำเหล่านี้เป็นคำกว้างๆ และมีความหมายคลุมเครือ ซึ่งถูกนำมาใช้แทนมาตรา “ห้ามฉาย” โดยตรงได้อย่างง่ายดาย โดยอำนาจจะอยู่ที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ฯ ซึ่งจะดูเนื้อหาของหนังก่อนแล้วจึงลงความเห็นว่าจะอนุญาตให้ฉายหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร จะว่าไปก็คล้ายอำนาจห้ามพิมพ์ ห้ามเผยแพร่ของ ผบ.ตร. ในร่างกฎหมายจดแจ้งการพิมพ์ในแง่ที่สามารถควบคุมได้ตั้งแต่ต้นตอ
“พ.ร.บ.ภาพยนตร์สร้างระบบการเซ็นเซอร์ก่อนเผยแพร่ ถือเป็นครั้งแรกเลยที่มีการเซ็นเซอร์แบบนี้ ขณะที่สื่ออื่นๆ หนังสือ เว็บไซต์ ล้วนเป็นระบบเซ็นเซอร์หลังจากเผยแพร่แล้วทั้งสิ้น แต่ร่างใหม่ของ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ กำลังจะสร้างการเซ็นเซอร์ก่อนเหมือนภาพยนตร์ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน” ยิ่งชีพกล่าว
เขาระบุว่าด้วย ขณะนี้หนังเรื่อง "Insects In the Backyard" ของธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ซึ่งถูกคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ฯ สั่งห้ามฉาย กำลังอยู่ระหว่างการฟ้องร้องศาลปกครอง และยังมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกว่า มาตรา 29 และ มาตรา 26 (7) ของ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ระหว่างที่ศาลยังไม่มีคำวินิจฉัย และฝุ่นยังตลบอยู่ในแวดวงภาพยนตร์ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็น่าจะรอดูทิศทางที่ชัดเจนของคำพิพากษาเสียก่อน
เรื่องนี้เพิ่งเริ่มนับหนึ่ง หวังว่าหลังกระแสน้ำลด สังคมไทยจะได้มีโอกาสพิจารณา ‘ตอ’ ต่างๆ ร่วมกัน ก่อนมีกฎหมายใหม่บังคับใช้ โดยเฉพาะบรรดาแฟนานุแฟนหนังสือเล่มนั้น ;)
ศาลไม่ให้ประกันเสื้อแดงมุกฯในชั้นอุทธรณ์อ้างคดีร้ายแรง
ที่มา ประชาไท
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่อนุญาตให้ประกัน 13 เสื้อแดงมุกฯ ที่ต้องโทษจำคุก 20 ปี อ้างพฤติการณ์ร้ายแรง กระทบความมั่นคง ไม่พิจารณาปัญหาสุขภาพหรือพฤติกรรมในศาลชั้นต้น จำเลยรู้ตัวว่าไม่มีหวัง เครียดพยายามกระโดดตึก
28 ตุลาคม 2554 สืบเนื่องจากการที่ศาลจังหวัดมุกดาหารตัดสินจำคุก 20 ปี จำเลย 13 คน ในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาศาลากลางจังหวัดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา และทีมทนายได้ยื่นขอประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ทันที โดยอ้างเหตุผลว่า ในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจำเลยมาฟังการพิจารณาด้วยดีและตรงต่อเวลามาโดย ตลอด อีกทั้งจำเลยยังมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ประกันตัวมาแล้ว ทั้งนี้ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก จ.มุกดาหาร, กาฬสินธุ์, ยโสธร, นครพนม และอำนาจเจริญ รวม 7 คน ใช้ตำแหน่ง ส.ส.ค้ำประกันในการยื่นประกันครั้งนี้
อย่างไรก็ดี ศาลจังหวัดมุกดาหารได้ส่งคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้ง 13 คน ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง และในวันนี้(28 ต.ค.54) เวลาประมาณ 15.00 น. นางวรพรรณ รักความสุข ผู้พิพากษาได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยมีทนายจำเลยเข้าฟัง “ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง และมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติ ทั้งศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุกจำเลยที่... ฐานร่วมกันวางเพลิงเผาโรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำคุก คนละ 20 ปี หากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เชื่อว่าจำเลยที่...จะหลบหนี ประกอบกับจำเลยที่... ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวมาแล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัว ชั่วคราวจำเลยที่.... ยกคำร้อง” อย่างไรก็ตาม ทีมทนายยังไม่หมดหวัง เตรียมยื่นคำร้องอีกวันจันทร์หน้า
ก่อนหน้านี้ กลางดึกคืนที่ผ่านมา จำเลยคนหนึ่งมีอาการเครียดและพยายามกระโดดตึกฆ่าตัวตาย แต่เพื่อนจำเลยด้วยกันได้จับตัวไว้ ในตอนเช้าทางเรือนจำจึงได้ส่งตัวไปโรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อรักษาอาการทางประสาท โดยแพทย์ได้ฉีดยาระงับประสาทจนจำเลยคนดังกล่าวอาการสงบลง แต่ยังคงนอนพัก รักษาตัวและอยู่ในความดูแลของแพทย์หลบไปเลยดารานักร้องรั่วๆเมื่อฮีโร่ด่มด๋มปรากฎตัว
ที่มา Thai E-News
ช่วยหลบไปหน่อย ชิ้วๆ...เกะกะ
พระเอกกำลังมา...เอ๊ยไม่ช๊าย คนนี้จะหลุดมาแย่งซีนทำมั๊ย!
