WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 31, 2011

การเมืองท้องถิ่นพ่นพิษเผาเสื้อแดงทิ้งประท้วงจตุพร

ที่มา Thai E-News

เผาทิ้งเลิกเป็นเสื้อแดง-ชมรม พะเยาอาร์มี่ พากันถอดเสื้อแดงโยนทิ้งและเผาประท้วง ประกาศเลิกเป็นคนเสื้อแดง หลังจากไม่พอใจที่นายจตุพร พรหมพันธ์ ไปหาเสียงเลือกตั้งนายกอบจ.พะเยา ช่วยฝั่งตรงกันข้าม เผยเข้าร่วมเป็นร่วมตายทั้งผ่านฟ้า ราชประสงค์ จนโดนศอฉ.เรียกตัว กลับไปเอาคนอื่นลงสมัคร ผลักมิตรเป็นศัตรู ไม่ขอร่วมสังฆกรรม (ภาพ:เดลินิวส์)

ผู้สมัครนายกอบจ.พะเยา แกนนำเก่าเสื้อแดงไม่พอใจจตุพร-ก่อแก้วลงพื้นที่หาเสียงช่วยคู่แข่ง กล่าวหา่ว่าไปอยู่พรรคภูมิใจไทยแล้ว นำทีมเผาเสื้อแดงประชดต่อหน้า ประกาศจะเลิกใส่เสื้อแดงและจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย เรียกร้องการเลือกตั้งท้องถิ่นจะต้องให้คนในท้องถิ่นมีอิสระในการเลือกคน มาบริหารท้องถิ่นเอง ส่วนการเลือกตั้งระดับชาติพวกเราพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แม้แต่ชีวิตก็ยังเสียสละไปกินนอนกันมาแล้วทั้งสี่แยกคอกวัว และที่ราชประสงค์

อย่างไรก็ตามจนขณะนี้ยังไม่มีถ้อยแถลงใดๆจากนายจตุพร หรือนปช.ต่อกรณีดังกล่าว แต่ผู้สนับสนุนนายจตุพรกล่าวในเว็บบอร์ดกระดานสนทนาการเมืองว่า แกนนำเสื้อแดงรายนี้เมื่อพรรคเพื่อไทยไม่คัดเลือกลงเป็นผู้สมัครนายกอบจ.ก็ ไม่ควรโวยวาย ยิ่งหากไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยด้วยแล้วก็ยิ่งไม่สมควร

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์รายงาน เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2554 ว่า เสื้อแดง อ.ปง.กว่า 300 ฮือไล่ 'จตุพร-ก่อแก้ว' สองแกนนำใหญ่ นปช.ยัวะพรรคเพื่อไทยสนับสนุนเสี่ยอี๊ด-วรวิทย์ บุรณศิริลงสมัครชิงชัยเก้าอี้นายก อบจ.พะเยา สู้คนเสื้อแดงเคยผ่านศึกราชประสงค์ที่มาลงสมัครเช่นกัน แถมยังไปดึงอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยถากถางเพื่อไทยมาเป็นเลขาฯ เลยกลายเป็นแดงฟัดแดง ประธานพะเยาอาร์มี่ชี้ การเมืองระดับชาติทำลายวัฒนธรรมการเมืองท้องถิ่น สร้างความแตกแยกให้แก่ประชาชนที่ต้องเลือกข้าง นำทีมราดน้ำมันจุดไฟเผาเสื้อ ประกาศเลิกใส่สีแดง ซัดแกนนำ นปช. ไม่มีอุดมการณ์

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณตลาดนาปรัง ต.นาปรัง อ.ปง จ.พะเยา ซึ่งเป็นย่านการค้าหลักของ อ.ปง นายจตุพร พรหมพันธ์ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ได้ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับนายวรวิทย์ บุรณศิริ ผู้สมัคร นายก อบจ.พะเยา หมายเลข 1 และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุน โดยการขึ้นรถยนต์กระบะแห่ผ่านหน้าตัวตลาด ซึ่งระหว่างที่กลุ่มของนายจตุพรกำลังหาเสียงอยู่นั้น ได้มีกลุ่มเสื้อแดงพะเยาอาร์มี่ ประมาณ 300 คน นำโดยนายอนุรักษ์ โป่งสุยา ประธานชมรมฯ พร้อมรถยนต์กระบะติดตั้งเครื่องขยายเสียง กล่าวโจมตี นายจตุพร และก่อแก้ว หาว่าทั้งสองคนทิ้งอุดมการณ์ นปช. กลายเป็นคนเพื่อไทยไปแล้วที่มาหาเสียงให้นายวรวิทย์ ผู้สมัครหมายเลข 1 ที่ไปเด้งนายธนสรร ธรรมสอน อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เขต 3 สมัยที่แล้ว ซึ่งเคยกล่าวโจมตีพรรคเพื่อไทย และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึงเคยเหยียดหยามคนเพื่อไทยว่าอยู่ใต้กระโปรงผู้หญิงมาเป็นเลขาฯ

ทั้งนี้กลุ่มพะเยาอาร์มี่ ได้โห่ร้องขับไล่ขบวนรถหาเสียงของนายจตุพร ที่มีนายวรวิทย์ ผู้สมัคร นายก อบจ. เบอร์ 1 ยืนอยู่บนรถด้วย แต่นายจตุพรไม่ได้ตอบโต้อะไรกลุ่มพะเยาอาร์มี่ มีเพียงนายก่อแก้วเท่านั้นที่ยังประกาศผ่านไมโครโฟนขอเสียงสนับสนุนให้กับ นายวรวิทย์ โดยมีขบวนรถคนเสื้อแดงกว่า 10 คัน ที่สนับสนุนนายวรวิทย์ขับตามหลัง เมื่อกลุ่มพะเยาอาร์มี่ เห็นว่า นายจตุพร ไม่ยอมลงมาเจรจาด้วย กลุ่มคนเสื้อแดงพะเยาอาร์มี่ จึงพร้อมใจถอดเสื้อซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดงออก แล้วปาใส่รถในขบวนรถของสองแกนนำ นปช. และนำเสื้อที่ถอดรวมกันกว่า 50 ตัว ราดน้ำมันเผากลางถนนต่อหน้าขบวนรถของนายจตุพร จนเกือบเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่าย

ด้านนายอนุรักษ์ โป่งสุยา ประธานชมรมพะเยาอาร์มี่ กล่าวว่า ที่พวกตนออกมาประท้วงครั้งนี้ เพราะขาดความเชื่อมั่นในตัวแกนนำ นปช.ที่ไม่มีอุดมการณ์ นปช.หลงเหลืออยู่ เนื่องจากการเลือกตั้งนายก อบจ. เป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคเพื่อไทย ไม่ควรลงมาสนับสนุนผู้ใดอย่างออกหน้าออกตาโดยใช้กระแสคนเสื้อแดง ซึ่งจะทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชุมชน ซึ่งการเลือกตั้งท้องถิ่นจะต้องให้คนในท้องถิ่นมีอิสระในการเลือกคนมาบริหาร ท้องถิ่นเอง ส่วนการเลือกตั้งระดับชาติพวกเราพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แม้แต่ชีวิตก็ยังเสียสละไปกินนอนกันมาแล้วทั้งสี่แยกคอกวัว และที่ราชประสงค์ อีกทั้งยังมีผู้สมัคร นายก อบจ.เบอร์ 3 คือนายจิรโรจน์ กีรติศักดิ์สกุล ก็ลงสมัครในนามคนเสื้อแดง เคยร่วมหัวจมท้ายกับแกนนำ นปช.มาก่อนที่จะถูกสลายการชุมนุม

