WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 1, 2011

ยุทธการอำมาตย์พังคันกั้นน้ำคลองหกวา ปล่อยน้ำท่วม กทม. ทำลายรัฐบาลนายกฯปู

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


หากเราดูในภาพรวมขณะนี้ เราพอจะประเมินได้ว่า จุดวิกฤติของน้ำท่วม กทม. นั้นได้ผ่านไปแล้ว เพราะช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงสุด ได้ผ่านไปแล้ว ดังนั้น การระบายน้ำออกทางแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะสามารถทำได้เพิ่มมากขึ้น แรงกดดันจากน้ำทะเลหนุนจะลดลง วันที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดคือวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ไม่ทำให้น้ำล้นฝั่งคันกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

กรุงเทพฯ ก็นับว่าปลอดภัยจากน้ำทะเลหนุน และในภาพรวม การปล่อยน้ำลงทะเลก็จะทำได้วันละ 550 ล้านลูกบาศก์เมตร สิบวันก็สามาถปล่อยได้ 5,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ผ่านมาสองสามอาทิตย์ ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม จนถึงวันนี้ น้ำน่าจะลงทะเลไปแล้ว 3,000-4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร น่าจะเหลืออีกในทุ่งลพบุรี ชัยนาทลงมา ไม่เกิน 7-8 พันล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งน้ำจะไม่มาพร้อมกันแต่จะทยอยไหลลงมา

ตอนนี้แนวปราการของกรุงเทพฯ มีจุดเดียว ที่จะพังคือ "คันกั้นน้ำคลองหกวา" บริเวณเขตสายไหม ยาวประมาณ 6 กิโลเมตร

หากคันกันน้ำนี้พัง น้ำก็ไหลเข้าท่วมกรุงเทพฯ อย่างแน่นอน และท่วมหนักด้วย

แรงดันของน้ำตอนนี้ คงไม่สามารถพังคลองกั้นน้ำนี้ได้ นอกจากฝีมือมนุษย์เมท่านั้นที่ไปรื้อคันมันลงมาเท่านั้น

ผม ได้ยินข่าวจากแหล่งข่าวระดับสูง แจ้งมาว่า จะมีคนบางกลุ่มบางพวก ไปพังคันกั้นน้ำบริเวณนี้ลง เพื่อให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งหากคันกั้นน้ำนี้พัง น้ำซึ่งอยู่ตอนเหนือบริเวณทุ่งรังสิต ซึ่งค่อนข้างเป็นน้ำเน่าแล้ว เพราะค้างทุ่งมานาน ก็จะไหลเข้าคลองประปา

จะทำให้น้ำประปา ไม่สามารถใช้ได้ จากน้ำสีเหลือง ก็จะกลายเป็นสีดำ
ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมากทันที เรียกว่าหลายล้านคน

คนกรุงเทพฯ ก็จะด่ารัฐบาลนายกฯ ปู โยนความผิดให้กับรัฐบาลรับไปทันที

ที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วว่า มีชาวบ้านไปพังคันกั้นน้ำ ริมคลองประปา ทำให้น้ำประปา ฝั่งธนฯ คุณภาพน้ำลดลงไปมากทันที

"""แต่ จะเป็นชาวบ้านจริงหรือเปล่า หรือมี กลุ่มชายฉกรรก์ ทำตัวเป็นชาวบ้าน (เหมือนพวกเสื้อสีฟ้า) ไปพังคันกั้นน้ำเพื่อสร้างสถานการณ์ เพื่อทำลายรัฐบาลนี้

โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เชื่อว่า ชาวบ้านริมขอบกรุงเทพฯ ซึ่งเรียกว่าน่าจะเป็นคนที่มีการศึกษา จะไม่ได้ฟังข่าวสารทางสื่อต่างๆ จะคิดแบบคนป่า คือ ตัวเองเดือดร้อน แล้ว อยากจะให้คนอื่นได้เดือดร้อนบ้าง ต่อให้เป็นคนใจดำขนาดไหน ผมว่าฟังเหตุผลแล้ว ก็ต้องเข้าใจ

คุณเดือดร้อน มันไม่จำเป็นต้องทำให้คนที่เขายังไม่เดือดร้อน ได้รับความทุกข์ทรมานไปด้วย ทำอย่างนั้น ก็คือคนบาปดีๆ นี่เอง เราเดือดร้อน เผชิญความทุกข์ยาก เราควรจะมีใจที่สูงสมเป็นชาวพุทธคือ พยายามไม่ให้คนอื่นต้องเดือดร้อนเหมือนเรา หรือได้รับความทุกข์ยากเหมือนเรา

โทรทัศน์ ก็ออกข่าวตลอดเวลา หากเป็นชาวบ้านจริงๆ จะไม่รู้เชียวหรือว่ามันสร้างความเดือดร้อนให้คนหมู่มากขนาดไหน คนไทยเราจะใจจืดใจดำขนาดนั้นเชียวหรือ

หากมันเป็นแผนการณ์ของคนบางกลุ่มบางคน ที่ต้องการทำลายรัฐบาลนายกฯปู

อัน นี้พอจะเข้าใจได้ เหมือนการสร้างสถานการณ์ ผสมโรง เผาห้างเซ็นทรัลเวิร์ด แล้วโยนให้คนเสื้อแดงที่กำลังหนีตาย ว่าไปเผาห้าง เผาบ้านเผาเมือง


หากคันกั้นน้ำ คลองหกวา มีชาวบ้านบุกไปพัง เชื่อได้เลยว่า ไม่ใช่ชาวบ้านจริงๆ แต่เป็น "คนบางกลุ่ม" ไปสร้างสถานการณ์ พังมันลงมา

เป็นยุทธการแบบหน้ามืด เอาความเดือดร้อนของคนกรุงเทพฯ เพื่อสังเวยตัณหาที่จะโค่นล้มรัฐบาลนายกฯปู

จะหวังพึ่งทหารให้ป้องกันแนวคันกั้นน้ำนี้ ก็ลำบากครับ
เพราะทหารก็มี Hidden Agenda เหมือนกัน (ไม่ใช่ทหารชั้นผู้น้อย แต่เป็นพวกที่กุมอำนาจในเวลานี้) เขาไม่ได้พิศวาทรัฐบาลปู

ที่ทหารออกช่วยชาวบ้าน เพราะเขาก็ต้องการสร้างชื่อเสียงกลับคืนมา ไม่ได้เกี่ยวกับการต้องปกป้องรัฐบาลแต่อย่างใด

ดังนั้น ชาว กทม. คงต้องเฝ้าระวังคันกั้นน้ำ คลองหกวาให้ดีนะครับ

แนวกำแพงป้องกันข้าศึก หากทะลาย ก็จะทะลายจากจุดนั้น
กรุงศรีอยุธยาแตก เพราะมีใส้ศึก กำแพงมันไม่ได้พังมาจากภายนอก จากข้าศึก

แต่มันพังจากภายใน จากใส้ศึก

Re:

ผมมีภาพบริเวณนี้ครับ



จากภาพเราจะเห็นแนวทางตอนเหนือที่บอกว่า "แนวคันกั้นน้ำคลองหกวา 6 กม."

ตรงนี้แหละครับเป็นจุดอ่อนที่สุด

ชาว บ้านแถวนั้น ยอมทนลำบากไปอีกสิบวันได้หรือไม่ เพื่อที่จะได้ระบายน้ำเลงทะเลไปอีกสัก 5,000 ล้านคิว ปริมาณน้ำจะลดลง แล้วคนที่ยังไม่ได้รับความทุกข์ อีกหลายล้านคน เขาจะได้ไม่ต้องมีทุกข์

แทนที่จะคิดว่า เราได้รับความทรมาน คนอื่นสมควรได้รับบ้าง

อันนั้นมันคิดแบบคนที่มีใจที่ยังไม่ได้พัฒนา
เรา ควรทำใจแบบพระในนิยายจีนกำลังภายใน ที่บอกว่า "อาตมาไม่ลงนรกแล้วใครจะลงนรก" คือ ยอมรับบาปแทนคนอื่นไป เพื่อให้คนอื่นจะได้ไม่ต้องทนทุกข์

ในส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า ชาวบ้านหนึ่งคนอาจคิดแบบแย่ๆ ได้คือ "เราลำบาก คนอื่นควรลำบากด้วย"

แต่ หากมีชาวบ้านเป็นร้อยคนคิดอย่างนั้น โดยมีการปรึกษาหารือกันมาก่อน ผมเชื่อว่า ไม่มีคน "ขาดสติ" จำนวน มากขนาดนั้น อย่างน้อยก็ต้องมีคนค้านว่ามันเป็นบาป เป็นสิ่งไม่ดี

นอกจากมีคน บางกลุ่ม บางพวก ต้องการใช้ความเดือดร้อนของคนกรุงเทพฯ เพื่อเป้าประสงค์ทางการเมือง ซึ่งเราก็เห็นกันมาแล้ว 5 ปี ว่าพวกเขาทำอย่างนั้นจริงๆ

2เขื่อนยักษ์ ปริศนาลับ! กำจัดปู! บทพิสูจน์น้ำ “หมื่นล้านคิว” มาจากไหน?ใครวางงาน?

