WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 1, 2011

ชี้วางกระสอบทรายยักษ์เสร็จ อีก7วัน"ดอนเมือง-หลักสี่-บางเขน"แห้ง ชี้ฝั่งธนบุรีอ่วมต่อ1เดือน

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(สทอภ.) และคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ดอนเมือง-หลักสี่ และบางเขนว่า ขณะนี้น้ำในบริเวณดังกล่าวทรงตัว มีน้ำไหลเข้ามาเติมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น น้ำในพื้นที่ดังกล่าว มีระดับไม่สูงขึ้น เพียงแต่ขยายวงกว้างมากขึ้น หากการกระสอบทรายยักษ์ (บิ๊กแบ๊ก) กั้นแนวรังสิต-เมืองเอก ได้เสร็จตามกำหนดในวันที่ 4 พฤศจิกายน นั้น น้ำก็จะไม่เติมเข้ามาในพื้นที่อีก การจัดการน้ำจะเป็นการระบายน้ำออกเพียงอย่างเดียว แต่อุโมงค์ระบายน้ำอยู่บริเวณพระราม 9 ซึ่งอยู่ไกลจากบริเวณที่น้ำท่วมอยู่ จึงจะต้องใช้เวลาในการนำน้ำออกจากพื้นที่ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน สถานการณ์น้ำในพื้นที่ดอนเมือง หลักสี่ และบางเขน จะเข้าสู่สภาวะปกติ ทุกพื้นที่ไม่มีน้ำขัง


ส่วนพื้นที่ตะวันตกของ กทม. หรือฝั่งธนบุรีนั้น ตอนนี้ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ เป็นน้ำท่วมที่ล้นจากอ้อมมาจากคลองมหาสวัสดิ์ ปกติฝั่งธนบุรีมีพื้นที่สูงกว่า กทม.แต่ขีดความสามารถป้องกันมีน้อยกว่า กทม. เพราะฝั่งธนบุรีใช้ระบบแก้มลิงอาศัยหลักการน้ำขึ้นน้ำลง โดยคลองทางฝั่งธนบุรีเป็นแบบแกมลิงหมด ซึ่งปัญหาใหญ่ฝั่งนี้คือรอยรู้รั่วเมื่อปิดไม่ได้ระบบประสิทธิภาพแก้มลิงก็ ต่ำลง พอน้ำขึ้นก็ทำให้น้ำรั่วเข้ามาทางรูที่รั่ว อีกทั้งน้ำในตอนเหนือคลองมหาสวัสดิ์ขึ้นไป ถึง จ.พระนครศรีอยุธยายังมีมากถึงประมาณ 1,700-2,000 ล้านลบ.ม. เมื่อดูจากสถานการณ์นี้แล้วก็คาดว่า พื้นที่ในฝั่งธนฯจึงจะท่วมไปอีกประมาณ 1 เดือน

เลิกเสียที!?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



น้ำท่วมครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงมาก

บางคนบอกว่าอาจจะร้ายแรงกว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯเมื่อปี 2538 บางคนก็บอกว่าอาจจะเสียหายมากกว่าน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2526

ถึงนาทีนี้คงต้องทำใจกันแล้วว่ากรุงเทพฯไม่รอดแน่นอน

ก็ต้องลุ้นกันว่าจะท่วมพื้นที่ไหนบ้าง ระดับน้ำสูงแค่ไหน และน้ำจะท่วมนานแค่ไหน

ตรงนี้อยู่ที่การบริหารจัดการน้ำจำนวนมหึมาว่าจะระบายออกทะเลได้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วแค่ไหน

การทำงานของศปภ.ถือเป็นหัวใจหลักที่ต้องจัดการตรงนี้ให้ได้

ความร่วมมือร่วมใจกันของทุกภาคส่วนก็สำคัญ

จะ เห็นได้ว่าเมื่อศปภ.และกทม.แก้ปัญหาเกาเหลาได้ การทำงานก็เริ่มไปในทิศทางเดียวกัน การระบายน้ำผ่านกรุงเทพฯก็มีประสิทธิภาพ มากขึ้น

เมื่อไม่มีความขัดแย้ง ปัญหาต่างๆ ก็จะคลี่คลายได้โดยเร็ว

ยกตัวอย่างเช่นกรณีน้ำก้อนมหึมาที่ปทุมธานีจ่อล้นอยู่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ และเริ่มล้นทะลักเข้ากรุงเทพฯบ้างแล้ว

ปัญหาอยู่ตรงที่การระบายออกทางทิศตะวันออกไม่ได้เป็นไปตามแผนที่ศปภ.กำหนดไว้

เพราะมีมวลชนที่ได้รับผลกระทบ ถูกน้ำท่วมอยู่นานแล้ว ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่

ซึ่งตรงนี้ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ใช้การแก้ปัญหาด้วยการประนีประนอม

ไม่เลือกที่จะใช้กฎหมายเข้าไปจัดการ

แต่ใช้วิธีเดินเข้าไปพบแกนนำชาวบ้าน

ยกมือไหว้ขอร้อง เจรจา และใช้มาตรการเยียวยา

จน ได้รับการตอบรับจากชาวบ้านที่เดือดร้อน ยอมเสียสละเพื่อส่วนรวม ยอมให้บ้านเรือนถูกน้ำท่วมเพื่อให้การระบายน้ำออกฝั่งตะวันออกคล่องขึ้น

ช่วยไม่ให้กรุงเทพฯหัวใจเศรษฐกิจของเมืองไทยต้องถูกน้ำท่วมรุนแรง !

คนไทยทั้งประเทศต้องยกย่องในสปิริตของชาวรังสิตครั้งนี้

อย่างที่บอกหากจะฝ่าวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ไปได้

คนไทยทุกคนต้องร่วมใจกันต่อสู้และเสียสละ

เลิกฉวยโอกาสจากวิกฤตครั้งนี้ เล่นงานรัฐบาลและศปภ.

เพียงเพราะเป็นคู่แข่งทางการเมือง

อย่าเอาอย่างนักการเมืองแมลงสาบ พิธีกรหน้าแคบใจแคบ นักร้องสาวหัวใจซาหริ่ม

ที่วันๆ เอาแต่โจมตีศปภ. เล่นงานยิ่งลักษณ์

เพียงเพราะไม่ชอบทักษิณ !?

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 01/11/54 คุมคน..ยากกว่าคุมน้ำ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ยามบ้านเมือง วิกฤติ ทุกทิศทั่ว
เหล่าพวกชั่ว ก็ตะแบง สำแดงผล
สมคำพูด นั่นแหละหนา คำว่า"คน"
จึงเวียนวน แต่มุ่งหมาย ทำลายกัน....


ทั่วถิ่นที่ ประชาชน ทนทุกข์เข็ญ
กลับเบี่ยงเบน เฉไฉ ไม่สร้างสรรค์
ใช้กลเกม ถาโถม เข้าโรมรัน
เอาวิกฤติ เข้าฟาดฟัน จนบรรลัย....


พวกกักตุน สินค้า ยิ่งหน้าเลือด
มุ่งหมายเชือด ขูดรีด กรีดเข้าใส้
จิตสำนึก ต่ำทราม หยามเข้าไป
ไม่เห็นใจ กลับเหยียบย่ำ คอยซ้ำเติม....


พวกฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น ก็แสนชั่ว
กุเรื่องมั่ว เลวระยำ ทำฮึกเหิม
หวังล้มล้าง รัฐบาล พาลเหมือนเดิม
พวกลิ่วล้อ ก็ส่งเสริม เพิ่มสามานย์....


อีกสื่อชั่ว นั่นไง ใจสกปรก
ดั่งนรก รุกคืบ เข้าสืบสาน
กุข่าวเท็จ ให้เห็น เป็นสันดาน
พวกอันธพาล ช่างมารยา ไร้ค่า"คน"....


๓ บลา / ๑ พ.ย.๕๔

การเมืองเรื่องแถลงการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

‘มาร์ค แอสคิว’ วิพากษ์การเมืองเรื่อง ‘ออกแถลงการณ์’ ของ 'แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล' ที่ประณาม ‘ผู้ก่อความไม่สงบ’ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยตั้งคำถามว่า การหยิบยกโวหารเชิงหลักการกฎหมายสากลมาตีตราความรุนแรงที่เกิดขึ้น จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริงหรือ

“การเมืองเรื่องแถลงการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้”

โดย มาร์ค แอสคิว

แปลโดย Patani Forum จาก Asia Times Online. Politics of proclamations in south Thailand, Mark Askew. 25/10/54. http://www.atimes.com/atimes/Southeast_Asia/MJ25Ae02.html

สมรภูมิแห่งการจำแนกแยกแยะ และตีความเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยนั้น มีมาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2547 ควบคู่ขนานไปกับความน่าสะพรึงกลัวและความสับสนของความเป็นจริงในพื้นที่ ความรุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากว่า 8 ปี ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนข้อโต้แย้งถกเถียงที่ผสมปนเปกันไปว่าด้วย ปัญหา และ แนวทางการแก้ปัญหา

มันคือเหตุการณ์ความวุ่นวาย ซึ่งดูเหมือนว่ารัฐไทยจะไม่มีการแก้ปัญหาที่แน่วแน่และชัดเจน กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใต้ดินยังคงโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนพลเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของของการวางระเบิด และการยิง ที่ยังมาจากทั้งการใช้ความรุนแรงในส่วนบุคคล การกำจัดศัตรูทางการเมือง และผลประโยชน์ทับซ้อน

องค์กรต่างๆ ที่ทำงานประเด็นเดี่ยว (single-issue organizations) ได้ทำการรณรงค์อย่างแข็งขันเพื่อสร้างความรู้ และ ความเข้าใจต่อสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดชายแดน ใต้ของไทย องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เช่น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) และ ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ทำหน้าที่เป็นกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ ที่ใช้โวหารของกฎหมายระหว่างประเทศ และ ปฏิญญาต่างๆ ขององค์การสหประชาชาติ มาใช้เพื่อสร้างน้ำหนักในคำแถลงการณ์ของกลุ่ม

องค์กรเอกชนอื่นๆ เช่น อินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป (International Crisis Group) ที่มีฐานตั้งอยู่ในกรุงบรัสเซล หรือ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ซึ่งอ้างความชอบธรรมด้านข้อมูลจากความเป็นอิสระ และความเชี่ยวชาญในการวิจัย (DSW มีชื่อเสียงในการเป็นหน่วยงานที่มีความก้าวหน้าในการประเมินจำนวนผู้เสีย ชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งปัจจุบันประเมินว่ามีมากกว่า 4,800 คน นับตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2547 การประเมินของ SW ได้รับการอ้างอิงโดยสื่อต่างๆ แต่ทางการไทยเห็นว่าเป็นการคาดคะเนที่สูงกว่าการตายที่เกิดจากเหตุการณ์ไม่ สงบจริงๆ

เฉกเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรเอกชนมีส่วนในสิ่งที่นักวิชาการชื่อ มาห์มูด แมมดามี (Mahmood Mamdami) เรียกว่า “การเมืองของการให้ชื่อ (Politics of naming)” เกมของการให้ชื่อ เป็นไปเพื่อที่จะสร้างความสนใจจากสาธารณชน และการควบคุม “วาทกรรม” หรืออย่างน้อยที่สุดก็ส่วนใดส่วนหนึ่งของวาทกรรม ซึ่งการเล่นกับภาษาและการให้คำจำกัดความ เป็นกุญแจสำคัญในเกมนี้ ตัวอย่างเช่น การเรียกสถานการณ์ในภาคใต้ว่าเป็น “การก่อความไม่สงบ” (insurgency) เป็นการลดทอนความซับซ้อนของสถานการณ์ในพื้นที่ ให้กลายเป็นเรื่องที่ผิวเผินและซ้ำซาก ที่ง่ายต่อการบริโภคสำหรับผู้อ่านต่างชาติ