ประธานชมรมพะเยาอาร์มี่ กล่าวอีกว่า นายไพรัตน์ ตันบรรจง อดีต นายก อบจ.พะเยา ที่ลงสมัคร หมายเลข 2 ก็เคยสนับสนุนคนเสื้อแดงมาตลอด ดังนั้นจึงมีมวลชนที่ซ้ำซ้อนกัน และการที่นายจตุพร นายก่อแก้ว มาหาเสียงให้อีกคนหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง พวกตนจึงต้องออกมาประท้วง ซึ่งหลังจากที่เผาเสื้อแดงไปแล้ว พวกตนซึ่งเป็นกลุ่มคนเสื้อใน อ.ปง ทั้งหมด จะเลิกใส่เสื้อแดงและจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย ตลอดจนกระบวนการ นปช.ทั้งหมด เพราะรู้เนื้อแท้ของแกนนำแล้วว่า ไม่ใช่ทองแท้อย่างที่เข้าใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงชมรมพะเยาอาร์มี่เผาเสื้อเสร็จแล้ว ก็ได้เคลื่อนขบวนไปดักหน้าขบวนของนายจตุพร ที่บริเวณเยื้องกับ สภ.ปง บนถนนสายขุนยม เมื่อขบวนสวนกันก็มีการใช้เสียงตอบโต้กัน แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

เว็บไซต์ASTVผู้จัดการ รายงานในวันนี้ว่า “แดงพะเยาอาร์มี” ขอสลายตัว หลัง “ตู่” เผยธาตุแท้-ชี้แกนนำมีที่ยืนกลับหมิ่นรากหญ้า โดยรายงานตอนหนึ่งว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ชมรมพะเยาอาร์มีซึ่งเป็นเสื้อแดงส่วนหนึ่ง ขอประกาศสลายตัวและไม่มีเสื้อแดงใน อ.ปง อีกต่อไป ขอกลับมาเป็นชาว อ.ปง คนพะเยาที่ไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกในเครือญาติพี่น้องอีกต่อไป

นายอนุรักษ์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาการต่อสู้ที่กรุงเทพฯ พวกตนได้ไปร่วมต่อสู้จนต้องถูกหมายเรียกไปที่ ศอฉ.ก็เพราะสู้เพื่ออุดมการณ์ของคนเสื้อแดง แต่เวลานี้ แกนนำมีที่อยู่ที่ยืน ขณะที่เสื้อแดงบ้านนอกยังยึดมั่นอุดมการณ์อย่างมั่นคง กลับต้องมาถูกดูหมิ่นน้ำใจด้วยเหตุผลทางการเมืองบางประการ ตนและเสื้อแดง อ.ปง จึงรับไม่ได้ ประกาศตัวสลายตัวเสื้อแดงตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

เวทีแดงพะเยาเกือบวงแตก-แกนนำเก่าเผา “เสื้อแดง” ไล่

ขณะที่เว็บไซต์ผู้จัดการASTVรายงานเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมว่า เวทีเสื้อแดงหนุนผู้สมัครนายก อบจ.เมืองกว๊านฯ เกือบวงแตก เจอแกนนำเก่า-ว่าที่ผู้สมัครฯ ท้าทาย “เผาเสื้อแดง” ไล่กลางวง จนต้องเคลียร์กันวุ่น แถมถล่มผู้สมัครรายอื่นอ่วม ด้าน ส.ส.แดง เตรียมยกทีมขึ้นเวทีที่เชียงรายต่อวันนี้ (30 ต.ค.)

รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคเพื่อไทย จ.พะเยา และแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง ได้จัดเวทีปราศรัยเพื่อหาเสียงสนับสนุนให้กับนายวรวิทย์ บูรณะศิริ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พะเยา ณ บริเวณสนามกีฬาเทศบาลเมืองพะเยา อ.เมือง จ.พะเยา ค่ำวานนี้ (29 ต.ค.)

โดยมีการจัดให้แกนนำ นปช.และมีฐานะเป็น ส.ส.ของพรรคหลายคนไปปราศรัย เช่น นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายดนุพล ปุณณกัณฑ์ รวมทั้งนางเรืองวัลย์ บัวนุช อดีตผู้ว่าราชการ จ.พะเยา, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ, น.ส.อรุณี ชำนาญ สอง ส.ส.พะเยา เข้าร่วมด้วยท่ามกลางประชาชนที่ไปฟังการปราศรัยประมาณ 700-800 คน

การปราศรัยครั้งนี้ได้พยายามเชิญชวนให้ประชาชนได้เลือกนายวรวิทย์เป็นนายก อบจ.พะเยา หลังจากที่ในอดีตที่ผ่านมานายไพรัตน์ ตันบรรจง ผูกขาดการดำรงตำแหน่งนี้มาอย่างยาวนาน โดยอ้างว่านายวรวิทย์ เป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทยตัวจริง ส่วนคนอื่นแม้จะเป็นมาแล้วหลายสมัย ก็ไม่เป็นที่นิยมของชาวบ้านระดับรากหญ้าที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ขณะเดียวกันยังโจมตีว่า บุคคลอื่นมาจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งพึ่งแพ้การเลือกตั้ง ส.ส.พะเยาด้วย

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า อย่างไรก็ตาม ขณะที่นายจตุพรกำลังปราศรัยอยู่นั้นได้มีนายจิรโรจน์ กีรติศักดิ์วรกุล หรือโย ประธานกลุ่มพะเยารักประชาธิปไตย และผู้ประสานงาน นปช.ซึ่งเป็นแกนนำเสื้อแดงคนสำคัญอีกคนหนึ่ง แต่ได้หันจะไปลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.พะเยา ในนามกลุ่มอิสระ เดินทางไปยังบริเวณสถานที่ปราศรัยด้วย และได้ทำการเปิดเครื่องเสียงใกล้เวทีปราศรัย ก่อนที่จะมีการประกาศเรียกร้องท้าทายให้นายจตุพรลงมาพบตัวเองด้วย เพราะต้องการจะสอบถามกรณีที่นายจตุพรได้กล่าวโจมตีผู้สมัครคนอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม นายจตุพรกลับไม่กล้าลงไปพบ ทำให้นายจิรโรจน์นำเสื้อแดงของตัวเองออกมาเผาทิ้ง ก่อนที่จะมีคนห้ามปรามและเหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ท่ามกลางความสนใจของผู้เข้ารับฟัง

ทั้งนี้ นายจิรโรจน์ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวในนามแกนนำมวลชนคนเสื้อแดง ใน จ.พะเยา มาอย่างยาวนาน เคยจัดเวทีปราศรัยช่วงที่คนเสื้อแดงออกมาต่อสู้ทางการเมืองหลายครั้ง และแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้อำนาจรัฐไปแล้ว แต่ก็ยังมีการเคลื่อนไหวในทางหมิ่นเหม่โดยมีกระแสว่ามีส่วนในการจัดประชุม อย่างลับๆ ในหมู่บุคคลที่มีพฤติกรรมกระทบต่อเบื้องสูงในพื้นที่หลายครั้งด้วย

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า หลังจากเวทีที่ จ.พะเยา สิ้นสุดลงแล้ว นายจตุพรและคณะมีกำหนดจะไปร่วมเวทีปราศรัยของกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยเชียงรายนำโดย น.ส.จิรนันท์ จันทวงษ์ ณ บริเวณร้านอาหารวังลิ้นจี่ เลขที่ 219 ถนนเด่นห้า-ดงมะดะ ม.6 ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งมีการติดป้ายสนับสนุนนายสุวิทย์ แก้วพนัส นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่กรณ์ ซึ่งเป็นว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.เชียงราย ในเย็นวันนี้ (30 ต.ค.) โดยคาดว่าจะมีการปราศรัยสนับสนุนนายสุวิทย์ เหมือนกรณีสนับสนุนนายวรวิทย์อีกเช่นเคย

ดอกไม้ในซากความพ่ายแพ้

ที่มา มติชน



โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

(ที่มา คอลัมน์ที่เห็นและเป็นไป หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 30 ตุลาคม 2554)


เหมือนว่า เราแพ้แล้ว!