ที่มา thaifreenews

โดย bozo





จนถึงวันนี้กองทัพน้ำจำนวนมหาศาล ที่ไหลบ่ามาล้อมกรุงเทพฯ
ได้เริ่มทะลุทะลวงล่วงล้ำเข้ามาตามคลองในกรุงเทพฯ
และล้นเอ่อทะลักขึ้นตามท่อระบายน้ำแล้วในหลายเขตพื้นที่
ไม่นับกับปริมาณมวลน้ำมหึมาที่ยังคงไหลบ่าลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา
จนพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งได้รับผลกระทบอ่วมหนักไปตามๆกัน
ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิศาสตร์ของพื้นที่แต่ละเขต ว่าเป็นที่ลุ่ม ที่ต่ำ หรือที่สูง
และสำคัญที่สุดพนังกั้นน้ำยังดีอยู่หรือไม่ มีใครไปรื้อแนวป้องกันออกหรือไม่
รวมไปถึงการทำหน้าที่ในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ของ 16 สถานีสูบน้ำใหญ่ของ กทม. ว่า
ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด?
กรุงเทพฯจะวิกฤติหรือไม่ ณ วินาทีนี้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
แต่ปัจจัยที่ถือเป็นปัญหารุนแรงที่สุดของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คือ
ในภาวะที่ใกล้วิกฤติเช่นขณะนี้
กลไกทุกกลไกของภาครัฐจะต้องประสานรวมกันเป็นหนึ่งถึงจะฝ่าวิกฤตไปได้
หากยังมีลักษณะต่างคนต่างพาย
ยังมีลักษณะที่บางหน่วยงานยังอยากที่จะเป็นพระเอก
ยังมีคนที่คิดจะฉวยโอกาสทางการเมืองอยู่
รวมทั้งยังมีพวกเสนอหน้าเข้ามาสร้างความวุ่นวายซ้ำซ้อนไม่รู้จักจบจักสิ้น
แม้แต่กองทัพยังออกมาปากว่า มีหน่วยงานราชการบางแห่งที่ยังคงเล่นเกมเกียร์ว่าง
ทั้งๆที่นับวันจะวิกฤตมากขึ้นทุกทีเช่นนี้
บอกได้เพียงว่า
ในฐานะนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
อาจจะต้องมีรายการลงดาบเล่นงานกันอย่างจริงๆจังๆ
โดยไม่เลือกหน้าไม่เลือกพวกไม่เลือกสีได้แล้ว
ถ้าไม่เชือดไก่ให้ลิงที่วิ่งกันยั้วเยี้ยในเวลานี้ดูเสียบ้าง
ก็ต้องระวังว่ารัฐบาลเองนั่นแหละที่จะสั่นคลอน
เพราะในเวลานี้ ยังคงมีกลุ่มโซเชี่ยล เน็ตเวิร์ก
ที่จ้องด่าจ้องโจมตีรัฐบาลในทุกๆเรื่องอยู่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
ส่งภาพส่งโพสต์สารพัดข้อกล่าวหาเข้าไปเล่นงานรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์อย่างต่อเนื่อง
โดยไม่สนว่ามีประเด็นหรือไม่มีประเด็นก็ตาม
ด่าเอาไว้ก่อน ตำหนิเอาไว้ก่อน กล่าวหาเอาไว้ก่อน...
ซึ่งจนวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถที่จะแก้เกมหรือรับมือตรงนี้ได้เลย
ณ วินาทีนี้เป็นการต่อสู้เพื่อโค่นล้มทางการเมืองที่แหลมคม
ท่ามกลางกระแสน้ำที่จ่อล้นจะท่วมกรุงเทพฯอยู่ในขณะนี้นั่นเอง
ซึ่งในขณะที่เกมการเมืองกำลังเต็มไปด้วยการโจมตีอย่างหนัก
แต่สำหรับประชาชนผู้ที่เดือดร้อน ล้วนแล้วแต่มีคำถาม
หรือข้อสงสัยที่ตรงกันหมดกว่าครึ่งค่อนประเทศ ทั้งที่ประสบความสูญเสียจากน้ำท่วม
และที่ลุ้นระทึกตลอดช่วงระยะเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมา นั่นคือข้อสงสัยที่ว่า
น้ำจำนวนมหึมากว่า 1.1 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรนั้น มันมาจากไหนกันแน่???
ทำไมทั้งๆที่กระจายท่วมท้นไปกว่า 30 จังหวัดแล้ว
ยังคงมีมวลน้ำอยู่มากมาย ดูราวกับไม่หมดไม่สิ้นเสียที
มากมายชนิดที่คนกรุงเทพฯยังไม่มั่นใจเลยแม้แต่น้อยว่า
หากปล่อยให้เข้ามาท่วมกรุงเทพฯ
เพื่อช่วยพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดและในพื้นที่จังหวัดปริมณฑลโดยรอบกรุงเทพฯแล้ว
จะสามารถลดทอนน้ำในที่ต่างๆได้แค่ไหน???
สุดท้ายจะเป็นการเสียสละพื้นที่เศรษฐกิจที่สูญเปล่าหรือไม่
หากน้ำท่วมกรุงเทพฯแล้วปรากฏว่าน้ำในที่ต่างๆก็ไม่ได้ลดลง
ดังนั้นปริศนามวลน้ำจำนวนมหาศาลที่ก่อให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่คราวนี้
จึงเป็นสิ่งที่คาใจและข้องใจของคนไทยทุกคน
ซึ่งจากการติดตามความจริงในเรื่องนี้
บางกอก ทูเดย์ ไม่ได้ต้องการโทษความผิดให้ใคร
แต่ต้องการให้ได้เรียนรู้จากความจริง และใช้เป็นบทเรียนไม่ให้เกิดขึ้นอีก
เพราะน้ำจำนวนมหาศาลเป็นหมื่นๆล้านลูกบาศก์เมตรในครั้งนี้
เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการบริหารน้ำในเขื่อนสำคัญคือเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ นั่นเอง

ปกติเขื่อนภูมิพล จะต้องมีระดับความจุเก็บกักน้ำต่ำสุดคือ 3,800 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)
ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ความจุเก็บกักน้ำต่ำสุดคือ 2,850 ล้าน บล.ม.
ซึ่งก็จะมีปริมาณน้ำที่แม้จะน้อยแต่ก็พอประคองสถานการณ์ภัยแล้งได้บ้าง
แต่ในปีนี้การดูแลน้ำในเขื่อนทั้ง 2 เกิดความวิตกในเรื่องภัยแล้งมากจนเกินเหตุ
ทำให้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา
ทั้งๆที่ระดับน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีอยู่ที่ความจุ กว่า 6,000 ล้าน ลบ.ม. แล้ว
แต่กลับไม่มีการพร่องน้ำเอาไว้เลยแม้แต่น้อย (ดูกราฟที่ 1 และ 2 ประกอบ)
ทำให้ในช่วงเดือน พฤษภาคม มิถุนายน จนถึงกรกฎาคม น้ำในเขื่อนถูกเก็บกักเอาไว้สูงขึ้นเรื่อย
ประกอบกับในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม มีการเลือกตั้ง
ทำให้เกิดช่วงสุญญากาศทางการเมือง รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นรัฐบาลรักษาการอยู่จนถึงต้นเดือนสิงหาคม
ทำให้การดูแลระดับน้ำในเขื่อนอยู่ในการดูแลรับผิดชอบของกรมชลประทาน
เนื่องจากกว่ารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์จะสามารถทำหน้าที่ได้

ก็เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม เวลาประมาณ 21.30 น. ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ
ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐนตรี รัฐบาลยิ่งลักษณ์
จากนั้นในวันที่ 10 ส.ค. นางสาวยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี
จึงได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 14 รพ.ศิริราช

ซึ่งในวันที่ 13 สิงหาคม ตามกราฟจะเห็นว่า
เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ มีความจุน้ำพุ่งขึ้นไปถึง 8,400 ล้าน ลบ.ม.แล้ว
ทำให้เมื่อเจอกับพายุเข้า 3-4 ลูกติดๆกัน
น้ำในเขื่อนใหญ่ทั้ง 2 จึงขยับขึ้นมาเต็มเขื่อนอย่างรวดเร็ว
เมื่อน้ำในเขื่อนสิริกิติ์แตะระดับ 9,500 ล้าน ลบ.ม.
และเขื่อนภูมิพลแตะ 13,500 ล้าน ลบ.ม.
ในต้นเดือนกันยายน จึงทำให้เขื่อนต้องเร่งระบายน้ำ
และกลายเป็นมวลน้ำจำนวนมหึมาที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั่นเอง
และกลายเป็นโศกนาฎกรรมใหญ่ในครั้งนี้

คิดแบบคนทั่วไป หน่วยงานที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำคอยบริหารจัดการเขื่อน
แต่เพราะความกลัวภัยแล้ง จึงทำให้ไม่มีการพร่องน้ำเอาไว้เลย
ทั้งๆที่หากเกิดภัยแล้งเชื่อว่า
ความเสียหายน่าจะมีเพียงในระดับพันล้านหรือหมื่นล้านบาทเท่านั้น
ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้าไปช่วยชดเชยให้ความช่วยเหลือ
แต่การเกิดอุทกภัยใหญ่ เพราะเขื่อนจำเป็นต้องปล่อยน้ำ
จนเกิดน้ำท่วมใหญ่และเสียหายนับเป็นกว่า 5-6 แสนล้านบาทเช่นนี้
เป็นเรื่องที่จะต้องมีการทบทวน จะต้องถือเป็นบทเรียนสำคัญ
เพราะไม่ว่าอย่างไรหน่วยงานเกี่ยวกับเรื่องน้ำ
ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องน้ำควรจะต้องรู้ดีกว่าประชาชนทั่วไป
ไม่ควรปล่อยให้เกิดการวางแผนผิดพลาดได้ขนาดนี้

เพราะน้ำหลากน้ำท่วมจากสูงลงสู่ต่ำไปสู่อ่าวไทย
สำหรับประเทศไทยนั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่มีมานาน
สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ทำให้พม่าไม่สามารถตีกรุงศรีอยุธยาได้
ก็เพราะฤดูน้ำหลากนี่แหละ ส่วนที่ต้องเสียกรุง 2 ครั้ง
ก็เพราะการขาดความสามัคคีของคนในชาติ
และปีนั้นน้ำแล้งจึงไม่มีน้ำหลากมาช่วยได้ทัน
ตรงนี้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของพื้นที่
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำควรที่จะต้องรู้ประวัติศาสตร์ด้วย
ความผิดพลาดครั้งนี้จึงเป็นบทเรียนราคาแพงอย่างยิ่ง

หากในเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม มีการสั่งการ
ห้กรมชลประทานพร่องน้ำเอาไว้ที่ระดับประมาณ 3,500 – 4,000 ล้าน ลบ.ม.
ก็จะทำให้เขื่อนสามารถที่จะรับน้ำได้อีกถึงกว่า 5,000 – 6,000 ล้าน ลบ.ม.ได้อย่างสบายๆ
ซึ่งปริมาณน้ำท่วมทุ่ง ก็จะไม่มากมายมหาศาลเท่ากับขณะนี้แน่
เพราะรวม 2 เขื่อนจะรับน้ำได้เป็นหมื่นล้าน ลบ.ม.นั่นเอง
ขณะเดียวกันหากที่ผ่านมา กรมชลประทานมีการดูแลขุดลอกทรายในแม่น้ำ
หรือให้สัมปทานดูดทรายขาย ถ้าปีนึงๆดูดทรายขึ้นไปได้สักล้าน ลบ.ม.
นั่นก็คือการเพิ่มศักยภาพของแม่น้ำในการที่จะรองรับน้ำได้เพิ่มเป็นล้าน ลบ.ม.ด้วยเช่นกัน
กรมชลประทานและบรรดาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องน้ำของรัฐ
จากวันนี้ไปจึงควรจะต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาดเหมือนในครั้งนี้อีก

รวมทั้งในการแก้ไขปัญหาในขณะนี้
คงต้องบอกกันตรงๆว่า รัฐบาล กองทัพ กรมชลประทาน
พยายามรับมือกันสุดกำลัง ทาง กทม.และพรรคประชาธิปัตย์
จะต้องเลิกหวังชิงจังหวะทางการเมือง แต่ต้องหันมาเร่งระบายน้ำอย่างเต็มที่
เพราะคนที่เดือดร้อนคือประชาชน
และเศรษฐกิจที่เสียหาคือเศรษฐกิจของกรุงเทพฯและประเทศชาติ

เนื่องจากประชาชนไม่เข้าใจว่า
เกิดอะไรขึ้นกับระบบการจัดการระบายน้ำในคลองของ กทม.
เพราะจากข้อมูลของ กทม.เอง
โดยสำนักการระบายน้ำของ กทม. ณ วันที่ 31 ตุลาคม ที่เผยแพร่
ในเว็บไซด์ http://dds.bangkok.go.th/canal/
ยกตัวอย่างเฉพาะแค่คลองเปรมประชากร
ซึ่งทำให้เขตดอนเมืองวิกฤตนั้น พบข้อมูล (ตามภาพประกอบ) ว่า
น้ำในคลองช่วง สน.ดอนเมือง เขตดอนเมืองอยู่ที่ 1.55 เมตร
แต่ถัดมาแค่ช่วงวัดเทวสุนทร เขตจตุจักร ระดับน้ำอยู่ที่ 1.01 เมตร
ห่างกันกว่า 50 เซนติเมตร
ยิ่งลงมาที่ช่วงสถานีน้ำอุโมงค์คลองเปรมฯ เขตบางซื่อ ระดับน้ำอยู่ที่ 0.04 เมตร

ซึ่งมองตามประสาประชาชนทั่วไป
ที่เห็นกราฟนี้แล้วไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งเมื่อคลิกดูหลายๆคลองใน กทม.
ก็ไม่ต่างกัน คือหลายคลองยังแห้งผากอยู่
จึงไม่รู้ว่ามีใครอยากจะเป็นพระเอกหรือไม่ หรือมีใครเล่นอะไรอยู่
เรื่องนี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เมื่อเห็นกราฟแล้ว
จะต้องเร่งตรวจสอบและหาคำตอบมาให้กับประชาชนด้วย ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น???

เพราะเวลานี้รัฐบาลเองก็พยายามเปลี่ยนคนที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤตออกไปแล้ว
อย่างโฆษก ศปภ. ก็เอานายธงทอง จันทรางศุ มาทำหน้าที่ให้ข้อมูลกับประชาชน
ซึ่งก็สามารถที่จะทำความเข้าใจได้มากขึ้น

ในขณะที่โฆษกคนเก่า ซึ่งโดนโจมตีหนัก และลามไปถึงขั้นว่าเป็น “เด็กใคร???”
ทำให้ว่ากันว่าขาใหญ่ในพรรคที่ใกล้ชิดกับนายวิม ยังสะดุ้งโหยงไปด้วยตอนนี้
เพราะโดนเมนท์แหลกราญไปหมดแล้ว
ดังนั้นเวลานี้จึงไม่ใช่เวลาที่อยากเป็นพระเอก ไม่ใช่เวลาที่จะมาเสนอหน้า
หรือไม่ใช่เวลาที่อยากจะเป็นรัฐมนตรี เป็นเสนาบดี
เวลานี้คือเวลาวิกฤตที่ต้องช่วยประเทศชาติและประชาชน
หากใครยังขืนงี่ๆเง่าๆไม่เลิก ระวัง... เราเตือนคุณแล้วนะ!!


http://www.bangkok-today.com/node/10905

"ทักษิณ"ทวีตให้ช่วยกันเร่งฟื้นฟูกอบกู้ประเทศ

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ @ThaksinLive ว่า "สวัสดีครับ หายไปนานไม่ได้ทวีตมาเลย วันนี้ขออนุญาตส่งความห่วงใยมายังทุกท่านที่ประสบภัยน้ำท่วมทั้งทางตรงและ ทางอ้อม ความจริงผมแอบทำงานอยู่ห่างๆ"

พ.ต.ท.ทักษิณทวีตข้อความต่อว่า ช่วงนี้ผมยังคงเดินทางเช่นเดิม แต่ก็ตรวจสอบข่าวคราวเหตุการณ์บ้านเมืองตลอด มีอะไรช่วยทำ ช่วยแนะนำก็ทำไปแต่ก็ต้องยอมรับว่า เป็นอุทกภัยที่หนักที่สุด

"ผมได้ให้กำลังใจทุกคนไปว่าในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส วิกฤตคราวนี้ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้คนไทยได้หันหน้าเข้าหากัน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาและฟื้นฟูประเทศ และจะเป็นโอกาสให้เราได้แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งถาวรเสียที เพราะเราเสียงบประมาณจำนวนมากแก้ปัญหาและเยียวยาแบบเฉพาะหน้าเฉพาะกิจครั้ง แล้วครั้งเล่า" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณโพสต์ข้อความต่อว่า ถ้าท่านจำกันได้ตอนปี 2548 ผมเคยมีโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่เชิญต่างประเทศมาลงทุนให้ก่อนแล้วผ่อน เป็นสินค้าเกษตร ซึ่งมีเรื่องน้ำรวมอยู่ด้วย แต่ผมถูกปฏิวัติเสียก่อน เหตุการณ์ครั้งนี้เราเสียหายรวมกันทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐเฉพาะทางตรงน่าจะร่วมๆ สองแสนล้านบาท แต่ก็อยากให้สบายใจ ว่าหาเงินมาแก้ปัญหาได้

"ผมได้คุยกับท่านนายกฯ และผู้รู้หลายท่าน รวมทั้งรัฐบาลหลายประเทศถึงแนวทางการฟื้นฟูครั้งนี้ว่าควรจะทำกันอย่างไร จะช่วยกันได้อย่างไร ทำอย่างไรจะทำให้เขามั่นใจที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศจะไม่หนีจากเรา เชื่อว่าท่านนายกฯคงจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ก่อนไปประชุมเอเปค เพราะต้องถูกถามและต้องไปบรรยายให้นักธุรกิจฟัง น้ำท่วมครั้งนี้ถ้าเราไม่ช่วยกันกอบกู้ความน่าเชื่อถือประเทศกลับคืนมาอนาคต จะลำบากมาก เราต้องเร่งแก้สิ่งที่ทำความเสียหายแก่ประเทศกลับคืนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมือง การขาดหลักนิติธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย การแทรกแซงประชาธิปไตย แน่นอนครับเราต้องเร่งฟื้นฟูและเยียวยาทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบทั้งภาวะ น้ำท่วมในครั้งนี้ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่ผ่านมา การฟื้นฟูครั้งนี้เป็นความท้าทายของคนไทยทั้งประเทศเพราะปัญหาใหญ่กว่า กินวงกว้างกว่าและยาวนานกว่าสึนามิที่ภาคใต้ เราจึงต้องร่วมมือร่วมใจกันครับ" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

เทียบข้อมูลฝนจากดาวเทียม หาสาเหตุวิกฤตน้ำท่วม 2554

ที่มา มติชน



โดย ผศ.ดร.ชินวัชร์ สุรัสวดี

หัวหน้าศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติอันดามัน (ANED) คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554)



วิกฤต น้ำท่วมในประเทศไทย พ.ศ.2554 น้ำได้ท่วมขังครอบคลุมพื้นที่ต่อเนื่องกันเป็นบริเวณกว้างกว่าทุกครั้งที่ ผ่านมา พื้นที่บริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เรียกว่า กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน นอกจากนี้ ได้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย

วิกฤต น้ำท่วมครั้งนี้ก่อให้เกิดความเสียหายมากมายทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ทางด้านเศรษฐกิจ ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท ส่วนทางด้านสังคม ประชาชนจำนวนหนึ่งเสียชีวิต ประชาชนที่อยู่บริเวณน้ำท่วมขัง ทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันต้องเคลื่อนย้ายหาที่พักพิงชั่วคราวที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดให้ หรือเคลื่อนย้ายหาแหล่งพักพิงสถานที่อื่น

นอกจากนี้ ยังได้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของประชาชนเป็นอย่างมาก



ผู้ เขียนได้ศึกษาหาสาเหตุของวิกฤตน้ำท่วมปี พ.ศ.2554 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน โดยใช้ข้อมูลฝนจากดาวเทียมไมโครเวฟและอินฟราเรด และข้อมูลการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนต่างๆ ที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มลุ่มน้ำดังกล่าว โดยพิจารณาข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 จนถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2554

ผล การศึกษาพบว่า กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไป เป็นไหล่เขาสูงทางทิศเหนือ ตะวันออก และตะวันตก พื้นที่ทางตอนเหนือสูงและลดระดับความสูงของพื้นที่จากทางตอนเหนือลงมาทางใต้ (รูปที่ 1 ก) บริเวณนี้ประกอบด้วยลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา และท่าจีน มีแม่น้ำสายสำคัญคือแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา และท่าจีน แม่น้ำเหล่านี้จะไหลจากทางเหนือลงมาทางใต้

พื้นที่ บริเวณลุ่มน้ำดังกล่าวมีขนาดที่แตกต่างกัน ขนาดพื้นที่ของลุ่มน้ำน่านมีขนาดใหญ่ที่สุดคือ 34,331 ตารางกิโลเมตร รองลงมาคือลุ่มน้ำปิง 33,896 ตารางกิโลเมตร ลุ่มน้ำยม 23,616 ตารางกิโลเมตร ส่วนลุ่มน้ำสะแกกรังมีพื้นที่น้อยที่สุดคือ 5,192 ตารางกิโลเมตร

ใน พื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน มีเขื่อนที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สุดคือเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ซึ่งมีความจุอ่างเก็บน้ำ 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร รองลงมาคือเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีความจะอ่างเก็บน้ำ 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร

เมื่อเปรียบเทียบปริมาณฝนรายเดือน (มีหน่วยเป็นล้านลูกบาศก์เมตร) ที่ตกในกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนและแต่ละลุ่มน้ำ ของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ. 2554 และค่าปริมาณฝนรายเดือนเฉลี่ยของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2554

เปรียบ เทียบความแตกต่างของปริมาณฝนรายเดือนที่ตกในกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน และแต่ละลุ่มน้ำย่อย มีหน่วยเป็นล้านลูกบาศก์เมตร ของปี พ.ศ.2554 และค่าเฉลี่ยของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2554

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปริมาณฝนรายเดือนของปี พ.ศ.2554 ในภาพรวมของกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน มากกว่าปริมาณฝนที่เป็นค่าเฉลี่ยของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 เกือบทุกเดือน

และ เมื่อพิจารณาเป็นรายลุ่มน้ำ ก็จะพบว่าปริมาณฝนของ พ.ศ.2554 มีปริมาณฝนมากกว่าปริมาณฝนที่เป็นค่าเฉลี่ยของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 เกือบทุกเดือนเช่นกัน

เมื่อนำปริมาณฝนรายปีของปี พ.ศ.2554, ค่าเฉลี่ยของปริมาณฝนรายปีตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553, และปริมาณฝนรายปีของปี พ.ศ.2554 หารด้วยค่าเฉลี่ยของปริมาณฝนรายปีตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 ที่ตกในกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนและแต่ละลุ่มน้ำ จะเห็นได้ว่าปริมาณฝนรายปีของปี พ.ศ.2554 นั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยในทุกลุ่มน้ำและในภาพรวม




โดย ปริมาณฝนที่ตกพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนในปี พ.ศ.2554 นั้นมีปริมาณมากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 38 เปอร์เซ็นต์ (70,573 ล้านลูกบาศก์เมตร)

นอก จากนี้ เมื่อนำค่าเฉลี่ยของปริมาณฝนรายเดือนตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553, ปริมาณฝนรายเดือนของปี พ.ศ.2554 และปริมาณฝนรายเดือนของปี พ.ศ.2554 ลบด้วยค่าเฉลี่ยของปริมาณฝนรายเดือนตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 จะเห็นได้ว่าปริมาณฝนรายเดือนของปี พ.ศ.2554 สูงกว่าค่าเฉลี่ยในเกือบทุกเดือนสำหรับทุกลุ่มน้ำ และยังแสดงให้เห็นว่าฝนที่ตกบนกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนมีปริมาณที่สูง กว่าค่าเฉลี่ยมากในเดือนกันยายน

ในช่วงพฤษภาคมถึงเดือน ตุลาคมนั้น กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน มีปริมาณฝนมาก กระจายในบางพื้นที่ สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกนั้นมีฝนปริมาณมากตั้งแต่เดือน มิถุนายน ถึงเดือนกันยายน 2554



จากการศึกษาพบว่า ข้อมูลปริมาณฝนที่ตกลงบนพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน ปี พ.ศ.2554 ที่มีปริมาณสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 ทุกเดือน นั้น มิได้นำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ

ปริมาณ น้ำเก็บกัก, ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำ, ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำสะสม, ประมาณน้ำระบาย และปริมาณน้ำระบายสะสม ของเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แม่กวงอุดมธารา และกิ่วลม เมื่อพิจารณาการบริหารจัดการน้ำสำหรับเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ และแม่กวงอุดมธาราแล้ว พบว่าไม่มีความสัมพันธ์และสมดุลกันของปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำกับปริมาณ น้ำที่ระบายออก

เมื่อพิจารณาปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯสะสมและปริมาณน้ำ ระบายสะสมของเขื่อนภูมิพล จะเห็นได้ว่าขณะที่อัตราของปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯมีค่าเพิ่มขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม และวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ซึ่งควรจะได้ปรับอัตราการระบายน้ำออกให้มีความเหมาะสม

แต่กลับมีการ ลดอัตราการระบายน้ำในช่วงดังกล่าวและคงอัตราการระบายน้ำที่ต่ำไว้เป็นเวลา นาน ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ ทั้งๆ ที่จากข้อมูลฝนแสดงให้เห็นชัดเจนว่า พื้นที่ที่อยู่ใต้เขื่อนภูมิพลยังไม่มีปัญหาปริมาณน้ำที่มากเกินไป จนกระทั่งถึงปลายเดือนมิถุนายน

นอกจากนี้ ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนภูมิพลของปี พ.ศ.2554 นั้นมากกว่าปีอื่นๆ แต่ การระบายน้ำออกตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 อยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าปีอื่นๆ มาก

ในวันที่ 1 สิงหาคม 2554 เริ่มมีการเร่งการระบายน้ำออก ทั้งๆ ที่ในวันดังกล่าวปริมาตรเก็บกักของปี 2011 นั้นสูงกว่าปี พ.ศ.2551, 2552 และ 2553 ไปมาก และใกล้เคียงกับของปี พ.ศ.2549 และ 2550 (ปี พ.ศ.2549 นั้นมีปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน และสำหรับปี พ.ศ.2550 นั้นปริมาตรน้ำต้นปีมีค่าสูงมากต่อเนื่องมาจากปลายปี พ.ศ.2549)

หลัง จากวันที่ 5 สิงหาคม 2554 แม้ว่าจะมีการเพิ่มอัตราปริมาณน้ำที่ระบายออกแต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับอัตราปริมาณน้ำไหลเข้า จนกระทั่งวันที่ 30 กันยายน 2554 ที่มีการเร่งระบายน้ำออก แต่ทว่าไม่ทันการณ์เสียแล้ว เนื่องจากปริมาตรเก็บกักขณะนั้นสูงถึง 92.7 เปอร์เซ็นต์ของความจุของอ่างฯ

หลัง จากนั้นเมื่อมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 5 ตุลาคม 2554 ทำให้ปริมาตรเก็บกักเกือบเต็มความจุของอ่างฯ และไม่สามารถที่จะเก็บต่อไปได้อีก



สำหรับเขื่อน สิริกิติ์ ในปี พ.ศ.2554 มีการเพิ่มขึ้นของอัตราปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯอย่างชัดเจน 3 ครั้ง คือ วันที่ 19 มีนาคม, 6 พฤษภาคม และ 26 มิถุนายน แต่ทว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้มีการลดอัตราการระบายน้ำออกจากอ่างฯ

จะ เห็นได้ว่าปริมาตรเก็บกักตั้งแต่ 6 พฤษภาคม ของปี พ.ศ.2554 นั้นอยู่ในระดับที่กลางๆ เมื่อเทียบกับปีอื่นๆ ซึ่งควรจะมีการเพิ่มอัตราการระบายน้ำออกให้เหมาะสมกับอัตราการเพิ่มของ ปริมาณน้ำไหลเข้า แต่ทว่าการระบายน้ำในช่วงดังกล่าวมีระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับปีอื่นๆ การเร่งระบายน้ำออกเป็นจำนวนมากตั้นแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปนั้น ไม่ทันการณ์แล้ว

โดยในวันที่ 4 สิงหาคม 2554 มีปริมาตรน้ำเก็บกักสูง 83% ของความจุของอ่างเก็บน้ำ และในวันที่ 23 กันยายน 2554 มีปริมาตรน้ำเก็บกักสูงถึง 98% ของความจุของอ่างเก็บน้ำ