การแทรกใส่คำที่แสดงอารมณ์แต่คลุมเครือ เช่น “อย่างเป็นระบบ” (systematic) นำหน้าคำว่า “การทรมาน” (torture) นั้น เพิ่มน้ำหนักการตำหนิเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการทารุณข่มเหงผู้ต้องสงสัยที่ ถูกคุมขัง และการเติมคำที่มีความหมายไปในทางเสื่อมเสียเช่นคำว่า “กองทหารอาสาสมัคร” (militias) ในหน่วยกองกำลังป้องกันหมู่บ้านนั้น เป็นการใส่ลูกเล่นทางโวหารเข้าไปยังวาทกรรมที่ประณามรัฐ ในเรื่องปัจจัยต่างๆ ที่ส่งเสริมความรุนแรง เรียกได้ว่า การออกแถลงการณ์ เป็นยุทโธปกรณ์ของกลุ่มผู้เคลื่อนไหว เพื่อกดดันให้สื่อผลักดันประเด็นดังกล่าวเป็นที่สนใจของสาธารณชน

เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์แนชั่นแนล หรือ “เอไอ” (Amnesty International) ที่ประจำในกรุงลอนดอนได้เปิดตัวรายงานที่กรุงเทพฯ โดยอ้างว่าความรุนแรงที่ก่อโดยผู้ก่อความไม่สงบต่อในภาคใต้ นับเป็น “อาชญากรรมสงคราม” ตามคำนิยามของอนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) จากปี 2547 จนกระทั่งเร็วๆนี้ เอ็นจีโอสากลดังกล่าวมักจะเลือกกล่าวโทษรัฐไทยและทหาร ว่าเป็นสาเหตุของความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยประณามกรณีการซ้อมทรมานและเรียกร้องและยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งอนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐกังขังและสวบสวนผู้ต้องสงสัยได้มากสุด 30 วัน (ขึ้นอยู่กับคำสั่งศาล) และยกเว้นการรับผิดแก่เจ้าหน้าที่

จนกระทั่งปี 2550 องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่เป็นที่รู้จักอย่าง ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ที่ประจำในนครนิวยอร์ก เผยแพร่รายงานประณามขบวนการก่อความไม่สงบที่โจมตีพลเรือน ซึ่งประกอบเป็นผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากความขัดแย้งอันมืดมนครั้งนี้ หากแต่แถลงการณ์ของแอมแนสตี้ อินเตอร์แนชั่นแนล ที่ออกมาเมื่อเร็วๆนี้ ไปไกลกว่าแถลงการณ์ของฮิวแมนไรท์วอทช์มาก ด้วยการนำเอาหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศและการจัดประเภทมาประกอบ

เอไอ ดำเนินการอย่างอาจหาญในการเรียกร้องความสนใจต่อพลเรือน (Non-combatants) ที่ต้องรับเคราะห์อันยาวนานในจังหวัดชายแดนใต้ แต่หากดูจากการวิจารณ์รายงานที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ. สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (Foreign Correspondent’s Club of Thailand) ความหวังในการเผยแพร่ประเด็นดังกล่าวสู่สาธารณชนอย่างพลุแตกอาจไม่ได้ผล เนื่องจากการประณามผู้ก่อความไม่สงบในรายงาน ขัดแย้งกับมุมมองของเอ็นจีโออื่นๆ ที่มองว่ารัฐไทยเป็นสาเหตุของความรุนแรง แม้แต่ทางการไทยก็ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดคำนิยามเหตุการณ์ของแอมเนสตี้

การแถลงข่าวของเอไอเริ่มด้วยคำกล่าวที่ตัดสินจำแนกประเภท โดย ดอนน่า เกสต์ (Donna Guest), รองผู้อำนวยการหน่วยเอเชีย-แปซิฟิก ว่าการโจมตีประชาชนพลเรือนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ “อาชญากรรมสงคราม” (war crimes) ตามอนุสัญญาเจนีวา ซึ่งห้ามมิให้โจมตี “ผู้ไม่ได้มีส่วนในการต่อสู้”

เกสต์กล่าวว่า การกำหนดความทางกฎหมายของ “อาชญากรรมสงคราม” ตามกฎหมายมนุษยชนระหว่างประเทศนั้น ใช้ได้กับ “การขัดแย้งด้วยกำลังอาวุธระหว่างประเทศและภายในประเทศเช่น สถานการณ์ในภาคใต้ของประเทศไทย” และมีพันธกรณีกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง เธอกล่าวต่อไปว่า “ผู้ก่อความไม่สงบได้ละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน และต้องยุติการโจมตีโดยทันที”

เธอระบุว่า ความรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทยตรงกับคำจำกัดความว่า “ความขัดแย้งกันด้วยกำลังอาวุธภายในประเทศ” (Internal Armed Conflict) ซึ่งพิจารณาจากระยะเวลาและขนาดของความรุนแรง และวิถีการทำงานของกลุ่มติดอาวุธ

นายเบนจามิน ซาวัคกี (Benjamin Zawacki) นักวิจัยด้านประเทศไทยและพม่าของเอไอ ซึ่งเป็นผู้เขียนรายงาน มีความเห็นอีกทางหนึ่งว่า การมองเหตุการณ์ว่าเป็น “ความขัดแย้งกันด้วยกำลังอาวุธภายในประเทศ” และนัยยะทางกฎหมายเพื่อบังคับให้มีการรับผิดต่ออาชญากรรมสงครามนั้นเกินขอบ เขตไปแล้ว เขากล่าวว่ารายงานนี้ ได้ยกประเด็นความไม่สงบในภาคใต้ไปสู่อีกขั้นหนึ่ง

ถึงแม้ว่าโวหารทางกฎหมายที่นำมาใช้จะดูมีน้ำหนักเพียงใด แต่ข้อเสนอของเอไอถูกวิพากษ์อย่างรุนแรง โดยตัวแทนนักศึกษามุสลิมจากภาคใต้คนหนึ่ง กล่าวว่า ข้อกล่าวหาเรื่อง “อาชญากรรม” ของผู้ก่อความไม่สงบ นั้นไม่ต่างอะไรกับข้อกล่าวหาจากฝ่ายรัฐไทย แต่สิ่งที่เป็นประเด็นมากกว่า คือ หลักฐานที่อ่อนในการระบุฝ่ายต่างๆ ที่อยู่ใน “ความขัดแย้งกันด้วยกำลังอาวุธภายในประเทศ”

ตัวแทนของคณะกรรมการนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists) ได้ตั้งคำถามว่า “ผู้ก่อความไม่สงบ” ถูกกำหนดในทางกฎหมายให้เป็นฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้งได้อย่างไร ถ้าไม่มีกลุ่มใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น

อีกคำถามหนึ่งนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นที่เป็นปัญหา คือ จะนิยามความรุนแรงว่ามาจาก “การก่อความไม่สงบ” ได้อย่างไรถ้าเหตุการณ์และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ (ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ จาการคาดคะเนของตำรวจ) มีสาเหตุจากข้อขัดแย้งส่วนตัวและเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ต่อประเด็นดังกล่าว เอไอยังคงยืนยันว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบอย่างแน่นอน

โฆษกของพลโท อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์, แม่ทัพภาคที่ 4 ตัวแทนจากทางการไทยเป็นคนสุดท้ายที่ได้กล่าวในงานแถลงข่าววันนั้น เขาระบุว่า เหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ที่เกิดจากกลุ่มก่อความไม่สงบ มีเพียงราว 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

เป็นที่ชัดเจนว่า”ผู้ก่อความไม่สงบ” ไม่ได้ปฏิบัติตามคำเรียกร้องจากเอไอในการยุติการโจมตีประชาชนพลเรือนแต่ อย่างใด เห็นได้จากการสังหารที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่องหลังจากการเผยแพร่รายงาน นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือ เอไอยังได้แนบรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศซึ่งไม่เห็นด้วยกับการประเมิน ซึ่งเอไอจัดให้สถานการณ์อยู่ในจำพวก “การขัดแย้งกันด้วยกำลังอาวุธภายในประเทศ”

กระทรวงการต่างประเทศโต้แย้งด้วยเหตุผลว่า ไม่มีกลุ่มใดแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรง ผู้โจมตีอยู่ในที่ลับ และไม่มีการนำที่ชัดเจนในกลุ่มติดอาวุธต่างๆ

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้จำกัดวงอยู่ในบางพื้นที่ และ 80 เปอร์เซ็นต์ของเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งส่วนบุคคลและอาชญากรรมทั่ว ไป และการที่รัฐไทยจะไม่อนุญาตให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติในกิจการภายในเรื่อง เหตุการณ์ความรุนแรงของภาคใต้ แสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้อยู่ในระดับที่จะสามารถเรียกแรงกดดันจากนานาชาติได้ นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute of the International Criminal Court) เพราะฉะนั้น จึงไม่อยู่ภายใต้อำนาจการตัดสินของศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ

เป็นที่กระจ่างแจ้งว่าระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้ ถึงแม้ว่าจะลดลงจากระดับที่รุนแรงที่สุดในปี 2550 ก็ไม่สามารถยอมรับได้ในประเทศอารยะธรรมที่อ้างว่ายึดถือข้อกฎหมายและกฎ ระเบียบ ไม่ว่าสัดส่วนของความรุนแรงทีเกิดขึ้นจะเป็นการกระทำเพื่ออุดมการณ์ เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล หรือ เป็นอาชญากรรม ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความจริงที่ว่าสถิติการสังหารที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา สูงเป็น 4-5 เท่าของจังหวัดอื่นๆ ในประเทศ

รายงานของแอมแนสตี้ (Amnesty) สะท้อนถึงข้อกังวลว่า เราจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อยุติความรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทย แต่การพยายามผลักดันประเด็นโดยการตราประเภทของหลักกฎหมายสากลที่ไม่สามารถทำ งานได้จริง คงจะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้มากนัก

มาร์ค แอสคิว เป็นนักวิจัยอาวุโสประจำคณะมานุษยวิทยา ภาควิชาสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมลเบริ์น และ ดำรงตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ โครงการเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ประเทศไทย ปัจจุบัน มาร์ค แอสคิว กำลังทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้

อาหารราคาขึ้น เกษตรกรหนี้สินพอกพูน และเศรษฐีระดับโลกของไทย

ที่มา ประชาไท

นโยบายที่รัฐไทยมักใช้ในการแก้ไขปัญหาอาหารราคาแพงในยาม ปกติ คือ การปฏิเสธใช้อำนาจรัฐและกฎหมายในการควบคุมราคาอาหารและวัตถุดิบ แต่จะใช้วิธีการขอร้องให้ผู้ประกอบการทั้งหลายร่วมมือในการลดราคาสินค้าลงมา อยู่ในระดับที่ประชาชนไม่เดือดร้อนมากนัก เว้นกรณีเกิดภัยพิบัติร้ายแรงที่รัฐอาจใช้อำนาจในการควบคุมราคาพร้อมกับ ป้องกันการกักตุนอาหาร เพราะสถานการณ์บังคับ