ครับ ต้องคนนี้เลย
ที่มา เฟซบุ๊คเดี่ยว 9 (โน้ต อุดม)
ลำดับภาพ-เรื่อง ไทยอีนิวส์
ความเดิมจากโพสที่แล้ว โบกเค้ามาเรื่อยๆ
วันนี้ มาศูนย์พักพิงสนามราชมังคลาคับ มีน้องจิตอาสาไปชวนที่บ้าน บอกว่าผู้อพยพที่นี่กะลังประสบภาวะตึงเครียด ผมเลยไปทําให้เค้าเครียดกว่าเดิม(ที่มา:facebook โน้ต อุดม)
มินิเดี่ยวไปอีกครึ่งชั่วโมง
เดี่ยว อยู่ดีๆฝนก็มาไล่ให้ให้กลับบ้าน แต่ดมก็ยังหน้าด้านไปต่อ คราวนี้มีอาสาสมัครตามมาเป็นพรวน ดูทรงแล้วคงใม่ได้ตั้งมาช่วย แต่อยากดูตลกฟรี 55จบคืนนี้แบบ ไลท์ๆโฮมๆ(เบาๆบ้านๆ)กับภาพที่ไอ้เติงถ่ายให้บนกองทรายก่อนที่จะบรรจุไส่ถุงไปกั้นนํ้าในวันพรุ่ง
(นํ้าๆๆๆๆน้องเคยเห็นนํ้าหรือป่าว นํ้ามันมีมวลไม่เบา มันท่วมยาวๆตามบ้านเรือน มันท่วมเป็นเดือนที่บ้านเรา มีเรือหางยาวหรือยางงงงง)ขากลับ อาศัยรถอาสาสมัครป้องกั้นแนวกั้นนํ้ามาส่งเราที่จุดจอดรถเมื่อเช้า ฝนก็กระหนํ่ามาอีกระลอก บอกตรงตรงหนาวสั่นและปวดฉี่มัก แต่ไม่กล้าบอกให้รถจอด แหม ผู้หญิงเกือบทั้งคัน จะมายืนแอ่นฉี่ข้างทางท่ามกลางสายตาห่วงใยของสาวๆใครจะฉี่ออก ที่หนักกว่านั้น ข้างๆทางเป็นนํ้าล้วนๆยืนฉี่ในนํ้าก็ไม่ต่างจากฉี่รดขาตัวเอง หนักกว่าโรคฉี่หนูก็น่าจะเป็นฉี่ด่มด๋มนี่แหละ อั้นจนเป่งอ่ะ บอกตรงๆ(ที่มา:facebookโน้ต อุดม)
พรุ่งนี้ด่มด๋มและด่างด๋าง(นอนเกาอยู่ด้านหลัง)ก็คงต้องสู้ภัยพิบัติกันต่อ ไป ตามสภาพที่ตนประสบอยู่ และก็คงเหมือนๆกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเรา มันมาแล้วก็ผ่านไป แต่สี่งนึงที่ผมสัมผัสได้จากอุทุกภัยครั้งนี้ นํ้าได้พัดพาการแบ่งแยกสีให้เจือจางลงไป นํ้าได้ทําให้เราหันมารักกัน คุณรู้สึกบ้างหรือเปล่า(ที่มา:facebookโน้ต อุดม)
.
.
.
.
.
.
.
.
.
มารับคุณนายทองสุข หนีนํ้าไปเชียงใหม่ นางอิดออดไม่อยากไป ถ้าจะไปขอเป็นหลังวันที่1ตอนแรกนึกว่าห่วงบ้านเหมือนคนสูงอายุทั่วไป ถามไปถามมาคือแกจะขออยู่ลุ้นหวยงวดนี้ก่อนเป็นการทิ้งทวน
ผมจนปัญญาจะโน้มน้าววันนี้เลยใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ด้วยการชวนลูกน้องออกไป แจกนํ้าให้กําลังใจ สั่งมา2000ขวดมุ่งหน้าดุ่ยๆไปทางบางปะอิน รถไปได้แค่ด่านเก็บเงินวงแหวนรอบนอกก็ไม่สามารถไปต่อ (ไอ้เติงถ่ายภาพ)
ลูกรีบบินกลับมาด้วยความเป็นห่วง แต่ดูเค้าสิคับ เธอกำลังซ้อมลอยตัวกรณีน้ำมาฉุกเฉิน
สู้เค๊าต่อไปเถอะน้ะ ขบวนการด่มด๋ม
*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ปวดตับกับแอ๊ด-หงามาดูโน้ตอุดมอำมาร์ค-ปู
Thailand 2011 Flood: A Conspiracy?
ที่มา Thai E-News
By Incognito
29 October 2011


















