WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 2, 2011

อินไซค์ครม.ปลุกใจ"ปูสู้ๆ"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เปิดรายละเอียดการประชุมครม.นัดปลุกใจนายกฯปูแก้น้ำท่วม ที่น่าติดตามไม่แพ้สถานการณ์น้ำ

โดย...ทีมข่าวการเมือง

การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 1 พ.ย. ได้ย้ายสถานที่ประชุมจากท่าอากาศยานดอนเมือง
ซึ่งโดนกองทัพน้ำเข้ายึดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กลับมาใช้ที่ทำเนียบรัฐบาลดังเดิม
โดย มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
วาระส่วนใหญ่เป็นการพิจารณาแก้ไขปัญหาอุทกภัยถล่มเมือง
ทั้งเรื่องของการรายงานสถานการณ์ล่าสุด มาตรการฟื้นฟูเยียวยา ของแต่ละกระทรวง

ก่อนเข้าวาระ นายกฯได้แจ้งถึงการแก้ปัญหาอุทกภัย ที่เกิดขึ้นขณะนี้ โดยระบุว่า
จากข้อมูลกรมชลประทาน มวลน้ำก้อนใหญ่ได้ไหลผ่านไปแล้ว
คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ทั้งนี้มีการรายงานปริมาณน้ำที่ท่วมกรุงเทพขณะนี้
โดยครม.ตั้งข้อสังเกตข้อมูลของกทม.และกรมชลประทาน ไม่ตรงกัน ระบุว่า
มวลน้ำที่ค้างอยู่แถวเชียงราก ปทุมธานี รังสิต และประตูจุฬาลงกรณ์
อยู่ระหว่าง 4,000- 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
โดยกรมชลประทานมีข้อมูลว่าน้ำที่อยู่ฝั่งตะวันออก
ไม่ว่าจะเป็นคลองหก คลองสอง คลองแสนแสบ ประเวศ ประมาณ 3,200 ล้านลูกบาศก์เมตร

ขณะที่ฝั่งตะวันตก ประมาณ 800 ล้านลูกบาศก์เมตร
ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่ากทม. ระบุว่า ข้อมูล 4,000 ล้านลบม.ไม่น่าใช่
แต่เป็น 12,000 ล้านลบม. โดยน้ำมี 2 ลักษณะ น้ำเอ่อล้นทุ่งเข้ามา และน้ำซึมจากท่อ กระจายทุกจุด

ทั้งนี้กรมชลแย้งว่า วิธีการคำนวณน้ำอาจแตกต่างกัน
ซึ่งหลังวันที่ 6 พ.ย.ได้ระบายน้ำ 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำก็จะลดลง
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมครม.มั่นใจการชี้แจงของกรมชลประทาน
รวมถึงนายกฯเห็นด้วยและมั่นใจถึงกับกล่าวต่อที่ประชุมว่า
"ในวันที่ 6 พ.ย. เราจะรอดแล้ว สถานการณ์หลังจากวันที่ 6 จะดีขึ้นเรื่อยๆ"



เมื่อเข้าสู่วาระพิจารณาจร
เรื่องที่ 1 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)
ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย (เพิ่มเติม)
ไม่ว่าจะเป็นศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย การดูแลผู้ป่วย การดูแลทรัพย์สินของประชาชน
การจัดตั้งคลังอาหารสดและอาหารปรุงสำเร็จ
กรณีการสำรวจและจ่ายค่าชดเชยผู้ประสบภัยบ้านเรือนพังหรือเสียหาย
และการฟื้นฟูอาชีพ การป่ล่อยสินเชื่อ การกอบกู้นิคมอุตสาหกรรม

โดยข้อมูลทั้งหมดมีการแจกแจง กระทรวง หน่วยงานราชการใดบ้างต้องเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบ
และจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลืออย่างไร
ทำให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึงกับออกปากชม สภาพัฒน์ฯว่า
“ข้อมูลอย่างนี้แหละที่ต้องการ ขอให้ทุกกระทรวงช่วยสรุปประเด็นการให้ความช่วยเหลือ
มาตรการฟื้นฟู สิทธิที่ประชาชนควรได้รับ ส่งให้สศช.ภายใน 24 ชั่วโมง
จากนั้นภายใน 3 วันขอให้นำเสนอนายกฯ เพื่อจะได้จัดทำเป็นโบว์ชัวร์
เหมือนเป็นคู่มือมาตรการช่วยเหลือประชาชนแจกจ่ายให้ประชาชนทราบ”

ทันทีที่นายกฯออกคำสั่งกำชับทุกกระทรวง
ทำให้ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์
กดไมค์โครโฟนกล่าวต่อรองกลางที่ประชุม ครม.ว่า
"ตามที่ท่านนายกฯให้แต่ละกระทรวงไปรวบรวมข้อมูลเสนอสศช.ภายใน 24 ชั่วโมงนั้น
ผมเกรงว่าไม่ทัน ขอเป็นภายใน 48 ชั่วโมงได้หรือไม่ เพราะกระทรวงเกษตรฯ ไม่เหมือนกระทรวงอื่น
เรื่องฟื้นฟูในสังกัดกระทรวงเกษตรมีหลายด้าน มีหลายหน่วยงาน อีกทั้งข้าราชการประสบปัญหาน้ำท่วมด้วย"


มาถึงตอนนี้ ทำให้บรรดารัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ออกอาการไม่พอใจ
ไม่ว่าจะเป็น นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข
นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ รมช.สาธารณสุข
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม จากพรรคชาติพัฒนา
ทำท่าชะโงกศีรษะตามหาต้นเสียงว่านายธีระ นั่งอยู่ตรงไหน
ถึงกลับมีเสียงเหน็บแนมของรัฐมนตรีรายหนึ่งแถวหลังห้องประชุมกล่าวขึ้นมาว่า
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั๊ง แล้วใครไม่โดนน้ำท่วมบ้าง”

ก่อนที่เหตุการณ์บานปลาย ทำให้นายกฯยิ่งลักษณ์ตัดบทว่า
“ยังไงก็ขอให้ส่งข้อมูลมาภายใน 24 ชั่วโมงเหมือนเดิมนะค่ะ”

จากนั้น นางกฤษณา สีหรักษ์ รมต.สำนักนายกฯ กล่าวสนับสนุนไอเดียนายกฯ ว่า
เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว จะประสานไปยังสถานีโทรทัศน์โมเดริน์ไนน์ทีวี
และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สทท.11
ช่วยทำสกู้ป เผยแพร่ข้อมูลคู่มือมาตรการฟื้นฟูดังกล่าว
ในลักษณะออกอากาศให้ถี่ขึ้นเพื่อให้ประชาชนผู้เดือดร้อนได้เข้าใจสิทธิที่ตนจะได้รับ

ครม.ได้ยังได้มีการหารือถึงข้อเสนอขยายวันหยุดราชการออกไป
ซึ่งรัฐมนตรีส่วนใหญ่เห็นว่า ไม่ควรขยายวันหยุดออกไป
เพราะจะกระทบความเชื่อมั่น ในสายตานักลงทุน อีกทั้งที่ผ่านมา
ตอนที่ ครม.มีมติ ให้หยุดราชการ 27-31 ต.ค. ก็พบว่าไม่ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน
อย่างเช่น พื้นที่ สาทร สีลม ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ก็ไม่ได้หยุดงาน
พนักงานที่น้ำท่วมจากพื้นที่ภายนอกก็ต้องมาทำงาน ส่วนข้าราชการ
ในฝ่ายปฏิบัติการ ที่ไม่ได้รับผลกระทบก็ใช้โอกาสนี้หยุดไปด้วย
ขณะที่ฝ่ายอำนวยการที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมก็ไม่ได้หยุด
ทำให้เกิดความลักลั่น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังกล่าวด้วยว่า การขยายวันหยุดราชการ
จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในแง่ของบริษัทประกันกับภาคเอกชนในประเทศไทยหลายรายด้วย
เพราะเห็นว่าหากหยุดราชการต่อไป ก็เหมือนกับการที่ประเทศไทยควบคุมสภานการณ์วิกฤติไม่ได้
และการจ่ายค่าประกันความเสียหายก็จะมีมูลค่าที่สูง

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ กล่าวด้วยว่า
หลังจากนี้ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างประเทศได้เห็น
และเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วในการย้ายสถานที่ประชุม ครม.มาที่ทำเนียบรัฐบาล
เขาก็ได้เห็นว่ารัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้
ทั้งนี้ นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ก็สนับสนุนด้วยว่า
เห็นด้วยที่ไม่ขยายวันหยุด เพราะฝ่ายจัดการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ก็เฝ้ามองอยู่ว่า
รายการกีฬาต่างๆที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจะจัดได้หรือไม่
จึงต้องแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นผ่านการทำงานรัฐบาล

จากนั้น ครม.ยังได้หารือถึงการแก้ปัญหาสภาพน้ำเน่าเสียตามพื้นที่ต่างๆ
โดยเฉพาะน้ำจากนิคมอุตสาหกรรมที่กำลังทำให้ประชาชนกทม.ในพื้นที่ด้านล่างหวาดวิตก
โดยนส.ยิ่งลักษณ์สอบถามถึงความคืบหน้าในการใช้ อีเอ็มบอล
ทั้งนี้นายกฯกล่าวชื่นชมกระทรวงทรัพยากร ที่ได้ไปขุดเจาะน้ำบาดาลให้กับโรงงานอุตสาหกรรม
ในช่วงที่โรงงานต่างๆประสบอุทกภัย จึงอยากให้รับเป็นเจ้าภาพดูแลเรื่องการนำอีเอ็มบอลไปลงในพื้นที่ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม นายวิทยา รมว.สาธารณสุข กล่าวแย้งขึ้นมาว่า
เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ กรมอนามัย มีข้อมูลพื้นที่แหล่งน้ำ
“ อย่าหาว่าแย่งงานเลยนะครับ ให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นคนชี้เป้าลงอีเอ็มบอลก็ได้”

ขณะที่ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ กลับให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่า
จากการติดตามการประชุมภาควิชาการของมหาวิทยาลัยขณะได้ข้อมูลว่า อีเอ็มบอล
แม้จะช่วยลดปัญหาน้ำเน่าเสีย แต่ไม่ได้ผลเสียทีเดียว เพราะจะได้ผลเฉพาะพื้นที่แคบๆ เท่านั้น
แต่นักวิชาการกำลังหาทางผลิตวิธีการเติมออกซิเจน เข้าไปใมนน้ำ
เพื่อให้อีเอ็มบอล เกิดประสิทธิภาพ
"ขอเวลากระทรวงวิทย์ฯสักระยะ เดี๋ยวจะเร่งออกมาหาตัวเพิ่มออกซิเจนก่อน"

การพิจารณาปัญหาน้ำท่วมใช้เวลานานพอสมควรและไม่มีวาระเกี่ยวเนื่องเข้าพิจารณาอีก
ทำให้นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ ครม. กล่าวว่า
“เดี๋ยวท่านนายกฯมีภารกิจไปประชุม จึงขอปิดการประชุม” พร้อมกับทิ้งท้ายว่า
“ท่านนายกฯสู้สู้”

ทันทีที่เลขา ครม.กล่าวให้กำลังใจ
ทำให้บรรดารัฐมนตรี ปรบมือ พร้อมกับลุกขึ้นมานรายล้อมนายกฯ
กล่าวให้กำลังใจนายกฯอีกรอบหนึ่ง โดยมีรัฐมนตรีรายหนึ่งกล่าวด้วยว่า
หลังจากมีข่าวว่าของบริจาคลดน้อยลง ไม่มีคนมาช่วยรัฐบาล
ตรงนี้ รัฐบาลต้องประชาสัมพันธ์การทำงานให้ประชาชนทราบ
โดยเฉพาะเรื่องของสิ่งของบริจาคและการที่มีจิตอาสามาร่วมกัน
จัดสิ่งของบริจาคทำงานกันอย่างไร
เรื่องนี้ทีมโฆษกรัฐบาลต้องประชาสัมพันธ์การทำงานให้ประชาชนทราบบ่อยๆ


http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/รายงานพิเศษ/119513/อินไซค์ครม-ปลุกใจปูสู้ๆ

ภาคประชาชนกับภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ที่มา Voice TV



รายการ Intelligence ประจำวันที่ 31 ต.ค. 54

สมบัติ บุญงามอนงค์ จากมูลนิธิกระจกเงา บอกเล่าภารกิจของภาคประชาชนที่เข้าไปร่วมงานในศูนย์ปฎิบัติการช่วยเหลือผู้ ประสบภัย หรือ ศปภ. ที่เกิดทั้งภาวะ" คนล้นงาน" และคนขาดงาน" ภารกิจที่มีอาสาสมัครจำนวนมาก คือ แพ็คของ แต่ภารกิจการจัดทำข้อมูลของผู้ประสบภัย และการเชื่อมต่อเครือข่ายกลับมีคนอาสาทำงานน้อย

ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ภาคประชาชน ประกาศรับอาสาสมัครจัดทำฐานข้อมูล เพื่อจัดตั้ง “ศปภ.ตำบล” ด้วยวัตถุประสงค์ในการรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้าน ทันสถานการณ์ และสร้างระบบส่งต่อให้เกิดการช่วยเหลือที่ตรงความต้องการของพื้นที่ โดยจะเริ่มต้นจาก จังหวัดที่ได้รับผลกระทบหลัก หรืออาจได้รับผลกระทบมาก คือ อยุธยา ปทุมธานี นครสวรรค์ นนทบุรี โดยศูนย์จัดการกลางจะจัดหาข้อมูลผู้ประสานงานตำบลเบื้องต้น และข้อมูลพื้นฐานไว้ให้

ทั้งนี้ สิ่งที่อาสาสมัครต้องดำเนินการ ประกอบด้วย1.หาข้อมูลพื้นฐานของตำบล2.ประสานงานการขอความช่วยเหลือให้ทันที่ เท่าที่ทำได้ โดยจะมีข้อมูลของช่องทางที่ทางศูนย์เราจัดการได้เลย เช่น การอพยพ การส่งถุงยังชีพ หรืออาหาร เครื่องใช้พื้นฐาน และ 3.อัพเดทสถานการณ์กับพื้นที่ทุกวัน และรายงานเข้าไปที่ศูนย์ข้อมูลกลาง ตามเวลาและรูปแบบที่จะตกลงกัน

สมบัติ ยังบอกเล่าประสบการณ์ในการช่วยเหลือภัยพิบัติ ทั้งคลื่นสึนามิ พายุนาร์กีส พม่า ซึ่งทำให้อาสาสมัครภาคประชาชน เหล่านี้มีประสบการณ์ และเริ่มพูดภาษาเดียวกัน หลังผ่านการเรียนรู้หลักการช่วยเหลือผ้ประสบภัย

สมศักดิ์ เจียมฯ:ไม่เชื่อมีแผนปล่อยน้ำทำลายรัฐบาล

ที่มา Thai E-News

คลิกภาพขยายใหญ่
ปริศนา ปล่อยน้ำในเขื่อนสิริกิติ์จนแห้งผาก ข้อมูลสภาพน้ำเวลา22.00วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม 2554 (ที่มา:facebook)

ที่มา:ryt9 , 30 ตุลาคม 2554
ภาพข่าวไทยอีนิวส์ในหัวข้อเรื่อง ภาพหลักฐานปล่อยน้ำท่วมทำลายรัฐบาล?..
................

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ความจริง ผมก็ลังเล ไม่อยากจะรีบเขียนเรื่องนี้ แต่เห็นทั้ง ไทยอีนิวส์ ก็ "เล่น" ทั้ง "บางกอกทูเดย์" ก็ "เล่น" และทีสำคัญ "ผู้จัดการ" มา "เล่น" กลับบ้างแล้ว

ผมหมายถึงกรณีปัญหาว่า การปล่อยน้ำช้าของ เขื่อนใหญ่ 2 แห่ง (ภูมิพล-สิริกิต์) เป็นเรื่อง "การเมือง" หรือไม่


(สำหรับ ไทยอีนิวส์ ดูที่นี่ http://thaienews.blogspot.com/2011/10/blog-post_8749.html สำหรับ บางกอกทูเดย์ ดุที่นี่ http://www.bangkok-today.com/node/10905
และสำหรับ ผู้จัดการ ดูที่นี่ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000139226

ใจผมยังเชื่อว่าไมใช่ และผมไมค่อยเห็นด้วยที่ เสื้อแดง-เพื่อไทย จะ "เล่น" เรื่องนี้

เท่าที่ผมประมวลดูจากข้อมูลที่มี ผมมองว่า นี่เป็นปัญหา "ระบบ" คือ การตัดสินใจที่ผิดพลาด มาตั้งแต่ระดับ กรมชลประทาน-กฟผ (และอาจจะ กรมอุตุ ในแง่ที่ไม่มีการประสานงาน เรื่องข้อมูล การประเมินปริมาณน้ำฝน)

คือปัญหานี้ เริ่มจาก "จุดอ่อน" หรือ ความผิดพลาด ใน "ระดับกลาง" (คือระดับหน่วยงานที่กล่าวถึง)

แต่แน่นอน รัฐบาลในฐานะผุ้ดูแลหน่วยงานบริหารทั้งหมด ย่อมต้องรับผิดชอบทางการเมือง

ปัญหาคือ รัฐบาลไหน? ผมมองว่า "ทั้งสองรัฐบาล และไมใช่ทั้งสองรัฐบาล"

คือผมมองว่า ช่วงที่ critical หรือ "สำคัญ" มากๆ ของความผิดพลาด หรือการทำให้เตรียมไม่ทัน คือช่วงระหว่างเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม-กันยายน

นี่คือช่วงที่ ปัญหาใหญ่ 2 อย่าง เกิดขึั้น คือ เขื่อนกักน้ำไว้มาก/ปล่อยน้ำน้อยไป เพราะคาดการณ์ผิดว่า ฝนจะแล้ว + ปัญหาฝนตกมากกว่าอัตราเฉลี่ยหลายสิบเปอร์เซนต์ (บางแห่งเป็น 100 เปอร์เซนต์ ถ้าจำไม่ผิด)

ทีนี้ จะเห็นว่า ช่วง กรกฎา-สิงหา-กันยา พอดีเป็นช่วงที่เรียกว่า "รัฐบาลเก่ากำลังจะออก-หาเสียง-รัฐบาลใหม่เพิ่งมารับ"

ถ้าจะเรียกว่า เป็นความผิดพลาด เป็นความรับผิดชอบ ก็เรียกว่า ทั้งสองรัฐบาล และไมใช่ทั้งสองรัฐบาล

ไมใช่ ในความหมายทีว่า ปัญหานี้ มันต้องเริ่มต้นจาก "ระบบ" "ระดับกลาง" ทีว่า ต้องมีการเตือนภัย การตัดสิน การประเมินทีดี (จู่ๆ ครม. จะมารู้เรื่องน้ำในเขื่อนตลอดเวลา หรือเรื่องน้ำฝน ตลอดเวลา คงไม่ได้ แน่นอน ปัญหาความรับผิดชอบในแง่ ระบบ ที่ว่า ถ้าระบบดี รัฐมนตรี ที่ดูแล หน่วยงานระดับกลางเหล่านั้น ติดตามเรื่องได้ดี ก็มีส่วน .. แต่ด้วยความบังเอิญ ที่ช่วง critical ดังกล่าว อยู่ระหว่าง รัฐบาลเก่าไป รัฐบาลใหม่เพิ่งมา พอดี)


ในความเห็นของผม ผมมองว่า นี่เป็นโศกนาฏกรรมของความไม่เอาไหน ของระบบบริหารจัดการจริงๆ และปัญหาเริ่มจาก "ระบบ" ใน "ระดับกลาง" มาบวกกับ "โชคซวย" ทีเป็นช่วง ของการต่อ-หาเสียง ระหว่างรัฐบาล

ผมจึงไม่เห็นด้วย กับการ "เล่น" เรื่องนี้ ในฐานะ "การเมือง"

ยิ่งไปถึงระดับว่า เป็นการ "วางยา" ของ "ฝ่ายนั้น" อะไรโน่น

พูดจริงๆ ผมว่า "ฝ่ายน้ัน" ไม่ฉลาด ขนาดวางแผนแยบยล ใหญ่โต ได้ขนาดนี้หรอกครับ

กรณีคำสัมภาษณ์ ดร.สมิธ ที่ดุเหมือนจะ "ฟันธง" ว่า มีการ "แกล้งปล่อยน้ำไม่หยุด เพื่อล้มรัฐบาล" (ดูบทความ ไทยอีนิวส์ ตาม link ข้างบน ผมเห็นคนเผยแพร่ทาง fb กันเยอะ) ผมว่า ต้องจัดการกับคำให้สัมภาษณ์ของ ดร.สมิธ อย่างระมัดระวังเหมือนกัน ต้นปี ดร.สมิธ "ฟันธง" ว่า ไทยต้องต้องแล้งหนักแน่ๆ และผมว่า นี่คือ "เบื้องหลัง" วิธีคิด ของ กรมชลฯ และ กฟผ ที่กักน้ำไว้ในเขื่อนมากเกินไป และนานเกินไป พูดง่ายๆ ดร.สมิธ เอง ตอนต้นปี ก็นึกแบบ กรมชลฯ กฟผ นันแหละ ว่าจะแล้งหนัก ... ทีนี้ตอนหลัง ที่ต้องมาปล่อย ก็เพราะ ถึงจุดนั้น มันล้นเขื่อนเล้ว ถ้าไม่ปล่อยออกมา เขื่อนจะแตก แต่พอปล่อยออกมา ก็เลยกลายเป็นต้องปล่อยทีละมากๆ แล้วน้ำฝนที่ตกหนักบวกกันเข้าไปด้วย)
.........................

ทั้งหมดนี้ เป็นคนละประเด็นกับว่า เมื่อเกิดวิกฤตแล้ว มีการเอาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง ซึ่งสะท้อน ความขัดแย้งที่ "ร้าวลึก" ระดับ "มูลฐาน" ของการเมืองไทย ซึ่งเป็นประเด็นทีผมโพสต์ไปเมื่อหลายวันก่อนแล้ว

ทักษิณทวีตพลิกวิกฤตเป็นโอกาสสะสางฝนแล้งน้ำท่วมถาวร คุยยิ่งลักษณ์แล้วแนวทางฟื้นฟูเบ็ดเสร็จ

ที่มา Thai E-News


ที่มา ทวิตเตอร์ Thaksin Shinawatra
1 พฤศจิกายน 2554

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทวีตข้อความผ่าน twitter ที่ใช้ชื่อว่า Thaksin Shinawatra เกี่ยวกับวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ หลังจากไม่ได้ทวีตมานานตั้งแต่วัีน24 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยได้ทวีตข้อความติดต่อกันว่า

สวัสดีครับ หายไปนานไม่ได้ทวีทมาเลย วันนี้ขออนุญาตส่งความห่วงใยมายังทุกท่านที่ประสพภัยน้ำท่วมทั้งทางตรงและ ทางอ้อม ความจริงผมแอบทำงานอยู่ห่างๆ

ช่วงนี้ผมยังคงเดินทางเช่นเดิม แต่ก็ตรวจสอบข่าวคราวเหตุการณ์บ้านเมืองตลอด มีอะไรช่วยทำช่วยแนะนำก็ทำไป แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นอุทกภัยที่หนักที่สุด และจะเป็นโอกาสให้เราได้แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งถาวรเสียที เพราะ เราเสียงบประมาณจำนวนมากแก้ปัญหาและเยียวยาแบบเฉพาะหน้าเฉพาะกิจครั้งแล้ว ครั้งเล่า

ผมได้ให้กำลังใจทุกคนไปว่าในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส วิกฤตคราวนี้ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้คนไทยได้หันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมกันแก้ ปัญหาและฟื้นฟูประเทศ

ถ้าท่านจำกันได้ตอนปี 2548 ผมเคยมีโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่เชิญต่างประเทศมาลงทุนให้ก่อนแล้ว ผ่อนเป็นสินค้าเกษตรซึ่งมีเรื่องน้ำรวมอยู่ด้วย แต่ผมถูกปฏิวัติเสียก่อน

เหตุการณ์ครั้งนี้เราเสียหายรวมกันทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ เฉพาะทางตรง น่าจะร่วมๆ 2 แสนล้านบาท แต่ก็อยากให้สบายใจว่า หาเงินมาแก้ปัญหาได้

ผมได้คุยกับท่านนายกฯ และผู้รู้หลายท่าน รวมทั้งรัฐบาลหลายประเทศ ถึงแนวทางการฟื้นฟูครั้งนี้ว่า ควรจะทำกันอย่างไร จะช่วยกันได้อย่างไร ทำอย่างไรจะทำให้เขามั่นใจที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศจะไม่หนีจากเรา เชื่อว่าทานนายกฯ คงจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ก่อนไปประชุมเอเปค เพราะต้องถูกถามและต้องไปบรรยายให้นักธุรกิจฟัง น้ำท่วมครั้งนี้ถ้าเราไม่ช่วยกันกอบกู้ความน่าเชื่อประเทศกลับคืนมาอนาคตจะ ลำบากมาก เราต้องเร่งแก้

สิ่งที่ทำความเสียหายแก่ประเทศกลับคืนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมือง การขาดหลักนิติธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย การแทรกแซงประชาธิปไตย

"แน่นอนครับ เราต้องเร่งฟื้นฟู และเยียวยาทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบทั้งภาวะน้ำท่วมในครั้งนี้ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่ผ่านมา การฟื้นฟูครั้งนี้เป็นความท้าทายของคนไทยทั้งประเทศ เพราะปัญหาใหญ่กว่า กินวงกว้างกว่า และยาวนานกว่าซึนามิที่ภาคใต้ เราจึงต้องร่วมมือร่วมใจกันครับ"

Tuesday, November 1, 2011

'ปู'งดสัมภาษณ์ อ้างสื่อถามซีเรียสเกิน ขอปลีกตัวไปครม.

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



คนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี อ้าง เหตุนายกฯไม่ให้สัมภาษณ์นักข่าว
เพราะเวลาถามไม่ยิ้ม แถมมีท่าทางซีเรียสเกิน ก่อนขอปลีกตัวไปประชุมครม.

วันที่ 1 ต.ค. ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.)
อาคารเอ็นเนอยีคอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน ภายหลังรับมอบเงินบริจาคจากหลายหน่วยงาน
รวมเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือน้ำท่วมทั้งสิ้น 33,270,000 บาทแล้ว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกจากศปภ.อย่างรีบร้อนทันที
โดยระหว่างเดินผู้สื่อข่าวได้ถามว่า นายกฯจะไปปฏิบัติภารกิจที่ไหน
โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ



ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า คนใกล้ชิดนายกฯได้แจ้งกับผู้สื่อข่าวว่า
นายกฯจะไปประชุมร่วมกับรัฐมนตรีบางส่วน แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าประชุมที่ไหนเรื่องอะไร
และขอไม่ให้ผู้สื่อข่าวติดตาม และจะไม่กลับมาที่ศปภ.แล้ว
อย่างไรก็ตาม คนใกล้ชิดนายกฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า
การที่นายกฯไม่ยอมให้สัมภาษณ์ไม่ได้เป็นเพราะงอนที่ถูกสื่อจี้ถามหลายๆ คำถาม
แต่งอนผู้สื่อข่าวบางคนที่ถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจนเกินไปโดยไม่ยิ้มแย้ม
ซึ่งนายกฯพร้อมที่จะตอบทุกคำถามไม่ว่าเป็นคำถามบวกหรือลบ
แต่ขออย่างเดียวเวลาถามให้ช่วยปรับใบหน้าให้ยิ้มแย้มด้วย.


http://www.thairath.co.th/content/pol/213504

ยุทธการอำมาตย์พังคันกั้นน้ำคลองหกวา ปล่อยน้ำท่วม กทม. ทำลายรัฐบาลนายกฯปู

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


หากเราดูในภาพรวมขณะนี้ เราพอจะประเมินได้ว่า จุดวิกฤติของน้ำท่วม กทม. นั้นได้ผ่านไปแล้ว เพราะช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงสุด ได้ผ่านไปแล้ว ดังนั้น การระบายน้ำออกทางแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะสามารถทำได้เพิ่มมากขึ้น แรงกดดันจากน้ำทะเลหนุนจะลดลง วันที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดคือวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ไม่ทำให้น้ำล้นฝั่งคันกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