คือสภาพที่ทุกคนต้องยอมรับ

ถึง นาทีนี้ ทุกคน ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการประจำต่างยอมรับสภาพแล้ว ว่าไม่สามารถป้องกันเมืองหลวง "กรุงเทพมหานคร" ไม่ให้จมอยู่ใต้มหาอุทกภัยได้

ความพยายามอย่างมากมายที่จะ ป้องกันกรุงเทพฯไว้ ยอมให้ต่างจังหวัดทยอยพินาศไปทีละจังหวัด ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ที่สุดน้ำก็ท่วมกรุงเทพฯอยู่ดี

แผนรับมือสารพัดที่คิดว่าชาญฉลาด ไม่สามารถต้านทานธรรมชาติของน้ำได้

เรามีภูมิปัญญาไม่พอที่จะเข้าใจธรรมชาติของน้ำ

ไม่มีใครมีบารมีพอที่จะผนึกใจคนไทยทุกคนให้สู้ในทิศทางเดียวกัน

ความรู้ไม่พอ ความขัดแย้งแตกแยกที่เป็นอุปสรรคมากเกินไป ทำให้เราอ่อนแอเกินกว่าจะสู้กับน้ำที่หลั่งทะลักลงมา

เหมือนว่า เราแพ้แล้ว!

น้ำ กำลังค่อยๆ ไหลผ่านกรุงเทพมหานครลงทะเล พัดพาความสูญเสียมาตอกย้ำ นำหวาดผวามาให้ ผู้คนต่างหนีเอาตัวรอดไปต่างจังหวัด ไปอยู่ในที่ปลอดภัย

กรุงเทพฯไม่ร้าง แต่สภาพชวนให้ห่อเหี่ยวคืบคลานเข้าปกคลุม

จะเป็นเช่นนี้ต่อไปนับเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน

เหมือนว่าเราแพ้แล้วนั้นจริง แต่ที่จริงกว่านั้นคือ ชีวิตเรายังต้องดำเนินต่อไป

ไม่ว่าจะอยู่นานแค่ไหน แต่ที่สุดแล้วสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่จะต้องผ่านไป

ใน แต่ละชีวิต แม้จะเสียหายและสูญเสีย แต่น้ำท่วมไม่ได้พรากทุกอย่างไปจากเรา จะจัดการอย่างไรให้สิ่งที่เหลืออยู่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในวันข้าง หน้า

สร้างความหวังใหม่กันขึ้นมาจากความเป็นจริงในปัจจุบัน ปล่อยอดีตให้ผ่านไป

ใน ฐานะชุมชนและสังคม ความทุกข์ร่วมกันแม้จะมาจากความสูญเสีย แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาไม่มากก็น้อยคือความร่วมมือร่วมใจจากเพื่อน บ้านที่บางทีอาจจะเป็นคนแปลกหน้า

จะรักษาและสานสัมพันธ์ที่ดีงามนั้นไว้ได้อย่างไร

ความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน เป็น "สมบัติที่ล้ำค่าของชีวิต" เพราะเป็นปัจจัยแห่งความสุข

ใน ส่วนของรัฐบาล ในความพ่ายแพ้ หากได้ทบทวนถึงสาเหตุ แปลความพ่ายแพ้นั้นให้เป็นความรู้ เป็นประสบการณ์ ทั้งในเรื่องคน เรื่องระบบการบริหาร เครื่องมือ เครื่องไม้

ทบทวนและหาทางปรับปรุง สร้างประสิทธิภาพเตรียมไว้ หากต้องเผชิญกับอนาคตเช่นนี้ซ้ำ

จะได้แข็งแกร่งพอที่จะไม่พ่ายแพ้อีก

เหมือนกับว่า เราแพ้แล้ว!

แต่อย่างที่บอก ชีวิตต้องดำเนินต่อไป หลังความสูญเสีย การเริ่มต้นใหม่จะต้องเกิดขึ้น

เราจะเริ่มกันอย่างไร จะมุ่งไปทางไหน

จะสะสางความผิดพลาด และความไม่เข้าท่าของทุกเรื่องราวอย่างไร

เหมือนว่าเราแพ้แล้ว!

แต่หากมองให้ลึก น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ไม่ได้มีแต่เรื่องเลวร้าย บทเรียนมากมายจะเป็นโจทย์ที่ดีให้เราแก้

ทำให้การจัดการหลังน้ำท่วมเป็นปัจจัยที่จะสร้างชัยชนะในอนาคต

ความกล้าหาญและเด็ดขาดที่จะต้องจัดการเป็นเรื่องสำคัญ

หากคิดจะเริ่มต้นจากความเป็นจริงที่ยับเยิน เพื่อสร้างอนาคตใหม่ที่มีความหวัง

มัลดีฟส์โมเดล?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ช่วงวิกฤตการเมืองปี཭ ก่อนรัฐประหาร

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ลาออกแล้วขอนายกฯ พระราช ทาน ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ

จนได้รับฉายา 'มาร์ค ม.7'

มาปีนี้ประเทศไทยเผชิญวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ นายอภิ สิทธิ์ได้ฉายาใหม่

'มาร์ค มัลดีฟส์'

เรื่องเริ่มจากเมื่อวันที่ 22 ต.ค. นักข่าวไปรู้มาว่านายอภิสิทธิ์แอบบินไปอังกฤษเงียบๆ ตั้งแต่คืนวันที่ 20 ต.ค.

สอบถามไปทางโฆษก ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ได้คำตอบสั้นๆ ว่า "ไม่ได้ไปไหน ตอนนี้หัวหน้าอยู่กับครอบครัว พรุ่งนี้ก็มาแล้ว"

รุ่ง ขึ้น 'เด็จพี่' จากเพื่อไทยให้ข่าวว่า นายอภิสิทธิ์ไม่ได้ไปอังกฤษแต่ไปมัลดีฟส์ พร้อมระบุสายการบิน เที่ยวบิน เวลาไป-กลับเสร็จสรรพว่า

นายอภิสิทธิ์จะกลับมาถึงเที่ยงคืนวันที่ 23 ต.ค.

วันที่ 24 ต.ค. 'วอลเปเปอร์' ตอบคำถามเรื่องนี้ว่า ไม่เป็นความจริง นายอภิสิทธิ์ยังอยู่เมืองไทยและกำลังประชุมพรรค

กระทั่งวันที่ 25 ต.ค. นักข่าวถึงมีโอกาสสอบถามนายอภิสิทธิ์โดยตรง

"ผมไม่เอาเรื่องนี้มาเล่นการเมือง วันนี้ทุกคนต้องช่วยกันคิดในการแก้ปัญหา"

ตอบแบบให้การภาคเสธ

ขณะที่นายชวนนท์แถลงใหม่ว่านายอภิสิทธิ์ไปตามคำเชิญประธานาธิบดีมัลดีฟส์ที่ทาบทามไว้นานแล้ว และ การหารือก็คุยปัญหาน้ำท่วมเป็นหลัก

ส่วนวอลเปเปอร์บอกว่า นายอภิสิทธิ์หารือเกี่ยวกับการขอเงินช่วยเหลือจากยูเอ็น ตามอย่างที่มัลดีฟส์เคยทำมาก่อน

พูดพร้อมกับโชว์รูปถ่ายนายอภิสิทธิ์ ในชุดเสื้อแขนสั้นปล่อยชาย ยืนคู่กับประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด นาชีด

แต่ ปรากฏว่า แอนดรูว์ สปูนเนอร์ นักข่าวอิสระที่เกาะติดเรื่องนี้ ตรวจสอบจากเว็บไซต์ ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ กลับไม่พบบันทึกเข้าพบของนายอภิสิทธิ์

ก็เลยมีข้อสงสัยว่าเหตุผลการไปมัลดีฟส์ของนายอภิสิทธิ์ ตามที่โฆษกประชาธิปัตย์และวอลเปอร์ชี้แจงนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรแน่

ทำไมนายอภิสิทธิ์กลับมาแล้วถึงไม่ยอมเปิดเผยผลหารือกับประธานาธิบดีนาชีดต่อสาธารณชน หนำซ้ำยังทำท่าลับๆ ล่อๆ ไม่อยากพูดถึง

หลายคนอยากรู้ 'มัลดีฟส์โมเดล' จะช่วยประเทศไทยหายจากน้ำท่วมได้หรือไม่

ถ้านายอภิสิทธิ์ได้ไอเดียอะไรดีๆ มาก็ไม่จำเป็นต้องอมพะนำเอาไว้

จะได้ลบล้างข้อครหา 'ดีแต่พูด' เสียที

เผยน้ำท่วมเต็มพื้นที่ "พุทธมณฑล" แล้ว-สำนักพุทธฯ อพยพหนี

ที่มา ข่าวสด

  • ภาพ : แฟ้ม ภาพ/ประชาชน​จำนวน​มาก​เดินทาง​ไป​ร่วม​พิธี​ทำบุญ​ตักบาตร พิธี​เจริญ​พระ​พุทธ​มนต์ ถวาย​เป็น​พระ​ราช​กุศล​แด่​พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่อง​ใน​โอกาส​เฉลิม​พระชนมพรรษา 84 พรรษา และ​โอกาส​แห่ง​การ​ผนวช​ครบ​ปี​ที่ 55 พร้อม​ร่วม​ประกอบ​พิธี​บวงสรวง​เทพยดา พระ​แม่​คงคา พระ​แม่​ธรณี ให้​ช่วย​บรรเทา​ภัยพิบัติ​จาก​อุทกภัย​ซึ่ง​กำลัง​เข้า​โจมตี​กรุงเทพฯ​และ ​พื้นที่​ปริมณฑล​อยู่​ขณะ​นี้ ที่​พุทธมณฑล เมื่อ 22 ตุลาคม 2554

  • วันที่ 31 ต.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า นายกนก แสนประเสริฐ ผอ.สำนักงานพุทธมณฑล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ล่าสุดในพื้นที่พุทธมณฑล ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีน้ำท่วมเข้าไปเต็มบริเวณทุกพื้นที่ในพุทธมณฑลทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา

    นายกนก ให้สัมภาษณ์ "ข่าวสด" ว่า ระดับน้ำท่วมในพุทธมณฑลสูงกว่า 1 เมตร ส่วนองค์พระศรีศากยทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ หรือ องค์หลวงพ่อใหญ่พุทธมณฑล น้ำยังไม่ท่วมถึงองค์พระ แต่ท่วมตรงบริเวณขอบลานชั้นบนหน้าองค์พระเท่านั้น ซึ่งหลังจากน้ำลด สำนักงานพุทธมณฑลจะต้องสำรวจความเสียหายทั้งหมด อย่างไรก็ตาม นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักพุทธฯ สั่งการให้สำนักพุทธฯ ย้ายที่ทำการออกจากพื้นที่พุทธมณฑลทั้งหมดจากปัญหาน้ำท่วมแล้ว คาดว่าจะไปใช้พื้นที่ของวัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม และวัดห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นที่ทำการของสำนักพุทธฯ ชั่วคราวไปก่อนจนกว่าน้ำจะลด

    ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 31/10/54 น้ำใจมากกว่าน้ำท่วม..กับพวกแล้งน้ำใจ

    ที่มา blablabla

    โดย

    ภาพถ่ายของฉัน



    พวกหนึ่งเลว โดนสันดาน สามานย์นัก
    พวกหนึ่งรัก เกื้อหนุน จุนเจือให้
    พวกหนึ่งจ้อง แตกสามัคคี ยามมีภัย
    พวกหนึ่งไซร้ กักตุน หมกมุ่นโกง....


    พวกสื่อเลว สื่อชั่ว มั่วอคติ
    พวกอุตริ พวกชิบหาย พวกตายโหง
    พวกปล่อยข่าว โง่งม ผสมโรง
    พวกไอ้โม่ง หลังฉาก ปากอัปรีย์....


    พวกเอาวิกฤต เล่นการเมือง กุเรื่องเท็จ
    พวกทุเรศ จ้องใส่ร้าย มุ่งป้ายสี
    พวกอุบาทว์ พวกชาติชั่ว ตัวกาลี
    พวกดักดาน 65 ปี...ที่สารเลว....


    ยามบ้านเมือง เรานี้ มีปัญหา
    กลับตั้งตา เร่งรุด ฉุดลงเหว
    บ้างหาเรื่อง ใส่ไคล้ สุมไฟเปลว
    จนแหลกเหลว ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย....


    ขอชื่นชม คนดีดี ที่โอบเอื้อ
    คอยหนุนเกื้อ พี่น้อง ยามหมองไหม้
    แม้นทุกข์ยาก จากน้ำท่วม อ่วมอรทัย
    ยังแบ่งปัน น้ำใจ ให้ถึงกัน....


    ๓ บลา / ๓๑ ต.ค.๕๔

    กวีตีนแดง: ความตายของประชาชน

    ที่มา ประชาไท

    บทกวีโดย Homo erectus
    เนื่องในวันครบรอบ 5 ปี การต่อต้านรัฐประหาร ของลุงนวมทอง ไพรวัลย์

    ชาติหน้าขออย่าพบเจอรัฐประหาร
    โลกแห่งจินตนาการลุงวาดไว้
    ห้าปีแล้วหลังลุงสิ้นลมหายใจ
    สังคมใหม่เติบใหญ่อยู่ในครรภ์

    ใกล้แล้วลุง...ใกล้แล้ว...ใกล้แล้วลุง!
    นั่นไงรุ้งพุ่งทแยงแสงสีสัน
    ใต้ผืนฟ้ากาลสมัยปัจจุบัน
    ความใฝ่ฝันของลุงรุ่งรำไร
    ไม่ต้องรอไปจนถึงชาติหน้า
    ประชาชนเคลื่อนเข้ามาใกล้จุดหมาย
    เผด็จการมีเบื้องหลังอำพรางกาย
    หากก็มีความตายรายล้อมรอ
    ลุงล่วงแล้วข้ามลับไปยังขอบฟ้า
    ทิ้งดวงใจปรารถนาให้สานต่อ
    วีรชนเดินทางไกลไม่เคยพอ
    ถมเส้นทางสานทอประชาธิปไตย
    ความตายของลุง คือความตาย...ของประชาชน
    คือตำนาน แห่งผู้คน ในยุคใกล้
    ทั้งเคยเป็น คงอยู่ และต่อไป
    รัฐประหาร สังคมไทย จักไม่มี
    ไม่ต้องรอไปจนถึงชาติหน้า
    ปีที่ห้า จากที่นั่น ถึงที่นี่
    เกิดนวมทองมากมายทบทวี
    ขึ้นโดยสารแท็กซี่ทยานแล้ว!
    ชาติหน้าขออย่าพบเจอรัฐประหาร
    เผด็จการตัวสุดท้ายยันปลายแถว
    ต้องลบทุกผลพวงทะลวงแนว
    ชาติหน้าจึงคลาดแคล้วลาจากกัน
    ชูดวงจิตลุงนวมทองขึ้นสูงเด่น
    เพื่อไม่ต้องพบเห็นรัฐประหาร
    ถอนรากร้ายต้นไม้พิษนิรันดร์กาล
    ล้างผลพวงรัฐประหารให้สิ้นไป
    ลบผลพวงรัฐประหารให้สิ้นไป!!!
    ลบผลพวงรัฐประหารให้เป็นจริง!!!
    รำลึก 5 ปี การต่อต้านรัฐประหารของลุงนวมทอง ไพรวัลย์
    ชาติหน้าขออย่าพบเจอรัฐประหาร
    โลกแห่งจินตนาการลุงวาดไว้
    ห้าปีแล้วหลังลุงสิ้นลมหายใจ
    สังคมใหม่เติบใหญ่อยู่ในครรภ์
    ใกล้แล้วลุง...ใกล้แล้ว...ใกล้แล้วลุง!
    นั่นไงรุ้งพุ่งทแยงแสงสีสัน
    ใต้ผืนฟ้ากาลสมัยปัจจุบัน
    ความใฝ่ฝันของลุงรุ่งรำไร
    ไม่ต้องรอไปจนถึงชาติหน้า
    ประชาชนเคลื่อนเข้ามาใกล้จุดหมาย
    เผด็จการมีเบื้องหลังอำพรางกาย
    หากก็มีความตายรายล้อมรอ
    ลุงล่วงแล้วข้ามลับไปยังขอบฟ้า
    ทิ้งดวงใจปรารถนาให้สานต่อ
    วีรชนเดินทางไกลไม่เคยพอ
    ถมเส้นทางสานทอประชาธิปไตย
    ความตายของลุง คือความตาย...ของประชาชน
    คือตำนาน แห่งผู้คน ในยุคใกล้
    ทั้งเคยเป็น คงอยู่ และต่อไป
    รัฐประหาร สังคมไทย จักไม่มี
    ไม่ต้องรอไปจนถึงชาติหน้า
    ปีที่ห้า จากที่นั่น ถึงที่นี่
    เกิดนวมทองมากมายทบทวี
    ขึ้นโดยสารแท็กซี่ทยานแล้ว!
    ชาติหน้าขออย่าพบเจอรัฐประหาร
    เผด็จการตัวสุดท้ายยันปลายแถว
    ต้องลบทุกผลพวงทะลวงแนว
    ชาติหน้าจึงคลาดแคล้วลาจากกัน
    ชูดวงจิตลุงนวมทองขึ้นสูงเด่น
    เพื่อไม่ต้องพบเห็นรัฐประหาร
    ถอนรากร้ายต้นไม้พิษนิรันดร์กาล
    ล้างผลพวงรัฐประหารให้สิ้นไป
    ลบผลพวงรัฐประหารให้สิ้นไป!!!
    ลบผลพวงรัฐประหารให้เป็นจริง!!!

    หมายเหตุ:

    รำลึก 5 ปี การต่อต้านรัฐประหารของลุ
    งนวมทอง ไพรวัลย์

    การเมืองเรื่องของน้ำ

    ที่มา ประชาไท

    ธนชาติ แสงประดับ ธรรมโชติ เสนอว่ามหัตภัยสังคมที่ร้ายกว่ามหันตภัยแห่งสายน้ำคือการฉกชิงโอกาสภัย พิบัติของประชาชนเป็นหอกทิ่มแทงเพื่อกำจัดศัตรูทางการ เมือง

    ประเทศไทยเป็นภาคการเกษตรที่ปลูกข้าวเป็นหลัก จากอดีตปลูกเฉพาะนาปี แต่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการปลูกข้าวเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาด ทำให้มีการปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้นถึง 2 ครั้งในฤดูแล้ง น้ำจึงเป็นปัญหาหนึ่งของภาคการเกษตร ที่ยังแกว่งไกวตามตลาดโลก การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ล้วนแต่มีผลต่อระบบบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันแม้เราจะมีกฎหมายเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำหลายฉบับภายใต้ การบริหารของหลายกระทรวง ทำให้การบริหารจัดการน้ำของไทยยังขาดเอกภาพและขาดกติกาที่ชัดเจนในการจัดสรร ทรัพยากรน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้ระบบเสรีที่ มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรส่วนรวมตามมา

    การขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งภาคการเกษตร การขยายเมืองและการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ภายใต้วาทกรรม การ พัฒนา ” ส่งผลให้เกิดการช่วงชิงทรัพยากรน้ำ ระหว่างเมืองกับชนบท ระหว่างภาคเกษตรกับภาคอุตสาหกรรม ระหว่างประชาชนกับกลุ่มทุน นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนและระหว่างประชาชนด้วยกัน เอง ความขัดแย้งในการจัดสรรทรัพยากรน้ำได้กลายเป็นปัญหาสำคัญในสังคมไทย การ ปล่อยให้การเข้าถึงทรัพยากรน้ำโดยเสรีที่แท้จริงยังขาดความเป็นธรรม ผู้มีอำนาจมากกว่าย่อมได้รับประโยชน์มากกว่า การใช้น้ำจึงไม่เกิดการใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่เอื้ออำนวยให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ขาดสมรรถนะที่จะยืดหยุ่น ไปตามสถานการณ์ความต้องการ และที่สำคัญคือคนยากคนจนจะถูกเอารัดเอาเปรียบเสมอมา

    มีการกล่าวกันว่าประเทศไทยมีแหล่งกักเก็บน้ำ 45,434 ล้านลูกบาศก์ เมตร (จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบเพราะมีหลายกระทรวง ที่มีงบประมาณรวมแล้วหลายหมื่นล้านต่อปีที่ใช้ในการขุดลอก ขุดสระ ขุดบ่อ ทุกๆ ปีแต่ไม่อาจกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้น) ปริมาณน้ำที่ใช้ทั้งด้านการเกษตร อุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม มีถึง 57,604 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ขาดแคลนน้ำถึง 4,000 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร และกล่าวกันว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ไทยจะมีประชากรเพิ่มเป็น 72.8 ล้านคน ความต้องการน้ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 77,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ขาดแคลนน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 9,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เราจะวางแผนแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

    ปัญหาการขาดแคลนน้ำมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น บางปีเกิดภาวะภัยแล้ง ทำให้พื้นที่การเกษตรเสียหาย ประชาชนเดือดร้อนขาดน้ำอุปโภคและบริโภค เป็นวิกฤติที่นับวันมีความรุนแรง เพิ่มขึ้น แต่คนเมืองไม่ได้รับรู้ปัญหาเหล่านี้

    ขณะเดียวกันวิกฤตน้ำอีกด้าน ที่มีมาอย่างต่อเนื่องและรุนแรงไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือเรื่องน้ำท่วมน้ำ หลาก ซึ่งทุกๆ ปีชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่ลุ่มในภาคกลาง หรือชุมชนบริเวณริมน้ำ จะประสบปัญหาน้ำท่วมนานนับเดือนถึงสองเดือนเกิดความเสียหายและเดือดร้อน อย่างต่อเนื่อง แต่คนกรุงเทพฯไม่ได้รู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นเท่าใดนัก เพราะที่ผ่านมาน้ำอาจจะมีไม่มากนักและได้ถูกจัดการไม่ให้เข้าสู่กรุงเทพมหา นคร ความเดือดร้อนเรื่องของน้ำจึงตกกับชาวชนบทและคนชานเมืองตลอดมา เราจะเห็นคนและสัตว์เลี้ยงขึ้นอยู่บนหลังคา หรือไม่ก็ลอยคออยู่ในน้ำ เรือเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต หลายคนพูดกันว่า คนกรุงนั่งรถ..คนชนบทนั่งเรือ” หรือ ศักดินานั่งรถ...ไพร่ชนบทนั่งเรือ” สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมจะเห็นภาพของการบริหารจัดการ น้ำที่ไม่เป็นธรรมในสังคมไทย มีการเฉลี่ยทุกข์ให้คนชนบท เฉลี่ยสุขให้กับคนเมือง การเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขจึงเป็นเพียงวาทกรรมของฝ่ายการเมืองทุกยุคทุกสมัย ปัญหาของน้ำจึงมีมากมายมหาศาลทั้งน้ำขาดและน้ำล้น

    ในปีนี้พื้นที่เกินครึ่งหนึ่งของประเทศประสบกับปัญหาน้ำท่วมรุนแรงและยาว นานก็เป็นปัญหาจากการจัดการน้ำของ ทุกรัฐบาลที่ไม่ได้วางแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เราจะโยนภาระการจัดการและความรับผิดให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นผู้รับผิดชอบ เพียงผู้เดียวคงจะไม่เป็นธรรมเท่าใดนัก รัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็เจอกับสภาพน้ำท่วมน้ำหลาก อย่างต่อเนื่องมาถึงเดือน กรกฎาคม แต่ก็ไม่ได้วางแผนเตรียมการใดๆไว้เช่นกัน..รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เข้ามาบริหารประเทศเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ยังไม่ได้เริ่มงานอย่างจริงจังก็พบกับปัญหาน้ำท่วมตามมาอย่างต่อเนื่องจาก รัฐบาลอภิสิทธิ์ ส่งผลให้ฝ่ายการเมืองโทษกันไปมา ปัดแข้งปัดขากันนัวเนีย ลูกหาบของแต่ละฝ่ายก็ออกมาแฉพฤติกรรมต่อกัน เดือดร้อนไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลแม้น้ำไม่ท่วมไปถึงสุพรรณบุรีก็ตาม เพราะกล่าว กันว่า กรมชลประทานไม่ยอมปล่อยน้ำลงแม่น้ำท่าจีนเพราะกลัวน้ำ เข้าท่วมสุพรรณบุรี” ส่งผลให้การผันน้ำลงอ่าวไทยฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ มีปัญหาน้ำท่วมรุนแรงในฝั่งธนบุรี และนนทบุรี ซึ่งทิ่มตรงกล่องดวงใจของนายบรรหาร ศิลปอาชา คนโตเมืองสุพรรณฯ ส่วนกรุงเทพมหานคร ที่มีอิสระในการบริหารงานก็ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับ ศปภ.ให้น้ำผ่านเข้ากรุงเทพมหานคร ทั้งๆ ที่มีคูคลองมากมายในการดูดซับน้ำและช่วยผันน้ำลงอ่าวไทยแต่กลับปล่อยให้คู คลองเหล่านั้นน้ำแห้งขอด เพราะกลัวน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นฐานเสียงของตน อาจจะเสียคะแนนนิยมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทั้งๆที่หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน น้ำคงไม่รุนแรงมากขนาดนี้ จนนายกรัฐมนตรีต้องประกาศใช้มาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันภัยฯ เพื่อใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีเข้าไปจัดการ ซึ่งทิ่มตรงเข้า กล่องดวงใจนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานคร

    สำหรับการผันน้ำในฝั่งตะวันออกก็บอกว่า ศปภ.ไม่ตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าจะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้น้ำระบายลงสู่ทะเล โดยเร็ว ไม่มีภาวะผู้นำ นายกขาดความรู้ความสามารถ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้คือ ข้อกล่าวหาที่แต่ละฝ่ายทิ่มแทงต่อกัน และยังหาวาทกรรมทิ่มแทงใส่กันอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญหายนะภัยครั้งนี้ประชาชนได้รับรู้ความจริงว่า มีการปัดแข้งปัดขากันเพื่อหวังผลทางการเมือง กลายเป็นการเมืองเรื่องของน้ำเน่า” ไปเรียบร้อยแล้ว

    การแย่งชิง การปัดแข้งปัดขาแม้ในสภาวะวิกฤตของชาติอย่างไม่หยุดหย่อน แสดงให้เห็นถึงความจริงของสังคม ที่ว่าความแตกแยกในสังคมไทยได้บาดลึกรุนแรงยากที่จะเยียวยา การปลุกเร้าให้เกิดความเชื่อทางการเมือง ความเกลียดชัง การแบ่งแยกฝ่าย สามารถอยู่เหนือความหายนะของประชาชน และอยู่เหนือความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ประชาชนไม่ยินดีสละความแตกต่างทางความคิดไว้ข้างหลังเป็นการชั่วคราว แล้วหันหน้าจับมือกันฟันฝ่ามหันตภัยน้ำไปด้วยกัน การฉกชิงโอกาสภัยพิบัติ ของประชาชนเป็นหอกทิ่มแทงเพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองจึงเป็นเสมือนสิ่งที่ ยอมรับได้ และดูยิ่งรุนแรงมากขึ้น นี่คือมหัตภัยสังคมที่ร้ายกว่ามหันตภัยแห่งสายน้ำ

    นักเคลื่อนไหวเน็ตสากลร้อง ทั่วโลกหยุดส่งออกเทคโนโลยีปราบปรามประชาชน

    ที่มา ประชาไท

    ตัวแทนจากภาคประชาสังคมเรียกร้องรัฐบาลทั่วโลกสั่งห้ามส่งออกเทคโนโลยี ที่นำไปใช้ปราบปรามพลเมือง โดยออกกฎหมายที่มีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ ในประเทศปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณขององค์กรที่จะไม่ทำลายพลเมืองประเทศอื่นๆ และคุ้มครองให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียม

    เมื่อสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในการประชุมระดับโลกว่าด้วยธรรมาภิบาลอินเทอร์เน็ต (Internet Governance Forum - IGF) ณ สหประชาชาติ ประเทศเคนยา กลุ่มตัวแทนจากภาคประชาสังคมร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลทั่วโลก เกี่ยวกับนโยบายด้านอินเทอร์เน็ตในฐานะเครือข่ายอันทรงพลังเพื่อส่งเสริม ขบวนการประชาธิปไตยดังที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ

    Amira Yahyaoui บล็อกเกอร์และนักเคลื่อนไหวด้านเสรีภาพอินเทอร์เน็ตจากประเทศตูนิเซีย เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ในนามกลุ่มภาคประชาสังคมที่เข้าร่วมประชุม ซึ่งมาจาก บาห์เรน เบลารุส บราซิล แคนาดา จีน ฝรั่งเศส อินโดนีเซีย อิหร่าน มาเลเซีย ไนจีเรีย ปากีสถาน รัสเซีย ไทย และสหรัฐอเมริกา

    ใจความหลักในแถลงการณ์ เรียกร้องต่อรัฐบาลประชาธิปไตยทั่วโลกให้สั่งห้ามมิให้ส่งออกเทคโนโลยีที่นำ ไปใช้ปราบปรามพลเมือง โดยขอให้รัฐบาลออกกฎหมายที่มีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ ในประเทศของตนเองสามารถปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณขององค์กรที่จะไม่ทำลาย พลเมืองประเทศอื่นๆ และคุ้มครองให้เกิดสนามการแข่งขันที่เท่าเทียม

    นอกจากนี้ ตัวแทนภาคประชาสังคมจากประเทศต่างๆ ยังเรียกร้องให้ผู้ให้บริการร่วมส่งเสริมขบวนการประชาธิปไตย ซึ่งต้องเปิดให้มีการสื่อสารทางสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัย นั่นคือต้องรักษาสิทธิความเป็นส่วนตัวและสิทธิที่จะไม่เปิดเผยชื่อด้วย


    แถลงการณ์ตัวแทนภาคประชาสังคมโลก ว่าด้วยธรรมาภิบาลด้านอินเทอร์เน็ต ปี 2554

    แถลงการณ์นี้จัดเตรียมให้ Amira Yahyaoui แห่งตูนิเซียเป็นผู้กล่าวในฐานะตัวแทนภาคประชาสังคมจากหลายภูมิภาค
    30 ก.ย. 2554 กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา

    ก่อนอื่น เราขอแสดงความยินดีที่มีโอกาสได้มาประชุมในที่ประชุมว่าด้วยธรรมาภิบาลด้านอินเทอร์เน็ต (Internet Governance Forum - IGF) ที่ประเทศเคนยา ในฐานะชาวตูนิเซีย ดิฉันมีโอกาสได้เห็นกับตาถึงขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในทวีปแอฟริกาที่ ได้รับประโยชน์จากวิธีการสื่อสารใหม่ๆ เมื่อมีการประชุมสุดยอดโลกว่าด้วยสังคมสารสนเทศ (World Summit on the Information Society - WSIS) ที่ประเทศดิฉันเมื่อปี 2548 รัฐบาลในสมัยนั้นคิดว่าเป็นการประชุมที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบเผด็จ การของตนเอง แต่เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนั้นจำนวนมาก เช่นเดียวกับคนจำนวนมากในห้องประชุมแห่งนี้ พวกเราที่มาจากตูนิเซียและต้องการอนาคตใหม่จึงได้รับแรงบันดาลใจมากมายจาก เพื่อนต่างชาติที่คอยให้กำลังใจและสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพของพวก เรา ในโอกาสที่มีผู้เข้าประชุมจากทั่วโลก และต่างคนต่างมีความสัมพันธ์กันอย่างหลากหลาย เป็นเหตุให้การประชุมครั้งนั้นส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาลที่กดขี่ปราบปราม ตรงข้ามกับความคาดหวังของระบอบเผด็จการ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุทาหรณ์ให้กับเผด็จการในที่อื่นๆ ว่าพวกเขาจะไม่ประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของชุมชนโลกที่มี การสื่อสารกันอย่างงดงาม

    เป็นครั้งแรกที่ดิฉันได้เข้า ร่วมการประชุม IGF ในฐานะส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้สนับสนุนเสรีภาพด้านอินเทอร์เน็ต เรามาจากประเทศต่าง ๆ อย่างเช่น บาห์เรน เบลารุส บราซิล แคนาดา จีน ฝรั่งเศส อินโดนีเซีย อิหร่าน มาเลเซีย ไนจีเรีย ปากีสถาน รัสเซีย ไทย ตูนิเซีย และสหรัฐอเมริกา

    ในท่ามกลางความหลากหลาย เราเห็นชอบร่วมกันดังนี้

    เราขอเรียกร้องให้ประเทศ ประชาธิปไตยทั้งหลาย นำนโยบายและกฎหมายมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ระบอบเผด็จการกดขี่ประชาชนได้ต่อ ไป ซึ่งรวมถึงการสั่งห้ามอย่างเป็นระบบไม่ให้ส่งออกเทคโนโลยีไปยังรัฐบาลที่นำ เทคโนโลยีเหล่านั้นไปใช้ปราบปรามพลเมืองของตนเอง จรรยาบรรณที่กำหนดขึ้นโดยสมัครใจของบริษัทขนาดใหญ่นับเป็นก้าวย่างในเชิงบวก แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลในแต่ละประเทศก็ควรออกกฎหมายที่เข้มแข็งเพื่อสนับ สนุนการปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณเหล่านั้นด้วย บางบริษัทได้ให้ความเห็นว่า ยินดีหากจะมีกฎหมายเช่นนั้นเพื่อให้สนามแข่งขันเท่าเทียมกัน

    นักกิจกรรมและพลเรือนทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในประเทศเผด็จการ ต้องการพื้นที่ที่ปลอดภัยและเปิดเผยเพื่อการสื่อสาร รวมทั้งการสื่อสารทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ เราได้เห็นแล้วว่าเครือข่ายเช่นนั้นเป็นเครื่องมืออันทรงพลังเพื่อต่อต้าน การปราบปราม ผู้ให้บริการจึงควรพยายามส่งเสริมให้ขบวนการประชาธิปไตยสามารถสื่อสารกันใน ลักษณะที่ปลอดภัยได้ ด้วยเหตุดังกล่าว สิทธิความเป็นส่วนตัวและสิทธิที่จะไม่เปิดเผยชื่อจึงเป็นปัจจัยหลักเพื่อ ประกันความปลอดภัยดังกล่าว การจำกัดสิทธิเหล่านั้นให้กระทำได้โดยกำหนดเป็นข้อยกเว้น โดยเฉพาะกรณีที่มีเงื่อนไขพิเศษและมีการกำหนดเป็นกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิ อย่างชัดเจนและเป็นไปโดยสอดคล้องกับหลักการปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

    ผู้เผด็จการมักมีข้ออ้างสวยหรู เพื่อจำกัดเสรีภาพของเรา บ้างก็อ้างความมั่นคงในราชอาณาจักร บ้างก็อ้างการต่อต้านฝ่ายหัวรุนแรง บ้างก็อ้างการปกป้องศีลธรรม การคุ้มครองวัฒนธรรม การเคารพต่อศาสนา หรือการคุ้มครองเจ้าพนักงานจากการดูหมิ่น ข้ออ้างเหล่านี้ได้ถูกใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนการจำกัดสิทธิมนุษยชนของเรา ทั้งโดยผ่านการเซ็นเซอร์และการปิดกั้นการเข้าถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางเวทีธรรมาภิบาลอินเทอร์เน็ตควรแสดงจุดยืนคัดค้านอย่าง เข้มแข็ง

    ข้อเรียกร้องที่สำคัญเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นข้อกังวลทั้งหมดของประชาคมสิทธิมนุษยชน แต่หากได้รับการตอบสนอง ย่อมจะมีส่วนส่งเสริมบรรยากาศธรรมาภิบาลด้านอินเทอร์เน็ตอย่างชัดเจนในโลก


    ขอบคุณค่ะ Asante sana



    ที่มา: http://www.ilaw.or.th/node/1248
    ที่มาภาพ: freefotouk (CC BY-NC 2.0)

    น้ำท่วมบางพลัด-ปิ่นเกล้ากว่า 1 สัปดาห์ หลายครอบครัวยังอยู่ในพื้นที่

    ที่มา ประชาไท

    (30 ต.ค. 54) สถานการณ์น้ำท่วมที่เขตบางพลัด และเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมานคร ซึ่งดำเนินมาเกือบ 1 สัปดาห์อันมีสาเหตุมาจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่เพิ่มสูงขึ้น และน้ำท่วมซึ่งหลากมาจาก จ.นนทบุรี นั้น ล่าสุดน้ำยังคงท่วมกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง มีประชาชนจำนวนหนึ่งทยอยอพยพขนทรัพย์สินบางส่วนออกจากบ้าน ขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งตัดสินใจอาศัยอยู่ในบ้าน เพื่อดูแลทรัพย์สินของตัวเอง

    ที่สะพานซังฮี้แม้จะมีการปิดการจราจรเนื่องจากน้ำ ท่วมตั้งแต่เชิงสะพานฝั่งธนบุรีแต่ยังมีผู้นำยานพาหนะส่วนตัวมาจอดจำนวนมาก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย





    สะพานกรุงธนบุรี (ซังฮี้), 30 ต.ค. 54



    ถ.สามเสน

    รถเมล์สาย 53 วิ่งผ่านถนนสามเสน ซึ่งมีน้ำขังเป็นจุดๆ โดยน้ำที่ทะลักออกจากท่อระบายน้ำเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในบาง พื้นที่ของ ถ.สามเสน

    สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า, 30 ต.ค. 54

    ชี้รัฐล้มเหลวใช้ ‘พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ’ อนุ กสม.ย้ำต้องเจรจาดับไฟใต้

    ที่มา ประชาไท

    ชี้รัฐล้มเหลวใช้ ‘พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ’ ศูนย์ทนายเผยเหตุคดียกฟ้อง มาจากผลซักถาม เวทีประชาชนชายแดนใต้จี้ยกเลิก อนุกสม.ย้ำต้องเจรจาดับไฟใต้

    จี้เลิกพ.ร.ก. - เครือข่าวประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 19 องค์กร ร่วมอ่านแถลงการณ์ ขอให้รัฐบาลยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใน 30 วัน ที่ห้องห้องประชุมอาคารวิทยนานาชาติ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2554

    เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2554 ที่ห้องห้องประชุมอาคารวิทยนานาชาติ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี เครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จัดเวทีสาธารณะ วาระประชาชน : ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีนักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมกว่า 1,500 คน



    เวลา 10.30 น. มีการเสวนาในหัวข้อ ชะตากรรมประชาชนใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วจะเอาไงต่อ? โดยนายสุทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม กล่าวเสวนาว่า ที่ผ่านมามูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้ว่าความทั้งหมดประมาณ 600 คดี เป็นคดีความมั่นคงทั้งหมด ปัจจุบันเหลือประมาณ 400 คดี โดยร้อยละ 90 ของจำเลยทั้งหมด มาจากผลการซักถามระหว่างถูกควบคุมตัวในชั้นการควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) และมีถึงร้อยละ 80 ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง



    “คดีที่ผู้ถูกควบคุมตัวถูกซ้อมทำร้ายร่างกายเพื่อให้รับสารภาพ ระหว่างถูกควบคุมตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือแม้แต่การทำร้ายร่างกายให้รับสารภาพระหว่างที่ตกเป็นผู้ต้องหาแล้วก็ตาม การใช้คำรับสารภาพมาเป็นหลักฐานนั้น ศาลจะไม่รับฟัง จึงทำให้มีคดีความมั่นคงถึง 80% ที่ศาลยกฟ้อง และ 99% ของจำเลยเป็นหัวหน้าครอบครัวและส่วนใหญ่เป็นอุสตาซ (ครูสอนศาสนาอิสลาม)” นายสุทธิพงษ์ กล่าว



    นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2554 ประธานศาลฎีกาได้ออกแนวปฏิบัติตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่าการขอขยายเวลาการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยต้องนำตัวมาที่ศาลด้วย รวมทั้งการปล่อยตัวก็ต้องนำตัวมาแสดงตัวที่ศาลด้วย แต่ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตาม แต่ที่ผ่านมาการขอขยายเวลาควบคุมตัวเจ้าหน้าที่นำเพียงเอกสารมาชี้แจงต่อศาล จึงทำให้ผู้ถูกควบคุมตัวไม่มีโอกาสมาแถลงคัดค้านการขยายเวลาควบคุมตัว



    นางสาวภาวิณี ชมศรี เจ้าหน้าที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวในวงเสวนาว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาแล้วถึง 6 ปี ไม่บรรลุเป้าหมายเพื่อการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน เพราะทุกวันนี้ยังมีเหตุการณ์ไม่สงบอยู่ ถามว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นกฎหมายที่เหมาะสม และสามารถช่วยประชาชนได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการใช้อำนาจเพื่อใช้ควบคุมคนมาซักถาม ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ



    นางสาวภาวิณี กล่าวว่า การควบคุมตัวคนในช่วงแรก เจ้าหน้าที่จะใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ซึ่งไม่ต้องมีการออกหมายใดๆ เมื่อได้ข้อมูลมาชุดหนึ่งแล้ว จึงออกหมายควบคุมตัวตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถามว่า ใช้เพื่อเพื่อการรักษาความปลอดภัยของประชาชนตรงไหน



    นางสาวภาวิณี กล่าวว่า ที่ประเทศฝรั่งเศสมีการใช้กฎหมายฉุกเฉินเช่นกัน ในสถานการณ์ที่กฎหมายปกติใช้ไม่ได้ แต่การขอขยายเวลาการใช้กฎหมายพิเศษ รัฐบาลต้องขอความเห็นจากรัฐสภาด้วย โดยต้องนำผลการปฏิบัติตามกฎหมายพิเศษมาแถลงต่อรัฐสภา และต้องชี้แจงด้วยว่ามีความจำเป็นอะไรที่ต้องขอขยายเวลาการใช้กฎหมายพิเศษ ซึ่งการขอความเห็นจากที่ประชุมสภานั้น จะทำให้ประชาชนทราบด้วย การขยายเวลามีความเหมาะสมหรือไม่ แต่ในประเทศไทยไม่มี เพราะการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นอำนานของนายกรัฐมนตรีคนเดียว แล้วแต่นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ใคร



    พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ กล่าวในวงเสวนาว่า เหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีมาตั้งแต่อดีต ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบ รัฐบาลไม่เคยประกาศใช้กฎหมายพิเศษ แต่หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็สงบลงไปเอง เช่น เหตุการณ์หะยีสุหลง เหตุการณ์ดูซงญอ เป็นต้น



    พล.ต.ต.จำรูญ กล่าวว่า การยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำได้ 2 วิธี คือการสร้างกระแสให้การเมืองเห็นด้วยกับการยกเลิก และการใช้กระบวนการทางนิติบัญญัติ โดยการออกกฎมายยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การล่ารายชื่อ 10,000 รายชื่อเพื่อขอแก้ไขกฎหมาย โดยการออกกฎหมายยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินสามารถทำได้ แต่จะเริ่มเมื่อไหร่ ใครจะเป็นคนเริ่ม หรือมีคนเริ่มแล้วแต่ยังไม่มีผู้ตาม ซึ่งกลุ่มนักศึกษาเป็นแกนนำเริ่มเรื่องนี้ได้



    นายสงวน อินทร์รักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตาบา อำเอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในฐานะประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจภาคใต้ ประจำจังหวัดนราธิวาส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวในวงเสวนาว่า ตนมองในมุมของชาวพุทธและเป็นข้าราชการ มองว่า แม้มีการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประชาชนไม่ว่าพุทธหรือมุสลิม ก็ยังสามารถดำรงชีวิตได้ตามวิถีปกติ



    นายสงวน กล่าวว่า การใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนทำให้เกิดผลกระทบกับคนที่ไม่ หวังดีต่อประเทศและต่อคน แต่คนที่ถูกควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังไม่ใช่คนผิด ยังไม่ใช่ผู้ต้องหา แต่สิ่งที่ตนได้เข้าไปดูสถานที่ควบคุมตัวทั้งในค่ายทหาร หรือที่ควบคุมอื่นๆ พบว่าบางคนไม่ทำผิด แต่ถูกเชิญตัวมาสอบสวน ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้หลายวิธีที่จะให้สารภาพ เช่น บังคับ ขู่เข็ญ มีการละเมิดสิทธิโดยการตบ ต่อย



    นายสงวน กล่าวว่า มีคนหนึ่ง ถูกควบคุมตัวที่หน่วยเฉพาะที่ 32 อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ถูกเจ้าหน้าที่ทรมาน เอาผ้าพันแล้วทุบ ทำให้ไม่มีรอยแผล นอกจากนี้ยังมีการละเมิดด้วยคำพูด มีการดูถูก ดูแคลนคนในพื้นที่ ซึ่งนี่เป็นเงื่อนไขที่สร้างความเจ็บแค้นในคนในพื้นที่ ตนเคยบอกแม่ทัพภาคที่ 4 ว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ปัญหาไม่จบ แม้เวลาผ่านไป เหตุการณ์สงบลงแล้วก็ตาม เพราะยังคาอยู่ในใจ



    “การล่ารายชื่อเพื่อเสนอยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินสามารถทำได้ เพราะมีมวลชน แต่คนที่ไม่อยากให้ยกเลิก คือทหาร ส่วนนายกรัฐมนตรีไม่รู้เรื่องพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จริงอยู่ว่า รัฐบาลคือการเมือง ต้องคุยกับการเมือง เราก็เอาการเมืองมาเป็นเครื่องมือคุยกับทหาร น่าจะได้ผลกว่า” นายสงวน กล่าวว่า



    นายสงวน กล่าวว่า วันนี้มีครูเสียชีวิตเป็นรายที่ 149 จากเหตุระเบิด ถามว่า ครูที่โดนฆ่า เพราะอะไร ความจริงถ้าจะฆ่าครูวันหนึ่งเป็นร้อยคนก็ได้ ทำไมเขาต้องฆ่าทีละคน ถามว่าทำไมวันนี้ ต้องฆ่าประชาชน วันนี้ฆ่าครู วันนี้ระเบิดทหาร วันนี้ฆ่าพระ ต้องวิเคราะห์ให้ได้ คนไม่หวังดีต้องการอะไร



    “ผมเชื่อว่า คนไม่หวังดีมี 10% อีก 90% เป็นคนที่ต้องการความสงบ เพราะคน 90% ต้องผลักดัน ต้องเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐให้ได้ หลายคนบอกผู้นำในรัฐว่า เจรจากันเถอะ เจรจากันเถอะ วันนี้ตำรวจและผู้นำบอกว่า ไม่รู้จะเจรจากับใคร ผมไม่เชื่อ วันนี้เห็นว่า มีการเลี้ยงไข้ปัญหาความไม่สงบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ ถามว่างบประมาณเป็นแสนล้านที่ใช้ในการแก้ปัญหาจังหวัดแดนภาคใต้ ประชาชนได้อานิสงเท่าไหร่และงบส่วนนั้นไปไหนบ้าง



    นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวแสดงความเห็นว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน.มีข้อดี คือ ทำให้คนหายลดลง เพราะเจ้าหน้าที่สามารถคุมคนได้ 30 วัน เป็นการยืดเวลาการควบคุมตัวต่อจากกฎอัยการศึกได้ เพราะถ้าควบคุมตัวในเวลาสั้นๆ เพียง 7 วัน ตามกฎอัยการศึกอย่างเดียว ทำให้มีหลายคนหายตัวไป เพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวต่อได้ ดังนั้นงานหนักคือ ถ้ายกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วยังมีกฎอัยการศึกอยู่



    ในช่วงบ่าย เครือข่าวประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 19 องค์กร ได้อ่านแถลงการณ์ ขอให้รัฐบาลยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2554 ซึ่งจะครบกำหนดในอีกไม่กี่วัน หากรัฐบาลยังไม่แสดงท่าทีใดๆ ทางเครือข่ายจะยกระดับการเคลื่อนไหวต่อไปอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาล