WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 3, 2011

สื่อมวลชนกับ hate speech พึงสังวรไว้

ที่มา ประชาไท

ช่วงที่ขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา หลายขั้วการเมืองและสื่อมวลชนได้ใส่ไคล้กันมากมาย มีการพูดจาทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กัน ยุยงให้กระทำความรุนแรงต่อกัน เอาชื่อเอาแซ่ เอาที่อยู่มาประจานกันทางอินเตอร์เน็ต เว็บบอร์ด โดยหารู้ไม่ว่าการทำเช่นนั้นเป็น “ความผิดทางอาญา” ในสากลโลก

เอาเฉพาะกฎบัตรสิทธิมนุษยชนหลัก การใช้ hate speech เป็นความผิดต่อ ข้อ 20 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR)* และข้อ 4 ของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุก รูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination-ICERD)**

นอกจากนี้ ศาลโลกยังเคยติดสินลงโทษสื่อมวลชนที่กระพือ hate speech เพื่อสร้างความเกลียดชังให้คนเข่นฆ่าสังหารกันมาแล้ว ถ้ายังจำได้ระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม 2537 ที่ประเทศรวันดาในแอฟริกากลาง ชนเผ่าฮูตูที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ใช้อาวุธนานัปการเข่นฆ่าสังหารชาว ตุตซี่ที่เป็นชนกลุ่มน้อยไปถึงครึ่งล้าน ภายหลังการโหมโฆษณาชวนเชื่อทั้งสื่อของรัฐและเอกชน โจมตี ดูถูกเหยียดหยามชาวตุตซี่ว่าเป็นพวกเลวร้าย

ในปี 2540 ศาลสหประชาชาติว่าด้วยอาชญากรรมนานาชาติกรณีรวันดา (United Nations International Criminal Tribunal for Rwanda - ICTR) ได้รับพิจารณาคำฟ้องต่อเจ้าของสื่อมวลชนในรวันดาสามคนในข้อหา “สังหารล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์” (genocide) ประกอบด้วย Hassan Ngeze ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Kangura (Wake Others Up!) ของฝ่ายฮูตู และในช่วงไม่กี่เดือนก่อนการสังหารหมู่ชาวตุตซี่ หนังสือพิมพ์หัวสีของเขาได้ตีพิมพ์บทความดูถูกเหยียดหยามชาวตุตซี่ว่าเป็น “แมลงสาบ” บ้าง แม้จะไม่ได้เรียกร้องชาวฮูตูให้สังหารชาวตุตซี่โดยตรงก็ตาม Ferdinand Nahimana และ Jean-Bosco Barayagwiza เป็นผู้ก่อตั้งสถานีวิทยุ Radio Télévision Libre des Milles Collines (RTLM) ซึ่งมีการเรียกร้องทั้งทางตรงและทางอ้อมให้มีการสังหารหมู่ประชาชนชาวตุตซี่ มีการให้ชื่อและที่อยู่ของคนที่จะถูกฆ่าด้วย

ในเดือนธันวาคม 2546 ศาล ICTR มีคำสั่งลงโทษบุคคลทั้งสามในข้อหายุยงโดยตรงและเปิดเผยให้มีการสังหารล้าง เผ่าพันธุ์ ส่วนหนึ่งของคำสั่งศาลระบุว่า

“แม้จะไม่มีอาวุธปืน ไม่มีมีดดาบ หรืออาวุธใด ๆ พวกคุณ (สื่อมวลชน) ได้ทำให้พลเมืองที่บริสุทธิ์นับล้าน ๆ คนต้องตายไป”

“คดีนี้ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญเกี่ยวกับบทบาทของสื่อมวลชน ซึ่งยังไม่มีการพิจารณาถึงเลยตั้งแต่การไต่สวนคดีที่นูเร็มเบิร์ก*** อำนาจของสื่อในการสร้างและทำลายคุณค่าพื้นฐานของมนุษย์มาพร้อมกับความรับผิด ชอบที่ยิ่งใหญ่ คนที่ควบคุมสื่อต้องรับผิดชอบต่อผลการกระทำที่เกิดขึ้นด้วย”

“Without a firearm, machete or any physical weapon, you caused the deaths of thousands of innocent civilians.”

“This case raises important principles concerning the role of the media, which have not been addressed at the level of international criminal justice since Nuremberg. The power of the media to create and destroy fundamental human values comes with great responsibility. Those who control the media are accountable for its consequences.”

*ข้อ 20(2) การสนับสนุนให้เกิดความเกลียดชังในชาติ เผ่าพันธุ์ หรือศาสนา ซึ่งยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การเป็นปฏิปักษ์ หรือการใช้ความรุนแรง เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย

**ข้อ 4 (a) จะประกาศให้การเผยแพร่ความคิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเหนือกว่าทางเชื้อ ชาติ หรือความเกลียดชังอันเกิดจากความแตกต่างทางเชื้อชาติ การช่วยกระตุ้นให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และการกระทำรุนแรงหรือกระตุ้นให้เกิดการกระทำรุนแรงนั้นต่อชนเชื้อชาติหนึ่ง เชื้อชาติใดหรือกลุ่มบุคคลที่มีสีผิวอื่นหรือเผ่าพันธุ์กำเนิดอื่น ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนทางการเงินต่อกิจกรรมชาตินิยม เป็นการกระทำที่ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

***หลังสงครามโลกครั้งที่สองกรณีนาซี

อ่านรายละเอียดได้จาก http://www.ushmm.org/wlc/en/article.php?ModuleId=10007839

ผลสำรวจผู้อ่าน:ครบ5ปีไทยอีนิวส์ควรไปทางไหน?

ที่มา Thai E-News




*********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:สัมภาษณ์ไทยอีนิวส์:ใช่ เราคือสื่อการเมือง


เรายินดี ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นสื่อการเมือง แต่ในความหมายที่เราเป็นเราทำเราคิด ไม่ใช่สมาคมนักข่าวดัดจริตดีดดิ้นประณามว่าเราเป็น แต่ละเลยกับพวกสื่อตัวพ่อที่ยุฆ่าเสื้อแดง ยุให้สังหารหมู่โดยไม่ต้องมือเปื้อนเลือด เอาความเป็นสื่อไปแลกผลประโยชน์แบบหยุ่นแบบลิ้มกระทำชำเรากับประเทศ ชาติ...โดยที่สมาคมนักข่าวฯทำทองไม่รู้ร้อน หรือการที่สื่อกระแสหลักเงียบเชียบสมคบคิดกันปิดข่าววิกิลีกส์แฉคุณเปรม+คุณ อานันท์พาดพิงเบื้องสูง เพราะยืนข้างคนเหล่านี้มาตลอด เป็นการทำลายสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน

นี่คือ"การเมือง"ของสื่อกระแสหลักหรือไม่!? ..



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 มกราคม 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เราได้สัมภาษณ์สมศักดิ์ ภักดิเดช 1ในคณะบรรณาธิการของเวบ Thai E-news เพื่อถามคำถามแทนใจผู้อ่านของเรา หรือสาธารณชนที่มักถามเข้ามาบ่อยๆ เช่น รับเงินใครมาทำ ทักษิณให้ไหม สู้แล้วรวยใช่หรือไม่ เป็นสื่อการเมืองอย่างเขาว่าจริงไหม ชอบมั่วข่าวแบบไม่มีความเป็นมืออาชีพอย่างที่เขานินทาจริงๆหรือ เป็นพวกใต้ดินหรือไง ฯลฯ


Q:ที่ไทยอีนิวส์ขึ้นคำขวัญว่า "ชูธงสัจธรรมโต้กระแสทวน ปรับขบวนก้าวรุดไป สู่ชัยชนะของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยในปี 2554" หมายความว่าอย่างไร?