เขื่อน แม่กวงอุดมธารา ซึ่งมีปัญหาการระบายน้ำคล้ายคลึงกับของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ โดยจะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯค่อนข้างสูงมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นปี และในวันที่ 30 เมษายนน ปริมาตรเก็บกักอยู่สูงกว่าปีอื่นๆ (ยกเว้นของปี พ.ศ.2549 ซึ่งมีปริมาตรน้ำต้นปีสูงมาก) แต่ทว่าได้มีการลดอัตราการระบายน้ำประมาณวันที่ 25 เมษายน 2554 เป็นศูนย์และคงอยู่เช่นนั้นนานจนถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2554

หลัง จากนั้นเมื่อมีการเพิ่มอัตราการไหลของน้ำลงอ่างฯในวันที่ 30 กรกฎาคม 2554 อัตราการระบายน้ำออกก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ หลังจากนั้นเพิ่งจะมาเร่งระบายน้ำออกในวันที่ 21 สิงหาคม 2554 ซึ่งปริมาตรเก็บกักนั้นอยู่สูงมากแล้ว โดยในวันที่ 28 สิงหาคม 2554 ปริมาตรเก็บกักสูงถึง 91 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าไม่ทันการณ์แล้ว

เขื่อน กิ่วลมซึ่งมีขนาดอ่างเก็บน้ำเล็กมากเมื่อเทียบกับเขื่อนภูมิพลและเขื่อน สิริกิติ์ จะเห็นได้ว่าปริมาตรเก็บกักน้ำของปี พ.ศ.2554 นั้นเท่าๆ กับของปีอื่นๆ ถึงแม้ว่าในปี พ.ศ.2554 จะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯค่อนข้างมากกว่าปีอื่นๆ แต่ได้มีการปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำให้สอดคล้องกับอัตราการเพิ่มขึ้นของ ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ ทำให้สามารถรักษาปริมาตรน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำไว้ได้ในระดับที่เหมาะสม เท่าๆ กับกับปีอื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน

จากปริมาณน้ำระบายสะสมของ เขื่อนภูมิพล พบว่าตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2554 มีการระบายน้ำออกทั้งสิ้น 3,097 ล้านลูกบาศก์เมตร และจากปริมาณน้ำระบายสะสมของเขื่อนสิริกิติ์ พบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีการระบายน้ำออกทั้งสิ้น 4,177 ล้านลูกบาศก์เมตร

เมื่อ รวมปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนทั้งสองดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2554 รวมทั้งสิ้น 7,274 ล้านลูกบาศก์เมตร หากรวมปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนอื่นๆ จะทำให้ปริมาณน้ำที่ระบายออกสูงมากกว่านี้

นอกจากนี้ ยังพบว่าปริมาณฝนที่ตกลงบนกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนในเดือนสิงหาคมถึง ตุลาคมของปี พ.ศ.2554 มีค่าสูงกว่าค่าปริมาณฝนเฉลี่ยของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 ในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ 27,790 ล้านลูกบาศก์เมตร

เมื่อคิด ปริมาณน้ำที่ระบายออกจากทั้งสองเขื่อนมีปริมาณสูงถึง 26% ของปริมาณฝนในเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมของปี พ.ศ.2554 ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย

ปริมาณ ฝน 27,790 ล้านลูกบาศก์เมตรดังกล่าวข้างต้น เป็นปริมาณฝนที่ตกลงบนพื้นที่ทั้งหมดของกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน ปริมาณฝนเหล่านี้ ส่วนหนึ่งตกลงบนเขื่อน บางส่วนซึมลงดิน บางส่วนตกลงบนแหล่งน้ำเช่น หนอง บึง หรือเกิดการระเหย และส่วนที่เหลือจึงจะไหลไปรวมที่แม่น้ำ

ปัญหาที่ซ้ำเติมให้เกิด วิกฤตน้ำท่วมอย่างรุนแรงก็คือ ปริมาณน้ำจำนวนมากกว่า 7,274 ล้านลูกบาศก์เมตรที่ระบายออกจากเขื่อนต่างๆ ไปยังแม่น้ำโดยตรง เช่นแม่น้ำปิง และแม่น้ำน่าน การระบายน้ำในลักษณะนี้ เสมือนหนึ่งเป็นช่องทางด่วนให้ปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลไหลลงพื้นที่ภาคกลางรวม ถึงกรุงเทพมหานครอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ในปี พ.ศ.2554 นี้ปริมาณฝนมากกว่าปกติถึง 38% (70,573 ล้านลูกบาศก์เมตร) โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนนั้น มีปริมาณที่สูงกว่าปกติมากที่สุดในเดือนกันยายน 2554

เมื่อพิจารณา จากข้อมูลฝนและข้อมูลน้ำไหลเข้าและการระบายน้ำออกของเขื่อนที่สำคัญ จะเห็นได้ว่าการที่เขื่อนหลักๆ เก็บน้ำไว้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2554 และไม่ได้ระบายออกอย่างเหมาะสมในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้จำเป็นต้องระบายน้ำออกพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมาก

โดยตั้งแต่วัน ที่ 1 สิงหาคม ถึงวันที่ 25 ตุลาคม มีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนอื่นๆ มากกว่า 7,274 ล้านลูกบาศก์เมตร ไปยังแม่น้ำสายสำคัญ เสมือนหนึ่งเป็นช่องทางด่วนให้ปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลไหลลงพื้นที่ภาคกลางรวม ถึงกรุงเทพมหานครอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณฝนที่ตกลงบนกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนในเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมของ ปี พ.ศ.2554 มีค่าสูงกว่าค่าปริมาณฝนเฉลี่ยของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 ในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ 27,790 ล้านลูกบาศก์เมตร

เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน

การบริหารจัดการน้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เพิ่มความรุนแรงและขอบเขตพื้นที่ของวิกฤตน้ำท่วมของปีนี้

จากผลการศึกษาดังกล่าว ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะดังนี้

1.ควร ดำเนินการจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงานเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำเป็นการเฉพาะ โดยให้มีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำโดยภาพรวมทั้งหมด การมีหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำกระจัดกระจายอยู่ หลายกระทรวง หลายสังกัด เป็นปัญหาในการบริหารจัดการเป็นอย่างมาก กรณีตัวอย่างวิกฤตน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเรื่องยากยิ่งที่จะบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

2.ควร สรรหาบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำและการบริหาร จัดการน้ำ เพื่อศึกษาข้อมูลฝนและข้อมูลทรัพยากรน้ำ เช่น จากดาวเทียม และข้อมูลจากแหล่งอื่น อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนบริหารจัดการน้ำและควรดำเนินการบริหารจัดการน้ำ อย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพ

3.ควรตัดสินใจดำเนินการจัด ทำเส้นทางระบายน้ำออกฉุกเฉินไว้เป็นการล่วงหน้า เพื่อรองรับกรณีปริมาณน้ำเต็มเขื่อน การดำเนินการตามข้อนี้ควรดำเนินการโดยทันที

น้ำ(ท่วม)ก็ล้างไม่ออก

ที่มา มติชน



โดย ฐากูร บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554)

ในระหว่างที่น้ำเหนือกำลังหลาก น้ำทะเลกำลังหนุน และคนนับล้านกำลังชุลมุนอยู่กับการอพยพโยกย้ายและการเตรียมตัวรับมืออุทกภัย

อีกส่วนหนึ่งของสังคมไทย โยเฉพาะอย่างยิ่งใน ′โซเชี่ยล เน็ตเวิร์ก′ ทั้งหลายก็เมามันอยู่กับการด่าและการเชียร์รัฐบาล (รวมทั้งการด่าอีกฝ่ายที่โผล่ออกมาด่าก่อน)

ผู้สะท้อนปรากฏการณ์นี้เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจก็คือนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ ซึ่งเขียนบทความไว้เมื่อสัปดาห์แล้วว่า

สถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเป็น ′อาวุธทางการเมือง′ ซึ่งฝ่ายตรงข้ามนำมาโจมตีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สะท้อนถึงความแตกแยกอันร้าวลึกในสังคมไทย

โดย เฉพาะอย่างยิ่งในเครือข่ายโลกออนไลน์ ซึ่งพยายามจะตอกย้ำประเด็นสติปัญญาของนายกรัฐมนตรี โดยมีเป้าหมายในการทำลายความน่าเชื่อถือเป็นการส่วนตัว

และถ้อยคำสำนวนที่ใช้สะท้อนให้เห็นถึง ′ความเกลียดชัง′ ที่ฝังลึก

นาย ปวินวิเคราะห์ด้วยว่า การไม่หยุดปัดแข้งปัดขาแม้ในสภาวะวิกฤตที่สุดของชาติ แสดงให้เห็นถึงความจริงว่าความแตกแยกในสังคมไทยตอนนี้บาดลึกยากแก้ไข

ลึกจนกระทั่งทำให้ความเชื่อทางการเมืองอยู่เหนือสิ่งที่ควรจะเป็นประเด็นสำคัญในสังคม

นั่นคือความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และความฉุกเฉินในการเยียวยาประเทศ

และสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ประชาชนยินดีที่จะทิ้งความแตกแยกไว้ข้างหลังแล้วจับมือฟันฝ่ามหันตภัยไปด้วยกัน

ไม่เช่นนั้นแล้ว การอาศัยภัยพิบัติของชาติเพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง จะกลายเป็นที่ยอมรับได้อย่างไร

น่าสนใจก็คือส่วนใหญ่ของการโจมตีด้วยความเกลียดชังนี้ เกิดขึ้นจากฝีมือของคนกรุงเทพฯ

คนกลุ่มที่ได้รับการปกป้องจากน้ำท่วมมากที่สุด

บทวิเคราะห์ของนายปวินจะถูกต้องมากน้อยเพียงใด ยังแลกเปลี่ยนความคิดกันได้

แต่ข้อสังเกตจากสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงนั้นยากปฏิเสธได้

ด้าน หนึ่ง สังคมไทยก็ต้องกลับมาตั้งคำถามเอากับตนเอง ว่าอะไรทำให้เกลียดชังกันรุนแรง ถึงขั้นที่ไม่สนใจ ไม่แยกแยะความผิดชอบชั่วดี ข้อเท็จจริง และสถานการณ์ที่เป็นจริง

ทำไมถึงเกลียดกันถึงขั้นฝังลึก ขนาดน้ำท่วมใหญ่ยังชะล้างออกไปไม่ได้

ข้อดีไม่กี่อย่างของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากทำให้ได้รู้ว่าใครคิดอย่างไร (ในกรณีที่เปิดตัวออกมาเปิดเผย) แล้ว

ยังตอกย้ำให้เห็นความเป็น ′ดาบสองคม′ ของโซเชี่ยล มีเดีย

ที่ใครก็ได้ สามารถทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบ และไม่สนใจผลกระทบที่จะตามมา

เพียงเพราะว่าไม่ต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง

การบริหารจัดการ ′น้ำ′ ปัญหา ′ยิ่งลักษณ์′ ปัญหา ประเทศไทย

ที่มา มติชน



(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554)


มอง มุมหนึ่ง ปัญหาน้ำที่ไหลบ่าเข้าท่วมกรุงเทพมหานคร (กทม.) อาจเกิดจากปริมาณน้ำเหนือที่มีมากกว่าทุกปี จึงไม่สามารถจัดระเบียบให้ลงคูคลองเพื่อไหลลงทะเลได้

อีกมุมมองหนึ่ง ปัญหาการบริหารจัดการของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ไม่ค่อยจะเป็นระบบ ปล่อยข้อมูลจริงบ้าง เท็จบ้าง รู้จริงบ้าง ไม่รู้จริงบ้าง

ที่สำคัญทุกฝ่าย ทุกภาคส่วน ไม่ร่วมมือกันอย่าง "จริงใจ"

อย่างในต่างประเทศ เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ไม่ว่าจะเรื่องใด เหตุการณ์ไหนก็ตาม ทุกฝ่ายจะออกมาร่วมมือกัน บริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน เอกชน ประชาชนที่เป็นจิตอาสา

ด้วยการรวมกลุ่มบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

เพราะต้องไม่ลืมว่าแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัด มี ส.ส.ที่รับผิดชอบในพื้นที่อยู่แล้ว มีผู้ว่าราชการจังหวัด มีผู้อำนวยการเขต

รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ดูแลอยู่แล้ว

เพียงแค่รัฐบาลจัด "กรุ๊ปปิ้ง" เป็นทีมในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยแต่ละทีมมีคนของฝ่ายค้าน รัฐบาล หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

โดยในแต่ละทีมให้คนหนึ่งมีอำนาจตัดสินใจหรือประสานขอความเห็นมายัง ศปภ.หรือรัฐบาล

เมื่อจัดเป็นทีม จะทำให้การแก้ไขปัญหาในแต่ละพื้นที่ได้ "ง่ายขึ้น"

ยก ตัวอย่าง ในเขต กทม. หากเขตหนึ่งมี ส.ส. และอดีต ส.ส. หรืออดีตผู้สมัคร ส.ส. จับกลุ่มกับรัฐมนตรี ผู้อำนวยการเขตในฐานะตัวแทน กทม. ผู้นำชุมชน และภาคเอกชน ร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาในลักษณะ "ปลีกย่อย"

ซึ่ง จะสามารถรับรู้ปัญหาของชาวบ้านในชุมชน เพื่อนำมาสู่แนวทางการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเข้าออกบ้านพัก อาหารการกิน หรือศูนย์อพยพที่เป็นระบบ

แต่ที่ผ่านมา การบริหารจัดการของรัฐบาลในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านมีลักษณะเป็นไปตาม "ยถากรรม"

จริงอยู่ แม้ว่ารัฐบาลทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ

แต่ต้องบอกว่าในภาวะที่วิกฤตหนักแบบนี้ การทำงานแบบหัวเดียวกระเทียมหลีบ ไม่เกิดประโยชน์

การที่ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" รมว.มหาดไทย บอกปฏิเสธเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนคน กทม.ว่าจะวิกฤตแค่ไหน พร้อมระบุว่า "ผมมีหน้าที่ดูแลเรื่องถุงยังชีพ"

แค่นี้ก็รู้แล้วว่า รูปแบบการทำงานไม่มีลักษณะเป็นทีม

เพราะต้องไม่ลืมว่านี่คือภาระของคนทั้งชาติ ไม่ใช่เฉพาะของรัฐบาล

มองให้ลึกถึงปัญหา ก็ยิ่งน่าแปลกใจที่รัฐบาลต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ เพื่อหล่อเลี้ยงเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น "อู่ข่าวอู่น้ำ" แห่งเอเชีย

ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ของไทยหลายต่อหลายแห่ง ไม่กล้าออกมายืนแถวหน้ารับเป็นเจ้าภาพในการ "จัดการเรื่องอาหาร" ให้กับคนไทย

ทั้งที่บริษัทเหล่านี้ เกิดและเติบโตได้จากน้ำพักน้ำแรงของเกษตรกรชาวไทย และมีศักยภาพเพียงพอ

เช่น เดียวกับบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในเมืองไทย หลายต่อหลายแห่งที่กินสัมปทานการก่อสร้างถนนหนทางในประเทศไทย มีเครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย

ก็ไม่เคยออกมาแสดง "น้ำใจ" นำเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย นำองค์ความรู้ที่มี ออกมาช่วยเหลือในการทำคันกั้นน้ำ หรือการก่อสร้างขนาดใหญ่ให้ได้เห็น

จริงอยู่ การเอาสิ่งของ-เงินทองไปบริจาคผ่านสื่อทีวี ในนามบริษัทใหญ่ๆ โตๆ ในเมืองไทย แม้จะเป็นการช่วยเหลือทางหนึ่ง

แต่ในความเป็นจริง "ศักยภาพ" ของบริษัทขนาดใหญ่น่าจะมีมากกว่านั้น

นอก จากนั้น พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ ก็ต้องกล้าออกมาเสนอความเห็นที่เป็นเรื่ององค์ความรู้ มากกว่าการเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ลงมือร่วมแก้ไขปัญหาในฐานะ "คนของประชาชน" ร่วมกับรัฐบาลอย่างจริงใจและเป็นระบบ

รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาล ส.ส.รัฐบาลพรรคเพื่อไทย และรัฐมนตรีในรัฐบาลทุกคน จะต้องร่วมแรงร่วมใจ "ระดมความคิด" เพื่อผ่าทางตันของปัญหาไปให้ได้

ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างยืนเฝ้ามองว่า เมื่อไหร่ "รัฐบาลจะล้ม"

ต่างฝ่ายต่างยืนมองว่า ไม่ใช่หน้าที่ ไม่มีหน้าที่

หากคิดเช่นนั้น ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลเท่านั้นที่จะล้ม ประเทศไทยทั้งประเทศก็จะต้องล่มสลายไปด้วย

ชี้วางกระสอบทรายยักษ์เสร็จ อีก7วัน"ดอนเมือง-หลักสี่-บางเขน"แห้ง ชี้ฝั่งธนบุรีอ่วมต่อ1เดือน

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(สทอภ.) และคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ดอนเมือง-หลักสี่ และบางเขนว่า ขณะนี้น้ำในบริเวณดังกล่าวทรงตัว มีน้ำไหลเข้ามาเติมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น น้ำในพื้นที่ดังกล่าว มีระดับไม่สูงขึ้น เพียงแต่ขยายวงกว้างมากขึ้น หากการกระสอบทรายยักษ์ (บิ๊กแบ๊ก) กั้นแนวรังสิต-เมืองเอก ได้เสร็จตามกำหนดในวันที่ 4 พฤศจิกายน นั้น น้ำก็จะไม่เติมเข้ามาในพื้นที่อีก การจัดการน้ำจะเป็นการระบายน้ำออกเพียงอย่างเดียว แต่อุโมงค์ระบายน้ำอยู่บริเวณพระราม 9 ซึ่งอยู่ไกลจากบริเวณที่น้ำท่วมอยู่ จึงจะต้องใช้เวลาในการนำน้ำออกจากพื้นที่ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน สถานการณ์น้ำในพื้นที่ดอนเมือง หลักสี่ และบางเขน จะเข้าสู่สภาวะปกติ ทุกพื้นที่ไม่มีน้ำขัง


ส่วนพื้นที่ตะวันตกของ กทม. หรือฝั่งธนบุรีนั้น ตอนนี้ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ เป็นน้ำท่วมที่ล้นจากอ้อมมาจากคลองมหาสวัสดิ์ ปกติฝั่งธนบุรีมีพื้นที่สูงกว่า กทม.แต่ขีดความสามารถป้องกันมีน้อยกว่า กทม. เพราะฝั่งธนบุรีใช้ระบบแก้มลิงอาศัยหลักการน้ำขึ้นน้ำลง โดยคลองทางฝั่งธนบุรีเป็นแบบแกมลิงหมด ซึ่งปัญหาใหญ่ฝั่งนี้คือรอยรู้รั่วเมื่อปิดไม่ได้ระบบประสิทธิภาพแก้มลิงก็ ต่ำลง พอน้ำขึ้นก็ทำให้น้ำรั่วเข้ามาทางรูที่รั่ว อีกทั้งน้ำในตอนเหนือคลองมหาสวัสดิ์ขึ้นไป ถึง จ.พระนครศรีอยุธยายังมีมากถึงประมาณ 1,700-2,000 ล้านลบ.ม. เมื่อดูจากสถานการณ์นี้แล้วก็คาดว่า พื้นที่ในฝั่งธนฯจึงจะท่วมไปอีกประมาณ 1 เดือน

เลิกเสียที!?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



น้ำท่วมครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงมาก

บางคนบอกว่าอาจจะร้ายแรงกว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯเมื่อปี 2538 บางคนก็บอกว่าอาจจะเสียหายมากกว่าน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2526

ถึงนาทีนี้คงต้องทำใจกันแล้วว่ากรุงเทพฯไม่รอดแน่นอน

ก็ต้องลุ้นกันว่าจะท่วมพื้นที่ไหนบ้าง ระดับน้ำสูงแค่ไหน และน้ำจะท่วมนานแค่ไหน

ตรงนี้อยู่ที่การบริหารจัดการน้ำจำนวนมหึมาว่าจะระบายออกทะเลได้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วแค่ไหน

การทำงานของศปภ.ถือเป็นหัวใจหลักที่ต้องจัดการตรงนี้ให้ได้

ความร่วมมือร่วมใจกันของทุกภาคส่วนก็สำคัญ

จะ เห็นได้ว่าเมื่อศปภ.และกทม.แก้ปัญหาเกาเหลาได้ การทำงานก็เริ่มไปในทิศทางเดียวกัน การระบายน้ำผ่านกรุงเทพฯก็มีประสิทธิภาพ มากขึ้น

เมื่อไม่มีความขัดแย้ง ปัญหาต่างๆ ก็จะคลี่คลายได้โดยเร็ว

ยกตัวอย่างเช่นกรณีน้ำก้อนมหึมาที่ปทุมธานีจ่อล้นอยู่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ และเริ่มล้นทะลักเข้ากรุงเทพฯบ้างแล้ว

ปัญหาอยู่ตรงที่การระบายออกทางทิศตะวันออกไม่ได้เป็นไปตามแผนที่ศปภ.กำหนดไว้

เพราะมีมวลชนที่ได้รับผลกระทบ ถูกน้ำท่วมอยู่นานแล้ว ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่

ซึ่งตรงนี้ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ใช้การแก้ปัญหาด้วยการประนีประนอม

ไม่เลือกที่จะใช้กฎหมายเข้าไปจัดการ

แต่ใช้วิธีเดินเข้าไปพบแกนนำชาวบ้าน

ยกมือไหว้ขอร้อง เจรจา และใช้มาตรการเยียวยา

จน ได้รับการตอบรับจากชาวบ้านที่เดือดร้อน ยอมเสียสละเพื่อส่วนรวม ยอมให้บ้านเรือนถูกน้ำท่วมเพื่อให้การระบายน้ำออกฝั่งตะวันออกคล่องขึ้น

ช่วยไม่ให้กรุงเทพฯหัวใจเศรษฐกิจของเมืองไทยต้องถูกน้ำท่วมรุนแรง !

คนไทยทั้งประเทศต้องยกย่องในสปิริตของชาวรังสิตครั้งนี้

อย่างที่บอกหากจะฝ่าวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ไปได้

คนไทยทุกคนต้องร่วมใจกันต่อสู้และเสียสละ

เลิกฉวยโอกาสจากวิกฤตครั้งนี้ เล่นงานรัฐบาลและศปภ.

เพียงเพราะเป็นคู่แข่งทางการเมือง

อย่าเอาอย่างนักการเมืองแมลงสาบ พิธีกรหน้าแคบใจแคบ นักร้องสาวหัวใจซาหริ่ม

ที่วันๆ เอาแต่โจมตีศปภ. เล่นงานยิ่งลักษณ์

เพียงเพราะไม่ชอบทักษิณ !?

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 01/11/54 คุมคน..ยากกว่าคุมน้ำ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ยามบ้านเมือง วิกฤติ ทุกทิศทั่ว
เหล่าพวกชั่ว ก็ตะแบง สำแดงผล
สมคำพูด นั่นแหละหนา คำว่า"คน"
จึงเวียนวน แต่มุ่งหมาย ทำลายกัน....


ทั่วถิ่นที่ ประชาชน ทนทุกข์เข็ญ
กลับเบี่ยงเบน เฉไฉ ไม่สร้างสรรค์
ใช้กลเกม ถาโถม เข้าโรมรัน
เอาวิกฤติ เข้าฟาดฟัน จนบรรลัย....


พวกกักตุน สินค้า ยิ่งหน้าเลือด
มุ่งหมายเชือด ขูดรีด กรีดเข้าใส้
จิตสำนึก ต่ำทราม หยามเข้าไป
ไม่เห็นใจ กลับเหยียบย่ำ คอยซ้ำเติม....


พวกฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น ก็แสนชั่ว
กุเรื่องมั่ว เลวระยำ ทำฮึกเหิม
หวังล้มล้าง รัฐบาล พาลเหมือนเดิม
พวกลิ่วล้อ ก็ส่งเสริม เพิ่มสามานย์....


อีกสื่อชั่ว นั่นไง ใจสกปรก
ดั่งนรก รุกคืบ เข้าสืบสาน
กุข่าวเท็จ ให้เห็น เป็นสันดาน
พวกอันธพาล ช่างมารยา ไร้ค่า"คน"....


๓ บลา / ๑ พ.ย.๕๔

การเมืองเรื่องแถลงการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

‘มาร์ค แอสคิว’ วิพากษ์การเมืองเรื่อง ‘ออกแถลงการณ์’ ของ 'แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล' ที่ประณาม ‘ผู้ก่อความไม่สงบ’ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยตั้งคำถามว่า การหยิบยกโวหารเชิงหลักการกฎหมายสากลมาตีตราความรุนแรงที่เกิดขึ้น จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริงหรือ

“การเมืองเรื่องแถลงการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้”

โดย มาร์ค แอสคิว

แปลโดย Patani Forum จาก Asia Times Online. Politics of proclamations in south Thailand, Mark Askew. 25/10/54. http://www.atimes.com/atimes/Southeast_Asia/MJ25Ae02.html

สมรภูมิแห่งการจำแนกแยกแยะ และตีความเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยนั้น มีมาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2547 ควบคู่ขนานไปกับความน่าสะพรึงกลัวและความสับสนของความเป็นจริงในพื้นที่ ความรุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากว่า 8 ปี ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนข้อโต้แย้งถกเถียงที่ผสมปนเปกันไปว่าด้วย ปัญหา และ แนวทางการแก้ปัญหา

มันคือเหตุการณ์ความวุ่นวาย ซึ่งดูเหมือนว่ารัฐไทยจะไม่มีการแก้ปัญหาที่แน่วแน่และชัดเจน กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใต้ดินยังคงโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนพลเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของของการวางระเบิด และการยิง ที่ยังมาจากทั้งการใช้ความรุนแรงในส่วนบุคคล การกำจัดศัตรูทางการเมือง และผลประโยชน์ทับซ้อน

องค์กรต่างๆ ที่ทำงานประเด็นเดี่ยว (single-issue organizations) ได้ทำการรณรงค์อย่างแข็งขันเพื่อสร้างความรู้ และ ความเข้าใจต่อสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดชายแดน ใต้ของไทย องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เช่น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) และ ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ทำหน้าที่เป็นกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ ที่ใช้โวหารของกฎหมายระหว่างประเทศ และ ปฏิญญาต่างๆ ขององค์การสหประชาชาติ มาใช้เพื่อสร้างน้ำหนักในคำแถลงการณ์ของกลุ่ม

องค์กรเอกชนอื่นๆ เช่น อินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป (International Crisis Group) ที่มีฐานตั้งอยู่ในกรุงบรัสเซล หรือ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ซึ่งอ้างความชอบธรรมด้านข้อมูลจากความเป็นอิสระ และความเชี่ยวชาญในการวิจัย (DSW มีชื่อเสียงในการเป็นหน่วยงานที่มีความก้าวหน้าในการประเมินจำนวนผู้เสีย ชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งปัจจุบันประเมินว่ามีมากกว่า 4,800 คน นับตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2547 การประเมินของ SW ได้รับการอ้างอิงโดยสื่อต่างๆ แต่ทางการไทยเห็นว่าเป็นการคาดคะเนที่สูงกว่าการตายที่เกิดจากเหตุการณ์ไม่ สงบจริงๆ

เฉกเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรเอกชนมีส่วนในสิ่งที่นักวิชาการชื่อ มาห์มูด แมมดามี (Mahmood Mamdami) เรียกว่า “การเมืองของการให้ชื่อ (Politics of naming)” เกมของการให้ชื่อ เป็นไปเพื่อที่จะสร้างความสนใจจากสาธารณชน และการควบคุม “วาทกรรม” หรืออย่างน้อยที่สุดก็ส่วนใดส่วนหนึ่งของวาทกรรม ซึ่งการเล่นกับภาษาและการให้คำจำกัดความ เป็นกุญแจสำคัญในเกมนี้ ตัวอย่างเช่น การเรียกสถานการณ์ในภาคใต้ว่าเป็น “การก่อความไม่สงบ” (insurgency) เป็นการลดทอนความซับซ้อนของสถานการณ์ในพื้นที่ ให้กลายเป็นเรื่องที่ผิวเผินและซ้ำซาก ที่ง่ายต่อการบริโภคสำหรับผู้อ่านต่างชาติ

การแทรกใส่คำที่แสดงอารมณ์แต่คลุมเครือ เช่น “อย่างเป็นระบบ” (systematic) นำหน้าคำว่า “การทรมาน” (torture) นั้น เพิ่มน้ำหนักการตำหนิเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการทารุณข่มเหงผู้ต้องสงสัยที่ ถูกคุมขัง และการเติมคำที่มีความหมายไปในทางเสื่อมเสียเช่นคำว่า “กองทหารอาสาสมัคร” (militias) ในหน่วยกองกำลังป้องกันหมู่บ้านนั้น เป็นการใส่ลูกเล่นทางโวหารเข้าไปยังวาทกรรมที่ประณามรัฐ ในเรื่องปัจจัยต่างๆ ที่ส่งเสริมความรุนแรง เรียกได้ว่า การออกแถลงการณ์ เป็นยุทโธปกรณ์ของกลุ่มผู้เคลื่อนไหว เพื่อกดดันให้สื่อผลักดันประเด็นดังกล่าวเป็นที่สนใจของสาธารณชน

เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์แนชั่นแนล หรือ “เอไอ” (Amnesty International) ที่ประจำในกรุงลอนดอนได้เปิดตัวรายงานที่กรุงเทพฯ โดยอ้างว่าความรุนแรงที่ก่อโดยผู้ก่อความไม่สงบต่อในภาคใต้ นับเป็น “อาชญากรรมสงคราม” ตามคำนิยามของอนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) จากปี 2547 จนกระทั่งเร็วๆนี้ เอ็นจีโอสากลดังกล่าวมักจะเลือกกล่าวโทษรัฐไทยและทหาร ว่าเป็นสาเหตุของความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยประณามกรณีการซ้อมทรมานและเรียกร้องและยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งอนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐกังขังและสวบสวนผู้ต้องสงสัยได้มากสุด 30 วัน (ขึ้นอยู่กับคำสั่งศาล) และยกเว้นการรับผิดแก่เจ้าหน้าที่

จนกระทั่งปี 2550 องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่เป็นที่รู้จักอย่าง ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ที่ประจำในนครนิวยอร์ก เผยแพร่รายงานประณามขบวนการก่อความไม่สงบที่โจมตีพลเรือน ซึ่งประกอบเป็นผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากความขัดแย้งอันมืดมนครั้งนี้ หากแต่แถลงการณ์ของแอมแนสตี้ อินเตอร์แนชั่นแนล ที่ออกมาเมื่อเร็วๆนี้ ไปไกลกว่าแถลงการณ์ของฮิวแมนไรท์วอทช์มาก ด้วยการนำเอาหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศและการจัดประเภทมาประกอบ

เอไอ ดำเนินการอย่างอาจหาญในการเรียกร้องความสนใจต่อพลเรือน (Non-combatants) ที่ต้องรับเคราะห์อันยาวนานในจังหวัดชายแดนใต้ แต่หากดูจากการวิจารณ์รายงานที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ. สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (Foreign Correspondent’s Club of Thailand) ความหวังในการเผยแพร่ประเด็นดังกล่าวสู่สาธารณชนอย่างพลุแตกอาจไม่ได้ผล เนื่องจากการประณามผู้ก่อความไม่สงบในรายงาน ขัดแย้งกับมุมมองของเอ็นจีโออื่นๆ ที่มองว่ารัฐไทยเป็นสาเหตุของความรุนแรง แม้แต่ทางการไทยก็ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดคำนิยามเหตุการณ์ของแอมเนสตี้

การแถลงข่าวของเอไอเริ่มด้วยคำกล่าวที่ตัดสินจำแนกประเภท โดย ดอนน่า เกสต์ (Donna Guest), รองผู้อำนวยการหน่วยเอเชีย-แปซิฟิก ว่าการโจมตีประชาชนพลเรือนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ “อาชญากรรมสงคราม” (war crimes) ตามอนุสัญญาเจนีวา ซึ่งห้ามมิให้โจมตี “ผู้ไม่ได้มีส่วนในการต่อสู้”

เกสต์กล่าวว่า การกำหนดความทางกฎหมายของ “อาชญากรรมสงคราม” ตามกฎหมายมนุษยชนระหว่างประเทศนั้น ใช้ได้กับ “การขัดแย้งด้วยกำลังอาวุธระหว่างประเทศและภายในประเทศเช่น สถานการณ์ในภาคใต้ของประเทศไทย” และมีพันธกรณีกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง เธอกล่าวต่อไปว่า “ผู้ก่อความไม่สงบได้ละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน และต้องยุติการโจมตีโดยทันที”

เธอระบุว่า ความรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทยตรงกับคำจำกัดความว่า “ความขัดแย้งกันด้วยกำลังอาวุธภายในประเทศ” (Internal Armed Conflict) ซึ่งพิจารณาจากระยะเวลาและขนาดของความรุนแรง และวิถีการทำงานของกลุ่มติดอาวุธ

นายเบนจามิน ซาวัคกี (Benjamin Zawacki) นักวิจัยด้านประเทศไทยและพม่าของเอไอ ซึ่งเป็นผู้เขียนรายงาน มีความเห็นอีกทางหนึ่งว่า การมองเหตุการณ์ว่าเป็น “ความขัดแย้งกันด้วยกำลังอาวุธภายในประเทศ” และนัยยะทางกฎหมายเพื่อบังคับให้มีการรับผิดต่ออาชญากรรมสงครามนั้นเกินขอบ เขตไปแล้ว เขากล่าวว่ารายงานนี้ ได้ยกประเด็นความไม่สงบในภาคใต้ไปสู่อีกขั้นหนึ่ง

ถึงแม้ว่าโวหารทางกฎหมายที่นำมาใช้จะดูมีน้ำหนักเพียงใด แต่ข้อเสนอของเอไอถูกวิพากษ์อย่างรุนแรง โดยตัวแทนนักศึกษามุสลิมจากภาคใต้คนหนึ่ง กล่าวว่า ข้อกล่าวหาเรื่อง “อาชญากรรม” ของผู้ก่อความไม่สงบ นั้นไม่ต่างอะไรกับข้อกล่าวหาจากฝ่ายรัฐไทย แต่สิ่งที่เป็นประเด็นมากกว่า คือ หลักฐานที่อ่อนในการระบุฝ่ายต่างๆ ที่อยู่ใน “ความขัดแย้งกันด้วยกำลังอาวุธภายในประเทศ”

ตัวแทนของคณะกรรมการนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists) ได้ตั้งคำถามว่า “ผู้ก่อความไม่สงบ” ถูกกำหนดในทางกฎหมายให้เป็นฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้งได้อย่างไร ถ้าไม่มีกลุ่มใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น

อีกคำถามหนึ่งนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นที่เป็นปัญหา คือ จะนิยามความรุนแรงว่ามาจาก “การก่อความไม่สงบ” ได้อย่างไรถ้าเหตุการณ์และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ (ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ จาการคาดคะเนของตำรวจ) มีสาเหตุจากข้อขัดแย้งส่วนตัวและเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ต่อประเด็นดังกล่าว เอไอยังคงยืนยันว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบอย่างแน่นอน

โฆษกของพลโท อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์, แม่ทัพภาคที่ 4 ตัวแทนจากทางการไทยเป็นคนสุดท้ายที่ได้กล่าวในงานแถลงข่าววันนั้น เขาระบุว่า เหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ที่เกิดจากกลุ่มก่อความไม่สงบ มีเพียงราว 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

เป็นที่ชัดเจนว่า”ผู้ก่อความไม่สงบ” ไม่ได้ปฏิบัติตามคำเรียกร้องจากเอไอในการยุติการโจมตีประชาชนพลเรือนแต่ อย่างใด เห็นได้จากการสังหารที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่องหลังจากการเผยแพร่รายงาน นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือ เอไอยังได้แนบรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศซึ่งไม่เห็นด้วยกับการประเมิน ซึ่งเอไอจัดให้สถานการณ์อยู่ในจำพวก “การขัดแย้งกันด้วยกำลังอาวุธภายในประเทศ”

กระทรวงการต่างประเทศโต้แย้งด้วยเหตุผลว่า ไม่มีกลุ่มใดแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรง ผู้โจมตีอยู่ในที่ลับ และไม่มีการนำที่ชัดเจนในกลุ่มติดอาวุธต่างๆ

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้จำกัดวงอยู่ในบางพื้นที่ และ 80 เปอร์เซ็นต์ของเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งส่วนบุคคลและอาชญากรรมทั่ว ไป และการที่รัฐไทยจะไม่อนุญาตให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติในกิจการภายในเรื่อง เหตุการณ์ความรุนแรงของภาคใต้ แสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้อยู่ในระดับที่จะสามารถเรียกแรงกดดันจากนานาชาติได้ นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute of the International Criminal Court) เพราะฉะนั้น จึงไม่อยู่ภายใต้อำนาจการตัดสินของศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ

เป็นที่กระจ่างแจ้งว่าระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้ ถึงแม้ว่าจะลดลงจากระดับที่รุนแรงที่สุดในปี 2550 ก็ไม่สามารถยอมรับได้ในประเทศอารยะธรรมที่อ้างว่ายึดถือข้อกฎหมายและกฎ ระเบียบ ไม่ว่าสัดส่วนของความรุนแรงทีเกิดขึ้นจะเป็นการกระทำเพื่ออุดมการณ์ เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล หรือ เป็นอาชญากรรม ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความจริงที่ว่าสถิติการสังหารที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา สูงเป็น 4-5 เท่าของจังหวัดอื่นๆ ในประเทศ

รายงานของแอมแนสตี้ (Amnesty) สะท้อนถึงข้อกังวลว่า เราจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อยุติความรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทย แต่การพยายามผลักดันประเด็นโดยการตราประเภทของหลักกฎหมายสากลที่ไม่สามารถทำ งานได้จริง คงจะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้มากนัก

มาร์ค แอสคิว เป็นนักวิจัยอาวุโสประจำคณะมานุษยวิทยา ภาควิชาสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมลเบริ์น และ ดำรงตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ โครงการเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ประเทศไทย ปัจจุบัน มาร์ค แอสคิว กำลังทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้