กรุงเทพฯ ก็นับว่าปลอดภัยจากน้ำทะเลหนุน และในภาพรวม การปล่อยน้ำลงทะเลก็จะทำได้วันละ 550 ล้านลูกบาศก์เมตร สิบวันก็สามาถปล่อยได้ 5,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ผ่านมาสองสามอาทิตย์ ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม จนถึงวันนี้ น้ำน่าจะลงทะเลไปแล้ว 3,000-4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร น่าจะเหลืออีกในทุ่งลพบุรี ชัยนาทลงมา ไม่เกิน 7-8 พันล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งน้ำจะไม่มาพร้อมกันแต่จะทยอยไหลลงมา

ตอนนี้แนวปราการของกรุงเทพฯ มีจุดเดียว ที่จะพังคือ "คันกั้นน้ำคลองหกวา" บริเวณเขตสายไหม ยาวประมาณ 6 กิโลเมตร

หากคันกันน้ำนี้พัง น้ำก็ไหลเข้าท่วมกรุงเทพฯ อย่างแน่นอน และท่วมหนักด้วย

แรงดันของน้ำตอนนี้ คงไม่สามารถพังคลองกั้นน้ำนี้ได้ นอกจากฝีมือมนุษย์เมท่านั้นที่ไปรื้อคันมันลงมาเท่านั้น

ผม ได้ยินข่าวจากแหล่งข่าวระดับสูง แจ้งมาว่า จะมีคนบางกลุ่มบางพวก ไปพังคันกั้นน้ำบริเวณนี้ลง เพื่อให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งหากคันกั้นน้ำนี้พัง น้ำซึ่งอยู่ตอนเหนือบริเวณทุ่งรังสิต ซึ่งค่อนข้างเป็นน้ำเน่าแล้ว เพราะค้างทุ่งมานาน ก็จะไหลเข้าคลองประปา

จะทำให้น้ำประปา ไม่สามารถใช้ได้ จากน้ำสีเหลือง ก็จะกลายเป็นสีดำ
ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมากทันที เรียกว่าหลายล้านคน

คนกรุงเทพฯ ก็จะด่ารัฐบาลนายกฯ ปู โยนความผิดให้กับรัฐบาลรับไปทันที

ที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วว่า มีชาวบ้านไปพังคันกั้นน้ำ ริมคลองประปา ทำให้น้ำประปา ฝั่งธนฯ คุณภาพน้ำลดลงไปมากทันที

"""แต่ จะเป็นชาวบ้านจริงหรือเปล่า หรือมี กลุ่มชายฉกรรก์ ทำตัวเป็นชาวบ้าน (เหมือนพวกเสื้อสีฟ้า) ไปพังคันกั้นน้ำเพื่อสร้างสถานการณ์ เพื่อทำลายรัฐบาลนี้

โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เชื่อว่า ชาวบ้านริมขอบกรุงเทพฯ ซึ่งเรียกว่าน่าจะเป็นคนที่มีการศึกษา จะไม่ได้ฟังข่าวสารทางสื่อต่างๆ จะคิดแบบคนป่า คือ ตัวเองเดือดร้อน แล้ว อยากจะให้คนอื่นได้เดือดร้อนบ้าง ต่อให้เป็นคนใจดำขนาดไหน ผมว่าฟังเหตุผลแล้ว ก็ต้องเข้าใจ

คุณเดือดร้อน มันไม่จำเป็นต้องทำให้คนที่เขายังไม่เดือดร้อน ได้รับความทุกข์ทรมานไปด้วย ทำอย่างนั้น ก็คือคนบาปดีๆ นี่เอง เราเดือดร้อน เผชิญความทุกข์ยาก เราควรจะมีใจที่สูงสมเป็นชาวพุทธคือ พยายามไม่ให้คนอื่นต้องเดือดร้อนเหมือนเรา หรือได้รับความทุกข์ยากเหมือนเรา

โทรทัศน์ ก็ออกข่าวตลอดเวลา หากเป็นชาวบ้านจริงๆ จะไม่รู้เชียวหรือว่ามันสร้างความเดือดร้อนให้คนหมู่มากขนาดไหน คนไทยเราจะใจจืดใจดำขนาดนั้นเชียวหรือ

หากมันเป็นแผนการณ์ของคนบางกลุ่มบางคน ที่ต้องการทำลายรัฐบาลนายกฯปู

อัน นี้พอจะเข้าใจได้ เหมือนการสร้างสถานการณ์ ผสมโรง เผาห้างเซ็นทรัลเวิร์ด แล้วโยนให้คนเสื้อแดงที่กำลังหนีตาย ว่าไปเผาห้าง เผาบ้านเผาเมือง


หากคันกั้นน้ำ คลองหกวา มีชาวบ้านบุกไปพัง เชื่อได้เลยว่า ไม่ใช่ชาวบ้านจริงๆ แต่เป็น "คนบางกลุ่ม" ไปสร้างสถานการณ์ พังมันลงมา

เป็นยุทธการแบบหน้ามืด เอาความเดือดร้อนของคนกรุงเทพฯ เพื่อสังเวยตัณหาที่จะโค่นล้มรัฐบาลนายกฯปู

จะหวังพึ่งทหารให้ป้องกันแนวคันกั้นน้ำนี้ ก็ลำบากครับ
เพราะทหารก็มี Hidden Agenda เหมือนกัน (ไม่ใช่ทหารชั้นผู้น้อย แต่เป็นพวกที่กุมอำนาจในเวลานี้) เขาไม่ได้พิศวาทรัฐบาลปู

ที่ทหารออกช่วยชาวบ้าน เพราะเขาก็ต้องการสร้างชื่อเสียงกลับคืนมา ไม่ได้เกี่ยวกับการต้องปกป้องรัฐบาลแต่อย่างใด

ดังนั้น ชาว กทม. คงต้องเฝ้าระวังคันกั้นน้ำ คลองหกวาให้ดีนะครับ

แนวกำแพงป้องกันข้าศึก หากทะลาย ก็จะทะลายจากจุดนั้น
กรุงศรีอยุธยาแตก เพราะมีใส้ศึก กำแพงมันไม่ได้พังมาจากภายนอก จากข้าศึก

แต่มันพังจากภายใน จากใส้ศึก

Re:

ผมมีภาพบริเวณนี้ครับ



จากภาพเราจะเห็นแนวทางตอนเหนือที่บอกว่า "แนวคันกั้นน้ำคลองหกวา 6 กม."

ตรงนี้แหละครับเป็นจุดอ่อนที่สุด

ชาว บ้านแถวนั้น ยอมทนลำบากไปอีกสิบวันได้หรือไม่ เพื่อที่จะได้ระบายน้ำเลงทะเลไปอีกสัก 5,000 ล้านคิว ปริมาณน้ำจะลดลง แล้วคนที่ยังไม่ได้รับความทุกข์ อีกหลายล้านคน เขาจะได้ไม่ต้องมีทุกข์

แทนที่จะคิดว่า เราได้รับความทรมาน คนอื่นสมควรได้รับบ้าง

อันนั้นมันคิดแบบคนที่มีใจที่ยังไม่ได้พัฒนา
เรา ควรทำใจแบบพระในนิยายจีนกำลังภายใน ที่บอกว่า "อาตมาไม่ลงนรกแล้วใครจะลงนรก" คือ ยอมรับบาปแทนคนอื่นไป เพื่อให้คนอื่นจะได้ไม่ต้องทนทุกข์

ในส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า ชาวบ้านหนึ่งคนอาจคิดแบบแย่ๆ ได้คือ "เราลำบาก คนอื่นควรลำบากด้วย"

แต่ หากมีชาวบ้านเป็นร้อยคนคิดอย่างนั้น โดยมีการปรึกษาหารือกันมาก่อน ผมเชื่อว่า ไม่มีคน "ขาดสติ" จำนวน มากขนาดนั้น อย่างน้อยก็ต้องมีคนค้านว่ามันเป็นบาป เป็นสิ่งไม่ดี

นอกจากมีคน บางกลุ่ม บางพวก ต้องการใช้ความเดือดร้อนของคนกรุงเทพฯ เพื่อเป้าประสงค์ทางการเมือง ซึ่งเราก็เห็นกันมาแล้ว 5 ปี ว่าพวกเขาทำอย่างนั้นจริงๆ

2เขื่อนยักษ์ ปริศนาลับ! กำจัดปู! บทพิสูจน์น้ำ “หมื่นล้านคิว” มาจากไหน?ใครวางงาน?