A:ก็ตามตัว คือเราจะยืนหยัดการนำเสนอข่าว,รายงานต่างๆที่เป็นความจริง ไม่ใช่ความเท็จ หรืออคติ เพื่อตอบโต้สื่อกระแสหลัก ที่อคติ จงใจบิดเบือน ไม่มีความเป็นมืออาชีพ

และเราจะยืนหยัดตีโต้กระแสที่ทวนประวัติศาสตร์ พูดง่ายๆไม่ต้องใช้ภาษาที่หรูหรา หรือศัพท์แสงก้าวหน้าก็ได้ คือ ในทุกวันนี้หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจะ 80ปีอยู่แล้ว บ้านเมืองควรมีประชาธิปไตยที่แท้จริง ก็มีพวกที่ถ่วงรั้งไว้ บิดเบือน และชี้นำคนไปในทางผิดๆบิดเบี้ยวสารพัด เราก็จะตีโต้ และเปิดเผยให้ประชาชนไทยเห็นว่าความจริงคืออะไร ไม่ปล่อยให้พวกซากเดนล้าหลังหน่วงรั้งไว้ต่อไป

ส่วนปรับขบวนก้าวรุดไป ก็คือ 4-5ปีที่ผ่านมานี้ขบวนการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แม้จะมีคุณูปการ ถูกต้องในเนื้อหาหลักการเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องยอมรับนะว่า มันมีความผิดพลาด อาจทั้งระดับยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี บางทีก็อาจผิดทั้งสองอย่าง ไม่เช่นนั้น ก็คงไม่เพลี่ยงพล้ำเสียทีหลายต่อหลายครั้งอย่างนี้ เราก็หวังจะได้เห็นการซึมซับเก็บรับบทเรียนที่ผิดพลาดไปปรับปรุงแก้ไข


แต่ไม่ใช่มัวแต่มานั่งด่ากันไปจับผิดกันมานะ ทำอย่างไรให้ปรับปรุงบทเรียนที่ผิดพลาดบกพร่อง ปิดจุดอ่อน จะได้ก้าวรุดไปข้างหน้า เพราะภารกิจเคลื่อนไหวต่อสู้รออยู่

Q:แล้วคิดว่าจะก้าวไปสู่ชัยชนะของประชาชนในปี2554ตามคำขวัญไหม?

ก็อยากจะหวังอย่างนั้น

แต่ประเมินตามจริงแล้ว ถึงไม่ชนะเด็ดขาด ก็คิดว่าที่แน่ๆขบวนการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะก้าวรุดไปอีกมาก มาย ขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยที่ไหนในโลกก็ล้วนแต่ต้องใช้เวลากันทั้งนั้น แต่เราคิดว่าเมืองไทยถือว่าใช้เวลาน้อยมากแล้วนะ 5 ปีที่ผ่าน การตระหนักรับรู้ขยายกันไปในวงกว้าง ซึมลึกลงไปในเชิงคุณภาพ สั่งสมบ่มเพาะพร้อมที่จะก้าวไปสู่คุณภาพใหม่ของการเปลี่ยนแปลง

อย่าลืมว่าอีกฝ่ายยึดกุมอำนาจรัฐมา50-60ปี ปลูกฝังโฆษณาชวนเชื่ออย่างเข้มข้น การที่เวลานี้คนค่อนประเทศหูตาสว่างรู้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ อะไรคือความก้าวหน้าของประเทศ อะไรคือปัจจัยฉุดรั้ง อะไรคือสิ่งที่ต้องก้าวข้ามไป อะไรคือชัยชนะของประชาชน อะไรคือนักบุญ อะไรคือซาตานจำแลงมาในร่างเทพ นี่ก็เป็นชัยชนะในระดับจิตสำนึก ซึ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ชัยชนะที่ถาวร


ไม่งั้นประชาชนก็คิดแต่จะไปฝากความหวัง ชะตาอนาคตไว้กับอัศวินขี่ม้าขาว ไปฝากไว้กับทักษิณ หรือใครต่อใคร โดยที่ไม่ได้ต่อสู้ช่วงชิงมาด้วยตัวเอง ชนะไปก็ไร้ประโยชน์

Q:สรุปสถานการณ์ปี2553เป็นยังไง

เราว่าขบวนการนำของเสื้อแดงบกพร่องนะ

อันนี้ไม่ใช่ฉลาดหลังเหตุการณ์นะ เราได้นำเสนอรายงานข่าว บทความต่างๆกระตุกเตือนมาตลอดว่า ขบวนนำเสื้อแดงบุ่มบ่ามบกพร่องหลายกรณี ไม่ว่าจะกรณียื่นฎีกาล้านรายชื่อเพื่ออภัยโทษคุณทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนพลใหญ่ออกมาหลังจากศาลยึดทรัพย์คุณทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการละทิ้งการเจรจากับรัฐบาล การใช้ยุทธวิธียึดครองพื้นที่ธุรกิจราชประสงค์ แต่ทำลายแนวร่วมชนชั้นกลางในเมือง ที่เดิมก็เห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดงพอสมควร ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นศัตรูอย่างน่าเสียดาย

รวมไปถึงการใช้ยุทธวิธีที่โหมทุ่มจะเอาชัยชนะในระยะกระบี่เดียวมากเกินไป ประมาณการณ์สถานการณ์ผิดพลาด ประมาทศัตรู ไปคิดว่าวิธีเก่าๆแบบ14ตุลาฯ หรือพฤษภาทมิฬจะชนะ ทั้งที่ตอนนี้เงื่อนไขต่างกัน เพราะศัตรูหลักของประชาชนเปิดเผยตนเองล่อนจ้อนโจ่งแจ้งขนาดนั้น ยังจะไปหวังได้ไงว่าเกิดความรุนแรง เกิดการตายแล้ว เราจะชนะ

ไม่ได้คิดประเมินว่าจะซ้ำรอยกรณี 6 ตุลาฯหรืออย่างไร ทั้งที่มีคนประเมินในทางนี้ไว้เยอะแยะ เราก็นำเสนอข่าวบทความกระตุกไม่รู้กี่ครั้ง


หลังพ่ายแพ้มาก็ยังดูเหมือนไม่มีการสรุปบทเรียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เป็นเพียงแต่การรื้อฟื้นขบวนนำเดิมให้ฟื้นคืนตัว และดูจะลดธงในการต่อสู้ อำพรางศัตรูหลัก บิดเบนไปยังเป้าหลอกอีกต่างหาก

แต่ที่ว่ามาก็ไม่ได้เจตนาว่าให้เสียกำลังใจ แต่ว่าเพื่อให้ปรับขบวนก้าวรุดไป ดังที่ว่าไปเบื้องต้น แล้วอย่ามาท้าด้วยว่า มึงฉลาดนักก็มานำขบวนเอง ว่าไปเถอะ คนในขบวนนำมีระดับคุณภาพที่นำได้อยู่แล้ว แต่จูนทิศทางเข็มมุ่งจูนปรับอะไรให้มันเข้าที่เข้าทางและเข้าท่าอีกหน่อย ก็ไปได้สวย ยังให้กำลังใจอยู่

แต่ที่ก้าวหน้าขึ้นก็คงเป็นมวลชนคนไทยที่ขยายปริมาณมหาศาล และลงลึกในด้านคุณภาพเนื้อหา เข้าตำราว่า ระบอบปกครองในเวลานี้ปกครองได้แต่บริหารไม่ได้ เพราะประชาชนที่ปฏิวัติที่ตื่นตัวนั้นมากมายมหาศาลเกินกว่าที่คุณจะใช้ตำรา ปกครองเล่มเดิมมาหลอกลวงได้ต่อไป

Q:ไทยอีนิวส์ยังถูกตั้งคำถามเรื่องไม่น่าเชื่อถือ

ยังไงบ้างหละ ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย

Q:-มีคนโจมตีตามเวบอร์ด ว่า ไทยอีนิวส์เสนอข่าวโคมลอย เช่นข่าว US Navy เอาเรือรบมาลอยลำที่พัทยา พร้อมส่งหน่วยคอมมานโดมาช่วยคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ทันที ถ้ามีการสลายการชุมนุม,บัน คี มูน รับเรื่องร้องเรียนของคนเสื้อแดงแล้ว พร้อมบอยคอตรัฐบาลไทยทันที,UN พร้อมส่งกองกำลังนานาชาติเข้ามาควบคุม และจัดการเลือกตั้งในประเทศไทย

A:ก็เราไม่เคยนำเสนอข่าว หรือรายงานที่เขาว่าเลยซักนิด แล้วจะให้ชี้แจงว่ายังไงดี มีแต่เสนอว่า แกนนำหรือเสื้อแดงอย่าไปตั้งความหวังในทางที่มันไม่เป็นจริง หรือไม่มีหลักฐานสนับสนุน


การนำเสนอข่าวหรือรายงานของเราจะพบว่า เราโคว้ดที่ไปที่มาของข่าวหรือรายงานตลอด จนคนอ่านบ่นว่าเกะกะตา ก็เพราะเรารู้ดีว่ามันมีฝ่ายปฏิกริยาคอยจ้องจับผิด และดิสเครดิตเราอยู่ ขนาดนี้ก็ยังมีคนไปกล่าวโจมตีเราแบบไม่มีมูลได้อีก คิดดูก็แล้วกัน

Q:ทำมาเข้าปีที่ 5 เขาว่าไทยอีนิวส์สู้แล้วรวยจริงมั๊ย

คือพูดไปก็จะหมั่นไส้เปล่าๆ พวกเราในทีมจัดว่ารวยอยู่แล้ว หรือเลี้ยงตัวได้กันอยู่แล้ว ค่อยมาทำไทยอีนิวส์ ในทีมเราแต่ละคนมีงานการทำอยู่แล้ว เราก็อาศัยเวลาที่สะดวกมาทำไทยอีนิวส์ ไม่ได้คิดว่าจะทำแล้วหาเงินหาทอง หาโฆษณาหารายได้ หรือขอเงินจากนักการเมือง

ว่าไปแล้วการมาทำไทยอีนิวส์ทำให้แต่ละคนในทีมรวยน้อยลงด้วยซ้ำ เพราะต้องเอาเวลาที่ควรต้องทำมาหากินให้รวยๆ แต่ต้องเจียดเวลานั้นมาทำไทยอีนิวส์

Q:ทักษิณให้เงินมั่งไหม ถามจริง ให้ตอบตรง

ไม่มี ไม่เคยทั้งในอดีต ปัจจุบัน และแน่นอนว่าในอนาคตด้วย นอกจากทักษิณแล้วคนอื่นๆก็ไม่เคยให้มา และเราก็จะไม่รับด้วย

Q:แต่การทำงานมันก็ต้องมีค่าใช้จ่ายไม่ใช่หรือ

ที่อื่นๆไม่รู้นะ แต่ไทยอีนิวส์นี่ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย พื้นที่เวบบล็อกนี้ก็เป็นของฟรี เป็นบล็อกของเครือกูเกิ้ล ใครอยากทำก็สมัครฟรี นาทีเดียวก็เสร็จแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่ทักษะฝีมือ

ค่าจ้างเงินเดือนเราก็ไม่มี อย่างที่บอกไปว่าทีมของเรามีงานประจำทำกันอยู่แล้ว เลี้ยงตัวเองได้อยู่แล้ว ไม่มีเจตนาจะมาหาเงินหาทองอยู่แล้ว ก็เลยไม่ต้องมีค่าจ้างอะไร


ข่าวภาคสนามที่เราลง ก็ไม่ต้องจ้างนักข่าวไปทำ เพราะเรามีคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวประชาธิปไตยเวลาเขาไปงานที่ไหน เขาก็ส่งมาให้ฟรี หรือเราไปเก็บข่าวเก็บภาพจากเวบบอร์ด เวบไซต์ เฟซบุ๊คมาก็ฟรี แต่เราลงเครดิตให้ว่าเอามาจากแหล่งไหน ในต่างประเทศ อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย เอเชีย ญี่ปุ่น ประเทศต่างๆก็มีคนเสื้อแดงส่งมาลงฟรีทั้งหมด พูดง่ายๆนี่แหละสื่อภาคพลเมืองของแท้หละ

ในโอกาสนี้ก็กราบขอบพระคุณทุกท่านที่ช่วยๆกันโดยไม่เคยได้ตังค์จากไทยอี นิวส์ซักแดง หวังว่าท่านจะเข้าใจเพราะเราก็ไม่เคยได้รับตังค์ซักเก๊เหมือนกันจากการทำงาน นี้

ออฟฟิศสำนักงาน ค่าโสหุ้ยของเราก็ไม่มี สำนักงานก็อยู่บนอากาศ เผลอๆจะไปอยู่อวกาศ ค่าบริหารจัดการเป็นศูนย์ เพราะอย่างอินเตอร์เน็ตเราก็ใช้ในที่ทำงานของแต่ละคนในทีม มันก็เลยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร

Q:คำถามคลาสสิก งั้นทำแล้วจะได้อะไรขึ้นมา

เชื่อเถอะในโลกใบนี้ คนที่เขาทำอะไรโดยไม่หวังเงินตอบแทนนั้นมีอยู่จริง ในขบวนคนเสื้อแดงนี่ก็มากมายก่ายกอง ไม่ใช่เฉพาะที่ไทยอีนิวส์หรอก เขาอยากทำ อยากต่อสู้ อยากใช้ทักษะประสบการณ์ที่เขามีเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย เขาก็ทำ

พูดมานี่เชื่อไหม แล้วแต่ใจจะคิด

Q:นอกจากไม่ได้อะไร แล้วก็ไม่กลัวติดคุกเหรอ

กลัวสิ ไม่น่าถาม

Q:ทำไมไม่เปิดตัวทีมงานไปเลย

ก็กลัวติดคุก กลัวโดนอุ้มหาย กลัวจะทำงานไม่ได้เต็มที่ กลัวต้องไปทะเลาะกับคนรู้จักที่ทัศนะทางการเมืองต่างกัน เพราะฉะนั้นอยู่แบบนี้หนะดีแล้ว

Q:สรุปว่าจะเป็นพวกใต้ดิน

ก็ไม่เชิงนะ ใต้ดินนี่คือยังไงคำจำกัดความ คิดอยากด่าพ่อล่อแม่ใครไร้หลักฐาน ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เอามันเข้าว่า ถ้าแบบนั้นก็ไม่ใช่เรา

แต่หากหมายความว่า เราทำทุกอย่างด้วยความเป็นมืออาชีพในด้านงานข่าว หรือรายงานต่างๆ แต่ไม่อยากเปิดเผยตัวเองเพราะมีปัญหาด้านความปลอดภัย การละเมิดสิทธืเสรีภาพ และจะได้ทำงานแบบสบายใจก็น่าจะใช่

Q:สมาคมนักข่าวฯเขาว่าพวกคุณเป็นสื่อการเมือง

ใช่ เราเป็นสื่อการเมือง หากหมายความว่า เราทำข่าว ทำรายงานเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ เปิดโปงความชั่วช้าเลวทรามของระบอบปกครองที่กดขี่ประชาชาติไทย เปิดโปงความจริงที่สื่อกระแสหลักกลบเกลื่อนบิดเบือนออกมาสู่ประชาชน..ใช่ เราเป็นสื่อการเมือง

แต่เราจะไม่ทำน่าเกลียดประเภทที่สำนักข่าวเนชั่น ASTV ไทยโพสต์ แนวหน้า นักเล่าข่าวหน้าจอ หรือสื่อกระแสหลักสารพัดทำ คือการไล่ล่าทักษิณ แกนนำเสื้อแดง มวลชนคนเสื้อแดงด้วยความเท็จ เป็นมือตีนรับใช้ระบอบปกครองเผด็จการ เพื่อแลกกับผลประโยชน์เรื่องคลื่น ความถี่ เวลาออกอากาศ โฆษณา การหาเงินทำอีเว้นต์ แล้วเสือกมาชี้หน้าว่าเราเป็นสื่อการเมือง

เราจะไม่บอกให้คนอ่านของเราไปฆ่าวินมอเตอร์ไซค์ สังหารแท็กซี่แบบที่สุนันท์ ศรีจันทรา พูดออกวิทยุทีวี ไม่ยุให้รัฐบาลไปเข่นฆ่าสังหารหมู่ประชาชนที่มาชุมนุมโดยที่มือไม่เปื้อน เลือดแบบที่เปลว สีเงิน ทำอุบาทว์ชาติชั่ว เราไม่ทำ

เราจะไม่2มาตรฐานแบบสมาคมนักข่าวฯทำ เวลาเสื้อเหลืองชุมนุมก็ออกมากระจองอแงว่า"อย่าทำร้ายผู้ชุมนุม" แต่พอเสื้อแดงชุมนุมรีบออกแถลงการณ์"ออกใบอนุญาตฆ่า"แล้วก็มีน้ำหน้า มารณรงค์"หยุดทำร้ายประเทศไทย"

สมาคมนักข่าวทำมานั้น"การเมือง"ไหมหละ...หรือพฤติการณ์ชวนสะอิดสะเอียดอย่างนี้เรียกว่าคือสื่อมืออาชีพ ไม่ใช่สื่อการเมือง

สรุปว่าเรายินดี ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นสื่อการเมือง แต่ในความหมายที่เราเป็นเราทำเราคิด ไม่ใช่สมาคมนักข่าวดัดจริตดีดดิ้นประณามว่าเราเป็น แต่ละเลยกับพวกสื่อตัวพ่อที่ยุฆ่าเสื้อแดง ยุให้สังหารหมู่โดยไม่ต้องมือเปื้อนเลือด เอาความเป็นสื่อไปแลกผลประโยชน์แบบหยุ่นแบบลิ้มกระทำชำเรากับประเทศชาติ...

โดยที่สมาคมนักข่าวฯทำทองไม่รู้ร้อน ทุเรศ!

หรือการที่สื่อกระแสหลักเงียบเชียบปิดข่าววิกิลีกส์แฉคุณเปรม+คุณอานันท์ พาดพิงเบื้องสูง เพราะยืนข้างคนเหล่านี้มาตลอด ในขณะที่หากเป็นทักษิณบ้าง แม้แต่เรื่องโคมลอยอย่างปฏิญญาณฟินแลนด์ ก็พากันโพนทะนาราวกับว่ามีหลักฐานตำตาเพื่อทำลายฝ่ายที่สื่อกระแสหลักเกลียด ขี้หน้า นี่เป็นการทำลายสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน นี่คือ"การเมือง"ของสื่อกระแสหลัก หรือไม่ใช่! ถ้าใช่ แล้วทำไมสมาคมนักข่าวฯทำเฉย


Q:ไทยอีนิวส์จะก้าวไปทางไหนในปีใหม่2554

A:โอ๊ย อยากทำสารพัด อยากมีข่าวมีสัมภาษณ์Exclusiveมาลง อยากลดโทนที่หนักๆให้เบาลงอีกหน่อย มีนวนิยาย หรือสกู๊ปสนุกๆมาเผยแพร่ อยากเสนอในมุมมองของคนในขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยแบบเบาๆ อยากมีเมนูเครื่องเคียงข่าวแบบมีสีสัน หรือออกแนวHow to อยากให้มันVarietyกว่าที่เป็นมา ตอบโจทย์ของผู้อ่านทุกเพศวัยประสบการณ์ ระดับฐานะเศรษฐกิจ ระดับฐานะสังคม...


อยากขยายตลาดคนอ่านให้มีคนเข้ามาอ่านซัก 100 ล้านคลิ้ก จะได้ตาสว่างกันมากๆ

แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นความฝันอยู่ แต่ภารกิจเร่งด่วนเฉพาะหน้าคือทำอย่างไรจะทำให้ไทยอีนิวส์อยู่ได้ ในกรณีที่ว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน อย่างรัฐประหารยึดอำนาจ หรือเกิดอะไรปุ๊บปั๊บขึ้นมา จนทำให้ไทยอีนิวส์เผยแพร่ไม่ได้ เราคงสร้างเครื่องมือตัวนี้ขึ้นมาให้ได้โดยไว จะได้มีข่าวแบบไทยอีนิวส์นี้ให้อ่านให้ติดต่อกันต่อไป

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

Q:อยากให้คนอ่านสนับสนุนอะไรไหม

เราทำไทยอีนิวส์มา 4 ปีเข้าปีที่ 5 เมื่อสิ้นปีก่อนคือ 2552 เรามีคนอ่าน 13.5 ล้านคลิ้ก มาสิ้นปีล่าสุด2553ผู้อ่านเพิ่มเป็น 27.5ล้านคลิ้ก แปลว่าปีเดียว เรามีอัตราขยายตัวมากกว่า 100 % เมื่อเทียบกับ 3 ปีแรก

เป็นสถิติที่น่าพอใจ แต่ก็ยังนับว่าน้อยไปหากเทียบกับคนไทยทั่วประเทศ คนเสื้อแดงทั่วโลก อยากให้คนอ่านช่วยกระจายหน่อยว่า ให้เข้ามาอ่านกันมากๆจะได้ตาสว่างกันในอัตราก้าวกระโดด ประเทศบ้านเมืองจะได้เปลี่ยนแปลงกันได้ไวขึ้น คนไทยที่ตื่นตัวจะชนะได้ไวขึ้น โดยเราจะพยายามทำงานให้ดีขึ้น โดนใจขึ้น คุณภาพและปริมาณมากขึ้นในปีนี้

เอาว่าแลกกันก็แล้วกัน ทีมงานของเราเหนื่อยยากในการทำงาน ท่านผู้อ่านช่วยเหนื่อยอีกนิดในการช่วยเผยแพร่ กราบขอบพระคุณมาล่วงหน้า
*******

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ก้าวสู่ปีที่5ไทยอีนิวส์:ชูธงโต้กระแสทวน ปรับขบวนก้าวรุดไป

น้ำท่วม : โอกาสในวิกฤติ

ที่มา Thai E-News

หากคุณมองว่ามันเป็นวิกฤต ลองพลิกเป็นโอกาสดูสิ นับได้ตั้ง 18 ข้อ...


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

ในวิกฤติน้ำท่วมปี พ.ศ.2554 นี้ ใครจะก่นด่า คร่ำครวญ โยนความผิดให้คนนั้นคนนี้ว่าเป็นเหตุให้ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยก็ตาม แต่ผมกลับมองเห็นโอกาสในวิกฤตินี้

เพราะหากเราสังเกตให้ดี การผจญอุทกภัยในครั้งนี้คนไทยเราค่อนข้างจะมีสติ และรับสภาพที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

บางคนอาจจะมองว่า อาจจะเป็นเพราะความเชื่อในคำสอนของพุทธศาสนา แต่ไม่จริงทีเดียวนัก เพราะน้ำท่วมในครั้งนี้ท่วมไปหม ไม่ว่าจะเป็นบ้านสวนไร่นาของพี่น้องชาวพุทธ ชาวคริสต์ หรืออิสลาม(โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยุธยาและหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ)

ซึ่งอาจสรุปได้ว่าเป็นลักษณะพิเศษของคนไทยใน พ.ศ.นี้ โดยเฉพาะที่คนไทยเราส่วนใหญ่แล้วยังเป็นคนมองโลกในแง่ดีอยู่

เราอาจจะไม่มีระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดดังเช่นชาวญี่ปุ่นที่ประสบภัยสีนา มิ แต่ในเรื่องของน้ำใจ ผมเชื่อว่าคนไทยที่มีให้กันไม่ได้ด้อยกว่าแน่นอน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของขอทานที่ควักเงินออกจากกระป๋องใส่ตู้บริจาคตีพิมพ์ ลงหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ของออสเตรเลียที่เผยแพร่ไปทั่วโลก
ภาพ/ข่าว ประกอบบทความ http://www.smh.com.au/world/floods-bring-thais-together-as-rivals-put-conflict-aside-20111014-1lp8v.html

ที่ไม่ค่อยมีน้ำใจให้กันเท่าใดนักก็เว้นแต่ฝ่ายค้านกับรัฐบาลที่ฉวยโอกาสทุก ท่าที่จะโจมตีกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซเชียลเน็ตเวิร์คและสื่อทั่วไป

โดยฝ่ายค้านก็ว่าฝ่ายรัฐบาลบริหารไม่เป็น ยักยอกของบริจาค ฝ่ายรัฐบาลก็โจมตีฝ่ายค้านว่ามัวแต่เล่นการเมืองไม่ช่วยกันแก้ปัญหาน้ำท่วม

มิหนำซ้ำหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านยังดอดหนีไปเที่ยวมัลดีฟเสียอีก ฯลฯ

ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการเมืองแบบน้ำเน่าที่ควรจะหายไปกับกระแสน้ำในครั้งนี้ได้แล้ว

แน่นอนว่าคนก็คือคนไม่ว่าจะเป็นไทยหรือคนชาติอื่น ที่ยังมีการลักเล็กขโมยน้อย มีการเบียดบังเอาของบริจาคไปให้พรรคพวกของตนหรือเข้ากระเป๋าตนเองก็คิดว่าคง จะมีบ้าง

เพราะพวกนี้คือสัตว์นรกในร่างคนที่ไม่ต้องรอให้ตายไปก่อน ผลกรรมย่อมตามสนองให้เห็นทันตาอยู่แล้ว

แต่เหนืออื่นใดคือการมองโลกในแง่ดีของคนไท ยที่แม้ว่าในตอนแรกอาจจะเครียดอยู่บ้าง เพราะการบริหารจัดการที่ไม่เป็นมวย เพราะต้องคอยตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นวันๆ และเครียดที่ต้องคอยลุ้นว่าเมื่อใดน้ำจะมาถึงตนเสียที

แต่เมื่อน้ำท่วมเข้ามาจริงๆแล้ว กลับไม่มีการจลาจลหรือเกิดความวุ่นวายกันมากนัก อาจมีบ้างประปรายในเรื่องของคันกั้นน้ำที่ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการให้อีกฝ่าย สร้าง เพราะจะไปท่วมเฉพาะที่ของตนเอง แต่ในที่สุดก็ไม่ลุกลามใหญ่โตแต่อย่างใดเพราะน้ำท่วมเสมอหน้ากันไปหมด

หากเราจะเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสด้วยการมองโลกในแง่ดี ด้วยการคิดเสียว่าน้ำท่วมครั้งนี้

1)เป็นการเปิดโอกาสให้พระโพธิสัตว์หรือผู้ใจบุญได้ปฏิบัติหน้าที่ เช่น คนจนได้ช่วยแรง คนรวยได้ช่วยเงิน เป็นต้น

2) เราได้มีโอกาสอยู่พร้อมกันทั้งบ้าน หลังจากไม่ได้ดูทีวีด้วยกันมานานแล้ว ใช้ชีวิตช้าลง ไม่ต้องออกไปไหน

3)ทำให้เรารู้ว่าสิ่งของต่างของเรานั้นสิ่งไหนมีความจำเป็นที่แท้จริงกับเรา เพราะเวลายกสิ่งของขึ้นสูงเราจะเลือกสิ่งนั้น อันไหนไม่สำคัญก็เอาไว้ยกทีหลังเพราะมันหนักและขี้เกียจ แต่หากจำเป็นต้องอพยพ เราจะนึกออกว่าอะไรคือของจำเป็นจริงๆกับเรา หรือเราคิดถึงสิ่งใดบ้างเมื่อต้องสละบ้านเรือนมา

4)หากไม่ได้อพยพไปไหนก็ทำให้เราเป็นอิสระในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ต้องกลัวข้างบ้านรำคาญเพราะเสียงดัง ด้วยเหตุว่าข้างบ้านอพยพไปหมดแล้ว

5)ทำให้เราเรียนรู้วิธีใช้น้ำอย่างฉลาด เช่นใช้น้ำกันน้ำได้ เพราะเราสามารถใช้ถุงพลาสติกใส่น้ำวางได้ และถ้าต้องลุยออกจากบ้าน เราก้เอาถุงพลาสติกเล็กๆมัดรวมกันหลายถุงแล้วใส่ถุงใหญ่มัดอีกที แล้วทำเป็นทุ่นเกาะ ออกมาปากทางหมู่บ้านได้

6)ทำให้รู้วิธีซักผ้าเองด้วยมือ เพราะเครื่องซักผ้าถูกยกขึ้นที่สูงไปแล้วเพื่อหนีน้ำ และทำให้รู้คุณค่าของเสื้อผ้าแต่ละชุดที่จะใส่อีกด้วย

7)ได้ออกกำลังกายหลังจากที่ไม่ได้ออกกำลังมานาน เพราะจะต้องวันๆได้แต่ยกของ กรอกน้ำ วิดน้ำ ฯลฯ

8)ได้อยู่กับบ้านมากขึ้น เพราะต้องเฝ้าระวัง ต้องกับสิ่งของที่มี ออกไปช็อปปิงเพิ่มก็ไม่ได้ ทำให้เรารู้ว่าสมบัติข้าวของที่เรามีนั้นมากมายเกินกว่าจะระวังได้ทั่วถึง ในทางกลับกันก็เป็นช่วงระยะเวลาที่ดีที่เราจะต้องโละสิ่งของที่ไม่จำเป็น ทิ้งไปบ้าง หรือเลือกที่จะเก็บอะไรไว้

9)ข้อดีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเราได้รอดพ้นภัยของซองกฐิน ผ้าป่า ที่ทำให้จิตใจเราต้องขุ่นมัวเมื่อถูกยัดเยียดหรือถูกบังคับโดยอ้อมให้ทำบุญ ในสิ่งที่เราไม่อยากทำ และเราจะไม่ต้องได้บาปเพิ่มขึ้นเพราะไม่ต้องก่นด่าในใจต่อผู้ที่เอาซองมาให้

10)ทำให้มีความรู้เพิ่มขึ้นกับการดูแผนที่แม่น้ำคูคลอง ทั้งจากการศึกษาด้วยตนเองและจากการดูโทรทัศน์(สำหรับบ้านที่ยังดูได้) อีกทั้งยังทำให้เรารู้ที่มาออกๆรายการกันนั้นน่ะ ใครมีกึ๋นหรือไม่มีกึ๋น

11)ทำให้เรารู้สึกตัวเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ เพราะต้องระวังภัยและศึกษาวิธีเอาตัวรอดจากสัตว์ร้ายต่างๆ เช่น งู จระเข้ ปลิง ยุง ฯลฯ

12)เป็นช่วงเวลาที่ได้ทบทวนทักษะการว่ายน้ำหลังจากเรื้อไปนาน

13)ทำให้ได้บรรยากาศหรือประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเปลี่ยนจากขึ้นรถมาลงเรือแทน

14)ทำให้ปัสสาวะง่ายขึ้น คือ ฉี่ลงน้ำ(กรณีอยู่บนบ้าน)หรือฉี่ในน้ำเสียเลย(กรณีลุยน้ำ)

15)ทำให้สวนที่บ้านเลิกรก เพราะตอนที่น้ำท่วมก็ราบเรียบโล่งตา หลังจากน้ำลดก็ต้องจัดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องสวยกว่าเก่า(ถ้ายังไม่หมดตัวเสียก่อน)

16)ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น(อันนี้ดีมาก) กรณีที่ต้องอยู่เงียบๆคนเดียวเป็นเวลานานๆ

17)ทำให้เราได้รู้จักผู้คนมากขึ้นในกรณีที่ต้องไปอยู่ที่ศูนย์อพยพฯ แม้ ว่าบางคนโทรศัพท์มือถือจะหายก็ตาม ก็ถือเสียว่าอย่างน้อยที่ชาร์จแบตเตอรียังอยู่ คราวต่อไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่รุ่นเดียวกันจะได้มีที่ชาร์จ 2 อัน

18)ทำให้หมดปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างสีต่างๆ ไม่ว่าสีเหลือง สีแดง หรือสีซ่าหริ่ม เพราะไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนี้ ทำให้ต้องหันหน้าเข้าหากันโดยอัตโนมัติ(ยกเว้นไอ้พวกที่ไม่ถูกน้ำท่วมที่ยัง หลงละเมอเพ้อพกอยู่ แต่ก็น้อยแล้ว)

จากที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยที่นึกขึ้นได้ และผมเชื่อว่าในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ อยู่ที่เราจะสามารถมองเห็นและนำไปปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตเราได้มากน้อยแค่ ไหน เพียงได

ใช่ไหมครับ
-------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 2 พฤศจิกายน 2554

Wednesday, November 2, 2011

หยุดชั่วคราว!?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของคนกรุงเทพฯ

ศปภ.ระบุว่าวันที่ 31 ต.ค.นี้จะพ้นช่วงน้ำทะเลหนุนสูงสุด จากนั้นน้ำทะเลจะลดลงต่ำมาก

ฉะนั้น การระบายน้ำเหนือที่ท่วมขังอยู่ในกรุงเทพฯลงสู่ทะเล

จะคล่องขึ้น ง่ายขึ้น เป็นกอบเป็นกำขึ้น

ความจริงแล้วช่วง 29-31 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุดนั้น คาดการณ์ไว้ว่าจะสูงถึง 2.65 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

สูงกว่าคันกั้นริมแม่น้ำเจ้าพระยา 15 ซ.ม.

แต่เอาเข้าจริงๆ ทะเลหนุนสูงสุดแค่ 2.53 เมตร

ถือว่าธรรมชาติยังปรานี

และมีการคาดการณ์กันอีกว่าน้ำทะเลจะขึ้นสูงสุดอีกครั้งช่วงลอยกระทง 11-18 พ.ย.นี้

สิ่ง ที่ศปภ.ต้องทำกันอย่างจริงจัง คือเร่งระบายน้ำก้อนมหึมา 5 พันล้านลบ.เมตรที่อยู่เหนือกรุงเทพฯ และท่วมพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ ออกสู่ทะเลให้ได้เร็วและมากที่สุด

เพราะมีเวลาแค่ 11 วันเท่านั้น

หากระบายน้ำออกทะเลได้ยิ่งมากเท่าไหร่ โอกาสที่กรุงเทพฯจะรอดก็ยิ่งมากขึ้น

เขตสายไหม เขตดอนเมือง เขตบางพลัด และเขตทวีวัฒนา ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมขังสูงมานับอาทิตย์แล้ว

จะมีโอกาสได้เห็นน้ำลดลงเร็วกว่าเดิม !

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในช่วง 11 วันนี้ถือเป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของศปภ.

การ ระบายน้ำลงทะเล ทั้งกรมชลฯและกทม.มีเครื่องไม้เครื่องมืออยู่แล้ว ระบบการสูบน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯที่เดียวมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบสูบน้ำของ ทั้งประเทศรวมกัน

ดังนั้น เรื่องระบบเรื่องเครื่องมือไม่ต้องเป็นห่วง

ห่วงแต่อย่างเดียวว่าจะเกิดเกาเหลา เกิดปัญหาเรื่องการประสานงานอีกหรือไม่

เพราะในห้วงวิกฤตของบ้านเมืองแบบนี้ ก็ยังมีให้เห็นถึงความแตกแยก ไม่เลิกขัดแข้งขัดขากัน

นักการเมืองบางคนยังมุ่งทำลาย ทำทุกอย่างเพื่อหวังผลทางการเมือง

คิดแค่ว่าทำยังไงจะล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ได้

"ข่าวลือ-ข่าวปล่อย-ข่าวป้ายสี"ถึงยังกระหึ่มเมืองอยู่ในขณะนี้

คิดกันเล่นๆ นะ ถ้าพวกแมลงสาบยอมหยุดความใจแคบ ยอมวางเรื่องส่วนตัวชั่วคราว

หันมาร่วมมือร่วมใจกับศปภ.แก้ปัญหาน้ำท่วมกันจริงจัง

อดใจรอจนน้ำลด รอจนเมืองไทยผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยเสียก่อน

แล้วค่อยกลับมาฟาดฟันล้มรัฐบาล

ถึงตอนนั้นก็คงไม่สายเกินไปมั้ง !?

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 02/11/54 ตัววัดระดับความผกผันกัน.....

ที่มา blablabla



เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน หมุนเวียนต่อ
นี่แหละหนอ ชีวิต ลิขิตสร้าง
คนทำดี ย่อมได้ดี ทุกที่ทาง
ไม่ต้องอ้าง เรื่องสารพัด งัดออกโชว์....


คนดักดาน ก็ดักดาน สามานย์คิด
แสร้งจริต พูดพร่ำ คำอวดโอ้
ดีหรือเลว ไม่รู้จัก มักคุยโว
หลอกพวกโง่ โสมม อย่างงมงาย....


มองเห็นดำ เห็นขาว เรื่องราวชัด
ตัวชี้วัด ค่ามนุษย์ สุดหลากหลาย
พวกโป้ปด กลับเชิดชู นิ่งดูดาย
กี่ฉิบหาย ไม่เคยเข็ด เสร็จพวกมัน....


คนทำดี กลับมองข้าม พูดหยามเหยียด
แสร้งรังเกียจ ถากถาง พรางเย้ยหยัน
นี่นะหรือ คนไทย ใจเดียวกัน
ยิ่งนับวัน ยิ่งแตกแยก..แปลกเหลือเกิน....


ยังอยากเห็น ความรุ่งเรือง ดั่งเมืองสวรรค์
รักผูกพัน ด้วยใจ ไม่ขัดเขิน
เพื่อความสุข ยืนยาว ทุกก้าวเดิน
หยุดห่างเหิน แล้วคืนรัก สามัคคี....


๓ บลา / ๒ พ.ย.๕๔

คลองสามวา คนกรุงเทพฯ กับความเชื่อเรื่อง “ลักษณะพิเศษ” ของสังคมไทย

ที่มา ประชาไท

หลายอาทิตย์กับการเผชิญวิกฤติน้ำท่วมอย่างเห็นแก่ตัวของผู้คนจำนวนไม่ น้อย ทำให้ผู้เขียนสงสัยว่า ยังมีใครยึดมั่นกับความเชื่อว่า สังคมไทยนั้นพิเศษ รักเอื้ออาทรและสามัคคีกันกว่าสังคมอื่น หลงเหลืออยู่บ้างไหม

หากคุณเป็นคนจนอย่างคนชุมชนคลองสามวาที่นักการเมืองเดินทางไปบอกว่า ขอให้ “เสียสละ” แล้วก็หายหัวไปเกือบสามเดือนโดยไม่เหลียวแลอะไรจนกระทั่งน้ำเพิ่มสูงเท่าเอว แถมเน่าอีกต่างหาก คุณจะทำอย่างไร จะยังคงยึดคติเรื่อง “ลักษณะพิเศษ” ของสังคมไทยอยู่ไหม

คำตอบนั้นชัดแจ้งอยู่บนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับวันอังคารหลายฉบับอยู่แล้ว ว่าชาวบ้านคลองสามวาสุดทน ได้ก่อม็อบจนกระทั่งนายกรัฐมนตรียอมออกคำสั่งให้เปิดประตูน้ำขึ้นหนึ่งเมตร แต่แค่นั้นก็ไม่พอสำหรับพวกเขาอีกต่อไป ชาวบ้านที่อยู่ในอาการสุดทน ได้แห่กันขุดดินข้างประตูน้ำอีกเป็นพื้นที่กว้างประมาณหนึ่งเมตรครึ่งในตอนบ่ายของวันจันทร์ เพื่อให้น้ำเน่าไหลเข้าสู่คลองแสนแสบและชั้นในของกรุงเทพอย่างรวดเร็ว

การกระทำเช่นนี้ยุติธรรมหรือไม่

มันก็คงขึ้นอยู่กับว่า คนที่ตอบเป็นใคร แต่ที่แน่ๆ กองทัพบกต้องส่งทหารกว่า 200 นายไปประจำตามแนวคันกั้นน้ำอื่นๆ ทางตอนเหนือของกรุงเทพในเขตบางเขน และเราก็ทราบข่าวว่า มีความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาวบ้านฝั่งที่น้ำท่วมน้อยกว่า กับฝั่งที่น้ำท่วมมากกว่าในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เช่น นครปฐม และฉะเชิงเทรา เป็นต้น

วิกฤติช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ถือว่าเป็นบทพิสูจน์ธาตุแท้ของสังคมไทย และพิสูจน์ความเชื่อหรือมายาคติที่ว่า สังคมไทยนั้นรักและสามัคคีกันมากกว่าชาติอื่น แรงกดดันจากวิกฤติน้ำท่วมทำให้ภาพความจริงของสังคมไทยลอยขึ้นเหนือน้ำจนเห็นเด่นชัด

ความเห็นแก่ตัวสารพัดชนิด ตั้งแต่การกักตุนน้ำดื่ม เสบียงอาหาร อย่างไม่คิดถึงผู้อื่นที่เดือดร้อนกว่า การจอดรถซ้อนสองซ้อนสามโดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการจราจร การดราม่าแย่งคิวแทงกั๊ก ขัดขากันระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่ หรือแม้กระทั่งในพรรคการเมืองเดียวกัน สิ่งเหล่านี้มีให้เห็นอยู่ดาษดื่น นี่ยังไม่รวมถึงการฉวยโอกาสขายสินค้าบางประเภทเกินราคา หรือเสียงบ่นที่ว่า มีดาราและนักเล่าข่าวทีวีที่ดูเหมือนจะใช้น้ำท่วมโปรโมทตัวเองมากกว่าที่จะช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ห้างหรูบางห้างก็ดูจะวุ่นๆ อยู่กับการติดตั้งต้นคริสต์มาสเทียมขนาดยักษ์มากกว่าการจัดกิจกรรมเพื่อรวบรวมเงินบริจาคช่วยน้ำท่วม

อย่างไรก็ตาม ในทุกตัวอย่างอันเลวร้ายและเห็นแก่ตัวที่มีอยู่ดาษดื่น เราก็สามารถสังเกตเห็นตัวอย่างของผู้ที่เสียสละและพยายามช่วยเหลือคนอื่นอย่างจริงใจได้ด้วยเช่นกัน แต่ความดีระดับปัจเจกบุคคลเหล่านี้ก็คงไม่เพียงพอที่จะทำให้สังคมไทยอยู่ต่อไปโดยไม่ตั้งคำถามว่า คนรวยในกรุงเทพฯ เคยชินกับความเห็นแก่ตัวและการมีอภิสิทธิ์จนถึงจุดที่เขาคาดหวังให้กรุงเทพฯ ชั้นในต้องได้รับการคุ้มครองโดยไม่สนอะไรกับคนด้านนอกใช่หรือไม่ โครงสร้างแห่งความอยุติธรรมที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของการกระจุกตัวของอำนาจ เงิน และทุกสิ่งทุกอย่างที่สำคัญ ได้กลายเป็นข้ออ้างที่จะปกป้องใจกลางของเมืองหลวงให้แห้ง โดยมิสนใจว่า ผู้อื่นนอกเขตกั้นน้ำหรือประตูน้ำจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง เปรียบได้กับเงินที่ต่อเงิน การกระจุกตัวแบบอภิสิทธิ์ชนของกรุงเทพฯ ทำให้กรุงเทพฯ อ้างว่าตนควรมีอภิสิทธิ์ในการได้รับการปกป้องคุ้มครองเป็นพิเศษมากกว่าส่วนอื่นของแผ่นดินไทย

คนกรุงผู้มีอันจะกิน สามารถขับรถหนีน้ำไปหัวหินหรือพัทยา พักรีสอร์ทหรูคืนละกว่าหมื่นบาท ในขณะที่เงินจำนวนนี้เทียบได้กับรายได้ของคนงานโรงงานจำนวนมาก ซึ่งหลายคนที่มีรายได้ระดับนี้ก็ได้ตกงานไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากน้ำท่วมโรงงาน บางคนรวยยิ่งกว่านั้น สามารถเลือกบินไปพักผ่อนต่างประเทศ เพื่อจะได้ไม่ต้องทนอยู่กับสภาพความเป็นจริงของประเทศไทย ณ วันนี้ ที่พื้นที่ประมาณหนึ่งในสามของประเทศกำลังจมอยู่ใต้บาดาล

คงไม่มีปัญหาอะไรหากคนยังอยากจะยึดมั่นกับความเชื่อ (หรือมายาคติ) ที่ว่า สังคมไทยนั้นพิเศษพิสดารกว่าสังคมอื่น รักและเอื้ออาทรต่อกันอย่างสุดๆ ผมเพียงแต่หวังว่า คนเหล่านี้จะปฏิบัติตนให้สมกับความเชื่อที่เขามี (หรืออ้างว่ามี) เราอาจต้องการคนที่พร้อมจะเสียสละมากกว่านี้ เพื่อที่มายาคติเช่นนี้จะดูสมจริงกว่านี้ และสำหรับผู้ที่ได้เกิดอาการตาสว่างหรือไม่เคยเชื่อในลักษณะพิเศษของสังคมไทยนั้นก็ไม่เป็นไร ถือเป็นสิทธิของเขา ผมเพียงแต่หวังว่า ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ผู้คน ณ เวลานี้ไม่ควรที่จะทำตนให้เป็นภาระแก่ผู้อื่นและสังคมเพิ่มโดยไม่จำเป็น

ปล. ณ เวลาส่งบทความนี้ (คืนวันที่ 1 พ.ย. 54) มีรายงานข่าวว่า ห้างแฟชั่นไอร์แลนด์บนถนนรามอินทรา ในเขตมีนบุรี ซึ่งไม่ไกลจากคลองสามวาต้องปิดตัวลงแล้วเพราะน้ำท่วม ในขณะที่ผู้ว่าฯ กทม.ได้ส่งตำรวจเข้าไปคุมการซ่อมประตูคลองสามวา ส่วน ศปภ. ได้ประกาศตอนสามทุ่ม แนะนำให้ชาวบ้านคลองสามวาตะวันออกอพยพ

เปิดตัวกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) /เริ่มประชุมนัดแรกหลังน้ำท่วม

ที่มา ประชาไท

ครม.รับทราบคำสั่งคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ เรื่องตั้งกรรมการ 10 คน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งนายอุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ว่าล่าสุด ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์ที่ผ่านมา ครม.ได้รับทราบคำสั่ง คอ.นธ.ที่ 1/2554 เรื่องการแต่งตั้งกรรมการ คอ.นธ.จำนวน 10 คน ลงนามโดยนายอุกฤษ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา

ประกอบด้วย 1.นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด 2.นายประสิทธิ์ โฆวิไลกูล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 3.นายจำนงค์ สวมประคำ ส.ว.สรรหา 4.นายกำชัย จงจักรพันธุ์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ 5.นายนัทธี จิตสว่าง อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ 6.นายกมลินทร์ พินิจภูวดล 7.นายชาติชาย สุทธิกลม รองปลัดกระทรวงยุติธรรม 8.นายธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา 9.น.ส.รื่นฤดี สุวรรณมงคล รองผู้อำนวยการสำนักกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม และ 10.นายสุชาติ สิงห์ทอง

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำเว็บไซต์ www.nrlcthailand.org เพื่อให้สามารถติดตามการทำงานของ คอ.นธ.ได้อย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ นายอุกฤษ มงคลนาวิน ได้นัดกรรมการกรรมการ คอ.นธ.ทั้ง 10 คน มารับประทานอาหารร่วมกัน เพื่อแนะนำตัวและทำความรู้จัก แต่ยังไม่มีการนัดประชุมกันอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้นายอุกฤษ ประธาน คอ.นธ.ได้เคยนัดประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 2 พฤศจิกายน เพื่อหารือเรื่องกรอบการทำงานแต่ท้ายสุดก็แจ้งยกเลิกเพราะเห็นว่าอยู่ ระหว่างสถานการณ์น้ำท่วม

000

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมพ.ศ.๒๕๕๔

เพื่อผดุงหลัก นิติธรรมและส่งเสริมให้มีการใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม ความเสมอภาคและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล กับทั้งเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการใช้กฎหมายของประเทศอันจะนำไปสู่ สังคมที่มีความเป็นปกติสุข สมควรให้มีคณะกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความอิสระและเป็นกลาง เป็นผู้ดำเนินการศึกษาและเสนอแนะแนวทาง มาตรการ และกระบวนการต่าง ๆตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดโดยระเบียบนี้
อาศัย อำนาจตามความในมาตรา ๑๑ (๖) และ (๘) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมพ.ศ. ๒๕๕๔”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ในระเบียบนี้
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ
“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ
ข้อ ๔ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “คอ.นธ.” โดยให้คณะกรรมการดำเนินการตามแนวทาง ดังต่อไปนี้
(๑) ศึกษาประเด็นปัญหาเกี่ยวกับกฎหมาย กฎ และการใช้กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม
(๒) รับฟังข้อมูลและความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชนและภาคส่วนต่าง ๆ และสร้างความตระหนักให้กับสังคมเกี่ยวกับหลักนิติธรรม
(๓) เสนอแนะแนวทาง มาตรการ และกระบวนการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาตาม (๑)
ข้อ ๕ คณะกรรมการ ประกอบด้วย
(๑) ประธานกรรมการซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ
(๒) กรรมการจำนวนไม่เกินสิบสองคน ซึ่งประธานกรรมการแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงานที่ แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของคณะกรรมการ
ให้ประธานกรรมการแต่งตั้งเลขานุการหนึ่งคน และผู้ช่วยเลขานุการจำนวนไม่เกินสองคน
ข้อ ๖ ประธานกรรมการและกรรมการ มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับระยะเวลาการใช้บังคับระเบียบนี้
ในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้กรรมการอื่นพ้นจากตำแหน่งด้วยและให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งประธานกรรมการใหม่
ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการใหม่
ข้อ ๗ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ประธานกรรมการและกรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๕) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
ข้อ ๘ การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ให้ ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การ วินิจฉัยของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ ๙ ในการดำเนินการตามข้อ ๔ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ศึกษา วิจัย และเสนอแนะแนวทาง มาตรการ และกระบวนการต่าง ๆ เพื่อผดุงหลักนิติธรรมและเสริมสร้างการใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม ความเสมอภาค และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลกับทั้งเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการ ใช้กฎหมายของประเทศ
(๒) เสนอผลการดำเนินการตาม (๑) และจัดทำรายงานความคืบหน้าของการทำงานทุกรอบหกเดือน รวมทั้งรายงานสรุปผลเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจต่อคณะรัฐมนตรี
(๓) จัดให้มีเวทีสาธารณะ การประชุม เพื่อรับฟังข้อมูลและความเห็น และให้การศึกษากับสังคมเป็นระยะ ๆ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชนและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของคณะกรรมการ
(๔) เชิญผู้แทนหน่วยงานของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือให้จัดส่งเอกสารหรือข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา
(๕) แต่งตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน
ข้อ ๑๐ การประชุมของคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน ให้นำความในข้อ ๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๑๑ ให้มีสำนักงานเป็นหน่วยงานภายในสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม
ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานจากข้าราชการกระทรวงยุติธรรม
ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสำนักงาน และรับผิดชอบในการปฏิบัติงานของสำนักงานขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม
ข้อ ๑๒ ให้สำนักงานมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) รับผิดชอบในงานธุรการ งานวิชาการ งานการประชุม งานประชาสัมพันธ์ และงานเลขานุการของคณะกรรมการ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน
(๒) ศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานของคณะกรรมการ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน
(๓) ประสานงานกับบุคคล องค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ
(๔) ปฏิบัติงานหรือดำ เนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการ ที่ปรึกษาคณะกรรมการคณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน มอบหมาย
ข้อ ๑๓ ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของสำนักงานนายกรัฐมนตรีอาจมีคำสั่งให้ข้า ราชการ พนักงานราชการ หรือลูกจ้างของส่วนราชการ ไปช่วยปฏิบัติงานที่สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ
ข้อ ๑๔ ให้หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการและสำนักงาน ให้เป็นไปตามระเบียบนี้
ข้อ ๑๕ ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการตามระเบียบนี้ตามความจำเป็น
ข้อ ๑๖ ค่าตอบแทนของคณะกรรมการ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการและคณะทำงาน ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ข้อ ๑๗ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับมีกำหนดระยะเวลาสองปี นับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ
ข้อ ๑๘ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้
สั่ง ณ วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ข้อมูลบางส่วนจาก: มติชนรายวัน

เอเอสทีวีกลับมาออกอากาศอีกครั้ง 2 พ.ย. นี้

ที่มา ประชาไท

เอเอสทีวีกลับมาออกอากาศอีกครั้งวันนี้ หลังยุติไปกว่า 2 สัปดาห์ โดยได้เจรจาผ่อนชำระหนี้กับเจ้าของดาวเทียมแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายใหม่ที่เกิดขึ้นรายเดือนจะชำระให้ทุกเดือน

เว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานวานนี้ (1 พ.ย.) ว่า หลังจากสถานีได้หยุดแพร่ภาพผ่านสัญญานดาวเทียมโดยถ่ายทอดแค่เพียงในระบบอิน เทอร์เน็ตมาตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย.เป็นต้นไป ผู้ชมในระบบดาวเทียมจะสามารถเปิดรับชมรายการต่างๆ ของสถานีได้ตามปกติแล้ว

ทั้งนี้สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 โดยเป็นสถานีข่าวแห่งแรกๆ ที่บุกเบิกการแพร่สัญญานภาพผ่านระบบดาวเทียมและอินเทอร์เน็ต ต่อมาหลังวันที่ 17 ต.ค. มีการหยุดออกอากาศผ่านดาวเทียม โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งเอเอสทีวีได้เปิดเผยในเวลาต่อมาว่า เกิดจากการที่บริษัท นิวสกาย แซทเทลไลต์ (NewSkies Satellite) เจ้าของดาวเทียมชื่อ NSS-6 ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ตัดสัญญานด้วยเหตุผลที่เอเอสทีวีที่เป็นคู่สัญญาได้ ค้างชำระหนี้ค่าเช่าช่องสัญญานมานานกว่า 6 เดือนแล้ว โดยหนี้คงค้างมีอยู่ราว 4 แสนเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 12 ล้านบาท ซึ่งตามข้อตกลงเดิมก่อนที่ NSS-6 จะตัดสัญญานได้มีการเจรจากันมาระดับหนึ่งโดยเอเอสทีวีขอผ่อนชำระจนถึงสิ้นปี นี้ ส่วนค่าใช้จ่ายใหม่ที่จะเกิดขึ้นรายเดือนนั้นก็จะชำระให้ทุกเดือน

ศาลไม่อนุญาตประกัน ‘สมยศ’ ลุ้นประกัน ‘สุรชัย’ วันนี้

ที่มา ประชาไท

1 พ.ย.54 นายคารม พลทะกลาง ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ระบุว่า ศาลอาญาปฏิเสธคำร้องขอปล่อยชั่วคราว นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบก.นิตยสาร Red Power ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยให้เหตุผลว่าเคยมีคำสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวมาแล้วและไม่มีเหตุเปลี่ยน แปลงคำสั่งเดิม ทั้งนี้ ในการยื่นคำร้องครั้นี้ ทนายได้ใช้หลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินในจังหวัดสุพรรณบุรี ราคาประเมิน 1,690,000 บาท

นายคารมกล่าวว่า หลายคนอาจมองว่าเป็นคดีที่ละเอียดอ่อน แต่โทษสูงสุดก็คือจำคุก 15 ปี ขณะที่คดีก่อการร้าย โทษสูงสุดคือประหารชีวิต ยังได้รับการประกันตัว โดยส่วนตัวเห็นว่าจำเลยควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญในการประกัน ตัวต่อสู้คดี อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลมีคำสั่งแล้วก็ต้องเคารพ และจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งหรือยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ การยื่นประกันครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 แล้ว

นายคารม กล่าวต่อว่า วันที่ 2 พ.ย. ศาลอาญานัดฟังคำสั่งว่าจะอนุญาตปล่อยชั่วคราวนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) จำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือไม่ โดยใช้หลักทรัพย์เป็นพันธบัตรมูลค่า 1 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ในวันที่ 26 ต.ค.นายอานนท์ นำภา ทนายความจากสำนักทนายราษฎร์ประสงค์ ระบุว่า หลังเกิดสถานการณ์น้ำท่วม เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ประกาศให้นักโทษแจ้งญาติพี่น้องให้ทำเรื่องยื่นประกันตัว เพราะเกรงน้ำจะท่วมเรือนจำ จึงได้ทำการยื่นเรื่องขอประกันตัวนายโจ กอร์ดอน และนายสุรภักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว

ทั้งนี้ สมยศถูกจับที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ขณะนำลูกทัวร์เดินทางเข้าท่องเที่ยวประเทศกัมพูชา โดยคำฟ้องระบุว่า สมยศกระทำความผิดดยการจัดพิมพ์ จำหน่ายและเผยแพร่นิตรยสาร VOICE OF TAKSIN: เสียงทักษิณ ปีที่1 ฉบับที่ 15 ปักษ์หลักกุมภาพันธ์ 2553 บทความ คมความคิด ของผู้ใช้นามปากกาว่า จิตร พลจันทร์ เรื่อง แผนนองเลือดกับยิงข้ามรุ่น และเรื่อง 6 ตุลา แห่ง พ.ศ.2553 จึงส่งฟ้องต่อศาลตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 112 พระราชบัญญิแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4

ขณะที่สุรชัย ถูกจับกุมกลางดึกวันที่ 22ก.พ.54 ที่บ้านพัก จ.นนทบุรี โดยถูกกล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2553 ได้กล่าวปราศรัย ในงานเสวนาหัวข้อ เสวนาตาสว่างครั้งที่ 2 ที่ ห้างอิมพิเรียล ลาดพร้าว แล้วมีถ้อยคำบางช่วงบางตอนจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง นอกจากนี้ยังถูกแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวข้องกับ มาตรา 112 อีกหลายคดี ตั้งแต่ถูกจับยังไม่ได้รับการประกันตัว

ส่วนโจ กอร์ดอน เป็นพลเมืองสัญชาติอเมริกัน-ไทย ถูกจับกุมเมื่อ 24 พ.ค.54 ที่บ้านพักจังหวัดนครราชสีมา ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้แปลหนังสือต้องห้าม The King Never Smiles และจัดทำบล็อกมีข้อความพาดพิงสถาบันโดยใช้ชื่อผู้จัดทำว่า สิน แซ่จิ้ว ที่ผ่านมามีการยื่นประกันตัวนับสิบครั้งแต่ศาลปฏิเสธ กระทั่งรับสารภาพเมื่อวันที่ 10 ต.ค.54 และศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 9 พ.ย.54

สุรภักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา และถูกฝากขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดทำเฟซบุ๊คเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน

กฤษฎีกาตีกลับ พรบ.จดแจ้งการพิมพ์ชี้ขัด รธน.หมวดสิทธิ เสรีภาพ

ที่มา ประชาไท

กฤษฎีกาตีกลับ พรบ.จดแจ้งการพิมพ์ หลัง ครม.เห็นชอบ ชี้ขัด มาตรา 45 เรื่องสิทธิเสรีภาพ และแสดงความคิดเห็นของประชาชน

นสพ.ไทยรัฐ รายงานว่า นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า จากที่ ครม.เคยมีมติเห็นชอบ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ ที่กระทรวงวัฒนธรรมได้เสนอ วันนี้ (1 พ.ย.)ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำความเห็นกลับมาว่า เนื้อหาบางส่วนใน พ.ร.บ.ดังกล่าวอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 เรื่องสิทธิเสรีภาพ และแสดงความคิดเห็นของประชาชน ครม.จึงได้มอบให้กระทรวงวัฒนธรรมนำ พ.ร.บ.ฉบับนี้กลับไปพิจารณาใหม่

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์