ปรากฏการณ์ราคาอาหารและวัตถุดิบผันผวนมิใช่ปัญหาเล็กๆ ระดับที่มีเพียงแม่บ้านได้รับความเดือดร้อนแล้วต้องมานั่งคิดว่า หากหมูแพง เราจะทำข้าวผัดใส่ไก่ กุ้ง หรือปลา แทน เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในบ้าน เพราะแท้จริงแล้วอาหารเป็นรายจ่ายสำคัญที่สุดของครัวเรือนที่มีรายได้ไม่ เกิน 50,000 บาท ซึ่งก็เป็นจำนวนกว่าครึ่งของประเทศไทย ซึ่งก็คือผู้บริโภคที่ในอีกฐานะหนึ่งก็เป็นแรงงานซึ่งต้องหารายได้มาให้พอ ต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ไม่พักต้องพูดถึงการกักตุนอาหารที่ทำให้ราคาแพงขึ้นในยามฉุกเฉิน

เมื่อราคาอาหารขึ้นเสียงก่นด่าหรือการแสดงความอิจฉาส่วนมากมาตกแก่ เกษตรกรผู้ผลิตอาหารและวัตถุดิบ ในทำนองที่ว่า เกษตรกรไม่เห็นใจคนกิน หรือเกษตรกรรวยกันใหญ่แล้วอยากเปลี่ยนไปเป็นเกษตรกรบ้าง ซึ่งเป็นการมองข้ามประเด็นสำคัญคือ เกษตรกรได้รับผลกำไรจากราคาอาหารที่เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด และใครกันแน่ที่ร่ำรวยขึ้นมาจากสถานการณ์นี้

ผลงานวิจัยไทบ้านของโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในระบบพันธนาการ (Contract Farming) พบว่ารูปแบบสัญญาที่ผูกมัดเกษตรกรเข้ากับเงื่อนไขของบรรษัทธุรกิจเกษตร มิได้ทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนเพิ่มเติมในกรณีที่ราคาอาหารในช่วงนั้น เพิ่ม แต่อาจจะต้องเจ๊งหากราคาอาหารในตอนนั้นตกต่ำ

สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างเกษตรกรกับบรรษัทจะเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนต้นของการ เริ่มผลิต โดยส่วนใหญ่เกษตรกรจะรับปัจจัยการผลิตมาจากบรรษัทหรือนายหน้า(เริ่มเป็น หนี้) และจะมีการกำหนดว่าปลายฤดูกาลบรรษัทจะรับซื้อจำนวนเท่าไร ในราคาเท่าไหร่ และมีการตกลงว่าต้องขายเพื่อใช้หนี้สินก่อนที่เหลือจึงจะเป็นของเกษตรกร

หากบังเอิญว่าในตอนที่ผลผลิตออกมานั้นราคาอาหารสูงมาก เกษตรกรก็ยังขายได้ในราคาเท่าเดิมเพราะบรรษัทอ้างสัญญาที่ทำ ฝ่ายบรรษัทก็นำออกขายสู่ตลาดในราคาที่แพง ทำให้เกษตรกรสูญเสียโอกาสในราคาสินค้าเพราะบรรษัทจะอ้างว่ากรรมสิทธิ์ใน อาหารเป็นของบรรษัทแล้ว เช่น กรณีผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่ให้ไข่แก่ญาติไม่ได้ เพราะบรรษัทจะฟ้องร้องฐานขโมยไข่ของบรรษัท ทั้งที่เกษตรกรเป็นคนเลี้ยงไก่มากับมือ

นี่คือ ปัญหาเรื่องการสูญเสียอธิปไตยในอาหาร เกษตรกรเอาอาหารไปให้ญาติพี่น้องเพื่อบรรเทาปัญหาอาหารแพงไม่ได้ และเสียโอกาสในการขายอาหารเอง ไม่ได้ร่ำรวยขึ้นเลย แต่กลับต้องซื้ออาหารที่แพงขึ้นเช่นกันเพราะตนก็เก็บผลผลิตไว้กินเองไม่ได้ ต้องขายทั้งหมด แล้วเอาเงินไปแลกอาหารที่ราคาแพง

ในทางกลับกัน หากราคาอาหารในตอนนั้นตกต่ำ เพราะมีปริมาณผลผลิตล้นเกินความต้องการ บรรษัทและนายหน้าหลายรายกลับ “ปฏิเสธการรับซื้อ” ทั้งที่มีสัญญากันอยู่ และถากถางให้เกษตรกรไปแต่งทนายฟ้องร้องเอาเอง หรือบางกรณีก็ใช้อิทธิพลระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติบังคับให้เกษตรกรสยบยอม หรือใช้เงื่อนไขของหนี้สินที่คงค้างกันอยู่มาบีบว่าถ้าเรื่องมาก จะบังคับหนี้เดิมที่มีกันอยู่

นั่นคือ ปัญหาเรื่องอำนาจต่อรองด้อยกว่า อย่างเทียบกันไม่ได้ เพราะความสามารถในการบังคับสัญญามิได้อยู่ที่เกษตรกร ในหลายกรณีก็ไม่มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือมีการทำสัญญาแต่ไม่ให้เกษตรกรถือสัญญาไว้ แม้จะมีกฎหมายข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม แต่เกษตรกรก็ต้องแต่งทนายขึ้นสู้ในศาลให้ศาลเพิกถอนข้อสัญญา ซึ่งบริการทางกฎหมายก็มีราคาและเสียเวลาเสียสุขภาพจิตมาก

ความทุกข์ของเกษตรกรจึงหลบซ่อนอยู่ภายใต้ “พันธนาการ” ที่มีระหว่างผู้ที่มีอำนาจไม่เท่ากัน และสังคมก็ไม่ได้รับรู้เรื่องราว เพราะข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์ของบรรษัทธุรกิจโถมทับอยู่ในหน้าสื่อกระแส หลักทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และสิ่งพิมพ์ต่างๆ เป็นอันมาก

ที่น่าตกใจคือ สื่อมวลชนบางคน นักวิชาการบางกลุ่ม และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ร่วมด้วยช่วยกันปิดบัง หรือบางรายก็ไร้เดียงสาไปพบแต่เกษตรกรที่บรรษัทเลี้ยงไว้เพื่อประชาสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กร โดยขาดข้อมูลสืบสวนสอบสวนเชิงลึกที่เจาะไปสู่กลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในภาวะล้ม ละลายหวาดกลัว และไม่กล้าให้ข้อมูลในที่แจ้ง เพราะเกรงอำนาจอิทธิพลของเจ้าหนี้ทั้งบรรษัทและนายหน้า

หากจะตอบโจทย์ให้ได้ว่า เกษตรกรมีหนี้สินได้อย่างไรในภาวะที่ราคาอาหารมีแต่จะเพิ่มขึ้น ก็ต้องดู ราคาที่เกษตรกรได้รับ เทียบกับ ราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย

สมการของราคาอาหารในตลาด เท่ากับ ต้นทุนที่ไร่นาโรงเรือน+ราคาที่สัญญารับซื้อ+ราคาที่บรรษัทรายใหญ่ขาย+กำไร ที่ผู้ค้ารายย่อยขาย = ราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ซึ่งผู้บริโภคที่ว่าก็หมายถึงเกษตรกรที่ต้องควักเงินมาซื้อเอง

แม้มีผู้เสนอให้ตัดวงจรของ “คนกลาง” ออกไปเลย แล้วสถาปนาระบบเศรษฐกิจชุมชนขึ้นมาดุจดังปรากฏในกรณีของ ชุมชนพอเพียงในหลายแห่ง แต่ปัญหาที่แก้ไม่ตกคือ การเชื่อมโยงข้อมูล ช่องทางการกระจายสินค้า และการบริหารจัดการ เพื่อให้อาหารจากไร่นาโรงเรือนไปสู่ผู้บริโภคในเมือง ที่ยังเป็นปัญหาสำคัญที่แก้ไม่ตก ตั้งแต่ตอนที่จะแก้ปัญหาการล้มตายของโชว์ห่วยจากการรุกคืบของทุนข้ามชาติที่ มีเทคโนโลยีในการบริหารจัดการที่เหนือกว่า

แต่สิ่งที่สังคมมิได้ตระหนักนัก คือ ปัจจุบันมีทุนไทยบางกลุ่มใช้กำลังเงินที่มีซื้อเทคโนโลยีการบริหารจัดการแบบ เอกชนต่างด้าว ผสานกับเส้นสายทางธุรกิจการเมืองที่มีกับพรรคการเมือง และราชการ เข้ามาผูกขาดระบบอาหาร และเป็นผู้ครองตลาดอาหารทั้งด้านการผลิต การกระจายสินค้า การขายส่งขายปลีก และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในสื่อครบวงจร ทำให้คนในประเทศไทยชินชากับสภาพความเป็นไป

อย่างไรก็ดีปัญหานี้มิได้อยู่นอกเหนือความรับรู้ในการเป็นไปของสังคมไทย รายงานประจำปีที่กล่าวอ้างถึง “ความร่ำรวย” ของมหาเศรษฐีในประเทศไทย และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงย่อมแสดงนัยยะให้คนจำนวนหนึ่งสงสัย ว่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันหรือไม่

หากนำเอาตัวเลข “หนี้สินเกษตรกร” ทาบทับกับ “กำไรของบรรษัทเกษตร” อาจจะได้ตัวเลขที่ชวนสนเท่ห์ คำถามคือ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนไปเป็นอำนาจทางการเมืองที่ชักใยอยู่ เบื้องหลังหรือไม่

ดังนั้น การที่ภาครัฐทั้งฝ่ายการเมืองและราชการไม่มีมาตรการแทรกแซงตลาดเพื่อสร้าง ความเป็นธรรมให้เกิดกับเกษตรกรและผู้บริโภค โดยปล่อยให้บรรษัทร่ำรวยขึ้น ย่อมทำให้สังคมสงสัยในสายสัมพันธ์ที่มีต่อกัน และความสัมพันธ์นี้ก็ผิดจริยธรรมทางการเมือง และเป็นการทำบาปหนักต่อคนทั้งชาติ

ทางเลือกของสังคมไทยจึงอาจมาถึงขั้นสุดท้ายแล้วว่าจะปล่อยให้เป็นไปอย่าง นี้แล้วเราก็ค่อยกลืนกลายไปเป็นพวกเดียวกับเขา หรือลุกขึ้นมาทวงถามความรับผิดชอบทางสังคมจากนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และบรรษัท อย่างตรงไปตรงมา เพื่อทวงคืนอำนาจในการกำหนดชีวิตของเราทุกคน



หมายเหตุ: ภาพประกอบจาก olly301 (CC BY-SA 2.0)

สุรชาติ บำรุงสุข: ปัญหาใหญ่กว่ารออยู่ เตรียมสู้วิกฤตหลังน้ำท่วม

ที่มา ประชาไท

เตือนอย่ามัวแต่วุ่นกับการแก้ไขน้ำท่วม ต้องเริ่มเผื่อใจคิดเรื่องวิกฤตหลังน้ำท่วมที่จะกระทบชีวิตทุกระดับทั้ง เอกชนและสังคม ตั้งแต่เรื่องขาดอาหาร ตกงาน ระบุการจัดการของที่เสียหายที่ไม่ใช่แค่เอาน้ำมาล้าง ต้องซ่อมแซมสิ่งอำนวยความสะดวก ฟื้นฟูชีวิตและจิตใจผู้คน ดูดซับบทเรียนด้วยการปรับแผนจัดระบบประเทศใหม่ ที่สำคัญต้องรีบคิดว่าจะเอาเงินมาจากไหน


ย่านสะพานกรุงธนบุรี (30 ต.ค.54)
แฟ้มภาพ: ประชาไท

เช้าวันนี้ (1พ.ย.54) สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซท์ไทยแลนด์ คลื่นเอฟเอ็ม 97 ถึงประเด็นปัญหาที่รออยู่หลังน้ำท่วม โดยระบุว่า สถานการณ์ข้างหน้าเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต วิกฤตเดิมก็ยังไม่จบ แต่ขณะนี้ภาคเหนือหนาวแล้ว กำลังมีการล้างเมืองฟื้นฟูเมือง ส่วนอีสานน้ำยังท่วม กรุงเทพฯ ก็รอน้ำท่วม ภาคใต้มรสุมเริ่มเข้า ประเทศไทยเหมือนมีพื้นที่สี่แบบ เราจะคิดแบบเดียวกันไม่ได้ แต่ละพื้นที่ปัญหาไม่เหมือนกัน คนกรุงเทพฯ กับสื่อยังวุ่นอยู่กับน้ำ แต่ภาคเหนือชุดฟื้นฟูต้องเริ่มเข้า ถ้าเรายังมัวแต่จัดการกับน้ำอย่างเดียวและลืมพื้นที่อื่นก็จะมีปัญหาคนใน พื้นที่เหล่านี้รู้สึกถูกทอดทิ้ง

สุรชาติ กล่าวว่า จะฟื้นฟูประเทศไทยอย่างไรนั้นเป็นปัญหาใหญ่มากเหมือนการจัดระบบประเทศใหม่ เรื่องแรกอาหารขาด แคลนแน่ แค่นี้เราก็เจอว่าขาดแคลนแล้ว โดยจะเห็นว่าพื้นที่แหล่งเกษตรหายหมด ในโซนสามพรานซึ่งเป็นที่ปลูกผักผลไม้ ผักหมดแน่นอน ส่วนผลไม้ชาวบ้านบอกว่ายืนในน้ำได้สามวัน หมายความว่าโซนปลูกผักผลไม้ของคนกรุงเทพฯ จะมีปัญหา เราอาจจะต้องตั้งคลังอาหาร

สอง เรื่องยา จะเอายาจากไหน อาจจะต้องอาศัยเครือข่ายนักศึกษาในมหาวิทยาลัยช่วยทำเรื่องยาและแจกยา ถัดมาเรื่องน้ำ น้ำไม่สะอาดโรคระบาดจะตามมา อาจจะต้องผลักดันผู้ผลิตน้ำเอกชนในหลายจังหวัดให้ขยายกำลัง ต่อมาคือเรื่องการซ่อมแซมบ้าน ตัวบ้าน ระบบไฟฟ้า ประปาในบ้าน วัสดุอุปกรณ์ หลังน้ำลดราคาจะแพง

เขามองว่า ปัญหาเหล่านี้สุดท้ายแล้วจะไปกระแทกโดยตรงที่รัฐบาล การซ่อมแซมสิ่งเหล่านี้ต้องการแรงงานมีฝีมือ ช่างซ่อมจะขาดแคลน ต่อมาเรื่องการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม ถ้าไม่ซ่อม การติดต่อจะเป็นไปไม่ได้ คำถามคือซ่อมของเหล่านี้จะเอาเงินจากที่ไหน เอาบริษัทที่ไหนมาทำ จะต้องใช้บริษัทซ่อมแซมจากต่างประเทศหรือไม่

นอกจากนี้ สุรชาติ ตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรกับรถของชาวบ้านที่จมน้ำหลายจังหวัดซึ่งมีเยอะมาก อาจจะต้องร่วมมือกับบริษัทเอกชนในเรื่องนี้ ระบบทำความสะอาดของเมืองหลังน้ำท่วม ไม่ใช่แค่เรื่องการเอาน้ำไปฉีดไล่แค่นั้น ปัญหาของเสียหลังน้ำท่วมให้ดูตัวอย่างจากภาพข่าวที่เคยเห็นอย่างในญี่ปุ่น หลังเจอสึนามิ ต้องเรียนรู้บทเรียนจากญี่ปุ่นและสหรัฐ ของสหรัฐคือกรณีนิวออร์ลีนส์ อย่าคิดว่าขยะเป็นเรื่องเล่น หากไม่เคลียร์ขยะ ผลที่จะตามมาคือเรื่องโรคติดต่อ ในเรื่องน้ำสะอาดเครือข่ายประชาสังคมและภาครัฐต้องเริ่ม แต่สิ่งที่อาจจะต้องคิดต่อ ในแต่ละชุมชนต้องคิดฟื้นฟู วัด โรงเรียน ตลาด ตลาดนั้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชุมชน ผู้คนไปจับจ่าย วัดอาจต้องเป็นที่พักพิงต่อไปสำหรับคนที่บ้านยังอยู่ไม่ได้ ส่วนโรงเรียน จำนวนมากจมน้ำ และตอนนี้ปัญหาเฉพาะหน้า อาจจะต้องเลื่อนเวลาเปิดเทอม

มหาวิทยาลัยอย่างจุฬาฯ อาจเปิดได้เพราะอยู่กรุงเทพฯ ชั้นใน แต่ปัญหาคืออาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิตที่น้ำท่วมจะทำอย่างไร จะฟื้นฟูชีวิตเกษตรกรอย่างไร พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์จะต้องหาให้เพราะระบบของเราล่ม อีกด้านคือเรื่องการรักษาความสงบหลังน้ำท่วม การปล้นสะดมภ์เป็นเรื่องใหญ่ บ้านจะถูกงัดแงะ ตำรวจจะต้องทำงานเชิงรุก ผู้คนจะเจอปัญหาแร้นแค้น ตกงาน บ้านน้ำท่วม ครอบครัวจะเอาเงินที่ไหนส่งลูก ค่าเล่าเรียนเทอมหน้าจะทำยังไง ไหนจะค่าเช่าบ้าน ปัญหาเฉพาะหน้ามันใหญ่


ต.บางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี (22 ต.ค.54 )
แฟ้มภาพ: ประชาไท


อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ตั้งคำถามต่อถึงการเยียวยาว่า สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ออกหลักเกณฑ์วิธีการเยียวยาเอาไว้ รัฐบาลปัจจุบันจะใช้ต่อหรือจะปรับ เรื่องนี้จะโยงไปถึงเรื่องการทำบัญชีรายชื่อผู้ได้รับภัยพิบัติ มันต้องทำผ่านลงไประดับ อบต.จะทำอย่างไร คำถามสุดท้ายทั้งหมดนี้จะเอาเงินที่ไหน กระทรวงการคลังจะทำอย่างไร

ปัญหาเฉพาะหน้า อีกไม่กี่วันจะเปิดเทอม จะแก้ไขยังไง จะเปิดหรือเลื่อน ค่าเล่าเรียนกำลังจะมาถึง ต้องมีการดูแลเรื่องการจำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภค คุมราคาสินค้า จัดการช่วยเหลือเรื่องเงินกู้ส่วนบุคคล ปัญหาว่างงาน กรมแรงงานต้องเตรียมตั้งศูนย์หางานนำแรงงานสู่ภาคการผลิต กองทุนฟื้นฟูประเทศต้องตั้ง อัดฉีดเงินเพื่อภารกิจทั้งหลาย ทั้งด้านเกษตร อุตสาหกรรม และภาคบริการ และให้ครอบคลุมชีวิตคนปกติ สุดท้ายคือการฟื้นฟูจิตใจประชาชน

ในระยะกลางต้องทบทวนแผนงานต่างๆ ต้องตั้งระบบบรรเทาสาธารณะภัยเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ ตรงไหนต่ำตรงไหนสูงวัดยังไง วัดที่ถนนหรือตรงไหนและให้เป็นข้อมูลที่ชาวบ้านใช้ได้ ผมเสนอเล่นๆ เช่นเสาไฟฟ้าตรงถนนเมน ไปเขียนสีบอกระดับน้ำเอาไว้ สูงจากถนนเท่าไหร่ เช่นหนึ่งเมตรอยู่ตรงไหน ทำข้อมูลภูมิศาสตร์ระดับซอยเล็กๆ คนในซอยจะได้รู้ว่าน้ำสูงหนึ่งเมตรอยู่แค่ไหน จะไม่ต้องมาว่ากันว่าผิดข้อมูลหรืออะไร ต้องสร้างองค์ความรู้ การป้องกันเมืองจากภัยธรรมชาติเป็นเรื่องใหม่และเราไม่เคยคิด ตอนนี้ยอมรับกันแล้วว่า การป้องกันเมืองจากภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ต้องคิดเผื่อ สังคมไทยยังไม่เคยเจอพายุใหญ่จริงๆ อย่างพม่าเจอนาร์กิส อันหนึ่งที่ต้องคิดต่อคือระบบระบายน้ำของเมือง

ระยะยาว เราพูดกันมากเรื่องบริหารจัดการน้ำ ต้องคิดอย่างจริงจังทั้งระบบชลประมาน น้ำเพื่อการเกษตร ระบบจัดการน้ำท่วม ระบบน้ำประปาจะมีระบบเปิดปิดอย่างไร ต้องทำโซนนิ่งพื้นที่ บ้านเรามีพื้นที่ที่อยู่อาศัย พื้นที่เพื่อเกษตร เพื่ออุตสาหกรรม และพื้นที่ป้องกันน้ำท่วม อาจต้องสร้างโซนนิ่งและมามองกันว่าจะเอาอย่างไร

ศูนย์เตรียมพร้อมแห่งชาติต้องเกิด ที่จริงเรามีแผนแต่เอาไปเก็บไว้ในสภาความมั่นคงแห่งชาติ ศูนย์นี้ต้องเกิด เป็นการจัดระบบประเทศใหม่เพื่อรองรับปัญหาภัยพิบัติ ปัจจุบันในเวทีโลกยอมรับกันแล้วว่าปัญหานี้ถือเป็นปัญหาความมั่นคง น้ำท่วมเป็นปัญหาใหญ่เป็นอันดับสี่ในบรรดาปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งมีทั้งเรื่องสึนามิ แผ่นดินไหว อุณหภูมิร้อนหนาวเกินจนคนตาย

"ปัญหาภัยพิบัติเขาเรียกว่าเป็น act of god ถึงที่สุดแล้วเราสู้ไม่ได้ ปัญหาคือจะลดความสูญเสียได้อย่างไร วันนี้ถ้าไม่โทษกันมากไป รอบนี้ถือว่าเป็นบทเรียนใหญ่" สุรชาติกล่าว

คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต

ที่มา Thai E-News

สิ่ง ที่น่าคิดทั้ง 12 ประเด็นนี้คือ มีการคำนวณเป็นอย่างดีที่จะสร้างความหายนะให้กับประเทศชาติ แลกกับการรักษาอำนาจของพวกธุรกิจผูกขาด

แต่คนคำนวณหรือจะเท่าฟ้าลิขิต เมื่อฝนไม่มาตามนัด ปริมาณน้ำก็ไม่มากพอ จำเป็นต้องพังเขื่อน พังพนังกั้นน้ำ พังประตูระบายน้ำกันด้วยกำลัง อย่างนี้คงต้องพังกันลงไปข้างหนึ่ง หลังน้ำท่วมคงได้เวลาถอนรากถอนโคนแล้ว

โดย Pegasus
1 พฤศจิกายน 2554

มาถึงวันนี้คงไม่มีใครสงสัยแล้วว่าเขื่อนกักน้ำหรือไม่กักน้ำอย่างไร สำนักข่าวต่างประเทศระดับแนวหน้าก็ยังตั้งข้อสงสัยกันทั่วไปหมด แต่คราวนี้ขอเปิดประเด็นใหม่ให้คนรักประชาธิปไตยได้คิดกัน

ประเด็นแรก ที่สงสัยมานานแล้วว่า รัฐบาลที่แล้วทำไมยุบสภาเร็วนัก

เพราะโดยวิสัยแล้วจะต้องแต่งตั้งข้าราชการของตัวและกินหัวคิวงบประมาณต้นปี ให้ได้เสียก่อน อันนี้เป็นธรรมเนียมของพรรคการเมือง หรือไม่ก็ไม่อาจคาดเดา

แต่ก็เห็นได้ชัดว่าถ้ายุบสภาในเดือนธันวาคมอย่างที่ควรจะเป็น รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศประมาณมีนาคม มันก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องมือในการล้มรัฐบาลใหม่ นอกจากมวลชนสลิ่มที่หมอตุลย์ ได้ระดมมาได้ล้นหลามเกือบสามสิบคน

และหากให้รัฐบาลมีเวลาเกินหกเดือน มีเวลาทำการแก้ไขกฎหมายทหารกับองค์กรอิสระสำเร็จก็จะหมดอาวุธในมือ การประท้วง ด่าว่า ขัดขวาง ก็คงไม่อาจทำได้ง่ายๆ ในเวลานั้นคงสองจิต สองใจว่าจะให้รัฐบาลยุบสภาดีหรือไม่ดี จะชนะอย่างที่ห้อยโหนคุยโวไว้หรือไม่ก็ไม่แน่ใจ

ปรากฏการณ์ทางการเมืองจึงออกมาอย่างที่เห็นทั้งๆที่เป็นจุดอ่อนให้รัฐบาล ใหม่สามารถแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีได้ง่ายกว่าเลือกตั้งสิ้นปีก็ตาม

อย่างไรก็ตามด้วยความอ่อนหัดของรัฐบาล กำลังทหารในมือเผด็จการก็เลยยังเหนียวแน่น ทำให้ตุลาการภิวัฒน์พลอยมีกำลังตามไปด้วยพร้อมที่จะยุบพรรคได้ทุกเวลา

ข้าราชการประจำก็เลยยังไม่ย้ายข้างเต็มที่ เห็นผลจากการสู้กับน้ำท่วมที่เสกมานี้ การท้าทายรัฐบาลจึงมีอยู่ตลอดเวลา ดังจะเห็นว่ากลางวันวางกระสอบทราย แต่กลางคืนไม่รู้ใครไปรื้อกระสอบทราย เป็นต้น

ประเด็นที่สอง คือ เมื่อมีการวางแผนจะใช้น้ำในการทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ถูกคนต่อว่า แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากเป็นนักวางแผนเสกน้ำท่วมครั้งนี้

สิ่งที่คาดสำหรับฝ่ายเผด็จการคือ เงินรัฐบาลหมด ประชานิยมต้องหยุด เพื่อให้สามารถฟ้องยุบพรรคได้ ทหารจะได้หน้าเรียกศรัทธาประชาชนกลับมา ทั้งๆที่เป็นคำสั่งรัฐบาลให้ไปช่วยประชาชน แต่ก็จะใช้สื่อบิดเบือนว่า เป็นความเมตตาของทหาร ส่วนรัฐบาลจัดการไม่ได้เรื่อง ฯลฯ อะไรก็ว่าไป

มีการะดมสื่อถล่มรัฐบาล สร้างสถานการณ์ต่างๆให้คนตื่นกลัวให้มากที่สุด เพื่อที่ว่ารัฐบาลจะได้หมดความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาล (อ้อ มีข่าวลือเสียอีกว่ามีข้อต่อรองให้รัฐบาลลาออกเพื่อแลกกับการไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ เท็จจริงประการใดไม่ทราบ)

ดังนั้นโดยสรุปแล้ว จะใช้เครื่องมือเดิมที่เคยได้ผลในสมัยล้มรัฐบาลหลวงธำรงค์ฯ รัฐบาลทักษิณฯ รัฐบาลสมัครฯ รัฐบาลสมชายฯ ตั้งแต่สร้างกระแสข่าวให้คนกรุงเทพฯตระหนก สร้างภาพการเข้ามาช่วยน้ำท่วมแบบสมานฉันท์ เอาผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมาหลอกรัฐบาล แย่งซีนรัฐบาลในทุกเรื่องให้กระจายไปในกลุ่มต่างๆของตนที่ได้วางตัวไว้แล้ว สร้างภาพทหารเป็นพระเอกในทุกสื่อซึ่งนับว่าได้ผล

ประกอบกับความมือใหม่ของรัฐบาลในเรื่องการแถลงข่าว ความไม่รู้เท่าทันในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ กว่าจะพบว่าถูกหลอกให้น้ำมาพังทำนบหรือพนังกั้นน้ำ ก็สูญเสียนิคมอุตสาหกรรมไปเกือบหมดแล้ว

แล้วหลังจากนี้ล่ะ ผู้วางแผนก็น่าจะคาดว่า คนกรุงเทพฯบางส่วนจะโกรธแค้นรัฐบาล และจะออกมาร่วมชุมนุมขับไล่ถ้าสามารถสร้างม็อบแบบเหลืองขึ้นมาอีก

โดยคราวนี้ใช้ประเด็นความเสียหายจากน้ำท่วมเป็นเครื่องล่อ หลังจากนั้นก็ใช้ม็อบสร้างความรุนแรงที่รัฐบาลคุมไม่ได้ ต้องให้ทหารออกมายึดอำนาจ หรือทำให้บริหารงานไม่ได้เป็นเป็ดง่อย

จนใช้ตุลาการภิวัฒน์จัดการไปเหมือนสองรัฐบาลก่อนแล้วประชาชนจะสนับสนุนเพราะเห็นว่าอยู่ไปก็ทำอะไรไม่ได้

ประเด็นที่สาม คือเรื่องประกาศิตล้มรัฐบาลที่ออกมาตั้งแต่รัฐบาลเพิ่งจะบริหารงาน และข่าวน้ำท่วมยังไม่มี

ทำไมจึงแน่ใจอย่างนั้น ถ้านำเรื่องเวลามาประกอบกับเหตุการณ์น้ำท่วม ก็จะเห็นได้ชัดว่า การกำหนดกรอบเวลาในการล้มรัฐบาลมาจากการวางแผนสังหารประชาชนและล้มรัฐบาล ด้วยน้ำท่วมนี้นี่เอง

ประกาศิตล้มรัฐบาลนี้เป็นข่าวลือที่พูดกันไปทั่วแบบภาษาฝรั่งว่า talk of the town จึงน่าจะมีที่มาเช่นนี้ แต่จะเป็นผู้ใดปล่อยข่าวลือหรือต้องการบอกออกมาเอง เพื่อเป็นการเริ่มนับถอยหลัง และให้สมุนออกมาทำงานตามขั้นตอนต่างๆก็ไม่อาจทราบได้

ประเด็นที่สี่ ลองมาย้อนรอยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับเวลาดู เพื่อให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายเผด็จการซ่อนรูปได้ชัดเจน ขึ้น และแน่นอนสิ่งนี้รัฐบาลและนปช.รวมถึงอดีตนายกฯทักษิณฯ ย่อมอ่อนหัดเกินกว่าจะมองออก

คงจำกันได้ถึงวันยุบสภาฯคือวันที่ 10 พ.ค. ก่อนวันระลึกการสังหารหมู่ประชาชน 9 วัน เพื่อปิดปากฝ่ายประชาธิปไตยไม่ให้ลากไส้ออกมามากกว่านี้ กำหนดเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. ยื้อการรับรอง ส.ส. ไปจนวันสุดท้ายของอำนาจ กกต. จนกว่าจะตั้งคณะรัฐมนตรีได้ก็ทุลักทุเลและมีการห้ามฝ่ายเสื้อแดงเข้าไปเป็น รัฐมนตรี แถมวางคนของตัวไว้อีก

จากนั้นใช้เวลาอีกนานมากกว่าจะสามารถบริหารงานได้ก็ในเย็นวันที่ 7 ส.ค. สรุปแล้วฝ่ายเผด็จการซ่อนรูปมีเวลาเตรียมการทั้งหมด 3 เดือน รัฐบาลใหม่มีเวลาตั้งตัวเดือนเดียว กันยายนน้ำก็ท่วมใหญ่แล้ว

ประเด็นที่ห้า ลองมาทบทวนจังหวะการกักน้ำ ปล่อยน้ำของเขื่อนใหญ่ทั้งสองอีกครั้ง ในต้นเดือน พ.ค. ได้มีการแถลงข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตว่า ปีนี้น้ำล้นเขื่อนต้องระบายน้ำออกมาแล้วเนื่องจากใกล้จะเต็ม

แต่พอมีการยุบสภาการระบายน้ำกลับหยุดลง โดยอ้างสาเหตุว่า ไม่ต้องการระบายน้ำให้พื้นที่ใต้เขื่อนท่วม

อันนี้ต้องทำความเข้าใจกันในฐานะคนไทยว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนในเดือน พ.ค. แต่เป็นช่วงต้นฤดู คือจะมีฝนฟ้าคะนอง ด้วยการปะทะกันระหว่างอากาศร้อนมาขับไล่อากาศหนาว แล้วหน้าฝนจริงๆ จะมีในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนตุลาคม คือช่วงเข้าพรรษา

ก่อนจะถึงฤดูน้ำหลากคือน้ำเต็มตลิ่งจากช่วงวันลอยกระทง พ.ย.นี้ ดังเพลงของรุ่งเพชร แหลมสิงห์ที่ว่า “
ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ต๊กพรำๆ”
ดัง นั้นถ้าเขื่อนจะระบายน้ำ ก็ต้องรู้ว่าเข้าเดือน พ.ค.คือเดือนหกฝนจะมาและจะมาเรื่อยๆ อาจมีทิ้งช่วงบ้าง แต่ก็คือหน้าฝน ปฏิเสธไม่ได้

ดังนั้นถ้าน้ำจะเต็มเขื่อนก็ต้องระบายออกในต้นเดือนหกนี่แหละก่อนที่ฝนจะมา แล้วจะระบายไม่ได้ แล้วจะรอไปเมื่อไหร่กันจริงหรือไม่จริง ท่านผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ท่านผู้คุมเขื่อนทั้งสองแห่ง หรือว่ามีการสั่งให้เก็บน้ำ

จะเป็นใครสั่งไม่ทราบ แต่ท่านสมควรเข้าคุก และชดใช้ฐานละเมิดด้วย ป.อาญา ม. 291 ผู้ใดกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกไม่เกิน 10 ปี และ ป.แพ่งฯ ม 420 ในการกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน.ต้องชดใช้สินไหมให้กับผู้ประสบภัยทุกรายไป

หรือท่านจะเถียงว่าไม่ใช่ แท้จริงแล้วเป็นการเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนใช่หรือไม่

ประเด็นที่หก ทำไมต้องเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค.และตั้งรัฐบาลได้ก็ต้องไปเกือบกลางๆ ส.ค.

ถ้าดูวันเข้าและออกพรรษาจะพบว่านี่คือหน้าฝน หน้าฝนจริงๆ จะเป็นฝนตกพรำๆทั้งวันติดต่อกันปกติก็สองหรือสามวันขึ้นอยู่กับว่า มีพายุหรือไม่ ถ้าปีใดน้ำอุดมสมบูรณ์พายุก็จะเข้าทางเวียดนามมาภาคอีสานของไทย สองหรือสามลูกต่อปี ซึ่งจะถือว่าโชคดีน้ำอุดมสมบูรณ์

โดยพายุส่วนใหญ่จะเข้าไทยในช่วงฤดูฝนนี้และจะหยุดลงในเดือนพฤศจิกายนสำหรับ ภาคกลาง จากนั้นจะเป็นภาคใต้ซึ่งไม่ใช่เป้าหมาย แล้วปีนี้พายุเข้าไทยกี่ลูกกัน

ลูกแรกคือ ไหหม่าเข้ามากลางมิ.ย.

นกเตน ปลายก.ค.

ไห่ถางและเนสาด ปลาย ก.ย.

นาลแกต้นตุลาคม

และสุดท้ายคือบันยันแต่ก็วิ่งแฉลบขึ้นไปทางจีนไม่มีผลอะไร

สรุปแล้วพายุเข้าไทยจริงๆ 5 ลูก แต่ที่ต้องคิดคือพายุเข้าไทยจะผ่านเวียดนามก่อน แล้วจะลดกำลังลงเหลือแค่ดีเพรสชั่น หรือหย่อมความกดอากาศสูงเท่านั้น ไม่นับว่าเป็นพายุ

นี่คือข้อดีของที่ตั้งประเทศไทย นอกจากจะผ่านอ่าวไทยข้ามไปอ่าวเบงกอลของพม่าในช่วงปลายปีนี้ ทำให้มีโอกาสอยู่ในทะเลนานๆจนกลายเป็นพายุกำลังแรงได้ ตรงนี้ต้องระวังเพราะเป็นของจริง

แต่ถ้าจะสรุปตอนนี้ก็จะพบว่า พายุนั้นเข้ามาในช่วงเข้าพรรษาพอดีตามฤดูกาล เพียงแต่ปีนี้น้ำมากทางตอนเหนือก่อนมีพายุนี้ โดยมีร่องความกดอากาศต่ำกับสูงปะทะกันทีภาคเหนือบ่อยมาก ทำให้อากาศเย็นผิดเวลาในตอนต้นปีในเดือนมีนาคม ที่ทำให้ภาคใต้มีฝนหนักน้ำท่วม ทางเหนือก็จะมีน้ำสะสมแล้ว ทำให้น้ำเต็มเขื่อนใหญ่ทั้งสองก่อน พ.ค.นั่นเอง

ทีนี้ก็คงพอนึกออกแล้วว่าทำไมต้องเลือกตั้ง ก.ค. ตั้งรัฐบาลให้ยืดไปถึง ส.ค.

ประการแรก เพราะเป็นช่วงต้นหน้าฝนต้องให้เข้ามารับผิดชอบก่อน

จากนั้นประการที่สองก็ยึดเวลาการจัดตั้งรัฐบาลให้ยาวออกไป จะได้ทำอะไรไม่ได้เข้าทำนองขึงพืดไว้ การกำหนดแผนการก็คงเป็นแบบคร่าวๆ จะให้ไปสั่งฝนหรือพายุมาตามใจคงไม่ได้ ได้แต่ดูที่ฤดูกาลที่เหมาะเท่านั้น

ประเด็นที่เจ็ด แล้วฝนฟ้าของเราปีนี้มันผิดปกติมากหรืออย่างไร

คำตอบก็ต้องไปเทียบกับปีที่มีฝนมากน้ำท่วมคือปีรัฐประหาร 2549 ปีนั้นคงจำกันได้รัฐบาลขิงแก่มาดูน้ำท่วมทำอะไรไม่เป็น ชาวบ้านจมน้ำอยู่หลายเดือน แต่ก็ไม่สาหัสเท่าปีนี้

ดังนั้นลองดูทีรึว่า น้ำท่าปีนี้กับปี 49 มันเป็นยังไงกันทำไมถึงพินาศวอดวายกันหมด

จากข้อมูลของกรมอุตุฯเริ่มกันที่ภาคเหนือต้นตอน้ำเขื่อนก่อน แน่ละมีนาคมที่น้ำท่วมใต้เหนือหนาวจัด ฝนก็ตกมากเป็นพิเศษด้วย แต่เดือน เม.ย.และพ.ค. ปริมาณฝนเท่ากับปี 49 หรือน้อยกว่าเล็กน้อย

ตรงนี้คือช่วงที่เขื่อนออกปากว่า อยากระบายน้ำ นี่คือก่อนเลือกตั้ง

แต่ในช่วงเลือกตั้งจนถึงได้รัฐบาลคนละพรรคกับรัฐบาลเดิมฝนในเดือน มิ.ย. และ ก.ค.มีมากผิดปกติแล้วและมีสถิติสูงมาก ในตอนนั้นเขื่อนยังไม่ระบายน้ำกลับสะสมน้ำอย่างเต็มที่ ส.ค.ปริมาณฝนภาคเหนือลดลงอย่างรวดเร็ว ก.ย.ปริมาณฝนภาคเหนือน้อยมาก ฝนเลื่อนลงมาภาคกลางแล้ว

หันมาดูภาคกลาง มี.ค.-พ.ค.ปริมาณฝนก็สูงตามภาคเหนือ แต่ยังไม่มีพายุเข้า เป็นเพียงร่องความกดอากาศปกติ แต่หลังจากนั้น มิ.ย.- ปัจจุบัน มากกว่าปี 49 ก็จริง แต่กลับน้อยกว่าหรือเท่ากับปีก่อนคือปี 53 ด้วยซ้ำไป

จากข้อมูลนี้บอกอะไรเราได้บ้าง

ประการแรกคือน้ำฝนมีมาก แต่มีที่ภาคเหนือและภาคกลางก่อนน้ำท่วมใหญ่ จริงอยู่อาจจะทำให้ดินมีความชุ่มน้ำก่อนเวลา แต่พายุ 4-5 ลูกที่กล่าวมาแล้วก็ไม่ได้มีผลอะไรมากเมื่อเทียบกับการมีพายุในปีผ่านๆมาโดย เฉพาะปี 53

เราคงพอจำกันได้ว่าช่วงเสื้อแดงจะชุมนุมปลายเดือนตุลาคม 53 มีข่าวพายุเข้าน้ำท่วมเมืองโคราช แต่พายุที่จะเข้าซ้ำเจ้ากรรมเกิดวิ่งขึ้นไปจีน ชาวบ้านเลยเห็นน้ำที่ท่วมมาจากเขื่อนป่าสักฯ เป็นน้ำใสๆ ไม่ใช่น้ำป่าจากฝนไปซะงั้น

ดังนั้นในปีนี้จะโทษพายุด้วยข่าวพายุ ดูจะไม่ใช่เสียแล้ว ด้วยว่าทุกอย่างก็ปกติมันต้องมีพายุอย่างนี้ทุกปีอยู่แล้ว เพียงแต่ปีนี้มาเพิ่มอีกสองลูกและเป็นปลายฤดูแล้ว แม้จะทำให้ภาคกลางมีฝนมากแต่ถ้าไม่มีน้ำเขื่อนมาผสมมากนักปัญหาก็คงไม่หนัก เช่นนี้

ประเด็นที่แปด ลองข้ามเรื่องฝนไปดูเรื่องคนกันบ้าง

เอาล่ะเราอาจข้ามเรื่องทำไมน้ำไม่ท่วมสุพรรณฯไปก่อน รวมถึงว่าทำไมบางพรรคเจาะจงต้องคุมกระทรวงนี้เป็นการเฉพาะ และต่อเนื่องด้วยน่าสงสัยไม่น้อย

เรื่องคนเรื่องแรกคือการที่ประตูระบายน้ำพังต่อเนื่องกัน พนังกั้นน้ำพังต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะก่อนเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะและนวนคร ทำไมไม่ทำคอนกรีตเสริมเหล็กแบบเร่งด่วน และให้มีความสูงมากๆไปเลย จะมาหวังพึ่งอะไรกับกระสอบทราย น่าคิดหรือไม่ในประเด็นนี้

พอน้ำมาถึงกรุงเทพฯ ทำไมไม่ให้มีการรีบทยอยระบายน้ำลงคลองชายทะเล ออกคลองแสนแสบ คลองประเวศน์ฯ คลองสำโรง โดยให้น้ำผ่านเจ้าพระยาแบบจัดการบริหารได้ ทำไมต้องห้ามเด็ดขาดจาก กทม.จนรัฐบาลต้องใช้อำนาจจาก พรบ.ป้องกันภัยฯ เข้ามาควบคุม กทม. ณ เวลาที่เกือบสายไปแล้ว

นอกจากนั้นพนังกั้นน้ำต่างๆ ก็จะมีการแอบมาพัง หรือน้ำมาไม่มากก็พังพนังกั้นน้ำของคลองประปา เพื่อให้น้ำดื่มใช้ไม่ได้จะได้เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ทำไมต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐ ไปพังพนังกั้นน้ำและประตูระบายน้ำในที่ต่างๆ จนต้องมีการย้ายด่วนกันวุ่นวายไปหมด

ทำไมน้ำที่ควรจะระบายไปด้านตะวันออกตั้งแต่ต้นๆเดือน ตุลาคมถึงไปได้ช้านัก รออะไรอยู่หรือ หรือว่ารอให้น้ำผ่าน กทม.ไม่ได้ ไปทางตะวันออกก็ไม่ได้ มาอัดกันที่รังสิตคลอง 1-6 เพื่อที่พนังกั้นน้ำจะได้พัง น้ำจะได้เข้ามาท่วมด้านดอนเมือง หลักสี่ ซึ่งเป็นที่มั่นของรัฐบาลจนสำเร็จ

เป็นสัญลักษณ์ว่ารัฐบาลไม่มีน้ำยาแก้ปัญหาอะไรไม่ได้

ประเด็นที่เก้า ขอเจาะปัญหาเฉพาะกรมชลประทานก่อน

ทำไมจึงมีเครื่องสูบน้ำน้อยเหลือเกินในการสูบไปด้านตะวันออก เพื่อไปออกที่ประตูระบายน้ำคลอง 13 ซึ่งเป็นจุดสูบน้ำไปลงแม่น้ำบางปะกง คลองรพีพัฒน์ฝั่งใต้ และคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต

ทำไมจุดแยกระหว่างคลอง 13 กับคลองหกวา ซึ่งเป็นคลองเชื่อมกับดอนเมืองจึงไม่มีการสูบน้ำ เพิ่งจะมาทำกันในตอนหลังนี่เอง

พอไม่สูบน้ำรอให้น้ำระบายเอง เมื่อไหร่จะหมด น้ำก็อัดมาเต็มคลองต้นทาง ในที่สุดพนังกั้นน้ำที่มีคนไปกรีดกระสอบทราย ไปแอบขโมยทรายฯลฯ จนพังสมใจในที่สุด

ยังไม่รวมการไม่พยายามสูบน้ำที่ชุมชนคลองเตย ที่ปลายคลองประเวศน์ฯ ฯลฯ ต่างๆเหล่านี้สุดที่จะพรรณนา

ประการสำคัญคือ เจ้าหน้าที่กรมชลประทานในฐานะผู้เชี่ยวชาญ จะไม่รู้หรอกหรือว่าปริมาณน้ำขนาดนี้ กระสอบทรายจะเอาอยู่หรือไม่ และหากพังไปที่หนึ่งแล้ วที่อื่นเปลี่ยนวิธีได้หรือไม่ เช่นเอาปูนที่เขาใช้กั้นถนนมาวางสองชั้นเอาทรายลงตรงกลาง ถ้าอยากให้สูงก็ขยายฐานปูนกับทรายนั้น

หรือนิคมที่อยู่ไกลออกมา ให้ทำคอนกรีตเสริมเหล็กเสียเลย ทำได้สูงกี่เมตรก็ได้อยู่แล้ว

สำคัญคือกรมชลประทานทำไมไม่ให้ข้อมูลเรื่องนี้ จะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้เพราะปริมาณน้ำจากเขื่อน บวกกับน้ำท่าที่กระจายนั้นดูจากภาพถ่ายดาวเทียมก็คำนวณได้ว่า ควรจะมีปริมาณกี่ลูกบาศก์เมตร และควรสร้างพนังกั้นน้ำสูงเท่าไร ถ้าที่โรจนะสูงสี่เมตรไม่อยู่ ที่นวนคร ก็ควรสูงอย่างน้อยหกถึงแปดเมตรไปเลย จะทำได้หรือไม่ แล้วทำไมไม่ทำ เป็นต้น

นี่คือเรื่องต้องทบทวนกันอย่างหนัก สร้างตึกเป็นสิบๆชั้นทำได้ กลับสร้างกำแพงสูงแค่สี่เมตรประหลาดดีหรือไม่

อีกเหตุการณ์หนึ่งเป็นข่าวเล็กๆภาคดึก คือองค์กรท้องถิ่นที่จังหวัดตากจะเข้าชื่อกันขับไล่ อธิบดีกรมชลประทาน ด้วยว่าได้เคยทำหนังสือไปยังกรมชลประทานแล้วว่า ปีนี้น้ำเหนือหลากมาขอให้เขื่อนระบายน้ำหรือพร่องน้ำไว้ล่วงหน้า เพื่อรอรับน้ำเหนือ แต่อธิบดีกรมชลประทานตอบกลับมาว่าปีนี้จะขาดน้ำ มีภัยแล้ง จึงไม่อนุญาตให้ระบายน้ำจากเขื่อน

เหตุการณ์นี้ต้องเกิดหลัง พ.ค.เพราะน้ำเหนือเพิ่งมากต้นเดือน พ.ค. และกำลังเดินทางลงมาจังหวัดตาก ทำให้สงสัยในแนวคิดของกรมชลประทานอย่างมากเพราะเดือน มี.ค.กีมีฝนมาก กรมอุตุฯก็บอกว่าปีนี้น้ำจะมาก เพราะปรากฏการณ์โลกร้อน

ใครๆก็รู้ยกเว้น กรมชลประทาน น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง และที่น่าคิดคือ กว่าน้ำจะมาถึงเขื่อนก็สามารถจะคำนวณได้ว่าน้ำจะมาเท่าไร ถ้าเรื่องอย่างนี้คำนวณไม่ได้ อย่ารับพวกวิศวกรรมชลประทานมาทำงานเลย เปลืองข้าวสุกเปล่าๆ

ประเด็นที่สิบ ขอเจาะปัญหาที่ กทม.

เรารู้หรอกว่าคนละพรรคกับรัฐบาล แต่ทำไมไม่ยอมช่วยระบายน้ำตั้งแต่ต้น ทำตัวเป็นเขื่อนกักน้ำอยู่ตลอดเวลา โชคดีที่รัฐบาลไหวทัน แม้จะช้าไปมากเพราะเชื่อใจเจ้าหน้าที่ และคนทำงานว่ าจะไม่ใจดำและโหดร้ายกับประชาชนทุกอย่างเป็นความเลินเล่อเท่านั้น

แต่เมื่อสถานการณ์มากขึ้นทุกทีก็พอจับทางได้ จึงพอกล้อมแกล้มไปได้

สิ่งที่น่าคิดคือ กทม.แถลงว่า เหตุที่ไม่ระบายน้ำเนื่องจากต้องระวังพายุจะเข้า เดี๋ยวคลองต่างๆจะรับน้ำไม่ไหว อันนี้เป็นบทที่มีคนเขียนให้หรือเปล่า คนวางแผนน่ะ เพราะปีนี้ประหลาดหนาวมาเร็ว ปกติต้องกลางพ.ย.ไปแล้วจึงหนาว และช่วงนี้ควรมีฝนตกภาคกลางตอนล่างคือ กทม.นั่นเอง หยิบบทที่เขาเขียนมาให้อ่านโดยไม่มีความรู้ทางวิชาการเลยนี่ก็เกินไป

ใครๆก็รู้ว่าหน้าหนาวมา พายุจะไปทางภาคใต้ ใกล้ไกลว่ากันอีกที

ประเด็นที่สิบเอ็ด พระสยามเทวาธิราชมีจริง อันนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เพียงแต่ไม่ได้เข้าข้างเผด็จการ แต่มาเข้าข้างประชาชน ตาดำๆ ใครเป็นคนไม่ดี คิดร้ายต่อบ้านเมือง สงสัยต้องมีอันพินาศไป

เพราะประเด็นนี้ก็เหมือนกับน้ำท่วมปี 53 ที่ผิดแผนเพราะเห็นพายุจะเข้าภาคอีสาน ก็ปล่อยน้ำจากเขื่อนมา แต่เจ้ากรรมพายุนั้นโดนอภินิหารพัดไปเข้าทางจีน จากนั้นก็เข้าหน้าหนาว คราวนี้ก็ไม่ต่างกัน แต่เพราะน้ำมามาก อภินิหารจึงบันดาลให้หมดหน้าฝนเร็วไปเกือบ 1 เดือนเต็ม

เรียกว่าพอหมดพรรษา หน้าฝนในภาคกลางก็หมดทันทีเหมือนกัน ทีนี้ก็เกิดปัญหาสิ เพราะน้ำไม่มากเท่าที่ควร ปกติจะเกิดปัญหาหนักนั้น ต้องมีฝน มีน้ำเหนือ มีน้ำทะเลหนุน

แต่จากการคำนวณรู้ว่า น้ำทะเลหนุนจะเป็นช่วงปลายตุลาคม ส่วนช่วงกลางถึงปลาย พ.ย.นั้นไม่มีความหมายแล้ว ดังนั้น ต้องคำนวณน้ำและดึงน้ำปริมาณมหาศาลให้ผ่านเข้ามาเขต กทม.ในปลายเดือน ต.ค.อย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ แต่เจ้ากรรมหรือเคราะห์ดีหรือพระสยามเทวาธิราชปกป้องคนดี ด้วยว่าเห็นมีประชาชนเสียชีวิตไปแล้วจำนวนมาก หมดเนื้อหมดตัวก็ทั้งประเทศ จึงบันดาลให้ฝนหยุดเสียก่อนสิ้นเดือนตุลาคม

เมื่อคำนวณแล้วตั้งแต่ เม.ย. หรือ พ.ค.ว่า น้ำเหนือกับน้ำทะเลหนุนจะมาบรรจบกันกลางเดือนถึงปลายเดือนตุลาคม การปล่อยน้ำ การทำฝนเทียมตั้งแต่ต้นปีสะสมน้ำ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ยกเว้นฝนจากฟ้า

ประเด็นที่สิบสอง ลองทบทวนความจำนิดหนึ่งจะเห็นว่า มีการพยายามดึงคำทำนายของพวกโหร คมช. หรือไปอาศัยอ้างอิงจากเกจิอาจารย์ทั้งหลาย

จะรู้ตัวหรือไม่รู้ก็ตามว่า สุภาพสตรีปกครองจะเกิดภัยและภัยนั้นมาจากน้ำเสียด้วย ลองไปหาวารสารรายสัปดาห์ของพวกเหลืองอ่านดูก็จะเห็นการตีข่าว และเผยแพร่ผ่านสื่อหลักของฝ่ายอำมาตย์มาล่วงหน้า เป็นการปูพื้นมาก่อนเกิดเหตุซึ่งเป็นแนวทางปกติของการสร้างบทละครแบบนี้อยู่ แล้ว

เรื่องนี้เกิดมาเมื่อรัฐบาลตั้งใหม่ๆ ช่วงเดือน ก.ค. ส.ค. ที่เขื่อนอัดน้ำเต็มที่พร้อมปล่อยแต่ปล่อยก่อนไม่ได้ ต้องคำนวณเวลาน้ำทะเลหนุนเต็มที่ก่อนลอยกระทงและน้ำฝนเต็มที่เดือน ต.ค.นี้นั้นเอง ท่านผู้อ่านมีดวงตาเห็นธรรมหรือยัง

ดังนั้น เราอาจสรุปจากสิ่งที่น่าคิดทั้ง 12 ประเด็นนี้ได้ว่า มีการคำนวณเป็นอย่างดีที่จะสร้างความหายนะให้กับประเทศชาติแลกกับการรักษา อำนาจของพวกธุรกิจผูกขาด แถมได้สองเด้งด้วยกล่าวคือ ถนนพัง บ้านพัง กิจการก่อสร้างก็ต้องร่ำรวย ใครเป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้าง บริษัทวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูน หิน ทราย ย่อมร่ำรวยบนความทุกข์ยากของประชาชนทั้งสิ้น ก็คงไม่พ้นพวกธุรกิจกลุ่มเหลืองนั่นเองที่จะนอนกินสบายไป

ทีนี้พอประชาชนเดือดร้อน ก็จะหงุดหงิด ขั้นต่อไปก็จะหาทางระดมคนมาขับไล่รัฐบาลเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการ ใช้ตุลาการภิวัฒน์เด็ดหัวรัฐบาลจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ฯลฯ คนที่มาโดยพื้นก็เป็นทหารปลอมตัวมาร่วมกับสมาชิกบางพรรคการเมืองอย่างที่ ทราบ เขาหวังเพียงสลิ่มในกรุงจะชักชวนคนมาร่วมได้มากขึ้นเท่านั้น

แต่อย่างที่เล่าให้ฟังไป คนคำนวณหรือจะเท่าฟ้าลิขิต เมื่อฝนไม่มาตามนัด ปริมาณน้ำก็ไม่มากพอ จำเป็นต้องพังเขื่อน พังพนังกั้นน้ำ พังประตูระบายน้ำกันด้วยกำลัง เห็นมีข่าวลือว่าทหารปลอมเป็นชาวบ้านมาพังโดยพกอาวุธมาด้วยเท็จจริงเป็น ประการใดไม่ทราบ

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง สำหรับคนกรุงเทพฯ ถ้าสังเกตดีๆ เราจะพบว่า ยกเว้นกรณีไปรื้อพนังกั้นน้ำที่ด้านเทศบาลหลักหก และคลองรังสิต จนน้ำทะลักเข้ามา กับริมคลอง ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะท่วมกันตามปกติแม้ว่าจะสูงกว่าเดิมบ้างแล้ว ไม่มีการท่วมหนักที่ไหน สาเหตุมาจากแค่สองแหล่งนี้เท่านั้น

ถ้าหากรัฐบาลสามารถหาเครื่องสูบน้ำมาดึงน้ำออกไปจากดอนเมืองได้ คลองลาดพร้าว หลักสี่ ก็จะไม่ท่วม เหลือแต่การซ่อมที่ประตูระบายน้ำหลักหก น้ำก็จะเลิกท่วมทางติวานนท์ ทุกอย่างก็จะเป็นปกติ

ส่วนประชาชนส่วนใหญ่ในเขตชั้นใน หรือ รอบๆ ที่ไม่ใช่เขตน้ำท่วมปกติอย่างบางใหญ่ บางบัวทอง สายไหม ก็จะไม่ได้รับความเดือดร้อนมากนัก คงเป็นไปตามน้ำทะเลหนุนเป็นครั้งคราว และพอพ้นต้นเดือน พ.ย.ไปทุกอย่างก็จะเรียบร้อย น้ำเหนือก็จะผ่านไปหมดพอดี

สรุปแล้วก็คือเสกน้ำมาน้อยไป ถือว่าคำนวณผิดพลาดสำหรับน้ำเหนือ

ยังมีเรื่องประหลาดอีกคือ ข่าวลือว่า กองทัพสหรัฐฯที่มาช่วยน้ำท่วมนั้นถอนกำลังออกไปแล้ว ในทำนองว่าทิ้งรัฐบาลนี้แล้ว แต่ผลปรากฏว่าสหรัฐฯปฏิเสธ แถมรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งปกติจะต้องแถลงเกี่ยวกับเรื่อง รบรา เท่านั้นออกมาบอกว่า รัฐบาลแก้ปัญหาน้ำท่วมได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ แทนที่จะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ

น่าแปลกใจหรือไม่ในประเด็นนี้ พูดชมรัฐบาลหรือพูดให้ใครฟังกันแน่ว่า อย่าแหยม ข้ารู้ว่าพวกเอ็งทำอะไรกันอยู่

ยังมีอีก จีนซึ่งส่งทั้งเงิน ทั้งผู้เชี่ยวชาญ และให้ซื้อเครื่องสูบน้ำราคาถูกจำนวนมาก เมื่อจะเข้ามาศึกษาและวางระบบการชลประทานให้ไทย ก็ปรากฏว่า มีทหารไทยชุดหนึ่งของกองกำลังผาเมืองทางภาคเหนือไปสังหารผู้โดยสารชาวจีน ทั้งลำเรือปรากฏเป็นข่าว

ลำพังชุดทหารคงไม่น่าสงสัย แต่หัวหน้าทีมกลับเป็นหน่วยข่าวลับของทหาร แสดงว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา ไม่ใช่กองกำลังปกติที่ลาดตระเวนแล้วไปเจอ แสดงว่างานนี้มีใบสั่ง จะให้ไทยกับจีนมองหน้ากันไม่ติด

แต่จีนก็เจ้ากรรมอีกดันบอกว่าไทยให้ความร่วมมือจับคนร้ายดี และจะส่งตำรวจจีนมาร่วมคลี่คลายคดีด้วย ฯลฯ

สำนักข่าวต่างประเทศทั้งสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศสหรือออสเตรเลีย ต่างก็เจ้ากรรมดันสงสัยว่า น้ำท่วมประเทศไทยครั้งนี้เป็นแผนการยึดอำนาจรัฐบาล ถึงกับบางแห่งลงว่า เป็นการยึดอำนาจด้วยอุทกภัยไปเสียอีก ช่างกระไรเลยพวกฝรั่งนี่ ทำไมไม่รู้จักคนไทยอย่างที่เราเป็นนะ (คำโอดครวญของเหล่าสลิ่มกินหญ้า)

“ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น มิเล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา” จริงๆ สำหรับเหล่าเผด็จการซ่อนรูป เล่นการเมืองทั้งบนดินและใต้ดิน ลงมือหฤโหด ใจดำ อำมหิตกับประชาชนจนเหลือที่จะทนทาน

ก็อย่างที่นักวิชาการบางท่านเช่น อ.สมศักดิ์ฯคนดัง (ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม) กล่าวไว้ในทำนองว่าคงต้องพังกันลงไปข้างหนึ่ง หรือที่ผู้เขียนคิดว่าหลังน้ำท่วมคงได้เวลาถอนรากถอนโคนแล้ว

คำถามคือจะทำอย่างไร ง่ายๆ เอาศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาก่อนเพื่อนเลย โดยรัฐบาลแค่แถลงยอมรับด้วยมติคณะรัฐมนตรีก็เป็นการให้สัตยาบันแล้ว อย่าหลงประเด็นเอาไปเข้าสภาฯเป็นอันขาด

จากนั้น แก้กฎหมายทหารสามวาระรวด เพราะเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น จากนั้นแก้กฎหมายลูกเกี่ยวกับองค์กรอิสระทำให้คณะกรรมการปัจจุบันต้องลาออก จากตำแหน่งทั้งหมด

ส่วนการแก้นอกจากแก้ไขในสาระสำคั ญแล้วก็เพิ่มเติมคำสั้นๆ ในเรื่องที่มาว่าการสรรหาให้วุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้สรรหาก็ จบกระบวนความ วุฒิลากตั้งก็หมดความหมาย

ซึ่งแน่ละทำสามอย่างนี้จะทำให้เผด็จการซ่อนรูปหมดอำนาจลง แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะมีศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาแล้ว และกำลังสอบสวนทหารอยู่ ทหารที่เกี่ยวข้องยังเอาตัวไม่รอดจะมายึดอำนาจให้คงยาก

เผลอๆทหารที่เหลือจะมาเข้ากับรัฐบาลทำการสถาปนาประชาธิปไตยเพื่อความอยู่รอด เสียด้วยซ้ำ และคงมีคำพูดแก้ตัวแต่เพียงว่า “มันจบแล้วครับนาย”

การกระทำเป็นของคนผลเป็นของฟ้า คนคำนวณหรือจะเท่าฟ้าลิขิตก็เป็นดังนี้แล
*******************

คนไทยในLAผนึกพลังจัดงานHalloween Nightเทน้ำใจช่วยภัยน้ำท่วม ได้3แสนมอบศปภ.ช่วยบ้านเกิด

ที่มา Thai E-News


โดย ผู้สื่อข่าวพิเศษไทยอีนิวส์ในLA
1 พฤศจิกายน 2554

ภาพกิจกรรมน้ำใจคนไทยในLA และรอบปริมลทล ไหลท่วม ไทยแลนด์ พลาซ่าช่วยภัยน้ำท่วม 11,111 $(ราว333,000บาทไทย)












งาน " Halloween Night เทน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วม " ประสบผลสำเร็จเกินความคาดหมาย เมื่อเมื่อพี่น้องคนไทยไม่ทิ้งกัน ยามที่ได้รับรู้ความเดือดร้อนจากน้ำท่วมใหญ่ในประเทศบ้านเกิดครั้งนี้

ชุมชนไทยใน LA และรอบปริมลทลจึงได้รวมตัวกัน จัดงานขึ้นเพื่อหารายได้ไปบริจาคให้พี่น้องเราที่ได้รับภัยวิบัติในครั้งนี้ ในวันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม 2554 ที่ไทยแลนด์ พลาซ่า มหานครลอสแอนเจิลลีส

และงานนี้ก็จบลงอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อพี่น้องชาวไทยต่างก็เทใจ ทุ่มกำลังกาย กำลังทรัพย์ กันอย่างที่ไม่เคยมีปรากฎการณ์มาก่อน เมื่อน้ำใจคนไทยไหลล้นทะลักท่วมไทยแลนด์ พลาซ่า เมื่อยอดบริจาค ถึง $ 11,111 เหรียญ หรือราว333,000บาทไทย

งานนี้จบลงแบบชื่นมื่น ทั้งคณะผู้จัดงาน และแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน งานนี้จะออกมาอย่างนี้ไม่ได้ถ้าปราศจากพี้น้องคนไทยทุกท่าน ที่ได้มีส่วนทุ่มเท กำลังกาย กำลังทรัพย์ กันอย่างมากมาย ในงานนี้

คณะผู้จัดงาน กรรรมการจัดงานทุกท่านจึงขอขอบคุณมา ณ ตรงนี้

ขอขอบคุณ ผู้ที่ บริจาค อาหาร คาว หวาน ผลไม้ ตลอดจน พิซซ่า จนอาหารของเรามากจนเราคิดว่าเราจัดงานอีกครั้งหนึ่ง อาหารเราก็มีพอ ขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง

ขอขอบคุณสมาคมต่าง ๆ โดยเฉพาะสมาคมพยาบาลไทย ที่รับตกแต่งสถานที่ จนออกมาอลังการแบบนี้ได้ ด้วยลูกโป่งหลายสไตด์ หลายแบบ ขอบพระคุณอีกที

ขอขอบคุณ คณะนักร้อง นักดนตรี ทั้งมืออาชีพ และรับเชิญ ทุก ๆ ท่าน ที่ทำให้งานนี้มีชีวิตชีวา สนุกสนานตลอดงาน (แม้งานนี้จะร้องด้วยเสียตังค์ด้วยก็ตาม) ขอขอบพระคุณอีกที

ขอขอบคุณ ไทยแลนด์ พลาซ่า เจ้าของ และพนักงานทุกคนด้วย ขอขอบพระคุณอีกที

ขอขอบพระคุณ แขกผู้มีเกียรติทุก ๆ ท่านที่ได้สละทรัพย์ ซื้อบัตร และร่วมบริจาคในงานอีกมากมาย ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน และผู้ที่ซื้อบัตรแต่ไม่ได้มาร่วม คณะผู้จัดงานทุกท่าน ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วย

และงานนี้จะออกมาอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าปราศจากมดงาน และคณะกรรมการ การจัดงานทุกๆท่าน ที่ร่วมด้วยช่วยกันแบบไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย กันทุกคน จึงขอขอบคุณ ที่เราได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจกันทำจนงานออกมาสำเร็จเกินความคาดหมาย ขอขอบพระคุณ คณะ กรรมการ และ
ผู้มีส่วนประสานงาน ทุก ๆ ด้านมา ณ ที่นี้ด้วย

ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ถึงกรุงเทพฯยามนี้จะไม่มีถนน แต่คนไม่แล้งน้ำใจ

รายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะมีตัวแทนคณะผู้จัดงานบินไปมอบให้ศปภ.ที่ เมืองไทย เพื่อบรรทุกข์พี่น้องประเทศชาติบ้านเกิดมาตุภูมิของพวกเราโดยไว

ขำๆ:รู้แร๊ะมาร์คไปดูงานอะไรที่มัลดีฟมา

ที่มา Thai E-News


ที่มา เฟซบุ๊ค Pruay Salty Head

รวมฮิตภาพข่าวยังฮาได้เมื่อภัยมา

ที่มา Thai E-News

ข่าวสารการจราจร-โดนกันไปถ้วนหน้า จ่ามีเหรอจะรอด (ที่มา:facebook Love Nan Thung Chang)

ข่าวเจาะ-น้ำท่วมใหญ่หนนี้เป็นเพราะคนๆเดียว (ที่มา:แชร์ต่อๆกันมาทางfacebook)

ข่าวเศร้า-สลด! ดาราดังญี่ปุ่น สังเวยน้ำท่วมในไทย เสียชีวิตลอยมาติดตลิ่ง!! ขนาดซุปตาร์ ยังไม่รอด...(ที่มา:facebbok Bbberry.net )

ข่าวส่งเสริมคุณธรรม-ท่ากดATMของคนกรุงเทพฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นอันมาก(ที่มา:แชร์ต่อๆกันมาทางfacebook)
ข่าวชิล-ไม่รู้จะชิลไปถึงไหนพ่อคนนี้(ที่มา:แชร์ต่อๆกันมาทางfacebook)
ข่า่วรั่วๆ-เิฮ้ย!กลางน้ำต่อหน้าต่อตาคนนี่นะ ไม่กลัวเด็กและเยาวชนคนชราหญิงมีครรภ์จะกรี๊ดเลยใช่มะ...(ที่มา:แชร์ต่อๆกันมาทางfacebook)

ข่าวสารคดีชีวิตสัตว์โลก:(ที่มา:แชร์ต่อๆกันมาทางfacebookยังหาต้นตอไม่เจอ)

คน:เฮ้ย!มาได้ไงวะเนี่ย!

เข้:ผมก็อยู่ของผมดีๆ ว่าแต่พี่มาได้ไงหละเนี่ย?