ที่มา thaifreenews

โดย bozo





จนถึงวันนี้กองทัพน้ำจำนวนมหาศาล ที่ไหลบ่ามาล้อมกรุงเทพฯ
ได้เริ่มทะลุทะลวงล่วงล้ำเข้ามาตามคลองในกรุงเทพฯ
และล้นเอ่อทะลักขึ้นตามท่อระบายน้ำแล้วในหลายเขตพื้นที่
ไม่นับกับปริมาณมวลน้ำมหึมาที่ยังคงไหลบ่าลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา
จนพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งได้รับผลกระทบอ่วมหนักไปตามๆกัน
ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิศาสตร์ของพื้นที่แต่ละเขต ว่าเป็นที่ลุ่ม ที่ต่ำ หรือที่สูง
และสำคัญที่สุดพนังกั้นน้ำยังดีอยู่หรือไม่ มีใครไปรื้อแนวป้องกันออกหรือไม่
รวมไปถึงการทำหน้าที่ในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ของ 16 สถานีสูบน้ำใหญ่ของ กทม. ว่า
ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด?
กรุงเทพฯจะวิกฤติหรือไม่ ณ วินาทีนี้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
แต่ปัจจัยที่ถือเป็นปัญหารุนแรงที่สุดของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คือ
ในภาวะที่ใกล้วิกฤติเช่นขณะนี้
กลไกทุกกลไกของภาครัฐจะต้องประสานรวมกันเป็นหนึ่งถึงจะฝ่าวิกฤตไปได้
หากยังมีลักษณะต่างคนต่างพาย
ยังมีลักษณะที่บางหน่วยงานยังอยากที่จะเป็นพระเอก
ยังมีคนที่คิดจะฉวยโอกาสทางการเมืองอยู่
รวมทั้งยังมีพวกเสนอหน้าเข้ามาสร้างความวุ่นวายซ้ำซ้อนไม่รู้จักจบจักสิ้น
แม้แต่กองทัพยังออกมาปากว่า มีหน่วยงานราชการบางแห่งที่ยังคงเล่นเกมเกียร์ว่าง
ทั้งๆที่นับวันจะวิกฤตมากขึ้นทุกทีเช่นนี้
บอกได้เพียงว่า
ในฐานะนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
อาจจะต้องมีรายการลงดาบเล่นงานกันอย่างจริงๆจังๆ
โดยไม่เลือกหน้าไม่เลือกพวกไม่เลือกสีได้แล้ว
ถ้าไม่เชือดไก่ให้ลิงที่วิ่งกันยั้วเยี้ยในเวลานี้ดูเสียบ้าง
ก็ต้องระวังว่ารัฐบาลเองนั่นแหละที่จะสั่นคลอน
เพราะในเวลานี้ ยังคงมีกลุ่มโซเชี่ยล เน็ตเวิร์ก
ที่จ้องด่าจ้องโจมตีรัฐบาลในทุกๆเรื่องอยู่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
ส่งภาพส่งโพสต์สารพัดข้อกล่าวหาเข้าไปเล่นงานรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์อย่างต่อเนื่อง
โดยไม่สนว่ามีประเด็นหรือไม่มีประเด็นก็ตาม
ด่าเอาไว้ก่อน ตำหนิเอาไว้ก่อน กล่าวหาเอาไว้ก่อน...
ซึ่งจนวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถที่จะแก้เกมหรือรับมือตรงนี้ได้เลย
ณ วินาทีนี้เป็นการต่อสู้เพื่อโค่นล้มทางการเมืองที่แหลมคม
ท่ามกลางกระแสน้ำที่จ่อล้นจะท่วมกรุงเทพฯอยู่ในขณะนี้นั่นเอง
ซึ่งในขณะที่เกมการเมืองกำลังเต็มไปด้วยการโจมตีอย่างหนัก
แต่สำหรับประชาชนผู้ที่เดือดร้อน ล้วนแล้วแต่มีคำถาม
หรือข้อสงสัยที่ตรงกันหมดกว่าครึ่งค่อนประเทศ ทั้งที่ประสบความสูญเสียจากน้ำท่วม
และที่ลุ้นระทึกตลอดช่วงระยะเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมา นั่นคือข้อสงสัยที่ว่า
น้ำจำนวนมหึมากว่า 1.1 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรนั้น มันมาจากไหนกันแน่???
ทำไมทั้งๆที่กระจายท่วมท้นไปกว่า 30 จังหวัดแล้ว
ยังคงมีมวลน้ำอยู่มากมาย ดูราวกับไม่หมดไม่สิ้นเสียที
มากมายชนิดที่คนกรุงเทพฯยังไม่มั่นใจเลยแม้แต่น้อยว่า
หากปล่อยให้เข้ามาท่วมกรุงเทพฯ
เพื่อช่วยพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดและในพื้นที่จังหวัดปริมณฑลโดยรอบกรุงเทพฯแล้ว
จะสามารถลดทอนน้ำในที่ต่างๆได้แค่ไหน???
สุดท้ายจะเป็นการเสียสละพื้นที่เศรษฐกิจที่สูญเปล่าหรือไม่
หากน้ำท่วมกรุงเทพฯแล้วปรากฏว่าน้ำในที่ต่างๆก็ไม่ได้ลดลง
ดังนั้นปริศนามวลน้ำจำนวนมหาศาลที่ก่อให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่คราวนี้
จึงเป็นสิ่งที่คาใจและข้องใจของคนไทยทุกคน
ซึ่งจากการติดตามความจริงในเรื่องนี้
บางกอก ทูเดย์ ไม่ได้ต้องการโทษความผิดให้ใคร
แต่ต้องการให้ได้เรียนรู้จากความจริง และใช้เป็นบทเรียนไม่ให้เกิดขึ้นอีก
เพราะน้ำจำนวนมหาศาลเป็นหมื่นๆล้านลูกบาศก์เมตรในครั้งนี้
เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการบริหารน้ำในเขื่อนสำคัญคือเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ นั่นเอง

ปกติเขื่อนภูมิพล จะต้องมีระดับความจุเก็บกักน้ำต่ำสุดคือ 3,800 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)
ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ความจุเก็บกักน้ำต่ำสุดคือ 2,850 ล้าน บล.ม.
ซึ่งก็จะมีปริมาณน้ำที่แม้จะน้อยแต่ก็พอประคองสถานการณ์ภัยแล้งได้บ้าง
แต่ในปีนี้การดูแลน้ำในเขื่อนทั้ง 2 เกิดความวิตกในเรื่องภัยแล้งมากจนเกินเหตุ
ทำให้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา
ทั้งๆที่ระดับน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีอยู่ที่ความจุ กว่า 6,000 ล้าน ลบ.ม. แล้ว
แต่กลับไม่มีการพร่องน้ำเอาไว้เลยแม้แต่น้อย (ดูกราฟที่ 1 และ 2 ประกอบ)
ทำให้ในช่วงเดือน พฤษภาคม มิถุนายน จนถึงกรกฎาคม น้ำในเขื่อนถูกเก็บกักเอาไว้สูงขึ้นเรื่อย
ประกอบกับในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม มีการเลือกตั้ง
ทำให้เกิดช่วงสุญญากาศทางการเมือง รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นรัฐบาลรักษาการอยู่จนถึงต้นเดือนสิงหาคม
ทำให้การดูแลระดับน้ำในเขื่อนอยู่ในการดูแลรับผิดชอบของกรมชลประทาน
เนื่องจากกว่ารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์จะสามารถทำหน้าที่ได้

ก็เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม เวลาประมาณ 21.30 น. ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ
ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐนตรี รัฐบาลยิ่งลักษณ์
จากนั้นในวันที่ 10 ส.ค. นางสาวยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี
จึงได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 14 รพ.ศิริราช

ซึ่งในวันที่ 13 สิงหาคม ตามกราฟจะเห็นว่า
เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ มีความจุน้ำพุ่งขึ้นไปถึง 8,400 ล้าน ลบ.ม.แล้ว
ทำให้เมื่อเจอกับพายุเข้า 3-4 ลูกติดๆกัน
น้ำในเขื่อนใหญ่ทั้ง 2 จึงขยับขึ้นมาเต็มเขื่อนอย่างรวดเร็ว
เมื่อน้ำในเขื่อนสิริกิติ์แตะระดับ 9,500 ล้าน ลบ.ม.
และเขื่อนภูมิพลแตะ 13,500 ล้าน ลบ.ม.
ในต้นเดือนกันยายน จึงทำให้เขื่อนต้องเร่งระบายน้ำ
และกลายเป็นมวลน้ำจำนวนมหึมาที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั่นเอง
และกลายเป็นโศกนาฎกรรมใหญ่ในครั้งนี้

คิดแบบคนทั่วไป หน่วยงานที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำคอยบริหารจัดการเขื่อน
แต่เพราะความกลัวภัยแล้ง จึงทำให้ไม่มีการพร่องน้ำเอาไว้เลย
ทั้งๆที่หากเกิดภัยแล้งเชื่อว่า
ความเสียหายน่าจะมีเพียงในระดับพันล้านหรือหมื่นล้านบาทเท่านั้น
ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้าไปช่วยชดเชยให้ความช่วยเหลือ
แต่การเกิดอุทกภัยใหญ่ เพราะเขื่อนจำเป็นต้องปล่อยน้ำ
จนเกิดน้ำท่วมใหญ่และเสียหายนับเป็นกว่า 5-6 แสนล้านบาทเช่นนี้
เป็นเรื่องที่จะต้องมีการทบทวน จะต้องถือเป็นบทเรียนสำคัญ
เพราะไม่ว่าอย่างไรหน่วยงานเกี่ยวกับเรื่องน้ำ
ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องน้ำควรจะต้องรู้ดีกว่าประชาชนทั่วไป
ไม่ควรปล่อยให้เกิดการวางแผนผิดพลาดได้ขนาดนี้

เพราะน้ำหลากน้ำท่วมจากสูงลงสู่ต่ำไปสู่อ่าวไทย
สำหรับประเทศไทยนั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่มีมานาน
สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ทำให้พม่าไม่สามารถตีกรุงศรีอยุธยาได้
ก็เพราะฤดูน้ำหลากนี่แหละ ส่วนที่ต้องเสียกรุง 2 ครั้ง
ก็เพราะการขาดความสามัคคีของคนในชาติ
และปีนั้นน้ำแล้งจึงไม่มีน้ำหลากมาช่วยได้ทัน
ตรงนี้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของพื้นที่
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำควรที่จะต้องรู้ประวัติศาสตร์ด้วย
ความผิดพลาดครั้งนี้จึงเป็นบทเรียนราคาแพงอย่างยิ่ง

หากในเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม มีการสั่งการ
ห้กรมชลประทานพร่องน้ำเอาไว้ที่ระดับประมาณ 3,500 – 4,000 ล้าน ลบ.ม.
ก็จะทำให้เขื่อนสามารถที่จะรับน้ำได้อีกถึงกว่า 5,000 – 6,000 ล้าน ลบ.ม.ได้อย่างสบายๆ
ซึ่งปริมาณน้ำท่วมทุ่ง ก็จะไม่มากมายมหาศาลเท่ากับขณะนี้แน่
เพราะรวม 2 เขื่อนจะรับน้ำได้เป็นหมื่นล้าน ลบ.ม.นั่นเอง
ขณะเดียวกันหากที่ผ่านมา กรมชลประทานมีการดูแลขุดลอกทรายในแม่น้ำ
หรือให้สัมปทานดูดทรายขาย ถ้าปีนึงๆดูดทรายขึ้นไปได้สักล้าน ลบ.ม.
นั่นก็คือการเพิ่มศักยภาพของแม่น้ำในการที่จะรองรับน้ำได้เพิ่มเป็นล้าน ลบ.ม.ด้วยเช่นกัน
กรมชลประทานและบรรดาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องน้ำของรัฐ
จากวันนี้ไปจึงควรจะต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาดเหมือนในครั้งนี้อีก

รวมทั้งในการแก้ไขปัญหาในขณะนี้
คงต้องบอกกันตรงๆว่า รัฐบาล กองทัพ กรมชลประทาน
พยายามรับมือกันสุดกำลัง ทาง กทม.และพรรคประชาธิปัตย์
จะต้องเลิกหวังชิงจังหวะทางการเมือง แต่ต้องหันมาเร่งระบายน้ำอย่างเต็มที่
เพราะคนที่เดือดร้อนคือประชาชน
และเศรษฐกิจที่เสียหาคือเศรษฐกิจของกรุงเทพฯและประเทศชาติ

เนื่องจากประชาชนไม่เข้าใจว่า
เกิดอะไรขึ้นกับระบบการจัดการระบายน้ำในคลองของ กทม.
เพราะจากข้อมูลของ กทม.เอง
โดยสำนักการระบายน้ำของ กทม. ณ วันที่ 31 ตุลาคม ที่เผยแพร่
ในเว็บไซด์ http://dds.bangkok.go.th/canal/
ยกตัวอย่างเฉพาะแค่คลองเปรมประชากร
ซึ่งทำให้เขตดอนเมืองวิกฤตนั้น พบข้อมูล (ตามภาพประกอบ) ว่า
น้ำในคลองช่วง สน.ดอนเมือง เขตดอนเมืองอยู่ที่ 1.55 เมตร
แต่ถัดมาแค่ช่วงวัดเทวสุนทร เขตจตุจักร ระดับน้ำอยู่ที่ 1.01 เมตร
ห่างกันกว่า 50 เซนติเมตร
ยิ่งลงมาที่ช่วงสถานีน้ำอุโมงค์คลองเปรมฯ เขตบางซื่อ ระดับน้ำอยู่ที่ 0.04 เมตร

ซึ่งมองตามประสาประชาชนทั่วไป
ที่เห็นกราฟนี้แล้วไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งเมื่อคลิกดูหลายๆคลองใน กทม.
ก็ไม่ต่างกัน คือหลายคลองยังแห้งผากอยู่
จึงไม่รู้ว่ามีใครอยากจะเป็นพระเอกหรือไม่ หรือมีใครเล่นอะไรอยู่
เรื่องนี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เมื่อเห็นกราฟแล้ว
จะต้องเร่งตรวจสอบและหาคำตอบมาให้กับประชาชนด้วย ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น???

เพราะเวลานี้รัฐบาลเองก็พยายามเปลี่ยนคนที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤตออกไปแล้ว
อย่างโฆษก ศปภ. ก็เอานายธงทอง จันทรางศุ มาทำหน้าที่ให้ข้อมูลกับประชาชน
ซึ่งก็สามารถที่จะทำความเข้าใจได้มากขึ้น

ในขณะที่โฆษกคนเก่า ซึ่งโดนโจมตีหนัก และลามไปถึงขั้นว่าเป็น “เด็กใคร???”
ทำให้ว่ากันว่าขาใหญ่ในพรรคที่ใกล้ชิดกับนายวิม ยังสะดุ้งโหยงไปด้วยตอนนี้
เพราะโดนเมนท์แหลกราญไปหมดแล้ว
ดังนั้นเวลานี้จึงไม่ใช่เวลาที่อยากเป็นพระเอก ไม่ใช่เวลาที่จะมาเสนอหน้า
หรือไม่ใช่เวลาที่อยากจะเป็นรัฐมนตรี เป็นเสนาบดี
เวลานี้คือเวลาวิกฤตที่ต้องช่วยประเทศชาติและประชาชน
หากใครยังขืนงี่ๆเง่าๆไม่เลิก ระวัง... เราเตือนคุณแล้วนะ!!


http://www.bangkok-today.com/node/10905

"ทักษิณ"ทวีตให้ช่วยกันเร่งฟื้นฟูกอบกู้ประเทศ

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ @ThaksinLive ว่า "สวัสดีครับ หายไปนานไม่ได้ทวีตมาเลย วันนี้ขออนุญาตส่งความห่วงใยมายังทุกท่านที่ประสบภัยน้ำท่วมทั้งทางตรงและ ทางอ้อม ความจริงผมแอบทำงานอยู่ห่างๆ"

พ.ต.ท.ทักษิณทวีตข้อความต่อว่า ช่วงนี้ผมยังคงเดินทางเช่นเดิม แต่ก็ตรวจสอบข่าวคราวเหตุการณ์บ้านเมืองตลอด มีอะไรช่วยทำ ช่วยแนะนำก็ทำไปแต่ก็ต้องยอมรับว่า เป็นอุทกภัยที่หนักที่สุด

"ผมได้ให้กำลังใจทุกคนไปว่าในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส วิกฤตคราวนี้ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้คนไทยได้หันหน้าเข้าหากัน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาและฟื้นฟูประเทศ และจะเป็นโอกาสให้เราได้แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งถาวรเสียที เพราะเราเสียงบประมาณจำนวนมากแก้ปัญหาและเยียวยาแบบเฉพาะหน้าเฉพาะกิจครั้ง แล้วครั้งเล่า" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณโพสต์ข้อความต่อว่า ถ้าท่านจำกันได้ตอนปี 2548 ผมเคยมีโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่เชิญต่างประเทศมาลงทุนให้ก่อนแล้วผ่อน เป็นสินค้าเกษตร ซึ่งมีเรื่องน้ำรวมอยู่ด้วย แต่ผมถูกปฏิวัติเสียก่อน เหตุการณ์ครั้งนี้เราเสียหายรวมกันทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐเฉพาะทางตรงน่าจะร่วมๆ สองแสนล้านบาท แต่ก็อยากให้สบายใจ ว่าหาเงินมาแก้ปัญหาได้

"ผมได้คุยกับท่านนายกฯ และผู้รู้หลายท่าน รวมทั้งรัฐบาลหลายประเทศถึงแนวทางการฟื้นฟูครั้งนี้ว่าควรจะทำกันอย่างไร จะช่วยกันได้อย่างไร ทำอย่างไรจะทำให้เขามั่นใจที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศจะไม่หนีจากเรา เชื่อว่าท่านนายกฯคงจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ก่อนไปประชุมเอเปค เพราะต้องถูกถามและต้องไปบรรยายให้นักธุรกิจฟัง น้ำท่วมครั้งนี้ถ้าเราไม่ช่วยกันกอบกู้ความน่าเชื่อถือประเทศกลับคืนมาอนาคต จะลำบากมาก เราต้องเร่งแก้สิ่งที่ทำความเสียหายแก่ประเทศกลับคืนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมือง การขาดหลักนิติธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย การแทรกแซงประชาธิปไตย แน่นอนครับเราต้องเร่งฟื้นฟูและเยียวยาทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบทั้งภาวะ น้ำท่วมในครั้งนี้ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่ผ่านมา การฟื้นฟูครั้งนี้เป็นความท้าทายของคนไทยทั้งประเทศเพราะปัญหาใหญ่กว่า กินวงกว้างกว่าและยาวนานกว่าสึนามิที่ภาคใต้ เราจึงต้องร่วมมือร่วมใจกันครับ" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

เทียบข้อมูลฝนจากดาวเทียม หาสาเหตุวิกฤตน้ำท่วม 2554

ที่มา มติชน



โดย ผศ.ดร.ชินวัชร์ สุรัสวดี

หัวหน้าศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติอันดามัน (ANED) คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554)



วิกฤต น้ำท่วมในประเทศไทย พ.ศ.2554 น้ำได้ท่วมขังครอบคลุมพื้นที่ต่อเนื่องกันเป็นบริเวณกว้างกว่าทุกครั้งที่ ผ่านมา พื้นที่บริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เรียกว่า กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน นอกจากนี้ ได้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย

วิกฤต น้ำท่วมครั้งนี้ก่อให้เกิดความเสียหายมากมายทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ทางด้านเศรษฐกิจ ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท ส่วนทางด้านสังคม ประชาชนจำนวนหนึ่งเสียชีวิต ประชาชนที่อยู่บริเวณน้ำท่วมขัง ทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันต้องเคลื่อนย้ายหาที่พักพิงชั่วคราวที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดให้ หรือเคลื่อนย้ายหาแหล่งพักพิงสถานที่อื่น

นอกจากนี้ ยังได้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของประชาชนเป็นอย่างมาก



ผู้ เขียนได้ศึกษาหาสาเหตุของวิกฤตน้ำท่วมปี พ.ศ.2554 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน โดยใช้ข้อมูลฝนจากดาวเทียมไมโครเวฟและอินฟราเรด และข้อมูลการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนต่างๆ ที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มลุ่มน้ำดังกล่าว โดยพิจารณาข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 จนถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2554

ผล การศึกษาพบว่า กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไป เป็นไหล่เขาสูงทางทิศเหนือ ตะวันออก และตะวันตก พื้นที่ทางตอนเหนือสูงและลดระดับความสูงของพื้นที่จากทางตอนเหนือลงมาทางใต้ (รูปที่ 1 ก) บริเวณนี้ประกอบด้วยลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา และท่าจีน มีแม่น้ำสายสำคัญคือแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา และท่าจีน แม่น้ำเหล่านี้จะไหลจากทางเหนือลงมาทางใต้

พื้นที่ บริเวณลุ่มน้ำดังกล่าวมีขนาดที่แตกต่างกัน ขนาดพื้นที่ของลุ่มน้ำน่านมีขนาดใหญ่ที่สุดคือ 34,331 ตารางกิโลเมตร รองลงมาคือลุ่มน้ำปิง 33,896 ตารางกิโลเมตร ลุ่มน้ำยม 23,616 ตารางกิโลเมตร ส่วนลุ่มน้ำสะแกกรังมีพื้นที่น้อยที่สุดคือ 5,192 ตารางกิโลเมตร

ใน พื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน มีเขื่อนที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สุดคือเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ซึ่งมีความจุอ่างเก็บน้ำ 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร รองลงมาคือเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีความจะอ่างเก็บน้ำ 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร

เมื่อเปรียบเทียบปริมาณฝนรายเดือน (มีหน่วยเป็นล้านลูกบาศก์เมตร) ที่ตกในกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนและแต่ละลุ่มน้ำ ของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ. 2554 และค่าปริมาณฝนรายเดือนเฉลี่ยของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2554

เปรียบ เทียบความแตกต่างของปริมาณฝนรายเดือนที่ตกในกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน และแต่ละลุ่มน้ำย่อย มีหน่วยเป็นล้านลูกบาศก์เมตร ของปี พ.ศ.2554 และค่าเฉลี่ยของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2554

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปริมาณฝนรายเดือนของปี พ.ศ.2554 ในภาพรวมของกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน มากกว่าปริมาณฝนที่เป็นค่าเฉลี่ยของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 เกือบทุกเดือน

และ เมื่อพิจารณาเป็นรายลุ่มน้ำ ก็จะพบว่าปริมาณฝนของ พ.ศ.2554 มีปริมาณฝนมากกว่าปริมาณฝนที่เป็นค่าเฉลี่ยของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 เกือบทุกเดือนเช่นกัน

เมื่อนำปริมาณฝนรายปีของปี พ.ศ.2554, ค่าเฉลี่ยของปริมาณฝนรายปีตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553, และปริมาณฝนรายปีของปี พ.ศ.2554 หารด้วยค่าเฉลี่ยของปริมาณฝนรายปีตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 ที่ตกในกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนและแต่ละลุ่มน้ำ จะเห็นได้ว่าปริมาณฝนรายปีของปี พ.ศ.2554 นั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยในทุกลุ่มน้ำและในภาพรวม




โดย ปริมาณฝนที่ตกพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนในปี พ.ศ.2554 นั้นมีปริมาณมากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 38 เปอร์เซ็นต์ (70,573 ล้านลูกบาศก์เมตร)

นอก จากนี้ เมื่อนำค่าเฉลี่ยของปริมาณฝนรายเดือนตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553, ปริมาณฝนรายเดือนของปี พ.ศ.2554 และปริมาณฝนรายเดือนของปี พ.ศ.2554 ลบด้วยค่าเฉลี่ยของปริมาณฝนรายเดือนตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 จะเห็นได้ว่าปริมาณฝนรายเดือนของปี พ.ศ.2554 สูงกว่าค่าเฉลี่ยในเกือบทุกเดือนสำหรับทุกลุ่มน้ำ และยังแสดงให้เห็นว่าฝนที่ตกบนกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนมีปริมาณที่สูง กว่าค่าเฉลี่ยมากในเดือนกันยายน

ในช่วงพฤษภาคมถึงเดือน ตุลาคมนั้น กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน มีปริมาณฝนมาก กระจายในบางพื้นที่ สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกนั้นมีฝนปริมาณมากตั้งแต่เดือน มิถุนายน ถึงเดือนกันยายน 2554



จากการศึกษาพบว่า ข้อมูลปริมาณฝนที่ตกลงบนพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน ปี พ.ศ.2554 ที่มีปริมาณสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 ทุกเดือน นั้น มิได้นำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ

ปริมาณ น้ำเก็บกัก, ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำ, ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำสะสม, ประมาณน้ำระบาย และปริมาณน้ำระบายสะสม ของเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แม่กวงอุดมธารา และกิ่วลม เมื่อพิจารณาการบริหารจัดการน้ำสำหรับเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ และแม่กวงอุดมธาราแล้ว พบว่าไม่มีความสัมพันธ์และสมดุลกันของปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำกับปริมาณ น้ำที่ระบายออก

เมื่อพิจารณาปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯสะสมและปริมาณน้ำ ระบายสะสมของเขื่อนภูมิพล จะเห็นได้ว่าขณะที่อัตราของปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯมีค่าเพิ่มขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม และวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ซึ่งควรจะได้ปรับอัตราการระบายน้ำออกให้มีความเหมาะสม

แต่กลับมีการ ลดอัตราการระบายน้ำในช่วงดังกล่าวและคงอัตราการระบายน้ำที่ต่ำไว้เป็นเวลา นาน ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ ทั้งๆ ที่จากข้อมูลฝนแสดงให้เห็นชัดเจนว่า พื้นที่ที่อยู่ใต้เขื่อนภูมิพลยังไม่มีปัญหาปริมาณน้ำที่มากเกินไป จนกระทั่งถึงปลายเดือนมิถุนายน

นอกจากนี้ ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนภูมิพลของปี พ.ศ.2554 นั้นมากกว่าปีอื่นๆ แต่ การระบายน้ำออกตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 อยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าปีอื่นๆ มาก

ในวันที่ 1 สิงหาคม 2554 เริ่มมีการเร่งการระบายน้ำออก ทั้งๆ ที่ในวันดังกล่าวปริมาตรเก็บกักของปี 2011 นั้นสูงกว่าปี พ.ศ.2551, 2552 และ 2553 ไปมาก และใกล้เคียงกับของปี พ.ศ.2549 และ 2550 (ปี พ.ศ.2549 นั้นมีปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน และสำหรับปี พ.ศ.2550 นั้นปริมาตรน้ำต้นปีมีค่าสูงมากต่อเนื่องมาจากปลายปี พ.ศ.2549)

หลัง จากวันที่ 5 สิงหาคม 2554 แม้ว่าจะมีการเพิ่มอัตราปริมาณน้ำที่ระบายออกแต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับอัตราปริมาณน้ำไหลเข้า จนกระทั่งวันที่ 30 กันยายน 2554 ที่มีการเร่งระบายน้ำออก แต่ทว่าไม่ทันการณ์เสียแล้ว เนื่องจากปริมาตรเก็บกักขณะนั้นสูงถึง 92.7 เปอร์เซ็นต์ของความจุของอ่างฯ

หลัง จากนั้นเมื่อมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 5 ตุลาคม 2554 ทำให้ปริมาตรเก็บกักเกือบเต็มความจุของอ่างฯ และไม่สามารถที่จะเก็บต่อไปได้อีก



สำหรับเขื่อน สิริกิติ์ ในปี พ.ศ.2554 มีการเพิ่มขึ้นของอัตราปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯอย่างชัดเจน 3 ครั้ง คือ วันที่ 19 มีนาคม, 6 พฤษภาคม และ 26 มิถุนายน แต่ทว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้มีการลดอัตราการระบายน้ำออกจากอ่างฯ

จะ เห็นได้ว่าปริมาตรเก็บกักตั้งแต่ 6 พฤษภาคม ของปี พ.ศ.2554 นั้นอยู่ในระดับที่กลางๆ เมื่อเทียบกับปีอื่นๆ ซึ่งควรจะมีการเพิ่มอัตราการระบายน้ำออกให้เหมาะสมกับอัตราการเพิ่มของ ปริมาณน้ำไหลเข้า แต่ทว่าการระบายน้ำในช่วงดังกล่าวมีระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับปีอื่นๆ การเร่งระบายน้ำออกเป็นจำนวนมากตั้นแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปนั้น ไม่ทันการณ์แล้ว

โดยในวันที่ 4 สิงหาคม 2554 มีปริมาตรน้ำเก็บกักสูง 83% ของความจุของอ่างเก็บน้ำ และในวันที่ 23 กันยายน 2554 มีปริมาตรน้ำเก็บกักสูงถึง 98% ของความจุของอ่างเก็บน้ำ

เขื่อน แม่กวงอุดมธารา ซึ่งมีปัญหาการระบายน้ำคล้ายคลึงกับของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ โดยจะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯค่อนข้างสูงมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นปี และในวันที่ 30 เมษายนน ปริมาตรเก็บกักอยู่สูงกว่าปีอื่นๆ (ยกเว้นของปี พ.ศ.2549 ซึ่งมีปริมาตรน้ำต้นปีสูงมาก) แต่ทว่าได้มีการลดอัตราการระบายน้ำประมาณวันที่ 25 เมษายน 2554 เป็นศูนย์และคงอยู่เช่นนั้นนานจนถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2554

หลัง จากนั้นเมื่อมีการเพิ่มอัตราการไหลของน้ำลงอ่างฯในวันที่ 30 กรกฎาคม 2554 อัตราการระบายน้ำออกก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ หลังจากนั้นเพิ่งจะมาเร่งระบายน้ำออกในวันที่ 21 สิงหาคม 2554 ซึ่งปริมาตรเก็บกักนั้นอยู่สูงมากแล้ว โดยในวันที่ 28 สิงหาคม 2554 ปริมาตรเก็บกักสูงถึง 91 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าไม่ทันการณ์แล้ว

เขื่อน กิ่วลมซึ่งมีขนาดอ่างเก็บน้ำเล็กมากเมื่อเทียบกับเขื่อนภูมิพลและเขื่อน สิริกิติ์ จะเห็นได้ว่าปริมาตรเก็บกักน้ำของปี พ.ศ.2554 นั้นเท่าๆ กับของปีอื่นๆ ถึงแม้ว่าในปี พ.ศ.2554 จะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯค่อนข้างมากกว่าปีอื่นๆ แต่ได้มีการปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำให้สอดคล้องกับอัตราการเพิ่มขึ้นของ ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ ทำให้สามารถรักษาปริมาตรน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำไว้ได้ในระดับที่เหมาะสม เท่าๆ กับกับปีอื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน

จากปริมาณน้ำระบายสะสมของ เขื่อนภูมิพล พบว่าตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2554 มีการระบายน้ำออกทั้งสิ้น 3,097 ล้านลูกบาศก์เมตร และจากปริมาณน้ำระบายสะสมของเขื่อนสิริกิติ์ พบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีการระบายน้ำออกทั้งสิ้น 4,177 ล้านลูกบาศก์เมตร

เมื่อ รวมปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนทั้งสองดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2554 รวมทั้งสิ้น 7,274 ล้านลูกบาศก์เมตร หากรวมปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนอื่นๆ จะทำให้ปริมาณน้ำที่ระบายออกสูงมากกว่านี้

นอกจากนี้ ยังพบว่าปริมาณฝนที่ตกลงบนกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนในเดือนสิงหาคมถึง ตุลาคมของปี พ.ศ.2554 มีค่าสูงกว่าค่าปริมาณฝนเฉลี่ยของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 ในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ 27,790 ล้านลูกบาศก์เมตร

เมื่อคิด ปริมาณน้ำที่ระบายออกจากทั้งสองเขื่อนมีปริมาณสูงถึง 26% ของปริมาณฝนในเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมของปี พ.ศ.2554 ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย

ปริมาณ ฝน 27,790 ล้านลูกบาศก์เมตรดังกล่าวข้างต้น เป็นปริมาณฝนที่ตกลงบนพื้นที่ทั้งหมดของกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน ปริมาณฝนเหล่านี้ ส่วนหนึ่งตกลงบนเขื่อน บางส่วนซึมลงดิน บางส่วนตกลงบนแหล่งน้ำเช่น หนอง บึง หรือเกิดการระเหย และส่วนที่เหลือจึงจะไหลไปรวมที่แม่น้ำ

ปัญหาที่ซ้ำเติมให้เกิด วิกฤตน้ำท่วมอย่างรุนแรงก็คือ ปริมาณน้ำจำนวนมากกว่า 7,274 ล้านลูกบาศก์เมตรที่ระบายออกจากเขื่อนต่างๆ ไปยังแม่น้ำโดยตรง เช่นแม่น้ำปิง และแม่น้ำน่าน การระบายน้ำในลักษณะนี้ เสมือนหนึ่งเป็นช่องทางด่วนให้ปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลไหลลงพื้นที่ภาคกลางรวม ถึงกรุงเทพมหานครอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ในปี พ.ศ.2554 นี้ปริมาณฝนมากกว่าปกติถึง 38% (70,573 ล้านลูกบาศก์เมตร) โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนนั้น มีปริมาณที่สูงกว่าปกติมากที่สุดในเดือนกันยายน 2554

เมื่อพิจารณา จากข้อมูลฝนและข้อมูลน้ำไหลเข้าและการระบายน้ำออกของเขื่อนที่สำคัญ จะเห็นได้ว่าการที่เขื่อนหลักๆ เก็บน้ำไว้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2554 และไม่ได้ระบายออกอย่างเหมาะสมในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้จำเป็นต้องระบายน้ำออกพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมาก

โดยตั้งแต่วัน ที่ 1 สิงหาคม ถึงวันที่ 25 ตุลาคม มีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนอื่นๆ มากกว่า 7,274 ล้านลูกบาศก์เมตร ไปยังแม่น้ำสายสำคัญ เสมือนหนึ่งเป็นช่องทางด่วนให้ปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลไหลลงพื้นที่ภาคกลางรวม ถึงกรุงเทพมหานครอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณฝนที่ตกลงบนกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนในเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมของ ปี พ.ศ.2554 มีค่าสูงกว่าค่าปริมาณฝนเฉลี่ยของปี พ.ศ.2549 ถึง พ.ศ.2553 ในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ 27,790 ล้านลูกบาศก์เมตร

เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน

การบริหารจัดการน้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เพิ่มความรุนแรงและขอบเขตพื้นที่ของวิกฤตน้ำท่วมของปีนี้

จากผลการศึกษาดังกล่าว ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะดังนี้

1.ควร ดำเนินการจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงานเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำเป็นการเฉพาะ โดยให้มีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำโดยภาพรวมทั้งหมด การมีหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำกระจัดกระจายอยู่ หลายกระทรวง หลายสังกัด เป็นปัญหาในการบริหารจัดการเป็นอย่างมาก กรณีตัวอย่างวิกฤตน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเรื่องยากยิ่งที่จะบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

2.ควร สรรหาบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำและการบริหาร จัดการน้ำ เพื่อศึกษาข้อมูลฝนและข้อมูลทรัพยากรน้ำ เช่น จากดาวเทียม และข้อมูลจากแหล่งอื่น อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนบริหารจัดการน้ำและควรดำเนินการบริหารจัดการน้ำ อย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพ

3.ควรตัดสินใจดำเนินการจัด ทำเส้นทางระบายน้ำออกฉุกเฉินไว้เป็นการล่วงหน้า เพื่อรองรับกรณีปริมาณน้ำเต็มเขื่อน การดำเนินการตามข้อนี้ควรดำเนินการโดยทันที

น้ำ(ท่วม)ก็ล้างไม่ออก

ที่มา มติชน



โดย ฐากูร บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554)

ในระหว่างที่น้ำเหนือกำลังหลาก น้ำทะเลกำลังหนุน และคนนับล้านกำลังชุลมุนอยู่กับการอพยพโยกย้ายและการเตรียมตัวรับมืออุทกภัย

อีกส่วนหนึ่งของสังคมไทย โยเฉพาะอย่างยิ่งใน ′โซเชี่ยล เน็ตเวิร์ก′ ทั้งหลายก็เมามันอยู่กับการด่าและการเชียร์รัฐบาล (รวมทั้งการด่าอีกฝ่ายที่โผล่ออกมาด่าก่อน)

ผู้สะท้อนปรากฏการณ์นี้เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจก็คือนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ ซึ่งเขียนบทความไว้เมื่อสัปดาห์แล้วว่า

สถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเป็น ′อาวุธทางการเมือง′ ซึ่งฝ่ายตรงข้ามนำมาโจมตีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สะท้อนถึงความแตกแยกอันร้าวลึกในสังคมไทย

โดย เฉพาะอย่างยิ่งในเครือข่ายโลกออนไลน์ ซึ่งพยายามจะตอกย้ำประเด็นสติปัญญาของนายกรัฐมนตรี โดยมีเป้าหมายในการทำลายความน่าเชื่อถือเป็นการส่วนตัว

และถ้อยคำสำนวนที่ใช้สะท้อนให้เห็นถึง ′ความเกลียดชัง′ ที่ฝังลึก

นาย ปวินวิเคราะห์ด้วยว่า การไม่หยุดปัดแข้งปัดขาแม้ในสภาวะวิกฤตที่สุดของชาติ แสดงให้เห็นถึงความจริงว่าความแตกแยกในสังคมไทยตอนนี้บาดลึกยากแก้ไข

ลึกจนกระทั่งทำให้ความเชื่อทางการเมืองอยู่เหนือสิ่งที่ควรจะเป็นประเด็นสำคัญในสังคม

นั่นคือความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และความฉุกเฉินในการเยียวยาประเทศ

และสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ประชาชนยินดีที่จะทิ้งความแตกแยกไว้ข้างหลังแล้วจับมือฟันฝ่ามหันตภัยไปด้วยกัน

ไม่เช่นนั้นแล้ว การอาศัยภัยพิบัติของชาติเพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง จะกลายเป็นที่ยอมรับได้อย่างไร

น่าสนใจก็คือส่วนใหญ่ของการโจมตีด้วยความเกลียดชังนี้ เกิดขึ้นจากฝีมือของคนกรุงเทพฯ

คนกลุ่มที่ได้รับการปกป้องจากน้ำท่วมมากที่สุด

บทวิเคราะห์ของนายปวินจะถูกต้องมากน้อยเพียงใด ยังแลกเปลี่ยนความคิดกันได้

แต่ข้อสังเกตจากสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงนั้นยากปฏิเสธได้

ด้าน หนึ่ง สังคมไทยก็ต้องกลับมาตั้งคำถามเอากับตนเอง ว่าอะไรทำให้เกลียดชังกันรุนแรง ถึงขั้นที่ไม่สนใจ ไม่แยกแยะความผิดชอบชั่วดี ข้อเท็จจริง และสถานการณ์ที่เป็นจริง

ทำไมถึงเกลียดกันถึงขั้นฝังลึก ขนาดน้ำท่วมใหญ่ยังชะล้างออกไปไม่ได้

ข้อดีไม่กี่อย่างของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากทำให้ได้รู้ว่าใครคิดอย่างไร (ในกรณีที่เปิดตัวออกมาเปิดเผย) แล้ว

ยังตอกย้ำให้เห็นความเป็น ′ดาบสองคม′ ของโซเชี่ยล มีเดีย

ที่ใครก็ได้ สามารถทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบ และไม่สนใจผลกระทบที่จะตามมา

เพียงเพราะว่าไม่ต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง